The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lumpoo_klanmor, 2023-06-13 06:30:50

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

หน ั งส ื อเร ี ยนสาระการพ ั ฒนาส ั งคม รายว ิ ชา ศาสนาและหน  าท ี ่ พลเม ื อง (สค31002) ระด ั บม ั ธยมศ ึ กษาตอนปลาย หล ั กส ู ตรการศ ึ กษานอกระบบระด ั บการศ ึ กษาข ั้นพ ื้นฐาน พ ุ ทธศ ั กราช 2551 สํานักงานสงเสริมการศ ึ กษานอกระบบและการศ ึ กษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวงศ ึ กษาธิการ กระทรวงศ ึ กษาธิการ หามจําหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554


หนังส ื อเร ี ยนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ศาสนาและหน  าท ี่พลเม ื อง (สค31002) ระดับมัธยมศ ึ กษาตอนปลาย เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554


คํานํา สานํกงานัสงเสรมิการศกษาึนอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยั ไดดาเนํนการิจดทัาํ หนงสัอเรืยนีชุดใหมน ีข้ึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พทธศุกราชั 2551 ทมี่วีตถั ประสงคุในการพฒนาัผเรูยนี ใหมคีณธรรมุ จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษาตอและสามารถ ดารงชํวีติอยในูครอบครวั ชมชนุ สงคมั ไดอยางมความีสขุ โดยผเรูยนีสามารถนาํหนงสัอืเรยนี ไปใชในการเรียนดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเมื่อศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับ ไปศึกษาใหมไดผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้โดยนํา ความรไปูแลกเปลยนี่กบัเพอนื่ ในชนเรั้ยนีศกษาึจากภมูปิญญาทองถนิ่ จากแหลงเรยนรีและู จากสื่ออื่นๆ ในการดาเนํนการิจดทัาํหนงสัอืเรยนีตามหลกสัตรูการศกษาึนอกระบบระดบัการศกษาึ ขน้ัพนฐาน้ืพุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกี่ยวของหลาย ทานซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดสื่อที่สอดคลองกับ หลกสัตรูและเปน ประโยชนตอผเรูยนีทอยี่นอกูระบบอยางแทจรงิสานํกงานัสงเสรมิการศกษาึ นอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยัขอขอบคณุคณะทปรี่กษาคณะึผเรูยบเรียงี ตลอดจน คณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดีไวณ โอกาสนี้ สานํกงานัสงเสรมิการศกษาึนอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยั หวงัวาหนงสัอืเรยนี ชุดนี้จะเปน ประโยชนในการจดการัเรยนีการสอนตามสมควร หากมขีอเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สํานักงาน กศน.


หนา คําแนะนําการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก ..................................................................................1 เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา ...............................3 เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา .......................4 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม .............................21 เรื่องท่ 4 ี ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต ...............................23 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหณ-ฮินดูและคําสอน ....................................27 เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน .................................37 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ..................................................44 เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ............................................................48 เรื่องที่ 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา ...........................49 เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับ ศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข .....................................................50 เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา .......................................52 บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก ...............................57 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม .....................................58 เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย ..........................................................59 เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม ..........60 เร่องืที่ 4 ประเพณีในโลก .........................................................................61 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย .......................62 เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก ............................................65 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย ...................................................67 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ..........................................................69 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ...................................70 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ......................72 สารบัญ


เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ .............................................81 เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก ............87 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ .......................90 บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน ..........................................................................................95 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล ................................................................96 เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ..................................................102 เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน ..........................106 บรรณานุกรม .............................................................................................111 เฉลยกิจกรรม .............................................................................................112 สารบัญ(ตอ)


หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับ มธยมศักษาึ ตอนปลาย เปนหนงสัอเรืยนีทจี่ดัทาขํนึ้สาหรํบัผเรูยนีทเปี่นนกศักษาึนอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่ กาหนดํแลวตรวจสอบ กบัแนวตอบกจกรรมิทกี่าหนดํถาผเรูยนีตอบผดิควรกลบัไปศกษาึ และทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหม ใหเขาใจกอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป 3. ปฏบิตักิจกรรมิทายเรอง่ืของแตละเรอง่ืเพอ่ืเปนการสรปุความรูความเขาใจของ เนอหา้ื ในเรอง่ืนนๆ้ัอกครีงั้และการปฏบิตักิจกรรมิของแตละเนอหาื้แตละเรองื่ผเรูยนีสามารถ นําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆ ที่รวมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 4. หนังสือเรียนเลมนี้มี 4 บท คือ บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศไทยและของโลก บทท 3 ่ีรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย บทท 4 ่ีสทธิมนิษยุชน คําแนะนําในการใชหนังสือเรียน


โครงสราง รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสําคัญ เปนสาระทเกี่ยวกี่บัศาสนาตางๆ ทเกี่ยวขี่องกบักาเนํดิศาสนาและศาสดาของศาสนา ตางๆ หลกธรรมัสาคํญัของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขดแยังในศาสนา การ ปฏบิตัตนิ ใหอยรูวมกนัอยางสนตัสิขุการฝกจติในแตละศาสนา การพฒนาั ปญญา ในการแกไข ปญหา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณีดานภาษา การแตงกาย อาหาร ประเพณีสําคัญๆ ของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีการมสีวนรวม ในการสบทอดืและปฏบิตัตนิ เปนแบบอยาง ในการอนรุกษัวฒนธรรมั ตามประเพณีของชาติและการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเอง และสังคมไทย คานิยมที่พึงประสงคของสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติตน เปนผูนําในการปองกันและแกไขพฤติกรรมไมเปนที่พึงประสงคในสังคมไทย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายประวัติหลักคําสอน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ 2. เหน็ความสาคํญัของวฒนธรรมั ประเพณีและมสีวนใน การปฏบิตัตนิตามวฒนธรรมั ประเพณทีองถน่ิ 3. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี 4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวิติศาสนาพราหณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวตัิศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน


เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึ่งประสงคของสังคมโลก เรอง่ืท 7 ่ีการปองกนัและแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิ ทไม่ีพ งประสงค ึของสงคมั ไทย บทท 3 ่ีรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย เรอง่ืท 1 ่ีความเปนมาการเปลยนแปลง่ีรฐธรรมนัญู เรอง่ืท 2 ่ีสาระสาคํญัของรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย เรอง่ืท 3 ่ีบทบาทหนาท่ีขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอานาจรํฐั เรอง่ืท 4 ่ีบทบญญัตัของิรฐธรรมนัญูทม่ีผลตีอการเปลยนแปลง่ีทางสงคมั และมผลตีอฐานะของประเทศไทยในสงคมั โลก เรอง่ืท 5 ่ีหนาทพลเม่ีองืตามรฐธรรมนัญูและกฎหมายอนๆ่ื บทท 4 ่ีสทธิมนิษยุชน เรอง่ืท 1 ่ีหลกสัทธิมนิษยสากลุ เรอง่ืท 2 ่ีสทธิมนิษยชนุในประเทศไทย เรอง่ืท 3 ่ีแนวทางการปฏบิตัตนิตามหลกสัทธิมนิษยชนุ บรรณานุกรม สื่อประกอบการเรียนรู 1. หนังสือ ศาสนาสากล 2. ซีดีศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 3. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมไทย 4. หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ ในโลก 5. คอมพิวเตอรอินเทอรเน็ต


สาระสําคัญ ศาสนาตางๆ ในโลกมคีณคุาและเป  นประโยชน ต อชาวโลก เพราะกอให เกดจริยธรรมิ เปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองไดชวยใหสังคมดีขึ้น สาหรํ บประเทศไทยม ัผีนูบถัอศาสนาพืทธมากทุสี่ดุรองลงมาคอศาสนาอืสลามศาสนาคริสติ  ศาสนาฮนดิูและศาสนาซกซิ แตในโลกม ผีนูบถัอศาสนาครืสติมากทสี่ดุรองลงมาคอืศาสนา อิสลาม ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ การศึกษาคําสอนศาสนาตางๆ ของศาสนิกชนเพื่อ นํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนาทุกศาสนาลวนสั่งสอนใหคนเปนคนดี เพื่อสังคมเกิดความขัดแยงควรรีบหาทางแกไขโดยการนําคําสอนทางศาสนามาประพฤติ ปฏิบัติจึงจะสงผลใหสังคมเกิดความสงบสุขตลอดไป ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจศาสนาที่สําคัญๆในโลก 2. มีความรูความเขาใจในหลักธรรมสําคัญของแตละศาสนา 3. เห็นความสําคัญในการอยูรวมกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 4. ประพฤติปฏิบัติตนสงผลใหสามารถอยูรวมกันกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหา ตางๆ และพัฒนาตนเอง ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในโลก เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกซ เรื่องที่ 7 การเผยแพรศาสนาตางๆในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ศาสนาในโลก 1 บทท ี ่


2 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา สื่อประกอบการเรียนรู ซี.ดีศาสนาสากล เอกสารศาสนาสากล และความขัดแยงในปาเลสไตน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 3 เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชน ของศาสนา ความหมายของศาสนา ศาสนา คือ คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแพรสั่งสอน แจกแจงแสดงใหมนุษยเวนจาก ความชั่วกระทําแตความดีซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใส และศรทธาคัาสอนดํงกลัาวจะมลีกษณะเป ันสจธรรมศาสนามัความสีาคํญตัอบคคลและสุงคมั ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลาย ศาสนาดวยกันแตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งมองทุกๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกันกลาวคือ ชกจั งใจใหูคนละความช วประพฤต ั่ความดิเหมีอนกืนหมดหากแตัว าการปฏ บิตัพิธิกรรมยีอม แตกตางกันความเชื่อถือของแตละศาสนา คุณคาของศาสนา 1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย 2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ 3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจทําใหสงบรมเย็น 4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม 5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม 6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา ประโยชน ของศาสนา ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการกลาวโดยสรุปมี 6 ประการคือ 1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนใหเราทราบวาอะไร คือความชั่วที่ควรละเวนอะไรคือความดีที่ควรกระทําอะไรคือสิ่งที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ เพื่อใหอยูรวมกันอยางมีความสุขดังนั้นทุกศาสนาจึงเปนแหลงกําเนิดแหงความดีทั้งปวง 2. ศาสนาเปนแนวทางการดาเนํนชิวีติทกศาสนาจะวางหลุกการดัาเนํนชิวีตเป ิน ขั้นๆเชนพระพุทธศาสนาวางไว 3 ขั้นคือขั้นตนเนนการพึ่งตนเองไดมีความสุขตามประสา ชาวโลกขนกลางเน้ันความเจรญกิาวหนาทางคณธรรมและขุนส้ังเนูนการลดละโลภ โกรธ หลง 3. ศาสนาทาใหํผนูบถั อปกครองตนเองได ื หลกคั าสอนให ํรจูกรับผัดชอบตนเองิ คนที่ทําตามคําสอนทางศาสนาเครงครัดจะมีหิริโอตตัปปะไมทําชั่วทั้งที่ลับและที่แจงเพราะ สามารถควบคุมตนเองได 4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการ เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกันสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแพรมีความซื้อสัตยสุจริตตอกันเปน เหตใหุสงคมมัความสงบสีนตัยิงขิ่ นสอนให ้ึอดทนเพยรพยายามทีาความดํสรีางสรรคผลงาน และประโยชนใหกับสังคม


4 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น ทุกสังคมจะมีระเบียบขอบังคับจารีตประเพณี และกฎหมายเปนมาตรการควบคุมสังคมใหสงบสุขแตสิ่งเหลานี้ไมสามารถควบคุมสังคมให สงบสุขแทจริงไดเชนกฎหมายก็ควบคุมไดเฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานั้นไม สามารถลึกลงไปถึงจิตใจไดศาสนาเทานั้นจึงจะควบคุมคนไดทั้งกาย วาจา และใจ ศาสนาในประเทศศาสนาพทธเปุนศาสนาประจ าชาตํ ไทยม ิผีนูบถัอมากทืสี่ดุรองลง มาคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสตศาสนาพราหมณ-ฮินดูและศาสนาซิกซรายละเอียดของ แตละศาสนาดังตอไปนี้คือ เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวัฎสงสารถาสัตวโลกยังมีกิเลส คือโลภ โกรธ หลงจะตองเกิดในไตรภูมิคือ 3 โลก ไดแกนรกภูมิโลกมนุษยและเทวโลก และในการเกดเป ินพระพทธเจุาเพอทื่ จะโปรดส ี่ตวั โลกให พนบารมเพี อให ื่บารมสมบีรณูจงจะึ เกดเป ินพระพทธเจุาใหพระเจ าไดบาเพํญบารม็มาทีกภพทุกชาตุและบิาเพํญบารม็อยีางยงยวดิ่ ใน 10 ชาติสุดทายเรียกวาทศชาติซึ่งไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก โดยมีความยอๆดังนี้ 1. เตมีย  ชาดก เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือการออกบวช ความวาตระเตมีย เกิดในตระกูลกษัตริยแตทรงเกรงวาจะตองขึ้นครองราชยเปนพระราชาเพราะทรงเห็น การลงโทษโจรตามคําสั่งของพระราชา เชน เฆี่ยนบางเอาหอกแทงบางพระองคจึงทรงแกลง เปนงอย เปลยี้หหนวกูเปนใบ  ไมพดจากูบใคร ั พระราชาปรกษากึบพราหมณั ใหนาพระองคํ  ไปฝงเสียพระมารดาทรงคัดคานแตไมสําเร็จจึงทรงขอใหพระเตมียครองราชย 7 วันเผื่อ พระองคจะตรัสบาง ครั้งครบ 7 วันแลวพระเตมียก็ไมตรัส ดังนั้นสารถีจึงนําพระเตมียไปฝง ตามคาสํงของพระราชาครั่งสารถั้ขีดหลุมเตรุยมฝ ีงขณะกาลํงขัดหลุมพระเตมุยีลงจากรถและ ตรสปราศร ัยแจังวาพระองคต องการจะบวชไม ต องการเป นพระราชจากนนสารถั้กลี บไปบอก ั พระราชา พระราชาจึงเชิญพระเตมียกลับไปครองราชยพระเตมียกลับเทศนาสั่งสอนจน พระชนกชนนีและบริวารพากันเลื่อมใสออกบวชตาม 2. มหาชนกชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญว็ริยบารมิคีอความเพื ยรใจความส ีาคํญคัอพระมหาื ชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตกคนทั้งหลายจมน้ําตายบางเปนเหยื่อของสัตวน้ํา บางแตพระองค ไมทรงละความอตสาหะทรงวุายน าโดยก ้ําหนดทํศทางแหิงกรงมุถิลาในท ิสี่ดุ กได็รอดชวีตกลิ บไปกร ังมุถิลาได ิ ชาดกเรองนื่เปี้นทมาแหี่งภาษตทิวี่าเปนชายควรเพยรรี าไป ่ํ อยาเบื่อหนาย(ความเพียร)เสียเราเห็นตัวเองเปนไดอยางที่ปรารถนาขึ้นจากน้ํามาสูบกได


