ลักษณะสาคญั ของการวดั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง
๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงมีลักษณะท่ีสาคัญคือใช้วิธีการประเมินกระบวนการคิดท่ี
ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของผู้เรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการท่ีได้ผลผลิต
มากกวา่ ท่ีจะประเมนิ ว่าผู้เรียนสามารถจดจาความรอู้ ะไรไดบ้ ้าง
๒. เปน็ การประเมินความสามารถของผู้เรยี น เพือ่ วนิ จิ ฉยั ผเู้ รียนในส่วนท่คี วรสง่ เสริมและส่วนท่ีควรจะ
แกไ้ ขปรบั ปรงุ เพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นได้พฒั นาอยา่ งเตม็ ศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความต้องการของ
แตล่ ะบคุ คล
๓. เปน็ การประเมินทเี่ ปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนไดม้ ีส่วนรว่ มประเมนิ ผลงานของทัง้ ตนเองและของเพ่ือนร่วม
ห้อง เพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตวั เอง เชอ่ื มน่ั ในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้
๔. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินจะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการ
สอนของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคลได้
หรอื ไม่
วธิ กี ารและแหลง่ ขอ้ มลู ทีใ่ ช้
เพ่อื ให้การวดั และประเมนิ ผลได้สะท้อนความสามารถที่แทจ้ รงิ ของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะได้มา
จากแหลง่ ข้อมูลและวิธีการตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
๑. สงั เกตการแสดงออกเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลุ่ม
๒. ชน้ิ งาน ผลงาน รายงาน
๓. การสมั ภาษณ์
๔. บนั ทึกของผู้เรียน
๕. การประชุมปรกึ ษาหารอื ร่วมกนั ระหวา่ งผเู้ รียนและครู
๖. การวัดและประเมินผลภาคปฏบิ ัติ (practical assessment)
๗. การวดั และประเมนิ ผลดา้ นความสามารถ (performance assessment)
๘. การวดั และประเมินผลการเรียนรูโ้ ดยใช้แฟ้มผลงาน (portfolio assessment)
การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ (performance assessment)
ความสามารถของผู้เรียนประเมินได้จากการแสดงออกโดยตรงจากการทางานต่างๆ เป็นสถานการณ์ที่
กาหนดให้ ซึ่งเป็นของจริงหรือใกล้เคียงกับสภาพจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาหรือปฏิบัติงานได้จริง
โดยประเมินจากกระบวนการทางาน กระบวนการคิด โดยเฉพาะความคิดข้ันสูง และผลงานท่ีได้ลักษณะสาคัญของ
การประเมินความสามารถคือ กาหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทางานผลสาเร็จของงาน มีคาส่ังควบคุม
สถานการณ์ในการปฏิบตั งิ าน และมเี กณฑก์ ารให้คะแนนท่ีชัดเจน การประเมินความสามารถท่ีแสดงออกของผู้เรียน
ทาได้หลายแนวทางต่างๆ กัน ขึ้นอยกู่ บั สภาพแวดล้อมสภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรยี น ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้
๑. มอบหมายงานให้ทา งานท่ีมอบให้ทาต้องมีความหมาย มีความสาคัญ มีความสัมพันธ์กับหลักสูตร
เน้ือหาวิชา และชีวิตจริงของผู้เรียน ผู้เรียนต้องใช้ความรู้หลายด้านในการปฏิบัติงานที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึง
กระบวนการทางาน และการใชค้ วามคิดอยา่ งลึกซึ้ง
ตัวอย่างงานท่มี อบหมายให้ทา เชน่
๙๗
การประเมินผลการเรียนรู้โดยใชแ้ ฟม้ ผลงาน (portfolio assessment)
แฟม้ ผลงานคืออะไร
เมือ่ ผเู้ รียนทากิจกรรมต่างๆ ทเี่ กีย่ วข้องกบั การเรียนการสอนพลศึกษา ท้ังในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็
ตาม ก็จะมีผลงานที่ได้จากการทากิจกรรมเหล่าน้นั ปรากฏอยู่เสมอ ซึ่งสามารถจาแนกผลงานออกตามกิจกรรมต่างๆ
ดงั นี้
๑. การฟังบรรยาย เมื่อผู้เรียนฟังการบรรยายก็จะมีสมุดจดคาบรรยาย ซึ่งอาจอยู่ในรูปของบันทึกอย่าง
ละเอียดหรือบันทึกแบบย่อ ท้ังนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของความชอบและความเคยชินของผู้เรียนในการบันทึกคา
บรรยาย
๓. การอภปิ ราย ผลงานของผู้เรียนที่เกีย่ วขอ้ งกบั การอภิปราย คือ วางหัวข้อและข้อมูลที่จะนามาใช้ในการ
อภปิ ราย ผลทไ่ี ด้จากการอภิปรายรวมทงั้ ข้อสรุปต่างๆ
๔. การศกึ ษาคน้ คว้าเพ่มิ เติม จัดเป็นผลงานท่ีสาคัญประการหนึ่งของผู้เรียนที่เกิดจากการได้รับมอบหมาย
จากครูผู้สอนให้ไปค้นคว้าหาความรู้ในเร่ืองต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับหัวข้อหรือประเด็นท่ีกาลังศึกษา ผลงานท่ีได้จาก
การค้นคว้าเพ่ิมเติมอาจอยู่ในรูปของรายงาน การทาวิจัยเชิงเอกสารหรือบันทึกประเด็นสาคัญซึ่งอาจนามาใช้
ประกอบการอภิปรายในช่วั โมงเรียนกไ็ ด้
๕. การศึกษานอกสถานที่ การศึกษานอกสถานที่จัดเป็นวิธีการท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง
กบั เรอ่ื งทก่ี าลงั ศึกษา ผลงานท่ีไดอ้ าจประกอบด้วยการบันทึกการสังเกต การตอบคาถามหรือปัญหาจากใบงาน การ
เขยี นรายงานสิ่งท่คี น้ พบ
๖. การบันทึกรายวัน เป็นผลงานประการหน่ึงของผู้เรียนที่อยู่นอกเหนือจากผลงานท่ีแสดงถึงการเรียนรู้
โดยตรง แต่จะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้ประเมินได้เข้าใจในประเด็นหรือส่ิงที่ผู้เรียนนึกคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอน
วิทยาศาสตร์ด้วยนอกจากกิจกรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีกิจกรรมอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้องกับการเรียนการสอน ซ่ึง
ผเู้ รยี นสามารถแสดงออกถึงความสามารถอน่ื ๆ อีกด้วยเช่น การสื่อสาร ผลงานเหล่าน้ีถ้าได้รับการเก็บรวบรวมอย่าง
