สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๓๓ : เสด็จทรงเยี่ยมร�ษฎรที่ม�เฝ้�รับเสด็จ ณ ที่ว่�ก�รอำ�เภอพิม�ย
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.facebook.com/korat.in.the.past/
posts/1509247139144046/
ภ�พประกอบ ๓๔ : ทรงมีพระร�ชปฏิสันถ�รกับร�ษฎรที่ม�เฝ้�รับเสด็จ
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.facebook.com/korat.in.the.past/
posts/1509247139144046/
33
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
วันพฤหัสบดีที่ ๓ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ ล้นเกล้�ทั้งสองพระองค์เสด็จประทับแรม
ณ ค่�ยสุรน�รีและวันศุกร์ที่ ๔ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ เสด็จจ�กที่ประทับแรม ณ ค่�ยสุรน�รี
เสด็จไปยังอำ�เภอโนนไทย ระหว่�งเสด็จโดยรถพระที่นั่ง มีประช�ชนจำ�นวนม�กม�เก�ะยึดรถ
ั
้
์
พระที่นั่งและส่งเสียงโห่ร้องทรงพระเจริญตลอดท�งเป็นระยะ ทงสองพระองคทรงมพระร�ช
ี
ปฏิสันถ�รทรงโบกพระหัตถ์ให้กับผู้ม�เข้�เฝ้�รับเสด็จจำ�นวนม�ก ในช่วงระยะท�งและเวล�
ที่เสด็จไปยังอำ�เภอโนนไทยนั้น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับวันที่ ๒๑ ตุล�คม ๒๕๕๙
ร�ยง�นเมื่อวันที่ ๒๑ ตุล�คม ๒๕๕๙ ว่� ช่วงต้นเดือนพฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ ขณะที่พระบ�ท
สมเด็จพระบรมชนก�ธิเบศร มห�ภูมิพลอดุลยเดชมห�ร�ช บรมน�ถบพิตร และสมเด็จ
พระน�งเจ้�สิริกิติ์ พระบรมร�ชินีน�ถ พระบรมร�ชชนนีพันปีหลวง เสด็จไปยังจังหวัดชัยภูมิ
ทั้งสองพระองค์ทรงรับสั่งให้หยุดรถพระที่นั่งบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๓๙๑ ตำ�บลโนนไทย
อำ�เภอโนนไทย จังหวัดนครร�ชสีม� และเสด็จพระร�ชดำ�เนินลงไปทอดพระเนตรดอกไม้ป่�
ชนิดหนึ่ง ซึ่งช�วบ้�นเรียกว่� ดอกไก่โอก เป็นพันธุ์ไม้เลื้อยชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ต�มข้�งท�ง ทั้งสองพระองค์
ทรงทอดพระเนตรอย่�งใกล้ชิด และทรงถ่�ยภ�พคู่กับดอกไม้ดังกล่�ว หลังจ�กนั้นสมเดจ
็
พระน�งเจ้�สิริกิติ์ พระบรมร�ชินีน�ถ สมเด็จพระบรมร�ชชนนีพันปีหลวง ทรงเก็บดอกไม้นั้น
ม�ประดับที่ฉลองพระองค์ และทรงเก็บไว้จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อเสด็จถึงสถ�นีรถไฟ
อำ�เภอบัวใหญ่ จังหวัดนครร�ชสีม� ต�มร�ยง�นข่�วของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับดังกล่�ว
น�ยวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�จึงสั่งให้คนค้นห�ดอกไม้ป่�พันธุ์
ดังกล่�ว และเตรียมยกให้เป็นดอกไม้ประจำ�อำ�เภอโนนไทย หลังจ�กค้นพบดอกไม้ชนิดนี้
บริเวณป่�รกร้�งใกล้บ้�นของน�ยประหยัด ญ�ติสันเทียะ อ�ยุ ๗๒ ปี ซึ่งปัจจุบันขณะที่
เขียนบทคว�มนี้ อ�ยุประม�ณ ๗๗ หรือ ๗๘ ปี น�ยประหยัดเป็นช�วบ้�นโนนน�ดอน
หมู่ที่ ๒ ตำ�บลโนนไทย อำ�เภอโนนไทย จังหวัดนครร�ชสีม� ซึ่งได้ร่วมกับช�วบ้�น
ได้ขุดต้นไม้ชนิดนี้ใส่กระสอบนำ�ไปเก็บไว้ที่เทศบ�ลตำ�บลโนนไทยพร้อมที่จะขย�ยพันธุ ์
เพื่อนำ�ไปปลูกไว้ต�มสถ�นที่ต่�ง ๆ ทั่วอำ�เภอโนนไทยต่อไป
34
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๓๕ : ดอกไก่โอก เป็นดอกไม้ป่�ชนิดหนึ่ง ปัจจุบันถือว่�เป็นดอกไม้
ประจำ�อำ�เภอโนนไทย
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.thairath.co.th/content/760691
ภ�พประกอบ ๓๖ : สมเด็จพระน�งเจ้�ฯ พระบรมร�ชินีน�ถ ทรงฉ�ยพระรูปคู่กับดอกไก่โอก
ดอกไม้ป่�ระหว่�งท�งเสด็จเยี่ยมร�ษฎรที่อำ�เภอโนนไทย
จังหวัดนครร�ชสีม�และจะเสด็จต่อไปยังจังหวัดชัยภูมิ
เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.facebook.com/korat.in.the.past/
posts/1509247139144046/
35
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
หลังจ�กทรงหยุดพักระหว่�งท�งแล้ว ได้เสด็จต่อไปจนถึงอำ�เภอโนนไทย ณ ที่ว่�ก�รอำ�เภอ
โนนไทย ร.ท.ชิด สุโกสี น�ยอำ�เภอโนนไทย เข้�เฝ้� กร�บบังคับทูลเชิญทั้งสองพระองค์เสด็จ
ประทับบนที่ว่�ก�รอำ�เภอ ซึ่งน�ยอำ�เภอกร�บทูลร�ยง�นว่� จะมีร�ษฎรจำ�นวนม�กจะนำ�
สิ่งของม�ทูลถว�ยบนที่ว่�ก�รอำ�เภอ แต่พระบ�ทสมเด็จพระเจ้�อยู่หัว ไม่มีพระร�ชประสงค์
เช่นนั้น จึงทรงรับสั่งว่�
“ฉันจะลงไปห�ร�ษฎรเอง ไม่ต้องให้ร�ษฎรขึ้นม�หรอก ให้เข�อยู่นั่นแหละ”
แล้วเสด็จลงจ�กที่ว่�ก�รอำ�เภอ ไปทรงเยี่ยมร�ษฎรอย่�งไม่ทรงถือพระองค์
้
พระองค์ทรงห่วงใยร�ษฎรเรื่องก�รทำ�น�และเรื่องนำ�เป็นอย่�งยิ่ง ซึ่งจะเห็นว่�จ�กอดีต
้
ที่ผ่�นม�พระองค์ทรงห่วงเรื่องก�รทำ�น� เรื่องนำ� ซึ่งกลับกล�ยม�เป็นโครงก�รที่เกี่ยวกับ
พระร�ชดำ�ริจำ�นวนม�กม�ยหล�ยโครงก�รตลอดรัชสมัยของพระองค์ อนึ่งขณะที่เสด็จลงจ�ก
ที่ว่�ก�รอำ�เภอโนนไทย สมเด็จพระน�งเจ้�สิริกิติ์ พระบรมร�ชินีน�ถทรงมีรับสั่งกับหญิงชร�
ที่ม�เข้�เฝ้�ว่�
“ม�รอน�นแล้วหรือจ๊ะ ฉันม�ช้�ไป เพร�ะร�ษฎรม�กเหลือเกิน ต้องแวะเยี่ยมเข�
ตลอดท�ง”
หลังจ�กทรงเยี่ยม ทรงปฏิสันถ�รกับร�ษฎรที่อำ�เภอโนนไทยสมควรแก่เวล�แล้ว
ได้เสด็จไปยังจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเสด็จผ่�นบ้�นหนองบัวโคก อำ�เภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
ซึ่งมีน�ยสวัสดิ์วงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดชัยภูมิและน�ยสันทัด บุญประคอง น�ยอำ�เภอ
ด่�นขุนทด และพสกนิกรได้เข้�เฝ้�ทูลละอองพระบ�ทเป็นจำ�นวนม�ก ต�มข่�วร�ยง�น
ว่� เมื่อเสด็จถึงบ้�นหนองบัวโคก รถยนต์พระที่นั่งย�งแตก จึงต้องเปลี่ยนรถพระที่นั่งสำ�รอง
จนกระทั่งเวล� ๑๒.๓๐ น. รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนถึงซุ้มประตูรับเสด็จตรงสี่แยกสุขศ�ล�
เทศบ�ลเมืองชัยภูมิ รถยนต์พระที่นั่งเลี้ยวเข้�สู่จวนผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดชัยภูมิ ณ จังหวัด
ชัยภูมิได้เสด็จประทับยังมุขหน้�ศ�ล�กล�งจังหวัด โดยมีน�ยสวัสดิ์วงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่�ร�ชก�ร
จังหวัดชัยภูมิกร�บบังคมทูลร�ยง�นคว�มเป็นอยู่ของช�วจังหวัดชัยภูมิ และทรงมีพระร�ช
ดำ�รัสตอบมีใจคว�มสำ�คัญว่�เพื่อต้องก�รทร�บคว�มทุกข์สุขของร�ษฎรและพระร�ชท�น
้
กำ�ลังใจให้ทุกคนตั้งหน้�ตั้งต�ทำ�ง�นและประกอบอ�ชีพขอให้สู้ภัยเรื่องนำ� รวมทั้งทรง
อวยพรให้พสกนิกร ขอให้มีคว�มอุดมสมบูรณ์ ขอให้ทุกคนมีม�นะในก�รประกอบอ�ชีพ
หลังจ�กนั้นได้ทรงเยี่ยมร�ษฎรอย่�งครบถ้วนและเสด็จกลับที่ประทับ
36
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
วันเส�ร์ที่ ๕ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ เวล� ๑๐.๓๐ น. เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งออกจ�กที ่
ประทับแรมผ่�นพสกนิกรซึ่งได้ม�เฝ้�จำ�นวนม�ก ขณะที่เสด็จได้มีพระสงฆ์เจริญชัยมงคล
กถ� ถว�ยพระพร และประช�ชนจำ�นวนม�กได้ถว�ยพระพร เปล่งเสียงไชโย ขบวนรถยนต์
พระที่นั่งผ่�นกิ่งอำ�เภอคอนสวรรค์ และเสด็จไปยังอำ�เภอบัวใหญ่ จังหวัดนครร�ชสีม� ต่อไปยัง
อำ�เภอเมืองพล จังหวัดขอนแก่น โดยมีพลตรีแส น้อยเศรษฐ ผู้ว่�ร�ชก�รภ�ค ๓ ต�มเสด็จ
โดยขบวนรถไฟ และมีพลเอกจรูญ เสรีเริงฤทธิ์ ผู้ว่�ก�รรถไฟ และเจ้�หน้�ที่ชั้นผู้ใหญ่จำ�นวน
หล�ยน�ยได้ติดต�มถว�ยคว�มสะดวกในก�รเสด็จโดยท�งรถไฟ จนกระทั่งเวล� ๑๒.๔๔ น.
ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงอำ�เภอพล จังหวัดขอนแก่น ในก�รนี้ พันตำ�รวจเอก หลวงศุภกิจวิเลขก�ร
ผู้ว่�ร�ชก�รภ�ค ๔ และพันตำ�รวจเอกบุณณะ ต�ละลักษณ์ ผู้บังคับก�รตำ�รวจภูธรภ�ค ๔
เฝ้�ทูลละอองพระบ�ท มีร้อยตำ�รวจเอกแถว พรหมประก�ย ณ นครพนม น�ยอำ�เภอพล
จังหวัดขอนแก่นเข้�เฝ้�ทูลละอองพระบ�ท รวมทั้งมีพสกนิกรจำ�นวนม�ก เฝ้�รับเสด็จและชม
พระบ�รมีอย่�งม�กม�ย รวมทั้งมีพระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลค�ถ�
สรุป
สถ�บันพระมห�กษัตริย์ถือกำ�เนิดม�พร้อมกับก�รถือกำ�เนิดชนช�ติไทย
ห�กพิจ�รณ�จ�กพระมห�กษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงครองร�ชย์สมัยกรุงสุโขทัยเป็นร�ชธ�นี
โดยถือว่�เป็นปฐมร�ชธ�นีแห่งร�ชอ�ณ�จักรไทยแล้ว กรุงสุโขทัยมีสมเด็จพระศรีอินทร�ทิตย์
หรือพ่อขุนบ�งกล�งห�ว เป็นปฐมกษัตริย์แห่งร�ชอ�ณ�จักรไทย เสด็จพระร�ชสมภพ
เมื่อพุทธศักร�ช ๑๗๔๐ และเสด็จครองร�ชย์เมื่อพุทธศักร�ช ๑๗๙๒ และร�ชอ�ณ�จักรไทย
มีสถ�บันพระมห�กษัตริย์ ห�กนับเนื่องม�จนถึงปัจจุบันมีก�รปกครองแบบสมบูรณ�ญ�
สิทธิร�ชย์และมีก�รปกครองแบบประช�ธิปไตยอันมีพระมห�กษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
นับเป็นเวล� ๗๗๑ ปี อันเป็นระยะเวล�ที่ย�วน�นม�ก
พระมห�กษัตริย์พระองค์หนึ่งซึ่งห�กลำ�ดับจ�กกรุงสุโขทัยเป็นต้นม� ก็จะเป็นลำ�ดับ
ที่ ๕๒ และเป็นลำ�ดับที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ได้เสด็จทรงเยี่ยมพสกนิกรจังหวัด
นครร�ชสีม� เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒-๔ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ หลังจ�กนั้นได้เสด็จทรงเยี่ยม
พสกนิกรในภ�คตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ ๕-๒๐ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘ นับเป็นระยะ
เวล�ที่เสด็จน�นม�ก ก�รที่พระมห�กษัตริย์เมื่อเริ่มแรกทรงครองร�ชย์ย่อมจะมีพระร�ช
ประเพณีทรงเยี่ยมร�ษฎรเพื่อเป็นก�รพบปะ ดูแลอ�ณ�ประช�ร�ษฎร์ ไพร่ฟ้�ประช�ชน
37
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
เพื่อให้เกิดขวัญกำ�ลังใจ โดยที่มีสถ�บันพระมห�กษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นที่ยึดเหนี่ยว
นำ�ไปสู่ก�รเป็นพลเมืองที่ดีก่อให้เกิดคว�มสงบร่มเย็น อันเป็นที่ปร�รถน�ของสังคมเป็นที่สุด
สังคมไทยซึ่งผูกพันกับสถ�บันพระมห�กษัตริย์จึงยึดถือว่�เมื่อพระมห�กษัตริย์ทรงเสด็จย่�ง
เหยียบแผ่นดินอันเป็นบ้�นเกิดเมืองนอนของเข�ย่อมถือว่�เป็นมงคลสูงสุด ฉะนั้นรัฐธรรมนูญ
แห่งร�ชอ�ณ�จักรไทยทุกฉบับจึงมีก�รตร�เป็นกฎหม�ยสูงสุด ซึ่งนอกจ�กจะตร�ไว้เป็นหมวด
๑ ม�ตร� ๑ ว่�ประเทศไทยเป็นร�ชอ�ณ�จักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และตร�ไว้
็
เปนม�ตร� ๒ ว่�ประเทศไทยมีก�รปกครองระบอบประช�ธิปไตยอันมีพระมห�กษัตริย์ทรง
เป็นประมุข นอกจ�กนั้นยังตร�ไว้ในหมวด ๒ ม�ตร� ๖ ว่�องค์พระมห�กษัตริย์ทรงดำ�รงอยู่
ในฐ�นะอันเป็นที่เค�รพสักก�ระ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่�วห� หรือฟ้องร้องพระมห�
์
ิ
ั
ิ
กษตรยในท�งใด ๆ มได ซึ่งแสดงให้เห็นว่�วัฒนธรรมไทยได้ยึดมั่นในคว�มเป็นชนช�ติไทย
้
อันมีศ�สน�พุทธเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและมีสถ�บันพระมห�กษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจ
ก่อให้เกิดคว�มมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตลอดก�ลตลอดไป
ร�ยก�รอ้�งอิง
ร�ชบัณฑิตยสถ�น. (๒๕๕๖). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔.
กรุงเทพ ฯ : อรุณก�รพิมพ์
ธีระพงษ์ โสด�ศรี. (2549). วารสารกรมประชาสัมพันธ์ ๑๑ (๑๒๔-๑๒๖) เมษ�ยน-
มิถุน�ยน ๒๕๔๙
ฝ่�ยภ�พยนตร์ส่วนพระองค์ สำ�นักพระร�ชวัง. (๒๕๖๓). ข่าวการเสด็จพระราชดำาเนินเยี่ยม
ราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒-๒๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๘.