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 5 3. สุวรรณสามชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญเมตตาบารม็คีอการแผื ไมตรจิตคิ ดจะให ิสตวัท งปวง ั้ เปนสุขทั่วหนา มีเรื่องเลาวา สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในปาและ เนื่องจากเปนผูเมตตาปรารถดีตอผูอื่นหมูเนื้อก็เดินตามแวดลอมไปในที่ตางๆวันหนึ่งถูก พระเจากรงพาราณสุชีอพระเจื่ากบลยิกษัยงเอาดิวยธนดูวยเขาพระทยผัดภายหลิงเมัอทราบื่ วาเปนมาณพผูเลี้ยงมารดาบิดาก็สลดพระทัยจึงไปจูงมารดาของสุวรรณสามมามารดาบิดา ของสวรรณกุต็งสั้จจกรัยาอิางคณความดุของสีวรรณสามุ สวรรณสามกุฟ็นคนสตื และได ิสอน พระราชาแสดงคติธรรมวาผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรมแมเทวดาก็ยอมรักษาผูนั้นยอมมี คนสรรเสรญในโลกน ิ ละโลกน ี้ ไปแล ี้วก ไปเก ็ ดในสวรรค ิตอจากนนเมั้ อพระราชาขอให ื่สงสอนั่ ตอไปอีกก็สอนใหทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง 4. เนมิราชชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวาเนมิ ราชไดขนครองราชยึ้ตอจากพระราชบดาทรงบิาเพํญค็ณงามความดุเปีนทรี่กของมหาชนและั ในที่สุดเมื่อทรงมอบราชสมบัติแกพระราชโอรสเสด็จออกผนวชเชนเดียวกับที่พระราชบิดา ของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมาทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางก็สลดพระทัยใน สังขารจึงทรงออกผนวช 5. มโหสถชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวามโห สถบัณฑิตเปนที่ปรึกษาหนุมของพระเจาวิเทหะแหงกรุงมิถิลาทานมีความฉลาดรูสามารถ แนะนําในปญหาตางๆไดอยางถูกตองรอบคอบเอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆที่ริษยาใสความดวย ความดไมีพยาบาทอาฆาตครงหลั้ งใช ัอ บายปุองกนพระราชาจากราชศัตรัและจูบราชศัตรัซูงึ่ เปนกษัตริยพระนครอื่นได 6. ภูริทัตชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญศีลบารมีคือการรักษาศีลมีเรื่องเลาวาภูริทัตตนา คราชไปจําศีลอยูริมฝงแมน้ํายนุนายอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตางๆทั้งที่สามารถจะ ทําลายหมองูไดดวยฤทธิ์ดวยความที่มีใจมั่นตอศีลของตนในที่สุดก็ไดอิสรภาพ 7. จันทกุมารชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญข็นตับารมิคีอความอดทนจืนทกั มารเปุนโอรสของ  พระเจาเอกราชพระองคทรงชวยประชาชนใหพนจากคดีซึ่งกัณฑหาลพราหมณราชปุโรหิต เปนผรูบสันบนติดสันคดิ ขาดความเป ีนธรรมส งผลให กณฑหาลพราหมณัผกอาฆาตพยาบาทู วนหนังพระเจึ่าเอกราชทรงพระสบุนเหินดาวด็งสึ เทวโลกเม อทรงตื่นบรรทมทรงพระประสงค ื่  ทางไปดาวดงสึ เทวโลกจ งตรึสถามกัณฑหาลพราหมหักณฑหาลพราหมหัจงกราบทึลแนะนูาํ ใหตรัสพระเศียรโอรส ธิดา มเหสีบูชายัญแมใครจะทัดทานขอรองก็ไมเปนผลรอนถึง ทาวสกกะั (พระอนทริ )ตองมาช แจงให ้ีหายเข าใจผ ดวิาวธินีไม้ี ใช ทางไปสวรรค  มหาชนจงรึมฆุา กัณฑหาลพราหมณและเนรเทศพระเจาเอกราชแลวกราบทูลเชิญจันทกุมารขึ้นครองราชย


6 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 8. นารทชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญอ็เบกขาบารมุคีอการวางเฉยพระพรหมนารถได ืชวย ใหพระเจาอังคติราชแหงกรุงมิถิลามหานครพนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจาก คณาชุวกวารี ปกายของคนสูตวั เปนของเทยงแมี่ตดศรัษะผีอูนแลื่ วไม  บาปส ุทกขุเกดได ิเอง ไมมเหตีคนเราเวุยนวีายตายเกดหนิกเขัากบร็สิทธุเองเมิ์อพระองคื่มความเหีนด็งนันพระเจั้า องคตัราชจิงสึ งให่ัรอโรงทานและม ้ื วเมาในโลก ัยีรอนถงพระธึดาคิอพระนางรืจาทรงหุวงพระบดาิ จึงสวดออนวอนขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมารอนถึงพระพรหมนาทรทรงจําแลงกาย เปนน กบวชทรงสอนให ัพระเจาองคตั ราชให ิกลบความเหันท็ผ่ีดมาบิาเพํญก็ศลุถอศืลีทาทานํ ปกครองเมืองโดยสงบรมเย็น 9. วิทูรชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความซื่อสัตยบัณฑิตมีหนาที่ถวาย คําแนะนําแกพระเจาธนัญชัยโกรัพยะซึ่งเปนพระราชาที่คนนับถือมากครั้งหนึ่งปุณณกยักษ มาทาพระเจาธนัญชัยโกทัพยะเลนสกาถาแพจะถวายมณีรัตนะอันวิเศษถาพระราชาแพตอง ใหสิ่งที่ปุณณกยักษตองการในที่สุดพระราชาแพปุณณกยักษของตังวิฑูรบัณฑิตพระราชา หนวงเหนี่ยวประการใดไมสําเร็จวิฑูรบัณฑิตรักษาสัจจะไปกับยักษในที่สุดแมแมยักษจะทํา อยางไรวิฑูรบัณฑิตก็ไมตายกับแสดงธรรมจนยักษเลื่อมใสและไดกลับคืนบานเมืองมีการ ฉลองรับขวัญเปนการใหญ 10. เวสสันดรชาดก เปนชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติตอไปจึงจะเกิดเปนพระพุทธเจาชาดกเรื่องนี้ แสดงถงการบึาเพํญทานบารม็คีอการบรืจาคทานมิเรีองเล่ืาวาพระเวสสนดรผั ใจดูบรีจาคทิกอยุาง ที่มีคนขอครั้งหนึ่งประทานชางเผือกคูบานคูเมืองแกพราหมณชาวกาลิงคะซึ่งตอมาขอชาง ไปเพื่อใหเมืองของตนหายจากฝนแลงแตประชาชนโกรธขอใหเนรเทศพระราชบิดาจึงจํา พระทยตัองเนรเทศพระเวสสนดรซังพระนางมึ่ทรัพรีอมด วยพระโอรสธ  ดาได ิตามเสด จไปด ็วย เมื่อชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีกภายหลังพระเจาสัญชัยพระราชบิดาไดทรงไถสอง กุมารจากชูชกและเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง(เรื่องนี้แสดงการเสีย สละสวนนอยเพ อประโยชน ื่สวนใหญ คอการตรืสรั เปูนพระพทธเจุาอ นจะเป ั นทางให  ไดบาเพํญ็ ประโยชนสวนรวมไดมิใชเสียสละโดยไมมีจดมุ ุงหมายหรือเหตุผล)


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7 ประวัติพระพุทธเจา พระพทธเจุาทรงมพระนามเดีมวิา “สทธิตถะั ”ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจ าส ทโธุ ทนะกษตรัยิผครองกรูงกบุลพิสดัุแควนสกกะและั “พระนางสริมหามายาิ ” พระราชธดาของิ กษัตริยราชสกุลโกลิยวงศแหงกรุงเทวทหะ แควนโกลิยะ ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระ สุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภณ ที่บรรทมกอนที่พระนางจะมีพระ ประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกรขึ้นสิบหาค่ํา เดือนวิสาขะ ปจอ 80 ปกอนพุทธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวันอยูในประเทศเนปาล) ทนทัที ประส ี่ตูิเจาชายสทธิตถะทรงดัาเนํนดิวยพระบาท 7 กาวและมดอกบีวผัดขุนึ้ มารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลกประเสริฐที่สุดในโลกการ เกดคริงนั้เปี้นครงสั้ดทุายของเรา ”แตหลงจากเจัาชายสทธิ ตถะประส ัตูกาลได ิแลว 7 วนพระั นางสริมหามายากิเสด็จสวรรคาล็ยัเจาชายสทธิตถะจังอยึ ในความดู แลของพระนางประชาบดูี โคตรมีซึ่งเปนพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา ทั้งนี้พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวาเจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หาก ดํารงตนในฆราวาสจะไดเปนจักรพรรดิถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลกแตโกณ ฑัญญะพราหมณผูอายุนอยที่สุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะจะ เสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแนนอน ชีวิตในวัยเด็ก เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปะศาสตรทั้ง 18 ศาสตรในสํานักครูวิ ศวามิตรและเนื่องจากพระบิดาไมประสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลกจึง


8 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม พยายามทาใหํเจาชายสทธิตถะพบเหันแต็ความส ขโดยการสรุางปราสาท  3 ฤดูใหอย ประทูบั และจัดเตรียมความพรอมสําหรับการราชาภิเษกใหเจาชายขึ้นครองราชย เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจากรุงเทวท หะซึ้งเปนพระญาติฝายมารดาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดใหประสูติ พระราชโอรสมีพระนามวา “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “ชวงบาย” เสด็จออกผนวช วนหนังเจึ่าชายสทธิตถะทรงเบัอความจื่ าเจในปราสาท ํ 3 ฤดูจงชวนสารถึทรงรถมีา ประพาสอทยานครุงนั้ นได ั้ทอดพระเนตรเหนคนแก็ คนเจบ็คนตายและนกบวชั โดยเทวทตู (ทูตสวรรค) ที่แปลงกายมาพระองคจึงทรงคิดไดวานี่เปนธรรมดาของโลกชีวิตของทุกคน ตองตกอยูในสภาพเชนนั้น ไมมีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แกเจ็บ ตายไดจึงทรงเห็นวา ความสขทางโลกเปุนเพยงภาพมายาเทีานนั้และวถิทางทีจะพี่นจากความทกขุคอตืองครอง เรือนเปนสมณะ ดังนั้นพระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชาในขณะที่มีพระชนมายุ 29 พรรษา ครานั้นพระองคไดเสด็จไปพรอมกับนายฉันทะ สารถีซึ่งเตรียมมาพระที่นั่ง นามวา กัณฑกะมุงตรงไปยังแมน้ําอโนมานทีกอนจะประทับนั่งบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวย พระขรรคและเปล ยนชี่ดผุากาสาวพตรั (ผายอมด วยรสฝาดแห งต นไม  ) และใหนายฉนทะนัาํ เครื่องทรงกลับพระนครกอนที่พระองคจะเสด็จออกมหาภิเนษกรณ(การเสด็จออกเพื่อคุณ อันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพังเพื่อมุงพระพักตรไปแควนมคธ บําเพ็ญทุกรกิริยา หลงจากทรงผนวชแลัวพระองคมงุ ไปทแมี่นาคยา้ํแควนมคธได พยายามเสาะแสวง


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 9 ทางพนทุกขดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารบสกาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตรเมื่อเรียนจบทั้ง 2 สํานักแลวทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกข จากนั้นพระองคไดเสด็จไปที่แมน้ําเนรัญชรา ในตําบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรง บําเพ็ญทุกรกิริยา ดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจ และอดอาหารจนรางกายซูบผอมแต หลังจากทดลองได 6 ปทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาและ หันมาฉันอาหารตามเดิมดวยพระราชดําริตามที่ทาวสักกเทวราชไดเสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไปเมื่อดีก็จะขาดดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไวหยอนเสียง จะยืดยาดขาดความไพเราะและวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายท่ีขึงไวพอดีจึงมีเสียงกังวาน ไพเราะดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นวาทางสายกลางคือไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป นั้น คือทางที่จะนําสูการพนทุกข หลังจากพระองคเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทําใหพระปญจวัคคีย 5 ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิที่มาคอยรับใชพระองคดวยความคาดหวังวาเม่อพระองคื  คนพบทางพนทุกขจะไดสอนพวกตนใหบรรลุดวยเกิดเลื่อมศัทธาที่พระองคลมเลิกความ ตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี ตรัสรู ครานั้นพระองคทรงประทับนั่งขัดสมาธิใตตนพระศรีมหาโพธิ์ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสีหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานดวยความแนวแนวา ตราบใดทยี่ งไม ับรรลสุมมาสั มโพธ ัญาณิกจะไม ็ลกขุนจากสมาธึ้บิลลังกัแมจะมหมีมารเขูามา ขดขวางแตักพ็ายแพพระบารมของพระองคีกล บไปจนเวลาผ ั านไปในท สี่ดพระองคุทรงบรรลุ รูปฌาณ คือ ภาพพระพุทธเจาเทศนาโปรดปญจวัคคียทั้ง 5


10 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ยามตน หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได ยามสอง ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือรูเรื่องการเกิด การตายของ สัตวทั้งหลายวาเปนไปตามกรรมที่กําหนดไว ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะ หรือกิเลสดวย อริยสัจ 4 ไดแกทุกขสมุทัย นิโรธ และมรรค และไดตรัสรูดวยพระองคเองเปนพระสัมมา สัมพุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลกซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา แสดงปฐมเทศนา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูแลวทรงพิจารณาธรรมที่พระองคตรัสรูมาเปน เวลา 7 สัปดาหและทรงเห็นวาพระธรรมนั้นยากสําหรับบุคคลทั่วไปที่จะเขาใจและปฏิบัติได พระองคจึงทรงพิจารณาวา บุคคลในโลกนี้มีหลายจําพวกอยาง บัว 4 เหลา ที่มีทั้งผูที่สอน ไดงาย และผูที่สอนไดยาก พระองคจึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผูเปนพระ อาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว พระองคจึงทรงระลึกถึงปญจวัคคีย ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝารับใชจึงไดเสด็จไปโปรดปญจวัคคียที่ปาอิสิปตนมคทายวัน ธรรมเทศนากณฑัแรกทพระองคี่ทรงแสดงธรรมคอื “ธมมจักกั ปปว ัตตนสัตรู ” แปลวาสูตรของการหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปนไปซึ่งถือเปนการแสดงพระธรรมเทศนา ครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา ในการนพระโกณฑ ี้ ญญะได ัธรรมจกษัุคอดวงตาเหื นธรรมเป ็นคนแรกพระพทธองคุ จึงทรงเปรงวาจาวา “อัญญาสิวตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะ ไดรูแลว ทาน โกณ ฑัญญะ จึงไดสมญาวา อัญญาโกณฑัญญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกใน พระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจาบวชใหวา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หลังจากปญจวัคคียอุปสมบททั้งหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร ปญจวัคคียจึงสําเร็จเปนอรหันตในเวลาตอมา การเผยแพรพระพุทธศาสนา ตอมาพระพทธเจุาได เทศน พระธรรมเทศนาโปรดแก สกลบุตรรวมทุงเพั้อนของสกื่ลุ บุตรจนไดสําเร็จเปนพระอรหันตทั้งหมดรวม 60 รูป พระพุทธเจาทรงมีพระราชประสงคจะใหมนุษยโลกพนทุกขพนกิเลส จึงตรัสเรียก สาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูปจาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศ ศาสนา 60 แหง โดยลําพังในเสนทางที่ไมซ้ํากันเพื่อใหสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาใน หลายพนทื้อยี่างครอบคลมุสวนพระองค เองได เสด จไปแสดงธรรม ็ณ ตาบลอํรุเวลาุเสนานคมิ หลงจากสาวกได ัเด นทางไปเผยแพร ิพระพ ทธศาสนาในพุนทื้ตี่างๆท าใหํมผีเลู อมใส ื่ พระพุทธศาสนาเปนจํานวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชได โดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยพระพุทธ ศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดนแหงนั้นเปนตนมา


