4. เรอเน เดส์การ์ส
(RENE DESCARTES : ค.ศ. 1596- 1650)
ชาวฝรั่งเศสได้เสนอหลักการใช้เหตุผล และการศึกษา
ค้นคว้า วิจัยในการแสวงหาความรู้และการวิเคราะห์ทาง
คณิตศาสตร์ว่า สามารถนำมาพิสูจน์และตรวจสอบข้อ
เท็จจริงได้
5. เซอร์ ไอแซก นิวตัน
(SIR ISAAC NEWTON : ค.ศ. 1642- 1727)
ชาวอังกฤษค้นพบกฎแรงดึงดูด (LAW OF UNIVERSAL
ATTRACTION) และกฎแห่งความโน้ มถ่วง (LAW OF
GRAVITY) ซึ่งเป็นผลให้นัก วิทยาศาสตร์อธิบายการ
โคจรของโลกและดาวเคราะห์ต่างๆ ที่หมุนรอบ ดวง
อาทิตย์ได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์
1. การฟื้ นฟูศิลปวิทยาการ เป็นผลให้ชาวยุโรปสนใจใฝ่หาความรู้และกระตือรือร้นที่จะ
หาความรู้ใหม่ๆ นอกจากนี้ระบบการพิมพ์ก็ก้าวหน้ าขึ้น ทำให้ประชาชนสนใจที่จะศึกษามากขึ้น
2. การสำรวจทางทะเลและการค้นพบดินแดนใหม่ๆ ทำให้ชาวยุโรปพบเห็นสิ่งใหม่ๆ พืชพันธุ์
ใหม่ คนต่างเชื้อชาติต่างวัฒนธรรม ทำให้เกิดอยากเรียนรู้เสาะหาข้อเท็จจริงใหม่ๆ ยิ่งขึ้น
ผลของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์
1.ทำให้เกิดความรู้ใหม่แตกแยกออกไปหลายสาขา ทั้งคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์
พฤกษศาสตร์ และการแพทย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานต่างๆ เช่น
การประดิษฐ์นาฬิกา การคำนวณการยิงปืนใหญ่ มีการจัดตั้งราชบัณฑิตยสถานทาง วิทยาศาสตร์
ที่อังกฤษใน ค.ศ. 1662
2. มีอิทธิพลต่อความคิดและความเชื่อของชาวยุโรป ทำให้ชาวยุโรปเชื่อมั่นตนเอง และเชื่อ
มั่นในอนาคตว่าจะสามารถนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตได้ ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะเรียนรู้ และ
ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ
3. นำไปสู่การปฏิวัติทางภูมิปัญญา (INTELLECTUAL REVOLUTION) ในคริสต์ศตวรรษที่
18 อีกด้วย ซึ่งหมายถึงยุคที่ชาวยุโรปกล้าใช้เหตุผลแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมือง การ
ปกครอง ตลอดจนเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เกิดนักปรัชญา
ทางการเมืองที่สำคัญ เช่น วอล์แตร์ (VOLTAIRE) และมองเตสกิเออร์ (MONTESQUICU)
ซึ่งเป็น พื้นฐานสำคัญทำให้ตะวันตกเข้าสู่ความเจริญในยุคใหม่ คริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงได้รับ
สมญาว่าเป็น ยุคแห่งความรู้แจ้งหรือยุคภูมิธรรม (THE AGE OF ENLIGHTENMENT) อัน
เป็นความคิดพื้นฐานของ การปกครองระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา
การปฏิวัติเกษตรกรรม
การเปลี่ยนแปลงและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางเกษตรกรรม โดยเปลี่ยนแปลงด้าน
ระบบและเทคนิคการผลิต ทำให้การเกษตรมีลักษณะเป็นทุนนิยมมากขึ้น
ระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมก็มีการปฏิวัติเกษตรกรรมควบคู่ไปด้วย มีการคิดค้นวิธีการผลิต
ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น คัดเลือกพันธุ์พืชและสัตว์ เปลี่ยนระบบการถือครองที่ดิน บุกเบิก
การเกษตร ในที่ดินโพ้นทะเล ใช้เครื่องจักรในการเกษตรมากขึ้น แบ่งงานกันทำ ลงทุนด้าน
เครื่องจักรและเพิ่มคุณภาพดินทำให้เกิดความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะอย่าง รับ
ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพขึ้น
สาเหตุของการปฏิวัติการเกษตรมีดังนี้
1.การเพิ่มจำนวนประชากร
ความก้าวหน้ าทางสาธารณสุขทำให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นความต้องการอาหารเครื่องนุ่งห่ม
และวัตถุดิบด้านอุตสาหกรรมจึงขยายตัว
2. สนใจใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มขึ้น
สินค้าการเกษตรมีราคาสูงตามอุปสงค์ทำให้เกษตรกรและเจ้าของที่ดินรายได้สูงขึ้น
3. ปัญหาการบำรุงรักษาความสมบูรณ์ของดิน
เดิมใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มแปลงเพราะต้องพักดิน ปล่อยบางส่วนว่างเปล่าเมื่อความต้องการ
เพิ่มขึ้นจึงอยากใช้ประโยชน์ให้เต็มที่แก้ปัญหาโดย ปลูกพืชหมุนเวียนทำให้ดินสมบูรณ(์เริ่มที่
เนเธอแลนต่อมาเป็ นมาตรฐานของยุโรป)
4. การคิดค้นเครื่องจักรและเทคโนโลยี การใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการ
ทำการเกษตรเช่น เครื่องหวานข้าวระบบพืชหมุนเวียน เกษตรกรปรับปรุงการเกษตรจนกลาย
เป็ นระบบทุนนิยม
5. การธนาคารและสถาบันทางการเงินมั่นคง
ธนาคารและสถาบันการเงินมั่นคงและส่งเสริมการเกษตรเกษตรกรสามารถกู้เงินมาดำเนิน
ธุรกิจที่ขยายตัวและต้องลงทุนมากเกษตรกรกลายเป็ นนักธุรกิจใหม่ของระบบทุนนิยม
ผลการปฏิวัติของการเกษตรกรรม
1. ผลผลิตเพิ่มขึ้น
เช่น เป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ทำให้การค้าขายระหว่างประเทศขยายตัว พืชบาง
ชนิดปลูกเป็ นสินค้าส่งออก
ยุโรปตั้งกำแพงภาษีและข้ามเรือสินค้าเทียบท่ากีดกันผลผลิตทางการเกษตรจากดินแดนโพ้น
ทะเลแยกตลาด
2. ประชากรสุขภาพดีขึ้น
เช่น อาหารพอเพียงและมีคุณภาพ
ระบบการผลิตถูกสุขลักษณะและใช้แรงงาน
น้ อยลงเกษตรกรมีอาหารและมีเวลาว่างหาราย
ได้เพิ่มเติม
3. เปลี่ยนโฉมหน้ าการเกษตร
เช่นพัฒนาปั จจัยการผลิตทุกด้าน
บุคคลชั้นนำล้วนส่งเสริมความก้าวหน้ าทางการ
เกษตร
การปฏิวัติอุตสาหกรรม
หมายถึง การเปลี่ยนแปลงการผลิตจากการใช้แรงงานคน สัตว์ และพลังน้ำเป็นการผลิตโดย
ใช้เครื่องจักรและระบบโรงงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญกลายเป็นระบบ
เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติทั้งด้านการเมือง
เศรษฐกิจและสังคม ชาติแรกที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ อังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้
แพร่หลายไปยังดินแดนอื่น ๆ ของโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของ
มนุษย์ทั่วทุกมุมโลก
ปั จจัยส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษ
1. การคิดค้นและผลิตเครื่องจักร เช่น เครื่องปั่นด้ายชื่อ สปินนิ่ง เจนนี่ ที่ใช้มือหมุนและ
เครื่องทอผ้าโดยใช้พลังไอน้ำ แทนแรงงานคน
2. มีแหล่งวัตถุดิบจำนวนมากเช่น แหล่งปลูกฝ้ ายในดินแดนอาณานิคม(สหรัฐอเมริกา)
และในอินเดีย
3. มีทุนดำเนินการจากการค้าที่ขยายตัว และความก้าวหน้ าของระบบธนาคารที่ให้มีการกู้
ยืมในการลงทุนด้านอุตสาหกรรม
4. แรงงานมีเพียงพอเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร
5. มีตลาดรองรับสินค้าอุตสาหกรรมทั้งในประเทศ ต่างประเทศและดินแดนอาณานิคม
6. นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้มีการผลิตทั้งในประเทศและในดินแดนอาณานิคม
และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ให้มีการแข่งขันเสรี ตามทฤษฏีของอดัม สมิธ นัก
เศรษฐศาสตร์ชาวสกอตแลนด์
พัฒนาการของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
1. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 1 เมื่อค.ศ. 1750-1870 (ยุคเครื่องจักรไอน้ำ)
การนำพลังไอน้ำและเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า มีการประดิษฐ์เครื่องปั่นด้าย
มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้สามารถผลิตผ้าได้เป็นจำนวนมากและเกิดการพัฒนาแฟชั่น
การแต่งกายขึ้น
2. การปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 2 (ยุคเหล็กกล้า) หรือช่วงสมัยใหม่ ค.ศ. 1870-ปัจจุบัน
เป็นการนำเครื่องจักรไอน้ำไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก ทำให้เกิดการพัฒนาด้านการ
ขนส่ง และการคมนาคมแบบใหม่ด้วยรถไฟ และอุตสาหกรรมหนัก
อื่น ๆ ก็เจริญเติบโตขึ้นด้วย
ในสมัยปัจจุบันได้มีการนำพลังงานใหม่ เช่น ไฟฟ้ า น้ำมัน และพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ ก่อให้
เกิดเป็นอุตสาหกรรมใหม่ ๆ และระบบการผลิตขนาดยักษ์ มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์
มาประดิษฐ์ใยสังเคราะห์และวัสดุที่เป็นโลหะน้ำหนักเบา เช่น ไนลอน พลาสติก เซรามิก ฯ
มีการพัฒนาใช้เครื่องจักรกลและคอมพิวเตอร์มาใช้ในการผลิตทำให้สามารถสินค้าได้จำนวน
มหาศาล
ผลการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีต่อโลก
1. ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้ าด้านการแพทย์และสาธารณสุข
และการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพ
2. การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วเนื่องจากเกิดการอพยพย้ายถิ่นเข้ามาหางานทำทั้ง
ในยุโรป อเมริกาและดินแดนอื่น ๆ
3. การปฏิวัติทางอุตสาหกรรมได้ขยายไปทั่วภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลง ทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเมือง และทำให้ประเทศต่างๆมี “วัฒนธรรม
ร่วม” ตามตะวันตกไปด้วย
4. ประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ
ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ
ระบบแข่งขันเสรีและระบบบริโภคนิยม ที่ชาติตะวันตกเข้าไปเผยแพร่ในประเทศเสรีและดิน
แดนอาณานิคม
5. เกิดความเลื่อมล้ำทางสังคม นักลงทุนมีความร่ำรวยและมั่งคั่ง ส่วนผู้ใช้แรงงานมีฐานะ
ยากจนโดยเฉพาะกรรมกรในโรงงานเกิดช่องว่างทางสังคม ทำให้มีการเสนอแนวคิดการแก้
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยคาร์ล มาร์กซ์ ในหนังสือชื่อ “Communist Manifesto”
และมีอิทธิพลทางการเมืองในคริศต์ศตวรรษที่ 20 และนำไปพัฒนาเป็นลัทธิสังคมนิ ยม
คอมมิวนิสต์
6. การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนและสถา ปัตยกรรม พัฒนาก้าวหน้ ามากขึ้น เพราะการ
พัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีการก่อ สร้างทำให้อาคารแข็งแรงขึ้น การออกแบบ
ก่อสร้างหอไอเฟล(Eiffel Tower) ที่กรุง ปารีส ประเทศฝรั่งเศสถือเป็นสัญลักษณ์ของ
การเริ่มต้นการก่อสร้างที่ทันสมัยของโลก
การปฏิวัติภูมิปัญญา
การปฏิวัติทางภูมิปัญญาเป็นผลสืบเนื่องจากการฟื้ นฟูศิลปวิทยาการ ซึ่งกระตุ้นให้ ชาว
ยุโรปสนใจศึกษาหาความรู้และค้นหาความจริง ทำให้ยุโรปพ้นจากยุคมืด มีโอกาสแสวงหา
ความรู้วิทยาการแขนงใหม่ที่มีอิสรภาพ และเสรีภาพมากขึ้น ส่งผลให้ชาวยุโรปมีความคิด
ก้าวหน้ า ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง เกิดนักคิด
นักปรัชญาขึ้นมากมาย ซึ่งอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 17-18
บุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องว่าเป็ นผู้นำในการปฏิวัติทางภูมิปั ญญา
1. พระเจ้าเฟรเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย
(FREDERICK THE GREAT : ค.ศ. 1740-1786)
ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็ นตัวอย่างที่ดีของกษัตริย์ทรงภูมิธรรม
(ENLIGHTENED DESPOTISM) ด้วยทรงใช้สติปัญญา
และเหตุผลในการปกครอง ส่งเสริมการอุตสาหกรรมและ
การค้าเพื่ อให้ประชาชนมีความเป็ นอยู่ดีขึ้น
ทรงใช้หลักขันติธรรมทางศาสนา (RELIGIOUS TOLERATION) ให้เสรีภาพแก่ประชาชน
ในการนับถือศาสนา และเปิดโอกาสให้ปัญญาชนสามารถแสดง ความคิดเห็นได้อย่างกว้าง
ขวาง
2. ธอมัส ฮอบส์ (THOMAS HOBBES : ค.ศ. 1586-
1679) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ เขาได้เขียนหนังสือ
เรื่อง LEVIATHAN ซึ่ง แสดงแนวคิดทางการเมืองว่า
สังคมการเมืองที่อยู่อย่างสันติสุขต้อง มอบอำนาจให้ผู้
ปกครองทำหน้ าที่ปกครองประชาชน ทั้งนี้ประชาชนมี
สิทธิเลือกการปกครองที่สอดคล้องกับความต้องการ
ของคนส่วนใหญ่
3. จอห์น ล็อค (JOHN LOCKE : ค.ศ. 1632-1704)
เป็นนัก ปรัชญาชาวอังกฤษ เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง
TWO TREATISES OF GOVERNMENT ซึ่งเสนอ
แนวคิดว่ารัฐบาลต้องจัดตั้งโดยความยินยอมของ
ประชาชนและต้องรับผิดชอบความเป็ นอยู่ของประชาชน
4. บารอน เดอ มองเตสกิเออ (BARON DE MONTESQUIEU :
ค.ศ. 1689-1755) เป็นขุนนางชาวฝรั่งเศสซึ่งต่อมาเป็นราชบัณฑิต
ของ ราชบัณฑิตยสถานของฝรั่งเศส เขาได้เขียนหนังสือเรื่อง
THE SPIRIT OF LAWS ซึ่งเสนอว่ากฎหมายที่รัฐบาลบัญญัติขึ้น
ต้องสอดคล้องกับสังคมนั้น(วัฒนธรรม ประเพณี และ
ประวัติศาสตร์ของแต่ละสังคม) เขาชื่นชม ระบอบการปกครอง
ของอังกฤษที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และแบ่ง อำนาจนิติบัญญัติ
บริหาร และตุลาการ ออกจากกัน
5. วอลแตร์ (VOLTAIRE : ค.ศ. 1694-1778) นักปรัชญาชาว
ฝรั่งเศส ได้เขียนหนังสือเรื่อง
THE PHILOSOPHICAL LETTERS หรือLETTERS ON
THE ENGLISH ซึ่งได้โจมตีสถาบันและกฎระเบียบต่างๆ ของ
ฝรั่งเศส และเรียกร้องให้มีการปฏิรูป ในหนังสือเรื่อง
ELEMENTS OF THE PHILOSOPHY OF NATION,
ESSAY ON UNIVERSAL HISTORY และ เรื่อง THE AGE
OF LOUIS XIV เขาเสนอให้ใช้เหตุผลและสติปัญญา แก้ไข
ปั ญหาสังคมและการเมือง
6. ชอง-ชาคส์ รุสโซ (JEAN-JACQUES ROUSSEAU : ค.ศ.
