ปีท่ี 1 ช่อท่ี 1 พ.ศ. 2561
CHORINTANIN MAGAZINE
“เฮือนตองตงึ ”
เรอื นนอนจำ� ลองของนักเรียนแมโ่ จ้ในอดีต พ.ศ. 2480
ณ พพิ ธิ ภัณฑ์วัฒนธรรมเกษตรไทย มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
ศ.ดร.วภิ าต บุญศรี วังซา้ ย
ผ้รู จนาวลี “งานหนกั ไมเ่ คยฆา่ คน”
ต�ำนานรถกระทงใหญแ่ มโ่ จ้ นพพระพิรณุ ปารมี บทสนทนากับ
ในวนั ลอยกระทงเชยี งใหม่ รุ่งเรืองเกษตรศรแี ผน่ ดนิ เจ้าดวงเดือน ณ เชยี งใหม่
เรอื งสุขยลยนิ อินทนลิ แมโ่ จ้ เก่ยี วกับวถิ ชี วี ิตผา่ นกาลเวลา
“...ทพ่ี ูดกนั ว่านกั ศึกษาของแมโ่ จ้ค่อนขา้ งจะดุเดือด คอ่ นขา้ งจะนา่ กลวั เพราะว่าเรามพี ลัง เราจะต้องแสดงพลงั
สิ่งเหลา่ นก้ี อ็ าจจะเป็นสิ่งหนึ่งท่ที �ำให้เราภูมใิ จไดว้ า่ ขนึ้ ช่อื วา่ เป็นนักศกึ ษาแมโ่ จเ้ ป็นทน่ี ่ากลัวเกรงขามของชาวบ้าน
อันน้ีกอ็ าจเป็นจดุ หน่ึงที่อยากวิจัยนิดหนอ่ ยวา่ พลังน้ีเปน็ การดหี รือไม่ เข้าใจว่าพลังของความร่วมแรงนกั ศึกษาแม่โจน้ ้ีทง้ั หมด
ถา้ ใช้ไปในทางทถ่ี กู ต้อง ในทางท่จี ะให้คนเกรงขามวา่ นา่ นบั ถอื จะมาถูไถจะมาโต้อยา่ งที่ไม่ดกี บั นักศกึ ษาแม่โจ้กจ็ ะตอ้ งพา่ ยแพไ้ ป
ถา้ เอาพลงั สามัคคไี ปใชใ้ นทางทด่ี อี ยา่ งท่ีเคยท�ำ เชน่ ไปช่วยชาวบา้ น เช่นไปพฒั นาในทอ้ งที่ตา่ งๆ อนั นเี้ ปน็ พลงั ทนี่ า่ เกรงขามจรงิ ๆ
เพราะวา่ ชาวบ้านตา่ งๆ เขาจะพากนั มองนักศกึ ษาแมโ่ จ้ท้งั หมดว่า คนนเี้ ขาแข็งแรงและหมูพ่ วกนี้เขาแขง็ แรง แต่ว่าจะเกิดแต่ความดี
จะเกิดความรูส้ ึกว่าแม้จะเป็นนักศกึ ษาซ่ึงอยู่ในวยั ศึกษากน็ ับว่าเปน็ ผู้ท่มี ีอายุไม่มากนกั แต่กน็ ่านับถอื เกรงขาม
ในทางนับถือและรักใคร่ว่านกั ศกึ ษาเหลา่ น้ีเปน็ คนแขง็ แรง เปน็ คนน่านบั ถือ น่าดู ถา้ ใชพ้ ลังสามคั คใี นทางอื่นท�ำใหเ้ ขาเกรงขาม
เพราะวา่ หมู่ใหญเ่ ข้าไปบุกท่ีโน่นทีน่ ี่ก็อาจท�ำใหค้ นเขาอาจจะนบั ถอื ว่านักศึกษาแม่โจ้น่ากลัว แต่น่ากลัวและกเ็ ช่อื ฟังเพราะวา่ กลัวเขา...”
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั รชั กาลที่ 9
ในโอกาสเสด็จทอดพระเนตรและทรงเยี่ยมกจิ การขององค์การเกษตรกรในอนาคตแห่ง
ประเทศไทย หน่วยแมโ่ จ้และวทิ ยาลยั เกษตรกรรมเชียงใหม่
เมือ่ วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2516
พิพิธภณั ฑว์ ัฒนธรรม 28 ของกนิ๋ บ้านเฮา
2 การเกษตรไทย
สารอธิการบด ี 4 น้ำ� เง้ยี ว (สตู รเจยี งฮาย) 70
เรอื นชานบ้านศนู ย์ศลิ ป ์
ผ้อู �ำนวยการศูนย์ศลิ ปวัฒนธรรม
ล้านนาคดี 46
ความเชอ่ื ของคนลา้ นนา 52
พิธกี รรมเล้ียงผเี ดือน 9
ของชาวลา้ นนา
ภาษาและวรรณกรรมล้านนา
กำ� เล่าผูเ้ ฒ่าโบราณเรอ่ื ง ผีโพง 32
อ้จู า๋ ปะสาคนเมอื ง 72
บทสนทนากับ
เจ้าดวงเดอื น ณ เชยี งใหม่
เกีย่ วกับวถิ ีชวี ิตผา่ นกาลเวลา
แม่โจ.้ ..แม่โจข้ องเรา
ศ.ดร.วภิ าต บุญศรี วังซา้ ย 7
ผ้รู จนาวลี “งานหนกั ไม่เคยฆา่ คน”
ต�ำนานกระทงใหญ่แม่โจ ้ 10 นาฏดนตรี วิถีลา้ นนา วกิ ฤตการณห์ มปู ่าติดถ�้ำ 58
ในวันลอยกระทงยี่เป็ง เตง่ ถง้ิ ...สว่า...เตง่ ถิง้ 36
วงดนตรปี ี่พาทย์ลา้ นนา ท�ำใหโ้ ลกธาตหุ ว่ันไหว
ในประเพณีฟ้อนผีเจา้
ครัวอ่มิ อุ่น พ่ีเพอื่ น้องแมโ่ จ้ : 18 ธรรมป๋าจอ้ นล้านนา 66
อตั ลักษณแ์ มโ่ จส้ อื่ ความรัก
ผญาแห่งการขอฝน
ความสามคั คี นพพระพิรุณปารมี 40 เพอื่ การปลกู ข้าว
เม่อื แม่โจส้ ร้างฝายมีชวี ติ 24 ร่งุ เรอื งเกษตรศรีแผ่นดิน เอิ้นป่าวข่าวศูนย์ศิลป์ 74
เรืองสขุ ยลยนิ อนิ ทนลิ แม่โจ้
(หว้ ยโจ้ 1 หว้ ยโจ้ 2)
ปีท่ี 1 ช่อท่ี 1 พ.ศ.2561
สารอธิการบดี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จ�ำเนียร ยศราช
การกอ่ ตง้ั ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรมใหเ้ ปน็ หนว่ ยงานหลกั ในการรบั ผดิ ชอบ 3. การบรู ณาการความรว่ มมอื และการสรา้ งเครอื ขา่ ยทำ� นบุ ำ� รงุ
ภารกิจด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดต้ังข้ึน ศลิ ปวฒั นธรรม
ตามท่ีประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยในการแบ่งส่วนราชการ 4. การเผยแพร่ผลงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา
ในหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ พ.ศ. 2552 โดยด�ำเนินงานสนอง มหาวทิ ยาลยั ตามตวั ชวี้ ดั ทมี่ คี ณุ ภาพ
นโยบายและภารกิจหลักในด้านการอนุรักษ์ สืบสานศิลปะและวัฒนธรรม ตลอด 10 ปีที่ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้ด�ำเนินการอย่างต่อเน่ือง
พพิ ธิ ภณั ฑว์ ฒั นธรรมการเกษตรไทย เรอื นธรรม 60 ปี การบรหิ ารจดั การ และมผี ลงานความกา้ วหนา้ ในการสรา้ งชอ่ื เสยี งใหแ้ กม่ หาวทิ ยาลยั ตลอดมา
อนุรักษ์ดูแลและปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่อันเป็นมรดกจากอดีตที่ภาคภูมิใจ ทงั้ ยงั ไดร้ บั ความรว่ มมอื จากทกุ ฝา่ ยเกดิ ความสำ� เรจ็ เปน็ ทช่ี น่ื ชมแกส่ งั คม
พนื้ ทวี่ ถิ เี กษตร วถิ แี มโ่ จ้ ดำ� รงเอกลกั ษณค์ วามภาคภมู ใิ จในความเปน็ ไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอขอบคุณปราชญ์ท้องถ่ิน ผู้ทรงคุณวุฒิ
รกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวถิ ชี วี ติ อนั ดงี าม เสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ นักเขียนและผู้เก่ียวข้องท่ีได้จัดท�ำช่ออินทนิลเล่มแรกน้ีข้ึน โดยมี
ทางภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ รวมถงึ การพฒั นาสง่ เสรมิ ปลกุ จติ สำ� นกึ ใหน้ กั ศกึ ษา การรวบรวมเรียบเรียงผลงานซ่ึงเป็นจุดเด่น ความเป็นแม่โจ้ด้วยข้อมูล
และสงั คมธำ� รงรกั ษาศลิ ปวฒั นธรรมทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณข์ องคนไทยใหค้ งอยู่ เนอ้ื หาทางสงั คม ประเพณแี ละวฒั นธรรม ทจ่ี ะสรา้ งประโยชนต์ อ่ คณุ ภาพ
อยา่ งมนั่ คง ชวี ติ ใหส้ งั คมคณุ ภาพ
ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ ไดร้ บั มอบหมายภารกจิ แม้ว่าสถานการณ์โลกปัจจุบันจะเปล่ียนแปลงและพัฒนา
4 หลกั การ คอื ดว้ ยความทนั สมยั นวตั กรรมของเทคโนโลยสี มยั ใหม่ แตม่ หาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้
1. ส่งเสริมและรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิต ยงั คงยดึ มนั่ ในรากเหงา้ และวฒั นธรรมอนั ดงี ามของชาวแมโ่ จแ้ ละสงั คมไทย
ศลิ ปวฒั นธรรมไทยและลา้ นนา
2. สร้างสรรค์ผลงานและกิจกรรมท่ีส่งเสริมอัตลักษณ์แม่โจ้ (ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จำ� เนยี ร ยศราช)
เป็นจุดเด่นของการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (University of Life) อธกิ ารบดี
ทม่ี กี ารเกษตรเปน็ รากฐานแกส่ งั คม
4
ปีที่ 1 ช่อที่ 1 พ.ศ. 2561
ทป่ี รกึ ษา : อธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้
รองอธกิ ารบดี (อาจารยร์ ชฏ เชือ้ วโิ รจน์)
รองอธกิ ารบดี (อาจารย์ชชั พชรธรรมกลุ )
ผู้ชว่ ยอธกิ ารบดี (อาจารย์ ดร.กอบลาภ อารีศรีสม)
บรรณาธกิ ารบริหาร : นางสมพร แรกชำ�นาญ
กองบรรณาธกิ าร : ผู้ชว่ ยศาสตราจารยช์ ยุตภัฏ คำ�มลู
อาจารย์ ดร.สุนทร คำ�ยอด
อาจารยล์ ักขณา ชาปู่
อาจารย์ดวงหทยั ลือดัง
นายอนสุ รณ์ วจิ ารณป์ รชี า
นายวฒุ ภิ ัทร เกตพุ ฒั นพล
นางสาว ศรวี รรณ บุญเรือง
นางอไุ รภสั ร์ ชยั เรอื งวุฒิ
นาวสาวเมรษิ า ยอดหอม
นางสาวเบญจรัตน์ ศุภอดุ มฤกษ์
นายสิทธชิ ัย วมิ าลา
นางสาวสวุ ชิ า ศรีวิชยั
จดั ทำ�โดย : โครงการผลิตสื่อเพ่อื การเผยแพร่ด้านศิลปวฒั นธรรม
ศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
63 หมู่ 4 ตำ�บลหนองหาร อำ�เภอสันทราย
จงั หวดั เชยี งใหม่ 50290
โทรศพั ท/์ โทรสาร : 053-873300-3 www.artandculturemju.com
พิมพท์ ี่ : โรงพิมพส์ มพรการพิมพ์
จำ�นวน : 600 เลม่ / พ.ศ. 2561
โครงการผลิตส่ือเผยแพรด่ ้านศิลปวัฒนธรรม “ช่ออินทนลิ ” จัดทำ� เพอื่ ใหน้ ักคดิ นักเขียน ปราชญช์ าวบา้ น ภูมิปญั ญาท้องถน่ิ
และบคุ ลากร ได้รวบรวม เรยี บเรยี ง เขยี นบทความ ข้อความ สารคดี นำ� เสนอขอ้ มูลแนวคิด หรอื ข้อเสนอแนะถา่ ยทอดเพ่ือความเข้าใจ
ในทศั นะ และการเรียนรูเ้ ชิงสร้างสรรค์ ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งสอดคล้องกับทัศนะของผู้จดั ทำ� และมิใชเ่ ป็นความรบั ผดิ ชอบของกองบรรณาธิการ
ภาพปก : “เฮอื นตองตึง” เรือนนอนจำ�ลองของนักเรียนแมโ่ จ้ในอดีตต้งั แต่ พ.ศ. 2480
ณ พพิ ิธภณั ฑ์วัฒนธรรมเกษตรไทย มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
ISSN :
5
EDITOR’S TALK
สมพร แรกช�ำนาญ
บรรณาธิการบริหาร
บเรา้อื นนศชนูานยศ์ ลิ ป์
ทา่ นผู้อา่ นทเี่ คารพ
ชอ่ อนิ ทนิล ฉบับน้ีเป็นผลงานเผยแพรด่ ้านศิลปวฒั นธรรม เฉลมิ ฉลองเนอ่ื งในโอกาสทีศ่ นู ยศ์ ลิ ปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
จะครบ 10 ปี ในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เราตั้งช่ือด้วยดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ส่ือถึงอัตลักษณ์แม่โจ้ เม่ือกล่าวถึงอินทนิลแล้ว
ทุกคนตอ้ งรจู้ ักแมโ่ จ้นัน่ เอง
ตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมาต้ังแต่ก่อต้ังมาถึงวันน้ี งานด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมท่ีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรับผิดชอบนั้น
เป็นไปตามภารกิจหลักและตัวชี้วัดด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นอกจากงานประจ�ำเก่ียวกับโครงการกิจกรรม
พิธีการของมหาวิทยาลัยโดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาเป็นหลักตลอดปีกว่า 40 โครงการแล้ว ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมยังได้สนับสนุน
งานของหน่วยงานองค์กรจังหวัดเชียงใหม่ งานของส�ำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมถึงชุมชนหน่วยงาน
รอบมหาวทิ ยาลัยอยา่ งสม�ำ่ เสมอ
ถึงวันนี้เราได้สร้างความร่วมมือและเสริมการท�ำงานแบบบูรณาการกับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง และส่งเสริมให้บุคลากร
ถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้แก่เยาวชน ด้วยการจัดกิจกรรมฝึกทักษะด้านดนตรีและศิลปะ
การแสดงให้กบั โรงเรยี นในพ้ืนที่ใกล้เคยี ง ประสานการท�ำงานร่วมกบั ชุมชนโดยการแลกเปลี่ยนเรยี นรรู้ ว่ มกนั กบั ชมุ ชน ปราชญช์ าวบ้าน
และภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นอย่างตอ่ เนอื่ ง
ภายใตก้ ารท�ำงานสนองนโยบายมหาวทิ ยาลัยแม่โจ้สถาบนั การศึกษาชนั้ น�ำด้านการเกษตรด้วยวสิ ยั ทศั น์และวัตถุประสงคห์ ลกั
วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์
เป็นศูนย์รวมแหล่งเรยี นรู้ 1. ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักศึกษา เยาวชน และผู้ที่
และถ่ายทอดศิลปวฒั นธรรม สนใจทั่วไป ให้บริการด้านวิชาการ ส่งเสริมให้นักศึกษามีความรู้
ด้านกิจกรรม ทะนุบำ�รุงศิลปะและวัฒนธรรม ด้านดนตรีไทย
ภูมิปัญญาท้องถ่ิน ดนตรีพื้นเมือง และนาฏศิลป์ ด้านพิธีการ พิธีกรรมทาง
ศาสนาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำ�รงชีวิต การอบรมการสอน
เรื่องกิริยามารยาทของไทย สร้างเสริมศีลธรรม คุณธรรม
จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในวิถีชีวิตไทยที่ดีงาม
ใช้กระบวนการเรียนรู้ทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมด้วยภูมิรู้
และภูมิธรรม ทั้งที่เป็นการเรียนรู้ในระบบ และนอกระบบ
ให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเสริมสร้างคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์เพื่อให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันในสังคม
อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
6
2. เป็นแหล่งรวบรวมอุปกรณ์ ของใช้วิถีชีวิตพื้นบ้าน ระหว่างปี พ.ศ. 2561-2562 จะเป็นการเฉลิมฉลอง
ในอดีต เครื่องมือเครื่องใช้วิวัฒนาการทางการเกษตร 10 ปี ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์ศิลป-
3. เป็นสถานที่ดำ�เนินกิจกรรมในการเผยแพร่ วัฒนธรรมจะจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สืบสานศิลป-
ศิลปวัฒนธรรม และส่งเสริมให้แพร่หลายไปสู่สังคม เป็นแหล่ง วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมเปิดบ้านอาจ๋านบุญศรี
ที่รองรับการดูงานของชุมชนและท้องถิ่นที่มีศักยภาพ สามารถ อดีตผู้อำ�นวยการคนแรกของแม่โจ้ ผู้รจนาวลี “งานหนัก
ขยายตัวไปสู่สังคมนานาชาติ ไม่เคยฆ่าคน” งานวัฒนธรรม ดนตรี ประเพณี วิถีชีวิต
4. มีกิจกรรมอนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนา และเกิดการบูรณาการ งานเสวนาภูมิปัญญาท้องถิ่นผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ
ด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อเผยแพร่และก่อให้เกิดรายได้ และอื่นๆ รวมถึงการแสดงในเวทีวัฒนธรรมฉลองแม่โจ้
5. เป็นแหล่งศึกษาดูงานภายใต้อัตลักษณ์ความเป็นแม่โจ้ ครบ 85 ปี ระหว่างวันที่ 8-16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
เหตุการณ์โลกเรามีแต่ความเปลี่ยนแปลงและ
ในช่ออิทนิลฉบับนี้ ไม่ควรพลาดเรื่องราวผ่านกาลเวลา ขาดความสุข
ข อ ง ท า ย า ท เ จ้ า ผู้ ค ร อ ง น ค ร เชี ย ง ใ ห ม่ อ ง ค์ สุ ด ท้ า ย ข้าเจ้าอยากให้ทุกท่านได้อ่านอย่างมีความสุข
เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ และเรื่องราวของผู้รจนาวลี ยินดีไปกับเรื่องราวความรู้ล้านนาที่ยังเกี่ยวเนื่องอยู่ในชีวิต
“งานหนักไม่เคยฆ่าคน” ศ.ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย และลมหายใจเราทุกวันคืน นักวิจัย ปราชญ์ท้องถิ่น
ที่ทำ�ให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้แห่งนี้เต็มได้วยวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาชาวบ้านต่างๆ หรือผู้ทรงคุณวุฒิจะได้นำ�ผลงาน
ที่ยั่งยืนสืบทอดมายาวนาน ผลงานเรื่องเล่าเรื่องผีล้านนา อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ม า นำ � เ ส น อ ใ ห้ ส า ธ า ร ณ ช น ไ ด้ อ่ า น ไ ด้ ศึ ก ษ า
