หน ั งส ื อเร ี ยนสาระการพ ั ฒนาส ั งคม รายว ิ ชา ศาสนาและหน าท ี ่ พลเม ื อง (สค31002) ระด ั บม ั ธยมศ ึ กษาตอนปลาย หล ั กส ู ตรการศ ึ กษานอกระบบระด ั บการศ ึ กษาข ั้นพ ื้นฐาน พ ุ ทธศ ั กราช 2551 สํานักงานสงเสริมการศ ึ กษานอกระบบและการศ ึ กษาตามอัธยาศัย สํานักงานปลัดกระทรวงศ ึ กษาธิการ กระทรวงศ ึ กษาธิการ หามจําหนาย หนังสือเรียนเลมนี้จัดพิมพดวยเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวิตสําหรับประชาชน ลิขสิทธิ์เปนของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
หนังส ื อเร ี ยนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ศาสนาและหน าท ี่พลเม ื อง (สค31002) ระดับมัธยมศ ึ กษาตอนปลาย เอกสารทางวิชาการลําดับที่ 39/2554
คํานํา สานํกงานัสงเสรมิการศกษาึนอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยั ไดดาเนํนการิจดทัาํ หนงสัอเรืยนีชุดใหมน ีข้ึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พทธศุกราชั 2551 ทมี่วีตถั ประสงคุในการพฒนาัผเรูยนี ใหมคีณธรรมุ จริยธรรม มีสติปญญาและศักยภาพในการประกอบอาชีพ การศึกษาตอและสามารถ ดารงชํวีติอยในูครอบครวั ชมชนุ สงคมั ไดอยางมความีสขุ โดยผเรูยนีสามารถนาํหนงสัอืเรยนี ไปใชในการเรียนดวยวิธีการศึกษาคนควาดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม รวมทั้งแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจในสาระเนื้อหา โดยเมื่อศึกษาแลวยังไมเขาใจ สามารถกลับ ไปศึกษาใหมไดผูเรียนอาจจะสามารถเพิ่มพูนความรูหลังจากศึกษาหนังสือเรียนนี้โดยนํา ความรไปูแลกเปลยนี่กบัเพอนื่ ในชนเรั้ยนีศกษาึจากภมูปิญญาทองถนิ่ จากแหลงเรยนรีและู จากสื่ออื่นๆ ในการดาเนํนการิจดทัาํหนงสัอืเรยนีตามหลกสัตรูการศกษาึนอกระบบระดบัการศกษาึ ขน้ัพนฐาน้ืพุทธศักราช 2551 ไดรับความรวมมือที่ดีจากผูทรงคุณวุฒิและผูเกี่ยวของหลาย ทานซึ่งชวยกันคนควาและเรียบเรียงเนื้อหาสาระจากสื่อตางๆ เพื่อใหไดสื่อที่สอดคลองกับ หลกสัตรูและเปน ประโยชนตอผเรูยนีทอยี่นอกูระบบอยางแทจรงิสานํกงานัสงเสรมิการศกษาึ นอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยัขอขอบคณุคณะทปรี่กษาคณะึผเรูยบเรียงี ตลอดจน คณะผูจัดทําทุกทานที่ไดใหความรวมมือดวยดีไวณ โอกาสนี้ สานํกงานัสงเสรมิการศกษาึนอกระบบและการศกษาึตามอธยาศัยั หวงัวาหนงสัอืเรยนี ชุดนี้จะเปน ประโยชนในการจดการัเรยนีการสอนตามสมควร หากมขีอเสนอแนะประการใด สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ ขอบคุณยิ่ง สํานักงาน กศน.
หนา คําแนะนําการใชหนังสือเรียน โครงสรางรายวิชา ศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก ..................................................................................1 เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา ...............................3 เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา .......................4 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม .............................21 เรื่องท่ 4 ี ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต ...............................23 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหณ-ฮินดูและคําสอน ....................................27 เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน .................................37 เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆในโลก ..................................................44 เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ............................................................48 เรื่องที่ 9 แนวปองกัน และแกไขความขัดแยงทางศาสนา ...........................49 เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับ ศาสนาอื่นไดอยางมีความสุข .....................................................50 เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา .......................................52 บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก ...............................57 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม .....................................58 เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย ..........................................................59 เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม ..........60 เร่องืที่ 4 ประเพณีในโลก .........................................................................61 เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย .......................62 เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก ............................................65 เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยม ที่ไมพึงประสงคของสังคมไทย ...................................................67 บทที่ 3 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ..........................................................69 เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ...................................70 เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ......................72 สารบัญ
เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ .............................................81 เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมและมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก ............87 เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ .......................90 บทที่ 4 สิทธิมนุษยชน ..........................................................................................95 เรื่องที่ 1 หลักสิทธิมนุษยสากล ................................................................96 เรื่องที่ 2 สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ..................................................102 เรื่องที่ 3 แนวทางการปฏิบัติตนตามหลักสิทธิมนุษยชน ..........................106 บรรณานุกรม .............................................................................................111 เฉลยกิจกรรม .............................................................................................112 สารบัญ(ตอ)
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ระดับ มธยมศักษาึ ตอนปลาย เปนหนงสัอเรืยนีทจี่ดัทาขํนึ้สาหรํบัผเรูยนีทเปี่นนกศักษาึนอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง ผูเรียนควรปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขายเนื้อหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่ กาหนดํแลวตรวจสอบ กบัแนวตอบกจกรรมิทกี่าหนดํถาผเรูยนีตอบผดิควรกลบัไปศกษาึ และทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหม ใหเขาใจกอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป 3. ปฏบิตักิจกรรมิทายเรอง่ืของแตละเรอง่ืเพอ่ืเปนการสรปุความรูความเขาใจของ เนอหา้ื ในเรอง่ืนนๆ้ัอกครีงั้และการปฏบิตักิจกรรมิของแตละเนอหาื้แตละเรองื่ผเรูยนีสามารถ นําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆ ที่รวมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได 4. หนังสือเรียนเลมนี้มี 4 บท คือ บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศไทยและของโลก บทท 3 ่ีรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย บทท 4 ่ีสทธิมนิษยุชน คําแนะนําในการใชหนังสือเรียน
โครงสราง รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาระสําคัญ เปนสาระทเกี่ยวกี่บัศาสนาตางๆ ทเกี่ยวขี่องกบักาเนํดิศาสนาและศาสดาของศาสนา ตางๆ หลกธรรมัสาคํญัของศาสนาตางๆ การเผยแพรศาสนา ความขดแยังในศาสนา การ ปฏบิตัตนิ ใหอยรูวมกนัอยางสนตัสิขุการฝกจติในแตละศาสนา การพฒนาั ปญญา ในการแกไข ปญหา ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม วัฒนธรรมประเพณีดานภาษา การแตงกาย อาหาร ประเพณีสําคัญๆ ของประเทศตางๆ ในโลก การอนุรักษและสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีการมสีวนรวม ในการสบทอดืและปฏบิตัตนิ เปนแบบอยาง ในการอนรุกษัวฒนธรรมั ตามประเพณีของชาติและการเลือกปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเอง และสังคมไทย คานิยมที่พึงประสงคของสังคมไทยและประเทศตางๆ ในโลก การปฏิบัติตน เปนผูนําในการปองกันและแกไขพฤติกรรมไมเปนที่พึงประสงคในสังคมไทย ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. อธิบายประวัติหลักคําสอน และการปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ 2. เหน็ความสาคํญัของวฒนธรรมั ประเพณีและมสีวนใน การปฏบิตัตนิตามวฒนธรรมั ประเพณทีองถน่ิ 3. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี 4. ยอมรับและปฏิบัติตนเพื่อการอยูรวมกันอยางสันติสุขในสังคมที่มีความหลาก หลายทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวิติศาสนาพราหณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวตัิศาสดาของศาสนาซิกซและคําสอน เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน
เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา บทที่ 2 วัฒนธรรมประเพณีและคานิยมของประเทศของโลก เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 เอกลักษณวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยม และคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึ่งประสงคของสังคมโลก เรอง่ืท 7 ่ีการปองกนัและแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิ ทไม่ีพ งประสงค ึของสงคมั ไทย บทท 3 ่ีรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย เรอง่ืท 1 ่ีความเปนมาการเปลยนแปลง่ีรฐธรรมนัญู เรอง่ืท 2 ่ีสาระสาคํญัของรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย เรอง่ืท 3 ่ีบทบาทหนาท่ีขององคกรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอานาจรํฐั เรอง่ืท 4 ่ีบทบญญัตัของิรฐธรรมนัญูทม่ีผลตีอการเปลยนแปลง่ีทางสงคมั และมผลตีอฐานะของประเทศไทยในสงคมั โลก เรอง่ืท 5 ่ีหนาทพลเม่ีองืตามรฐธรรมนัญูและกฎหมายอนๆ่ื บทท 4 ่ีสทธิมนิษยุชน เรอง่ืท 1 ่ีหลกสัทธิมนิษยสากลุ เรอง่ืท 2 ่ีสทธิมนิษยชนุในประเทศไทย เรอง่ืท 3 ่ีแนวทางการปฏบิตัตนิตามหลกสัทธิมนิษยชนุ บรรณานุกรม สื่อประกอบการเรียนรู 1. หนังสือ ศาสนาสากล 2. ซีดีศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู 3. หนังสือวัฒนธรรม ประเพณีในสังคมไทย 4. หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณีของประเทศตาง ๆ ในโลก 5. คอมพิวเตอรอินเทอรเน็ต
สาระสําคัญ ศาสนาตางๆ ในโลกมคีณคุาและเป นประโยชน ต อชาวโลก เพราะกอให เกดจริยธรรมิ เปนแนวทางการดําเนินชีวิต ทําใหมนุษยสามารถปกครองตนเองไดชวยใหสังคมดีขึ้น สาหรํ บประเทศไทยม ัผีนูบถัอศาสนาพืทธมากทุสี่ดุรองลงมาคอศาสนาอืสลามศาสนาคริสติ ศาสนาฮนดิูและศาสนาซกซิ แตในโลกม ผีนูบถัอศาสนาครืสติมากทสี่ดุรองลงมาคอืศาสนา อิสลาม ศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ การศึกษาคําสอนศาสนาตางๆ ของศาสนิกชนเพื่อ นํามาประพฤติสงผลใหสังคมมีความสุข ศาสนาทุกศาสนาลวนสั่งสอนใหคนเปนคนดี เพื่อสังคมเกิดความขัดแยงควรรีบหาทางแกไขโดยการนําคําสอนทางศาสนามาประพฤติ ปฏิบัติจึงจะสงผลใหสังคมเกิดความสงบสุขตลอดไป ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจศาสนาที่สําคัญๆในโลก 2. มีความรูความเขาใจในหลักธรรมสําคัญของแตละศาสนา 3. เห็นความสําคัญในการอยูรวมกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 4. ประพฤติปฏิบัติตนสงผลใหสามารถอยูรวมกันกับศาสนาอื่นอยางสันติสุข 5. ฝกปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อใหสามารถพัฒนาตนเองใหมีสติปญญาในการแกปญหา ตางๆ และพัฒนาตนเอง ขอบขายเนื้อหา บทที่ 1 ศาสนาในโลก เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชนของศาสนา เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาอิสลาม เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ-ฮินดูและคําสอน เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกซ เรื่องที่ 7 การเผยแพรศาสนาตางๆในโลก เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน ศาสนาในโลก 1 บทท ี ่
