๕๑ รายวิชา ภาษาอังกฤษ ๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ รหัสวิชา อ ๑๕๑๐๑ เวลาเรียน ๘๐ ชั่วโมง /ปี ( ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์ ) จำนวน ๒ นน. คำอธิบายรายวิชา อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ และบทกลอนสั้นๆ ระบุ/วาดภาพสัญลักษณ์หรือเครื่องหมาย บอก ใจความสำคัญและตอบคำถามจากการฟังและอ่านบทสนทนา นิทาน หรือเรื่องสั้นๆ ความสำคัญของเทศกาล วัน สำคัญงานฉลอง และชีวิตความเป็นอยู่ง่ายๆ ของเจ้าของภาษา บอกความเหมือน ความแตกต่าง ระหว่างการออก เสียงประโยค การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และลำดับคำ ( order ) ตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศ และภาษาไทย เขียนภาพ แผนผังและแผนภูมิแสดงข้อมูลต่างๆ ตรงตามความหมายของประโยค และข้อความสั้นๆ ที่ฟังหรืออ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้องและคำแนะนำง่ายๆ พูด เขียน แสดงความต้องการความรู้สึก ความ คิดเห็น ขอความช่วยเหลือ ตอบรับหรือปฏิเสธ โต้ตอบ ขอและให้ข้อมูลในการสื่อสารระหว่างบุคคลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว เรื่องใกล้ตัว กิจกรรมต่างๆ สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง กริยา ท่าทางอย่างสุภาพตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา สืบค้น ค้นคว้า รวบรวบ คำศัพท์ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นและเข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่โรงเรียนและ ท้องถิ่นจัดขึ้นตามความสนใจ ต ๑.๑ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ต ๑.๒ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ต ๑.๓ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ต ๒.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ต ๒.๒ป.๕/๑ ป.๕/๒ ต ๓.๑ ป.๕/๑ ต ๔.๑ ป.๕/๑ ต ๔.๒ ป.๕/๑ รวม ๒๐ ตัวชี้วัด
๕๒ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้อง และ คำแนะนำง่ายๆ ที่ฟังและอ่าน คำสั่งและคำขอร้องที่ใช้ในห้องเรียน ภาษาท่าทาง และ คำแนะนำในการเล่นเกม การวาดภาพ หรือการ ทำอาหารและเครื่องดื่ม - คำสั่ง เช่น Look at the…/here/over there./ Say it again./ Read and draw./ Put a/an…in/on/under a/an…/ Don’t go over there. etc. ป.๕ - คำขอร้อง เช่น Please take a queue./ Take a queue, please./ Can/Could you help me, please? etc. - คำแนะนำ เช่น You should read everyday./ Think before you speak./ คำศัพท์ที่ใช้ในการเล่น เกม Start./ My turn./ Your turn./ Roll the dice./ Count the number./ Finish./ คำบอก ลำดับขั้นตอน First,… Second,… Next,… Then,… Finally,… etc. ๒. อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ และ บทกลอนสั้นๆถูกต้องตามหลักการอ่าน ประโยค ข้อความ และบทกลอน การใช้พจนานุกรม หลักการอ่านออกเสียง เช่น - การออกเสียงพยัญชนะต้นคำและพยัญชนะท้ายคำ - การออกเสียงเน้นหนัก-เบา ในคำและกลุ่มคำ - การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่ำ ในประโยค - การออกเสียงเชื่อมโยง (linking sound) ในข้อความ - การออกเสียงบทกลอนตามจังหวะ
๕๓ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๓. ระบุ /วาดภาพ สัญลักษณ์หรือ เครื่องหมายตรงตามความหมายของ ประโยคและข้อความสั้นๆ ที่ฟัง หรืออ่าน ๔. บอกใจความสำคัญ และตอบคำถาม จากการฟังและอ่านบทสนทนา และ นิทานง่ายๆ หรือ เรื่องสั้นๆ กลุ่มคำ ประโยคผสม ข้อความ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และความหมายเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟ้าอากาศ และเป็นวงคำศัพท์สะสมประมาณ ๗๕๐-๙๕๐ คำ (คำศัพท์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม) ประโยค บทสนทนา นิทาน หรือเรื่องสั้นๆ คำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร - Yes/No Question เช่น Is/Are/Can…? Yes,…is/are/can./ No,…isn’t/aren’t/can’t. Do/Does/Can/Is/Are...? Yes/No… etc. - Wh-Question เช่น Who is/are…? He/She is…/They are… What…?/Where…? It is …/They are… What...doing? …is/am/are… etc. - Or-Question เช่น Is this/it a/an...or a/an…? It is a/an… etc.
๕๔ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสาร ระหว่างบุคคล บทสนทนาที่ใช้ในการทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย การพูดแทรกอย่างสุภาพ ประโยค/ ข้อความที่ใช้แนะนำตนเอง เพื่อน และบุคคลใกล้ตัว และสำนวนการตอบรับ เช่น Hi/ Hello/ Good morning/ Good afternoon/ Good evening/ I am sorry./ How are you?/ I’m fine. Thank you. And you?/ Hello. I am…/ Hello,…I am… This is my sister. Her name is… /Hello,…/ Nice to see you. Nice to see you too./ Goodbye./ Bye./ See you soon/later./ Good/Very good./ Thanks./ Thank you./ Thank you very much./ You’re welcome./ It’s O.K. etc. ป.๕ ๒. ใช้คำสั่ง คำขอร้อง คำขออนุญาต และให้คำแนะนำง่ายๆ คำสั่ง คำขอร้อง คำแนะนำที่มี ๑-๒ ขั้นตอน ๓. พูด/เขียนแสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธ การให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ ง่ายๆ คำศัพท์ สำนวน และประโยคที่ใช้บอกความต้องการ ขอ ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความ ช่วยเหลือ เช่น Please…/ May…?/ I need…/ Help me!/ Can/ Could…?/ Yes,.../No,… etc. ป.๕ ๔. พูด/เขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และ เรื่องใกล้ตัว คำศัพท์ สำนวน และประโยคที่ใช้ขอและให้ข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว เช่น What do you do? I’m a/an… What is she/he? …is a/an (อาชีพ) How old/tall…? I am… Is/Are/Can…or…? …is/are/can… Is/Are…going to…or…? …is/are going to… etc.
๕๕ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๕. พูด/เขียนแสดงความรู้สึกของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว และกิจกรรม ต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบ คำและประโยคที่ใช้แสดงความรู้สึก เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ มีความสุข เศร้า หิว รสชาติ เช่น I’m…/He/She/It is…/You/We/They are… I/You/We/They like…/He/She likes…because… I/You/We/They love…/He/She loves…because… I/You/We/They don’t like/love/feel…because… He/She doesn’t like/love/feel…because… I/You/We/They feel…because… etc. มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูด และการเขียน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และเรื่องใกล้ตัว ประโยคและข้อความที่ใช้ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล สัตว์ สถานที่ และกิจกรรมต่างๆ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว จำนวน ๑-๕๐๐ ลำดับที่ วัน เดือน ปี ฤดูกาล เวลา สภาพดินฟ้าอากาศ อารมณ์ ความรู้สึก สี ขนาด รูปทรง ที่อยู่ของสิ่งต่างๆ เครื่องหมายวรรคตอน ๒. เขียนภาพ แผนผัง และแผนภูมิ แสดงข้อมูลต่างๆ ตามที่ฟังหรืออ่าน คำ กลุ่มคำ ประโยคที่แสดงข้อมูลและความหมายของ เรื่องต่างๆ ภาพ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง ๓. พูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว ประโยคที่ใช้ในการพูดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ กิจกรรมหรือเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว
๕๖ สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง อย่างสุภาพ ตามมารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง ตามมารยาท สังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เช่น การขอบคุณ ขอโทษ การใช้สีหน้าท่าทางประกอบการ พูดขณะแนะนำตนเอง การสัมผัสมือ การโบกมือ การ แสดงความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบ การกล่าวอวยพร การ แสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธ ๒. ตอบคำถาม/บอกความสำคัญของ เทศกาล /วันสำคัญ /งานฉลองและชีวิต ความเป็นอยู่ง่ายๆ ของเจ้าของภาษา ข้อมูลและความสำคัญของเทศกาล/วันสำคัญ/งานฉลอง และชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา เช่น วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เครื่องแต่งกาย ฤดูกาล อาหาร เครื่องดื่ม ๓. เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมตามความสนใจ กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม การร้องเพลง การเล่านิทาน บทบาทสมมุติ วันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. บอกความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมาย วรรคตอน และการลำดับคำ (order) ตามโครงสร้างประโยค ของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ ของเจ้าของภาษากับของไทย การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำดับคำตาม โครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย
๕๗ สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. บอกความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมาย วรรคตอน และการลำดับคำ (order) ตามโครงสร้างประโยค ของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ ของเจ้าของภาษากับของไทย การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำดับคำตาม โครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ๒. บอกความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างเทศกาลและงานฉลอง ของเจ้าของภาษากับของไทย ความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างเทศกาลและ งานฉลองของเจ้าของภาษากับของไทย สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการ พัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และนำเสนอ ด้วยการพูด / การเขียน การค้นคว้า การรวบรวม และการนำเสนอคำศัพท์ที่ เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