กรุงเทพ ฯ : ฝ่�ยภ�พยนตร์ส่วนพระองค์ สำ�นักพระร�ชวัง สืบค้นเมื่อวันที่
๒ พฤศจิก�ยน ๒๕๖๓
หนังสือพิมพ์ส�รเสรี. ข่าวเสด็จโคราช. ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๓๕๗ (๓ พฤศจิก�ยน ๒๔๙๘)
38
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ช�วบน
อ�จ�รย์ ดร.ม�นะ สินธุวงษ�นนท์
คณะศึกษ�ศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุล
E-mail : [email protected]
บทนำ�
ั
ั
ี
ื
จงหวดนครร�ชสม� หรอ “โคร�ช” เป็นจังหวัดใหญ่มีประช�กรม�กเป็นอันดับสอง
ของประเทศรองจ�กกรุงเทพมห�นคร และม�กเป็นอันดับหนึ่งของภ�คตะวันออกเฉียงเหนือ
ิ
ื
ั
ุ
มีประช�กรอ�ศัยอยู่หล�กหล�ยเชื้อช�ติ หรอหล�ยช�ตพนธ ซึ่งกลุ่มช�ติพันธุ์ในจังหวัด
์
นครร�ชสีม�ที่มีจำ�นวนประช�กรม�กมีสองกลุ่มช�ติพันธุ์คือ “กลุ่มไทย” หรือเรียก
อีกอย่�งว่� “ไทโคร�ช” ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ใหญ่ที่สุดใช้ภ�ษ�คล้�ยคนไทยภ�คกล�งเพียงแต่เสียง
วรรณยุกต์เพี้ยนไปบ้�ง และมีคำ�ศัพท์สำ�นวนบ�งอย่�งที่มีลักษณะเป็นของตนเอง กลุ่มที่สอง
คือกลุ่ม “ช�วล�ว” (อยู่ตอนบนและด้�นตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด) อพยพเข้�ม�สมัย
สงคร�มปร�บปร�มเมืองเวียงจันทน์ในสมัยกรุงธนบุรี และสมัยปร�บเจ้�อนุวงศ์ในรัชก�ลที่ ๓
และมีก�รอพยพเข้�ม�โดยสมัครใจเพิ่มขึ้นในระยะหลัง และมีชนกลุ่มน้อยอีกหล�ยกลุ่มได้แก่
มอญ กุย (หรือส่วย) จีน ไทยวน ญวน แขก และช�วบน ซึ่งช�วบนหรือญัฮกุร มีชื่อเรียกอย่�งอื่น
คือ ละว้� ช�วดง คนดง (www.koratcolla.com>korat)
ภ�พประกอบ ๓๗ : ลักษณะของบ้�นช�วบน
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.google.com/search?q
39
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ประวัติคว�มเป็นม�
ช�วบน หรือ ช�ว “ญัฮกุร” หรือ “เนียะกุล” หรือ “ญัฮกุล”
ญัฮกุร (Nyah-Kur) (อ่�นว่� ยัก-กุน, ยัก-กุ้ร) แปลว่� คนภูเข�
ญัฮ แปลว่� “คน” กุร แปลว่� “ภูเข�”(th.wikipedia.org./wiki/ญัฮกุร)
ช�วบนคนท้องถิ่นโคร�ชเรียกว่�ชะบนเป็นชนกลุ่มน้อยที่อ�ศัยอยู่ต�มไหล่เข�
ู
ั
้
ั
ั
หรอเนนเตย ๆ แถบบริเวณด้�นในของริมที่ร�บสูงโคร�ชจังหวัดนครร�ชสีม� จงหวดชยภม ิ
ี
ิ
ื
้
และจังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณที่มีอ�ณ�เขตติดต่อกับจังหวัดชัยภูมิแถบแม่นำ�ป่�สักอย่�งน้อย
อยู่ส�มชั่วอ�ยุคน ในอดีตที่ผ่�นม�มักมีก�รย้�ยถิ่นที่อยู่ในบริเวณดังกล่�ว ปัจจุบันจะมี
ก�รตั้งหลักแหล่งแน่นอน แต่ก็ยังมีก�รไปม�ห�สู่เยี่ยมเยือนและก�รนับเครือญ�ติในหมู่ช�วญัฮกุร
หรอช�วบน ในบริเวณส�มจังหวัดดังกล่�ว ปัจจุบันช�วบนอ�ศัยอยู่หน�แน่นในเขตอำ�เภอ
ื
้
เทพสถิต ที่บ้�นนำ�ล�ด ตำ�บลน�ย�งกลักในเขตอำ�เภอบ้�นเขว้� ที่บ้�นวังกำ�แพง
้
อำ�เภอหนองบัวระเหว ที่บ้�นท่�โป่ง บ้�นห้วยแย้ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ที่บ้�นนำ�เล�
บ้�นห้วยไคร้ อำ�เภอเมือง
ส่วนในจังหวัดนครร�ชสีม�พบว่�อ�ศัยอยู่ในบ้�นกล�ง บ้�นพระบึง บ้�นวังตะเคียน
บ้�นตะขบ อำ�เภอปักธงชัย บ้�นม�บกร�ด ตำ�บลโคกกระช�ย บ้�นตลิ่งชัน ตำ�บลจระเข้หิน
อำ�เภอครบุรี บ้�นไทรย้อยพัฒน� อำ�เภอหนองบุญม�ก (อพยพจ�กบ้�นไทรย้อย ตำ�บลจระเข้หิน
้
อำ�เภอครบุรีเพร�ะนำ�เหนือเขื่อนลำ�มูลบนท่วมหมู่บ้�นเดิม) (https://th.m.wikipedia.
org>wiki), www.sac.or.th>ethnic-groups) เดิมทีเป็นพร�นป่�เร่ร่อนในเขตป่�ดงใกล้กับ
เชิงเข�พนมดงรักซึ่งอยู่ใกล้กับรอยต่อของโคร�ชและจังหวัดปร�จีนบุรี (พิพัฒน์
กระแจะจันทร์,๒๕๖๓)
ในปี พ.ศ.๒๔๖๑ อีริคไซเดนฟ�เดน (Erik Seidenfaden) (https://www.sac.
or.th) ได้ทำ�ก�รสำ�รวจเขตจังหวัดนครร�ชสีม� คนภ�ยนอกเรียกญัฮกุรว่� “ช�วบน” แต่ช�ว
ญัฮกุรเรียกตนเองว่� “Nia-kuol” (เนียะกุล) ซึ่ง “เนียะ” แปลว่�คน “กุล” แปลว่�ภูเข�
ต่อม�ในปี พ.ศ.๒๔๖๒ อีริค ไซเดนฟ�เดน (Erik Seidenfaden) ได้ไปสำ�รวจที่
ชัยภูมิพบว่�ช�วบนที่ท�งก�รเรียกว่� “ละว้�” (Lava)
ปี พ.ศ.๒๔๖๔ พระเพ็ชร์บูรณ์บุรี ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดได้อธิบ�ยว่� คนท้องถิ่นเรียก
ช�วบนว่� “ละว�” (คำ�ว่� “ว�” ไม่มีไม้โท)
40
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
พ.ศ.๒๕๔๙ สุวิไล เปรมศรีรัตน์ (๒๕๔๙) ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “ญัฮกุร
มอญโบร�ณแห่งเทพสถิต” ส�เหตุที่เรียกว่�มอญโบร�ณนั้น เป็นเพร�ะภ�ษ�ของ “ญัฮกุร” หรือ
ช�วบน มีคว�มใกล้เคียงกันม�กกับภ�ษ�มอญโบร�ณในสมัยทว�รวดี จ�กก�รศึกษ�ของ
ั
ื
นกภ�ษ�ศ�สตรชอ เจอร�ร์ด ดิฟโฟลธ (Gérard Diffloth) ในหนังสือชื่อ “Dvaravati Old
่
์
Mon Language and Nyah Kur” (ศูนย์มนุษวิทย�สิรินธร,๒๕๖๓)
ภ�พประกอบ ๓๘ : ก�รพบปะสังสรรค์ช�วบน
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.google.com/search?
ลักษณะรูปร่�ง
ช�วบน หรือ ญัฮกุร มีผิวค่อนข้�งดำ�ต�โตกว่�คนไทย แต่ไม่ต่�งจ�กคนไทยม�กนัก
รูปร่�งสูงป�นกล�ง
ผู้หญิงจะหน้�ต�ดี ก�รแต่งก�ยแบบดั้งเดิมคือ ผู้หญิงจะมีเครื่องแต่งก�ยที่มี
ลักษณะเฉพ�ะของตนเอง เรียกว่� “พอกซิ่ง” ผู้หญิงจะสวมเสื้อเก๊�ะ และนุ่งผ้�นุ่งมีช�ยผ้�ใหญ่
สวมสร้อยเงิน และเจ�ะใบหูกว้�งเพื่อสวมตุ้มหูใหญ่เรียก “กะจอน” ทำ�ด้วยไม้มีกระจก
ติดข้�งหน้� ไว้ผมย�วเกล้�มวย ส่วนผู้ช�ยนุ่งผ้�โสร่งต�หม�กรุก วิธีก�รนุ่งแบบเหน็บธรรมด�
ภ�พประกอบ ๓๙ : กิจกรรมของบ้�นช�วบน
้
ู
แหลงขอมลภ�พ : https://www.google.com/
่
search?q=%E0%B8% A7%E0%B8%B1
%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%
41
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�ษ�
ภ�ษ�ของช�วบนหรือญัฮกุรจัดอย่ในตระกูลออสโตรเอเซียติกส�ข�มอญ-เขมร
ู
ส�ข�ย่อยโมนิก มีคว�มใกล้เคียงกับภ�ษ�มอญโบร�ณ และภ�ษ�มอญปัจจุบันม�กกว่�ภ�ษ�
เขมร เจอร�ร์ดดิฟโฟรธ (Gerard Diffloth) (www.sac.or.th>ethnic-groups, ๒๕๖๓)
ู
ี
ี
ได้ทำ�ก�รศึกษ�ภ�ษ�ของช�วญัฮกุรท่ปร�กฏอย่ในจ�รึกสมัยทว�รวดีท่ค้นพบในประเทศไทย
เนื่องจ�กเชื่อกันว่�ภ�ษ�มอญโบร�ณเป็นภ�ษ�กล�งของคนยุคทว�รวดี เมื่อประม�ณ
๒,๐๐๐ ปีม�แล้ว จึงทำ�ให้เชื่อได้ว่�ช�วบนหรือญัฮกุรน่�จะเป็นลูกหล�นของคนมอญ
สมัยทว�รวดีที่ยังหลงเหลืออยู่
ภ�ษ�ช�วบนหรือญัฮกุรมีลักษณะของภ�ษ�กลุ่มมอญ-เขมรชัดเจน ทั้งพยัญชนะต้น
่
้
้
และพยัญชนะสะกดและลักษณะนำ�เสียงมี ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะนำ�เสียงทุ้มตำ� (เสียงก้อง
้
ี
มลม) และลักษณะนำ�หนักเสียงปกติและเสียงสูง ในปัจจุบันช�วบนถูกกลืนด้วยวัฒนธรรม
่
ั
่
้
ู
ประเพณีของท้องถ่นอีส�นอย�งรวดเร็วมีเพียงบ�งหม่บ�นเพียงบ�งคนเท�น้นท่พูดภ�ษ�ของ
ิ
ี
็
ื
ตนเองได คนรุ่นใหม่จะพูดภ�ษ�ท้องถิ่นรอบข้�งที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ประก�รหนงกคอภ�ษ�
่
้
ึ
ของช�วบนหรือญัฮกุรไม่มีระบบก�รเขียนจึงเป็นส�เหตุที่ทำ�ให้ภ�ษ�ช�วบนหรือญัฮกุร
ถูกกลืนได้อย่�งรวดเร็ว ปัจจุบันช�วบนหรือญัฮกุรพูดภ�ษ�ของตนเองได้เฉพ�ะคนที่มีอ�ยุ
ิ
เกน ๖๐ ปีขึ้นไปเท่�นั้นที่ยังพูดได้อยู่ ส่วนคนรุ่นใหม่จะใช้ภ�ษ�ไทยโคร�ชเช่นเดียวกันกับ
ช�วมอญที่อ�ศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน (https://th.m.wikipedia.org>wiki,https://sites.
com>๖-๕yah-kur)
ภ�พประกอบ ๔๐ : ก�รรับประท�นอ�ห�รของช�วบน
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0
%B8%B1%E0%B8% 92%E0%B8%99%E0%B
42
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
วิถีชีวิต
ื
ช�วบนตั้งบ้�นเรือนอยู่กันเป็นกลุ่ม มีบ�งพวกอพยพหนีเข้�ไปในป่�ลึก หรอบน
้
ั
ภูเข�สูงขึ้นไปใช้แสงไฟจ�กตะเกียงเป็นส่วนใหญ่ อ�ศยแหลงนำ�ต�มธรรมช�ติ ฤดูแล้งจะใช้
่
้
นำ�ซับซึ่งมีตลอดปี ช�วบนมีองค์คว�มรู้เกี่ยวกับป่� สัตว์ป่�และพันธุ์พืชพื้นบ้�นสมุนไพร
้
้
ู
ำ
่
่
็
ี
่
่
ี
มอ�ชพท�ไร ปลกข�วต�มไหลเข� ใช้วิธีก�รปลูกแบบขุดหลุมที่เรียกว่� “ข�วไร” ตอนเกบเกยว
ี
ใช้มือรูดเมล็ดข้�วออกจ�กรวงใส่กระบุงแทนก�รเกี่ยวข้�ว นอกจ�กปลูกข้�วแล้วยังปลูก
ข้�วโพด กล้วย ละหุ่ง มันสำ�ปะหลัง มะเขือ พริก เป็นต้น มีก�รเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว คว�ย หมู
้
เป็ดไก่ และห�ของป่� เช่น หน่อไม้ เห็ด ผักหว�น นำ�ผึ้ง กบ เขียด และมีคว�มส�ม�รถในก�ร
จักส�นโดยเฉพ�ะก�รส�นเสื่อ
ภ�พประกอบ ๔๑ : ประเพณีของช�วบน
แหล่งข้อมูลภ�พ : https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%
E0%B8%92% E0%B8%99%E0%
ศ�สน�คว�มเชื่อและประเพณี
ช�วบนนับถือศ�สน�พุทธ มีคว�มเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญ�ณ มีก�รฟ้อนรำ�ผีฟ้� ซึ่งมัก
จัดเป็นประเพณีในเดือน ๕ (ประม�ณเดือนเมษ�ยน) เป็นลักษณะเซ่นบวงสรวงต่อผีฟ้� พญ�แถน
หรือเทวด� ที่สถิตอยู่บนท้องฟ้� เพื่อคว�มเป็นสิริมงคล อัญเชิญม�เข้�ร่�งทรงให้ ลงม�
ี
้
่
ช่วยปัดเป�ทุกข์โศกโรคภัยแก่ช�วบ�นท่ม�ชุมนุมร่วมพิธีและรักษ�อ�ก�รเจ็บป่วยของผ้ป่วย
ู
ได้ต�มคว�มเชื่อของช�วบน พิธีกรรม ผู้ฟ้อนผีฟ้�จะมีทั้งช�ย-หญิงเป็นผู้สูงอ�ยุแต่งก�ยด้วย
ชุดพื้นเมืองแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๑๔-๑๕ คน โดยมีคนเป่�แคนให้จังหวะ
43
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
โดยมีเครื่องเซ่นไหว้ ได้แก่ หม�กเบ็งหรือพ�นบ�ยศรี ดอกไม้ ธูปเทียน ผ้�ไตรจีวร แป้งหอม
้
นำ�อบไทย อ�ห�รค�วหว�น ซึ่งประกอบด้วย ข้�วเหนียว ไข่ต้ม และของกินพื้นเมือง นำ�ไป
้
ู
ั
ื
ตงบช� ผู้นำ�ทำ�พิธีเป็นแม่ใหญ่หรือคุณย�ยซึ่งเรียกว่� หมอทรง หรอน�งทรง หรือน�งเทียม
ั
ิ
นำ�สวดมนต์อ�ร�ธน�ศีล กล่�วขอขม�ล�โทษที่รบกวนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ และขออญเชญเจ�ผ ้ ู
้
์
เป็นใหญ่ให้ม�เข้�ทรงก�รฟ้อนเป็นแบบง่�ย ๆ ต่�งคนต่�งรำ� บ�งคนก็กระทืบเท้� ให้เข้�กับ
จังหวะต�มเสียงแคน โดยฟ้อนเป็นวงกลมเวียนไปท�งขว�มือของหมอแคน
ประเพณีของช�วบนทั่วไปเช่น ประเพณีสงกร�นต์ ประเพณีกระแจ๊ะทอดอกผึ้ง
ประเพณีแห่พระและจุดพลุ ประเพณีแต่งง�น เป็นต้น
ก�รละเล่นพื้นบ้�นของช�วบนเช่น ก�รวิ่งข�โถกเถก ก�รเล่นจ�นซ้อนใบ ก�รแข่ง
เรือบก ก�รละเล่นพื้นบ้�น ซึ่งเป็นก�รขับร้องเพลงของช�วบนหรือญัฮกุร โดยมีเสียงเอื้อนที่
ไพเร�ะเป็นเอกลักษณ์เรียกว่� “ปะเรเร” มีเนื้อร้องเป็นภ�ษ� “ญัฮกุร” บรรย�ยถึง
คว�มง�มของธรรมช�ติก�รเกี้ยวพ�ร�สีระหว่�งช�ย-หญิง ก�รล�จ�ก และก�รโหยห�ในอดีต
บทสรุป
ช�วบนโคร�ช หรือชะบน หรือช�วดง หรือญัฮกุร เป็นชนกลุ่มน้อย ที่เป็นช�ติพันธุ์
ที่ยังมีถิ่นที่อ�ศัยอยู่ในจังหวัดนครร�ชสีม� ซึ่งเชื่อกันว่�เป็นลูกหล�น ช�วมอญโบร�ณยุคทว�รวดี
ที่ยังคงเหลืออยู่ในปัจจุบัน มีภ�ษ�วัฒนธรรม ประเพณี องค์คว�มรู้ที่เป็นภูมิปัญญ�
บ่งบอกลักษณะเฉพ�ะของช�ติพันธุ์ที่สืบทอดกันม�จนถึงทุกวันนี้ จ�กวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เป็นพร�น
ู
้
ึ
ู
่
ั
ี
ุ
ี
่
ั
ี
่
่
่
ป�เรรอนอยต�มทร�บสงโคร�ชซงอย่ใกลกบรอยตอของจังหวดนครร�ชสม�และปร�จนบรี
ู
่
่
ั
่
ปัจจุบันมีก�รตั้งหลักแหล่งถิ่นที่อยู่อ�ศัยที่แน่นอน แตภ�ษ�วฒนธรรม ประเพณีได้ผสม
กลมกลืนกับภ�ษ�วัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นของไทยอีส�น และไทยโคร�ช โดยเฉพ�ะ
ภ�ษ�พูดของช�วบน หรือญัฮกุร ในกลุ่มเย�วชนคนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยได้พูดกันแล้ว นอกจ�ก
คนที่มีอ�ยุ ๖๐ ปีขึ้นไป คนรุ่นใหม่กลุ่มช�ติิพันธุ์ช�วบนจะใช้ภ�ษ�ไทยโคร�ช เช่นเดียวกับ
คนทองถน และช�วมอญที่อ�ศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง วัฒนธรรมประเพณี ก�รแต่งก�ยที่ถูก
ิ
่
้
กลืนเข้�กับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของช�วโคร�ชในปัจจุบัน
44
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ร�ยก�รอ้�งอิง
พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. (๒๕๖๓). กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย. กรุงเทพ ฯ :
ศูนย์ม�นุษยวิทย�สิรินธร.