“ผีโพง” โดยศิลปินล้านนา ผู้ได้รับการยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ และการใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นแหล่งความรู้พื้นฐาน
ปี 2560 สาขาดนตรีพื้นบ้าน พ่อครูบุญศรี รัตนัง ในการสร้างคุณค่าและเข้าใจในศิลปวัฒนธรรมต่อไป
ด้วยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อยู่เคียงคู่กับชุมชนท้องถิ่น
เราจึงเห็นคุณค่าแห่งวิถี ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ผลงาน ในโอกาสที่ข้าเจ้าได้เข้ามารับตำ�แหน่งผู้อำ�นวยการ
สำ�คัญที่ได้สร้างชื่อเสียงแก่มหาวิทยาลัยด้วยรางวัลชนะเลิศ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 มาถึงปัจจุบันนี้
ครองถ้วยรางวัลพระราชทานถึง 3 พระองค์ ตำ�นานรถกระทง แนวทางการทำ�งานต่อไปนั้นจะเป็นไปตามยุทธศาสตร์
แม่โจ้ และ การสร้างฝายมีชีวิตในลำ�ห้วยโจ้ ฝายที่เป็น และนโยบายหลักในการพัฒนามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยึดมั่น
พระราชดำ�ริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมความเป็นท้องถิ่น
พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทำ�ให้แผ่นดินชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์ ที่สืบทอดเป็นมรดกล้านนามายาวนาน จัดกิจกรรมที่มุ่ง
ชื่นชมความงดงามการประดิษฐ์ท่าฟ้อนรำ�ประจำ�มหาวิทยาลัย เน้นอัตลักษณ์ความเป็นแม่โจ้ สถาบันการศึกษาที่เป็นที่พึ่ง
ชื่อ “นพพระพิรุณปารมี รุ่งเรืองเกษตรศรีแผ่นดิน ของชุมชนสังคมด้วยจุดเด่นของความเป็นชาวดินชาวเกษตร
เรืองสุขยลยินอินทนิลแม่โจ้” ท่ารำ�ที่นำ�อัตลักษณ์แม่โจ้ เป็นเสน่ห์ที่ทุกคนคงจะประทับใจ
มานำ�เสนอด้วยการกล่าวถึงพระพิรุณ ความเป็นเกษตร
ดอกอินทนิล และวลีงานหนักไม่เคยฆ่าคน
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมยังมีความร่วมมือทางวิชาการ
ด้านศิลปวัฒนธรรมกับสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
งานสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว งานดนตรีไทยอุดมศึกษา
งานส่งเสริมวัฒนธรรมอุดมศึกษา งานถ่ายทอดศิลปะดนตรี
ไทยนานาชาติ งานประเพณี วัฒนธรรม ดนตรี วิถีชีวิต รวมทั้ง
ได้พัฒนาพื้นที่อัตลักษณ์แม่โจ้วิถีเกษตร วิถีแม่โจ้ การพัฒนา
พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทยให้เป็นแหล่งเรียนรู้
เหล่านี้ล้วนเป็นผลงาน และการทำ�งานที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งนับเป็นตัวชี้วัดด้านทำ�นุบำ�รุงศิลปวัฒนธรรมงานประกัน
คุณภาพการศึกษาที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรับผิดชอบ
7
บญุ ศรี รตั นงั นิคม พรหมมาเทพย์
ศิลปนิ แห่งชาติ ประจำ� ปี 2560 ศึกษาศาสตรม์ หาบัณฑติ วัลลภ นามวงศ์พรหม
สาขาศลิ ปะการแสดง สาขาการจัดการศึกษานอกระบบ
(ดนตรพี ้ืนบา้ นล้านนา) คณะศกึ ษาศาสตร์ วทิ ยาศาสตรมหาบัณฑิต
เชี่ยวชาญด้านปี่ เขยี นบทซอ สมพร แรกช�ำนาญ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาการพัฒนาภมู ิสังคมอย่างยงั่ ยนื
ประกาศนยี บตั รแพทย์แผนไทย มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้
และเพลงดนตรพี นื้ เมอื ง ศึกษาศาสตรม์ หาบณั ฑิต โรงพยาบาลบรรเทาทุกข์ภาคเหนอื รองประธานสภาวัฒนธรรม
ศูนย์สืบสานรอยล้านนา เมธาจารย์ มหาวิทยาลัยชวี ิต จงั หวดั เชยี งใหม่
สาขาจติ วิทยาการศึกษาและการแนะแนว เพ่ือปวงชน วทิ ยาเขตล้านนา กรรมการประชาสัมพันธ์
ภมู ิปัญญาทอ้ งถ่ิน อ�ำเภอสนั ทราย คณะศึกษาศาสตร์ ผูท้ รงคณุ วุฒิสภาวัฒนธรรม ผู้ประนีประนอมประจำ� ศาล
จังหวัดเชียงใหม่ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ จงั หวัดเชยี งใหม่ แขวงเชยี งใหม่
ได้รับรางวัล บุคคลดีเด่นทางวฒั นธรรม ผ้อู �ำนวยการศนู ย์ศลิ ปวัฒนธรรม ท่ปี รกึ ษาศนู ยศ์ ิลปวัฒนธรรม กรรมการประชาสมั พนั ธ์ จีรสทิ ธิ์ สงค์ประเสริฐ
จงั หวัดเชยี งใหม่ ปี 2533, มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ วดั พระธาตุดอยสเุ ทพราชวรวิหาร
รางวลั พระพฆิ เนศทองคำ� พระราชทาน, กรรมการและเลขานุการครวั อ่มิ อนุ่ ไดร้ บั รางวัล เพชรราชภฏั ลา้ นนา จงั หวัดเชยี งใหม่ รองศาสตราจารย์นักเขยี น
รางวลั ศิลปินเพลงพื้นบ้านภาคเหนอื พเี่ พือ่ น้องแมโ่ จ้ ศิลปินพ้นื บา้ นจังหวัดเชยี งใหม่ ประธานกรรมการสถานศกึ ษา กศน. ดา้ นหลกั ค�ำสอนดา้ นพุทธศาสนา
จากคณะกรรมการส่งเสรมิ กรรมการมูลนิธิกล้วยไม้ไทย ศษิ ย์เก่ายุพราชดีเดน่ อ�ำเภอเมอื ง จังหวดั เชียงใหม่ กรรมการมูลนิธกิ ล้วยไม้ไทย
และประสานงานเยาวชนแหง่ ชาต,ิ นักสังคมสงเคราะห์ และคนดศี รดี อนแกว้ ที่ปรึกษาศนู ยศ์ ิลปวฒั นธรรม ทปี่ รกึ ษารฐั มนตรที บวงมหาวิทยาลยั
โล่เกยี รตคิ ุณดา้ นวฒั นธรรม และกรรมการสหวิชาชีพ สถานพนิ ิจ มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2536-2537
มหาวทิ ยาลัยพายัพ, รางวลั เพชรราชภฏั และคุม้ ครองเด็กและเยาวชน ได้รับรางวัล อาจารย์ดีเด่น
จากมหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม่ จงั หวัดเชียงใหม่ มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ พ.ศ. 2531
และรางวลั เพชรภูธร พ.ศ. 2535
ชยตุ ภัฏ ค�ำมลู วุฒิภทั ร เกตุวัฒนพล วีนาภทั ร พงษภ์ า กัณณิกา ข้ามส่ี อนสุ รณ์ วิจารณ์ปรชี า
ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ ศิลปศาสตรม์ หาบณั ฑิต เศรษฐศาสตร์บัณฑิต นักวชิ าการศึกษาช�ำนาญการพเิ ศษ ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ
สาขาภาษาและวรรณกรรมลา้ นนา สาขาการจัดการศิลปะและวัฒนธรรม สาขาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ ศนู ยศ์ ลิ ปวฒั นธรรม สาขาการส่ือสารดิจทิ ลั
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้ คณะสารสนเทศและการสื่อสาร
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ หวั หน้างานอนุรักษ์ นกั วชิ าการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สบื สานศลิ ปวฒั นธรรรม ศนู ย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้างานพิพิธภัณฑก์ ารเกษตร
ประจำ� หลักสูตรภาษาไทย ศนู ยศ์ ิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ และวฒั นธรรมไทย
ส�ำหรบั ชาวต่างประเทศ
คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้
8
แม่โจ้...แม่โจ้ของเรา
อนุสรณ์ วิจารณ์ปรีชา
ศาสตราจารย์ ดร.วภิ าต บญุ ศรี วงั ซา้ ย
เกิดเมื่อวนั ท่ี 12 มนี าคม พ.ศ. 2459 ณ บา้ นสนั กลาง พ.ศ. 2497 หลวงปราโมทย์ จรรยาวิภาต อธิบดี
ต�ำบลในเวียง อ�ำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นบุตรคนท่ี 7 กรมอาชีวศึกษา ได้ขอร้องให้ท่านไปช่วยพัฒนาการศึกษา
ของนายบญุ มา กับนางบัวเกีย๋ ง วงั ซ้าย เ พ ร า ะ ยั ง ข า ด ผู ้ บ ริ ห า ร โ ร ง เ รี ย น เ ก ษ ต ร ก ร ร ม แ ม ่ โ จ ้
เริ่มต้นการศึกษาระดับประถมศึกษาท่ีโรงเรียน จังหวดั เชียงใหม่ ทา่ นจึงกลับเขา้ รบั ราชการอกี ครัง้ ในต�ำแหน่ง
วัดหลวง อ�ำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ข้าราชการช้ันเอกเทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
ที่โรงเรียนพิริยาลัย จังหวัดแพร่ จากนั้นย้ายมาศึกษาต่อที่ ได้พัฒนาการศึกษาโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ จนมี
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2476 ความก้าวหน้าและเป็นท่ียอมรับอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2499
เรียนอยู่ได้ปีเดียวเม่ือมีการจัดต้ังโรงเรียนฝึกหัดครูประถม ท่านได้รับการแต่งต้ังเป็นผู้อ�ำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรม
กสิกรรม ภาคเหนือข้ึนที่บ้านแม่โจ้ เมื่อ พ.ศ. 2477 ท่านจึง เชียงใหม่ ทางดา้ นการศกึ ษาในปี พ.ศ. 2502 ส�ำเร็จการศกึ ษา
ย้ายเขา้ มาเรียนเป็นรนุ่ แรก รนุ่ บกุ เบกิ ของแม่โจ้ ระดับปรญิ ญาโทด้านการเกษตร จากมหาวทิ ยาลยั โอกลาโฮมา
หลังจากจบการศึกษาจากแม่โจ้ เม่ือ พ.ศ. 2478 ประเทศสหรัฐอเมริกา และด�ำรงต�ำแหน่งอธิการบดี
เขา้ บรรจทุ �ำงานเปน็ พนกั งานยางทอี่ �ำเภอหาดใหญ่ จงั หวดั สงขลา ส ถ า บั น เ ท ค โ น โ ล ยี ก า ร เ ก ษ ต ร แ ล ะ ส ถ า บั น เ ท ค โ น โ ล ยี
ต่อมาท่านสามารถสอบชิงทุนหลวงไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี การเกษตรแม่โจ้ 2 สมัย และท่านเป็นเจ้าของค�ำสอนให้กับ
สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแหง่ ชาติฟลิ ปิ ปนิ ส์ หลังจาก นักเรียนนักศึกษาให้อดทนและสู้งาน จนเป็นวลีอมตะว่า
ส�ำเร็จการศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี พ.ศ. 2484 “งานหนักไม่เคยฆ่าคน”
ท่านกลับมาเป็นอาจารย์ที่แม่โจ้ต�ำแหน่งอาจารย์ผู้ปกครอง
ก่อนลาออกไปสมัครแข่งขันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดแพร่ ในปี พ.ศ. 2489 ประสบความส�ำเร็จเป็น
นักการเมืองหนุ่มท่ีมีอนาคตไกล และได้รับทาบทามให้
ด�ำรงต�ำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกสิกร อย่างไรก็ตามมรสุม
ทางการเมอื งท�ำให้เกิดการยุบสภาผแู้ ทนราษฎรในปี พ.ศ. 2491
เมื่อสมัครลงเลือกตั้งใหม่ไม่ประสบความส�ำเร็จ ท่านจึงอ�ำลา
ชีวิตนักการเมืองไปเป็นเกษตรกรท�ำไร่ สวนผักส่วนตัวท่ี
อ�ำเภอปากช่อง จงั หวดั นครราชสีมาตลอด 6 ปีเตม็
10
นอกจากด้านการพัฒนาการศึกษาจากโรงเรียนจนได้รับ ร่วมกับคณาจารย์ท่ีสำ�เร็จการศึกษาจากประเทศ
ยกฐานะเป็นวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ สหรัฐอเมริกา ก่อต้ังองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย
ระดับอุดมศึกษาแล้ว ท่านเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน หน่วยแมโ่ จ้ เป็นหน่วยแรกของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2504 และ
พระมหากษัตริย์โดยได้รับใช้สนองเบ้ืองพระยุคลบาทด้านการเกษตร ร่วมกับองค์การ SEARCA ประเทศฟิลิปปินส์ จัดต้ังศูนย์พัฒนา
อย่างใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ชนบทขึน้ ที่หมู่บ้านโปง อำ�เภอสันทราย จังหวัดเชยี งใหม่
ทั้งยังได้สร้างผลงาน และโครงการสำ�คัญๆ ท่ีมีคุณค่าและ ร่วมจัดตั้งโครงการหลวงเกษตรภาคเหนือกับหม่อมเจ้า
มีประโยชนย์ ง่ิ ตอ่ ประชาชน สงั คม และประเทศชาตหิ ลายด้าน อาทิ ภีศเดช รัชนี คณาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ
การอบรมวิชาชีพด้านการเกษตรต่างๆ ตามโครงการ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
พัฒนาอาชีพชาวไทยภูเขาแก่นายตำ�รวจตระเวนชายแดน และ นอกจากนี้ยังมีโครงการเพ่ือพัฒนาสังคมไทยในนาม
ชาวเขาเผา่ ตา่ งๆ ในเขตพนื้ ทีภ่ าคเหนือต้ังแตป่ ี พ.ศ. 2504-2514 ของแม่โจ้ ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 องค์กรภาครัฐ เอกชน
ถวายงานตามพระราชประสงค์สมเด็จพระศรีนครินทรา- มากกว่า 100 โครงการ และเกษียณอายุราชการหลังจากหมดวาระ
บรมราชชนนี ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2506 ได้แก่ การนำ�นักศึกษาพัฒนา การดำ�รงตำ�แหน่งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้
สร้างสวนดอกไม้และสวนผักเมืองหนาว ตลอดจนปลูกต้นไม้ใหญ่ สมยั ท่ี 2 เม่อื ปี พ.ศ. 2526 ขณะน้นั อายุ 67 ปี
บริเวณพระตำ�หนักภูพิงคราชนิเวศน์ และตามเสด็จเพ่ือถวายงาน ชีวิตครอบครัว ท่านสมรสกับนางสมจินต์ วังซ้าย
ด้านการเกษตรทุกครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สกุลเดมิ ตงุ คพลนิ ) มีบตุ รและธดิ ารวม 4 คน
เสด็จโดยเฮลิคอปเตอรใ์ นพ้ืนทีต่ า่ งๆ ทัว่ ภาคเหนอื ศาสตราจารย์ ดร. วิภาต บุญศรี วังซ้าย ถึงแก่อนิจกรรม
เมอื่ วนั ท่ี 30 ตุลาคม พ.ศ. 2527 สิริอายุ 68 ปี
ขอเทิดพระคุณและบูชาบูรพาจารย์ผู้เป็นปูชนียบุคคล
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ผู้สืบสาน และพัฒนา
งานหนักเพ่ือสร้างแม่โจ้ ให้เป็นแหล่งความรู้ทางการเกษตรช้ันนำ�
ของประเทศไทย
11
แม่โจ้...แม่โจ้ของเรา
อนุสรณ์ วิจารณ์ปรีชา
ต�ำนาน
งานลอยกระทง มีก�ำหนดจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 12 ของทุกปี ซึ่งในช่วงเวลาน้ี
น�ำ้ จะหลากเออ่ ล้นไปทัว่ ฝั่งแม่น�้ำล�ำคลอง ดังค�ำโบราณวา่ “เดอื น 11 นำ้� นอง เดือน 12 น้�ำทรง”
แต่ภาคพายัพ (ชื่อเดิมของภาคเหนือ) จัดประเพณีกันในวันเพ็ญเดือนยี่ หรือที่เรียกกันว่า
วันยเี่ ปง็ (เป็ง = เพ็ญ สว่ น ย่ี = เดอื นยี่หรือเดือนสองของปี)
สาเหตุที่การลอยกระทงในภาคเหนือต้องมาตกในเดือนยี่นั้น เพราะ “เมืองลาวเฉียง”
(มณฑลพายพั ประกอบดว้ ย นครเชียงใหม่ นครล�ำปาง นครล�ำพนู นครนา่ น แพร่ เชยี งราย
และแม่ฮ่องสอน) ไม่ได้ใส่อธิกมาศ (คือเดือน 8 สองคร้ังในหนึ่งปี ซ่ึงตามปฏิทินจันทรคติ
ของไทยน้ันปีปกติจะมีสิบสองเดือน คิดเป็นจ�ำนวนวันได้ปีละ 354 หรือ 355 วัน หลายๆ ปี
จะรวมวันทบเข้าเป็นปีอธิกมาศ คือปีน้ันมี 13 เดือน โดยปีท่ีเป็นอธิกมาศจะมีเดือน 8
สองคร้ัง คดิ เป็นจ�ำนวนวนั ได้ 384 วัน) จึงท�ำให้เดอื นของภาคเหนือน้ันเคลือ่ นไปจากภาคกลาง
ถงึ 2 เดอื น
อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าช่ือวันและเดือนต่างกัน แต่คนไทยในภาคเหนือก็จัดงานลอยกระทง
ในวันเดียวกับทุกภาค จะมีต่างกันอยู่บ้างก็ประเพณีลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่จัดกัน
ถึง 2 วัน คือ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่�ำและวันแรม 1 ค่�ำเดือนยี่เหนือ “ต�ำนานการลอยกระทง”
ในสารานกุ รมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ กล่าวไว้วา่
ผู้ท่ีเริ่มการลอยกระทงในเชียงใหม่เป็นคนแรกน่าจะเป็นพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2460-2470 โดยจดุ เทียนบนกาบมะพรา้ วท�ำเป็นรปู เรือเลก็ หรอื รูปหงส์
และใช้ท่อนไมป้ อท�ำเป็นรูปเรอื แตก่ ไ็ ม่เปน็ ทนี่ ยิ มทั่วไป เพราะชาวล้านนายังนิยมการประดบั
ประทีปโคมไฟตามบ้านเรือน และมักจัดตั้งธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติในวันเพ็ญเดือนยี่
ตามประเพณอี ย่.ู ..
