รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 41 รอนบนราง กษัตริยชาหันครีรบังคับใหทานเลิกประกาศ ศาสนาซิกขและหันมาประกาศ ศาสนาอสลามิแทน แตทาน ไมยอมทาตาํม จงึถกนูาํตวไป ั ใสหมอตม และถกนูาํตวไป ัถวง ใน แมนาระวํ้ ีจนเสยชีวีติพ.ศ. 2149 ครุเทุคบาหาทรุ ถกูกษตรัยิอสลามิ ประหาร เพราะเรอง่ืการประกาศศาสนาซกขิเชนกนั ในการกูเอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไดสละชีวิตเพื่อการนี้เปน จํานวนมาก เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขยกสตรีใหมีฐานะเทาบุรุษ สตรีมีสิทธิใน การศึกษา รวมสวดมนตหรือเปนผูนําในการสวดมนตเทากับบุรุษทุกประการคุรุนานักให โอวาทแกพวกพราหมณผูเครงในวรรณะสี่ไววา “ พวกทาน ประณามสตรีดวยเหตุใด สตรีเหลาน้เปีนผูใหกาํเนดิแกราชา ครุ ุศาสดา และแมแตตวัทานเอง” เกยวก่ีบัเสมอภาค และเสรภาพี ครุนาุนกัสอนวา “ โลกทงหมด้ัเกดิจากแสงสวาง อันเดียวกัน คือ ( พระเจา) จะวาใครดีใครชั่วกวากันไมได” คุรุโควินทสิงห สอนวา สุเหรา มณเฑียร วิหาร เปนสถานที่บําเพ็ญธรรมของคน ทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกตางกันบาง เพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งส่ทีิศ คือ ไมจํากัดชาติ ศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ไดรับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผูแจกหรือผูรับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเปนคนในวรรณะใดๆ ชาติใดก็ ไดคนทุกฐานะ ตองนั่งกินอาหารในที่เสมอหนากัน เรื่องของโรงอาหารเปนสิ่งสําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดตั้งกฎไววา ใครจะเขาพบทานตองรับอาหารจากโรงทานเสียกอน เพื่อเปนการแสดงใหเห็นประจักษวา รับหลักการเสมอภาคของทานคุรุครั้งหนึ่งอักบารมหาราชไปพบทานเห็นทานนั่งกินอาหาร ในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราชพอพระทัยถวายเงินปแดทานคุรุผูนี้ อีกประการหนึ่งจะเปนผูใดก็ตามจะตองปฏิบัติสังคีต ( พิธีชุมนุมศาสนิก) ดวยมือของตนเองคือตองเชด็รองเทา ตกนัาํ้ ทาํทกอยุางดวยตนเอง ไมม ใคร ี ไดรบัยกเวน เปนพเศษิ ผใดู ปฏบิตัตามิ ไดมาก ยง่ิเปนซกขิทด่ีมากี 4. ศาสนาซิกข เขาสูประเทศไทย ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพขายอิสระ บางก็แยกยายถ่นฐานิทํามาหากินไปอยู ตางประเทศบาง ก็เดินทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคา ชาวซิกขผูหนึ่งชื่อนายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อ สินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อครั้งหนึ่งมีมาพันธุดีรวมอยูหนึ่งตัว เมื่อ ขายสินคาหมดแลว ไดเดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยไดนํามาตัวดังกลาวมาดวย เขาไดมาอาศยอยั ในูพระบรมโพธสมภาริของพระมหากษตรัยิสยาม ไดรบัความอบอนใจ ุเปน
42 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม อยางยงิ่ดงนันั้เขามโอกาส ีเขาเฝาพระบาทสมเดจพระ็ จลจอมเกลุาเจาอยหูวั และไดถวายมาตวัโปรดของเขา แดพระองคดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเดจพระ็จลจอมเกลุาเจาอยหูวัเห น็ในความ จงรกภักดัของีเขา ไดพระราชทานชาง ใหเขาหนงึ่เชอกื ตลอดจนขาวของเครองใช ่ื ท่จีาเปํน ในระหวางเดนทางิ กลบัอนเดิยี เมอื่เด นทางิกลบัมาถงึอนเดิยีแลวเหนว็าของ ที่ไดรับพระราชทานมานั้น สูงคาอยางยิ่งควรที่จะเก็บ รักษาใหสมพระเกียรติยศแหงพระเจากรุงสยาม จึงได นําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร และยํามูพรอมทั้งเลาเรื่องที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยามไดรับความสุขความสบายจากพี่ นองประชาชนชาวสยามซึ่งมีพระเจาแผนดินปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอง สรรเสริญของประชาชน พระราชาแหงแควนแคชเมยรี ได ฟงเรองราว่ืแลวกม็ความีพอพระทยัอยางยง่ิทรงรบัชาง เชอกืดงกลัาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชาพาหนะตอไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทอง ใหนายกริปารามมาคานเปนรางวลัจากนน้ัเขากได็เดนทางิกลบับานเกดิณ แควนป ญจาป แต ครงน้ัเขา้ี ไดรวบรวมเงนทองิพรอมทง้ัชกชวนัเพอนพ่ือง ใหไปตงั้ถนฐานิ่อาศยอยั ใตูรมพระบรม โพธิสมภารพระเจากรุงสยามตลอดไป ตอมาไมนานผูคนที่เขาได ชักชวนไวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถูกกําหนด ขนึ้ โดยศาสนกชนิชาวซกขิ ไดเชาเรอนื ไมหนึ่งคูหาที่บริเวณบานหมอ หลังโรง ภาพยนตรเฉลิมกรุงปจจุบัน เมื่อป 2455 มาตกแตงใหเหมาะสม เพื่อใช ประกอบศาสนากิจ ตอมาเมอื่สงคมัซกขิเตบิโตขนึ้ จงึไดยายสถานทจากที่เดี่มิมาเชาบานหลงัใหญกวาเดมิณ บรเวณิยานพาหรุดัในปจจบุนัแลว ไดอญเชัญิพระมหาคมภัรีอาทครินถัมา ประดษฐานิ เปนองคประธาน มกาีรสวดมนตปฏบิตัศาสนิ กจิเปนประ จาํทกวุนัไมมวีนหยัดุนบตังแต้ั ป พ.ศ. 2456 เปนต นไป จนถงึปพ.ศ. 2475 ศาสนิ กชนชาวซกขิจงึไดรวบรวมเงนิเพอ่ืซอ้ืทด่ีนิผนืหนง่ึเปนกรรมสทธิ เป์ินจานวนํเงนิ 16,200 บาท และไดกอสรางอาคารเปนตกึสามชน้ัครง่ึดวยเงนิจานวนํ ประมาณ 25,000 บาท เปน ศาสนสถานถาวรใชชอว่ืาศาสนาสถานสมาคมศรคีรุสุงหิสภาสรางเสรจ็เมอ่ืปพ.ศ. 2476
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 43 ตอมาเกดิสงครามมหาเอเชยีบรพาูศาสนสถานแหงนถ้ีกูระเบดิจากฝายสมพันธมัตริ ถงึสองลกูเจาะเพดานดาดฟาลงมาถงึชนล้ัางถงึสองชน้ัแตลกูระเบดิดงกลัาวดานแตท าใหํตวั อาคารราว ไมสามารถ ใชงาน ไดหลงจากั ไดทาการํซอมแซมมาระยะหนง่ึอาคารดงกลัาว ใชงาน ไดดงเดัมิและไดใช ประกอบ ศาสนากจิมาจนถงึปจจบุนั ตอมาเมอ่ืศาสนกชนิชาวซกขิมจีานวนํมากขน้ึตามลาดํบัจงึตางกแยกย็ ายไป ประกอบ กจการิคาขายตามหวเมัองืตางๆอยางมสีทธิเสริภาพียง่ิและทกแหุงทศาสน่ีกชนิชาวซกขิ ไป อาศยอยักูจะ็รวมกนักอตง้ัศาสนสถาน เพอ่ืประกอบศาสนกจิของตน ปจจบุนัมศาสนสถานี ของชาวซิกขท่ีเปนสาขาของสมาคมอยู 17 แหง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศนยูรวมซกขิศาสนกชนิ ในประเทศไทย) กรงเทพฯุและตงอย้ั ในูจงหวัดัตางๆอกี 16 แหง คอืจงหวัดันครสวรรคลาปาง ํเชยงใหม ี เชยงรายีนครราชสมาีขอนแกนอดรธานุีนครพนม อบลราชธานุีชลบรุ (ีพทัยา) ภเกูต็ตรงัสงขลา (อาเภอํเมองฯื ) สงขลา (อาเภอํ หาดใหญ) ยะลา และจงหวัดัปตตาน ี ในปพ.ศ.2525 มีศาสนิกชนชาวซิกขอยูในประเทศไทยประมาณสองหม่ืนคน ทุกคนตางมุงประกอบสัมมาอาชีพอยูภายใตพระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไทย ดวยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหนา สมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) ไดอบรมส่งสอนั กลบุตรุกลธุดาิ ใหเปนมความรีความูสามารถ เปนผดูมีศีลธรรมี รจูกัรกษาัธรรมเนยมี ประเพณี อนัดงามีละเวนจากสง่ิเสพตดิทงปวง้ัดาเนํนการิอปการะุชวยเหลอืเออเฟ้ือเผอแผ่ืตอผประสบ ู ทกขุยากอยเสมอูมไดิขาด จดัสราง โรงเรยนีซกขิวทยาิทส่ีาโรง ํเหนอืจงหวัดัสมทรปราการุมหีองเรยนี 40 หอง มนีกเรัยนี 300 คน ทง้ัชายและหญงิสอนตามหลกสัตรูกระทรวงศกษาธึการิ จัดสรางสถานพยาบาล คลินิกนานักมิชชัน เพ่ือเปดการรักษาพยาบาล มีคนไข ท่ียากจนเขารับการรักษาพยาบาลโดยไมเสียเงิน โดยไมจํากัดชั้น วรรณะ และศาสนา แตประการใด เปดบรการิหองสมดุนานกับรการิหนงสัอืตางๆทง้ัในภาคภาษาไทย ภาษาองกฤษั และภาษาปญจาบี เปดสถานสงเคราะหคนชรา เพอ่ืสงเคราะหชวยเหลอืผสูงอายูทุยากจน่ีขดสนัและ ขาดแคลนผอูปการะุ จดตัง้ัมลนูธิิพระศาสดาครุ ุนานกัเทพ เมอ่ืปพ.ศ. 2512 นาํดอกผลมาสงเคราะห นกเรัยนีทเร่ียนีดแตีขดสนัทนทรุพยั ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตางๆ กับหนวยงานตางๆ เชน กรม การศาสนาสภากาชาดไทย มลนูธิเดิกพ็การิมลนูธิชิวยคนปญญาออนสภาสงคมัสงเคราะห แหง ประเทศไทย (ในพระบรมราชถูมภั ) เพอให ่ืเกดิความสมครสมานัสามคคั ในีหมศาสนูกชนิ ศาสนาตางๆเชญชวนิ ใหชาวซกขิออกบาเพํญตน็เพอ่ืใหประโยชน ตอสงคมัสวนรวม