สุวิไล เปรมศรีรัตน์.(๒๕๔๙). ญัฮกุรมอญโบราณแห่งเทพสถิต. กรุงเทพ ฯ : สถ�บันวิจัย
และวัฒนธรรมเอเชีย
https://sites.com>6-5yah-kur
https://th.m.wikipedia.org>wiki
www.koratcolla.com>korat
www.sac.or.th>ethnic-groups
https://www.google.com/search?q=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E
0%B8%99%E0
45
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
เมืองเสม�
อ�จ�รย์ ดร. อำ�น�จ อยู่คำ�
คณะศึกษ�ศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุล
E-mail : dr.amnart [email protected]
เมืองเสม�ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำ�บลเสม� อำ�เภอสูงเนิน จังหวัดนครร�ชสีม� ซึ่งห่�งจ�ก
ตัวเมืองจังหวัดนครร�ชสีม�ไปท�งทิศตะวันตก ระยะท�งประม�ณ ๓๗ กิโลเมตร
ใช้เวล�เดินท�งประม�ณ ๑ ชั่วโมง จ�กอนุส�วรีย์ท้�วสุรน�รีเลี้ยวซ้�ยไปต�มเส้นท�งหลวง
ส�ยมิตรภ�พ นครร�ชสีม� - กรุงเทพฯ ถึงอำ�เภอสูงเนิน ประม�ณ ๓๓ กิโลเมตร กลับรถ
บนสะพ�นกลับรถม�ประม�ณ ๓๐๐ เมตร เลี้ยวซ้�ยเข้�อำ�เภอสูงเนิน ผ่�นท�งรถไฟไปอีก
ประม�ณ ๔ กิโลเมตร ผ่�นบ้�นหินตั้งถึงโรงเรียนบ้�นหัวทะเลตรงไปท�งวัดธรรมจักรเสม�ร�ม
ก็จะถึงที่ตั้งเมืองเสม�อยู่ท�งขว�
เมืองเสม�เป็นชุมชนโบร�ณที่สำ�คัญอีกแห่งหนึ่งของภ�คอีส�น จ�กหลักฐ�นท�ง
โบร�ณคดีสันนิษฐ�นว่�พื้นที่ดังกล่�วเคยมีผู้คนอ�ศัยอยู่ก่อนยุคประวัติศ�สตร์ ในช่วงยุคเหล็ก
ประม�ณ ๒,๐๐๐ ม�แล้ว พบหลักฐ�นก�รฝังศพและโบร�ณวัตถุ ภ�ชนะดินเผ� เครื่องมือ
เครื่องใช้ เครื่องประดับ ซึ่งอยู่ในยุคเดียวกับบ้�นปร�ส�ท บ้�นเชียง เป็นลักษณะของชุมชน
ยุคก่อนประวัติศ�สตร์ ต่อม�มีก�รพัฒน�เป็นลักษณะของเมืองในร�วปี พ.ศ. ๑๓๐๐-๑๖๐๐
โดยเชื่อว่�เมืองเสม�เป็นเมืองที่เกิดจ�กก�รรับอิทธิพลของอ�ณ�จักรทว�รวดี ซึ่งเป็นอ�ณ�จักร
ที่มีอ�รยธรรมก�รนับถือศ�สน�พุทธนิก�ยเถรว�ท สันนิษฐ�นว่�มีที่ตั้งอยู่บริเวณภ�คกล�ง
้
และภ�คเหนือบ�งส่วนต�มแนวของลุ่มนำ�เจ้�พระย�ของประเทศไทย ส่วนศูนย์กล�งของ
อ�ณ�จักรยังมีข้อถกเถียงของนักประวัติศ�สตร์ว่�อ�จจะเป็นนครปฐม หรือลพบุรี หรือไม่ก็
อ�จเป็นเมืองอู่ทอง แต่เชื่อว่�ก�รสร้�งเมืองเสม�อย่�งเป็นรูปร่�ง มีแบบแผนก�รสร้�งเมือง
ที่ชัดเจน มีก�รขุดคูเมือง สร้�งกำ�แพงดิน น่�จะเกิดขึ้นในยุคนี้ อีกทั้งยังมีก�รสร้�งศ�สนสถ�น
ที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศ�สน� เช่น ใบเสม� พระพุทธรูป เจดีย์ ซึ่งปร�กฏร่องรอยอยู่ในตัว
เมืองเสม�ที่ขุดค้นแล้วในขณะนี้จำ�นวน ๙ แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะของอ�รยธรรม
ทว�รวดี ซึ่งเป็นอ�รยธรรมที่ได้รับอิทธิพลม�จ�กประเทศอินเดียตั้งแต่ก�รเริ่มเผยแผ่ศ�สน�พุทธ
เมื่อครั้งยุคสมัยครั้งพระเจ้�อโศกมห�ร�ชเป็นต้นม�
46
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๔๒ : ภ�พถ่�ยแผนที่ท�งอ�ก�ศเมืองเสม� อำ�เภอสูงเนิน จังหวัดนครรร�ชสีม�
แหล่งข้อมูลภ�พ : google earth ปี พ.ศ. ๒๕๖๓
เมืองเสม�ประกอบไปด้วยเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอกเชื่อมต่อกัน มีลักษณะเป็น
้
รูปวงรีกว้�งประม�ณ ๑,๔๐๐ เมตร ย�วประม�ณ ๓๐,๐๐ เมตร มีคูนำ�และคันดินล้อมรอบ
้
้
คูนำ�รอบตัวเมืองชั้นในมีขน�ดกว้�งและลึกกว่�คูนำ�ตัวเมืองชั้นนอก โดยมีคว�มกว้�งประม�ณ
้
๓๐-๔๐ เมตร ลึกประม�ณ ๖-๘ เมตร บ�งจุดลึกม�ก สันนิษฐ�นว่�ใช้เป็นแหล่งกักเก็บนำ�
้
ไว้อุปโภค บริโภค และยังส�ม�รถใช้คันดินเป็นแนวเพื่อป้องกันนำ�ท่วม แต่สมัยนั้นน่�จะยัง
ไม่เน้นวัตถุประสงค์ของก�รป้องกันเมือง ทั้งนี้เนื่องจ�กในสมัยทว�รวดีไม่น่�จะมีศึกสงคร�มม�ก
ก�รเมืองก�รปกครองให้คว�มเป็นอิสระแต่ละเมือง อยู่กันในลักษณะกลุ่มอ�รยธรรม
จ�กหลักฐ�นโบร�ณคดีรูปจำ�หลัก รูปปั้น ไม่มีร่องรอยของก�รยกทัพก�รประหัตประห�ร
มีแต่รูปจำ�หลัก รูปปั้น ที่สื่อถึงก�รทำ�ม�ห�กิน ก�รทำ�กิจกรรมท�งศ�สน� และก�รสนุกสน�น
ดนตรีฟ้อนรำ�
รูปแบบของก�รสร้�งเมืองเสม�สันนิษฐ�นว่�เมืองชั้นในและเมืองชั้นนอกถูกสร้�ง
ขึ้นพร้อมกัน โดยมีแบบแผนก�รสร้�งเมืองชัดเจน ทั้งนี้เพร�ะมีเมืองที่สร้�งด้วยรูปแบบ
เดียวกันและสร้�งในยุคสมัยเดียวกัน เป็นเมืองที่น่�จะได้รับอิทธิพลของอ�ณ�จักรทว�รวดี
และอ�รยธรรมทว�รวดีเช่นเดียวกันทั้งสถ�ปัตยกรรม ศิลปกรรม คือ เมืองศรีเทพ
อำ�เภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
47
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ซึ่งนักโบร�ณคดีและนักประวัติศ�สตร์เรียกว่�เมืองแฝดกับเมืองเสม� มีรูปแบบแผนผัง
เช่นเดียวกับเมืองเสม� และยังมีเมืองฟ้�แดดสองย�ง เมืองนครจำ�ป�ศรี จังหวัดมห�ส�รค�ม
ก็มีลักษณะก�รสร้�งเมืองที่คล้�ยคลึงกัน รวมถึงมีร่องรอยของอ�ร�ยธรรมทว�รวดีและ
อ�รยธรรมเขมรโบร�ณด้วยเช่นกัน
ภ�พประกอบ ๔๓ : ภ�พถ่�ยแผนที่ท�งอ�ก�ศเมืองศรีเทพ อำ�เภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
แหล่งข้อมูลภ�พ : google earth ปี พ.ศ. ๒๕๖๓
เมืองเสม�เป็นเมืองที่สันนิษฐ�นว่�เป็นต้นกำ�เนิดของเมืองนครร�ชสีม�หรือเมือง
โคร�ชในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อเมืองสองเมืองรวมกัน คือเมืองเสม�กับเมืองโคร�ชเก่�
เมืองโคร�ชเก่�เป็นเมืองโบร�ณอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ในตำ�บลโคร�ช อำ�เภอสูงเนินห่�งจ�ก
ตัวเมืองเสม�ม�ท�งทิศตะวันออกเฉียงใต้ประม�ณ ๙.๗ กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองที่มีอยู่ในยุค
เดียวกัน และภ�ยหลังก็ได้รับอิทธิพลของอ�ณ�จักรเขมร โดยมีหลักฐ�นท�งโบร�ณสถ�น
คือ ก�รสร้�งปร�ส�ทหินเป็นศ�สนสถ�นไว้กล�งเมืองเช่นเดียวกับเมืองเสม�
บริเวณที่ตั้งเมืองเสม� เป็นที่ดอนที่มีพื้นที่สูงกว่�บริเวณโดยรอบ แต่ไม่สูงม�กนัก
้
สังเกตจ�กพื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นพื้นที่น� ตัวเมืองเสม�ด้�นทิศตะวันตกอยู่ใกล้ลำ�นำ�ห้วยไผ่
้
้
จุดใกล้ที่สุดห่�งประม�ณ ๔๐ เมตร ซึ่งเป็นลำ�นำ�ที่เชื่อมต่อจ�กแม่นำ�ลำ�ตะคองที่ตำ�บล
มะเกลือใหม่ ซึ่งสันนิษฐ�นว่�น่�จะใช้เป็นเส้นท�งในก�รคมน�คมขนส่งทำ�ม�ค้�ข�ยกับเมือง
อื่น ๆ ในยุคนั้นด้วย
48
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
้
้
เพร�ะส�ม�รถเชื่อมต่อลำ�นำ�มูลไปจนถึงเมืองพิม�ยได้ และส�ม�รถใช้นำ�จ�กห้วยไผ่เติมในคูนำ� ้
้
รอบเมืองได้ด้วย ทั้งนี้มีข้อสังเกตสนับสนุนก�รคมน�คมในสมัยนั้นที่มักใช้ท�งนำ�
้
้
ซึ่งนอกจ�กตัวเมืองตั้งอยู่ใกล้ลำ�นำ�และส�ม�รถเชื่อมต่อกับแม่นำ�ใหญ่แล้วหมู่บ้�นที่อยู่รอบ
ตัวเมืองก็มีลำ�คลองลำ�ห้วยเชื่อมต่อ ดังหมู่บ้�นที่อยู่ติดกับเมืองด้�นทิศใต้มีชื่อว่�บ้�นคลอง
ขว�ง ซึ่งก็ใช้ลำ�ห้วยไผ่ และมีคลองซอยในหมู่บ้�นนั้นด้วย
้
ภ�พประกอบ ๔๔-๔๕ : คูนำ�และคันดินรอบเมืองเสม�ชั้นใน ภ�พถ่�ยปี พ.ศ. ๒๕๖๓
49
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
เมืองเสม�ในยุคเปลี่ยนผ่�นสู่อิทธิพลของอ�ณ�จักรขอมหรือเขมรโบร�ณ ในร�ว
พุทธศตวรรษที่ ๑๕- ๑๖ สมัยพระเจ้�ชัยวรมันที่ ๕ และที่ ๖ แห่งอ�ณ�จักรเขมรโบร�ณ
แผ่อำ�น�จอิทธิพลม�อย่�งกว้�งขว�งทั้งในภ�คอีส�น โดยเฉพ�ะอย่�งยิ่งจังหวัดนครร�ชสีม�
้
บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลร�ชธ�นี เป็นจังหวัดที่เชื่อมต่อลุ่มนำ�โขง
้
้
แม่นำ�ชี และแม่นำ�มูล นักประวัติศ�สตร์ว่�กันว่�เป็นเส้นท�งก�รขย�ยอิทธิพลของอ�ณ�จักร
้
ั
เขมรโบร�ณซึ่งเป็นท�งนำ� ทั้งนี้มีหลักฐ�นจ�กหลักศิล�จ�รึกที่มีถึง ๗ หลก ศ�สนสถ�นที่
เป็นปร�ส�ทหินและอโรคย�ศ�ลในภ�คอีส�นบนที่ร�บสูงโคร�ชมีม�กถึงร้อยกว่�แห่ง
และยังมีเส้นท�งท�งบกที่มีเส้นท�งและอโรคย�ศ�ลเป็นระยะจ�กเมืองพิม�ยถึงพระนคร
ของอ�ณ�จักรเขมรโบร�ณผ่�นช่องเข�ช่องโอบก ช่องต�เมือง ช่องจอม ช่องสะงำ� ช่องอ�นม้�
และเชื่อว่�เมืองพิม�ยน่�จะเป็นเมืองยุทธศ�สตร์ที่อ�ณ�จักรเขมรโบร�ณใช้ขย�ยอิทธิพล
ในแถบนี้ พร้อมกับนำ�อ�รยธรรมขอมซึ่งนับถือศ�สน�ฮินดูหรือศ�สน�พร�หมณ์ มีศ�สนสถ�น
่
ี
่
ทสร้�งต�มคว�มเชื่อดังกล่�วเกิดขึ้นม�กม�ย เช่น ปร�ส�ทพนมรุ้ง ปร�ส�ทเมืองตำ�
จังหวัดบุรีรัมย์ และเฉพ�ะในจังหวัดนครร�ชสีม�ก็มีปร�ส�ทซึ่งสร้�งในลักษณะเดียวกัน
หล�ยแห่ง แต่ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจมีปร�ส�ทหินพิม�ย ปร�ส�ทหินวัดพนมวัน
และยังมีศ�สนสถ�นขน�ดเล็กลงม� เช่น ปร�งกู่ ปร�งสีด� เฉพ�ะในอำ�เภอสูงเนินบริเวณ
ใกล้กับเมืองเสม� ก็มีปร�ส�ทเมืองแขก ปร�ส�ทโนนกู่ ปร�ส�ทเมืองเก่�โคร�ช และปร�ส�ท
ในเมืองเสม�ซึ่งตั้งอยู่กล�งใจเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้สันนิษฐ�นว่�ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิจ�ก
อ�ณ�จักรเขมรในยุคนั้นด้วยทั้งสิ้น นักโบร�ณคดีเชื่อว่�ก�รขย�ยอิทธิพลของอ�ณ�จักรขอม
สมัยนั้นเป็นไปโดยง่�ยจ�กหลักฐ�นท�งโบร�ณคดีรูปปั้นรูปจำ�หลักที่ปร�ส�ทนครธม
ปร�ส�ทอื่นมีลักษณะที่แสดงให้เห็นถึงศักยภ�พของกองทัพเขมรที่ทรงอ�นุภ�พในยุคนั้น
และจะเห็นจ�กเขตอิทธิพลของอ�ณ�จักรขอมแผ่ไปถึงที่ใดไม่ว่�เมืองเล็กเมืองใหญ่ก็จะให้
สร้�งปร�ส�ทหินลักษณะอ�รยธรรมขอม ไว้ใจกล�งเมืองทุกเมือง แม้กระทั่งเมืองเสม�ก็มี
ปร�ส�ทหินอยู่กล�งใจเมืองเช่นเดียวกัน ดังนั้นเชื่อว่�เมืองเสม�ในร�วปี พ.ศ. ๑๔๐๐ -๑๕๐๐
เป็นช่วงที่เมืองเสม�เริ่มมีก�รเปลี่ยนแปลงโดยรับอ�รยธรรมขอม ที่มีลัทธิคว�มเชื่อต�มลัทธิ
ศ�สน�ฮินดู มีรูปเค�รพเป็นที่สถิตของเทพคือศิวลึงค์ ซึ่งตั้งอยู่ในปร�ส�ทหินทุกปร�ส�ท
จนกระทั่งถึงยุคของกรุงศรีอยุธย�ที่มีคว�มเจริญและมีกองทัพที่เกรียงไกรและขย�ยเขต
อิทธิพลไปยังเมืองต่�ง ๆ บุกเข้�ยึดเขตแคว้นที่เป็นอิทธิพลของอ�ณ�จักรขอมโบร�ณ
ไปจนถึงศูนย์กล�งอ�ณ�จักรเป็นเมืองในอิทธิพลของกรุงศรีอยุธย�จนหมดสิ้น กล่�วได้ว่�
อิทธิพลชองอ�ณ�จักรกรุงศรีอยุธย�ในสมัยนั้นมีพื้นที่กว้�งขว�งที่สุดอีกยุคหนึ่งและเป็น
อ�ณ�จักรที่ย�วน�นถึง ๔๔๒ ปี
50
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
โบร�ณสถ�นที่ขุดค้นพบในเมืองเสม�ชั้นใน ประกอบไปด้วย
๑. ศ�สนสถ�นสร้�งขึ้นต�มแบบสถ�ปัตยกรรมเขมรโบร�ณ ในยุคพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๖-๑๗ ในยุคที่อ�ณ�จักรเขมรเรืองอำ�น�จและแผ่อิทธิพลม�ถึง เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้�
หันหน้�ไปท�งทิศใต้ ประกอบด้วยปร�ส�ทประธ�น อ�ค�รประกอบซ้�ยขว�ขน�บข้�งตัว
ปร�ส�ท ด้�นละ ๑ หลัง และอ�ค�รขน�ดเล็กอีก ๑ หลังอยู่ท�งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ
ปร�ส�ท
ภ�พประกอบ ๔๖-๔๗ : ศ�สนสถ�นสร้�งขึ้นต�มแบบสถ�ปัตยกรรมเขมรโบร�ณภ�พถ่�ย
ปี พ.ศ. ๒๕๖๓
51
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
๒. โบร�ณสถ�นฐ�นอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้�
ภ�พซ้�ยเป็นฐ�นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้�งย�วด้�นละ ๘ เมตร ภ�พขว�เป็นอ�ค�รเจดีย์
