The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์สากล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-02-13 00:08:19

ประวัติศาสตร์สากล

ประวัติศาสตร์สากล

ประวัติศาสตร์สากล

สมาชิก

นาย รัฐศาสตร์ สมสนุก นางสาว จิดาภา แก้วดำ

ความหมายของประวัติศาสตร์

เป็นการค้นพบ ค้นหา รวบรวม จัดระเบียบและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต
ประวัติศาสตร์ยังอาจหมายถึงช่วงเวลาหลังมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้น

บุคคลสำคัญ

เฮอรอโดทัส เป็นนักประวัติศาสตร์ ชาวกรีกโบราณ ผู้เกิด
ที่ฮาลิการ์แนสซัส ในจักรวรรดิเปอร์เซีย (ปัจจุบันคือ โบดรุ
ม,ประเทศตุรกี )
เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประพันธ์ เดอะฮิสตอรีส เนื้อหาเกี่ยวกับ
การบันทึก สงครามกรีก-เปอร์เซียเขามักได้รับการยกย่อง
ให้เป็ น
" บิดาแห่งประวัติศาสตร์ " ที่ซึ่งมีผู้เรียกขานเขาเช่นนี้มา
ตั้งแต่หนึ่ งร้อยปี ก่อนคริสตกาล

ซือหม่าเชียน

เป็ นนักบันทึกประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่โดนตอองคชาต
ในสมัย ราชวงศ์ฮั่น ตรงกับรัชสมัยจักรพรรดิ ฮั่นอู่
ตี้(140 - 87 ก่อน คริสตกาล)

พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการศึกษา การ
ปกครอง การต่างประเทศ การสาธารณสุข หลัก
รัฐประศาสนศาสตร์เปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และ
ศิลปวัฒนธรรม ทรงได้รับพระสมัญญานามเป็น "พระบิดาแห่ง
ประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย" และ "พระบิดาแห่งมัคคุเทศก์
ไทย"

ศักราชที่พบในประวัติศาสตร์ไทย ศักราชที่พบในประวัติศาสตร์สากล

มหาศักราช(ม.ศ.)กิดขึ้นในประเทศ คริสต์ศักราช (ค.ศ.)เริ่มนับศักราชที่ ๑ โดยนับ
อินเดียภายหลังพุทธศักราช ๖๒๑ ปีแพร่ เมื่อพระเยชูศาสนาของศาสนาคริสต์ประสูติหลัง
หลายเข้ามาสู่ประเทศไทย พุทธศักราช ๕๔๓ ปีเป็นศักราชที่ใช้กันแพร่
หลายทั่วโลกอันเนื่ องมาจากประเทศมหาอำนาจ

พุทธศักราช(พ.ศ.)เกิดขึ้นในประเทศ

อินเดียและแพร่หลายในประเทศที่ตน ฮิจเราะห์ศักราช(ฮ.ศ.)เป็ นการนับศักราชที่
นับถือพุทธศาสนาเป็ นหลัก ประเทศส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

จุลศักราช(จ.ศ.)เกิดขึ้นในประเทศพม่าภาย


หลังพุทธศักราช ๑๑๘๑ ปีแพร่หลายเข้ามาสู่

ประเทศไทย

รัตนโกสินทร์ศก(ร.ศ.)
เป็ นการนับศักราชที่ใช้เฉพาะประเทศไทย

การเปรียบเทียบศักราช

การเปรียบเทียบศักราชสามารถกระทำได้ง่ายๆ โดยนำตัวเลขผลต่าง
ของอายุศักราชแต่ศักราชมาบวกหรือลบกับศักราชที่เราต้องการตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ม.ศ.+621 = พ.ศ พ.ศ.-1181 = จ.ศ.
พ.ศ.-2325 = ร.ศ. จ.ศ.+1181 = พ.ศ.
พ.ศ.-543 = ค.ศ. ร.ศ.+2325 = พ.ศ.
ค.ศ.-621 = ฮ.ศ. ฮ.ศ.+621 = ค.ศ
พ.ศ.-621 = ม.ศ. ฮ.ศ.+1164 = พ.ศ.
ค.ศ.+543 = พ.ศ.

วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ กระบวนการ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากเรื่องราวหรือ
เหตุการณ์ ทางประวัติศาสตร์ซึ่งได้จากการค้นคว้าหาข้อมูล จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
เพื่อน ามาวิเคราะห์ และอธิบายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การศึกษานั้น
ได้ข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียงและ ถูกต้องมากที่สุด

ประวัติศาสตร์สากล

สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Pre-historical Period)

คือช่วงเวลาที่มนุษย์ยังไม่มีตัวอักษรจดบันทึกเรื่องราว การแบ่งยุคออก
เป็ นยุคหินเก่ายุคหินกลางและยุคหินใหม่ส่วนยุคโลหะก็มีการแบ่งเป็ นยุคสำริดกับ
ยุคเหล็ก

สมัยประวัติศาสตร์ (Historical Period)

เป็นสมัยที่มนุษย์รู้จักคิดตัวอักษรขึ้น และจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรจารึกลงบน แผ่นหิน
ดินเหนียว อิฐ หรือเขียนลงบนแผ่นผ้า ยุคประวัติ ศาสตร์ยังแบ่งย่อยออกเป็น 4 ยุค เพื่อ
ประโยชน์ในการบันทึกประวัติศาสตร์ ดังนี้คือ

ยุคโบราณ (Ancient Ages) เริ่มตั้งแต่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง เป็น ประเทศชาติ
มีอักษรใช้ มีอารยธรรม โดยเริ่มจากกลุ่มแม่น้ำไนล์ ไทกริส-ยูเฟรติส ฮวงโห สินธุ กรีซ เป็น
แหล่ง กำเนิด ของอารยธรรมสำคัญ ๆ และสิ้นสุดลงเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายเพราะถูกชาว
ติวตัน ทำลาย ล้างเมื่อปี ค.ศ. 476

ยุคกลาง (Middle Ages) หรือยุคมืด (Dark Ages) ยุโรปตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของ
เผ่า ต่าง ๆ ศิลปวิทยาการที่เคยเจริญรุ่งเรืองหยุดชะงักลง จนถึงปี ค.ศ. 1453

ยุคสมัยใหม่ เริ่มต้นเมื่อมียุโรปฟื้ นตัวจากการถูกครอบงำและเริ่มฟื้ นฟูศิลปะวัฒนธรรม
ของกรีก-โรมัน มีการสำรวจดินแดนและน่านน้ำใหม่ และโคลัมบัสค้นพบอเมริกาใน ค.ศ.1492
ไปจนถึง สงครามโลกครั้งที่ 1