๕๘ สาระที่ ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ฟัง พูด และอ่าน/เขียนใน สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน และสถานศึกษา การใช้ภาษาในการฟัง พูด และอ่าน/เขียนในสถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน มาตรฐาน ต ๔.๒ ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๕ ๑. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น และรวบรวมข้อมูลต่างๆ การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและการรวบรวม คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ ต่างๆ
๕๙ หน่วยการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำนวน ๒ หน่วยน้ำหนัก เวลา ๘๐ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) Unit ๑ Myself - Daily Routine ๑๐ Unit ๒ School - Describing Things - School Subjects - Likes/ Dislikes ๑๐ Unit ๓ Family - Relationship - Occupations - Pets ๙ Unit ๔ Free Time - TV Program - Music ๙ Unit ๕ Shopping - Household Articles - Price ๘ Unit ๖ Weather - Country Study ๘ Unit ๗ Travel - Direction - Transportation ๘ Unit ๘ Relationship with Other People - Festival ๘ Unit ๙ Food and Drinks - Place to Eat and Drink - Ordering Food ๘ ทบทวนความรู้ ๑ สรุปความรู้ ๑
๖๐ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๑ Myself มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Daily Routine ๑๐ ๒ School มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Describing Things - School Subjects - Likes/ Dislikes ๑๐ ๓ Myself Family มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Relationship - Occupations - Pets ๙
๖๑ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๔ Free Time มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - TV Program - Music ๙ ทบทวนความรู้ ๑ ๕ Shopping มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Household Articles - Price ๘ ๖ My Pets Weather มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Country Study ๘
๖๒ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๗ Travel มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Direction - Transportation ๘ ๘ Relationship with Other People มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Festival ๘ ๙ Food and Drinks มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Place to Eat and Drink - Ordering Food ๘ สรุปความรู้ ๑ รวมตลอดปี ๘๐
๖๓ รายวิชา ภาษาอังกฤษ ๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ รหัสวิชา อ ๑๖๑๐๑ เวลาเรียน ๘๐ ชั่วโมง /ปี ( ๒ ชั่วโมง/สัปดาห์ ) จำนวน ๒ นน. คำอธิบายรายวิชา อ่านออกเสียง ข้อความ นิทานและบทความสั้นๆ ถูกต้องตามหลักการอ่าน เลือก/ระบุประโยคหรือ ข้อความสั้นๆ ตรงตามภาพ สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และตาราง แสดงข้อมูล ต่างๆ ที่ฟังหรืออ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้อง คำแนะนำ พูดและเขียนโต้ตอบในการสื่อสาร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง เพื่อน ครอบครัว เรื่องใกล้ตัว และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น แสดงความต้องการ ความคิดเห็น ความรู้สึก ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธ กิจกรรมต่างๆ สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบ ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง คำสั่ง คำขอร้อง คำแนะนำ กิริยาท่าทางอย่างสุภาพ ตาม มารยาททางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา บอกใจความสำคัญและตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและอ่านบท สนทนา นิทานง่ายๆ และเรื่องเล่า ความสำคัญของเทศกาล วันสำคัญ งานฉลอง ประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่ ของเจ้าของภาษากับของไทย บอกความเหมือนความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆ การใช้ เครื่องหมายวรรคตอนและการจัดลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย สืบค้น ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมตามความสนใจ ต ๑.๑ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ต ๑.๒ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ต ๑.๓ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ต ๒.๑ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ต ๒.๒ป.๖/๑ ป.๖/๒ ต ๓.๑ ป.๖/๑ ต ๔.๑ ป.๖/๑ ต ๔.๒ ป.๖/๑ รวม ๒๐ ตัวชี้วัด
๖๔ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. ปฏิบัติตาม คำสั่ง คำขอร้อง และ คำแนะนำที่ ฟังและอ่าน คำสั่ง คำขอร้อง ภาษาท่าทาง และคำแนะนำในการเล่นเกม การวาดภาพ การ ทำอาหารและเครื่องดื่ม และการประดิษฐ์ - คำสั่ง เช่น Look at the…/here/over there./ Say it again./ Read and draw./ Put a/an…in/on/under a/an…/ Don’t go over there. etc. - คำขอร้อง เช่น Please look up the meaning in a dictionary./ Look up the meaning in a dictionary, please./ Can/Could you help me, please? etc. - คำแนะนำ เช่น You should read everyday./ Think before you speak./ คำศัพท์ที่ใช้ในการเล่นเกม Start./ My turn./ Your turn./ Roll the dice./ Count the number./ Finish./คำบอกลำดับขั้นตอน First,… Second,… Next,… Then,… Finally,… etc. ๒. อ่านออกเสียง ข้อความ นิทาน และบทกลอน สั้นๆ ถูกต้องตาม หลักการอ่าน ข้อความ นิทาน และบทกลอน การใช้พจนานุกรม หลักการอ่านออกเสียง เช่น - การออกเสียงพยัญชนะต้นคำและพยัญชนะท้ายคำ - การออกเสียงเน้นหนัก-เบา ในคำและกลุ่มคำ - การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่ำ ในประโยค - การออกเสียงเชื่อมโยง (linking sound) ในข้อความ - การออกเสียงบทกลอนตามจังหวะ
๖๕ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๓. เลือก/ระบุประโยค หรือข้อความ สั้นๆ ตรงตามภาพ สัญลักษณ์หรือ เครื่องหมายที่อ่าน ประโยค หรือข้อความ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และ ความหมายเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย และลมฟ้าอากาศ และเป็นวงคำศัพท์สะสมประมาณ ๑,๐๕๐-๑,๒๐๐ คำ (คำศัพท์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม) ๔. บอกใจความสำคัญและตอบคำถาม จากการฟังและอ่านบทสนทนา นิทาน ง่ายๆ และเรื่องเล่า ประโยค บทสนทนา นิทาน หรือเรื่องเล่า คำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม - Yes/No Question เช่น Is/Are/Can…? Yes,…is/are/can./ No,…isn’t/aren’t/can’t. Do/Does/Can/Is/Are...? Yes/No… etc. - Wh-Question เช่น Who is/are…? He/She is…/They are… What…?/Where…? It is …/They are… What...doing? …is/am/are… etc. - Or-Question เช่น Is this/it a/an...or a/an…? It is a/an… Is/Are/Was/Were/Did…or…? etc.
๖๖ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสาร ระหว่างบุคคล บทสนทนาที่ใช้ในการทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ ชมเชย การพูดแทรกอย่างสุภาพ ประโยค/ ข้อความที่ใช้แนะนำตนเอง เพื่อน และบุคคลใกล้ตัว และสำนวนการตอบรับ เช่น Hi/ Hello/ Good morning/ Good afternoon/ Good evening/ I am sorry./ How are you?/ I’m fine./Very well./Thank you. And you?/ Hello. I am… Hello,…I am… This is my sister. Her name is… Hello,…/ Nice to see you. Nice to see you, too./ Goodbye./ Bye./ See you soon/later./ Great!/ Good./ Very good. Thank you./ Thank you very much./ You’re welcome./ It’s O.K./ That’s O.K./ That’s all right./ Not at all./ Don’t worry./ Never mind./ Excuse me./ Excuse me, Sir./Miss./Madam. etc. ป.๖ ๒. ใช้คำสั่ง คำขอร้อง และให้คำแนะนำ คำสั่ง คำขอร้อง และคำแนะนำที่มี ๒-๓ ขั้นตอน ๓. พูด/เขียนแสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธ การให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์ ง่ายๆ คำศัพท์ สำนวน และประโยคที่ใช้บอกความต้องการ ขอ ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความ ช่วยเหลือ เช่น Please…/ May…?/ I need…/ Help me!/ Can/Could…?/ Yes,.../No,… etc.
๖๗ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๔. พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และ เรื่องใกล้ตัว คำศัพท์ สำนวน และประโยคที่ใช้ขอและให้ข้อมูล เกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว เช่น What do you do? I’m a/an… What is she/he? …is a/an (อาชีพ) How old/tall…? I am… Is/Are/Can…or…? …is/are/can… Is/Are…going to…or…? …is/are going to… etc. ๕. พูด/เขียนแสดงความรู้สึกของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว กิจกรรม ต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆ ประกอบ คำและประโยคที่ใช้แสดงความรู้สึก และการให้เหตุผล ประกอบ เช่น ชอบ/ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ มีความสุข เศร้า หิว รสชาติ สวย น่าเกลียด เสียงดัง ดี ไม่ดี เช่น I’m…/He/She/It is…/You/We/They are… I/You/We/They like…/He/She likes…because… I/You/We/They love…/He/She loves…because… I/You/We/They don’t like/love/feel…because… He/She doesn’t like/love/feel…because… I/You/We/They feel…because… etc.