มีระบบดว้ ยตัวผู้เรียนเองตามช่วงเวลา ทั้งก่อนและหลังการทากิจกรรมเหล่าน้ี โดยได้รับคาแนะนาจากผู้สอน และ
ผู้เรียนฝึกทาจนเคยชินแล้วจะถือเป็นผลงานท่ีสาคัญยิ่งที่ใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ของ
ผเู้ รียนต่อไป
ในการวัดและประเมินผลด้านการปฏิบัติ ครอบคลุมถึงการท่ีนักเรียนได้แสดงให้ครูเห็นถึงความรู้
ความสามารถที่ครูได้คาดหวังว่านักเรียนจะมีความรู้เกิดขึ้นจากการเรียนรู้น้ัน การวัดและประเมินผลในด้านน้ี จะ
ชว่ ยสะทอ้ นให้ครแู ละนักเรยี นได้ทราบว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด มีอะไรท่ีครูควรให้
ความช่วยเหลือเปน็ พิเศษ และเรียนรู้ไปมากน้อยเพียงใดตามจุดประสงค์ท่ีครูต้ังไว้ อาจใช้วิธีการสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทัง้ การสอบยอ่ ยและการสอบใหญ่ การให้นกั เรยี นสอบปฏบิ ตั กิ ารต่างๆ เปน็ ตน้
แนวทางการให้คะแนนเพ่อื การประเมิน
จากท่ีกล่าวมาแล้วว่า การประเมินจากสภาพจริงให้ความสาคัญต่อการประเมินโดยใช้ข้อสอบแบบเขียน
ตอบนอ้ ยมา แต่จะให้ความสาคัญต่อการแสดงออกท่ีแท้จริงของนักเรียนขณะทากิจกรรม งานหรือกิจกรรมที่
กาหนดใหน้ กั เรียนทาจะมแี นวทางไปสคู่ วามสาเร็จของงานและมีวิธีการหาคาตอบหลายแนวทาง คาตอบท่ีได้
อาจมใิ ชใ่ นแนวทางท่กี าหนดไวเ้ สมอไป จงึ ทาให้การตรวจให้คะแนนไม่สามารถให้อย่างชัดเจนแน่นอนเหมือน
การตรวจให้คะแนนแบบขอ้ สอบเลอื กตอบ ดงั นั้นการประเมนิ จากสภาพจริง จึงต้องมีการกาหนดแนวทางการ
ใหค้ ะแนนอยา่ งชดั เจน การกาหนดแนวทางอาจจดั ทาโดยครู คณะครูหรือครูและนักเรียนกาหนดร่วมกัน แนว
๙๘
ทางการประเมินนั้นจะต้องมีมาตรวัดว่านักเรียนทาอะไรได้สาเร็จ และระดับความสาเร็จอยู่ในระดับใด แนว
ทางการประเมินท่มี มี าตรวัดนี้ เรียกวา่ Rubric การประเมินโดยอิง Rubric น้ี โดยทว่ั ไปมี ๒ แบบคอื
๑. การให้คะแนนภาพรวม (Holistic score)
๒. การให้คะแนนแยกองค์ประกอบ (Analytic score)
แนวปฏิบตั ิในการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
ก า ร วั ด แ ล ะ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ก า ร เ รี ย น รู้ ข อ ง ผู้ เ รี ย น ต้ อ ง อ ยู่ บ น ห ลั ก ก า ร พื้ น ฐ า น ส อ ง ป ร ะ ก า ร คื อ
การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้
ประสบผลสาเร็จนั้น นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสาคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ในระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็น
กระบวนการพัฒนาคุณภาพนักเรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศท่ีแสดงพัฒนาการ
ความก้าวหน้า และความสาเร็จทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้
นกั เรยี นเกิด การพฒั นาและเรียนร้อู ย่างเต็มตามศกั ยภาพ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับช้ันเรียน ระดับสถานศึกษา มี
รายละเอียด ดังนี้
๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ครู
ผ้สู อนดาเนินการเปน็ ปกตแิ ละสม่าเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย
เช่น การซกั ถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมินช้ินงาน/ ภาระงาน แฟ้ม
สะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยครู ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้นักเรียนประเมินตนเอง
เพ่อื นประเมนิ เพ่ือน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณที ่ีไม่ผา่ นตัวช้วี ดั ใหม้ ีการสอนซ่อมเสรมิ
การประเมนิ ระดบั ชนั้ เรยี นเปน็ การตรวจสอบว่า นักเรียนมพี ัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้
อนั เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนา
ปรบั ปรุงและสง่ เสริมในด้านใด นอกจากนีย้ งั เป็นข้อมลู ใหผ้ ู้สอนใช้ปรบั ปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ท้ังนี้
โดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด
๒. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินท่ีสถานศึกษาดาเนินการเพ่ือตัดสินผล การ
เรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น นอกจากน้ีเพื่อให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่า
ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนาผลการ
เรยี นของผเู้ รยี นในสถานศึกษาเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ระดบั ชาติ ผลการประเมนิ ระดบั สถานศึกษาจะเป็นข้อมูล
และสารสนเทศเพือ่ การปรับปรงุ นโยบาย หลักสตู ร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพ่ือ
การจดั ทาแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการ
๙๙
รายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน ผ้ปู กครองและชมุ ชน
ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพ
นกั เรียน ท่ีจะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพบนพ้ืนฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีจาแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่ม
นักเรยี นท่วั ไป กลุ่มนกั เรียนที่มคี วามสามารถพเิ ศษ กลุ่มนกั เรียนทม่ี ีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นต่า กลุ่มผู้เรียนที่มี
ปัญหาดา้ นวนิ ยั และพฤติกรรม กลุ่มนกั เรียนท่ปี ฏเิ สธโรงเรียน กล่มุ นักเรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม
กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจาก การประเมินจึงเป็นหัวใจของสถานศึกษาในการ
ดาเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสาเร็จในการ
เรียน
