The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ป.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Suwatjanee_Saly, 2022-06-09 12:40:32

แผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ป.2

แผนการจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

วิทยาศาสตร์ ป. 2

นางสาวสุวัจนี มุตาปิน

ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย

โรงเรียนเขตพื้ นที่ การศึกษาอำเภอขุนยวม

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 1
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1

กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว 12101

รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 วสั ดุรอบตวั เรา ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2

เร่ือง สมบตั ิการดูดซบั น้าของวัสดุและการใช้ประโยชน์ เวลา 1 ช่วั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตวั ชวี้ ัด

มาตรฐาน ว 2.1

เข้าใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ขิ องสสารกับโครงสร้างและ
แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย

และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตวั ช้ีวัด
ป. 2/1 เปรยี บเทยี บสมบัติการดูดซบั นา้ ของวสั ดโุ ดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษแ์ ละระบุการนา้ สมบตั ิ

การดูดซับน้าของวัสดุไปประยกุ ตใ์ ช้ในการท้าวตั ถุในชีวิตประจา้ วนั

2. สาระสาคัญ
วสั ดแุ ตล่ ะชนิดมีสมบัตกิ ารดูดซับนา้ แตกตา่ งกัน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ความรู้

นักเรยี นสามารถบอกลักษณะและสมบัติอนื่ ๆของวัสดชุ นดิ ต่างๆท่จี ะนา้ มาทดสอบการดูดซับน้าได้
3.2 ทกั ษะ

นักเรียนมที ักษะในการสังเกตลกั ษณะหรือสมบตั ขิ องวัสดุได้

3.3 คณุ ลกั ษณะ
1. นกั เรียนมีวนิ ยั

2. นักเรยี นใฝ่เรยี นรู้

4. สาระการเรียนรู้
การดูดซบั น้าของวสั ดสุ งั เกตไดจ้ ากปรมิ าณนา้ ทซ่ี ึมเข้าไปอย่ใู นชอ่ งว่างของเนอ้ื วสั ดุนน้ั วัสดแุ ตล่ ะชนดิ

มสี มบตั ิการดดู ซบั นา้ แตกตา่ งกนั สังเกตจากปริมาณน้าท่วี ัสดุดูดซบั ไว้ บางชนิดดดู ซับนา้ ไดม้ าก บางชนดิ ดดู
ซับนา้ ได้น้อย บางชนิดไม่ดดู ซับน้า

5. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
5.1 ความสามารถในการสือ่ สาร
- บอกลักษณะและสมบัติอืน่ ๆของวัสดชุ นิดต่างๆทีจ่ ะนา้ มาทดสอบการดูดซบั นา้ ได้

5.2 ความสามารถในการคดิ
- ลงความเหน็ จากข้อมูลเก่ียวกบั ลักษณะหรอื สมบตั ขิ องวสั ดุได้

5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
- มุง่ มน่ั ในการทา้ งานให้สา้ เรจ็

6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
6.1 มีวนิ ยั
6.2 ใฝเ่ รียนรู้

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) (25 นาที)

1. ครทู ักทายกบั นกั เรียน แลว้ แจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนร้ใู หน้ กั เรียนทราบ จากนัน้ นักเรียนท้า
แบบทดสอบกอ่ นเรียน หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 วสั ดุรอบตัวเรา เพื่อวดั ความรู้เดมิ ของนกั เรียน
ก่อนเข้าสู่กิจกรรม
ขั้นท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที)

1. นักเรยี นเรียนรู้คา้ ศัพทแ์ ละอ่านคา้ ศพั ท์ในหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หนา้ 3 พร้อม
บอกค้าแปล

2. ครูถามค้าถามวา่ วสั ดุแต่ละชนดิ มสี มบตั กิ ารดดู ซบั น้าเหมอื นกันหรือไม่ อยา่ งไร (นกั เรยี นตอบ
ตามประสบการณ์หรอื ความร้พู ื้นฐานของตนเอง เช่น วัสดุแต่ละชนดิ มสี มบัติการดูดซับน้าแตกตา่ งกนั เพราะ
วัสดุบางชนิดสามารถดูดซับนา้ ได้มาก วัสดุบางชนิดดดู ซบั น้าได้น้อย และวัสดบุ างชนิดไมส่ ามารถดูดซับนา้ ได)้
แลว้ ให้นักเรียนรว่ มกนั อภิปราย

3. ครูชักชวนนกั เรยี นให้ร่วมกนั เลน่ เกมบันไดงู จากหนังสือเรียน หน้า 4 โดยครูอธิบายวิธีการเล่น
เกมให้นกั เรยี นฟงั และท้าความเขา้ ใจกอ่ น จากน้ันน้าอภปิ ราย โดยใช้แนวค้าถาม ดังน้ี

3.1 นกั เรียนรจู้ ักวัสดุอะไรบ้างจากในเกมบันไดงู
(นักเรียนตอบตามส่งิ ท่ีสังเกตเหน็ เช่น ผ้า กระดาษ ยาง แกว้ โลหะ ไม้ พลาสติก และหนิ )

3.2 วัสดุท่อี ยใู่ นเกมนี้มลี กั ษณะหรือสมบัตอิ ย่างไร
(นักเรยี นตอบตามประสบการณห์ รือความรู้พน้ื ฐานของตนเอง เชน่
ยาง มีความยืดหยุน่
ไม้ มคี วามแข็งแรงทนทาน
แกว้ โปร่งใส แขง็ แรง เปราะแตกงา่ ย
โลหะ ทนทาน แขง็ แรง
พลาสตกิ น้าหนกั เบา เป็นต้น)

4. เมอ่ื เกมจบครูและนกั เรยี นสรุปสาระส้าคญั ทไ่ี ด้จากการเล่นเกม
5. นักเรียนทา้ กิจกรรมน้าเขา้ สูบ่ ทเรยี น ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หนา้ 2

ข้ันที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (5 นาที)
1. นักเรียนรว่ มกันสรปุ ความรทู้ ี่ได้จากการเรยี นในวันน้ี

ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
1. ครนู า้ สิง่ ของในชวี ิตประจา้ วนั ทท่ี า้ มาจากวสั ดุต่างๆ มาวางไวห้ น้าช้ันเรยี น
2. ครชู กั ชวนนักเรยี นสังเกตสิ่งของทีละชน้ิ แล้วบอกวา่ สงิ่ ของแต่ละชิน้ ทา้ มาจากวัสดุชนดิ ใด โดยครู

จะเรียกช่ือนกั เรยี นตอบทีละคน
ข้นั ท่ี 5 ประเมินผล (Evaluation) (10 นาท)ี

1. ครตู รวจสอบผลการท้าแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. ครูตรวจสอบผลการท้ากิจกรรมนา้ สู่การเรยี นในสมุดหรอื ในแบบฝึกวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2

8. ส่อื /แหลง่ เรยี นรู้
8.1 หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4 วัสดุรอบตวั เรา
8.2 แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 4 วัสดุรอบตวั เรา

9. ชิ้นงาน/ภาระงาน

8.1 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
8.2 แบบฝึกหัดกจิ กรรมน้าสกู่ ารเรียน

10. การวัดและประเมนิ ผล

ประเด็นการประเมิน วธิ กี าร เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารตัดสนิ

1) บอกลกั ษณะและ สังเกตการตอบค้าถามใน แบบประเมนิ การตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถงึ ดีมาก
สมบัตอิ น่ื ๆของวัสดุชนิด ชน้ั เรียนและในใบงาน ค้าถามในชนั้ เรียน คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
ตา่ งๆท่ีจะน้ามาทดสอบ
การดดู ซบั น้าได้ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

2) ทักษะกระบวนการ สงั เกตทกั ษะกระบวนการ แบบประเมนิ ทักษะ คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
ทางวทิ ยาศาสตร์ ทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการ กระบวนการทาง คะแนน 1 หมายถงึ ปรบั ปรุง

- สงั เกตลักษณะหรอื ทา้ กิจกรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
สมบัตขิ องวัสดุได้ คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรุง

2) สงั เกตพฤตกิ รรมการมี สงั เกตดา้ นคุณลักษณะ แบบประเมนิ

วนิ ยั และใฝ่เรยี นรู้ อันพึงประสงค์ คณุ ลกั ษณะอันพงึ

ประสงค์

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งที่ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถว้ น ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมลู เกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกบั สิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ด้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4

คาชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. ข้อใดไม่ใช่สมบัติของวัสดุ 7. วสั ดุทีม่ ีสมบัติในขอ้ ใดเหมาะสา้ หรับ
ก. การดดู ซบั นา้ เครื่องครัว
ข. ความเหนยี ว ก. มคี วามออ่ นนุม่ น้าหนกั เบาไม่นา้
ค. ความหนาบาง ความร้อน
ข. มีความแขง็ แรง น้าความรอ้ น หลอมให้
2. วัตถใุ นขอ้ ใดมีสมบัติการดูดซบั น้าได้มากทสี่ ุด เปน็ รูปทรงตา่ งๆได้
ก. กระดาษ ค. แขง็ แรง มคี วามโปรง่ ใส แตกง่าย
ข. ผา้
ค. หนงั 8. บคุ คลในข้อใดน้าวัสดุท่ีใช้แลว้ กลับมาใช้ใหม่
ก. น้าน้าขวดนา้ ไปใส่ในถงั ขยะแยกประเภท
3. ของใช้ในข้อใดผลิตข้นึ โดยใช้สมบัตกิ ารดูดซบั น้า ข. นวิ นา้ ขวดนา้ มาประดิษฐ์เป็นของเลน่
มาใชป้ ระโยชน์ ค. หน่งึ รวบรวมกระดาษทไ่ี ม่ใชแ้ ล้วเอา
ก. รม่ ไปขาย
ข. ชดุ กันฝน
ค. ผา้ เชด็ ตวั 9. ใครเลือกวสั ดุไดเ้ หมาะสมที่สุด
ก. คณุ น้าใช้แก้วพลาสตกิ ใส่นา้ รอ้ น
4. ถา้ ใช้สมบตั กิ ารดูดซบั นา้ ของวสั ดุเปน็ เกณฑ์ ข. คุณปา้ ซ้อื ตุ๊กตาที่ท้าจากเซรามกิ มาฝาก
ขอ้ ใดจดั กลมุ่ วัสดุไดถ้ กู ต้องท่ีสดุ หลานตวั เลก็ ๆ
ก. ผา้ กระดาษช้าระ ฟองน้า ค. คุณแมใ่ ชถ้ งุ มอื หนังจบั กระทะท่ีร้อนลง
ข. พลาสตกิ ยาง ผ้า จากเตา
ค. ไม้ พลาสตกิ กระดาษ
10. ขอ้ ใดไม่ใช่ประโยชน์ของการนา้ วัสดทุ ี่ใชแ้ ล้ว
5. วตั ถุในขอ้ ใดเกดิ จากการผสมของวัสดุมากกว่า 1 กลบั มาใชใ้ หม่
ชนิด ก. ชว่ ยลดปรมิ าณขยะ
ก. ยางลบ ข. ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ข. ไมบ้ รรทัด ค. ท้าใหเ้ สียเวลาในการทา้ งาน
ค. คอนกรตี