12
ต�ำนาน “กระทงใหญ่” ในงานเดือนยี่เป็งเชียงใหม่
จากข้อมูลในหนังสือ พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย 100 ปีนามพระราชทาน
ได้ระบุไว้ว่า
มีหลักฐานแน่ชัดว่าเร่ิมตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2476 มีนักเรียนยุพราชวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง
เอาเรือ กาบปี๋ (กาบปลี) ซ่ึงใช้พายสัญจรไปตามล�ำน�้ำปิง และใช้ตกเบ็ด ได้บรรทุกนักดนตรี
และดนตรีเคร่ืองสายพ้ืนเมือง เห่กล่อมตามกระทงไปตามสายน้�ำ
จากน้ันปี พ.ศ. 2477 นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 5 ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ได้รวมกลุ่ม
จัดสร้างกระทงขนาดใหญ่ เอาต้นกล้วยมาท�ำทุ่นให้ลอยได้ ประดับด้วยโคมกระดาษหลายโคมสว่างไสว
แล้วน�ำไปลอยท่ีข้างคุ้มวงศ์ตะวัน เป็นกระทงใหญ่กระทงแรก โดยมีคุณหญิงอนุบาลพายัพกิจ
ภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดขณะน้ันไปร่วมสนับสนุนดูนักเรียนชุดน้ีลอยกระทงกัน แล้วตามด้วย
เรือกาบปี๋อีกหนึ่งล�ำพร้อมด้วยดนตรีเครื่องสาย เช่นเดียวกับท่ีนักเรียนยุพราชวิทยาลัยเคยท�ำไว้
เมื่อปีก่อน ในปีต่อๆ มาปรากฎว่า มีการท�ำกระทงใหญ่ลอยน�้ำเพ่ิมจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 และ
มากขึ้นทุกปี
ประเพณีดังกล่าวได้ถูกระงับไปในช่วงสงครามโลก คร้ังที่สอง และได้เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง
ในปี พ.ศ. 2489 และในปีต่อมา ปี พ.ศ. 2490 เทศบาลนครเชียงใหม่ ได้มีแนวคิดให้จัดการประกวด
กระทงใหญ่ลอยน้�ำขึ้นเป็นครั้งแรก โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เป็นผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยเงินไปครอง
ปี พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรกระทงใหญ่ลอยน�้ำ ท่ามกลางผู้ชมในปีน้ีเหลือคณานับ ในระยะแรก
ของการประกวดกระทงใหญ่ท่ีมีรูปเรือเป็นพ้ืนฐาน เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เพราะกรมทางหลวง
ที่ส่งเข้าประกวด ได้ท�ำเป็น ภาพตอนนารายณ์บรรทมสินธุ์ ใช้บัลลังก์นาคเป็นตัวกระทง
และใช้คนจริงแต่งเป็นพระนารายณ์กับพระมหาเทวีท้ังสอง
หลังจากนั้นรูปแบบกระทงใหญ่ลอยน�้ำเร่ิมมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความงดงาม
และแปลกตามากยิ่งขึ้นทุกปี นอกจากมีทั้งกระทงใหญ่ลอยน้�ำได้จริงแล้ว ยังมีกระทงบก
และจ�ำนวนกระทงจากไม่ถึงสิบกระทง ก็ทวีจ�ำนวนมากข้ึนทุกปี
กระทงใหญ่ลอยน�้ำรปู เรือมังกร
รางวลั ชนะเลศิ พ.ศ. 2492
(โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย)
13
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้
ได้รับถ้วยพระราชทาน ได้รบั ถ้วยพระราชทาน เขา้ ร่วมแสดง ในโอกาสมหาวทิ ยาลัยแม่โจ้
สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกมุ ารี พ.ศ. 2545 สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2546 ครบ 70 ปี การก่อต้ัง พ.ศ. 2547
(ไมไ่ ดส้ ง่ เข้าประกวด)
ในปี พ.ศ. 2512 องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (การท่องเท่ียว
แห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน) ได้มาเปิดส�ำนักงานสาขาท่ีจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ร่วมมือกับ
เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดให้เป็นเทศกาลท่องเที่ยวท่ีส�ำคัญของจังหวัดเชียงใหม่
จึงมีนักท่องเที่ยวทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศแห่แหนมาเที่ยวชมงานกันมากขึ้น
ทุกๆ ปี จวบจนปัจจุบัน
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดท�ำกระทงเข้าร่วมงานเดือนย่ีเป็ง จังหวัดเชียงใหม่ คร้ังแรก
เมื่อปี พ.ศ. 2512 เม่ือคร้ังยังเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ โดยองค์การนักศึกษาแม่โจ้
เป็นต้นคิด การเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เน้นเรื่องท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม มิได้
ส่งเข้าประกวด และนับตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา แม่โจ้ได้จัดส่งกระทงเข้าร่วมงานเดือนย่ีเป็ง
เชียงใหม่เป็นประจ�ำทุกปีมิได้ขาด
ต่อมาเมื่อวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ได้ยกฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยี
การเกษตร ได้จัดส่งกระทงเข้าร่วมประกวด แต่รางวัลสูงสุดที่แม่โจ้ได้รับคือ รองชนะเลิศ
อันดับที่ 1 (ทีมที่ผูกขาดคว้ารางวัลชนะเลิศทุกปีในยุคสมัยนั้นคือธนาคารกรุงไทย)
จนกระท่ังปี พ.ศ. 2535 สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ จึงได้รับรางวัลชนะเลิศ
ต่อเนื่องมาทุกปี โดยปี พ.ศ. 2545 เป็นปีแรกที่เทศบาลนครเชียงใหม่ผู้จัดงาน ได้ขอรับ
พระราชทานถ้วยรางวัลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อมอบ
ให้กับทีมผู้ชนะเลิศจากการประกวดกระทงใหญ่ โดยผู้จัดงานได้ก�ำหนดกฎเกณฑ์ส�ำหรับ
กระทงยอดเยี่ยมไว้ว่า ต้องชนะเลิศทั้งกระทงใหญ่และริ้วขบวน จึงจะได้รับรางวัลไปครอง
และในปีนั้นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ น�ำโดยนักศึกษาชมรมพืชสวนประดับ รวมพลังในการ
ประดิษฐ์กระทงใหญ่ อันวิจิตร ประณีต และริ้วขบวน ท่ีมีหน่วยท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
กองกิจการนักศึกษา เป็นผู้ดูแลฝึกซ้อม ท�ำให้ร้ิวขบวนมีความงดงาม ถูกต้องตามเง่ือนไข
จนได้รับรางวัลชนะเลิศ และได้รับถ้วยพระราชทานฯ มาครอบครอง ในวันที่ 20 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2545 และได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานฯ เป็นปีท่ีสองในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
ปี พ.ศ. 2547 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่ เข้าร่วมแสดง ในโอกาส
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ครบ 70 ปีการก่อตั้ง โดยมิได้ส่งเข้าประกวดแต่อย่างใด (วันท่ี 27
พฤศจิกายน 2547)
14
ปี พ.ศ. 2548 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับถ้วยพระราชทาน ปี พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นปีท่ี 3 ส่งประกวดอีกคร้ังหน่ึง ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพ
รับถ้วยพระราชทานฯ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548) รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นปีที่ 4 รับถ้วยพระราชทานฯ
ปี พ.ศ. 2549 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่งขบวนกระทงใหญ่ เป็นกรรมสิทธิ์ กติกาของเทศบาลนครเชียงใหม่ระบุไว้ว่าทีมท่ี
เข้าร่วมประกวดอีกวาระหนึ่ง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวัล จะได้ถ้วยพระราชทานฯ เป็นกรรมสิทธ์ิจะต้องชนะเลิศ 3 ปี
ถ้วยรางวัลชนะเลิศ กลุ่ม 2 (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2549) ติดต่อกันหรือชนะเลิศ 4 ปีถ้าจ�ำนวนปีท่ีชนะเลิศไม่ติดต่อกัน
ปี พ.ศ. 2550 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2551)
เข้าร่วมแสดงในโอกาสงานวันเกษตรแม่โจ้ โดยมิได้ส่งเข้า ปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่
ประกวด และได้น�ำขบวนศิลปวัฒนธรรมจากประเทศศรีลังกา ส่งประกวด ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
ที่เดินทางมาฟ้อนร�ำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เพ่ือให้ พระบรมราชินีนาถ และได้รับถ้วยพระราชทานฯ เป็นกรรมสิทธ์ิ
พุทธศาสนิกชนเคารพบูชา ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (วันท่ี 25 เนื่องจากกติกาใหม่ที่ระบุว่าองค์กร / สถาบันใดชนะเลิศจะได้รับ
พฤศจิกายน 2550) ถ้วยรางวัลเป็นกรรมสิทธิ์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2552)
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไดร้ บั ถ้วยพระราชทาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวลั ถว้ ยรางวลั ชนะเลิศ กลุ่ม 2 พ.ศ. 2549
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2548
มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รบั ถว้ ยพระราชทาน
เข้าร่วมแสดงในโอกาสงานวันเกษตรแมโ่ จ้ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี
พ.ศ. 2550 (ไมไ่ ด้ส่งเข้าประกวด)
พ.ศ. 2551 เป็นกรรมสิทธิ์
15
มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ ไดร้ ับถว้ ยพระราชทานสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2552
ปี พ.ศ. 2553-2556 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวน มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ ได้รับถว้ ยพระราชทาน
กระทงใหญ่ส่งประกวด ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2553 เป็นกรรมสิทธ์ิ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 มหาวิทยาลยั แม่โจ้ ได้รับถ้วยพระราชทาน
4 ปี ติดต่อกัน ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ เป็นกรรมสิทธ์ิ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดุลยเดช พ.ศ. 2554 เป็นกรรมสทิ ธ์ิ
รวมจ�ำนวน 4 ใบ กรรมสิทธ์ิ เน่ืองจากกติกาของเทศบาล
นครเชียงใหม่ ระบุว่าองค์กร/สถาบันใดชนะเลิศจะได้รับถ้วย
รางวัลเป็นกรรมสิทธ์ิ (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2553,
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2554, วันท่ี 29 พฤศจิกายน 2555,
วันท่ี 18 พฤศจิกายน 2556)
ปี พ.ศ.2557 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทง
ใหญ่ เข้าร่วมแสดงโดยมิได้ส่งเข้าประกวด
ปี พ.ศ.2558 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวนกระทง
ใหญ่ส่งประกวด ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 เป็นกรรมสิทธิ์
ใบท่ี 5 (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558) และเป็นถ้วยพระราชทาน
ปีสุดท้ายของรัชกาลท่ี 9 เพราะวันที่ 13 ตุลาคม 2559
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
เสด็จสวรรคต
ปี พ.ศ. 2559 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดส่งขบวน
กระทงใหญ่ เข้าร่วม ”ประเพณีเดือนยี่เป็งเชียงใหม่
ชาวแม่โจ้หลอมดวงใจ ส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ”
เสด็จสู่ฟากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทย
ทั่วกาล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ร่วมส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร มิ น ท ร ม ห า ภู มิ พ ล อ ดุ ล ย เ ด ช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช
บรมนาถบพิตร (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559)
16
มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ ไดร้ บั ถ้วยพระราชทาน มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ ได้รับถว้ ยพระราชทาน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวภมู ิพลอดุลยเดช พ.ศ. 2555 เป็นกรรมสทิ ธ์ิ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวภูมพิ ลอดลุ ยเดช พ.ศ. 2556 เป็นกรรมสทิ ธ์ิ
มหาวิทยาลยั แมโ่ จ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่ เขา้ รว่ มแสดงโดยมไิ ดส้ ่งเข้าประกวด ปี พ.ศ.2557
17
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ได้รบั ถว้ ยพระราชทานพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช พ.ศ. 2558 เป็นกรรมสิทธ์ิ
การตกแต่งรถกระทงของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับการออกแบบ ควบคุม บริหารงาน
และการจัดการโดยนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีการสืบทอดภูมิปัญญาจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
ทุกปีไม่มีขาดช่วง เป็นประเพณีของนักศึกษาไม่ว่าจะส่งประกวดหรือไม่ ใช้เวลาในการประดิษฐ์
แต่ละครั้งประมาณ 3-4 เดือน โดยเริ่มต้ังแต่เดือนสิงหาคม มีศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เป็นผู้อ�ำนวย
ความสะดวกเร่ืองโครงการและงบประมาณ รวมทั้งเป็นท่ีปรึกษาเพ่ือให้การจัดกิจกรรมต่างๆ
ของนักศึกษาเป็นไปด้วยความถูกต้อง เรียบร้อยตามระบบราชการ ซึ่งในแต่ละปีจะมีศิษย์เก่า
เข้ามาเยี่ยมเยือน ส�ำหรับสวัสดิการและก�ำลังใจน้ัน ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร คณาจารย์
ศิษย์เก่า องค์กรและบุคคลภายนอก
รถกระทงในแต่ละปีจะมีพญานาค สัญลักษณ์แห่งการเกษตรและความอุดมสมบูรณ์
เป็นอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในทุกปี ซึ่งจะมีการตกแต่งพญานาคแตกต่างกันทุกปีตามธีม
ท่ีก�ำหนดขึ้น ส�ำหรับส่วนประกอบอ่ืนบนรถกระทงน้ันขึ้นอยู่กับหัวข้อหรือ concept ของเทศบาล
นครเชียงใหม่ซ่ึงเป็นผู้จัด
นอกเหนือจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะมีพันธกิจหนึ่งในด้านท�ำนุบ�ำรุงศิลปวัฒนธรรม
แล้วภารกิจในการจัดท�ำรถกระทงท�ำให้นักศึกษาได้เข้าใจในงานศิลปวัฒนธรรมของชาติ
การอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรม เพราะว่า “การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ”
18
มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้ จัดส่งขบวนกระทงใหญ่ เข้ารว่ มแสดงโดยมไิ ดเ้ ขา้ ร่วมประกวด
“ประเพณีเดือนย่ีเปง็ เชยี งใหม่ ชาวแมโ่ จห้ ลอมดวงใจ สำ� นึกในพระมหากรณุ าธคิ ณุ ” เสดจ็ ส่ฟู ากฟ้าสุราลัย พระมหากรุณาธคิ ณุ จารกึ ในใจไทยท่วั กาล ปี พ.ศ. 2559
บรรณานุกรม:
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. 2550. พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย 100 ปีนามพระราชทาน. เชียงใหม่: โรงพิมพ์แสงศิลป์.
