การพฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เรื่อง คำส่งั ภาษา Python
สำหรับนกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นมธั ยมวดั สทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร
กัมพล ตง้ั พิทักษเ์ สมอ
งานวจิ ัยฉบับนเี้ ป็นส่วนหน่ึงของการศกึ ษาตามหลกั สตู รปรญิ ญาศกึ ษาศาสตรบณั ฑิต
สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวตั กรรมการศกึ ษาและคอมพวิ เตอรศ์ ึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี
ปกี ารศกึ ษา 2563
การพฒั นาบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง คำสงั่ ภาษา python
สำหรบั นกั เรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนมัธยมวดั สทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร
กมั พล ตงั้ พทิ กั ษ์เสมอ
งานวิจยั ฉบับนี้เป็นสว่ นหน่งึ ของการศึกษาตามหลกั สตู รปรญิ ญาศึกษาศาสตรบณั ฑติ
สาขาวิชาเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมการศกึ ษาและคอมพวิ เตอร์ศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั กรุงเทพธนบุรี
ปกี ารศกึ ษา 2563
การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เร่ืองคำสั่งภาษา Python สำหรบั นกั เรียน
ระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรยี นมธั ยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร
นายกัมพล ตั้งพิทักษ์เสมอ
คณะศึกษาศาสตร์
อาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการสอบได้พิจารณาการสอบงานวิจัยฉบับน้ีแลว้ เห็นสมควร
รับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยี
และนวัตกรรมการศึกษาและคอมพวิ เตอรศ์ ึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี
กรรมการสอบงานวจิ ัย
.....................................................................ประธานกรรมการ
(อาจารย์ ดร.โสพฒั น์ โสภาภิมขุ )
.....................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา
(อาจารย์อชิตพล มีม้ยุ )
.....................................................................กรรมการสอบ
(อาจารย์ ดร.ลัดดาวัลย์ คงสมบรู ณ)์
.....................................................................กรรมการสอบ
(อาจารยว์ ิศกรณ์ โสภาภมิ ขุ )
สาขาวชิ าเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและคอมพวิ เตอร์ศึกษาอนุมัติให้งานวิจัยฉบับน้ี
เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมการศึกษาและคอมพวิ เตอร์ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยกรงุ เทพธนบรุ ี
.....................................................................
(อาจารย์อชิตพล มีมุ้ย)
หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและคอมพวิ เตอรศ์ กึ ษา
วันที.่ ........เดอื น.............................พ.ศ......................
(4)
ชือ่ เรอื่ ง การพฒั นาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เรอ่ื ง คำสัง่ ภาษา
Python สำหรบั นกั เรยี นระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6
ผวู้ จิ ัย โรงเรียนมัธยมวดั สุทธาราม กรงุ เทพมหานคร
รหสั ประจำตวั นายกมั พล ตั้งพทิ กั ษเ์ สมอ
อาจารย์ทป่ี รึกษา 5950220028
ชื่อปรญิ ญา อาจารย์อชิตพล มีม้ยุ
สาขาวชิ า ศกึ ษาศาสตรบัณฑิต
ปกี ารศึกษา เทคโนโลยแี ละนวตั กรรมการศกึ ษาและคอมพิวเตอรศ์ ึกษา
โรงเรียนทป่ี ฏิบัตกิ ารสอน 2563
โรงเรยี นมธั ยมวัดสทุ ธาราม
บทคัดยอ่
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา
Python สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร
ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ 2) เปรียบเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรียน และคะแนนทดสอบหลังเรียน
เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม
กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน 35 คน โดยวิธีการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
แบบประเมินคุณภาพบทเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง คำสั่งภาษา
Python สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการ
ทดสอบคา่ ที (t-test) วิเคราะหข์ อ้ มลู ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ผลการวิจัยพบว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำส่ังภาษา Python สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กรุงเทพมหานคร มีคุณภาพตามเกณฑ์ที่ได้จากการประเมิน
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา อยู่ในระดับดมี าก เท่ากับ 4.67 และมีคุณภาพด้านการออกแบบบทเรยี น
อยู่ในระดับดี เท่ากับ 4.16 2) คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
โรงเรยี นมัธยมวัดสุทธาราม กรงุ เทพมหานคร จากการเรียนรดู้ ว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
คำสง่ั ภาษา Python สูงกว่าคะแนนทดสอบกอ่ นเรียน อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
(5)
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้โดยได้ความอนุเคราะหอ์ ยา่ งยิ่งจาก อาจารย์อชิตพล มีมุ้ย อาจารย์
ที่ปรึกษา คุณครูธัญญารัตน์ มวลชัยภูมิ ครูพี่เลี้ยง และคณาจารย์จากสาขาวิชาเทคโนโลยีและ
นวัตกรรมการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบรุ ี ทุกท่าน
ทีก่ รณุ าให้คำปรึกษา คำแนะนำตลอดจนปรับปรงุ แกไ้ ขให้งานวิจยั ฉบับน้ีสำเร็จด้วยดี ผู้วิจัยขอกราบ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสงู ไว้ ณ โอกาสน้ดี ว้ ย
ขอกราบขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่ได้กรุณาเป็นที่ปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ และ
ตรวจสอบ แกไ้ ขข้อบกพร่องต่าง ๆ ตลอดจนเครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการทำวิจัยจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ท้ายที่สุดขอกราบขอบพระคุณทกุ ท่านที่เป็นกำลังใจให้ความช่วยเหลือผู้วิจัยด้วยดีตลอดมา
กราบขอบพระคุณ บิดา มารดาญาติพี่น้อง ซึ่งเป็นที่รักและเคารพยิ่งที่เป็นกำลังใจและเป็นแรง
บญั ดาลใจท่สี นบั สนุนใหผ้ ูว้ จิ ยั ประสบความสำเร็จ
กัมพล ตง้ั พิทักษเ์ สมอ
ผวู้ ิจัย
(6)
สารบญั
บทคดั ยอ่ หนา้
กติ ตกิ รรมประกาศ (4)
สารบญั (5)
(6)
บทท่ี 1
1 บทนำ 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา 3
วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 4
ขอบเขตของการวิจัย 4
ตัวแปรทใ่ี ช้ในการวจิ ัย 5
สมมตฐิ านการวจิ ัย 5
ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ 5
นิยามศัพท์เฉพาะ 6
กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
2 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง 7
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 7
ทฤษฎกี ารสร้างบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน 18
หลกั การวัดและประเมินผลบทเรียน 22
การหาคุณภาพของบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน 25
เอกสารที่เกยี่ วขอ้ งกับผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน 27
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ ใหม่ 2560) 29
คำส่ังภาษา Python 32
งานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 35
(7)
สารบัญ (ต่อ)
บทที่ หนา้
3 วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั 38
38
แบบแผนการวิจัย 38
ประชากร/กลุ่มตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการวิจัย 38
เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ัย 39
การสร้างและพฒั นาเครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย 43
การดำเนินการวิจยั /การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 45
การวเิ คราะห์ข้อมลู 45
สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 46
4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 46
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 52
5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 52
สรปุ ผลการวจิ ัย 52
อภิปรายผล 54
ข้อเสนอแนะ 55
บรรณานกุ รม 58
ภาคผนวก 59
ก รายนามผู้เช่ยี วชาญ 61
ข แบบประเมินคณุ ภาพบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
ค แบบทดสอบ และผลการวิเคราะหแ์ บบทดสอบโดยการหาค่าความยากง่าย (p) 69
และอำนาจจำแนก (r) 74
ง ตัวอยา่ งเค้าโครงสตอรบี่ อรด์ และบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
ประมวลภาพการดำเนินการวิจัยและการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ของนกั เรียน 82
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ทีใ่ ช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เรอื่ ง คำสงั่ ภาษา Python
จ สำหรับนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนมธั ยมวดั สุทธาราม กรุงเทพมหานคร
ประวัติผวู้ ิจัย
(8)
สารบัญตาราง
ตาราง หน้า
1 ตารางแสดงมาตราฐานการเรียนร้แู ละตัวชี้วดั ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6 30
2 ตารางแสดงโครงสร้างรายวชิ าการเขยี นโปรแกรมภาษา Python 31
3 ผลการหาคณุ ภาพบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เรอื่ ง คำส่งั ภาษา Python
สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาป่ที ่ี 6 โรงเรยี นมธั ยมวดั สทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร 47
ของผ้เู ชี่ยวชาญด้านเน้ือหา
4 ผลการหาคณุ ภาพบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรื่อง คำสงั่ ภาษา Python 49
สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาป่ที ี่ 6 โรงเรยี นมธั ยมวดั สุทธาราม กรงุ เทพมหานคร
ของผเู้ ช่ยี วชาญด้านการออกแบบบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน 51
5 ผลการเปรยี บเทียบคะแนนกอ่ นเรยี นและผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หลังเรยี น
ดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เรอื่ ง คำสง่ั ภาษา Python สำหรบั นกั เรยี นชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนมธั ยมวัดสทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร
(9) หนา้
6
สารบญั ภาพ 11
12
ภาพท่ี 13
1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 19
2 บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนแบบเสน้ ตรง 20
3 บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนแบบสาขา 21
4 บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนแบบสาขาแบบชนิดเลอื กเรยี นรู้ 40
5 ระดับพุทธพิ สิ ยั 42
6 ระดับจิตพสิ ัย 43
7 ระดบั ทกั ษะพสิ ยั 44
8 การสร้างแบบประเมนิ คุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
9 การสร้างบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
10 แลดงข้นั ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ
11 แสดงการดำเนนิ การทดลองและเกบ็ รวบรวมข้อมลู
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้มีการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง คือระหว่าง พ.ศ.
2552-2561 โดยมุง่ ใหผ้ เู้ รยี นได้รบั การพัฒนาความสามารถทกั ษะและคณุ ลกั ษณะของผเู้ รียนซึ่งทักษะ
ชีวิตเป็นจุดเน้นด้านความสามารถ และทักษะที่เด็ก และเยาวชนจำเป็นต้องได้รับการพัฒนา และ
เสริมสร้างทักษะชีวิตอย่างรอบด้านเป็นภมู ิคุ้มกันพื้นฐาน ที่จะช่วยใหผ้ ู้เรียนสามารถเผชิญกับปญี หา
และ ความท้าทาย ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับวัฒนธรรมและสังคม ตามที่
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ไดก้ ำหนดให้สมรรถนะสำคญั ชองผู้เรียน
เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวติ ที่ดีและมีขีดความ สามารถใน
การแช่งชันในเวทรี ะดับโลก นอกเหนอื จากคุณภาพผ้เู รียนตามมาตรฐานและตัวชีว้ ัดและ คุณลักษณะ
อันพงึ ประสงคแ์ ลว้ น้นั การประเมิน สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนจงึ เป็นกลไกสำคญั อัน หนึ่งท่ีสะท้อน
ให้เห็นถึงความสำเร็จในการจัดการ ศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช
2551 โดยในหลักสูตรฯได้กำหนด สมรรถนะสำคัญที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนไว้ 5 สมรรถนะได้แก่
ความสามารถในการสือ่ สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปญหา ความสามารถใน
การใช้ทักษะชีวิต และความ สามารถในการใช้เทคโนโลยี(สำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน, 2557: 1)
สมรรถนะสำคัญที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนไว้ 5 สมรรถนะ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร
ความ สามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปญั หา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ และความ
สามารถในการใช้เทคโนโลยี(สำนักทดสอบทางการ ศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน, 2557) การที่ผู้เรียนจะสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ในการทำงานต่าง ๆ ได้นั้น ผู้เรียน
