The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2561

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Piyawan Suttapun, 2023-09-18 05:05:43

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2561

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2561

๑๕๑ ทั้งนี้ ข้อมูลทีได้จากการประเมินผลมีทางข้อมูลเชิงคุณภาพเช่น สิงใดที่ยังต้องปรับปรุง แก้ไข สิ่งใดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษเป็นต้นและข้อมูลเชิงปริมาณเช่นปริมาณการใช้ ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ร่วมกิจกรรมระดับความพึงพอใจของผู้ที่เข้าร่วม กิจกรรมเป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจต่างๆในการพัฒนางาน ทั้งสิ้น การประเมินผลจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินงานอีโคสคูลเพราะเป็นขั้นตอนที่ช่วย สนับสนุนให้การพัฒนาโรงเรียนสามารถก้าวไป ข้างหน้าได้อย่างมั่นคงในแต่ละช่วงเวลาของการดำเนินการ จนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ในที่สุด รูปแบบของการประเมินผลนั้นมีหลากหลายทั้งกระบวนการขันตอน เทคนิค และวิธีการอีก ทั้งมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาทั้งโดยนักวิชาการประเมินผล หรือแม้แต่ผู้ที่นำ วิธีการนั้นๆมาใช้ประเมินผลเอง ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับงานของตนได้ขึ้นกับผู้ ประเมินว่าจะเลือกใช้รูปแบบและวิธีการใดเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณที่มีความ เที่ยงตรงและเชื่อถือได้มากพอที่จะนำไปวิเคราะห์และสรุปผลว่าสิ่งที่ทำนั้นบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือไม่ อย่างไร แนวทางการประเมินผล โดยปกติของระบบโรงเรียน บุคลากรในโรงเรียนมีเครื่องมือและใช้รูปแบบการประเมินผลที่ เห็นว่าเหมาะสมกับตนเองอยู่แล้ว เช่น • ผู้บริหารมีระบบการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตาม นโยบายแผนงานและ โครงการต่างๆในรูปของการประชุมการรับฟังรายงาน และการนิเทศติดตามงาน • ครูผู้สอนมีระบบการประเมินผลการจัดการเรียนรู้และการวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียนใน รูปแบบของการสังเกตพฤติกรรม การสอบและการประเมินผลงานของนักเรียน •นักเรียนมีระบบการประเมินผลงานของตนเองแบบกลุ่มและระหว่างกลุ่ม รูปแบบการประเมินผลที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั้นโดยมากมักนำมาใช้ตัดสินผลการปฏิบัติงานและ การพิจารณาความดีความชอบของครูผู้สอน


๑๕๒ ด้วยแนวคิดการประเมินผลที่เน้นให้เกิดการพัฒนาตนเองและพัฒนางานมากกว่าการวัดผล สัมฤทธิ์ดังนั้นจึงมีเงื่อนไขบางประการที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ ๑)การประเมินผลต้องไม่ทำให้รู้สึกเครียดหรือรู้สึกว่าเป็นภาระตลอดจนมีวิธีการทางเอกสารที่ ยุ่งยากซับซ้อน เพราะโรงเรียนมี ภาระเหล่านี้อยู่มากพอแล้วในขณะเดียวกันการประเมินผลควร เป็นไปในลักษณะให้กำลังใจและสร้างพลังบวก ๒)การประเมินผลไม่ใช่การจ้องจับผิดแต่ช่วยให้รู้ว่าการดำเนินงานอยู่ ณ จุดใดบน เส้นทางการพัฒนา เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานต่อได้อย่างถูกทิศทางรวมถึงแก้ จุดบกพร่องเติมเต็มส่วนที่ขาด ๓)การประเมินผลไม่ใช่การแข่งขันกับโรงเรียนอื่นหรือเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่นเพราะ บริบทและศักยภาพของแต่ละโรงเรียนย่อมแตกต่างกันการประเมินผลจึงเป็นเครื่องมือที่ ช่วยทำให้โรงเรียนได้เป็นอีโคสคูลในแบบที่ตนเองควรจะเป็นเป็นตัวช่วยให้โรงเรียน สามารถพัฒนาศักยภาพจากฐานที่ตนเองมีอยู่อย่างมีเหตุมีผลมากกว่าจะเลียนแบบ โรงเรียนอื่น และผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียนตามหลักสูตรแต่สาหรับการ ดำเนินงานอีโคสคูล ควรเน้นการนำผลประเมินมาพัฒนาตนเองและพัฒนางาน โดยผู้ปฏิบัติเป็นผู้ ประเมินตนเอง และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานเป็นผู้ประเมิน นอกจากเงื่อนไขทั้งสามประการที่ควรคำนึงถึงก่อนการประเมินต้องกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายในการประเมินให้ชัดเจนว่าจะประเมินในด้านใดบ้าง ซึ่งอาจต้องประเมินครอบคลุม ทั้งปัจจัยนำเข้ากระบวนการที่ใช้ ผลผลิต และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมส่วน รูปแบบการประเมินผลจะใช้รูปแบบใดหรือหลายรูปแบบผสมผสานกันก็ได้โดยมีแนวทางการ ประเมินดังนี้


๑๕๓ • การประเมินผลจากคนนอก การประเมินตนเองอาจจะเข้าข้างตนเองได้หรือมองใน กรอบของตนเองมากจนเกินไปจึงควร ให้บุคคลภายนอกมาช่วยประเมินด้วยโดยอาจจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความถนัดเฉพาะ ด้านมาประเมินเป็นเรื่องๆหรือประเมินในภาพรวมอย่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน รวมถึง โรงเรียนที่อยู่ในเครือข่ายอีโคสคูลมาช่วยกันสะท้อนช่วยกันชมช่วยกันชี้แนะ ติติง และแลกเปลี่ยนกันก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ช่วงเวลาในการประเมินผล ช่วงที่ ๑ : การประเมินความพร้อมก่อนการดำเนินการ (PreliminaryEvaluation) ช่วงที่ ๒ : การประเมินผลระหว่างการดำเนินงาน (Formative Evaluation) เมื่อโรงเรียนเริ่มดำเนินการตามแผนงานแล้วควรมีการประเมินผลระหว่างที่กำลังดำเนินงาน ซึ่งเป็นการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงการทำงานและกระบวนการบริหารจัดการหลังจากที่ได้ ดำเนินงานมาสักระยะหนึ่ง โดยอาจจะต้องปรับแผนงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์หรือสิ่งที่มา กระทบต่อภาพรวมของโครงการ นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นการตรวจสอบความก้าวหน้าของการ ดำเนินงานหรือโครงการว่าได้ผลดีหรือไม่ เพียงใด ซึ่งเรียกการประเมินผลในระยะนี้อย่าง เฉพาะเจาะจงว่าProgress Evaluationหรือ“การประเมินความก้าวหน้า”