1712-1778) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส หนังสือที่สำคัญคือเรื่อง
สัญญาประชาคม (THE SOCIAL CONTRACT) ซึ่งถือว่า
เป็นการ วางรากฐานแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของ
ประชาชน เพราะ มนุษย์เป็นอิสระ ควรจัดตั้งรูปแบบการ
ปกครองที่ให้ประชาชนร่วม ทำ “เจตจำนงร่วม” (GENERAL
WILL) หรือสัญญาประชาคมขึ้นเป็น อำนาจสูงสุด รัฐบาลจึงควร
เกิดจากความเห็นร่วมกันของประชาชน
การปฏิวัติทีสำคัญในประเทศต่างๆ
อังกฤษ
การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ( อังกฤษ : Glorious Revolution ) ยังรู้จักกันในชื่อ การปฏิวัติปี
ค.ศ. 1688 คือการปฏิวัติโค่นล้ม ราชบัลลังก์ ของ สมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ
(พระเจ้าเจมส์ที่ 7 แห่งสกอตแลนด์, พระเจ้าเจมส์ที่ 2 แห่งไอร์แลนด์) โดยสหภาพ นักรัฐสภา
นิยม ชาวอังกฤษ กับ เจ้าผู้ครองสถาน ชาว ดัตช์ เจ้าชายวิลเลียม แห่ง ออเรนจ์-นัสเซา
(เจ้าชายวิลเลียมแห่งออร์เรนจ์) จากความสำเร็จในการบุกยึดอังกฤษ ด้วยกองทัพเรือของเจ้า
ชายวิลเลียม ตามมาซึ่งการขึ้นครองราช
บัลลังก์อังกฤษเป็น พระเจ้าวิลเลียมที่ 3 แห่งอังกฤษ
ร่วมกับ สมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 2 แห่งอังกฤษ
พระชายา การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ยังถือเป็นจุดสิ้นสุด
ของระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในอังกฤษ
ทำให้กษัตริย์เป็ นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ
อเมริกา
การปฏิวัติอเมริกา คือช่วงระยะเวลาครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 ที่มีการลุกฮือเพื่อประกาศ
เอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษ ของประชาชนชาวอเมริกา และสถาปนาสหรัฐอเมริกาขึ้นในเวลา
ต่อมาหลังจากได้รับชัยชนะในการปฏิวัติในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นประเทศแรกที่ปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยเสรีนิยมภายใต้รัฐธรรมนูญ
สาเหตุ
อังกฤษใช้นโยบายการค้าอย่างไม่ยุติธรรมกับอาณานิคม เนื่องจากบริเวณลุ่มแม่น้ำ
มิสซิสซิปปีนี้เป็นแหล่งเพาะปลูกใบชาที่สำคัญ อังกฤษใช้วิธีซื้อจากอาณานิคมในราคาถูกมาก
แล้วนำไปขายในยุโรปในราคาเพิ่มหลายเท่า ทำให้ชาวอาณานิคมไม่พอใจ และประกอบกับการที่
ชาวอเมริกันได้รับแนวคิดจาก นักปรัชญา คือจอห์น ล็อก(en:John Locke) ทำให้เหตุการณ์
ลุกลามใหญ่ ก่อให้การประท้วงชุมนุมงานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน (Boston Tea Party) ที่กรุงบอส
ตัน อังกฤษจึงส่งกำลังเข้าปราบปราม ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างหนัก ฝรั่งเศสได้แอบส่งกำลัง
อาวุธเข้าช่วยเหลืออเมริกา นำไปสู่ สงครามปฏิวัติอเมริกัน จนในที่สุด อเมริกาก็สามารถ
ประกาศอิสรภาพได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776
ที่เมืองฟิลาเดเฟีย (รัฐเพนซิลเวเนีย) และทำให้เกิดประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอมเริกาคือ
จอร์จ วอชิงตัน และการที่ฝรั่งเศสเข้าช่วยอเมริกานี้เอง ทำให้ทหารที่เข้ามาร่วมรบในสงคราม
ปฏิวัติอเมริกา ได้ซึมซับแนวคิดและความต้องการอิสรภาพของชาวอเมริกันทั้งมวลเข้าไว้ และ
กลายเป็นพลังผลักดันที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสและประกอบกับสภาพการณ์ ในขณะนั้น
ฝรั่งเศสกำลังย่ำแย่ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สถาบันกษัตริย์ที่อ่อนแอ ทำให้ฝรั่งเศสเข้าสู่การปฏิวัติ
ฝรั่งเศส และกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิวัติไปทั่วยุโรปในเวลาต่อมาอีกด้วย
ฝรั่งเศษ
การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นการปฏิวัติใหญ่ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการ
เปลี่ยนแปลงโฉมหน้ าทางการเมืองทั่วยุโรป โดยมีสาเหตุทางด้านการคลังเป็นพื้นฐาน
เป็ นการปฏิวัติโดยกลุ่มชนชั้นกลางที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองโดยการล้ม
ล้างการปกครองในระบอบเก่า (Ancient Regime) หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
(Absolutism) มาสู่อำนาจอธิปไตยของประชาชน
สาเหตุทั่วไปของการปฏิวัติฝรั่งเศส
ด้านการเมือง
1. พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงไม่เข็มแข็งพอไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศจึงเปิด
โอกาสให้คณะบุคคลบางกลุ่มเข้ามามีสิทธิร่วมในการบริหารประเทศ
2. สภาท้องถิ่น (Provincial Estates) เป็นสภาที่มีอยู่ทั่วไปในฝรั่งเศส และตกอยู่ภายใต้
อำนาจอิทธิพลของขุนนางท้องถิ่น เริ่มกลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง
3. สภาปาลมองต์ (Parlement) หรือศาลสูงสุดของฝรั่งเศส ทำหน้ าที่ให้การปรึกษากับ
กษัตริย์มีสิทธิ์ยังยั้งการออกกฎหมายใหม่ (Vito) ซึ้งเป็นสภาที่เป็นปากเป็นเสียงของประชน
เคยถูกปิดไปแล้ว กลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงยอมให้สภาปามองต์
แสดงบทบาทสามารถต่อรองขอสิทธิบางอย่างทางการเมือง
4. สภาฐานันดรหรือสภาทั่วไป (Estates General) ที่จัดตั่งขึ้นในยุคกลางในสมัยพระเจ้าฟิ
ลิปที่ 4 เพื่อต่อต้านอำนาจของสันตปาปา ซึ่งมีผลทำให้เกิดชนชั้นของประชาชน 3 ชนชั้นคือ
พระ ขุนนาง และสามัญชน, ในปี ค.ศ. 1789 สถานะทางด้านการคลังของประเทศเกิดปัญหา
ขาดดุลอย่างหนัง ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เปิดสภานี้ขึ้นมาใหม่หลังจากจากที่ถูกปิดไปถึง
174 ปี เพื่อขอเสียงสนับสนุนจากตัวแทนของประชาชนในการขอเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่เกิด
ปัญหาการนับคะแนนเสียงขึ้น จนกลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติในเดือน กรกฎาคม
ค.ศ. 1789
5. ประเทศฝรั่งเศสไม่มีรัฐธรรมนูญ ทำให้การปกครองเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และ
ประชาชนไม่ได้รับการคุ้มครอง
ด้านเศรษฐกิจ
1. สืบเนื่องมาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในราชสำนัก เป็นปัญหาสั่งสม
มาจนถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16
2. เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากการที่ฝรั่งเศสเข้าไปพัวพันกับสงครามในต่างประเทศมากเกินไป
โดยเฉพาะสงครามกู้เอกราชของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1776 จึงทำให้เกิดค้าใช้จ่ายสูง
3. เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมมาสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้
เกิดวิกฤตการทางการเกษตร ราคาอาหารสูงขึ้นไม่สมดุลกับค่าแรงที่ได้รับ การเปลี่ยนแปลงนี้