2 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นได อยางมีความสุข เรื่องที่ 11 วิธีฝกปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา สื่อประกอบการเรียนรู ซี.ดีศาสนาสากล เอกสารศาสนาสากล และความขัดแยงในปาเลสไตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 3 เรื่องที่ 1 ความหมายคุณคาและประโยชน ของศาสนา ความหมายของศาสนา ศาสนา คือ คําสอนที่ศาสดานํามาเผยแพรสั่งสอน แจกแจงแสดงใหมนุษยเวนจาก ความชั่วกระทําแตความดีซึ่งมนุษยยึดถือปฏิบัติตามคําสอนนั้นดวยความเคารพเลื่อมใส และศรทธาคัาสอนดํงกลัาวจะมลีกษณะเป ันสจธรรมศาสนามัความสีาคํญตัอบคคลและสุงคมั ทําใหมนุษยทุกคนเปนคนดีและอยูรวมกันอยางสันติสุข ศาสนาในโลกนี้มีอยูมากมายหลาย ศาสนาดวยกันแตวัตถุประสงคอันสําคัญยิ่งมองทุกๆศาสนาเปนไปในทางเดียวกันกลาวคือ ชกจั งใจใหูคนละความช วประพฤต ั่ความดิเหมีอนกืนหมดหากแตัว าการปฏ บิตัพิธิกรรมยีอม แตกตางกันความเชื่อถือของแตละศาสนา คุณคาของศาสนา 1. เปนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย 2. เปนบอเกิดแหงความสามัคคีของหมูคณะและในหมูมนุษยชาติ 3. เปนเครื่องดับความเรารอนใจทําใหสงบรมเย็น 4. เปนบอเกิดแหงจริยธรรมศีลธรรมและคุณธรรม 5. เปนบอเกิดแหงการศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม 6. เปนดวงประทีบสองโลกที่มืดมิดอวิชชาใหกลับสวางไสวดวยวิชชา ประโยชน ของศาสนา ศาสนามีประโยชนมากมายหลายประการกลาวโดยสรุปมี 6 ประการคือ 1. ศาสนาเปนแหลงกําเนิดจริยธรรม ศาสนาทุกศาสนาสอนใหเราทราบวาอะไร คือความชั่วที่ควรละเวนอะไรคือความดีที่ควรกระทําอะไรคือสิ่งที่บุคคลในสังคมพึงปฏิบัติ เพื่อใหอยูรวมกันอยางมีความสุขดังนั้นทุกศาสนาจึงเปนแหลงกําเนิดแหงความดีทั้งปวง 2. ศาสนาเปนแนวทางการดาเนํนชิวีติทกศาสนาจะวางหลุกการดัาเนํนชิวีตเป ิน ขั้นๆเชนพระพุทธศาสนาวางไว 3 ขั้นคือขั้นตนเนนการพึ่งตนเองไดมีความสุขตามประสา ชาวโลกขนกลางเน้ันความเจรญกิาวหนาทางคณธรรมและขุนส้ังเนูนการลดละโลภ โกรธ หลง 3. ศาสนาทาใหํผนูบถั อปกครองตนเองได ื หลกคั าสอนให ํรจูกรับผัดชอบตนเองิ คนที่ทําตามคําสอนทางศาสนาเครงครัดจะมีหิริโอตตัปปะไมทําชั่วทั้งที่ลับและที่แจงเพราะ สามารถควบคุมตนเองได 4. ศาสนาชวยใหสังคมดีขึ้น คําสอนทางศาสนาเนนใหคนในสังคมเวนจากการ เบียดเบียนกันเอารัดเอาเปรียบกันสอนใหเอื้อเฟอเผื่อแพรมีความซื้อสัตยสุจริตตอกันเปน เหตใหุสงคมมัความสงบสีนตัยิงขิ่ นสอนให ้ึอดทนเพยรพยายามทีาความดํสรีางสรรคผลงาน และประโยชนใหกับสังคม
4 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5. ศาสนาชวยควบคุมสังคมดีขึ้น ทุกสังคมจะมีระเบียบขอบังคับจารีตประเพณี และกฎหมายเปนมาตรการควบคุมสังคมใหสงบสุขแตสิ่งเหลานี้ไมสามารถควบคุมสังคมให สงบสุขแทจริงไดเชนกฎหมายก็ควบคุมไดเฉพาะพฤติกรรมทางกายและทางวาจาเทานั้นไม สามารถลึกลงไปถึงจิตใจไดศาสนาเทานั้นจึงจะควบคุมคนไดทั้งกาย วาจา และใจ ศาสนาในประเทศศาสนาพทธเปุนศาสนาประจ าชาตํ ไทยม ิผีนูบถัอมากทืสี่ดุรองลง มาคือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสตศาสนาพราหมณ-ฮินดูและศาสนาซิกซรายละเอียดของ แตละศาสนาดังตอไปนี้คือ เรื่องที่ 2 พุทธประวัติและหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการเวียนวาย ตาย เกิด ในวัฎสงสารถาสัตวโลกยังมีกิเลส คือโลภ โกรธ หลงจะตองเกิดในไตรภูมิคือ 3 โลก ไดแกนรกภูมิโลกมนุษยและเทวโลก และในการเกดเป ินพระพทธเจุาเพอทื่ จะโปรดส ี่ตวั โลกให พนบารมเพี อให ื่บารมสมบีรณูจงจะึ เกดเป ินพระพทธเจุาใหพระเจ าไดบาเพํญบารม็มาทีกภพทุกชาตุและบิาเพํญบารม็อยีางยงยวดิ่ ใน 10 ชาติสุดทายเรียกวาทศชาติซึ่งไดกลาวไวในพระสุตตันตปฎก โดยมีความยอๆดังนี้ 1. เตมีย ชาดก เปนชาดกที่แสดงถึงการบําเพ็ญเนกขัมมบารมีคือการออกบวช ความวาตระเตมีย เกิดในตระกูลกษัตริยแตทรงเกรงวาจะตองขึ้นครองราชยเปนพระราชาเพราะทรงเห็น การลงโทษโจรตามคําสั่งของพระราชา เชน เฆี่ยนบางเอาหอกแทงบางพระองคจึงทรงแกลง เปนงอย เปลยี้หหนวกูเปนใบ ไมพดจากูบใคร ั พระราชาปรกษากึบพราหมณั ใหนาพระองคํ ไปฝงเสียพระมารดาทรงคัดคานแตไมสําเร็จจึงทรงขอใหพระเตมียครองราชย 7 วันเผื่อ พระองคจะตรัสบาง ครั้งครบ 7 วันแลวพระเตมียก็ไมตรัส ดังนั้นสารถีจึงนําพระเตมียไปฝง ตามคาสํงของพระราชาครั่งสารถั้ขีดหลุมเตรุยมฝ ีงขณะกาลํงขัดหลุมพระเตมุยีลงจากรถและ ตรสปราศร ัยแจังวาพระองคต องการจะบวชไม ต องการเป นพระราชจากนนสารถั้กลี บไปบอก ั พระราชา พระราชาจึงเชิญพระเตมียกลับไปครองราชยพระเตมียกลับเทศนาสั่งสอนจน พระชนกชนนีและบริวารพากันเลื่อมใสออกบวชตาม 2. มหาชนกชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญว็ริยบารมิคีอความเพื ยรใจความส ีาคํญคัอพระมหาื ชนกราชกุมารเดินทางไปทางทะเล เรือแตกคนทั้งหลายจมน้ําตายบางเปนเหยื่อของสัตวน้ํา บางแตพระองค ไมทรงละความอตสาหะทรงวุายน าโดยก ้ําหนดทํศทางแหิงกรงมุถิลาในท ิสี่ดุ กได็รอดชวีตกลิ บไปกร ังมุถิลาได ิ ชาดกเรองนื่เปี้นทมาแหี่งภาษตทิวี่าเปนชายควรเพยรรี าไป ่ํ อยาเบื่อหนาย(ความเพียร)เสียเราเห็นตัวเองเปนไดอยางที่ปรารถนาขึ้นจากน้ํามาสูบกได
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 5 3. สุวรรณสามชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญเมตตาบารม็คีอการแผื ไมตรจิตคิ ดจะให ิสตวัท งปวง ั้ เปนสุขทั่วหนา มีเรื่องเลาวา สุวรรณสามเลี้ยงมารดาบิดาของตนซึ่งเสียจักษุในปาและ เนื่องจากเปนผูเมตตาปรารถดีตอผูอื่นหมูเนื้อก็เดินตามแวดลอมไปในที่ตางๆวันหนึ่งถูก พระเจากรงพาราณสุชีอพระเจื่ากบลยิกษัยงเอาดิวยธนดูวยเขาพระทยผัดภายหลิงเมัอทราบื่ วาเปนมาณพผูเลี้ยงมารดาบิดาก็สลดพระทัยจึงไปจูงมารดาของสุวรรณสามมามารดาบิดา ของสวรรณกุต็งสั้จจกรัยาอิางคณความดุของสีวรรณสามุ สวรรณสามกุฟ็นคนสตื และได ิสอน พระราชาแสดงคติธรรมวาผูใดเลี้ยงมารดาบิดาโดยธรรมแมเทวดาก็ยอมรักษาผูนั้นยอมมี คนสรรเสรญในโลกน ิ ละโลกน ี้ ไปแล ี้วก ไปเก ็ ดในสวรรค ิตอจากนนเมั้ อพระราชาขอให ื่สงสอนั่ ตอไปอีกก็สอนใหทรงปฏิบัติธรรมปฏิบัติชอบในบุคคลทั้งปวง 4. เนมิราชชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวาเนมิ ราชไดขนครองราชยึ้ตอจากพระราชบดาทรงบิาเพํญค็ณงามความดุเปีนทรี่กของมหาชนและั ในที่สุดเมื่อทรงมอบราชสมบัติแกพระราชโอรสเสด็จออกผนวชเชนเดียวกับที่พระราชบิดา ของพระองคเคยทรงบําเพ็ญมาทอดพระเนตรเห็นเสนพระเกศาหงอกบางก็สลดพระทัยใน สังขารจึงทรงออกผนวช 5. มโหสถชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญอธิฐานบารมีคือความตั้งใจมั่นคงมีเรื่องเลาวามโห สถบัณฑิตเปนที่ปรึกษาหนุมของพระเจาวิเทหะแหงกรุงมิถิลาทานมีความฉลาดรูสามารถ แนะนําในปญหาตางๆไดอยางถูกตองรอบคอบเอาชนะที่ปรึกษาอื่นๆที่ริษยาใสความดวย ความดไมีพยาบาทอาฆาตครงหลั้ งใช ัอ บายปุองกนพระราชาจากราชศัตรัและจูบราชศัตรัซูงึ่ เปนกษัตริยพระนครอื่นได 6. ภูริทัตชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญศีลบารมีคือการรักษาศีลมีเรื่องเลาวาภูริทัตตนา คราชไปจําศีลอยูริมฝงแมน้ํายนุนายอมอดทนใหหมองูจับไปทรมานตางๆทั้งที่สามารถจะ ทําลายหมองูไดดวยฤทธิ์ดวยความที่มีใจมั่นตอศีลของตนในที่สุดก็ไดอิสรภาพ 7. จันทกุมารชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญข็นตับารมิคีอความอดทนจืนทกั มารเปุนโอรสของ พระเจาเอกราชพระองคทรงชวยประชาชนใหพนจากคดีซึ่งกัณฑหาลพราหมณราชปุโรหิต เปนผรูบสันบนติดสันคดิ ขาดความเป ีนธรรมส งผลให กณฑหาลพราหมณัผกอาฆาตพยาบาทู วนหนังพระเจึ่าเอกราชทรงพระสบุนเหินดาวด็งสึ เทวโลกเม อทรงตื่นบรรทมทรงพระประสงค ื่ ทางไปดาวดงสึ เทวโลกจ งตรึสถามกัณฑหาลพราหมหักณฑหาลพราหมหัจงกราบทึลแนะนูาํ ใหตรัสพระเศียรโอรส ธิดา มเหสีบูชายัญแมใครจะทัดทานขอรองก็ไมเปนผลรอนถึง ทาวสกกะั (พระอนทริ )ตองมาช แจงให ้ีหายเข าใจผ ดวิาวธินีไม้ี ใช ทางไปสวรรค มหาชนจงรึมฆุา กัณฑหาลพราหมณและเนรเทศพระเจาเอกราชแลวกราบทูลเชิญจันทกุมารขึ้นครองราชย
6 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 8. นารทชาดก ชาดกเรองนื่แสดงถี้งการบึาเพํญอ็เบกขาบารมุคีอการวางเฉยพระพรหมนารถได ืชวย ใหพระเจาอังคติราชแหงกรุงมิถิลามหานครพนจากความคิดเห็นผิดที่ไดรับคําสอนจาก คณาชุวกวารี ปกายของคนสูตวั เปนของเทยงแมี่ตดศรัษะผีอูนแลื่ วไม บาปส ุทกขุเกดได ิเอง ไมมเหตีคนเราเวุยนวีายตายเกดหนิกเขัากบร็สิทธุเองเมิ์อพระองคื่มความเหีนด็งนันพระเจั้า องคตัราชจิงสึ งให่ัรอโรงทานและม ้ื วเมาในโลก ัยีรอนถงพระธึดาคิอพระนางรืจาทรงหุวงพระบดาิ จึงสวดออนวอนขอใหพระบิดาพนจากความมัวเมารอนถึงพระพรหมนาทรทรงจําแลงกาย เปนน กบวชทรงสอนให ัพระเจาองคตั ราชให ิกลบความเหันท็ผ่ีดมาบิาเพํญก็ศลุถอศืลีทาทานํ ปกครองเมืองโดยสงบรมเย็น 9. วิทูรชาดก ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบําเพ็ญสัจจบารมีคือความซื่อสัตยบัณฑิตมีหนาที่ถวาย คําแนะนําแกพระเจาธนัญชัยโกรัพยะซึ่งเปนพระราชาที่คนนับถือมากครั้งหนึ่งปุณณกยักษ มาทาพระเจาธนัญชัยโกทัพยะเลนสกาถาแพจะถวายมณีรัตนะอันวิเศษถาพระราชาแพตอง ใหสิ่งที่ปุณณกยักษตองการในที่สุดพระราชาแพปุณณกยักษของตังวิฑูรบัณฑิตพระราชา หนวงเหนี่ยวประการใดไมสําเร็จวิฑูรบัณฑิตรักษาสัจจะไปกับยักษในที่สุดแมแมยักษจะทํา อยางไรวิฑูรบัณฑิตก็ไมตายกับแสดงธรรมจนยักษเลื่อมใสและไดกลับคืนบานเมืองมีการ ฉลองรับขวัญเปนการใหญ 10. เวสสันดรชาดก เปนชาติสุดทายของพระพุทธเจาชาติตอไปจึงจะเกิดเปนพระพุทธเจาชาดกเรื่องนี้ แสดงถงการบึาเพํญทานบารม็คีอการบรืจาคทานมิเรีองเล่ืาวาพระเวสสนดรผั ใจดูบรีจาคทิกอยุาง ที่มีคนขอครั้งหนึ่งประทานชางเผือกคูบานคูเมืองแกพราหมณชาวกาลิงคะซึ่งตอมาขอชาง ไปเพื่อใหเมืองของตนหายจากฝนแลงแตประชาชนโกรธขอใหเนรเทศพระราชบิดาจึงจํา พระทยตัองเนรเทศพระเวสสนดรซังพระนางมึ่ทรัพรีอมด วยพระโอรสธ ดาได ิตามเสด จไปด ็วย เมื่อชูชกไปขอสองกุมารก็ประทานใหอีกภายหลังพระเจาสัญชัยพระราชบิดาไดทรงไถสอง กุมารจากชูชกและเสด็จไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับกรุง(เรื่องนี้แสดงการเสีย สละสวนนอยเพ อประโยชน ื่สวนใหญ คอการตรืสรั เปูนพระพทธเจุาอ นจะเป ั นทางให ไดบาเพํญ็ ประโยชนสวนรวมไดมิใชเสียสละโดยไมมีจดมุ ุงหมายหรือเหตุผล)
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7 ประวัติพระพุทธเจา พระพทธเจุาทรงมพระนามเดีมวิา “สทธิตถะั ”ทรงเปนพระราชโอรสของพระเจ าส ทโธุ ทนะกษตรัยิผครองกรูงกบุลพิสดัุแควนสกกะและั “พระนางสริมหามายาิ ” พระราชธดาของิ กษัตริยราชสกุลโกลิยวงศแหงกรุงเทวทหะ แควนโกลิยะ ในคืนที่พระพุทธเจาเสด็จปฏิสนธิในครรภพระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระ สุบินนิมิตวามีชางเผือกมีงาสามคูไดเขามาสูพระครรภณ ที่บรรทมกอนที่พระนางจะมีพระ ประสูติกาลที่ใตตนสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกรขึ้นสิบหาค่ํา เดือนวิสาขะ ปจอ 80 ปกอนพุทธศักราช (ปจจุบันสวนลุมพินีวันอยูในประเทศเนปาล) ทนทัที ประส ี่ตูิเจาชายสทธิตถะทรงดัาเนํนดิวยพระบาท 7 กาวและมดอกบีวผัดขุนึ้ มารองรับพระบาทพรอมเปลงวาจาวา “เราเปนเลิศที่สุดในโลกประเสริฐที่สุดในโลกการ เกดคริงนั้เปี้นครงสั้ดทุายของเรา ”แตหลงจากเจัาชายสทธิ ตถะประส ัตูกาลได ิแลว 7 วนพระั นางสริมหามายากิเสด็จสวรรคาล็ยัเจาชายสทธิตถะจังอยึ ในความดู แลของพระนางประชาบดูี โคตรมีซึ่งเปนพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา ทั้งนี้พราหมณทั้ง 8 ไดทํานายวาเจาชายสิทธัตถะมีลักษณะเปนมหาบุรุษ คือ หาก ดํารงตนในฆราวาสจะไดเปนจักรพรรดิถาออกบวชจะไดเปนศาสดาเอกของโลกแตโกณ ฑัญญะพราหมณผูอายุนอยที่สุดในจํานวนนั้นยืนยันหนักแนนวาพระราชกุมารสิทธัตถะจะ เสด็จออกบวชและจะไดตรัสรูเปนพระพุทธเจาแนนอน ชีวิตในวัยเด็ก เจาชายสิทธัตถะทรงศึกษาเลาเรียนจนจบศิลปะศาสตรทั้ง 18 ศาสตรในสํานักครูวิ ศวามิตรและเนื่องจากพระบิดาไมประสงคใหเจาชายสิทธัตถะเปนศาสดาเอกของโลกจึง