๖๘ สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูด และการเขียน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ประโยคและข้อความที่ใช้ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจวัตรประจำวัน เพื่อน สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เช่น ข้อมูล ส่วนบุคคล เรียกสิ่งต่างๆ จำนวน ๑-๑,๐๐๐ ลำดับที่ วัน เดือน ปี ฤดูกาล เวลา กิจกรรมที่ทำ สี ขนาด รูปทรง ที่อยู่ของสิ่งต่างๆ ทิศทางง่ายๆ สภาพดินฟ้าอากาศ อารมณ์ ความรู้สึก เครื่องหมายวรรคตอน ๒. เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และ ตารางแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ฟังหรืออ่าน คำ กลุ่มคำ และประโยคที่มีความหมายสัมพันธ์กับภาพ แผนผัง แผนภูมิ และตาราง ๓. พูด/เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. ใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง อย่างสุภาพเหมาะสม ตามมารยาท สังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง ตามมารยาท สังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เช่น การ ขอบคุณ ขอโทษ การใช้สีหน้าท่าทางประกอบการพูด ขณะแนะนำตนเอง การสัมผัสมือ การโบกมือ การแสดง ความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบ การกล่าวอวยพร การแสดง อาการตอบรับหรือปฏิเสธ
๖๙ สาระที่ ๒ ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๒. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล /วันสำคัญ/ งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของ ภาษา ข้อมูลและความสำคัญของเทศกาล/วันสำคัญ/ งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา เช่น วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เครื่องแต่งกายตามฤดูกาล อาหาร เครื่องดื่ม ๓. เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมตามความสนใจ กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม การ ร้องเพลง การเล่านิทาน บทบาทสมมุติ วันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่ วันวาเลนไทน์ มาตรฐาน ต ๒.๒ เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. บอกความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างการออกเสียงประโยค ชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมาย วรรคตอน และการลำดับคำตาม โครงสร้างประโยค ของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออกเสียง ประโยคชนิดต่างๆ ของเจ้าของภาษากับของไทย การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำดับคำตาม โครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ๒. เปรียบเทียบความเหมือน/ความ แตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลองและ ประเพณีของเจ้าของภาษากับของไทย การเปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกต่างระหว่าง เทศกาล งานฉลอง และประเพณีของเจ้าของภาษากับ ของไทย
๗๐ สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการ พัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่ง เรียนรู้ และนำเสนอด้วยการพูด / การ เขียน การค้นคว้า การรวบรวม และการนำเสนอคำศัพท์ที่ เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น สาระที่ ๔ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต ๔.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนและสถานศึกษา การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียนและสถานศึกษา มาตรฐาน ต ๔.๒ ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๖ ๑. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น และรวบรวมข้อมูลต่างๆ การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและการรวบรวม คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องใกล้ตัว จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ ต่างๆ
๗๑ หน่วยการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จำนวน ๒ หน่วยน้ำหนัก เวลา ๘๐ ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง) Unit ๑ My Story - Myself - My Weekend - My Favorite Things ๘ Unit ๒ Going Shopping - How to Make Food - Things in the Shop - Price - How to Buy/ Sell Things ๘ Unit ๓ Good Health - Exercise - Rest - Cleanliness - Sickness - Check Up - If-Clause ๘ Unit ๔ Animals - Comparison - Speed of Animals - Life Span of Animals ๘ Unit ๕ The Beautiful World - Save Environment - Signs - The Useful of Plants ๘
๗๒ หน่วยการเรียนรู้ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ เวลา (ชั่วโมง)) Unit ๖ Our Neighbors - Map of Asia - Capitals - Flags - Nationality - Languages ๘ Unit ๗ We Are Friends - Pen-Pal - Short Story - Fable - News ๗ Unit ๔ Famous People - How They Did? - Past Simple Tense ๗ Unit ๙ My Plan - Making Advice - Giving Reasons ๗ Unit ๑๐ Good Children - Good Behavior - Bad Behavior - Proverbs ๗ ทบทวนความรู้ ๒ สรุปความรู้ ๒
๗๓ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๑ My Story มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Myself - My Weekend - My Favorite Things ๘ ๒ Going Shopping มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - How to Make Food - Things in the Shop - Price - How to Buy/ Sell Things ๘ ๓ Good Health มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Exercise - Rest - Cleanliness - Sickness - Check Up - If-Clause ๘
๗๔ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๔ Animals มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Comparison - Speed of Animals - Life Span of Animals ๘ ทบทวนความรู้ ๒ ๕ Environment มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Save Environment - Signs - The Useful of Plants ๘ ๖ Nationality มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Map of Asia - Capitals - Flags - Nationality - Languages ๘
๗๕ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๗ Story Or News มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Pen-Pal - Short Story - Fable - News ๗ ๔ Famous People มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - How They Did? - Past Simple Tense ๗ ๙ My Plan มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Making Advice - Giving Reasons ๗
๗๖ โครงสร้างรายวิชา ภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี ลำดับที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ๑๐ Good Children มฐต๑.๑(๑,๒,๓,๔) มฐต๑.๒(๑,๒,๓,๔,๕) มฐต๑.๓(๑,๒,๓) มฐต๒.๑(๑,๒,๓) มฐต๒.๒(๑,๒) มฐต๓.๑(๑) มฐต๔.๑(๑) มฐต๔.๒(๑) - Good Behavior - Bad Behavior - Proverbs ๗ สรุปความรู้ ๔ รวมตลอดปี ๘๐
๗๗ อภิธานศัพท์ การเดาความหมายจากบริบท (context clue) การเดาความหมายของคำศัพท์หรือข้อความที่ไม่ทราบความหมายโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม เป็นการเดา ความห ม ายนั้ น โด ยอาศั ยการชี้แน ะจาก คำศั พ ท์ ห รือ ข้อ ความที่ แวด ล้อมคำศัพ ท์ ห รือข้อความ ที่อ่าน เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจหรือตีความหมายของคำศัพท์หรือข้อความที่ไม่เข้าใจความหมาย การถ่ายโอนข้อมูล การแปลงข้อมูลที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อสารให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายในรูปแบบที่ต้องการ เช่น การ ถ่ายโอนข้อมูลที่เป็นคำ ประโยค หรือข้อความไปเป็นข้อมูลที่เป็นกราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ หรือการถ่ายโอนข้อมูลที่เป็นกราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ไปเป็นข้อมูลที่เป็นคำ ประโยค หรือข้อความ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการรับสารและส่งสารด้วยภาษานั้นๆ ได้ อย่างสื่อความหมาย คล่องแคล่ว ถูกต้อง เข้าถึงสารได้อย่างชัดเจน บทกลอน (nursery rhyme) บทร้อยกรองสำหรับเด็ก ที่มีคำคล้องจองและมีความไพเราะ เพื่อช่วยให้จดจำได้ง่าย บทละครสั้น (skit) งานเขียนหรือบทละครสั้นที่มีการแสดงออกด้วยท่าทางและคำพูด ทำให้เกิดความสนุกสนาน อาจเป็น เรื่องที่มาจากนิทาน นิยาย ชีวิตของคน สัตว์ สิ่งของ หรือตัดตอนมาจากงานเขียน ภาษาท่าทาง การสื่อสารโดยการแสดงท่าทางแทนคำพูดหรือการแสดงท่าทางประกอบคำพูด เพื่อให้ความหมายมีความ ชั ด เจ น ยิ่ ง ขึ้ น ก า ร แ ส ด ง ท่ า ท า ง ต่ า ง ๆ อ า จ แ ส ด ง ไ ด้ ลั ก ษ ณ ะ เช่ น ก า ร แ ส ด ง อ อ ก ท า ง สีหน้า การสบตา การเคลื่อนไหวศีรษะ มือ การยกมือ การพยักหน้า การเลิกคิ้ว เป็นต้น วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา วิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่ใช้ภาษานั้น นับตั้งแต่วิธีการกินอยู่ การแต่งกาย การทำงาน การ พักผ่อน การแสดงอารมณ์ การสื่อความ ค่านิยม ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ขนบธรรมเนียมประเพณี เทศกาล งานฉลอง และมารยาท เป็นต้น สื่อที่ไม่ใช่ความเรียง (non-text information) สิ่งที่ใช้สื่อสารแทนคำ วลี ประโยค และข้อความ เช่น กราฟ สัญลักษณ์ รูปภาพ สิ่งของ แผนผัง แผนภูมิ ตาราง เป็นต้น
๗๘