จะต้องรู้จักว่า คอมพิวเตอร์คืออะไร ทำงานได้อย่างไร และจะค้นหาความรู้ได้อย่างไร (เนลสัน
ครสิ เตน, 2546) การปลูกฝงั ความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกบั เรือ่ ง คอมพวิ เตอรเ์ บอ้ื งตน้ ให้กับนักเรียนใน
ระดับชั้นมัธยมศึกษา จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะทำให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่จะเป็น
อนาคตของชาติต่อไป มีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพวิ เตอร์ได้อย่างถกู ต้อง และไม่ใช้ไป
ในทางที่ผิด กระทรวงศึกษาธิการได้เลง็ เหน็ ความสำคญั ของการใชง้ านคอมพิวเตอร์ จึงไดก้ ำหนดแนว
ทางการปรับปรุงหลักสูตรที่เกีย่ วข้องกับคอมพิวเตอร์โดยจัดไว้เป็นวิชาหนึง่ ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้
การงานอาชพี และเทคโนโลยี (กรมวชิ าการ, 2555: 4)
2
การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยสื่อที่ทันสมัยและเหมาะสมกับความต้องการ
ของผู้เรียน เน้นการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนรู้จักแก้ปัญหาเป็นและสื่อที่สอนต้องสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ ถนอมพร เลาหจรัสแสง กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอนใน ปัจจุบันที่มี
ความน่าสนใจคือการใชเ้ ทคโนโลยีที่ทนั สมัย ปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อการเรยี น
การสอนที่สามารถนำมาใชป้ ระโยชน์ในการจดั การเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
นั้นสามารถที่จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนและสนุกสนาน ไปกับการเรียนตาม
แนวคิดในการเรียนรู้ในปจั จุบันซ่ึงหมายถงึ การเรียนรเู้ ปน็ เร่ืองสนกุ (ถนอมพร เลาหจรัส, 2555)
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในด้านการเรียนการสอน ถือเป็นสื่อการสอนที่ดี เพราะสามารถทำ
ในส่งิ ทส่ี ่ือชนิดอื่นไม่สามารถทำได้ เชน่ การตัดสนิ ใจในการเสนอเนอื้ หาใหม่หรอื ให้ศึกษาเน้ือหาเดิม
การแก้ปัญหาระหว่างครูกับนักเรียน สามารถกระทำได้เพราะเป็นการเรียนการสอนแบบรายบุคคล
สามารถโต้ตอบหรือปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างคอมพิวเตอร์และผู้เรยี นมีอิสระในการเรยี นไม่ตอ้ งนดั แนะกบั
เพื่อนร่วมชั้นหรือกับครูผู้สอน ความแปลกใหม่ของคอมพิวเตอร์ทำให้นักเรียนเลือกบทเรียนและ
วิธีการเรียนได้หลายแบบ โดยการให้ผลย้อนกลับทันทีในรูปของคำอธิบาย สีสัน ภาพ และเสียง
เป็นตน้ การควบคมุ ผลสัมฤทธ์ิในการเรียน กระทำไดง้ า่ ยดว้ ยการทำให้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
มีการบันทึกการตอบคำถามและการทำงานของผู้เรียนเอาไว้ด้วยแล้ว ผู้สอน สามารถตรวจสอบ
คุณภาพของบทเรียน ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ของการเรียนได้อย่างละเอียด ในด้านการจัดทำบทเรียนก็
ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาได้หากมีการปรับปรุงเนื้อหาบทเรียนสามารถกระทำ ได้อย่างรวดเร็ว
ระบบคอมพิวเตอร์จึงเปน็ สื่อสนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสทิ ธภิ าพ โดยใช้ทรัพยากร
นอ้ ยทส่ี ดุ ในสถานการณ์และเนื้อหาวิชาท่มี คี วามยาวเหมาะสมกบั วฒุ ภิ าวะของการรบั รู้ของผู้เรียนให้มี
ส่วนร่วมกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น ผู้เรียนได้ทราบผลแห่งการทำกิจกรรมทันที และผู้เรียนได้รับ
ประสบการณแ์ ห่งความสำเร็จในการเรยี น
บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เปน็ สือ่ การเรียนการสอน ทางคอมพวิ เตอรร์ ปู แบบหนง่ึ ซึ่งใช้
ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ
กราฟ วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะท่ี
ใกล้เคียงกบั การสอนจริงในห้องเรยี นมากที่สุดโดยมเี ป้าหมายที่สำคัญก็คอื สามารถดึงดูดความสนใจ
ของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น ตัวอย่างที่ดีของ
ส่อื การศกึ ษาในลกั ษณะตวั ตอ่ ตวั ซ่ึงผ้เู รียนเกดิ การเรยี นรจู้ ากการมปี ฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อม
ทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่สามารถตอบสนองความ แตกต่าง
ระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้
ตลอดเวลา นอกจากนี้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังส่งเสริมผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วย
ตัวเองได้โดยไม่จำกัดเวลาโดยไม่ต้องรอครูหรือเข้าชั้นเรียน หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้
3
บทเรียนใดเข้าใจแล้ว สามารถผ่านไปเรียนบทอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้น ๆ จบก่อน (สุปรีชา
สอนสาระ, 2558: 13)
จากการที่ได้ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา โดยรับมอบหมายให้ปฏิบัติการสอนในรายวิชา
การเขยี นโปรแกรมภาษา Python ในเร่อื งของคำสังภาษา Python ไดพ้ บปญั หา คือนกั เรียนมีความรู้
ความเข้าใจไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องคำสั่งภาษา python ไม่ผ่านเกณฑ์
ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ จึงได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนขึ้น ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้
ด้วยตนเองผ่านบทรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ได้ เมื่อนักเรียน เรียนเนื้อหาในชั้นเรียนเรียบร้อย
แล้วแต่อาจจะยังเข้าใจเนื้อหายังไม่หมด นักเรียนจึงต้องใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการ
ทบทวนบทเรียน ในการเรียนรู้เน้ือหาเพมิ่ เตมิ จากในชนั้ เรยี น
ผลเนื่องมาจากการใช้สื่อที่ไม่น่าสนใจ ทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย แล้วหันไปทำ
กิจกรรมอย่างอื่น ทำให้ความรู้ความเข้าใจในคำสั่งในภาษา Python ไม่เท่าที่ควร นอกจากนี้ในการ
เรียนภาษา Python มีทั้งการเรียนทฤษฎี ส่งผลให้กิจกรรมในการเรียนใช้เวลาค่อยข้างนาน ทำให้
เวลาเรียนท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสูตรสถานศึกษาไม่เพียงพอในการใหน้ ักเรยี นไดท้ บทวนคำสง่ั ทไี่ ด้เรียนมา
จากปัญหาที่พบผู้จัดทำ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาสื่อให้น่าสนใจมากขึ้น และทำให้นักเรียนสนใจใน
บทเรียนมากขึ้น เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักเรียน
จะได้ทบทวนบทเรียน เรียนเนื้อหาเพิ่มเติม เข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น แบะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนสงู ขนึ้
ดังนั้นผู้จัดทำจึงสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python
วิชา การเขียนโปรแกรมภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยม
วัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร เพื่อนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นแนวทางในการประกอบ
การเรยี นการสอนในเรอ่ื งอ่นื ๆ ในรายวิชาทเี่ กย่ี วกบั ภาษา Python
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียน
ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร ให้มคี ุณภาพตามเกณฑ์
2. เพ่ือเปรยี บเทียบคะแนนทดสอบก่อนเรยี น และคะแนนทดสอบหลงั เรยี น เรอ่ื ง คำส่ังภาษา
Python สำหรับนักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมธั ยมวดั สทุ ธาราม กรุงเทพมหานคร
4
ขอบเขตของการวิจยั
ขอบเขตด้านเน้ือหา
การวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อใช้เป็นสื่อเสริม
การเรียนรู้เรอ่ื งคำส่งั ภาษา Python วชิ า การเขียนโปรแกรมภาษา Python สำหรบั นกั เรียนระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร เนื้อหาที่ใช้ในการสร้างบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนครั้งนี้ใช้รูปแบบการบรรยาย แบบโดยทดสอบ เกี่ยวกับคำสั่งต่าง ๆ ในภาษา
Python
ขอบเขตดา้ นประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ประชากร
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน
2 ห้อง ที่เรียน วิชา การเขียนโปรแกรมภาษา Python จำนวนทง้ั หมด 65 คน
กลุม่ ตวั อย่าง
นักเรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6/3 โรงเรยี นมธั ยมวดั สุทธาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน
1 ห้อง ที่เรยี นในรายวิชา การเขยี นโปรแกรมภาษา Python จำนวนท้งั หมด 35 คน โดยวิธีการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ตัวแปรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
ตัวแปรต้น
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนมธั ยมวดั สทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร
ตัวแปรตาม
คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียน หลังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม
กรุงเทพมหานคร
5
สมมติฐานการวจิ ัย
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม ที่เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน เรื่อง คำสั่งภาษา Python มีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน
อยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติที่ .05
ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รับ
1. บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนทผ่ี วู้ ิจยั สร้างขน้ึ ทำให้ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ขนึ้
2. เป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนาปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำส่ัง
ภาษา Python และบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
3. ผู้สอนนำบทเรียนคอมพวิ เตอน์ช่วยสอน เปน็ แนวทางในการประกอบการเรียนสอนในเร่อื ง
อื่น ๆ ในรายวิชาเกี่ยวกบั ภาษา Python
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
นักเรียน คือ ผู้เรียนที่เรียนวิชาการเขียนโปรแกรมภาษา Python ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4
จำนวน 35 คน โรงเรียนมัธยมวดั สุทธาราม กรุงเทพมหานคร
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ สื่อการเรียนการสอน วิชา การเขียนโปรแกรมภาษา
Python สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น
แบบเรียบง่าย ประกอบไปด้วย ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว รูปภาพ เสียงประกอบ เป็นต้น
ในเนอ้ื หาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนนี้ เม่อื เปิดขึน้ มาจะนำส่เู มนูหลกั ขั้นตอนแรกจะต้องเข้า
ไปวธิ ีการใช้งานบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนนก้ี ่อน สว่ นตอ่ มาจะไปทำแบบทดสอบก่อนเรียน ส่วน
ส่วนเนื้อหาเป็นแบบ 1 หน้า ต่อ 1 คำสั่ง และจะมีการอธิบายการใชใ้ นคำสั่งนัน้ ๆ สามารถกดถัดไป
หรือย้อนกลับ และกลับสู่เมนูหลักได้ และส่วนต่อไปให้ทำแบบทดสอบหลังเรียน และเมื่อทำเสร็จ
จะเปน็ การจบการเรียนบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนน้ี
ความรแู้ ละความเข้าใจ คือ การจำแนกเนอ้ื หาความรู้ ในคำสั่งต่าง ๆ ในภาษา Python และ
การเข้าใจในความหมายของคำสงั่ ตา่ งๆ ในภาษา Python
ภาษา Python คือ ภาษาคอมพวิ เตอรท์ ี่มีคำส่ังตา่ ง ๆ แบบลำดับขั้น มีทางเลอื ก และวนซ้ำ
6
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
ในการวิจัยคร้ังนี้ ผ้วู จิ ัยมกี รอบแนวคดิ ในการวิจยั ดังน้ี
ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม
คะแนนทดสอบหลงั เรยี นของนักเรยี นหลงั จาก
บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรอ่ื ง คำส่งั การเรียนดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ภาษา Python สำหรับนกั เรยี นระดับ
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นมัธยม เรอ่ื ง คำส่งั ภาษา Python สำหรับนกั เรยี น
วัดสทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนมธั ยม
วดั สทุ ธาราม กรุงเทพมหานคร
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับ
นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้ผู้วิจยั ได้
นำเสนอแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้องกับการวิจยั ตามลำดบั หวั ขอ้ ดงั นี้
1. บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. ทฤษฎีการสรา้ งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
3. หลักการวดั และประเมินผลบทเรยี น
4. การหาคณุ ภาพของบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
5. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
6. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั บปรับปรุงใหม่ 2560)
7. คำสงั่ ภาษา Python
8. งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
1. ความหมายของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน Computer( Assisted Instruction) หรือซีเอไอ (CAI)
จัดเป็นสื่อการสอนที่สามารถสนองต่อความแตกต่างในการเรียนรู้ ของแต่ละบุคคลได้เป็นอย่างดี