44 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก ในจานวนํ ประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มผีนูบัถอศาสนาืตางๆ ดงัตอไปน ค้ีอื 1) ศาสนาครสติ ประมาณ 2,000 ลานคน 2) ศาสนาอสลามิ ประมาณ 1,500 ลานคน 3) ศาสนาพราหมณ-ฮนดิูประมาณ 900 ลานคน 4) ศาสนาพทธุประมาณ 360 ลานคน 5) ทเหล่ีอื เปนนบถัอืลทธัติางๆ เทพเจาหรอไม ืนบัถอศาสนาื อะไรเลย ศาสนาทีส่ําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหลงกําเนิดดังนี้เอเชีย ตะวันตกเฉียงใต เปนตนกําเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสตและอิสลาม ศาสนายูดาย เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใตเปนตนกําเนิดของศาสนาคริสตซึ่งเปน ศาสนาทมี่ผีนูบถัอืมากทสี่ดุในโลกขณะนโดย ี้ ไดเผยแผ ไปสยูโรปุซกโลก ีตะวนตกัอนๆื่และ ชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ศาสนาอสลามิเกดิกอนศาสนาครสติ ประมาณ 600 ป เปนศาสนาทสี่าคํญัของเอเชยี ตะวันตกเฉียงใตปจจุบันศาสนานี้ไดเผยแผไปทางภาคเหนือของอินเดีย ดินแดงทาง ตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทรมลายูและประเทศอินโดนีเชีย เอเชยีใตเปนแหลงกาเนํดิศาสนาฮนดิูศาสนาซกขิ ศาสนาพทธุศาสนาฮนิดมูความีเชอ่ื มาจากศาสนาพราหมณซงึ่เปนศาสนาเกาแก ของโลก เมอื่ประมาณ 5,000 ปและเปนแนวทาง การดาเนํนิชวีติของชาวอนเดิยีจนกระทงถั่งึปจจบุนันี้สวนพทธศาสนาุเกดิกอนศาสนาครสติ 500 ปและถึงแมจะเกิดในอินเดียแตชาวอินเดียนับถือพระพุทธศาสนานอย แตมีผูนับถือ กันมากในทิเบต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา เอเชยีตะวนออกั เปนแหลงกาเนํดิของลทธัขงจิอื้เตาและชนโต ิตอมาเมอื่พระพทธุ ศาสนาไดเผยแผเขาสูจีน ที่ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับ คําสอนของขงจื้อไดดีสวนในญี่ปุนผูนับถือพุทธศาสนาแบบชินโต 1. โลกคริสเตียน สืบเนื่องจากศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยกลางยุโรป ศาสนาจักรเขามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในดานศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณีและวัฒนธรรม พระสันตะปาปา ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงราชาทั้งหลาย มอีํานาจเต็มทีใน่การกําหนดบทบาทวิถชีีวิตของคนในสมัยนนั้ตอมา ในตอนปลายยคกลางุ สบตือจนกระทงั่ยคุแหงวทยาศาสตริสม ยใหม ั ศาสนจกรัถกูลดบทบาททางการเมองืและการ ปกครองแตศาสนาครสติยงมัอีทธิพลิครอบคลมุทว่ัทง้ัทวปยี โรปุอเมรกาิและแอฟรกาิแมแต ในปจจุบันศาสนาคริสตเปนท่ียอมรับของสังคมท่ัวๆ ไป ในฐานะท่ีเปนศาสนาหน่ึงท่ี ผนูบถัอืมากทส่ีดุเปนลาดํบัหนง่ึของโลก
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 45 สาเหตทุศาสนาคร่ีสติเผยแผ ไดทวโลก ่ัเพราะยคุลาอาณานคมิพวกจกรวรรดันิยมิชาว ยโรปุและอเมรกาิ (ครสติศตวรรษท 15-16 ) ่ีศาสนาครสติ ไดถกูนาไปํเผยแผในประเทศ ตางๆ ทน่ีกัลาอาณานคมิเหลานพร้ีอมกบัมชิชนันารีคอืนกัสอนศาสนาไปถงึสงผลให ครสตศาสนิกชนิ มปรีมาณิมากขน้ึทง้ัในยโรปุแอฟรกาิอเมรกาิเอเชยีและออสเตรเลยี ประเทศไทยมนีกัสอน ศาสนาชาวโปรตเกสุและสเปนเขามาเผยแผโดย เดนทางิมาพรอมกบัพวกทหารและพอคาของ ประเทศเหลานน้ัทาใหํมคนี ไทยนบถัอืศาสนาครสติกระจาย ไปทวประเทศ่ั 2. โลกอิสลาม การเผยแผศาสนาอสลามิเกดิจากพอคาอาหรบันาํสนคิาคอืนาํเครองเทศื่มาขายและ เผยแผศาสนาดวยชาวมุสลิมเปนผูที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตยสุจริต และมีฐานะดีเปนพอคา ประกอบกับหลักศาสนามีหลักการสําหรับผูครองเรือน จึงเผยแผไปไดอยางรวดเร็วในโลก ศาสนาอิสลามมีจํานวนผูที่นับถือมากลําดับที่ 2 ของโลก ชาวมุสลมิมีอยูประมาณ 1,500 ลานคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีกลุมชาติพันธุและภาษาที่แตกตางกันกระจาย ตัวอยางกวางขวางไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียใตซึ่งเปน ภูมิภาคที่ประชากรมุสลิมอยูหนาแนนที่สุดในโลกมีอยูราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิม ทั้งหมดรองลงมาคือประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตทั้งในอินโดนีเชีย มาเลเซีย บรูไนกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตของไทยและฟลิปปนสซึ่งประกอบขึ้นเปนโลกมลายยู มสลุมิสวนตะวนออกักลางซงึ่เปนถนกิ่าเนํดิของศาสนาอสลามิเองนนั้มประชากร ีมสลุมิมาก ที่สุดเปนลําดับ 3 มีอยูประมาณ 200 ลานคน ลําดับตอมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเติรกที่อยู ในตรุกีและดินแดนตางๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจํานวนประมาณ 90 ลานคนสวน มุสลิมเปอรเซียมีประชากรอยูประมาณ 70-80 ลานคน และที่เหลือเปนมุสลิมชนกลุมนอย ที่อาศัยอยูตามประเทศตางๆ มากกวา 120 ประเทศทั่วโลก มุสลิมประกอบดวยประชากร 3 กลุม ดังตอไปนี้คือ 1. กลุมประเทศมุสลิมอาหรับ คือประเทศมุสลิมซึ่งประชากรสวนใหญเปนชาว อาหรับ ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้คือ แอลจีเรยีบาหเรน อียิปตอิรัก จอรแดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตารซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตตและเยเมน 2. กลุมประเทศมุสลิมที่ไมใชอาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรสวนใหญนับถือ ศาสนาอิสลาม แตไมใชชาวอาหรับและไมไดใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้แบงเปน ภูมิภาคตางๆ ดังนี้ ภมูภาคิเอเชยีกลาง ไดแก อฟกาน ัสถานิอาเซอรไบจ นั บงคลาัเทศ บรไนูอนโดน ิ ี เชีย อิหรานคาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ภูมิภาคแอฟริกา ไดแกมอริตาเนีย บูรกินาฟาโซ แคเมรูน แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส โกตดิวัวรเอริเทรีย เอธิโอเปย แกมเบีย กินีกินีบิสเซา จิบูตีมาลีไนเจอร ไนจีเรีย เซเนกัล เซียรราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาราตะวันตก ภูมิภาคยุโรป ไดแกอัลบาเนีย บอสเนีย -เฮอรเซโกวีนา และปาเลสไตน