8 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม พยายามทาใหํเจาชายสทธิตถะพบเหันแต็ความส ขโดยการสรุางปราสาท 3 ฤดูใหอย ประทูบั และจัดเตรียมความพรอมสําหรับการราชาภิเษกใหเจาชายขึ้นครองราชย เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจากรุงเทวท หะซึ้งเปนพระญาติฝายมารดาจนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาไดใหประสูติ พระราชโอรสมีพระนามวา “ราหุล” ซึ่งหมายถึง “ชวงบาย” เสด็จออกผนวช วนหนังเจึ่าชายสทธิตถะทรงเบัอความจื่ าเจในปราสาท ํ 3 ฤดูจงชวนสารถึทรงรถมีา ประพาสอทยานครุงนั้ นได ั้ทอดพระเนตรเหนคนแก็ คนเจบ็คนตายและนกบวชั โดยเทวทตู (ทูตสวรรค) ที่แปลงกายมาพระองคจึงทรงคิดไดวานี่เปนธรรมดาของโลกชีวิตของทุกคน ตองตกอยูในสภาพเชนนั้น ไมมีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แกเจ็บ ตายไดจึงทรงเห็นวา ความสขทางโลกเปุนเพยงภาพมายาเทีานนั้และวถิทางทีจะพี่นจากความทกขุคอตืองครอง เรือนเปนสมณะ ดังนั้นพระองคจึงใครจะเสด็จออกบรรพชาในขณะที่มีพระชนมายุ 29 พรรษา ครานั้นพระองคไดเสด็จไปพรอมกับนายฉันทะ สารถีซึ่งเตรียมมาพระที่นั่ง นามวา กัณฑกะมุงตรงไปยังแมน้ําอโนมานทีกอนจะประทับนั่งบนกองทรายทรงตัดพระเมาลีดวย พระขรรคและเปล ยนชี่ดผุากาสาวพตรั (ผายอมด วยรสฝาดแห งต นไม ) และใหนายฉนทะนัาํ เครื่องทรงกลับพระนครกอนที่พระองคจะเสด็จออกมหาภิเนษกรณ(การเสด็จออกเพื่อคุณ อันยิ่งใหญ) ไปโดยเพียงลําพังเพื่อมุงพระพักตรไปแควนมคธ บําเพ็ญทุกรกิริยา หลงจากทรงผนวชแลัวพระองคมงุ ไปทแมี่นาคยา้ํแควนมคธได พยายามเสาะแสวง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 9 ทางพนทุกขดวยการศึกษาคนควาทดลองในสํานักอาฬารบสกาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตรเมื่อเรียนจบทั้ง 2 สํานักแลวทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกข จากนั้นพระองคไดเสด็จไปที่แมน้ําเนรัญชรา ในตําบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรง บําเพ็ญทุกรกิริยา ดวยการขบฟนดวยฟน กลั้นหายใจ และอดอาหารจนรางกายซูบผอมแต หลังจากทดลองได 6 ปทรงเห็นวานี่ยังไมใชทางพนทุกขจึงทรงเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาและ หันมาฉันอาหารตามเดิมดวยพระราชดําริตามที่ทาวสักกเทวราชไดเสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสาย 1 ขึงไวตึงเกินไปเมื่อดีก็จะขาดดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไวหยอนเสียง จะยืดยาดขาดความไพเราะและวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดทายท่ีขึงไวพอดีจึงมีเสียงกังวาน ไพเราะดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นวาทางสายกลางคือไมตึงเกินไป และไมหยอนเกินไป นั้น คือทางที่จะนําสูการพนทุกข หลังจากพระองคเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยา ทําใหพระปญจวัคคีย 5 ไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิที่มาคอยรับใชพระองคดวยความคาดหวังวาเม่อพระองคื คนพบทางพนทุกขจะไดสอนพวกตนใหบรรลุดวยเกิดเลื่อมศัทธาที่พระองคลมเลิกความ ตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน ตําบลสารนาถ เมืองพาราณสี ตรัสรู ครานั้นพระองคทรงประทับนั่งขัดสมาธิใตตนพระศรีมหาโพธิ์ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสีหันพระพักตรไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานดวยความแนวแนวา ตราบใดทยี่ งไม ับรรลสุมมาสั มโพธ ัญาณิกจะไม ็ลกขุนจากสมาธึ้บิลลังกัแมจะมหมีมารเขูามา ขดขวางแตักพ็ายแพพระบารมของพระองคีกล บไปจนเวลาผ ั านไปในท สี่ดพระองคุทรงบรรลุ รูปฌาณ คือ ภาพพระพุทธเจาเทศนาโปรดปญจวัคคียทั้ง 5
10 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ยามตน หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได ยามสอง ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือรูเรื่องการเกิด การตายของ สัตวทั้งหลายวาเปนไปตามกรรมที่กําหนดไว ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรูที่ทําใหสิ้นอาสวะ หรือกิเลสดวย อริยสัจ 4 ไดแกทุกขสมุทัย นิโรธ และมรรค และไดตรัสรูดวยพระองคเองเปนพระสัมมา สัมพุทธเจาและเปนศาสดาเอกของโลกซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูตรงกับวันเพ็ญ เดือน 6 ขณะที่มีพระชนมายุ 35 พรรษา แสดงปฐมเทศนา หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจาตรัสรูแลวทรงพิจารณาธรรมที่พระองคตรัสรูมาเปน เวลา 7 สัปดาหและทรงเห็นวาพระธรรมนั้นยากสําหรับบุคคลทั่วไปที่จะเขาใจและปฏิบัติได พระองคจึงทรงพิจารณาวา บุคคลในโลกนี้มีหลายจําพวกอยาง บัว 4 เหลา ที่มีทั้งผูที่สอน ไดงาย และผูที่สอนไดยาก พระองคจึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผูเปนพระ อาจารยจึงหวังเสด็จไปโปรดแตทั้งสองทานเสียชีวิตแลว พระองคจึงทรงระลึกถึงปญจวัคคีย ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝารับใชจึงไดเสด็จไปโปรดปญจวัคคียที่ปาอิสิปตนมคทายวัน ธรรมเทศนากณฑัแรกทพระองคี่ทรงแสดงธรรมคอื “ธมมจักกั ปปว ัตตนสัตรู ” แปลวาสูตรของการหมุนวงลอแหงพระธรรมใหเปนไปซึ่งถือเปนการแสดงพระธรรมเทศนา ครั้งแรกในวันเพ็ญ 15 ค่ํา เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา ในการนพระโกณฑ ี้ ญญะได ัธรรมจกษัุคอดวงตาเหื นธรรมเป ็นคนแรกพระพทธองคุ จึงทรงเปรงวาจาวา “อัญญาสิวตโกณฑัญโญ” แปลวา โกณฑัญญะ ไดรูแลว ทาน โกณ ฑัญญะ จึงไดสมญาวา อัญญาโกณฑัญญะ และไดรับการบวชเปนพระสงฆองคแรกใน พระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจาบวชใหวา “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หลังจากปญจวัคคียอุปสมบททั้งหมดแลว พุทธองคจึงทรงเทศนอนัตตลักขณสูตร ปญจวัคคียจึงสําเร็จเปนอรหันตในเวลาตอมา การเผยแพรพระพุทธศาสนา ตอมาพระพทธเจุาได เทศน พระธรรมเทศนาโปรดแก สกลบุตรรวมทุงเพั้อนของสกื่ลุ บุตรจนไดสําเร็จเปนพระอรหันตทั้งหมดรวม 60 รูป พระพุทธเจาทรงมีพระราชประสงคจะใหมนุษยโลกพนทุกขพนกิเลส จึงตรัสเรียก สาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกันและตรัสใหสาวก 60 รูปจาริกแยกยายกันเดินทางไปประกาศ ศาสนา 60 แหง โดยลําพังในเสนทางที่ไมซ้ํากันเพื่อใหสามารถเผยแผพระพุทธศาสนาใน หลายพนทื้อยี่างครอบคลมุสวนพระองค เองได เสด จไปแสดงธรรม ็ณ ตาบลอํรุเวลาุเสนานคมิ หลงจากสาวกได ัเด นทางไปเผยแพร ิพระพ ทธศาสนาในพุนทื้ตี่างๆท าใหํมผีเลู อมใส ื่ พระพุทธศาสนาเปนจํานวนมากพระองคจึงทรงอนุญาตใหสาวกสามารถดําเนินการบวชได โดยใชวิธีการ “ติสรณคมนูปสัมปทา” คือการปฏิญาณตนเปนผูถึงพระรัตนตรัยพระพุทธ ศาสนาจึงหยั่งรากฝงลึกและแพรหลายในดินแดนแหงนั้นเปนตนมา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 11 เสด็จดับขันธุปรินิพพาน พระสัมมาสัมพุทธเจาไดทรงโปรดสัตวและแสดงพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลา 45 พรรษาทรงสดับวาอีก 3 เดือนขางหนาจะปรินิพพานจึงไดทรงปลงอายุสังขารขณะนั้น พระองคไดประทับจําพรรษา ณ เวฬุคาม ใกลเมืองเวสาลีแควนวัชชีโดยกอนเสด็จดับขันธ ปรินิพพาน 1 วันพระองคไดเสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทําถวายแตเกิดอาพาธลงทําให พระอานนทโกรธแตพระองคตรัสวา “บิณฑบาตที่มีอานิสงสที่สุด”มี 2 ประการ คือ เมื่อ ตถาคต (พุทธองค) เสวยบิณฑบาตแลวตรัสรูและปรินิพพาน” และมีพระดํารัสวา “โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอน อานนทธรรมและวนิยอันทัเราแสดงแลี่วบญญัตัแลิวแกเธอทงหลายธรรมวั้นิยจั กเป ันศาสดา ของเธอทั้งหลาย เมือเราลวงลับไปแลว” พระพทธเจุาทรงประชวรหน กแตัทรงอดกลนมั้งหนุ าไปเม องกืสุนาราิ ประทบัณ ปา สละเพื่อเสด็จดับขันธุปรินิพพานโดยกอนที่จะเสด็จดับขันธุปรินิพพานนั้นพระองคได อปสมบทแกุพระสภุททะปร ัพาชกซิงถึ่ อได ืวา “พระสภุททะั ” คอสาวกองคืสดทุายทพระพี่ทธุ องคทรงบวชใหในทามกลางคณะสงฆทั้งที่เปนพระอรหันตและปุถุชนจากแควนตางๆรวม ทั้งเทวดาที่มารวมตัวกันในวันนี้ ในครานั้นพระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลายเราขอบอกเธอทั้ง หลายสังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดาพวกเธอจึงทําประโยชนตนเองและ ประโยชนของผูอื่นใหสมบูรณดวยความไมประมาทเถิด” (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนนได ั้เสดจด็บขันธั ปรุนิพพานใต ิตนสาละณ สาลวโนทยานของเหลามลลกษัตรัยิ เมืองกุสินารา แควนมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 รวมพระชนมายุ 80 พรรษา และวันนี้ ถือเปนการเริ่มตนของพุทธศักราช
12 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม สรุปหลักธรรมของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ไมนับถือพระเจา พระสัมมาสัม พทธเจุาทรงตรสรัความจรูงของชิวีตวิาองค ประกอบของช วีตมนิษยุประกอบด วยร ปและนามู เทานั้น รปและนามเมูอขยายความกื่จะเป ็นรปูจติและเจตสกิจากรปจูตและเจตสิกกิขยาย็ ความดวยขนธั 5 ไดแก รปขูนธั วญญาณขินธั เวทนาขนธั สญญาขันธั และสงขารขันธั สรปุ ไดดังแผนภูมิองคประกอบของชีวิต แผนภูมิแสดงองคประกอบของชีวิตมนุษย จากแผนภมูองคิ ประกอบของช วีตมนิษยุดงกลั าวในทางพระพ ทธศาสนาอธุบายวิา ชีวิตคือความเปนอยูของรางกาย (รูป) จิตและเจตสิก (นาม) โดยอาศัยความเปนผูนําเกิด และตามรักษาดํารงชีวิตและการกระทําตางๆไดโดยอาศัยจิตและเจตสิกเปนผูกําหนด รูป คือรางกายเปนธรรมชาติที่ไมมีความรูสึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น นาม คอสืวนท เปี่นจตและเจตสิ กเป ินธรรมชาตทิรี่บรัสูงติ่างๆและสามารถรถนกคึดิ เรื่องราวสิ่งตางๆได จิต คือธรรมชาติที่รูอารมณทําหนาที่เห็น ไดยิน รูรส รูกลิ่น รูสึกตอการสัมผัสถูก ตองทางกายและรูสึกคิดทางใจ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่รูสึกนึกคิดเรื่องราวสิ่งตางๆ เมื่อแยกรูปและนามใหละเอียดขึ้นก็จะอธิบายดวยขันธ 5 คือ รปขูนธั (รปู ) หมายถงึอวยวะนั อยใหญ หรอกลืมรุปทูม่ีอยี ในร ูางกายทงหมดของเรา้ั วิญญาณขันธ (จิต) หมายถึง ธรรมชาติที่รับรูสิ่งตางๆ ที่มาปรากฏทางตา หูจมูก ลิ้นกาย ใจ อีกทั้งเปนธรรมชาติที่ทําใหเกิดความรูสํานึกคิดตางๆ เวทนาขันธ(เจตสิก) หมายถึงความรูสึกเปนสุข เปนทุกขดีใจ เสียใจ หรือเฉยๆ องคประกอบของชีวิตมนุษย รูปขันธวิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร จิต เจตสิก รูป นาม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 13 สัญญาขันธ (เจตสิก) หมายถึง ธรรมชาติที่มีหนาที่ในการจําหรือเปนหนวยความ จําของจิตนั่นเอง สงขารขันัธ(เจตสกิ)หมายถงึธรรมชาตทิปร่ีงแตุงจ ตให ิมลีกษณะตัางๆ เปนกศลบุาง การเกิดขึ้นของจิต (วิญญาณขันธ) จะเกิดขึ้นโดยมีเจตสิก (เวทนาขันธสัญญาขันธสังขาร ขนธั )เกดขินรึ้วมดวยเสมอเฉพาะจตอยิางเด ยวไม ีสามารถรบรัหรูอนืกคึ ดอะไรได ิเลยจตและิ เจตสิกจะแยกจากกันไมไดตองเกิดรวมกันอิงอาศัยกัน จิตแตละดวงที่เกิดจะตองมีเจตสิก เกิดรวมดวยเสมอ จากความจรงของชิวีตทิพระพี่ทธองคุทรงคนพบวาชวีตเป ินเพยงองคี ประกอบของ รูปและนามเทานั้นแตเหตุที่คนเรามีความทุกขอยูเพราะความรูสึกนึกคิดที่เปนเรื่องเปนราว วา “มีเรามีเขา” ทําใหเกิดการยึดมั่นถือมั่นดวยอวิชา (ความไมรู) วาสภาพธรรมเทานั้นเปน เพียงรูปและนามที่ “เกิดขึ้น ตั้งอยูแลว ดับไป” เทานั้น 1. หลักธรรมเพื่อความหลุดพนเฉพาะตัว คือ อริยสัจ 4 อริยสัจ 4 แปลวา ความจริงอันประเสริฐมีอยูสี่ประการ คือ 1) ทุกขคือ สภาพที่ทนไดยาก ภาวะที่ทนอยูในสภาพเดิมไมไดสภาพที่บีบคั้น ไดแกชาติ (การเกิด) ชรา (การแกการเกา) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก พลัดพรากจากสิ่งอันเปนที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแลว ไมสมหวงในส ั ิ่งนั้นกลาวโดยยอ ทุกขก็คืออุปาทานขันธหรือขันธ 5 2) ทกขสมุทุยัคอสาเหตืทุที่ าใหํเกดทิกขุ ไดแกตณหาั 3 คอกามตืณหาั -ความ ทะยานอยากในกาม ความอยากไดทางกามารมณ , ภวตณหาั -ความทะยานอยากในภพ ความ อยากเปนโนนเปนนี่ความอยากที่ประกอบดวยภาวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิและวิภาวตัณหาความทะยานอยากในความปรารถนาจากภพความอยากไมเปนโนนไมเปนนี่ความอยากที่ ประกอบดวยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ 3) ทุกขนิโรธ คือความดับทุกข ไดแกดับสาเหตุที่ทําใหเกิดทุกขกลาวคือดับ ตัณหาทั้ง 3 ไดอยางสิ้นเชิง 4) ทกขนุโรธคาม ินิปฏี ปทา ิคอแนวปฏ ืบิตัทินี่ าไปส ํหรูอนื าไปถ ํงความดึบทักขุ ไดแก มรรคอนมั ีองคประกอบอย แปดประการูคอื (1)สมมาทัฏฐิ – ิความเหนชอบ็ (2)สมมาั สังกัปปะ-ความดําหริชอบ(3)สัมมาวาจา-เจรจาชอบ(4)สัมมากัมมันตะ-ทําการงานชอบ(5) สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ(6)สัมมาวายามะ-พยายามชอบ(7)สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ (8) สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งไดวา “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง 2. หลักธรรมเพื่อการอยูรวมกันในสังคม 1) สัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 คือหลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตตบุรุษ 7 ประการ ไดแกรูจัก เหตุรูจักผล (1) รจูกเหตัหรุอธืมมัญญตาัหมายถงึ ความเปนผรูจูกเหตัุรจะจูกวัเคราะหิ หาสาเหตุของสิ่งตางๆ