ซึ่งนักวิจัยและนักการศึกษาท่ีมีความรู้ ด้านคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้สรุปความหมายไว้ดังต่อไปน้ี
ถนอมพร เลาหจรัสแสง อ้างใน ยอดชาย ขุนสังวาล กล่าวว่า คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนหมายถงึ สื่อการ
เรียน การสอนทางคอมพิวเตอร์ รูปแบบหนึ่งซง่ึ ใช้ ความสามารถของคอมพวิ เตอรใ์ นการนำสื่อประสม
อนั ไดแ้ ก่ ขอ้ ความ ภาพนิ่ง กราฟกิ แผนภูมิ เพอ่ื ถ่ายทอดเนื้อหาบทเรยี นหรือองค์ความรู้ ในลกั ษณะที่
ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด ดึงดูดความสนใจและกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความ
ต้องการที่จะเรียนรู้ ผู้เรียนเรียนรู้ จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับข้อมูล
ยอ้ นกลบั
8
บุญเกื้อ ควรหาเวช (2555) กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หมายถึง วิถีทาง
ของการสอนรายบุคคล โดยอาศัยความสามารถของเครือ่ งคอมพิวเตอร์ที่จะจัดหา ประสบการณ์ที่มี
ความสมั พันธ์มีการแสดงเน้ือหาตามลำดับทตี่ ่างกันดว้ ยบทเรียนโปรแกรมท่ี เตรียมไวอ้ ย่างเหมาะสม
วุฒิชัย ประสารสอย (2555) ได้กล่าวถึงความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการจดั โปรแกรมเพื่อการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยถ่าย
โยงเนอื้ หาความรู้ ไปสู่ผเู้ รียน
นอกจากน้ี Stolurow (2555) ได้กล่าวถึงคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เป็นวิธีการของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จัดหา
ประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับต่างกัน บทเรียนโปรแกรม
ท่เี ตรยี มไว้อย่างเหมาะสมมีการใช้สื่อต่างๆซ่ึงเป็นการสอนรายบคุ คลอย่างแท้จริง
จากความหมายดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหมายถึงการนำ
คอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือสร้างให้ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้เรียนนำไปเรียน
ด้วยตนเองและเกิดการเรียนรู้ ในโปรแกรมประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบ
ลักษณะของการนำเสนออาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สีหรือเสียง เพื่อดึงดูด
ผู้เรียนเกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ
(Feedback) แก่ผู้เรียน และยังมีการจัดลำดับวิธีการสอนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับ
ผู้เรียนในแตล่ ะคน ท้งั นี้จะตอ้ งมีการวางแผนการในการผลิตอย่างเปน็ ระบบในการนำเสนอเนื้อหา ใน
รปู แบบทแ่ี ตกตา่ งกนั
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้น เพราะความ
เจริญกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยตี ่างๆ ไดแ้ กเ่ ทคโนโลยมี ลั ตมิ ีเดยี เทคโนโลยดี า้ นฮารด์ แวรแ์ ละ ซอฟตแ์ วร์
คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารขอ้ มูลทำให้สามารถผลติ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และทำการ
เผยแพร่บทเรียนได้อย่างประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวโน้มในอนาคตต่อไปอันใกล้เราอาจพบเห็น
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนำเสนอผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า
CAI on Web
2. ลักษณะเฉพาะท่สี ำคัญ
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นรูปแบบการเรยี นการสอนแบบรายบคุ คล ที่นำเอาหลกั การ
ของบทเรียนโปรแกรมและเครื่องช่วยสอนมาผสมผสานกัน รูปแบบของสื่อ ถูกออกแบบให้ทำงาน
ภายใตท้ รัพยากร ของเครอื่ งคอมพิวเตอร์โดยตรง ขอ้ มลู การเรียนรู้ จะอยใู่ นรูปของไฟล์ข้อมูลที่นำมา
ลง หรือตดิ ตั้ง ลงบนเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ หรือ อาจจะเลน่ บนแผน่ CD-Rom/DVD โดยมีจุดมุ่งหมายท่ี
9
จะตอบสนอง ในเรอ่ื งความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ของผู้เรยี นเป็นหลัก เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์ทาง
การศกึ ษาเปน็ รายบุคคล
โดยมคี ุณลักษณะองค์ประกอบทส่ี ำคญั แบง่ เป็น
2.1 การนำเข้าสู่บทเรยี น
2.2 การนำเสนอสาระเน้อื หา
2.3 การมีปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งโปรแกรมกบั ผู้เรียนรู้
2.4 การทดสอบประเมินผล
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) นับเป็นกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดหลักการที่สำคัญที่เรียกว่า
4 Is อนั ไดแ้ ก่
1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทำให้ผู้เรียนเกิด
การเรยี นรู้ หรือไดร้ บั ทักษะอย่างหน่ึงอย่างใดตามท่ีผู้สร้างได้กำหนดวตั ถุประสงค์ไว้ การนำเสนออาจ
เปน็ ไปในลกั ษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงไดแ้ ก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทตวิ เตอร์ เช่น
การอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ประเภทเกมและการจำลอง
2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่าง
บุคคล คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการ
เรียนรู้ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เป็นสือ่ ประเภทหนึ่งจึงตอ้ งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะท่ีตอบสนอง
ต่อความแตก ตา่ งระหวา่ งบุคคลใหม้ ากท่สี ุด
3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์ช่วย
สอนการเรยี น การสอนรูปแบบทีด่ ที ่ีสุดกค็ อื เปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รียนได้มีปฏิสัมพนั ธก์ ับผู้ สอนไดม้ ากที่สุด
4. การให้ผลป้อนกลับโดยทนั ที (Immediate Feedback) ผลปอ้ นกลบั หรือ การใหค้ ำตอบนี้
ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการท่ี
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหา
หรือทกั ษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงคท์ ก่ี ำหนดไว้
3. ประเภทของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
แบ่งไปตามลักษณะวิธีการนำเสนอเนื้อหามีผู้แบ่งประเภทคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้
หลากหลาย บ้างก็ 5 แบบ 7 แบบ ซึ่งก็แตกต่างกันบ้าง คล้ายกันบ้าง ซึ่งในเรื่องประเภทของ
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน ไพโรจน์ ตีรณธนากลุ และไพบลู ย์ เกียรติโกมล ได้แบ่งตามลักษณะของวิธีการ
นำเสนอเนอ้ื หาและกระบวนการเรยี นการสอน เป็น 8 ประเภท ดงั นี้
10
1. แบบการสอน (Instruction)เพื่อใช้สอนความรู้ใหม่แทนครู ซึ่งจะเป็นการพัฒนาแบบ
Self-Study Package เป็นรูปแบบของการศึกษาด้วยตนเอง จะเป็นชุดการสอนที่จะต้องใช้ความ
ระมัดระวัง และทักษะในการพัฒนาทีส่ งู มาก เพราะจะยากเป็นทวีคณู กว่าการพัฒนาชุดการสอนแบบ
โมดูลหรือแบบโปรแกรมที่เป็นตำรา ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทมากในอนาคตอันใกล้นี้ โดยเฉพาะ
IMMCAI :Interaction Multi Media CAI บน Internet
2. แบบสอนเสริมหรือทบทวน (Tutorial) เป็นบทเรียนเพื่อทบทวนการเรียนจากห้องเรียน
หรอื จากผู้สอนโดยวิธีใด ๆ จากทางไกล หรอื ทางใกล้กต็ าม การเรยี นมักจะไม่ใช่ความรู้ ใหม่ หากแต่
จะเป็นความรู้ที่เคยไดร้ ับมาแล้วในรูปแบบอืน่ ๆแล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพื่อตอกย้ำ ความเข้าใจท่ี
ถูกต้องและสมบูรณ์ดีขึ้น สามารถใช้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น CAI ประเภทนี้จึงไม่
สามารถนำมาสอนแทนครูได้ทั้งหมด เพียงแต่นำมาใช้สอนเสริมหรือใช้ทบทวนในรายวิชาที่มี
การจัดการเรยี นการสอนมาแลว้ ในชั้นเรียนปกติ
3. แบบฝึกหัดและฝึกปฏิบัติ (Drill and Practice) เพื่อใช้เสริมการปฏิบัติหรือเสริมทักษะ
กระทำบางอย่างให้เข้าใจย่ิงขึ้นและเกิดทักษะที่ต้องการได้ เป็นการเสริมประสิทธิผลการเรียนของ
ผู้เรียน สามารถใช้ในห้องเรียน เสริมขณะที่สอนหรือนอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ สามารถใช้
ฝกึ หัดทง้ั ทางดา้ นทกั ษะการแกป้ ัญหาทางคณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั ทางช่างอุตสาหกรรมด้วย
4. แบบสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้ หรือ ทดลองจาก
สถานการณ์ที่จำลองจากสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะหาไม่ได้หรืออยู่ไกล ไม่สามารถนำเข้ามาใน
ห้องเรียนได้ หรือมีสภาพอันตราย หรืออาจสิ้นเปลืองมากที่ต้องใช้ของจริงซ้ำ ๆ สามารถใช้สาธิต
ประกอบการสอน ใชเ้ สริมการสอนในหอ้ งเรียน หรือใชซ้ อ่ มเสรมิ ภายหลังการเรียนนอกห้องเรียน ทไ่ี ด้
เวลาใด กไ็ ด้
5. แบบสร้างเป็นเกม (Game) การเรียนรู้บางเรื่อง บางระดับ บางครั้ง การพัฒนาเป็น
ลักษณะเกม สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่า การใช้เกมเพื่อการเรียน สามารถใช้สำหรับการเรียนรู้
ความรู้ใหม่หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนก็ได้ รวมทั้งสามารถสอนทดแทนครูในบางเรื่องได้ด้วย
จะเป็นการเรียนรู้จากความเพลิดเพลิน เหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีระยะเวลาความสนใจสั้น เช่น เด็ก
หรือในภาวะสภาพแวดลอ้ มท่ีไมอ่ ำนวย เปน็ ต้น
6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving)เป็นการฝึกการคิด การตัดสินใจ สามารถใช้กับ
วิชาการต่าง ๆ ที่ต้องการใหส้ ามารถคดิ แก้ปญั หา ใช้เพื่อเสริมการสอนในห้องเรียน หรือใช้ในการฝึก
ทัว่ ๆ ไป นอกหอ้ งเรยี นกไ็ ด้ เป็นสอ่ื สำหรบั การฝกึ ผ้บู ริหารไดด้ ี
7. แบบทดสอบ (Test) เพื่อใช้สำหรับตรวจวัดความสามารถของผู้เรียน สามารถใช้
ประกอบการสอนในหอ้ งเรยี น หรือใช้ตามความต้องการของครู หรอื ของผเู้ รียนเอง รวมทงั้ สามารถใช้
นอกห้องเรยี น เพ่ือตรวจวัดความสามารถของตนเองไดด้ ้วย
11
8. แบบสร้างสถานการณ์เพื่อให้ค้นพบ (Discovery) เป็นการจัดทำเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ จากประสบการณ์ของตนเอง โดยการลองผิดลองถูก หรือเป็นการจัดระบบ นำล่องเพื่อชี้นำสู่
การเรยี นรู้ สามารถใช้เรยี นรู้ความรู้ใหม่หรอื เปน็ การทบทวนความรู้เดมิ และใช้ ประกอบการสอนใน
ห้องเรียนหรือการเรียนนอกห้องเรียน สถานที่ใด เวลาใด ก็ได้ (ไพโรจน์ ตีรณธนากุล และไพบูลย์
เกียรตโิ กมล, 2539)
รปู แบบจะเหมือนกบั การออกแบบ บทเรียนโปรแกรม เพียงแต่ CAI สามารถที่จะก้าวข้มไปได้
รวดเร็ว สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนทันทีทันใด และสามารถคำนวน กำหนดเส้นทางให้ผู้เรียน
ศกึ ษาเรียนรูเ้ นือ้ หา ไปตามโครงสรา้ ง เงือ่ นไขของความรู้ โดยอัตโนมตั ิ โดยมรี ปู แบบ 3 รปู แบบ คอื
1. บทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง (linear program) บทเรียนชนิดนี้มีลักษณะที่เรียบง่าย
มีการเรียงลำดับเนื้อหา โดยผู้เรียนต้องเริ่มเรยี นตั้งแต่เรื่องแรก สาระแรก และกิจกรรมแรก เรียงไป
จนครบ ซง่ึ ผู้เรียนจะไม่สามารถข้ามลำดับเนื้อหาได้ บทเรยี นสำเร็จรูปแบบน้ี ออกแบบง่าย ไม่ยุ่งยาก
แต่บทเรยี นแบบเสน้ ตรงจะไม่สนองต่อผู้เรียนที่มีความรู้ความเขา้ ใจเนื้อหาบางส่วน จงึ ไม่สามารถก้าว
ข้ามเนื้อหาได้ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบใหค้ วามรู้ แล้วติดตามด้วยกจิ กรรมตอบคำถาม
หากผู้เรียนตอบผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใด จะถูกกำหนดให้ย้อนกับไปทบทวนหรือศึกษาใน
เนื้อหานั้น ๆ ก่อน จนกว่าจะสามารถตอบคำถามได้ถูกต้อง จึงจะมีสิทธิ์ไปศึกษาเรียนรู้ในเนื้อหา
ถัดไปได้
บทเรียนแบบเส้นตรงเหมาะสำหรับการเรียนรู้ที่ต้องใช้ความจำ ความเข้าใจ เป็นหลัก
ไม่เหมาะกับการเรยี นร้แู บบความเข้าใจ
ภาพท่ี 2 บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนแบบเส้นตรง
2. บทเรียนสำเร็จรูปแบบสาขา (branching program) เป็นบทเรียนที่มีการจัดเนื้อหาเป็น
ส่วน ๆ เช่นเดียวกบั แบบเส้นตรง แต่จะทำการออกแบบลำดบั เนอ้ื หา พร้อมตรวจสอบความเข้าใจของ
ผู้เรียน หากผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมผ่าน ก็จะมีคำสั่งให้ผู้เรียนไปศึกษาในเนื้อหาถัดไป หรือข้าม
12
เนือ้ หาบางเรือ่ งไป แตถ่ า้ ผู้เรียนยงั สับสน ไมเ่ ข้าใจเนอื้ หาพ้ืนฐาน ก็จะกำหนดให้ไปศึกษายังจุดที่เป็น
สาระพื้นฐาน หรือหากผู้เรียนไม่เข้าใจในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งก็จะกำหนดให้ไปศึกษาเฉพาะ
เรอื่ งนนั้ ๆ
3. บทเรียนแบบสาขาจะสนองต่อผู้เรียนท่ีมีพืน้ ความรู้ดี หรือมีพื้นความรูเ้ ดมิ ในเรื่องท่ีกำลัง
ศึกษา หากผู้ออกแบบบทเรียนได้ทำการออกแบบให้ยืดหยุ่น รองรับการข้ามเนื้อหาเมื่อผ่านการ
ทดสอบอยา่ งอิสระแลว้ บทเรยี นลักษณะน้ี จะตอบสนองกระบวนการเรียนรู้ของผูเ้ รียนไดห้ ลากหลาย
ระดับสติปัญญา ลักษณะของการเรียนบทเรียนเป็นแบบให้ความรู้ ในแต่ละเรื่องแล้วทำกิจกรรม
เชน่ เดยี วกบั แบบเส้นตรง เพียงแตผ่ เู้ รียนมสี ิทธิที่จะไมเ่ รียนในบางเรอื่ งท่ีมีความรแู้ ล้ว มีสิทธิท่ีจะข้าม
การทำกิจกรรมในส่วนที่มีความรู้ได้ หรือผู้ออกแบบอาจออกแบบเฉพาะให้ผู้เรียนทำเฉพาะกิจกรรม
โดยไมต่ ้องศึกษาเน้ือหากไ็ ด้
ภาพที่ 3 บทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนแบบสาขา
นอกจากรูปแบบบทเรียนแบบสาขาภาพบนแล้ว บทเรียนสาขายังมีรูปแบบชนิดเลือกเรียนรู้