ยุคปัจจุบัน เริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง (ค.ศ.1918) มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมี
วิกฤต การณ์และเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เกิดขึ้นมากมาย

สมัยโบราณ

ในความหมายที่เป็นสากล จะหมายถึง ช่วงเวลาที่มนุษย์รู้จักการตั้งถิ่นฐานถาวร สร้าง
อารยธรรม วัฒนธรรม อักษรต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งในแต่ละประเทศ สมัยโบราณจะมาถึงเร็วหรือช้า
จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลาใดทีประเทศนั้นอยู่ในช่วงสร้างและ ประดิษฐ์อารยธรรมที่จะ
เป็ นหลักฐานยืนยันได้ว่าอารยธรรมของประเทศนี้เริ่มต้นขึ้นแล้วช่วงเวลานั้นของประเทศนั้น
ก็จะจัดอยู่ ในช่วงสมัยโบราณ

สมัยโบราณโดยเฉลี่ยของโลกจะตรงกับ 3,500 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 476 เพราะใน
ช่วงเวลาดังกล่าว อารยรรมที่โด่งดัง จำนวนมากของโลกถือกำเนิดในช่วงนี้ เช่น อารยธรรม
โรมัน กรีก เมโสโปเตเมีย จีน อียิปต์ ฯลฯ นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกจึง กำหนดช่วงเวลาดัง
กล่าวให้เป็ นสมัยโบราณโดยเฉลี่ยของโลก

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ความหมาย อารยธรรมเมโสโปเตเมีย กำเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำ 2 สายคือ แม่น้ำไท
กรีส และแม่น้ำยูเฟรตีส ปัจจุบันอยู่ในประเทศ อีรัก เป็นแหล่งอารยธรรมแห่งแรกของโลก

ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) คือบริเวณดินแดนที่ตั้งอยู่
ระหว่างแม่น้ำไทกริส (Tigris)
และยูเฟรติส (Euphrates) หรือบริเวณ
ประเทศอิรักในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่มี
ความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็ นอู่อารย
ธรรมที่สำคัญของโลก

ชนเผ่าที่สร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ชนเผ่าสุเมเรียน ชนเผ่าอามอไรต์
เป็ นชนเผ่าแรกที่เข้าครอบครองและ ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลน
ทำการก่อสร้างระบบชลประทานเป็ นชาติ
แรก ชนเผ่าคาลเดีย
สร้างศาสนสถานเรียกว่า ซิกกูแรต สร้างสวนลอยแห่งบาบิโลน
ประดิษฐ์อักษร คือ อักษรลิ่ม หรือ
คูนิฟอร์ม ชนเผ่าฮิตไทต์
เป็ นชนเผ่าแรกที่รู้จักใช้เหล็กทำเป็ นอาวุธ

ด้านการปกครอง

ชาวสุเมเรียนรวมตัวกันเป็นแว่นแคว้นแบบนครรัฐ มีเจ้าผู้ครองนครทำหน้ าที่เป็นผู้
ปกครองและผู้นำทางศาสนา มีฐานะเสมือนเทพเจ้าประจำนคร ปกครองแบบนครรัฐ
อิสระไม่ขึ้นต่อกัน

ด้านศาสนา

ในด้านความเชื่อ คนในดินแดนเมโสโปเตเมียมีความเชื่อถือโชคลาง เทพเจ้าที่สถิตใน
ธรรมชาติซึ่งมีอยู่หลายองค์ ยกเว้นพวกฮิบรูซึ่งเป็นชนเผ่าที่นับถือพระ เจ้าองค์เดียว มี
พระนามว่า “พระยะโฮวาห์”

ด้านวิทยาการ

ในดินแดนเมโสโปเตเมียได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆหลายอย่าง เช่น ชาวสุเมเรียนได้
ประดิษฐ์คิดค้นล้อเกวียน ซุ้มโค้ง ซี่งช่วยทำให้อาคารแข็งแรงขึ้น

ด้านวรรณกรรม

ประดิษฐ์อักษรได้ก่อนชนชาติอื่น ตัวอักษรดังกล่าวเรียกว่า ตัวอักษรคูนิฟอร์ม
(Cuneiform) หรืออักษรรูปลิ่ม มีลักษณะเป็นอักษรภาพเช่นเดียวกับอักษรภาพของชาว
อิยิปต์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องหมายรูปลิ่มจำนวนหลายร้อยตัว เขียนโดยการกดก้านอ้อ
แหลมๆลงบนแผ่นดินเหนียวที่ยังไม่แห้ง แล้วนำไปตากหรือเผาจนแข็ง

ด้านสถาปั ตยกรรมและจิตรกรรม

งานจิตรกรรม

เขียนง่ายๆ ไม่เน้ นรายละเอียด ไม่มีแสงเงา มีความคล้ายคลึงกับอิยิปต์ตรงการจัดวาง คือ
ภาพหน้ าคน แขน ขาจะหันข้าง แต่ลำตัวหันด้านหน้ า นอกจากนี้พวกเขายังมีอักษรใช้ เรียกว่า
อักษรลิ่ม หรือคูนิฟอร์ม

งานประติมากรรม

มีทั้งแบบนูนต่ำ แบบนูนสูง และแบบลอยตัว ส่วนมากเกี่ยวกับเรื่องราวกิจกรรมของพระมหา
กษัตริย์ มีการประดับเปลือกหอย หินสี มีความสามารถในการแสดงออกและเลือกวัสดุได้อย่าง
เหมาะสม ส่วนภาพนูนต่ำเป็นรูปการล่าสัตว์

งานจิตรกรรม

เขียนง่ายๆ ไม่เน้ นรายละเอียด ไม่มีแสงเงา มีความคล้ายคลึงกับอิยิปต์ตรงการจัดวาง คือ
ภาพหน้ าคน แขน ขาจะหันข้าง แต่ลำตัวหันด้านหน้ า นอกจากนี้พวกเขายังมีอักษรใช้ เรียกว่า
อักษรลิ่ม หรือคูนิฟอร์ม

สวนลอยบา
บิโลน

อักษรคูนิ ฟอร์ม(รูปลิ่ม) ซิกกูแรต (วิหารบูชาเทพเจ้า)

อารยธรรมอียิปต์

ที่ตั้ง

อารยธรรมอียิปต์ก่อกำเนิดบริเวณดินแดนสองฝั่ง แม่น้ำไนล์ ตั้งแต่ปากแม่น้ำไนล์จนไปถึง
ตอนเหนือของประเทศซูดานในปั จจุบัน