แปดเหลี่ยมขน�ดเส้นผ่�ศูนย์กล�ง ๖.๗๐ เมตร และอ�ค�รสี่เหลี่ยมผืนผ้�ขน�ด ๖.๗๐ เมตร
ย�ว ๑๐.๙๐ เมตร มีใบเสม�คู่แบบโกลนตกแต่งและพบร่องรอยก�รประดับลวดล�ยโดย
รอบอ�ค�ร สันนิษฐ�นว่�บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของเจดีย์และอุโบสถในพระพุทธศ�สน�
ภ�พประกอบ ๔๘-๔๙ : โบร�ณสถ�นฐ�นอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้�
ภ�พถ่�ยปี พ.ศ. ๒๕๖๓
52
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
๓. โบร�ณสถ�นรูปสี่เหลี่ยมก่ออิฐฉ�บปูน ภ�พซ้�ยเป็นฐ�นอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้�กว้�ง ๘.๒๕ เมตร ย�ว ๑๓.๕๐ เมตร มีขน�ดค่อนข้�งใหญ่ มีบันไดก่ออิฐและท�งเข้�
ท�งทิศตะวันออก ด้�นหน้�พบปร�กฏลวดล�ยปูนปั้นประดับ มีใบเสม�คู่ตกแต่งอยู่โดยรอบ
สันนิษฐ�นว่�อ�ค�รนี้ใช้ประโยชน์เป็นอุโบสถในพุทธศ�สน� ส่วนภ�พด้�นขว�เป็นลักษณะ
ฐ�นเจดีย์ขน�ดเล็กรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้� กว้�ง ๖.๑๒ เมตร ย�ว ๖.๔๐ เมตร ก่อด้วยอิฐ
ภ�พประกอบ ๕๐-๕๑ : โบร�ณสถ�นอ�ค�รรูปสี่เหลี่ยมอีกสองแห่ง ภ�พถ่�ยปี พ.ศ. ๒๕๖๓
53
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
๔. โบร�ณสถ�นที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองชั้นนอก ภ�พบนเป็นอ�ค�รแผนผังรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้�งย�วด้�นละ ๙.๖๐ เมตร ก่ออิฐฉ�บปูน ด้�นทิศใต้มีบันไดก่ออิฐเป็นท�งขึ้น
สู่อ�ค�ร สันนิษฐ�นว่�เป็นที่ประดิษฐ�นรูปเค�รพภ�พบนขว�เป็นร่องรอยของอ�ค�ร
แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้� ขน�ดกว้�ง ๔.๑๐ เมตร ย�ว ๘.๑๐ เมตร ภ�พล่�งเป็นฐ�น
เจดีย์ทรงกลมขน�ดเล็ก เส้นผ่�ศูนย์กล�งประม�ณ ๗.๗๐ เมตร
ภ�พประกอบ ๕๒-๕๓ : โบร�ณสถ�นที่ตั้งอยู่บริเวณตัวเมืองชั้นนอก ภ�พถ่�ยปี พ.ศ. ๒๕๖๓
54
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๕๔ : โบร�ณสถ�นที่ตั้งอยู่บริเวณตัวเมืองชั้นนอก ภ�พถ่�ยปี พ.ศ. ๒๕๖๓
โบร�ณวัตถุที่ขุดค้นพบในเมืองเสม�มีอยู่หล�ยชิ้น เช่น จ�รึกบ่ออีก� จ�รึกเมืองเสม�
เสม�ธรรมจักรหินทร�ย
ภ�พประกอบ ๕๕ : จ�รึกบ่ออีก� เมืองเสม� ภ�พจ�กศูนย์ม�นุษยวิทย�สิรินธร
(องค์ก�รมห�ชน)
แหล่งข้อมูลภ�พ : ศูนย์ม�นุษยวิทย�สิรินธร (องค์ก�รมห�ชน)
55
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๕๖ : จ�รึกเมืองเสม� ภ�พจ�กศูนย์ม�นุษยวิทย�สิรินธร (องค์ก�รมห�ชน)
แหล่งข้อมูลภ�พ : ศูนย์ม�นุษยวิทย�สิรินธร (องค์ก�รมห�ชน)
ภ�พประกอบ ๕๗-๕๘ : เสม�ธรรมจักรหินทร�ย ภ�พถ่�ยที่วัดธรรมจักรเสม�ร�ม
ปี พ.ศ. ๒๕๖๓
56
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ก�รล่มสล�ยของเมือง โดยทั่วไปก�รล่มสล�ยของเมือง ก�รย้�ยเมือง มักเกิดจ�ก
ส�เหตุส�มสี่ประก�รด้วยกันคือ ประก�รแรกอ�จเกิดจ�กภัยธรรมช�ติอุทกภัย
แผ่นดินไหว ประก�รที่สองอ�จเกิดจ�กก�รทำ�ล�ยของข้�ศึก เช่น กรุงศรีอยุธย� ถูกเผ�ทำ�ล�ย
ี
ิ
่
่
ึ
จนไม่ส�ม�รถฟื้นฟูได้จึงย้�ยเมืองไปที่กรุงธนบุรี ประก�รทส�มเกดจ�กโรคระบ�ด ซงในชวง
่
เดือนมีน�คม และเมษ�ยน พ.ศ.๒๕๖๓ ที่เป็นช่วงที่เขียนเรื่องร�วของเมืองเสม�นี้ ได้เกิด
โรคระบ�ดไวรัสโคโรน่� หรือมีชื่อเรียกอย่�งเป็นท�งก�รว่� ไวรัส Covid ๑๙ ซึ่งระบ�ด
ในประเทศไทยเกือบทุกเมือง ทุกจังหวัด รวมถึงเมืองต่�ง ๆ ในประต่�งเทศไปทั่วโลก
ในวันที่ ๒๙ เดือน มกร�คม พ.ศ. ๒๕๖๔ ทั้งโลกมีคนติดเชื้อไปแล้ว๑๐๒,๐๑๑,๔๔๑ คน
มีคนเสียชีวิตไปแล้ว ๒,๑๙๙,๓๓๓ คน และยังไม่มีทีท่�ว่�จะหยุดก�รระบ�ด นี่ยังถือว่�เป็น
ยุคที่มีเทคโนโลยีก้�วหน้�ไปม�กแล้ว ดังนั้นในสมัยก่อนเป็นไปได้ที่ก�รล่มสล�ย หรือ
ก�รย้�ยเมืองอ�จเกิดจ�กโรคระบ�ด ปู่ย่�ต�ย�ยของผู้เขียนเคยเล่�ให้ฟังว่� สมัยก่อนมีโรคระบ�ด
ร้�ยแรง คนโบร�ณเรียกโรคห่� ซึ่งคนจะต�ยป�นเบือ (ต�ยคล้�ยกับเอ�ย�เบื่อให้กิน ต�ยเป็น
จำ�นวนม�ก) เช่น ก�ฬโรค ในปี พ.ศ. ๑๘๙๐-๑๘๙๔ ตอนที่เริ่มสถ�ปน�กรุงศรีอยุธย�
เชื่อกันว่�โรคนี้คร่�ชีวิตคนทั่วโลกกว่� ๑๐๐ ล้�นคน เกิดจ�กเชื้อไวรัสเช่นกัน โรคอหิว�ต์
ั
่
ื
ี
่
ั
หรอโรคห� ในสมยรชก�ลท ๒ เกิดก�รระบ�ดและทำ�ให้ผู้คนล้มต�ยเป็นจำ�นวนม�กจนเผ�ไม่ไหว
ต้องฝังทิ้งรวมหมู่ เหมือนดังที่กำ�ลังเกิดขึ้นกับบ�งประเทศบ�งเมืองในต่�งประเทศในขณะนี้
เชนกน ประก�รที่สี่เกิดจ�กชัยภูมิและทำ�เลไม่เหม�ะสม สำ�หรับเมืองเสม�สันนิษฐ�นว่�
ั
่
ี
อ�จเกดจ�กประเดนน อย่�งที่เรียนแต่แรกว่�ตัวเมืองแม้จะตั้งอยู่บนที่ดอนแต่จ�กก�รสำ�รวจ
้
็
ิ
พื้นที่จริงโดยรอบพบว่�ไม่สูงม�กนักและพื้นที่รอบ ๆ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่น� จ�กก�รสอบถ�ม
้
้
ประช�ชนโดยรอบเล่�ว่�ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ และป พ.ศ. ๒๕๕๔ มนำ�ท่วมหนักมีนำ�ไหล
ี
ี
้
่
บ�พื้นที่รอบ ๆ เมืองเสม�และพื้นที่รอบนอก ส�เหตุเกิดจ�กแม่นำ�ลำ�ตะคองล้นตลิ่ง
ดังนั้นเชื่อว่�ส�เหตุของก�รล่มสล�ยหรือก�รย้�ยเมืองอ�จเกิดจ�กทำ�เลที่ตั้งของเมือง
้
ไม่เหม�ะสมอ�จเกิดนำ�ท่วมและถูกตัดข�ดจ�กภ�ยนอก ประกอบกับหมู่บ้�นที่ตั้งอยู่ท�งทิศ
ั
ู
ี
้
ั
ี
ู
ื
ตะวันออกติดกับเมืองเสม�ก็มีช่อหม่บ�นท่ผ้เขียนต้งข้อสังเกตต้งแต่แรกท่เข�ไปสำ�รวจเมือง
้
แล้วว่�ดูเหมือนบนเนินแท้ ๆ แต่ทำ�ไมมีชื่อบ้�นหัวทะเล และโรงเรียนหัวทะเลซึ่งอยู่ติดกับ
ื
เมองเสม� และสอบถ�มจ�กผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งบ�งท่�นมีอ�ยุกว่�ร้อยปี ก็เล่�ว่�เมื่อมี
้
้
นำ�หล�กก็มักเกิดนำ�ท่วม ดังนั้นเมื่อถึงยุคกรุงศรีอยุธย�เรืองอำ�น�จและแผ่อิทธิพลม�ถึงใน
ุ
ั
์
ยคสมยพระน�ร�ยณมห�ร�ชร�วปี พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑ จึงย้�ยเมืองม�ที่เมืองนครร�ชสีม�
้
้
้
ม�ท�งปล�ยส�ยน�ล�ตะคอง แต่อยู่ติดกับลำ�นำ�และอยู่ใกล้ลำ�นำ�มูลที่ดูจะสะดวกในก�ร
ำ
ำ
57
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
้
สัญจรเดินท�งทำ�ม�ค้�ข�ยได้สะดวกขึ้น ส�ม�รถเชื่อมต่อไปยังลำ�นำ�มูลผ่�นเมืองพิม�ยไปยัง
้
เมืองต่�ง ๆ อีกหล�ยเมืองจนถึงลุ่มนำ�โขง จึงสร้�งเมืองใหม่ขึ้นต�มแบบอย่�งของก�รสร้�ง
เมืองที่ได้รับอิทธิพลม�กจ�กช�วต่�งช�ติเป็นแผนผังก�รสร้�งเมืองแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้�
มีคูเมืองและกำ�แพงเมืองล้อมรอบ มีป้อมปร�ก�รต�มแนวกำ�แพงเมือง และประตูเมืองที่
มีร่องรอยให้เห็นถึงปัจจุบัน โดยตั้งชื่อจ�กชื่อเมืองเก่�สองเมืองคือเมืองโคร�ชและเมืองเสม�
ซึ่งประช�ชนบ�งครั้งยังเรียกกันติดป�กว่�เมืองโคร�ชอยู่จนถึงทุกวันนี้
จ�กเรื่องร�วทั้งหมดนี้ผู้เขียนได้เล่�ถึงเมืองเสม�โดยเชื่อมให้เห็นคว�มสัมพันธ์กับ
เรื่องร�วของอ�ณ�จักรทว�รวดี อ�รยธรรมแบบทว�รวดี อ�ณ�จักรขอม หรือเขมรโบร�ณ
อ�รยธรรมขอมและอ�ณ�จักรอยุธย� โดยอ�ศัยข้อมูลจ�กหลักฐ�นท�งโบร�ณคดี โบร�ณ
สถ�น ศิล�จ�รึก เรื่องเล่� บทคว�ม จ�กคำ�บอกเล่�ของผู้คน ผู้อ�วุโสในพื้นที่รอบตัวเมือง
เสม�และจ�กก�รสำ�รวจตัวเมือง สำ�รวจร่องรอยก�รแผ่ขย�ยอิทธิพลของอ�รยธรรมขอม
จ�กแผนที่โลกและภ�พถ่�ยท�งด�วเทียมนำ�ม�ประมวลและเรียบเรียงเพื่อให้เกิด
คว�มสมบูรณ์เป็นไปต�มเหตุก�รณ์ที่ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงอิทธิพลของก�รเมืองก�รปกครอง
ของอ�ณ�จักรต่�ง ๆ ทำ�ให้เร�เห็นภ�พของเมืองเสม� และเมืองอื่น ๆ ได้ชัดขึ้น ผู้เขียนหวัง
ว่�นี่จะเป็นบทคว�มที่มีคุณภ�พอีกชิ้นหนึ่งบนเรื่องร�วของเมืองเสม�ที่เป็นเมืองโบร�ณสำ�คัญ
อีกเมืองหนึ่งในจังหวัดนครร�ชสีม�ซึ่งเป็นบ้�นเกิดของผู้เขียน และหวังอย�กที่จะให้ผู้อ่�นได้
ซ�บซึ้งถึงร�กเหง้�และประวัติคว�มเป็นม�ของบ้�นเมืองในเขตพื้นที่ร�บสูงในภ�คอีส�น
ม�สำ�นึกในคว�มเป็นเผ่�พันธุ์ที่มีอ�รยธรรมม�อย่�งย�วน�น มีบรรพบุรุษที่ ช่วยกันส่งเสริม
อนุรักษณ์และทะนุบำ�รุงโบร�ณสถ�น โบร�ณวัตถุเพื่อเป็นแหล่งโบร�ณคดีที่คงอยู่ให้อนุชน
รุ่นหลังได้ชื่นชมศึกษ�ควบคู่คว�มเจริญรุ่งเรืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่�งสุดขั้ว และย�มใดก็ต�ม
ที่ท่�นได้อ่�นหรือศึกษ�เรื่องร�วเหล่�นี้ ทำ�ให้เร�เห็นคว�มเป็นจริงของก�รเกิดขึ้น ก�รตั้งอยู ่
และก�รเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นั่นทำ�ให้ผู้เขียนสำ�นึกว่�ไม่ว่�อดีตหรือปัจจุบันไม่ว่�จะเจริญ
รุ่งเรืองป�นใดก็ต�มสุดท้�ยก็อ�จกล�ยเป็นเรื่องเล่�เป็นคว�มทรงจำ�ที่เลือนร�งของคนในอีก
พันปีอย่�งแน่นอน ก�รช่วยกันศึกษ� ก�รช่วยกันอนุรักษ์เป็นหนท�งที่จะยืดอ�ยุเรื่องร�ว
เหล่�นี้ให้ย�วน�นที่สุด และสุดท้�ยต้องขอกร�บขอบพระคุณท่�นรองศ�สตร�จ�รย์
ดร. จำ�เริญรัตน์ จิตต์จิรจรรย์ ขอบคุณมห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุลที่ได้มอบหม�ยง�นเขียน
เรื่องนี้ให้ดำ�เนินก�รและนำ�ลงไว้ในส�ร�นุกรมโคร�ชของมห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุล ขอบคุณ
ข้อมูลจ�กแหล่งต่�ง ๆ ทั้งในระบบอินเตอร์เน็ต ขอบคุณข้อมูลจ�กแหล่งต่�ง ๆ ทั้งในระบบ
อินเตอร์เน็ต ขอบคุณผู้ที่ได้บอกเล่� ผู้ที่ให้ข้อมูล และให้ก�รช่วยเหลือจนบทคว�มนี้สำ�เร็จ
ลงได้อย่�งดียิ่ง
58
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ร�ยก�รอ้�งอิง
กฤตเมธ ศิล�โชติ. (๒๕๖๒). ร่องรอยอาณาจักรเขมรโบราณในภาคอีสานของประเทศไทย
พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ https://www.youtube.com/watch?v=xj8tcut-hw4
4 สืบค้นเมื่อ ๑๔ เมษ�ยน ๒๕๖๓
ขรรค์ชัย บุนป�น และสุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๖๓) “บันทึกร�ยก�รทอดน่องท่องเที่ยวโคร�ช
เก่�สูงเนิน เมืองร�ดพ่อขุนผ�เมือง ต้นประวัติศ�สตร์อยุธย� สุโขทัย,” มติชนทีว ี
https://www.youtube.com/watch?v=T4lHHGW๓pSI ค้นเมื่อ ๘ เม.ย. ๖๓
มติชนทีวี. (๒๕๖๓). ประวัติศาสตร์อยุธยา สุโขทัย https://www.youtube.com/
watch?v=T4lHHGW3pSI สืบค้นเมื่อ ๘ เม.ย. ๖๓
ส�ร�นุกรมเสรี. (๒๖๖๒). ทวาราวดี. https://th.wikipedia.org/wiki/
สืบค้นเมือ ๑๒ เมษ�ยน ๒๕๖๓
สำ�นักง�นวัฒนธรรมจังหวัดนครร�ชสีม�. (๒๕๖๓). ปราสาทเมืองเสมา https://www.m-
culture. go.th/nakhonratchasima/ewt_news.php?nid
สืบค้นเมื่อ ๘ เมษ�ยน ๒๕๖๓
ศูนย์มนุษยวิทย�สิรินทร(องค์กรมห�ชน). (๒๕๖๓). ศูนย์ข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำาคัญ
https://www.sac.or.th/databases/archaeology/เมืองเสม�
สืบค้นเมื่อ ๑๒ เมษ�ยน ๒๕๖๓
ศรีศักร วัลลิโกดม. (๒๕๖๓). อดีตในอนาคต : ตอนเมืองเสมา. https://www.youtube.
com/watch?v=okMgSKQodzM สืบค้นเมื่อ ๘ เม.ย. ๖๓
อ�รีย์ ภู่สมบูญ. (๒๕๖๓). อานาจักร “ทวาราวดี” ทำาไมจึงล่มสลาย http://www.yclsak
hon.com/index.php? สืบค้นเมื่อ ๑๒ เมษ�ยน ๒๕๖๓
www.Google Earth.Pro. (๒๕๖๓). ภาพดาวเทียม (สืบค้นเมื่อ. ๑๓ เมษ�ยน ๒๕๖๓
ื
www.Google My Map (๒๕๖๓). เส้นท�งนครร�ชสีม�เมืองเสม�และเมืองอ่น ๆ.