ในบางสาระเนื้อหา โดยอิสระได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการเรียนรู้เฉพาะเรื่อง ที่ไม่ต้องมีการวัดผล
ประเมินผล ผ้เู รียนจะศกึ ษาเฉพาะเนอื้ หาที่สนใจ เหมาะสำหรับกระบวนการศึกษาตามอธั ยาศยั
13
ภาพท่ี 4 บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนแบบสาขาแบบชนิดเลอื กเรยี นรู้
4. องคป์ ระกอบและการพฒั นาคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
การสร้างสอ่ื การเรยี นการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ หรอื คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน เปน็ กระบวนการ
เรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอรเ์ ป็นสื่อกลางในการนำเสนอเนื้อหาสาระ ที่เสมือนเป็น ตัวแทน
ของครู ดังนน้ั ในการออกแบบเพอ่ื สร้างสอื่ ครผู สู้ อน หรือผู้มปี ระสบการณ์ในเนื้อหาวิชาน้ันๆ เป็นผู้มี
ส่วนรว่ ม หรือผดู้ ำเนินการ ซึ่งควรมีองคป์ ระกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. การนำเสนอเนือ้ หา ต้องมปี รมิ าณพอดีกบั หนา้ จอแสดงผล
2. โครงสร้างสภาพแวดล้อม (ปุ่มควบคุม ขนาด สีสันและรปู แบบตัวอักษร) ต้องมีความคงที่
ลกั ษณะคงเดมิ ไม่เคลอ่ื นยา้ ยไปมา
3. สื่อที่สร้างต้องมีความเป็นมัลติมีเดีย เพื่อเร้าในการเรยี นรู้ ได้แก่ เนื้อหา ภาพนิ่ง คำถาม
ภาพเคลอื่ นไหว
4. มีการประเมินผลการเรยี นรผู้ ู้เรียนโดยทนั ที ได้แก่ การตัดสนิ คำตอบ
5. ให้ข้อมลู ย้อนกลับเพ่อื การเสริมแรง ได้แก่ การให้รางวัลหรือคะแนน
6. ผเู้ รยี นสามารถเข้าถึง เลือกทบทวนบทเรยี น ไดอ้ ย่างตอ่ เนื่องตลอดเวลา
5. วิธีการเรยี นรู้
แม้ว่า CAI เป็นวิธีการเรียนการสอน ในรูปของโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ที่ช่วยครูสอน แต่ไม่ได้
หมายความว่า CAI นี้ จะสามารถทำหน้าที่แทนครูได้ทั้งหมด ครูยังจำเป็นทีต่ ้องคอยแนะนำ สรุปผล
การเรียนรู้ของผู้เรียน ที่สำคัญ ครูต้องมีส่วนในการพัฒนา จัดสร้างสื่อ CAI ทั้งในขั้นการออกแบบ
การเตรียมเนื้อหา เพี่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการเรียนรู้ในเนื้อหานั้น ๆ ในการใช้บทเรียน
14
คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนหรือ CAI เปน็ อีกวธิ ีการเรียนรู้ ที่มงุ่ เน้นให้ผเู้ รยี นเปน็ ศูนย์กลาง ได้ศึกษาเรียนรู้
หรือแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งโดยธรรมชาติของ CAI นี้ มาจากหลักการที่มีการส่งผ่านปริมาณ
เน้อื หาทีล่ ะสว่ น มกี ิจกรรมหลากหลาย ทสี่ ามารถตรงึ พฤติกรรมตอ่ การเรียนรู้ มีกระบวนการยอ้ นกลับ
เพ่ือแสดงผลสัมฤทธิ์ หรือความก้าวหน้าในการเรียนรู้ เนื่องจาก CAI เป็นวิธีการที่วางอยูบ่ นสื่อที่ให้
ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้สร้างบทเรียน จะต้องมีส่วนแนะนำการใช้บทเรียน มีส่วนช่วยเหลือท่ี
สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา ซง่ึ ตอ้ งมาจากการออกแบบในการเข้าถงึ ควบคุมกระบวนการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง โดยคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนน้ี จะทำหน้าที่จดั สภาพแวดลอ้ มที่เอื้อต่อการเรยี นรู้ มคี วามเปน็ มติ ร
ซึ่งผู้ออกแบบจะต้อง มุ่งให้ผูเ้ รียนมากกวา่ ผู้สอนผู้ออกแบบบทเรียนสำเร็จรปู และผู้สอนจึง
ต้องจดั สภาพการเรยี นให้ผู้เรยี น ไดบ้ รรลุจุดมงุ่ หมายตามทว่ี างไว้ ก่อนอน่ื ผสู้ อนควรได้คุ้นเคยกับการ
ใช้บทเรียนสำเร็จรูปเป็นอย่างดี และบูรณาการบทเรียนสำเร็จรูปเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอน
แบบอ่ืน เช่น การบรรยายหรอื การอภปิ รายได้ เป็นตน้
ก่อนเริ่มเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปครั้งแรก ผู้สอนควรอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจถึงวิธีการใช้
บทเรียนสำเร็จรูป เช่น เขียนคำตอบไว้ในเล่มหรือแยกต่างหากในกระดาษเขียนคำตอบและควร
อธิบายให้ผเู้ รยี นทราบว่า คำถามในบทเรียนนน้ั ไม่ใช่ข้อทดสอบ ดงั นัน้ ผูเ้ รียนไมค่ วรกลวั ว่าจะตอบผิด
เพราะไม่เกี่ยวกับการให้คะแนน หรือ ให้เกรดแต่อย่างใดถ้าผู้เรียนตอบผิดโปรแกรมก็จะช่วยให้
คำตอบทถี่ ูกตอ้ ง บทเรียนสำเรจ็ รูปนั้นมไี ว้เพื่อการเรยี นไมใ่ ช่เพือ่ การสอน ผู้เรยี นควรได้เรียนไปได้ช้า
หรอื เร็วตามความสามารถของตนเอง ไมค่ วรจะเรง่ รัดหรอื ถว่ งให้ช้าโดยผู้สอนควรกระตุ้นให้ผู้เรียนได้
ถาม เม่อื มีข้อสงสัยอาจเกิดจากความกำกวมหรอื ผิดพลาดของบทเรยี น ซึ่งเปน็ ประโยชน์ในการแก้ไข
บทเรียนให้ดขี ้นึ ไป
อกี ประการหนึง่ ควรมีการยำ้ ใหผ้ ้เู รียนตระหนกั ถงึ ความซ่อื สัตย์ตอ่ ตนเองโดยไม่แอบดูคำตอบ
ก่อน ควรได้คิดหรือตอบคำถามด้วยตนเองก่อนที่จะดูคำตอบ การแอบดูคำตอบก่อนจะทำให้ผู้เรยี น
ไม่ไดอ้ ะไรจากการใชบ้ ทเรยี นสำเรจ็ รูปเพราะผู้เรยี นจะเสยี โอกาสในการเรยี นไป
6. ส่วนประกอบในการจดั ทำสือ่ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
การจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะต้องมีการวางแผน โดยคำนึงถึงส่วนประกอบ
ในการจดั ทำ ดงั น้ี
6.1 บทนำเรื่อง (Title) เป็นส่วนแรกของบทเรียน ช่วยกระตุ้น เร้าความสนใจ ให้ผู้เรียน
อยากตดิ ต่อเนือ้ หาต่อไป
6.2 คำชี้แจงบทเรียน (Instruction) ส่วนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการใช้บทเรียน การทำงาน
ของบทเรียน เพอ่ื สรา้ งความม่นั ใจใหก้ ับผเู้ รยี น
6.3 วัตถุประสงคบ์ ทเรยี น (Objective) แนะนำ อธบิ ายความคาดหวังของบทเรียน
15
6.4 รายการเมนหู ลัก (Main Menu) แสดงหวั เรื่องยอ่ ยของบทเรียนที่จะใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษา
6.5 แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre Test) ส่วนประเมินความรู้ขั้นต้นของผู้เรียน เพื่อดูว่า
ผเู้ รียนมคี วามรพู้ ้ืนฐานในระดับใด
6.6 เนื้อหาบทเรยี น (Information) สว่ นสำคญั ท่ีสุดของบทเรียน โดยนำเสนอเนื้อหาที่จะ
นำเสนอ
6.7 แบบทดสอบท้ายบทเรียน (Post Test) ส่วนนี้จะนำเสนอเพือ่ ตรวจผลวัดสัมฤทธ์ิการ
เรยี นร้ขู องผู้เรียน
6.8 บทสรุป และการนำไปใช้งาน (Summary - Application) ส่วนนี้จะสรุปประเด็น
ตา่ ง ๆ ทจ่ี ำเป็น และยกตัวอย่างการนำไปใช้งาน
7. ลกั ษณะของการพัฒนาบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนท่ีดี
7.1 สรา้ งขนึ้ ตามจุดประสงค์ของการสอน
7.2 เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน
7.3 มีปฏสิ ัมพันธก์ บั ผูเ้ รยี นใหม้ ากที่สดุ
7.4 มลี ักษณะเปน็ การสอนรายบคุ คล
7.5 คำนึงถงึ ความสนใจของผู้เรยี น
7.6 สรา้ งความรู้สกึ ในทางบวกกับผู้เรียน
7.7 จัดทำบทเรยี นใหส้ ามารถแสดงผลยอ้ นกลับไปยงั ผเู้ รยี นใหม้ าก ๆ
7.8 เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน
7.9 มวี ธิ กี ารประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านของผเู้ รยี นอย่างเหมาะสม
7.10 ใช้สมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดบางอย่างของ
เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บนพ้ืนฐานของการออกแบบการสอนคลา้ ยกับการผลติ ส่ือชนิดอน่ื ๆ ควรมีการ
ประเมนิ ผลทุกแง่ทกุ มุม
8. ขอ้ ดขี องคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
8.1 ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วยตัวเองได้โดยไม่จำกัดเวลา โดยไม่ต้องรอครูหรือเข้า
ชั้นเรียน
8.2 ช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุง
บทเรียนให้ทันสมัย และมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้
คะแนนและวิเคราะหข์ ้อสอบ การเกบ็ ประวตั ินักเรยี นเฉพาะวิชาที่สอนเพ่ือดพู ฒั นาการด้านการเรียน
และการให้คำปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกย่ี วกบั การเรยี นการสอนของวชิ าที่สอน
16
8.3 การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถ
วเิ คราะหผ์ ู้เรียนเพื่อออกบบและพฒั นาระบบการสอนไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ตรงกับวตั ถปุ ระสงค์และ
ความตอ้ งการของผู้เรยี น
8.4 คอมพิวเตอร์ จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน เนื่องจากการเรียนด้วย
คอมพิวเตอร์นั้นเป็นประสบการณ์ทีแ่ ปลกและใหม่
8.5 ความสามารถของหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอรช์ ่วยในการ บันทึกคะแนนและ
พฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ของผู้เรยี นไวเ้ พือ่ ใชใ้ นการวางแผนบทเรยี นขนั้ ต่อไปไดอ้ ย่างเทีย่ งตรง
8.6 ความสามารถในการเก็บข้อมูลของเครื่อง ทำให้สามารถนำมาใช้ในลักษณะของ
การศึกษารายบุคคลได้เป็นอยา่ งดี โดยสามารถกำหนดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนแต่ละ คนและแสดงผล
ความก้าวหน้าให้เหน็ ไดท้ ันที
8.7 ลักษณะของโปรแกรมบทเรียนที่ให้ความเป็นส่วนตวั แก่ผูเ้ รยี น เป็นการช่วยให้ผูเ้ รียนท่ี
เรียนช้า สามารถเรียนไปตามความสามารถของตน
8.8 เป็นการช่วยขยายขีดความสามารถของผู้สอนในการคบคุมผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด
เนอื่ งจากสามารถบรรจขุ อ้ มลู ไดง้ า่ ยและสะดวกในการนำมาใช้
8.9 หากไมเ่ ข้าใจสามารถดหู รือเรียนซำ้ ได้ บทเรียนใดเข้าใจแลว้ สามารถผ่านไปเรยี นบทอ่ืน
ได้โดยไม่ต้องรอให้บทน้นั ๆ จบกอ่ น
9. คณุ ค่าของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
การนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้ในการเรยี นการสอนพบวา่ คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนมีคณุ ค่า
ทางการสอน คือ
9.1 ให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างรวดเร็ว เมื่อนักเรียนมีปัญหา หรือไม่เข้าใจในบทเรียนหรือเม่อื
นกั เรยี นตอบคำถามไดถ้ ูกต้องเคร่อื งจะรายงานผลให้ทราบทนั ที ซง่ึ เป็นการกระตุ้น ให้ผู้เรียนมีความ
ตอ้ งการ ทีจ่ ะเรยี นต่อไป
9.2 ลดปัญหาระหว่างครูกับนักเรยี น และระหว่างนักเรียนกับนักเรียน เพราะเป็นการเรียน
แบบเอกัตบคุ คลผู้เรยี นสามารถเรยี นรู้ทนั กนั ได้
9.3 ผ้เู รยี นทีเ่ รยี นดี จะเรยี นได้เร็วกวา่ การสอนปกติ และช่วยเหลอื เดก็ ท่มี ีปญั หา โดยการจัด
โปรแกรมเสริมในส่วนที่ยังไม่เข้าใจและยังเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับนักเรียนที่เรียนเก่งให้สามารถ
ศึกษาได้ด้วยตนเอง
9.4 เป็นสือ่ การสอนทีด่ ี เพราะส่อื การสอนชนดิ อืน่ ไมส่ ามารถทำได้ เช่น การสรา้ งสถานการณ์
จำลอง การเลียนแบบของจริง ตลอดจนการช่วยตัดสินใจการเสนอเนื้อหาใหม่ ๆ หรือจะให้ผู้เรียน
ศึกษาเนื้อหาเดิมอีกกไ็ ด้
17
9.5 ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรงุ เนือ้ หาบทเรียนสามารถ
ทำได้รวดเร็ว
9.6 ความทนั สมัยของคอมพิวเตอร์จะชว่ ยใหส้ อ่ื นา่ สนใจยิ่งขนึ้
9.7 สามารถใช้สอื่ อน่ื ๆ รว่ มกันได้ เชน่ เสียง ภาพเคลอ่ื นไหว เปน็ ตน้
9.8 สามารถสอ่ื สาร และถ่ายโอนขอ้ มูลในระบบสารสนเทศไดด้ ี
จากคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าว ทำให้แตกต่างไปจากสื่อการสอนอื่น ๆ
คือ สามารถโต้ตอบ และแสดงผลลัพธ์ บางอย่างให้ผู้เรียนดูได้ทันที ทำให้น่าตื่นเต้น สนุกสนาน เร้า
ความสนใจให้ อยากเรียน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการศึกษาผลของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งพอสรุป
ได้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีส่วนเสริมให้มีการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
ประสทิ ธิผลดีกว่าการสอนแบบอ่ืน
10. ข้อเสียของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
10.1 ผู้เรียนจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ลดโอกาสในการ
แลกเปลี่ยนความรู้ซึง่ กันและกัน โดยเฉพาะผู้เรยี นทอี่ ยู่ในวยั เดก็ จะทำให้การเรยี นรรู้ ะบบการทำงาน
เปน็ กลุม่ ลดลง ขาดพัฒนาการด้านนี้
10.2 การเรียนรดู้ ว้ ยคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถควบคมุ ตัวเองได้ เพราะ
จะไม่สามารถบงั คบั หรือกำหนดเวลาการเรยี นให้ตัวเองได้
10.3 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน แม้จะมีความยืดหยุ่นและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้พอสมควร
แตก่ ็ไม่เหมือนกับการเรียนในชัน้ เรยี นโดยตรงกับครู ซึ่งความยืดหยนุ่ ของการเรียนกับครูผสู้ อนโดยตรง
จะมคี วามยืดหยนุ่ อย่างมากเน่อื งจากเป็นการระหว่างคนกับคน มิใช่คนกบั คอมพวิ เตอร์
10.4 ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาเครื่องคอมพวิ เตอร์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะ
ลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้น จำเป็นต้องมี
การพิจารณาอยา่ งรอบคอบเพอ่ื ใหค้ ุ้มกบั คา่ ใชจ้ ่ายตลอดจน การดูแลรกั ษาด้วย
10.5 การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนนั้นนับว่ายังมีน้อย
เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำให้โปรแกรมบทเรียนการสอนใช้
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมีจำนวนและขอบเขตจำกัดท่ีจะ นำมาใช้เรยี นในวชิ าต่าง ๆ
10.6 ในขณะนี้ยังขาดอปุ กรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกนั เพื่อให้สามารถใช้ได้กบั