ด้านการปกครอง

ชาวอียิปต์ยอมรับอำนาจและเคารพนับถือกษัตริย์ฟาโรห์ดุจเทพเจ้าองค์หนึ่ ง
จึงมีอำนาจในการปกครองและบริหารอย่างเต็มที่ทั้งด้านการเมืองและศาสนา

ด้านศาสนา

ชาวอียิปต์มีความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ

ด้านวิทยาการ

การใช้ระบบเลขฐานสิบ
การใช้เศษส่วน
การคำนวณพื้นที่ผิวและปริมาตร
ปฏิทินพลเมือง 365 วัน

ด้านวรรณกรรม

ชาวอียิปต์จารึกเรื่องราวด้วยการแกะสลักอักษรไว้ตามกำแพงและผนังของสิ่งก่อสร้าง
เช่น วิหารและพีระมิด ต่อมาจึงค้นพบวิธีการทำกระดาษจากต้นปาปิรุส ทำให้มีการบันทึก
แพร่หลายมากขึ้น

ด้านสถาปั ตยกรรม

พีระมิดที่บรรจุศพของฟาโรห์

ด้านจิตรกรรม

ชาวอียิปต์มีผลงานด้านจิตรกรรมจำนวนมาก มักพบในพีระมิดและสุสานต่างๆ ภาพวด
ของชาวอียิปต์ส่วนใหญ่มีสีสันสดใส มีทั้งภาพสัญลักษณ์ของเทพเจ้าที่ชาวอียิปต์นับถือ พระ
ราชกรณียกิจของฟาโรห์และสมาชิกในราชวงศ์ ภาพบุคคลทั่วไปและภาพ ที่สะท้อนวิถีชีวิต
ของชาวอียิปต์ เช่น การประกอบเกษตรกรรม

อารยธรรมกรีก

ที่ตั้ง

อารยธรรมกรีกเกิดขึ้นในบริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรบอลข่าน
และชายฝั่งทะเลอีเจียน ซึ่งกั้นระหว่างคาบสมุทรบอลข่านและเอเชีย
ไมเนอร์

ด้านการปกครอง

การเมืองการปกครองเป็นนครรัฐ ไม่ได้รวมเป็นอาณาจักรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่าง

เช่นอียิปต์ นครรัฐกรีกเป็นหน่วยทางการ เมืองที่มีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์

แต่ละหน่วยคือรัฐอิสระที่ดำเนิน นโยบายและตัดสินเรื่อง

ต่างๆ ด้วยตัวเอง

ด้านวิทยาการ

นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกค้นพบทฤษฎีทางเรขาคณิตและพีชคณิต ซึ่งเป็นพื้นฐานของการ
คำนวณและประมวลผลขั้นสูง

ด้านศาสนา

มีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ มีซีอุสเป็นเทพเจ้าสูงสุด
โพไซดอนเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทะเล อพอลโลเป็นเทพเจ้า
แห่งดวงอาทิตย์ แต่ความเชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่ได้มีบทบาท
สำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก

ด้านปรัชญา

1. โซเครติส สอนแนวคิดการใช้เหตุผลและสติปัญญา โดยการตั้งคำถามปลายเปิดให้ผู้ถูกถาม
ขบคิด
2. เพลโต โด่งดังจากผลงานหนังสือ “อุดมรัฐ” เสนอแนวคิดการปกครองประเทศว่าควรมีผู้นำ
เป็ นนักปราชญ์
3. อริสโตเติล เป็นบิดาวิชาการรัฐศาสตร์ เพราะวิจัยรูปแบบการปกครองแบบนครรัฐกว่า 150
แห่ง
4. เฮอโรโดตัส บิดาแห่งวาประวัติศาสตร์โลก บันทึกสงครามกรีก-เปอร์เซีย ด้วยวิธีการทาง
ประวัติศาสตร์

ด้านวรรณกรรม

วรรณกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ มหากาพย์ของโฮเมอร์เรื่อง อีเลียด และ โอดิสซี ที่สะท้อนถึง
ความรู้สึกที่กวีมีต่อโศกนาฏกรรมในสงครามทรอย

อารยธรรมโรมัน

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่กึ่งกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างคาบสมุทรบอลข่านและคาบสมุทร
ไอบีเรีย

ด้านการปกครอง

เป็ นภูมิปั ญญาของชาวโรมันที่ได้พัฒนาระบอบการปกครองของตนขึ้นเป็ นระบอบ
สาธารณรัฐและจักรวรรดิ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจักรวรรดิโรมัน จุดเด่นของการ
ปกครองแบบโรมัน คือการให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการบริหารราชการส่วนกลาง และการ
ปกครองโดยใช้หลักกฎหมาย

ด้านวรรณกรรม

โรมันได้รับอิทธิพลด้านวรรณกรรมจากกรีก ประกอบกับได้รับการ
ส่งเสริมจากจักรพรรดิโรมัน จึงมีผลงานด้านวรรณกรรมจำนวน
มากทั้งบทกวีและร้อยแก้ว มีการนำวรรณกรรมกรีกมาเขียนเป็น
ภาษาละตินเพื่อเผยแพร่ในหมู่ชาวโรมัน

ด้านวิทยาการ

ชาวโรมันไม่ได้พัฒนาความเจริญก้าวหน้ าด้านวิทยาศาสตร์มากนัก แต่ได้สร้างคุณูปการ
สำคัญให้แก่ชาวโลกซึ่งได้แก่การรวบรวมและบันทึกวิทยาการต่างๆ ที่ได้รับมาและตกทอด
เป็นมรดกแก่ชาวโลก เช่น ตำราด้านการแพทย์ ดาราศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์ ฯลฯ

ด้านสถาปั ตยกรรม

วิหาร
โรงละคร

สมัยกลาง

ระบบฟิ วดัล

เป็นลักษณะการปกครองและสังคมของชนเผ่าเยอรมัน(เน้ นความผูกพันระหว่างนักรบ
กับและหัวหน้ านักรบตามประเพณี Comitatus โดยกษัตริย์กระจายอำนาจไปสู่หัวหน้ าหรือ
กลุ่มนักรบ)และลักษณะการปกครองที่สืบทอดมาจากโรมัน(ระหว่างผู้อุปการะกับผู้รับอุปการะ
และความสัมพันธ์ระหว่าง นายกับข้าทาส) ผสมผสานกันเป็นรากฐานของยุโรปสมัยกลาง ใน
ช่วงที่อาณาจักรโรมันล่มสลาย ชาวนาเจ้าของที่ดินต้องหลบหนี ลี้ภัย เกิดความหวาดกลัว จึง
ต้องยกที่ดินให้ผู้มีอำนาจเพื่ อขอความคุ้มครองเจ้าของที่ดินเดิมเปลี่ยนสภาพมาเป็ นผู้เช่า
ที่ดิน แต่เป็นเสรีชนและกษัตริย์มีอาณาจักรกว้าง Feudal มาจากภาษาลาตินว่า Feudum
ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Fief แปลว่าดินเนื้อที่หนึ่ง

ระบบฟิวดัลเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Lord (เจ้านาย) กับVassal (ผู้พึ่ง) เป็นระบบการก
ระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางกษัตริย์ไปยังขุนนางแคว้นต่างๆ ขุนนางต่างมีกองทัพของ
ตนเอง หน้ าที่ของ Lord คือพิทักษ์รักษาVassalและที่ดินของ Vassalจากศัตรูและให้ความ
ยุติธรรม ปกป้ องคุ้มครองในการพิจารณาคดี

อิทธิพลของศาสนาคริสต์

อิทธิพลของคริสต์ศาสนาต่ออาณาจักรโรมันเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 4 หลังจากคริสต
ชนถูกกดขี่เป็นเวลานาน ต่อมาจักรพรรดิคอนสแตนโชตินที่ 1 ทรงเลื่อมใสในคริสต์
ศาสนา และประกาศพระองค์เป็นคริสต์ศาสนิกชน

ก่อนสิ้นสุดคริสตศตววรษที่ 4 ศาสนาคริสต์ก็กลายเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิ
โรมัน โดยจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1

สงครามครูเสด

เป็นสงครามระหว่างศาสนาคริสต์ กับ ศาสนาอิสลาม เพื่อปลด ปล่อยกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งชาว
คริสต์ เชื่อว่าเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่อยู่ในการควบคุมของพวกมุสลิม

สาเหตุทางด้านการเมือง มีการเปลี่ยนอำานาจในจักรวรรดิอาหรับเมื่อพวกเซลจุกเติร์ก
(Seijuk Turk) เข้าไปมีอำานาจ ในจักรวรรดิอาหรับ ซึ่งเป็นศาสนาอิสลาม และใน ค.ศ. 1071
กอง ทหารพวกนี้ก็ได้เข้ารุกรานจักรวรรดิไบแซนไทน์
เมื่อจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิไปแซนไทน์ได้ขอความ ช่วยเหลือ
ไปยังคริสตจักรที่กรุงโรม สันตะปาปาเออร์บันที่ 2(Urban II)
เรียกประชุมผู้นำทางศาสนาและขุนนางที่มีอำนาจในเขตต่างๆ
ของฝรั่งเศสเพื่อให้ยุติการสู้รบแย่งชิงอำานาจกัน และช่วยกัน
ปกป้ องศาสนาคริสต์ ซึ่งในสมัยนั้น สถาบันศาสนามีอำนาจ
เหนือกว่าสถาบันกษัตริย์ จึงทำาให้กษัตริย์ต่างๆ พากันเข้าร่วม
สงครามครูเสดนี้ เป็นการตอบสนองนโยบายของสันตะปาปา
เพื่อความมั่นคงทางการเมือง

สงครามร้อยปี

เป็นชุดความขัดแย้งระหว่าง ค.ศ. 1337 ถึง 1453 ระหว่างราชวงศ์แพลนแทเจเนต ผู้
ปกครองราชอาณาจักรอังกฤษ กับราชวงศ์วาลัว เพื่อแย่งการควบคุมราชอาณาจักรฝรั่งเศส
ต่างฝ่ ายดึงพันธมิตรมากมายเข้าสู่สงคราม
สงครามนี้มีที่มาจากความไม่ลงรอยระหว่างราชวงศ์ย้อนไปถึงสมัยพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต ผู้
กลายเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษใน ค.ศ. 1066 ระหว่างยังครอบครองดัชชีนอร์ม็องดีใน
ฝรั่งเศส ในฐานะผู้ปกครองนอร์ม็องดีและดินแดนอื่นบนทวีป พระมหากษัตริย์อังกฤษจึงเป็น
หนี้บังคม (homage) ระบบฟิวดัลต่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1337 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด
ที่ 3 แห่งอังกฤษทรงปฏิเสธถวายบังคมต่อพระเจ้าฟิลิปที่ 6 แห่งฝรั่งเศส ทำให้พระมหา
กษัตริย์ฝรั่งเศสทรงยึดที่ดินของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดในอากีแตน

มรดกอารยธรรมในสมัยกลาง

หลังจากที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายใน ค.ศ. 476 ยุโรปได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า สมัย
กลาง มีระยะเวลาเกือบ 1,000 ปี สมัยกลางเป็นช่วงที่คริสตจักรโรมันคาทอลิกมีอิทธิพล
ทางการเมือง เกิดการครอบงำความคิดของผู้คนในสมัยนี้เกือบจะทุกด้าน ดังนั้น นัก
ประวัติศาสตร์บางกลุ่ม จึงเรียกสมัยกลางว่า “ยุคมืด” (Dark Ages) อันสะท้อนถึงการหยุดนิ่ง
ในการพัฒนาภูมิปัญญาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม จะว่ายุคมืดนี้ไม่มีคุณูปการอะไรเลยต่อ
อารยธรรมโลกก็หาไม่ ยุคมืด หรือยุคกลางในโลกตะวันตกนี้ ยังคงมีการสั่งสมอารยธรรมที่
เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาในสมัยต่อมาเช่นกัน เพียงแต่การต่อยอดของอารยธรรมสมัยกลาง
นั้น ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ม่านหมอกแห่งความศรัทธา และการปกครองอย่างเข้มงวดของคริสต
ศาสนจักร

สังคมสมัยกลางมีลักษณะเป็นระบบฟิวดัล (Feudalism) หรือ “ศักดินา” คือ ขุนนางเป็น
เจ้าของที่ดิน ประชาชนมีฐานะเป็นข้าติดที่ดิน (Serf) อาศัยอยู่ในเขตแมเนอร์ (Manor) ของ
ขุนนาง ลักษณะเด่นของสมัยกลางมีดังต่อไปนี้

ด้านการเมืองการปกครอง มีระบบศักดินาสวามิภักดิ์ เป็นระบบการเมืองการปกครองที่สำคัญ
เป็นความผูกพันระหว่างเจ้าของที่ดิน (Suzerain หรือ Lord) กับ ผู้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดิน
(Vassal)