อนันต์ ปัญญาวีร์. 2556. สัมภาษณ์. 13 มีนาคม. 19
อนุสรณ์ วิจารณ์ปรีชา. 2545-2560. “บันทึกเรื่องราวรางวัลจากการประกวดกระทงใหญ่”
แม่โจ้...แม่โจ้ของเรา
สมพร แรกช�ำนาญ
ครวั อม่ิ อนุ่ พเ่ี พอื่ นอ้ งแมโ่ จ้ :
อัตลกั ษณแ์ ม่โจ้
สอื่ ความรกั ความสามคั คี
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นสถาบนั การศึกษาชน้ั น�ำดา้ นการเกษตรมายาวนาน
กว่า 80 ปี มุ่งมนั่ พฒั นาบัณฑติ สู่ความเปน็ ผอู้ ุดมดว้ ยปัญญา อดทน ส้งู าน
เปน็ ผูม้ คี ุณธรรมและจรยิ ธรรม เพ่ือความเจริญรงุ่ เรืองวฒั นาของสังคมไทย
ท่มี ีการเกษตรเปน็ รากฐาน ให้โอกาสทางการศกึ ษาแกผ่ ้ดู อ้ ยโอกาสเขา้ ศกึ ษาตอ่
ในระดับอดุ มศึกษา เปิดโอกาสใหศ้ ษิ ย์เก่า ประชาชน องคก์ รภาครัฐและเอกชน
ได้มสี ่วนรว่ มในการพัฒนามหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้ใหเ้ จริญกา้ วหน้า
20
ครวั อ่มิ อ่นุ พ่ีเพ่ือน้อง เรม่ิ ตน้ มาจากคร้งั ทมี่ หาวิทยาลยั ได้ ศิษย์เก่าแม่โจ้ (อาคารพลังศิษย์เก่า) จากน้ันจึงย้ายมาที่อาคาร
จัดโครงการเสวนามุมมองศิษย์เก่า : เหลียวหลังแลหน้า “ครัวพิรุณ” ซึ่งเป็นเรือนพักของสมาคมฯ มาอย่างต่อเน่ือง
สู่การพัฒนาแม่โจ้ ซึ่งจัดข้ึนเมื่อวันเสาร์ท่ี 18 สิงหาคม 2555 โดยความอนเุ คราะหจ์ าก ดร.อทุ ยั วาสนาพันธ์ุพงษ์ นายกสมาคมฯ
ณ ห้องประชุมอาคมกาญจนประโชติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขณะน้ัน ให้การสนับสนุน มีนักศึกษาแม่โจ้ไปประกอบอาหาร
ศิษย์เก่าแม่โจ้หลายรุ่นท่ัวประเทศท่ีเข้าร่วมโครงการเสวนาได้พบ รับประทานเองจ�ำนวน 40-50 คน/ม้ือ/วัน มีพี่แม่โจ้รุ่นต่างๆ
นักศึกษาที่ประสบปัญหาทางการเงิน ขัดสน ขาดแคลน มาจาก บุคลากรมหาวิทยาลัย และผู้มีจิตศรัทธาภายนอกแวะเวียน
ครอบครัวท่ียากจนและด้อยโอกาสจ�ำนวนมาก จึงเห็นความ น�ำส่ิงของมาสนับสนุนและยังให้ความรู้ด้านต่างๆ การแนะน�ำ
ส�ำคัญว่า การที่ศษิ ย์เก่าหลายคนมีความม่นั คง มคี วามเจริญเตบิ โต การเรียน การด�ำรงชีวติ การรับไปท�ำงานหารายไดน้ อกเวลาเรียน
ในอาชีพ และมีชีวิตท่ีดีวันนี้เพราะเคยได้รับโอกาสดังกล่าว การรับไปฝึกสหกิจศึกษา อีกทั้งนักศึกษาเองยังได้พบปะพูดคุย
จากพ่ีแม่โจ้มาก่อน ศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่น 50 น�ำโดยนายไพรี กาวชู ท�ำความรู้จักกันและกันต่างสาขาคณะวิชา นอกจากน้ันยังไปช่วย
ประธานรุ่นและคณะจ�ำนวนหน่ึง จึงได้ระดมทุนเบ้ืองต้นจ�ำนวน เหลอื ท�ำกจิ กรรมตา่ งๆ ภายในมหาวทิ ยาลยั อย่างสม่ำ� เสมอ
1 หม่นื บาท จัดซอื้ วัสดอุ ุปกรณ์ท�ำครัว เชน่ เตาแก๊ส หม้อหุงข้าว ต่อมาคณะกรรมการครัวอิ่มอุ่นฯ ได้พิจารณาความเหมาะ
กระทะ จานช้อน ฯลฯ ให้เป็นครัวประกอบอาหารแก่นักศึกษา สมที่จะท�ำให้ครัวมีประโยชน์สูงสุด เมื่อวันท่ี 4 กันยายน 2558
ที่ขัดสนยากจนดังกล่าว ใช้การระดมทุนสนับสนุนจากพี่ศิษย์เก่า จึงได้ย้ายวัสดุสิ่งของจากอาคารครัวพิรุณมาสนับสนุนนักศึกษา
และผมู้ จี ิตศรทั ธา โดยไมม่ ีการเรย่ี ไรใดๆ พรอ้ มกันนัน้ ได้มอบหมาย ชมรมพืชศาสตร์ที่โรงรถกระทงข้างสระเกษตรสนานช่ัวคราว
ให้นายวรายุทธ อุ่นศรี และบุคลากรใมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นครัวประกอบอาหารส�ำหรับนักศึกษาท่ีมาจัดท�ำรถกระทงย่ีเป็ง
เป็นคณะกรรมการดูแลครัวฯ เชียงใหม่ ส่งเข้าประกวดในนามมหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ และได้รบั รางวัล
การด�ำเนินงานครัวอิ่มอุ่น พี่เพื่อน้อง เร่ิมข้ึนคร้ังแรก ชนะเลิศครองรางวัลถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
เม่ือวันท่ี 16 กันยายน 2555 โดยใช้ห้องพักเรือนพักสมาคม มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ประจ�ำปี 2558 และปี 2559
21
หลังเสร็จจากการท�ำรถกระทง ประจ�ำปี พ.ศ. 2558
คณะกรรมการครัวอ่ิมอุ่นฯ จึงเห็นสมควรที่จะด�ำเนินการก่อสร้าง
อาคาร “ครัวอ่ิมอุ่น พี่เพ่ือน้อง” ไว้ภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ให้เป็นการถาวร ประธานคณะกรรมการครัวอิ่มอุ่นฯ จึงน�ำ
คณะกรรมการเข้ารดน�้ำด�ำหัวและเข้าพบเพ่ือหารือแนวทาง
การด�ำเนนิ การกับอธิการบดีมหาวิทยาลยั แม่โจ้ (ผศ.ดร.จ�ำเนยี ร ยศราช)
และนายกสภามหาวิทยาลัย (ดร.อ�ำนวย ยศสุข) ณ ห้องรับรอง
สภามหาวิทยาลัย เมื่อวนั อาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2559 จากนนั้ จึง
ได้รวมพลังระดมปัจจัยและทุนจากศิษย์เก่าแม่โจ้ทั่วประเทศ
กว่า 2 แสนบาท ได้รับเงินสนับสนุนจากการแข่งชกมวยการกุศล
จากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยสมทบอีกจ�ำนวน
3 แสนบาท ออกแบบและจัดสร้างอาคาร คสล. จ�ำนวน 1 หลัง
และสร้างกระท่อมไม้ไผ่จ�ำนวน 1 หลัง ส�ำหรับนักศึกษาที่ได้รับ
มอบหมายดูแลครัวอีกด้วย และเม่ือวันท่ี 4 สิงหาคม 2560
หลังเสร็จพิธีรับขวัญน้องใหม่ ประจ�ำปี 2560 ได้มีพิธีท�ำบุญ
ทางศาสนามีการเสวนาระหว่างผู้บริหารมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่า
ถึงแนวทางการด�ำเนินงานให้ครัวมีความมั่นคง ย่ังยืน เป็นส่ิง
ท่ีแสดงถึงอัตลักษณ์แม่โจ้ ส่ือถึงความรัก ความสามัคคี ซึ่งเป็น
จดุ แขง็ ของมหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้ท่ีสงั คมช่ีนชมศรัทธา
ในการนี้จึงเห็นตรงกันว่าชื่อครัวคือ “ครัวอิ่มอุ่น
พ่ีเพื่อน้องแม่โจ้” และมอบให้ผู้อ�ำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม
รวบรวมข้อมูลรายงานให้มหาวิทยาลัยทราบและอนุมัติโครงการ
และได้แต่งต้ังคณะกรรมการบริหารครัวอิ่มอุ่นฯ จากผู้เกี่ยวข้อง
ทุกฝ่ายได้แก่ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ศิษย์เก่าผู้ก่อต้ัง บุคลากร
ภายในมหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก และคณะกรรมการ
ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย ท้ังนี้ทุกท่านสามารถสนับสนุน
ครวั อ่มิ อนุ่ ฯ ได้ทั้งขา้ วสาร อาหารแหง้ ไข่ ผัก เคร่ืองปรุง ตามก�ำลงั
ความศรทั ธา
22
23
24
ฐานเรียนร้วู ิถีเกษตร วิถแี มโ่ จ้
เมื่อเดือนกรกฏาคม 2560 ครัวอิ่มอุ่น พี่เพื่อน้องแม่โจ้
ได้สร้างชื่อเสียงแก่มหาวิทยาลัยโดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งที่ 2
ของประเทศไทยที่ได้ท�ำกิจกรรมบ�ำเพ็ญประโยชน์และอนุรักษ์
ส่ิงแวดล้อม (ล�ำห้วยโจ้) โดยการน�ำนักศึกษากว่า 1,500 คน
จัดท�ำฝายมีชีวิตจ�ำนวน 2 ตัว โดยข้ึนทะเบียนภาคีเครือข่าย
ฝายมีชีวิตแห่งประเทศไทย ได้ล�ำดับที่ 499 และ 500 ถวายเพ่ือ
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 10 ในโอกาส
ท่ีเจริญพระชนมายุ 65 พรรษา เม่ือวันที่ 26 กรกฏาคม 2560
ซ่ึงฝายมีชวี ติ ท้ัง 2 ตวั น้สี ามารถเก็บกักน�้ำสรา้ งความชมุ่ ชืน้ ฟื้นฟู
ระบบนิเวศวิทยาให้กับล�ำห้วยโจ้และสวนป่าบุญศรีได้เป็นอย่างดี
ทำ� ให้ระบบนิเวศวิทยา ดนิ น�้ำ ปลา สัตว์นำ้� และพชื พรรณไมต้ ่างๆ
กลับคืนมาอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังจัดท�ำเป็นศาสตร์แห่งสายน้�ำ
และชีวภาพเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ใช้ชื่อ “ฐานเรียนรู้
วิถีเกษตร วิถีแม่โจ้” ที่ประกอบด้วยครัวอ่ิมอุ่น พี่เพื่อน้องแม่โจ้
ฝายมีชีวิต และศาสตร์แหง่ สายน�้ำและชวี ภาพ
ครัวอิ่มอุ่น พ่ีเพ่ือน้องแม่โจ้ หมายถึง น้องแม่โจ้ทุกคน
เม่ือหิวแล้วมาท�ำอาหารกินเอง บรรเทาความหิว ความขัดสน
ความเดอื ดรอ้ นเพ่อื ชว่ ยแบง่ เบาภาระผปู้ กครอง
“อ่มิ คือ อิ่มท้อง”
“อ่นุ คืออบอุน่ ใจท้ังตนเองและพอ่ แม่”
“พี่ คือ พแ่ี มโ่ จ้ร่วมกนั ชว่ ยเลีย้ งนอ้ ง
ตอบแทนพระคณุ แม่”
“แม่ คอื มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้”
โครงการครัวอิ่มอุ่น พี่เพ่ือน้องแม่โจ้ จึงเป็นวัฒนธรรม
ความเปน็ ชาวแมโ่ จ้ เป็นพลังความรกั ความสามัคคี ความเข้มแข็ง
ของชาวแม่โจ้ การประสานความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่าง
ศิษย์เก่ากับมหาวิทยาลัย การพัฒนาอัตลักษณ์แม่โจ้ให้เป็นรูป
ธรรมทช่ี ัดเจนและมุ่งหวังใหเ้ ปน็ ที่พงึ่ ของ ผู้ปกครอง ชมุ ชน สงั คม
เสรมิ สร้างความรกั ความสามัคคีในหมเู่ พือ่ นพ้องน้องพี่ มเี กียรติยศ
และศักดิ์ศรีท่ีดีงาม ประการส�ำคัญคือเป็นผู้รับผิดชอบต่อสังคม
และประเทศชาติ และเป็นโครงการสนองยุทธศาสตร์และสนับสนุน
มหาวิทยาลัยแม่โจ้สู่การเป็น มหาวิทยาลัยสีเขียว (Green
University) และมหาวิทยาลยั แหง่ ชีวิต (Life University)
25
แม่โจ้...แม่โจ้ของเรา
สมพร แรกช�ำนาญ
ฝายมีชีวิต เป็นแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
ทรงมพี ระราชด�ำริน�ำรูปแบบฝายแมว้ มาปรบั และผสมผสานการใชว้ สั ดุธรรมชาตใิ หเ้ หมาะสมกบั พื้นที่ เนน้ โครงสร้างสีเขียว
ย่อยสลายงา่ ย เป็นมติ รกับส่งิ แวดล้อม ไมใ่ ช้ปนู พลาสตกิ เหล็ก ตะปู ลวด ฝายมีชวี ิตมปี ระโยชน์ต่อการแกป้ ัญหาใหก้ ับ
ชุมชนชาวบ้านท่ีประสบภัยแห้งแล้ง การมุ่งความมีส่วนร่วมกันและกัน การยกระดับน้�ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และน�้ำหลาก
รุนแรง เป็นการแก้ไขปัญหาการพังทลายของหน้าดิน ช่วยท�ำหน้าท่ีเก็บกักน�้ำไว้ในดิน สร้างความชุ่มช้ืนจากฤดูฝน
เอาใว้ใช้ในฤดูแล้ง พ้ืนท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยฟื้นฟูชีวิตริมน�้ำ ใช้โครงสร้างพ้ืนฐานระบบนิเวศวิทยา ยึดหลักการให้
ชุมชนมีส่วนร่วมจากการระดมความคิดเห็น ความต้องการและได้ร่วมกันท�ำงานด้วยก�ำลังแรงกาย ก�ำลังใจ ก�ำลังเงิน
อุปกรณแ์ ละวสั ดุตา่ งๆ ท่จี ะพอหามาร่วมได้ การท�ำอาหารมาชว่ ยเป็นสวสั ดิการ
กระบวนการสร้างฝายจึงเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ทั้งยังข้ึนทะเบียนภาคีเครือข่ายฝายมีชีวิตแห่งประเทศไทย
ท่ดี ี มกี ระบวนการกลุ่มที่มคี วามยดึ หยนุ่ ปรองดอง ทง้ั ยงั เกอื้ กลู กนั ไดล้ �ำดับท่ี 499 และ 500 ประการส�ำคญั นน้ั คอื มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
ระหวา่ งคนและธรรมชาติ ได้จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ
จากแนวคิดดังกล่าว คณะกรรมการครัวอิ่มอุ่น พ่ีเพื่อน้อง บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสท่ีเจริญ
มหาวิทยาลยั แม่โจ้ จึงเหน็ ชอบให้จดั ท�ำ “โครงการสรา้ งฝายมีชีวติ ” พระชนพรรษา 65 พรรษา เม่ือวันท่ี 26 กรกฏาคม พ.ศ. 2560
ข้ึนภายในมหาวิทยาลัย ฝายมีชีวิตมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งฝายมีชีวิตทั้ง 2 ตัวน้ีสามารถเก็บกักน้�ำสร้างความชุ่มชื้นให้กับ
จึงเกิดข้ึนโดยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งท่ี 2 ของประเทศไทย ที่ได้ท�ำ ล�ำห้วยโจ้และสวนป่าบุญศรีได้เป็นอย่างดี ส่งผลท�ำให้เกิด
กิจกรรมบ�ำเพ็ญประโยชน์และอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม (ล�ำห้วยโจ้) ระบบนิเวศวิทยาสัตว์น้�ำและพืชพรรณไม้ต่างๆ ข้างล�ำห้วยโจ้
จากก�ำลงั นักศกึ ษากว่า 1,500 คน สร้างฝายมีชีวติ จ�ำนวน 2 ตวั กลับคืนมาอดุ มสมบูรณ์อกี ครัง้
26
ฝายมีชีวิต มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ�ำนวน 2 ตัว ด�ำเนินการ มาตามเวลาว่างจากการเรียนมีท้ังภาคเชา้ -ภาคบ่าย ใช้งบประมาณ
จดั สรา้ งต้งั แต่วนั ท่ี 15 กรกฏาคม 2560 ใช้ช่ือวา่ “หว้ ยโจ้ 1 และ จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เคร่ืองมือ ถุงปุ๋ย ทราย ไม้ไผ่ เชือกฟาง
ห้วยโจ้ 2” ซ่ึงฝายตัวท่ี 1 มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 9 เมตรและ เชือกป่าน จ�ำนวน 220,000 บาท (สองแสนสองหม่ืนบาทถ้วน)
สูง 1.20 เมตร อยู่ท่ีห้วยโจ้ตรงสะพานหน้าอาคารอ�ำนวย ยศสุข และได้รับการสนับสนุนด้านสวัสดิการอย่างดีจากศิษย์เก่าแม่โจ้ได้
ส่วนฝายตัวที่ 2 สร้างอยู่ท่ีห้วยโจ้ข้างครัวอ่ิมอุ่น พี่เพื่อน้องแม่โจ้ น�ำน้�ำด่ืมพร้อมด้วยขนม ผลไม้ วัตถุดิบในการประกอบอาหาร
มขี นาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร และสงู 1 เมตร ใช้ก�ำลงั หลัก 3 มอื้ ตลอดเวลากวา่ 15 วัน จนแล้วเสร็จ
จากนกั ศึกษาหลายคณะจ�ำนวนวันละ 100-200 คน ผลดั เปล่ียนกนั
ความมหัศจรรย์ของฝายมีชวี ติ
ล�ำหว้ ยโจ้ เปน็ ล�ำห้วยเล็กๆ ท่ีอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ และสาหร่าย ลอยอยู่หนาแน่น ขาดอ๊อกซิเจนในน้�ำจึงไม่พบปลา
มากว่า 85 ปี ทอดยาวขนานไปกับสวนป่าบุญศรี สวนไม้เก่าแก่ ปู หอย หรือสตั ว์น�้ำอืน่ ๆ นอกจากปลงิ
พร้อมกับแม่โจ้ที่มีต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 60 ปี ล�ำห้วยโจ้มีระยะ เม่ือสร้างฝายมีชีวิตแล้วเสร็จเพียง 1 สัปดาห์ พบปริมาณ
ความยาวภายในมหาวิทยาลัยจากทิศตะวันออกมาถึงทิศตะวันตก น�้ำเพ่ิมสูงขึ้นจากหน้าฝายถึง 1.50 เมตร ระดับน้�ำหลังฝาย
จ�ำนวน 9 กิโลเมตร มปี ริมาณนำ้� ปกติในล�ำห้วยสงู เพยี ง 10-15 นิว้ เพ่ิมข้ึนถึง 1 เมตร สองข้างฝั่งล�ำห้วยโจ้มีความชุ่มช้ืนขึ้นมาก
ตามการปล่อยน้�ำของชลประทาน แต่ละคร้ังจะมีปริมาณน้�ำ และพบว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพื้นถ่ินเช่น ผักกูดงอกงามข้ึนมา
เพิ่มขึ้นเพียง 0.5 เมตร ย่ิงช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนมกราคม- พร้อมสัตว์น�้ำ คือ ปู หอย ปลาเข็ม ปลาขาว ปลาดุก ปลาช่อน
พฤษภาคมแล้ว น้�ำล�ำห้วยโจ้จะไหลรินหรือแห้งไม่สามารถ กงุ้ ฝอย รวมถึงห่ิงหอ้ ยทม่ี าอยตู่ ามกอไผ่ชายน้�ำ ปจั จุบันล�ำห้วยโจ้
ใช้ท�ำอะไรได้ การที่น้�ำล�ำห้วยไม่ไหลท�ำให้มีจอก แหน ตะไคร่น้�ำ ชุ่มชนื่ ร่มเย็น ต้นไมอ้ ุดมสมบูรณย์ ง่ิ กวา่ เดมิ ไม่แหง้ แลง้ อกี เลย
27
วัฒนธรรมคนชว่ ยเราและครฝู าย
ครูฝาย คือผู้ช�ำนาญด้านการท�ำฝายมีชีวิตและเป็นสมาชิกเครือข่ายฝายมีชีวิตแห่งประเทศไทย
การสร้างฝายมีชีวิตครั้งน้ีเป็นความร่วมมือระหว่างศิษย์เก่าแม่โจ้ ซ่ึงมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้
พลตรชี ูโชติ กฬี าแปง แม่โจ้รุ่น 46 เปน็ ประธานคณะท�ำงาน พร้อมดว้ ยคุณวรายุทธ อ่อนศรี คุณอตั ถพล กาวชู
แม่โจ้รุ่น 50 คุณวสันต์ สนั พะเยาว์ แมโ่ จร้ ุน่ 53 และคณุ เพยี ร ถึงคณุ แมโ่ จร้ นุ่ 53
ครูฝายจากเครือข่ายฝายมีชีวิตแห่งประเทศไทยจำ�นวน วัสดุอุปกรณ์ การตัดขนาดไม้ไผ่ การใส่ถุงทรายและมัดถุง
6 คน ซ่ึงอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเป็นหลักในเขตภาคเหนือ การใช้เชือกมัดไม้ไผ่ให้ผูกติดกันที่ถูกต้อง และงานอ่ืนๆ แต่ละวัน
คือ คุณยงยุทธ ถาวร คุณสมใจ รักษ์เสรี คุณสุรศักดิ์ อินทรศรี มกี ารทานข้าวพรอ้ มกับสรุปงานระหวา่ งพีน่ ้องอย่างสนกุ สนาน
คุณนพพร วงศ์โรจนัส คุณบุญเท่ง โกสินทร์ และคุณไพโรจน์ ภูดี ฝายมีชีวิต ได้สร้างประโยชน์ช่วยฟ้ืนฟูระบบนิเวศวิทยา
มาช่วยด้วยจิตอาสาและความศรัทธาในการสร้างฝายมีชีวิต และความชุ่มชน้ื เพ่มิ ปรมิ าณน�ำ้ แกล่ �ำ ห้วยโจ้ ซงึ่ อยู่ภายในสวนปา่
ภายในมหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ สถาบนั การศึกษาชนั้ น�ำ ด้านการเกษตร บุญศรี อันเป็นพ้ืนที่สวนป่าที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รักษาไว้
ที่มีช่ือเสียงมากว่า 85 ปี ครูฝายทุกคนจึงได้เสียสละแรงกาย เป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีต้นไม้ใหญ่หนาแน่นทั้งต้นไม้ในวรรณคดี
แรงใจและปัจจยั สว่ นตัวมาช่วยทุกๆ วนั เร่ิมตง้ั แตเ่ ขา้ มาร่วมสำ�รวจ และต้นไม้หายากแต่ละต้นอายุไม่ตำ่�กว่า 60 ปี มีธรรมชาติ
และวัดพ้ืนท่ีของลำ�ห้วยโจ้ ช่วงระยะการสร้างฝายให้เหมาะสม สิ่งแวดล้อมที่ร่มร่ืนที่สุดภายในมหาวิทยาลัย มีครัวอ่ิมอุ่น
กับระดบั น�้ำ ในล�ำ หว้ ยท้ัง 2 ตวั จุดและระยะสร้างฝาย การวางแผน พี่เพ่ือน้องแม่โจ้ ครัวท่ีพี่ศิษย์เก่าทำ�ให้น้องรับประทานอาหาร
การทำ�งานประจำ�วัน การแบ่งครูฝายแต่ละคนเป็นผู้ถ่ายทอด บรรเทาความเดือดร้อนแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และยังมีฝายมีชีวิต
และสอนงานให้น้องนักศึกษาต้ังแต่การวัดระยะตัวฝาย การคำ�นวณ ท่เี พิม่ ความชุม่ ชื้นใหส้ วนปา่ บญุ ศรไี ด้อย่างสมบรู ณ์
28
อัตลักษณล์ ูกแมโ่ จ้ ได้ถูกถา่ ยทอดออกมาไดเ้ ป็นรปู ธรรมด้วยฝายมีชวี ติ ลำ� หว้ ยโจ้
ครัวอ่มิ อุ่นพี่เพื่อน้องแม่โจ้ บรู ณาการความร้แู ละทักษะวชิ าชวี ิตท่ีจะเชอ่ื มโยง