เคร่อื งคอมพิวเตอรต์ า่ งระบบกัน เปน็ ต้นว่า ซอฟต์แวรท์ ผ่ี ลิตขนึ้ มาใชก้ บั เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ระบบของ
ไอบีเอม็ ไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพวิ เตอร์ระบบของแมก็ คินทอชได้
18
10.7 การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัย
เวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำใหเ้ ปน็ การเพ่มิ ภาระของผู้สอนใหม้ ีมากย่ิงข้ึน
10.8 เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวาง โปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า จึงมีลำดับ
ขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามทว่ี างไว้ ดงั น้ัน การใช้คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนจึงไม่สามารถช่วยในการ
พฒั นา ความคิดสรา้ งสรรคข์ องผเู้ รยี นได้
10.9 ผู้เรยี นบางคนโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ผู้เรยี นทีเ่ ปน็ ผ้ใู หญ่ อาจจะไมช่ อบโปรแกรมทเี่ รยี นตาม
ขน้ั ตอนทำให้เปน็ อปุ สรรคในการเรียนรไู้ ด้
11. ขอ้ พึงระวงั ของการใชค้ อมพวิ เตอร์ช่วยสอน
11.1 ผูส้ อนจะต้องมคี วามพรอ้ ม ความชำนาญในการสอนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
11.2 ผู้สอนควรมีการวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนำ
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไปใชอ้ ย่างเหมาะสม
11.3 การผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนไมไ่ ด้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำให้ผเู้ รียนรู้สกึ เบ่อื หน่ายและไมต่ อ้ งการใชค้ อมพวิ เตอร์
ช่วยสอนนน้ั ๆ
11.4 ผู้ที่สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่คำนึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์ช่วย
สอนทไี่ ด้มาตรฐานน้ันต้องใช้เวลาเทา่ ไร
ทฤษฎีทเ่ี กย่ี วข้องกบั การสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
1. ทฤษฎีท่เี กย่ี วขอ้ งกบั การสร้างบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
ทฤษฎีการเรียนรู้ เบนจามิน บลูม และคณะ (Bloom et al, 1956) ได้จำแนกจุดมุ่งหมาย
การเรียนรู้ออกเปน็ 3 ดา้ น คือ
1.1 ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมด้านสมองเป็นพฤติกรรมเกี่ยวกับ
สติปัญญา ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด ความสามารถในการคิดเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมี
ประสิทธภิ าพ ซ่งึ เป็นความสามารถทางสติปญั ญา
19
ภาพที่ 5 ระดบั พุทธพิ สิ ยั
พฤตกิ รรมทางพทุ ธิพิสยั 6 ระดบั ไดแ้ ก่
1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้
ไว้และระลึกสิง่ น้ันได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิทศั น์ ที่สามารถเก็บเสยี งและภาพ
ของเร่ืองราวตา่ งๆได้ สามารถเปดิ ฟังหรอื ดูภาพเหลา่ นน้ั ได้ เมอ่ื ต้องการ
2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสือ่ และสามารถแสดงออกมา
ในรปู ของการแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรอื การกระทำอื่น ๆ
3. การนำความร้ไู ปใช้ เปน็ ขน้ั ท่ีผเู้ รียนสามารถนำความรู้ ประสบการณไ์ ปใชใ้ นการแก้ปัญหา
ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซง่ึ จะตอ้ งอาศัยความร้คู วามเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใชไ้ ด้
4. การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย
เป็นองค์ประกอบทีส่ ำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธข์ องส่วนท่ีเก่ียวข้องกัน ความสามารถในการ
วิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแลว้ แต่ความคิดของแต่ละคน
5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการทีผ่ สมผสานส่วนยอ่ ย ๆ เขา้ เป็นเรื่องราวเดียวกันอย่าง
มีระบบ เพอื่ ใหเ้ กิดส่งิ ใหม่ทีส่ มบรู ณ์และดีกวา่ เดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจ
ได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์ของสงิ่ ที่เปน็ นามธรรมขนึ้ มาในรปู แบบ หรอื แนวคิดใหม่
6. การประเมินค่า เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุปเกี่ยวกับคุณค่าของสิ่ง
ต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ท่ีเหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตามเนื้อหาสาระในเรื่อง
น้ัน ๆ หรอื อาจเป็นกฎเกณฑ์ทสี่ ังคมยอมรับก็ได้
20
1.2 จติ พิสยั (Affective Domain) (พฤติกรรมด้านจิตใจ) คา่ นยิ ม ความรูส้ กึ ความซาบซึ้ง
ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและคุณธรรม พฤติกรรมด้านนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันที ดังนั้น การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดสภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสม และสอดแทรกสิ่งที่ดงี ามอยู่ตลอดเวลา
จะทำใหพ้ ฤติกรรมของผเู้ รียนเปลย่ี นไปในแนวทางทพ่ี ึงประสงค์ได้
ภาพที่ 6 ระดบั จิตพิสยั
ดา้ นจิตพิสยั จะประกอบดว้ ย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ระดับ ไดแ้ ก่
1. การรับรู้ เป็นความรสู้ ึกทเ่ี กิดขน้ึ ต่อปรากฎการณ์ หรอื สิ่งเรา้ อยา่ งใดอย่างหนงึ่ ซง่ึ เป็นไปใน
ลักษณะของการแปลความหมายของส่ิงเรา้ นั้นว่าคืออะไร แล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกท่ี
เกดิ ขึน้
2. การตอบสนอง เปน็ การกระทำท่ีแสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยินยอม และพอใจต่อ
ส่ิงเร้าน้นั ซ่ึงเป็นการตอบสนองที่เกดิ จากการเลอื กสรรแล้ว
3. การเกิดค่านิยม การเลือกปฏิบัติในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม การยอมรับนับถือใน
คุณค่านั้น ๆ หรือปฏิบัติตามในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนกลายเป็นความเชื่อ แล้วจึงเกิดทัศนคติที่ดีใน
สิง่ นน้ั
4. การจัดระบบ การสรา้ งแนวคดิ จดั ระบบของค่านยิ มทเี่ กดิ ขนึ้ โดยอาศัยความสมั พันธ์ถ้าเข้า
กนั ได้ก็จะยึดถือต่อไปแตถ่ ้าขดั กนั อาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับคา่ นยิ มใหมโ่ ดยยกเลกิ ค่านิยมเก่า
4.1 บุคลิกภาพ การนำค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมที่เป็นนิสัยประจำตัว ให้
ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านนี้ จะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจ ซึ่งจะเริ่มจาก
การได้รับรู้จากสิ่งแวดล้อม แล้วจึงเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบ ขยายกลายเป็นความรู้สึกด้านต่าง ๆ จน
21
กลายเป็นค่านิยม และยังพัฒนาต่อไปเป็นความคิด อุดมคติ ซึ่งจะเป็นควบคุมทิศทางพฤติกรรมของ
คนคนจะรดู้ รี ู้ช่วั อย่างไรน้นั ก็เปน็ ผลของพฤติกรรมดา้ นน้ี
4.2 ทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) (พฤตกิ รรมดา้ นกล้ามเน้ือประสาท) พฤตกิ รรม
ทบ่ี ่งถงึ ความสามารถในการปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคลว่ ชำนิชำนาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดย
มเี วลาและคณุ ภาพของงานเป็นตัวชีร้ ะดบั ของทักษะ
ภาพท่ี 7 ระดบั ทักษะพิสยั
พฤตกิ รรมดา้ นทักษะพสิ ัย ประกอบด้วย พฤตกิ รรมยอ่ ย ๆ 5 ขน้ั ดังนี้
1. การรบั รู้ เปน็ การให้ผเู้ รียนได้รบั รู้หลักการปฏิบตั ิท่ีถูกต้อง หรือ เปน็ การเลอื กหาตัวแบบท่ี
สนใจ
2. กระทำตามแบบ หรือ เคร่ืองชีแ้ นะ เป็นพฤติกรรมที่ผเู้ รยี นพยายามฝกึ ตามแบบท่ีตนสนใจ
และพยายามทำซ้ำ เพื่อที่จะให้เกิดทักษะตามแบบที่ตนสนใจให้ได้ หรือ สามารถปฏิบัติงานได้ตาม
ขอ้ แนะนำ
3. การหาความถูกต้อง พฤติกรรมสามารถปฏิบัตไิ ด้ดว้ ยตนเอง โดยไม่ต้องอาศยั เครื่องช้ีแนะ
เมื่อได้กระทำซำ้ แล้ว ก็พยายามหาความถูกต้องในการปฏิบัติ
4. การกระทำอย่างต่อเนื่องหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เป็นของตัวเองจะกระทำตาม
รูปแบบนั้นอย่างตอ่ เนื่อง จนปฏิบัติงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง คล่องแคล่ว การท่ี
ผเู้ รยี นเกิดทักษะได้ ตอ้ งอาศยั การฝกึ ฝนและกระทำอยา่ งสมำ่ เสมอ
5. การกระทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ พฤติกรรมที่ได้จากการฝึกอย่างต่อเนื่องจนสามารถ
ปฏิบัติ ได้คล่องแคล่วว่องไวโดยอัตโนมัติ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นความสามารถของการ
ปฏบิ ัติในระดับสูง
22
หลักการวัดและประเมินผลบทเรยี น
เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ถือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่ประยุกต์ใช้ใน
ด้าน การศกึ ษาดงั นัน้ เมอ่ื พัฒนาบทเรยี นแล้องประเมินเพ่ือตรวจสอบโครงสร้างภายในวจะตประเมิน
ผลลัพธ์ ประเมินสิ่งต่างๆ ที่ประกอบเป็นโครงสร้างภายในเช่นด้านเนื้อหาด้านการออกแบบจอภาพ
ความสะดวกใน การใช้งานเป็นต้นการประเมินโดยใช้แบบสอบถามส่วนใหญ่จะใช้แบบมาตราส่วน
ประมาณค่าสอบถาม กลุ่มตัวอย่างที่ทดลองใช้บทเรียน ได้แก่ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรม
ผ้เู ชีย่ วชาญในด้านบทเรยี น ผู้สอน และผเู้ รยี นทว่ั ๆ ไป ทง้ั นี้ผู้ออกแบบจะต้องเลือกกุ่มตัวอย่างอย่าง
เหมาะสมและสอดคล้องกับรายการที่จะ ประเมินรายละเอียดที่ผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้ในการ
ประเมินบทเรียนจําแนกเปน็ ดา้ นไดด้ งั น้ี
1. การประเมนิ ผลโครงสรา้ งบทเรียน
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าบทเรียนถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งดังน้ันบทเรียนจงึ
ประกอบด้วยโมดลู ต่างๆ ประกอบกนั เปน็ โครงสรา้ งบทเรียน ในแตล่ ะโมดลู ทําหน้าที่เพียงอย่าง เดียว
หรืออาจจะมกี ารส่งผ่านค่าเพอ่ื ติดตอ่ สอ่ื สารกับโมดูลอืน่ ๆ ในโครงสรา้ งเดยี วกันการประเมินโครงสร้าง
บทเรียนเป็นการประเมินองค์ประกอบภายในบทเรียนได้แก่โครงสร้างของบทเรียนการออกแบบ
ขั้นตอนการ ทํางานการเขียนโปรแกรม การประเมินในด้านนี้เป็นการประเมินด้านเทคนิคเป็นหลัก
ดงั นั้นจึงเรยี กวธิ กี าร ประเมนิ แบบนว้ี ่าไวท์บอ๊ คหรอื กล่องขาว (whitebox)หมายถึงการทดสอบกล่อง
ขาวโดยเปรียบบทเรียน เป็นเสมอื นกล่องขาวในการประเมินจะกระทําเฉพาะภายในกล่องขาวเท่าน้ัน
จะไม่พิจารณาสิ่งต่างๆ ที่ อยู่ภายนอกกล่องขาว ได้แก่ส่วนข้อมูลนําเข้าและการประเมินผลการ
ประเมินแบบไวท์บ๊อคเป็นการ ประเมินโดยผู้เชี่ยวช้าญดนเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเขียน
โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ อย่างยิ่งจะต้องเชี่ยวชาญด้านภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เขียน
โปรแกรมบทเรยี นท่จี ะประเมนิ
2. การประเมนิ ผลลพั ธ์ของบทเรียน
การประเมินลักษณะนี้จะตรงกันข้ามกับแบบไวท์บ๊อคโดยเรียกการประเมินแบบนี้ว่า
แบลค็ บอ๊ คหรือกลอ่ งดํา (blackbox) ซง่ึ เปรียบบทเรียนเปน็ กลอ่ งดําและการประเมนิ ทําการประเมิน
เฉพาะปจั จยั ทีอ่ ยู่ภายนอกกล่องดําเทา่ นั้นไดแ้ ก่ข้อมูลนําเข้าและผลลัพธ์ที่ได้จากบทเรยี นโดยพิจารณา
ปัจจยั นาํ เขา้ ทําให้ไดผ้ ลลัพธ์จากบทเรียนเป็นอยา่ งไรถกู ตอ้ งหรือไมถ่ กู ตอ้ งอยา่ งไรสอดคล้องกับความ
ต้องการหรือไม่อย่างไร ในการประเมินผลแบบแบล็คบ๊อคประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญได้แก่ผู้เชี่ยวชาญ
23
ด้าน บทเรียนผู้สอนและผู้ใช้บทเรียนโดยใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(มนต์ชยั เทียนทอง, 2548: 334-336)
3. การประเมินองคป์ ระกอบ
การประเมินองคป์ ระกอบหมายถึงการประเมินตามแนวทางการศึกษาที่เน้นประเมินในด้าน
เนื้อหาและแบบทดสอบในด้านการออกแบบเช่นสีเสียงหรือภาพเป็นต้นดา้ นการจัดการของบทเรยี น
ตลอดจนด้านการจัดทําเอกสารดังรายละเอียดต่อไปน้ี
3.1 ด้านเนื้อหาเนื้อหาถอื เปน็ สว่ นทีส่ ําคัญในการพัฒนาบทเรียนเนื่องจากเน้ือหาเป็นส่วนที่
จะใหค้ วามรูแ้ ก่ผ้เู รียนดงั นัน้ ในการประเมนิ จะประเมนิ ในประเด็นตา่ ง ๆ ดังนี้
1) ด้านความเหมาะสมของเนื้อหา หมายถึงการประเมินในด้านความเหมาะสมของ
เน้อื หา กับผู้เรียนบทเรียนที่ดีควรจะมีคุณลักษณะอยา่ งหน่ึงคอื มีเน้อื หาที่ตรงกบั ระดับของผู้เรียนโดย
มีการใช้ภาษาที่ เหมาะสม มกี ารสอดแทรกการอธบิ ายด้วยภาพนงิ่ หรอื ภาพเคลอื่ นไหว
2) ด้านความถูกต้องของเนื้อหาความถูกต้องของเนื้อหาเป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องมี
การตรวจสอบและประเมนิ ผลเนื้อหาที่นําเสนอในบทเรยี นจะตอ้ งเปน็ เน้ือหาท่ีถกู ต้องและครบถ้วนไม่
คลุมเครือนอกจากน้ีจะต้องใช้ภาษาสะกดคําหรือใชไ้ วยากรณ์ได้อย่างถกู ตอ้ งดว้ ย
3) คณุ คา่ ของเน้ือหาหมายถงึ เนือ้ หาท่ีนําเสนอในบทเรียนมีคุณค่าเพียงไรตอ่ ผู้เรียน เช่น
เนอื้ หาทมี่ งุ่ แต ความเพลดิ เพลนิ ความรนุ แรงหรอื เนอ้ื หาทน่ี าํ เสนอในแง่การเหยียดผิว เชอื้ ชาติเป็นต้น
ซ่งึ เนอ้ื หาที่กล่าวถงึ นถ้ี อื ว่าเปน็ เนื้อหาที่ไม่มีคุณค่าและไมเ่ กิดประโยชน์ต่อผู้เรยี นแต่อยา่ งใดโยเฉพาะ
อย่างยิ่งถ้า ผู้เรียนเด็กเล็กผู้ออกแบบเป็นควรจะระมัดระวังดังนัน้ การประเมินคุณค่าของเน้ือหาของ
บทเรยี นจงึ เป็นสงิ่ ท่สี ําคญั
3.2 ดา้ นการออกแบบหมายถึงการออกแบบลักษณะโครงสร้างของจอภาพท่ีนําเสนอ การใช้
สแี ละตัวอกั ษรและการใชส้ อ่ื ประสมดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