ด้านเศรษฐกิจ มีระบบแมเนอร์ (Manorial System) หมายถึง บริเวณที่ดินกว้างใหญ่รอบ ๆ
คฤหาสน์ของขุนนาง ประกอบด้วย คฤหาสน์ของขุนนาง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ที่ดินเพาะปลูก บ่อน้ำ
โรงสี เป็นลักษณะของเศรษฐกิจแบบยังชีพ

ด้านศิลปกรรม ประกอบด้วย ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque Arts) และ ศิลปะโกธิค
(Gothic Arts) ซึ่งมีโครงสร้างโบสถ์เป็นการใช้โค้งยอดแหลม (Pointed Arch) มีการประดับ
หน้ าต่างอาคารด้วยกระจกสี

มรดกสำคัญของสมัยกลาง คือ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในโลกในปี ค.ศ. 1088 คือ
มหาวิทยาลัยโบโลญญา (University of Bologna) ทางตอนเหนือของอิตาลี

ยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาการ

แนวคิดใหม่ในสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยาการ คือ แนวคิดของลัทธิมนุษยนิยม ที่กล่าวว่าแท้จริง
แล้วมนุษย์สามารถพัฒนาตนเองให้ดีและมีคุณค่าขึ้นได้ ซึ่งต่างกับแนวคิดเดิมที่เชื่อว่ามนุษย์มี
ลักษณะติดตัวมาแต่กำเนิดไม่สามารถพัฒนาได้

บิดาแห่งมนุษยนิยม คือ ฟรานเซสโก เปตร์ก ชาวอิตาลี
เมื่อปี 1454 โยฮัน ยูเตนเบริ์ก ชาวเยอรมนี สามารถประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ ทำให้
หนังสือมีราคาถูกลงเป็นอย่างมาก สามารถเผยแพร่ความรู้ต่างๆไปสู่ท้องถิ่นอื่นอย่างง่าย

ศิลปะในสมัยฟื้ นฟูศิลปะวิยาการ นับเป็นการปฏิวัติอีกอย่างหนึ่ง คือหันกลับไปนิยม
ความงามแบบกรีก ที่เน้ นความงานตามธรรมชาติ อีกทั้งยังคิดค้นเทคนิคใหม่ ในการวาดภาพ
มีศิลปินที่สำคัญคือ ไมเคิลแองเจโล เลโอนาโด ดาวินซี และราฟาเอล

ไมเคิลแองเจโล เป็นผู้สร้างประติมากรรมที่สวยงามเห็นส่วนของมนุษย์ชัดเจน
สมส่วน โดยเชื่อว่ามนุษย์เกิดจากมือของพระเจ้าที่ปั้นมาอย่างสวยงาม ผลงานที่สร้างชื่อ รูป
สลักของเดวิด ชายเปือยกลายและปิเอตา พระแม่มารีอุ้มพระเยซูที่ตัก

บุคคลสำคัญ

ซานโดร บอตติเชลลี ไมเคิลแองเจโล
(Sandro Botticelli) (Michelangelo)

เลโอนาร์โด ดา วินชี ราฟาเอล
(Leonardo da Vinci) (Raphael)

ยัน ฟัน ไอก์
(Jan van Eyck)

เอล เกรโก (El Greco) ทิเชียน (Titian) โดนาเตลโล (Donatello)

อัลเบร็ชท์ ดือเรอร์ (Albrecht Dürer) ปีเตอร์ เบรอเคิล (Pieter Bruegel the Elder)

วรรณกรรม

วรรณกรรมยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาหมายถึงวรรณกรรมยุโรปซึ่งได้รับอิทธิพลจากแนวโน้ มทาง
ปัญญาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับเรเนสซอง วรรณกรรมของยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาถูกเขียนขึ้น
ภายในขบวนการทั่วไปของยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยาซึ่งเกิดขึ้นในอิตาลีในศตวรรษที่ 14 และดำเนิน
ต่อไปจนถึงศตวรรษที่ 16 ในขณะที่แพร่กระจายไปยังส่วนที่เหลือของโลกตะวันตก มีลักษณะ
เฉพาะด้วยการยอมรับปรัชญามนุษยนิยมและการฟื้ นตัวของโบราณวัตถุคลาสสิก ได้รับ
ประโยชน์จากการแพร่กระจายของการพิมพ์ในช่วงหลังของศตวรรษที่ 15

สมัยใหม่

การสำรวจโลกและการค้นพบดินแดน

ยุคแห่งการสำรวจ หรือ ยุคแห่งการค้นพบ เป็นช่วงระยะเวลาใน ประวัติศาสตร์โลก
ที่เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่
ชาว ยุโรป ออกเดินทางไปสำรวจทางทะเลในโลกที่กว้างออกไปจากตัวทวีปยุโรปเอง
โดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคู่ค้าขายใหม่ และโดยเฉพาะเพื่อการแสวงหาสินค้าเพื่อสนอง
ความต้องการของตลาดตามต้องการ สินค้าที่เป็นที่ต้องการกันมากในยุโรปในขณะนั้น
คือ ทอง เงิน และ เครื่องเทศ

ยุคแห่งการสำรวจประจวบกับช่วงที่ ชาวยุโรปตะวันตก เริ่มใช้ เข็มทิศ ในการ
กำหนดและระบุเส้นทาง การใช้วิธีการเดิน เรือเดินทะเล แบบใหม่ การมีแผนที่ใหม่
และความก้าวหน้ าทางดาราศาสตร์ ความก้าวหน้ าเหล่านี้ช่วยในการแสวงหา เส้น
ทางการค้าขาย ใหม่ไปยัง เอเชีย โดยเลี่ยงอุปสรรคถ้าการใช้ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่
อยู่ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่วิวัฒนาการขึ้น

สำหรับการเดินทางทางทะเลคือเรือชนิดใหม่สองแบบที่ออกแบบโดย โปรตุเกส
เรือคาร์แร็ค (Carrack) และ เรือคาราเวล (Caravel) ที่วิวัฒนาการมาจากการออกแบบเรือใน
ยุคกลางที่ใช้ในการเดินเรือในทะเลเหนือและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรือสองชนิดนี้เป็นเรือสอง
ชนิดแรกที่ให้ความปลอดภัยพอที่จะฝ่าคลื่นฝ่าลมใน มหาสมุทรแอตแลนติก ได้เมื่อเทียบกับ
เรือรุ่นก่อนหน้ านั้นที่ใช้กันเฉพาะในบริเวณที่คลื่นลมไม่รุนแรงเทียบเท่ากับการเดินทางกลาง
มหาสมุทร