สถานศึกษาในฐานะผูร้ บั ผิดชอบจดั การศกึ ษา จะต้องจดั ทาระเบยี บวา่ ด้วยการวดั และประเมินผลการ
เรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติท่ีเป็นข้อกาหนดของหลักสูตร
สถานศึกษา เพื่อให้บุคลากรทเี่ กย่ี วข้องทกุ ฝา่ ยถือปฏบิ ัตริ ว่ มกนั
เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผลการเรียน
๑. การตดั สิน การใหร้ ะดบั และการรายงานผลการเรียน
๑.๑ การตดั สนิ ผลการเรียน
ในการตัดสินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียนนนั้ ผู้สอนต้องคานึงถึงการพัฒนานักเรียนแต่ละคนเป็น
หลัก และตอ้ งเกบ็ ข้อมลู ของนกั เรียนทุกด้านอยา่ งสม่าเสมอและต่อเนื่องในแต่ละภาคเรียน รวมทั้งสอนซ่อมเสริม
ผู้เรยี นใหพ้ ัฒนาจนเต็มตามศักยภาพ
ระดบั ประถมศึกษา
(๑) ผ้เู รยี นต้องมเี วลาเรยี นไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้ังหมด
(๒) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวช้ีวัด และผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของ
จานวนตวั ช้ีวัด
(๓) ผเู้ รยี นตอ้ งไดร้ บั การตดั สินผลการเรียนทุกรายวิชา ไม่น้อยกว่าระดับ “๑” จึงจะถือว่า
ผา่ นเกณฑต์ ามท่สี ถานศึกษากาหนด
(๔) นกั เรยี นต้องได้รับการประเมนิ และมีผลการประเมิน การอา่ นคดิ วิเคราะห์และเขียน ใน
ระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป มีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับ “ผ่าน” ข้ึนไป และมีผลการ
ประเมนิ กจิ กรรมพัฒนานักเรยี น ในระดบั “ผ่าน”
การพิจารณาเล่ือนช้ัน ถ้านักเรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และพิจารณาเห็นว่าสามารถ
พัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้ผ่อนผันให้เล่ือนช้ันได้ แต่หากนักเรียนไม่ผ่านรายวิชาจานวนมาก และมี
๑๐๐
แนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นท่ีสูงข้นึ ใหต้ ้งั คณะกรรมการพิจารณาให้เรยี นซ้าช้ันได้ ทั้งน้ีให้
คานึงถึงวฒุ ิภาวะและความรู้ความสามารถของนักเรยี นเปน็ สาคญั
๑.๒ การให้ระดับผลการเรยี น
ระดับประถมศึกษา ในการตัดสินเพ่ือให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ระดับผลการเรียนหรือระดับ
คุณภาพการปฏบิ ตั ขิ องนักเรยี น เปน็ ระบบตัวเลขแสดงระดบั ผลการเรียนเป็น ๘ ระดับดังนี้
ระดับผลการเรียน ความหมาย ชว่ งคะแนนร้อยละ
๔ ผลการเรยี นดีเยี่ยม ๘๐ - ๑๐๐
๓.๕ ผลการเรียนดีมาก ๗๕ - ๗๙
๓ ผลการเรยี นดี ๗๐ - ๗๔
๒.๕ ผลการเรยี นคอ่ นข้างดี ๖๕ - ๖๙
๒ ผลการเรยี นน่าพอใจ ๖๐ - ๖๔
๑.๕ ผลการเรียนพอใช้ ๕๕ - ๕๙
๑ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑ์ข้ันตา่ ๕๐ - ๕๔
๐ ผลการเรยี นต่ากวา่ เกณฑ์ ๐ - ๔๙
การประเมินการอ่าน คดิ วิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ระดับผลการ
ประเมินเปน็ ดีเยย่ี ม ดี ผ่าน และไม่ผา่ น
การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาท้ังเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ
กิจกรรมและผลงานของผู้เรยี น ตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด และให้ผลการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นผ่าน และ
ไมผ่ า่ น
๑.๓ การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเป็นการส่ือสารให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบความก้าวหน้า ในการ
เรียนรู้ของนักเรียน ต้องสรุปผลการประเมินและจัดทาเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ หรือ
อย่างนอ้ ยภาคเรยี นละ ๑ ครั้ง
การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบัติขอ งนักเรียนที่สะท้อน
มาตรฐานการเรียนรู้กลุม่ สาระการเรียนรู้
๑๐๑
๒. เกณฑ์การจบการศกึ ษา
หลักสูตรสถานศึกษา กาหนดเกณฑ์กลางสาหรับการจบการศึกษาเป็น ๑ ระดับ คือ ระดับ
ประถมศกึ ษา
๒.๑ เกณฑ์การจบระดับประถมศกึ ษา
(๑) นักเรียนเรยี นรายวิชาพ้นื ฐาน และรายวิชา/กจิ กรรมเพม่ิ เติมตามโครงสร้างเวลาเรียน ที่
กาหนด
(๒) นักเรยี นตอ้ งมผี ลการประเมินรายวชิ าพ้นื ฐาน ผา่ นเกณฑ์การประเมินตามทกี่ าหนด
(๓) นักเรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์ การ
ประเมินตามทีก่ าหนด
(๔) นักเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน
ตามทีก่ าหนด
(๕) นกั เรียนเข้ารว่ มกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่
กาหนด
สาหรบั การจบการศึกษาสาหรบั กลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะ เช่น การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสาหรับผู้มี
ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสาหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้
คณะกรรมการของสถานศึกษา ดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัด
และประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
๑๐๒
อภธิ ำนศพั ท์
กลไกของรำ่ งกำยทีใ่ ชใ้ นกำรเคลื่อนไหว (Body Mechanism)
กระบวนการตามธรรมชาตใิ นการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามลักษณะโครงสร้าง หน้าที่
และการทางานรว่ มกันของขอ้ ตอ่ กลา้ มเนือ้ กระดูกและระบบประสาทท่ีเก่ียวข้องภายใต้ขอบข่าย เงื่อนไข
หลกั การ และปัจจัยด้านชีวกลศาสตร์ท่ีมีผลต่อการเคล่ือนไหว เช่น ความม่ันคง (Stability) ระบบคาน
(Leverage) การเคลอ่ื น (Motion) และแรง (Force)
กำรเคลื่อนไหวเฉพำะอย่ำง (Specialized Movement)
การผสมผสานกนั ระหว่างทกั ษะย่อยของทักษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานต่าง ๆ การออกกาลังกาย การเล่น