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 11 เสด็จดับขันธุปรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45 พรรษาทรงสดับวาอีก 3 เดือนขางหนาจะปรินิพพานจึงไดทรงปลงอายุสังขารขณะนั้น พระองคไดประทับจําพรรษา ณ เวฬุคาม ใกลเมืองเวสาลีแควนวัชชีโดยกอนเสด็จดับขันธ ปรินิพพาน 1 วันพระองคไดเสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทําถวายแตเกิดอาพาธลงทําให พระอานนทโกรธแตพระองคตรัสวา “บิณฑบาตที่มีอานิสงสที่สุด”มี 2 ประการ คือ เมื่อ ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรัสรูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอน อานนทธรรมและวนิยอันทัเราแสดงแลี่วบญญัตัแลิวแกเธอทงหลายธรรมวั้นิยจั กเป ันศาสดา ของเธอทั้งหลาย เมือเราลวงลับไปแลว” พระพทธเจุาทรงประชวรหน กแตัทรงอดกลนมั้งหนุ าไปเม องกืสุนาราิ ประทบัณ ปา สละเพื่อเสด็จดับขันธุปรินิพพานโดยกอนที่จะเสด็จดับขันธุปรินิพพานนั้นพระองคได อปสมบทแกุพระสภุททะปร ัพาชกซิงถึ่ อได ืวา “พระสภุททะั ” คอสาวกองคืสดทุายทพระพี่ทธุ องคทรงบวชใหในทามกลางคณะสงฆทั้งที่เปนพระอรหันตและปุถุชนจากแควนตางๆรวม ทั้งเทวดาที่มารวมตัวกันในวันนี้ ในครานั้นพระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราขอบอกเธอทั้ง หลายสังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดาพวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและ ประโยชนของผูอื่นใหสมบูรณดวยความไมประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนนได ั้เสดจด็บขันธั ปรุนิพพานใต ิตนสาละณ สาลวโนทยานของเหลามลลกษัตรัยิ เมืองกุสินารา แควนมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้ ถือเปนการเริ่มตนของพุทธศักราช


12 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ไมนับถือพระเจา พระสัมมาสัม พทธเจุาทรงตรสรัความจรูงของชิวีตวิาองค ประกอบของช วีตมนิษยุประกอบด วยร ปและนามู เทานั้น รปและนามเมูอขยายความกื่จะเป ็นรปูจติและเจตสกิจากรปจูตและเจตสิกกิขยาย็ ความดวยขนธั 5  ไดแก รปขูนธั วญญาณขินธั เวทนาขนธั สญญาขันธั และสงขารขันธั สรปุ ไดดังแผนภูมิองคประกอบของชีวิต แผนภูมิแสดงองคประกอบของชีวิตมนุษย จากแผนภมูองคิ ประกอบของช วีตมนิษยุดงกลั าวในทางพระพ ทธศาสนาอธุบายวิา ชีวิตคือความเปนอยูของรางกาย (รูป) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิด และตามรักษาดํารงชีวิตและการกระทําตางๆไดโดยอาศัยจิตและเจตสิกเปนผูกําหนด รูป คือรางกายเปนธรรมชาติที่ไมมีความรูสึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น นาม คอสืวนท เปี่นจตและเจตสิ กเป ินธรรมชาตทิรี่บรัสูงติ่างๆและสามารถรถนกคึดิ เรื่องราวสิ่งตางๆได จิต คือธรรมชาติที่รูอารมณทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกลิ่น รูสึกตอการสัมผัสถูก ตองทางกายและรูสึกคิดทางใจ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่รูสึกนึกคิดเรื่องราวสิ่งตางๆ เมื่อแยกรูปและนามใหละเอียดขึ้นก็จะอธิบายดวยขันธ 5 คือ รปขูนธั (รปู ) หมายถงึอวยวะนั อยใหญ หรอกลืมรุปทูม่ีอยี ในร ูางกายทงหมดของเรา้ั วิญญาณขันธ (จิต) หมายถึง ธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆ ที่มาปรากฏทางตา หูจมูก ลิ้นกาย ใจ อีกทั้งเปนธรรมชาติที่ทําใหเกิดความรูสํานึกคิดตางๆ เวทนาขันธ(เจตสิก) หมายถึงความรูสึกเปนสุข เปนทุกขดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ องคประกอบของชีวิตมนุษย รูปขันธวิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร จิต เจตสิก รูป นาม


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 13 สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถึง ธรรมชาติที่มีหนาที่ในการจําหรือเปนหนวยความ จําของจิตนั่นเอง สงขารขันัธ(เจตสกิ)หมายถงึธรรมชาตทิปร่ีงแตุงจ ตให ิมลีกษณะตัางๆ เปนกศลบุาง การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ) จะเกิดขึ้นโดยมีเจตสิก (เวทนาขันธสัญญาขันธสังขาร ขนธั )เกดขินรึ้วมดวยเสมอเฉพาะจตอยิางเด ยวไม ีสามารถรบรัหรูอนืกคึ ดอะไรได ิเลยจตและิ เจตสิกจะแยกจากกันไมไดตองเกิดรวมกันอิงอาศัยกัน จิตแตละดวงที่เกิดจะตองมีเจตสิก เกิดรวมดวยเสมอ จากความจรงของชิวีตทิพระพี่ทธองคุทรงคนพบวาชวีตเป ินเพยงองคี ประกอบของ  รูปและนามเทานั้นแตเหตุที่คนเรามีความทุกขอยูเพราะความรูสึกนึกคิดที่เปนเรื่องเปนราว วา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิดการยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชา (ความไมรู) วาสภาพธรรมเทานั้นเปน เพียงรูปและนามที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยูแลว ดับไป” เทานั้น 1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพนเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4 อริยสัจ 4 แปลวา ความจริงอันประเสริฐมีอยูสี่ประการ คือ 1) ทุกขคือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพที่บีบคั้น ไดแกชาติ (การเกิด) ชรา (การแกการเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเปนที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแลว ไมสมหวงในส ั ิ่งนั้นกลาวโดยยอ ทุกขก็คืออุปาทานขันธหรือขันธ 5 2) ทกขสมุทุยัคอสาเหตืทุที่ าใหํเกดทิกขุ ไดแกตณหาั 3 คอกามตืณหาั -ความ ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ , ภวตณหาั -ความทะยานอยากในภพ ความ อยากเปนโนนเปนนี่ความอยากที่ประกอบดวยภาวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิและวิภาวตัณหาความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพความอยากไมเปนโนนไมเปนนี่ความอยากที่ ประกอบดวยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3) ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข ไดแกดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาวคือดับ ตัณหาทั้ง 3 ไดอยางสิ้นเชิง 4) ทกขนุโรธคาม ินิปฏี ปทา ิคอแนวปฏ ืบิตัทินี่ าไปส ํหรูอนื าไปถ ํงความดึบทักขุ ไดแก มรรคอนมั ีองคประกอบอย  แปดประการูคอื (1)สมมาทัฏฐิ – ิความเหนชอบ็ (2)สมมาั สังกัปปะ-ความดําหริชอบ(3)สัมมาวาจา-เจรจาชอบ(4)สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ(5) สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ(6)สัมมาวายามะ-พยายามชอบ(7)สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ (8) สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งไดวา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง 2. หลักธรรมเพื่อการอยูรวมกันในสังคม 1) สัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ไดแกรูจัก เหตุรูจักผล (1) รจูกเหตัหรุอธืมมัญญตาัหมายถงึ ความเปนผรูจูกเหตัุรจะจูกวัเคราะหิ  หาสาเหตุของสิ่งตางๆ


14 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (2) รจูกผลหรัออืตถัญญตาัหมายถงึ ความเปนผรูจูกผลทัเก่ีดขินจากการกระท้ึาํ (3) รจูกตนหรัออืตตัญญาหมายถังึ ความเปนผรูจูกตนทั งในด ัานความรูคณธรรมุ และความสามารถ (4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจักหลัก ของความพอดีการดําเนินชีวิตพอเหมาะพอควร (5) รจูกกาลเวลาหรัอกาลืญัตาุหมายถงความเป ึนผรูจูกกาลเวลารัจูกเวลาไหน ั ควรทําอะไรแลวปฏิบัติใหเหมาะสมกับเวลานั้นๆ (6) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน และแกไขตนใหเหมาะสมกับสภาพของกลุมและชุมชน (7) รจูกบัคคลหรุอบืคคลสุ ญัตาุหมายถงความเป ึนผรูจูกปฏ ับิตัตนให ิเหมาะสม กับบุคคลซึ่งมีความแตกตางกัน การที่บุคคลไดนําหลักสัปปุริสธรรม 7 มาใชในการดําเนินชีวิตพบกับความสุข ในชีวิตได 2) อิทธิบาท 4 อทธิบาทิ 4 คอหลืกธรรมทันี่ าไปส ํความสูาเรํจแห็งกจการมิ 4 ี ประการคอืฉนทะั วิริยะ จิตตะ วิมังสา (1) ฉันทะ คือ ความพอใจใฝรักใฝหาความรูและความสรางสรรค (2) วิริยะคือความเพียรพยายามมีความอดทนไมทอถอย (3) จิตตะคือความเอาใจใสและตั้งใจแนวแนในการทํางาน (4) วิมังสาคือความหมั่นใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรตรอง 3) กุศลธรรมบถ 10 กศลกรรมบถุ 10 เปนหนทางแหงการทาความดํงามทางแหีงกศลซุงเปึ่นหนทาง นําไปสูความสุขความเจริญแบงออกเปน 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม4 และมโนกรรม 1. กายกรรม 3 หมายถงึ ความประพฤตดิทีแสดงออกทางกายี่ 3 ประการ ไดแก  (1) เวนจากการฆาสตวั คอการละเวืนจากการฆาสตวัการเบยนเบียนกีนั เปน ผูเมตตากรุณา (2) เวนจากการลักทรัพยคือเวนจาการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่นไม หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเปนของตน (3) เวนจากการประพฤติในกาม คือการไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น ไมลวงละเมิดประเวณีทางเพศ 2. วจีกรรม 4 หมายถึงการเปนผูมีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ไดแก (1) เวนจากการพูดเท็จ คือการพูดแตความจริง ไมพูดโกหก หลอกลวง (2) เวนจากการพดสูอเสยดีคอพืดแตูในส งท่ิท่ีาใหํเกดความสามิคคั ีกลมเกลยวี ไมพูดจาในสิ่งที่กอใหเกิดความแตกแยก แตกราว


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 15 (3) เวนจากการพูดคําหยาบคือพูดแตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยน กับ บุคคลอื่นทั้งตอหนาและลับหลัง (4) เวนจากการพูดเพอเจอคือพูดแตความจริงมีเหตุผลเนนเนื้อหาสาระที่ เปนประโยชนพูดแตสิ่งที่จําเปนและพูดถูกกาลเทศะ 3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ไดแก (1) ไมอยากได ของของเขาคอื ไมค ดจะโลภอยากได ิของผอูนมาเป่ืนของตน (2) ไมพยาบาทปองรายผูอื่น คือมีจิตใจมีปรารถนาดีอยากใหผูอื่นมีความ สุขความเจริญ (3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเชื่อที่ถูกตอง คือความเชื่อในเรื่องการ ทําความดีไดดีทําชั่วไดชั่วและมีความเชื่อวาความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ สังคหวัตถุ 4 สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่เปน วิธีปฏิบัติเพื่อ ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือ ใหความรัก ความนับถือ สังคหวัตถุเปน หลักธรรมที่ชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันใหแนนแฟนยิ่งขึ้นประกอบดวย ทาน ปยวาจา อัตถจริยา สมานนัตตตา 1. ทาน คือการใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอื่นดวยความเต็มใจเพื่อเปนประโยชนแก ผรูบการให ั เปนการยดเหนึยวนี่ าใจก ้ํนอยัางดยีงเปิ่นการสงเคราะหสมานน าใจก ้ํนผักมูตรไมตร ิ ี กันใหยั่งยืน 2. ปยวาจา คือ การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอื่นเกิด ความรกและนับถัอคืาพํดทูด่ีนีนย้ัอมผ กใจคนใหูแน นแฟ  นตลอดไปหร อแสวงความเหืนอกเห็ นใจ ็ ใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความเขาใจดีสมานสามัคคียอมทําใหเกิดไมตรีทําใหรักใครนับถือ และชวยเหลือเกื้อกูลกัน 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกกนัคือชวยเหลือดวยแรงกาย และขวนขวายชวยเหลอกืจกรรมติ างๆให ลลุวงไปเป  นคนไม ดดายชูวยให ความผดชอบชิวดั่ี หรือชวยแนะนําใหเกิดความรูความสามารถในการประกอบอาชีพ 4. สมานนตตตาัคอการวางตนเป ื นปกต เสมอติ นเสมอปลายไม ถอตืวและการวางตนั ใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก เปนผูใหญผูนอย หรือผูเสมอกันเอาไปใส ปฏิบัติตามฐานะ ผูนอยคาราวะนอบนอมยําเกรงผูใหญ อบายมุข 6 คาวําอบายมขุคอืหนทางแหงความเลอมหรื่อหนทางแหืงความหายนะความฉบหายิ มี 6 อยาง ไดแก 1. การเปนนักเลงผูหญิง หมายถึง การเปนคนมีจิตใจใฝในเรื่องเพศเปนนักเจาชู ทําใหเสียทรัพยสินเงินทอง สูญเสียเวลาและเสียสุขภาพ