สาเหตุของการสำรวจเส้นทาง

ในยุคฟื้ นฟูศิลปวิทยา ชาวยุโรปได้หันมาใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวอีกครั้ง
การติดต่อกับโลกตะวันออกในสงครามครูเสดซึ่งเป็ นสงครามศาสนาระหว่างคริสต์ศาส
นิกชนตะวันตกกับพวกมุสลิมตะวันออกกลางและการฟื้ นตัวของเมืองที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้
เคียงกันทำให้ชาวยุโรปมีโอกาสสัมผัสกับอารายธรรมของโลกตะวันออก วิชาความรู้ต่างๆและ
วิทยาการอื่นๆของกรีกและมุสลิม ทำให้ปัญญาชนเริ่มทบทวนและตรวจสอบความรู้ของตนเอง
มากขึ้น ตลอดจนท้าทายแนวความคิดทางธรรมชาติและจักวาลวิทยาของคริสต์ศาสนาที่มี
อิทธิพลต่อการศึกษาในสมัยกลาง

ผลกระทบ

การนำมหาอำนาจยุโรปเข้าสู่ ยุคจักรวรรดินิยม เมื่อยุโรปเข้ามาควบคุมประเทศต่างๆ
เกือบทั้งโลก ความต้องการของยุโรปในการทำการค้าขาย หาวัตถุดิบ ค้าทาส และขยาย
จักรวรรดิมีผลต่อบริเวณต่างๆ ของโลก สเปนดำเนินนโยบายการทำลายวัฒนธรรมต่างๆ
ในทวีปอเมริกาจนวอดวาย และแทนที่วัฒนธรรมเหล่านั้นด้วยวัฒนธรรมของตนเองและ
บังคับให้ชนท้องถิ่นละทิ้งประเพณีทางศาสนาของตนเองและเปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา
พฤติกรรมนี้กลายเป็นมาตรฐานทั่วไปของชาติต่างๆ ในยุโรปในการปฏิบัติต่อดินแดนต่างๆ
ที่เข้ายึดครองโดยเฉพาะดัตช์ รัสเซีย ฝรั่งเศส และอังกฤษ ศาสนาใหม่เข้ามาแทนที่ศาสนา
ที่ชาวยุโรปถือว่าเป็น “ ลัทธิเพกัน ” นอกจากศาสนาแล้วก็ยังมีการบังคับใช้ภาษา ระบบ
การบริหาร และประเพณีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศในบริเวณต่าง ๆ เช่นอเมริกาเหนือ
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อาร์เจนตินา ชนท้องถิ่นถูกขับออกจากที่อยู่อาศัยเดิมหรือ
ถูกจำกัดให้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่เจ้าของอาณานิคมก่อตั้งให้ ประชากรท้องถิ่นถูกลด
จำนวนลงไปเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็กลายเป็นชนกลุ่มน้ อยที่ต้องอาศัยพึ่งพารัฐบาล
ของอาณานิคมที่เข้ามายึดครอง

นักเดินเรือที่สำคัญ

บาร์โธโลมิว ไดแอส (BARTHOLOMEU DIAS)
สามารถเดินเรือเลียบชายฝั่งทวีปแอฟริกาผ่านแหลม
กู๊ดโฮป (CAPE OF GOOD HOPE) ได้สำเร็จใน ค.ศ.
1488

วัสโก ดา กามา (VASCO DA GAMA) แล่นเรือตาม
เส้นทางสำรวจของไดแอสจนถึงทวีปเอเชีย และ
สามารถขึ้นฝั่ง ที่เมืองกาลิกัต (CALICUT) ของอินเดีย
ได้เมื่อ ค.ศ. 1498 ต่อมา ชาวโปรตุเกสสามารถควบคุม
เมืองต่างๆ ทางชายฝั่งตะวันออก ของทวีปแอฟริกาและ
อินเดียทางชายฝั่งตะวันตก สามารถยึด เมืองกัว
(GOA) ในมหาสมุทรอินเดียได้

คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (CHRISTOPHER COLUMBUS) ชาวเมืองเจนัว (ประเทศ
อิตาลี) เดินทางข้าม มหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อสำรวจเส้นทางเดินเรือ ไปประเทศจีน
แต่เขาได้พบหมู่เกาะเวสต์อินดีส

กำเนิดรัฐชาติสมัยใหม่

รัฐ (State)
หมายถึง ชุมชนทางการเมืองของมนุษย์ อันประกอบด้วยดินแดน มีประชากร มีรัฐบาล

ปกครอง และมีอำนาจอธิปไตยของตัวเอง



ชาติ (Nation)
หมายถึงกลุ่มคนที่ผูกพันเข้าด้วยกัน และระลึกถึงความคล้ายคลึงกันท่ามกลางกลุ่มคน
เหล่านั้น ด้วยวัฒนธรรม และภาษาซึ่งดูเหมือนว่ามีความสำคัญในการสร้างความเป็นชาติ



รัฐชาติ (Nation state)
จึงเป็นกระบวนการปลูกฝังความรู้สึก “เป็นชาติ” ลงในองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งก็
คือ “ประชาชน” โดยการสร้างความรู้สึกแน่นแฟ้ นว่าประชาชนทุกคนในรัฐนั้นเป็นพวกเดียวกัน

ปั จจัยที่ทำให้เกิดรัฐชาติ

การขยายตัวทางการค้า การเปิดเส้นทางเดินเรือ ทำให้เครือข่ายการค้าขยายตัวขึ้น โดย
เพิ่มทั้งด้านระดับการค้า ปริมาณและชนิดของสินค้า พวกพ่อค้าและนายทุนซึ่งเป็นพวกที่ได้รับ
ประโยชน์จากการขยายตัวทางด้านการค้ากลายเป็ นชนชั้นที่มีบทบาทในสังคม

การเสื่อมของระบบฟิ วดัล ขุนนางในระบบฟิวดัลอ่อนแอลงจากการรบในสงคราม
ครูเสด ประกอบกับภาวะเงินเฟ้ อทำให้ขุนนางต้องขายทรัพย์สินแก่พ่อค้า ขุนนางจึงยากจนลง
จนไม่สามารถสะสมกำลังในการสร้างความวุ่นวายกับกษัตริย์ได้อีกต่อไป

สำนึกในความเป็ นชาติ เกิดขึ้นเมื่อมีการใช้ภาษาของตนในดินแดนต่างๆแทนภาษาละติน
ซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิม โดยก่อใช้ภาษานี้ก่อให้เกิดความภูมิใจและจงรักภักดีต่อชาติของตนในเวลา
ต่อมา

กำเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน และอังกฤษ เกิด
การล่มสลายของระบบฟิวดัล และปัจจัยอื่นๆที่กล่าวมาข้างต้น รวมถึงการปฏิรูปศาสนาทำให้คริส
จักรแตกแยก อำนาจพระสันตปาปาลดลง ทำให้เกิดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มีระบบการบริหารที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และประชาชนก็ยอมรับรวมถึงภักดีต่อกษัตริย์