เกม และการเล่นกีฬาต่าง ๆ ซึง่ มคี วามจาเปน็ สาหรับกิจกรรมทางกาย เช่น การขว้างลูกซอฟท์บอล ต้อง
อาศัยการผสมผสานของทักษะการสไลด์ (การเคลื่อนไหวแบบเคล่ือนที่) การขว้าง (การเคลื่อนไหวแบบ
ประกอบอปุ กรณ์) การบิดตัว (การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่) ทักษะท่ีทาบางอย่างยิ่งมีความซับซ้อนและ
ต้องใช้การผสมผสานของทักษะการเคลอ่ื นไหวพื้นฐานหลาย ๆ ทักษะรวมกัน
กำรเคลอ่ื นไหวในชวี ติ ประจำวนั (Daily Movement)
รปู แบบหรอื ทกั ษะการเคลือ่ นไหวร่างกายในอริ ยิ าบถต่าง ๆ ท่ีบุคคลทั่วไปใช้ในการ ดาเนินชีวิต ไม่ว่า
เพ่ือการประกอบกจิ วตั รประจาวนั การทางาน การเดินทางหรือกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การยืน ก้ม น่ัง เดิน
ว่งิ โหนรถเมล์ ยกของหนกั ปีนปาาย กระโดดลงจากท่ีสงู ฯลฯ
กำรเคลื่อนไหวพ้นื ฐำน (Fundamental Movements)
ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายท่ีจาเป็นสาหรับชีวิตและการดาเนินชีวิตของมนุษย์ ในการปฏิบัติ
กิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นทักษะท่ีมีการพัฒนาในช่วงวัยเด็ก และจะเป็นพ้ืนฐานสาหรับ
การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เม่ือเจริญวัยสูงข้ึน ตลอดจนเป็นพื้นฐานของการ มีความสามารถในการ
เคล่ือนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเล่นกีฬา การออกกาลังกาย และการประกอบกิจกรรมนันทนาการ
การเคลือ่ นไหวพ้นื ฐาน สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น ๓ ประเภท คอื
๑. การเคล่อื นไหวแบบเคล่ือนที่ (Locomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคลื่อนไหว ท่ี
ใช้ในการเคล่ือนร่างกายจากที่หน่ึงไปยังอีกที่หน่ึง ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด สลับเท้า การ
กระโจน การสไลด์ และการวิ่งควบม้า ฯลฯ หรือการเคลื่อนที่ในแนวด่ิง เช่น การกระโดด ทักษะการ
เคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการทางานประสานสัมพันธ์ทางกลไกแบบไม่ซับซ้อน และเป็นการ
เคลอื่ นไหวรา่ งกายท่ใี ช้กล้ามเนอื้ มดั ใหญ่
๒. การเคล่อื นไหวแบบอยู่กบั ที่ (Nonlocomotor Movement) หมายถึง ทักษะการเคล่ือนไหวที่
ปฏิบัตโิ ดยร่างกายไม่มีการเคลอ่ื นทข่ี องร่างกาย ตัวอย่างเช่น การก้ม การเหยียด การผลักและดัน การบิด
ตวั การโยกตัว การไกวตวั และการทรงตัว เป็นต้น
๓. การเคล่ือนไหวแบบประกอบอปุ กรณ์ (Manipulative Movement) เปน็ ทกั ษะการเคลอื่ นไหวที่
มีการบังคับหรือควบคุมวัตถุ ซ่ึงส่วนใหญ่จะเก่ียวข้องกับการใช้มือและเท้า แต่ส่วนอื่ น ๆ ของร่างกายก็
สามารถใช้ได้ เชน่ การขว้าง การตี การเตะ การรบั เปน็ ตน้
๑๐๓
กำรจดั กำรกับอำรมณ์และควำมเครยี ด (Emotion and Stress Management)
วิธคี วบคุมอารมณ์ความเครียดและความคับข้องใจ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อ่ืน แล้วลง
มือปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น ทาสมาธิ เล่นกีฬา การร่วมกิจกรรม นันทนาการ การคลายกล้ามเนื้อ
(muscle relaxation)
กำรช่วยฟ้ืนคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation = CPR)
การชว่ ยชีวิตเบื้องตน้ ก่อนสง่ ต่อใหแ้ พทยใ์ นกรณีผปู้ าวยหัวใจหยุดเต้น โดยการนวดหัวใจและผายปอด
ไปพร้อม ๆ กัน
กำรดแู ลเบื้องตน้ (First Care)
การใหก้ ารดแู ลสขุ ภาพผูป้ าวยในระยะพักฟ้ืนและ / หรือการปฐมพยาบาล
กำรพัฒนำที่ย่ังยืน (Sustainable Development)
การพัฒนาทเ่ี ป็นองค์รวมของความเป็นมนุษย์ตามแนวทางของพระธรรมปิฏก (ประยุทธ์ ปยุตโต) เป็น
การพฒั นาท่ีเปน็ บูรณาการ คอื ทาใหเ้ กดิ เป็นองค์รวมหมายความว่า องค์ประกอบทั้งหลาย ที่
เกี่ยวข้อง จะต้องประสานกันครบท้ังร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ และมีดุลยภาพ
สอดคลอ้ งกับกฎเกณฑข์ องธรรมชาติ
กำรละเลน่ พ้นื เมอื ง (Folk Plays)
กิจกรรมเล่นด้ังเดิมของคนในชุมชนแต่ละท้องถ่ิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดาเนินชีวิตหรือวิถีชีวิต
เพ่อื เป็นการผอ่ นคลายอารมณ์ ความเครยี ด และสรา้ งเสริมให้มีกาลังกายแข็งแรง สติปัญญาดี จิตใจเบิก
บานสนกุ สนาน อันกอ่ ให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม เช่น กิจกรรมการ
เล่นของชุมชนทอ้ งถน่ิ วงิ่ เปี้ยว ชักเย่อ ขี่ม้าส่งเมือง ตีจับ มอญซ่อนผ้า รีๆข้าวสาร วิ่งกระสอบ สะบ้า
กระบ่ีกระบอง มวยไทย ตะกรอ้ วง ตะกร้อลอดบว่ ง
กจิ กรรมเขำ้ จังหวะ (Rhythmic Activities)
การแสดงออกของร่างกาย โดยการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้เข้ากับอัตราความ ช้า –
เร็วของตวั โน้ต
กจิ กรรมนนั ทนำกำร (Recreation Activities)
กิจกรรมที่บุคคลได้เลือกทาหรือเข้าร่วมด้วยความสมัครใจในเวลาว่าง และผลที่ได้รับเป็นความพึง
พอใจ ไมเ่ ป็นภยั ต่อสังคม
กิจกรรมรบั น้ำหนักตนเอง (Weight Bearing Activities)
กิจกรรมการออกกาลังกายที่มีการเคลื่อนไหวบนพื้น เช่น การเดิน การว่ิง การกระโดดเชือก
ยิมนาสตกิ การเตน้ ราหรอื การเต้นแอโรบกิ โดยกล้ามเน้ือส่วนท่ีรับน้าหนักต้องออกแรงกระทากับน้าหนัก
ของตนเองในขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม
๑๐๔
กฬี ำไทย (Thai Sports)
กีฬาที่มีพื้นฐานเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและสังคมไทย เช่น กระบี่กระบอง
มวยไทย ตะกรอ้
กฬี ำสำกล (International Sports)
กฬี าทเ่ี ปน็ ทีย่ อมรบั จากมวลสมาชิกขององค์กรกีฬาระดับนานาชาติให้เป็นชนิดกีฬาท่ีบรรจุอยู่ในเกม
การแขง่ ขัน เชน่ ฟตุ บอล วอลเลย์บอล เทนนิส แบดมินตนั
เกณฑ์สมรรถภำพทำงกำย (Physical Fitness Reference)
คา่ มาตรฐานทไ่ี ดก้ าหนดขึน้ (จากการศกึ ษาวจิ ยั และกระบวนการสถติ )ิ เพ่ือเป็นดัชนีสาหรับประเมิน