๑๕๔ เป็นการศึกษาวิเคราะห์และประเมินความพร้อมก่อนการดำเนินการ ซึ่งก็คือขั้นตอนการ สำรวจทุนเดิมและสภาพพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนก่อนที่จะกำหนดเป้าหมายและการ วางแผนงานพัฒนาโรงเรียนสู่อีโคสคูลนั่นเอง การประเมินผลระหว่างดำเนินงานเป็นการประเมินโดยผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องว่าได้ ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่แต่ละคนรับผิดชอบไปได้มากน้อยเพียงใด ควรปรับปรุงและพัฒนา ในด้านใดบ้างอย่างไร เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็คือการหยุดพักเพื่อทบทวนตนเองว่าขณะนี้โรงเรียนได้ดำเนินการตามพันธกิจทั้ง ๔ มิติไปถึงระดับ ใดและควรจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ส่วนใหญ่โรงเรียนมักจะประเมินผลการปฏิบัติงานระหว่างดำเนินการนี้ในลักษณะของการ นิเทศติดตามผลโดยบุคลากรระดับบริหาร หัวหน้างานหรือครูผู้สอน แต่การประเมินระหว่าง ดำเนินการอีโคสคูลนั้นเน้นให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการประเมินทั้งที่เป็น บุคลากรในโรงเรียน(ผู้บริหาร ครูผู้สอน นักเรียน บุคลากร ฯลฯ) ตลอดจนผู้ปกครองและผู้แทน ชุมชน เพื่อนำผลที่ได้จากการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนางานให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้การ ที่ผู้ประเมินมีความแตกต่างกันในฐานของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการประเมินผล จึงไม่ จำเป็นต้องใช้วิธีการและเครื่องมือที่มีความซับซ้อนมาก แต่ควรแบ่งการประเมินออกเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อสิ้นสุดแต่ละภาคเรียนหรือทุกๆ ๖ เดือน ทั้งนี้เพื่อให้เห็นถึงความ เคลื่อนไหวของข้อมูลหรือผลจากตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการดำเนินงานหรือโครงการซึ่งสามารถ นำมาวิเคราะห์และตัดสินใจว่าจะดำเนินงานในระยะต่อไปอย่างไร หากการประเมินเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการอีโคสคูลคือการขีดเส้นแสดง จุดเริ่มต้นในการดำเนินงานการประเมินระหว่างดำเนินการ ขณะเดียวกันการประเมินโดยผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงาน มองเห็น ตนเองในแง่มุมอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ได้คำตอบและทิศทางในการพัฒนาตนเองและพัฒนางานที่ ชัดเจนยิ่งขึ้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคำถามที่อาจนำไปใช้ในการประเมินผลระหว่างการดำเนินงานอีโคสคูล ได้ เช่น •การดำเนินงานตามแผนงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของตน เป็นอย่างไรบ้าง •ระดับความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นจากการทำตามบทบาทหน้าที่นั้นๆมีมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด •ควรปรับปรุงและพัฒนางานที่รับผิดชอบอยู่ในระยะต่อไปอย่างไร จึงจะส่งผลสำเร็จตาม เป้าหมายที่วางไว้


๑๕๕ ทั้งนี้ ความสำเร็จในการดำเนินงานอีโคสคูลของโรงเรียนสามารถประเมินได้จากความสำเร็จ ในการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณลักษณ์๕ ประการและความสำเร็จในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งโดย ครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกโรงเรียนที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันตามพันธกิจ ๔ มิติ รวมถึงความสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู ความเข้าใจทัศนคติและทักษะที่สามารถจัดการ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและในท้องถิ่นอย่างเท่าทัน สำหรับการบูรณาการการประเมินผลอีโคสคูลเข้ากับระบบประเมินผลของโรงเรียนจะพบว่า คุณลักษณะ ๕ ประการของอีโคสคูลและพันธกิจ ๔มิติทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่เกื้อกูลในการ ดำเนินงานของโรงเรียน ทั้งนี้โรงเรียนมีการดำเนินงานเช่นนี้โดยปกติอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้เน้น ชัดเจนในด้านการบริหารจัดการและการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษาและการพัฒนาที่ ยั่งยืน การประเมินตนเองในขั้นตอนนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างมากแต่เมื่อผู้ประเมินและผู้รับการ ประเมินเป็นบุคคลคนเดียวกัน ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและการยอมรับตนเองจึงเป็นตัวแปรที่จะ ทำให้ผลการประเมินที่ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงหรือไม่เพียงใด ช่วงที่ ๓ : การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานตามแผนงาน (Summative Evaluation) การประเมินผลสรุปโดยรวมหลังสิ้นสุดการดำเนินงานแล้วอาจเรียกว่าการประเมินผลผลิตก็ได้ การประเมินผลในระยะนี้ก็เพื่อให้ทราบผลว่าได้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค ใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงโดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจว่าควรดำเนินการในครั้งต่อไปอย่างไรจึง จะเหมาะสมมากยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา โรงเรียนสามารถประเมินผลหลังการดำเนินงานเมื่อจบสิ้นปีการศึกษาได้เช่นเดียวกับระบบประเมิน ผลงานตามปกติของโรงเรียน


๑๕๖ การประเมินผลอีโคสคูลจึงสามารถดำเนินการร่วมไปกับระบบประเมินผลของโรงเรียน ตามปกติทั้งในรูปการประเมินผลการปฏิบัติงานและการประเมินผลการเรียนรู้ โดยการนำข้อมูลและ ผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิดและแนวทางของอีโคสคูล ในขณะเดียวกัน โรงเรียนก็สามารถนำผลการดำเนินงานของอีโคสคูลมาวิเคราะห์และสรุปผลตามกรอบของนโยบาย และการบริหารจัดการโรงเรียนด้านต่างๆได้เช่นกัน ซึ่งในระยะยาวแนวทางอีโคสคูลก็จะผนวกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกับการดำเนินงานปกติของโรงเรียนได้อย่างกลมกลืน


๑๕๗ บรรณำนุกรม กระทรวงศึกษาธิการ(๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑.กรุงเทพ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ(๒๕๕๒). ตัวชี้วัดและสำระกำรเรียนรู้แกนกลำง กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ ตำมหลักสูตร แกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑.กรุงเทพ:โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ภาคผนวก หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีหลักพิจารณาอยู่ด้วยกัน 5 ส่วน ดังนี้(อนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พอเพียง, 2545) 1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐาน มา จากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิงระบบ ที่มีลักษณะ พลวัต มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา


๑๕๘ 2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดยเน้นการ ปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน 3. คำนิยาม ความพอเพียง (Sufficiency) จะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อม ๆ กัน 3.1 ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียน ตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิต และบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 3.2 ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมี เหตุผล โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่าง รอบคอบ 3.3 การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีหมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้าน ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้และไกล 4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ 4.1 เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ อย่างรอบด้านความรอบคอบที่ จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ 4.2 เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วยความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความอดทนมีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 5. แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือการพัฒนาที่สมดุลและความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี(ทิศนา แขมมณี: ถอดรหัสปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒๕๔๘) การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอน โดยทั่วไปเมื่อครู/ผู้สอน จะสอนอะไรแก่ใครนั้น จำเป็นต้องตอบคาถามสำคัญ 5 ข้อ คือ 1. จะสอนอะไร (what to teach) 2. จะสอนใคร (whom to teach) 3. จะสอนตรงไหน เมื่อไร (where and when to teach) 4. จะสอนอย่างไร (how to teach) 5. จะวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างไร (how to assess learning)