สืบค้นเมื่อ ๑๓ เมษ�ยน ๒๕๖๓
59
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
บ้�นโนนวัด : แหล่งโบร�ณคดี ๔,๐๐๐ ปี
อ�จ�รย์ ดร.ชูเกียรติ วิเศษเสน�
คณะศึกษ�ศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุล
E-mail : [email protected]
บทนำ�
้
บริเวณลุ่มแม่นำ�มูลตอนบนในเขตจังหวัดนครร�ชสีม� เป็นถิ่นที่อยู่อ�ศัยของมนุษย์
เมื่อหล�ยพันปีที่ผ่�นม� โดยมีก�รค้นพบหลักฐ�นท�งโบร�ณคดีซึ่งเป็นร่องรอยของวิถีชีวิต
วัฒนธรรม และอ�รยธรรมในสมัยก่อนประวัติศ�สตร์ม�กม�ย เริ่มตั้งแต่ภ�พเขียนสีเข�จันทร์ง�ม
ในเขตอำ�เภอสีคิ้ว เมืองเสม� ปร�ส�ทเมืองแขกและปร�ส�ทบ้�นโนนกู่ ในเขตอำ�เภอ
สูงเนิน ปร�ส�ทพนมวัน ในเขตอำ�เภอเมืองนครร�ชสีม� บ้�นปร�ส�ท บ้�นหลุมข้�ว
โนนบ้�นจ�ก โนนเมืองเก่� เนินอุโลก และบ้�นโนนวัด ในเขตอำ�เภอโนนสูง บ้�นส่วย
บ้�นโนนทุ่ม บ้�นตำ�แย บ้�นกระเบื้องใหญ่ บ้�นกระเบื้องน้อย บ้�นท่�หลวง บ้�นกล้วย
บ้�นสลักใด และปร�ส�ทพิม�ย ในเขตอำ�เภอพิม�ย เป็นต้น แหล่งโบร�ณคดีเหล่�นี้ร่วมกัน
เปิดเผยให้เห็นร่องรอยของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอ�รยธรรมของมนุษย์ในสมัยก่อน
ประวัติศ�สตร์ ซึ่งเป็นยุคสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เพื่อก�รสื่อคว�มหม�ย
้
สะท้อนภ�พวิถีชีวิตที่เริ่มตั้งแต่ก�รใช้ถำ�เป็นที่อยู่อ�ศัย ดำ�รงชีพด้วยอ�ห�รต�มธรรมช�ติและ
ก�รล่�สัตว์ สร้�งเครื่องมือเครื่องใช้จ�กไม้และหิน ซึ่งนับเป็นอ�รยธรรมในยุคหินใหม่ ก่อนที่
้
จะเคลื่อนย้�ยลงม�ในพื้นที่ใกล้แหล่งนำ� สร้�งที่อยู่อ�ศัยจ�กวัสดุธรรมช�ติ สร้�งเครื่องมือ
่
เครื่องใช้จ�กโลหะผสมที่ใช้คว�มร้อนตำ� ดำ�รงชีพด้วยก�รเพ�ะปลูก เลี้ยงสัตว์ ซึ่งนับเป็น
อ�รยธรรมในยุคสำ�ริด และพัฒน�ต่อเนื่องเข้�สู่ก�รรู้จักดัดแปลงธรรมช�ติ สร้�งเครื่องมือ
เครื่องใช้จ�กก�รหลอมโลหะที่ใช้คว�มร้อนสูง หรืออ�รยธรรมในยุคเหล็ก จนกระทั่งเข้�สู่ยุค
ประวัติศ�สตร์หรือยุคสมัยที่มนุษย์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้เพื่อจ�รึกเรื่องร�วต่�ง ๆ
ที่เกิดขึ้น สร้�งบ้�นแปลงเมืองสืบต่อเนื่องกันม� จ�กยุคสมัยของอ�รยธรรมแบบทว�รวดี
ม�สู่อ�รยธรรมแบบขอม อ�รยธรรมแบบอยุธย� จนถึงอ�รยธรรมแบบรัตนโกสินทร์
ในปัจจุบัน
60
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๕๙ : แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
ภ�พประกอบ ๖๐ : แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
61
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
หลักฐ�นท�งโบร�ณคดีต�มแหล่งต่�ง ๆ ที่กล่�วม�นี้ ส่วนใหญ่จะเปิดเผยร่องรอย
วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง แต่ภ�ยหลังได้มีก�รค้นพบแหล่งโบร�ณคดีที่น่�สนใจยิ่ง
เพร�ะเป็นแหล่งโบร�ณคดี ที่เปิดเผยให้เห็นร่องรอยก�รอยู่อ�ศัยของมนุษย์ต่อเนื่องกันม�
อย่�งย�วน�น ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศ�สตร์ ในยุคหินใหม่ ยุคสำ�ริด และยุคเหล็ก ต่อเนื่องถึง
สมัยประวัติศ�สตร์ในยุคทว�รวดี ยุคขอม ยุคอยุธย� จนถึงยุครัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน
เป็นหลุมขุดค้นท�งโบร�ณคดีที่มีขน�ดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยรวมทั้งภูมิภ�คอ�เซียน
และเป็นหลุมขุดค้นท�งโบร�ณคดีที่แสดงร่องรอยหลักฐ�นก�รอยู่อ�ศัยของมนุษย์ต่อเนื่อง
ย�วน�นที่สุดในประเทศไทย ม�กกว่� ๔,๐๐๐ ปี นั่นคือ แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
ที่ตั้งของแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด ตั้งอยู่ที่ บ้�นโนนวัด ตำ�บลพลสงคร�ม อำ�เภอโนนสูง
จังหวัดนครร�ชสีม�
บ้�นโนนวัด มีอ�ณ�เขตติดต่อ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดบ้�นหนองหัวแรด ตำ�บลพลสงคร�ม
ทิศตะวันออก ติดบ้�นโนนดินทร�ย บ้�นมะเกลือ บ้�นห้วยใหญ่ ตำ�บลมะค่� บ้�นกอก
ตำ�บลหลุมข้�ว
ทิศใต้ ติดบ้�นดงพลอง บ้�นดงพลองพัฒน� ตำ�บลพลสงคร�ม
ทิศตะวันตก ติดบ้�นมะรุม ตำ�บลพลสงคร�ม
สภ�พทั่วไปของบ้�นโนนวัดในปัจจุบัน
บ้�นโนนวัดมีพื้นที่ประม�ณ ๕.๒๐ ต�ร�งกิโลเมตร หรือ ๓,๒๔๙ ไร่
สภ�พภูมิประเทศเป็นที่ร�บลุ่ม ดินส่วนใหญ่เป็นดินทร�ย บ�งแห่งเป็นดินเค็ม ไม่มีแหล่งนำ� ้
้
ต�มธรรมช�ติไหลผ่�น อ�ศัยนำ�ฝน ช�วบ้�นประกอบอ�ชีพเกษตรกรรม สภ�พภูมิอ�ก�ศ
มีอ�ก�ศร้อน แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง ทำ�ให้พืชผลก�รเกษตรเสียห�ยเป็นประจำ� จึงต้องมีอ�ชีพ
ค้�ข�ย รับจ้�ง และเลี้ยงสัตว์ ควบคู่กันไป สภ�พบ้�นเรือนโดยทั่วไปถูกสุขลักษณะ สร้�งบ้�นเรือน
้
อยู่รวมกันแบบเครือญ�ติ หมู่บ้�นอยู่ตรงกล�งโดยมีคูนำ�คันดินและพื้นที่น�รอบหมู่บ้�น
บ้�นแต่ละหลังมีบริเวณปลูกพืชผักสวนครัว มีโรงเรือนเลี้ยงสัตว์หรือคอกเลี้ยงสัตว์ในบริเวณ
บ้�นแยกเป็นสัดส่วน
62
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ประวัติและคว�มเป็นม�ของบ้�นโนนวัด
บ้�นโนนวัดตั้งชื่อต�มภูมิประเทศในแถบบริเวณนั้น บ้�นโนนวัด (เดิม) อยู่ในตำ�บล
โนนวัด อำ�เภอโนนวัด ต่อม�เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๕ ได้เปลี่ยนชื่ออำ�เภอเป็นอำ�เภอกล�ง และเปลี่ยน
ชื่อตำ�บลเป็นตำ�บลโพนสงคร�ม ต่อม�เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ ได้เปลี่ยนชื่ออำ�เภอเป็นอำ�เภอโนนสูง
และเปลี่ยนชื่อตำ�บลเป็นตำ�บลพลสงคร�ม พร้อมรวมบ้�นโนนวัดกับบ้�นมะรุมเข้�ด้วยกัน
เป็นบ้�นมะรุม หมู่ที่ ๗ ตำ�บลพลสงคร�ม ต่อม�เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ บ้�นโนนวัดได้แยกตัวออก
จ�กบ้�นมะรุม เป็นบ้�นโนนวัด หมู่ที่ ๑๑ จนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของก�รขุดค้นแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
เมืองพระนครหรือเมืองหลวงของอ�ณ�จักรขอมเคยเป็นเมืองที่มีคว�มเจริญ
รุ่งเรืองท�งวัฒนธรรมในแถบศูนย์สูตรมีคว�มน่�สนใจเทียบเท่�กับอ�ณ�จักรของชนเผ่�
ม�ย�ในประเทศกัวเตม�ล�และเม็กซิโก นักวิจัยท�งโบร�ณคดีจึงสนใจศึกษ�วิจัยจ�กแหล่ง
โบร�ณคดีต่�ง ๆ ในประเทศกัมพูช� แต่ด้วยปัญห�ท�งก�รเมืองทำ�ให้ไม่ส�ม�รถศึกษ�วิจัย
ได้อย่�งจริงจัง จึงได้เลือกศึกษ�จ�กแหล่งโบร�ณคดีก่อนประวัติศ�สตร์ที่มีขน�ดใหญ่และมีคูนำ� ้
้
คันดินล้อมรอบในแถบลุ่มแม่นำ�มูล ซึ่งได้รับอิทธิพลและมีหลักฐ�นเชื่อมโยงกับอ�รยธรรม
ขอม โดยระยะแรกได้มีก�รสำ�รวจจ�กภ�พถ่�ยท�งอ�ก�ศและก�รสำ�รวจพื้นที่ ทำ�ให้พบ
หลักฐ�นเบื้องต้นท�งโบร�ณคดีของแหล่งโบร�ณคดีหล�ยแห่ง ก�รขุดค้นอย่�งละเอียด
เริ่มต้นที่เนินอุโลก ซึ่งเป็นเนินดินขน�ดใหญ่ห่�งจ�กบ้�นโนนวัดไปท�งทิศตะวันตกประม�ณ
๒ กิโลเมตรได้พบหลักฐ�นสำ�คัญของวัฒนธรรมโบร�ณในยุคเหล็ก และต่อจ�กนั้นจึงได้มี
ก�รขุดค้นอย่�งละเอียดที่บ้�นโนนวัด
ภ�พประกอบ ๖๑ : ท�งเข้�บ้�นโนนวัดในปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
63
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
โครงก�รช่วงที่ ๑ The Development of An Iron Age Chiefdom : Phase
Two โดยศ�สตร�จ�รย์ช�ร์ล ไฮแอม (Prof. Charles Hiam) จ�กมห�วิทย�ลัยโอท�โก
ประเทศนิวซีแลนด์ ร่วมกับนักวิจัยช�วไทย ระหว่�ง พ.ศ.๒๕๔๗ – พ.ศ.๒๕๕๒ พบว่�แหล่ง
โบร�ณคดีบ้�นโนนวัดเป็นก�รตั้งรกร�ก ของชุมชนก่อนประวัติศ�สตร์ เป็นสังคมเกษตรกรรม
สังคมแรกมีอ�ยุร�ว ๒,๑๐๐ – ๑,๒๕๐ ปีก่อนสมัยประวัติศ�สตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ยุคหินใหม่
ยุคสำ�ริด ยุคเหล็ก จนถึงสมัยประวัติศ�สตร์ตอนต้น ซึ่งมีประวัติศ�สตร์ย�วน�นคล้�ย
บ้�นเชียง แต่สิ่งที่ขุดค้นได้จ�กแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดมีม�กม�ยกว่�บ้�นเชียง และยัง
คงสภ�พคว�มสมบูรณ์ไว้ได้ มีคว�มต่อเนื่องของวัฒนธรรมโบร�ณ ซึ่งยังไม่เคยปร�กฏขึ้นใน
ประเทศไทย
โครงก�รช่วงที่ ๒ Environment Change and Society before Angkor : Ban
Non Wat and the upper Mun River Catchment in Prehistory หลังจ�กโครงก�ร
ช่วงที่ ๑ เสร็จสิ้นลง ดร.ไนเจล ช�ง (Dr. Nigel Chang) จ�กมห�วิทย�ลัยเจมส์คุก ประเทศ
้
ออสเตรเลีย ร่วมกับนักวิจัยช�วไทย ได้ศึกษ�วิจัยก�รเปลี่ยนแปลงของสังคมลุ่มแม่นำ�มูลตอนบน
เพื่อค้นคว้�เพิ่มเติมในส่วนของวิถีชีวิตในรอบ ๕,๐๐๐ ปีก�รแก้ปัญห�สภ�วะแวดล้อม
้
้
โดยเฉพ�ะปัญห�ก�รข�ดแคลนนำ�และปัญห�นำ�ท่วม โดยเริ่มจ�กก�รเข้�ม�ตั้งถิ่นฐ�นของ
สังคมช�วน�สมัยแรกสุดในบริเวณนี้ ต่อด้วยก�รเข้�ม�ของเทคโนโลยีก�รใช้โลหะเป็นครั้งแรก ๆ
จ�กภ�ยนอกคือ ก�รใช้ทองแดง สำ�ริด และเหล็ก จ�กนั้นจึงมีก�รเกิดขึ้นของสังคมแบบรัฐ
มีผู้นำ�ของสังคม ซึ่งมีคว�มเกี่ยวพันกับอ�รยธรรมทว�รวดีในภ�คกล�งของประเทศไทย
และอ�ยธรรมขอมแห่งเมืองพระนครในประเทศกัมพูช�ในระยะเวล�ต่อม�
ก�รตั้งถิ่นฐ�นของชุมชนโบร�ณบ้�นโนนวัด
้
บ้�นโนนวัดมีลักษณะเป็นเนินดิน รูปร่�งค่อนข้�งกลม มีคูนำ�คันดินโบร�ณล้อมรอบ
หล�ยชั้น แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยอยู่เพียงเล็กน้อยท�งด้�นทิศเหนือและตะวันออกของ
หมู่บ้�น นอกนั้นกล�ยสภ�พเป็นทุ่งน� ห�กพิจ�รณ�จ�กทำ�เลที่ตั้งอ�จสังเกตได้ว่�บ้�นโนนวด
ั
เป็นเนินดินที่ตั้งอยู่ในทำ�เลที่ส�ม�รถใช้ประโยชน์จ�กแห่งทรัพย�กรธรรมช�ติได้อย่�งหล�กหล�ย
64
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ลักษณะก�รตั้งถิ่นฐ�นแบบโบร�ณที่มีลักษณะเป็นเนินดินตั้งอยู่กล�งที่ร�บ
้
้
มีลำ�นำ�ไหลผ่�นในระยะที่ไม่ไกลนัก แสดงถึงกระบวนก�รแก้ปัญห�เรื่องนำ�ของชุมชนโบร�ณ
้
ที่อ�ศัยอยู่ ณ ที่นี้ในอดีต ทั้งนี้กระบวนก�รก่อสร้�งคูนำ�คันดินเป็นกิจกรรมก่อสร้�งที่ต้อง
อ�ศัยแรงง�นจำ�นวนม�ก ซึ่งน่�จะได้ม�จ�กทั้งแรงง�นคนและสัตว์ โดยต้องอ�ศัยก�รร่วมแรง
ร่วมใจ และก�รจัดตั้งหน่วยง�นท�งสังคมบ�งอย่�ง เพื่อให้บรรลุภ�รกิจก�รก่อสร้�งขน�ดใหญ่
เช่นนี้ได้
ศ�สตร�จ�รย์ช�ร์ล ไฮแอม (Prof. Charles Hiam) จ�กมห�วิทย�ลัยโอท�โก ประเทศ
นิวซีแลนด์ ผู้เข้�ม�ศึกษ�วิจัยแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดในโครงก�รช่วงที่ ๑ ได้กล่�วถึง
ก�รตั้งถิ่นฐ�นของชุมชนโบร�ณบ้�นโนนวัดไว้ว่� “...ชนกลุ่มแรกที่มาที่นี่เมื่อราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว
พบกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนสภาพของป่าแถบนี้เป็น
้
้
ป่าทึบ มีหนองนำาและลำานำาหลายสาย มีชีวิตสัตว์ที่น่าทึ่ง ทั้งเสือ วัวป่า กวางป่า แรด ควาย
ปลา และหอยนานาชนิด และความสมบูรณ์ทางอาหาร พวกเขามีขวานหินอันเล็ก ๆ เอาไว้
ล้มต้นไม้ เพื่อที่จะขยายพื้นที่ทำานาข้าว พวกเขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องอาหาร และพวกเขายังมี
ร่างกายที่กำายำา...” คำ�กล่�วนี้ได้สะท้อนให้เห็นภ�พก�รตั้งถิ่นฐ�นของชุมชนโบร�ณบ้�นโนนวัด
ได้เป็นอย่�งดี
หลักฐ�นท�งโบร�ณคดีสมัยก่อนประวัติศ�สตร์ที่ขุดค้นพบ
จ�กหลักฐ�นท�งโบร�ณคดีสมัยก่อนประวัติศ�สตร์พบว่�ชมชุนบ้�นโนนวัดเป็นสังคม
เกษตรกรรม มีก�รเพ�ะปลูกข้�ว เลี้ยงสัตว์ และล่�สัตว์ มีก�รพบเมล็ดข้�วเป็นจำ�นวนม�ก
ในหลุมฝังศพ และยังพบกระดูกไก่ ไข่ไก่ กระดูกหมู กระดูกสุนัข กระดูกวัว กระดูกคว�ย เปลือก
หอยทะเล กระดูกปล� ชุมชนบ้�นโนนวัดมีประเพณีก�รฝังศพที่แสดงให้เห็นถึงก�รแบ่งชนชั้น
ในสังคมแล้ว โดยอ�ศัยหลักฐ�นก�รนำ�ภ�ชนะดินเผ�ใส่ไปในหลุมฝังศพ มีก�รใส่ลูกปัด
ทองคำ� และกำ�ไล ลงไปในหลุมฝังศพด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถ�นะของผู้ต�ย พื้นที่บริเวณ
บ้�นโนนวัดมีก�รค้นพบโครงกระดูกแล้วถึง ๖๓๕ โครง โบร�ณวัตถุม�กกว่� ๒๐,๐๐๐ ชิ้น
เครื่องปั้นดินเผ�ที่ยังมีคว�มสมบูรณ์ม�กกว่� ๔,๐๐๐ ชิ้น และแงดินเผ�ม�กกว่� ๑,๐๐๐ ชิ้น
ซึ่งไม่เคยมีก�รค้นพบอะไรที่ม�กอย่�งนี้ม�ก่อนในประเทศไทย
65
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ยุคหินใหม่ อยู่ในช่วงประม�ณ ๔,๐๐๐ – ๓,๓๐๐ ปีม�แล้ว