14 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (2) รจูกผลหรัออืตถัญญตาัหมายถงึ ความเปนผรูจูกผลทัเก่ีดขินจากการกระท้ึาํ (3) รจูกตนหรัออืตตัญญาหมายถังึ ความเปนผรูจูกตนทั งในด ัานความรูคณธรรมุ และความสามารถ (4) รูจักประมาณหรือมัตตัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักประมาณรูจักหลัก ของความพอดีการดําเนินชีวิตพอเหมาะพอควร (5) รจูกกาลเวลาหรัอกาลืญัตาุหมายถงความเป ึนผรูจูกกาลเวลารัจูกเวลาไหน ั ควรทําอะไรแลวปฏิบัติใหเหมาะสมกับเวลานั้นๆ (6) รูจักบุคคลหรือบุคคลสัญุตา หมายถึง ความเปนผูรูจักปฏิบัติการปรับตน และแกไขตนใหเหมาะสมกับสภาพของกลุมและชุมชน (7) รจูกบัคคลหรุอบืคคลสุ ญัตาุหมายถงความเป ึนผรูจูกปฏ ับิตัตนให ิเหมาะสม กับบุคคลซึ่งมีความแตกตางกัน การที่บุคคลไดนําหลักสัปปุริสธรรม 7 มาใชในการดําเนินชีวิตพบกับความสุข ในชีวิตได 2) อิทธิบาท 4 อทธิบาทิ 4 คอหลืกธรรมทันี่ าไปส ํความสูาเรํจแห็งกจการมิ 4 ี ประการคอืฉนทะั วิริยะ จิตตะ วิมังสา (1) ฉันทะ คือ ความพอใจใฝรักใฝหาความรูและความสรางสรรค (2) วิริยะคือความเพียรพยายามมีความอดทนไมทอถอย (3) จิตตะคือความเอาใจใสและตั้งใจแนวแนในการทํางาน (4) วิมังสาคือความหมั่นใชปญญาและสติในการตรวจตราและคิดไตรตรอง 3) กุศลธรรมบถ 10 กศลกรรมบถุ 10 เปนหนทางแหงการทาความดํงามทางแหีงกศลซุงเปึ่นหนทาง นําไปสูความสุขความเจริญแบงออกเปน 3 ทางคือ กายกรรม 3 วจีกรรม4 และมโนกรรม 1. กายกรรม 3 หมายถงึ ความประพฤตดิทีแสดงออกทางกายี่ 3 ประการ ไดแก (1) เวนจากการฆาสตวั คอการละเวืนจากการฆาสตวัการเบยนเบียนกีนั เปน ผูเมตตากรุณา (2) เวนจากการลักทรัพยคือเวนจาการลักขโมย เคารพในสิทธิของผูอื่นไม หยิบฉวยเอาของคนอื่นมาเปนของตน (3) เวนจากการประพฤติในกาม คือการไมลวงละเมิดสามีหรือภรรยาผูอื่น ไมลวงละเมิดประเวณีทางเพศ 2. วจีกรรม 4 หมายถึงการเปนผูมีความประพฤติดีซึ่งแสดงออกทางวาจา 4 ประการ ไดแก (1) เวนจากการพูดเท็จ คือการพูดแตความจริง ไมพูดโกหก หลอกลวง (2) เวนจากการพดสูอเสยดีคอพืดแตูในส งท่ิท่ีาใหํเกดความสามิคคั ีกลมเกลยวี ไมพูดจาในสิ่งที่กอใหเกิดความแตกแยก แตกราว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 15 (3) เวนจากการพูดคําหยาบคือพูดแตคําสุภาพ ออนหวาน ออนโยน กับ บุคคลอื่นทั้งตอหนาและลับหลัง (4) เวนจากการพูดเพอเจอคือพูดแตความจริงมีเหตุผลเนนเนื้อหาสาระที่ เปนประโยชนพูดแตสิ่งที่จําเปนและพูดถูกกาลเทศะ 3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ไดแก (1) ไมอยากได ของของเขาคอื ไมค ดจะโลภอยากได ิของผอูนมาเป่ืนของตน (2) ไมพยาบาทปองรายผูอื่น คือมีจิตใจมีปรารถนาดีอยากใหผูอื่นมีความ สุขความเจริญ (3) มีความเห็นที่ถูกตอง คือ ความเชื่อที่ถูกตอง คือความเชื่อในเรื่องการ ทําความดีไดดีทําชั่วไดชั่วและมีความเชื่อวาความพยายามเปนหนทางแหงความสําเร็จ สังคหวัตถุ 4 สังคหวัตถุ 4 เปนหลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนาที่เปน วิธีปฏิบัติเพื่อ ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนที่ยังไมเคยรักใครนับถือ ใหความรัก ความนับถือ สังคหวัตถุเปน หลักธรรมที่ชวยผูกไมตรีซึ่งกันและกันใหแนนแฟนยิ่งขึ้นประกอบดวย ทาน ปยวาจา อัตถจริยา สมานนัตตตา 1. ทาน คือการใหเปนสิ่งของตนใหแกผูอื่นดวยความเต็มใจเพื่อเปนประโยชนแก ผรูบการให ั เปนการยดเหนึยวนี่ าใจก ้ํนอยัางดยีงเปิ่นการสงเคราะหสมานน าใจก ้ํนผักมูตรไมตร ิ ี กันใหยั่งยืน 2. ปยวาจา คือ การเจรจาดวยถอยคําไพเราะออนหวานพูดชวนใหคนอื่นเกิด ความรกและนับถัอคืาพํดทูด่ีนีนย้ัอมผ กใจคนใหูแน นแฟ นตลอดไปหร อแสวงความเหืนอกเห็ นใจ ็ ใหกําลังใจรูจักพูดใหเกิดความเขาใจดีสมานสามัคคียอมทําใหเกิดไมตรีทําใหรักใครนับถือ และชวยเหลือเกื้อกูลกัน 3. อัตถจริยา คือ การประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกกนัคือชวยเหลือดวยแรงกาย และขวนขวายชวยเหลอกืจกรรมติ างๆให ลลุวงไปเป นคนไม ดดายชูวยให ความผดชอบชิวดั่ี หรือชวยแนะนําใหเกิดความรูความสามารถในการประกอบอาชีพ 4. สมานนตตตาัคอการวางตนเป ื นปกต เสมอติ นเสมอปลายไม ถอตืวและการวางตนั ใหเหมาะสมกับฐานะของตนตามสภาพ ไดแก เปนผูใหญผูนอย หรือผูเสมอกันเอาไปใส ปฏิบัติตามฐานะ ผูนอยคาราวะนอบนอมยําเกรงผูใหญ อบายมุข 6 คาวําอบายมขุคอืหนทางแหงความเลอมหรื่อหนทางแหืงความหายนะความฉบหายิ มี 6 อยาง ไดแก 1. การเปนนักเลงผูหญิง หมายถึง การเปนคนมีจิตใจใฝในเรื่องเพศเปนนักเจาชู ทําใหเสียทรัพยสินเงินทอง สูญเสียเวลาและเสียสุขภาพ
16 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2. การเปนนักเลงสุรา หมายถึง ผูที่ดื่มสุราจนติดเปนนิสัย การดื่มสุรานอกจากจะ ทําใหเสียเงินเสียทองแลวยังเสียสุขภาพและบั่นทอนสติปญญาอีกดวย 3. การเปนนกเลงการพนันัหมายถงผึทูชอบเลี่นการพนนทักชนุดิการเลนการพนนั ทําใหเสียทรัพยสินเสียสุขภาพ การพนันไมเคยทําใครร่ํารวยมั่งมีเงินทองไดเลย 4. การคบคนชั่วเปนมิตร หมายถึง การคบคนไมดีหรือคนชั่วคนชั่วชักชวนใหทํา ในสิ่งที่ไมถูกตองและอาจนําความถูกตองมาสูตนเองและครอบครัว 5. การเที่ยวดูการละเลน หมายถึง ผูที่ชอบเที่ยวการละเลนกลางคืนทําใหเสีย ทรัพยสินและอาจทําใหเกิดการทะเลาะเบาะแวงในครอบครัว 6. เกียจครานทําการงาน หมายถึง ผูไมชอบทํางาน ขี้เกียจ ไมขยันขันแข็ง เบญจศีลเบญธรรม เบญจศีลเบญธรรม คือ หลักธรรมที่ควรปฏิบัติควบคูกัน มุงใหบุคคลทําความดี ละเวนความชั่ว เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) เบญจศีล(สิ่งที่ควรละเวน) 1. เวนจากการฆาสัตว 2. เวนจากการลักทรัพย 3. เวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. เวนจากการพูดเท็จ 5. เวนจาการเสพของมึนเมา 1. มีความเมตตากรุณา 2. ประกอบอาชีพสุจริต 3. มีความสํารวมในกาม 4. พูดความจริงไมพูดโกหก 5. มีสติสัมปชัญญะ โลกบาลธรรมหรือธรรมคุมครองโลก โลกบาลธรรมหรอธรรมคื มครองโลกุ เปนหลกธรรมทัชี่ วยให มนษยุท กคนในโลกอยุ ู กันอยางมีความสุขมีน้ําใจ เอื้อเฟอมีคุณธรรมและทําแตสิ่งที่เปนประโยชนประกอบดวย หลักธรรม 2 ประการ ไดแกหิริโอตัปปะ 1.หิริคือความละลายในลักษณะ 3 ประการ แลวไมทําความชั่ว(บาป) คือ (1) ละอายแกใจหรือความรูสกทึ ี่เกิดขึ้นในใจตนเองแลวไมทําความชั่ว (2) ละอายผูอื่น หรือสภาพแวดลอมตางๆ แลวไมทําความชั่ว (3) ละอายตอความชั่วที่ตนจะทํานั้นแลวไมทําความชั่ว 2.โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวหมายถึง (1) เกรงกลัวตนเอง ติเตียนตนเองได (2) เกรงกลัวผูอื่นแลวไมกลาทําความชั่ว (3) เกรงกลัวตอผลของความ ชั่วที่ทําจะเกิดขึ้นแกตน (4) เกรงกลวตออาญาของแผนดินแลวไมกลาทําความชั่ว
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 17 นิกายสําคัญของพระพุทธศาสนา หลงจากทัพระพี่ทธเจุาปร นิพพานแลิ วประมาณ 100 ปพระพทธศาสนากุเร็มมิ่การี แตกแยกในดานความคดเหินเก็ยวกี่บการปฏ ับิตัตามพระธรรมวินิยจนถังสมึยพระเจั าอโศก มหาราชกแตกแยกก็ นออกเป ันน กายใหญ ิๆ 2 นกายิคอมหายานื (อาจารยวาทิ ) กบหันยานิ (เถรวาท) มหายาน “มหายาน” แปลวา “ยานใหญ” เปนลัทธิของภิกษุฝายเหนือของอินเดีย ซงมึ่จีดมุงหมายทุจะเผยแพรี่พระพ ทธศาสนาใหุมหาชนเล อมใสเส ื่ยกีอนแลวจ งสอนให ึระงบั ดบกัเลสิทงยั้ งได ัแก ไขค าสอนในพระพ ํ ทธศาสนาใหุผ นแปรไปตามล ัาดํบลัทธันิไดี้เข าไปเจร ญิ รุงเรืองอยูในทิเบต จีน เกาหลีญี่ปุน และเวียดนาม เปนตน หินยาน คําวา “หินยาน”เปนคําที่ฝายมหายานตั้งใหแปลวา “ยานเล็ก”เปนลัทธิ ของภิกษุฝายใตที่สอนใหพระสงฆปฏิบัติเพื่อดับกิเลสของตนเองกอนและหามเปลี่ยนแปลง แกไขพระว นิยอยัางเดดขาด็นกายนิมี้ผีนูบถั อในประเทศศร ืลีงกาั ไทย พมาลาวและกมพัชาู โดยเฉพาะประเทศไทยเปนศนยูกลางนกายเถรวาทิเพราะมการนีบถัอพระพืทธศาสนานุกายิ นสี้บตือกนมาตังแตั้บรรพชนพระพทธเจุาไม ใชเทวดาหรอพระเจืาแต เปนมนษยุทมี่ศีกยภาพั เหมอนสามืญชนทั วไป ั่สามารถบรรลสุจธรรมได ัดวยความวริยะอิตสาหะุหลกปฏ ับิตัในช ิวีติ ที่ทุกคนควรกระทําคือทําความดีละเวนความชั่ว ทําจิตใจใหผองแผวและการที่เราจะทําสิ่ง เหลาน้ําไดนั้นจะตองมีศีล สมาธิปญญาเพื่อเปนพาหนะนําผูโดยสารเขาทะเลแหงวัฎสงสาร ไปสูพระนิพพาน รูปภาพ
18 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ความแตกตางของนิกายหินยานกับนิกายมหาชน นิกายหินยาน นิกายมหายาน 1. ถือเรื่องอริยสัจเปนสําคัญ 1. ถือเรื่องบารมีเปนสําคัญ 2. คุณภาพของศาสนิกชนเปนสําคัญ 2. ถือปริมาณเปนสําคัญกอนแลวจึงเขา ปรับปรุงคุณภาพในภายหลังดังนั้นจึงตอง ลดหยอนการปฏิบัติพระวินัยบางขอตกลง เขาหาบุคคลและเพิ่มเทวดาและพิธีกรรม สังคีตกรรมเพื่อจูงใจคนไดอธิบายพุทธมติ อยางกวางขวางเกินประมาณเพื่อการเผย แพรจนทําใหพระพุทธพจนซึ่งเปนสัจนิยม กลายเปนปรัชญาและตรรกวิทยาไป 2. มีพระพุทธเจาองคเดียว คือ พระสมณโคดมหรือพระศากยมุนี 3. มีพระพุทธเจาหลายองคองคเดิมคือ อาทิ พุทธ (กายสีน้ําเงิน)เมื่อทานบําเพ็ญณานก็ เกดพระณานนิพิทธอุกี เปนตนวา พระไวโรจน พุทธะอักโขภัยพุทธะ รัตนสมภพพุทธ ไภสัชชคุรุโอฆสิทธิและอมิตาภา เฉพาะ องคนมี้ มาในร ี างคนเป น (มานษุพีทธะุ ) คอื พระศากยมุนี 4. มีความพนจากกิเลส ชาติภพ เปน อัตกัตถจริยแลวบําเพ็ญ ประโยชน แกผูอื่นเปนโลกัตถจริยเปนความ มุงหมายสําคัญ 4. มความเป ี นพระโพธ วสิ์ตวัหรอพืทธภุมูิเพอื่ บําเพ็ญโลกัตถจริยาไดเต็มที่เปนความมุง หมายของพระโพธิ์สัตวหลายองคเชนพระ อวโลกิเตศวรมัชชุลีวิชรปาณีกษิตคสร 3 สมันตภัทรอริยเมตไตร เปนตน 5. มีบารมี 10 ประการ คือ ทาน ศีล เนกขมมะั ปญญาวริยะิขนตั ิสจจะั อธษฐานิเมตตา อเบกขาุอนให ัถงึ ความเปนพระพุทธเจา 5. มีบารมี 6 ประการ คือ ทาน ศีล วินัย ขันติ ฌาน ปญญา อันใหถึงความสําเร็จเปนพระ โพธิสัตวและเปนปฏิปทาของพระโพธิสัตว 6. ถือพระไตรปฎกเถรวาท คือ พระ ธรรมวินัยยุติตามปฐมสังคายนา ไมมีพระวินัยใหมเพิ่มเติม 6. ถือพระธรรมวินัยเกา และมีพระสูตรใหม เพิ่มเติม เชนสุขวดียูหสูตร ลังกาวตาร ลัท ธรรมปุณฑริกสูตร ปรัชญาปารมิตาสูตร เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 19 นิกายหินยาน นิกายมหายาน 8. รักษาวินัยเดิมเอาไว 8. ปรับปรุงพระธรรมวินัยใหเขากับภาวะ แวดลอม 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อนิพพานแลว ไมเกิดใหมอีก 9. ถือวาพระอรหันตเมื่อปรินิพพานแลวยอม กลับมาเกิดใหมสําเร็จเปนพระพุทธเจาอีก 10. ยอมรับแตธรรมกายและนิรมาน กายบางนอกนั้นไมยอม 10. ถือวาพระพุทธเจามี 3 กาย คือธรรมกาย ไดแก กายธรรม สมโภคกายหร ัอกายจืาลองํ หรอกายอวตารของพระพืทธเจุาเปนก สสป ั สัมพุทธะบางเปนพระศากยมุนีบาง เปน พระกกสุนธะบัาง เปนตนนนแลั้วล วนเป น สัมโภคกายของพระพุทธองคเดิม (อาทิ พุทธะ) ทั้งนั้น และนิรนามกาย คือกายที่ ตองอยูสภาพธรรมดา คือ ตองแกเจ็บและ ปรินิพพาน ซึ่งเปนกายที่พระพุทธเจาสราง ขึ้นเพื่อใหคนเห็นความจริงของชีวิตแต สาหรํบพระพัทธเจุาองคทแที่นนั้ ไมตองอยู ในสภาพเชนนี้แบบเดียวกันกับปรมาตมัน ของพราหมณ บุคคลสําคัญในสมัยพุทธกาล พระสารีบุตร เปนอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจาไดรับการยกยองจาก พระพุทธเจาวาเปนเลิสกวาพระสงคทั้งปวงในดานสติปญญา นอกจากนี้พระสารีบุตรยังมี คุณธรรมในดานความกตัญูและการบําเพ็ญประโยชนไดแกพุทธศาสนาอีกดวยทานไดรับ การยกยองวาเปนธรรมเสนาบดีคูกับพระพุทธเจาที่เปนธรรมราชา เนื่องจากทานเปนผูมี ปฏิญาณในการแสดงพระธรรมเทศนาคือชี้แจงใหผูฟงเขาใจไดชัดเจนสําหรับในดานความ กตญันูนทั้ านได ฟงธรรมจากพระอสสชิ เปินทานแรกและเกดธรรมจิกษัคุอดวงตาเหืนธรรม็ หมายความวาส งใดเก ิ่ดเป ินธรรมดายอมด บเป ันธรรมดาจากนนเมั้อกื่อนทที่านจะนอนทาน จะกราบทิศที่พระอัสสชิอยูและหันศรีษะนอนไปยังทิศนั้น พระมหาโมคคัลลานะ เปนอัครสาวกเบื้องซายของพระพุทธเจาเปนผูมีเอตทัคคะ ในดานผูมีฤทธิ์ทานเปนผูฤทธานุภาพมากสามารถกระทําอิทธิฤทธิ์ไปเยี่ยมสวรรคและนรก ไดจากนนนั้าขําวสารมาบอกญาตมิตรของผิทู ไปเก ี่ ดในสวรรค ิ และนรกให ได ทราบประชาชน ทั้งหลายจึงมาเลื่อมใสพระพุทธศาสนาทําใหประชาชนเลื่อมคลายความเคารพเดียรถีย