เปรยี บเทียบว่าบุคคลที่ได้รับคะแนน หรอื ค่าตัวเลข (เวลา จานวน คร้ัง น้าหนัก ฯลฯ) จากการทดสอบ
สมรรถภาพทางกายแต่ละรายการทดสอบน้ัน มีสมรรถภาพทางกายตามองค์ประกอบดังกล่าวอยู่ในระดับ
คณุ ภาพใด โดยท่วั ไปแล้วนยิ มจัดทาเกณฑใ์ น ๒ ลกั ษณะ คือ
๑. เกณฑ์ปกติ (Norm Reference) เป็นเกณฑ์ทจี่ ัดทาจากการศึกษากลุ่มประชากร ท่ีจาแนกตาม
กลุ่มเพศและวัย เป็นหลัก สว่ นใหญแ่ ลว้ จะจัดทาในลกั ษณะของเปอร์เซน็ ไทล์
๒. เกณฑ์มาตรฐาน (Criterion Reference) เป็นระดับคะแนนหรือค่ามาตรฐานที่กาหนดไว้
ล่วงหน้า สาหรับแต่ละราย การทดสอบเพื่อเป็นเกณฑ์การตัดสินว่าบุคคลที่รับการทดสอบ
มีสมรรถภาพหรือความสามารถผา่ นตามเกณฑ์ท่ไี ด้กาหนดไว้หรือไม่ มไิ ด้เปน็ การเปรียบเทียบกับบคุ คลอ่ืน ๆ
ควำมคดิ รวบยอดเกี่ยวกบั กำรเคลอ่ื นไหว (Movement Concepts)
ความสมั พันธ์ระหวา่ งขนาด จงั หวะ เวลา พื้นที่ และทิศทางในการเคล่ือนไหวร่างกาย
ความเขา้ ใจถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง และความพอเหมาะพอดีระหว่างขนาดของแรงท่ีใช้ ในการ
เคลื่อนไหวร่างกายหรือวัตถุ ด้วยห้วงเวลา จังหวะและทิศทางท่ีเหมาะสมภายใต้ข้อจากัดของพ้ืนท่ีที่มีอยู่
และสามารถแปรความเข้าใจดงั กล่าวท้ังหมดไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิการเคลอื่ นไหวในการเลน่ หรือแขง่ ขันกฬี า
ควำมเสยี่ งตอ่ สขุ ภำพ (Health Risk)
การประพฤติปฏิบัตทิ อ่ี าจนาไปส่กู ารเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตนเองและผู้อ่ืน เช่น การ
ขับรถเร็ว การกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ความสาส่อนทางเพศ การมีน้าหนักตัวเกิน การขาด
การออกกาลังกาย การสูบบหุ รี่ การดื่มสรุ า การใช้ยาและสารเสพติด
คำ่ นิยมทำงสงั คม (Health Value)
คุณสมบัติของสิ่งใดก็ตาม ซึ่งทาให้ส่ิงนั้นเป็นประโยชน์น่าสนใจ ส่ิงที่บุคคลยึดถือในการตัดสินใจ
และกาหนดการกระทาของตนเองเกย่ี วกับพฤตกิ รรมสขุ ภาพ
คณุ ภำพชีวิต (Quality of Life)
ความรับรู้หรือเข้าใจของปัจเจกบุคคลที่มีต่อสถานภาพชีวิตของตนเองภายใต้บริบทของระบบ
วัฒนธรรมและค่านิยมท่ีเขาใช้ชีวิตอยู่ และมีความเช่ือมโยงกับจุดมุ่งหมาย ความคาดหวัง มาตรฐาน
๑๐๕
รวมทั้งความกังวลสนใจที่เขามีต่อสิ่งต่าง ๆ คุณภาพชีวิตเป็นมโนคติท่ีมีขอบเขตกว้างขวาง ครอบคลุมเรื่อง
ต่าง ๆ ท่สี ลับซับซ้อน ไดแ้ ก่ สขุ ภาพทางกาย สภาวะทางจิต ระดบั ความเป็นตัวของตัวเอง ความสัมพันธ์
ต่าง ๆ ทางสังคม ความเชือ่ ส่วนบคุ คล และสัมพันธภาพที่ดีต่อสิ่งแวดลอ้ ม
จติ วิญญำณในกำรแข่งขัน (Competitive Spiritual)
ความมงุ่ มั่น การทุ่มเทกาลังกาย กาลังใจ ความรู้ ความสามารถในการแข่งขัน และร่วมมืออย่าง
สนั ติเตม็ ความสามารถ เพอ่ื ให้ไดม้ าซงึ่ ผลท่ตี นเองต้องการ
ทักษะชวี ิต (Life Skills)
เป็นคุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา (Psychosocial Competence) และเป็น
ความสามารถทางสติปัญญา ที่ทุกคนจาเป็นต้องใช้ในการเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน
ในชีวิตประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาขึ้นได้ด้วยการ่ึกและกระทาซ้า ๆ ให้เกิดความ
คล่องแคล่ว เคยชิน จนเป็นลักษณะนิสัย ประกอบด้วยทักษะต่าง ๆ ดังน้ี คือ การรู้จักตนเอง เข้าใจ
ตนเองและเหน็ คุณคา่ ของตนเอง การรจู้ ักคิดอย่างมวี จิ ารณญาณและคิดสรา้ งสรรค์ การรู้จักคิดตัดสินใจและ
แกป้ ญั หา การร้จู กั แสวงหาและใช้ขอ้ มลู ความรู้ การส่ือสารและการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อ่ืน การจัดการ
กับอารมณ์และความเครียด การปรับตัวท่ามกลางการเปล่ียนแปลง การตั้งเป้าหมาย การวางแผนและ
ดาเนินการตามแผน ความเห็นใจผอู้ ื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมและซาบซึง้ ในสิ่งท่ีดงี ามรอบตัว
ธงโภชนำกำร (Nutrition Flag)
เป็นเครื่องมือที่ช่วยอธิบายและทาความเข้าใจโภชนบัญญัติ ๙ ประการ เพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติ โดย
กาหนดเปน็ ภาพ “ธงปลายแหลม” แสดงกลมุ่ อาหารและสัดส่วนการกินอาหารในแต่ละกลุ่มมากน้อยตามพื้นที่
สังเกตได้ชัดเจนว่า ฐานใหญ่ด้านบนเน้นให้กินมากและปลายธงข้างล่างบอกให้กิน น้อย ๆเท่าที่จาเป็นโดยมี
ฐานมาจากข้อปฏบิ ัติการบริโภคอาหารเพอื่ สุขภาพท่ดี ีของคนไทย หรือโภชนบญั ญัติ ๙ ประการ คอื
๑. กินอาหารครบ ๕ หมู่ แต่ละหมูใ่ หห้ ลากหลายและหมัน่ ดูแลนา้ หนักตวั
๒. กินข้าวเปน็ อาหารหลักสลบั กับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมอื้
๓. กินพชื ผกั ใหม้ ากและกนิ ผลไมเ้ ป็นประจา
๔. กนิ ปลา เนื้อสตั ว์ไมต่ ิดมัน ไข่ และถว่ั เมล็ดแหง้ เปน็ ประจา
๕. ดืม่ นมให้เหมาะสมตามวัย
๖. กนิ อาหารทีม่ ีไขมันแตพ่ อควร
๗. หลกี เล่ียงการกินอาหารรสหวานจดั และเคม็ จดั
๘. กนิ อาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปอื้ น
๙. งดหรือลดเครื่องดม่ื ทีม่ แี อลกอฮอล์
น้ำใจนักกีฬำ (Spirit)
เป็นคุณธรรมประจาใจของการเล่นร่วมกัน อยู่ร่วมกัน และมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม
ได้อย่างปกติสุขและมีประสิทธิภาพ พฤติกรรมที่แสดงถึงความมีน้าใจนักกีฬา เช่น การมีวินัย เคารพกฎ
กตกิ า รู้แพ้ รชู้ นะ รู้อภัย
๑๐๖
บริกำรสขุ ภำพ (Health Service)
บรกิ ารทางการแพทย์และสาธารณสุขท้งั ของรัฐและเอกชน
ประชำสังคม (Civil Society)
เครือข่าย กลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ สถาบัน องค์กร หรือชุมชนท่ีมีกิจกรรม
การเคล่ือนไหวทางสังคม เพ่อื ประโยชน์รว่ มกนั ของกลุ่ม
ผลติ ภณั ฑ์สขุ ภำพ (Health Products)