๗๙ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง About Myself รหัส อ ๑๑๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ : ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจกระบวนการฟังและการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ ตัวชี้วัด อ ๑.๑ ป.๑.๑ ใช้ภาษาง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยใช้สื่อนวัตกรรมง่าย ๆ มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความ รู้สึก และความคิด เห็นโดยใช้เทคโนโลยี และการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวชี้วัด อ ๑.๒ ป.๑.๑ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และสิ่งของใกล้ตัวทั่วไปด้วยท่าทาง ภาพคำ และข้อความสั้น ๆ มาตรฐาน ต ๑.๓ เข้าใจกระบวนการพูด การเขียน และสื่อสารข้อมูล ความคิดเห็น และความคิดรวบยอดในเรื่อง ต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพและมีสุนทรียภาพ คำชี้แจง : นักเรียนบอกชื่ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นภาษาอังกฤษได้ การวัดผลและประเมินผล ๑. วิธีการวัดและประเมินผล การสังเกตบุคลิกภาพ การออกเสียง ความมั่นใจ ๒. เครื่องมือวัดและประเมินผล แบบบันทึกการสังเกต สังเกตพฤติกรรมด้าน คุณลักษณะ ๓. เกณฑ์การวัดและประเมินผล คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตอบถูกต่ำกว่า ๓ ข้อ : อ่อนมาก ตอบถูก ๓-๔ ข้อ:อ่อน ตอบถูก ๕-๖ ข้อ: พอใช้ ตอบถูก ๗ -๘ ข้อ: ดี Myself Body Family mouth nose eye ear head arm neck hair
๘๐ สื่อการเรียนการสอน ๑. ประเภทสื่อ ใบความรู้ ใบงาน ๒. วัสดุ / อุปกรณ์ หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ บัตรคำศัพท์ ๓. แหล่งการเรียนรู้ Smart TV คุณธรรม จริยธรรมที่สอดแทรก ๑. เป็นคนเก่ง ในเรื่อง สามารถบอกชื่อตัวอักษร ออกเสียงคำศัพท์ และบอกความหมายของคำศัพท์ได้ ๒. เป็นคนมีความสุขเรื่อง เรียนรู้อย่างสนุกสนาน ทำงานร่วมกับผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ผลการเรียนรู้ สอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพมาตรฐาน ด้านผลผลิต ๑. ใช้ภาษาง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยใช้สื่อนวัตกรรมง่าย ๆ ๒.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และสิ่งของใกล้ตัวทั่วไปด้วยท่าทาง ภาพคำ และข้อความสั้น ๆ ๓. นำเสนอความคิดรวบยอดเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน
๘๑ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง How about you รหัส อ ๑๒๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ : ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจกระบวนการฟังและการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ ตัวชี้วัด อ ๑.๑ ป.๑.๑ ใช้ภาษาง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยใช้สื่อนวัตกรรมง่าย ๆ มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความ รู้สึก และความคิด เห็นโดยใช้เทคโนโลยี และการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวชี้วัด อ ๑.๒ ป.๑.๑ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และสิ่งของใกล้ตัวทั่วไปด้วยท่าทาง ภาพคำ และข้อความสั้น ๆ มาตรฐาน ต ๑.๓ เข้าใจกระบวนการพูด การเขียน และสื่อสารข้อมูล ความคิดเห็น และความคิดรวบยอดในเรื่อง ต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพและมีสุนทรียภาพ ตัวชี้วัด อ ๑.๓ ป.๑.๑ นำเสนอความคิดรวบยอดเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน สาระสำคัญ การเรียนรู้เกี่ยวกับอายุของบุคคล ผู้เรียนต้องสามารถใช้คำศัพท์และประโยคที่เกี่ยวข้องกับการถาม – ตอบให้ รายละเอียดทั้งอายุของตนเองและบุคคลอื่นได้ สาระการเรียนรู้ คำศัพท์ number , one – ten , age , old , years, ประโยค How old are you ? How old is she / he ? I’ m / He’s / She’s...............years old. ไวยากรณ์ Possessive adjective pronoun. Introduce my self How old are you She/He is … years old How old is she/he? I am … years old
๘๒ การวัดผลและประเมินผล๑. วิธีการวัดและประเมินผล การสังเกต การตั้งคำภาพ และการตอบคำถาม ความตั้งใจ ๒. เครื่องมือวัดและประเมินผล ใบความรู้ แบบบันทึกการสังเกต สังเกตพฤติกรรมด้าน คุณลักษณะ ๓. เกณฑ์การวัดและประเมินผล คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตอบถูกต่ำกว่า ๓ ข้อ : อ่อนมาก ตอบถูก ๓-๔ ข้อ : อ่อน ตอบถูก ๕-๖ ข้อ : พอใช้ สื่อการเรียนการสอน ๑. ประเภทสื่อ ใบความรู้ ใบงาน ๒. วัสดุ / อุปกรณ์ หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ บัตรคำศัพท์ เนื้อเพลง“ What’ s your name” ๓. แหล่งการเรียนรู้ ครู อาจารย์ และเพื่อน
๘๓ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง My personal information รหัส อ ๑๓๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง มาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ : ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจกระบวนการฟังและการอ่าน สามารถตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และนำความรู้มาใช้อย่างมีวิจารณญาณ ตัวชี้วัด อ ๑.๑ ป.๑.๑ ใช้ภาษาง่าย ๆ สั้น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยใช้สื่อนวัตกรรมง่าย ๆ มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะในการสื่อสารทางภาษา แลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความ รู้สึก และความคิด เห็นโดยใช้เทคโนโลยี และการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวชี้วัด อ ๑.๒ ป.๑.๑ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และสิ่งของใกล้ตัวทั่วไปด้วยท่าทาง ภาพคำ และข้อความสั้น ๆ มาตรฐาน ต ๑.๓ เข้าใจกระบวนการพูด การเขียน และสื่อสารข้อมูล ความคิดเห็น และความคิดรวบยอดในเรื่อง ต่าง ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิภาพและมีสุนทรียภาพ ตัวชี้วัด อ ๑.๓ ป.๑.๑ นำเสนอความคิดรวบยอดเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน มาตรฐาน ต ๒.๑ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม กับกาลเทศะ ตัวชี้วัด อ ๒.๑ ป.๑.๑ นำเสนอความคิดรวบยอดเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน สาระสำคัญ การเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของบุคคล ผู้เรียนต้องสามารถใช้คำศัพท์และประโยคที่เกี่ยวข้องกับการถาม – ตอบให้ รายละเอียดทั้งชื่อของตนเองและบุคคลอื่นได้ สาระการเรียนรู้ คำศัพท์ name , glad , meet , see , tomorrow , tell , nickname , boy , girl ประโยค What’s your name ? What’s his / her name ? My / His / Her name is ...................... ไวยากรณ์ Possesive adjective pronoun. My personal Information Name / Surname Nick name age Boy/girl
๘๔ การวัดผลและประเมินผล๑. วิธีการวัดและประเมินผล การสังเกต การตั้งคำภาพ และการตอบคำถาม ความตั้งใจ ๒. เครื่องมือวัดและประเมินผล ใบความรู้ แบบบันทึกการสังเกต สังเกตพฤติกรรมด้าน คุณลักษณะ ๓. เกณฑ์การวัดและประเมินผล ความสนใจในการทำกิจกรรม กระบวนการจัดการเรียนรู้ (กิจกรรมการเรียนรู้) สื่อการเรียนการสอน ๑. ประเภทสื่อ ใบความรู้ ใบงาน ๒. วัสดุ / อุปกรณ์ หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ บัตรคำศัพท์ ๓. แหล่งการเรียนรู้ ครู อาจารย์ และเพื่อน
๘๕ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง Myself รหัส อ ๑๔๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๓ ชั่วโมง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ตัวชี้วัด 1) ต 1.2 ป.4/4 พูด/เขียน เพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อนและครอบครัวตามแบบที่ฟัง สาระสำคัญ นักเรียนพูดแนะนำเกี่ยวกับตัวเองได้ คำชี้แจง : นักเรียนพูดแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง Introduce myself address Greeting Class Name Age
๘๖ การวัดผลและประเมินผล ๑. วิธีการวัดและประเมินผล สังเกตการออกเสียง ความมั่นใจ และบุคลิกท่าทาง สื่อการเรียนการสอน ๑. ประเภทสื่อ แถบประโยคการพูดแนะนำตัวเอง ๒. วัสดุ / อุปกรณ์ หนังสือเรียนภาษาต่างประเทศ บัตรคำศัพท์ ๓. แหล่งการเรียนรู้ Smart TV
๘๗ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง Greeting รหัส อ ๒๑๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๓ ชั่วโมง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความ คิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด อ.๑.๒ ป.๕/๑ พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคล อ.๑.๒ ป.๕/๔ พูด/เขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และครอบครัว มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการ เขียน ตัวชี้วัด อ.๑.๓ ป.๕/๑ พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องใกล้ตัว สาระสำคัญ บทสนทนาที่ใช้ในการทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษ การพูดแทรกอย่างสุภาพ ประโยค/ข้อความที่ ใช้แนะนำตนเอง เพื่อน และบุคคลใกล้ตัว และ และสำนวนการตอบรับ คำศัพท์ สำนวน และประโยคที่ใช้ขอ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง สิ่งใกล้ตัว เพื่อน และครอบครัว ประโยคและข้อความที่ใช้ในการพูดให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง บุคคล สัตว์และเรื่องใกล้ตัว เช่น ชื่อ อายุ จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑ เรียนภาษาอังกฤษด้วยความสนใจ ๒ ทบทวนคำศัพท์และโครงสร้างประโยคที่เรียนไปแล้วได้ ๓ ใช้ภาษาอังกฤษในการพูดคุยกับเพื่อนในชั้นเรียนได้ ๔ นำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการทำผลงานต่าง ๆ ได้ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๑ ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียนและเข้าร่วม กิจกรรม ๒ รู้จักใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางสุภาพเหมาะสม ตามมารยาทสังคม ร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้ ๑. ผลการตอบคำถาม ๒. ผลการฝึกพูดบทสนทนา
๘๘ กิจกรรมการเรียนรู้ Greeting Nice to meet you, Nice to see you. See you again, Good bye Hi/ Hello Good -Morning -Afternoon -evening