๑๕๙ สรุปสาระสำคัญที่ครู/ผู้สอนควรนำไปจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) ทักษะการคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วยทักษะการคิด ตาม องค์ประกอบสำคัญของปรัชญา และทักษะกระบวนการคิดตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) ทักษะการปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4) เจตคติต่อปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อสร้างอุปนิสัย “พอเพียง” มีหลากหลายกิจกรรม เช่น ครูวิทยาศาสตร์ ครูการงานอาชีพ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการจัดการเรียนรู้และออกแบบให้ผู้เรียนได้สังเกต ได้ค้นหา และนาความรู้มาถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ฟังผ่านรูปแบบจิ๊กซอว์ครูสังคมใช้รูปแบบโครงงาน ครูกิจกรรมให้ นักเรียนวางแผนการจัดกิจกรรม /ชุมนุม ตามความสนใจ จากนั้นสร้างองค์ความรู้ด้วยการถอดบทเรียนภายหลัง การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นให้ผู้เรียนนำหลักปรัชญาฯ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มาใช้วางแผนการทำงานในกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ตั้งแต่ง่ายไปหายาก จนทำให้นักเรียนเข้าใจ เกิดทักษะและเห็นประโยชน์การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการ สร้างพื้นฐานอุปนิสัย “อยู่อย่างพอเพียง” (ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา) ทักษะในศตวรรษที่21 การเปลี่ยนแปลงในโลกยุคศตวรรษที่ 21 นั้น มีความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปจากโลกที่เราคุ้นชิน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกิดกระแสการติดต่อสื่อสารอย่างไร้พรมแดน ที่ทำให้ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบที่เป็นสิ่งท้าทายต่อการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาคือเครื่องมือหรือกลไกในการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่มีคุณประโยชน์และคุณค่า ต่อไปในอนาคต เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st century skills) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสมาชิกจากหลากหลายวงการทั้งบริษัทเอกชนชั้นนำ องค์กรวิชาชีพ


๑๖๐ ระดับประเทศ ไปจนถึงหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่จัดการศึกษาในระดับต่างๆ ได้เห็นถึงความสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น จึงจัดการประชุมหารือร่วมกันเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เพื่อออกแบบแนวทางกระบวนการเรียนรู้และทักษะที่ จำเป็นสาหรับเด็กและเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องเติบโตออกมาเป็นบุคลากรยุคใหม่ซึ่งพร้อมจะเผชิญกับ สภาพการณ์ที่มีความท้าทายแตกต่างไปจากในอดีต เครือข่ายดังกล่าวได้มีความเห็นว่า ทักษะพื้นฐานสำคัญที่มีความจำเป็นสาหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นั้น เรียกโดยย่อได้ว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 นั้น ตามภาพ จะมีทั้งสิ้น 2 ระดับ คือวงใน (สีเขียว) อันประกอบด้วย ทักษะทางการเรียนรู้พื้นฐาน 3R ได้แก่ ทักษะการอ่าน (Reading Skill), ทักษะการเขียน (Writing Skill) และ ทักษะในการคำนวณ (Arithmetic Skill) และ วงนอก อันประกอบด้วย 3 ส่วนดังต่อไปนี้ ส่วนที่1 (สีแดง) ทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ คือความสามารถในการดำเนินชีวิตที่ปลอดภัยและมีความสุข ในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น มีความรู้ทันการเปลี่ยนแปลงและสามารถปรับตัวให้เข้ากับค่านิยมทางสังคมได้ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในอาชีพที่ตนสนใจและถนัด โดยมีฐานมาจากความรู้ระดับพื้นฐาน การมีอาชีพทำให้ ชีวิตมีความสุข จึงนำไปสู่ความเชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ส่วนที่2 (สีเหลือง) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 4 C ได้แก่ C1 – Critical Thinking (ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ) คือ ความสามารถอย่างชำนาญในการคิดที่ จะทำหรือไม่ทำ เชื่อหรือไม่เชื่อในเหตุการณ์ของกิจกรรมชีวิตประจำวัน และชีวิตการทำงาน C2 – Communication (ทักษะการสื่อสาร) คือ ทักษะการรู้หนังสือ หมายความถึง ความสามารถใน การอ่าน ฟัง เขียน พูด คือ อ่านอย่างเข้าใจ ฟังอย่างเข้าใจ เขียนอย่างมีคุณภาพ พูดอย่างสื่อสารได้ตรงและง่ายต่อ ความเข้าใจ C3 – Collaboration (ทักษะการทำงานอย่างร่วมพลัง) คือ ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญในการทำงาน เป็นกลุ่ม เป็นทีม แบบร่วมมือร่วมใจ แบบรวมพลังทำให้งานสำเร็จ และผู้ทำมีความสุข เป็นกระบวนการที่ทำให้ เสริมสร้างความเป็นผู้นำการรู้จักบทบาทผู้นำ บทบาทสมาชิก C4 – Creativity (ทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์) คือความสามารถของบุคคลผู้มีปัญญาในการค้นคว้า การแก้ปัญหาและผลิตงานสร้างสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์สร้างผลผลิตที่มีความสำคัญต่อการดำเนิน ชีวิต สภาพแวดล้อมอันมีพลวัตรในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งท้าทายและเรียกร้องให้ผู้เรียนเกิด “ทักษะ” มากกว่า “ความรู้” ทักษะที่เกิดจากการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ให้เหมาะสมกับบริบท และตอบสนองความต้องการของ ตลาดแรงงาน และความต้องการของสังคม และการกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการจัดการเรียนรู้ ที่เหมาะสม โดยเน้นให้ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ซึ่งทักษะที่จำเป็นเหล่านี้จะต้องเป็นพื้นฐานในการ ออกแบบการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระวิชา


๑๖๑ ดังนั้น กระบวนการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก้ามข้ามเส้นแบ่งของ “สาระหลักรายวิชา” ไปสู่“การสร้างทักษะอันจำเป็น” เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในศตวรรษแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้โดยมี ความพร้อม และมีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ตลอดช่วงชีวิตอย่างผ่าเผย ซึ่งสามารถกระทำได้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยงเพื่อส่งเสริม ตามความสนใจเฉพาะด้านของแต่ละ คน หรือการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Problem-Based Learning) ซึ่งจะช่วยให้เกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์เพื่อปรับใช้และแก้ไขกับสถานการณ์จริง อันจะเป็นการเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้เรียนได้ อย่างครบถ้วน การเรียนรู้แบบใฝ่รู้(Active Learning) เป็นการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะความคิดระดับสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้เรียนวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินข้อมูลในสถานการณ์ใหม่ได้ดีในที่สุดจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจจน สามารถช้ีนา ตลอดชีวิตในฐานะผูฝ้ักใฝ่การเรียนรู้ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ประกอบด้วย ลกัษณะสา คญัต่อไปน้ี 1. เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งลดการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนให้น้อยลงและพัฒนาทักษะให้เกิดกับผู้เรียน 2.ผูเ้รียนมีส่วนร่วมในช้นัเรียนโดยลงมือกระทา มากกว่านงั่ฟังเพยีงอยา่งเดียว 3. ผู้เรียนมีส่วนในกิจกรรมเช่นอ่านอภิปรายและเขียน 4. เน้นการส ารวจเจตคติและคุณค่าที่มีอยู่ในผู้เรียน 5. ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดระดับสูงในการวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินผลการน าไปใช้และ 6. ท้งัผูเ้รียนและผูส้อนรับขอ้มลูป้อนกลบัจากการสะทอ้นความคิดไดอ้ยา่งรวดเร็ว การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ต้องการกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ พฒันาตนเองผ่านการจดัการตนเองให้ความรู้และช่วยพฒันาเพอื่นร่วมช้นัซ่ึงจะก่อให้เกิดการสร้างสรรคพ์ฒันาความรู้ความ เข้าใจและทักษะที่หลากหลายเป็นกระบวนการที่ประณีตรัดกุมและผู้เรียนได้รับประโยชน์มากกว่าการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็ น ฝ่ ายรับความรู้อาจน ามาขยายความให้เห็นเป็นลักษณะส าคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ได้ ดงัน้ี 1. เป็นการเรียนการสอนที่พฒันาศกัยภาพทางสมองไดแ้ก่การคิดการแกป้ ัญหาและการนา ความรู้ไปประยุกตใ์ช้ 2. เป็นการเรียนการสอนที่เปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3. ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ผูเ้รียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนท้งัในดา้นการสร้างองค์ความรู้การสร้างปฎิสัมพนัธ์ร่วมกนัร่วมมือกนั มากกว่าการแข่งขัน 5. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกันการมีวินัยในการท างานการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ 6. เป็ นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่านพูดฟังคิดอย่างลุ่มลึกผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง 7. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนเนน้ทกัษะการคิดข้นัสูง 8. เป็นกิจกรรมที่เปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารหรือสารสนเทศและหลักการความคิดรวบยอด 9. ผู้สอนจะเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 10.ความรู้เกิดจากประสบการณ์การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจากการเรียนรู้แบบใฝ่รู้มีส่วนประกอบส าคัญ ไดแ้ก่การมี วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ (Appealing Materials) ผู้เรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติ(Opportunities for Manipulation) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมและกลวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง (Choices for Children) ผูเ้รียนไดส้ื่อสารเกี่ยวกบัสิ่งที่กา ลงัทา กบัผอู้ื่นการเรียนรูท้ ี่กระตอืรือรน้การประเมนิการจดัหอ้งเรียน


๑๖๒ ก าหนดการประจ าวันปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอน ผู้เรียน เน้ือหาการจดัการเรียนการสอน ซ่ึงการเรียนรูแบบใฝ่ รู้ ้ จะมีความ ยืดหยุ่นสูงสามารถปรับวิธีการใช้กิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ซ่ึงทา ไดม้ากกวา่การสอนแบบบรรยายนนั่เอง กำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่อง สา คญัของกระแสการปรบัเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดข้นึในศตวรรษที่21 ส่งผลต่อวิถีการดา รงชีพของสงัคมอยา่งทวั่ถึงครูจงึ ต้องมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะส าหรับการออกไป ดา รงชีวิตในโลก นนั่คอืทกัษะการเรียนรู้(Learning Skill) ที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ เด็กมีความรู้ความสามารถ และทักษะจ าเป็น ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ ซึ่ง วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึง ทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษ ที่21 ดงัน้ี สำระวิชำหลัก (Core Subjects) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาส าคัญของโลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การ ปกครองและหนา้ทพี่ลเมอืง เศรษฐศาสตร์วิทยาศาสตร์ภูมิศาสตร์และประวตัิศาสตร์โดยวชิาแกนหลกัน้ีจะนา มาสู่การ กา หนดเป็นกรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์สา คญัต่อการจดัการเรียนรู้ในเน้ือหาเชิงสหวทิยาการ(Interdisciplinary) หรือหัวขอ้สา หรับศตวรรษที่21โดยการส่งเสริมความเขา้ใจในเน้ือหาวชิาแกนหลกัและสอดแทรกทกัษะแห่งศตวรรษที่21 เขา้ไปในทุกวชิาแกนหลกัอนัไดแ้ก่ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness)ความรู้เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy)ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy)และความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ทักษะด้ำนกำรเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวก าหนดความพร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการท างานที่มีความ ซบัซ้อนมากข้นึในปัจจุบนั ไดแ้ก่ความริเริ่มสร้างสรรคแ์ละนวตักรรม การคิดอยา่งมีวจิารณญาณและการแกป้ ัญหาการ สื่อสารและการร่วมมือ ทักษะด้ำนสำรสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีเนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและ เทคโนโลยีมาก มาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ปฏิบัติงานได้ หลากหลายโดยอาศยัความรู้ในหลายดา้น ดงัน้ีความรู้ดา้นสารสนเทศความรู้เกี่ยวกบัสื่อและความรู้ดา้นเทคโนโลยี ทักษะด้ำนชีวิตและอำชีพ ในกำรด ำรงชีวิตและท ำงำน ในยุคปัจจุบันให้ประสบความส าเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนา ทักษะชีวิตที่ส าคัญ คือความยืดหยนุ่และการปรบัตวัการริเริ่มสร้างสรรคแ์ละเป็นตวัของตวัเอง ทกัษะสังคมและสังคมขา้ม วัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต (Productivity) และความรับผิดชอบเชื่อถือได้ (Accountability) ภาวะ ผู้น าและความรับผิดชอบ (Responsibility) ทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้ 3R x 7Cทักษะการเรียนรู้ 3R คือ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้), และ (A)Rithemetics (คิดเลขเป็น) ส่วนทักษะการเรียนรู้ 7C ประกอบด้วย Critical Thinking and Problem Solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ ทักษะในการแก้ปัญหา) Creativity and Innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม) Crosscultural Understanding (ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์) Collaboration, Teamwork and Leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การท างานเป็นทีม และภาวะผู้น า) Communications, Information, and Media Literacy (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศ และรู้เท่า ทันสื่อ) Computing and ICT Literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) และ Career and Learning Skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)