6. มคี วามยืดหยนุ่ ไมด่ ดู ซับนา้ ทนต่อแรงดงึ ได้ดี
เป็นสมบตั ขิ องวัสดุในขอ้ ใด
ก. แกว้
ข. ยาง
ค. ไม้

เฉลย 1. ค 2. ข 3. ค 4. ก 5. ค 6. ข 7. ข 8. ข 9. ค 10. ค

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2

กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 12101

รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนท่ี 2

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 4 วสั ดุรอบตัวเรา ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2

เร่ือง สมบตั กิ ารดดู ซับน้าของวัสดุและการใช้ประโยชน์ เวลา 2 ชว่ั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชี้วดั

มาตรฐาน ว 2.1

เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัตขิ องสสารกับโครงสร้างและ
แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย

และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
ตวั ช้วี ัด
ป. 2/1 เปรยี บเทียบสมบัติการดดู ซับนา้ ของวสั ดโุ ดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจักษ์และระบุการนา้ สมบัติ

การดูดซับน้าของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการท้าวตั ถุในชีวิตประจา้ วนั

2. สาระสาคญั
วัสดแุ ต่ละชนิดมีสมบตั กิ ารดูดซับนา้ แตกตา่ งกัน

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ความรู้
นกั เรยี นสามารถเปรียบเทียบสมบตั ิของวสั ดแุ ต่ละชนิดได้
3.2 ทักษะ
นักเรียนมที กั ษะในการลงความเหน็ จากขอ้ มูลการทดสอบสมบัติของวสั ดแุ ต่ละชนดิ ได้

3.3 คณุ ลกั ษณะ
1. นักเรยี นมีวินยั
2. นักเรียนใฝ่เรยี นรู้

4. สาระการเรยี นรู้
การดดู ซบั น้าของวัสดสุ ังเกตไดจ้ ากปรมิ าณน้าทีซ่ ึมเขา้ ไปอยู่ในช่องวา่ งของเนอื้ วสั ดุนนั้ วสั ดุแต่ละชนดิ

มสี มบัตกิ ารดูดซับน้าแตกตา่ งกนั สงั เกตจากปรมิ าณน้าท่ีวสั ดุดดู ซบั ไว้ บางชนดิ ดดู ซับนา้ ได้มาก บางชนดิ ดูด
ซบั น้าได้นอ้ ย บางชนดิ ไมด่ ูดซับนา้

5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
5.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
- เปรยี บเทียบสมบัติของวสั ดุแต่ละชนิด

5.2 ความสามารถในการคิด
- ลงความเหน็ จากขอ้ มูลการทดสอบสมบัตขิ องวัสดแุ ต่ละชนิด

5.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
- ม่งุ มน่ั ในการท้างานใหส้ า้ เร็จ

6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
6.1 มีวนิ ัย
6.2 ใฝเ่ รียนรู้

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 สร้างความสนใจ (Engagement) (15 นาที)

1.ครูกระตุ้นความสนใจของนกั เรียนเกีย่ วกับเรอ่ื งที่เรียนในวันน้ี โดยครูสรา้ งสถานการณห์ น้าชน้ั เรยี น
ด้วยการนา้ ผา้ เช็ดโตะ๊ มาใหน้ กั เรยี นสังเกต จากน้ันถามคา้ ถามนกั เรยี นวา่ ถา้ มนี ้าหกบนโต๊ะ จะใช้ผ้าน้ีเชด็ ให้
แหง้ ไดห้ รือไม่ อย่างไร (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง)

2. ครูอธิบายเพิม่ เติมวา่ การท่ีผ้าสามารถเช็ดน้าบนโต๊ะใหแ้ หง้ ได้ เนอ่ื งจากน้าบนโตะ๊ เข้าไปแทรกอยู่
ในช่องว่างของเน้อื ผา้ เรยี กวา่ ผา้ ดูดซับน้าได้ แต่ถา้ เราน้าวตั ถุท่ีท้าจากวสั ดุบางอย่างมาเช็ด แล้วน้าไม่สามรถ
แทรกเขา้ ไปในชอ่ งวา่ งของเน้อื วัสดุได้ วัสดุน้ันเปน็ วัสดทุ ี่ไม่ดูดซบั น้า จากน้นั ครูถามนกั เรียนว่า การดูดซับน้า
หมายถงึ อะไร (แนวค้าตอบ: การทีน่ ้าซมึ เขา้ ไปอยู่ในชอ่ งวา่ งของเนือ้ วสั ด)ุ ถ้านกั เรยี นตอบไม่ได้ครูช่วยอธิบาย
ให้นกั เรียนเขา้ ใจเพ่อื นา้ ความรู้ไปใชใ้ นการท้ากจิ กรรมตอ่ ไป
ขั้นที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration) (50 นาท)ี

1. นกั เรียนศึกษาขน้ั ตอนในการท้ากิจกรรมท่ี 1 การดดู ซับน้าของวัสดุ จากหนงั สือเรียน หนา้ 6-7
2. นักเรยี นชว่ ยกันคาดคะเนว่า ถ้านา้ วัสดุแต่ละชนดิ จุ่มลงในน้าแดง วสั ดุชนดิ ใดจะดูดซบั น้าสแี ดงได้
บ้าง แล้วบนั ทึกผลในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
3. นักเรียนท้ากจิ กรรมที่ 1 การดดู ซบั นา้ จากวสั ดุ ตอนที่ 1 แล้วบันทึกผลลงในแบบฝึกหัด
วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2
4. นักเรียนท้ากิจกรรมที่ 1 การดูดซับน้าจากวัสดุ ตอนท่ี 2 แล้วบันทึกผลลงในแบบฝึกหัด
วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2
5. นักเรยี นท้ากิจกรรมน้าเขา้ สู่บทเรียน ในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หน้า 2
ข้ันที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (15 นาที)
1. นักเรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายผลการทา้ กิจกรรม ซึ่งได้ขอ้ สรุปร่วมกนั ว่า “วัสดแุ ต่ละชนดิ มี
สมบตั กิ ารดูดซับนา้ ไดแ้ ตกต่างกนั ซงึ่ จากการทดลองวสั ดุที่มสี มบตั กิ ารดดู ซบั นา้ เช่น ฟองน้า ผา้ ขนหนู
กระดาษ และวัสดุที่ไม่มสี มบัติการดดู ซับน้า เช่น ถุงมอื ยาง ลวด ถุงพลาสตกิ ไมเ้ สียบลกู ช้นิ ”
2. นกั เรียนร่วมกนั สรปุ ความรทู้ ่ไี ดจ้ ากการเรียนในวันนี้
ข้ันท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (25 นาท)ี

1. ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียนซักถามถามเนือ้ หาเก่ียวกับ เร่อื ง สมบตั กิ ารดดู ซับน้าของวสั ดุ และให้
ความรเู้ พมิ่ เตมิ จากคา้ ถามของนักเรียน โดยครูใช้ PowerPoint เร่อื ง สมบตั ิการดดู ซับนา้ ของวสั ดุ ในการ
อธิบายเพิม่ เติม

2. นกั เรียนท้ากจิ กรรมหนตู อบได้ ลงในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
ข้นั ที่ 5 ประเมินผล (Evaluation) (15 นาที)

1. ครูตรวจสอบผลการทา้ กิจกรรมที่ 1 การดดู ซับนา้ ของวัสดุ ในแบบฝึกวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
2. ครูตรวจสอบผลการทา้ กิจกรรมหนตู อบไดใ้ นแบบฝกึ วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2

8. สอ่ื /แหล่งเรียนรู้

8.1 หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 วัสดรุ อบตัวเรา
8.2 แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 วสั ดรุ อบตัวเรา
8.3 PowerPoint เรอ่ื ง สมบตั กิ ารดดู ซบั น้าของวัสดุ

9. ช้นิ งาน/ภาระงาน

8.1 แบบบันทึกผลการท้ากิจกรรมท่ี 1 การดูดซบั น้าของวัสดุ
8.2 แบบฝึกหัดกิจกรรมหนตู อบได้

10. การวัดและประเมนิ ผล

ประเดน็ การประเมิน วธิ กี าร เครื่องมือ เกณฑก์ ารตัดสนิ

1) เปรยี บเทยี บสมบัติ สงั เกตการตอบค้าถามใน แบบประเมินการตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดีมาก

ของวัสดุแต่ละชนดิ ได้ ช้ันเรียนและในใบงาน คา้ ถามในชนั้ เรียน คะแนน 7 – 8 หมายถงึ ดี

และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้

คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรงุ

2) ทกั ษะกระบวนการ สังเกตทักษะกระบวนการ แบบประเมนิ ทักษะ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

ทางวิทยาศาสตร์ ทางวทิ ยาศาสตร์ในการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

- ลงความเหน็ จากขอ้ มลู ท้ากจิ กรรม วทิ ยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถึง ปรบั ปรุง

การทดสอบสมบตั ิของ

วสั ดแุ ตล่ ะชนดิ

2) สังเกตพฤตกิ รรมการมี สังเกตด้านคุณลกั ษณะ แบบประเมิน คะแนน 3 หมายถงึ ดี

วนิ ัยและใฝ่เรียนรู้ อันพงึ ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พงึ คะแนน 2 หมายถึง พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งที่ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถว้ น ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจัดการเรียนรู้

ช่อื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑป์ ระเมิน

ทกั ษะกระบวนการ ระดบั ความสามารถ
ทางวทิ ยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสังเกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใชป้ ระสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เก่ียวกบั ส่ิงท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รอื ผูอ้ ่นื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถงึ ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ด้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 3

กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 12101

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 วสั ดุรอบตัวเรา ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2

เรื่อง สมบัติทีเ่ กิดจากการผสมกนั ของวัสดุ เวลา 2 ช่วั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรยี นร้แู ละตัวชว้ี ดั

มาตรฐาน ว 2.1

เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและ
แรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย

และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
ตัวชีว้ ัด
ป. 2/2 อธบิ ายสมบัติที่สงั เกตไดข้ องวัสดุทเี่ กิดจากการนา้ วัสดมุ าผสมกนั โดยใช้หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์

2. สาระสาคัญ
วสั ดมุ าผสมกัน เปน็ การน้าวสั ดุบางอยา่ งต้ังแต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไป มาผสมเข้าดว้ ยกันแล้วท้าให้มสี มบตั ิ

ทีเ่ หมาะสมต่อการนา้ ไปใช้ประโยชน์ได้ตามจุดประสงคท์ ี่ตอ้ งการ

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ความรู้
นกั เรยี นสามารถอธิบายสมบตั ิของวสั ดุทเ่ี กิดจากการน้าวัสดุมาผสมกนั ได้
3.2 ทักษะ
นักเรียนมีทักษะในการสงั เกตสมบตั ิของวัสดุกอ่ นผสมได้

3.3 คณุ ลักษณะ
1. นกั เรียนมีวินยั
2. นักเรียนใฝเ่ รียนรู้

4. สาระการเรยี นรู้
วสั ดุบางอยา่ งสามารถน้ามาผสมกันซึ่งท้าใหไ้ ด้สมบตั ทิ ่เี หมาะสม เพื่อนา้ ไปใช้ประโยชนต์ ามต้องการ

เช่น แปง้ ผสมน้าตาลและกะทิ ใช้ท้าขนมไทย ปูนพลาสเตอร์ผสมเยือ่ กระดาษใชท้ ้ากระปุกออมสิน ปูนผสมหิน
ทราย และน้าใช้ท้าคอนกรีต

5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น
5.1 ความสามารถในการส่ือสาร
- อธิบายสมบตั ขิ องวสั ดุท่ีเกิดจากการนา้ วสั ดุมาผสมกนั ได้

5.2 ความสามารถในการคดิ
- สังเกตสมบัติของวัสดกุ ่อนผสมกัน

5.3 ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
- ม่งุ มนั่ ในการท้างานให้ส้าเรจ็

6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
6.1 มีวนิ ยั
6.2 ใฝ่เรยี นรู้

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี

1.ครูทบทวนความรเู้ ดิมของนักเรยี นเก่ยี วกบั สมบตั กิ ารดูดซบั นา้ ของวสั ดุ
2. ครูนา้ ตวั อยา่ งตกุ๊ ตาปนู ปลาสเตอร์ มาใหน้ ักเรยี นดู จากนัน้ ครสู นทนาซกั ถามนกั เรยี น ดังนี้

2.2 นักเรียนเคยเห็นวัตถุในภาพหรอื ไม่
2.3 ตุ๊กตาเหล่าน้ที า้ มาจากอะไร
2.4 นกั เรยี นรู้จักวิธีท้าปูนพลาสเตอรใ์ ห้เป็นตุ๊กตาหรอื ไม่
แลว้ นกั เรียนแต่ละคนรว่ มกันอภิปรายแสดงความคิดเหน็ กนั อยา่ งอสิ ระโดยไม่มกี ารเฉลยว่าถูกหรอื ผดิ
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) (25 นาท)ี
1. นกั เรยี นศกึ ษาขนั้ ตอนในการท้ากิจกรรมที่ 2 การผสมกันของวสั ดุ จากหนงั สอื เรยี น หน้า 11
2. นักเรยี นช่วยกันคาดคะเนวา่ “ถ้าผสมแปง้ ขา้ วเหนียวกับนา้ อนุ่ ผลจะเป็นอย่างไร” แล้วบนั ทึกผล
ในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
3. นกั เรยี นกจิ กรรมท่ี 1 การผสมกันของวสั ดุ แลว้ บนั ทกึ ผลลงในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
4. นกั เรียนทา้ กิจกรรมหนตู อบได้ ในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนา้ 8 -9
ข้ันที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (5 นาที)
1. นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั อภปิ รายผลการท้ากจิ กรรม
2. ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ “การท่ีนา้ วัสดุบางอยา่ งมาผสมกัน ทา้ ให้วัสดุที่ไดม้ ีสมบตั ิ
เปลี่ยนแปลงไป จงึ น้าวัสดุมาผสมกนั เพอ่ื เพิม่ ความเหมาะสมตอ่ การใช้ประโยชนต์ ามที่ต้องการ”
3. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการเรียนในวนั น้ี
ขัน้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (60 นาที)
1. ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นซกั ถามถามเนอ้ื หาเกยี่ วกับ เรอ่ื ง สมบตั ิท่ีเกดิ จากการผสมกนั ของวัสดุ
และให้ความรู้เพิม่ เติมจากค้าถามของนกั เรียน โดยครใู ช้ PowerPoint เร่ือง สมบตั ิที่เกิดจากการผสมกนั ของ
วัสดุในการอธบิ ายเพมิ่ เตมิ
2. นกั เรยี นแตล่ ะคนเขียนสรุปสาระสา้ คญั ประจา้ บทท่ี 1 สมบัตบิ างประการของวัสดุ โดยเขยี นเปน็

แผนผงั มโนทศั นล์ งในกระดาษ A4 จากนนั้ ทา้ กจิ กรรมฝึกทกั ษะ บทท่ี 1 สมบัติบางประการ
ของวัสดุ จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 ลงในแบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
ข้ันท่ี 5 ประเมนิ ผล (Evaluation) (20 นาที)

1. ครูตรวจสอบผลการทา้ กิจกรรมที่ 2 การผสมกันของวสั ดุ ในแบบฝกึ วิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
2. ครตู รวจสอบผลการท้ากจิ กรรมหนตู อบไดใ้ นแบบฝกึ วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2
3. ครูตรวจสอบผลการทา้ กจิ กรรมฝึกทักษะในแบบฝึกวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม
4. ครูตรวจสอบผลการสรปุ สาระส้าคญั จากแผนผังมโนทัศน์

8. สื่อ/แหล่งเรยี นรู้

8.1 หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 วัสดรุ อบตัวเรา
8.2 แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 4 วสั ดรุ อบตัวเรา
8.3 PowerPoint เรื่อง สมบัติที่เกิดจากการผสมกันของวสั ดุ

9. ช้นิ งาน/ภาระงาน

8.1 แบบบันทกึ ผลการทา้ กิจกรรมท่ี 1 การผสมกันของวสั ดุ
8.2 แบบฝกึ หัดกจิ กรรมหนูตอบได้
8.3 แบบฝึกหัดกิจกรรมฝกึ ทกั ษะ
8.4 แผนผังมโนทัศน์ เร่ือง สมบตั บิ างประการของวัสดุ

10. การวัดและประเมนิ ผล

ประเด็นการประเมนิ วธิ กี าร เครื่องมอื เกณฑ์การตัดสิน

1) อธบิ ายสมบัติของวสั ดุ สังเกตการตอบค้าถามใน แบบประเมินการตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดีมาก

ทีเ่ กดิ จากการนา้ วัสดุมา ชน้ั เรียนและในใบงาน คา้ ถามในช้นั เรยี น คะแนน 7 – 8 หมายถงึ ดี

ผสมกนั ได้ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถงึ พอใช้

คะแนน 0 – 4 หมายถงึ ปรับปรงุ

2) ทกั ษะกระบวนการ สงั เกตทักษะกระบวนการ แบบประเมินทกั ษะ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

ทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตรใ์ นการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

- สังเกตสมบัติของวสั ดุ ท้ากจิ กรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

กอ่ นผสมกัน

2) สงั เกตพฤติกรรมการมี สังเกตด้านคณุ ลกั ษณะ แบบประเมนิ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

วินัยและใฝ่เรียนรู้ อนั พึงประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พึง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถึง ปรบั ปรงุ

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกย่ี วกับเร่อื งที่ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถกู ตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถว้ น ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกบั สิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ด้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 4

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว 12101

รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นท่ี 2

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 6 แสงในชีวติ ประจา้ วนั ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2

เรื่อง แสงและการมองเหน็ เวลา 2 ชว่ั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวช้วี ัด

มาตรฐาน ว 2.3
เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร

และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับเสียง แสง และคล่ืน
แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ น้าความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตวั ชว้ี ัด

ป. 2/1 บรรยายแนวการเคล่ือนทขี่ องแสงจากแหล่งกา้ เนดิ แสง และอธิบายการมองเห็นวตั ถุจาก
หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์