๘๙ ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง My Story รหัส อ ๑๖๑๐๑ ชื่อรายวิชา ภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๕ ชั่วโมง สาระที่ ๑ ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต ๑.๑ เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมี เหตุผล ตัวชี้วัด อ.๑.๑ ป.๖/๑ ปฏิบัติตามคำสั่ง คำขอร้อง และ คำแนะนำที่ฟังและอ่าน อ.๑.๑ ป.๖/๒ อ่านออกเสียงข้อความ นิทานและบทกลอนสั้นๆ ถูกต้องตาม หลักการอ่าน อ.๑.๑ ป.๖/๓ เลือก/ระบุประโยค หรือข้อความสั้นๆ ตรงตามภาพ สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน อ.๑.๑ ป.๖/๔ บอกใจความสำคัญและตอบคำถามจากการฟังและอ่านบทสนทนา นิทานง่ายๆ และเรื่องเล่า มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูด และการเขียน ตัวชี้วัด อ. ๑.๓ ป.๖/๑ พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน และสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว อ. ๑.๓ ป.๖/๒ เขียนภาพ แผนผัง แผนภูมิ และตารางแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ฟังหรืออ่าน อ. ๑.๓ ป.๖/๓ พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว สาระที่ ๓ ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต ๓.๑ ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการ พัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ตัวชี้วัด อ. ๓.๑ ป.๖/๑ ค้นคว้า รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียนรู้ และนำเสนอ ด้วยการพูด / การเขียน สาระสำคัญ ประโยคและข้อความที่ใช้ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจวัตรประจำวัน เพื่อน สิ่งแวดล้อมใกล้ตัว ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น คำสั่ง คำขอร้อง ภาษาท่าทาง และคำแนะนำในการเล่นเกม การวาดภาพ และการประดิษฐ์ ประโยค หรือข้อความ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และความหมายเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ ประโยค บทสนทนา นิทาน หรือเรื่องเล่า คำถาม เกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำไม จุดประสงค์การเรียนรู้ ๑. เรียนภาษาอังกฤษด้วยความสนใจ ๒. ทบทวนคำศัพท์และโครงสร้างประโยคที่เรียนไปแล้วได้ ๓. ใช้ภาษาอังกฤษในการพูดคุยกับเพื่อนในชั้นเรียนได้
๙๐ ๔. นำความรู้ที่เรียนมาใช้ในการทำผลงานต่าง ๆ ได้ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตั้งใจ เพียรพยายาม ในการเรียนและ เข้าร่วม กิจกรรม เห็นคุณค่าและใช้ภาษาในการสื่อสารได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รู้จักใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางสุภาพเหมาะสม ตามมารยาทสังคม ร่องรอยหลักฐานการเรียนรู้ ๑. ผลการตอบคำถาม ๒. ผลการฝึกพูดบทสนทนา กิจกรรมการเรียนรู้ My Daily Routine Get up Take a shower Have lunch Do home work Have breakfast Go to school Go To bed
๙๑ บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ(๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.กรุงเทพ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ(๒๕๕๒). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.กรุงเทพ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
๙๒ ภาคผนวก หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ด้วยกัน 5 ส่วน ดังนี้(อนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พอเพียง, 2545) 1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐาน มา จากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิงระบบ ที่มีลักษณะ พลวัต มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดยเน้นการ ปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน 3. คำนิยาม ความพอเพียง (Sufficiency) จะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน 3.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิต และบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 3.2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่าง รอบคอบ 3.3 การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้าน ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และไกล 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ 4.1 เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ อย่างรอบด้านความรอบคอบที่ จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 4.2 เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความอดทนมีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือการพัฒนาที่สมดุลและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี(ทิศนา แขมมณี: ถอดรหัสปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒๕๔๘) การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอน โดยทั่วไปเมื่อครู/ผู้สอน จะสอนอะไรแก่ใครนั้น จำเป็นต้องตอบคาถามสำคัญ 5 ข้อ คือ 1. จะสอนอะไร (what to teach) 2. จะสอนใคร (whom to teach) 3. จะสอนตรงไหน เมื่อไร (where and when to teach) 4. จะสอนอย่างไร (how to teach) 5. จะวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างไร (how to assess learning)
๙๓ สรุปสาระสำคัญที่ครู/ผู้สอนควรนำไปจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) ทักษะการคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วยทักษะการคิด ตาม องค์ประกอบสำคัญของปรัชญา และทักษะกระบวนการคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) ทักษะการปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4) เจตคติต่อปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อสร้างอุปนิสัย “พอเพียง” มีหลากหลายกิจกรรม เช่น ครูวิทยาศาสตร์ ครูการงานอาชีพ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการจัดการเรียนรู้และออกแบบให้ผู้เรียนได้สังเกต ได้ค้นหา และนาความรู้มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ฟังผ่านรูปแบบจิ๊กซอว์ครูสังคมใช้รูปแบบโครงงาน ครูกิจกรรมให้ นักเรียนวางแผนการจัดกิจกรรม /ชุมนุม ตามความสนใจ จากนั้นสร้างองค์ความรู้ด้วยการถอดบทเรียนภายหลัง การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นให้ผู้เรียนนำหลักปรัชญาฯ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาใช้วางแผนการทำงานในกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ตั้งแต่ง่ายไปหายาก จนทำให้นักเรียนเข้าใจ เกิดทักษะและเห็นประโยชน์การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการ สร้างพื้นฐานอุปนิสัย “อยู่อย่างพอเพียง” (ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา) ทักษะในศตวรรษที่21 การเปลี่ยนแปลงในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นั้น มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากโลกที่เราคุ้นชิน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดกระแสการติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรมแดน ที่ทำให้ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบที่เป็นสิ่งท้าทายต่อการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาคือเครื่องมือหรือกลไกในการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่มีคุณประโยชน์และคุณค่า ต่อไปในอนาคต เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st century skills) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสมาชิกจากหลากหลายวงการทั้งบริษัทเอกชนชั้นนำ องค์กรวิชาชีพ
๙๔ ระดับประเทศ ไปจนถึงหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่จัดการศึกษาในระดับต่างๆ ได้เห็นถึงความสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น จึงจัดการประชุมหารือร่วมกันเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เพื่อออกแบบแนวทางกระบวนการเรียนรู้และทักษะที่ จำเป็นสาหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องเติบโตออกมาเป็นบุคลากรยุคใหม่ซึ่งพร้อมจะเผชิญกับ สภาพการณ์ที่มีความท้าทายแตกต่างไปจากในอดีต เครือข่ายดังกล่าวได้มีความเห็นว่า ทักษะพื้นฐานสำคัญที่มีความจำเป็นสาหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นั้น เรียกโดยย่อได้ว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 นั้น ตามภาพ จะมีทั้งสิ้น 2 ระดับ คือวงใน (สีเขียว) อันประกอบด้วย ทักษะทางการเรียนรู้พื้นฐาน 3R ได้แก่ ทักษะการอ่าน (Reading Skill), ทักษะการเขียน (Writing Skill) และ ทักษะในการคำนวณ (Arithmetic Skill) และ วงนอก อันประกอบด้วย 3 ส่วนดังต่อไปนี้ ส่วนที่1 (สีแดง) ทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ คือความสามารถในการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุข ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น มีความรู้ทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมทางสังคมได้ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในอาชีพที่ตนสนใจและถนัด โดยมีฐานมาจากความรู้ระดับพื้นฐาน การมีอาชีพทำให้ ชีวิตมีความสุข จึงนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ส่วนที่2 (สีเหลือง) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 4 C ได้แก่ C1 – Critical Thinking (ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) คือ ความสามารถอย่างชำนาญในการคิดที่ จะทำหรือไม่ทำ เชื่อหรือไม่เชื่อในเหตุการณ์ของกิจกรรมชีวิตประจำวัน และชีวิตการทำงาน C2 – Communication (ทักษะการสื่อสาร) คือ ทักษะการรู้หนังสือ หมายความถึง ความสามารถใน การอ่าน ฟัง เขียน พูด คือ อ่านอย่างเข้าใจ ฟังอย่างเข้าใจ เขียนอย่างมีคุณภาพ พูดอย่างสื่อสารได้ตรงและง่ายต่อ ความเข้าใจ C3 – Collaboration (ทักษะการทำงานอย่างร่วมพลัง) คือ ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญในการทำงาน เป็นกลุ่ม เป็นทีม แบบร่วมมือร่วมใจ แบบรวมพลังทำให้งานสำเร็จ และผู้ทำมีความสุข เป็นกระบวนการที่ทำให้ เสริมสร้างความเป็นผู้นำการรู้จักบทบาทผู้นำ บทบาทสมาชิก C4 – Creativity (ทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์) คือความสามารถของบุคคลผู้มีปัญญาในการค้นคว้า การแก้ปัญหาและผลิตงานสร้างสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์สร้างผลผลิตที่มีความสำคัญต่อการดำเนิน ชีวิต สภาพแวดล้อมอันมีพลวัตรในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งท้าทายและเรียกร้องให้ผู้เรียนเกิด “ทักษะ” มากกว่า “ความรู้” ทักษะที่เกิดจากการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบท และตอบสนองความต้องการของ ตลาดแรงงาน และความต้องการของสังคม และการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการจัดการเรียนรู้ ที่เหมาะสม โดยเน้นให้ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ซึ่งทักษะที่จำเป็นเหล่านี้จะต้องเป็นพื้นฐานในการ ออกแบบการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระวิชา
๙๕ ดังนั้น กระบวนการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก้ามข้ามเส้นแบ่งของ “สาระหลักรายวิชา” ไปสู่“การสร้างทักษะอันจำเป็น” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในศตวรรษแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้โดยมี ความพร้อม และมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ตลอดช่วงชีวิตอย่างผ่าเผย ซึ่งสามารถกระทำได้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยงเพื่อส่งเสริม ตามความสนใจเฉพาะด้านของแต่ละ คน หรือการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Problem-Based Learning) ซึ่งจะช่วยให้เกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์เพื่อปรับใช้และแก้ไขกับสถานการณ์จริง อันจะเป็นการเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้เรียนได้ อย่างครบถ้วน การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) เป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะความคิดระดับสูงอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ ผู้เรียนวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินข้อมูลในสถานการณ์ใหม่ได้ดีในที่สุดจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจจนสามารถชี้นำตลอด ชีวิตในฐานะผู้ฝักใฝ่การเรียนรู้ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบด้วยลักษณะสำคัญต่อไปนี้ 1. เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งลดการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนให้น้อยลงและพัฒนาทักษะให้เกิดกับผู้เรียน 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนโดยลงมือกระทำมากกว่านั่งฟังเพียงอย่างเดียว 3. ผู้เรียนมีส่วนในกิจกรรมเช่นอ่านอภิปรายและเขียน 4. เน้นการสำรวจเจตคติและคุณค่าที่มีอยู่ในผู้เรียน 5. ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดระดับสูงในการวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินผลการนำไปใช้และ 6. ทั้งผู้เรียนและผู้สอนรับข้อมูลป้อนกลับจากการสะท้อนความคิดได้อย่างรวดเร็ว การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ต้องการกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ พัฒนาตนเองผ่านการจัดการตนเองให้ความรู้และช่วยพัฒนาเพื่อนร่วมชั้นซึ่งจะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์พัฒนาความรู้ความ เข้าใจและทักษะที่หลากหลายเป็นกระบวนการที่ประณีตรัดกุมและผู้เรียนได้รับประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นฝ่าย รับความรู้อาจนำมาขยายความให้เห็นเป็นลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้ดังนี้ 1. เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมองได้แก่การคิดการแก้ปัญหาและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้การสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกันร่วมมือกันมากกว่า การแข่งขัน 5. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกันการมีวินัยในการทำงานการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ 6. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่านพูดฟังคิดอย่างลุ่มลึกผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง 7. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นทักษะการคิดขั้นสูง 8. เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศและหลักการความคิดรวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 10.ความรู้เกิดจากประสบการณ์การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากการเรียนรู้แบบใฝ่รู้ มีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ การมีวัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ (Appealing Materials) ผู้เรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติ(Opportunities for Manipulation) ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในการเลือกกิจกรรมและกลวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (Choices for Children) ผู้เรียนได้สื่อสารเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำ กับผู้อื่นการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นการประเมินการจัดห้องเรียนกำหนดการประจำวันปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหา การจัดการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนรู้แบบใฝ่รู้จะมีความยืดหยุ่นสูงสามารถปรับวิธีการใช้กิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่ หลากหลาย ซึ่งทำได้มากกว่าการสอนแบบบรรยายนั่นเอง การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องสำคัญ ของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดำรงชีพของสังคมอย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความ ตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลก นั่นคือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ และ
๙๖ ทักษะจำเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ซึ่ง วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึง ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้ สาระวิชาหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาสำคัญของโลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครอง และหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ โดยวิชาแกนหลักนี้จะนำมาสู่การกำหนดเป็น กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สำคัญต่อ การจัดการเรียนรู้ในเนื้อหาเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือหัวข้อสำหรับ ศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปในทุกวิชา แกนหลัก อันได้แก่ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness) ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็น ผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy) และความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทำงานที่มีความซับซ้อน มากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ความริเริ่มสร้างสรรค์และนวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและ การร่วมมือ ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีเนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและ เทคโนโลยีมาก มาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ดังนี้ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรู้เกี่ยวกับสื่อและความรู้ด้านเทคโนโลยี ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดำรงชีวิตและทำงาน ในยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนา ทักษะชีวิตที่สำคัญ คือ ความยืดหยุ่นและการปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้าม วัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability) ภาวะผู้นำและความ รับผิดชอบ (Responsibility) ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7C ทักษะการเรียนรู้ 3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น) ส่วนทักษะการเรียนรู้ 7C ประกอบด้วย Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา) Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม) Cross-cultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความ ต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็น ทีม และภาวะผู้นำ) Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่า ทันสื่อ) Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) และ Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้) กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียนยังเป็นการเรียนแบบสมมติ“ดังนั้นครูเพื่อ ศิษย์จึงต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์” ได้เรียนในสภาพที่ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการเรียนรู้ ของศิษย์จากเน้นเรียนวิชาเพื่อได้ความรู้ ให้เลยไปสู่การพัฒนาทักษะที่สำคัญต่อชีวิตในยุคใหม่ ย้ำว่าการเรียนรู้ยุคใหม่ ต้อง เรียนให้เกิดทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งหน้าที่ของครูเพื่อศิษย์จึงต้องเปลี่ยนจากเน้น “สอน” หรือสั่งสอนไปทำ หน้าที่จุดประกายความสนใจใฝ่รู้ (inspire) แก่ศิษย์ ให้ศิษย์ได้เรียนจากการลงมือปฏิบัติ (learning by doing) และศิษย์งอก งามทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้ จากการลงมือปฏิบัติของตนเป็นทีมร่วมกับเพื่อนนักเรียน เน้นการงอกงาม ทักษะในการเรียนรู้ และค้นคว้าหาความรู้มากกว่าตัวความรู้ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานจากทำโดดเดี่ยว คนเดียว เป็นทำงานและเรียนรู้จากการทำหน้าที่ครูเป็นทีม กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มี 3 ลักษณะ คือ 1. กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ 2. กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ 3. การเรียนรู้แบบขั้นบันได(IS) 1.กระบวนการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเป็นแนวคิดหรือความเชื่อที่สนับสนุนให้คนเราปฏิบัติสิ่งต่างๆด้วยตนเองตาม ความสนใจ ตามความถนัดและศักยภาพ ด้วยการศึกษา ค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ ฝึกทักษะจนถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่า หากคนเราได้กระทำจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นเป็นแรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ผู้เรียนจะสนุกสนานที่จะสืบค้นหาความรู้ ต่อไป มีความสุขที่จะเรียน มีลักษณะดังนี้