ก่อให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา คือชนชั้นกลาง (พ่อค้า นายทุน) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปฏิวัติ
4. พระเจ้าหลุยส์ไม่สามารถตัดค่าใช้จ่ายในราชสำนักได้ แต่ก็พยายามแก้ไขโดย
- ปรับปรุงการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก่อให้เกิดการไม่พอใจในกลุ่มคนบางกลุ่ม
ที่ไม่เคยเสียภาษี
- เพิ่มการกู้เงิน ซึ่งก็ช่วยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยมากขึ้นด้วยเช่น
กัน
ด้านสังคม
1. การรับอิทธิพลทางความคิดของชาวต่างชาติ จาการที่ฝรั่งเศสเข้าไปช่วยสหรัฐอเมริกาทำ
สงครามประกาศอิสภาพจากอังกฤษ จึงทำให้รับอิทธิพลทางความคิดด้านเสรีภาพนั้นกลับเข้า
มาในประเทศด้วย อิทธิพลทางความคิดที่สำคัญที่รับมาคือจากบรรดานักปรัชญากลุ่ม ฟิโล
ซอฟส์ (Philosophes) นักปรัชญาคนสำคัญคือ วอร์แตร์, จอห์น ล็อค, รุสโซ่
2. เกิดปัญหาความแตกต่างทางสังคม อันเนื่องมาจากพลเมืองแบ่งออกเป็น 3 ฐานันดร คือ
- ฐานันดรที่ 1 พระ
- ฐานันดรที่ 2 ขุนนาง
- ฐานันดรที่ 3 สามัญชน
ฐานันดรที่ 1 และ 2 เป็นกลุ่มที่มีอภิสิทธิ์ชน คือไม่ต้องเสียภาษี ทำให้กลุ่มฐานันดรที่ 3 ต้อง
แบกรับภาระทั้งหลายอย่างเอาไว้เช่น การเสียภาษี การจ่ายเงินค่าเช่าที่ดิน และการถูกเกณฑ์
ไปรบ กลุ่มฐานันดรที่ 3 ถือเป็นกลุ่มไม่มีอภิสิทธิ์ชน
สงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในยุโรปและขยายเป็นสงครามโลก เนื่องจากมี
ประเทศในทวีปอื่น เช่น อเมริกาเหนือ และเอเชียเข้าร่วมในสงครามนี้
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ ๑
การขยายตัวของลัทธิชาตินิยม การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม การพัฒนาระบบพันธมิตร
ของประเทศยุโรป และการเติบโตของลัทธิทหารนิยม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามโลก
ครั้งที่ ๑
การขยายตัวของลัทธิชาตินิยม ลัทธิชาตินิยมในยุโรปขยายตัวอย่างรวดเร็วในปลายคริสต์
ศตวรรษที่ ๑๙ และต้นตริต์ศตวรรษ์ ๒๐ โดยเฉพาะในแหลมบอลข่านที่ต้องการปกครองตนเอง
และเป็ นอิสระจากอำนาจของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและจักรวรรดิออตโตมัน
การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยม การแข่งขันขยายลัทธิจักรวรรดินิยมของมหาอำนาจยุโรป
ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศเหล่านั้นจนทำให้มีการ
แบ่งขั้วอำนาจที่ปรากฏในระบบพันธมิตรของยุโรป
ระบบพันธมิตรของยุโรป ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ปัสเซีย ได้พัฒนาเป็นจักรววดิเยอรมนี
และผนึกกำลังกับชาติพันธิมิตรเพื่ อโดดเดี่ยวฝรั่งเศษซึ่งเป็ นศัตรูและคู่แข่งสำคัญในการขยาย
ลัทธิจักรวรรดินิยม
การเติบโตของลัทธิทหารนิยม ผู้นำประเทศในยุโรปต่างเชื่อว่าการสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่จะ
ต้องใช้กำลังทหารสนับสนุนและทำสงครามขยายอำนาจ
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ ๑
ด้านการเมือง สงครามทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในยุโรปเพราะทำให้
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีล่มสลายมีประเทศเกิดใหม่ในยุโรปตะวันออก แถบทะเลบอลติกและ
แหลมบอลข่าน เช่น ฮังการี เชโกสโลวะเกีย โรมาเนีย บัลแกเรีย ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย
ลิทัวเนีย พร้อมกันนั้นยังมีความพยายามก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อป้ องกันสงครามและ
รักษาสันติภาพด้วย
ด้านเศรษฐกิจ สงครามทำให้ประเทศต่าง ๆ ประสบหายนะทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องเร่ง
ฟื้ นฟูเศรษฐกิจอย่างรีบด่วน โดยเฉพาะการผลิตสินค้าส่งออก แต่เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ขาด
กำลังซื้อ จึงทำให้สินค้าขายไม่ออกและส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำที่ลุกลามไปทั่วโลก
ด้านสังคม สงครามทำให้ผู้คนเสียชีวิตและพิการมากกว่า ๘ ล้านคน ประเทศต่าง ๆ ต้อเร่ง
ฟื้ นฟูสังคม นอกจากนี้ยังทำให้ลัทธิชาตินิยมขยายตัวย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นผู้
แพ้สงคราม เช่น เยอรมนี ซึ่งต่อมาได้ก่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อแก้แค้นฝ่ายพันธมิตร
สงครามโลกครั้งที่ ๒
ผลกระทบที่สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ โดยเยอรมนีเป็นผู้เริ่มสงคราม ได้ขยายสนาม
รบออกไปนอกยุโรป คือ แอฟริกา เอเชีย และแปซิฟิก เป็นสงครามที่มีการประหัตประหารและ
ทำลายล้างกันรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ ๒
ฝ่ ายอักษะ ลัทธิจักวรรดินิยมผสานกับลัทธิชาตินิยมเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งเสริมให้เยอรมนี
อิตาลี และญี่ปุ่นทำสงครามขยายอำนาจครอบครองดินแดนโพ้นทะเลและทรัพยากรอันมั่งคั่ง
อนึ่งการที่ประเทศเหล่านี้นี้มีแนวทางทีคล้ายคลึงกัน คือต่างสนับสนุนลัทธิทหารนิยมและการ
ปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จก็ทำให้สามารถรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกัน รวมทั้งมีความมั่นใจ
ในการทำสงคราม
ฝ่ ายพันธมิตร เยอรมนีขยายอำนาจคุกคามดินแดนใกล้เคียง เช่นการผนวกแคว้นสุเดเตน
ของเชโกสโลวะเวีย แต่ฝ่ายพันธมิตรกลับดำเนิน "นโยบายเอาใจ"โดยไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน
เนื่องจากยัไม่ต้องการทำสงครามกับเยอรมนี จึงทำให้เยอรมนีได้ใจและบุกโปแลนด์ต่อไป
ผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ ๒
ด้านการเมือง สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของโลกที่
สำคัญคือ ดินแดนอาณานิคมได้รับเอกราช มีประเทศเกิดใหม่ในเอเชียและแอฟริกาจำนวนมาก
อำนาจของยุโรปเสื่อมลงจึงต้องผนึกกำลังเป็นสหภาพยุโรป (European Union) ในปัจจุบัน
สหรัฐอเมริกาซึ่งช่วยกอบกู้สถานการณ์สงครามและนำชัยชนะให้กับฝ่ ายพันธมิตรได้ขึ้นมาเป็ น
ผู้นำโลก สหรัฐอเมริกาเข้าไปจัดระเบียบโลก และสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นในช่วงหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการนำประชาคมโลกเข้าสู่ยุคสงครามเย็นที่ส่งผลต่อชะตากรรม
ของมนุษยชาติในโลกปั จจุบัน
ด้านเศรษฐกิจ ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีมูลค่าที่ไม่อาจประเมิน
ได้ ประเทศส่วนใหญ่ซึ่งรวมทั้งประเทศในยุโรปต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนานนับ 10 ปีจึงฟื้ น
ตัวได้ ทำให้มีการก่อตั้งองค์การทางการเงินระหว่างประเทศเพื่อช่วยบูรณะฟื้ นฟูเศรษฐกิจของ
ประเทศต่างๆ เช่น ธนาคารโลก และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ
ด้านสังคม สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายล้างชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล มีผู้บาดเจ็บล้มตายใน
สงครามโลกครั้งที่ 2 มากกว่า 20 ล้านคน ทั้งยังทำให้เกิดการพลัดพรากในครอบครัว อนึ่ง
สงครามโลกครั้งที่นี้ยังส่งผลกระทบต่อจริยธรรมและศีลธรรมของผู้คนในสังคมอย่างมาก
เนื่องจากการมีการประหัตประหารกันอย่างโหดร้ายทารุณ และการใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลาย
ล้างรุนแรงต่อมนุษยชาติ เช่น การที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูญี่ปุ่นที่เมืองฮิโรชิมา
(Hiroshima) วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 และที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ในอีก 3 วันต่อมา
ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันทีมากกว่า 1 แสนคน
ศิลปวัฒนธรรมยุโรปสมัยใหม่
สมัยฟื้ นฟูศิลปะวิทยาการ ( Renaissances ) เป็นช่วงที่ยุโรปนำศิลปกรรมสมัยกรีก-โรมัน
กลับมาใช้อีกด้านประติมากรรม
ด้านประติมากรรม เน้ นการแสดงสัดส่วนสรีระร่างกายมนุษย์ ผลงานสำคัญของไมเคิล แอน
เจลโล ได้แก่
รูปสลักเดวิด ( David ) แสดงสัดส่วนและกล้ามเนื้อที่สมส่วนของร่างกาย
รูปสลักลาปิเอตา ( La Pieta ) เป็นรูปสลักพระมารดา กำลังประคองพระเยซูในอ้อม
พระหัตถ์ หลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว ผลงานแสดงให้เห็นถึงความ
นุ่มนวล อ่อนไหว
ด้านจิตรกรรม เป็นงานแสดงถึงความนุ่มนวล ละเมียดละไมแฝงไว้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของ
มนุษย์ มีการใช้สีและเงาให้เกิดแสงสว่าง ศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น
เลโอนาร์โด ดาวินชี
ราฟาเอล
วรรณกรรมที่เป็นบทละครรับอิทธิพลของบทละครกรีก โดยนักประพันธ์ที่มีชื่อ เช่น
วิลเลียม เชกสเปียร์ ได้แก่ โรมิโอและจูเลียต , เวนิสวานิส , คิงเลียร์ , แมคเบท , ฝันคืน
กลางฤดูร้อน ซึ่งบทละครเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ อุปนิสัย และการตัดสินใจของ
มนุษย์ในภาวการณ์ต่างๆกัน
เซอร์ทอมัส มอร์ ได้แก่ ยูโทเปีย ที่กล่าวถึงเมืองในอุดมคติที่ปราศจากความเลวร้าย
ศิลปะแบบนีโอคลาสสิก
สถาปัตยกรรม เน้ นความสง่างาม สมดุลกลมกลืนได้สัดส่วน
ประติมากรรม ลอกเลียนแบบประติมากรรมกรีก-โรมัน
จิตรกรรม เน้ นเรื่องเส้นมากกว่าการใช้สี แสดงถึงความสง่างามและยิ่งใหญ่ในความเรียบ
ง่าย เช่น ภาพการตายของมารา ( The Death of Marat ) โดย ชาก หลุยส์ เดวิด
ดนตรี นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงคือ โมสาร์ต ชาวออสเตรีย
สงครามเย็น
สงครามเย็น หนึ่งในสงครามครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหน้ าประวัติศาสตร์โลก แม้ว่า
สงครามเย็นจะเป็นสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันก็ได้ลุกลาม
และแผ่ขยายจนสร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก สำหรับ สงครามเย็น เป็นการต่อสู้กันระหว่าง
กลุ่มประเทศ 2 กลุ่ม ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและระบอบการเมืองต่างกันระหว่างกลุ่ม
ประเทศโลกเสรี นำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ นำโดยสหภาพโซเวียต ซึ่ง
เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงประมาณ ค.ศ.1945-1991 (พ.ศ. 2488-2534)
โดยประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะพยายามสร้าง
แสนยานุภาพทางการทหารของตนไว้ข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม และสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของ
ตนเข้าทำสงครามแทน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสงครามตัวแทน (Proxy War) เหตุที่เรียก
สงครามเย็น เนื่องจากเป็นการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจ โดยใช้จิตวิทยา ไม่ได้นำพาไปสู่การ
ต่อสู้ด้วยกำลังทหารโดยตรง แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อการแทรกซึมบ่อนทำลาย การ
ประณาม การแข่งขันกันสร้างกำลังอาวุธ และแสวงหาอิทธิพลในประเทศเล็ก
สาเหตุของสงครามเย็น
สงครามเย็นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศ
มหาอำนาจทั้งสอง ที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และความขัดแย้ง
ทางด้านผลประโยชน์และเขตอิทธิพล เพื่อครองความเป็นผู้นำของโลก โดยพยายามแสวงหา
ผลประโยชน์และเขตอิทธิพลในประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้นำ
ทางการเมืองของโลกในสมัยก่อน คือ อังกฤษ เยอรมัน ได้หมดอำนาจในภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 2
วิกฤตการณ์ในสงครามเย็น ได้เกิดวิกฤตต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความขัดแย้งและการเผชิญ
หน้ าระหว่างฝ่ายโลกเสรีกับฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งสร้างความตึงเครียดและหวาดวิตก
ต่อประชาคมโลก ด้วยเกรงว่าเหตุวิกฤตนั้นจะนำไปสู่สงครามโลกครั้งใหม่ วิกฤตในสงครม
เย็นที่สำคัญ เช่น
การปิดล้อมกรุงเบอร์ลิน ค.ศ.๑๙๔๘-๑๙๔๙ เป็นการปิดล้อมเบอร์ลินตะวันตกโดยฝ่าย
เยอรมนีตะวันออกเพื่อกดดันเยอรมนีตะวันตก
การจัดตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือองค์การนาโต ค.ศ.๑๙๔๙เป็นการรวม
กลุ่มทางทหารนำโดยสหรัฐอเมริกาและกลุ่มพันธมิตรนเขตมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ
สงครามเกาหลี ค.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๕๓ เป็นสงครามระหว่างเกาหลเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งมี
สหรัฐอเมริิกาและกำลังอาสาสมัครของประเทศสมาชิกสหประชาชาติเข้าไปช่วยทำสงคราม
ในเกาหลีใต้
การรวมกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ ค.ศ.๑๙๕๕ เป็นการรวมกลุ่มทางทหารระหว่าง
สหภาพโซเวียตและประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกเพื่อตอบโต้
องค์การนาโต
สงครามเวียดนาม ค.ศ.๑๙๖๐-๑๙๗๕ เป็นสงครามระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ที่
สหรัฐอเมริกาส่งทหารเข้าไปรบกับพวกคอมมิวนิสต์เวียดนามซึ่งยึดเวียดนามเหนือ
วิกฤตการณ์ขีปนาวุธที่คิวบา ค.ศ.๑๙๖๒ เป็นเหตุการณ์ที่สหภาพโซเวียดพยายามนำ
ขีปนาวุธไปติดตั้งที่คิวบาซึ่งเป็ นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในลาตินอเมริกา
การผ่อนคลายและการสิ้นสุดของสงครามเย็น การผ่อนคลายของสงครามเย็น (Detente)
เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เมื่อกลุ่มประเทศประชาธิปไตยและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เริ่มหัน
หน้ าเข้าหากัน เพื่อผ่อนคลายภาวะตึงเครียดของสงครามเย็นเนื่องจากต่างตระหนักว่า ไม่อาจ
ปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้ าระหว่างชาติมหาอำนาจรุนแรงเพิ่มมากขึ้นต่อไป เพราะจะนำไปสู่จุด