2. สาระสาคัญ
สิ่งท่เี กิดแสงได้ หรอื สงิ่ ท่ใี ห้แสงจากตวั เองได้จดั เป็นแหลง่ ก้าเนดิ แสง

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ความรู้

นักเรยี นสามารถระบสุ ่ิงตา่ งๆทท่ี ้าให้เกิดแสง หรือเปน็ แหล่งก้าเนดิ แสงได้
3.2 ทกั ษะ

นกั เรียนมที ักษะในการสงั เกตวัตถทุ ่มี แี สงออกมาได้

3.3 คณุ ลกั ษณะ
1. นกั เรยี นมีวินยั

2. นกั เรยี นมคี วามสนใจใฝเ่ รียนรู้

4. สาระการเรียนรู้
สงิ่ ตา่ งๆท่อี ยรู่ อบตัวเรามีท้ังท่เี กดิ แสงได้ เชน่ หลอดไฟฟ้า ดวงอาทติ ย์ และส่งิ ทีไ่ มเ่ กดิ แสง เชน่ โต๊ะ

ดินสอ ยางลบ เป็นตน้

5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
5.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
- ระบวุ ตั ถุท่ใี หแ้ สงได้
5.2 ความสามารถในการคดิ
- การแก้ปัญหาในการทา้ งานกล่มุ ร่วมกนั

5.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
- มีวินยั
- ใฝเ่ รยี นรู้

6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
6.1 มวี ินัย
6.2 ใฝเ่ รยี นรู้

7. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) (40 นาที)

1. ครูทกั ทายกบั นักเรียน แลว้ แจ้งจุดประสงคก์ ารเรียนรูใ้ ห้นกั เรยี นทราบ จากนั้นนกั เรยี นทา้
แบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 แสงในชวี ติ ประจา้ วนั เพือ่ วดั ความร้เู ดมิ ของนักเรยี น
กอ่ นเขา้ สกู่ ิจกรรม

2. ครูชกั ชวนนักเรียนใหร้ ่วมกันสังเกตภาพน้าหนว่ ย จากน้นั นา้ อภิปราย โดยใช้แนวค้าถาม ดังนี้
2.1 นกั เรยี นสงั เกตเห็นอะไรในรปู บา้ ง (นกั เรยี นตอบตามสิง่ ที่สงั เกตเหน็ เช่น เด็กผู้ชายกา้ ลังถอื

ตะเกยี ง ตะเกียงมีแสงสว่างออกมา)
2.2 แสงทน่ี ักเรียนเห็น มีลกั ษณะอยา่ งไร (นักเรียนตอบตามส่งิ ทส่ี ังเกตเห็น เชน่ แสงมสี เี หลืองสม้ )
2.3 นอกจากแสงตะเกยี งในภาพ นักเรยี นเคยเห็นแสงจากแหล่งอน่ื หรอื ไม่ อะไรบา้ ง (นักเรยี นตอบ

ตามประสบการณห์ รอื ความรู้พ้นื ฐานของตนเอง เชน่ แสงไฟฉาย แสงเทยี น แสงจากหลอดไฟฟา้ )
2.4 แสงมีประโยชน์อย่างไร (นักเรยี นตอบตามประสบการณ์หรอื ความรู้พื้นฐานของตนเอง เชน่

แสงช่วยให้มองเห็น แสงให้ความสว่าง ใหค้ วามอบอ่นุ )
แลว้ ให้นักเรยี นแต่ละคนร่วมกนั อภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไมม่ ีการเฉลยว่าถูกหรอื ผิด

ขัน้ ท่ี 2 ข้ันสารวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาท)ี
1. ครชู กั ชวนนักเรียนศึกษาเรื่องแสงและการมองเห็น โดยให้อ่านชอื่ บท และกระตนุ้ ความสนใจของ

นักเรยี นเกี่ยวกับเรือ่ งที่เรียนในวนั นี้ โดยใชแ้ นวคา้ ถามว่า “เราสามารถมองเหน็ แหลง่ ก้าเนิดแสงไดอ้ ย่างไร”
(นักเรียนตอบตามประสบการณ์หรือความรู้พ้นื ฐานของตนเอง เชน่ เพราะมีแสงสอ่ งออกมาจากแหล่งก้าเนิด
แสงไปยงั บรเิ วณต่างๆ จงึ ทา้ ใหม้ องเหน็ สิ่งตา่ งๆได้)

2. นกั เรียนท้ากิจกรรมน้าสูก่ ารเรยี นในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2
(หมายเหตุ : ครูเรม่ิ ประเมนิ นักเรียน โดยใช้แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)
ข้ันที่ 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (15 นาที)

1. ครูสุ่มนักเรียนออกมาเฉลยค้าตอบของกจิ กรรมน้าสู่การเรียน โดยมคี รูคอยเสริมในสว่ นท่บี กพร่อง
2. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรูท้ ไ่ี ด้จากการเรยี นในวนั นี้

ข้นั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
1. นักเรียนเรยี นรู้ค้าศพั ทท์ ี่เก่ยี วข้องกับการเรียนในบทท่ี 1 แสงและการมองเห็น จากหนงั สือเรียน

วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 โดยครขู ออาสาสมัครนกั เรยี น จา้ นวน 1 คน ให้เปน็ ผู้อ่านน้า และให้นกั เรียนท่อี ยู่ใน
ชัน้ เรยี นเปน็ ผอู้ า่ นตามทีละค้า ดงั นี้

Light (ไลท์) แสง
Light sourrce (ไลท์ ซอส) แหล่งก้าเนิดแสง

Light filter (ไลท์ ฟลิ เทอ) แผน่ กรองแสง
Sight (ไซท) การมองเห็น

ข้นั ท่ี 5 ประเมนิ ผล (Evaluation) (15 นาที)
1. ครตู รวจสอบผลการทา้ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. ครูตรวจสอบผลการท้ากิจกรรมน้าสกู่ ารเรียนในสมุดหรอื ในแบบฝึกวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2

8. สอ่ื /แหลง่ เรยี นรู้
8.1 หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 แสงในชีวติ ประจา้ วัน
8.2 แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 5 แสงในชวี ติ ประจ้าวนั

9. ชิน้ งาน/ภาระงาน

8.1 แบบทดสอบกอ่ นเรียน
8.2 แบบฝกึ หัดกจิ กรรมน้าสกู่ ารเรียน

10. การวัดและประเมินผล

ประเด็นการประเมนิ วิธีการ เครือ่ งมือ เกณฑ์การตัดสนิ

1) ระบสุ ิง่ ต่างๆทท่ี ้าให้ สังเกตการตอบค้าถามใน แบบประเมนิ การตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดีมาก

เกิดแสง หรอื เป็น ชั้นเรียนและในใบงาน คา้ ถามในช้ันเรียน คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี

แหล่งกา้ เนิดแสงได้ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถงึ พอใช้

คะแนน 0 – 4 หมายถงึ ปรบั ปรุง

2) ทกั ษะกระบวนการ สงั เกตทกั ษะกระบวนการ แบบประเมินทกั ษะ คะแนน 3 หมายถึง ดี

ทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตรใ์ นการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถึง พอใช้

- สงั เกตวัตถทุ ่ีมีแสง ทา้ กจิ กรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

ออกมา

2) สงั เกตพฤตกิ รรมการมี สังเกตด้านคุณลักษณะ แบบประเมนิ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

วินัยและใฝ่เรยี นรู้ อนั พงึ ประสงค์ คณุ ลกั ษณะอันพงึ คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรบั ปรุง

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งที่ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถว้ น ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกบั สิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถงึ ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ด้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แบบทดสอบก่อนเรยี น

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 5 แสงในชวี ิตประจาวัน

คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบท่ีถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. แหลง่ กา้ เนิดแสงในขอ้ ใดเป็นแหลง่ กา้ เนดิ แสงจาก 6. เราสามารถมองเห็นวตั ถไุ ด้เพราะเหตใุ ด

ธรรมชาติ ก. แสงจากวตั ถุสะท้อนมาสูต่ าเรา

ก. หลอดไฟ ข. ตาเรามีแสงจึงมองเห็นวตั ถุได้

ข. ไฟฉาย ค. แสงมากระทบทต่ี าเราจงึ มองเหน็ วัตถุ

ค. ดวงอาทิตย์ 7. ใครปฏิบัติตนได้เหมาะสมในการทา้ กิจกรรมต่าง ๆ

2. ข้อใดเป็นลกั ษณะการเคลอ่ื นที่ของแสง ก. คณุ พ่อสวมแว่นตากนั แดดในขณะทอ่ี ยู่ท่ี

ก. เปน็ วงกลม แสงแดดจ้ามาก

ข. เปน็ เสน้ ตรง ข. คุณตาอ่านหนังสอื พิมพ์ในห้องทีม่ แี สงสลวั ๆ

ค. เป็นเสน้ โคง้ ค. คุณลุงปดิ ไฟใหม้ ดื ก่อนเปิดทวี ีดู

3. แหลง่ ก้าเนิดแสงใดเปน็ แหล่งกา้ เนิดแสงท่ีมนุษย์สรา้ งข้นึ 8. ขอ้ ใดไม่ใชแ่ หล่งกา้ เนิดแสงจากธรรมชาติ

ก. ห่งิ หอ้ ย ก. ดวงอาทิตย์

ข. กองไฟ ข. ดวงจันทร์

ค. ดาวฤกษ์ ค. ดาวฤกษ์

4. แสงเดนิ ทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกใชเ้ วลานานเท่าใด 9. แสงจากดวงอาทิตยป์ ระกอบไปดว้ ยแสงสีตา่ ง ๆ

ก. 8 วินาที กส่ี ี

ข. 8 นาที ก. 5 สี

ค. 8 ชั่วโมง ข. 6 สี

5. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถกู ต้องเก่ียวกบั แสง ค. 7 สี