16 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2. การเปนนักเลงสุรา หมายถึง ผูที่ดื่มสุราจนติดเปนนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะ ทําใหเสียเงินเสียทองแลวยังเสียสุขภาพและบั่นทอนสติปญญาอีกดวย 3. การเปนนกเลงการพนันัหมายถงผึทูชอบเลี่นการพนนทักชนุดิการเลนการพนนั ทําใหเสียทรัพยสินเสียสุขภาพ การพนันไมเคยทําใครร่ํารวยมั่งมีเงินทองไดเลย 4. การคบคนชั่วเปนมิตร หมายถึง การคบคนไมดีหรือคนชั่วคนชั่วชักชวนใหทํา ในสิ่งที่ไมถูกตองและอาจนําความถูกตองมาสูตนเองและครอบครัว 5. การเที่ยวดูการละเลน หมายถึง ผูที่ชอบเที่ยวการละเลนกลางคืนทําใหเสีย ทรัพยสินและอาจทําใหเกิดการทะเลาะเบาะแวงในครอบครัว 6. เกียจครานทําการงาน หมายถึง ผูไมชอบทํางาน ขี้เกียจ ไมขยันขันแข็ง เบญจศีลเบญธรรม เบญจศีลเบญธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคูกัน มุงใหบุคคลทําความดี ละเวนความชั่ว เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) 1. เวนจากการฆาสัตว 2. เวนจากการลักทรัพย 3. เวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. เวนจากการพูดเท็จ 5. เวนจาการเสพของมึนเมา 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต 3. มีความสํารวมในกาม 4. พูดความจริงไมพูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก โลกบาลธรรมหรอธรรมคื มครองโลกุ เปนหลกธรรมทัชี่ วยให มนษยุท กคนในโลกอยุ ู กันอยางมีความสุขมีน้ําใจ เอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตสิ่งที่เปนประโยชนประกอบดวย หลักธรรม 2 ประการ ไดแกหิริโอตัปปะ 1.หิริคือความละลายในลักษณะ 3 ประการ แลวไมทําความชั่ว(บาป) คือ (1) ละอายแกใจหรือความรูสกทึ ี่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมทําความชั่ว (2) ละอายผูอื่น หรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมทําความชั่ว (3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะทํานั้นแลวไมทําความชั่ว 2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง (1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได (2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาทําความชั่ว (3) เกรงกลัวตอผลของความ ชั่วที่ทําจะเกิดขึ้นแกตน (4) เกรงกลวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาทําความชั่ว


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 17 นิกายสําคัญของพระพุทธศาสนา หลงจากทัพระพี่ทธเจุาปร นิพพานแลิ วประมาณ  100 ปพระพทธศาสนากุเร็มมิ่การี แตกแยกในดานความคดเหินเก็ยวกี่บการปฏ ับิตัตามพระธรรมวินิยจนถังสมึยพระเจั าอโศก  มหาราชกแตกแยกก็ นออกเป ันน กายใหญ ิๆ 2 นกายิคอมหายานื (อาจารยวาทิ ) กบหันยานิ (เถรวาท) มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปนลัทธิของภิกษุฝายเหนือของอินเดีย ซงมึ่จีดมุงหมายทุจะเผยแพรี่พระพ ทธศาสนาใหุมหาชนเล อมใสเส ื่ยกีอนแลวจ งสอนให ึระงบั ดบกัเลสิทงยั้ งได ัแก ไขค  าสอนในพระพ ํ ทธศาสนาใหุผ นแปรไปตามล ัาดํบลัทธันิไดี้เข าไปเจร ญิ รุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลีญี่ปุน และเวียดนาม เปนตน หินยาน คําวา “หินยาน”เปนคําที่ฝายมหายานตั้งใหแปลวา “ยานเล็ก”เปนลัทธิ ของภิกษุฝายใตที่สอนใหพระสงฆปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองกอนและหามเปลี่ยนแปลง แกไขพระว นิยอยัางเดดขาด็นกายนิมี้ผีนูบถั อในประเทศศร ืลีงกาั ไทย พมาลาวและกมพัชาู โดยเฉพาะประเทศไทยเปนศนยูกลางนกายเถรวาทิเพราะมการนีบถัอพระพืทธศาสนานุกายิ นสี้บตือกนมาตังแตั้บรรพชนพระพทธเจุาไม  ใชเทวดาหรอพระเจืาแต เปนมนษยุทมี่ศีกยภาพั เหมอนสามืญชนทั วไป ั่สามารถบรรลสุจธรรมได ัดวยความวริยะอิตสาหะุหลกปฏ ับิตัในช ิวีติ ที่ทุกคนควรกระทําคือทําความดีละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผวและการที่เราจะทําสิ่ง เหลาน้ําไดนั้นจะตองมีศีล สมาธิปญญาเพื่อเปนพาหนะนําผูโดยสารเขาทะเลแหงวัฎสงสาร ไปสูพระนิพพาน รูปภาพ


18 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ความแตกตางของนิกายหินยานกับนิกายมหาชน นิกายหินยาน นิกายมหายาน 1. ถือเรื่องอริยสัจเปนสําคัญ 1. ถือเรื่องบารมีเปนสําคัญ 2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนสําคัญ 2. ถือปริมาณเปนสําคัญกอนแลวจึงเขา ปรับปรุงคุณภาพในภายหลังดังนั้นจึงตอง ลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอตกลง เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรม สังคีตกรรมเพื่อจูงใจคนไดอธิบายพุทธมติ อยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย แพรจนทําใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยม กลายเปนปรัชญาและตรรกวิทยาไป 2. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ พระสมณโคดมหรือพระศากยมุนี 3. มีพระพุทธเจาหลายองคองคเดิมคือ อาทิ พุทธ (กายสีน้ําเงิน)เมื่อทานบําเพ็ญณานก็ เกดพระณานนิพิทธอุกี เปนตนวา พระไวโรจน พุทธะอักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธ ไภสัชชคุรุโอฆสิทธิและอมิตาภา เฉพาะ องคนมี้ มาในร ี างคนเป น (มานษุพีทธะุ ) คอื พระศากยมุนี 4. มีความพนจากกิเลส ชาติภพ เปน อัตกัตถจริยแลวบําเพ็ญ ประโยชน แกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความ มุงหมายสําคัญ 4. มความเป ี นพระโพธ วสิ์ตวัหรอพืทธภุมูิเพอื่ บําเพ็ญโลกัตถจริยาไดเต็มที่เปนความมุง หมายของพระโพธิ์สัตวหลายองคเชนพระ อวโลกิเตศวรมัชชุลีวิชรปาณีกษิตคสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน 5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล เนกขมมะั ปญญาวริยะิขนตั ิสจจะั อธษฐานิเมตตา อเบกขาุอนให ัถงึ ความเปนพระพุทธเจา 5. มีบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล วินัย ขันติ ฌาน ปญญา อันใหถึงความสําเร็จเปนพระ โพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระโพธิสัตว 6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ พระ ธรรมวินัยยุติตามปฐมสังคายนา ไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม 6. ถือพระธรรมวินัยเกา และมีพระสูตรใหม เพิ่มเติม เชนสุขวดียูหสูตร ลังกาวตาร ลัท ธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เปนตน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 19 นิกายหินยาน นิกายมหายาน 8. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะ แวดลอม 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลว ไมเกิดใหมอีก 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม กลับมาเกิดใหมสําเร็จเปนพระพุทธเจาอีก 10. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมาน กายบางนอกนั้นไมยอม 10. ถือวาพระพุทธเจามี 3 กาย คือธรรมกาย ไดแก กายธรรม สมโภคกายหร ัอกายจืาลองํ หรอกายอวตารของพระพืทธเจุาเปนก สสป ั สัมพุทธะบางเปนพระศากยมุนีบาง เปน พระกกสุนธะบัาง เปนตนนนแลั้วล วนเป น สัมโภคกายของพระพุทธองคเดิม (อาทิ พุทธะ) ทั้งนั้น และนิรนามกาย คือกายที่ ตองอยูสภาพธรรมดา คือ ตองแกเจ็บและ ปรินิพพาน ซึ่งเปนกายที่พระพุทธเจาสราง ขึ้นเพื่อใหคนเห็นความจริงของชีวิตแต สาหรํบพระพัทธเจุาองคทแที่นนั้ ไมตองอยู ในสภาพเชนนี้แบบเดียวกันกับปรมาตมัน ของพราหมณ บุคคลสําคัญในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตร เปนอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจาไดรับการยกยองจาก พระพุทธเจาวาเปนเลิสกวาพระสงคทั้งปวงในดานสติปญญา นอกจากนี้พระสารีบุตรยังมี คุณธรรมในดานความกตัญูและการบําเพ็ญประโยชนไดแกพุทธศาสนาอีกดวยทานไดรับ การยกยองวาเปนธรรมเสนาบดีคูกับพระพุทธเจาที่เปนธรรมราชา เนื่องจากทานเปนผูมี ปฏิญาณในการแสดงพระธรรมเทศนาคือชี้แจงใหผูฟงเขาใจไดชัดเจนสําหรับในดานความ กตญันูนทั้ านได  ฟงธรรมจากพระอสสชิ เปินทานแรกและเกดธรรมจิกษัคุอดวงตาเหืนธรรม็ หมายความวาส งใดเก ิ่ดเป ินธรรมดายอมด บเป ันธรรมดาจากนนเมั้อกื่อนทที่านจะนอนทาน จะกราบทิศที่พระอัสสชิอยูและหันศรีษะนอนไปยังทิศนั้น พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบื้องซายของพระพุทธเจาเปนผูมีเอตทัคคะ ในดานผูมีฤทธิ์ทานเปนผูฤทธานุภาพมากสามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ไปเยี่ยมสวรรคและนรก ไดจากนนนั้าขําวสารมาบอกญาตมิตรของผิทู ไปเก ี่ ดในสวรรค ิ และนรกให  ได ทราบประชาชน  ทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาทําใหประชาชนเลื่อมคลายความเคารพเดียรถีย


20 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (นักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล)พวกเดียรถียจึงโกรธแคนทานมากจึงลงความเห็นวาให กําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับพระเถระ ทานรูตัวหนีไปได 2 ครั้งในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกาจึงยอมใหโจรจับอยาง งายดายโจรท บกระดุกทูานจนแหลกเหลวไม มชีนดิ้ีกอนทที่านจะยอมนพานเพราะกรรมเกิา ทานไดไปทูลลาพระพุทธเจากอนแลวจึงนิพาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูไดรับการยกยองเปนนายกฝายอุบาสกทานเปนเศรษฐี อยเมูองสาวืตถั เปีนผมูศรีทธาแรงกลั าเปนผสรูางพระเชตวุนมหาวัหารถวายแกิพระพทธเจุา พระพทธเจุาทรงประท บอยัทูวี่ดนัถี้งึ 19 พรรษา นอกจากทานจะอ ปถุมภับารํงพระภุกษิสงฆุ แลวยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยางมากมายเปนประจําจึงไดชื่อวา อนาถบิณฑิก ซึ่ง แปลวา ผูมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา พระเจาพมพิสาริ เปนอบาสกทุสี่าคํญอักผีหนูงึ่พระองคเปนพระเจาแผนดนครองิ แควนมคธครองราชยสมบัติอยูที่กรุงราชคฤหทานถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแก พระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา พระอานนทเปนสหชาตและพิทธอุปุ ฏฐากของพระพทธเจุาได รบการยกยัองว าเปน เอตทัคคะวาเปนผูมีพหูสูตเนื่องจากทรงจําพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสไวและเปนผูสาธยาย พระสูตรจนทําใหการปฐมสังคายนาสําเร็จเรียบรอย นอกจากนั้นทานยังทําหนาที่เปนพุทธ อปุ ฏฐากของพระพทธเจุาไดอยางดรวมี 25 พรรษาดวยความขยนขันแขังท็ เปี่นภารก จประจ ิาํ และไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนเอตทัคคะ(เลิศ) 5 ประการ คือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพียรดี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของพระภิกษุผอู ุปฏฐากพระพุทธเจา นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกา เปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงาม ครบ 5 อยาง ซึ่งเรียกวา เบญจกัลยาณีไดแก เปนผูมีผมงามคือมีผมยาวถึงสะเอวแลว ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเนื้องามคือริมฝปากแดงดุจผลตําลึงสุกและเรียบชิดสนิทดีเปนผู มกระดีกงามคูอฟื นขาวประด จสุงขัและเรยบเสมอกี นเป ันผมูผีวงามคิอผืวงามละเอิยดถีาดาํ กด็าดํงดอกบัวเขัยวถีาขาวกขาวด็งดอกกรรณัการิ เปนผมูวียงามแมัจะคลอดบตรถุงึ 10 ครงั้ ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด วันละ 2 ครั้ง คือเชา เยนและม็ ของไปถวายเสมอเวลาเช ี าจะเป นอาหารเวลาเย นจะเป ็นน าปานะนางเป้ํนผสรูางวดั บุพผารามถวายพระบรมศาสดาและเปนผูคิดถวายผาอาบน้ําฝนแกพระเณรเพราะพระเณร ไมมีผาอาบน้ําเปลือยกายอาบน้ําฝนดูไมเหมาะสม


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม ศาสดาของศาสนาอิสลามคือนบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเล ทรายอาหรับเม ืองเมกกะประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลาย กลุมขาดความสามัคคียากแกการ ปกครอง มการีรบพงุฆาฟนกนัตลอดเวลา ไมมศาสนาี เปน แกนสาร คนสวน ใหญนบถัอืเทพเจาและรปูเคารพตางๆ ประชาชนไมมศีลธรรมี สตรจะีถกู ขมเหงรังแกมากที่สุด นบีมูฮัมหมัดเกิดขึ้นทามกลางสภาพสังคมที่เสื่อมทราบเชนนี้ จึงคิด หาวิธีที่จะชวยปรับปรุงแกไขสถานการณนี้ใหดีขึ้น นบีมูฮัมหมัดเปนผูที่ฝกใฝในศาสนา หาความสงบและบําเพ็ญสมาธิที่ถ้ําฮีรอ บนภูเขานูรในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน กาเบรียล ทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มา เผยแพรจนเกิดเปนศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดรับการตอตาน เปนอยางมาก ถึงกับถูกทํารายจนตองหลบหนีไปอยูเมืองมะดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมี คนนบถัอืมากมาย กกล็บัมายดึเมองืเมกกะทาการํเผยแผศาสนาอสลามิอยางเตม็ท ี่การเผย แผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดยไรสงครามเขายึดเมือง เพื่อเผยแผศาสนา โดยมีคัมภีรในศาสนาอิสลามคือคัมภีรอัลกุรอาน แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม แนวประพฤตปฏิบิตัและิหลกคัาสอนํของศาสนาอสลามิ ประกอบดวยรายละเอยดีที่ สําคัญๆดังตอไปนี้คือ 1. ศรัทธาตออัลเลาะห ใหศรัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใดๆ วาพระอัลเลาะหทรง มีอยูจริง ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองค ทรง ดํารงอยูตลอดกาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟา เพียบ พรอมดวยคุณลักษณะอันประเสริฐ 2. ศรัทธาตอมลาอิกะฮุ ซึ่งเปนบาวอัลเลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตน หรือทราบรูปรางที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากควมผิดพลาด บริสุทธิ์จากความมัว หมองทั้งปวง มีคุณสมบัติไมเหมือนมนุษยคือไมกิน ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจําแลงรางได 3. ศรทธาั ในพระคมภัรีของพระเจา คอืศรทธาัวาอลัเลาะหทรง ประทานคมภัรีใหกบั บรรดาศาสนทูตเพื่อนําไปประกาศใหประชาชนไดทราบหลักคําสอนซึ่งมีอยู 2 ประเภทคือ 1 ) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา 2 ) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกัน โดยบรรดาคัมภีรที่ ประทานมานั้นมีวิธีประทานตางๆ กันดังนี้คือ (1 ) ถายทอดโองการตางๆ เขาจิตใจของศาสนา (2 ) การไดยินเสียงในลักษณะอยูในภวังคหรือการฝน (3 ) โดยมลาอิกะฮฺ มีนามวา ญิบรีล ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา


22 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม นามาํ ใหศาสดาดวยคาพํดูอนัชดัเจน สาหรํบัคมภัรีอลกัรอานุไดถกูบนทักึตง้ัแตศาสดานบมีฮูมั หมดัยังมีชีวิตอยูและไดทองจําโดยสาวกของทาน คัมภีรนี้ไมเคยปรับปรุงแกไขแตอยางไร มิ ใชวรรณกรรมที่มนุษยประพันธขึ้นมา แตถูกประทานมาจากอัลเลาะหเจา 4 . ศรทธาั ในบรรดาศาสนทตู ใหศรทธัาวา อลัเลาะหทรงคดัเลอกืบคคลุเปนผสูงสาร นําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนแกปวงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏชื่อใน คัมภีรอัลกุรอานมี 2 5 ทาน มุสลิมทุกคนตองศรัทธาในบรรดาศาสนทูตดังกลาวทั้งหมดจะ ละเวนทานหนง่ึทาน ใดมไดิและถอวืาทกทุานทกล่ีาวมานเป้ีนมสลุมิและเปนบาวของอลัเลาะห เหมือนๆ กัน 5 . ศรทธาัตอวนปร ั โลก มหลีกการัวา มวีนหนังึ่ทเปี่นวนัพจารณาิผลกรรมของมนษยุ ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลไดพินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจะ ไดใหทุกคนคืนชีพมาชําระงานที่เขาประกอบไวในโลกดังขอความวา ผูประกอบความดีจะ ไดรับตอบสนองดวยสิ่งดี ผูประกอบกรรมชั่วก็จะไดรับผลตอบสนองคือการลงโทษดังขอ ความวา ผใดูประกอบกรรมดแมีเพยงีนอยนดิ เขากจะ็ ไดเหน็มนั และผใดูประกอบกรรมชวั่ แมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมนั 6 . การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือระเบียบอันรัดกุมที่อัลเลาะหทรงกําหนดไว แกโลก การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะคือการยอมรับในอํานาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบ ครองความเปนไปของทุกสิ่งแตละสิ่งเปนไปตามพระประสงคที่พระองคทรงกําหนดไวทุก ประการเชนการถือกําเนิด ชาติพันธุ เปนตน การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถาจะรวมกันทําเปนหมูยิ่งไดกุศลเพิ่มขึ้น มี ขอหามในการนมัสการเมื่อเวลามึนเมา 7. การถอืศลอดี การ ถอืศลอดี เปนหลกัมลฐาน ูของ อสลามิขอหนงึ่ทมี่สลุมิทกคนุ ตองปฏิบัติ มีกําหนดขึ้นใน ทุกๆ ป ปละ 1 เดือน คือ ตก เดือนรอมฎอน อันเปนเดือน ที่ 6 แหงปอิสลาม นับแบบ จันทรคติ การถอศืลอดี คอื การ งดเวนจากการบรโภค ิและอน่ืๆ ตามทก่ีาหนดํ ไวแนนอน มหลีกัเกณฑในการปฏบิตัิคอื 1 . เปนมุสลิม 2 . มีอายุบรรลุศาสนาภาวะ ( ประมาณ 1 5 ป) 3 . มีสติสัมปชัญญะ 4 . มีพลังความสามารถที่จะปฏิบัติได


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 23 กิจกรรมที่กระทําในพิธีศีลอด คือ 1 . ตั้งจิตปรารถนา ( นียะฮ) ไวแตกลางคืนวาตนจะถือศีลอด 2 . งดเวนการกิน ดื่ม และอื่นๆ ตามขอกําหนด จุดประสงคของการถือศีลอด 1 . เพื่อทําใหจิตใจบริสุทธิ์ 2 . ใหรูจักควบคุมจิตใจและตัดกิเลส 3 . ใหรูจักรสของการมขีันติ 4 . ใหรูจักสภาพของคนยากจน อนาถา จะทําใหเกิดความเมตตาแกคนทั่วไป จุดเริ่มตนของการเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามศาสนาบัญญัติ เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต  ศาสนาครสติ เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนยมิคอืเชอื่วามพระีเจาสงสูดุเพยงีองคเดยวี เปนผูสรางโลกและสรรพสิ่ง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมี บาปมาแตกาํเนดิ พระเจาจงึสงพระเยซมาูไถบาป  เชอื่วาวญญาณิ เปนอมตะเมอื่ถงึวนัตดสันิ โลก มนษยุจะ ไปอยในูสวรรค หรอืในนรกชวั่นรินดรั เชอื่วามเทวดาีอยมากมายูทงั้ฝายดและี ฝายชั่ว ซาตานเปนหัวหนาฝายชั่วในที่สุดก็จะถูกพระเจาทําลาย ศาสนาคริสต เปนศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา C h r i s t มาจากภาษา โรมัน วา C h r i s t u s และคํานี้มาจากภาษากรีก อีกตอหนึ่งคือคําวา C h r i s t o s ซึ่งแปลมาจาก คําวา M e s s i a h ในภาษาฮิบรู คําวา m e s s i a h แปลวา พระผูปลดเปลื้องทุกขภัย ศาสนาคริสตเกิดในปาเลสไตนเมื่อ พ. ศ. 5 4 3 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว เพราะศาสนาครสตินบถัอืพระเจาองคเดยวีกนักบัศาสนายดายูคอพืระยะโฮวาห พระเยซเปูน ชาวยิว มิไดปรารถนาที่จะตั้งศาสนาใหมแตทรงตองการปฏิรูปศาสนายิวใหบริสุทธิ์ขึ้น ทรง กลาววา “อยาคิดวาเรามาทําลายพระบัญญัติ และคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามิไดมา ทําลายแตมาเพื่อทําใหสําเร็จ” กอนหนาทพระี่เยซประสูตู ิประเทศปาเลสไตนไดตก เปนเมองขืนึ้ของจกรวรรดั ใกล ิ  เคียงติดตอกันเปนระยะเวลากวา 1 0 0 ป เริ่มตั้งแตศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล ตกเปน เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซาน เดอรมหาราช และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลาที่ตกเปนเมือง ขึ้นนี้ ผูพยากรณหลายทานไดพยากรณถึงพระเมสสิอา ( M e s s i a h ) พระผูชวยใหรอด ซึ่ง เปนพระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไดรับเสรีภาพและจะทรงไถบาป ให ชาวยิวพนจากความหายนะและไดรับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน


24 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คําพยากรณนี้มาก และพระเยซูประสูติในชวงเวลานั้นพอดี พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม มารดาชื่อมาเรีย บิดาชื่อโยเซฟ ตามประวัติมาเรียนั้นตั้งครรภมา กอนขณะทยี่งัเปนคหมูนั้กบัโยเซฟ เทวฑตูจงึมาเขาฝนบอกโยเซฟวาบตรุในครรภมาเรยีเปน บตรุของพระเจาใหตงั้ชอวื่าเยซ ูตอมาจะเปนผไถูบาป  ใหกบัชาวยวิ โยเซฟจงึปฏบิตัตามิและ รบัมาเรยมาีอยดูวยโดย  ไมสมสเยูยงี่กรยาิ พระเยซไดูรบัการเลยงดี้อยูางด ีเปนศษยิของ โยฮนั ศกษาึพระคมภัรีเกาจนแตกฉาน ทานมนีสิยัใฝสงบชอบวเวกิ เมอ่ือาย 3 0 ุป ไดรบัศลลี างบาป  ทแม่ีนาํ้จอรแดน ตง้ัแตนน้ัมาถอืวาทานสาํเรจ็ภมูธรรมิสงสูดุในศาสนา พระองคมสาวกี 1 2 คน เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร ( S a i n t P e t e r ) เปนหัวหนาผูสืบตํา แหนงนักบุญเปโตรตอๆ มาจนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปาพระเยซเผยูแผ ศาสนาทั่วดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิต ธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียด ชังขณะที่พระองครับประทานอาหารมื้อค่ํากับสาวก 1 2 คนเปนมื้อสุดทาย ทหารโรมันจับ ตวัทาน ในขอหา เปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จน สิ้นพระชนม วิธีการเผยแผคําสอนของพระเยซู พระเยซูใชวิธีการ 3 วิธีในการเผยแผคํา สอนคือ 1 . การรกษาับคคลุทเจ่ี บป็วย ใหหายคน ตายใหฟนเปนการ ปลกูศรทธาัของปวงชนใหเกดิ มีขึ้นตออํานาจของพระเจา 2 . การแสดงความฉลาดในการแกปญหา เชนเมอื่มการี ใหตดสันคดิหีญงิผดประ ิเวณ ีพระ เยซูตรัสวาลงโทษได แตผูลงโทษจะตองเปนผู บริสุทธิ์ เปนตน 3 . การประกาศหลักการแหงความรัก ความเมตตา กรณาุ และกลาววา จงรกัศตรัทูาน จงอธษฐานิเพอื่ผทูขี่มเหงทาน ทาํดงนัแลี้ว ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานในสวรรค หลักธรรมของศาสนาคริสต  ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบิ้ล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง ขามกับศาสนายิว บางขอใหการปฏิรูปและประยุกตเสียใหม เชน 1 . พระเจาทรงเปนบดาิทดี่ ีพรอมทจะี่ประทานอภยัใหแกบตรุทกลี่บัใจ แตขณะเดยวี กันก็ทรงเปนผูทรงไวซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผูที่ไมเชื่อฟง


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 25 2 . พระเยซูทรงเปนผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจามาถึง แลว ผูที่ศรัทธาจะไดรับมหากรุณาธิคุณจากพระเจา 3 . หลักการสํานึกผิด ใหพิจารณาตนเองวาใหทําผิดอะไร และตั้งใจที่จะเลิกทํา ความชั่วนั้นเสีย 4 . หลักความเสมอภาคคือความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษยทั้งมวล โดยไมเลือกชั้นวรรณะผูที่ทาความดํแลี วตองไดรับรางวัลจากพระเจาโดยเสมอภาคกัน 5 . ใหละความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใคร อาฆาตมุงรายก็ตองใหอภัย คําสอนของพระเยซูที่สําคัญๆ อีกคือ 1. พระเยซเปูนบตรุของพระเจา ทรงสง ใหมาเกดิในโลกมนษยุ เพอื่ ไถบาป  ใหมนษยุ มิไดเสด็จมาปราบศัตรูดวยอาวุธ แตทรงมาสรางสันติ 2. ผทูเชี่อื่พระเยซ ูจะไดรบัความรอดและชวีตินรินดรั จะไมถกูพพากษาิวนัสนิ้ โลก สวนผูที่ไมศรัทธาจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก 3. ทรงสงสอน่ั ใหชาวยวิกลบัใจใหม มใหินบถัอืเฉพาะในดาน ประกอบพธิกรรมีหรอื ทองคาํสวดดวย ปากไมจรงิใจ ทรงตเติยนีพวกพระยวิวา เปนพวก ปากวาตาขยบิไมรจูกัพระเจา ที่แทจริง 4. บญญัตัของิพระเยซทูสี่งสูดุคอื “การรกัพระเจาสดุใจและรกัเพอนบื่านเหมอนืตวั เราเอง” ผูที่พระเจาโปรดปรานคือผูที่อยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูที่ผิด ดานจิตใจถือวามีบาปเทากับการกระทํา 5. สอนไมใหกังวลความสุขทางโลกอันไดจากวัตถุใหแสวงหาความสุขดานจิตใจ ผูที่หวงสมบัติจะไมไดขึ้นสวรรคไมไดพบกับพระเจา 6. ในดานการปฏิบัติตอเพื่อนมนุษยทรงสอนวา การไมทําชั่วตอบแทนกรรมชั่ว หรือทําดีตอบแทนความดีเทาน้นัยังไมเพียงพอ ใหทําดีตอบแทนความช่วั และใหรักศัตรู ดงัทได่ี เปร ยบีเทยบีวา อยาตอสคนูชว่ั ถาผใดูตบแกมขวาของทานกจง็หนัแกมซาย ใหเขาดวย 7 . ความดีสูงสุดคือการทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุดคือความรัก ความ เมตตา กรุณา ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทุกขทั้งปวง พิธีกรรมสําคัญของศาสนาคริสต เรียกวาพิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ คือ 1 . ศีลลางบาปหรือศีลจุม ( B a p t i s m ) กระทําเมื่อเปนทารกหรือเมื่อเขาเปน คริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอนทรงออกเทศนา ใหนิกาย คาทอลิกปจจุบันไมจุมตัวในน้ําแตใชน้ําศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเปนสัญลักษณของ การลางบาป  ศลีนสี้าคํญัทสี่ดุ ผใดูไมไดรบัศลลี างบาป จะไมไดชอวื่าเปนบตรของพระเจุาและ จะไมไดชีวิตนิรันดร 2 . ศลีกาลํงั ( C o n fi r m a t i o n ) กระทาํอกีครงหน้ัง่ึเมอ่ืพนวยัเดก็และเปนผใหญูแลวเพอ่ื เปนคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ


26 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 3 . ศีลมหาสนิท ( H o l y C o m m u n i o n ) สําหรับคริสตศาสนิกชนอาจทําทุกวัน ทุกสัปดาห ทุกเดือนหรืออยางนอย ปละ 1 ครง้ั โดยรบประทาน ั ขนมปงและเหลาองนุ เปน สญลักษณั ตามแบบท่พระีเยซูกระทาํแกอครัสาวกในพระกระยาหารมื้อสุดทายกอนถูกตรึง กางเขน ขนมปงคือ พระกาย เหลาองุนคือพระโลหิตของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชื่อวา การกระทําพิธีนี้ผูไดรับประกาศจะมีชีวิตนิรันดร 4 . ศีลแกบาป ( P e n a n c e ) สําหรับคาทอลิกที่กระทําบาปประสงคจะไดรับการอภัย บาปตองไปสารภาพบาปนน้ัตอนกบวชัดวยความสานํกผึดิอยางแทจรงิ ถอวืานกบวชั ไดรบั อานาจํ ในการยกบาปโดยตรงจากสนตะปาปา ั ซึ่งเปนผูแทนของพระเยซูคริสต นักบวชจะ ยกบาปและตักเตือนสั่งสอนไมใหทําบาปอีก 5 . ศีลเจิมคนไข ( E x t r e m e U n e t i o n ) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตาย เมื่อ ชําระบาปขั้นสุดทายจะชวยใหมีสติกําลัง สามารถตอสูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทํา บาทหลวงใชน้ํามันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข พรอมกับสวด อวยพร ทุกคนในบานจะตองสวดพรอม 6 . ศีลสมรสหรือศีลกลาว ( M a t r i m o n y ) กระทําแกคูบาวสาวในพิธีสมรส ผูรับศีล สมรสโดยถูกตองแลวจะหยารางกันไมได และหามสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไมไดรับศีลสมรส ไมถือวาเปนสามีภริยาโดยถูกตอง ตามกฎหมายของศาสนา 7 . ศีลอนุกรม ( H o l y O r d e r หรือ O r d i n a t i o n ) เปนศีลบวชใหกับบุคคลที่เปน บาทหลวง ผูมีอํานาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเปนผูแทนของพระเยซูคริสต เมื่อไดรับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาตใหสมรส กฎขอนี้เกิดขึ้นภายหลังโดยศาสนาจักรเปนผู ออกกฎนี้ นิกายของศาสนาคริสต  เดมิศาสนาครสติมนีกายิเดยวีคอืโรมนคาทอลักิ มศีนยูกลางอานาจํอยทูส่ีานํกวาัตกินั กรุงโรม ใชภาษาละตินเปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคือสันตะปาปา เนนวาเปน ผูสืบทอดศาสนาคําสอนของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปนนิกายที่เชื่อเรื่องบุญบาป รูป เคารพถือไมกางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยกลางที่ กรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบัน มีความเปนอิสระไมยอมอยูใตอํานาจของ สันตะปาปาจึงแยกนิกายมาชื่อวา กรีกออรธอดอกซ ไมมีศูนยกลางอํานาจที่ใดโดยเฉพาะ ใหความสําคัญของประมุขที่เรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาว เยอรมัน ชื่อ มารติน ลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกัน และโดนขับออกจาก ศาสนาจักรในป ค. ศ. 1 5 2 1 จึงแยกตนเองออกมาตั้งนิกายใหมคือ โปรเตสแตนต เนนคัมภีร ไมมีนักบวช รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 อยางคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 27 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ - ฮินดูและคําสอน ศาสนาพราหมณหรอืฮนดิเกูดิในเอเชยีใตคอืประเทศอนิเดยี เมอ่ืประมาณ 1 , 4 0 0 ป กอนคริสตศักราชเกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดียถือกันวาเปนศาสนา ที่เกาแกที่สุดในโลก พระเวทเปนคัมภีรศาสนาพราหมณไดรับการยกยองวาเปนคัมภีรที่ เกาแกทสี่ดุในโลก และเปนวรรรคดทีเกี่าแกทสี่ดุในโลกชอื่ของศาสนาเปลยนี่ ไปตามกาลเวลา ในตอนแรกเรมิ่เรยกตีวัเองวา “ พราหมณ” ตอมาศาสนาเสอมลงระื่ยะหนงึ่และไดมา ฟนฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหา หลกธรรมัคาํสอนใหดขีนึ้ คาํวา “ ฮนดิ ” ูเปนคาํทใชี่เรยกีชาวอารยนัทอพยพ่ีเขาไปตงั้ถนฐานิ่ ในลุมแมน้ําสินธุ และเปนคําที่ใชเรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ไดพัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพิ่มเติมอะไรใหมๆ ลงไป แลวเรียก ศาสนาของพวกนี้วา “ ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณจึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม วา “ ฮินดู” จนถึงปจจุบัน ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวกตามการ ยกยองนับถือเทวะทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใดก็ยกยอง วาเทวะองคนั้นสูงสุด ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกาหนดํ ใหเทวะทง้ั 3 องคเปน ใหญสงสูดุ เสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการนํามารวมกันเรียกวา “ตรีมูรติ” ใชคําวาสวดวา “ โอม” ซึ่ง ยอมาจาก “ อะ อุ มะ” แตละพยางคแทนเทวะ 3 องค คือ “ อะ” แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ “ อุ” แทนพระศิวะหรืออิศวร “ มะ” แทนพระพรหม ในประเทศอินเดียไดมีการแบงชนชั้นออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย คือ พอคาคหบดี และศูทรกรรมกรคนใชแรงงาน วรรณะพราหมณถือวาเปนวรรณะ สูงสุด เปนพวกทําหนาที่ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคําศัพทที่เนื่องมาจากคําวา “ พรหม” คนในวรรณะนถี้อวืาตนสบืเชอสายื้มาจากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตางๆ พระนารายณพระศิวะ พระพรหม


28 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม จากพรหมซึ่งเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลกมนุษยได สามารถติดตอบวงสรวง ออนวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรือบันดาลความเปนไปตางๆ ในโลกมนุษยได พวกพราหมณจึงเปนที่เคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะ แมแตกษ ัตริยผูเปนใหญใน การปกครอง เมื่อพวกพราหมณมีอํานาจมาก มีคนยําเกรงมาก โอกาสที่จะแสวงหาลาภ สกการะัจงึมมากี พวกพราหมณแตละพวกจะแขงขนัในการทาพํธิโดย ีถอืวาการจดัทาพํธิตีางๆ ใหถกตูองตามพธิทีก่ีาหนดํ ไวในพระเวทเปนสง่ิสาคํญัชนวรรณะพราหมณไดรวบรวมสรรพวชาิ ทงั้หลายทตนี่คนพบหรอืเขาใจเรองื่ ประมวลความรเรูยกวีา “ ไสยศาสตร” ซงึ่ขนตึ้นดวยวชาิ ที่สําคัญที่สุดคือ “ พระเวท” อันหมายถึงวิชาการที่เกี่ยวกับพรหม เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายที่มนุษยตองเคารพบูชา สมัยนั้นยังไมมีหนังสือ จึงตองใชวิธีทองจําและสอนตอๆ กนัมา พระเวทประกอบดวย “ มนตร” ีคอืคาถาสาหรํบัทองจาํกบั “ พราหมณะ” ซงึ่เปนคมภัรี คูมือที่พวกพราหมณแตละกลุมไดเพิ่มเติมในพิธีกรรมของตนใหละเอียดพิศดารขึ้นจน พราหมณเองไมสามารถทองจําได จึงตองมีคูมือ “ พราหมณะ” คือคําอธิบายลัทธิพิธีกรรม ตางๆ ของพระเวท แตเดิมมี 3 อยาง เรียกวา “ ไตรเพท” ไดแก 1 . ฤคเวท เปนคมภัรีเกาแกทสี่ดุ ถอืกนัวาออกจากโอษฐของพระพรหมซงึ่พวกษี ไดสดับแลวนํามาอนุศาสนนรชนอีกตอหนึ่ง กลาวดวยเทวดาตางๆ และการบนบานใหชวย ขจัดภัยทั้งมวล 2 . ยชรุเวท กลาวดวยพธิกรรมีตางๆ เปนตาราํการทาํพธิกรรมีของพราหมณโดย ตรง 3 . สามเวท กลาวดวยบทคาถาสังเวยสําหรับแหกลอมเทวดา บูชาน้ําโสมแกเทวะ ทงหลายั้ ( “ สาม” แปลวา สวด” ) ดงัมบทีแหกลอมพระนเรศร- พระนารายณ หลงัพธิตรียยั มปั วายเสรจส็นิ้แลวตอมาเพมิ่ “ อาถรรพเวท” ซงึ่เปนพระเวททเกี่ยวกี่บัอาถรรพตางๆ มมนตรี  สําหรับใชในกิจการทั้งปวงรักษาโรคภัยไขเจ็บ หรือกําจัดผลรายอันจะมีมาแตพยาธิและ มรณภยัและรวมทงั้สาหรํบัใชทารํายแกหมอมูตริ โดยเสกสงิ่หนงึ่สงิ่ ใดเขาตวั หรอืฝงร ปูฝงรอย หรือทําเสนหยาแฝด นอกจากพระเวททั้ง 4 นี้แลว ยังมี “ พระเวทรอง” อีก 4 อยาง เรียก “ อุปเวท” เปน วิชาที่กลาวดวยวิทยาศาสตรต างๆ อันเปนวิทยาการโดยเฉพาะคือ 1 . อยุรเวท ไดแก ตําราแพทยศาสตร กลาวดวยการใชสมุนไพรและมนตตางๆ ในการรักษาโรคมีเทวดาประจําเปนเจาของคือษีทั้งแปดซึ่งไมปรากฏนามแนนอน 2 . คานธรรมเวท ไดแก ตําราขับรองและดนตรี กับนาฏศาสตรหรือการฟอนรํา มี เทวดาประจําคือพระนารทฤๅษี หรือที่เรียกวา พระนารอท หรือ พระปรคนธรรพ 3 . ธนุรเวท ไดแก วิชายิงธนูและการใชอาวุธสงคราม ซึ่งบัดนี้เรียก “ ยุทธศาสตร” มีเทวดาประจําคือ พระขันทกุมาร 4 . สถาปตยเวท ไดแก วิชากอสรางซึ่งเรียกวา “ สถาปตยกรรม” เทวดาประจําคือ พระวิษณุกรรม


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 29 วรรณะพราหมณ ในศาสนาฮินดู ในประเทศอินเดียไดแบงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย ศูทร ใน ที่นี้จะกลาวถึงวรรณะพราหมณ หรือตระกูลนักบวชเทานั้น นี้ไมจําเปนตองบวชทุกคน แบงออกเปน 4 ช้นัคือ 1 . พรหมจารี คือพวกนักเรียน มีหนาที่เปนผูปฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานัก คณาจารยคน ใดคนหนึ่ง ( เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ) 2 . คฤหบดีคอืผครองูเรอนื มภรรยาี มครอบครีวั เปนหวหนัาในบาน อานและสอน พระเวท ทําการบูชาเอง หรือชวยผูอื่นกระทํายัญกรรม ใหทาน และรับทักษิณา 3 . วานปรัสถ คือผูอยูปาละเคหสถานและครอบครัวเขาปาเพื่อทรมานตน มักนอย ในอาหารและเครื่องนุงหม กระทําทุกรกิริยา สมาธิมั่งคงในกิจวัตร ไดแก ฤๅษี แปลวา ผูแสวง หมายถึงแสวงหาโมกษะ คือการหลุดพนจากการเวียนวาย ตาย เกิด โยคี แปลวา ผูบําเพ็ญโยคะ คือทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตางๆ เพื่อหวัง ผลสําเร็จเปนผูวิเศษ เชน ยืนขาเดียว เหนี่ยวกินลมนานนับสิบป นั่งสมาธิโดยไมลุกขึ้นเลย เปนเวลาสิบป ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพงเล็งในดวงจิตเพื่อประโยชนใหอาตมัน เขารวมอยูในปรมัตถ ( หรือปรพรหม) ใหเกิดความบริสุทธิ์ใสสะอาด แมกระทบอารมณใดๆ กไม็ แปรปรวน มนุ ีแปลวา ผสงบูไดแกผสูาํเรจ็ฌานสมบตั ิคอืผกระทูาํตบะและโยคะจนถงึทส่ีดุแลว สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมบัติ คือ ผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว นักพรต แปลวา ผูบวชและถือพรตตามลัทธิพราหมณ ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมุนมวยผมสูงเปนชฎา นิกายและลัทธิ มีสี่นิกายดวยกัน คือ นกายิ ไศวะ ถอืพระอศวริ เปน ใหญ และนบถัอืพระนารายณ พระพรหม กบัเทพอนๆ่ื ดวย นิกายไวษณพ ถือพระนารายณเปนใหญ และนับถือพระศิวะ พระพรหม กับเทพ อื่นๆ ดวย นิกายศากต ถือวาพระแมอาทิศักตี หรือพระแมปราศักตีเปนใหญ และนับถือ พระพรหม พระนารายณ กับ เทพอื่นๆ ดวย นิกายสมารต ถือเทพหาองคดวยกัน คือ พระพิฆเณศวร พระแมภวานี คือ พระศักตี พระพรหม พระนารายณ พระศิวะ ไมมีองคใดใหญกวาโดยเฉพาะ