แตกหักที่ส่งผลต่อสันติภาพของโลกได้ เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การผ่อนคลายและการสิ้นสุด
ของสงครามเย็นได้แก่
การปรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากีบจีนคอมมิวนิสต์ ค.ศ. 1972 โดย
ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) ของสหรัฐ
อเมริกา เดินทางไปเยือนปักกิ่ง ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาค่อยๆ
ถอนทหารออกจากเวียดนาม และทำให้สงครามเวียดนามยุติ
ลง
การประชุมสุดยอดเบรซเนฟ – นิกสัน ค.ศ.1972
ระหว่างนายกรัฐมนตรีเบรซเนฟของสหภาพโซเวียตและ
ประธานาธิบดีนิกสันส่งผลให้มีการลงนามในสนธิสัญญาจำกัด
อาวุธทางยุทธศาสตร์ 2 ครั้ง ใน ค.ศ. 1972 และค.ศ. 1979
นโยบายเปเรสทอยกาและกลาสนอส ค.ศ. 1985 เริ่มในสมัยของนายกรัฐมนตรีกอร์
บาชอพ (Gorbachev) แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งประกาศปฏิรูปประเทศตามแนวทาง
ประชาธิปไตยและเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เป็นผลให้มีการผ่อนคลายความเข้มงวดของระบอบ
สังคมนิยมคอมมิวนิสต์โซเวียต ทำให้ประเทศในยุโรปตะวันออกมีอิสระในการกำหนดระบอบ
ปกครองของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เลือกวิถีทางเสรีประชาธิปไตย
การทำลายกำแพงเบอร์ลินและการรวมเยอรมนี ค.ศ. 1989 เยอรมนีตะวันตกและ
เยอรมนีตะวันออกได้รวมประเทศทำให้การเผชิญหน้ าอันยาวนานระหว่างยุโรปตะวันตกและ
ยุโรปตะวันออกยุติลง
ระบอบสหภาพโซเวียตล่มสลาย ค.ศ. 1991 ถือว่าเป็นการยุติสงครามเย็นที่ยาวนานและ
ตึงเครียดหลังจากนั้นรัฐต่างๆ ที่เคยอยู่ภายใต้ระบอบสหภาพโซเวียตก็แยกเป็นรัฐอิสระ ส่วน
ศูนย์ฏกางการปกครองสหภาพโซเวียตเดิมก็คือประเทศรัสเซียในปั จจุบัน
ประวัติศาสตร์โลกตะวันตก
ประวัติศาสตร์จีน
แนวความคิดในการจัดแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์จีนใช้พัฒนาการทางอารยธรรมและช่วง
เวลาที่ราชวงศ์ต่าง ๆ มีอำนาจในการปกครองเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดแบ่งยุคสมัยทาง
ประวัติศาสตร์จีน ซึ่งสามารถแบ่งยุคสมัยออกได้เป็น
1. ประวัติศาสตร์จีนสมัยโบราณ เริ่มในสมัยราชวงศ์ชาง 1,570–1,045 ปีก่อนคริสต์
ศักราช มีการวางรากฐานด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม มีอักษรโบราณเขียนลงบน
กระดองเต่า ใช้ในการเสี่ยงทาย หลังจากนั้นเป็นช่วงสมัยราชวงศ์โจว ราชวงศ์ฉิน และราชวงศ์
ฮั่น ซึ่งในสมัยนี้สามารถรวมศูนย์อำนาจเป็นจักรวรรดิ ได้ชัดเจน
2. ประวัติศาสตร์จีนสมัยกลาง เป็นช่วงของการปรับตัวของอารยธรรมจีนในการรับ
อิทธิพลต่างชาติ เกิดการแบ่งแยกดินแดนก่อนที่จะมีการรวมประเทศได้ในราชวงศ์สุย (Sui
Dynasty) ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (Sung Dynasty) เป็นช่วงสมัยของความเจริญรุ่งเรืองทางศิลป
วัฒนธรรม จนกระทั่งชาวมองโกลสามารถยึดครองประเทศจีนและสถาปนาราชวงศ์หยวน
(Yuan Dynasty)
3. ประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ เริ่มต้นยุคสมัยใน ค.ศ. 1368 เมื่อชาวจีนไล่พวกมองโกล
แล้วตั้งราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) ขึ้นปกครองจีน หลังจากนั้นราชวงศ์ชิง (Qing
Dynasty) ของพวกแมนจูโค่นราชวงศ์หมิง เป็นช่วงสมัยที่จีนได้รับการยกย่องว่าประสบความ
สำเร็จเกือบทุกด้าน นักวิชาการบางท่านถือว่าประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่เริ่มต้นเมื่อครั้ง
ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644) ช่วงปลายสมัยราชวงศ์ชิงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศจีนถูกคุกคามจาก
ชาติตะวันตก และจีนแพ้อังกฤษในสงครามฝิ่น (ค.ศ. 1839–1842) ราชวงศ์ชินสิ้นสุดลงใน
พ.ศ. 1911
4. ประวัติศาสตร์จีนสมัยปัจจุบัน เริ่มต้นใน ค.ศ. 1911 เมื่อจีนปฏิวัติการเปลี่ยนแปลง
การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐ (ค.ศ. 1911–1949) โดย
ดร.ซุน ยัตเซน (Sun Yat-sen) ต่อมาพรรคคอมมิวนิสต์ได้ปฏิวัติและได้ปกครองจีน จึง
เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ ค.ศ. 1949 จนถึงปัจจุบัน
ยุคจักรวรรดิ
ราชวงศ์จิ๋นหรือฉิน : จักรพรรดิที่สามารถรวมดินแดนของจีนให้
เป็นจักรวรรดิ ได้เป็นครั้งแรกคือ พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้
พระเจ้าชิวั่งตี่ หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้ซึ่งเป็นผู้ให้สร้างกำแพงเมืองจีน
มีการใช้เหรียญกษาปณ์ มาตราชั่ง ตวง วัด
ราชวงศ์ฮั่น : ยุคทองด้านการค้าของจีน
มีการค้าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส้นทางการค้าที่เรียกว่า เส้น
ทางสายไหม ( Silk Rood )
ลัทธิขงจื๊อ คำสอนถูกนำมาใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศ
มีการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเรียกว่า จอหงวน
ราชวงศ์สุย : ยุคแตกแยกแบ่งเป็นสามก๊ก
มีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยงซี เพื่อประโยชน์ในด้านการคมนาคม
ราชวงศ์ถัง : ยุคทองของอารยธรรมจีน
นครฉางอานเป็ นศูนย์กลางของซีกโลกตะวันออกในสมัยนั้น
พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง พระภิกษุ (ถังซำจั๋ง) เดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎก
ในชมพูทวีป
เป็นยุคทองของกวีนิพนธ์จีน กวีคนสำคัญ เช่น หวางเหว่ย หลี่ไป๋ ตู้ฝู้
ราชวงศ์ซ้อง
มีความก้าวหน้ าด้านการเดินเรือสำเภา
รู้จักการใช้เข็มทิศ
รู้จักการใช้ลูกคิด
ประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือ
รักษาโรคด้วยการฝั งเข็ม
ราชวงศ์หยวน : ราชวงศ์ชาวมองโกลที่เข้ามาปกครองจีน
ฮ่องเต้องค์แรกคือ กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้
ชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อค้าขายมาก เช่น มาร์โคโปโล พ่อค้าชาวเมืองเวนีส อิตาลี
ราชวงศ์หมิงหรือเหม็ง
ด้านวรรณกรรม : นิยมเขียนนวนิยายที่ใช้ภาษาพูดมากกว่าการใช้ภาษาเขียน มี
นวนิยายที่สำคัญ ได้แก่ สามก๊ก ไซอิ๋ว
ส่งเสริมการสำรวจเส้นทางเดินเรือทางทะเล
สร้างพระราชวังหลวงปักกิ่ง (วังต้องห้าม)
ราชวงศ์ชิงหรือเช็ง(ราชวงศ์เผ่าแมนจู) : ยุคที่จีนเสื่อมถอยความเจริญทุกด้าน
เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช่น สงครามฝิ่น ซึ่งจีนรบแพ้อังกฤษ ทำให้ต้องลง
นามในสนธิสัญญานานกิง
ปลายยุคราชวงศ์ชิง พระนางซูสีไทเฮาเข้ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมาก
ยุคสาธารณรัฐจีน (ค.ศ. 1912-1949)
ปี พ.ศ. 2454 เกิดการปฏิวัติซินไฮ่ ซึ่งเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจีนให้เป็น
ระบอบสาธารณรัฐที่นำโดย ดร. ซุนยัดเซ็น ราชวงศ์ชิงถูกยึดอำนาจในปีนั้น และใน พ.ศ.