กบั การเรยี นการสอน การศึกษา การวจิ ยั และยงั อบอนุ่ ไปด้วยวฒั นธรรม
ประเพณขี องความมนี ำ้� ใจ การช่วยเหลือเกื้อกลู กันและกันอยา่ งชัดเจน
29
แม่โจ้...แม่โจ้ของเรา
อนุสรณ์ วิจารณ์ปรีชา
ด้านหนา้ อาคารพิพธิ ภณั ฑ์วฒั นธรรมการเกษตรไทย
31
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช รชั กาลที่ 9 สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสดจ็ ฯ
เสดจ็ เยี่ยมชมกจิ การวิทยาลยั เกษตรกรรมเชยี งใหม่ พ.ศ. 2516 พรอ้ มดว้ ยพระเจา้ วรวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จา้ โสมสวลพี ระวรชายา
เยีย่ มชมกิจการของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. 2520
สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี สมเดจ็ พระนางเจ้ารำ� ไพพรรณี
เสด็จเยี่ยมวทิ ยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ พ.ศ. 2510 พระบรมราชินีใน รชั กาลท่ี ๗
เสดจ็ เย่ยี มชมสถาบนั เทคโนโลยกี ารเกษตร พ.ศ. 2518
เทดิ ไวเ้ หนอื เกลา้ พระเจา้ แผน่ ดนิ 2 พระองค์ เสดจ็ ฯ บา้ นพกั อธกิ ารบดี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
รัชกาลท่ี 9 ได้เสด็จพระราชด�ำเนินเย่ียมชมองค์การเกษตรกร เยี่ยมชมกิจการของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร เมื่อปลายปี
ในอนาคตแห่งประเทศไทย หน่วยแม่โจ้ และกิจการของวิทยาลัย พ.ศ. 2520 และได้เสด็จฯ เสวยพระกระยาหารท่ีบ้านพัก
เกษตรกรรมเชียงใหม่ คร้ังแรกเม่ือวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2516 ของอาจารย์วภิ าต บญุ ศรี วังซา้ ย เช่นกัน
จากน้ันพระองค์ได้เสด็จฯ สถานศึกษาแห่งนี้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง นอกจากนี้ บา้ นพกั อธิการบดีหลังนี้ เคยถวายการตอ้ นรับ
โดยคร้ังสุดท้ายพระองค์เสด็จฯ พระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ�ำนวนหลายวาระโอกาส
แก่ผู้ส�ำเร็จการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ รวมท้ังสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเดจ็
เมื่อวันท่ี 23 กุมภาพันธ์ 2538 ระหว่างท่ีเสด็จฯ แม่โจ้ บ้านพัก พระเจา้ ลกู เธอ เจา้ ฟ้าจฬุ าภรณวลยั ลกั ษณ์ เมอ่ื คร้งั ทรงตามเสดจ็
ของอาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย อธิการบดี หลังน้ี ได้เคยเป็น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
สถานที่ถวายการต้อนรับพระองค์ และเสวยพระกระยาหาร และสมเด็จพระนางเจ้าร�ำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลท่ี 7
เม่ือปี พ.ศ. 2523, 2527 ปัจจุบันบ้านพักหลังนี้คือ ฐานเรียนรู้ เสดจ็ เป็นการส่วนพระองค์ ในปี พ.ศ. 2518
พพิ ิธภัณฑ์วฒั นธรรมการเกษตรไทย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เคยตรัสกับ
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพวรางกรู อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย ว่า “บ้านหลังนี้ดีนะ อยากให้
รั ช ก า ล ที่ 1 0 เ มื่ อ ค รั้ ง ยั ง ท ร ง พ ร ะ อิ ส ริ ย ศั ก ดิ์ ส ม เ ด็ จ เก็บรักษาไว้ อยา่ ร้ือท้งิ นะ”
พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ พร้อมด้วย
32
จดุ เริม่ ตน้ : สรา้ งเปน็ บา้ นพกั หวั หนา้ สถานศกึ ษา
บา้ นพกั อธกิ ารบดี กอ่ นการบูรณะ ถา่ ยเมอ่ื พ.ศ. 2527 โดย ผศ.ดร.ธนิต มะลสิ วุ รรณ
บ้านพกั หวั หน้าสถานศกึ ษาหลงั นี้สรา้ งขนึ้ ในปี พ.ศ. 2488 อาจารย์ไสว ชูติวัตร เข้าพักหลังนี้สืบต่อในฐานะ
เมื่อครง้ั ที่มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ยังมฐี านะเปน็ สถานศกึ ษาการเกษตร อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ จวบจนปี พ.ศ. 2497
โดยหัวหนา้ สถานศึกษา ณ ขณะนัน้ คือ อาจารย์พนม สมติ านนท์ อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย เข้ามารับต�ำแหน่งอาจารย์ใหญ่
ช่วงปี พ.ศ. 2477-2487 หัวหน้าสถานศึกษากับหัวหน้าสถานี โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ สืบต่อจากอาจารย์ไสว ชูติวัตร
ทดลองกสิกรรม เป็นบุคคลเดียวกัน และได้พักอาศัยในบ้านพัก จนกระท่ังท่านได้รับต�ำแหน่งผู้อ�ำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรม
ภายในสถานที ดลองกสิกรรม เชียงใหม่ และอธิการบดีท่านแรกของสถาบันเทคโนโลยี
อนึ่ง อาจารย์พนม สมิตานนท์ เข้ามารับต�ำแหน่ง การเกษตรและสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ตามล�ำดับ
ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีสุดท้ายคือ พ.ศ.2526 อาจารย์วิภาต บุญศรี วังซ้าย ได้รับ
เมื่อปี พ.ศ. 2486 จนกระทั่งแม่โจ้ เป็นสถานศึกษาการเกษตร โปรดเกล้าฯ เป็นศาสตราจารย์พิเศษ และรบั ปรญิ ญาดษุ ฎีบัณฑิต
ในปี พ.ศ. 2488 โดยพักอยู่ท่ีบ้านพักในสถานีทดลองกสิกรรม กิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ รวมเป็น
ก่อนจะย้ายเข้ามาพักที่บ้านพักหัวหน้าสถานศึกษาของสถาน ระยะเวลา 29 ปี ของศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย
ศึกษาการเกษตร และสืบต่อเน่ืองถึงการเป็นอาจารย์ใหญ่ ท่ีบ้านหลังนี้ ส่วนอธิการบดีคนต่อไปของแม่โจ้นั้น หลังจาก
โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2492-2495 อาจารย์พนม ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย แล้ว มบี างทา่ นจะเข้ามา
จึงไดย้ ้ายไปรบั ต�ำแหน่งอาจารย์ประจ�ำกรมศกึ ษาธิการ และ IDM. พักอาศัยในช่วงระยะเวลาส้ันๆ บางท่านก็มีบ้านส่วนตัว
Chachoengsao Educational Pilot Project (UNESCO) อย่ภู ายนอกไมไ่ กลจากสถาบนั ฯ จงึ ไมย่ า้ ยเขา้ มาพกั ในบ้านพกั หลงั น้ี
33
การบูรณะซอ่ มแซมบ้านพกั อธิการบดี เป็นพพิ ธิ ภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย เมื่อ พ.ศ.2542-2543
สมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ โดย ดร.บุญเล่ือน บุญเรือง มอบหมายจากมหาวิทยาลัย ให้เข้าดูแลพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม
นายกสมาคมฯ รว่ มกับมหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ ท่มี อี าจารยส์ ราญ เพม่ิ พลู การเกษตรไทย สืบต่อจากสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ มีการปรับปรุง
เป็นอธิการบดี ประชุมร่วมกันเมื่อวันท่ี 6 มิถุนายน พ.ศ. 2542 ซอ่ มแซม จดั ภูมิทัศนพ์ น้ื ท่ีซึง่ เสื่อมโทรมลง ได้แก่
โดยศิษย์เก่าแม่โจ้ ผ้บู รหิ ารมหาวทิ ยาลยั แม่โจ้ และคณะกรรมการ งานรอ้ื ทางเดินเดมิ ซงึ่ ช�ำ รดุ เสยี หายเป็นสว่ นใหญ่
การสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ เห็นชอบท่ีจะบูรณะบ้านพักซ่ึงเดิม งานเปล่ียนหลอดไฟฟ้าส่องสว่างอาคารหลักใหม่ทั้งหลัง
เป็นท่ีพำ�นักของผู้ดำ�รงตำ�แหน่งหัวหน้าสถานศึกษาแม่โจ้ ให้เป็น ซึ่งของเดิมชำ�รุดไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยน
พพิ ธิ ภณั ฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย มากวา่ 8 ปี
แนวคิดในการออกแบบพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย งานเดินสายไฟใต้ดินเชื่อมต่อจากอาคารหลักมายังเรือน
ในครั้งน้ัน มีจุดประสงค์เพื่อให้โครงการน้ีมีเอกลักษณ์ท่ีเด่นชัด พกั แมโ่ จจ้ ำ�ลอง พ.ศ. 2480 พร้อมติดตงั้ ระบบไฟฟา้ ทีเ่ รือนพักซง่ึ
ผู้ออกแบบได้นำ�ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เดมิ ไมม่ ีระบบไฟฟา้ มายงั อาคารน้ี
และความเป็นอยู่ของศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย จัดทำ�นิทรรศการภาพถ่ายแม่โจ้ในอดีต ต้ังแต่ปี
ที่เก่ียวข้องกับการเกษตรมาเป็นแนวทางในการออกแบบ เร่ิมจาก พ.ศ. 2477-2518 ติดตั้งแสดงโชว์ท่ีภายในอาคารเรือนพักแม่โจ้
ตวั อาคารบา้ นพกั ซ่ึงเป็นหวั ใจส�ำ คัญของโครงการ มกี ารปรับปรงุ จ�ำ ลอง
เพ่ือให้เป็น อาคารพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย มีพิธีเปิด งานปรับดินสนามหญ้าเดิมซึ่งขรุขระให้ราบเรียบสามารถ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2543 โดยมี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จัดกิจกรรมได้ ปลกู หญ้ามาเลเซยี ภายหลงั การปรับดนิ สนามหญ้า
อดีตรองนายกรฐั มนตรี เป็นประธาน งานปูทางเท้าเชื่อมอาคารพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแสดง
บริเวณรอบอาคารจัดให้สะท้อนถึงอดีตผู้บริหาร อุปกรณ์การเกษตรไปยังเรือนพักแม่โจ้จำ�ลอง และตัวอาคารหลัก
มหาวทิ ยาลัยแม่โจ้ ซง่ึ เคยพำ�นกั อยู่ โดยมลี านโล่งและสนามหญ้า พพิ ธิ ภณั ฑ์ฯ
อยู่หน้าอาคารและซุ้มป้ายพิพิธภัณฑ์ มีทางเดินจากที่จอดรถเข้าสู่ การติดต้ังเสาไฟและระบบไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณทางเข้าถึง
อาคาร และต่อเชื่อมจุดอ่ืนๆ มลี านอเนกประสงค์อย่ทู างทศิ เหนือ ตัวอาคารหลกั และทางเขา้ ไปยังเรอื นพกั แม่โจจ้ �ำ ลอง จำ�นวน 10 เสา
ของอาคารใต้ร่มไทย มีทางเดินเชื่อมต่อไปสู่ศาลาท่านำ้�เพ่ือเสริม ย้ายป้ายพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตรไทย จากจุดเดิม
บรรยากาศริมสระบัว ส่วนพ้ืนท่ีบริเวณรอบสระน้ำ�ด้านทิศเหนือ หน้าอาคารหลักภายในมายังบริเวณทางเข้าพิพิธภัณฑ์ฯ
ได้จัดสร้างอาคารจำ�ลองเรือนพักเกษตรพร้อมจัดแสดงวิถีชีวิต พร้อมติดต้ังระบบไฟฟ้าส่องสว่างที่ป้ายดังกล่าวโดย หลังจาก
ของชาวชนบทไทย ย้ายป้ายแล้วพื้นท่ีดังกล่าวได้ถูกแทนท่ีด้วยภูมิทัศน์ใหม่เป็น
พ้ืนท่ีบริเวณทิศใต้ของอาคาร เป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ จดุ ถ่ายภาพของผมู้ าเยือน
มีทางเดนิ หลกั ปูด้วยบล็อกคอนกรีต ขนาดกว้าง 2 เมตร เชอ่ื มตอ่ งานปูคอนกรีตรอบเรือนพักแม่โจ้จำ�ลอง แต่เดิมเป็นดิน
เส้นทาง 3 จุด เพื่อเข้าชมส่วนต่างๆ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เมื่อฝนตกแลว้ เป็นโคลนไมส่ ะดวกตอ่ การเขา้ มาชมพ้นื ที่
แสดงอุปกรณ์การเกษตร อาคารเรือนพักแม่โจ้ จำ�ลอง งานติดต้ังระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในอาคารพิพิธภัณฑ์
พ.ศ. 2480 และทางเดนิ ที่ปูด้วยคอนกรีตบล็อกจะน�ำ ไปสอู่ าคารหลกั กลางแจ้งแสดงอุปกรณ์การเกษตร ซ่ึงแต่เดิมยังไม่มีระบบ
พิพธิ ภณั ฑว์ ัฒนธรรมการเกษตรไทย เป็นจดุ สุดทา้ ย ไฟฟ้า ตลอดจนงานขุดลอกสระนำ้�ของพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งตื้นเขิน
ปัจจุบัน ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สำ�นักงานอธิการบดี ให้สามารถรับนำ้�ได้มากพอท่ีจะใช้รดน้ำ�สนามหญ้า และพันธ์ุไม้
โดยงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรและวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับ ต่างๆ และสามารถเล้ียงปลาได้
34
สง่ิ ของส่วนตวั ส่วนหนึ่งของพระชว่ งเกษตรศลิ ปการ
ส่วนหนงึ่ ของสญั ลักษณ ์
ความเปน็ อตั ลักษณข์ องแม่โจ้
นอกจากน้ี ไดม้ ีการปรับปรงุ จดั ทำ�นทิ รรศการภายในอาคารหลัก จ�ำ นวน 3 ชัน้ 5 ส่วนไดแ้ ก่
ชัน้ ที่ 1 พระบรมวงศานุวงศ์กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ชัน้ ท่ี 2 ประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ต้ังแต่พระช่วงเกษตรศิลปการ เข้าพื้นที่วันท่ี
14 สิงหาคม พ.ศ. 2476 การก่อต้ังโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ภาคเหนือ พ.ศ. 2477, โรงเรียนมัธยมวิสามัญ
เกษตรกรรม พ.ศ. 2478, วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2481, โรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2482,
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486, สถานศึกษาการเกษตร พ.ศ. 2488, โรงเรียน
เกษตรกรรมแม่โจ้ พ.ศ. 2492, วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ พ.ศ. 2499, สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. 2518,
สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ พ.ศ. 2525 และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2539
ชน้ั ท่ี 3 ส่วนท่ี 1 ไดแ้ ก่ ส่งิ ของ สัญลกั ษณ์ ความเปน็ อัตลักษณ์ของแมโ่ จ้
ชน้ั ที่ 3 ส่วนที่ 2 ห้องแสดงส่งิ ของส่วนตวั พระช่วงเกษตรศลิ ปการ
ช้ันท่ี 3 สว่ นที่ 3 หอ้ งแสดงส่งิ ของส่วนตัวศาสตราจารย์ ดร.วภิ าต บุญศรี วังซา้ ย
นอกจากพิพธิ ภณั ฑว์ ัฒนธรรมการเกษตรไทย จะแสดงถงึ เรือ่ งราวส�ำ คญั และมีคุณคา่ มากมายจนไดร้ ับการจัดใหเ้ ป็น
ฐานการเรียนรู้วิถีเกษตรวิถีแม่โจ้ พร้อมกับบูรณาการกับการเรียนการสอนให้นักศึกษาได้รับรู้และซาบซึ้งกับเร่ืองราว
ความผูกพันที่แม่โจ้ได้สนองงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทด้วยความจงรักภักดี หน่ึงในภารกิจท่ีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมจะรักษา
ใหย้ ่งั ยนื สบื ไป
สิ่งของส่วนตวั ส่วนหนึง่ ของ
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วงั ซ้าย
35
ภาษาวรรณกรรมล้านนา
พ่อครูบุญศรี รัตนัง
ก�ำเล่าผู้เฒ่าโบราณ
ตามค�ำเลา่ ของผู้เฒา่ โบราณเมอื งลา้ นนาเลา่ ขานสืบตอ่ กนั มาหลายชว่ั อายคุ นถึงสิ่งท่พี ิสจู น์ได้ยาก
ค�ำว่า “ผี” พดู แลว้ ทกุ คนตอ้ งกลวั ไม่อยากพบเจอ ถา้ จะพดู เรอ่ื งผแี ลว้ มีมากมาย
เช่น ผีโพง ผกี ะ ผีมา้ บอ้ ง ผีโป่ง ผเี สอื้ บา้ น ผเี สือ้ วดั และอีกมากผีสุดจะพรรณนามาบอกเลา่ ให้ครบได้ทกุ ผี
36
“กูจะอาฆาตมึง สกั วนั มงึ จะเปน็ อย่างก”ู
วันนี้พ่อครูจะเล่าเรื่อง “ผีโพง” ผีโพงน้ีมันชอบท่ีจะเข้าสิง ฉะนน้ั ห้ามอยูท่ ตี่ ำ�่ เปน็ เดด็ ขาด เช่น ลานบา้ น พืน้ บา้ นที่ไม่มีขอบ
ในตัวคน (สิง หมายถึง เข้าคลอบครอง) คนที่ถูกผีโพงเข้าสิง รว้ั กน้ั ชดิ อนั ตรายอาจถึงตัวเราได ้
จะไม่รู้สกึ ตวั ว่าผีโพงเขา้ สงิ ผูเ้ ฒ่าเลา่ วา่ การทีอ่ ยากจะรู้ว่าใครเปน็ ผโี พงใหท้ ดลองแบบน้ี
ถ้าเขา้ สงิ ผชู้ ายเขาจะเรียกวา่ ผีโพงดง อยบู่ นบ้านซ่ี (ฉ่)ี ลงหน้าตา่ งแล้วพูดดังๆ วา่
ถา้ เข้าสงิ ผู้หญิงจะเรียกวา่ ผีโพง “หยาดน�้ำผีโพงๆ” ถ้าเป็นผีโพงจริงอยู่แถวน้ันมันจะ
ผีโพง น้ีจะออกหากินเวลากลางคืน หากินกบ กินเขียด ปร่ีเข้ามาหาถึงลานบ้านทันที แล้วมันจะพูดว่า “กูจะอาฆาตมึง
โดยเฉพาะเวลาฝนตกโปรยปราย ผีโพงพอเข้าสิงคนแล้วจะออก สักวนั มงึ จะเป็นอยา่ งก”ู แล้วมนั จะเดินหนีไป
ไปหากิน ถ้าเป็นผู้ชายมีเมียมันก็จะสะกดเมียไม่ให้ต่ืนจนกว่าจะ บ้านคนสมัยโบราณไม่มีการสร้างรั้วก้ันมิดชิดใดๆ มักจะ
กลับมา ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะสะกดผัวไม่ให้ต่ืนจนกว่าจะกลับมา คน อยู่เองโดดๆ หลังเดียว หรืออยู่ในสวนห่างไกลกัน สักวันหนึ่ง
ท่ีเป็นผีโพงจะมีไฟออกปลายจมูกแสงไฟเท่าหัวเทียนไฟฉาย ไม่ ผีโพงท่ีมันอาฆาตไว้น้ัน มันจะย้อนกลับมาเอาก้านกล้วยพุ่งข้าม
แจ้งเกินไปไม่มืดเกินไป แสงไฟจะเป็นวงกลมเท่ากับไฟฉายส่อง หลังคาบ้านเรา แล้วหากว่าในครอบครัวเราถ้ามีคนใดคนหนึ่ง
ลงดนิ ประมาณ 1 เมตร พอผโี พงลงจากบา้ นมันจะจุดประกายไฟ ขวัญอ่อน หรือเจ็บป่วยไม่สบายมันก็จะเข้าสิงทันที จากน้ัน
ที่จมูก จะเอาจมูกไปถูซี่บันไดซ่ีที่ 3 ถูไปถูมาไฟก็จะออก พอไฟ คนๆ นั้นจะเปน็ ผีโพงสืบตอ่ จากมนั ไปอกี คน
ออกมันจะไปกลางทุ่งนาไปหากินกบกินเขียด ผีโพงจะไม่กินกบ นี่คอื เร่ืองผโี พง ซึ่งเปน็ ค�ำเล่าของผเู้ ฒา่ โบราณเอามาเล่าสู่
กินเขียดตัวเป็นๆ มันจะจูบหรือดูดกินแต่คาวท่ีติดผิวหนังของกบ กันฟังพอสังเขป ยังมีอีกมากมายที่เป็นเร่ืองผี ไว้มีโอกาสจะเอา
เขยี ด พอคาวหมดไปมนั จะท้งิ ซากกบ ซากเขยี ดไว้ตามคนั นา มาเล่าสู่กันฟังอีก ในปัจจุบันนี้ถ้าพูดกันเร่ืองผีหรือส่ิงที่มองไม่
ผู้เฒ่าเล่าไว้ว่าถ้าเราเจอผีโพง โดยจะตั้งใจหรือไม่ต้ังใจ เห็นพิสูจน์ไม่ได้หรือส่ิงลี้ลับเหลือเชื่อใดๆ แล้วคนจะมองว่า
ห้ามทักเป็นเด็ดขาด ถ้าเป็นผีโพงดง ผีโพงผู้ชายมันจะพกอาวุธ งมงายหรือเป็นผีบ้า มันเป็นความเช่ือของแต่ละบุคคลไม่เชื่อ
เป็นมดี ดาบไปดว้ ย มนั จะท�ำร้ายเราจนถึงแกค่ วามตายได้ ถา้ เปน็ ก็ไม่ว่ากัน เพราะความเช่ือกับความไม่เชื่อของคนเรานั้น
ผีโพงผู้หญิงเราไปเจอ มันจะเอาทองค�ำจ้างเราห้ามไม่ให้ไป มนั หา้ มกันไม่ได้
บอกใคร พอเช้าสวา่ งขึน้ มาทองค�ำอันนนั้ จะกลายเป็นเศษหมอ้ ดิน ส�ำหรับเรื่อง “ผีโพง” ก�ำเล่าผู้เฒ่าโบราณก็จบลงเท่านี้
ทแี่ ตกแลว้ แหลน่ ายเฮย..