รัฐชาติที่สำคัญ

สเปน เป็นรัฐชาติที่มีอำนาจและอิทธิพลที่สุดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ร่ำรวย
มั่งคั่งด้วยเงินทองจากเปรู เม็กซิโก การค้าโพ้นทะเล

โปรตุเกส ไม่สามารถขยายตัวออกทางบกได้ จึงหาทางออกทางทะเลในคริสต์ศตวรรษที่ 15
ได้รับเอกสิทธิ์การค้าทางภาคตะวันออก จากสนธิสัญญาทอร์เดซิลลัส
สูญเสียอิทธิพลในการผูกขาดการค้าเครื่องเทศในเอเชียให้แก่ฮอลันดาในต้น
คริสต์ศตวรรษที่ 17

ฝรั่งเศส การนำของโจนออฟอาร์คทำให้ชาวฝรั่งเศสเกิดความสำนึกในชาติ
เข้าสู่ความเป็นรัฐชาติแบบใหม่ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 11

อังกฤษ เข้าสู่สมัยใหม่ในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 แห่งราชวงศ์ทิวดอร์
ปฏิรูปศาสนาและก่อตั้งนิกาย Anglican Church ขึ้นใน ค.ศ.1534
ทำสงครามชนะกองทัพเรืออาร์มาดาของสเปน ในปี ค.ศ. 1588

จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จักรวรรดิที่มีอำนาจปกครองดินแดนที่อยู่ตอนกลางของทวีป
ยุโรป
จักรพรรดิช์ลมาญ ทรงรวบรวมดินแดนในยุโรปตอนกลางไว้ได้ ทรงได้รับการสวมมงกุฎจาก
พระสันตะปาปาเป็นจักรพรรดิปกครองดินแดนเหล่านี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 800

อิตาลี เข้าสู่สมัยใหม่ตอนต้น อิตาลีแบ่งอกเป็นรัฐอิสระต่าง ๆ ที่มีฐานะทางการเมืองและ
เศรษฐกิจแตกต่างกัน อิตาลีไม่อาจรวมชาติได้เพราะปัญหาจากรัฐสันตะปาปา ดินแดนส่วนหนึ่ง
ตอนกลางของแหลมอิตาลีที่อยู่ในความครอบครองของสันตะปาปามาตั้งแต่สมัยกลาง จน
กระทั่ง ค.ศ.1870 อิตาลีจึงรวมรัฐชาติได้สำเร็จ

การปฏิรูปศาสนา

ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกประการคือ การปฏิรูปศาสนา ซึ่งคริสต์
ศาสนาได้แตกแยกออกเป็นนิกายต่างๆโดยแต่ละนิกาย มีลักษณะเป็นศาสนาประจำชาติมากขึ้น

สาเหตุของการปฏิรูปศาสนา
ความเป็ นอยู่ของสันตะปาปาและพระชั้นสูงบางองค์มีความฟุ่มเฟื อยมีการสะสมทรัพย์

สมบัติไว้ให้ลูก ขัดต่อความรู้สึกที่ว่าพระควรจะมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายอีกทั้งพระยังเรียกเก็บ
ภาษีสูงขึ้นเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในคริสตจักรที่กรุงโรม ตลอดจนมีการซื้อขายตำแหน่งกัน
ประกอบกับชาวยุโรปศึกษาเล่าเรียนมีความรู้มากขึ้น จึงไม่เชื่อคำสั่งสอนของฝ่ายศาสนจักร
งมงาย และเกิดความคิดที่จะปรับปรุงศาสนาให้บริสุทธิ์

สันตะปาปาทรงมีฐานะเป็นเจ้าผู้ปกครองฝ่ายศาสนจักร มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม ได้
เข้าไปมรส่วนร่วมทากการเมืองของยุโรป และสันตะปาปาเข้าไปครอบงำ รัฐต่างๆในเยอรมัน
ทำให้เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆต้องการเป็ นอิสระจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
และจากผู้ที่รักษาอำนาจของคริสตจักรคือสันตะปาปา

การที่ศาสนจักรมุ่งเน้ นพิธีกรรมมากจนเกินไป ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องการทำความ
เข้าใจหลักธรรมทางศาสนามากขึ้น จนมีนักคิดเสนอว่ามนุษย์ควรเข้าถึงพระเจ้าและทความเข้า
ในในคัมภีร์ไบเบิลด้วยตนเองมากกว่าผ่านพิธีกรรมของศาสนจักร

สันตะปาปาจูเลียสที่ 2 (Julius II ค.ศ. 1506-1514)และสันตะปาปาลีโอที่10 ต้องการงบ
ประมานในการก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม จึงส่งสมณะทูตมาขายใบไถ่บาป ในดิน
แดนเยอรมัน ใบยกโทษบาปนี้เป็นอนุโมทนาบัตรแสดงว่าได้ชำระเงินตามกำหนดเพื่อพ้นจาก
บาป แต่ด้วยภาวะทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดกลุ่มต่อต้านคริสตจักร
หลายกลุ่มด้วยกัน ทั้งขุนนาง นักคิด และปัญญาชนในเยอรมัน

การเริ่มปฏิรูปศาสนา

การขายใบยกเลิกบาปในเยอรมันของคริสตจักร ทำให้ มาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther)
นักบวชชาวเยอรมันทำการประท้วงการขายใบไถ่บาปด้วยการปิดประกาศคำประท้วง95 ข้อ
(Ninety-Five Theses)หน้ ามหาวิหารแห่งเมืองวิทเทนแบร์ก โดยลูเทอร์ได้ประกาศว่า
สันตะปาปาไม่ควรเก็บภาษีในเยอรมันเพื่ อนำไปสร้างมหาวิหารเซนต์ปี เตอร์และสันตะปาปาไม่ได้
เป็ นบุคคลเพียงผู้เดียวที่จะนำพามนุษย์ไปสู่พระเจ้า