๑๖๓ กระบวนกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้ที่แท้จริงอยู่ในโลกจริงหรือชีวิตจริง การเรียนวิชาในห้องเรียนยังเป็นการเรียนแบบสมมติ“ดงัน้นัครู เพื่อศิษย์จึงต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์” ได้เรียนในสภาพที่ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายการ เรียนรู้ของศิษยจ์ากเนน้เรียนวิชาเพื่อไดค้วามรู้ให้เลยไปสู่การพฒันาทกัษะที่สา คญัต่อชีวิตในยุคใหม่ย้า วา่การเรียนรู้ยุค ใหม่ ต้องเรียนให้เกิดทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งหน้าที่ของครูเพื่อศิษย์จึงต้องเปลี่ยนจากเน้น “สอน” หรือสั่งสอนไปทา หน้าที่จุดประกายความสนใจใฝ่ รู้ (inspire) แก่ศิษย์ให้ศิษยไ์ดเ้รียนจากการลงมือปฏิบตัิ(learning by doing)และศิษย์งอกงามทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 น้ีจากการลงมอืปฏบิตัิของตนเป็นทมีร่วมกบั เพื่อนนักเรียน เน้นการงอกงามทักษะในการเรียนรู้ และค้นคว้าหาความรู้มากกว่าตัวความรู้ ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนแนว ทางการท างานจากท าโดดเดี่ยว คนเดียว เป็นท างานและเรียนรู้จากการท าหน้าที่ครูเป็นทีม กระบวนการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 มี 3 ลักษณะ คือ 1. กระบวนกำรเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ 2.กระบวนกำรเรียนรู้ผ่ำนกำรสื่อสำรอย่ำงสร้ำงสรรค์ 3. กำรเรียนรู้แบบขั้นบันได(IS) 1.กระบวนกำรเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเป็นแนวคิดหรือความเชื่อที่สนบัสนุนให้คนเราปฏิบตัิสิ่งต่างๆดว้ยตนเอง ตามความสนใจ ตามความถนัดและศักยภาพ ด้วยการศึกษา ค้นคว้า ฝึ กปฏิบัติ ฝึ กทักษะจนถึงการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะ เชื่อว่าหากคนเราไดก้ระทา จะทา ให้เกิดความเชื่อมนั่เป็นแรงจงูใจให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน ผูเ้รียนจะสนุกสนานที่จะสืบคน้หา ความรู้ต่อไป มีความสุขที่จะเรียน มีลกัษณะดงัน้ี 1.1 กำรเรียนรู้ผ่ำนกำรท ำงำน (Work-based Learning)การเรียนรู้แบบน้ีเป็นการจดัการเรียนการ สอนที่ส่งเสริมผูเ้รียนให้เกิดพฒันาการทุกดา้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้เน้ือหาสาระการฝึกปฏบิตัิจริงฝึกฝนทกัษะทางสังคม ทกัษะชีวิต ทกัษะวิชาชีพการพฒันาทกัษะการคิดข้นัสูงโดยสถาบนัการศึกษามกัร่วมมอืกบัแหลง่งานในชุมชน รับผิดชอบ การจดัการเรียนการสอนร่วมกนัต้งัแต่การกา หนดวตัถุประสงค์การกา หนดเน้ือหากิจกรรม และวธิีการประเมิน 1.2 กำรเรียนรู้ผ่ำนโครงงำน (Project-based Learning)การเรียนรู้ด้วยโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา ส ารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยครูเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรู้(teacher)เป็นผู้อ านวยความสะดวก (facilitator) หรือ ผู้ให้ค าแนะน า (guide) ท าหน้าที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนท างานเป็นทีม กระตุ้น แนะน า และให้ค าปรึกษา เพื่อให้โครงการสา เร็จลลุ่วง ประโยชนข์องการเรียนรู้ดว้ยโครงงาน สิ่งทผีู่เ้รียนได้รับจากการเรียนรู้ด้วย PBL จึงมิใช่ตัว ความรู้ (knowledge) หรือวิธีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills) ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ (Life and Career skills) ทักษะด้านข้อมูล ข่าวสาร การสื่อสารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การออกแบบ โครงงานที่ดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือร้นและผู้เรียนจะได้ฝึ กการใช้ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และแก้ปัญหา (critical thinking & problem solving) ทักษะการสื่อสาร (communicating) และทักษะการสร้าง ความร่วมมือ(collaboration)ประโยชน์ที่ได้ส าหรับครูที่นอกจากจะเป็นการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาชีพแล้ว ยังช่วยให้ เกิดการทา งานแบบร่วมมือกบัเพอื่นครูดว้ยกนัรวมท้งัโอกาสที่จะไดส้รา้งสมัพนัธ์ที่ดีกบันกัเรียนด้วย ขั้นตอนที่ส ำคัญในกำรจัดกำรเรียนรู้แบบโครงงำน