20 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (นักบวชลัทธิหนึ่งในสมัยพุทธกาล)พวกเดียรถียจึงโกรธแคนทานมากจึงลงความเห็นวาให กําจัดพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นจึงจางโจรไปฆาพระเถระ พวกโจรจึงลอมจับพระเถระ ทานรูตัวหนีไปได 2 ครั้งในครั้งที่ 3 ทานพิจารณาเห็นวาเปนกรรมเกาจึงยอมใหโจรจับอยาง งายดายโจรท บกระดุกทูานจนแหลกเหลวไม มชีนดิ้ีกอนทที่านจะยอมนพานเพราะกรรมเกิา ทานไดไปทูลลาพระพุทธเจากอนแลวจึงนิพาน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเปนผูไดรับการยกยองเปนนายกฝายอุบาสกทานเปนเศรษฐี อยเมูองสาวืตถั เปีนผมูศรีทธาแรงกลั าเปนผสรูางพระเชตวุนมหาวัหารถวายแกิพระพทธเจุา พระพทธเจุาทรงประท บอยัทูวี่ดนัถี้งึ 19 พรรษา นอกจากทานจะอ ปถุมภับารํงพระภุกษิสงฆุ แลวยังไดสงเคราะหคนยากไรอนาถาอยางมากมายเปนประจําจึงไดชื่อวา อนาถบิณฑิก ซึ่ง แปลวา ผูมีกอนขาวเพื่อคนอนาถา พระเจาพมพิสาริ เปนอบาสกทุสี่าคํญอักผีหนูงึ่พระองคเปนพระเจาแผนดนครองิ แควนมคธครองราชยสมบัติอยูที่กรุงราชคฤหทานถวายพระราชอุทยานเวฬุวันแก พระพุทธเจานับวาเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา พระอานนทเปนสหชาตและพิทธอุปุ ฏฐากของพระพทธเจุาได รบการยกยัองว าเปน เอตทัคคะวาเปนผูมีพหูสูตเนื่องจากทรงจําพระสูตรที่พระพุทธเจาตรัสไวและเปนผูสาธยาย พระสูตรจนทําใหการปฐมสังคายนาสําเร็จเรียบรอย นอกจากนั้นทานยังทําหนาที่เปนพุทธ อปุ ฏฐากของพระพทธเจุาไดอยางดรวมี 25 พรรษาดวยความขยนขันแขังท็ เปี่นภารก จประจ ิาํ และไดรับการยกยองจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนเอตทัคคะ(เลิศ) 5 ประการ คือ 1. มีสติรอบคอบ 2. มีความทรงจําแมนยํา 3. มีความเพียรดี 4. เปนพหูสูต 5. เปนยอดของพระภิกษุผอู ุปฏฐากพระพุทธเจา นางวิสาขา ผูเปนฝายอุบาสิกา เปนเลิศในการถวายทานและนางเปนผูมีความงาม ครบ 5 อยาง ซึ่งเรียกวา เบญจกัลยาณีไดแก เปนผูมีผมงามคือมีผมยาวถึงสะเอวแลว ปลายผมงอนขึ้น เปนผูมีเนื้องามคือริมฝปากแดงดุจผลตําลึงสุกและเรียบชิดสนิทดีเปนผู มกระดีกงามคูอฟื นขาวประด จสุงขัและเรยบเสมอกี นเป ันผมูผีวงามคิอผืวงามละเอิยดถีาดาํ กด็าดํงดอกบัวเขัยวถีาขาวกขาวด็งดอกกรรณัการิ เปนผมูวียงามแมัจะคลอดบตรถุงึ 10 ครงั้ ก็คงสภาพรางกายสาวสวยดุจคลอดครั้งเดียว ปกตินางวิสาขาไปวัด วันละ 2 ครั้ง คือเชา เยนและม็ ของไปถวายเสมอเวลาเช ี าจะเป นอาหารเวลาเย นจะเป ็นน าปานะนางเป้ํนผสรูางวดั บุพผารามถวายพระบรมศาสดาและเปนผูคิดถวายผาอาบน้ําฝนแกพระเณรเพราะพระเณร ไมมีผาอาบน้ําเปลือยกายอาบน้ําฝนดูไมเหมาะสม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21 เรื่องที่ 3 ประวัติศาสดา และคําสอนของศาสนาอิสลาม ศาสดาของศาสนาอิสลามคือนบีมูฮัมหมัด ศาสนาอิสลามเกิดขึ้นในดินแดนทะเล ทรายอาหรับเม ืองเมกกะประเทศซาอุดีอาระเบีย ในยุคนั้นชาวอาหรับแตกออกเปนหลาย กลุมขาดความสามัคคียากแกการ ปกครอง มการีรบพงุฆาฟนกนัตลอดเวลา ไมมศาสนาี เปน แกนสาร คนสวน ใหญนบถัอืเทพเจาและรปูเคารพตางๆ ประชาชนไมมศีลธรรมี สตรจะีถกู ขมเหงรังแกมากที่สุด นบีมูฮัมหมัดเกิดขึ้นทามกลางสภาพสังคมที่เสื่อมทราบเชนนี้ จึงคิด หาวิธีที่จะชวยปรับปรุงแกไขสถานการณนี้ใหดีขึ้น นบีมูฮัมหมัดเปนผูที่ฝกใฝในศาสนา หาความสงบและบําเพ็ญสมาธิที่ถ้ําฮีรอ บนภูเขานูรในคืนหนึ่งของเดือนรอมฎอน กาเบรียล ทูตของพระเจาไดนําโองการของอัลลอฮมาประทาน นบีมูฮัมหมัดไดนําคําสอนเหลานี้มา เผยแพรจนเกิดเปนศาสนาอิสลามขึ้น ในระยะแรกของการเผยแผศาสนาไดรับการตอตาน เปนอยางมาก ถึงกับถูกทํารายจนตองหลบหนีไปอยูเมืองมะดีนะฮ จนเปนที่ยอมรับและมี คนนบถัอืมากมาย กกล็บัมายดึเมองืเมกกะทาการํเผยแผศาสนาอสลามิอยางเตม็ท ี่การเผย แผศาสนาของอิสลามออกไปยังประเทศตางๆ ในยุคหลังเปนไปโดยไรสงครามเขายึดเมือง เพื่อเผยแผศาสนา โดยมีคัมภีรในศาสนาอิสลามคือคัมภีรอัลกุรอาน แนวประพฤติปฏิบัติและหลักคําสอนของศาสนาอิสลาม แนวประพฤตปฏิบิตัและิหลกคัาสอนํของศาสนาอสลามิ ประกอบดวยรายละเอยดีที่ สําคัญๆดังตอไปนี้คือ 1. ศรัทธาตออัลเลาะห ใหศรัทธาโดยปราศจากขอสงสัยใดๆ วาพระอัลเลาะหทรง มีอยูจริง ทรงดํารงอยูดวยพระองค ทรงมีมาแตดั้งเดิม โดยไมมีสิ่งใดมากอนพระองค ทรง ดํารงอยูตลอดกาล ไมมีสิ่งใดอยูหลังจากพระองคทรงสรางทุกอยางในทองฟา เพียบ พรอมดวยคุณลักษณะอันประเสริฐ 2. ศรัทธาตอมลาอิกะฮุ ซึ่งเปนบาวอัลเลาะหประเภทหนึ่งที่ไมอาจมองเห็นตัวตน หรือทราบรูปรางที่แทจริง บรรดามลาอิกะฮุนี้ปราศจากควมผิดพลาด บริสุทธิ์จากความมัว หมองทั้งปวง มีคุณสมบัติไมเหมือนมนุษยคือไมกิน ไมนอน ไมมีเพศ สามารถจําแลงรางได 3. ศรทธาั ในพระคมภัรีของพระเจา คอืศรทธาัวาอลัเลาะหทรง ประทานคมภัรีใหกบั บรรดาศาสนทูตเพื่อนําไปประกาศใหประชาชนไดทราบหลักคําสอนซึ่งมีอยู 2 ประเภทคือ 1 ) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับพระเจา 2 ) สอนถึงความสัมพันธระหวางมนุษยกับมนุษยดวยกัน โดยบรรดาคัมภีรที่ ประทานมานั้นมีวิธีประทานตางๆ กันดังนี้คือ (1 ) ถายทอดโองการตางๆ เขาจิตใจของศาสนา (2 ) การไดยินเสียงในลักษณะอยูในภวังคหรือการฝน (3 ) โดยมลาอิกะฮฺ มีนามวา ญิบรีล ถูกสงมาพรอมกับโองการของพระเจา
22 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม นามาํ ใหศาสดาดวยคาพํดูอนัชดัเจน สาหรํบัคมภัรีอลกัรอานุไดถกูบนทักึตง้ัแตศาสดานบมีฮูมั หมดัยังมีชีวิตอยูและไดทองจําโดยสาวกของทาน คัมภีรนี้ไมเคยปรับปรุงแกไขแตอยางไร มิ ใชวรรณกรรมที่มนุษยประพันธขึ้นมา แตถูกประทานมาจากอัลเลาะหเจา 4 . ศรทธาั ในบรรดาศาสนทตู ใหศรทธัาวา อลัเลาะหทรงคดัเลอกืบคคลุเปนผสูงสาร นําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนแกปวงชน อัลกุรอานสอนวา ศาสนทูตที่ปรากฏชื่อใน คัมภีรอัลกุรอานมี 2 5 ทาน มุสลิมทุกคนตองศรัทธาในบรรดาศาสนทูตดังกลาวทั้งหมดจะ ละเวนทานหนง่ึทาน ใดมไดิและถอวืาทกทุานทกล่ีาวมานเป้ีนมสลุมิและเปนบาวของอลัเลาะห เหมือนๆ กัน 5 . ศรทธาัตอวนปร ั โลก มหลีกการัวา มวีนหนังึ่ทเปี่นวนัพจารณาิผลกรรมของมนษยุ ทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลไดพินาศแตกดับหมดแลว จากนั้นอัลเลาะหจะ ไดใหทุกคนคืนชีพมาชําระงานที่เขาประกอบไวในโลกดังขอความวา ผูประกอบความดีจะ ไดรับตอบสนองดวยสิ่งดี ผูประกอบกรรมชั่วก็จะไดรับผลตอบสนองคือการลงโทษดังขอ ความวา ผใดูประกอบกรรมดแมีเพยงีนอยนดิ เขากจะ็ ไดเหน็มนั และผใดูประกอบกรรมชวั่ แมเพียงนอยนิด เขาก็จะไดเห็นมนั 6 . การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะ คือระเบียบอันรัดกุมที่อัลเลาะหทรงกําหนดไว แกโลก การศรัทธาตอกฎกําหนดสภาวะคือการยอมรับในอํานาจของอัลเลาะหที่ทรงครอบ ครองความเปนไปของทุกสิ่งแตละสิ่งเปนไปตามพระประสงคที่พระองคทรงกําหนดไวทุก ประการเชนการถือกําเนิด ชาติพันธุ เปนตน การนมัสการนี้จะทําคนเดียวก็ได แตถาจะรวมกันทําเปนหมูยิ่งไดกุศลเพิ่มขึ้น มี ขอหามในการนมัสการเมื่อเวลามึนเมา 7. การถอืศลอดี การ ถอืศลอดี เปนหลกัมลฐาน ูของ อสลามิขอหนงึ่ทมี่สลุมิทกคนุ ตองปฏิบัติ มีกําหนดขึ้นใน ทุกๆ ป ปละ 1 เดือน คือ ตก เดือนรอมฎอน อันเปนเดือน ที่ 6 แหงปอิสลาม นับแบบ จันทรคติ การถอศืลอดี คอื การ งดเวนจากการบรโภค ิและอน่ืๆ ตามทก่ีาหนดํ ไวแนนอน มหลีกัเกณฑในการปฏบิตัิคอื 1 . เปนมุสลิม 2 . มีอายุบรรลุศาสนาภาวะ ( ประมาณ 1 5 ป) 3 . มีสติสัมปชัญญะ 4 . มีพลังความสามารถที่จะปฏิบัติได
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 23 กิจกรรมที่กระทําในพิธีศีลอด คือ 1 . ตั้งจิตปรารถนา ( นียะฮ) ไวแตกลางคืนวาตนจะถือศีลอด 2 . งดเวนการกิน ดื่ม และอื่นๆ ตามขอกําหนด จุดประสงคของการถือศีลอด 1 . เพื่อทําใหจิตใจบริสุทธิ์ 2 . ใหรูจักควบคุมจิตใจและตัดกิเลส 3 . ใหรูจักรสของการมขีันติ 4 . ใหรูจักสภาพของคนยากจน อนาถา จะทําใหเกิดความเมตตาแกคนทั่วไป จุดเริ่มตนของการเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนตามศาสนาบัญญัติ เรื่องที่ 4 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาคริสต ศาสนาครสติ เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนยมิคอืเชอื่วามพระีเจาสงสูดุเพยงีองคเดยวี เปนผูสรางโลกและสรรพสิ่ง พระเจาองคนั้นคือ พระยะโฮวาห ศาสนาคริสตเชื่อวามนุษยมี บาปมาแตกาํเนดิ พระเจาจงึสงพระเยซมาูไถบาป เชอื่วาวญญาณิ เปนอมตะเมอื่ถงึวนัตดสันิ โลก มนษยุจะ ไปอยในูสวรรค หรอืในนรกชวั่นรินดรั เชอื่วามเทวดาีอยมากมายูทงั้ฝายดและี ฝายชั่ว ซาตานเปนหัวหนาฝายชั่วในที่สุดก็จะถูกพระเจาทําลาย ศาสนาคริสต เปนศาสนาที่มีผูนับถือมากที่สุดในโลก คําวา C h r i s t มาจากภาษา โรมัน วา C h r i s t u s และคํานี้มาจากภาษากรีก อีกตอหนึ่งคือคําวา C h r i s t o s ซึ่งแปลมาจาก คําวา M e s s i a h ในภาษาฮิบรู คําวา m e s s i a h แปลวา พระผูปลดเปลื้องทุกขภัย ศาสนาคริสตเกิดในปาเลสไตนเมื่อ พ. ศ. 5 4 3 โดยคํานวณจากปเกิดของพระเยซู ซึ่งเปนศาสดาของศาสนานี้ ศาสนาคริสตเปนศาสนาที่พัฒนามาจากศาสนายูดายหรือยิว เพราะศาสนาครสตินบถัอืพระเจาองคเดยวีกนักบัศาสนายดายูคอพืระยะโฮวาห พระเยซเปูน ชาวยิว มิไดปรารถนาที่จะตั้งศาสนาใหมแตทรงตองการปฏิรูปศาสนายิวใหบริสุทธิ์ขึ้น ทรง กลาววา “อยาคิดวาเรามาทําลายพระบัญญัติ และคําของศาสดาพยากรณเสีย เรามิไดมา ทําลายแตมาเพื่อทําใหสําเร็จ” กอนหนาทพระี่เยซประสูตู ิประเทศปาเลสไตนไดตก เปนเมองขืนึ้ของจกรวรรดั ใกล ิ เคียงติดตอกันเปนระยะเวลากวา 1 0 0 ป เริ่มตั้งแตศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล ตกเปน เมืองขึ้นของอัสซีเรีย บาบิโลเนียจักรวรรดิเปอรเซีย จักรวรรดิกรีกในสมัยพระเจาอเล็กซาน เดอรมหาราช และในที่สุดตกเปนของอาณานิคมจักรวรรดิโรมัน ตลอดเวลาที่ตกเปนเมือง ขึ้นนี้ ผูพยากรณหลายทานไดพยากรณถึงพระเมสสิอา ( M e s s i a h ) พระผูชวยใหรอด ซึ่ง เปนพระบุตรของพระเจาที่จะเสด็จมาปลดแอกชาวยิวใหไดรับเสรีภาพและจะทรงไถบาป ให ชาวยิวพนจากความหายนะและไดรับความรอดชั่วนิรันดร ในสมัยนั้นชาวยิวเชื่อใน
24 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คําพยากรณนี้มาก และพระเยซูประสูติในชวงเวลานั้นพอดี พระเยซูเกิดที่หมูบานเบธเลเฮม แขวงยูดาย กรุงเยรูซาเล็ม มารดาชื่อมาเรีย บิดาชื่อโยเซฟ ตามประวัติมาเรียนั้นตั้งครรภมา กอนขณะทยี่งัเปนคหมูนั้กบัโยเซฟ เทวฑตูจงึมาเขาฝนบอกโยเซฟวาบตรุในครรภมาเรยีเปน บตรุของพระเจาใหตงั้ชอวื่าเยซ ูตอมาจะเปนผไถูบาป ใหกบัชาวยวิ โยเซฟจงึปฏบิตัตามิและ รบัมาเรยมาีอยดูวยโดย ไมสมสเยูยงี่กรยาิ พระเยซไดูรบัการเลยงดี้อยูางด ีเปนศษยิของ โยฮนั ศกษาึพระคมภัรีเกาจนแตกฉาน ทานมนีสิยัใฝสงบชอบวเวกิ เมอ่ือาย 3 0 ุป ไดรบัศลลี างบาป ทแม่ีนาํ้จอรแดน ตง้ัแตนน้ัมาถอืวาทานสาํเรจ็ภมูธรรมิสงสูดุในศาสนา พระองคมสาวกี 1 2 คน เปนหลักในศาสนาทําหนาที่สืบศาสนามีนักบุญเปโตร ( S a i n t P e t e r ) เปนหัวหนาผูสืบตํา แหนงนักบุญเปโตรตอๆ มาจนถึงปจจุบันเรียกวา สมเด็จพระสันตะปาปาพระเยซเผยูแผ ศาสนาทั่วดินแดนปาเลสไตนเปนเวลา 3 ป มีพวกปุโรหิต ธรรมาจารยและพวกซีซารเกลียด ชังขณะที่พระองครับประทานอาหารมื้อค่ํากับสาวก 1 2 คนเปนมื้อสุดทาย ทหารโรมันจับ ตวัทาน ในขอหา เปนกบฎและถูกตัดสินใหลงโทษประหารชีวิตโดยตรึงกับไมกางเขนไว จน สิ้นพระชนม วิธีการเผยแผคําสอนของพระเยซู พระเยซูใชวิธีการ 3 วิธีในการเผยแผคํา สอนคือ 1 . การรกษาับคคลุทเจ่ี บป็วย ใหหายคน ตายใหฟนเปนการ ปลกูศรทธาัของปวงชนใหเกดิ มีขึ้นตออํานาจของพระเจา 2 . การแสดงความฉลาดในการแกปญหา เชนเมอื่มการี ใหตดสันคดิหีญงิผดประ ิเวณ ีพระ เยซูตรัสวาลงโทษได แตผูลงโทษจะตองเปนผู บริสุทธิ์ เปนตน 3 . การประกาศหลักการแหงความรัก ความเมตตา กรณาุ และกลาววา จงรกัศตรัทูาน จงอธษฐานิเพอื่ผทูขี่มเหงทาน ทาํดงนัแลี้ว ทานจะเปนบุตรของพระบิดาของทานในสวรรค หลักธรรมของศาสนาคริสต ศาสนาคริสตจารึกหลักธรรมไวในคัมภีรไบเบิ้ล หลักธรรมของพระเยซูบางขอตรง ขามกับศาสนายิว บางขอใหการปฏิรูปและประยุกตเสียใหม เชน 1 . พระเจาทรงเปนบดาิทดี่ ีพรอมทจะี่ประทานอภยัใหแกบตรุทกลี่บัใจ แตขณะเดยวี กันก็ทรงเปนผูทรงไวซึ่งความเด็ดเดี่ยว ลงโทษผูที่ไมเชื่อฟง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 25 2 . พระเยซูทรงเปนผูประกาศขาวดีโดยแจงใหทราบวาอาณาจักรของพระเจามาถึง แลว ผูที่ศรัทธาจะไดรับมหากรุณาธิคุณจากพระเจา 3 . หลักการสํานึกผิด ใหพิจารณาตนเองวาใหทําผิดอะไร และตั้งใจที่จะเลิกทํา ความชั่วนั้นเสีย 4 . หลักความเสมอภาคคือความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษยทั้งมวล โดยไมเลือกชั้นวรรณะผูที่ทาความดํแลี วตองไดรับรางวัลจากพระเจาโดยเสมอภาคกัน 5 . ใหละความเคียดแคนพยาบาท การจองเวรซึ่งกันและกัน ใครรักก็รักตอบ ใคร อาฆาตมุงรายก็ตองใหอภัย คําสอนของพระเยซูที่สําคัญๆ อีกคือ 1. พระเยซเปูนบตรุของพระเจา ทรงสง ใหมาเกดิในโลกมนษยุ เพอื่ ไถบาป ใหมนษยุ มิไดเสด็จมาปราบศัตรูดวยอาวุธ แตทรงมาสรางสันติ 2. ผทูเชี่อื่พระเยซ ูจะไดรบัความรอดและชวีตินรินดรั จะไมถกูพพากษาิวนัสนิ้ โลก สวนผูที่ไมศรัทธาจะถูกพิพากษาในวันสิ้นโลก 3. ทรงสงสอน่ั ใหชาวยวิกลบัใจใหม มใหินบถัอืเฉพาะในดาน ประกอบพธิกรรมีหรอื ทองคาํสวดดวย ปากไมจรงิใจ ทรงตเติยนีพวกพระยวิวา เปนพวก ปากวาตาขยบิไมรจูกัพระเจา ที่แทจริง 4. บญญัตัของิพระเยซทูสี่งสูดุคอื “การรกัพระเจาสดุใจและรกัเพอนบื่านเหมอนืตวั เราเอง” ผูที่พระเจาโปรดปรานคือผูที่อยูในความดีความชอบธรรมทั้งกาย วาจา ใจ ผูที่ผิด ดานจิตใจถือวามีบาปเทากับการกระทํา 5. สอนไมใหกังวลความสุขทางโลกอันไดจากวัตถุใหแสวงหาความสุขดานจิตใจ ผูที่หวงสมบัติจะไมไดขึ้นสวรรคไมไดพบกับพระเจา 6. ในดานการปฏิบัติตอเพื่อนมนุษยทรงสอนวา การไมทําชั่วตอบแทนกรรมชั่ว หรือทําดีตอบแทนความดีเทาน้นัยังไมเพียงพอ ใหทําดีตอบแทนความช่วั และใหรักศัตรู ดงัทได่ี เปร ยบีเทยบีวา อยาตอสคนูชว่ั ถาผใดูตบแกมขวาของทานกจง็หนัแกมซาย ใหเขาดวย 7 . ความดีสูงสุดคือการทําตัวตามแบบพระเยซู คุณธรรมสูงสุดคือความรัก ความ เมตตา กรุณา ความออนโยน ความถอมตน ความอดทนตอความทุกขทั้งปวง พิธีกรรมสําคัญของศาสนาคริสต เรียกวาพิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ คือ 1 . ศีลลางบาปหรือศีลจุม ( B a p t i s m ) กระทําเมื่อเปนทารกหรือเมื่อเขาเปน คริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทําตามแบบของพระเยซูเมื่อกอนทรงออกเทศนา ใหนิกาย คาทอลิกปจจุบันไมจุมตัวในน้ําแตใชน้ําศักดิ์สิทธิ์เทบนศีรษะเพื่อเปนสัญลักษณของ การลางบาป ศลีนสี้าคํญัทสี่ดุ ผใดูไมไดรบัศลลี างบาป จะไมไดชอวื่าเปนบตรของพระเจุาและ จะไมไดชีวิตนิรันดร 2 . ศลีกาลํงั ( C o n fi r m a t i o n ) กระทาํอกีครงหน้ัง่ึเมอ่ืพนวยัเดก็และเปนผใหญูแลวเพอ่ื เปนคริสตศาสนิกชนที่สมบูรณ