มีก�รค้นพบที่ชั้นคว�มลึกสูงสุด และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่พบศพผู้ใหญ่
ถูกบรรจุไว้ในภ�ชนะดินเผ�ขน�ดใหญ่อ�ยุประม�ณ ๔,๐๐๐ ปี ซึ่งที่พบกันส่วนม�กจะเป็น
ศพเด็กเท่�นั้นที่ถูกบรรจุไว้ในภ�ชนะดินเผ� ก�รฝังศพในยุคหินใหม่นี้จะมีลักษณะนอนหง�ย
เหยียดย�ว พร้อมด้วยภ�ชนะดินเผ� กระดูกหมู เปลือกหอยก�บ และฝังในไหขน�ดใหญ่
ภ�พประกอบ ๖๒-๖๓ : โครงกระดูกผู้ใหญ่บรรจุในภ�ชนะดินเผ�ในยุคหินใหม่ แหล่งโบร�ณคดี
บ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
ยุคสำ�ริด อยู่ในช่วงประม�ณ ๓,๓๐๐ – ๒,๕๐๐ ปีม�แล้ว
เป็นยุคที่มนุษย์ส�ม�รถพัฒน�เครื่องมือ เครื่องใช้ให้ส�ม�รถมีประสิทธิภ�พสูงขึ้น
มีก�รรู้จักใช้โลหะผสมระหว่�งทองแดงกับดีบุก ที่เรียกว่� “สำ�ริด” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
มีก�รใช้ไฟในก�รหลอมโลหะ มีกระบวนก�รหล่อโลหะให้เกิดเป็นรูปต่�ง ๆ เป็นยุคที่มี
ก�รสร้�งสรรค์ง�นศิลปะม�กขึ้น มีก�รพัฒน�เครื่องปั้นดินเผ�ให้มีสีสันและลวดล�ยสวยง�ม
้
ลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพ�ะตัวของเครื่องปั้นดินเผ�ยุคสำ�ริดของลุ่มแม่นำ�มูลตอนบน
คือภ�ชนะรูปทรงกระโถนป�กแตร
ก�รฝังศพของมนุษย์ยุคสำ�ริดพบว่�ส่วนม�กมีลักษณะนอนหง�ยเหยียดย�ว
มีสิ่งของใส่ลงไปในหลุมฝังศพด้วย เช่น ภ�ชนะดินเผ� กระดูกวัว กระดูกหมู นอกจ�กนี้พบว่�
มักจะมีเครื่องประดับ และเครื่องใช้ฝังลงไปด้วย เช่น กำ�ไรสำ�ริด กำ�ไรเปลือกหอย กำ�ไลหิน เป็นต้น
ภ�ชนะดินเผ�ยุคสำ�ริดที่พบที่บ้�นโนนวัดเป็นล�ยที่เป็นเอกลักษณ์ไม่พบที่ไหนม�ก่อน
เป็นลวดล�ยของเส้นโค้งที่ซับซ้อนที่ว�ดโดยมนุษย์ ท�บบนพื้นผิวของภ�ชนะดินเผ�
ลักษณะคล้�ยหน้�มนุษย์
66
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๖๔ : ภ�ชนะรูปทรงกระโถนป�กแตรเอกลักษณ์เฉพ�ะตัวของเครื่องปั้น
ดินเผ�ยุคสำ�ริด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
ภ�พประกอบ ๖๕ : โครงกระดูกมนุษย์ยุคสำ�ริดซึ่งค�ดว่�เป็นผู้นำ�ชุมชนโดยสังเกตจ�กเครื่อง
ประดับ
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
67
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๖๖ : ลวดล�ยบนภ�ชนะยุคสำ�ริดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพ�ะบ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
ยุคเหล็ก อยู่ในช่วงประม�ณ ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีม�แล้ว
เป็นระยะสุดท้�ยที่พบหลักฐ�นก�รฝังศพของแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด หลุมศพ
ในยุคเหล็กระยะแรก ๒,๕๐๐ – ๒,๑๐๐ ปี นิยมใส่สิ่งของของผู้ต�ยไว้ เช่น ภ�ชนะดินเผ�ก้นกลม
ล�ยเชือกท�บจำ�นวนหล�ยใบ ภ�ยในมักบรรจุุกระดูกปล�ช่อน บ�งใบมีกระดูก
ปล�ดุก มีภ�ชนะผิวเรียบทรงช�ม ภ�ชนะเหล่�นี้จะถูกทุบให้แตกแล้วนำ�ม�ว�งเรียงกันไว้
ในหลุมฝังศพ สิ่งของอย่�งอื่นที่ใส่รวมไว้ในหลุมฝังศพผู้ต�ย ได้แก่ แงดินเผ� เครื่องมือเครื่องใช้ที่
ทำ�จ�กเหล็ก กระดูกข้อเท้�หมู กระดูกข้อเท้�คว�ย กระดูกสุนัข หรือกระดูกหมูทั้งตัว
ที่ศพมักประดับด้วยลูกปัดที่ทำ�จ�กอะเกต ค�ร์นีเลียน กำ�ไลข้อมือ กำ�ไลข้อเท้� ทำ�จ�กสำ�ริด
ส่วนก�รฝังศพในยุคเหล็กตอนปล�ย ช่วงประม�ณ ๒,๑๐๐ – ๑,๕๐๐ ปี ที่พบที่ชั้นดินช่วง
บนๆ สภ�พของโครงกระดูกจะถูกรบกวนโดยคนในยุคสมัยหลังๆ ลักษณะที่พบร่วมกับ
โครงกระดูก มีสีดำ� ขัดมัน และมีเส้นล�ยในตัว เกิดจ�กก�รใช้ก้อนกรวดกดล�กทำ�ลวดล�ยบนผิว
ภ�ชนะ ภ�ชนะลวดล�ยแบบนี้รู้จักกันในน�ม “พิม�ยดำ�” เป็นเอกลักษณ์ของภ�ชนะดินเผ�
้
ยุคเหล็กของลุ่มนำ�มูลตอนบน
68
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๖๗ : เครื่องประดับในยุคเหล็ก แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
ภ�พประกอบ ๖๘ : ภ�ชนะดินเผ�แบบพิม�ยดำ� เอกลักษณ์ของภ�ชนะดินเผ�ยุคเหล็กของ
้
ลุ่มนำ�มูลตอนบน
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
69
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
กล่�วโดยสรุป ชุมชนโบร�ณที่แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดมีก�รดำ�รงชีวิต
หรือคว�มเป็นอยู่โดยก�รเลี้ยงสัตว์จำ�พวก วัว คว�ย หมู และสุนัข ล่�สัตว์และดักสัตว์จำ�พวกวัวป่�
หมูป่� กว�งป่� เนื้อสมัน ละอง ละมั่ง เนื้อทร�ย เก้ง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขน�ดเล็ก
้
้
้
จับสัตว์นำ�และสัตว์ครึ่งนำ�ครึ่งบกจำ�พวกปล� หอย เต่� และตะพ�บนำ� ก�รบริโภคสัตว์นิยม
กินไขกระดูก โดยก�รทุบขว�งกระดูก (diaphysis) นอกจ�กนี้ยังมีก�รเพ�ะปลูกข้�วและ
้
ก�รแลกเปลี่ยนสินค้�กับชุมชนภ�ยนอก สภ�พแวดล้อมของแหล่งโบร�ณคดีเป็นที่ร�บนำ�ท่วมขัง
้
้
และมีแม่นำ� ลำ�นำ�ส�ข� คลอง สระ หนอง ส่วนป่�นั้นที่โดดเด่นคือป่�เบญจพรรณ ป่�โปร่ง
ป่�แดง หรือป่�เต็งรัง เพร�ะป่�เหล่�นี้เป็นที่อยู่อ�ศัยของสัตว์ที่พบจ�กแหล่งโบร�ณคดีแห่งนี้
คว�มสำ�คัญของแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดมีคว�มสำ�คัญทั้งระดับท้องถิ่น ระดบช�ตและภมภ�ค
ิ
ั
ู
ิ
และระดับน�น�ช�ติ โดยในระดับท้องถิ่นได้มีนักวิจัยจ�กสถ�บันอุดมศึกษ�เข้�ร่วมก�รวิจัย
สถ�นศึกษ�หล�ยแห่งได้นำ�ผู้เรียนไปทัศนศึกษ�และสร้�งหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อจัดก�รเรียนรู ้
มีก�รจัดตั้งศูนย์ก�รเรียนรู้ท้องถิ่น มีก�รจ้�งง�นคนในหมู่บ้�น มีก�รเรียนรู้วิธีก�รจ�กนักวิจัย
ต่�งช�ติ มีก�รแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และมีก�รเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่�นผู้เยี่ยมชมและ
สื่อส�ธ�รณะต่�ง ๆ
คว�มสำ�คัญในระดับช�ติและภูมิภ�ค แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดช่วยเติมช่องว่�ง
ของข้อมูลเกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศ�สตร์ในภูมิภ�คนี้ เพร�ะโครงก�รที่บ้�นโนนวัดมีขน�ดใหญ่
และทำ�ต่อเนื่องกันเป็นเวล�น�นม�กกว่�แหล่งโบร�ณคดีแหล่งอื่น ๆ ในประเทศไทย ทำ�ให้
เกิดข้อมูลใหม่เกี่ยวกับคว�มสัมพันธ์ของสมัยหินใหม่ในประเทศไทย และข้อมูลเกี่ยวกับ
คว�มซับซ้อนของสังคมสมัยสำ�ริดและสมัยเหล็กม�กขึ้นกว่�เดิม สร้�งคว�มเข้�ใจที่แท้จริงเกี่ยวกับ
คว�มหล�กหล�ยของพื้นที่ในสมัยก่อนประวัติศ�สตร์ของประเทศไทย
คว�มสำ�คัญในระดับน�น�ช�ติได้ข้อมูลท�งโบร�ณคดีซึ่งเป็นที่สนใจในระดับ
น�น�ช�ติที่ว่�ด้วยกำ�เนิดคว�มเก่�แก่ ก�รแพร่กระจ�ยของสังคมเกษตรกรรมสมัยก่อน
ประวัติศ�สตร์ในระดับโลก ซึ่งวงก�รโบร�ณคดีระดับน�น�ช�ติได้ให้คว�มสนใจประเด็น
เรื่องก�รเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ซับซ้อนซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้�งล่�ช้�ในดินแดนตะวันออก
เฉียงใต้ ข้อมูลก�รวิจัยได้ตีพิมพ์ในว�รส�รและตำ�ร�เรียนในระดับน�น�ช�ติที่ว่�ด้วยวิช�
ประวัติศ�สตร์ของโลก ตัวอย่�งเช่น หนังสือเรื่องอดีตของมนุษยช�ติ
70
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
มีก�รพิมพ์บทคว�มในว�รส�ร Science Magazine และบทคว�มในว�รส�ร Archaeology
ซึ่งเป็นว�รส�รของสถ�บันโบร�ณคดีแห่งอเมริก�
จุดเด่นของแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดมีจุดเด่นหล�ยประก�ร ดังนี้
๑.เป็นแหล่งโบร�ณคดีที่มีคว�มต่อเนื่องท�งวัฒนธรรมที่ย�วน�นที่สุดในประเทศไทย
๒.มีหลุมขุดค้นขน�ดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๓.มีคว�มเก่�แก่อยู่ในยุคหินใหม่ ประม�ณ ๔,๕๐๐ ปีม�แล้ว ร่วมสมัยเดียวบ้�น
เชียง จังหวัดอุดรธ�นี ถึงประม�ณ ๑,๐๐๐ ปี
๔.มีลวดล�ยที่ปร�กฏบนภ�ชนะดินเผ�เป็นเอกลักษณ์เฉพ�ะที่บ้�นโนนวัด
๕.เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่พบศพผู้ใหญ่บรรจุใส่ในภ�ชนะดินเผ�ขน�ดใหญ่
มีอ�ยุร�ว ๔,๐๐๐ ปี
๖.พบซ�กเด็กท�รกไปจนถึงคนชร� โดยที่อื่นมีไม่ครบแบบที่นี่
๗.พบหลุมฝังศพของสุนัขโดยเป็นพิธีกรรมอ�ยุกว่� ๔,๐๐๐ ปี ซึ่งพบน้อยม�ก
ในหลุมขุดค้นในเอเชีย
๘.ได้รับก�รสันนิษฐ�นว่�เป็นสังคมเกษตรกรรมสังคมแรกในประเทศไทย
๙.ได้รับก�รสันนิษฐ�นว่�เป็นชุมชนหรือรัฐอิสระขน�ดเล็ก เพร�ะพบทุกอย่�งที่
เป็นลักษณะของชุมชน
๑๐.มีโอก�สได้รับก�รพิจ�รณ�ให้เป็น “แหล่งมรดกโลกบ้�นโนนวัด” ในอน�คต
71
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ศูนย์ก�รเรียนรู้ท้องถิ่นสมัยก่อนประวัติศ�สตร์แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
หลังจ�กก�รศึกษ�วิจัยเสร็จสิ้นลง ได้กลบปิดหลุมทั้งหมดที่มีก�รขุดค้นให้กลับ
สู่สภ�พเดิม และนำ�หลักฐ�นท�งโบร�ณคดีที่มีก�รขุดค้นพบไปเก็บรักษ�ไว้ ณ พิพิธภัณฑ์
สถ�นแห่งช�ติพิม�ย อำ�เภอพิม�ย จังหวัดนครร�ชสีม�ต�มที่กฎหม�ยกำ�หนด หน่วยง�น
ที่เกี่ยวข้องและประช�ชนในพื้นที่จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง “ศูนย์ก�รเรียนรู้ท้องถิ่น
สมัยก่อนประวัติศ�สตร์แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด” โดยในพ.ศ.๒๕๕๒ ได้ก่อสร้�งเป็นอ�ค�ร
ชั่วคร�ว และต่อม�ในพ.ศ.๒๕๕๕ ได้รับงบประม�ณก่อสร้�งอ�ค�รถ�วร เป็นอ�ค�รคอนกรีต
๒ ชั้น บนพื้นที่ประม�ณ ๒ ง�น บริเวณกล�งหมู่บ้�น จัดแสดงข้อมูล ภ�พถ่�ย หลักฐ�น
ท�งโบร�ณคดีบ�งร�ยก�รที่พบจ�กก�รขุดค้น และบริบทที่เกี่ยวข้องของบ้�นโนนวัด
จนถึงปัจจุบัน
ภ�พประกอบ ๖๙ : ศูนย์ก�รเรียนรู้ท้องถิ่นสมัยก่อนประวัติศ�สตร์แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
แหล่งข้อมูลภ�พ : wikipedia.org/wiki/แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด#:~:text
72
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ก�รเดินท�งไปแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด
เส้นท�งที่ ๑ จ�กอำ�เภอเมืองนครร�ชสีม�ไปท�งจังหวัดขอนแก่นต�มท�งหลวง
หม�ยเลข ๒ เลี้ยวซ้�ยไปอำ�เภอโนนสูงต�มท�งหลวงหม�ยเลข ๒๐๖๗ ถึงบ้�นดอนผว�
เลี้ยวขว�ไปต�มท�งหลวงชนบทถึงบ้�นมะรุม เลี้ยวขว�ไปบ้�นโนนวัด รวมระยะท�ง
ประม�ณ ๕๙ กิโลเมตร
เส้นท�งที่ ๒ จ�กอำ�เภอเมืองนครร�ชสีม�ไปท�งจังหวัดขอนแก่นต�มท�งหลวง
หม�ยเลข ๒ถึงบ้�นหญ้�ค�ใต้ เลี้ยวซ้�ยไปต�มท�งหลวงชนบทหม�ยเลข ๑๐๑๕ ถึงบ้�น
หนองม้� เลี้ยวซ้�ยไปต�มท�งหลวงชนบท ถึงบ้�นมะค่�และบ้�นมะรุม เลี้ยวซ้�ยไปบ้�นโนนวัด
รวมระยะท�งประม�ณ ๖๒ กิโลเมตร
บทสรุป
ก�รค้นพบโบร�ณวัตถุหรือโบร�ณสถ�นในพื้นที่ต่�ง ๆ ทั้งก�รค้นพบโดยบังเอิญ
หรือก�รค้นพบโดยก�รขุดค้น นับว่�เป็นหลักฐ�นสำ�คัญยิ่งที่ช่วยให้นักโบร�ณคดีได้ศึกษ�
วิเคร�ะห์ สังเคร�ะห์ แล้วปะติดปะต่อเรื่องร�วในอดีตร้อยเรียงเป็นภ�พประวัติศ�สตร์
ให้อนุชนได้เรียนรู้เรื่องร�วของบรรพชน สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตคว�มเป็นอยู่ วัฒนธรรม
และอ�รยธรรมของมนุษย์ที่เชื่อมโยงจ�กอดีตม�สู่ปัจจุบัน ช่วยให้เร�รู้จักและเข้�ใจร�กเหง้�
ของตนเอง เพื่อตระเตรียมวิถีชีวิตในอน�คตได้อย่�งมีทิศท�ง
แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดช่วยให้เร�ได้เรียนรู้ว่� ไม่น้อยกว่� ๔,๐๐๐ ปีม�แล้ว
ที่บรรพบุรุษของเร� ได้เคยอ�ศัยอยู่ที่นี่ มีพัฒน�ก�รจ�กสมัยก่อนประวัติศ�สตร์
ในยุคหินใหม่ ยุคสำ�ริด ยุคเหล็ก เข้�สู่สมัยประวัติศ�สตร์ในยุคทว�รวดี ขอม อยุธย�
รัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน มีอ�รยธรรมที่สะท้อนถึงคว�มเป็นชุมชนขน�ดใหญ่หรือนครรัฐ
ที่เคยเจริญรุ่งเรืองม�อย่�งย�วน�น นับเป็นหลักฐ�นสำ�คัญที่เพิ่มคว�มภ�คภูมิใจให้กับ
ช�วจังหวัดนครร�ชสีม�และช�วไทยทุกคนได้ตระหนักถึงคว�มยิ่งใหญ่ของบรรพชน
เพื่อเป็นแบบอย่�งให้อนุชนได้สร้�งสรรค์จรรโลงช�ติให้มีพัฒน�ก�รที่เจริญก้�วหน้�สืบต่อไป
73
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ร�ยก�รอ้�งอิง
ปัฐย�รัฐ ธรรมวงษ�. (ออนไลน์). ก�รพัฒน�สื่อก�รศึกษ�เพื่อก�รเรียนรู้แหล่งโบร�ณคดีก่อน
ประวัติศ�สตร์บ้�นโนนวัด ตำ�บลพลสงคร�ม อำ�เภอโนนสูง จังหวัดนครร�ชสีม�.