ยา เคร่อื งสาอาง อาหารสาเรจ็ รปู เคร่ืองปรงุ รสอาหาร อาหารเสริม วิตามิน
พฤติกรรมเบีย่ งเบนทำงเพศ (Sex Abuse)
การประพฤติปฏิบัติใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติทางเพศตนเอง เช่น มีจิตใจรักชอบในเพศ
เดียวกัน การแตง่ ตวั หรือแสดงกิรยิ าเปน็ เพศตรงขา้ ม
พฤตกิ รรมสขุ ภำพ (Health Behaviour)
การปฏิบัติหรือกิจกรรมใด ๆ ในด้านการป้องกัน การสร้างเสริม การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ
อันมผี ลตอ่ สภาวะทางสขุ ภาพของบุคคล
พฤตกิ รรมเสย่ี ง (Risk Behaviour)
รูปแบบจาเพาะของพฤติกรรม ซงึ่ ได้รบั การพสิ จู น์แลว้ ว่า มคี วามสัมพนั ธก์ บั การเพมิ่ โอกาส ที่จะ
ปวา ยจากโรคบางชนดิ หรอื การเสอื่ มสขุ ภาพมากขึ้น
พลังปัญญำ (Empowerment)
กระบวนการสร้างเสริมศักยภาพแก่บุคคลและชุมชนให้เป็นผู้สนใจใ่ารู้ และมีอานาจ
ในการคิด การตัดสินใจ การแก้ปัญหาด้วยชุมชนเองได้เป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้ันบุคคลและชุมชน
ยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมท่ีมีผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพให้อยู่ในสภาพที่เอ้ือต่อการสร้างเสริมและ
พฒั นาสุขภาพ
ภำวะทพุ โภชนำกำร (Malnutrition)
การขาดสารอาหารที่จาเป็นต่อการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของเด็ก ทาใหม้ ผี ลกระทบตอ่ สขุ ภาพ
ภำวะผู้นำ (Leadership)
การมีคุณลักษณะในการเป็นหัวหน้า สามารถชักชวนและช้ีนาสมาชิกในกลุ่มร่วมมือร่วมใจกัน
ปฏบิ ตั งิ านใหส้ าเร็จลลุ ว่ งไปด้วยดี
๑๐๗
ภมู ปิ ญั ญำไทย (Thai Wisdom)
สติปัญญา องค์ความรู้และค่านิยมที่นามาใช้ในการดาเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม เป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมท่ีเกดิ จากการส่ังสมประสบการณ์ ความรู้แขนงตา่ ง ๆ ของบรรพชนไทยนบั แต่อดตี สอดคล้องกับ
วิถีชีวิต ภูมิปัญญาไทย จึงมีความสาคัญต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ทั้งด้าน
เศรษฐกิจ สังคม
ลักษณะของภมู ิปัญญาไทย มีองคป์ ระกอบตอ่ ไปน้ี
๑. คติ ความเชอื่ ความคดิ หลกั การท่เี ปน็ พนื้ ฐานขององคค์ วามรทู้ ่เี กิดจากสั่งสมถ่ายทอดกันมา
๒. ศิลปะ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนยี มประเพณี
๓. การประกอบอาชพี ในแต่ละท้องถ่ินทไี่ ด้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกบั สมยั
๔. แนวคิด หลักปฏิบัติ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่นามาใช้ในชุมชน ซึ่งเป็นอิทธิพลของ
ความกา้ วหน้าทางสขุ ศึกษาและพลศึกษาและเทคโนโลยี
ตวั อยา่ งภมู ิปัญญาไทยท่ีเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหารไทย ยา
ไทย ฯลฯ
แรงขบั ทำงเพศ (Sex Drive)
แรงขับทเ่ี กิดจากสัญชาตญาณทางเพศ
ล่วงละเมิดทำงเพศ (Sexual Abuse)
การใช้คาพูด การจับ จูบ ลูบ คลา และ / หรือร่วมเพศ โดยไม่ได้รับการยินยอมจาก
่าา ยตรงข้าม โดยเฉพาะกบั ผเู้ ยาว์
สติ (Conscious)
ความรู้สึกตัวอยู่เสมอในการรับรู้ส่ิงต่าง ๆ การให้หลักการและเหตุผลในการป้องกัน ยับย้ังชั่งใจ
และควบคมุ ตนเองเพื่อไม่ให้คิดผิดทาง ไม่หลงลืม ไม่เครียด ไม่ผิดพลาด ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ถูกต้องดี
งาม
สมรรถภำพกลไก (Motor Fitness) หรือสมรรถภำพเชิงทักษะปฏิบัติ (Skill - Related Physical
Fitness)
ความสามารถของร่างกายท่ีช่วยให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
เลน่ กีฬาไดด้ ี มอี งคป์ ระกอบ ๖ ดา้ น ดงั น้ี
๑. ความคลอ่ ง (Agility) หมายถงึ ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางการเคล่ือนที่ได้อย่างรวดเร็ว
และสามารถควบคมุ ได้
๒. การทรงตัว (Balance) หมายถึง ความสามารถในการรักษาดุลของร่างกายเอาไว้ได้
ทงั้ ในขณะอยู่กับทีแ่ ละเคล่ือนท่ี
๓. การประสานสัมพันธ์ (Co – ordination) หมายถึง ความสามารถในการเคล่ือนไหวได้อย่าง
ราบรื่น กลมกลนื และมีประสิทธภิ าพ ซึ่งเปน็ การทางานประสานสอดคล้องกนั ระหว่างตา-มือ-เทา้
๑๐๘
๔. พลังกล้ามเนื้อ (Power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเน้ือส่วนหนึ่งส่วนใดหรือ
หลาย ๆ ส่วนของร่างกายในการหดตัวเพ่ือทางานด้วยความเร็วสูง แรงหรืองานที่ได้เป็นผลรวมของความ
แขง็ แรงและความเรว็ ทใ่ี ช้ในช่วงระยะเวลานัน้ ๆ เช่น การยืนอยูก่ บั ที่ กระโดด การทุ่มนา้ หนกั เปน็ ตน้
๕. เวลาปฏิกิรยิ าตอบสนอง (Reaction time) หมายถึง ระยะเวลาที่ร่างกายใช้ในการตอบสนองต่อ
ส่ิงเร้าต่าง ๆ เช่น แสง เสยี ง สมั ผสั
๖. ความเร็ว (Speed) หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกหนึ่งได้อย่าง
รวดเรว็
สมรรถภำพทำงกำย (Physical Fitness)
ความสามารถของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ในการทางานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
บคุ คลทีม่ สี มรรถภาพทางกายดีน้ันจะสามารถประกอบกิจกรรมในชีวติ ประจาวันได้อย่างกระฉับกระเฉง โดย
ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปและยังมีพลังงานสารองมากพอ สาหรับกิจกรรมนันทนาการหรือกรณีฉุกเฉิ น ใน
ปจั จบุ ันนกั วิชาชพี ด้านสุขศึกษาและพลศึกษาได้เห็นพ้องตอ้ งกนั วา่ สมรรถภาพทางกายสามารถจัดกลุ่มได้เป็น
สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ (Health – Related Physical Fitness) และหรือสมรรถภาพกลไก
(Motor Fitness) สมรรถภาพเชงิ ทกั ษะปฏบิ ัติ (Skill – Related Physical Fitness)
สมรรถภำพทำงกำยเพือ่ สุขภำพ (Health – Related Physical Fitness)
ความสามารถของระบบต่าง ๆ ในร่างกายประกอบด้วย ความสามารถเชิงสรีรวิทยาด้านต่าง ๆ ที่