2455 ผู่อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกบังคับให้สละราชสมบัติ ถือเป็นจุดอวสานของราชวงศ์ชิง
และการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของจีน
ดร. ซุนยัดเซ็น ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเฉพาะกาลคนแรกของสาธารณรัฐจีน แต่ก็สละ
ตำแหน่งให้กับยฺเหวียน ชื่อไข่ อย่างไรก็ตาม ยเหวียนซื่อไข่กลับทะเยอทะยาน คิดจะฟื้ นฟู
ระบอบจักรพรรดิ ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ จึงถูกต่อต้านจากทั่วสารทิศ ซุนยัดเซ็น จึงประกาศทำ
ศึกต่อต้าน สุดท้ายแล้วยเหวียนซื่อไข่ล้มป่วยเสียชีวิตไป แต่แผ่นดินจีนก็เข้าสู่ความวุ่นวาย
จากการชิงอำนาจกันของเหล่าขุนศึก และกลายเป็นยุคสมัยที่วุ่นวายและนองเลือดที่สุดช่วง
เวลาหนึ่ งของจีน
ซุนยัดเซ็นล้มป่วยแล้วเสียชีวิต หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาชิงอำนาจระหว่างพรรคก๊ก
มินตั๋ง ที่นำโดย เจียงไคเช็ค กับพรรคคอมมิวนิสต์ ที่นำโดย เหมาเจ๋อตง
การทำศึกในช่วงแรกเจียงไคเช็คเป็นฝ่ายชนะ แต่เนื่องจากการรุกรานของกองทัพ
จักรวรรดิญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องยุติความขัดแย้งลง
ชั่วคราว แล้วหันมาร่วมมือกันทำสงครามกับญี่ปุ่น
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ได้มีการเจรจา
เพื่อก่อตั้งรัฐบาลผสม แต่เจียงไคเช็ควางแผนที่จะกำจัดพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้เหมาเจ๋อตงและ
แกนนำของพรรคต้องนำพาสมาชิกและชาวนาผู้ยากไร้ที่เป็นกองกำลังส่วนใหญ่ของพรรค เดิน
ทัพทางไกลขึ้นไปทางเหนือ จากนั้นเหมาเจ๋อตงก็นำกองทัพเปิดศึกกับเจียงไคเช็กอีกครั้ง
เนื่องจากภายในพรรคก๊กมินตั๋งเองก็มีความขัดแย้งภายใน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริต
คอรัปชั่นภายในพรรคได้ รวมถึงเหมาเจ๋อตงสามารถชี้นำและปลุกระดมชวนเชื่อชาวจีนผู้ยากไร้
ทั่วประเทศในเวลานั้นให้เข้าร่วมการต่อสู้ พรรคคอมมิวนิสต์จึงได้ชัยชนะในที่สุด ส่วนเจียงไค
เช็คก็ลี้ภัยไปยังเกาะไต้หวัน และสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นใหม่
ยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน (1949–ปั จจุบัน)
ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 เมื่อพรรค
คอมมิวนิสต์มีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋งในสงครามกลางเมืองจีน เหมา เจ๋อตุง ประกาศจัดตั้ง
สาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ที่กรุงปักกิ่งบน จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อปกครองจีนแผ่นดิน
ใหญ่
ลัทธิปรัชญา
ลัทธิขงจื๊อ หรือ ศาสนาขงจื๊อ [1] ( อังกฤษ : Confucianism ) หรือ ลัทธิหยู เป็น
ระบบด้าน จริยธรรม และ ปรัชญา ของจีน ซึ่งพัฒนาจากการสอนของ ขงจื๊อ (551 - 479 ปี
ก่อน ค.ศ.) นักปรัชญาชาวจีน ลัทธิขงจื๊อถือกำเนิดขึ้นเป็น "งานสอนด้านจริยธรรม-สังคม
การเมือง" ใน ยุคชุนชิว แต่ภายหลังพัฒนาส่วนที่เป็น อภิปรัชญา และ จักรวาลวิทยา ในสมัย
ราชวงศ์ฮั่น [2] หลังการละทิ้ง ลัทธิฟาเฉีย ในประเทศจีนหลัง ราชวงศ์ฉิน ลัทธิขงจื๊อได้กลาย
มาเป็น อุดมการณ์แห่งรัฐ อย่างเป็นทางการของจีน กระทั่งถูกแทนที่ด้วย " หลัก 3 ประการ
แห่งประชาชน " ของ นายแพทย์ ซุนจงซาน เมื่อมีการสถาปนา สาธารณรัฐจีน ตามด้วย
คอมมิวนิสต์ ลัทธิเหมาหลังสาธารณรัฐจีนถูกแทนที่ด้วย สาธารณรัฐประชาชนจีน ในจีนแผ่นดิน
ใหญ่
วิทยาการ
อักษรจีน
การปรากฎของอักษรจีนที่เก่าแก่ที่สุดนั้น ค้นพบที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อประมาณ 5,000 ปี มาแล้ว โดยอยู่ในรูปของอักษรภาพที่แกะ
สลักเป็นวงกลม พระจันทร์เสี้ยว และ ภูเขาห้ายอด บนเครื่องปั้นดินเผา จวบจนเมื่อ 3,000 ปี
ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบเป็น อักษรที่จารึกบนกระดูกสัตว์นั่นเอง ซึ่งเป็นยุคต้นศิลปะการเขียนของจีน
ประวัติศาสตร์อินเดีย
เป็นแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกของอินเดีย อยู่บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอินเดีย
(ปากีสถานในปัจจุบัน) ที่แม่น้ำสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้ำสินธุครอบคลุมบริเวณกว้างกว่า
ลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งอิยิปต์ โดยทุกๆปีกระแสน้ำได้ไหลท่วมท้นฝั่งทำให้ดินแดนลุ่มน้ำสินธุอุดม
สมบูรณ์เหมาะแก่การทำกสิกรรม นักประวัติศาสตร์บางคนเรียกอารยธรรมในดินแดนนี้ว่า
วัฒนธรรมฮารัปปา (Harappa Culture) ซึ่งเป็นชื่อเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำสินธุเมื่อ
ประมาณ 3,500 – 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช
จากภูมิประเทศของอินเดียที่มีลักษณะเป็ นรูปสามเหลี่ยม
ขนาดใหญ่ ผู้ที่เดินทางบกเข้ามายังบริเวณนี้ในสมัยโบราณต้อง
ผ่านช่องเขาทางด้านตะวันตกที่เรียกว่า ช่องเขาไคเบอร์ ซึ่งเป็น
หนทางเดียวที่จะเข้าสู่อินเดียในสมัยโบราณ ช่องเขานี้เกี่ยวข้อง
กับประวัติศาสตร์อินเดียตลอดมา เพราะเส้นทางนี้เป็นทางผ่าน
ของกองทัพของผู้รุกรานและพ่อค้าจากเอเชียกลางอัฟกานิสถาน
เข้าสู่อินเดีย เพราะเดินทางได้สะดวก
สมัยพระเวท
พระเวทเป็นคัมภีร์ทางศาสนา ที่พวกพราหมณ์ได้รวบรวมขึ้นจากบทเพลงสวดในเวลาทำ
ศึกและการสังเวย เรียกว่า ฤคเวท ซึ่งได้พูดถึงสภาพสังคมของชาวอารยัน พึ่งมาจารึกเป็นตัว
อักษรหลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าร่วมพันปีแล้ว จากฤคเวทพวกพราหมณ์ได้ขยาย
เป็น 4 เรียกว่า จตุเพทางคศาสตร์ คือ
ฤคเวท บทสวดสรรเสริญเทพเจ้า
สามเวท บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ
ยชุรเวท บทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองบูชายัญ
อาถรรพเวท ว่าด้วยอาคมทางไสยศาสตร์