สืบค้นจ�ก www.tci-thaijo.org. วันที่ ๒ กุมภ�พันธ์ ๒๕๖๓.
วรชัย วิริย�รมภ์. (๒๕๕๒). “คว�มสำ�คัญของแหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัดที่มีต่อก�รศึกษ�
ท�งด้�นโบร�ณคดีของจังหวัดนครร�ชสีม�” รายงานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
เผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิจัยชาวต่างประเทศด้านโบราณคดีในจังหวัด
นครราชสีมา. สำ�นักง�นคณะกรรมก�รวิจัยแห่งช�ติ.หน้� ๒๕ – ๓๐.
ว�สน� ภ�นุรักษ์. (๒๕๕๒). “สภ�พท�งภูมิศ�สตร์บ้�นโนนวัด ตำ�บลพลสงคร�ม อำ�เภอ
โนนสูงจังหวัดนครร�ชสีม�” รายงานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเผยแพร่ผลงาน
วิจัยของนักวิจัยชาวต่างประเทศด้านโบราณคดีในจังหวัดนครราชสีมา.
สำ�นักง�นคณะกรรมก�รวิจัยแห่งช�ติ.หน้� ๑๑๒ - ๑๒๐
วิล�วัลย์ วัชรเกียรติศักดิ์. (ออนไลน์). การศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่น
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมบ้านโนนวัด ตำาบลพลสงคราม อำาเภอ
โนนสูง จังหวัดนครราชสีมา. สืบค้นจ�ก www.kmutt.ac.th. วันที่ ๒ กุมภ�พันธ์
๒๕๖๓.
พวงทิพย์ เกิดทรัพย์. (๒๕๕๒). “สังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัยที่บ้�นโนนวัด” รายงานการ
สัมมนาเชิงปฏิบัติการเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิจัยชาวต่างประเทศ
ด้านโบราณคดีในจังหวัดนครราชสีมา. สำ�นักง�นคณะกรรมก�รวิจัยแห่งช�ติ.
หน้� ๙๓ – ๑๐๒.
ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์. (๒๕๕๒). “ก�รขุดค้นและก�รบันทึกข้อมูลหลักฐ�นท�งโบร�ณคดี :
กรณีศึกษ�แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด” รายงานการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเผย
แพร่ผลงานวิจัยของนักวิจัยชาวต่างประเทศด้านโบราณคดีในจังหวัด
นครราชสีมา. สำ�นักง�นคณะกรรมก�รวิจัยแห่งช�ติ.หน้� ๖๑ – ๗๐.
74
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
แหล่งโบร�ณคดีบ้�นโนนวัด. (ออนไลน์). สืบค้นจ�ก www.wikipedia.org.
วันที่ ๒ กุมภ�พันธ์ ๒๕๖๓.
สำ�นักศิลปะและวัฒนธรรม มห�วิทย�ลัยร�ชภัฏนครร�ชสีม�. (๒๕๕๒). การขับเคลื่อน
การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์
บ้านโนนวัด ตำาบลพลสงคราม อำาเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา.
มห�วิทย�ลัยร�ชภัฏนครร�ชสีม� : มปท.
75
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ลำ�ตะคอง
อ�จ�รย์ ดร.รัตน์ด� เลิศวิชัย
คณะศึกษ�ศ�สตร์ มห�วิทย�ลัยวงษ์ชวลิตกุล
E-mail : [email protected]
บทนำ�
้
หยดนำา จากเขาใหญ่ รวมไหลไป คลองอีเฒ่า
หอมเย็น ชุ่มใจเขา โคราชเรา ลำาตะคอง
มี ๖ อำาเภอผ่าน ปากช่องธาร ลุ่มตะคอง
ปลิวล่อง ร้อยทำานอง สู่สีคิ้ว ริ้วป่ากอ
ล่องไป สูงเนินตาม เข้าสู่ขาม ทะเลสอ
สร้างถิ่น สร้างบ้านหอ อำาเภอเมือง เลื่องทวี
ลำาลิ่ว ลอยลงมูล ตะคองกูล อำาเภอดี
เฉลิม พระเกียรติศรี ยิ่งวิถี ถิ่นลำานำา
เมืองย่า เมืองหมอเพลง โคราชเอง พี่น้องนำา
อาบอิ่ม วัฒนธรรม ส่งสีสรรค์ ลำาตะคอง
้
แหล่งนำ�มีคว�มสำ�คัญในก�รดำ�รงชีวิตของมนุษย์ทั้งใช้ในก�รอุปโภคบริโภค
เป็นเส้นท�งคมน�คม เป็นแหล่งทรัพย�กรธรรมช�ติ และช่วยรักษ�สมดุลของระบบนิเวศ
้
้
้
้
ในภ�คตะวันออกเฉียงเหนือมีแม่นำ�ส�ยสำ�คัญหล�ยส�ย เช่น แม่นำ�มูล แม่นำ�ชี แม่นำ�
้
สงคร�ม ซึ่งมีแหล่งต้นนำ�ที่แตกต่�งกันออกไป สำ�หรับจังหวัดนครร�ชสีม�นั้นมีลำ�ตะคอง
้
้
้
เป็นลำ�นำ�ส�ยหนึ่งที่ไหลไปลงสู่แม่นำ�มูล ลำ�ตะคองเป็นลำ�นำ�สำ�คัญส�ยหนึ่งของจังหวัด
นครร�ชสีม� ผู้คนทั่วไปมักจะรู้จักลำ�ตะคองในฐ�นะที่เป็นเขื่อนลำ�ตะคอง ลำ�ตะคองเป็น
้
ลำ�นำ�ที่มีต้นกำ�เนิดในอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่ ต้นกำ�เนิดลำ�ตะคองมีคว�มสมบูรณ์ของระบบ
้
้
นิเวศธรรมช�ติม�กและยังมีคว�มเชื่อว่�เป็นแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์ ตลอดเส้นท�งลำ�นำ�ที่
ลำ�ตะคองไหลผ่�นมีเรื่องร�วของวิถีชีวิตชุมชนต่�ง ๆ มีก�รใช้ประโยชน์จ�กลำ�ตะคองอย่�ง
้
ม�กม�ย ลำ�ตะคองเป็นแหล่งนำ�ที่สำ�คัญหล่อเลี้ยงจังหวัดนครร�ชสีม�ม�อย่�งย�วน�น
ผู้เขียนจึงเห็นถึงคว�มสำ�คัญและคว�มน่�สนใจของลำ�ตะคองจึงได้ศึกษ�รวบรวมข้อมูลเกี่ยว
กับลำ�ตะคองนำ�ม�เรียบเรียงเป็นบทคว�มนี้
76
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ต้นกำ�เนิดลำ�ตะคอง
้
ลำ�นำ�ที่มีชื่อว่� “ลำ�ตะคอง” ส�ยนี้มีก�รบอกเล่�ต่อกันม�ถึงที่ม�ของชื่อ บ�งแหล่ง
้
เชื่อว่�ม�จ�กชื่อพืชคือต้น “ตะครอง” ชนิดหนึ่งที่พบม�กในบริเวณที่ลำ�นำ�นี้ไหลผ่�น
ต้นตะครองเป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง ๔-๖ เมตร ลำ�ต้นแตกกิ่งก้�น มีหน�ม ใบเดี่ยว เรียงสลับ
รูปไข่ เส้นใบส�มเส้น ออกจ�กโคน ไปจรดปล�ยใบ ดอกช่อดอกสีเหลือง แกมเขียวผลสด
รูปเกือบกลม และอีกหนึ่งที่ม�ของชื่อลำ�ตะคอง ก็คือมีก�รพบสัตว์เลี้อยคล�นชื่อว่� “ตะกอง”
้
หรือที่ช�วบ้�นทั่วไปเรียกกันว่� “ลั้ง” หรือ “กิ้งก่�ยักษ์” อ�ศัยบริเวณต้นนำ�ลำ�ตะคองใน
อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่ ตัวตะกองมีขน�ดลำ�ตัวย�วประม�ณ ๙๐-๑๒๐ เซนติเมตร ตะกอง
มักจะอ�ศัยอยู่บริเวณลำ�ห้วย ในบริเวณอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่ส�ม�รถพบตะกองได้ตลอด
้
ลำ�นำ�ที่ลำ�ตะคองไหลผ่�นตั้งแต่ฐ�นปฏิบัติก�รคลองอีเฒ่� ผ่�นศูนย์บริก�รนักท่องเที่ยว
้
้
้
นำ�ตกกองแก้ว ค่�ยเย�วชน บริเวณสน�มกอล์ฟเก่� นำ�ตกผ�กล้วยไม้ นำ�ตกเหวสุวัต
้
้
้
นำ�ตกเหวไทร นำ�ตกเหวประทุน และยังส�ม�รถพบได้ในแหล่งนำ�ใกล้เคียงลำ�ตะคอง เช่น
ห้วยสมอปูน คลองเหวนรก คลองท่�ด่�น (อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่, ๒๕๖๐) ทั้งสองแหล่งที่ม�
ของชื่อลำ�ตะคองล้วนมีคว�มเป็นไปได้และมีคว�มสอดคล้องกันอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใด
ี
ั
หรอมหลกฐ�นใดที่ยืนยันอย่�งแน่ชัด
ื
้
้
ลำ�ตะคองมีลักษณะเป็นลำ�นำ�ไม่ใช่แม่นำ�ขน�ดใหญ่ อ�จจะมีบ�งคนที่ไม่ใช่
้
้
ช�วจังหวัดนครร�ชสีม�อ�จจะเรียกว่�แม่นำ�ลำ�ตะคอง ถึงแม้ลำ�ตะคองจะเป็นลำ�นำ�ส�ยไม่ใหญ่
้
แต่ก็ส�ม�รถหล่อเลี้ยงพื้นที่ตลอดลุ่มนำ�ที่ลำ�ตะคองไหลผ่�นได้เป็นอย่�งดี ต้นกำ�เนิด
ของลำ�ตะคองอยู่ในอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่ บริเวณที่เทือกเข�ดงพญ�เย็นใกล้จะบรรจบ
้
้
กับเทือกเข�สันกำ�แพง นำ�จ�กเทือกเข�ไหลม�รวมกันจนเกิดเป็นแหล่งนำ�สำ�คัญแห่งหนึ่ง
้
ในอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่คือคลองอีเฒ่� ซึ่งเป็นต้นกำ�เนิดของลำ�ตะคองและเป็นแหล่งนำ�
สำ�หรับสัตว์ป่� อีกทั้งให้คว�มชุ่มชื้นกับพื้นที่ป่�ใกล้เคียง ลำ�ตะคองไหลผ่�นผืนป่�อุทย�น
แห่งช�ติเข�ใหญ่อยู่ในพื้นที่อำ�เภอป�กช่อง ลักษณะของพื้นที่เป็นหุบเข� ช�ยเข�และที่สูงมี
้
คว�มล�ดชัน มีที่ร�บแคบ ๆ ริมลำ�นำ�ผ่�นอำ�เภอสีคิ้ว ผ่�นอำ�เภอสูงเนิน อำ�เภอข�มทะเลสอ
้
อำ�เภอเมืองนครร�ชสีม� อำ�เภอเฉลิมพระเกียรติ และไหลลงแม่นำ�มูล
77
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ภ�พประกอบ ๗๐ : คลองอีเฒ่� ในอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่
แหล่งข้อมูลภ�พ : หนังสือพิมพ์โฟกัสโคร�ช, ๒๕๖๒
ภ�พประกอบ ๗๑ : ต้นตะครอง ภ�พประกอบ ๗๒ : ตัวตะกอง
แหล่งข้อมูลภ�พ : สมุนไพร.ไทย, ม.ป.ป.) แหลงขอมลภ�พ : อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่, ๒๕๖๐
ู
้
่
้
้
ต้นนำ�ลำ�ตะคอง แหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์
ต้นนำ�ลำ�ตะคอง ณ อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่นั้นเป็นแหล่งนำ�ที่เกิดจ�กผืนป่�ที่มี
้
้
้
้
ิ
คว�มอุดมสมบูรณ์ มีคว�มเชื่อว่�เป็นแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์จึงได้รับเลือกเป็นแหล่งนำ�ในพธ ี
้
้
พลีกรรมตักนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำ�ไปใช้ในพระร�ชพิธีบรมร�ช�ภิเษก พุทธศักร�ช ๒๕๖๒
เมื่อวันที่ ๔ พฤษภ�คม ๒๕๖๒ ได้มีพระร�ชพิธีบรมร�ช�ภิเษก พุทธศักร�ช ๒๕๖๒
เป็นพระร�ชพิธีบรมร�ช�ภิเษกสมเด็จพระเจ้�อยู่หัวมห�วชิร�ลงกรณ บดินทรเทพยวร�งกูร
เสด็จเถลิงถวัลยร�ชสมบัติเป็นพระมห�กษัตริย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งเฉลิม
พระปรม�ภิไธย พระบ�ทสมเด็จพระวชิรเกล้�เจ้�อยู่หัว พระมห�กษัตริย์รัชก�ลที่ ๑๐
แหงร�ชวงศ์จักรีอย่�งสมบูรณ์ ต�มโบร�ณร�ชประเพณี
่
78
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
ในพระร�ชพิธีบรมร�ช�ภิเษก พุทธศักร�ช ๒๕๖๒ นั้นได้มีพิธีสรงมุรธ�ภิเษก และทรง
้
้
้
รับนำ�อภิเษกซึ่งก่อนหน้�นั้นจึงได้มีพิธีพลีกรรมตักนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำ�ไปใช้ใน
พระร�ชพิธีบรมร�ช�ภิเษก
พระมห�ร�ชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธ�นพระครูพร�หมณ์อธิบ�ยว่� พิธีพลีกรรม
้
้
้
้
ตักนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นพิธีตักหรือขอแบ่งนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำ�ไป
้
ประกอบพิธีต่�ง ๆ เพื่อคว�มเป็นสิริมงคล วิธีก�รคัดเลือกแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในพระร�ช
้
้
พิธีบรมร�ช�ภิเษก ในส่วนนำ�สรง “พระมุรธ�ภิเษก” ประกอบด้วย นำ�จ�กเบญจสุทธคงค�
้
ทั้ง ๕ ส�ยและนำ�จ�กสระศักดิ์สิทธิ์ ๔ สระของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งใช้ม�ตั้งแต่อดีต
้
้
้
ั
้
ส่วนนำ�อภิเษกที่ประกอบด้วย นำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์จ�กกรุงเทพมห�นคร และ ๗๖ จงหวดนน
ั
ั
ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดจะเป็นผู้รับผิดชอบในก�รคัดเลือก ซึ่งแต่ละแหล่งก็มักจะเกี่ยวข้องกับ
้
้
ื
ประวัติและคว�มเชื่อของแต่ละจังหวัดเป็นพิธีตัก หรอขอแบงนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำ�
่
ไปประกอบพิธีต่�ง ๆ เพื่อคว�มเป็นสิริมงคล (องค์ก�รกระจ�ยเสียงและแพร่ภ�พส�ธ�รณะ
แห่งประเทศไทย, ๖ เมษ�ยน ๒๕๖๒)
้
้
้
สำ�หรับแหล่งนำ�ที่ใช้เป็นแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดนครร�ชสีม� คือต้นนำ�ลำ�ตะคอง
้
ในอุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่ซึ่งมีคว�มเชื่อว่�เป็นนำ�ที่เกิดจ�กธรรมช�ติ มีคว�มบริสุทธิ์
้
มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองรักษ�ต�มคว�มเชื่อของช�วนครร�ชสีม� พิธีพลีกรรมตักนำ�จ�กแหล่งนำ� ้
้
ศักดิ์สิทธิ์ ณ ต้นนำ�ลำ�ตะคอง มีขึ้นในวันที่ ๖ เมษ�ยน พ.ศ. ๒๕๖๒ เวล� ๑๐.๐๐ น.