ช่วยป้องกันบุคคลจากโรคที่มีสาเหตุจากภาวะการขาดการออกกาลังกาย นับเป็นปัจจุบันหรือตัวบ่งช้ีสาคัญ
ของการมีสุขภาพดี ความสามารถหรือสมรรถนะเหล่าน้ี สามารถปรับปรุงพัฒนาและคงสภาพได้ โดยการออก
กาลังกายอย่างสมา่ เสมอ สมรรถภาพทางกายเพ่ือสขุ ภาพมีองคป์ ระกอบดังนี้
๑. องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) ตามปกติแล้วในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วย
กล้ามเน้ือ กระดูก ไขมัน และสว่ นอ่ืน ๆ แต่ในส่วนของสมรรถภาพทางกายน้นั หมายถึง สัดส่วนปริมาณ
ไขมันในร่างกายกับมวลร่างกายที่ปราศจากไขมัน โดยการวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ไขมัน ( % fat) ด้วย
เครื่อง
๒. ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิต (Cardiorespiratory Endurance) หมายถึง
สมรรถนะเชิงปฏิบตั ิของระบบไหลเวยี นโลหติ (หัวใจ หลอดเลอื ด) และระบบหายใจในการลาเลียงออกซิเจน
ไปยังเซลล์กล้ามเนื้อ ทาให้ร่างกายสามารถยืนหยัดที่จะทางานหรือออกกาลังกายท่ีใช้กล้ามเน้ือมัดใหญ่เป็น
ระยะเวลายาวนานได้
๓. ความอ่อนตัวหรือความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง พิสัยของการเคล่ือนไหวสูงสุดเท่าท่ีจะ
ทาได้ของขอ้ ต่อหรอื กลุ่มขอ้ ตอ่
๔. ความทนทานหรอื ความอดทนของกลา้ มเนอ้ื (Muscular Endurance) หมายถึง ความสามารถ
ของกล้ามเน้ือมัดใดมัดหนึ่งหรือกลุ่มกล้ามเน้ือ ในการหดตัวซ้า ๆ เพ่ือต้านแรงหรือความสามารถในการคง
สภาพการหดตัวคร้ังเดยี วไดเ้ ป็นระยะเวลายาวนาน
๕. ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Muscular Strength) หมายถึง ปริมาณสูงสุดของแรง
ท่กี ลา้ มเนอื้ มดั ใดมดั หน่ึงหรือกลมุ่ กลา้ มเนื้อสามารถออกแรงตา้ นทานได้ ในชว่ งการหดตัว ๑ คร้งั
๑๐๙
สขุ บญั ญตั ิแห่งชำติ (National Health Disciplines)
ข้อกาหนดที่เด็กและเยาวชน ตลอดจนประชาชนท่ัวไป พึงปฏิบัติอย่างสม่าเสมอ จนเป็นสุขนิสัย
เพอ่ื ใหม้ ีสขุ ภาพดที ัง้ ร่างกาย จติ ใจ และสังคม ซงึ่ กาหนดไว้ ๑๐ ประการ ดงั น้ี
๑. ดูแลรกั ษารา่ งกายและของใชใ้ หส้ ะอาด
๒. รกั ษาฟันใหแ้ ข็งแรงและแปรงฟันทุกวนั อย่างถกู ตอ้ ง
๓. ล้างมอื ใหส้ ะอาดก่อนกนิ อาหารและหลังการขับถ่าย
๔. กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเล่ียงอาหารรสจัด
สฉี ูดฉาด
๕. งดบหุ รี่ สุรา สารเสพตดิ การพนนั และการสาส่อนทางเพศ
๖. สร้างความสมั พนั ธใ์ นครอบครัวใหอ้ บอนุ่
๗. ป้องกันอบุ ตั ภิ ยั ด้วยการไม่ประมาท
๘. ออกกาลังกายสมา่ เสมอและตรวจสขุ ภาพประจาปี
๙. ทาจติ ใจใหร้ ่าเริงแจ่มใสอยเู่ สมอ
๑๐.มีสานึกต่อส่วนรวม ร่วมสรา้ งสรรค์สังคม
สขุ ภำพ (Health)
สุขภาวะ (Well – Being หรือ Wellness) ที่สมบูรณ์และเช่ือมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุลทั้ง
มิตทิ างจติ วิญญาณ (มโนธรรม) ทางสงั คม ทางกาย และทางจิต ซ่ึงมิได้หมายถึงเฉพาะความ ไม่พิการและ
ความไม่มโี รคเท่านน้ั
สุนทรยี ภำพของกำรเคล่ือนไหว (Movement Aesthetic)
ศิลปะและความงดงามของท่วงท่าในการเคลื่อนไหวร่างกายในอิริยาบถต่าง ๆ ซ่ึงเป็นผลมาจาก
ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบท่าทางการเคล่ือนไหวและการ่ึก่นจนเกิดความชานาญ สามารถแสดง
ออกมาเป็นความกลมกลนื และตอ่ เนื่อง
แอโรบิก (Aerobic)
กระบวนการสร้างพลังงานแบบต้องใช้อากาศ ซึ่งในท่ีน้ี หมายถึง ออกซิเจน (Aerobic -energe
delivery) ในการสร้างพลังงานของกล้ามเน้ือ เพื่อทางานหรือเคล่ือนไหว นั้น กล้ามเนื้อจะมีวิธีการ ๓
แบบท่จี ะได้พลังงานมา
แบบท่ี ๑ เป็นการใช้พลังงานทม่ี ีสารองอยใู่ นกลา้ มเนื้อซ่ึงจะใชไ้ ด้ในเวลาไมเ่ กนิ ๓ วนิ าที
แบบที่ ๒ การสังเคราะห์พลังงานโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic energy delivery)
ซ่งึ ใชไ้ ด้ไม่เกนิ ๑๐ วินาที
แบบท่ี ๓ การสังเคราะหส์ ารพลังงาน โดยใช้ออกซเิ จน ซ่ึงจะใชพ้ ลงั งานได้ระยะเวลานาน
๑๑๐
ภาคผนวก
๑๑๑
คำสั่งโรงเรยี นบ้ำนหนองหญำ้ ปล้อง(อดุ มวนำ)
ท่ี ๑๗ / ๒๕๖๓
เร่ือง แต่งตัง้ คณะกรรมกำรบรหิ ำรหลกั สตู รและงำนวชิ ำกำรสถำนศึกษำขนั้ พ้ืนฐำน
************************
เพื่อให้การบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๔ มาตรา ๒๗ ท่ีกาหนดให้
สถานศึกษา ข้ันพื้นฐาน มีหน้าที่จัดทาสาระของหลักสูตรเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
การดารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพ่ือการศึกษาต่อ ในส่วนท่ีเก่ียวกับสภาพของปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิ
ปญั ญาทอ้ งถน่ิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เพื่อเปน็ สมาชิกทีด่ ีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ และ
สอดคลอ้ ง กับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการวา่ ด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ
สถานศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พ.ศ.๒๕๔๔
อาศัยอานาจตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ.๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงแต่งต้ังคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน โรงเรยี นบา้ นหนองหญา้ ปลอ้ ง(อุดมวนา) ปีการศกึ ษา ๒๕๖๑ ดงั นี้
๑. นายสรุ ิยา มนตรภี กั ด์ิ ผูอ้ านวยการโรงเรียนบ้านหนองหญา้ ปลอ้ งฯประธานกรรมการ
๒. นางสาวสรุ ชั นา ระกลุ หัวหนา้ การเรยี นรปู้ ฐมวยั กรรมการ
๓. นางสาวมณั ฑนา อังกุล ครูปฐมวยั กรรมการ
๔. นางสาวกนกลดา อังกินนั ทน์ หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย กรรมการ