สมัยพระเวทนี้ พวกอารยันได้นับถือพระอินทร์เป็นเทพเจ้าสูงสุด พระอินทร์ทำหน้ าที่คล้าย
ตัวพระราชา มีความเป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีศัตรูมารุกรานเป็นประจำ มีการรบรากันอยู่
เรื่อย แต่เนื่องจากพระอินทร์ได้แพ้สงครามบ่อยครั้ง จึงทำให้ฐานะตกต่ำลง พราหมณ์จึงให้
พระเจ้าองค์อื่นมีฐานะสูงกว่าพระอินทร์ในเวลาต่อมา
ในสมัยพระเวทนี้ ผู้คนได้ทำพลีบูชาและสวดขับกล่อมสรรเสริญพระเจ้าด้วยน้ำโสม เพื่อจะ
ให้เทพเหล่านั้นโปรดปรานช่วยเหลือตน เป็นการอ้อนวอนขอความเห็นใจจากพระเจ้า
สมัยจักรวรรดิ
สมัยจักรวรรดิแบ่งเป็น 5 สมัยคือ
1.) จักรวรรดิมคธ
2.) จักรวรรดิเมารยะ
3.) สมัยแบ่งแยกและรุกรานจากภายนอก
4.) สมัยจักรวรรดิคุปตะ
5.) อินเดียหลังสมัยจักรวรรดิคุปตะ
จักรวรรดิมคธ
ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกของลุ่มแม่น้ำคงคา เป็นแคว้นที่มีอนุภาพมากที่สุดในศตวรรษ
ที่6 ก่อนคริสต์ศักราช กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงสองพระองค์คือ พระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าอชาต
ศัตรู
ระบอบการปกครองกษัตริย์มีอำนาจสูงสุดมีขุนนาง 3 ฝ่าย คือ
ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายการทหาร รวมเรียกว่า “มหามาตระ”
พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ ทำให้จักรวรรดิมคธกลาย
เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกันศาสนาพราหมณ์เสื่อมลง เนื่องจากการตีความ
ที่มุ่งเน้ นไปที่อิทธิปาฏิหารย์แห่งองค์เทพเจ้าเป็นหลัก แทนที่จะศึกษาเพื่อการหลุดพ้นจากบ่วง
ทุกข์ตามหลักคำสอนในคัมภีร์
จักรวรรดิเมารยะ ในกลางศตวรรษที่4ก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์นันทะที่ปกครองจักรวรรดิ
มคธเสื่อมอำนาจลง ราชวงศ์เมารยะได้มีอำนาจขึ้นปกครอง ปัจจุบัน คือพื้นที่ทางภาคเหนือของ
อินเดีย
ระเบียบการปกครอง รวมอำนาจไว้ที่พระมหากษัตริย์และเมืองหลวง จักรพรรดิมีอำนาจ
สูงสุดทางด้านบริหาร กฎหมาย การศาลและการทหาร มีสภาเสนาบดีและสภาแห่งรัฐเป็นสภา
ปรึกษา
กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของราชวงศ์เมารยะคือ พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงนำหลักพระพุทธ
ศาสนามาใช้ในการปกครอง และทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังให้อิสรภาพใน
การเลือกนับถือศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ทรงยกเลิกการแบ่งชั้นวรรณะ
สมัยแบ่งแยกและการรุกรานจากภายนอก
จากความเสื่อมอำนาจของราชวงศ์เมารยะมีผลกระทบต่ออินเดีย 2 ประการ
- อาณาจักรใหญ่น้ อยแบ่งแยกออกเป็นอิสระ
- เกิดการรุกรานจาก กรีก อิหร่าน เปอร์เชีย ศกะ กุษาณะ
เมื่อมาตั้งถิ่นฐานก็ย่อมรับวัฒนธรรมอินเดยไว้ด้วย และกรีกเปอร์เชียก็ได้ถ่ายทอด
วัฒนธรรมของตนเองเช่น ด้านศิลปกรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรม และประติมากรรมให้แก่
อินเดียเช่นกัน
อารยธรรมสมัยคุปตะ
ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองของอินเดีย เนื่องจากพระเจ้าจันทรคุปต์มีความพยายามที่จะ
ฟื้ นฟูอาณาจักรมคธให้รุ่งเรือง
มีมหาวิทยาลัยต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยพาราณสี มี
เมืองหลายเมืองกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษา เช่น เมืองสาญจี
การแพทย์ในสมัยนี้มีวิธีการผ่าตัด และเรียนรู้การทำสบู่และปูนซีเมนต์
ทรงให้การอุปถัมภ์พุทธศาสนาเป็นอย่างดีถึงแม้พระองค์จะนับถือพราหมณ์ ทรงอนุญาติให้
ชาวลังกามาสร้างวัดพุทธศาสนาฝ่ ายเถรวาทขึ้น
หลวงจีนฟาเหียนเดินทางมานำพระไตรปิ ฏกกลับไปเป็ นการส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้แพร่
กระจายไปยังดินแดนต่างๆ
หลังสมัยจักรวรรดิคุปตะ
ราชวงศ์คุปตะเริ่มเสื่อมอำนาจลงชนต่างชาติได้รุกรานอินเดีย ภาคเหนือแบ่งแยกเป็นแคว้น
เล็กๆ มีราชวงศ์ต่างๆเข้ามายึดครอง หลังการสิ้นสุดจักรวรรดิคุปตะ ชนชาติที่มากรุกรานนับถือ
พราหมณ์ จึงได้กวาดล้างชาวพุทธให้สิ้นซาก และวัด แต่พระพุทธศาสนาในอินเดียยังคงรุ่งเรือง
อยู่
ยุคมุสลิม
มุสลิมที่เข้ารุกรานอินเดีย คือมุสลิมเชื้อสายเติร์กจากเอเชียกลาง เข้าปกครองอินเดียภาคเหนือ
ตั้งเมืองเดลี เป็นเมืองหลวง เมื่อเข้ามาปกครองมีการบีบบังคับให้ชาวอินเดียมานับถือศาสนา
อิสลาม ราษฎรที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามจะถูกเก็บภาษี “จิซยา” ในอัตราสูง หากหันมานับถือ
จะได้รับการยกเว้น การกระทำของเติร์กส่งผลให้สังคมอินเดียเกิดความแตกแยกระหว่างพวก
ฮินดูและมุสลิมจนถึงปั จจุบัน
สังคมและวัฒนธรรมอินเดีย
ยุคอาณานิ คม
ปลายสมัยอาณาจักรโมกุล กษัตริย์ทรงใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ต้องเพิ่มภาษีและเพิ่มการเกณฑ์
แรงงานทำให้ราษฎรอดอยาก และยังกดขี่ทำลายล้างศาสนาฮินดูและชาวฮินดูอย่างรุนแรง เกิด
ความแตกแยกภายในชาติ เป็นเหตุให้อังกฤษค่อยๆเข้าแทรกแซงและครอบครองอินเดียทีละ
เล็กละน้ อย ในที่สุดอังกฤษล้มราชวงศ์โมกุลและครอบครองอินเดียในฐานะอาณานิคมอังกฤษ
สิ่งที่อังกฤษวางไว้ให้กับอินเดียคือ
รากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา
การศาล การศึกษา
ยกเลิกประเพณีบางอย่าง เช่น พิธีสตี (การเผาตัวตายของหญิงฮินดูที่สามีตาย)
ยุคเอกราช
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขบวนการชาตินิยมอินเดียนำโดย มหาตมะ คานธี และ เยาวราลห์
เนห์รู เป็นผู้นำเรียกร้องเอกราช มหาตมะ คานธี ใช้หลักอหิงสา (ความไม่เบียดเบียน ความ
สงบ) ในการเรียกร้องเอกราชจนประสบความสำเร็จ หลังจากได้รับเอกราชอินเดียปกครองด้วย
ระบอบประชาธิปไตย แต่จากความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนาทำให้อินเดียต้องแตกแยก
เป็นอีก 2 ประเทศคือ ปากีสถาน(เดิมคือปากีสถานตะวันตก)และบังคลาเทศ (ปากีสถานตะวัน
ออก)