1) การใช้พื้นที่หน้าจอเนื่องจากจอภาพคอมพิวเตอร์เป็นส่วนที่จะใช้ติดต่อกับผู้เรียน
ดังนั้นการออกแบบการใช้พื้นที่ของจอภาพจึงควรออกแบบให้มีความง่ายและสะดวก ต่อการใช้ของ
ผู้เรียนจัดรูปแบบการนําเสนอของจอภาพอย่างเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนและเป็นรูปแบบการนําเสนอ
ตลอดทง้ั บทเรยี น
2) การใช้สีและตัวอักษรการออกแบบเพื่อการใช้สีและตัวอักษรถือว่าเป็นองค์ประกอบ
หน่ึงในการนําเสนอของจอภาพสีท่ีใช้ควรเปน็ สีท่สี บายตาและผอ่ นคลายผู้เรียน นอกจากน้ีจะต้องเน้น
ความสวยงามและความชัดเจน ในส่วนของตัวอกั ษรกเ็ ชน่ กันควรจะเปน็ ตัวอักษรทีม่ ีขนาดเหมาะสมและ
ใชส้ ขี องตวั อักษรโดยมหี ลักคือสีของตัวอักษรเขม้ บนสีพ้ืนทีอ่ ่อนหรอื ใชส้ ี ตัวอักษรอ่อนบนสพี ้ืนเข้ม
24
3) การใช้สื่อประสม หมายถึง การใช้เสียงภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว หรือข้อความใน
บทเรียน ทําใหบ้ ทเรยี นมีการอธิบายทหี่ ลากหลาย แต่อยา่ งไรก็ตามการใช้สอื่ ประสมควรจะ พิจารณา
ใหเ้ หมะสมกบั วยั หรอื ระดับของผู้เรยี น สถานการณ์ในบทเรยี นและควรเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นได้ควบคุม
การแสดงผลบนจอภาพในดา้ นสือ่ ประสมด้วยตนเองได้
3.3 ด้านกิจกรรมการออกแบบบทเรียนส่วนหนึ่งที่จะต้องออกแบบควบคู่กันไป ได้แก่
กิจกรรมท่จี ะให้ผเู้ รยี นไดม้ ปี ฏิสมั พนั ธเ์ พอื่ ใหม้ ีส่วนรว่ มหรือเพื่อทาํ การทดสอบความรผู้ เู้ รยี นกิจกรรมท่ี
ออกแบบในบทเรียนจะตอ้ งสอดคล้องกับเน้ือหาท่ีกําลังนําเสนอ และถ้าเปน็ กิจกรรม การตอบคําถาม
หรือแบบทดสอบจะต้องเป็นแบบทดสอบที่ผ่านการหาความยากง่ายค่าอํานาจจําแนกหรือค่า ความ
เชื่อมั่นมาก่อนเป็นคําถามที่ชัดเจนและสอดคล้องกับเนื้อหาที่นําเสนอนอกจากนี้จกรรมต่าง ๆ
ทีผ่ เู้ รียนไดม้ ปี ฏิสมั พันธค์ วรจดั ให้มีการเสริมแรง (reinforcement) ในจงั หวะท่ีเหมาะสมกับเวลาและ
ระดบั ของผเู้ รยี น
3.4 ด้านการจัดการบทเรียน หมายถึงวิธีการควบคุมบทเรียนความชัดเจนของคําสั่งในตัว
บทเรียนการจัดทําเอกสารประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการออกแบบอย่างเหมาะสมและสมบูรณ์
ดังน้ี
1) ส่วนของวิธีการควบคุมบทเรียนหมายถึงผู้เรียนมโี อกาสในการควบคุม บทเรียนเป็น
อย่างไรบทเรยี นเสนอหวั ข้อหลักหรอื หัวข้อยอ่ ยสอดคล้องกนั หรอื ไม่อยา่ งไรตลอดจนการมีส่งิ อํานวย
ความสะดวกในบทเรียนทใ่ี หผ้ เู้ รยี นไดจ้ ัดการเองไดเ้ ช่นการปรับแตง่ เรอ่ื งการต้ังเวลาให้ความช่วยเหลือ
เป็นต้น
2) ความชัดเจนของคําสั่งในบทเรียนหมายถึงการท่ีผูเ้ รียนสามารถจัดการบทเรียนได้ง่าย
ไม่สับสนโดยไม่ตอ้ งร้องขอความช่วยเหลือจากผู้สอนหรือผู้เรียนท่ีไม่มพี ื้นความรู้ด้าน คอมพิวเตอร์ก็
สามารถใช้งานบทเรยี นได้
3) ส่วนการจัดทําเอกสารถอื เปน็ สว่ นหนงึ่ ท่ีจําเปน็ ต้องจดั ทาํ เน่ืองจากสามารถ ใช้เอกสาร
เป็นแหล่งอ้างอิงได้และสามารถใช้เป็นคู่มือในการใช้บทเรียนได้เอกสารที่ดีควรประกอบด้วย
รายละเอียดที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่จําเป็นการแนะนําบทเรียนวัตถุประสงค์ของบทเรียนการใช้งาน
บทเรียนและ ปัญหาที่อาจจะพบได้ในการใชบ้ ทเรียน
จากรายละเอียดต่าง ๆ ที่กล่าวมาผู้ออกแบบจะต้องประเมินให้ครบทุก องค์ประกอบเพื่อ
ความครอบคลุมทุก ๆ ดา้ นในบทเรียนส่วนผ้ทู ี่ประเมนิ บทเรียนได้แก่ผู้สอนหรือผ้เู รียน เคร่ืองมือที่ใช้
ในการประเมินคือแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดบั (มนตช์ ัยเทยี ทอง, 2548 ก: 330-332)
25
การหาคณุ ภาพคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
1. การตรวจสอบคุณภาพ
1.1 การตรวจสอบโครงสร้างภายในสื่อ เป็นการตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการตรวจสอบสิ่งท่ี
ปรากฏในสื่อ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ ด้วยประสาทสัมผัส ถ้าส่วนที่ปรากฏมีลักษณะชัดเจน ง่ายและ
สะดวกแก่การรับรู้ สื่อนั้นเป็นสื่อที่มีศักยภาพสูงในการสื่อสาร การตรวจสอบที่สำคัญในขั้นนี้
ประกอบดว้ ย 2 สว่ น คอื ลกั ษณะสอื่ และเนอื้ หาสาระในสอื่
1.2 การตรวจสอบคุณภาพสื่อ (Qualitative) ผู้ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบสื่อในขั้นนี้ได้ดี
ท่สี ดุ คอื นักโสตทัศนศกึ ษา หรือนกั เทคโนโลยกี ารศึกษาซง่ึ ถอื วา่ เปน็ ผ้เู ชียวชาญด้านสื่อการเรียนการ
สอน ในการตรวจสอบควรมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 คน โดยใช้แบบประเมินบทเรียน
คอมพิวเตอร์ อาจจะมีการแสดงความคิดเหน็ เพ่ิมเตมิ ได้ นำผลการประเมินมารวมกัน เพื่อชี้แนะการ
ปรับปรงุ หรือดำเนินการต่อไป ผู้ตรวจสอบเนือ้ หาสาระในการตรวจสอบเน้ือหาสาระท่ีปรากฏในสื่อ ผู้
ตรวจสอบได้ผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาสาระเฉพาะและครูผู้สอนกลุ่มเป้าหมาย จำนวนอย่างน้อย 3 คน
กระทำการตรวจสอบโดยใช้แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ แสดงความเห็นเพื่อการปรับปรุงใน
ส่วนที่ควรปรับปรุง หรือให้ความเห็นชอบเพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งการตรวจสอบในขั้นนี้เป็นการ
ตรวจสอบประสิทธิภาพของส่อื ตรวจดกู ารทำงานของสือ่ ว่า เม่อื ใช้สอ่ื นน้ั กับผเู้ รียนเป้าหมาย ผู้เรียน
สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ข้อใดบ้าง ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ ควรจะต้องมีการ
ปรับปรุงสื่อหรือไม่ อย่างไรในการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบจะพิจารณาทุกอย่างทีเ่ กี่ยวข้อง เช่น การ
ออกแบบเนื้อหาสาระ รูปแบบการเสนอเนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรยี นการสอน (ถ้าม)ี ความยากง่าย
ของภาษาหรือภาพที่ใช้สื่อสาร ตัวอย่างประกอบ แบบทดสอบเพื่อการวัดผลในส่วนนั้น ๆ ลักษณะ
กลุ่มเป้าหมาย หรือแมก้ ระท่ังวตั ถุประสงคท์ ่ีกำหนดไวท้ งั้ ในสว่ นเนื้อหาสาระและเกณฑ์ เป็นตน้
2. เครอื่ งมือท่ีใช้ในการตรวจสอบคุณภาพส่อื การเรียนการสอน
นยิ มใช้กนั มากมี 2 แบบ คอื
2.1 แบบทดสอบที่ใช้ในที่น้ี เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรเป็น
แบบทดสอบท่มี ีความตรงเชิงเนอื้ หา (Content validity) สงู และสามารถวัดได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ในแต่ละวตั ถุประสงค์ โดยท่ัวไปการพัฒนาแบบทดสอบมขี นั้ ตอน ดังนี้
1) กำหนดจำนวนข้อของแบบทดสอบ
2) พิจารณากำหนดน้ำหนักวัตถุประสงคแ์ ต่ละข้อของการพัฒนาส่ือ แล้วคำนวณจำนวน
ขอ้ ทดสอบสำหรับวัตถุประสงคแ์ ต่ละขอ้
26
3) สร้างข้อสอบตามจำนวนที่กำหนดไวใ้ นข้อ โดยสามารถวัดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน
วัตถุประสงค์ให้มีจำนวนข้ออย่างน้อยที่สุดเป็น 2 เท่าของจำนวนข้อทดสอบที่ต้องการ เพื่อการ
คัดเลือกขอ้ ท่ีเหมาะสมหลงั จากทไี่ ดน้ ำไปทดลองใช้และวิเคราะห์ข้อสอบ
4) พิจารณาตรวจเพ่ือความถูกตอ้ งและการแกไ้ ขปรบั ปรงุ แบบทดสอบโดยผ้เู ชี่ยวชาญ
5) นำแบบทดสอบไปทดลองใชก้ บั ตวั แทนกลมุ่ เป้าหมายทีม่ ีความรเู้ ร่ืองเน้อื หาในสื่อแลว้
6) วิเคราะห์แบบทดสอบโดยตรวจค่าความเชื่อมั่น ความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความ
ยากง่าย
7) คัดเลือกข้อสอบให้มีจำนวนตามต้องการ และสามารถวัดค่าตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
สำหรบั แต่ละวตั ถปุ ระสงค์
2.2 แบบสังเกต ในระหว่างการทดลองใช้สื่อ ผู้ตรวจสอบควรจะสังเกตและบนั ทึกการแสดง
ของสอ่ื และพฤติกรรมการใช้สือ่ ในการเยนการสอนของผู้ใช้ เพือ่ ประโยชนใ์ นการปรับปรุง ส่ิงสำคัญท่ี
ควรสงั เกตและบนั ทึกไว้เปน็ รายการในแบบสงั เกต คอื
1) ความสามารถเขา้ ใจได้งา่ ย (understandable)
2) การใช้ประสามสัมผัสไดง้ า่ ย เช่น มีขนาดอ่านง่ายหรือดูง่าย คุณภาพของเสยี งดี ฟังงา่ ย
3) การเสนอตัวชีแ้ นะ (cuing) สำหรับสาระสำคญั เด่น ชัดเจน สงั เกตได้งา่ ย (Noticable)
4) ระยะเวลาที่กำหนดเหมาะสม ทั้งเวลาการนำเสนอและตอบสนอง อีกทั้งระยะเวลา
การสอ่ื สารเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
5) วธิ ีการใช้ที่ง่าย สะดวก ไม่ยงุ่ ยาก หรอื สลับซับซ้อน
6) ผเู้ รยี นสนใจและตดิ ตามการแสดงของสอ่ื โดยตลอด
2.3 ตวั แทนกลมุ่ เป้าหมาย ไดแ้ ก่ ผู้เรยี นหรือบุคคลที่อยู่ในกลุม่ เป้าหมายซ่ึงคัดเลือกมาโดย
วิธีการสุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละครั้งของการทดสอบ ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายคนใดที่
ได้รับเลือกเป็นตัวแทนในการทดสอบแล้ว จะไม่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายในการทดสอบคร้ัง
ต่อไป
อนึ่ง ตวั แทนกล่มุ เป้าหมายจะตอ้ งเป็นบคุ คลทไ่ี ม่เคยเรยี นหรอื ไม่มีความรเู้ นื้อหาสาระที่สอน
ในสื่อมาก่อนการทดสอบสือ่
2.4 การทดสอบสื่อในการตรวจสอบคุณภาพสื่อการเรียนการสอน โดยปกติจะดำเนินการ
โดยการทดลองใช้สื่อกับตัวแทนกลุ่มเป้าหมายในสภาพการณ์จริงปกติ ซึ่งแบ่งการดำเนินการ
ออกไดเ้ ป็น 3 ขัน้ ตอน คือ
1) การทดสอบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-on One testing) ให้ตัวแทนกลุ่มเป้าหมายที่มีผล
การเรยี น เกง่ ปานกลาง อ่อน อยา่ งละ 1 คน เรยี นกบั สื่อในระหว่างการทดลองใช้สื่อ ให้ผู้ตรวจสอบ
27
ทำการสังเกตการใช้สื่อการเรียนการสอนอย่างใกล้ชิด โดยใชแ้ บบสังเกตและบันทึกผลการสังเกตเพื่อ
เป็นขอ้ มูลในการปรบั ปรุงแกไ้ ข
2) การทดสอบกลุ่มเล็ก (Small group testing) การทดสอบสื่อด้วยกลุ่มตัวแทน
กลุ่มเป้าหมายกลุ่มเล็ก จำนวนประมาณ 5 - 10 คน การทดสอบสื่อในขั้นน้ี บางครั้งอาจจะต้อง
กระทำมากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อตรวจสอบดูว่าสิ่งที่แกไขปรับปรุงในสื่อแล้วนั้น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ไดด้ ีข้นึ ถึงระดับเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้หรือยัง
3) การทดสอบกลุ่มใหญ่ (Large group testing) การทดสอบสื่อในขั้นน้ี เป็นการ
ทดสอบด้วยกลุ่มตัวแทนกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหญ่ประมาณ 30 คน เป็นขั้นการทดสอบที่หลังจากสื่อ
ได้รับการปรับปรุงแก้ไขจนมีคุณภาพหรือมาตรฐานสูง ในบางครั้งการทดสอบขั้นนี้อาจให้ระดับ
มาตรฐานแก่สือ่ ถา้ ผู้ตรวจสอบพบผลจากการวิเคราะหว์ ่าคุณภาพสื่ออยู่ในเกณฑ์ท่นี ่าพอใจ ก็จะหยุด
การทดสอบสื่อในขัน้ น้ี และแจ้งผลการทดสอบส่ือขัน้ น้ีเป็นมาตรฐานของส่ือในบางกรณีผู้ตรวจสอบ
บางคน อาจจะให้มีการทดสอบภาคสนามต่อจากการทดสอบกลุ่มใหญ่ และถือผลการทดสอบ
ภาคสนามเป็นมาตรฐานของส่ือ
เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
1. ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้จาก
ประสบการณ์ทัง้ ทางตรงและทางอ้อมจากครูผู้สอนสําหรับความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี
นักการศกึ ษาไดใ้ หค้ วามหมายไวห้ ลายท่านสรุป ไดด้ งั น้ี
Good (1973: 6–7) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้ (Knowledge
Attained) หรอื การพัฒนาทักษะทางการเรียนซึง่ โดยปกติพจิ ารณาจากคะแนนสอบทกี่ ําหนดคะแนน
ที่ไดจ้ ากงานที่ ครผู สู้ อนมอบหมายใหห้ รือท้งั สองอย่าง
ไพศาล หวังพานชิ (2537: 30-31) ไดใ้ ห้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(Academic
Achievement) ว่าหมายถึงคุณลักษณะและความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน
เป็นการ เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณก์ ารเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาฝึกฝนอบรมหรือจาก
การสอนการวัด ผลสัมฤทธิ์จึงเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผล (Level of
Accomplishment) วา่ เรียนแลว้ รเู้ ทา่ ไรมคี วามสามารถชนิดใ
28
ชนินทร์ชัย อินทิราภรณ์ และคนอื่น ๆ (2540: 5) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง
ความสําเร็จใน ดา้ นความรู้ทกั ษะสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของสมองหรอื มวลประสบการณ์ทั้งปวงของ
บุคคลท่ีไดร้ ับการเรยี น การสอนหรอื ผลงานท่นี ักเรียนได้จากการประกอบกจิ กรรม
ธวัชชัย บุญสวัสดิ์กุลชัย (2543: 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงความรู้ทักษะและ
สมรรถภาพ ทางสมองในดา้ นตา่ งๆ ที่นักเรยี นไดร้ บั จากการสัง่ สอนของครูผสู้ อน ซึ่งสามารถตรวจสอบ
ไดโ้ ดยใช้ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ(์ Achievement Test)
รัตนาภรณ์ ผ่านพิเคราะห์ (2543: 7) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงผลของความสามารถ
ทาง วชิ าการทีไ่ ดจ้ ากการทดสอบโดยวิธตี า่ งๆ
กระทรวงศึกษาธิการ (2544: 11) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงความสําเร็จหรือ
ความสามารถ ในการกระทําใด ๆ ที่จะต้องอาศัยทกั ษะหรือมฉิ ะนั้นก็ต้องอาศยั ความรอบรูใ้ นวชิ าใด
วชิ าหน่ึงโดยเฉพาะ
2. การวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
การวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นมคี วามจําเป็นต่อการเรียนการสอนหรือการตัดสนิ ผลการเรียน
เพราะ เป็นการวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝนโดยอาศัย
เครอื่ งมือประเภท แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิซึง่ เป็นเครือ่ งมือท่นี ยิ มมากทส่ี ุด (เยาวดี วบิ ลู ย์ศรี, 2540:
19) ไดก้ ล่าวถึงขอ้ ตกลง เบ้อื งต้นท่คี วรคาํ นึงถงึ ในการสร้างแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ ไวด้ ังนี้
1. เนื้อหาหรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้นจะตอง
สามารถ จํากัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมซ่ึงมคี วามเฉพาะเจาะจงในลกั ษณะท่จี ะสื่อสารไปยงั บุคคลอื่นได้
ถ้าเป้าหมาย ทางการศึกษาไม่สามารถจํากัดอยู่ในรปู ของพฤติกรรมแลว้ ย่อมไม่สามารถท่ีจะวัดได้ใน
ลกั ษณะของผลสมั ฤทธิ์ ได้อย่างชัดเจน
2. ผลติ ผลทแ่ี บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์วัดผล จะตอ้ งเปน็ ผลติ ผลเฉพาะทเ่ี กิดข้นึ จากการเรียน
การสอน ตามวัตถุประสงคท์ ี่ต้องการเท่านน้ั จะวัดผลผลิตผลอยา่ งอ่นื ไม่ได้
3. ผลสัมฤทธิ์หรือความรูต้ ่างๆที่แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิวัดไดน้ ัน้ ถ้าจะนําไปเปรียบเทียบกัน
แลว้ ผู้ เข้าสอบทุกคนจะตอ้ งมีโอกาสได้เรยี นรู้ในเรอื่ งนน้ั ๆ เท่าเทยี มกนั
3. ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
ชวาล แพรัตกุล (2516: 111, อ้างถึงในวิชาญ เลิศลพ, 2543: 23 - 24) ได้แบ่งประเภทของ
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นตามหน้าท่หี รือการนาํ ไปใช้วัดเป็น2 ประเภท ดังนี้
29
1. แบบทดสอบที่ครูสร้าง (Teacher - Made Test) หมายถึงข้อสอบหรือปัญหาหรือโจทย์
คําถาม ต่างๆ ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อวัดผลขณะที่มกี ารเรียนการสอนและสามารถพลิกแพลงใหเ้ หมาะสม
กับสภาพการณ์ตา่ ง ๆ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardize Test) เป็นแบบทดสอบที่วิวัฒนาการมาจาก
แบบทดสอบที่ ครสู รา้ งและได้ผ่านการทดลองใชต้ รวจสอบวจิ ยั ปรับปรุงคณุ ภาพให้ดีข้ึนจนมีความเป็น
มาตรฐานท้งั ในแง่ เวลาที่ใชก้ ารดําเนนิ การสอนการให้คะแนนและการแปลความแบบทดสอบทั้งสอง
ฉบั นแี้ บ่งตามลักษณะ ข้อสอบไดเ้ ปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื
2.1 แบบอัตนัย (Subjective Test หรือ Essay Test) เป็นแบบทดสอบที่กําหนดปัญหา
หรือ คําถามให้และให้ผู้ตอบแสวงหาความรู้ความเข้าใจและความคิดตามที่โจทย์กําหนดภายใน
ระยะเวลาที่ กําหนดการใช้ภาษาในการเขียนตอบขึ้นอยู่กับตัวผู้สอบแบบทดสอบนี้สามารถวัดได้
หลายๆ ดา้ นในแต่ละ ข้อเชน่ ความสามารถในด้านการใช้ภาษาความคิดเจตคติและอ่นื ๆ
2.2 แบบปรนัย (Objective Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มีคําตอบไวใ้ ห้แล้วผูส้ อบตอ้ ง
ตัดสินใจเลือกข้อที่ต้องการหรือพิจารณาข้อความทีใ่ ห้ว่าถูกหรือผิดได้แกแ่ บบถูกผิดแบบเติมคําหรอื
ตอบสน้ั ๆ และแบบเลือกตอบแบบทดสอบท้งั สองแบบดงั กล่าวต่างก็มีข้อเด่นและขอ้ ด้อยแตกต่างกัน
และไมม่ ีกฎ ตายตวั วา่ ต้องใช้ประเภทใดแต่ควรคาํ นึงถงึ จุดประสงคแ์ ละสภาพการณ์ของการใช้ในการ
วิจยั ครั้งน้ี ผู้วจิ ยั ใช้ แบบทดสอบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
(ฉบบั บปรบั ปรุงใหม่ 2560)
กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์มุง่ หวังให้ผู้เรียนได้เรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเช่ือมโยง
ความรู้ คบั กระบวนการ มที ักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ
สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปัญหาที่หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ึนตอนมีการทำ
กิจกรรมด้วยการลงมอื ปฏบิ ัติจริง อย่างหลากหลาย เหมาะสมคบั ระดบั ชน้ั โดยได้กำหนดสาระสำคัญ
ตวั ชว้ี ัด มาตราฐานสำหรบั นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ดังนี้
30
ตารางที่ 1 มาตราฐานการเรียนรู้และตวั ชีว้ ดั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
ช้นั มาตราฐานการเรียนรู้ ตัวช้ีวัด
ม.6 ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือ -
การดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้าน
วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพื่อแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมี
ความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ เทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อ
ชีวิต สงั คม และส่ิงแวดล้อม
ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณใน ใช้เทกกคโนโลยี สารสนเทศใน การนำเสนอและ
การแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น แบ่งปันข้อมูล อย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และ
ขั้นตอนและ เป็นระบบ ใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ การเปล่ยี นแปลง เทคโนโลยี สารสนเทศ
สารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การ ที่มีผลต่อ การดำเนินชีวิต อาชีพ สังคม และ
ทำงาน และการแก้ปัญหา ได้อย่างมี วัฒนธรรม
ประสทิ ธภิ าพ รเู้ ท่าทนั และมีจรยิ ธรรม
คำอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ ว 30285 รายวชิ า การเขยี นโปรแกรมภาษา Python กลุม่ สาระการ
เรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยชี ้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา 40 ชัว่ โมง จำนวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาหลักการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา Python การออกแบบ และการใช้
ชุดคาํ สั่งเพือ่ ควบคมุ การป้อนค่า Input การแสดง Output และการคํานวณทางคณติ ศาสตร์พื้นฐาน
โดยการใช้ชุดคําสั่งเงื่อนไข คําสั่งการ ทํางานวนรอบแบบต่าง ๆ หลักการสร้างและใช้งาน
ฟงั ก์ชนั ในภาษา (Python) ตัวแปรชดุ การเรยี งและการคน้ หาข้อมูลขั้นพน้ื ฐาน
เพื่อใหน้ ักเรียนได้สรา้ งฐานข้อมูลแบบโครงสรา้ งการใช้ชุดคําสัง่ ในการเขยี น และการอา่ นไฟล์
การประยกุ ตใ์ ช้งาน
31
ผลการเรยี นรู้
1. มคี วามรูค้ วามเข้าใจการพฒั นาโปรแกรมและการออกแบบโปรแกรมได้
2. มีความร้คู วามเขา้ ใจในการเขียนโปรแกรมแบบพน้ื ฐานในภาษา Python
3. สามารถใชค้ ำสง่ั แบบลำดับขัน้ ในการแกโ้ จทย์ปัญหาได้
4. สามารถใช้คำสั่งแบบมีทางเลือก if และ if – else, if – else if และ nested if ในการ
แกไ้ ขโจทย์ปญั หาได้
5. สามารถใชค้ ำสงั่ แบบวนซ้ำ while, for ในการแกไ้ ขโจทย์ปญั หาได้
รวมทัง้ หมด 5 ผลการเรียนรู้
โครงสร้างรายวิชา ว 30285 รายวิชาการเขียนโปรแกรมภาษา Python กลุ่มสาระ
การเรยี นร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 เวลา 40 ชว่ั โมง จำนวน 1 หนว่ ยกติ
ตารางที่ 2 โครงสรา้ งรายวชิ าการเขยี นโปรแกรมภาษา Python
หน่วยท่ี ชอ่ื หนว่ ย ผลการ สาระสำคญั /ความคดิ รวบ เวลา น้ำหนกั
1 เรยี นรู้ ยอด (ช่ัวโมง) วิชา
2 ขั้นตอนการพัฒนาและ ข้อ 1 5
การออกแบบโปรแกรม ศึกษาข้ันตอนการพัฒนา 5
ภาษา Python ขอ้ 1,2 และการออกแบบโปรแกรม 5
ความรู้พืน้ ฐานภาษา 5
3 การเขียนโปรแกรมแบบ ข้อ 3 Python 10
ลำดับขั้น ศกึ ษาการเขียนโปรแกรม 10
แบบลำดับขัน้ 15
4 การเขียนโปรแกรมแบบ ข้อ 4 ศึกษาการเขียนโปรแกรม 10
มีทางเลือก แบบมที างเลือก 15
ศกึ ษาการเขยี นโปรแกรม 10
5 การเขียนโปรแกรมแบบ ขอ้ 5 แบบวนซ้ำ 40
วนซำ้ 50
20
รวมเวลาเรยี น 30
100
คะแนนหน่วยการเรยี นรูร้ ะหวา่ งเรียน
คะแนนประเมนิ ผลกลางภาค
คะแนนประเมนิ ผลปลายภาค
รวมคะแนนประเมนิ ผล
32
คำส่ังภาษา Python
คำสั่งในภาษา Python มีคำสั่งมากมาย ส่วนในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยจะนำเสนอคำสั่ง
พ้ืนฐานของภาษา Python ดังนี้
คำสั่ง print เป็นคำสงั่ สำหรับใช้แสดงผลบนคอมมาไลน์ มไี วยากรณ์ดังนี้ เป็นคำสั่งใช้ในการ
แสดงผล แสดงข้อมลู บนคอมมาไลน์ print(ตวั แปรหรอื ข้อมูล)
ตัวอย่างเชน่
print(1,2,3)
ผลลพั ธ์ 1 2 3
ตวั อย่างเชน่
print(‘Hello’)
ผลลัพธ์ Hello
คำสงั่ input เปน็ คำสง่ั สำหรับรับข้อมลู จากแป้นพิมพ์ โดยรับทางคอมมาไลนม์ ีไวยากรณ์ดงั นี้
input(ข้อความชนดิ string)
ตวั อยา่ งเช่น
a = input("Text :")
Text :Hello
print(a)
ผลลัพธ์ Hello
คำสั่ง round เปน็ คำส่ังสำหรบั ใช้ปัดตวั เลข มีไวยากรณ์ดังน้ี round(ตวั เลขจำนวนจริง)
ตัวอยา่ งเช่น
round(9)
ผลลพั ธ์ 9
ตวั อย่างเช่น
round(9.5)
ผลลพั ธ์ 9
33
ตวั อยา่ งเช่น
round(1.6)
ผลลัพธ์ 2
ตวั อยา่ งเชน่
round(-0.1)
ผลลพั ธ์ 0
ตวั อย่างเช่น
round(-0.7)
ผลลัพธ์ -1
คำสง่ั sum เป็นคำส่ังสำหรบั ใช้หาผลรวม มไี วยากรณด์ งั น้ี
sum(ขอ้ มลู ตัวเลข)
sum(ขอ้ มลู ตัวเลข, ค่าเรม่ิ ต้น)
ตัวอย่างเช่น
sum([5,5,2])
ผลลพั ธ์ 12
ตวั อยา่ งเช่น
sum([1,1,1],20)
ผลลัพธ์ 23
คำสั่ง len เป็นคำสั่งสำหรับใช้วัดความยาวของตัวอักษร ใช้ได้กับทั้ง string (สติง), byte
(ไบต์), tuple(ทเู พิล), List (ลิส), หรอื range(เรนจ) มรี ูปแบบไวยากรณ์ ดังน้ี
len(ตัวแปรหรอื ขอ้ มูล)
ตัวอย่างเชน่
a = "123456"
len(a)
ผลลัพธ์ 6
คำสัง่ max เป็นคำสั่งสำหรับใชด้ งึ ค่าทม่ี ากทีส่ ดุ ในชนดิ ขอ้ มูลนน้ั ๆ มรี ปู แบบไวยากรณ์ดงั น้ี
max(ตวั แปรหรือขอ้ มูล)
34
ตัวอยา่ งเช่น
max(1,2,3)
ผลลัพธ์ 3
ตัวอยา่ งเชน่
max([1,2,3,-1])
ผลลพั ธ์ 3
ตวั อยา่ งเช่น
max('abcdb') # ตวั อักษร d มีคา่ มากสุดถ้าเรียงตามลำดับตวั อกั ษร
ผลลัพธ์ d
คำส่งั min เป็นคำส่ังสำหรบั ใชด้ งึ ค่าท่นี ้อยทส่ี ดุ ในชนิดข้อมลู นน้ั ๆ มีรปู แบบไวยากรณด์ ังนี้
min(ตัวแปรหรอื ข้อมลู )
ตวั อย่างเช่น
min('abca')
ผลลพั ธ์ 'a'
ตัวอยา่ งเช่น
min([1,2,3,-1])
ผลลัพธ์ -1
ตวั อยา่ งเช่น
min(1,2,3)
ผลลัพธ์ 1
คำส่ัง zip เป็นคำสง่ั สำหรับใชร่ วมทเู พิล (tuples) 2 ตัว จับค่เู ปน็ ทเู พลิ เดียวกัน
ตวั อย่างเชน่
a = ["a", "b", "c"]
b = [1, 2, 3]
c = zip(a,b)
print(list(c))
ผลลัพธ์ [('a', 1), ('b', 2), ('c', 3)]
35
งานวิจัยทเ่ี กยี่ วข้อง
1. งานวิจยั ในประเทศ
ปทุมวัน ดุษฎี (2556) ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอรม์ ัลตมิ ีเดียการสร้าง
คําไทยตามหลักเกณฑท์ างภาษาสาํ หรับนักเรยี นช้นั มธยมศกึ ษาปีท่ี มวี ัตถุประสงค์ 3 คือ 1) เพ่ือสร้าง
บทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับนักเรียนชั้นมธยม
ศึกษาปีที่ 3 2) เพ่ือประเมนิ คุณภาพของบทเรียนคอมพวิ เตอร์มัลตมิ ีเดยี 3) เพ่ือหาผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของผู้เรียนที่ เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย 4) เพื่อหาความพึงพอใจของผู้เรียนท่ี
เรยี นดว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอรม์ ัลติมีเดยี โดยทดลองกับประชากร คอื นักเรยี นชน้ั มธยมศึกษาปีท่ีภาค
เรียนที่3 1 ปีการศึกษา2552 โรงเรียนบ้านหินลาดอําเภอคุระบุรีจังหวัดพังงาจํานวน46 คน ผลการ
ประเมินคุณภาพบทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตามหลักเกณฑ์ทางภาษาสําหรับ
นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่โดย 3 ผ้เู ช่ยี วชาํ ญจนวน3 ทา่ นและดา้ นการนําเสนอจํานวน3 ท่านปรากฏ
ว่ามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ4.23 และ 4.33 ตามลําดับซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี ผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียน
คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียคะแนนการทดสอบ หลังเรียนสูงกว่าคะแนนการทดสอบก่อนเรียนอย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และผู้เรียนมีความพึงพอใจ ต่อคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียมีคะแนนเฉล่ีย
เท่ากับ4.51 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมากสรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดียการสร้างคําไทยตาม
หลกั เกณฑท์ างภาษาสาํ หรับนกั เรียนชน้ั มธยศึกษาปที ี่ 3 มคี ุณภาพและ สามารถนําไปใชส้ อนได้
รุ่งโรจน์ ขวัญโกมล (2555) ไดท้ ําการวิจยั เรือ่ งการสร้างบทเรยี นคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบ
ฝึกปฏิบัติเรือ่ ง “PHP” เบื้องต้น เพื่อหาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีตอ่
บทเรียน คอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึกปฏิบัติเรื่อง “PHP” เบื้องต้น เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย
1) บทเรียน คอมพวิ เตอรม์ ลั ตมิ ีเดียแบบฝึกปฏบิ ัตเิ รื่อง “PHP” เบื้องตน้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรยี น กลุ่มตวั อย่างเปน็ นักศึกษาระดับปริญญาตรี
คณะเทคโนโลยี สารสนเทศ ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นปีที่4ภาคเรียนที่ 2/2550 วิชา Web
Programming มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จํานวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.66/86.00 เมื่อนําคะแนนสอบก่อนเรียนและ
คะแนนสอบหลังเรียนมาวิเคราะห์เพื่อหา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่าได้ประสิทธิภาพ
ก่อนกระบวนการเท่ากับ 25.33 และประสิทธิภาพ หลังกระบวนการเรียน เท่ากับ 86.00 ดังน้ัน
บทเรียนคอมพวิ เตอร์ทีส่ รา้ งขึ้นนีท้ ําให้ผู้เรียนมีผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสําคญั ทาง