26 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 3 . ศีลมหาสนิท ( H o l y C o m m u n i o n ) สําหรับคริสตศาสนิกชนอาจทําทุกวัน ทุกสัปดาห ทุกเดือนหรืออยางนอย ปละ 1 ครง้ั โดยรบประทาน ั ขนมปงและเหลาองนุ เปน สญลักษณั ตามแบบท่พระีเยซูกระทาํแกอครัสาวกในพระกระยาหารมื้อสุดทายกอนถูกตรึง กางเขน ขนมปงคือ พระกาย เหลาองุนคือพระโลหิตของพระเยซู ฝายคาทอลิกเชื่อวา การกระทําพิธีนี้ผูไดรับประกาศจะมีชีวิตนิรันดร 4 . ศีลแกบาป ( P e n a n c e ) สําหรับคาทอลิกที่กระทําบาปประสงคจะไดรับการอภัย บาปตองไปสารภาพบาปนน้ัตอนกบวชัดวยความสานํกผึดิอยางแทจรงิ ถอวืานกบวชั ไดรบั อานาจํ ในการยกบาปโดยตรงจากสนตะปาปา ั ซึ่งเปนผูแทนของพระเยซูคริสต นักบวชจะ ยกบาปและตักเตือนสั่งสอนไมใหทําบาปอีก 5 . ศีลเจิมคนไข ( E x t r e m e U n e t i o n ) กระทําเมื่อคนไขเจ็บหนักใกลจะตาย เมื่อ ชําระบาปขั้นสุดทายจะชวยใหมีสติกําลัง สามารถตอสูกับความตายจนถึงที่สุด วิธีทํา บาทหลวงใชน้ํามันศักดิ์สิทธิ์เจิมทาที่หู จมูก ปาก มือ และเทาของคนไข พรอมกับสวด อวยพร ทุกคนในบานจะตองสวดพรอม 6 . ศีลสมรสหรือศีลกลาว ( M a t r i m o n y ) กระทําแกคูบาวสาวในพิธีสมรส ผูรับศีล สมรสโดยถูกตองแลวจะหยารางกันไมได และหามสมรสใหมขณะที่สามีภรรยายังมีชีวิตอยู การจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายโดยไมไดรับศีลสมรส ไมถือวาเปนสามีภริยาโดยถูกตอง ตามกฎหมายของศาสนา 7 . ศีลอนุกรม ( H o l y O r d e r หรือ O r d i n a t i o n ) เปนศีลบวชใหกับบุคคลที่เปน บาทหลวง ผูมีอํานาจโปรดศีลอนุกรมคือสังฆราช ซึ่งถือเปนผูแทนของพระเยซูคริสต เมื่อไดรับศีลอนุกรมแลวไมอนุญาตใหสมรส กฎขอนี้เกิดขึ้นภายหลังโดยศาสนาจักรเปนผู ออกกฎนี้ นิกายของศาสนาคริสต เดมิศาสนาครสติมนีกายิเดยวีคอืโรมนคาทอลักิ มศีนยูกลางอานาจํอยทูส่ีานํกวาัตกินั กรุงโรม ใชภาษาละตินเปนภาษาของศาสนา ประมุขของศาสนาคือสันตะปาปา เนนวาเปน ผูสืบทอดศาสนาคําสอนของพระเยซูมีพระคือบาทหลวง เปนนิกายที่เชื่อเรื่องบุญบาป รูป เคารพถือไมกางเขนที่พระเยซูถูกตรึงอยู ตอมาอาณาจักรไบเซนไทนมีศูนยกลางที่ กรุงคอนสแตนติโนเปล ประเทศตุรกี ปจจุบัน มีความเปนอิสระไมยอมอยูใตอํานาจของ สันตะปาปาจึงแยกนิกายมาชื่อวา กรีกออรธอดอกซ ไมมีศูนยกลางอํานาจที่ใดโดยเฉพาะ ใหความสําคัญของประมุขที่เรียกวา ปาตริอารค หรืออารคบิชอป ตอมามีบาทหลวงชาว เยอรมัน ชื่อ มารติน ลูเธอร ไมพอใจการปกครองของสํานักวาติกัน และโดนขับออกจาก ศาสนาจักรในป ค. ศ. 1 5 2 1 จึงแยกตนเองออกมาตั้งนิกายใหมคือ โปรเตสแตนต เนนคัมภีร ไมมีนักบวช รับศีลศักดิ์สิทธิ์เพียง 2 อยางคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 27 เรื่องที่ 5 ประวัติศาสนาพราหมณ - ฮินดูและคําสอน ศาสนาพราหมณหรอืฮนดิเกูดิในเอเชยีใตคอืประเทศอนิเดยี เมอ่ืประมาณ 1 , 4 0 0 ป กอนคริสตศักราชเกิดจากพวกอารยันที่อพยพเขามาในประเทศอินเดียถือกันวาเปนศาสนา ที่เกาแกที่สุดในโลก พระเวทเปนคัมภีรศาสนาพราหมณไดรับการยกยองวาเปนคัมภีรที่ เกาแกทสี่ดุในโลก และเปนวรรรคดทีเกี่าแกทสี่ดุในโลกชอื่ของศาสนาเปลยนี่ ไปตามกาลเวลา ในตอนแรกเรมิ่เรยกตีวัเองวา “ พราหมณ” ตอมาศาสนาเสอมลงระื่ยะหนงึ่และไดมา ฟนฟูปรับปรุงใหเปนศาสนาฮินดู โดยเพิ่มบางสิ่งบางอยางเขาไป มีการปรับปรุงเนื้อหา หลกธรรมัคาํสอนใหดขีนึ้ คาํวา “ ฮนดิ ” ูเปนคาํทใชี่เรยกีชาวอารยนัทอพยพ่ีเขาไปตงั้ถนฐานิ่ ในลุมแมน้ําสินธุ และเปนคําที่ใชเรียกลูกผสมของชาวอารยันกับชาวพื้นเมืองในชมพูทวีป และชนพื้นเมืองนี้ไดพัฒนาศาสนาพราหมณโดยการเพิ่มเติมอะไรใหมๆ ลงไป แลวเรียก ศาสนาของพวกนี้วา “ ศาสนาฮินดู” เพราะฉะนั้นศาสนาพราหมณจึงมีอีกชื่อในศาสนาใหม วา “ ฮินดู” จนถึงปจจุบัน ในอดีตศาสนาพราหมณหรือฮินดูจะมีการจัดคัมภีรออกเปน 3 พวกตามการ ยกยองนับถือเทวะทั้ง 3 โดยแยกเปน 3 นิกายใหญๆ นิกายใดนับถือเทวะองคใดก็ยกยอง วาเทวะองคนั้นสูงสุด ตอมานักปราชญชาวฮินดูไดกาหนดํ ใหเทวะทง้ั 3 องคเปน ใหญสงสูดุ เสมอกัน เทวะทั้ง 3 องคนี้รับการนํามารวมกันเรียกวา “ตรีมูรติ” ใชคําวาสวดวา “ โอม” ซึ่ง ยอมาจาก “ อะ อุ มะ” แตละพยางคแทนเทวะ 3 องค คือ “ อะ” แทนพระวิษณุหรือพระนารายณ “ อุ” แทนพระศิวะหรืออิศวร “ มะ” แทนพระพรหม ในประเทศอินเดียไดมีการแบงชนชั้นออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย คือ พอคาคหบดี และศูทรกรรมกรคนใชแรงงาน วรรณะพราหมณถือวาเปนวรรณะ สูงสุด เปนพวกทําหนาที่ทางศาสนา “พราหมณ” เปนคําศัพทที่เนื่องมาจากคําวา “ พรหม” คนในวรรณะนถี้อวืาตนสบืเชอสายื้มาจากพรหม สามารถติดตอเกี่ยวของกับโองการตางๆ พระนารายณพระศิวะ พระพรหม
28 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม จากพรหมซึ่งเปนพระผูเปนเจามาแจงแกชาวโลกมนุษยได สามารถติดตอบวงสรวง ออนวอนเทพเจาใหมาประสาทพรหรือบันดาลความเปนไปตางๆ ในโลกมนุษยได พวกพราหมณจึงเปนที่เคารพยําเกรงของคนทุกวรรณะ แมแตกษ ัตริยผูเปนใหญใน การปกครอง เมื่อพวกพราหมณมีอํานาจมาก มีคนยําเกรงมาก โอกาสที่จะแสวงหาลาภ สกการะัจงึมมากี พวกพราหมณแตละพวกจะแขงขนัในการทาพํธิโดย ีถอืวาการจดัทาพํธิตีางๆ ใหถกตูองตามพธิทีก่ีาหนดํ ไวในพระเวทเปนสง่ิสาคํญัชนวรรณะพราหมณไดรวบรวมสรรพวชาิ ทงั้หลายทตนี่คนพบหรอืเขาใจเรองื่ ประมวลความรเรูยกวีา “ ไสยศาสตร” ซงึ่ขนตึ้นดวยวชาิ ที่สําคัญที่สุดคือ “ พระเวท” อันหมายถึงวิชาการที่เกี่ยวกับพรหม เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายที่มนุษยตองเคารพบูชา สมัยนั้นยังไมมีหนังสือ จึงตองใชวิธีทองจําและสอนตอๆ กนัมา พระเวทประกอบดวย “ มนตร” ีคอืคาถาสาหรํบัทองจาํกบั “ พราหมณะ” ซงึ่เปนคมภัรี คูมือที่พวกพราหมณแตละกลุมไดเพิ่มเติมในพิธีกรรมของตนใหละเอียดพิศดารขึ้นจน พราหมณเองไมสามารถทองจําได จึงตองมีคูมือ “ พราหมณะ” คือคําอธิบายลัทธิพิธีกรรม ตางๆ ของพระเวท แตเดิมมี 3 อยาง เรียกวา “ ไตรเพท” ไดแก 1 . ฤคเวท เปนคมภัรีเกาแกทสี่ดุ ถอืกนัวาออกจากโอษฐของพระพรหมซงึ่พวกษี ไดสดับแลวนํามาอนุศาสนนรชนอีกตอหนึ่ง กลาวดวยเทวดาตางๆ และการบนบานใหชวย ขจัดภัยทั้งมวล 2 . ยชรุเวท กลาวดวยพธิกรรมีตางๆ เปนตาราํการทาํพธิกรรมีของพราหมณโดย ตรง 3 . สามเวท กลาวดวยบทคาถาสังเวยสําหรับแหกลอมเทวดา บูชาน้ําโสมแกเทวะ ทงหลายั้ ( “ สาม” แปลวา สวด” ) ดงัมบทีแหกลอมพระนเรศร- พระนารายณ หลงัพธิตรียยั มปั วายเสรจส็นิ้แลวตอมาเพมิ่ “ อาถรรพเวท” ซงึ่เปนพระเวททเกี่ยวกี่บัอาถรรพตางๆ มมนตรี สําหรับใชในกิจการทั้งปวงรักษาโรคภัยไขเจ็บ หรือกําจัดผลรายอันจะมีมาแตพยาธิและ มรณภยัและรวมทงั้สาหรํบัใชทารํายแกหมอมูตริ โดยเสกสงิ่หนงึ่สงิ่ ใดเขาตวั หรอืฝงร ปูฝงรอย หรือทําเสนหยาแฝด นอกจากพระเวททั้ง 4 นี้แลว ยังมี “ พระเวทรอง” อีก 4 อยาง เรียก “ อุปเวท” เปน วิชาที่กลาวดวยวิทยาศาสตรต างๆ อันเปนวิทยาการโดยเฉพาะคือ 1 . อยุรเวท ไดแก ตําราแพทยศาสตร กลาวดวยการใชสมุนไพรและมนตตางๆ ในการรักษาโรคมีเทวดาประจําเปนเจาของคือษีทั้งแปดซึ่งไมปรากฏนามแนนอน 2 . คานธรรมเวท ไดแก ตําราขับรองและดนตรี กับนาฏศาสตรหรือการฟอนรํา มี เทวดาประจําคือพระนารทฤๅษี หรือที่เรียกวา พระนารอท หรือ พระปรคนธรรพ 3 . ธนุรเวท ไดแก วิชายิงธนูและการใชอาวุธสงคราม ซึ่งบัดนี้เรียก “ ยุทธศาสตร” มีเทวดาประจําคือ พระขันทกุมาร 4 . สถาปตยเวท ไดแก วิชากอสรางซึ่งเรียกวา “ สถาปตยกรรม” เทวดาประจําคือ พระวิษณุกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 29 วรรณะพราหมณ ในศาสนาฮินดู ในประเทศอินเดียไดแบงออกเปน 4 วรรณะ คือ พราหมณ กษัตริย แพศย ศูทร ใน ที่นี้จะกลาวถึงวรรณะพราหมณ หรือตระกูลนักบวชเทานั้น นี้ไมจําเปนตองบวชทุกคน แบงออกเปน 4 ช้นัคือ 1 . พรหมจารี คือพวกนักเรียน มีหนาที่เปนผูปฏิบัติและศึกษาพระเวทในสํานัก คณาจารยคน ใดคนหนึ่ง ( เทียบกับศาสนาพุทธ คือ สามเณร และนวกะ) 2 . คฤหบดีคอืผครองูเรอนื มภรรยาี มครอบครีวั เปนหวหนัาในบาน อานและสอน พระเวท ทําการบูชาเอง หรือชวยผูอื่นกระทํายัญกรรม ใหทาน และรับทักษิณา 3 . วานปรัสถ คือผูอยูปาละเคหสถานและครอบครัวเขาปาเพื่อทรมานตน มักนอย ในอาหารและเครื่องนุงหม กระทําทุกรกิริยา สมาธิมั่งคงในกิจวัตร ไดแก ฤๅษี แปลวา ผูแสวง หมายถึงแสวงหาโมกษะ คือการหลุดพนจากการเวียนวาย ตาย เกิด โยคี แปลวา ผูบําเพ็ญโยคะ คือทรมานกายโดยวิธีแหงอิริยาบถตางๆ เพื่อหวัง ผลสําเร็จเปนผูวิเศษ เชน ยืนขาเดียว เหนี่ยวกินลมนานนับสิบป นั่งสมาธิโดยไมลุกขึ้นเลย เปนเวลาสิบป ดาบส แปลวา ผูบําเพ็ญตน คือ ความเพงเล็งในดวงจิตเพื่อประโยชนใหอาตมัน เขารวมอยูในปรมัตถ ( หรือปรพรหม) ใหเกิดความบริสุทธิ์ใสสะอาด แมกระทบอารมณใดๆ กไม็ แปรปรวน มนุ ีแปลวา ผสงบูไดแกผสูาํเรจ็ฌานสมบตั ิคอืผกระทูาํตบะและโยคะจนถงึทส่ีดุแลว สิทธา แปลวา ผูสําเร็จฌานสมบัติ คือ ผูกระทําตบะและโยคะจนถึงที่สุดแลว นักพรต แปลวา ผูบวชและถือพรตตามลัทธิพราหมณ ชฎิล แปลวา ฤๅษีผูมุนมวยผมสูงเปนชฎา นิกายและลัทธิ มีสี่นิกายดวยกัน คือ นกายิ ไศวะ ถอืพระอศวริ เปน ใหญ และนบถัอืพระนารายณ พระพรหม กบัเทพอนๆ่ื ดวย นิกายไวษณพ ถือพระนารายณเปนใหญ และนับถือพระศิวะ พระพรหม กับเทพ อื่นๆ ดวย นิกายศากต ถือวาพระแมอาทิศักตี หรือพระแมปราศักตีเปนใหญ และนับถือ พระพรหม พระนารายณ กับ เทพอื่นๆ ดวย นิกายสมารต ถือเทพหาองคดวยกัน คือ พระพิฆเณศวร พระแมภวานี คือ พระศักตี พระพรหม พระนารายณ พระศิวะ ไมมีองคใดใหญกวาโดยเฉพาะ
30 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ลัทธิ ปรมาตมัน คือ พรหมัน แบงออกเปน 2 ระดับ อปรหมัน ความเจริญสูงสุด ( U l t i m a t e R e a l i t y ) และปรพรหมัน คือ ความจริงขั้นเทพเจาสูงสุด ( S u p r e m e B e i n g ) คําสอนในคัมภีรอุปนิษัท ทําใหศาสนาพราหมณเปนเอกนิยม ( M o n o i s m ) เชื่อวาสรรพสิ่ง มาจากหนึ่งและกลับไปสูความเปนหนึ่ง หลังจากคัมภีรอุปนิษัทไดพัฒนาจนถึงขีดสุด ทําให เกิดลัทธิปรัชญาอีก 6 สํานัก ดังตอไปนี้ 1 . นยายะ เจาลัทธิคือ โคตมะ 2 . ไวเศษิกะ เจาลัทธิคือ กนาทะ 3 . สางขยะ เจาลัทธิคือ กปละ 4 . โยคะ เจาลัทธิคือ ปตัญชลี 5 . มีมางสาหรือปูรวมีมางสา เจาลัทธิคือ ไชมินิ 6 . เวทานตะหรืออุตตรมีมางสา เจาลัทธิคือ พาทรายณะหรือวยาส ลัทธินยายะ นยายะ แปลวา การนําไป คือนําไปสูการพิจารณา สอบสวน อยางละเอียดถี่ถวน หรือวิธีการหาความจริงซ่งึอาศัยหลักตรรกวิทยา เพราะเหตุนี้ชื่อเรียกสําหรับลัทธินยายะจึง มหลายอยีาง เชน ตรรกวทยาิบาง วชาิวาดวยวาทะบาง โคตมะผเปูนเจาของลทธันิเก้ีดิประมาณ 5 5 0 ป กอน ค. ศ. หรอืกอนพระพทธุเจาปรนิพพานิ ประมาณ 7 ป วิธีที่จะไดความรู ความ เขาใจที่ถูกตองตามหลักของลัทธินยายะนั้นมีอยู 1 6 ประการ เชน 1 . ประมาณ หรือวิธีใหเกิดความรูชอบนั้นมี 4 อยาง คือ 1 . การรูประจักษ 2 . การอนุมานหรือคาดคะเน 3 . การเปรียบเทียบ 4 . บรรยายถอยคํา 2 . ประเมยะ เรื่องที่พึ่งรูชอบมี 1 2 อยาง คือ 1 . อาดมัน 2 . สรีระ 3 . อนินทรีย 4 . อรรถ 5 . พุทธิ 6 . มนะ 7 . พฤติกรรม 8 . โทษ 9 . การเกิดอีก( หลังตายไปแลว) 1 0 . ผลแหงความดีความชั่ว 1 1 . ความทุกข 1 2 . ความหลุดพน 3 . สังสะยะ ความสงสัย เปนตน ลัทธิไวเศษิกะ คําวา ไวเศษิกะ คือ วิเศษ หมายถึง ลักษณะที่ทําใหสิ่งหนึ่งตางไปจากอีกหนึ่งทาน กณาทะ ผูตั้งลัทธินี้ เกิดในศตวรรษที่ 3 กอนคริสตศักราช ลัทธินี้สอนเพื่อความหลุดพนไป