การปฏิรูปคริสต์ศาสนาได้ขยายตัวจากเยอรมันไปยังประเทศอื่ นๆในยุโรป

- จอห์น คาลวิน (John Calvin) ชาวฝรั่งเศส ผู้เห็นด้วยกับความคิดของมาร์ติน ลูเทอร์ ได้หนี
พวกคาทอลิกจากฝรั่งเศสไปตั้งนิกายคาลวิน เป็นโปรเตสแตนต์นิกายที่ 2 ในสวิตเซอร์แลนด์
- พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งประเทศอังกฤษ (Henry VIII) ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะหย่าขาดจาก
พระนางแคทเธอรีนแห่งอะรากอน (Catherine of Aragon) แต่สันตะปาปาจัดการให้ไม่ได้
รัฐสภาอังกฤษจึงออกกฎหมายตั้งพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 เป็นประมุขทางศาสนาในประเทศอังกฤษ ไม่
ขึ้นต่อคริสตจักรที่กรุงโรม เรียกนิกายใหม่นี้ว่า นิกายอังกฤษหรือนิกายแองกลิคัน

ผลของการปฏิรูปทางศาสนาได้ก่อให้เกิดนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้น โดยแบ่งเป็น3นิกายสำคัญ
คือ ได้แก่
- นิกายลูเทอร์ แพร่หลายในเยอรมันและประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย
- นิกายคาลวิน แพร่หลายใน สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์และสกอตแลนด์
- นิกายอังกฤษหรือแองกลิคัน เป็นนนิกายประจำประเทศอังกฤษ

การปฏิรูปของศาสนจักร

1.ศาสนจักรได้จัดการประชุมสังคายนาพระศาสนาที่เมืองเทรนต์ (The Council of Trent) ใน
ค.ศ.1545 การประชุมดังกล่าวใช้เวลาถึง 18 ปี สิ้นสุดใน ค.ศ.1563 โดยมีบทสรุปดังนี้

- สันตะปาปาทรงเป็นประมุขของคริสต์ศาสนา
- การประกาศหลักธรรมทางศาสนาต้องให้ศาสนจักรเป็นผู้ประกาศแก่ศาสนิกชน
- คัมภีร์ไบเบิลยังต้องเป็นภาษาละติน
- ยกเลิกการขายใบยกโทษบาปและตำแหน่งทางศาสนา มีการกำหนดระเบียบวินัย
มาตรฐานของการศึกษาของพระ และให้ใช้ภาษาพื้นเมืองในการสอนศาสนา
2.ศาสนจักรได้ตั้งศาลศาสนาเพื่อลงโทษพวกนอกศาสนา โดยศาลศาสนาได้พิจารณาความผิด
ของพวกนอกศาสนาคาทอลิก และชาวคาทอลิกที่มีความคิดเห็นแตกต่างจาก ศาสนจักร ซึ่งมี
การลงโทษโดยการเผาคนผิดทั้งเป็ น

ผลของการปฏิรูปศาสนา

- คริสตศาสนาแบ่งออกเป็น2นิกาย คือ นิกายโรมันคาทอลิก มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม มี
สันตะปาปาเป็นประมุข กับนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งเป็นนิกายต่างๆ

- เกิดการแข่งขันระหว่างนิกายต่างๆการปรับปรุงสิ่งที่บกพร่องเพื่อเรียกศรัทธาและก่อให้
เกิดขันติธรรมในการอยู่ร่วมกับผู้นับถือนิกายต่างกัน

- นิกายโปรเตสแตนต์ได้สนับสนุนการประกอบอาชีพด้านการค้าและอุตสาหกรรม ทำให้
ระบบทุนนิยมในยุโรปเจริญเติบโต

- นิกายโปรเตสแตนต์ได้ส่งเสริมวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และยังส่งเสริมอำนาจของผู้
ปกครอง ในท้องถิ่นเป็นตัวแทนของพระเป็นเจ้าในการปกครองประเทศ

- เกิดสงครามศาสนาขึ้นในยุโรปหลายครั้ง เช่น สงครามศาสนาในเยอรมนี สงคราม
ศาสนาในประเทศฝรั่งเศส สงครามสามสิบปี การเกิดสงครามศาสนาทำให้สถาบันกษัตริย์มีอำ
นาจเหนือคริสตจักรในที่สุด

การปฏิวัติวิทยาศาสตร์

การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นผลมาจากการพัฒนาความ
คิด ที่ยึดหลักเหตุผล ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขบวการมนุษนิยมในสมัยฟื้ นฟูศิลปวิทยาการ การ
ปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ยังส่งผลให้เกิดการค้นคว้าเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ และการ
เปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ของมนุษยชาติ

วิธีการศึกษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซึ่ง แต่เดิมเป็นความเชื่อ
ตามศาสนาและเชื่อตามนักปราชญ์โบราณ ในยุคนี้ปัญญาชนได้ใช้วิธีสังเกต คิดประดิษฐ์อุปกรณ์
มาช่วยในการสังเกต และใช้การทดลองอย่างมีเหตุผล ทำให้วิทยาศาสตร์ ก้าวหน้ ามากขึ้น ช่วย
ให้การศึกษาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ มีความลึกซึ้งมากกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความ
รู้ด้านอื่นๆ พัฒนาขึ้นด้วย

นักวิทยาศาสตร์และผลงานในช่วงนี้ ได้แก่

1.นิโคลัส โคเปอร์นิคัส
(NICOLUS COPERNICUS : ค.ศ. 1473-1543)
ชาวโปแลนด์ เสนอทฤษฎีว่าดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลาง
ของจักรวาล โดยมีดาวเคราะห์รวมทั้งโลกหมุนรอบ ดวง
อาทิตย์ ทฤษฎีของเขาล้มล้างความเชื่อของคนในสมัย
โบราณและสมัยกลางที่ยึดถือข้อสมมติฐานของอริสโตเติล
(ARISTOTLE) และงานเขียนของโตเลมี (PTOLEMY)
ที่อธิบายว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

2. กาลิเลโอ กาลิเลอิ
(GALILEO GALILEI : ค.ศ. 1564- 1642)
ชาวอิตาลีได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ เพื่อสังเกตการ
โคจรรอบ ดวงดาว ทำให้นักดาราศาสตร์ได้รับความรู้
เกี่ยวกับจักรวาลและการ เคลื่อนที่ในระบบสุริย
จักรวาลตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส ทฤษฎีของ กาลิ
เลโอขัดแย้งกับคริสต์ศาสนา ทำให้ถูกลงโทษจากคริ
สตจักร

3. เซอร์ ฟรานซิส เบคอน
(SIR FRANCIS BACON : ค.ศ. 1561-1626)
ชาวอังกฤษได้วางรากฐานการศึกษางานด้าน วิทยาศาสตร์
จนในที่สุดทำให้มีการจัดตั้งราชบัณฑิตยสมาคม ที่ เรียกว่า
THE ROYAL SOCIETY OF LONDON FOR THE
PROMOTION OF NATURAL KNOWLEDGE ขึ้นเพื่อ
ส่งเสริมการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์


Click to View FlipBook Version