ก. แสงเคล่ือนทเ่ี ปน็ แนวตรง 10. แสงสใี ดไมไ่ ด้เป็นสว่ นประกอบของแสงจาก

ข. เคลื่อนท่ีผ่านวัตถไุ ดท้ ุกชนดิ ดวงอาทิตย์

ค. เคลือ่ นที่จากแหลง่ ก้าเนิดแสงทกุ ทิศทาง ก. มว่ ง

ข. ชมพู

ค. แดง

เฉลย

1. ค 2. ข 3. ข 4. ข 5. ข 6. ก 7. ก 8. ข 9. ค 10. ข

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 5

กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว ๑๒๑๐๑

รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 6 แสงในชวี ติ ประจา้ วัน ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2

เรอ่ื ง การเคลอื่ นท่ขี องแสงจากแหลง่ กา้ เนิดแสง เวลา 2 ช่วั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชวี้ ัด

มาตรฐาน ว 2.3

เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น

แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมทง้ั น้าความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชวี้ ัด
ป. 2/1 บรรยายแนวการเคล่ือนทข่ี องแสงจากแหลง่ ก้าเนดิ แสง และอธบิ ายการมองเหน็ วัตถุจาก

หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์

2. สาระสาคญั
แสงเคลอ่ื นท่ีจากแหล่งก้าเนิดแสงในทกุ ทิศทางเป็นแนวตรง

3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ความรู้

นักเรยี นสามารถอธบิ ายการเคลอ่ื นทข่ี องแสงจากแหล่งกา้ เนิดแสงได้
3.2 ทักษะ

นกั เรยี นมที ักษะในการสงั เกตแนวการเคล่ือนทีข่ องแสงจากแหล่งกา้ เนิดแสงได้

3.3 คุณลักษณะ
1. นักเรียนมวี ินัย

2. นกั เรยี นมคี วามสนใจใฝ่เรยี นรู้

4. สาระการเรียนรู้
เราสามารถมองเห็นสิง่ ตา่ งๆได้ เม่อื แสงเดินทางผ่านในบรเิ วณนั้น โดยสงิ่ ทีเ่ ปน็ ต้นกา้ เนดิ ของแสง

เรยี กวา่ แหลง่ ก้าเนิดแสง

5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการส่อื สาร
- บอกแนวการเคลื่อนทขี่ องแสงจากแหล่งกา้ เนดิ แสง

5.2 ความสามารถในการคิด
- การแก้ปญั หาในการท้างานกลมุ่ ร่วมกัน

5.3 ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
- มวี นิ ยั
- ใฝ่เรยี นรู้

6. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
6.1 มีวินัย
6.2 ใฝเ่ รียนรู้

7. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ ท่ี 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) (15 นาท)ี

1. ครูชกั ชวนนกั เรียนให้รว่ มกนั สังเกตภาพ หนา้ 37 ในหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ จากนัน้ นา้ อภิปราย
โดยใชแ้ นวคา้ ถาม ดงั น้ี

1.1 ในภาพมีสงิ่ ใดที่ใหแ้ สงสวา่ ง (นักเรยี นตอบตามสิ่งทส่ี งั เกตเหน็ เช่น ดวงอาทิตย์)
1.2 สงิ่ ที่ใหแ้ สงสว่างหรือสิ่งท่เี ปน็ ตน้ กา้ เนิดแสงเราเรียกว่าอะไร (นกั เรยี นตอบตามประสบการณ์
หรือความรู้พน้ื ฐานของตนเอง เช่น แหลง่ กา้ เนิดแสง)
1.3 แสงในชวี ติ ประจ้าวนั มปี ระโยชน์อยา่ งไร (นักเรยี นตอบตามประสบการณ์หรือความรู้พืน้ ฐาน
ของตนเอง เช่น แสงสวา่ งจากดวงอาทิตย์ ชว่ ยให้เรามองเห็น)
1.4 ถา้ โลกน้ไี มม่ แี สงจะเกดิ อะไรขน้ึ (นกั เรยี นตอบตามประสบการณ์หรอื ความรพู้ ้นื ฐานของตนเอง
เช่น ส่งิ มีชวี ิตจะดา้ รงชวี ติ อย่ไู ม่ได้ เน่อื งจากพืชไมส่ ามารถสร้างอาหารได้ พชื ก็จะตาย เม่อื พืชตาย สิ่งมชี วี ิตอื่น
กจ็ ะตายตาม เนอ่ื งจากไม่มผี ู้ผลติ และโลกใบน้ีจะมีแต่ความมืด)
แลว้ ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนร่วมกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่มีการเฉลยวา่ ถกู หรือ
ผดิ
ข้ันท่ี 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาที)
1. ครูชักชวนนักเรียนศกึ ษาขน้ั ตอนการทา้ กจิ กรรมที่ 1 การเคลื่อนท่ขี องแสง ตอนท่ี 1 หน้า 38 - 39
แล้วบันทกึ ผลลงในสมดุ หรือในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
(หมายเหตุ : ครเู รมิ่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)
ขั้นท่ี 3 ขัน้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (15 นาท)ี
1. นกั เรียนและครรู ่วมกันอภปิ รายผลการทา้ กิจกรรม โดยใช้แนวคา้ ถาม ดงั น้ี
2.1 เมอ่ื นา้ มว้ นท่อไปสอ่ งดูแสงของเปลวเทยี น นักเรยี นสงั เกตเห็นสิ่งใด (นกั เรียนตอบตามส่ิงท่ี
สังเกตเหน็ เชน่ มองเห็นแสง แสงเคล่ือนทอี่ อกจากแหลง่ ก้าเนิดแสงเป็นแนวเส้นตรง)

2.2 เมื่องอปลายดา้ นหนงึ่ ของม้วนกระดาษ แล้วสอ่ งดแู สงของเปลวเทยี น นักเรยี นสงั เกตเหน็ สิ่งใด
(นักเรียนตอบตามสงิ่ ทส่ี งั เกตเหน็ เชน่ มองไมเ่ หน็ แสง)

2.3 เมอ่ื น้ากล่องกระดาษทเ่ี จาะรรู อบกลอ่ งครอบลงไปท่แี สงของไฟฉาย นักเรียนสังเกตเหน็ สง่ิ ใด
(นักเรียนตอบตามสิง่ ที่สงั เกตเหน็ เช่น สังเกตเห็นแสงของไฟฉายส่องออกมาจากทุกรูของกลอ่ งทอ่ี ย่รู อบกล่อง
ดงั น้นั แสงจึงเคลอ่ื นทอี่ อกจากแหล่งก้าเนดิ แสงทุกทศิ ทาง)

2. นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ความรูท้ ี่ได้จากการเรียนในวนั น้ี
ข้ันที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (35 นาที)

1. นกั เรยี นเรียนรู้โดยใชเ้ กมแบบแขง่ ขนั ครตู ดิ บัตรข้อมความแหลง่ ก้าเนิดแสงทเี่ กิดข้นึ เองตาม
ธรรมชาติ ไว้คนละฝง่ั ของกระดาน และวางบตั รภาพแหล่งก้าเนิดแสงตา่ งๆไวห้ น้าหอ้ ง จากน้ันครชู ้แี จงวธิ ีการ
เล่นใหน้ ักเรยี นเข้าใจกอ่ น ดงั น้ี

1.1) ให้นักเรียนแต่ละกลมุ่ เลือกฝา่ ยใดจะเปน็ แหลง่ ก้าเนดิ แสงทมี่ นษุ ยส์ รา้ งข้ึนหรอื แหลง่ ก้าเนิด
แสงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

1.2) ใหน้ กั เรียนเขา้ แถวตอนลกึ แล้วเม่อื ครใู หส้ ัญญาณแตล่ ะฝา่ ยวง่ิ ไปเลือกบตั รภาพตามประเภท
ของแหล่งก้าเนิดท่ีกลุ่มของตนเองเลอื ก แลว้ น้าไปตดิ บนกระดานใหถ้ ูกต้อง จากนน้ั วิง่ กลบั มาแปะมือเพอ่ื นคน
ถดั ไป

1.3) ฝ่ายใดติดบัตรภาพได้ครบและถกู ต้องทั้งหมด เปน็ ฝ่ายชนะ
2. เม่อื เล่นเกมเสร็จ นักเรียนและครูร่วมกนั สรุปความรู้ท่ไี ดจ้ ากการเล่นเกม
ข้นั ท่ี 5 ประเมนิ ผล (Evaluation) (15 นาที)
1. ครูตรวจสอบผลการท้ากจิ กรรมที่ 1 การเคลื่อนที่ของแสง ในแบบฝึกวิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
2. ครตู รวจสอบผลการท้ากิจกรรมหนูตอบไดใ้ นแบบฝกึ วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2

8. สอื่ /แหล่งเรียนรู้

8.1 หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 5 แสงในชีวิตประจ้าวนั
8.2 แบบฝึกหัดวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 5 แสงในชวี ติ ประจา้ วนั
8.3 บัตรภาพแหลง่ ก้าเนดิ แสง

9. ช้ินงาน/ภาระงาน

8.1 แบบบันทึกผลการทา้ กิจกรรมท่ี 1 การเคล่ือนทีข่ องแสง
8.2 แบบฝึกหัดกจิ กรรมหนูตอบได้

10. การวัดและประเมินผล

ประเดน็ การประเมนิ วิธกี าร เคร่ืองมือ เกณฑ์การตัดสนิ

1) อธบิ ายการเคลื่อนที่ สงั เกตการตอบค้าถามใน แบบประเมินการตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถงึ ดีมาก

ของแสงจากแหล่งก้าเนิด ชั้นเรียนและในใบงาน ค้าถามในชั้นเรยี น คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี

แสงได้ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้

คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรับปรงุ

2) ทกั ษะกระบวนการ สงั เกตทกั ษะกระบวนการ แบบประเมนิ ทักษะ คะแนน 3 หมายถึง ดี

ทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์ในการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

- สงั เกตแนวการเคลือ่ นที่ ทา้ กิจกรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

ของแสงจากแหลง่ กา้ เนดิ

แสงได้

2) สงั เกตพฤตกิ รรมการมี สงั เกตด้านคุณลกั ษณะ แบบประเมนิ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

วินยั และใฝ่เรียนรู้ อันพงึ ประสงค์ คุณลักษณะอนั พึง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมนิ การตอบคาถามในช้นั เรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมนิ /ระดบั คะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่ือ – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชนั้ เรยี น (6) (4)

เกณฑป์ ระเมิน

ประเด็น ระดับคุณภาพ นา้ หนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดีมาก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบค้าถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบคา้ ถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถูกต้องทัง้ หมด ถูกตอ้ งเปน็ สว่ น ถูกต้องบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกยี่ วกับเร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งท่ี เกย่ี วกบั เรือ่ งท่ี เกี่ยวกับเร่อื งท่ี 1.0 4

ศกึ ษาได้ ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถกู ต้อง ศกึ ษาได้ไม่

ถูกต้องและ แต่ไม่ครบถ้วน บางสว่ นและไม่ ถกู ต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถ้วน ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสิน
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดีมาก
คะแนน 7 – 8 หมายถงึ ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกบั สิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนที่ได้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 6

กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว 12101

รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 6 แสงในชวี ติ ประจา้ วัน ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2

เร่ือง การมองเห็นวตั ถุ เวลา 2 ชั่วโมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตวั ช้ีวัด

มาตรฐาน ว 2.3

เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับเสียง แสง และคล่ืน

แม่เหลก็ ไฟฟ้า รวมทั้งนา้ ความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตวั ชีว้ ัด
ป. 2/1 บรรยายแนวการเคลื่อนทข่ี องแสงจากแหลง่ กา้ เนิดแสง และอธบิ ายการมองเหน็ วัตถุจาก

หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์

2. สาระสาคญั
เมื่อมแี สงจากแหลง่ กา้ เนิดแสงเคล่ือนทม่ี าถงึ ตา จะท้าใหม้ องเห็นวัตถุที่เป็นแหล่งก้าเนิดแสง เมื่อมอง

วัตถุท่ีไม่เป็นแหล่งก้าเนิด จะสามารถมองเห็นวัตถุได้ เม่ือมีแสงจากแหล่งก้าเนิดแสงมากระทบวัตถุนั้น แล้ว

สะทอ้ นแสงมาถงึ ตา

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ความรู้
นักเรยี นสามารถอธิบายการมองเห็นวัตถุท่ีเป็นแหล่งกา้ เนิดแสงได้

3.2 ทกั ษะ
นักเรียนมีทักษะในการสังเกตและการลงความเห็นจากข้อมูลเก่ียวกับส่ิงที่ท้าให้มองเห็นวัตถุท่ีเป็น

แหล่งก้าเนิดแสงได้
3.3 คณุ ลกั ษณะ

1. นักเรียนมวี นิ ัย

2. นักเรียนมีความสนใจใฝ่เรียนรู้

4. สาระการเรยี นรู้
การมองเหน็ วตั ถทุ ่ีเปน็ แหลง่ ก้าเนิดแสง แสงจากวัตถุนน้ั จะเขา้ สตู่ าโดยตรง สว่ นการมองเห็นวัตถทุ ี่

ไมใ่ ชแ่ หล่งก้าเนดิ แสงต้องมีแสงจากแหลง่ ก้าเนดิ แสงไปกระทบวัตถแุ ลว้ สะทอ้ นเขา้ ตา

5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
- อธบิ ายการมองเหน็ วัตถุท่ีเปน็ แหลง่ ก้าเนดิ แสงได้
5.2 ความสามารถในการคิด
- การลงความเหน็ เกยี่ วกบั ส่งิ ทีท่ ้าให้มองเห็นวตั ถทุ เ่ี ป็นแหลง่ ก้าเนิดแสงได้
5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
- มีวนิ ยั
- ใฝเ่ รียนรู้

6. คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
6.1 มีวนิ ยั
6.2 ใฝเ่ รยี นรู้

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement) (15 นาท)ี

1. นกั เรยี นร่วมสนทนาเกย่ี วกบั การมองเหน็ วตั ถุ โดยรว่ มกันสงั เกตผเี สื้อ ดอกไม้ และต้นไม้ โดยใช้
แนวค้าถาม ดงั น้ี

1.1 นักเรยี นเหน็ ผีเสือ้ ดอกไม้ และตน้ ไมไ้ ด้อยา่ งไร (นักเรียนตอบตามประสบการณ์หรือความรู้
พ้ืนฐานของตนเอง เชน่ แสงจากดวงอาทติ ยก์ ระทบผเี ส้อื ดอกไม้ และตน้ ไม้ แล้วสะทอ้ นเข้าตา)

1.2 หากวันใดไมม่ ีแสง นกั เรยี นจะรสู้ ึกอย่างไร (นักเรียนตอบตามประสบการณ์หรือความรพู้ ้นื ฐาน
ของตนเอง เชน่ ร้สู ึกมองไมเ่ ห็นวัตถตุ า่ งๆ)

แลว้ ให้นักเรยี นแตล่ ะคนรว่ มกนั อภปิ รายแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระโดยไม่มีการเฉลยวา่ ถูกหรือ
ผดิ
ข้ันท่ี 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (50 นาท)ี

1. ครชู ักชวนนักเรียนศึกษาขั้นตอนการท้ากิจกรรมที่ 2 การมองเหน็ วตั ถุ หน้า 44-45 แลว้ บนั ทึกผล
ลงในสมุดหรือในแบบฝกึ หดั วิทยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
(หมายเหตุ : ครูเริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)
ขั้นท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี

1. นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายผลการท้ากจิ กรรม โดยใชแ้ นวคา้ ถาม ดังน้ี
1.1 มองผา่ นรูดา้ นขา้ งกลอ่ งเขา้ ไปภายในกล่อง นักเรียนสงั เกตเห็นสง่ิ ใด (นกั เรยี นตอบตามส่งิ ที่

สังเกตเห็น เชน่ ในกล่องมืด ไมม่ แี สงสวา่ ง ทา้ ใหม้ องไมเ่ ห็นวัตถุทอ่ี ยภู่ ายในกล่อง)

1.2 เมือ่ เปดิ กระดาษแข็งท่ปี ิดฝากล่องออก และเปิดไฟฉายสอ่ งเข้าไปภายในกลอ่ ง แล้วส่องอีกคร้งั
นักเรยี นสงั เกตเหน็ สงิ่ ใด (นกั เรยี นตอบตามส่ิงที่สังเกตเหน็ เช่น ในกล่องมแี สงสว่างจากไฟฉาย ท้าให้มองเห็น
วตั ถทุ อ่ี ยภู่ ายในกล่อง)

2. นกั เรียนร่วมกนั สรปุ ความรูท้ ี่ได้จากการเรยี นในวนั นี้
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาท)ี

1. นกั เรยี นเรยี นรู้เพมิ่ เติมวา่ ความสว่าง (illuminance) ทเ่ี หมาะสมในแต่ละสถานทม่ี ีความแตกต่าง
กันไป เพอ่ื ใหเ้ หมาะสมต่อการท้างานหรือไม่สง่ ผลเสยี ต่อดวงตาของเรา ดังนี้

สถานท่ี ความสวา่ ง (ลกั ซ)์

ทางเดินในอาคาร 75-200

หอ้ งนั่งเล่นในบา้ น 150-300

ห้องประชมุ 200-750

หอ้ งเรียน 300-750

หอ้ งท้างาน 500-1,000

ห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล 5,000-10,000

ขน้ั ที่ 5 ประเมนิ ผล (Evaluation) (15 นาท)ี
1. ครตู รวจสอบผลการท้ากจิ กรรมท่ี 2 การมองเหน็ วัตถุ
2. ครตู รวจสอบผลการทา้ กิจกรรมหนูตอบไดใ้ นแบบฝกึ วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2

8. ส่ือ/แหลง่ เรียนรู้

8.1 หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 แสงในชวี ิตประจา้ วัน
8.2 แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 แสงในชวี ติ ประจา้ วัน

9. ช้นิ งาน/ภาระงาน

8.1 แบบบันทกึ ผลการท้ากิจกรรมที่ 2 การมองเห็นวัตถุ
8.1 แบบฝกึ หัดกิจกรรมหนตู อบได้

10. การวัดและประเมินผล

ประเดน็ การประเมิน วธิ ีการ เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ารตัดสนิ

1) อธบิ ายการมองเห็น สังเกตการตอบค้าถามใน แบบประเมนิ การตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถงึ ดีมาก

วตั ถุทเ่ี ปน็ แหล่งก้าเนดิ ชน้ั เรียนและในใบงาน คา้ ถามในชน้ั เรยี น คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี

แสงได้ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้

คะแนน 0 – 4 หมายถงึ ปรบั ปรุง

2) ทักษะกระบวนการ สังเกตทักษะกระบวนการ แบบประเมนิ ทักษะ คะแนน 3 หมายถึง ดี

ทางวทิ ยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตรใ์ นการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถึง พอใช้

- การลงความเหน็ ทา้ กจิ กรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

เกี่ยวกับสง่ิ ทีท่ ้าให้

มองเห็นวัตถุที่เป็น

แหลง่ กา้ เนดิ แสงได้

2) สงั เกตพฤติกรรมการมี สงั เกตด้านคุณลกั ษณะ แบบประเมนิ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