๑๖๔ STEP 1 กำรเตรียมควำมพร้อม ครูเตรียมมอบหมายโครงงานโดยระบุในแผนการสอน ในช้นัเรียนครูอาจ ก าหนดขอบเขตของโครงงานอย่างกว้างๆ ให้สอดคล้องกับรายวิชา หรือความถนัดของนักเรียน และเตรียมแหล่งเรียนรู้ ขอ้มูลตวัอยา่ง เพื่อเป็นแนวทางใหน้กัเรียนไดศ้ึกษาคน้ควา้เพิ่มเตมิสามารถใชเ้วบ็ไซต์หรือโปรแกรม moodle ในการ update ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ และการก าหนดนัดหมายต่างๆเกี่ยวกับการด าเนินโครงการได้ STEP 2 กำรคิดและเลือกหัวข้อให้นักเรียนเป็นผู้สร้างทางเลือกในการออกแบบโครงงานเอง เพื่อเปิ ด โอกาสใหรู้้จกัการคน้ควา้และสร้างสรรคค์วามรู้เชิงนวตักรรม ครูอาจใหผู้เ้รียนทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวขอ้งก่อน เพอื่เป็น แนวทางในการเลือกหัวข้อ การท างานเป็นทีม กระตุ้นให้เกิด brain storm จะท าให้เกิดทักษะ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะการสื่อสาร และทักษะการสร้างความร่วมมือ STEP 3 กำรเขียนเค้ำโครงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน เป็นการสร้าง mind map แสดงแนวคิด แผน และข้นัตอนการทา โครงงาน เพื่อใหผู้เ้กี่ยวขอ้งมองเห็นภาระงาน บทบาท และระยะเวลาในการดา เนินงาน ทา ให้ สามารถปฏิบัติโครงงานได้อย่างมปีระสิทธิภาพมากข้นึ STEP 4 กำรปฏิบัติโครงงำน นักเรียนลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ในเค้าโครงของโครงงาน ถ้ามีการวาง เคา้โครงเอาไวแ้ลว้นกัเรียนจะรู้ไดเ้องว่าจะตอ้งทา อะไรในข้นัตอนต่อไป โดยไม่ตอ้งรอถามครูในระหวา่งการดา เนินการ ครูผู้สอนอาจมีการให้ค าปรึกษาอย่างใกล้ชิดหรือร่วมแก้ปัญหาไปพร้อมๆกับนักเรียน STEP 5 กำรน ำเสนอโครงงำน นักเรียนสรุปรายงานผล โดยการเขียนรายงาน หรือการน าเสนอในรูปแบบ อื่นๆเช่น แผ่นพบั โปสเตอร์จดันิทรรศการรายงานหนา้ช้นัส่งงานทางเวบ็ ไซตห์รืออีเมลถา้มกีารประกวดหรือแข่งขนัดว้ย จะท าให้นกัเรียนเกิดความกระตือรือรน้มากข้นึ STEP 6 กำรประเมินผลโครงงำน การประเมินโครงงานควรมีการประเมินผลการเรียนรู้โดยหลากหลาย เช่น นักเรียนประเมินตนเอง ประเมินซึ่งกันและกัน ประเมินจากบุคคลภายนอก การประเมินจะไม่วัดเฉพาะความรู้หรือ ผลงานสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลงานด้วย การประเมินโดยครูหลายคนจะเป็นการสร้าง ปฏิสัมพันธ์และท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูด้วยกันอีกด้วย 1.3 กำรเรียนรู้ผ่ำนกิจกรรม (Activity-based Learning) ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความ รูด้วยตนเอง “Child Centered” การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อให้เกิด การเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ Doing by Learning จึงถูกน ามาใช้อย่างจริงจังในการปฏิรูปการศึกษาของไทย การ เรียนรูช้นิดน้ีเอง ที่มผีูต้้งัฉายาวา่ “สอนแต่น้อย ให้เรียนมากๆ Teach less..Learn More” การเรียนแบบ Learning by Doing น้นั ใช้“กิจกรรม Activity” เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing” ในเน้ือหาทุกข้นัตอนของการเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ดว้ยตนเอง ทกุคนในกลุ่มเป็นผูป้ฏบิตัิคุณครูเป็นพี่เล้ยีงและ เทรนเนอร์ แต่กิจกรรมทนี่า มาใชน้้ีตอ้งมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เน้ือหาน้นัๆ มีจุดมุ่งหมาย สนุกและน่าสนใจไมซ่ ้า ซาก จนกอ่ ให้เกิดความเบอื่หน่าย ดงัน้นัคุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer” มืออาชีพ ที่สามารถ “มองเห็นภาพกิจกรรม” ได้ทันที 1.4 กำรเรียนรู้ผ่ำนกำรแก้ปัญหำ (Problem-based Learning) เป็นรูปแบบการเรียนอีกรูปแบบหนึ่งที่ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และรู้จักการท างานร่วมกันเป็นทีมของผู้เรียน โดยผู้สอนมีส่วนร่วมน้อยแต่ก็ท้าทายผู้สอนมาก ที่สุด กระบวนการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย ขนาดประมาณ 8 -10 คน โดยมีครูหรือผู้สอน ประจ ากลุ่ม 1 คน ท าหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการการเรียนรู้ (facilitator) ประกอบดว้ยข้นัตอนต่างๆ ดงัน้ี 1. เมื่อผูเ้รียนไดร้ับโจทยป์ ัญหาผูเ้รียนจะทา ความเขา้ใจหรือทา ความกระจา่งในคาศพัทท์ ี่อยูใ่นโจทยป์ ัญหาน้นั เพื่อให้เข้าใจตรงกัน 2. การจับประเด็นข้อมูลที่ส าคัญหรือระบุปัญหาในโจทย์


๑๖๕ 3.ระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหาอภิปรายหาคา อธิบายแต่ละประเด็นปัญหาว่าเป็นอยา่งไรเกิดข้ึนไดอ้ยา่งไร ความเป็นมาอยา่งไรโดยอาศยัพ้ืนความรู้เดิมเท่าทผีู่เ้รียนมอียู่ 4. ต้งัสมมติฐานเพอื่หาตอบปัญหาประเด็นต่างๆ พร้อมจดัลา ดบัความสา คญัของสมมตฐิานที่เป็นไปไดอ้ยา่งมี เหตุผล 5.จากสมมตฐิานที่ต้งัข้ึน ผูเ้รียนจะประเมนิว่าเขามีความรู้เรื่องอะไรบา้ง มีเรื่องอะไรที่ยงัไม่รู้หรือขาดความรู้ และความรู้อะไรจา เป็นทจี่ะตอ้งใชเ้พื่อพิสูจน์สมมติฐาน ซ่ึงเชื่อมโยงกบัโจทยป์ ัญหาที่ได้ข้นัตอนน้ีกลุ่มจะกา หนดประเดน็ การเรียนรู้ (learning issue) หรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (learning objective) เพื่อจะไปค้นคว้าหาข้อมูล ต่อไป 6.คน้ควา้หาขอ้มูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่างๆ เช่น หนังสือต ารา วารสาร สื่อการเรียน สอนต่างๆ การศึกษาในห้องปฏิบตัิการคอมพิวเตอร์ชว่ยสอน อนิเทอร์เน็ต หรือปรึกษาอาจารยผ์ูเ้ชี่ยวชาญในเน้ือหาสาขา เฉพาะ พรอ้มท้งัประเมินความถูกตอ้ง 7. น าข้อมูลหรือความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐานและประยุกต์ให้เหมาะสมกับโจทย์ปัญหา พร้อมสรุปเป็นแนวคิดหรือหลกัการทวั่ ไป ข้นัตอนที่1-5เป็นข้นัตอนภายในกระบวนการกลมุ่ ในหอ้งเรียน ข้นัตอนที่6เป็นกิจกรรมของผูเ้รียนรายบุคคล นอกห้องเรียน และข้นัตอนที่7เป็นกิจกรรมทกี่ลบัมาในกระบวนกลมุ่อีกคร้ัง 1.5 กำรเรียนรู้ผ่ำนกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์หรือวิธีวิจัย (Research-based Learning)การ เรียนรู้ที่เน้นการวิจัยถือได้ว่าเป็นหัวใจของบัณฑิตศึกษา เพราะเป็นการเรียนที่เน้นการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยตรง เป็นการพัฒนากระบวนการแสวงหาความรู้ และการทดสอบความสามารถทางการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน ซึ่ง สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ และทัศนีย์ บุญเติม (2540) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐานไว้ 4 รูปแบบ ดงัน้ี 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย คือการให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติท าวิจัยในระดับต่างๆ เช่น การท าการ ทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การศึกษารายกรณี (Case Study) การท าโครงงาน การท าวิจัยเอกสาร การท า วิจยัฉบบัจิ๋ว(Baby Research) การท าวิทยานิพนธ์ เป็นต้น 2. การสอนโดยให้ผู้เรียนร่วมท าโครงการวิจัยกับอาจารย์หรือเป็นผู้ช่วยในโครงการวิจัย (Under Study Concept) ในกรณีน้ีผูส้อนตอ้งเตรียมโครงการวิจยัไวร้องรบัเพื่อใหผู้เ้รียนมีโอกาสไดท้า วิจยัเช่น ร่วมเก็บรวบรวม ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตามวิธีน้ีจะมีขอ้เสียทผีู่เ้รียนไม่ไดเ้รียนรู้กระบวนการทา วิจยัครบถว้นทุกข้นัตอน 3.การสอนโดยให้ผูเ้รียนศึกษางานวิจยัเพื่อเรียนรูอ้งคค์วามรู้หลกัการและทฤษฎีที่ใชใ้นการวิจยัเรื่องน้นัๆ วิธีการต้งัโจทยป์ ัญหาวธิีการแกป้ ัญหาผลการวิจยัและการนา ผลการวิจยัไปใชแ้ละศึกษาต่อไป ทา ใหผู้เ้รียนเขา้ใจ กระบวนการทา วิจยัมากข้ึน 4. การสอนโดยใช้ผลการวิจัยประกอบการสอน เป็นการให้ผู้เรียนได้รับรู้ว่า ทฤษฎีข้อความรู้ใหม่ๆ ในศาสตร์ ของตนในปัจจุบนัเป็นอยา่งไร นอกจากน้ียงัเป็นการสร้างศรัทธาต่อผูส้อนรวมท้งัทา ใหผู้ส้อนไม่เกิดความเบื่อหน่ายที่ตอ้ง สอนเน้ือหาเดิมๆ ทุกปี 2.กระบวนกำรเรียนรู้ผ่ำนกำรสื่อสำรอย่ำงสร้ำงสรรค์ เพราะการสื่อสารเป็นกระบวนการส่งหรือถ่ายทอดเรื่องราว ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้เหตุการณ์ต่าง ๆ จากผู้สอนยังไปผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย ดงัน้ี 2.1 การฝึกทักษะในการฟังอย่างลึกซ้ึง(Deep Listening) โดยใช้เท คนิ ค สุ น ท รี ยส น ท น า (Dialogue) เป็นการฝึกทกัษะการฟังอยา่งลึกซ้ึงทา ให้รู้จกัตนเองมากข้ึน ฝึกการเป็นผูฟ้ ังที่ดีฟังผูอ้ื่นพูดอยา่งต้งัใจ ฟัง ให้มาก พูดให้นอ้ยลงไม่พูดแทรกขณะอีกฝ่ายกา ลงัพูด ทา ให้ฟังและไดย้ินมากข้ึน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนา มา ปรับใช้ในการท างานหรือการด ารงชีวิตได้เป็นอย่างดี