การหลุดพนนั้น การรูอาตมันไดอยางแจมแจงเปนวิธีการสําคัญยิ่ง ลัทธินี้ใชวิธีตรรกวิทยา คือสิ่งที่มีอยูจริงชั่วนิรันดร มีอยู 9 อยาง คือ 1 . ดิน 2 . น้ํา 3 . ไฟ 4 . ลม 5 . อากาศ 6 . กาละ 7 . ทิศ 8 . อาตมนั 9 . ใจ ดวยการรวมตัวของสิ่งเหลานี้ สิ่งอื่นๆ ยอมเกิดขึ้นมากมาย ลัทธิสางขยะ ลทธัสางิขยะน ี้ถอวืา เปน ปรชญาัฮนดิทูเกี่าแกทสี่ดุ เพราะนบัเปนครงั้แรกทไดี่มการี พยายามทําใหปรัชญาของพระเวทกลมกลืนกับเหตุผล ษีกปละเปนผูแตงคัมภียแหงลัทธิ นี้ทานเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 กอน ค. ศ. รวมสมัยกับพระพุทธเจา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 31 คําวา สางขยะ แปลวา การนับหรือจํานวน กลาวถึงความจริงแท 2 5 ประการยอม ลงเปน 2 คือ บุรุษ ไดแก อาตมัน หรือวิญญาณสากล และประกฤติ( ปกติ) คือ สิ่งที่เปน เนื้อหาหรือตนกําเนิดของสิ่งทั้งหลาย ความมุงหมายของลัทธินี้ เพื่อสรางปญญาใหเกิดเพื่อทําลายเหตุแหงความทุกขทั้ง ปวงและปลดเปลองื้อาตมนัออกจากสงิ่ผกพูนั ความทกขุในความหมายของลทธันิแบี้งออก เปน 3 ประการ ดังนี้ 1 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายใน เชน ความผิดปกติของรางกายและจิตใจ 2 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุภายนอก เชน มนุษย สัตว หรือสิ่งไมมีชีวิตอื่นๆ 3 . ความทุกขที่เกิดขึ้นจากเหตุนอกอํานาจ หรือเหนือธรรมชาติ เชน บรรยากาศ ดาวพระเคราะหการแกทุกขเหลานี้ ตองใชปญญาที่สามารถปลดเปลื้องอาตมันออกจากสิ่ง ผูกพัน โดยหลักการแลว ลัทธินี้เปนอเทวนิยม ไมเชื่อเรื่องพระเจาสรางโลก เปนทวินิยม คือ เชื่อวา ของจริงมีอยู 2 อยาง คือ 1 . อาตมัน 2 . เนื้อหาของสิ่งที่เขามาผสมกับอาตมัน ลัทธิโยคะ ลัทธิโยคะ คําวา โยคะ เปนศาสตรเดิมที่มีมานานแลว ปตัญชลี เปนผูรวบรวมเรียบ เรียงขึ้น ทานจึงไดรับเกียรติวาเปนผูตั้งลัทธิโยคะ ประมาณ 3 หรือ 4 ศตวรรษกอน ค. ศ. โยคตะ แปลวา การประกอบหรอืการลงมอทืาํ ใหเกดผลิ ลทธันิอาศี้ยัปรชญาัของสางขยะเปน ฐานจดหมายุ คอืจะชวยมนษยุใหหลดพุนออกจากความทกขุ 3 ประการดงกลัาว ในลทธัสางิ ขยะ คือ ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายใน เชน โรคภัยไขเจ็บหรือ ความประพฤติผิดตองพยายามใหบรรลุความไมยึดถือโลก โดยไมจําเปนตองแยกตัวออก จากโลก ในการทําใหหลุดพนจากความทุกข ซึ่งเกิดจากเหตุภายนอก เชน สัตวราย หรือโจร ผูราย เปนตนพึงสํารวมจิตใจใหบริสุทธิ์ สะอาด ในการทําใหหลุดพนจากเหตุนอกอํานาจ หรือเห็นธรรมชาติ เชน ธาตุ หรืออํานาจ อันเรนลับละเอียดออน พึงบําเพ็ญสมาธิ ซึ่งเปนจุดประสงคอันแทจริงของลัทธินี้ โยคีหรือผูบําเพ็ญโยคะยอมพยายามที่จะเปนผูหลุดพนจากวงกลมแหงชีวิตและ ความตายอยางเดดขาด็ โดยพจารณาิเหน็ธรรมชาตวิา เปนพลงัอนัเดยวี แตทางานํสองแง คอื จากภายนอก พลังงานนี้พยายามที่จะแยกสิ่งทั้งหลายออกจากกัน ที่เรียกวา ความตาย จาก ภายในพลังงานนี้พยายามที่จะรวมสิ่งทั้งหลายเขาดวยกันที่เรียกวาชีวิต การบําเพ็ญโยคะก็ เพื่อรวมพลังงาน 2 อยางนี้เขาดวยกัน โยคะวางกฎสําหรับปฏิบัติและวางพิธีเพื่อควบคุม หรือสํารวมระวังจิตของแตละบุคคลที่เรียกวา ชีวะ จนเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจิตใจสากลที่ เรียกวา ปุรุษะ เมื่อชีวะบรรลุถึงสภาพดั้งเดิมของตนคือ ปุรุษะ ก็ชื่อวา เปนอิสระ หรือหลุด พนจากสถานการณทั้งปวงแหงพายุและความสงบ ความสุข ความทุกข และชื่อวา พนจาก ความทุกขทั้งปวง
32 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คําวา “ โอม” เปนคําศักดิ์สิทธิ์ในลัทธิโยคะ ใชสําหรับรวมความหมายที่เนื่องดวย พระเปนเจา แลวกลาวซ้ําๆ กันเพื่อใหเกิดความรูถึงสิ่งสูงสุด และเพื่อปองกันอุปสรรคใน การบําเพ็ญโยคะ อุบายวิธีในการบําเพ็ญโยคะ มี 8 ประการ ดังนี้ ยมะ สํารวจความประพฤติ นิยมะ การบําเพ็ญขอวัตรทางศาสนา อาสนะ ทานั่งที่ถูกตอง ปราณายามะ การบังคับลมหายใจไปในทางที่ตองการ ปรัตยาหาระ การสํารวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ธารณา การทําใจใหมั่นคง ธยานะ การเพง สมาธิ การทําใจแนวแน ตั้งมั่นอยางลึกซึ้ง ลัทธิมีมางสา คําวา มีมางสา แปลวา พิจารณา สอบสวน หมายถึง พิจารณาสอบสวนพระเวทได แก สอบสวนมันตระกับพราหณะ ไชมินิ ผูแตงคัมภีรมีมางสูตร เกิดขึ้นสมัยระหวาง 6 0 0 - 20 0 0 ป กอนคริสตศักราช ความมุงหมายของลัทธิมีมางสา คือ สอบสวนถึงธรรมชาติแหงการกระทําที่ถูก ตองซึ่งเรียกสั้นๆ วา “ ธรรม” ขอเสนออันเปนฐานของลัทธิมีอยูวา หนาที่หรือการกระทํา เปนสาระอันสําคัญยิ่งของความเปนมนุษยถาไมมีการทําปญญาก็ไมมีผล ถาไมมีการกระทํา ความสุขก็เปนสิ่งที่เปนไปไมได ถาไมมีการกระทําจุดหมายปลายทางของมนุษยก็ไมมีทาง จะทําใหสมบูรณไดเพราะฉะนั้นการกระทําที่ถูกตอง ซึ่งเรียกวาสั้นๆ วา “ ธรรม” จึงเปน สิ่งจําเปนในเบื้องตนของชีวิต การกระทําทุกอยางมีผล 2 ทาง คือ ผลภายนอกกับผลภายใน ผลภายนอกเปนผล หยาบเปนสิ่งที่แสดงตัวออกมา ผลภายในเปนผลละเอียด เปนสิ่งที่เรียกวา “ ศักยะ” คือยัง ไมแสดงตวั แตอาจ ใหผล ไดเหมอนืนากาิทไขลาน ี่ ไว ยอมมกีาลํงังานสะสมพรอมทจะี่แสดง ผลออกมา ผลภายนอกเปนของชวคราวั่ ผลภายในเปนของชวนั่รินดรั เพราะฉะนนั้การกระทาํ ทั้งหลาย จึงเทากับเปนการปลูกพืชในอนาคต ในขอเสนอขั้นมูลฐานนี้ ลัทธิมางสาสอบสวนถึงการกระทําหรือกรรมทั้งปวงอัน ปรากฏพระเวทแลวแบงออกเปน 2 สวน คือ มันตระ กับพราหมณะ มี 5 หัวขอ ดังนี้ วิธี ระเบียบ วิธี มันตระ หรือบทสวด นามเธยะ ชื่อ นิเสธะ ขอหาม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 33 อรรถวาทะ คําอธิบายความหมาย หรือเนื้อความ ลัทธิเวทานตะ ลทธัเวิทาตะ สอบสวนถงึสวนสดทุายของพระเวท จงึมรากฐานีตงั้อยบนูปรชญาัของ อุปนิษัท ซึ่งเปนที่สุดแหงพระเวท และมีหลักการสวนใหญวาด วยเรื่องญาณ หรือปญญาอัน สอบสวนถึงความจริงขั้นสุดทายเกี่ยวกับ ปุรุษะ หรือ พระพรหม ผูเรียบเรียงคัมภีรเวทานะ คือ พาทรายณะ กลาวกันวาทานเปนอาจารยของทานไช มินิ ผูตั้งลัทธิมีมางสาพาทรายณะอยูในสมัยระหวาง 6 0 0 - 2 0 0 ป กอนคริสตศกราชั ในการปฏิบัติเพื่อใหบรรลุจุดหมายปลายทางของลัทธินี้ มีหลักการอยู 4 ขอ ดังนี้ วิเวกะ ความสงัดหรือความไมเกี่ยวในฝายหนึ่ง ระหวางสิ่งอันเปนนิรันดรกับมิใช นิรนดรัระหวางสิ่งแทกับสิ่งไมแท ปราศจากราคะ คือ ไมมีความกําหนดยินดี หรือความติดใจ ความตองการ เชน ความปรารถนาที่จะอภิรมย ในผลแหงการกระทํา ทั้งในปจจุบันและอนาคต สลัมปต ความประพฤติชอบ ซึ่งแจกออกอีกหลายอยาง เชน สมะ ความสงบ ทมะ การฝกตน อปรุต ิมใจกว ีางขวาง ไมตดิ ลทธันิกายิ ตติกษาิ ความอดทน ศรทธาั ความเชอ่ื สมาธานะ ความตั้งมั่นสมดุลแหงจิตใจ มุมุกษุตวะ ความปรารถนาที่ชอบ เพื่อจะรูความจริงขั้นสุดทาย และเพื่อความ หลุดพน คําสอนที่สําคัญของศาสนาพราหมณ - ฮินดู หลักธรรมสําคัญของศาสนาพราหมณ- ฮินดู หลักธรรม 1 0 ประการ 1 . ธฤติ ไดแก ความมั่นคง ความเพียร ความพอใจในสิ่งที่ตนมี 2 . กษมา ไดแก ความอดทน อดกลั้น และมีเมตตากรุณา 3 . ทมะ ไดแก การขมจิตมิใหหวั่นไหวไปตามอารมณ มีสติอยูเสมอ 4 . อัสเตยะ ไดแก การไมลักขโมย ไมกระทําโจรกรรม 5 . เศาจะ ไดแก การทําตนใหสะอาดทั้งกายและใจ 6 . อินทรียนิครหะ ไดแก การขมการระงับอินทรีย 1 0 คือ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง มือ เทา ทวารหนัก ทวารเบา และลําคอ ใหเปนไปในทางที่ถูกตองอยูในขอบเขต 7 . ธี ไดแก การมีสติ ปญญา รูจักการดาํเนินชีวิตในสังคม 8 . วิทยา ไดแก ความรูทางปรัชญา 9 . สัตยา ไดแก ความจริง คือ ความซื่อสัตยสุจริตตอกัน 1 0 . อโกธะ ความไมโกรธ
34 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม หลักอาศรม 4 1 . พรหมจารี ศึกษาเลาเรียนและพฤติพรหมจรรย จนถึงอายุ 2 5 ป ศึกษาจบ จึง กลับบาน 2 . คฤหสถั ครองเรอนื จบจากการศกษาึ กลบับาน ชวยบดามารดาิทางานํ แตงงาน เพื่อรักษาวงศตระกูล ประกอบอาชีพโดยยึดหลักธรรมเปนเครื่องดําเนินชีวิต 3 . วานปรัสถ สังคมกาล มอบทรัพยสมบัติใหบุตรธิดา ออกอยูปา แสวงหาความ สงบ บําเพ็ญประโยชนตอสังคม การออกอยูปาอาจจะทําเปนครั้งคราวก็ได 4 . สนัยาส ีปรพาิชก เปนระยะสดทุายแหงชวีติ สละความสขุทางโลก ออกบวชเปน ปรพาชกิเพอ่ืหลดพุนจากสังสารวัฎ การเผยแผของศาสนาพราหมณ ในประเทศ ศาสนาฮินดูที่มีอิทธิพลตอวัฒนธรรมไทยนั้นคือชวงที่เปนศาสนาพราหมณ โดย เขามาที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้นไมปรากฏระยะเวลาที่แนนอน นักประวัติศาสตรสวนมาก สนนัษฐานิวาศาสนาพราหมณนนี้าจะเขามายอนสมยสั โขทุยัโบราณสถานและรปสลูกัเทพเจา เปนจํานวนมาก ไดแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เชนรูปลักษณะนารายณ 4 กร ถือ สงขั จกรั คทา ดอกบวั สวมหมวกกระบอก เขาใจวานาจะมอายี ประมาณุพทธศตวรรษุท 9 - 1 0 ่ี หรือ เกาไปกวานั้น( ปจจุบันอยูพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร) นอกจากนไดี้พบรปสลูกัพระนารายณทาํดวยศลาิทอี่าํเภอไชยา จงหวัดสัราษฎร ุธาน ี โบราณสถานทสี่าคํญัทขี่ดุพบ เชน ปราสาทพนมรงุ จงหวัดับรุรีมยั ปราสาทหนิพมายิ จงหวัดั นครราชสีมา พระปรางคสามยอด จังหวัดลพบุรี เทวสถานเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบุรณี ตอมาในสมัยสุโขทัยศาสนาพราหมณไดเขามามีบทบาทมากขึ้นควบคูไปกับพุทธศาสนา ใน สมัยนี้มีการคนพบเทวรูปพระนารายณ พระอิศวร พระพรหม พระแมอุมา พระหริหระ สวน มากนิยมหลอสําริด
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 35 นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแลวในดานวรรณคดีไดแสดงใหเห็นถึงความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ เชน ตารํบัทาวศรจีฬาลุกษณัหรอืนางนพมาศ หรอืแมแต ประ เพณลอยี กระทง เพื่อขอขมาลาโทษพระแมคงคานาจะไดอิทธิพลจากศาสนาพราหมณเชนกัน ในสมัยอยุธยา เปนสมัยที่ศาสนาพราหมณเขามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี เชนเดียวกับสุโขทัยพระมหากษัตริยหลายพระองคทรงยอมรับพิธีกรรมที่มีศาสนาพราหมณ เขามา เชน พิธีแชงน้ํา พิธีทําน้ําอภิเษกกอนขึ้นครองราชยสมบัติ พิธีบรมราชภิเษก พระราช พิธีจองเปรียง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญพระราชพธิีตรยีมปวาย ั เปนตน โดย เฉพาะสมเดจ็พระนารายณมหาราชทรงนบถัอืทางไสยศาสตรมากถงขนาดึทรงสรางเทวรปูหมุ ดวยทองคาํทรงเครอง่ืทรงยาราชาวดสีาหรํบัตง้ัในการพระราชพธิหลายีองค ในพธิตรียีมปวาย ั พระองคไดเสด็จไปสงพระเปนเจานับถือเทวสถานทุกๆ ป ตอมาในสมัยรัตนโกสินทรตอน ตน พธิตีางๆ ในสมยัอยธยาุยงคงั ไดรบัการยอมรบันบถัอืจากพระมหากษตรัยิและ ปฏบิตัติอ กันมา คือ 1 . พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีนี้มีความสําคัญ เพราะเปนการเทิดพระเกียรติขององคพระประมุข พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกไดโปรดเกลาฯ ใหผูรูแบบแผนครั้งกรุงเกาทําการ คนควาเพื่อจะไดสรางแบบแผนที่สมบูรณตามแนวทางแตเดิมมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาและ เพิ่มพิธีสงฆเขาไปซึ่งมี 5 ขั้นตอน คือ 1. ขั้นเตรียมพิธ ีมีการทําพิธีเสกน้ํา การทําพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระ ราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจํารัชกาล 2. ขั้นพิธีเบื้องตน มีการเจริญพระพุทธมนต 3. ขั้นพิธีบรมราชาภิเษก มีการสรงพระมุรธาภิเษก จากนั้นรับการถวายสิริราช สมบัติและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ 4. ขน้ัพธิเบี องปลาย้ื เสดจ็ออกมหาสมาคมและสถาปนาสมเดจ็พระบรมราชนิแลีว เสดจ็พระราชดาํเนนิไปทําพิธีประกาศพระองคเปนศาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา พรอม ทั้งถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิ พระเจาอยูหัวองคกอนและเสด็จเฉลิมพระราช มณเฑียร เสด็จเลียบพระนคร 2 . การทําน้ําอภิเษก พระมหากษัติยที่จะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก จะตองสรง พระมุรธาภิเษกและทรงรับนํา้อภิเษกกอนไดรับการถวายสิริราชสมบัติตามตําราพราหมณ นาํ้อภเษกินี้ใชน้ําจากปญจมหานที คือ คงคายมุนา มหิ อจิรวดี และสรภู ซึ่งทําเปนน้ําที่ไหล มาจากเขาไกรลาส อนัเปนท่สถีติของพระศวะิ สมยกรังรุัตนโกสนทริ ตง้ัแตรชกาลัท 1 ่ีถงึ รชกาลัท 4 ่ี ใชน้ําจาก 4 สระในเขตจังหวัดสุพรรรณบุรี คือสระเกษ สระแกว สระคงคาและ สระยมุนา และไดเพิ่มน้ําจากแมน้ําสําคัญในประเทศอีก 5 สาย คือ 1) แมน้ําบางปะกง ตักที่บึงพระอาจารย แขวงนครนายก