ผู้เฒา่ เล่าไวว้ ่า ถ้าเราต่ืนนอนตอนกลางคนื บา้ นเราอย่ใู กลๆ้
ทุ่งนาเห็นไฟตะคุ่มๆ เราสงสัยว่าจะเป็นผีโพงใช่หรือเปล่าว้า
37
นาฏดนตรี วิถีล้านนา
วุฒิภัทร เกตุพัฒนพล
ประเพณีการฟ้อนผีในล้านนาโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นช่วงท่ีผีเจ้านายประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีกันมากที่สุด
ล�ำพูน ล�ำปาง และเชียงราย จะมีพิธีกรรมท่ีแตกต่างกันออกไป ในการฟอ้ นผเี จา้ นาย ผเี จา้ นายองคท์ ี่เป็นเจ้าภาพจะตกแต่งดาขันครู
ตามประเภทของผแี ละพืน้ ท่ี ซง่ึ สามารถแบ่งออกเป็นได้ 3 ประเภท เครื่องเซ่นไหว้ ของถวาย เคร่ืองพลีกรรมต่างๆ และเชิญเจ้าทรง
ได้แก่ การฟอ้ นผเี จ้านาย ฟ้อนผมี ด ฟ้อนผีเมง็ ผีทีเ่ ข้าทรงประทับ ผีเจ้านายท่ัวสารทิศทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ล�ำพูน ล�ำปาง หรือ
ร่างคนมักจะเรียกว่า “ม้าข่ี” เมื่อผีเจ้านายมาประทับทรงแล้ว เชิญเฉพาะผีเจ้านายที่รู้รักมักคุ้นกันเข้าร่วมพิธีดังกล่าว และ
จะเป็นองค์เทพเจ้าจะมีช่ือเรียกตนเอง เช่น เจ้าพ่อหลวงค�ำแดง เชิญวงดนตรีปี่พาทย์ล้านนาเข้าร่วมบรรเลงดนตรีประกอบ
เจ้าพ่อข้อมือเหล็ก เจ้าพี่แสงอาทิตย์ เจ้าน้อยวงศ์จันทร์ ตามช่ือ พิธีกรรมการฟ้อนผีเจ้านายกันต้ังแต่เก้าโมงเช้าไปจนถึงสี่โมงเย็น
เจ้าองค์นั้นที่มาประทับทรง ในจังหวัดเชียงใหม่ประเพณีการฟ้อน ผีเจ้านายท่ไี ดร้ ับบตั รเชิญพร้อมสวยดอกไมห้ รือกรวยดอกไม้ กจ็ ะ
ผีเจ้านายจะเริ่มการฟ้อนกันตั้งแต่ขึ้น 4 ค่�ำ เดือน 4 เหนือ ทยอยกันเข้าร่วมพิธีกันท้ังวัน เมื่อร่างทรงไปถึงในงานก็จะรับขัน
เป็นประเพณีบูชาสี่ทิศเข้าหลักเมืองของเจ้าพ่อหลักเมืองเชียงใหม่ เชิญท่ีทางเจ้าภาพได้จัดเตรียมไว้ ขันเชิญจะประกอบไปด้วย
จะจัดขึ้น ณ แจ่งศรีภูมิด้านใน อ�ำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดอกไม้หอม เทียน 24 เล่ม ข้าวตอก สลุงใบเล็กหรือแก้วใส่น้�ำ
เจ้าทรงทั่วท้ังเชียงใหม่จะเข้าร่วมพิธีดังกล่าว โดยเรียกกันว่า ขมิ้นสม้ ป่อยบางทก่ี ็จะใสน่ �ำ้ อบนำ�้ หอม หรอื ใส่เงนิ ก�ำนล 108 บาท
ประเพณีเข้าหลักเมือง หลังจากประเพณีเข้าหลักเมืองเป็นต้นไป จัดเตรียมไว้ในขันหรือพาน ร่างทรงจะรับขันเชิญยกขึ้นเพื่อเชิญ
จนถึงก่อนวันเข้าพรรษาประมาณ เดือนมกราคม-กรกฎคม องค์เทพหรือผีเจ้านายให้มาประทับทรงตนเองในงานฟ้อนผีเจ้านาย
(เดือน 4 เหนือ-เดือน 10 เหนือ) คนมอบขันเชิญจะตั้งโต้ะไว้ทางเข้างานเพื่อสะดวกให้ร่างทรง
เจ้าทรงผีเจ้านายจะเร่ิมประเพณีการฟ้อนผีเจ้านาย ได้รับขันเชิญ คนมอบขันเชิญจะจุดธูปก�ำละ 24 ดอก ตั้งแต่เวลา
โดยเฉพาะเดือน 6-9 เหนือ ประมาณเดือนมีนาคม-เดือนมถิ นุ ายน เก้าโมงเปน็ ตน้ ไปตลอดทัง้ วนั จนกวา่ การฟ้อนผีเจา้ นายจะจบส้นิ ลง
38
การแต่งกายของผีเจ้านายแต่ละองค์
พิธีกรรมฟ้อนผีเจ้านายจะเร่ิมตั้งแต่เวลา เก้าโมงเช้า นักดนตรีลงเพลงมวย ก็จะต่อด้วยเพลงปราสาทไหว เพลงพม่า
เมื่อนักดนตรีปี่พาทย์ล้านนาเร่ิมบรรเลงเพลงร�ำมวย เพลงผีมด เพลงฤาษีหลงถ�้ำ เป็นต้นไปเลื่อยๆ จนถึงสิบโมงแล้วพัก
ห้อยผ้า ผีเจ้านายจะเข้าประทับทรงและใส่ชุดเคร่ืองแต่งกาย ประมาณ 10 นาที แล้วเริ่มแห่ต่อไป ด้วยบทเพลงพื้นเมือง
ผ้าโพกศีรษะ นุ่งโสร่ง ใส่เสื้อคอกลมติดกระดุม ผ้ามัดเอว เพลงลกู ทงุ่ ประยุกต์ เจ้าภาพผเี จ้านายจะวางควักบรเิ วณงานฟ้อน
เมอื่ แตง่ กายเสร็จ ผีเจ้านายจะพรหมน�้ำมนต์ทข่ี ันครู เครื่องเซน่ ไหว้ หา้ จุด ได้แก่ ส่ีมุมบรเิ วณงานฟ้อนและตรงกลางทีฟ่ อ้ น (ภาษาเหนือ
ต่างๆ แล้วน�ำดาบสองมือมาฟ้อนร�ำพร้อมกับน�ำปลายดาบ เรียกว่า สี่แจ่งผามกับใจ๋กลางผามฟ้อน) บางที่เจ้าภาพอาจให้
มาแทงลงไปในเคร่ืองเซ่นไหว้เช่น หัวหมู ไก่ต้ม เมล็ดธัญพืช ผีเจ้านายทีม่ ีความอาวุโสกว่าเปน็ ผู้วางควกั หรอื บางที่จะให้หัวหน้า
อาหารคาว หวาน ผลไม้ เม่ือเสร็จแล้วก็จะให้ลูกศิษย์ลูกหา วงดนตรีเป็นผู้วางควัก จากน้ันเจ้าภาพจะน�ำมาลัยดาวเรือง
เก็บของเซ่นไหว้ จากน้ันก็จะยกขันครูไว้บนหิ้ง ประดับประดา มาลัยดอกมะลิมาคล้องท่ีกลองเต่งถ้ิง เคร่ืองดนตรี และน�ำ
ดว้ ยแจกนั ดอกไม้ ข้าวของมงคลตา่ งๆ บายศรี เปน็ ต้น นกั ดนตรี มาลัยดอกมะลิมาคล้องนักดนตรี เป็นการสร้างมนุษย์สัมพันธ์
บรรเลงเพลงมวยจังหวะเร้าใจในอารมณ์ที่ฮึกเหิม ผีเจ้านาย ระหวา่ งผีเจ้านายกับนักดนตรแี ละเปน็ การบชู าครกู ลองเครื่องดนตรี
จะฟ้อนดาบถวายขันครูอีกครั้งหน่ึง จากนั้นจะลงจากหอลงมา
ฟ้อนดาบตรงหน้าบริเวณสถานท่ีฟ้อนในงานเมื่อฟ้อนดาบเสร็จ
การแห่บรรเลงฟ้อนผีเจ้านาย ณ แจ่งศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
39
เม่ือผีเจ้านายองค์อ่ืนๆ ที่ประทับทรงมาถึงในงานแล้ว แนหน้อย แนหลวง ฉ่ิง เป็นวงปี่พาทย์ล้านนาแบบดั้งเดิม
ก็จะเข้ามามอบซองเงินแก่เจ้าภาพ ฟ้อนร�ำกันไป ถ้าผีเจ้านาย หรือท่ีนักดนตรีเรียกว่า เคร่ืองหน้า เพราะเวลาการตั้งวงแห่
ที่มีความอาวุโสกว่าเจ้าภาพ เจ้าภาพก็จะเชิญข้ึนไปบนหอ บรรเลงเคร่ืองดนตรีดังกล่าวจะตั้งไว้ด้านหน้าเป็นแถวหน่ึงชั้น
เพ่ือให้ผีเจ้านายที่มีความอาวุโสผูกข้อมือเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือสองชนั้ ขนึ้ อยกู่ บั การจดั รูปแบบของแตล่ ะวง
และความร่มเย็นเป็นสุข ผีเจ้านายที่มาร่วมงานก็จะฟ้อนร�ำกัน
โดยท่ัวไปตามจังหวะอารมณ์ของผีเจ้านายองค์น้ัน ถ้าผีเจ้านาย ในปัจจุบันได้มีการน�ำเคร่ืองดนตรีสากลเข้ามาแห่บรรเลง
ฟ้อนเหนื่อยก็จะไปพักดื่มน�้ำ ด่ืมเหล้า สูบบุร่ี เค้ียวเหม้ียง ผสมวงขึ้น ท�ำใหก้ ารบรรเลงดนตรไี ดอ้ รรถรสในการฟงั เพม่ิ ความ
บางองคก์ เ็ คีย้ วหมากพลู สลับหมนุ เวยี นกันไป ไพเราะ มีความเพลิดเพลินเร้าใจมากยิ่งขึ้น สามารถบรรเลงเพลง
บางท่ีจะมีการฟ้อนดาบเพ่ือเป็นการบูชาครู เจ้าภาพ ได้หลากหลายจังหวะ หลายแนวเพลงท้ังเพลงเมืองประยุกต์
จะเชิญผีเจ้านายท่ีฟ้อนดาบได้สวยงามหรือผีเจ้านาย เพลงลกู ทงุ่ ประยุกต์ เพลงเพื่อชวี ิตประยกุ ต์ เพลงสากลประยกุ ต์
และเพลงเซิ้งอีสาน เคร่ืองดนตรีสากลท่ีน�ำเข้ามาบรรเลง
ทม่ี ีความอาวโุ สมาฟ้อน 5 องค์ 7 องค์ 9 องคห์ รอื 12 องค์ ผสมวงไดแ้ ก่ กีร์ต้าร์เบส กีร์ตา้ ไฟฟ้า คีรบ์ อร์ด กลองชดุ
ก็แล้วแต่เจ้าภาพจะเชิญมาฟ้อนดาบ เจ้าภาพจะเตรียม
ขันดาบ ในขันน้ันจะมีดอกไม้หอม เทียน กลองทอมบ้า กลองบองโก้ แทมบูริน บางวงอาจมี
เครื่องเป่าทองเหลืองเข้ามาด้วย เช่น ทรัมเป็ต
24 เล่ม น้�ำขมิ้นส้มป่อย เหล้า 1 ขวด แซกโซโฟน จึงเรยี กว่าวงดนตรีป่พี าทย์ลา้ นนาประยกุ ต์
ดาบ 1 คู่ พิธีกรจะเชิญผีเจ้านายองค์
ท่ีมีชื่อมาฟ้อนทลี ะองค์ นักดนตรีปี่พาทย์
บรรเลงเพลงมวย ผีเจ้านายก็จะฟ้อน ลกั ษณะของเครอ่ื งดนตรปี พ่ี าทยล์ า้ นนา
1. กลองเต่งถิ้ง เรียกชื่อตามเสียงกลอง
จากน้ันจับดาบข้ึนมาฟ้อนไปมาแล้วแทง นิยมท�ำจากไม้ประดู่ ไม้ขนุน ไม้มะม่วงป่า
ตามร่างกายตนเอง บางองค์ใช้ดาบปาดที่ลิ้น
ปาดคอ ปาดแขนขาของตนเอง แล้วใช้ มีลักษณะคล้ายตะโพนมอญ มีหน้ากลอง
สองหน้า หน้าเต่ง หรือหน้าเล็กส่วนใหญ่
ปลายดาบแทงเข้าไปท่ีคอจนดาบงอ บางองค์ มีขนาด 12-14 น้วิ หน้าถงิ้ หรอื หน้าใหญ่สว่ น
แทงเข้าไปท่ีศีรษะบ้าง แทงท่ีหน้าอกบ้าง มากมีขนาด 16-18 นิ้ว หน้ากลองใช้หนังวัวพันธุ์
แทงเข้าไปท่ีเอวบ้าง จนดาบงอ เมื่อพิธีการ พ้ืนเมืองทั้งสองหน้า เจาะรูใช้เชือกร้อยไปมาท้ังสอง
ฟ้อนดาบเสร็จ นักดนตรีก็จะบรรเลงเพลงท่ีมี หน้าดึงให้แน่นแล้วติดจ่า (หน่วงกลอง) แบบโบราณ
จังหวะเร้าใจ ครึกครื้น ผีเจ้านายก็จะฟ้อนร�ำกัน ใช้ข้ีเถ้าผสมข้าวเหนียว หรือกล้วยอบน้�ำผ้ึงต�ำ
อย่างสนุกสนานไปจนถงึ สโี่ มงเยน็ ให้ละเอียด แต่ปัจจุบันนิยมใช้กาวแบบแท่งผสม
เจ้าพ่อบุญสมก�ำลังฟ้อนดาบ ณ อนุสาวรีย์สิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่ น�้ำมันมะกอก เพราะมีความเหนียวและไม่ท�ำให้
หน้ากลองเสีย หรือเส่ือมสภาพเร็ว ให้ติดท่ีหน้ากลอง
เม่ือถึงเวลาสี่โมงเย็นนักดนตรีจะบรรเลง หน้าเล็กตีแล้วให้มีเสียง “เต่ง” ติดจ่าหน้าใหญ่
เพลงมหาชัย ต่อด้วยเพลงสรรเสริญพระบารมี ใหม้ ีเสียง “ถ้งิ ”
เป็นอันเสร็จพิธกี รรมฟอ้ นผีเจา้ นายในวนั นน้ั บางครงั้ 2. กลองโปง่ โปง้ เรียกชื่อตามเสยี งกลอง นยิ ม
ท�ำจากไม้ประดู่ ไม้ขนนุ ไมม้ ะมว่ งปา่ มลี กั ษณะ
เจ้าภาพอาจขอต่อเวลาอีกหนึ่งช่ัวโมงก็มี หรืออาจจะ คล้ายกลองเต่งถ้ิง แต่มีขนาดเล็กกว่า หน้าโป่งมี
ขอให้นักดนตรีเล่นดนตรีให้กับชาวบ้านหรือพ่อครัว
แม่ครัวท่ีมาช่วยในงานได้ร้องเพลงเตน้ ร�ำกนั อยา่ งสนกุ สนาน ขนาด 10-12 นว้ิ หน้าโปง้ มีขนาด 6-8 น้ิว ขึงด้วยหนังวัวท้งั สอง
วงปี่พาทย์ล้านนา หรือ “วงป้าด” หรือ “วงป้าดก้อง” หนา้ ร้อยด้วยเชือกตดิ จ่ากลองให้มีเสียงโป่ง-โป้ง
เป็นวงดนตรีหลักท่ีใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมการฟ้อนผีได้แก่ 3. ระนาดเอก ประกอบด้วย 2 ส่วน 1 ผืนระนาดท�ำจาก
ฟ้อนผีมด ฟ้อนผีเม็ง ฟ้อนผีเจ้านาย ที่นิยมแพร่หลายในจังหวัด ไม้เกล็ดมี 22 ลูกร้อยด้วยเชือกตีมีเสียงดังแหลมเวลาตีใช้ไม้ตี
เชียงใหม่ ล�ำพูน ล�ำปาง เชียงราย เพราะสร้างความครึกครื้น คู่แปด ส่วนที่ 2 รางระนาดเป็นลักษณะโค้งรับกับผืนระนาด
เร้าใจ สนุกสนานมากว่าวงสะล้อซึง จึงเป็นท่ีนิยมกันมาก แกะสลกั ลายพรรณพฤกษา ดอกพุดตาน
ในพิธีกรรมฟ้อนผี วงปี่พาทย์ล้านาจะประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี 4. ระนาดทุ้ม ประกอบด้วย 2 ส่วน 1 ผืนระนาดท�ำจาก
หลายๆ ช้ิน มาแห่บรรเลงผสมวงเข้าด้วยกัน ได้แก่ กล่องเต่งถิ้ง ไม้ตุ้มมี 16 ลูกร้อยด้วยเชือกตีมีเสียงดังทุ้มเวลาตีใช้ไม้ตีคู่แปด
กลองโป่งโป้ง ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเหล็ก ฆ้องวง คู่สี่และสับ ส่วนท่ี 2 รางระนาดเป็นลักษณะโค้งรับกับผืนระนาด
แบบพม่าหรือฆ้องวงเมือง ฉาบ หรือ “แส่ว” หรือ “สว่า” แกะสลกั ลายพรรณพฤกษา ดอกพดุ ตาน
40
การแห่บรรเลงวงปี่พาทย์ล้านนาวงเพชรพยอม นักดนตรีแห่บรรเลงเคร่ืองดนตรีสากลผสมวงปี่พาทย์ วงหนองส่ีแจ่งศิลป์
5. ฆ้องวงแบบพม่าหรือฆ้องวงเมือง มีแหล่งผลิตที่ บรรเลงประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีแล้ว วงปี่พาทย์ล้านนายังเป็นวง
เมอื งมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแหง่ สหภาพเมียนมาร์ (ประเทศพมา่ ) ที่ใช้แห่ได้ในหลายๆ โอกาสทั้งงานมงคลและอวมงคล เช่น
ท�ำจากโลหะที่มีส่วนผสมเฉพาะมีท้ังหมด 16 ลูก มีขนาดใหญ่ งานปอยหลวง งานอบรมสมโภชต่างๆ งานตานก๋วยสลาก
ไปหาเล็ก เส้นผ่าศูนยก์ ลางใบใหญ่สุดมขี นาด 8 น้ิว เสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง งานศพ งานท�ำบุญ 100 วัน เป็นต้น วงปี่พาทย์ล้านนานอกจาก
ใบเลก็ สุด มขี นาด 4.5 นวิ้ ตมี เี สยี งดังกงั วาน จะมีเครื่องดนตรีของล้านนาแล้ว ยังสามารถน�ำเอาเครื่องดนตรี
6. ระนาดเหลก็ ประกอบดว้ ย 2 ส่วน 1 ผนื ระนาดท�ำจาก สากลเข้ามาบรรเลงผสมวงได้อย่างลงตัว ท�ำให้เกิดความไพรเราะ
เหล็กต๋ีนล้อเกวียน มี 16 ลูก ตีมีเสียงดังแหลมเวลาตีใช้ไม้ตี น่าฟังมากย่ิงข้ึนและสามารถบรรเลงเพลงได้หลากหลายจังหวะ
คู่แปด คู่สี่และสับ ส่วนท่ี 2 รางระนาดเป็นลักษณะแบนเรียบรับ ปัจจุบันวงปี่พาทย์ล้านนาได้รับความสนใจแพร่หลายเป็นอย่างมาก
ผนื ระนาดเหล็ก แกะสลกั ลายพรรณพฤกษา ดอกพดุ ตาน ในกลุ่มเยาวชน ท�ำให้เกิดวงปี่พาทย์ล้านนาใหม่ๆ เพ่ิมขึ้น
7. แนหน้อย ท�ำจากไม้เกล็ด มีรูท่ีเจาะไว้ 7 รู ไว้ส�ำหรับ มากมายหลายวงในจังหวัดเชียงใหม่ ล�ำพูน ล�ำปาง เกิดกระแส
เปิด-ปิดนิ้วมือและให้เสียง ตัวแนหน้อยประกอบเข้ากับล�ำโพงแน ความนิยมวงปี่พาทย์ล้านนาข้ึน ซ่ึงกลุ่มเยาวชนดังกล่าวจะเป็น
ท�ำมาจากแผ่นทองเหลือง ท่อแนท�ำมาจากแผ่นทองเหลือง ผู้ท่ีสืบทอดศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีพิธีกรรมที่ดีงามสืบต่อไป
ทรงกระบอกขนาดเล็ก ล้ินแนท�ำมาจากใบตาลใช้มีดตัดให้มี
ลักษณะเหมือนพัดผูกด้วยเชือกน�ำไปสวมกับท่อแนแล้วเป่าจะ นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
เกิดเสยี งแหลมดงั กังวานมาก
8. แนหลวง มีลักษณะคล้ายกับแนหน้อย แต่มีขนาดที่ ห้ิง หมายถึง สถานที่ไว้สำ�หรับขันครูและของบูชา