สถิติที่ระดับ0.01 และความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ มีค่าเฉลี่ยโดยเท่ากับ
4.03 ซึ่งอยู่ในระดับความพึงพอใจค่อนข้างมาก สรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียแบบฝึก
36
ปฏบิ ัติเรอ่ื ง “PHP” เบ้ืองต้นทีส่ ร้างขนึ้ มีประสทิ ธภิ าพ สามารถนําไปใช้ใน การเรียนรู้ด้วยตนเองและ
ใชใ้ นการการสอนได้ ซ่ึงสือ่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนมคี วามตอ้ งการมากในนกั เรยี นระดับช้ันต่าง ๆ โดยดู
ได้จากงานวิจัยของธิตินาฎ ดาลาด (2557) ซึ่งได้ทําการสํารวจความต้องการสื่อการเรียนการสอน
ภาษาจีนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายศิลป์ภาษาจีนโรงเรียนนารีนุกูลจังหวัด
อุบลราชธานีโดยเนื้อหาเน้นไปทางการสํารวจสื่อการสอนในระดบั มัธยมศึกษาเท่านั้นและในงานวิจยั
ฉบับนี้ผู้วิจัยจะเน้นพัฒนาสื่อการสอนในระดับประถมศึกษา เพื่อนําไปพัฒนาการเรียนการสอนใน
อนาคต
2. งานวจิ ัยต่างประเทศ
Ozmen, Haluk (2008 : 423) ไดศ้ กึ ษาอทิ ธพิ ลของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนทม่ี ตี ่อการรับรูแ้ ละ
การสร้างความเข้าใจของผู้เรียนเร่ืองการรวมตัวทางเคมแี ละทัศนคติทม่ี ีตอ่ วชิ าเคมีจากการศึกษาโดย
ให้นกั เรยี นเรยี นรู้จากคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนนักเรียนมผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนโดยมผี ลคะแนนทดสอบ
หลงั เรยี นสงู ข้ึนและนกั เรยี นยังมีทัศนคติต่อการเรยี นวิชาเคมีโดยมีความพงึ พอใจต่อการเรียนเพ่ิมมาก
ข้ึนดว้ ย ซง่ึ สรปุ ไดว้ า่ การใชค้ อมพิวเตอร์ชว่ ยสอนทำใหร้ ูปแบบการเรียนการสอนมีพัฒนาการมากขึ้น
Stewart, Robert Dunning (1995: 168-A) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนมัลติมีเดียกรณีศึกษาประเมินค่าแบบ Formative และ Summative เกี่ยวกับศักยภาพที่จะ
ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการสอนเนื้อหาท่ีมีลักษณะเหมอื นจรงิ โดยได้ออกแบบการช่วยเหลือผู้เรียนที่
ง่ายต่อการใช้งานที่สุด โดยมีตัวอย่างเป็นมัลติมีเดียแบบมีการโต้ตอบประกอบการเรียน ด้วยการ
ออกแบบหลักสูตร เนื้อหา ที่ไม่มีเทคนิคมากนัก โดยในระหว่างนำไปใช้จะทำการควบคุมรูปแบบ
วิธีการที่กำหนดให้ตามโมเดลของ JEMM (Journalism in Education Multimedia Model) ด้วย
การกำหนดปัจจัยอย่างเจาะจงโนโปรแกรม และนำผลที่ได้ จากการศึกษานำมาบรรยายใน
รายละเอยี ดเชิงคุณคา่ ของบทเรยี น ออกมาให้เห็นในทางลึกจากการศึกษาพบว่า การใชร้ ูปแบบโมเดล
ของ JEMM เป็นเครื่องมือในการเสนอเนื้อหาความรู้ได้ดีมีประสิทธิภาพมากกว่าการเรียนแบบเดิม
จากผลการวิจัยดงั กลา่ วข้างต้น จะเห็นไดว้ ่า คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนสามารถนำมาใช้ ประกอบการเรยี น
การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรืออาจดีกว่าการสอนปกติแต่ทั้งนี้ต้อง ข้ึนอยู่กับ
องค์ประกอบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในหลานด้าน ได้แก่ รูปแบบกิจกรรม รูปแบบการ
นำเสนอ การใช้สี เสียง ภาพเคล่ือนไหวประกอบ เพื่อช่วยเร้าความสนใจในบทเรียน คอมพวิ เตอร์ช่วย
สอนมากขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดย ใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เหมาะสม
กับวัยและศกั ยภาพของผู้เรยี น เพอ่ื จะได้ใช้เป็นแหลง่ เรียนรทู้ ่ีมีประสิทธิภาพเพมิ่ ขนึ้ จาก แหล่งเรียนรู้
อื่นทมี่ ีอยูแ่ ลว้
37
Clark (1995) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ โปรแกรมมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์เป็นเครื่องมือสังเกตการ
พัฒนา วิชาชพี ของครู ผลการศึกษาพบว่า ครทู ใี่ ชโ้ ปรแกรมมัลติมีเดียปฏสิ ัมพันธ์เป็นเคร่ืองมือสังเกต
การ พฒั นาวชิ าชีพครมู ีความสามารถในการจดจำ และสามารถที่จะพิสูจน์และอธบิ ายไดม้ ากกว่าครูท่ี
ใช้ คมู่ ือมาตรฐานวชิ าชีพทางการสอน
Stewart (1995) ได้วิจัยเพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กรณีศึกษาแบบท่ี
ประเมิน ค่าแบบ Formative และ Summative ที่เกี่ยวกับศกั ยภาพที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการ
เสนอ เนื้อหาที่มีลักษณะเหมอื นจริงโดยได้ออกแบบใหก้ ารช่วยเหลือผู้เรียนใหง้ ่ายต่อการใช้งานที่สุด
โดยระหว่าง การนำไปใช้จะทำการควบคุมรูปแบบวิธีการกำหนดไว้ตามโมเดลของ JEMM
(Journalism in Education Multimedia Model) ผลการวิจัย พบว่า การใช้รูปแบบโมเดลของ
LEMM นั้นเปน็ เคร่อื งมอื ในการนำเสนอเนอื้ หาความรู้ไดด้ ีมีประสิทธิภาพมากกว่า การเรียนในแบบ
ด้งั เดมิ ทีใ่ ช้กันอยู่
บทที่ 3
วิธีดำเนนิ การวิจยั
การพัฒนาบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เรื่องคำสงั่ ภาษา Python สำหรบั นกั เรียนระดับช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นมธั ยมวัดสุทธาราม กรงุ เทพมหานคร โดยครัง้ นผ้ี ู้วจิ ัยได้มวี ธิ ีดำเนินการวิจัย
ดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
2. เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
3. การสร้างและพฒั นาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั
4. การดำเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะห์ข้อมลู และสถิตทิ ่ใี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนมธั ยมวัด
สุทธาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้อง ที่เรียน วิชา การเขียนโปรแกรมภาษา Python จำนวน
ทัง้ หมด 65 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียน
มัธยมวัดสุทธาราม กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 ห้อง ที่เรียนในรายวิชา การเขียนโปรแกรมภาษา
Python จำนวนทงั้ หมด 35 คน โดยวธิ กี ารเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั ในคร้งั น้ี มีดงั นี้
1. แบบประเมนิ คณุ ภาพบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ใชส้ ำหรับผเู้ ชยี่ วชาญดา้ น
เน้อื หา และด้านการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษา
ปที ี่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสทุ ธาราม กรงุ เทพมหานคร
39
3. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่องคำสั่งภาษา Python สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม
กรงุ เทพมหานคร
การสรา้ งและพฒั นาเครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย
การสร้างและพัฒนาเครอื่ งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั ครงั น้ี รายละเอียดดังต่อไปน้ี
1. การสร้างและพัฒนาแบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบประเมิน
คุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใช้สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา และด้านการออกแบบ
บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน มขี นั้ ตอนการสร้างและพัฒนาดงั นี้
1.1 ศึกษาเอกสารที่เก่ยี วข้องกับการสร้างแบบประเมนิ คุณภาพบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน เพ่อื นำมาสร้างเป็นประเดน็ การประเมนิ 2 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ดา้ นเน้อื หารายวิชา การเขยี นโปรแกรมภาษา Python เรื่อง คำสง่ั ภาษา Python
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนื้อหาเรื่องคำสั่งภาษา Python ประกอบด้วย คำสั่งพื้นฐานภาษา Python
ได้อก่ คำสั่ง print, คำสั่ง input, คำสั่ง len, คำสั่ง min, คำสั่ง max, คำสั่ง zip, คำสั่ง round และ
คำสัง่ sum
2) ด้านการออกแบบบทเรียนคอมพิวเจอร์ช่วยสอน สร้างแบบประเมินคุณภาพ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นำเสนออาจารย์ท่ีปรกึ ษาเป็นผู้ตรวจสอบความถกู ต้องเหมาะสม และ
ครอบคลุมเนื้อหาของแบบประเมิน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความ
ชัดเจน ความถูกต้อง เหมาะสมของภาษาท่ีใช้แกไ้ ขและปรับปรงุ แบบประเมินตามขอ้ เสนอแนะ แล้ว
นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จำนวน 3 ท่าน รวมทั้งสิ้น 6 ท่าน หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แปลผล
มาเป็นระดบั คุณภาพ นำขอ้ มลู ท่ไี ด้รวบรวมจากความคดิ เหน็ ของผู้เชย่ี วชาญมาคำนวณเพอ่ื หาค่า IOC
โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณ แล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50
ขึ้นไป ได้ค่าดัชนีความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบเท่ากับ 1.00 สรุปและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการ
สร้างบทเรียน คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน เร่อื งคำสง่ั ภาษา Python สำหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6
โรงเรยี นมธั ยมวดั สุทธาราม
40
สามารถสรปุ ข้นั ตอนการสรา้ งแบบประเมินคณุ ภาพบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
ภาพท่ี 8 การสรา้ งแบบประเมินคณุ ภาพบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
1.2 การสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่งภาษา Python
สำหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนมัธยมวดั สุทธาราม
สำหรับการวิจัยครังนี้ ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องคำสั่ง
ภาษ Python สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมมัธยมวัดสุทธาราม
กรงุ เทพมหานคร โดยวางแผนและกำหนดขั้นตอนการสร้างและพัฒนาดงั น้ี
1) ศึกษาข้อมูลที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านการออกแบบบทเรียน
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
2) เขยี นสตอรี่บอรด์ (storyboard) เพื่อกำหนดรูปแบบและลำดบั ของการ
นำเสนอบทเรียนแตล่ ะหน่วยการเรียน ตามกระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ คือ การทดสอบก่อน
เรียน การนำเข้าสู่เนื้อหาบทเรียน การนำเสนอเนื้อหาสาระของบทเรียน การสรุปเนื้อหา
และการทดสอบหลังเรยี น
3) นำเนื้อหาที่ได้จากการเขียนเป็นสตอรี่บอร์ด (storyboard) ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ
เพ่อื ตรวจสอบ ความเหมาะสมและความถกู ตอ้ ง จากน้นั นำขอ้ เสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการ
ปรบั ปรุง เพ่อื สร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ วยสอนตอ่ ไป
41
4) เลอื กซอฟต์แวร์ทใ่ี ชใ้ นการร้างบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน โดยเลอื กซอฟต์แวร์
หลักในการสร้างบทเรียน และใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างภาพกราฟฟิก ซอฟต์แวร์ใช้ในการสร้าง
ภาพเคลอ่ื นไหว และซอฟต์แวร์ด้านเสยี งเพอ่ื สรา้ งและปรับเสียงประกอบ
5) จัดเตรียมทรัพยากรที่ตอ้ งการใช้ ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และ
เสียงประกอบจา่ งๆ ท่ีตอ้ งใช้ในบทเรียนใหพ้ รอ้ มทจ่ี ะใช้ประกอบลงในโปรแกรม
6) สรา้ งบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ืองคำสัง่ ภาษา Python สำหรบั นักเรียนช้นั
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยสรา้ งตามสตอรบ่ี อรด์ (storyboard)
7) นำบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนทสี่ รา้ งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปใหผ้ ูเ้ ชย่ี วชาญด้าน
เนื้อหา 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3 ท่าน ตรวจสอบ
และประเมนิ ส่ือบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เรอื่ งคำสัง่ ภาษา Python โดยผ้วู ิจยั ได้ประเมนิ คุณภาพ
สื่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งลักษณะของแบบประเมินเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่าระดับ
โดยกำหนดคา่ ความคิดเหน็ แตล่ ะชว่ งคะแนนและความหมายดังน้ี
5 หมายความวา่ มคี ุณภาพ ดีมาก
4 หมายความวา่ มีคณุ ภาพ ดี
3 หมายความวา่ มีคณุ ภาพ ปานกลาง
2 หมายความว่ามคี ณุ ภาพ พอใช้
1 หมายความว่ามคี ุณภาพ ปรับปรงุ
สำหรับการใหค้ วามหมายของคา่ ท่ีวดั ไดก้ ำหนอเกณฑท์ ใ่ี ช้ในการให้ความหมาย โดย
ใชแ้ นวความคิดของเบสท์ (Best 1986 : 195) ซ่งึ การให้ความหมายของค่าเฉลี่ยในชว่ งคะแนน และ
เปน็ รายข้อดังน้ี
ระดบั คะแนนระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายความวา่ ระดบั ดมี าก
ระดบั คะแนนระหวา่ ง 3.51 - 4.50 หมายความวา่ ระดับดี
ระดบั คะแนนระหว่าง 2.51 – 3.50 หมายความว่าระดบั ปานกลาง
ระดบั คะแนนระหวา่ ง 1.51 - 2.50 หมายความว่าระดบั พอใช้
ระดับคะแนนระหวา่ ง 1.00 - 1.50 หมายความวา่ ระดบั ปรบั ปรงุ
ผลการประเมินคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้าน คือด้านเนื้อหา 3 ท่าน และ ด้านการ
ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3 ท่าน เพื่อหาคุณภาพของบทเรียน พบว่าบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเร่ืองคำส่ังภาษา Python ในด้านเนือ้ หามีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก และด้าน
การออกแบบบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมีคุณถาพอยใู่ นระดบั ดั