46 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 3. กลุมมุสลิมชนกลุมนอยในประเทศที่ไมใชมุสลิม คือ มุสลิมที่กระจัดกระจาย อยในประเทศ ูทประชากร ี่สวนใหญ ไม ใชมสลุมิซงึ่มอยีทูกุมมุโลก เชนออสเตรเลยี ฟลปปินส จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อารเจนตินา ไทย ฯลฯ กลุมมุสลิมเหลานี้เปนประชากรสวนนอยในประทศตางๆ ไมนอยกวา 120 ประเทศทวโลก ั่ 3. ศาสนาพราหมณ -ฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดในโลกนับมาประมาณ 5,000 ปในชมพูทวีปแมวาศาสนา พุทธจะเกิดในอินเดียเมื่อ 2,500 ปลวงมา แตศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งใน สมยัพระเจาอโศกมหาราชและเสอมลงื่อกีและศาสนาพราหมณ-ฮนดิรูงเรุองือกีในอนเดิยีจนถงึ ปจจุบัน และในบังกลาเทศมีผูนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู 10.5% สวนในอินโดนีเซีย ยังมีผูนับถือศาสนาฮินดูอยูบางราว 3% 4. โลกพุทธศาสนา ประเทศไทยในปจจุบันเปนประเทศที่เปนศูนยกลางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ เปนศาสนาทเกี่าแกรองลงมาจากศาสนาพราหมณ-ฮนดิ ูเมอื่ศกษาึ ประวตัการเผิแผพระพทธุ ศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ในโลกพบวาที่สําคัญ คือ พระเจาอโศกมหาราช ซึ่งเปนกษัตริย ที่มีแสนยานุภาพของอินเดีย ทรงนับถือศาสนาพุทธ และเปนกําลังที่สําคัญในการเผยแผ ศาสนาพทธุใหรงเรุองื ประมาณพทธศตวรรษุท 3 ่ีเผยแผพระพทธศาสนาุไปยงัประเทศตางๆ โดยสงสมณทตูไปเผยแผไดแก ประเทศลงกาั ไทย พมาทาใหํศาสนาพทธุประดษฐานิมนคงั่ จนถึงทุกวันนี้ คณะพระธรรมทูตดังกลาวมี 9 คณะประกอบดวยรายละเอียดดังนี้ สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร ประเทศอินเดียปจจุบันและแควนคันธาระ ในปจจุบัน คือ รัฐปญจาป ทั้งของประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน สายที่ 2 พระมหาเทวเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธศาสนาุในแควน มหิสมณฑล ปจจุบันไดแกรัฐไมเซอรและดินแดงแถบลุมแมน้ําโคธาวารีซึ่งอยูในตอนใต ประเทศอินเดีย สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ วนวาสี ประเทศ ในปจจุบัน ไดแกดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเขาใจกันวา เปนฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ไดเขาบวชในพระพุทธศาสนา) เปนหัวหนาคณะไปเผยแผ พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท ปจจุบันสันนิษฐานวาคือดินแดนแถบชายทะเลเหลือง เมืองบอมเบย สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนมหาราษฏรปจจุบัน ไดแกรัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 47 สายที่ 6 พระมหารกขัติเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธศาสนาุในเอเชยี กลาง ปจจุบันไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตรุกี สายท 7 ่ีพระมชณัมิเถระพรอมดวยคณะ คอืพระกสสป ั โคตรเถระ พระมลกูเทวเถระ พระทนุทภสระิเถระและพระเทวเถระไปเผยแผพระพทธศาสนาุณ ดนแดนิแถบภเขาหูมาลิยั สันนิษฐานวา คือประเทศเนปาล สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอตตรุเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธุ ศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งปจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมา ไทย ลาว เขมร เปนตน สายท 9 ่ีพระมหนทิเถระ (โอรสพระเจาอโศกมหาราช) พรอมดวยคณะ พระอรฏฐิเถระ พระอุทรยิเถระ พระสมพลัเถระ และพระหททัสารเถระ ไปเผยแผพระพทธศาสนาุลงกาัทวปี ในรชสมัยัของพระเจาเทวานมปัยตสสะิกษัตริยแหงลังกาทวีป ปจจุบันคือประเทศศรีลังกา ศาสนาพุทธมี 2 นิกาย คือ นิกายมหายานและนิกายหินยาน นิกายมหายานยึด คําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจา สวนนิกายหินยายเกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธ เนื่องจากศาสนาพราหมณเจริญขึ้นอยางรวดเรว็ดงนัน้ันกายิหนยานิมงเนุนการบาเพํญ็บารมี ของพระโพธสิตวัท เป่ีนคฤหสถักได็ โดย ทพระโพธ ่ีสิตวั ปรา รถนาพุทธภูมิจึงเปนการเปดโอกาส ใหคฤหัสถเขามามีบทบาทมากขึ้น และนิกายมหายานนี้สามารถปรับตัวเขากับทองถน่ิได งายกวานกายิหนยานิหรอืเถรวาทซง่ึเปนพทธุแบบดงด้ัมิ ศาสนาพทธุในอนเดิยีเรม่ิเสอม่ืตวัลง ชาๆ ตงแต้ัพทธศตวรรษุท 15 ่ี เปนตนมา โดยอนเดิยีตะวนออกัสงเสรมิศาสนาฮนดิูสวนใน อินเดียเหนือชาวเติรกท่ีนับถือศาสนาอิสลามบุกอินเดียเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซ่ึงเปน ศนยูกลางของศาสนาพทธุตงแต้ั พ.ศ. 1742 ศาสนาพทธุจงึโยกยาย ไปทางเหนอืเขาสเทูอกืเขา หิมาลัย และศรีลังกา พุทธศาสนาเขาสูจีนผานเอเชียกลาง ในพุทธศตวรรษท่ 13 ีจีนเปน ศนยูกลางทส่ีาคํญัของพทธศาสุนานกายมหายานิรงเรุองืมากในยคุราชวงศถงัและตอมาศาสนา พทธุเสอมลง่ืเพราะจกรพรรดัหวิซูงุหนไป ัสนบสนันุลทธัเติาแทน แตพทธศาสนาุนกายิมหายาน ยงคงัรงเรุองืตอมากลายเปนนกายเซนิ ในญป่ีนุและยงคงัรงเรุองืมาจนถงึปจจบุนัพทธุศาสนาใน เกาหลนีกายเซนิเผยแผมา ในสมยัพ.ศ. 915 และตอมาลทธัขงจิอ้ืเผยแผเขามาทาใหํศาสนา พทธุเสอมลง่ื ในพทธศตวรรษุท 6 ่ีอารยธรรมอนเดิยีมอีทธิพลิมาก เผยแผอารยธรรมเขาสเอเชูยี ตะวนออกัเฉยงี ใตคอือารยธรรมทางภาษาบาลสีนสกฤตัและศาสนาพทธุนกายิมหายาน พรอม กบัศาสนาพราหมณเขามา ในชวงพทธศตวรรษุท 10-18 ่ีสมยัอาณาจกรัศรวีชิยัมศีนยูกลางท่ี เกาะสมาตราุและอาณาจกรัขอมโบราณ ตอมาอาณาจกรัศรีวชิยัเสอมลง่ืและรบัอารยธรรม อสลามิ ในพทธศตวรรษุท 18 ่ีศาสนาพทธุในปจจบุนันกายิมหายานหรอือาจารยวาท หมายถงึ อาจารยรนุตอๆมาไมใชรนุทเห่ีน็พระพทธเจุายงมัอยีทูอ่ีนเดิยีตอนเหนอื เนปาลจนีญป่ีนุเกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย บางสวนของรัสเซีย บางครั้งเรียกวา อุตรนิกาย หรือ นิกายฝายเหนือ สวนทกษัณนิกายหริอนื กายฝ ิ ายใต นกายิหนยานิหรอืเถรวาท หมายถงึพระเถระทท่ีนั เหน็พระพทธเจุาซง่ึนบถัอืพทธุแบบดงเด้ัมิเครงครดันบถัอืมากในไทย พมาเขมรลาว ศรลีงกาั
48 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ศาสนาพุทธเริ่มเปนที่สนใจของชาวยุโรปอยางกวางขวางในพุทธศตวรรษที่ 25 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เปนตนมา ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนไป ศาสนาพุทธพิสูจน ไดดวยการปฏิบัติเอง อีกทั้งมีองคกรพุทธศาสนาระดับโลก โดยมีชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมรกาิเหนอืรวม 27 ประเทศ ตงชั้อื่องคการวา “องคกรพทธศาุสนกิสมพันธัแหง โลก” กอตั้งที่ประเทศศรีลังกา เมื่อปพ.ศ. 2493 พุทธศาสนาเขาสูประเทศอังกฤษครั้งแรกในป พ.ศ. 2448 โดย J.R. Jackson กอตง้ัพทธสมาคมุในองกฤษัและมภีกษิชาวอุ งกฤษัรปูแรกคอื Charls Henry Allen Bernett คณะสงฆไทยไดสงคณะทูตไปเผยแผครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และสรางวัดไทย ชื่อวัดพุทธ ประทีปในลอนดอน ประเทศเยอรมนีมีสมาคมพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2446 มีชาวเยอรมันไปบวชเปน พระภิกษุที่ศรีลังกาการเผยแผพุทธศาสนาชะงักไปในชวงสมครามโลกครั้งที่ 1 และถกูหาม ในสมยัฮตเลอริ หลงัสงครามโลกครงั้ท 2 ี่จงึมการี ฟนฟพูทธุศาสนาโดยตดติอกบัพทธสมาคมุ ในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอรลินเชนกัน พระพุทธศาสนาที่เขาสูประเทศสหรัฐอเมริกาในปพ.ศ. 2448 เปนพุทธศาสนาจาก จีนและญี่ปุนและทิเบต ใน พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเปดสอนปริญญาเอกสาขา พุทธศาสตรเปนแหงแรกในสหรัฐและคณะสงฆไทยสรางวัดไทยแหงแรกในสหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2515 ศาสนาพราหมณฮินดูเปนศาสนาเกาแกที่สุดของโลกปจจุบันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบันแมวาศาสนาพุทธจะเคยรุงเรืองในอินเดียสมัยพระพุทธเจา แลวเสื่อมลง จากนั้นมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศกมหาราช เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน สาหรํบัความขดแยั งในดนแดนิ ปาเลสไตนเปนกรณทีน่ีาศกษาึกรณหนีง่ึเพราะสงผล เกดิสงครามยดดืเยอ้ืมานบัสบๆิ ปยอนหลงัไปในชวงสมยัสงครามโลกครง้ัท 1 ่ีดนแดนินอย้ี ู ในความครอบครองของจกรวรรดั ออตโต ิมนัเตริก ( ตรกุ ) ีถาปาเลสไตนสบเชือสาย้ืมาจากชาว ปาเลสไตนดงเด้ัมิผสมกบัชาวอาหรบัชนเผาคะนาคนัและชนเผาอนๆ่ื ทม่ีถีน่ิทอย่ี ในูบรเวณิ น ้ีสบืเนองจาก่ืชาวองกฤษัซง่ึเปนชาตมหาอิานาจํ ในขณะนน้ัสนบสนันุใหเอกราชแกปาเลสไตน หลงจากั เปนพนธมัตริรวมรบ ในสงครามโลกครง้ัท 1 ่ีจนชนะ แตเมอ่ืสงครามโลกสนส้ิดลงุ องกฤษัออกประกาศบลโฟร ั ใหชาวยวอิพยพเขาสดูนแดนิ ปาเลสไตนใน ปค.