ใหญ่กวา่ ท�ำจากไมเ้ กลด็ มีรูท่ีเจาะไว้ 7 รู ไวส้ �ำหรบั เปิด-ปิดนิ้วมอื ซึง่ ยกสูกวา่ พน้ื อยรู่ ะดบั ศีรษะ
และให้เสียง ตัวแนหลวงประกอบเข้ากับล�ำโพงแน ท�ำมาจาก หอผีเจ้านาย หมายถึง สถานท่ีประกอบพิธีกรรม,
แผ่นทองเหลือง ท่อแนท�ำมาจากแผ่นทองเหลืองทรงกระบอก ท่ีไว้ขันครู, เครื่องแต่งกาย, ที่ทำ�นายทายทัก, รักษาคน
ขนาดเลก็ ล้นิ แนท�ำมาจากใบตาลใชม้ ีดตดั ให้มีลักษณะเหมือนพัด ของผีเจ้านาย ควัก หมายถึง เครื่องพลีกรรมประกอบ
ผกู ด้วยเชือกน�ำไปสวมกบั ท่อแนแล้วเป่าจะเกดิ เสยี งดงั ทุ้มกังวาน ด้วยหมาก 4 คำ� เหมี้ยง 4 คำ� บุหร่ี 4 มวน อาหาร
9. ฉาบ หรอื “สว่า” หรอื “แสว่ ” ท�ำจากโลหะทองเหลอื ง คาวหวาน อย่างละ 4 ช่อ 4 ผลสม้ ผลหวาน อยา่ งละ 4
ขนาดท่ีใช้ในวงปี่พาทย์ 8-10 น้ิว ใช้ตีประกอบจังหวะมีเสียงดัง เครื่องหน้า หมายถึง เคร่ืองดนตรีป่ีพทาย์ล้านนา
“แช.่ ..วบั ” ได้แก่ กล่องเต่งถ้ิง กลองโป่งโป้ง ระนาดเอก ระนาดทุ้ม
10. ฉ่ิง ท�ำจากโลหะทองเหลือง มีขนาด 6 เซนติเมตร ระนาดเหลก็ ฆอ้ งวงแบบพม่าหรอื ฆ้องวงเมือง ฉาบ หรือ
ตีมีเสยี งดังกังวาน “ฉิง่ ...ฉับ” ใช้ตีประกอบจงั หวะ “แส่ว” หรือ “สวา่ ” แนหน้อย แนหลวง ฉ่ิง
วงปี่พาทย์ล้านนาเป็นวงดนตรีหลักท่ีใช้แห่บรรเลง เคร่ืองหลัง หมายถึง เคร่ืองดนตรีสากล ได้แก่
ประกอบพิธีกรรมฟ้อนผีเจ้านาย ผีมด ผีเม็ง นอกจากจะใช้แห่ กีต้าร์เบส กีต้าร์ไฟฟ้า คีร์บอร์ด กลองชุด กลองทอมบ้า
กลองบองโก้ แทมบูริน
41
นาฏดนตรี วิถีล้านนา
วีนาภัทร์ พงษ์ภา
เกือบ 10 ปี ท่ีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้เติบโตอย่างม่ันคงและยั่งยืน ตอบสนองนโยบายและภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ด้านการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรม ซึ่งศิลปวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็งเป็นสิ่งท่ีก่อให้เกิดการพัฒนาทางปัญญา พัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
ทางศิลปะและวัฒนธรรมของชาติใหเ้ จรญิ ก้าวหน้า การพัฒนาสง่ เสรมิ และอนรุ ักษช์ ่วยปลกู จติ ส�ำนกึ ให้คนไทยรักษาศลิ ปวัฒนธรรมไทย
ท่ีเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมได้ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่นักศึกษา เยาวชน และผู้ท่ีสนใจทั่วไป ด้านการบริการ
วชิ าการและสง่ เสริมให้นกั ศกึ ษามีความรู้เกีย่ วกบั กิจกรรมด้านท�ำนบุ �ำรงุ ศลิ ปวัฒนธรรม ทง้ั ด้านดนตรไี ทย ดนตรพี นื้ เมอื งและนาฏศิลป์
กวา่ จะเปน็ “วนั น้”ี
กว่าจะเปน็ “ศนู ยศ์ ิลปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้”
ด้วยการพัฒนาแนวคิดการสร้างสรรค์ศิลปะการแสดง ที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ทางด้าน
นาฏยประดิษฐ์ การแสดงฟ้อนรำ�ช่ือ “นพพระพิรุณปารมี รุ่งเรืองเกษตรศรีแผ่นดิน เรืองสุขยลยิน
อินทนิลแม่โจ้” คำ�นึงถึงกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดความคลาดเคล่ือน
ทางวัฒนธรรม มกี ระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน ท่ปี ระกอบดว้ ย
1. การก�ำหนดแนวคดิ การสรา้ งสรรค์
เป็นการน�ำเสนอความคิดสร้างสรรค์ผ่านเร่ืองราวต่างๆ ท่ีมีเอกลักษณ์ และเป็นอัตลักษณ์
ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผสมผสานระหว่างการแสดงนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พื้นเมือง เน้ือร้อง
และท�ำนองเพลงพ้ืนเมือง โดยได้น�ำหลักเกณฑ์ และกระบวนการสร้างสรรค์ท่าร�ำจากผู้เช่ียวชาญ
คือ ครอู รนิ พลู เกษม ผเู้ ชีย่ วชาญดา้ นนาฏศิลปพ์ ้ืนเมืองจังหวดั พะเยา มาเปน็ พ้ืนฐานในการสร้างสรรค์
การแสดงท่ีเนน้ ถึงเอกลักษณ์ อัตลักษณป์ ระจ�ำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทสี่ �ำคัญ ดงั นี้
พระพิรุณทรงนาค สัญลักษณ์ประจ�ำมหาวิทยาลัย สัญลักษณ์ความสมบูรณ์ท้ังพืชพรรณ
ธัญญาหาร และเป็นแหล่งศูนย์รวมจิตใจของบุคลากรและนักศึกษา ด้วยพระพิรุณเป็นเทพแห่งฝน
จึงมีพาหนะเป็นพญานาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งน้�ำและความอุดมสมบูรณ์ พระพิรุณทรงนาค
จงึ เป็นสญั ลักษณ์แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตร
43
ต้นอินทนิล ต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่ง ความทรหดสู้งานทุกอย่างได้ไม่ท้อถอย เพ่ือจะได้เป็นลูกแม่โจ้
ทอ่ี ดทน เขม้ แขง็ ไมก่ ลวั งานหนกั ” ทา่ นขอใหจ้ ดจ�ำค�ำพดู ของทา่ น
ดอกอินทนิลมีลักษณะของช่อดอกเกาะกันเป็นกลุ่มแน่น สีสวยสด เสมอว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าคน ใครที่ตายเพราะท�ำงานหนัก
เปรียบเสมอื นความรกั ความสามคั คี ความเป็นน้�ำหนึง่ ใจเดยี วกนั ครจู ะสรา้ งอนสุ าวรยี ์ไว้ในแม่โจ”้ (ธนิต มะลิสวุ รรณ, 2547)
ความผูกพันของลูกแม่โจ้ที่อยู่กับมหาวิทยาลัยตลอดเวลา และ ปรัชญาจากวลีของบูรพคณาจารย์มอบไว้ให้ลูกแม่โจ้
ลูกแม่โจ้ได้ออกไปประกอบอาชีพอยู่ทุกหนทุกแห่ง อินทนิลหรือ ทุกคนต้องจดจำ� และเป็นโอวาทท่ีมีความหมายต่อการทำ�งาน
ไม้ในวงค์นี้เป็นไม้เศรษฐกิจ เน้ือแข็งปานกลางจนถึงแข็ง ใช้เป็น และการใช้ชีวิต และได้กลายเป็นบทประจำ�ใจไว้ในยามท่ีรู้สึก
ไม้ประดับให้ร่มเงา ดอกสสี วยสดงดงาม ตลอดท้ังเปลือก ตน้ ใบ เหน็ดเหน่ือย อ่อนล้า นับเป็นมนต์ขลังท้ังได้สร้างพลังใจให้แก่
ใช้เป็นยาสมุนไพร เปรียบดั่งคุณค่าของเหล่าบรรดาศิษย์เก่าแม่โจ้ นักศึกษาทุกรุ่นตระหนักอยู่เสมอกับคำ�ว่า “นักศึกษาแม่โจ้”
ทีไ่ ด้สรา้ งประโยชน์ให้กบั สงั คมประเทศชาติเปน็ ระยะเวลาอันยาวนาน จะต้องเป็นผู้มีความเข็งแกร่ง เข้มแข็ง อดทนและกล้าคิด กล้าทำ�
กล้าตัดสินใจในการทำ�งาน คืออมตะวลีท่ีทุกคนจดจำ�ไว้ตลอด
งานหนกั ไมเ่ คยฆ่าคน ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บญุ ศรี วงั ซา้ ย ระยะเวลา 85 ปีที่ผ่านมา
(แม่โจ้ รุ่น 1) ได้ให้โอวาทและมีถ้อยค�ำตอนหนึ่งที่อาจารย์กล่าว
แสดงความยินดีกับนักศกึ ษาวา่ “การเรียนเกษตรแม่โจ้ท่ีนี่ ตอ้ งฝกึ
2. ก�ำหนดรปู แบบการแสดง
รูปแบบของนาฏศิลป์พื้นเมือง เชิงสร้างสรรค์ ประเภท ฟ้อน ซึ่งเป็นการฟ้อนของนักศึกษาแม่โจ้
จ�ำนวน 12 คน เพ่ือเป็นตัวแทนแสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี และแสดงถึงเอกลักษณ์
อัตลักษณ์ ความเป็นลูกแม่โจ้ โดยมีการน�ำดอกอินทนิลต้นไม้ประจ�ำมหาวิทยาลัย มาผสมผสาน
กับหัตกรรมพื้นบ้าน ท่ีเรียกว่า “ขันต้อมก้อม” หรือ “สุ่มดอกล้านนา” ท่ีท�ำให้เป็นพุ่มถาวร มีลักษณะ
เป็น 3 เหล่ียม มีโพรงอยู่ตรงกลาง ส�ำหรับน�ำดอกอินทนิล สอดเข้าใส่จนเต็ม มาประกอบกับการแสดง
เพื่อให้การแสดงเกิดสุนทรยี ะตามกรอบแนวคดิ ของการสรา้ งสรรค์ ซึง่ การแสดงจะแบ่งออกเปน็ 4 ช่วง ดงั นี้
1ช ่ ว ง ท่ี 3ช ่ ว ง ท่ี
ท่อนลูกแม่โจ้ กล่าวถึงการฟ้อนท่ีแสดงถึงความรัก ความ ท่อนดอกอินทนิล กล่าวถึง ต้นไม้ประจำ�มหาวิทยาลัย ท่ี
สามคั คี ความผูกพันกลมเกลียวของลูกแมโ่ จ้ แทนความอดทน เขม้ แขง็ และความแข็งแกร่ง สู้งานของลูกแม่โจ้
2ช ่ ว ง ที่ 4ช่ ว ง ที่
ท่อนพระพิรุณ กล่าวถึงสัญลักษณ์ประจำ�มหาวิทยาลัย การใช้หตั ถกรรมพ้นื บ้าน ขนั ตอ้ มกอ้ ม หรอื สมุ่ ดอกลา้ นนา
เ ป็ น ก า ร ฟ้ อ น ที่ มี เ น้ื อ ร้ อ ง แ ส ด ง ถึ ง ค ว า ม อุ ด ม ส ม บู ร ณ์ ข อ ง ที่ประดับด้วยดอกอินทนิล ผสมผสานกับท่ารำ�ที่มีความอ่อนช้อย
การเกษตร เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่ให้ความรู้ด้านเกษตรที่ สวยงาม และปดิ ทา้ ยดว้ ยปรชั ญาลูกแมโ่ จ้ “งานหนกั ไม่เคยฆ่าคน”
เป็นรากฐานของสังคมไทยและใชใ้ นการดำ�เนนิ ชีวติ วลีอมตะของศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วงั ซ้าย
การแสดงท้ัง 4 ช่วงนี้เป็นการผสมผสานท่ารำ�ระหว่างนาฏศิลป์ไทย และนาฏศิลป์พ้ืนเมือง แต่ได้
ออกแบบท่าฟ้อนรำ�ให้มีความสวยงาม อ่อนช้อยประสานเข้ากับทำ�นองเพลงที่มีท่วงทำ�นองระหว่าง
ความครึกคร้ึน สนุกสนาน ไปพร้อมกับความไพเราะของดนตรีพื้นเมือง ท้ังยังมีการผสมผสานท่วงท่า
ลีลาการตบมะผาบ อันเป็นศิลปะการต่อสู้พื้นบ้านล้านนานำ�มาดัดแปลงเป็นท่าฟ้อนให้สอดคล้อง
เหมือนกบั ความแขง็ แกรง่ ความอดทน ของลกู แม่โจ้
44
3. การก�ำหนดรปู แบบการแตง่ กายของผ้แู สดง
ลักษณะการแต่งกายประกอบการแสดงนั้น ผู้จัดท�ำได้ก�ำหนดสีของเคร่ืองแต่งกายให้อยู่
ในโทนสีเขียว น้�ำตาล และแดงเลือดหมู เนื่องจากสีเขียว เป็นสีท่ีใช้สื่อถึงสีสัญลักษณ์ประจ�ำ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สีน้�ำตาล ใช้ส่ือถึงสีของต้นไม้ท่ีอุดมสมบูรณ์เปรียบกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ที่มีการเกษตรเป็นรากฐาน สีแดงเลือดหมู ใช้ก�ำหนดเพื่อให้มีความหลากหลายของเครื่องแต่งกาย
ดูโดดเดน่ และความอ่อนหวานของผู้แสดง โดยรปู แบบการแต่งกายจะมลี ักษณะเหมือนกนั ทง้ั 12 คน
ซึ่งลักษณะการแต่งกายของพ้ืนเมืองล้านนาในอดีตพบว่า ผู้หญิงมักจะนุ่งซ่ินหรือผ้าถุง
ลายขวางท่อนบนมีผ้าผืนหนึ่งไว้คล้องคอ พันหน้าอก หรือ พาดบ่า เกล้าผมมวยกลางศรีษะ
ปักปิ่นไว้ที่ผม (จักรพงษ์ คำ�บุญเรือง, 2561: ระบบออนไลน์) ผู้จัดทำ�ได้สัมภาษณ์
คุณเอกราช หมุดแก้ว ซ่ึงเป็นผู้เช่ียวชาญ เม่ือวันท่ี 25 เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ซึ่งเลือกให้
ผู้แสดงนุ่งผ้าซ่ินเชียงแสนตีนเล็บ ตรงแถบสีดำ�ตรงตีนซิ่นเรียกว่าเล็บซ่ิน ตัวซิ่นใช้เทคนิคการทอ
ด้วยวิธีการจก และขิดแซมด้วยมัดก่าหรือก่านข้อบริเวณตีนซ่ิน ซ่ินชนิดน้ีสามารถนำ�ไปต่อตีนจก
หรือไม่ต่อก็ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้สวมใส่หรือสุนทรียะของช่างทอ ถ้าต่อตีนจกแล้ว
เราจะไม่เรียกว่าซิ่นตีนเล็บเราจะเรียกซิ่นเชียงแสนตามด้วยแหล่งกำ�เนิด เช่นซ่ินเชียงแสนลำ�ปาง เป็นต้น
มีการเพิ่มผ้าคาดอกสีน้ำ�ตาล สไบสีเขียวแดง ห่มผ้าเฉียงแบบสไบเรียกว่า “ห่มผ้าสะหว้ายแล่ง”
ทั้งนี้ ต้องการให้ส่ือถึงความงดงามตามเอกลักษณ์การแสดงด้วย ส่วนผู้แสดงน้ันจะเกล้าผมมวยไว้
กลางศรีษะ ปักป่ินไว้ท่ีผม เหน็บดอกไม้ และสวมเคร่ืองประดับต่างๆ เพื่อให้การแสดงเกิด
ความงดงามมสี นุ ทรยี ะทางการแสดงมากยง่ิ ข้ึน
45
4. การก�ำหนดเพลงท่ีใช้ประกอบการแสดง
ชุด “นพพระพิรุณปารมี รุ่งเรืองเกษตรศรีแผ่นดิน เรืองสุขยลยินอินทนิลแม่โจ้” มีท่วงทำ�นองและเน้ือร้องที่ต้องการให้เกิด
ความสนุ ทรยี ะในการแสดงตามกรอบการสร้างสรรค์ โดยกำ�หนดใหใ้ ชว้ งดนตรพี ืน้ เมอื งและได้รับความอนเุ คราะหจ์ าก ครูธีรวัฒน์ หม่ืนทา
ผู้เช่ียวชาญด้านดนตรพี ้ืนเมือง ประพนั ธท์ ำ�นองและเนื้อรอ้ งขน้ึ มาใหม่ ช่อื เพลงว่า “สามัคคีแมโ่ จ”้ ท�ำ นองเพลงแบง่ เปน็ 5 ช่วง ดงั น ี้
1ช่ ว ง ท่ี
เกริ่นสามัคคีแม่โจ้ เป็นทำ�นองล้วน จังหวะช้าและมีการ
ผสมผสานท่ารำ�พื้นเมือง 2 3ช ่ ว ง ที่ แ ล ะ ช่ ว ง ที่
จังหวะยกทำ�นองเป็นทำ�นองและเน้ือร้องประกอบการแสดง ผสมผสานท่ารำ�พื้นเมืองในแต่ละท่อนของทำ�นองเพลง เช่น ท่อน
ลกู แมโ่ จ้ ทอ่ นพระพิรุณ และท่อนอนิ ทนลิ
4 5ช ่ ว ง ที่ แ ล ะ ช่ ว ง ที่
เพลงเร็วเป็นทำ�นองประกอบการแสดง ซำ้�ช่วงละ 2 รอบ
มีการผสานผสานท่าร�ำ พน้ื เมอื งและใช้อปุ กรณ์ประกอบการแสดง
บทเพลง สามัคคแี ม่โจ้
ลูกแม่โจ้ งดงาม วถิ ี ฮกั สามคั คี ไมตรี แกก่ ล้า
ผลิผายผล ทั่วหน แหลง่ หลา้ คลังภมู ิ ปญ๋ั ญา เมินมา มากล�ำ้
ตา่ งคน ต่างมา จ้วยกำ้� จ้วยกน๋ั กดึ สร้าง ฮอ่ มหน ตางเตียว
ฮ่มฟา้ ปดู อย เขาเขียว น�ำ้ หนึ่งใจเ๋ ดียว กลมเกลียว เกย่ี วขอ้ ง
พระพริ ณุ น�ำหนนุ พวกพ้อง เป๋นปี้ เป่นน้อง เตสต๊อง แดนดนิ
เกษตรกรรม งามก้า งามสิน งามทรัพย์ในดนิ กนิ๋ บฮ่ ูเ้ สยี้ ง
แหล่งศึกษา ขัดเกลา กล่อมเกลีย้ ง หลอ่ เลย้ี ง ลูกหลาน จาวบ้าน มวลชน
มหาลยั ชีวิต แหลง่ ผลติ ผล ข้ึนเปน๋ สากล ยลยิล ไกลใกล ้
อินทนิล หอมกลน่ิ แมกไม ้ สัญญาลกั ษณ์ มหาลยั ดอกไม้ มงคล
แกลง่ กล้า ต่อฟา้ ต่อฝน ทรหด อดทน ฝึกคน ใจไ้ ด้
เบิกบาน ส�ำราญ เหนอื ใต้ เลิศน�ำ้ ใจ๋ วนิ ัย ความดี
มหาลัย เปน๋ ศกั ดิ์ เปน๋ ศร ี กำ้� ประเพณ ี สามัคคี แมโ่ จ้
รอ้ งท้ายเพลง ........งานหนกั บ่เกย ฆ่าคน.....