๕. นางสาวกมลพร เพิ่มขรวั จา หวั หน้ากลุ่มสาระคณิตศาสตร์ กรรมการ
๖. นางณฐั ธยาน์ ชนะสงคราม หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ กรรมการ
๗. นายธีรเกยี รติ วาดี ครกู ลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ กรรมการ
๘. นางสาวอาภาภรณ์ โชติสุวรรณ หวั หนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษาฯ กรรมการ
๙. นางสาวญาณันธร อนุ่ อนิ ครูกลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ังคมศกึ ษาฯ กรรมการ
๑๐. นางณฐั นชิ าพัชช์ ธนาพพิ ัทธน์ ครูกลุ่มสาระการเรยี นรูส้ งั คมศกึ ษาฯ กรรมการ
๑๑. นางชยกานต์ สุวรรณคงั คะ หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะ กรรมการ
๑๒. นายเอกสิทธิ์ อ่นุ เรือน ครูกล่มุ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ กรรมการ
๑๓. นางสาวอญั ชลี สนพลาย หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชพี กรรมการ
๑๔. นายภาณุพงศ์ เกษถนอม หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรสู้ ขุ ศกึ ษาฯ กรรมการ
๑๕. นางจริ ภา อยูส่ ุข หวั หน้ากลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ กรรมการ
๑๖. นางสาวปญั จารยี ์ เหยี่ วหอม ครูกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ กรรมการ
๑๗. นางณฐั ธยาน์ ชนะสงคราม หวั หนา้ ่าายวชิ าการ เลขานุการ
๑๑๒
คณะกรรมกำร มีหนำ้ ท่แี ละดำเนนิ กำรจดั กำรตำมขน้ั ตอนที่กำหนด ดงั นี้
๑. วางแผนการดาเนินงานวิชาการ กาหนดสาระรายละเอียดของหลักสูตรระดับสถานศึกษาและ
แนวทางการจัดสดั สว่ นสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และสภาพเศรษฐกิจ สังคม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา
ทอ้ งถิ่น
๒. จัดทาคู่มือการบริหารหลักสูตร และงานวิชาการของสถานศึกษา นิเทศ กากับ ติดตาม ให้คาปรึกษา
เกีย่ วกบั การพัฒนาหลกั สตู ร การจัดกระบวนการเรยี นรู้ การวัดและประเมินผลและการแนะแนวให้สอดคล้อง
และเปน็ ไปตามหลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
๓. ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรเก่ียวกับการพัฒนาหลักสูตร การจัดกระบวนการ
เรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการแนะแนวให้เป็นไปตามจุดหมายและแนวทางการดาเนินการของ
หลักสูตร
๔. ประสานความรว่ มมือจากบคุ คล หนว่ ยงาน องค์กรต่าง ๆ และชุมชน เพ่ือให้การใช้หลักสูตร
เป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพและมคี ณุ ภาพ
๕. ประชาสัมพันธ์หลักสูตรและการใช้หลักสูตรแก่นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชนและผู้เก่ียวข้อง
และนาขอ้ มลู ปอ้ นกลับจาก่าายตา่ ง ๆ มาพจิ ารณาเพ่ือปรบั ปรงุ และพฒั นาหลักสูตรของสถานศกึ ษา
๖. สง่ เสรมิ สนับสนุนการวจิ ยั เกีย่ วกับการพัฒนาหลักสตู ร และกระบวนการเรยี นรู้
๗. ติดตามผลการเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล ระดับชั้น และช่วงชั้น ระดับวิชา กลุ่มวิชา
ในแตล่ ะปกี ารศกึ ษา เพื่อปรับปรงุ แก้ไข และพัฒนาการดาเนนิ งานด้านต่าง ๆ ของสถานศกึ ษา
๘. ตรวจสอบทบทวน ประเมินมาตรฐาน การปฏิบัติงานของครู และการบริหารหลักสูตรระดับ
สถานศึกษาในรอบปีที่ผ่านมา ใช้ผลการประเมินเพ่ือวางแผนพัฒนาการปฏิบัติงานของครูและการบริหาร
หลักสูตรปีการศึกษาต่อไป
๙. รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการบริหารหลักสูตรของสถานศึกษา โดยเน้นผลการพัฒนา
คุณภาพนักเรียนต่อคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรระดับเหนือ
สถานศึกษา สาธารณชน และผูเ้ กี่ยวข้อง
๑๐. ให้ดาเนนิ การประชมุ คณะกรรมการอยา่ งน้อยภาคเรยี นละ ๒ ครง้ั
ให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งปฏิบัติหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุตาม
วัตถุประสงค์ท่ตี ้งั ไว้
ทง้ั นี้ ต้งั แตบ่ ัดนเี้ ปน็ ตน้ ไป
สง่ั ณ วันที่ ๖ เดอื น เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๓
(ลงชอ่ื )
(นายสุรยิ า มนตรภี กั ดิ์)
ผอู้ านวยก๑า๑รโ๓รงเรยี นบา้ นหนองหญ้าปล้อง(อุดมวนา)
บนั ทึกขอ้ ควำม
ส่วนราชการ โรงเรียนบ้านหนองหญ้าปลอ้ ง (อดุ มวนา)
ท่ี วันที่ ๑๕ เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ .
เรอื่ ง ขออนมุ ตั ิหลกั สูตรสถานศึกษาพทุ ธศักราช ๒๕๖๓
---------------------------------------------------------------------------------
เรยี น ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
ด้วยโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปล้อง(อุดมวนา) ได้ดาเนินการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร
สถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านหนองหญ้าปล้อง(อดุ มวนา) พุทธศกั ราช ๒๕๖๓ เสร็จเรยี บรอ้ ยแลว้
จึงเรยี นมาเพอ่ื
๑. โปรดพจิ ารณาอนุมัติ
๒. ลงนามเห็นชอบ
(ลงชือ่ )
(นายสุรยิ า มนตรีภกั ด์ิ)
ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านหนองหญา้ ปลอ้ ง(อดุ มวนา)
(ลงช่อื )
(นางสาวจนิ ตนา เกษรสนั ติ์)
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
๑๑๔
คณะผู้จดั ทำ
ทปี่ รึกษา ผ้อู านวยการโรงเรียนบา้ นหนองหญา้ ปลอ้ ง(อดุ มวนา)
๑. นายสรุ ิยา มนตรภี ักด์ิ หวั หนา้ งานวชิ าการโรงเรียนบ้านหนองหญ้าปลอ้ ง(อดุ มวนา)
๒. นางณัฐธยาน์ ชนะสงคราม ครูชานาญการ
๔. นางสาวกมลพร เพม่ิ ขรัวจา ครูชานาญการ
๕. นางชยกานต์ สวุ รรณคงั คะ
คณะผจู้ ดั ทำ ประธานกรรมการ
๑. นายภาณุพงศ์ เกษถนอม กรรมการ
๒. นายธรี เกยี รติ วาดี เลขานุการกรรมการ
๓. นางณัฐนชิ าพชั ช์ ธนานิพัทธน์
๑๑๕
๑๑๖
๑๒๙