๙๗ 1.1 การเรียนรู้ผ่านการทำงาน (Work-based Learning) การเรียนรู้แบบนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ ส่งเสริมผู้เรียนให้เกิดพัฒนาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เนื้อหาสาระ การฝึกปฏิบัติจริง ฝึกฝนทักษะทางสังคม ทักษะ ชีวิต ทักษะวิชาชีพการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง โดยสถาบันการศึกษามักร่วมมือกับแหล่งงานในชุมชน รับผิดชอบการจัดการ เรียนการสอนร่วมกัน ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดเนื้อหากิจกรรม และวิธีการประเมิน 1.2 การเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) การเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา สำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรู้(teacher)เป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้ คำแนะนำ (guide) ทำหน้าที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษา เพื่อให้ โครงการสำเร็จลุล่วง ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยโครงงาน สิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนรู้ด้วย PBL จึงมิใช่ตัวความรู้ (knowledge) หรือวิธีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ (Life and Career skills) ทักษะด้านข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การออกแบบโครงงานที่ดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือร้นและผู้เรียนจะได้ฝึก การใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา (critical thinking & problem solving) ทักษะการสื่อสาร (communicating) และทักษะการสร้างความร่วมมือ(collaboration)ประโยชน์ที่ได้สำหรับครูที่นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพ แล้ว ยังช่วยให้เกิดการทำงานแบบร่วมมือกับเพื่อนครูด้วยกัน รวมทั้งโอกาสที่จะได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียนด้วย ขั้นตอนที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน STEP 1 การเตรียมความพร้อม ครูเตรียมมอบหมายโครงงานโดยระบุในแผนการสอน ในชั้นเรียนครูอาจกำหนด ขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชา หรือความถนัดของนักเรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ ข้อมูลตัวอย่าง เพื่อเป็นแนวทางให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม สามารถใช้เว็บไซต์ หรือโปรแกรม moodle ในการ update ข้อมูลแหล่ง เรียนรู้ และการกำหนดนัดหมายต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินโครงการได้ STEP 2 การคิดและเลือกหัวข้อ ให้นักเรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการออกแบบโครงงานเอง เพื่อเปิดโอกาสให้ รู้จักการค้นคว้าและสร้างสรรค์ความรู้เชิงนวัตกรรม ครูอาจให้ผู้เรียนทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อเป็นแนวทางใน การเลือกหัวข้อ การทำงานเป็นทีม กระตุ้นให้เกิด brain storm จะทำให้เกิดทักษะ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการ สื่อสาร และทักษะการสร้างความร่วมมือ STEP 3 การเขียนเค้าโครง การเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคิด แผน และ ขั้นตอนการทำโครงงาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นภาระงาน บทบาท และระยะเวลาในการดำเนินงาน ทำให้สามารถปฏิบัติ โครงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น STEP 4 การปฏิบัติโครงงาน นักเรียนลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ในเค้าโครงของโครงงาน ถ้ามีการวางเค้าโครง เอาไว้แล้ว นักเรียนจะรู้ได้เองว่าจะต้องทำอะไรในขั้นตอนต่อไป โดยไม่ต้องรอถามครู ในระหว่างการดำเนินการครูผู้สอนอาจมี การให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดหรือร่วมแก้ปัญหาไปพร้อมๆกับนักเรียน STEP 5 การนำเสนอโครงงาน นักเรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียนรายงาน หรือการนำเสนอในรูปแบบอื่นๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์จัดนิทรรศการ รายงานหน้าชั้นส่งงานทางเว็บไซต์หรืออีเมล ถ้ามีการประกวดหรือแข่งขันด้วยจะทำให้ นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นมากขึ้น STEP 6 การประเมินผลโครงงาน การประเมินโครงงานควรมีการประเมินผลการเรียนรู้โดยหลากหลาย เช่น นักเรียนประเมินตนเอง ประเมินซึ่งกันและกัน ประเมินจากบุคคลภายนอก การประเมินจะไม่วัดเฉพาะความรู้หรือผลงาน สุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลงานด้วย การประเมินโดยครูหลายคนจะเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูด้วยกันอีกด้วย 1.3 การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรูด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ Doing by Learning จึงถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในการปฏิรูปการศึกษาของไทย การเรียนรู้ชนิดนี้เอง ที่มีผู้ตั้งฉายาว่า “สอนแต่ น้อย ให้เรียนมากๆ Teach less..Learn More” การเรียนแบบ Learning by Doing นั้นใช้ “กิจกรรม Activity” เป็นหลัก ในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing” ในเนื้อหาทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกคนใน กลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพี่เลี้ยงและเทรนเนอร์ แต่กิจกรรมที่นำมาใช้นี้ต้องมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เนื้อหานั้นๆ มี
๙๘ จุดมุ่งหมาย สนุก และน่าสนใจ ไม่ซ้ำซากจนก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย ดังนั้น คุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชีพ ที่สามารถ “มองเห็นภาพกิจกรรม” ได้ทันที 1.4 การเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา (Problem-based Learning) เป็นรูปแบบการเรียนอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง และรู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีมของผู้เรียน โดยผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยแต่ก็ท้าทายผู้สอนมากที่สุด กระบวนการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ขนาดประมาณ 8 -10 คน โดยมีครูหรือผู้สอนประจำ กลุ่ม 1 คน ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการการเรียนรู้ (facilitator) ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ 1. เมื่อผู้เรียนได้รับโจทย์ปัญหา ผู้เรียนจะทำความเข้าใจหรือทำความกระจ่างในคาศัพท์ที่อยู่ในโจทย์ปัญหานั้น เพื่อให้เข้าใจตรงกัน 2. การจับประเด็นข้อมูลที่สำคัญหรือระบุปัญหาในโจทย์ 3. ระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหา อภิปรายหาคำอธิบาย แต่ละประเด็นปัญหาว่าเป็นอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ความเป็นมาอย่างไร โดยอาศัยพื้นความรู้เดิมเท่าที่ผู้เรียนมีอยู่ 4. ตั้งสมมติฐานเพื่อหาตอบปัญหาประเด็นต่างๆ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของสมมติฐานที่เป็นไปได้อย่างมี เหตุผล 5. จากสมมติฐานที่ตั้งขึ้น ผู้เรียนจะประเมินว่าเขามีความรู้เรื่องอะไรบ้าง มีเรื่องอะไรที่ยังไม่รู้หรือขาดความรู้ และความรู้อะไรจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ซึ่งเชื่อมโยงกับโจทย์ปัญหาที่ได้ ขั้นตอนนี้กลุ่มจะกำหนดประเด็นการ เรียนรู้ (learning issue) หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (learning objective) เพื่อจะไปค้นคว้าหาข้อมูลต่อไป 6. ค้นคว้าหาข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆ เช่น หนังสือตำรา วารสาร สื่อการเรียน สอนต่างๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเทอร์เน็ต หรือปรึกษาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาสาขา เฉพาะ พร้อมทั้งประเมินความถูกต้อง 7. นำข้อมูลหรือความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐานและประยุกต์ให้เหมาะสมกับโจทย์ปัญหา พร้อมสรุปเป็นแนวคิดหรือหลักการทั่วไป ขั้นตอนที่ 1-5 เป็นขั้นตอนภายในกระบวนการกลุ่มในห้องเรียน ขั้นตอนที่ 6 เป็นกิจกรรมของผู้เรียนรายบุคคล นอกห้องเรียน และขั้นตอนที่ 7 เป็นกิจกรรมที่กลับมาในกระบวนกลุ่มอีกครั้ง 1.5 การเรียนรู้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีวิจัย (Research-based Learning) การเรียนรู้ที่เน้นการ วิจัยถือได้ว่าเป็นหัวใจของบัณฑิตศึกษา เพราะเป็นการเรียนที่เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนโดยตรง เป็นการ พัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการทดสอบความสามารถทางการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน ซึ่ง สมหวัง พิธิยา นุวัฒน์ และทัศนีย์ บุญเติม (2540) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานไว้ 4 รูปแบบ ดังนี้ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย คือการให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติทำวิจัยในระดับต่างๆ เช่น การทำการ ทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การศึกษารายกรณี (Case Study) การทำโครงงาน การทำวิจัยเอกสาร การทำวิจัยฉบับ จิ๋ว (Baby Research) การทำวิทยานิพนธ์ เป็นต้น 2. การสอนโดยให้ผู้เรียนร่วมทำโครงการวิจัยกับอาจารย์หรือเป็นผู้ช่วยในโครงการวิจัย (Under Study Concept) ในกรณีนี้ผู้สอนต้องเตรียมโครงการวิจัยไว้รองรับเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ทำวิจัย เช่น ร่วมเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะมีข้อเสียที่ผู้เรียนไม่ได้เรียนรู้กระบวนการทำวิจัยครบถ้วนทุกขั้นตอน 3. การสอนโดยให้ผู้เรียนศึกษางานวิจัย เพื่อเรียนรู้องค์ความรู้ หลักการและทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยเรื่องนั้นๆ วิธีการตั้งโจทย์ปัญหา วิธีการแก้ปัญหา ผลการวิจัย และการนำผลการวิจัยไปใช้และศึกษาต่อไป ทำให้ผู้เรียนเข้าใจ กระบวนการทำวิจัยมากขึ้น 4. การสอนโดยใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้ว่า ทฤษฎีข้อความรู้ใหม่ๆ ในศาสตร์ของ ตนในปัจจุบันเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างศรัทธาต่อผู้สอนรวมทั้งทำให้ผู้สอนไม่เกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องสอน เนื้อหาเดิมๆ ทุกปี 2.กระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ เพราะการสื่อสารเป็นกระบวนการส่งหรือถ่ายทอดเรื่องราว ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ จากผู้สอนยังไปผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย ดังนี้ 2.1 การฝึกทักษะในการฟังอย่างลึกซึ้ง(Deep Listening) โดยใช้เทคนิค สุนทรียสนทนา(Dialogue) เป็นการฝึก ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังผู้อื่นพูดอย่างตั้งใจ ฟังให้มาก พูดให้น้อยลง ไม่พูด