46
การแสดงชุด “นพพระพิรุณปารมี รุ่งเรืองเกษตรศรีแผ่นดิน เรืองสุขยลยินอินทนิลแม่โจ้” ได้เผยแพร่และออกแสดง
โดยนักศึกษาแม่โจ้เป็นคร้ังแรก เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ในงานศิลปวัฒนธรรมอุดมศึกษา ครั้งท่ี 18 “นาฏยปรีดิยานันท์
กึ่งศตวรรษ สนามจันทร์ศิลปากร” ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทน์ จังหวัดนครปฐม และเผยแพร่
ในงานต่างๆ ตลอดมาจวบจนถงึ ปจั จุบนั
ดังนั้น การแสดงชุด “นพพระพิรุณปารมี รุ่งเรืองเกษตรศรีแผ่นดิน เรืองสุขยลยินอินทนิลแม่โจ้” จึงเปรียบเป็นการแสดง
ประจำ�มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สื่อถึงความเป็นแม่โจ้ที่มีการเกษตรเป็นรากฐาน แผ่นดินมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร
ผู้คนมีความรักใคร่สามัคคี ความอดทน และความกลมเกลียวเป็นนำ้�หน่ึงใจเดียวกันของลูกแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้น้ันมีประเพณี
อันล้ำ�ค่าท่ีสืบทอดไว้เป็นเอกลักษณ์ประจำ�มหาวิทยาลัย มีต้นอินทนิลสัญลักษณ์ประจำ�มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีพระพิรุณทรงนาค
เป็นสัญลักษณ์แห่งนำ้� และความรุ่งเรืองด้านการเกษตร รูปแบบของการแสดงจึงแสดงถึงนาฏศิลป์สร้างสรรค์ผ่านนักศึกษา
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ท่ีจะเป็นผู้ถ่ายทอดและเผยแพร่การแสดงประจำ�มหาวิทยาลัยไปสู่สังคมและเป็นการสืบสานและอนุรักษ์
ศิลปวฒั นธรรมพน้ื บา้ นท่ีงดงามใหย้ ง่ั ยนื คู่พ่นี อ้ งชาวไทย
47
ล้านนาคดี
วัลลภ นามวงศ์พรหม
คนล้านนา หมายถึงชนชาติด้ังเดิมท่ีมีถ่ินฐานอยู่ ระยะท่ี 2 นั้นเข้ามาในสมัยของพระนางจามเทวี
ในภาคเหนือของประเทศไทยอันได้แก่ จังหวัด เชียงใหม่ แห่งนครหริภุญชัย จังหวัดลำ�พูน โดยได้นำ�พระสงฆ์มาจาก
เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำ�ปาง ลำ�พูน และแม่ฮ่องสอน จังหวัดลพบุรี และมาผสมผสานกับพระสงฆ์พ้ืนเมืองซ่ึงเป็น
ซ่งึ ประกอบไปดว้ ยกล่มุ ชาติพันธุ์คอื ไทยโยนหรอื ไทยโยนก ไทยล้ือ ชนชาติมอญที่มีอยู่เดิมก่อนหน้านั้นซ่ึงสืบเช้ือสายมาจาก
ไทยเขิน ไทยยอง และไทยใหญ่ นอกจากน้ันยังมีชาวไทยภูเขา อาณาจกั รเชยี งแสน
เผ่าต่างๆ อย่างน้อย 12 ชนเผ่าคือ เผ่ากระเหร่ียง เผาล่ีซอ ระยะท่ี 3 เข้ามาในอาณาจักรของพระมหากษัตริย์
เผ่าเย้า เผ่าม้ง เผ่าอาข่า เผ่าคะฉ่ิน เผ่าลั๊วะ เผ่าขมุ เป็นต้น ท่ีปกครองเมืองล้านนาไทย ซึ่งได้รับมาจากลัทธิลังกาวงศ์ซ่ึงลัทธิ
ซ่ึงแต่ละชนเผ่าก็มีภาษาพูดที่แตกต่างกันโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ดังกล่าวมีพ้ืนฐานมาจากศาสนาพราหมณ์ ซ่ึงมีการนำ�เอาหลัก
มีภาษาพูดที่ออกเสียงสำ�เนียงท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง ของไสยศาสตร์มาผสมผสานกันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะ
แต่ท่ีจะนับว่าเป็นคนล้านนาหรือที่เรียกตัวเองว่าเป็น “คนเมือง” เร่ืองการประกอบพิธีกรรมต่างๆ จึงปนเปกันไปหมดระหว่าง
นั้นได้กำ�หนด คือคนท่ีใช้ภาษาพูดท่ีเรียกว่า “อู้เมือง” เท่านั้น ศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ ตลอดจนความเชื่อที่มีอยู่ดั้งเดิม
ถึงแม้จะมีสำ�เนียงภาษาที่แตกต่างกันส่วนเวลาจะสื่อสารกัน และความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา การประกอบพิธีกรรมต่างๆ
ก็จะใช้สำ�เนียงของกลุ่มไทยโยนหรือไทยโยนกเป็นเสมือนภาษา ก็จะมีการเชิญองค์เทวดาหรือพิธีการบวงสรวงสังเวยเข้ามาด้วย
พ้ืนเมืองกลาง (ภาษากลางของคนเมือง) โดยถือว่าไทยโยนก ดังน้ันคนลา้ นนาจึงมีความเชอื่ หรือทเี่ รยี กวา่ “ศรัทธา” ในเรอื่ งตา่ งๆ
เป็นชนชาติพันธ์ุเดิมท่ีมีอยู่ก่อน ซ่ึงมาจากอาณาจักรเชียงแสน ซ่ึงยอมรับเข้ามาในวิถีชีวิตจรรโลงอยู่ในสังคมจนถือเป็นวัฒนธรรม
สำ�หรับภาษาเขียนน้ันก็มีภาษาพ้ืนเมืองคือตัวอักษรธรรมหรือ สำ�คัญของกลุ่มชน อาจกล่าวได้ว่าเป็นลัทธิ พราหมณ์พุทธผี
ที่เรียกโดยท่ัวไปว่า “ตั๋วเมือง” ในด้านการแต่งกายทั้งชายและ ก็ว่าได้ทั้งนี้อาจมาจากเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น มาจากความกลัว
หญิงก็มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะซ่ึงเรียกว่า “เสื้อปื้นเมือง มาจากความไม่รู้และอยู่ในสภาวะท่ามกลางของธรรมชาติ
หรือชุดพื้นเมือง” คนล้านนาหรือคนเมืองมีประเพณีวัฒนธรรม และสิ่งแวดลอ้ มของแตล่ ะท้องถน่ิ ตามพืน้ ฐานของการรบั รูท้ ไ่ี ดร้ บั
ทโี่ ดดเด่นซึง่ ยงั คงอนุรกั ษ์ไวส้ ืบตอ่ กนั มาอย่างยาวนาน และร่วมถ่ายทอดปฏิบัติสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษของตน
คนล้านนาหรือคนเมืองน้ันส่วนมากร้อยละ 95 จะนับถือ โดยได้รวบรวมเอาความเชื่อของคนลา้ นนาไว้ดังนี้
พระพุทธศาสนาจะเห็นได้ว่าทุกหมู่บ้านทุกตำ�บลจะมีวัดต้ังอยู่เป็น 1. ความเชื่อตามค�ำ สอนในทางพระพุทธศาสนา
ศูนย์กลางมีพระภิกษุสงฆส์ ามเณรอยจู่ �ำ พรรษา และเป็นเนือ้ นาบุญ 2. ความเชอ่ื ในสิ่งศกั ดสิ์ ิทธ์ิ
ให้กับพุทธศาสนิกชนซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา 3. ความเชอ่ื ในสงิ่ ท่ีเปน็ ปรากฏการณเ์ หนอื ธรรมชาติ
พระพทุ ธศาสนาไดเ้ ผยแพรม่ าสู่ลา้ นนาไทยอยู่ 3 ระยะ 4. ความเชือ่ เร่อื งวิญญาณเร่ืองผี
ระยะท่ี 1 จากการเผยแพร่ของพระโสณะเถระ 5. ความเชื่อในต้านไสยศาสตร์
พระอุตรเถระ ซึ่งเป็นสมณะทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช 6. ความเชือ่ ในด้านโหราศาสตร์
โดยนำ�เอาพระพุทธศาสนามาทางสุวรรณภูมิอันหมายถึง 7. ความเชือ่ เร่อื งการประกอบพธิ กี รรมต่างๆ
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ประเทศไทย สาธารณรัฐ 8. ความเช่อื ในคณุ วิเศษในตวั บคุ คลและสมมตุ เิ ทพ
ประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพชู า
49
1. ความเชื่อตามคำ�สอนในทางพระพุทธศาสนา
คำ�สอนในทางพระพุทธศาสนาเน้นหลักธรรมพอสรุปได้
3 ประการคือ
1. คำ�สอนใหล้ ะเวน้ จากความชวั่
2. ให้ท�ำ แต่ความดี
3. ให้ปฏิบัติรักษาจิตของตนเองให้สงบผ่องใส โดยมีสติ
คอื ความระลึกได้อย่เู สมอดำ�รงชวี ติ ใหอ้ ยใู่ นความไม่ประมาท
นอกจากคนล้านนาจะเชื่อหรือศรัทธาในหลักธรรมคำ�สอน
แล้วยังได้เอาหลักปฏิบัติท่ีเกี่ยวเน่ืองกับหลักความเช่ือที่เชื่อมโยง
กับคำ�สอนตามหลักของพระพุทธศาสนาซึ่งก็เป็นการสนับสนุน
กับหลกั ค�ำ สอนเนน้ ย้ำ�ถึงผลของการปฏบิ ัติพอรวบรวมไวด้ ังนี้
1. ความเช่ือในเรื่องกฎแห่งกรรม โดยเช่ือว่าคนเรา
ทำ�ความดีย่อมได้รับผลดีทำ�ความช่ัวก็จะได้รับผลช่ัวตามมา
เหมือนคนหว่านพืชเช่นใดย่อมออกผลเป็นเช่นน้ันหากทำ�กรรม
ใดไว้กรรมน้ันจะมาสนองทั้งชาติน้ี และชาติหน้า หรือที่เรียกว่า
กฎแห่งกรรมหรอื เจา้ กรรมนายเวร
2. ความเช่ือในเร่ืองนรกเรื่องสวรรค์ โดยเชื่อว่าคนเรา
เมื่อตายจากโลกน้ีไปแล้วหากทำ�ความดีจะได้ไปจุติบนสวรรค์หาก
ท�ำ ความชว่ั ก็จะไปตกนรกเพอื่ ชดใชก้ รรมหรือถูกลงโทษหลังความตาย
3. ความเช่ือในเรื่องบุญเรื่องบาป โดยเช่ือว่าการทำ�บุญ
ผลบุญจะส่งผลให้เกิดความสุขความสำ�เร็จตามกำ�ลังของผล
บุญหากทำ�ความชั่วหรือว่าทำ�บาปทำ�กรรมย่อมได้รับผลของ
บาปกรรมทั้งในชาติน้ีและชาติหนา้
4. ความเช่ือในเร่อื งกฎของหลักอนิจจงั โดยมคี วามเชอื่
ว่าทุกสรรพสิ่งท้ังท่ีมีวิญญาณครอง และไม่มีวิญญาณครอง
จะตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์คือความไม่เท่ียงแท้แน่นอนทั้งนั้น
โดยยึดหลักว่ามกี ารเกดิ ข้นึ ตัง้ อยแู่ ละเสอ่ื มสลายไปเป็นธรรมดา
5. ความเชื่อในเรือ่ งตายและเกดิ โดยเชือ่ ว่าคนเราเม่ือตาย
ไปแล้ววิญญาณเม่ือออกจากไปแล้วจะต้องไปจุติใหม่ในภพใหม่ภูมิใด
ภูมิหนึ่ง ตามกำ�ลังของบุญและบาปของแต่ละคนหรืออาจกลับมา
เกิดในโลกมนษุ ย์ตามสายพันธใุ์ นวงศาคณาญาตขิ องตนเอง
6. ความเช่ือในเร่ืองของบุพเพสันนิวาส โดยเช่ือว่า
คนเราเมื่อเกิดมาในชาติน้ี และใช้ชีวิตมีความผูกพันกัน
ในสถานะต่างๆ เช่นเป็นคู่ครองกันเป็นพ่อแม่บุตรธิดากันเป็นต้น
หรือได้อธิฐานร่วมกันเม่ือเกิดมาอีกชาติหนึ่งก็จะได้พบกัน และ
ได้ใชช้ วี ติ รว่ มกนั อกี ในสถานะน้นั ๆ
7. ความเชื่อในเร่ืองอานิสงส์ของการทำ�บุญ โดยเช่ือว่า
เช่นการทำ�บุญด้วยการถวายหนังสือธรรมมะหนังสือพระไตรปิฎก
เกิดมาอีกชาติก็ได้เป็นคนท่ีมีความเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาดี
หรือหากมีลูกชายได้บวชในผ้าเหลืองพ่อแม่ก็จะได้รับผลบุญอานิสงส์
ดว้ ยทีเ่ รยี กวา่ “เกาะชายผา้ เหลอื ง” ไปสสู่ วรรคเ์ มื่อตายไปแล้ว
8. ความเชื่อในอนุภาพแห่งพระบรมสาริกธาตุและต้นโพธ์ิ
โดยเช่ือว่าท้ัง 2 อย่างน้ีเสมือนเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนมีประเพณีสรงน้ำ�พระธาตุ และประเพณี
ถวายไมค้ ำ�้ โพธิห์ รอื ไม้ค้ำ�สลี (สะ-หล)ี เปน็ ต้น
50