โดยมีน�ยวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�เป็นประธ�นในพิธี
้
ณ บริเวณต้นนำ�ลำ�ตะคอง เหนือฐ�นปฏิบัติก�รเฉพ�ะกิจคลองอีเฒ่� อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่
เมื่อเริ่มพิธีผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�ได้เดินไปประจำ�จุดหน้�พระฉ�ย�ลักษณ์
สมเด็จพระเจ้�อยู่หัวถว�ยคว�มเค�รพ แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถว�ยคว�มเค�รพ
้
จ�กนั้นเดินไปยังโต๊ะบวงสรวง จุดธูปเทียนบูช�เพื่อประกอบพิธีพลีกรรมตักนำ�จ�กแหล่งนำ� ้
ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมส่งให้ผู้บริห�รระดับสูงร่วมปักธูป ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวันครร�ชสีม�
และผู้บริห�รระดับสูงเข้�ประจำ�จุด พร�หมณ์อ่�นโองก�รบวงสรวงเพื่อบูช�เทพยด�
้
เทพ�รักษ์ผู้ดูแลรักษ�สถ�นที่นำ�ศักดิ์สิทธิ์ จ�กนั้นผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�อ่�นค�ถ�
้
้
พลีกรรมตักนำ� ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�พร้อมเจ้�หน้�ที่เชิญขันส�คร และที่ตักนำ�
้
้
ไปยังแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์ เข้�ประจำ�จุดที่กำ�หนด เจ้�หน้�ที่เปิดฝ�ขันนำ�ส�คร เมื่อได้ฤกษ์เวล�
้
้
๑๑.๕๒ - ๑๒.๓๘ น. ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�ตักนำ�จ�กแหล่งนำ�ศักดิ์สิทธิ์ใส่ขันนำ� ้
้
ส�คร (ปริม�ณร้อยละ ๘๐ ของขันนำ�ส�คร)
79
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
้
้
ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�ส่งที่ตักนำ�ให้เจ้�หน้�ที่ เจ้�หน้�ที่ปิดฝ�ขันนำ�ส�คร ห่อด้วย
้
ผ้�ข�ว ผูกริบบิ้นสีข�ว ผู้ว่�ร�ชก�รจังหวัดนครร�ชสีม�และเจ้�หน้�ที่ผู้เชิญขันนำ�ส�ครและ
้
ที่ตักนำ�ไปยังรถ ขบวนรถเคลื่อนไปยังวัดพระน�ร�ยณ์มห�ร�ช หรือวัดกล�งนคร อำ�เภอเมือง
้
จังหวัดนครร�ชสีม� สถ�นที่ประกอบพิธีทำ�นำ�อภิเษก (อุทย�นแห่งช�ติเข�ใหญ่, ๒๕๖๒)
้
้
ภ�พประกอบ ๗๓ : พิธีพลีกรรมตักนำ�ศักดิ์สิทธิ์ ณ ต้นนำ�ลำ�ตะคอง
แหล่งข้อมูลภ�พ : สย�มรัฐออนไลน์, ๖ เมษ�ยน ๒๕๖๒
้
สภ�พทั่วไปของลุ่มนำ�ลำ�ตะคอง
้
้
้
้
้
ลุ่มนำ�ลำ�ตะคองเป็นลุ่มนำ�ส�ข�ของลุ่มนำ�มูล โดยลุ่มนำ�ลำ�ตะคองมีพื้นที่ลุ่มนำ�
้
้
ประม�ณ ๓,๓๑๐ ต�ร�งกิโลเมตร พื้นที่ลุ่มนำ�ลำ�ตะคองบริเวณต้นนำ�จ�กเขื่อนลำ�ตะคองขึ้นไป
้
้
ท�งต้นนำ�มีพื้นที่ลุ่มนำ� ๑,๔๓๐ ต�ร�งกิโลเมตร ลำ�ตะคองช่วงนี้ไหลผ่�นอำ�เภอป�กช่องลงสู ่
้
้
เขื่อนลำ�ตะคองมีคว�มล�ดชันลำ�นำ�ค่อนข้�งชัน ส่วนพื้นลุ่มนำ�ลำ�ตะคองตอนกล�งและตอนล่�ง
ไหลผ่�นอำ�เภอสีคิ้ว อำ�เภอสูงเนิน อำ�เภอข�มทะเลสอ อำ�เภอเมืองนครร�ชสีม� แล้วไหล
้
ไปบรรจบแม่นำ�มูลที่อำ�เภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครร�ชสีม�
้
้
ลำ�นำ�ลำ�ตะคอง แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือช่วงที่ ๑ จ�กต้นนำ�ถึงช่องเข�เขื่อนลั่นและ
้
เข�ถ่�นเสียดในเขตอำ�เภอสีคิ้วซึ่งเป็นที่ตั้งของเขื่อนลำ�ตะคอง ลำ�นำ�ช่วงนี้จะมีคว�มล�ดเท
้
ชันม�ก ลำ�นำ�ช่วงนี้มีคว�มย�ว ๑๑๕ กิโลเมตร และช่วงที่ ๒ จ�กท้�ยเขื่อนลำ�ตะคองลงม�
มีที่ร�บลำ�น้ำ�สองฝั่งต่อเนื่องกันตลอดไปผ่�นพื้นที่อำ�เภอสีคิ้ว อำ�เภอสูงเนิน
80
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
อำ�เภอข�มทะเลสอ อำ�เภอเมือง อำ�เภอเฉลิมพระเกียรติ ช่วงที่ลำ�ตะคองใกล้จะผ่�นอำ�เภอ
้
ข�มทะเลสอ มีลำ�นำ�แยกออกไปท�งทิศเหนือที่บ้�นโก่งแระมีแนวเกือบขน�นกับลำ�ตะคองไหลผ่�น
พื้นที่อำ�เภอเมืองแล้วไปบรรจบกับลำ�ตะคองต�มเดิมที่บ้�นกันผม อำ�เภอเฉลิมพระเกียรติ
้
บริเวณดังกล่�วอยู่ก่อนถึงบริเวณที่ลำ�ตะคองจะไหลลงแม่นำ�มูล ๕ กิโลเมตร ลำ�บริบูรณ์
้
มีคว�มย�ว ๓๕ กิโลเมตร สำ�หรับลำ�ตะคองช่วงที่ ๒จ�กท้�ยเขื่อนถึงแม่นำ�มูลย�ว ๑๒๕
กิโลเมตร รวมคว�มย�วของลำ�ตะคองตลอดทั้งส�ย ๒๔๐ กิโลเมตร (สำ�นักชลประท�นที่ ๘
กรมชลประท�น, ๒๕๕๗)
้
ลักษณะภูมิอ�ก�ศบริเวณลุ่มนำ�ลำ�ตะคอง อยู่ภ�ยใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตก
เฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมี ๓ ฤดูก�ล คือ ฤดูฝน ฤดูหน�ว และฤดูร้อน
นอกจ�กอิทธิพลของมรสุมแล้ว ยังได้รับอิทธิพลของพ�ยุดีเปรสชั่นท�งทิศตะวันออก ฤดู
ฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภ�คม ถึงกล�งเดือนตุล�คม โดยได้รับอิทธิพลจ�กพ�ยุมรสุมในทะเลจีนใต้
โดยในเดือนกันย�ยนจะมีฝนตกชุกที่สุด ลักษณะภูมิอ�ก�ศเฉลี่ยในแต่ละเดือนที่สถ�นีตรวจวัด
อ�ก�ศกรมอุตุนิยมวิทย�ได้ทำ�ก�รตรวจวัด บริเวณอำ�เภอเมืองนครร�ชสีม� ซึ่งสรุปเป็น
ค่�เฉลี่ยทั้งปีได้ดังนี้ อุณหภูมิ ๒๖.๗ องศ�เซลเซียส ปริม�ณก�รระเหย ๑๕๖.๑ มิลลิเมตร/
เดือน คว�มเร็วลมผิวพื้น ๓.๘ กิโลเมตร/ชั่วโมง คว�มชื้นสัมพัทธ์ ๗๒.๐ เปอร์เซ็นต์ (สำ�นัก
ชลประท�นที่ ๘ กรมชลประท�น, ๒๕๕๗)
้
ตลอดลุ่มนำ�ลำ�ตะคองมีก�รใช้ประโยชน์ในจังหวัดนครร�ชสีม�หล�ยรูปแบบได้แก่
้
้
ใช้นำ�ในก�รเพ�ะปลูกทำ�ก�รเกษตร ใช้สำ�หรับอยู่อ�ศัยในชุมชน เป็นแหล่งนำ�เพื่อก�รประป�
้
้
เป็นแหล่งนำ�ในก�รอุตส�หกรรม เป็นแหล่งเพ�ะพันธุ์สัตว์นำ� และเป็นแหล่งท่องเที่ยว
พักผ่อนหย่อนใจ เพื่อให้ก�รใช้ประโยชน์จ�กลำ�ตะคองเป็นไปอย่�งมีประสิทธิภ�พ จำ�เป็นต้องมี
้
ก�รบริห�รจัดก�รและพัฒน�แหล่งนำ� สำ�นักง�นชลประท�นที่ ๘ กรมชลประท�น
้
เป็นหน่วยง�นที่มีหน้�ที่รับผิดชอบโครงก�รส่งนำ�และบำ�รุงรักษ�ลำ�ตะคอง
้
โครงก�รส่งนำ�และบำ�รุงรักษ�ลำ�ตะคอง เกิดขึ้นม�อย่�งต่อเนื่องเพื่อเป็น
้
ก�รบริห�รจัดก�รก�รใช้นำ�ลำ�ตะคองให้เกิดประโยชน์สูงสุด สืบเนื่องจ�กในอดีตก่อนปี
้
พ.ศ. ๒๔๘๒ บริเวณที่ร�บในลุ่มนำ�ลำ�ตะคองตอนล่�งในท้องที่อำ�เภอเมืองนครร�ชสีม�
้
ประช�ชนจะปิดทำ�นบหรือหลุกเพื่อทดนำ�ขึ้นไปใช้ แต่พื้นที่เพ�ะปลูกส่วนใหญ่ยังคง
้
้
ข�ดแคลนนำ�อยู่ กรมชลประท�นจึงได้มีโครงก�รทดและส่งนำ�ลำ�ตะคองเพื่อช่วยเหลือพื้นที่
้
้
เพ�ะปลูก โดยสร้�งเป็นเขื่อนทดนำ�และระบ�ยนำ�ขึ้น อยู่ในลำ�บริบูรณ์ ๕ แห่ง คือ ที่บ้�นโคกแฝก
บ้�นทุ่ง บ้�นโพธิ์เตี้ย บ้�นน�ตม บ้�นจอหอ และในลำ�ตะคอง ๔ แห่ง
81
สารานุกรมโคราชศึกษา ๓
Encyclopedia of Korat Study 3
้
คือ บ้�นมะข�มเฒ่� บ้�นคนชุม บ้�นข่อยง�ม และบ้�นกันผมเพื่อส่งนำ�ให้กับพื้นที ่
รวมประม�ณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ ต่อม�มีคว�มต้องก�รใช้ม�กขึ้น จึงจำ�เป็นต้องสร้�งเขื่อน
้
้
้
้
เก็บกักนำ�ท�งต้นนำ�ของลำ�ตะคองเพื่อแก้ไขปัญห�เรื่องนำ�ในที่ร�บสองฝั่งลำ�นำ� โดยได้เริ่มง�น
ก่อสร้�งเบื้องต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ สร้�งเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ สิ้นค่�ใช้จ่�ยรวม ๒๓๖
้
้
้
ล้�นบ�ท ต่อม�กรมชลประท�นได้พิจ�รณ�สร้�งเขื่อนทดนำ�และระบ�ยนำ�พร้อมระบบส่งนำ�
เพิ่มขึ้นอีก ๒ แห่ง ที่บ้�นมะเกลือใหม่และที่บ้�นกุดหิน เริ่มก่อสร้�งใน พ.ศ. ๒๕๒๓
้
แล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๕๒๘ และเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔-๒๕๕๕ มีก�รสร้�งอ�ค�รแบ่งนำ� และอ�ค�รแบ่งนำ� ้
้
้
้
ละลมหม้อ ตำ�บลโคกกรวด และคลองผันนำ�จ�กเขื่อนทดนำ�และระบ�ยนำ�โคกแฝกสู่บึงพุดซ�
้
(โครงก�รส่งนำ�และบำ�รุงรักษ�ลำ�ตะคอง, ๒๕๖๐)
เขื่อนลำ�ตะคอง
จังหวัดนครร�ชสีม�เป็นจังหวัดที่มีก�รขย�ยตัวของชุมชนเมืองอย่�งต่อเนื่อง
้
้
หลังจ�กที่มีท�งคมน�คมสะดวกขึ้น ป่�ไม้บริเวณต้นนำ�ของลุ่มนำ�ลำ�ตะคองก็ยิ่งถูกบุกเบิก
้
้
ม�กขึ้นกว่�แห่งอื่น ๆ ในภ�คตะวันออกเฉียงเหนือทำ�ให้สภ�พก�รข�ดแคลนนำ�และนำ�ท่วม
้
บนที่ร�บสองฝั่งลำ�ตะคอง จนในฤดูแล้งไม่มีนำ�ในลำ�ตะคองใช้สำ�หรับก�รประป�ที่จังหวัด
้
้
นครร�ชสีม� ดังนั้นจึงจำ�เป็นต้องสร้�งเขื่อนเก็บนำ�ท�งต้นนำ�ของลำ�ตะคอง โดยสร้�งกั้น
ลำ�ตะคองที่ช่องเข�เขื่อนลั่นกับช่องเข�ถ่�นเสียดที่ตำ�บลล�ดบัวข�ว อำ�เภอสีคิ้ว ส�ม�รถเก็บกักนำ� ้
ไว้ได้ ๓๑๐ ล้�นลูกบ�ศก์เมตร เริ่มง�นก่อสร้�งในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๒
สำ�นักชลประท�นที่ ๘ กรมชลประท�น (๒๕๕๗) ได้เสนอข้อมูลที่น่�สนใจเกี่ยวกับ
้
ลักษณะของเขื่อนและประโยชน์ของเขื่อนลำ�ตะคองไว้ดังนี้ เขื่อนเก็บนำ�ลำ�ตะคองได้เริ่มง�น
ก่อสร้�งเบื้องต้นขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ สร้�งกั้นลำ�ตะคองที่ช่องเข�เขื่อนลั่นกับช่องเข�ถ่�นเสียด
ที่ตำ�บลล�ดบัวข�ว อำ�เภอสีคิ้ว ที่ท�งแยกจ�กถนนมิตรภ�พที่ กิโลเมตร ๑๙๓+๗๐๐ เข้�ไป
้
้
๑.๕๐๐ กิโลเมตร เนื้อที่ลุ่มนำ�หรืออ�ณ�เขตรับนำ�ฝนเหนือที่ตั้งเขื่อนมี ๑,๔๓๐ ต�ร�ง
้
กิโลเมตร มีปริม�ณนำ�ไหลเฉลี่ยต่อปี ๖.๗๐ ลูกบ�ศก์เมตรต่อวิน�ที ซึ่งเมื่อคิดเป็นปริม�ณนำ� ้
ทั้งปีจะได้ประม�ณ ๒๑๒ ล้�นลูกบ�ศก์เมตร
82