๑๖๖ 2.2 การฝึกทักษะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค Communities of Practice หรือ CoP ซึ่ง เป็นการดึงความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลออกมา เพื่อแลกเปลี่ยนและท าให้เกิดการเรียนรู้ 2.3 การฝึ กทักษะการท างานเป็นทีม, เรียนรู้แบบกลุ่ม ปฏิบัติงานกลุ่ม เป็นวิธีสอนที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทา งานร่วมกันเป็ นกลุ่ม ร่วมมือกันศึกษาค้นคว้าหาวิธีการแก้ปัญหาหรือปฏิบัติกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด หรือ ความสนใจ เป็นการฝึ กให้นักเรียนทางานร่วมกันตามวิธีแห่งประชาธิปไตย 2.4 การฝึ กทักษะการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร ใช้เทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสารสนเทศ ใช้เครื่องมือสื่อสาร เชื่อมโยงเครือข่าย (คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นมีเดีย ฯลฯ) และ social network อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อเข้าถึง (access) จัดการ (manage)ผสมผสาน (integrate) ประเมิน (evaluate) และสร้าง (create) สารสนเทศ เพื่อท าหน้าที่ในเศรษฐกิจฐานความรู้ปฏิบัติตามคุณธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 3. กำรเรียนรู้แบบขั้นบันได(IS) กระบวนการจดัการเรียนรู้เพื่อพฒันาผูเ้รียนให้บรรลุผลตามที่คาดหวงัน้ัน มี มากมายหลายวิธีกระบวนการจดัการเรียนรู้แบบบนั ได 5ข้ันก็เป็นอีกวิธีหน่ึงที่น่าสนใจ ที่ครูสามารถนา ไปปรับใช้ใน กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามบริบทและธรรมชาติของวิชา โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ มี ข้นัตอนดงัน้ี ข้นั L1 การต้ังประเด็นคา ถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) เป็ นการฝึ กให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ต้งัขอ้ สงสัย ต้งัคา ถามอยา่งมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ข้นั L2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) เป็นการฝึ กแสวงหา ความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ตหรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็น ต้น ข้นั L3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) เป็ นการฝึ กน าความรู้และสารสนเทศหรือ ข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้ ข้นั L4 การสื่อสารและการน าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) เป็ นการ ฝึ กให้ความรู้ที่ได้มาน าเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ ข้นั L5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) เป็ นการน าความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่ง ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะน าองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างสร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ ครูต้องยึดความสมดุลจึงจะส่งผลให้การจัดการเรียนรู้สาหรับนักเรียนเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป้าหมายการเรียนในศตวรรษที่ 21 คือการปูพ้ืนฐาน ความรู้และทกัษะสาหรับการมีชีวิตที่ ดีในภายหนา้ลกัษณะของการเรียนรู้จึงเป็นสมดุลระหว่างคุณลกัษณะในตารางฝั่งซ้ายและขวา 15 ประการ ดงัน้ี ขึ้นกับครู/ครูเป็นตัวตั้ง(Teacher-directed) เด็กเป็นหลัก (Leaner-centered) สอน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ ทักษะ เนื้อหา กระบวนการ ทักษะพื้นฐาน ทักษะประยุกต์ ข้อความจริงและหลักการ คาถามและปัญหา ทฤษฎี ปฏิบัติ หลักสูตร โครงการ ช่วงเวลา ความต้องการ