วินัยและใฝเ่ รียนรู้ อันพงึ ประสงค์ คณุ ลักษณะอันพึง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรยี นและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรียนรู้

รายการประเมิน/ระดบั คะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช้) 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางสว่ น ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งที่ เกย่ี วกับเร่อื งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถ้วน ครบถว้ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกบั สิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกับสิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤติกรรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ดท้ ้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 7

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 12101

รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 2

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 6 แสงในชีวติ ประจา้ วนั ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2

เรอ่ื ง การปอ้ งกนั อนั ตรายจากการมองเหน็ วตั ถทุ มี่ แี สงสว่างไมเ่ หมาะสม เวลา 2 ช่วั โมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชว้ี ดั

มาตรฐาน ว 2.3

เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจ้าวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้องกับเสียง แสง และคลื่น

แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้งนา้ ความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตวั ช้วี ัด
ป. 2/2 ตระหนักในคุณค่าของความร้ขู องการมองเหน็ โดยเสนอแนะแนวทางการปอ้ งกันอนั ตรายจาก

การมองวัตถทุ ่ีอยู่ในบรเิ วณทีม่ ีแสงสวา่ งไม่เหมาะสม

2. สาระสาคัญ
การมองวตั ถใุ นบริเวณทม่ี แี สงสวา่ งมากหรือนอ้ ยเกนิ ไปจะเป็นอันตรายต่อตา สามารถป้องกันได้ โดย

การจดั แสงสวา่ งให้เหมาะสมกับการทา้ กิจกรรมต่างๆ หรอื สวมอุปกรณ์ป้องกนั แสง

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ความรู้
นักเรยี นสามารถอธบิ ายแนวทางการป้องกันอนั ตรายจากแสงทม่ี ีความสว่างไม่เหมาะสมได้

3.2 ทักษะ

นกั เรยี นมีทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมลู เก่ยี วกับการใช้แสงสวา่ งท่เี หมาะสมในชวี ิตประจา้ วนั ได้
3.3 คุณลกั ษณะ

1. นกั เรยี นมีวนิ ยั
2. นักเรยี นมีความสนใจใฝ่เรยี นรู้

4. สาระการเรยี นรู้
ถ้ามีแสงท่ีสว่างมาก ๆ เข้าสู่ตาอาจเกิดอันตรายต่อตาได้ จึงต้องหลกี เล่ียงการมองหรือใช้แผน่ กรอง

แสงท่มี ีคุณภาพเมื่อจา้ เปน็ และตอ้ งจัดความสวา่ งให้เหมาะสมกบั การทา้ กจิ กรรมต่าง ๆ เช่น การอา่ นหนังสอื
การดจู อโทรทศั น์ การใชโ้ ทรศัพท์เคลือ่ นท่ี และแท็บเล็ต

5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
5.1 ความสามารถในการสื่อสาร
- อธิบายแนวทางการป้องกนั อนั ตรายจากแสงท่มี คี วามสวา่ งไม่เหมาะสมได้
5.2 ความสามารถในการคิด
- การลงความเหน็ เก่ียวกับการใชแ้ สงสว่างที่เหมาะสมในชวี ิตประจา้ วันได้
5.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
- มีวินัย
- ใฝเ่ รยี นรู้

6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
6.1 มีวินยั
6.2 ใฝ่เรยี นรู้

7. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นที่ 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement) (15 นาที)

1. นักเรยี นจบั คู่กับเพ่ือน ทดลองปดิ ตาตัวเอง และบอกสิ่งที่เหน็ และความร้สู กึ กับเพ่อื น โดยใช้แนว
คา้ ถาม ดังน้ี

1.1 จะเกิดอะไรขนึ้ ถา้ เรามองไมเ่ หน็ สง่ิ ต่างๆรอบตัว (นักเรียนตอบตามสงิ่ ที่สงั เกตเหน็ เช่น ทา้ ให้
เราเดินไมต่ รงทาง หยิบจับสงิ่ ของผดิ หรืออาจเกิดอุบัตเิ หตุได้ เพราะมองไมเ่ ห็นสิ่งตา่ งๆรอบตัว)

1.2 นักเรียนเคยมองเหน็ สิง่ ของหรือบรเิ วณทม่ี แี สงสว่างจา้ หรอื แสงสว่างน้อยๆ หรอื ไม่ เม่อื
นกั เรยี นมองแล้วรสู้ กึ อย่างไร (นกั เรยี นตอบตามประสบการณห์ รอื ความร้พู ้ืนฐานของตนเอง)

แล้วใหน้ กั เรียนแต่ละคนร่วมกนั อภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างอสิ ระโดยไม่มกี ารเฉลยวา่ ถูกหรือ
ผิด
ขัน้ ที่ 2 ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาท)ี

1. ครูชกั ชวนนักเรียนอ่านความรใู้ นหนงั สือวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนา้ 48 โดยใชแ้ นวค้าถาม ดงั นี้
1.1 บรเิ วณท่มี ีแสงสวา่ งไมเ่ หมาะสมเป็นอย่างไร (นักเรียนตอบตามสิ่งท่สี ังเกตเหน็ ตาม

ประสบการณ์หรือความร้พู ้นื ฐานของตนเอง เช่น บรเิ วณทม่ี แี สงสลัวหรือแสงสวา่ งจ้า ส้าหรับทา้ กิจกรรมตา่ งๆ)
1.2 การจ้องมองโทรศพั ท์มือถือเปน็ เวลานานๆ อาจจะเกดิ ผลเสียงอย่างบ้าง เพราะเหตใุ ด

(นกั เรยี นตอบตามประสบการณ์หรือความร้พู ้ืนฐานของตนเอง เช่น อาจท้าให้เกิดอาการตาพร่ามัว เพราะจอ
โทรศพั ทม์ ือถือมแี สงสวา่ งจ้า)

1.3 วิธปี ้องกันอนั ตรายทีอ่ าจเกิดกับตาจากการมองวตั ถุในบริเวณที่มแี สงสว่างไมเ่ หมาะสมได้ ท้าได้
อย่างไรบ้าง (นกั เรียนตอบตามประสบการณห์ รอื ความรู้พน้ื ฐานของตนเอง เชน่ ไมจ่ ้องมองจอโทรศัพท์มือถอื

หรือคอมพิวเตอร์เปน็ เวลานาน ไม่มองจอโทรทัศน์ในห้องท่ีปิดไฟมืด และตอ้ งจดั แสงสว่างใหเ้ หมาะสมกับ
ลกั ษณะการท้างาน การใส่แว่นตากันแดดเมือ่ อยกู่ ลางแจง้ )

2. นักเรียนทา้ กจิ กรรมฝกึ ทกั ษะและกิจกรรมทบทวนท้ายหนว่ ยในแบบฝึกวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เล่ม 2
หนา้ 43 – 49
ข้นั ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (40 นาที)

1. นักเรียนร่วมกนั สรุปความรทู้ ไี่ ดจ้ ากการเรยี นในวันน้ี
2. นกั เรยี นแตล่ ะคนเขียนสรปุ สาระสา้ คัญประจา้ เรือ่ ง แสงในชีวิตประจา้ วัน โดยเขียนเป็น
แผนผงั มโนทศั น์ลงในกระดาษ A4
ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
1. นักเรยี นเรียนรู้เพมิ่ เตมิ วา่ แสงสีน้าเงนิ (Blue light) เป็นแสงทม่ี ีอยใู่ นอุปกรณต์ ่างๆท่ีเราใชง้ านใน
ชีวติ ประจ้าวัน เช่น คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์มือถอื แทบ็ เลต็ ซ่งึ เม่อื ใชอ้ ปุ กรณ์เหล่านี้เปน็ เวลานานจะท้าใหต้ า
แหง้ กะพรบิ ตานอ้ ยลง แสบตา มองไม่ชดั ปวดเบ้าตา และอาจท้าใหจ้ อประสาทตาเสือ่ มได้ ซึ่งวธิ ีการป้องกัน
ควรสวมแวน่ ตาทีป่ ้องกันแสงสนี ้าเงิน หรือแสงยูวี หรอื ลดความสวา่ งของหนา้ จออปุ กรณต์ า่ งๆให้มีความสวา่ งท่ี
เหมาะสมหรือพกั สายตาดว้ ยการนอนหรอื มองไปที่ไกลๆเปน็ เวลา 5 นาที
ขั้นท่ี 5 ประเมินผล (Evaluation) (15 นาที)
1. ครูตรวจสอบผลการทา้ แบบทดสอบหลงั เรียน
2. ครูตรวจสอบผลการทา้ กจิ กรรมฝึกทกั ษะและทบทวนทา้ ยหนว่ ยในแบบฝกึ วทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2
3. 4. ครูตรวจสอบผลการสรุปสาระสา้ คัญจากแผนผงั มโนทศั น์

8. สื่อ/แหล่งเรยี นรู้

8.1 หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 5 แสงในชวี ติ ประจ้าวนั
8.2 แบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ป.2 เลม่ 2 หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 แสงในชวี ิตประจ้าวัน

9. ช้นิ งาน/ภาระงาน

8.1 แบบทดสอบหลงั เรียน
8.2 แบบฝกึ หัดกจิ กรรมฝึกทักษะ
8.3 แบบฝึกหัดกิจกรรมทบทวนทา้ ยหน่วย
8.4 แผนผังมโนทศั น์ เร่ือง แสงในชีวติ ประจา้ วัน

10. การวัดและประเมินผล

ประเดน็ การประเมิน วิธกี าร เครอ่ื งมอื เกณฑ์การตัดสนิ

1) อธิบายแนวทางการ สังเกตการตอบค้าถามใน แบบประเมินการตอบ คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดีมาก

ป้องกันอันตรายจากแสง ชั้นเรียนและในใบงาน คา้ ถามในช้ันเรียน คะแนน 7 – 8 หมายถงึ ดี

ทมี่ ีความสว่างไม่ และตรวจใบงาน คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้

เหมาะสมได้ คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรับปรงุ

2) ทกั ษะกระบวนการ สงั เกตทกั ษะกระบวนการ แบบประเมนิ ทักษะ คะแนน 3 หมายถงึ ดี

ทางวิทยาศาสตร์ ทางวทิ ยาศาสตร์ในการ กระบวนการทาง คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

การลงความเหน็ เกย่ี วกับ ทา้ กิจกรรม วิทยาศาสตร์ คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรงุ

การใชแ้ สงสวา่ งท่ี

เหมาะสมใน

ชีวติ ประจา้ วนั ได้

2) สังเกตพฤตกิ รรมการมี สงั เกตด้านคุณลกั ษณะ แบบประเมิน คะแนน 3 หมายถึง ดี

วนิ ัยและใฝ่เรียนรู้ อนั พงึ ประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พงึ คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้

ประสงค์ คะแนน 1 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินการตอบคาถามในช้ันเรียนและตรวจใบงาน
แผนการจัดการเรยี นรู้

รายการประเมิน/ระดับคะแนน รวมคะแนน
(10 คะแนน)
ช่อื – สกลุ การตอบคาถาม การสรปุ ความรู้

ในชัน้ เรียน (6) (4)

เกณฑป์ ระเมนิ

ประเด็น ระดบั คณุ ภาพ น้าหนกั คะแนน
การประเมิน รวม
1.การตอบค้าถาม 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรบั ปรุง)
ในช้นั เรยี น
ตอบคา้ ถามได้ ตอบคา้ ถามได้ ตอบค้าถาม ตอบค้าถามไม่
2. การสรุปความรู้
ถกู ตอ้ งท้ังหมด ถกู ตอ้ งเปน็ สว่ น ถกู ตอ้ งบางส่วน ถกู ตอ้ ง 1.5 6

ใหญ่

สรุปความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้ สรปุ ความรู้

ความเขา้ ใจ ความเข้าใจ ความเข้าใจ ความเขา้ ใจ

เกย่ี วกบั เร่ืองที่ เกี่ยวกับเร่อื งที่ เกย่ี วกบั เรอื่ งท่ี เก่ียวกับเรอ่ื งที่ 1.0 4

ศึกษาได้ ศึกษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ ถูกตอ้ ง ศกึ ษาได้ไม่

ถกู ต้องและ แต่ไม่ครบถว้ น บางสว่ นและไม่ ถูกต้องและไม่

ครบถว้ น ครบถว้ น ครบถว้ น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 9 – 10 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 7 – 8 หมายถึง ดี
คะแนน 5 – 6 หมายถึง พอใช้
คะแนน 0 – 4 หมายถึง ปรบั ปรุง

แบบประเมินด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แผนการจดั การเรียนรู้

ชอ่ื – สกุล รายการประเมิน/ระดับคะแนน ผลการประเมิน
การสังเกต (3)

เกณฑ์ประเมนิ

ทักษะกระบวนการ ระดับความสามารถ
ทางวิทยาศาสตร์
ดี (3) พอใช้ (2) ควรปรับปรุง (1)
การสงั เกต
สามารถใช้ประสาท สามารถใช้ประสาทสมั ผัส สามารถใช้ประสาท
สัมผสั ในการรวบรวม
ข้อมูลเกย่ี วกับส่ิงท่ีท้า ในการรวบรวมขอ้ มลู สมั ผัสในการรวบรวม
ให้เกิดแสงไดด้ ้วย
ตนเอง เกย่ี วกับสิง่ ท่ที ้าให้เกิด ข้อมูลเกยี่ วกบั สิง่ ท่ีทา้

แสงได้ โดยการชี้แนะของ ให้เกดิ แสงไดบ้ างอยา่ ง

ครหู รือผู้อน่ื แมไ้ ด้รบั คา้ แนะน้าจาก

ครูหรือผู้อื่น

เกณฑ์การตัดสนิ
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถงึ พอใช้
คะแนน 1 หมายถึง ปรับปรุง

แบบประเมินด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
แผนการจัดการเรียนรู้

ท่ี ลักษณะ/พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ระดับพฤติกรรม
เกดิ = 1 ไมเ่ กิด = 0
1 มวี ินยั
2 ใฝเ่ รียนรู้

รวมคะแนนทีไ่ ด้ท้งั หมด

เกณฑ์การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์

มากกว่า 80 % ได้ 3 คะแนน
50 % - 79 % ได้ 2 คะแนน
ต้่ากว่า 50 % ได้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน 3 หมายถึง ดี
คะแนน 2 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1 หมายถงึ ปรับปรงุ

แบบทดสอบหลังเรยี น

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5

คาช้แี จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว

1. เราสามารถมองเหน็ วตั ถไุ ด้เพราะเหตุใด 6. แหล่งกา้ เนดิ แสงในขอ้ ใดเปน็ แหลง่ ก้าเนดิ แสง
ก. แสงจากวัตถุสะท้อนมาสตู่ าเรา จากธรรมชาติ
ข. ตาเรามแี สงจึงมองเหน็ วตั ถุได้ ก. หลอดไฟ

ค. แสงมากระทบทีต่ าเราจงึ มองเห็นวัตถุ ข. ไฟฉาย
2. ใครปฏิบัติตนไดเ้ หมาะสมในการทา้ กจิ กรรมต่าง ๆ ค. ดวงอาทิตย์

ก. คุณพ่อสวมแว่นตากนั แดดในขณะท่อี ยู่ที่ 7. ขอ้ ใดเปน็ ลักษณะการเคลอ่ื นที่ของแสง
แสงแดดจา้ มาก ก. เปน็ วงกลม
ข. เป็นเส้นตรง
ข. คุณตาอา่ นหนังสอื พิมพ์ในหอ้ งท่ีมีแสงสลัว ๆ
ค. เปน็ เส้นโค้ง
ค. คุณลงุ ปดิ ไฟให้มืดกอ่ นเปิดทีวีดู 8. แหล่งกา้ เนดิ แสงใดเปน็ แหลง่ ก้าเนดิ แสงทีม่ นุษย์
3. ขอ้ ใดไมใ่ ชแ่ หลง่ กา้ เนดิ แสงจากธรรมชาติ
สร้างข้ึน
ก. ดวงอาทติ ย์ ก. หิ่งหอ้ ย
ข. ดวงจันทร์ ข. กองไฟ
ค. ดาวฤกษ์
ค. ดาวฤกษ์
4. แสงจากดวงอาทิตย์ประกอบไปด้วยแสงสีต่าง ๆ 9. แสงเดนิ ทางจากดวงอาทิตย์มายงั โลกใชเ้ วลานาน
กสี่ ี
เท่าใด
ก. 5 สี ก. 8 วนิ าที
ข. 6 สี ข. 8 นาที
ค. 7 สี
ค. 8 ชัว่ โมง
5. แสงสีใดไมไ่ ด้เปน็ สว่ นประกอบของแสงจาก 10. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถกู ต้องเก่ยี วกับแสง
ดวงอาทติ ย์
ก. แสงเคล่ือนท่ีเป็นแนวตรง
ก. ม่วง ข. เคล่ือนทผ่ี ่านวัตถไุ ดท้ ุกชนิด
ข. ชมพู ค. เคล่อื นท่จี ากแหล่งกา้ เนิดแสงทกุ ทศิ ทาง
ค. แดง

เฉลย 1. ก 2. ก 3. ข 4. ค 5. ข 6. ค 7. ข 8. ข 9. ข 10. ข

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 8

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 12101

รายวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 5 ดนิ ในทอ้ งถ่นิ ของเรา ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2

เรื่อง สว่ นประกอบของดนิ เวลา 1 ชั่วโมง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….....

1. มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้วี ัด

มาตรฐาน ว 3.2

เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณพี บิ ตั ภิ ยั กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก

รวมท้งั ผลตอ่ สิ่งมีชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม
ตัวชี้วัด
ป. 2/1 ระบสุ ว่ นประกอบของดินและจา้ แนกชนิดของดิน โดยใชล้ ักษณะเน้อื ดินและการจบั ตัวเปน็

เกณฑ์

2. สาระสาคัญ
ดินเปน็ ทรัพยากรธรรมชาติ ซง่ึ ประกอบด้วย เศษหิน ซากพชื ซากสัตว์ผสมอยูใ่ นเนือ้ ดินมีอากาศ

และนา้ แทรกอยู่ตามช่องว่างในเน้ือดิน ดินจ้าแนกเป็น ดินร่วน ดินเหนียว และดินทราย ตามลักษณะเน้ือดิน

และการจับตัวของดินซ่ึงมีผลต่อการอุ้มน้าท่ีแตกต่างกันเราจึงสามารถน้าดินแต่ละชนิดไปใช้ประโยชน์ได้
แตกตา่ งกนั

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
3.1 ความรู้
นกั เรียนสามารถอธิบายสว่ นประกอบของดินได้
3.2 ทกั ษะ

นักเรยี นมที ักษะในการสังเกตส่วนประกอบของดนิ ได้
3.3 คณุ ลักษณะ

1. นักเรียนมีวนิ ัย

2. นกั เรียนใฝเ่ รียนรู้

4. สาระการเรียนรู้
ดิน ประกอบดว้ ย เศษหิน ซากพืชซากสัตว์ผสมอยู่ในเนอื้ ดิน มอี ากาศและนา้ แทรกอยูต่ ามชอ่ งว่าง

ในเนอ้ื ดนิ ดินจ้าแนกเปน็ ดนิ รว่ น ดินเหนยี ว และดนิ ทราย ตามลกั ษณะเนอ้ื ดนิ และการจับตวั ของดิน ซึง่ มีผล
ตอ่ การอ้มุ น้าทแี่ ตกต่างกนั


Click to View FlipBook Version