ศ. 1922 สนนับาติ ชาตยกิ ปาเลสไตนใหอย ในูอาณตัอิงกฤษัชาวยวอพยพิเขาสดูนแดนิ ปาเลสไตนปละ 16,500 คน ขออธบายความิยอนหลงัวากอน สงครามโลกครง้ัท 1 ่ียวิในเยอรมนัถกูฮตเลอริฆาตาย จานวนํมาก เพราะความขดแยังดานเชอชาต้ื ิเนองจาก่ืชาวยวิเปนชาตทิฉลาด่ีมีฐานะดีเปน พอคา วศวกริตางๆ ฮตเลอริผนูาํเยอรมนั ประกาศวาชาวเยอรมนัเปนชาตบริสิทธุสิ์งสูงและ เขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไมมีประเทศอยูหลังจากสงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 49 ยวิมประเทศ ีอยและูเลอกืดนแดนิ ปาเลสไตนซงึ่สอดคลองกบัชาวยวิแสดงความเปนเจาของ ดนแดนินโดย ี้ยกขอความคมภัรีไบเบลิ้วา ในวนพระั ยะโฮวารไดทาสํญญาักบอัมัซาฮามไววา เราไดมอบดินแผนดินนั้นไวใหแกพงศพันธุของเจาตั้งแตแมน้ําอายฒุบโตไปจนถึงแมน้ํา ยูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตนแตขณะเดียวกันชาวปาเลสไตน ไมพอใจ เพราะพวกเขายงัคงอยอยูางลาบากํ แมวาองกฤษัจะชวย ปลดแอกจากชาวเตริกขณะ ทชาวย่ีวิเปนชนฉลาด เชนทาความํเจรญิ ใหกบัอสราเอลิมาก ขณะเดยวกีนัองกฤษัสหรฐั องคการ สหประชาชาติลวนสนบสนันุสงยวิอพยพจากประเทศตางๆ เพอให ่ื มีดนแดนิอยูใน ปาเลสไตน ตอมา ในราว 20 ป หลงจากัยวิชาติอสราเอลิอยในูปาเลสไตนเกดิสงครามกอนหนิ 2 ครง้ัคอื ชาวปาเลสไตนตองการขบไล ั ชาติน้ออกไป ีจากดนแดนิเกาแก ของตนเองเพราะ ตนเองยงอยักูบัความยากจนสนหว้ิงัเชน เดิม การสูคร้งแรกัของชาวปาเลสไตน ไมมีอาวุธแตใชกอนหินขวางปารถถัง ของอสราเอลิซงรบ่ึชนะไดอยางงายดาย และสหประชาชาตกิประนาม ็การกระทาํ ของอิสราเอล อิสราเอลไดรับความ เหนใจ ็จากทวโลก ่ันอยลงตอมามีกลมุ ฮามาสเปนกลุมท่ีลุกข้ึนมาตอบโต อิสราเอลดวยมาตรการรุนแรงเชนกัน กลุมฮามาสเปนกระแสฟนฟูอิสลามจุด ประกายรฐัอสลามิและเปาหมายคอืขบไล ัอสราเอลิจากปาเลสไตนและกลมุฮามาสนย้ีนดิ ปฏีบิตัิ การระเบดิพลชีพีและสงครามชงิดนแดนิยงัเกดิตอมา เปนระยะๆ มการีเจรจาเพอ่ืสงบศกึหลาย ครง้ัแตยงัไมสาเรํจ็ เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา ความหมายของคําวา “ความขัดแยง” ความขัดแยง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “การไมลงรอยกันการไมถูกกัน ความคิดไมตรงกัน ความพยายามอยากเปนเจาของ และ ความเปนคนตางมุมมองกัน” ความขดแยังในสงคมั เปนสงิ่ทไมี่ม ใคร ี ปรารถนาแตกหล็กเลียงี่ ไดยากเพราะตราบ ใดที่มนุษยมีชีวิตอยูรวมกันในสังคม ก็ยอมมีความขัดแยงเปนธรรมดา ความขัดแยงมีทั้ง ประโยชนและโทษ
50 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม สาเหตุที่ทําใหเกิดความขัดแยง ความขดแยังมาจากสาเหตหลายุประการ เชนความเชอื่ศรทธาั ในคาํสอนของศาสนา แตกตางกัน ความมีทิฏฐิมานะ ถือตัววาความคิดของตัวเองดีกวาคนอื่น ความมีวิสัยทัศน ที่คับแคบ ขาดการประสานงานที่ดีขาดการควบคุมภายในอยางมีระบบ สังคมโลกขยาย ตัวเร็วเกินไป และการมีคานิยมในสิ่งตางๆ ผิดแผกกัน ความคิดแตกตางกัน วิธีปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันในสังคม วิธีปองกัน แกไข ความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันมีหลายวิธี เชน 1. วิธียอมกัน คือทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหนาเขากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกัน ไมดถูกูไมตฉินนินทาิ ไมกลาววาราย ปายสศาสนาีของกนัและกนัพบกนัครงทาง่ึรจูกัยอมแพ รูจักยอมกัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกัน โดยมี ผูประสานสัมพันธที่ทุกฝายยอมรับนับถือ 2. วธิผสมีผสาน คอืทกฝุายทกุศาสนาเปดเผยความจรงิมการี แลกเปลยนี่ทศนคตั ิ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา ทํากิจกรรมในสังคมรวมกัน เชน สรางสระพาน ถนน ฯลฯ 3. วิธีหลีกเลี่ยง คือการแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนี ไมเอาเรื่อง ไมเอาความ ไมไปกาวกายความคิด ความเชื่อ ของผูนับถือศาสนาที่ไมตรงกับ ศาสนาที่ตนนับถือ 4. วิธีการประนีประนอม คือการแกปญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละ บางสิ่งบางอยางลงมีทั้งการใหและการรับภาษาชาวบาน เรียกวาแบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน ตางคนตางก็ไมเสียเปรียบ เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีสุข ศาสนาพุทธ มีหลักสําคัญคือการมุงเนนใหไมเบียดเบียน ไมจองเวรซึ่งกันและ กนัจะเหนว็าศลีขอ 1. ของศาสนาพทธุคอื ปาณาตปาิตา เวระมะณีสกขาิ ปะทงัสะมาทยาิมิ คอื งดเวนการฆาเบยดเบียนีทารํายรางกายคนและสตวั และหลกสัาคํญัตอมาอกีคอืยดหลึกั พรหมวิหาร 4 คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมความีสุข 2. กรณาุคอืความปรารถนาใหผอูน่ืพนจากความทกขุ 3. มทุตาิคอืความยนดิเมีอ่ืผอูน่ืไดด ี 4. อเบกขาุคอืการวางเฉย ไมลาเอํยงีทาํ ใจเปนกลาง ใครทาดํยีอม ไดด ี หลักธรรมที่สําคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจ ผูอื่นไดแกทานคือการใหความเสียสละแบงปนของตนเองใหผูอื่น ปยวาจา คือ พูดจาดวย
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 51 ถอยคําที่ไพเราะออนหวานพูดดวยความจริงใจไมหยาบคายกาวราว อัตถจริยา คือ การสงเคราะหผูอื่นทําประโยชนใหผูอื่น และสมานัตตาคือ ความเปนผูสม่ําเสมอ ประพฤติ เสมอตนเสมอปลาย เนนคุณธรรมสําคัญในการอยูกับผูอื่นในสังคม และทสี่าคํญั ในการแกไข ปญหาความขดแยังในศาสนาพทธุมงเนุนทการี่เจรญิ ปญญา นนั่คอื ปญหาตางๆ คอืผลและยอมเกดิจากสาเหตของุปญหาการแกไขตองพจารณาิทสาเหตีุ่ และแกที่สาเหตุดังนั้นแตละปญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิดจะแตกตางกันตามสถานการณ นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแลว ในการแกปญหายังใชวิธีการประชุมเปนสําคัญ พอจะเห็น รปแบบูการประชมุรวมกนัของสงฆทสี่งผลถงึปจจบุนัตวอยัางคอืคาํวาสงฆกรรมัซง่ึเปนการ กระทาํรวมกนัของพระสงฆเชนการรบับคคลุเขาบวชในพทธุศาสนา พระสงฆประกอบด วย อุปชฌายพระคูสวด จะตองหารือกัน ไถถามกันเปนภาษาบาลีเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ ผูมาบวชวาสมควรใหบวชไดไหม ศาสนาอิสลาม ไดวางหลักเกณฑแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในสวนที่เปนศีล ธรรมและจริยธรรมอันนํามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยูรวมกันของกลุมใน สงคมัศาสนาอสลามิมคีาํสอนซงึ่เปนขอปฏ บิตัสิาหรํบัครอบครวัและชมชนุโดยมหลีกัศรทธาั หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติ สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งมวลมีจุดประสงค 3 ประการคือ 1. เปนอดมการณุทสอนี่มนษยุใหศรทธาั ในอลลอัหพระผเปูนเจาเพยงีพระองคเดยวี ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดีศรัทธาในความยุติธรรมของพระองคศรัทธาในพระ โองการแหงพระองคศรทธาั ในวนั ปรโลก วนัซงึ่มนษยุฟนคนชืพีอกครีงั้เพอื่รบัการพพากษาิ และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกนี้มั่นใจและไววางใจตอ พระองคเพราะพระองคคือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตา ของพระองค และพระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสําหรับมนุษยเพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะ แวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณีหรือ ทําอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทํา ลายสังคมแมวาในรูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อการครองตนอยางมีเกียรติเนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตยความเอื้อเฟอเผอแผ่ื ความเมตตากรณาุ ความกตญักตเวทู ีความสะอาดของ กาย และใจ ความกลาหาญการใหอภยัความเทาเทยมและความีเสมอภาคระหวางมนษยุการ เคารพสทธิของิผอูน่ืสง่ัสอนใหละเวนความตระหนถ่ีเหน่ียวีความอจฉาริษยาิ การตฉินนินทาิ ความเขลาและความขลาดกลวั การทรยศและอกตญญั การลวงละเมดิสทธิของิผอูน่ื