30 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ลัทธิ ปรมาตมัน คือ พรหมัน แบงออกเปน 2 ระดับ อปรหมัน ความเจริญสูงสุด ( U l t i m a t e R e a l i t y ) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจาสูงสุด ( S u p r e m e B e i n g ) คําสอนในคัมภีรอุปนิษัท ทําใหศาสนาพราหมณเปนเอกนิยม ( M o n o i s m ) เชื่อวาสรรพสิ่ง มาจากหนึ่งและกลับไปสูความเปนหนึ่ง หลังจากคัมภีรอุปนิษัทไดพัฒนาจนถึงขีดสุด ทําให เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สํานัก ดังตอไปนี้ 1 . นยายะ เจาลัทธิคือ โคตมะ 2 . ไวเศษิกะ เจาลัทธิคือ กนาทะ 3 . สางขยะ เจาลัทธิคือ กปละ 4 . โยคะ เจาลัทธิคือ ปตัญชลี 5 . มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจาลัทธิคือ ไชมินิ 6 . เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจาลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส ลัทธินยายะ นยายะ แปลวา การนําไป คือนําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยางละเอียดถี่ถวน หรือวิธีการหาความจริงซ่งึอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสําหรับลัทธินยายะจึง มหลายอยีาง เชน ตรรกวทยาิบาง วชาิวาดวยวาทะบาง โคตมะผเปูนเจาของลทธันิเก้ีดิประมาณ 5 5 0 ป กอน ค. ศ. หรอืกอนพระพทธุเจาปรนิพพานิ ประมาณ 7 ป วิธีที่จะไดความรู ความ เขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู 1 6 ประการ เชน 1 . ประมาณ หรือวิธีใหเกิดความรูชอบนั้นมี 4 อยาง คือ 1 . การรูประจักษ 2 . การอนุมานหรือคาดคะเน 3 . การเปรียบเทียบ 4 . บรรยายถอยคํา 2 . ประเมยะ เรื่องที่พึ่งรูชอบมี 1 2 อยาง คือ 1 . อาดมัน 2 . สรีระ 3 . อนินทรีย 4 . อรรถ 5 . พุทธิ 6 . มนะ 7 . พฤติกรรม 8 . โทษ 9 . การเกิดอีก( หลังตายไปแลว) 1 0 . ผลแหงความดีความชั่ว 1 1 . ความทุกข 1 2 . ความหลุดพน 3 . สังสะยะ ความสงสัย เปนตน ลัทธิไวเศษิกะ คําวา ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทําใหสิ่งหนึ่งตางไปจากอีกหนึ่งทาน กณาทะ ผูตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพนไป การหลุดพนนั้น การรูอาตมันไดอยางแจมแจงเปนวิธีการสําคัญยิ่ง ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยูจริงชั่วนิรันดร มีอยู 9 อยาง คือ 1 . ดิน 2 . น้ํา 3 . ไฟ 4 . ลม 5 . อากาศ 6 . กาละ 7 . ทิศ 8 . อาตมนั 9 . ใจ ดวยการรวมตัวของสิ่งเหลานี้ สิ่งอื่นๆ ยอมเกิดขึ้นมากมาย ลัทธิสางขยะ ลทธัสางิขยะน ี้ถอวืา เปน ปรชญาัฮนดิทูเกี่าแกทสี่ดุ เพราะนบัเปนครงั้แรกทไดี่มการี พยายามทําใหปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ษีกปละเปนผูแตงคัมภียแหงลัทธิ นี้ทานเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 กอน ค. ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 31 คําวา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 2 5 ประการยอม ลงเปน 2 คือ บุรุษ ไดแก อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ( ปกติ) คือ สิ่งที่เปน เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสิ่งทั้งหลาย ความมุงหมายของลัทธินี้ เพื่อสรางปญญาใหเกิดเพื่อทําลายเหตุแหงความทุกขทั้ง ปวงและปลดเปลองื้อาตมนัออกจากสงิ่ผกพูนั ความทกขุในความหมายของลทธันิแบี้งออก เปน 3 ประการ ดังนี้ 1 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เชน ความผิดปกติของรางกายและจิตใจ 2 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เชน มนุษย สัตว หรือสิ่งไมมีชีวิตอื่นๆ 3 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศ ดาวพระเคราะหการแกทุกขเหลานี้ ตองใชปญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่ง ผูกพัน โดยหลักการแลว ลัทธินี้เปนอเทวนิยม ไมเชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก เปนทวินิยม คือ เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1 . อาตมัน 2 . เนื้อหาของสิ่งที่เขามาผสมกับอาตมัน ลัทธิโยคะ ลัทธิโยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเดิมที่มีมานานแลว ปตัญชลี เปนผูรวบรวมเรียบ เรียงขึ้น ทานจึงไดรับเกียรติวาเปนผูตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอน ค. ศ. โยคตะ แปลวา การประกอบหรอืการลงมอทืาํ ใหเกดผลิ ลทธันิอาศี้ยัปรชญาัของสางขยะเปน ฐานจดหมายุ คอืจะชวยมนษยุใหหลดพุนออกจากความทกขุ 3  ประการดงกลัาว ในลทธัสางิ ขยะ คือ ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเจ็บหรือ ความประพฤติผิดตองพยายามใหบรรลุความไมยึดถือโลก โดยไมจําเปนตองแยกตัวออก จากโลก ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เชน สัตวราย หรือโจร ผูราย เปนตนพึงสํารวมจิตใจใหบริสุทธิ์ สะอาด ในการทําใหหลุดพนจากเหตุนอกอํานาจ หรือเห็นธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจ อันเรนลับละเอียดออน พึงบําเพ็ญสมาธิ ซึ่งเปนจุดประสงคอันแทจริงของลัทธินี้ โยคีหรือผูบําเพ็ญโยคะยอมพยายามที่จะเปนผูหลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและ ความตายอยางเดดขาด็ โดยพจารณาิเหน็ธรรมชาตวิา เปนพลงัอนัเดยวี แตทางานํสองแง คอื จากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกวา ความตาย จาก ภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเขาดวยกันที่เรียกวาชีวิต การบําเพ็ญโยคะก็ เพื่อรวมพลังงาน 2 อยางนี้เขาดวยกัน โยคะวางกฎสําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม หรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจิตใจสากลที่ เรียกวา ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ หรือหลุด พนจากสถานการณทั้งปวงแหงพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข และชื่อวา พนจาก ความทุกขทั้งปวง


32 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คําวา “ โอม” เปนคําศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะ ใชสําหรับรวมความหมายที่เนื่องดวย พระเปนเจา แลวกลาวซ้ําๆ กันเพื่อใหเกิดความรูถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อปองกันอุปสรรคใน การบําเพ็ญโยคะ อุบายวิธีในการบําเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้ ยมะ สํารวจความประพฤติ นิยมะ การบําเพ็ญขอวัตรทางศาสนา อาสนะ ทานั่งที่ถูกตอง ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ตองการ ปรัตยาหาระ การสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ธารณา การทําใจใหมั่นคง ธยานะ การเพง สมาธิ การทําใจแนวแน ตั้งมั่นอยางลึกซึ้ง ลัทธิมีมางสา คําวา มีมางสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได แก สอบสวนมันตระกับพราหณะ ไชมินิ ผูแตงคัมภีรมีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหวาง 6 0 0 - 20 0 0 ป กอนคริสตศักราช ความมุงหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูก ตองซึ่งเรียกสั้นๆ วา “ ธรรม” ขอเสนออันเปนฐานของลัทธิมีอยูวา หนาที่หรือการกระทํา เปนสาระอันสําคัญยิ่งของความเปนมนุษยถาไมมีการทําปญญาก็ไมมีผล ถาไมมีการกระทํา ความสุขก็เปนสิ่งที่เปนไปไมได ถาไมมีการกระทําจุดหมายปลายทางของมนุษยก็ไมมีทาง จะทําใหสมบูรณไดเพราะฉะนั้นการกระทําที่ถูกตอง ซึ่งเรียกวาสั้นๆ วา “ ธรรม” จึงเปน สิ่งจําเปนในเบื้องตนของชีวิต การกระทําทุกอยางมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเปนผล หยาบเปนสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเปนผลละเอียด เปนสิ่งที่เรียกวา “ ศักยะ” คือยัง ไมแสดงตวั แตอาจ ใหผล ไดเหมอนืนากาิทไขลาน ี่ ไว ยอมมกีาลํงังานสะสมพรอมทจะี่แสดง ผลออกมา ผลภายนอกเปนของชวคราวั่ ผลภายในเปนของชวนั่รินดรั เพราะฉะนนั้การกระทาํ ทั้งหลาย จึงเทากับเปนการปลูกพืชในอนาคต ในขอเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมางสาสอบสวนถึงการกระทําหรือกรรมทั้งปวงอัน ปรากฏพระเวทแลวแบงออกเปน 2 สวน คือ มันตระ กับพราหมณะ มี 5 หัวขอ ดังนี้ วิธี ระเบียบ วิธี มันตระ หรือบทสวด นามเธยะ ชื่อ นิเสธะ ขอหาม


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 33 อรรถวาทะ คําอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ ลัทธิเวทานตะ ลทธัเวิทาตะ สอบสวนถงึสวนสดทุายของพระเวท จงึมรากฐานีตงั้อยบนูปรชญาัของ อุปนิษัท ซึ่งเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญวาด วยเรื่องญาณ หรือปญญาอัน สอบสวนถึงความจริงขั้นสุดทายเกี่ยวกับ ปุรุษะ หรือ พระพรหม ผูเรียบเรียงคัมภีรเวทานะ คือ พาทรายณะ กลาวกันวาทานเปนอาจารยของทานไช มินิ ผูตั้งลัทธิมีมางสาพาทรายณะอยูในสมัยระหวาง 6 0 0 - 2 0 0 ป กอนคริสตศกราชั ในการปฏิบัติเพื่อใหบรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู 4 ขอ ดังนี้ วิเวกะ ความสงัดหรือความไมเกี่ยวในฝายหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนิรันดรกับมิใช นิรนดรัระหวางสิ่งแทกับสิ่งไมแท ปราศจากราคะ คือ ไมมีความกําหนดยินดี หรือความติดใจ ความตองการ เชน ความปรารถนาที่จะอภิรมย ในผลแหงการกระทํา ทั้งในปจจุบันและอนาคต สลัมปต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอยาง เชน สมะ ความสงบ ทมะ การฝกตน อปรุต ิมใจกว ีางขวาง ไมตดิ ลทธันิกายิ ตติกษาิ ความอดทน ศรทธาั ความเชอ่ื สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแหงจิตใจ มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรูความจริงขั้นสุดทาย และเพื่อความ หลุดพน คําสอนที่สําคัญของศาสนาพราหมณ - ฮินดู หลักธรรมสําคัญของศาสนาพราหมณ- ฮินดู หลักธรรม 1 0 ประการ 1 . ธฤติ ไดแก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี 2 . กษมา ไดแก ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา 3 . ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวั่นไหวไปตามอารมณ มีสติอยูเสมอ 4 . อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทําโจรกรรม 5 . เศาจะ ไดแก การทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ 6 . อินทรียนิครหะ ไดแก การขมการระงับอินทรีย 1 0 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางที่ถูกตองอยูในขอบเขต 7 . ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดาํเนินชีวิตในสังคม 8 . วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9 . สัตยา ไดแก ความจริง คือ ความซื่อสัตยสุจริตตอกัน 1 0 . อโกธะ ความไมโกรธ


34 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม หลักอาศรม 4 1 . พรหมจารี ศึกษาเลาเรียนและพฤติพรหมจรรย จนถึงอายุ 2 5 ป ศึกษาจบ จึง กลับบาน 2 . คฤหสถั ครองเรอนื จบจากการศกษาึ กลบับาน ชวยบดามารดาิทางานํ แตงงาน เพื่อรักษาวงศตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปนเครื่องดําเนินชีวิต 3 . วานปรัสถ สังคมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปา แสวงหาความ สงบ บําเพ็ญประโยชนตอสังคม การออกอยูปาอาจจะทําเปนครั้งคราวก็ได 4 . สนัยาส ีปรพาิชก เปนระยะสดทุายแหงชวีติ สละความสขุทางโลก ออกบวชเปน ปรพาชกิเพอ่ืหลดพุนจากสังสารวัฎ การเผยแผของศาสนาพราหมณ ในประเทศ ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดย เขามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมาก สนนัษฐานิวาศาสนาพราหมณนนี้าจะเขามายอนสมยสั โขทุยัโบราณสถานและรปสลูกัเทพเจา เปนจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชนรูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือ สงขั จกรั คทา ดอกบวั สวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมอายี ประมาณุพทธศตวรรษุท 9 - 1 0 ่ี หรือ เกาไปกวานั้น( ปจจุบันอยูพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร) นอกจากนไดี้พบรปสลูกัพระนารายณทาํดวยศลาิทอี่าํเภอไชยา จงหวัดสัราษฎร ุธาน ี โบราณสถานทสี่าคํญัทขี่ดุพบ เชน ปราสาทพนมรงุ จงหวัดับรุรีมยั ปราสาทหนิพมายิ จงหวัดั นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบุรณี  ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวน มากนิยมหลอสําริด


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 35 นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลวในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตารํบัทาวศรจีฬาลุกษณัหรอืนางนพมาศ หรอืแมแต ประ เพณลอยี กระทง เพื่อขอขมาลาโทษพระแมคงคานาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ํา พิธีทําน้ําอภิเษกกอนขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพธิีตรยีมปวาย ั เปนตน โดย เฉพาะสมเดจ็พระนารายณมหาราชทรงนบถัอืทางไสยศาสตรมากถงขนาดึทรงสรางเทวรปูหมุ ดวยทองคาํทรงเครอง่ืทรงยาราชาวดสีาหรํบัตง้ัในการพระราชพธิหลายีองค ในพธิตรียีมปวาย ั พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจานับถือเทวสถานทุกๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอน ตน พธิตีางๆ ในสมยัอยธยาุยงคงั ไดรบัการยอมรบันบถัอืจากพระมหากษตรัยิและ ปฏบิตัติอ กันมา คือ 1 . พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทําการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผนที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและ เพิ่มพิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นเตรียมพิธ ีมีการทําพิธีเสกน้ํา การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระ ราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจํารัชกาล 2. ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวายสิริราช สมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 4. ขน้ัพธิเบี องปลาย้ื เสดจ็ออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเดจ็พระบรมราชนิแลีว เสดจ็พระราชดาํเนนิไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอม ทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิ พระเจาอยูหัวองคกอนและเสด็จเฉลิมพระราช มณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร 2 . การทําน้ําอภิเษก พระมหากษัติยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษกและทรงรับนํา้อภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตําราพราหมณ นาํ้อภเษกินี้ใชน้ําจากปญจมหานที คือ คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนน้ําที่ไหล มาจากเขาไกรลาส อนัเปนท่สถีติของพระศวะิ สมยกรังรุัตนโกสนทริ ตง้ัแตรชกาลัท 1 ่ีถงึ รชกาลัท 4 ่ี ใชน้ําจาก 4 สระในเขตจังหวัดสุพรรรณบุรี คือสระเกษ สระแกว สระคงคาและ สระยมุนา และไดเพิ่มน้ําจากแมน้ําสําคัญในประเทศอีก 5 สาย คือ 1) แมน้ําบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก


36 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2) แมน้ําปาสัก ตักที่ตําบลทาราบ เขตสระบุรี 3) แมน้ําเจาพระยา ตักที่ตําบลบางแกว เขตอางทอง 4) แมน้ําราชบุรี ตักที่ตําบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม 5) แมน้ําเพชรบุรี ตักที่ตําบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3 . พระราชพิธีจองเปรียง(เทศกาลลอยกระทง) คอื การยกโคมตามประทปีบชาเทพูเจาตรมีรตู ิกระทาํ ในเดอนืสบสองิหรอืเดอนือาย โดยพราหมณเปนผูทําพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 1 5 วัน สวน พราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ํามหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมา สมัยรัชการที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนต เย็นแลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆเจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัยจึงยก โคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว มหงสีตดิลกกระพรวนู นอกจากนม้ีเสาี โคมบรวาริ ประมาณ 1 0 0 ตน ยอดฉตรัมผีาขาว 3 ชน้ั 4 . พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพธิีสงทายป  เกาตอนรบั ปใหมของพราหมณ เชอ่ืกนัวาเทพเจาเสดจ็มาเยยม่ี โลก ทกปุจงึตดัพธิีตอนรบัใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลวในสมัยรัตนโกสินทรไดจัดกัน อยางใหญโตมากกระทําพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “ พิธีโลชิงชา” พิธีนี้กระทําในเดือนอายตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5 . พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แตเดิมมาเปนพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทําใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคงเปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็นที่ทอง สนามหลวงจนกระทงั่รงุเชามการีเลยงพระี้ตอ สวนพธิจรดีพระนงคัลัแรกนาขวญั เปนพธิของี พราหมณกระทาํ ในตอนบาย ปจจบุนันพี้ธิกรรมีของพราหมณทเขี่ามามอีทธิพลิตอสงคมั ไทย เริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและ พิธีกรรมทั่วๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฎิบัติสืบกัน มาไดแก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธี ตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยัง คงมีผูนิยมกระทํากันทั่วไปในสังคม สวน พระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระ ราชพิธีบรมราชภิเษก และพิธีทําน้ําอภิเษก เปนตน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 37 สําหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็ มีผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปน เจาตรมีรตูทิงั้ 3 องค ยงคงมัอีทธิพลิควบคไปูกบัการนบถัอื พทธศาสนาุประกอบกบัในโบสถ ของพวกฮนดิมูกัจะตงั้พระพทธรุปู รวมๆไปกบัรปปูนของพระผเปูนเจา ทงนั้สี้บืเนองื่มาจาก ความเชอื่ ในเรองื่อวตารของพระวษณิ ุทาํ ใหคน ไทยทนี่บถัอืพทธศาสนาุบางกลมุนยมิมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถงขนาดึเขารวมพธิของีฮนดิ ูจงึเขาลกษณะัทวี่านบถัอื ทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในโลก ปจจุบันศาสนาพราหมณ- ฮินดูนับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมีอยูเปน สวนนอยในประเทศตางๆ เชน ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกข  1 . ประวัติศาสดา ศาสนาซกขิ เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนยมิ มทีานครุนาุนกัเทพ เปนศาสดาองคท 1 ่ี สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 1 0 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา แควนปญจาป ประเทศอินเดีย เปนศูนยชาวซิกขท ั่วโลก ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร มี ประมุขแหงศาสนาซิกขอยู 10 ทานดวยกันคือ 1 . คุรุนานัก กอนสิ้นชีพไมสามารถพึ่งลูกชายสองคนเปนผูสืบตอทางลัทธิได ทาน จงึไดประกาศ แตงตง้ัศษยิทร่ีกัของทานคนหนง่ึซง่ึเปนคนขวน้ัเชอกืขายชอ่ืลาหนาิ ( L a h i n a ) เปนผสูบตือ แตเนองจากื่ศษยิผนูมี้การีเสยสละีตอทานครุนาุนกัตลอดมา ทานจงึเปลยนี่นาม ใหใหมวาอังคัต ( A n g a l ) แปลวา ผูเสียสละรางกาย 2 . คุรุอังคัต ( พ. ศ. 2 0 8 1 - 2 0 9 5 ) ทานผูนี้เปนนักภาษาศาสตร สามารถเผยแพร คําสอนของอาจารยไปไดยิ่งกวาคุรุคนใด ทานเปนคนแรกที่แนะนําสาวกใหนับถือคุรุนานัก วา เปนพระเจาองคหนึ่ง 3 . คุรุอมาร ทาส ( A m a r d a s พ. ศ. 2 0 9 5 - 2 1 1 7 ) ทานเปนผูที่ไดชื่อวา เปนคน สุภาพ ไดตั้งองคการลัทธิซิกขขึ้นมาเปนอันมาก ไดชื่อวาเปนผูสงเสริมลัทธิซิกขไวไดอยาง มั่นคง 4 . คุรุรามทาส ( R a m s a s พ. ศ. 1 1 1 7 - 2 1 2 4 ) ทานเปนผูสรางศูนยกลางของลัทธิ ซิกขไวแหงหนึ่งใหชื่อวา “ หริมณเฑียร” คือวิหารซิกขไวในทะเลสาบเล็กๆ แหงหนึ่ง อยูทาง ทิศตะวันออกเฉียงใตของแควนลาฮอร สถานที่ดังกลาวเรียกวา อมฤตสระ กลายเปนที่ บาํเพญ็บญุ ศนยูกลางลทธัซิกขิ เชนเดยวีกบัเมองืเมกกะศนยูกลางของลทธัอิสลามิ ทาน ได ตั้งแบบแผนไววา ผูสืบตอตําแหนงคุรุ จําเปนตองเปนเชื้อสายของตนเองดังนั้นทานได แตงตั้งบุตรชายของทาน เปนคุรุตอไป


38 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5 . คุรุอรชุน ( A r j a n พ. ศ. 2 1 2 4 - 2 1 4 9 ) เปนผูรวบรวมคัมภีรในลัทธิซิกขได มากกวาผูใด คัมภีรที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ทานที่ผานมา และไดเพิ่มโอวาท ของทานเองไวในคมภัรีดวย เปนผออกูบญญัตัวิา ชนชาตซิกขิ ตองแตงตวัดวยเครอง่ืแตงกาย ของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพงตั้งกฏเกณฑเกบ็ภาษเพีอื่บารํงุศาสนา ไดชื่อวาเปนผูเผยแพรลัทธิไดอยางกวางขวาง เสริมสรางหริมณเฑียรขึ้นเปน สุวรรณวิหาร สิ้นชีพในการตอสูกับกษัตริยกรุงเดลี 6 . คุรุหริโควินทะ ( H a r i C o v i n d พ. ศ. 2 1 4 9 - 2 1 8 1 ) เปนคุรุคนแรกที่สอนให ชาวซิกขนิยมดาบใหถือดาบเปนเครองหมาย่ืของชาวซกขิผเครูงครดัในศาสนาเปนผสูงเสรมิ กาลํงัทหาร สงสอน่ั ใหชาวซกขิ เปนผกลู าหาญตานทานศัตรู ( ซึ่งเขามาครองดินแดนอินเดีย อยูในขณะนั้น) เปนทน่ีาสงัเกตวา นบัตง้ัแตสมยนั เป้ีนตน ไป เรอง่ืของศาสนาซกขิ เปนเรอง่ืของอาวธุ เรอง่ืความกลาหาญ เพื่อตอสูศัตรูผูมารุกรานแผนดิน 7 . คุรุหริไร ( H a r i R a i พ. ศ. 2 1 8 1 - 2 2 0 7 ) ทานผูนี้ไดทําการรบตานทานโอรังเซฟ กษัตริยมุสลิมในอินเดีย 8 . คุรุหริกิษัน ( H a r i R a i พ. ศ. 2 2 0 7 - 2 1 8 1 ) ไดดําเนินการเผยแพรลัทธิดวยการ ตอตานกษัตริยโอรังเซฟ เชนเดียวกับคุรุหริไร 9 . คุรุเทคพาหาทูร ( T e g h B a h a d u r พ. ศ. 2 2 1 8 - 2 2 2 9 ) เปนนักรบที่แกลวกลา สามารถดานทานการรกรานุของกษตรัยิอสลามิ ทเขี่ามาครอบครองอนิเดยี และขมขศาสนาู อนื่ ทาน ไดเผยแพรศาสนาซกขิออก ไปไดกวางขวาง สดุเขตตะวนตกัเฉยงีเหนอืของประเทศ อนิเดยี และแผมาทางใตจนถงึเกาะลงกาั ทาน ไดตานทานอสลามิทกทางุ พวกมสลุมิในสมยั นั้นไมกลาสูรบกับคุรุทานนี้ได 1 0 . คุรุโควินทสิงห ( C o v i n d S i n g h พ. ศ. 2 2 2 9 - 2 2 5 1 ) เปนบุตรของคุรุเทคพาหา ทรูเปนผรูเริมิ่ตงั้บทบญญัตัใหม ิ ในศาสนาซกขิ ดวยวธิปลีกุใจสานศุษยิ ให เปนนกรบั ตอตาน กษตรัยิมสุสมิผเขูามาขมขศาสนาี่อนื่ เพอจรรื่ โลงชาต ิทาน ไดตงั้ศนยูกลางการเผยแพรลทธั ิ ซิกขอยูที่เมืองดัคคา ( D a c c a ) และแควนอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ทานไดประกาศแก สานศุษยิทงหลาย้ัวา ทกคนุควรเปนนกรบัตอสกูบัศตรั ูเพอจรร่ื โลงชาตศาสนาิของตน ซกขิ  ทุกคนตองเปนคนกลาหาญ คําวา “ สิงห” อันเปนความหมายของความกลาหาญ เปนชื่อ ของบรรดาสานุศิษยแหงศาสนาซิกขมาตั้งแตครั้งนั้น และ “ สิงห” ทุกคนตองรวมเปน ครอบครัวบริสุทธิ์ 2 . พระคัมภีร  เปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุด จัดวางในที่สูงบนแทนบูชา จะตองมีผูปรนนิบัติ พระคัมภีรอยูเสมอ คือการศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคนจะตองถอด รองเทาและโพกศีรษะ กอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีร ดวยความเคารพ เสียกอน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 39 คมภัรีของศาสนาซกขิเรยกวีา ครนถั - ซาหปิหรอืคนถะั ( ในภาษาบาล) ีหมายความวา คมภัรีหรอืหนงสัอื สวน ใหญเปนคาํรอยกรองสนๆ้ั รวม 1 , 4 3 0 หนา มคีาํ ไมนอยกวาลานคาํ มี 5 , 8 9 4 โศลก โศลกเหลานี้เขากับทํานองสังคตีไดถึง 3 0 แขนง จัดเปนเลมได 3 7 เลม ภาษาทใช่ี ในคมภัรีมอยี 6 ูภาษาหลกัคอื ปญจาบ ( ีภาษาประจาํแควนป ญจาป อนัเปน ถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเซียน ปรากริตฮินดีและมารถี ศาสนาซกขิ โบราณ  ประมาณรอยละ 9 0 เชนเดยวีกบัศาสนกชนิ ในศาสนาอน่ื ทไม่ีเคย รอบรูคัมภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของ ไมสามารถแตะตองไดที่หริมณเฑียรหรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคมภั ีรถือเปนศูนยกลางศาสนาซิกข ในวหาริของศาสนาซกขิ ไมบงคับัใหรปูเคารพนอกจากคมภัรี  ใหถอวืาคมภัรีนน้ัคอื ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหาร จะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีร เปนการ เปลยนี่ผาคลมุทาความํสะอาดวางคมภัรีลงบนแทนภาย ในมาน ซงึ่ปกดวยเกลด็เพชร กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้งตกเย็นก็นําคัมภีรไปประดิษฐานไวบนตั่งทองในหองพิเศษ ไมยอมใหฝุนละอองจับตองได คมภัรีเดมิหรอืชวงแรกของศาสนานเรี้ยกวีา อาทคินถะั รวบรวมโดยครุทุานทหี่าคอื ครุอรชุนุ ( เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซงึ่ครุทุานแรกคอืครุนาุนกั และโอวาทของครุทุาน ตอๆ มา พรอมทงั้วาณ( ีคาํภาษติ) ของภคัตคือ ปราชญผูที่มีความ ภกดัอยีางยง่ิตอลทธันิอ้ีกี 1 1 ทาน และมีวาณีของภคัตผูมีอาชีพ ประจาํสกลุ มารวมไวในอาทคินถะั ดวย ในเวลาตอมาไดมีการ รวบรวมโอวาทของครุอุกีครงหนั้งึ่ โดยคุรุโควินทสิงหไดรวบรวม โอวาทของคุรุเทคพาหาทูรรวม เปนคัมภีรครันถ- ซาหิป อันสมบูรณ 3 . จริยธรรมของซิกข  คําสอนตามคัมภีรครันถ- ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ จริยธรรมอันเปนเครื่องยังสังคมและประเทศชาติใหมั่นคงอยูได และยังจิตใจของผูปฎิบัติให บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดทายไดมีนัยโดยสังเขปคือ เกี่ยวกับพระเจา “ รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคําสั่งของพระเจา ( อกาลปุรุษ) สิ่งมี ชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคําสั่งของพระเจา บุตรธิดาจะไดรูถึงกาํเนิดบิดามารดาไดอยางไร โลกทั้งหมดรอยไวดวยเสนดายคือคําสั่งของพระเจา”


40 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม “ มนษยุทงหลาย้ัมพระบีดาิผเดูยวี เราทงหลาย้ั เปนบตรุของทาน เราจงึเปนพน่ีองกนั” “ พระเจาผูสรางโลก ( อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายที่พระเจาสรางและสิ่ง ทั้งหลายก็อยูในพระเจา” “ อาหลา ( อัลลอห) ไดสรางแสงสวางเปนครั้งแรก สัตวทั้งหลายอุบัติมาเพราะศักดิ์ ของอาหลาสิ่งที่อาหลาสรางขึ้น เกิดมาแตแสงสวางนั้นเองจึงไมมีใครสูง ไมม ีใครต่ํา ใครจะ ไมถามถึงวรรณะ และกําเนิดของทาน ทานจงแสวงหาความจริง ซ่งึพระเจาแสดงแกทาน วรรณะ และกาํเนดของิทาน เปน ไปตามจารตีของทานเอง” “ อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจักพรหมนั่นแหละเปนพราหมณ อยาถือตัวเพราะวรรณะความถือตัวเชนนี้ เปนบอเกิดแหงความชั่ว ฯลฯ “ คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปน อมาิ นซาฟจงึถอวืาคนทงหลายั้เปนวรรณะเดยวีกนัหมด กรตาุ ( ผสรูาง โลกตามสานวนํฮนดิ ) ู และกรีม ( อาหลาตามสํานวนมุสลิม) เปนผูเดียวกัน เปนผูเผื่อแผประทานภัยอยาเขาใจผิด เพราะความสงสยัและเชอื่ ไปวามพระีเจาองคทสองี่คนทงหลายั้จงปฏบิตัแติพระเจาองคเดยวี คนทั้งหลายยอมมีพระเจาเดียว ทานจงรูไวซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว” เกี่ยวกับการสรางโลก ซิกขสอนวา แตเริ่มแรกมีแตกาลบุรุษ ตอมามีหมอกและ กาซหมุนเวียนอยูไดลานโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบตัิขึ้นมา มีชีวิตอุบัติ มาบนสิ่งเหลานี้นับดวยจํานวน 8 , 4 0 0 , 0 0 0 ชนิด มนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาส บาํเพญ็ธรรม เปนการฟอ กดวงวญญาณิ ใหสะอาดอนัเปนหนทางใหหลดพุนจากการเกดิการตาย ซกขิสอนวา โลกมมากีตอมาก ดวงสรุยะิ ดวงจนทรั มมากีตอมาก อากาศและอวกาศ กวางใหญไพศาลอันผูมีกิเลสยากที่จะหยั่งรูได เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม ซิกขสอนวา 1 . ใหตื่นแตเชาอยางนอยครึ่งชั่วโมงกอนรุงอรุณ 2 . ตื่นแลวใหบริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจใหสะอาด 3 . ใหประกอบสัมมาชีพ 4 . ใหแบงสวนของรายได 1 0 สวน มอบใหแกกองการกุสล 5 . ใหละเวนการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี เกยวกี่บประ ัเทศชาต ิศาสนาซกขิตงขั้นึ้ โดยครุนาุนกั ผมองูเหน็ภยัทประ ี่เทศชาติ กําลังไดรับอยูจากคนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอน เพื่อความ ดารงํอยของูชาต ิครุวาณุของีทาน เปนเครองื่กระตนุใหผรูบฟังมความีสามคคัมีความีรกัชาต ิ โดยไมเกลียดชาติอื่น ตอมา ในสมยัครุโควุนิสูงหิ ทาน ไดสงสอน่ั ใหชาวซกขิ เปนทหารหาญ เสยสละีเลอดืเนอื้ และชีวิตเพื่อชาติ คุรุหลายทานเชนคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร ไดสละชีพเพื่อชาติ และศาสนาและบางทานสละชีพ เพื่อปองกันศาสนาซิกข กลาวคือ - ครุชุนุเทพ ถกกูษตรัยิอสลาิมคอื ชาหนัครีบงคับัไมใหทา นประกาศศาสนา ทาน ถกูจบัขงัทป่ีอมเมองืลาฮอร ถกูทรมานใหนั่งบนแผนเหล็กเผาไฟ และถูกโบยดวยทรายคั่ว


Click to View FlipBook Version