๑๖๗ เหมือนกันทั้งห้อง (One-size-fits-all) เหมาะสมรายบุคคล (Personalized) แข่งขัน ร่วมมือ ห้องเรียน ชุมชนทั่วโลก ขึ้นกับครู/ครูเป็นตัวตั้ง(Teacher-directed) เด็กเป็นหลัก (Leaner-centered) ตามตำรา ใช้เว็บ สอบความรู้ ทดสอบการเรียนรู้ เรียนเพื่อโรงเรียน เรียนเพื่อชีวิต จากตารางขา้งตน้ครูตอ้งใชท้ ้งัแนวทางฝั่งขวาและฝั่งซ้ายอยา่งสมดุลคือ ตอ้งยึดถือแนวทาง both-and (ไม่ใช่ either - or) ซ่ึงเป็นแนวทางของระบบที่ซับซ้อนและปรับตวัยิ่งนับวนัสมดุลน้ีจะให้น้าหนักซีกขวามากข้ึนเรื่อย ๆ เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปสมองเด็กก็เปลี่ยนด้วย สาหรับพลังการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้แก่งานที่เน้นความรู้ เครื่องมือดิจิตัล วิถีชีวิต ผลการวิจัยด้านการเรียนรู้ และความต้องการทักษะในการด ารงชีวิตสมยัใหม่ไดแ้ก่การแกป้ ัญหา ความสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรม การสื่อสาร การร่วมมือความยืดหยุ่น และอื่น ๆ พลังเหล่าน้ีเรียกร้องให้การเรียนรู้ใน โรงเรียนตอ้งให้นา้หนกัซีกขวามากข้นึเรื่อย ๆ ดงัน้นัครูตอ้งเรียนรู้ทดลองวิธีปฏิบตัิหน้าที่อยู่ตลอดเวลา โดยครูกับครูจะต้อง มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมกันเป็ นชุมชนการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ เพื่อที่ครูจะได้ไม่เดียวดาย มีเพื่อนร่วมทาง ร่วม อุดมการณ์ร่วมเรียนรู้และบากบนั่ จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้แบบใฝ่ รู้กับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีแนวคิดและลักษณะของการจัดการเรียนรู้ คลา้ยกนันั่นคือ ตอ้งมีความสัมพนัธ์มีข้นัตอนและกระบวนการที่เป็นลา ดบัที่ผูเ้รียนสามารถมีส่วนร่วมกบัการเรียนการ สอนได้ เช่น การก าหนดปัญหาที่ผู้เรียนสนใจ การท ากิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์และสามารถบูรณาการกับ รายวิชาอื่น ๆ ไดด้ ้วยตนเองและการสอนที่ถือว่ามีประสิทธิภาพ น้ัน ครูตอ้งมีคุณสมบตัิมากกว่าการเป็นผูท้ี่ทา หนา้ที่สอน (Instructor) ครูตอ้งมีลกัษณะของผูท้ี่สามารถช้ีแนะการเรียนรู้(Learning Coaching) และสามารถท าหน้าที่ เป็ นผู้น านักเรียนท่องเที่ยวไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ได้ (Learning Travel Agent) ซึ่ งบทบาทของครูจากยุค สมยัก่อนจา เป็นตอ้งมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อก้าวสู่ยุคแห่งศตวรรษที่21 เนื่องจากครูในโลกยุคใหม่ต้องมีความรอบรู้มากกว่า การเป็นผูดู้แลรายวิชาที่สอนเท่าน้ัน แต่ครูมีบทบาทของการเพิ่มพูนความรู้แก่นักเรียน เสริมสร้างทกัษะที่จา เป็นต่อการ ประกอบอาชีพรวมท้งัไอซีทีไดเ้ขา้มามบีทบาททางการศึกษาและเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตประจา วนัของคนทวั่โลกไอซีทีใน ปัจจุบนัจึงไม่ใช่เป็นเพียงแหล่งขอ้มูลข่าวสารเท่าน้ัน ครูจึงตองคิดว่าจะบูรณาการการจัดการเรียนรู้ให้เข้ากับไอซีทีได้ ้ อย่างไร ซึ่งคุณลักษณะของครูในยุคศตวรรษที่ 21 หรือเรียกว่า e-Teacher จะประกอบด้วย 9 คุณลักษณะที่ครูพึง ปฏิบตัิมีดงัน้ี 1. Experience คือ มีประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ ใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น Internet , e-Mail การ ใช้ CD 2. Extended คือ มีทักษะการค้นหาความรู้ได้ตลอดเวลา เพราะ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต สามารถใช้ได้ตลอด 24 ชวั่โมง ที่ไหนก็ได้ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการหาความรู้ด้วยเทคโนโลยี 3. Expanded คือการขยายผลของความรู้น้ันสู่นกัเรียน ประชาชนทวั่ ไป และชุมชน สามารถถ่ายทอดความรู้ ลง CD , VDO โทรทัศน์หรือบน Web เพื่อให้เกิดหารเพิ่มความรู้ที่เป็นประโยชน์ของบุคลากรโดยรวม 4. Exploration คือ สามารถเลือกเน้ือหาที่ทันสมยัเอกสารอา้งอิงคน้ควา้ท้งัสาระและบนเทิง เพื่อให้เกิด ั ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อน ามาออกแบบการเรียนการสอน 5. Evaluation คือ เป็นนักประเมินที่ดี สามารถใช้เทคโนโลยีในการประเมินผล 6. End-User คือ เป็ น ผู้ใช้ป ล ายท างที่ ดี เช่น สาม ารถ Browse ไป Web Site ที่ มีคุณ ค่าบ น อินเทอร์เน็ตและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างหลากหลาย


๑๖๘ 7. Enabler คือ สามารถใชเ้ทคโนโลยีสร้างบทเรียนและเน้ือหาเพิ่มเติมมาใชใ้นการประกอบการเรียนการสอน สามารถใช้ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์มาสร้างบทเรียน อย่างน้อยที่สุดก็สามารถสร้างการน าเสนอเน้ือหาด้วย Power Point เป็ นการจูงใจให้นักเรียนสนใจในการเรียนมากข้ึน หรือการใช้Authoring tool ต่างๆ มาสร้างบทเรียนใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ 8. Engagement คือ ครูที่ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนความเห็น หาแนวร่วม เพื่อให้เกิดชุมชน เช่น การคุยกันบน Web ท าให้มีความคิดใหม่ๆ มีข้อเสนอแนะ เกิดชุมชนครูบน Web 9. Efficient and Effective คือ ครูที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีได้อย่าง คล่องแคล่ว เป็นผู้ผลิต ผู้กระจาย และผู้ใช้ความรู้ การศึกษาที่ดีส าหรับคนยุคใหม่และมีคุณภาพ จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ของศิษยไ์ ปอย่างสิ้นเชิง และ บทบาทของครูอาจารย์ก็ต้องเปลี่ยนไปอยา่งสิ้นเชิงครูที่รักศิษย์เอาใจใส่ศิษย์แต่ยงัใช้วิธีสอนแบบเดิม ๆ จะไม่ใช่ครูที่ทา ประโยชน์แก่ศิษยอ์ยา่งแทจ้ริงกล่าวคือครูที่มีใจแก่ศิษยย์งัไม่พอครูเพื่อศิษยต์อ้งเปลี่ยนจุดสนใจหรือจุดเน้นจากการสอน ไปเป็นเนน้ที่การเรียน (ท้งัของศิษย์และของตนเอง) ตอ้งเรียนรู้และปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้ที่ตนจดัให้แก่ศิษยด์ว้ยครู เพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจาก“ครูสอน”(Teacher) ไปเป็ น “ครูฝึ ก” (Coach) หรือ “ผู้อานวยความ สะดวกในการเรียนรู้” (Learning Facilitator) และต้องเรียนรู้ทักษะในการท าหน้าที่น้ีโดยรวมตวักนัเป็นกลุ่ม เพื่อเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องที่เรียกว่า PLC (Professional Learning Community)


๑๖๙ คณะผู้จัดท ำ กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำต่ำงประเทศ นางสมส่วน วรรธนะชีพ ครูคศ.๓ โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีกิตติวรรณนุสรณ์ นางเบ็ญจา ธนประสิทธิ์ พัฒนา ครูคศ.๔ โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีกิตติวรรณนุสรณ์ นางสาวปิ ยะวรรณ สุตะพันธ์ ครูคศ.๑ โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีกิตติวรรณนุสรณ์ นางสาวชฎาพร บินมิตตอร์ ครู โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีกิตติวรรณนุสรณ์ นางสาวอริสา พรหมเปี่ ยม ครู โรงเรียนเทศบาล ๑ ศรีกิตติวรรณนุสรณ์


๑๗๐


Click to View FlipBook Version