36 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2) แมน้ําปาสัก ตักที่ตําบลทาราบ เขตสระบุรี 3) แมน้ําเจาพระยา ตักที่ตําบลบางแกว เขตอางทอง 4) แมน้ําราชบุรี ตักที่ตําบลดาวดึงส เขตสมุทรสงคราม 5) แมน้ําเพชรบุรี ตักที่ตําบลทาไชย เขตเมืองเพชรบุรี 3 . พระราชพิธีจองเปรียง(เทศกาลลอยกระทง) คอื การยกโคมตามประทปีบชาเทพูเจาตรมีรตู ิกระทาํ ในเดอนืสบสองิหรอืเดอนือาย โดยพราหมณเปนผูทําพิธีในพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ตองกินถั่วกินงา 1 5 วัน สวน พราหมณอื่นกินคนละ 3 วัน ทุกเชาตองถวายน้ํามหาสังขทุกวันจนถึงลดโคมลง ตอมา สมัยรัชการที่ 4 ไดทรงโปรดใหเพิ่มพิธีทางพุทธศาสนาเขามาดวยโดยโปรดใหมีสวดมนต เย็นแลวฉันเชา อาลักษณอานประกาศพระราชพิธี จากนั้นแผพระราชกุศลใหเทพยดา พระสงฆเจริญพุทธมนตตอไป จนไดฤกษแลวทรงหลั่งน้ําสังขและเจิมเสาโคมชัยจึงยก โคมขึ้น เสาโคมชัยนี้ที่ยอดมีฉัตรผาขาว 9 ชั้น โคมประเทียบ 7 ชั้น ตลอดเสาทาน้ําปูนขาว มหงสีตดิลกกระพรวนู นอกจากนม้ีเสาี โคมบรวาริ ประมาณ 1 0 0 ตน ยอดฉตรัมผีาขาว 3 ชน้ั 4 . พระราชพิธีตรียัมปวาย เปนพธิีสงทายป เกาตอนรบั ปใหมของพราหมณ เชอ่ืกนัวาเทพเจาเสดจ็มาเยยม่ี โลก ทกปุจงึตดัพธิีตอนรบัใหใหญโตเปนพิธีหลวงที่มีมานานแลวในสมัยรัตนโกสินทรไดจัดกัน อยางใหญโตมากกระทําพระราชพิธีนี้ที่เสาชิงชาหนาวัดสุทัศน ชาวบานเรียกพิธีนี้วา “ พิธีโลชิงชา” พิธีนี้กระทําในเดือนอายตอมาเปลี่ยนเปนเดือนยี่ 5 . พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ แตเดิมมาเปนพราหมณ ภายหลังไดเพิ่มพิธีสงฆจึงทําใหเกิดเปน 2 ตอน คือ พิธีพืชมงคงเปนพิธีสงฆเริ่มตั้งแตการนําพันธุพืชมารวมพิธี พระสงฆสวดมนตเย็นที่ทอง สนามหลวงจนกระทงั่รงุเชามการีเลยงพระี้ตอ สวนพธิจรดีพระนงคัลัแรกนาขวญั เปนพธิของี พราหมณกระทาํ ในตอนบาย ปจจบุนันพี้ธิกรรมีของพราหมณทเขี่ามามอีทธิพลิตอสงคมั ไทย เริ่มลดบทบาทลงไปมากเพราะพุทธศาสนาไดเขามามีอิทธิพลแทนทั้งในพระราชพิธีและ พิธีกรรมทั่วๆ ไปในสังคม อยางไรก็ตามพิธีพราหมณเทาที่เหลืออยูและยังมีผูปฎิบัติสืบกัน มาไดแก พิธีโกนผมไฟ พิธีโกนผมจุก พิธี ตั้งเสาเอก พิธีตั้งศาลพระภูมิ พิธีเหลานี้ยัง คงมีผูนิยมกระทํากันทั่วไปในสังคม สวน พระราชพิธีที่ปรากฏอยู ไดแก พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระ ราชพิธีบรมราชภิเษก และพิธีทําน้ําอภิเษก เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 37 สําหรับพิธีกรรมในศาสนาฮินดูซึ่งเปนพราหมณใหม ไมใครมีอิทธิพลมากนัก แตก็ มีผูนับถือและสนใจรวมในพิธีกรรมเปนครั้งคราว ทั้งนี้อาจเปนเพราะความเชื่อในพระเปน เจาตรมีรตูทิงั้ 3 องค ยงคงมัอีทธิพลิควบคไปูกบัการนบถัอื พทธศาสนาุประกอบกบัในโบสถ ของพวกฮนดิมูกัจะตงั้พระพทธรุปู รวมๆไปกบัรปปูนของพระผเปูนเจา ทงนั้สี้บืเนองื่มาจาก ความเชอื่ ในเรองื่อวตารของพระวษณิ ุทาํ ใหคน ไทยทนี่บถัอืพทธศาสนาุบางกลมุนยมิมาสวด ออนวอนขอพรและบนบาน หลายคนถงขนาดึเขารวมพธิของีฮนดิ ูจงึเขาลกษณะัทวี่านบถัอื ทั้งพุทธทั้งฮินดูปนกันไป ศาสนาพราหมณ - ฮินดูในโลก ปจจุบันศาสนาพราหมณ- ฮินดูนับถือกันมากในประเทศอินเดีย และมีอยูเปน สวนนอยในประเทศตางๆ เชน ลังกา บาหลี อินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต เรื่องที่ 6 ประวัติศาสดาและคําสอนของศาสนาซิกข 1 . ประวัติศาสดา ศาสนาซกขิ เปน ศาสนาประเภทเอกเทวนยมิ มทีานครุนาุนกัเทพ เปนศาสดาองคท 1 ่ี สืบตอมาถึงทานคุรุโควินทสิงห เปนศาสดาองคที่ 1 0 มีสุวรรณวิหารตั้งอยูที่เมืองอัมริสสา แควนปญจาป ประเทศอินเดีย เปนศูนยชาวซิกขท ั่วโลก ตามที่ปรากฏในประวัติศาสตร มี ประมุขแหงศาสนาซิกขอยู 10 ทานดวยกันคือ 1 . คุรุนานัก กอนสิ้นชีพไมสามารถพึ่งลูกชายสองคนเปนผูสืบตอทางลัทธิได ทาน จงึไดประกาศ แตงตง้ัศษยิทร่ีกัของทานคนหนง่ึซง่ึเปนคนขวน้ัเชอกืขายชอ่ืลาหนาิ ( L a h i n a ) เปนผสูบตือ แตเนองจากื่ศษยิผนูมี้การีเสยสละีตอทานครุนาุนกัตลอดมา ทานจงึเปลยนี่นาม ใหใหมวาอังคัต ( A n g a l ) แปลวา ผูเสียสละรางกาย 2 . คุรุอังคัต ( พ. ศ. 2 0 8 1 - 2 0 9 5 ) ทานผูนี้เปนนักภาษาศาสตร สามารถเผยแพร คําสอนของอาจารยไปไดยิ่งกวาคุรุคนใด ทานเปนคนแรกที่แนะนําสาวกใหนับถือคุรุนานัก วา เปนพระเจาองคหนึ่ง 3 . คุรุอมาร ทาส ( A m a r d a s พ. ศ. 2 0 9 5 - 2 1 1 7 ) ทานเปนผูที่ไดชื่อวา เปนคน สุภาพ ไดตั้งองคการลัทธิซิกขขึ้นมาเปนอันมาก ไดชื่อวาเปนผูสงเสริมลัทธิซิกขไวไดอยาง มั่นคง 4 . คุรุรามทาส ( R a m s a s พ. ศ. 1 1 1 7 - 2 1 2 4 ) ทานเปนผูสรางศูนยกลางของลัทธิ ซิกขไวแหงหนึ่งใหชื่อวา “ หริมณเฑียร” คือวิหารซิกขไวในทะเลสาบเล็กๆ แหงหนึ่ง อยูทาง ทิศตะวันออกเฉียงใตของแควนลาฮอร สถานที่ดังกลาวเรียกวา อมฤตสระ กลายเปนที่ บาํเพญ็บญุ ศนยูกลางลทธัซิกขิ เชนเดยวีกบัเมองืเมกกะศนยูกลางของลทธัอิสลามิ ทาน ได ตั้งแบบแผนไววา ผูสืบตอตําแหนงคุรุ จําเปนตองเปนเชื้อสายของตนเองดังนั้นทานได แตงตั้งบุตรชายของทาน เปนคุรุตอไป
38 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5 . คุรุอรชุน ( A r j a n พ. ศ. 2 1 2 4 - 2 1 4 9 ) เปนผูรวบรวมคัมภีรในลัทธิซิกขได มากกวาผูใด คัมภีรที่รวบรวมเก็บจากโอวาทของคุรุทั้งสี่ทานที่ผานมา และไดเพิ่มโอวาท ของทานเองไวในคมภัรีดวย เปนผออกูบญญัตัวิา ชนชาตซิกขิ ตองแตงตวัดวยเครอง่ืแตงกาย ของศาสนานิยม ไมนิยมแตงตัวดวยวัตถุมีราคาแพงตั้งกฏเกณฑเกบ็ภาษเพีอื่บารํงุศาสนา ไดชื่อวาเปนผูเผยแพรลัทธิไดอยางกวางขวาง เสริมสรางหริมณเฑียรขึ้นเปน สุวรรณวิหาร สิ้นชีพในการตอสูกับกษัตริยกรุงเดลี 6 . คุรุหริโควินทะ ( H a r i C o v i n d พ. ศ. 2 1 4 9 - 2 1 8 1 ) เปนคุรุคนแรกที่สอนให ชาวซิกขนิยมดาบใหถือดาบเปนเครองหมาย่ืของชาวซกขิผเครูงครดัในศาสนาเปนผสูงเสรมิ กาลํงัทหาร สงสอน่ั ใหชาวซกขิ เปนผกลู าหาญตานทานศัตรู ( ซึ่งเขามาครองดินแดนอินเดีย อยูในขณะนั้น) เปนทน่ีาสงัเกตวา นบัตง้ัแตสมยนั เป้ีนตน ไป เรอง่ืของศาสนาซกขิ เปนเรอง่ืของอาวธุ เรอง่ืความกลาหาญ เพื่อตอสูศัตรูผูมารุกรานแผนดิน 7 . คุรุหริไร ( H a r i R a i พ. ศ. 2 1 8 1 - 2 2 0 7 ) ทานผูนี้ไดทําการรบตานทานโอรังเซฟ กษัตริยมุสลิมในอินเดีย 8 . คุรุหริกิษัน ( H a r i R a i พ. ศ. 2 2 0 7 - 2 1 8 1 ) ไดดําเนินการเผยแพรลัทธิดวยการ ตอตานกษัตริยโอรังเซฟ เชนเดียวกับคุรุหริไร 9 . คุรุเทคพาหาทูร ( T e g h B a h a d u r พ. ศ. 2 2 1 8 - 2 2 2 9 ) เปนนักรบที่แกลวกลา สามารถดานทานการรกรานุของกษตรัยิอสลามิ ทเขี่ามาครอบครองอนิเดยี และขมขศาสนาู อนื่ ทาน ไดเผยแพรศาสนาซกขิออก ไปไดกวางขวาง สดุเขตตะวนตกัเฉยงีเหนอืของประเทศ อนิเดยี และแผมาทางใตจนถงึเกาะลงกาั ทาน ไดตานทานอสลามิทกทางุ พวกมสลุมิในสมยั นั้นไมกลาสูรบกับคุรุทานนี้ได 1 0 . คุรุโควินทสิงห ( C o v i n d S i n g h พ. ศ. 2 2 2 9 - 2 2 5 1 ) เปนบุตรของคุรุเทคพาหา ทรูเปนผรูเริมิ่ตงั้บทบญญัตัใหม ิ ในศาสนาซกขิ ดวยวธิปลีกุใจสานศุษยิ ให เปนนกรบั ตอตาน กษตรัยิมสุสมิผเขูามาขมขศาสนาี่อนื่ เพอจรรื่ โลงชาต ิทาน ไดตงั้ศนยูกลางการเผยแพรลทธั ิ ซิกขอยูที่เมืองดัคคา ( D a c c a ) และแควนอัสสัมในเบงกอลตะวันออก ทานไดประกาศแก สานศุษยิทงหลาย้ัวา ทกคนุควรเปนนกรบัตอสกูบัศตรั ูเพอจรร่ื โลงชาตศาสนาิของตน ซกขิ ทุกคนตองเปนคนกลาหาญ คําวา “ สิงห” อันเปนความหมายของความกลาหาญ เปนชื่อ ของบรรดาสานุศิษยแหงศาสนาซิกขมาตั้งแตครั้งนั้น และ “ สิงห” ทุกคนตองรวมเปน ครอบครัวบริสุทธิ์ 2 . พระคัมภีร เปนสิ่งสําคัญที่ตองเคารพสูงสุด จัดวางในที่สูงบนแทนบูชา จะตองมีผูปรนนิบัติ พระคัมภีรอยูเสมอ คือการศึกษาและปฏิบัติตามอยางเครงครัด ชาวซิกขทุกคนจะตองถอด รองเทาและโพกศีรษะ กอนเขาไปในโบสถจะตองเขาไปกราบพระคัมภีร ดวยความเคารพ เสียกอน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 39 คมภัรีของศาสนาซกขิเรยกวีา ครนถั - ซาหปิหรอืคนถะั ( ในภาษาบาล) ีหมายความวา คมภัรีหรอืหนงสัอื สวน ใหญเปนคาํรอยกรองสนๆ้ั รวม 1 , 4 3 0 หนา มคีาํ ไมนอยกวาลานคาํ มี 5 , 8 9 4 โศลก โศลกเหลานี้เขากับทํานองสังคตีไดถึง 3 0 แขนง จัดเปนเลมได 3 7 เลม ภาษาทใช่ี ในคมภัรีมอยี 6 ูภาษาหลกัคอื ปญจาบ ( ีภาษาประจาํแควนป ญจาป อนัเปน ถิ่นเกิดของศาสนา) มุลตานี เปอรเซียน ปรากริตฮินดีและมารถี ศาสนาซกขิ โบราณ ประมาณรอยละ 9 0 เชนเดยวีกบัศาสนกชนิ ในศาสนาอน่ื ทไม่ีเคย รอบรูคัมภีรของศาสนาของตน ดังนั้น คัมภีรจึงกลายเปนวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ผูไมเกี่ยวของ ไมสามารถแตะตองไดที่หริมณเฑียรหรือสุวรรณวิหาร ในเมืองอมฤตสรา แควนปญจาป มีสถานที่ประดิษฐานคมภั ีรถือเปนศูนยกลางศาสนาซิกข ในวหาริของศาสนาซกขิ ไมบงคับัใหรปูเคารพนอกจากคมภัรี ใหถอวืาคมภัรีนน้ัคอื ตัวแทนของพระเจา ทุกเวลาเชา ผูรักษาวิหาร จะนําผาปกดิ้นราคาแพงมาหุมหอคัมภีร เปนการ เปลยนี่ผาคลมุทาความํสะอาดวางคมภัรีลงบนแทนภาย ในมาน ซงึ่ปกดวยเกลด็เพชร กอนพิธีสวดในเวลาเชา ครั้งตกเย็นก็นําคัมภีรไปประดิษฐานไวบนตั่งทองในหองพิเศษ ไมยอมใหฝุนละอองจับตองได คมภัรีเดมิหรอืชวงแรกของศาสนานเรี้ยกวีา อาทคินถะั รวบรวมโดยครุทุานทหี่าคอื ครุอรชุนุ ( เทพ) ประมวลจากนานาโอวาทซงึ่ครุทุานแรกคอืครุนาุนกั และโอวาทของครุทุาน ตอๆ มา พรอมทงั้วาณ( ีคาํภาษติ) ของภคัตคือ ปราชญผูที่มีความ ภกดัอยีางยง่ิตอลทธันิอ้ีกี 1 1 ทาน และมีวาณีของภคัตผูมีอาชีพ ประจาํสกลุ มารวมไวในอาทคินถะั ดวย ในเวลาตอมาไดมีการ รวบรวมโอวาทของครุอุกีครงหนั้งึ่ โดยคุรุโควินทสิงหไดรวบรวม โอวาทของคุรุเทคพาหาทูรรวม เปนคัมภีรครันถ- ซาหิป อันสมบูรณ 3 . จริยธรรมของซิกข คําสอนตามคัมภีรครันถ- ซาหิป ซึ่งบรรดาทานคุรุทั้งหลายไดประกาศไวเกี่ยวกับ จริยธรรมอันเปนเครื่องยังสังคมและประเทศชาติใหมั่นคงอยูได และยังจิตใจของผูปฎิบัติให บรรลุถึงความผาสุกขั้นสุดทายไดมีนัยโดยสังเขปคือ เกี่ยวกับพระเจา “ รูปทั้งหลายปรากฏขึ้นตามคําสั่งของพระเจา ( อกาลปุรุษ) สิ่งมี ชีวิตทั้งหลายอุบัติมาตามคําสั่งของพระเจา บุตรธิดาจะไดรูถึงกาํเนิดบิดามารดาไดอยางไร โลกทั้งหมดรอยไวดวยเสนดายคือคําสั่งของพระเจา”
40 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม “ มนษยุทงหลาย้ัมพระบีดาิผเดูยวี เราทงหลาย้ั เปนบตรุของทาน เราจงึเปนพน่ีองกนั” “ พระเจาผูสรางโลก ( อกาลปุรุษ) สิงสถิตอยูในสิ่งทั้งหลายที่พระเจาสรางและสิ่ง ทั้งหลายก็อยูในพระเจา” “ อาหลา ( อัลลอห) ไดสรางแสงสวางเปนครั้งแรก สัตวทั้งหลายอุบัติมาเพราะศักดิ์ ของอาหลาสิ่งที่อาหลาสรางขึ้น เกิดมาแตแสงสวางนั้นเองจึงไมมีใครสูง ไมม ีใครต่ํา ใครจะ ไมถามถึงวรรณะ และกําเนิดของทาน ทานจงแสวงหาความจริง ซ่งึพระเจาแสดงแกทาน วรรณะ และกาํเนดของิทาน เปน ไปตามจารตีของทานเอง” “ อยาใหใครถือตัวเพราะวรรณะของตน ผูซึ่งรูจักพรหมนั่นแหละเปนพราหมณ อยาถือตัวเพราะวรรณะความถือตัวเชนนี้ เปนบอเกิดแหงความชั่ว ฯลฯ “ คนทั้งหลาย บางก็เปนอุทาสี สันยาสี โยคี พรหมจารี ยติ ฮินธุ ฯลฯ บางคนเปน อมาิ นซาฟจงึถอวืาคนทงหลายั้เปนวรรณะเดยวีกนัหมด กรตาุ ( ผสรูาง โลกตามสานวนํฮนดิ ) ู และกรีม ( อาหลาตามสํานวนมุสลิม) เปนผูเดียวกัน เปนผูเผื่อแผประทานภัยอยาเขาใจผิด เพราะความสงสยัและเชอื่ ไปวามพระีเจาองคทสองี่คนทงหลายั้จงปฏบิตัแติพระเจาองคเดยวี คนทั้งหลายยอมมีพระเจาเดียว ทานจงรูไวซึ่งรูปเดียว และวิญญาณเดียว” เกี่ยวกับการสรางโลก ซิกขสอนวา แตเริ่มแรกมีแตกาลบุรุษ ตอมามีหมอกและ กาซหมุนเวียนอยูไดลานโกฎิป จึงมีธรณี ดวงดาว น้ํา อากาศ ฯลฯ อุบตัิขึ้นมา มีชีวิตอุบัติ มาบนสิ่งเหลานี้นับดวยจํานวน 8 , 4 0 0 , 0 0 0 ชนิด มนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาส บาํเพญ็ธรรม เปนการฟอ กดวงวญญาณิ ใหสะอาดอนัเปนหนทางใหหลดพุนจากการเกดิการตาย ซกขิสอนวา โลกมมากีตอมาก ดวงสรุยะิ ดวงจนทรั มมากีตอมาก อากาศและอวกาศ กวางใหญไพศาลอันผูมีกิเลสยากที่จะหยั่งรูได เกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคม ซิกขสอนวา 1 . ใหตื่นแตเชาอยางนอยครึ่งชั่วโมงกอนรุงอรุณ 2 . ตื่นแลวใหบริกรรมทางธรรมเพื่อฟอกจิตใจใหสะอาด 3 . ใหประกอบสัมมาชีพ 4 . ใหแบงสวนของรายได 1 0 สวน มอบใหแกกองการกุสล 5 . ใหละเวนการเสพของมึนเมา ประพฤติผิดประเวณี เกยวกี่บประ ัเทศชาต ิศาสนาซกขิตงขั้นึ้ โดยครุนาุนกั ผมองูเหน็ภยัทประ ี่เทศชาติ กําลังไดรับอยูจากคนตางชาติและคนในชาติเดียวกัน จึงไดประกาศธรรมสั่งสอน เพื่อความ ดารงํอยของูชาต ิครุวาณุของีทาน เปนเครองื่กระตนุใหผรูบฟังมความีสามคคัมีความีรกัชาต ิ โดยไมเกลียดชาติอื่น ตอมา ในสมยัครุโควุนิสูงหิ ทาน ไดสงสอน่ั ใหชาวซกขิ เปนทหารหาญ เสยสละีเลอดืเนอื้ และชีวิตเพื่อชาติ คุรุหลายทานเชนคุรุอรชุนเทพ และคุรุเทคบาหาทูร ไดสละชีพเพื่อชาติ และศาสนาและบางทานสละชีพ เพื่อปองกันศาสนาซิกข กลาวคือ - ครุชุนุเทพ ถกกูษตรัยิอสลาิมคอื ชาหนัครีบงคับัไมใหทา นประกาศศาสนา ทาน ถกูจบัขงัทป่ีอมเมองืลาฮอร ถกูทรมานใหนั่งบนแผนเหล็กเผาไฟ และถูกโบยดวยทรายคั่ว