๙๙ แทรกขณะอีกฝ่ายกำลังพูด ทำให้ฟังและได้ยินมากขึ้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานหรือการ ดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี 2.2 การฝึกทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Communities of Practice หรือ CoP ซึ่งเป็นการดึง ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลออกมา เพื่อแลกเปลี่ยนและทำให้เกิดการเรียนรู้ 2.3 การฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม, เรียนรู้แบบกลุ่ม ปฏิบัติงานกลุ่ม เป็นวิธีสอนที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทา งานร่วมกันเป็นกลุ่ม ร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าหาวิธีการแก้ปัญหาหรือปฏิบัติกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรือความ สนใจ เป็นการฝึกให้นักเรียนทางานร่วมกันตามวิธีแห่งประชาธิปไตย 2.4 การฝึกทักษะการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ใช้เทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสารสนเทศ ใช้ เครื่องมือสื่อสาร เชื่อมโยงเครือข่าย (คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นมีเดีย ฯลฯ) และ social network อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อ เข้าถึง (access) จัดการ (manage) ผสมผสาน (integrate) ประเมิน (evaluate) และสร้าง(create) สารสนเทศ เพื่อทำ หน้าที่ในเศรษฐกิจฐานความรู้ปฏิบัติตามคุณธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3. การเรียนรู้แบบขั้นบันได(IS) กระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลตามที่คาดหวังนั้น มี มากมายหลายวิธี กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ที่ครูสามารถนำไปปรับใช้ใน กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบริบทและธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มี ขั้นตอนดังนี้ ขั้น L1 การตั้งประเด็นคำถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อ สงสัย ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ขั้น L2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ตหรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น ขั้น L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็นการฝึกนำความรู้และสารสนเทศหรือข้อมูลที่ได้จาก การอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้ ขั้น L4 การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็นการฝึกให้ความรู้ที่ ได้มานำเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ ขั้น L5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียน จะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่าง สร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูต้องยึดความสมดุลจึงจะส่งผลให้การจัดการเรียนรู้สาหรับนักเรียนเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป้าหมายการเรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การปูพื้นฐาน ความรู้และทักษะสาหรับการมีชีวิตที่ดีใน ภายหน้า ลักษณะของการเรียนรู้จึงเป็นสมดุลระหว่างคุณลักษณะในตารางฝั่งซ้ายและขวา 15 ประการ ดังนี้ ขึ้นกับครู/ครูเป็นตัวตั้ง(Teacher-directed) เด็กเป็นหลัก (Leaner-centered) สอน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ ทักษะ เนื้อหา กระบวนการ ทักษะพื้นฐาน ทักษะประยุกต์ ข้อความจริงและหลักการ คาถามและปัญหา ทฤษฎี ปฏิบัติ หลักสูตร โครงการ ช่วงเวลา ความต้องการ เหมือนกันทั้งห้อง (One-size-fits-all) เหมาะสมรายบุคคล (Personalized) แข่งขัน ร่วมมือ ห้องเรียน ชุมชนทั่วโลก ขึ้นกับครู/ครูเป็นตัวตั้ง(Teacher-directed) เด็กเป็นหลัก (Leaner-centered) ตามตำรา ใช้เว็บ
๑๐๐ สอบความรู้ ทดสอบการเรียนรู้ เรียนเพื่อโรงเรียน เรียนเพื่อชีวิต จากตารางข้างต้นครูต้องใช้ทั้งแนวทางฝั่งขวาและฝั่งซ้ายอย่างสมดุล คือ ต้องยึดถือแนวทาง both-and (ไม่ใช่ either - or) ซึ่งเป็นแนวทางของระบบที่ซับซ้อนและปรับตัว ยิ่งนับวันสมดุลนี้ จะให้น้าหนักซีกขวามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อโลก เปลี่ยนแปลงไปสมองเด็กก็เปลี่ยนด้วย สาหรับพลังการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ งานที่เน้นความรู้ เครื่องมือดิจิตัล วิถีชีวิต ผลการวิจัยด้านการเรียนรู้ และความต้องการทักษะในการดำรงชีวิตสมัยใหม่ ได้แก่ การแก้ปัญหา ความสร้างสรรค์ และสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร การร่วมมือความยืดหยุ่น และอื่น ๆ พลังเหล่านี้เรียกร้องให้การเรียนรู้ในโรงเรียนต้องให้น้า หนักซีกขวามากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นครูต้องเรียนรู้ทดลองวิธีปฏิบัติหน้าที่อยู่ตลอดเวลา โดยครูกับครูจะต้องมีการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน รวมกันเป็นชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ เพื่อที่ครูจะได้ไม่เดียวดาย มีเพื่อนร่วมทาง ร่วมอุดมการณ์ ร่วมเรียนรู้และ บากบั่น จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้แบบใฝ่รู้กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีแนวคิดและลักษณะของการจัดการเรียนรู้คล้ายกัน นั่นคือ ต้องมีความสัมพันธ์ มีขั้นตอนและกระบวนการที่เป็นลำดับ ที่ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนได้ เช่น การ กำหนดปัญหาที่ผู้เรียนสนใจ การทำกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และสามารถบูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ ได้ ด้วยตนเอง และการสอนที่ถือว่ามีประสิทธิภาพ นั้น ครูต้องมีคุณสมบัติมากกว่าการเป็นผู้ที่ทำหน้าที่สอน (Instructor) ครูต้อง มีลักษณะของผู้ที่สามารถชี้แนะการเรียนรู้ (Learning Coaching) และสามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำนักเรียนท่องเที่ยวไปสู่โลก แห่งการเรียนรู้ได้ (Learning Travel Agent) ซึ่งบทบาทของครูจากยุคสมัยก่อนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อก้าวสู่ยุคแห่ง ศตวรรษที่ 21 เนื่องจากครูในโลกยุคใหม่ต้องมีความรอบรู้มากกว่าการเป็นผู้ดูแลรายวิชาที่สอนเท่านั้น แต่ครูมีบทบาทของการ เพิ่มพูนความรู้แก่นักเรียน เสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ รวมทั้งไอซีทีได้เข้ามามีบทบาททางการศึกษาและ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก ไอซีทีในปัจจุบันจึงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ครูจึงต้องคิดว่าจะ บูรณาการการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับไอซีทีได้อย่างไร ซึ่งคุณลักษณะของครูในยุคศตวรรษที่ 21 หรือเรียกว่า e-Teacher จะ ประกอบด้วย 9 คุณลักษณะที่ครูพึงปฏิบัติ มีดังนี้ 1. Experience คือ มีประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Internet , e-Mail การใช้ CD 2. Extended คือ มีทักษะการค้นหาความรู้ได้ตลอดเวลา เพราะ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต สามารถใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ไหนก็ได้ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการหาความรู้ด้วยเทคโนโลยี 3. Expanded คือ การขยายผลของความรู้นั้นสู่นักเรียน ประชาชนทั่วไป และชุมชน สามารถถ่ายทอดความรู้ลง CD , VDO โทรทัศน์หรือบน Web เพื่อให้เกิดหารเพิ่มความรู้ที่เป็นประโยชน์ของบุคลากรโดยรวม 4. Exploration คือ สามารถเลือกเนื้อหาที่ทันสมัย เอกสารอ้างอิง ค้นคว้าทั้งสาระและบันเทิง เพื่อให้เกิดความคิด สร้างสรรค์ เพื่อนำมาออกแบบการเรียนการสอน 5. Evaluation คือ เป็นนักประเมินที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีในการประเมินผล 6. End-User คือ เป็นผู้ใช้ปลายทางที่ดี เช่น สามารถ Browse ไป Web Site ที่มีคุณค่าบนอินเทอร์เน็ตและเป็นผู้ใช้ เทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย 7. Enabler คือ สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างบทเรียนและเนื้อหาเพิ่มเติมมาใช้ในการประกอบการเรียนการสอ น สามารถใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์มาสร้างบทเรียน อย่างน้อยที่สุดก็สามารถสร้างการนำเสนอเนื้อหาด้วย Power Point เป็น การจูงใจให้นักเรียนสนใจในการเรียนมากขึ้น หรือการใช้ Authoring tool ต่างๆ มาสร้างบทเรียนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ 8. Engagement คือ ครูที่ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนความเห็น หาแนวร่วม เพื่อให้เกิดชุมชน เช่น การคุยกันบน Web ทำให้มีความคิดใหม่ๆ มีข้อเสนอแนะ เกิดชุมชนครูบน Web 9. Efficient and Effective คือ ครูที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นผู้ผลิต ผู้กระจาย และผู้ใช้ความรู้ การศึกษาที่ดีสำหรับคนยุคใหม่และมีคุณภาพ จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่างสิ้นเชิง และบทบาท ของครูอาจารย์ก็ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครูที่รักศิษย์ เอาใจใส่ศิษย์ แต่ยังใช้วิธีสอนแบบเดิม ๆ จะไม่ใช่ครูที่ทำประโยชน์แก่ ศิษย์อย่างแท้จริง กล่าวคือ ครูที่มีใจแก่ศิษย์ยังไม่พอ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนจุดสนใจหรือจุดเน้นจากการสอน ไปเป็นเน้นที่การ เรียน (ทั้งของศิษย์ และของตนเอง) ต้องเรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ที่ตนจัดให้แก่ศิษย์ด้วย ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยน บทบาทของตนเองจาก“ครูสอน”(Teacher) ไปเป็น “ครูฝึก” (Coach) หรือ “ผู้อานวยความสะดวกในการเรียนรู้” (Learning