52 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม อิสลาม เปนศาสนาของพระผูเปนเจาท่ีทางนําในการดํารงชีวิตทุกดานแกมนุษย ทกคนุไมยกเวนอายุเพศ เผาพนธั ุวรรณะ ศาสนาครสติ นอกจากบญญัตั 10 ิ ประการทส่ีาคํญั ในการอยรูวมกบัผอูน่ืของศาสนา ครสติ คอื จงอยาฆาคน จงอยาลวงประเวณ ในีคครองูของผอูน่ื จงอยาลกขโมย ั จงอยาพดู เทจ็จงอยามกได ั ในทรพยัของเขาและคาํสอนทส่ีาคํญัคอืใหรกัเพอนบ่ืานเหมอนืรกัตวเองั ให มเมตตาีตอกนัจงรกัผอูน่ืเหมอนืพระบดาิรกัเรา ใหอภยัแลวทานจะไดรบัการอภยัลวนแต เปนคณธรรมุพนฐาน้ืทส่ีาคํญัทท่ีาํ ใหการอยรูวมกนัในสงคมัอยางมความีสขุ ศาสนาพราหมณ-ฮนดิ ูสอนใหมความีมน่ัคง มความีเพยรีความพอใจในสง่ิทตน่ี มีใหอดทนอดกลนม้ัเมตตากรีณาุขมใจ ไมหว นไหว ่ั ไปตามอารมณไมล กขโมย ั ไมโจรกรรม ทําตนใหสะอาดท้ังกายและใจ มีธรรมะสําหรับคฤหัสถคือจบการศึกษาใหกลับบานชวย บดามารดาิทางานํแตงงานเพอ่ืรกษาัวงศตระกลูประกอบอาชพีโดยยดึหลกธรรมัเครอง่ืดาเนํนิชวีติ เรื่องที่ 11 วิธีฝ กปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา หลักธรรมคําสอนของศาสนาชวยสรางคนใหเปนคนดี คนดเปี นทีปรารถนา่ของทุกคน โลกนีย้ังขาดคนดอยีูมากยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง ความรูแขนงตางๆ เสียอีก ความจริงโลกไมไดขาดแคลนผูมีความรูหรือผูเชี่ยวชาญใน สาขาตางๆ มากนัก แตที่ขาดแคลนมากก็คือคนดีโลกจึงวุนวายดังปจจุบัน คนจะเปนคน ดีไดก็ตองมีหลักยึดมั่นประจําใจคือ มีศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเทาไร ก็ชวยใหเปนคนดี มากและมนคงั่เทานนั้อยางอนื่กพลอย็ดดีวยตรงกนขัามถาใจไมดการีกระทาํตางๆ กพลอย็ ราย ไปดวยคนมศาสนาีหรอืมหลีกธรรมัมคีณธรรมุในใจเปนคนดแตีถาไมมกีอาจ็ เปนคนดไดี แตเปนคนดีนอกจากจะทําความดกี็ตอเมื่อมีผูอื่นรูจะไมทําความชั่วก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถา ไมม ใคร ีรใคร ูเหน็กอาจจะ็ทาความํชวั่ ไดงายแตคนด ในีสามารถทาความดํ ไดีทงั้ตอหนาและ ลบหลังัคน ทง้ัไมทาความํชว่ัทง้ัตอหนาและลบหลังัทงน้ัก้ีเพราะ็หลกธรรมัทว่ีาหริโอต ิตปปะ ั ละอายและเกรงกลัวตอความชั่ว “ศาสนาเปนแรงอํานาจเรนลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผูที่มี ความเชื่อความศัรทธาในคําสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ใหละบาป บําเพ็ญบุญ” ลักษณะของคนดี การยึดตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาเปนลักษณะของคนดีที่สังคมตองการ ทั้งการเปนคนดีในฐานะบุตร ฐานะลูกศิษยและฐานะศาสนิกชน คนที่ไดชื่อวาเปนคนดีที่สังคมตองการมักจะเปนคนมีเหตุมีผล กลาหาญ อดทน อดกลนั้มความีซอสื่ตยั สจรุติมกีริยาิมารยาทดีมเสนีห มจีตใจงาม ิเมตตาตอสตวัทงหลายั้ รูจักชวยเหลือ สงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอื่น พูดจาใน สิ่งที่ถูกตองเปนความจริง พูดจาไพเราะ ออนหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ในหมูคณะ เปนตน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 53 ศาสนาทกุศาสนามหลีกธรรมัคาํสอนเปนเครอง่ืยดเหนึยว่ีจตใจ ิของศาสนกชนิ โดย ทกุศาสนามเปีาหมายเด ียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนใหคน เปน คนดี” ดังนั้นศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการ ประพฤติปฏิบัติ โทษของการขาดคุณธรรม จริยธรรม ธรรมะเปนสิ่งสําคัญสวนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจทําใหประสบกับความ ลมเหลวและทําใหชีวิตอับปางไดทั้งโทษที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติตัวอยางที่ เหน็ไดอยางชดเจนั ในปจจบุนัเชนการทคนใน ี่ชาตขาดิคณธรรมุจรยธรรมิ ในการดาเนํนิชวีติ ไมรูจักพอ ไมเห็นแกความเดือนรอนของสังคมและประเทศชาติทําใหเกิดการลักลอบเสพ ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดรอนโดยทั่วไป จนหนวยงานที่รับผิดชอบตองออกมา ปราบปรามขนั้เดดขาด็ขาวสารขอมลูจากสอมวลชนื่ทกุแขนงนาํเสนอขาวการจบกัมุผเสพู ผูคาและผูอยูเบื้องหลังอยางตอเนื่อง ปญหาทั้งมวลที่กลาวมานี้เปนตัวอยาง ที่มีสาเหตุ มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพุทธ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกวา “สมาธิ” คําวา สมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมฟุงซาน หรือ การจัด ระเบียบความคิดได เชน ในขณะอาน หนังสือจิตสงบอยูกับหนังสือที่เราอาน กเร็ยกวีาจติมสมาธี ิหรอืในขณะทที่างานํ จิตสงบอยูกับงานที่ทําก็เรียกวาทํางาน อยางมีสมาธิสติสมาธิและปญญามี ลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ อยางใกลชิด สติคือความตั้งมั่นเปน จุดเริ่ม แลวมีสมาธิคือจิตใจแนวแนและ ปญญาคือการไตรตรองใหรอบคอบ จุดมุงหมายของสมาธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสัมปชัญญะ 2. เพื่ออยูเปนสุขในปจจุบัน 3. เพื่อไดฌานทัศนะ ประโยชนของสมาธิ 1. ประโยชนของสมาธในิชวีติประจาวํนัเชนทาใหํจตใจ ิสบาย มความีสดชน่ืผองใส และสงบ กระฉับกระเฉง วองไว มีความเพียรพยายาม แนวแน ในสง่ิทกระท่ีาํมประส ีทธิภาพิ ในการทางานํ
54 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2. ประโยชนของสมาธในิการพฒนาับคลุกภาพิเชนทาใหํมความีแขงแรง็หนกแนัน ทั้งทางรางกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดีสูสุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอยางได 3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมุงหมายของศาสนา เมื่อไดสมาธิขั้นสูงแลวจะเกิด ปญญาและบรรลุจุดมุงหมายของศาสนาได 4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปญหาตางๆ ไดถูกตองมากยิ่งขึ้น วิธีการฝ กสมาธิ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจาตรัสรูโดยการนั่งสมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ คอืตงสต้ัจดจิอทลม่ี หายใจเขา-ออก เปนอารมณเดยวีจนจติแนวแนเขาสสมาธูซิง่ึเปนสงบสขุ สงดัมสตีริตูวับรบิรณูจากนนั้พระพทธองคุเกดิมหาปญญาคนพบทางดบทักขุแก ชาวโลก คอื อรยสิจั 4 ดงทักล่ีาวมาแลวในประวตัศาสดาิดงนัน้ัการฝกสมาธเปินหนทางทพี่ทธศาสนุกชนิ พึงปฏิบัติเพื่อใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และพัฒนาตนเองใหเกิดกําลังใจเสียสละยิ่งขึ้น เมตตายิ่งขึ้น มีปญญาประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต อยางไร ก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัตสมาธิหริ ือฝกสมาธไดิ ผลรวดเร็วตองเปนผูท ีม่ศีีล 5 เปน พื้นฐานและศรัทธายึดมั่นตอพระรัตนตรัย เปนพทธศาสนุิกชนที่ดีคือการใหทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา คือการทําสมาธิและทําใหตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น การฝกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝกใหครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง เดิน ฝกใหจิตอยูในอารมณเดียว มีสติบริบูรณในอิริยาบถตางๆ และกอใหเกิดสมาธิหรือ เรยกวีา เจรญิกรรมฐาน นนั้เรมติ่นสวดมนตไหว พระสรรเสรญิคณุพระศรรีตนตรัยัอธษฐานิ จิตเขาสมาธิและพิจารณาสภาวธรรม คือความเปนทุกขของชาติชรา มรณะ ความแหงใจ ความเสียใจ ความคับแคนใจ ความประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่ เปนที่รัก ความไมไดสิ่งที่ปรารถนา ความมีอุปทานในขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนทุกขพิจารณาขันธ 5 ไมเที่ยง เปนอนัตตา ไมมีตัวตน การพิจารณาสภาวะ ธรรมเนองๆื ชวย ใหเกดิเจรญิ ปญญาละวางกเลส็ เกดิการพฒนาัคณธรรมุจรยธรรมิตามแนว ศาสนาพุทธ และเปนแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในศาสนาอื่นๆ ศาสนาคริสตศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดูศาสนาซิกขศาสนิกชน ของแตละศาสนาทฝี่กพฒนาัคณธรรมุจรยธรรมิ ใหเจรญิยงๆิ่ ขนึ้นนั้ลวนมพีนฐานื้เชนเดยวี กับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา คําสอนและแนวปฏิบัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจอในศาสนาที่นับถือ ทําใหเกิดอารมณมั่นที่ทําความดี ที่จะ อดทน อดกลั้นตอความทุกขตางๆ ศาสนาคริสตมีการอธิษฐานกับพระเจาการสารภาพ บาปเปนการชาระํมลทนิทางจติศาสนาอสลามิมการีสงบจติมน่ัทาํละหมาดเปนประจ าํทกวุ นๆั หลายครง้ัเปนกิจวัตรสําคัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดูนั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลาย แนวทางมีการวางเปาหมายชีวิตเพื่อละกิเลสตางๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 55 หลักสอนที่สอดคลองของศาสนาตางๆ คําสอนของศาสนาแตละศาสนาสอนใหเปนคนดีตามแนวทางของตน แตเมื่อ กลาวโดยรวมๆ แลวหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคลองกันในเรื่องใหญๆ คือ การอยูรวมกันอยางสันติโดนเนนประเด็นเหลานี้ คือ 1. สอนใหรูจักรักและใหอภัยกัน 2. สอนใหใจกวางยอมรับความเชื่อที่แตกตางกัน 3. สอนใหเปนคนดีตามหลักศาสนาของตน
56 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม กิจกรรม กจกรรมิท 1่ี ใหผเรูยนีแบงกลมุศกษาึ ประวตับิคคลุในประเทศทน่ีาํหลกธรรมัศาสนามาแกไข ปญหาชวีติของตนเอง แลวนามาํ แลกเปลยน่ีเรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี กจกรรมิท 2 ่ี ใหผเรูยนีแบงกลมุศกษาึ ประวตัิศาสตรของประเทศตางๆ ในโลกท่สามารถี แกไขกรณขีดแยังทเก่ีดิจากศาสนาจนกระทง่ัประเทศชาตสงบสิขุแลวนามาํ แลกเปลยน่ี เรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี กจกรรมิท 3่ี ใหผเรูยนี ฝกปฏบิตัสมาธิ ิเจรญิ ปญญาแลวนามาํผลประสบการณท ได่ีรบัจาก การฝกปฏบิตัทิส่ีงผลให สามารถแกไข ปญหาชวีติและพฒนาัชวีติของตนเองไดมาแลก เปลยน่ีเรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 57 สาระสําคัญ วัฒนธรรม ประเพณีคานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดงถึง เอกลักษณความเปนชาติเปนสิ่งที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีคานิยมที่ดีงามใหคงอยูคูกับชาติแตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรม ทางวตถัเจรุ ญิกาวหนาจะมอีทธิพลิสงผลให ชาตทิดี่อยความเจรญิดานวตถัรุบัวฒนธรรมัเหลา นั้นไดโดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเสื่อมถอยไป ดังนั้นชาติ ตางๆ ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มความรีความูเขาใจ ในวฒนธรรมั ประเพณของี ไทยและตางๆ ในโลก 2. ตระหนกถังึความสาคํญั ในวฒนธรรมั ประเพณของี ไทย และชนชาตติางๆ ในโลก 3. มีสวนรวมสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทย 4. ประพฤตตนิ เปนแบบอยางของผมูวีฒนธรรมั ประเพณอีนัดงามีของไทยและเลอกื รับปรับใชวัฒนธรรมจากตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย 5. ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก 6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 ลักษณะวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการสเลือกรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย สื่อประกอบการเรียนรู ซีดีวัฒนธรรมประเพณีคานิยมของประเทศตางๆ ในโลก เอกสารคนควา วัฒนธรรม ประเพณีคานิยมของประเทศตางๆ ในโลก คอมพิวเตอรอินเทอรเน็ต ว ั ฒนธรรมประเพณี และค าน ิ ยม 2 ของประเทศไทยและของโลก บทท ี ่
58 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม ความหมาย คําวา “วัฒนธรรม”เปนคําสมาสระหวางภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต โดยคําวา “วัฒน” มาจากภาษาบาลีคําวา “วฑฺฒน” แปลวา เจริญงอกงาม สวนคําวา “ธรรม” มาจากภาษาสันสกฤตคําวา “ธรฺม” หมายถึง ความดี เมื่อพิจารณาจากรากศัพทดังกลาว “วัฒนธรรม” จึงหมายถึงสภาพอันเปนความ เจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ปจจุบัน คําวา “วฒนธรรมั ” พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติพ.ศ. 2553 ไดให ความหมายไววา หมายถึง วิถีการดําเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ คานิยม จารีต ประเพณี พิธีกรรมและภูมิปญญา ซึ่งกลุมชนและสังคมไดรวมสรางสรรคสังคม ปลูกฝงสืบทอด เรียน รูปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งดานจิตใจ และวัตถุอยาง สันติสุข และยั่งยืน ความหมายของวัฒนธรรมดังกลาวขางตน วฒนธรรมเป ันเครองวื่ดและเครัองกื่าหนดความเจรํญหริอความเสือมของสื่งคมและั ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังนั้นวัฒนธรรม จึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูของบุคคลและตอความเจริญกาวหนาของประเทศชาติมาก ความสําคัญของวัฒนธรรมโดย สรุป มีดังนี้ 1. วฒนธรรมเป ันเครองสรื่างระเบยบแกีสงคมมนัษยุวฒนธรรมไทยเป ันเครองื่ กาหนดพฤตํกรรมของสมาชิ กในส ิ งคมไทยให ัมระเบียบแบบแผนทีชี่ดเจนรวมถังผลของการึ แสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสรางแบบแผนของความคิด ความเชื่อและคานิยมของ สมาชิกใหอยูในรูปแบบเดียวกัน 2. วัฒนธรรมทําใหเกิดความสามัคคีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกผันเดียวกันเกิดความเปนปกแผนจงรักภัคดีและ อุทิศตนใหกับสังคมทําใหสังคมอยูรอด 3. วัฒนธรรมเปนตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน เชน รูปแบบของครอบครัวจะ เหนได ็วาลกษณะของครอบครัวแตัละสงคมตัางก นไปท ังนั้เนี้องจากวื่ ฒนธรรมในส ั งคมเป ัน ตวกัาหนดรํ ปแบบเชูนว ฒนธรรมไทยก ัาหนดแบบสามํภรรยาเดียวกี นในอ ักสีงคมหนังกึ่าหนดํ วาชายอาจมีภรรยาไดหลายคน ความสัมพันธทางเพศกอนแตงงานเปนสิ่งที่ดีหรือเปนเรื่อง ขัดตอศีลธรรม 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องมือชวยแกปญหา และสนองความตองการของมนุษย มนุษยไมสามารถดํารงชีวิตภายใตสิ่งแวดลอมไดอยางสมบูรณดังนั้นมนุษยตองแสวงหา ความรจากประสบการณูท ตนได ี่รบการประด ัษฐิคดคินวธิการใช ีทรพยากรนั นให ั้เก ดประโยชน ิ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 59 ตอชีวิตและถายทอดจากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกรุนตอไปโดยวัฒนธรรมของสังคม 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติเจริญกาวหนา หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดี งามเหมาะสม เชน ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชนสวนรวม มากกวาสวนตัว เปนตน สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาไดอยางรวดเร็ว 6. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติคําวา เอกลักษณหมายถึง ลกษณะพัเศษหริอลืกษณะเดันของบคคลหรุอสืงคมทัแสดงวี่าสงคมหนังแตกตึ่ างไปจากอ กี สงคมหนังึ่เชนวฒนธรรมการพบปะก ั นในส ั งคมไทย ัจะมการยกมี อไหว ืกนแตั ในส งคมญั ปี่นุ ใชการคํานับกัน เปนตน เรื่องที่ 2 เอกลักษณ ของวัฒนธรรมไทย เอกลักษณหรือลักษณะประจําชาติในทางวิชาการมีความหมาย 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เปนอุดมคติซึ่งสังคมตองการใหคนในสังคมนั้น ยึดมั่นเปน หลกในการด ัาเนํนชิวีติ เปนลกษณะทัสี่งคมเหันว็ าเปนสงดิ่ งามและให ีการเทดทินยกยูองอกี ประการหนงึ่หมายถงลึกษณะนัสิยทัคนที่ วไปในส ั่งคมนั นแสดงออกในสถานการณ ั้ตางๆเชน ในการทํางานการพักผอนหยอนใจ การติดตอสัมพันธกับผูอื่น และในการดําเนินชีวิตทั่วไป ในสงคมเป ันลกษณะนัสิยทั พบในคนส ี่ วนใหญ ของประเทศ และสวนมากม กจะแสดงออกโดย ั ไมรูตัวเพราะเปนเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอยางนั้น เอกลักษณของวัฒนธรรมไทยที่เดนๆ มีดังนี้ 1. ความรักอิสรภาพหรือความเปนไทย คนไทยมีลักษณะนิสัยไมตองการอยูใน อํานาจบังคับของผูอื่น ไมชอบการควบคุมเขมงวด ไมชอบการกดขี่หรือใหผูอื่นเขามายุง เกยวสี่ งการในรายละเอ ั่ ยดในการท ีางานและการดําเนํนชิวีตสิวนต วคนไทยเป ันคนทหยี่งและิ่ รกในศ ักดัศริ์ของตนเองีการบงคับนั าใจก ้ํนหรั อฝื าฝนความรสูกของกึนและกันถัอวื าเปนสงิ่ ไมควรทํา 2. การยาการเป้ํนตวของตัวเองหรั อปืจเจกบคคลนุยมิคอื การใหคณคุาในความ เปนตัวของตัวเอง ความนิยมนี้สวนหนึ่งมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งย้ําความสําคัญ ของตัวบุคคลเปนพิเศษถือวาบุคคลจะเปนอยางไรยอมแลวแตกรรมของบุคคลนั้นในอดีต การยาสอนให ้ํพงตนเองทึ่กคนมุความเทีาเทยมกีนสัวนการทจะดี่หรีอชืวนั่นอยั้ทูการกระที่าํ ของตนเองมิไดอยูที่ชาติกําเนิด 3. ความรูสึกมักนอย สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู คนไทยไมมีความดิ้นรน ทะเยอทะยานที่จะเอาอยางคนอื่น ถือเสียวาความสําเร็จของแตละเปนเรื่องของบุญวาสนา ทุกคนอาจมีความสุขไดเทาเทียมกันทั้งนั้นเพราะเปนเรื่องภายในใจ 4. การทาบํ ญและการประกอบการก ุศลุคนไทยสวนใหญ มความเชี อในเร ื่องกรรมื่ การเวียนวายตายเกิดจึงมักนิยมทําบุญและประกอบการกุศลโดยทั่วไป โดยถือวาเปนความ สุขทางใจและเปนการสะสมกุศลกรรมในปจจุบันเพื่อหวังจะไดรับผลประโยชนในอนาคต
60 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5. การหาความสุขจากชีวิต คนไทยมองชีวิตในแงสวยงาม ความกลมกลืนและ พยายามหาความสุขจากโลก ซึ่งตรงกันขามกับชาวตะวันตกที่มักจะมองชีวิตในแงของ ความขัดแยงระหวางอํานาจฝายต่ําในรางกายมนุษยและอํานาจฝายสูง ซึ่งไดแกศีลธรรม และความรบผั ดชอบในใจคนไทยจ ิ งไมึมความขีดแยั งในใจเก ยวก่ี บการปล ัอยตนหาความสาราญํ เพราะถือวาอยูในธรรมชาติมนุษย 6. การเคารพเชอฟื่งอานาจํ คนไทยนยมการแสดงความนอบนิอมและเคารพบคคลุ ผูมีอํานาจความสัมพันธระหวางบุคคลเปนไปตามแบบพิธีซึ่งแสดงฐานะสูงต่ําของบุคคลที่ เกี่ยวของ 7. ความสุภาพออนโยนและเผื่อแผ คนไทยเปนมิตรกับทุกคนและมีชื่อเสียงใน การตอนร บคนไทยน ัยมความจริงและชิวยเหลอกื นในการม ัความสีมพันธัระหวางก นและไม ั คิดเอาเปรียบผูอื่นมีความเมตตาสงสารไมซ้ําเติมผูแพถือเปนคุณธรรมยิ่งของคนไทย 8. ความโออาลกษณะนัสี้บเนืองมาจากความเชื่อมื่นและหยั่ งในเก ิ่ยรตีของตนเองิ คนไทยนนถั้งแมึภายนอกจะดฐานะต ูา่ํแตในใจจร งเติ มใจยอมร ็บวัาตวเองตัากว่ําผอูนื่ถอวืา ตัวเองมีความสามารถเทาเทียมกับผูอื่นถาตนมีโอกาสเชนเดียวกันคนไทยไมยอมใหมีการ ดูถูกกันงายๆและถือวาตนมีสิทธิ์เทาเทียมกับผูอื่นในฐานะเปนมนุษยคนหนึ่ง เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม เนื่องจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นจากวิถีการดําเนินชีวิตซ้ําๆ ของคนใน สังคมนั้นๆ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นนอยมากเพราะเปนลักษณะของ สังคมปดตอมาเมื่อแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันใน สงคมขัามภมูภาคิเชนชาตตะวินตกกับชาตัตะวินออกซังเกึ่ดขิ นมากในช ึ้วงยคลุาอาณานคมิ เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตน เขามาดวยเชน ศาสนา ภาษา การแตงกาย ที่อยูอาศัย อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ แนวโนม ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความออนแอ กวากเร็มิ่การเปลยนแปลงทางว ี่ฒนธรรมดังกลัาวท าใหํเกดแรงผลิกดันชักจังทูงสองทางั้คอื ทงการกระตั้ นใหุยอมรบสั งใหม ิ่และการอนรุกษัวฒนธรรมเดัมทิตี่อต านการเปล ยนแปลงน ี่นั้ เมอพื่จารณาเฉพาะสิ งคมไทยการสร ัางว ฒนธรรมและการเปล ั ยนแปลงทางว ี่ฒนธรรมั ก็ดําเนินมาอยางตอเนื่องในทุกยุคสมัยแตในสังคมในอดีตกอนยุคลาอาณานิคม(เริ่มตั้งแต สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร)สังคมไทยแมวาจะมีการติดตอกับชาวตางชาติบางก็ ยังไมเปนที่กวางขวางนักในหมูราษฎร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงดําเนิน ไปอยางค อยเป นค อยไป แตเมอถื่งยึคลุาอาณานคมเริมการติ่ดติอกบชาวตัางชาต โดยเฉพาะ ิ ชาติตะวันตกที่หลังไหลเขามาจํานวนมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งสังเกตุได จากการแตงกายของขนนางซุงเปึ่นอยางตะวนตกมากขันึ้ลกษณะอาคารบัานเรอนแบบยื โรปุ เริ่มมีขึ้น
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 61 ดงันน้ัหลายชาตเริม่ิกนัมาพจารณาิหาแนวทางการอนรุกษัวฒนธรรมัของชาตตนิเอง ใหม จงึเกดิองคกรทั้งภาครัฐ เอกชนพากันเรงฟนฟวูัฒนธรรมของตนเอง มการี แลกเปลี่ยน เรียนรูยอมรับวัฒนธรรมที่แตกตางระหวางกนั มการีบรรจเรุองราวื่ของวฒนธรรมั ไวใหเดก็ และเยาวชนไดศกษาึเพอื่ ใหเหน็คณคุาวฒนธรรมัของตนเอง สงผล ใหสามารถสบทอดืรกษาั วัฒนธรรมไวอยางมั่นคง ตัวอยางสังคมไทยในอดีตไดรับวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย เปนชาติที่มีวัฒนธรรม เขมแข็ง ตอมาเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรเรื่อย มาจนถงึปจจบุนัและเรมิ่รบัวฒนธรรมั ญปี่นุ เกาหล ีเพราะมอีทธิพลิดานการบนเทังิ รวมทงั้ เทคโนโลยีตางๆ ดงันนั้สงคมั ไทยจะตองรวมมอืกนัสรางความเขาใจใหประชาชน คนไทยตระหนกัถงึ คุณคาวัฒนธรรมไทย ในการรวมกันอนุรักษสืบทอดดวยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมไทยจึง จะคงอยูตอไป เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก ประเพณี คือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนเรื่องที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแตละ ชาติตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เราจะเห็นความเจริญรุงเรืองของชาติตางๆ จากประเพณี สิ่งที่ มีอิทธิพลตอประเพณี คือ ศาสนาความเชื่อของคนในชาติตางๆ ประเพณีที่เกี่ยวของกับ การเกิด การแตงงาน การตาย รวมทั้งประเพณีในศาสนาตางๆ ของแตละชาติจะแตกตาง กันไป เชน ประเพณการีแตงงานของชาวอนเดิยีจะแตงงานกนัเมอื่มอายีนุอยมาก และฝาย หญิงตองไปสูขอฝายชาย ขณะที่ประเพณีจีนโบราณผูชายเปนผูสืบตระกูลจะเปนผูนําไดรับ สิทธิตางๆ ในครอบครัวมากกวาเพศหญิง การสูขอตองผานแมสื่อ แตปจจุบันประเพณีใน จีนเปลี่ยนแปลงไปตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนลัทธิเมาเจอตุง จีนมีการปฏิวัติ วัฒนธรรมครั้งใหญ โลกปจจบุนัมการีตดติอคมนาคมอยางรวดเรว็ ประชากรในโลกสนใจเขามาทองเทยว่ี ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวตางชาติ ตางภาษา สงผลใหประเทศตางๆ เริ่มสนใจ อนุรักษวฒนธรรมั ประเพณีตางๆ ทโดดเด ่ีน เปนเอกลกษณั เพอ่ืคงความเปนชาต ิและเปน การสงเสรมิอตสาหกรรมุการทองเทยว่ีของชาตตนิเองไวประเทศ ไทยกเช็นกนั คนตางประเทศ มาทองเทยว่ี ประเทศไทยเปนจานวนํมากเพอ่ืเรยนรี ูวฒนธรรมั ประเพณีไทยทาํ ใหเงนตราเขิ า ประเทศเปนจํานวนมหาศาล
62 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย คานิยม สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรม ซึ่งสมาชิก ของสังคมจะตองมีความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมาก มีความจําเปนที่จะตอง ตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ รูปแบบความคิด ในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม ความหมายตอคานิยม คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและ ประเมินวาสิ่งใดมีคุณคา มีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือ และประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม ( S o c i a l V a l u e ) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสิน และประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคา มีประโยชน พึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสมดีงาม ควรแก การประพฤตปฏิบิตัริวมกนั คานยมิทางสงคมัเกดิจากการทสมาชี่กิในสงคมัดารงชํวีติอยรูวม กันแลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองใน แนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิต สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติและที่ตั้งถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิด ทัศนคติรวมกันของ คนสวน ใหญ จงึเปนพนฐานื้ทสี่าคํญัเกดิบรรทดฐานัทางสงคมั อนัเปนการกาหนดํกฎเกณฑ หรอืระเบยบี ในการปฏบิตัติอกนัทางสงคมัตามแนวทางของคานยมิทสมาชี่กิในสงคมัยอมรบั รวมกัน คานยมิสามารถชวย ใหการดาเนํนิชวีติระหวางสมาชกิในสงคมัมความีสอดคลองสมั พันธตอกันลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการ เปลยนี่แปลงไดตามสภาพแวดลอมและความเหมาะสมในแตละยคุสมยั เนองจากื่การเปลยนี่ แปลงทางสงคมัทาํ ใหสงคมันนั้เกดิมคีานยมิ ใหมมาทดแทนคานยมิเดมิ เชนการเปลยนี่แปลง ทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทย จากการผลิตแบบเดิมมาสูการผลิตแบบใหมที่มี การใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจากแรงงานคน หรอืสตวั มผลีทาํ ใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มคีานยมิ ในการนาํเอาเครองจื่กรัและสารเคมมาี ใชทางเกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกร เริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมในวิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมี และรจูกัประสมประสานความคดิทาํ ใหเกดิคานยมิวเคราะหิ วจิยัการทาํเกษตรเพอื่ยงชัพีและ อตสาหกรรมุ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 63 คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก 1 ) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําให เกิดคานิยมในการประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญ ของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติสืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย 2 ) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคตความิเชื่อและศรัทธาภักดตีอพระ มหากษัตริยของชาวไทยเปนคานิยม ธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูน พระมหากษัตริย 3 ) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่ ตองมีความสามัคคีรวมมือ รวมใจ เปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะ ทเกี่ดิเหตการณุรายอนัเปนภยัแกสงคมัและประเทศชาต ิชวยกนั ปลกฝูงจติสานํกัใหรคูณคุา ของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย 4 ) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของ สังคม เนื่องจากเปนรากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศ ชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมีความซอส่ืตยัสจรุติตอตนเองและผอูน่ื ในการอยรูวมกนั ของสงคมัการไมกระทาการํทจรุติ ละเมดิ ฝา ฝนกฎหมาย เปนตน 5 ) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคม ไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติ ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระตางๆ คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1 . แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2 ) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย 2 . ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คณลุกษณะัเชนน ได้ีรบัอทธิพลิมาจากคาํสอนทว่ีามนษยุเรา ไมวายากดมีจนีอยางไร ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎดวยกัน ความสํานึกวาตน เองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวย เหลือกันและกัน 3 . ความเคารพและความออนนอมถอมตน คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส ความเกรงใจใหเกยรตีผิมูประสบการณ ีเหนอืกวาตน จะปรากฏใหเหน็ทกุระดบัของสถาบนัไทย นบัตงั้แตสถาบนัครอบครวัไปจงึถงึสถาบนสงฆั ทงั้ในระบบราชการคอืการไมกลาแสดงความ
64 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนความรูสึกผูอื่น ความออนนอม นุนนวล ไม เพยงีแตสะทอนออกมาในรปูของกริยาิมารยาทเทานนั้ยงัสะทอนออกมาในงานศลปะ ิตาง ๆ ของชาติดวย ไมวาจะเปนจิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม หรือคีตกรรม 4 . ความกตัญูกตเวที เปนคณธรรมุของบคคลุผสูานํกึในอปการุคณุทผี่อูนื่กระทาํตอตน และพยายาม จะหาทางตอบแทนอปการุคณุนน้ั คณธรรมุขอนพระพ้ีทธองคุทรงกลาววา เปนบคคลุหาไดยาก ความกตญักตเวทู ีจงึเปนคานยมิอนัมรากฐานีมาจากพทธศาสนาุเปนสงิ่สาคํญั ในสังคมยกยองวา “ ตกน้ําไมไหล ตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอ่นืนั้น เมื่อ ถงคราวึตกอบักม็ผียูนดิยีนมื่อืเขามาชวยเหลอืความกตญัจูงึเปนคานยมิทสมควรี่จะปฏบิตัิ ใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง 5 . ศรัทธาและปญญา ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส ศรัทธา เปนความเชื่อ แตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือ การกระทาํของคนอนื่เปนสงิ่ทดี่และีเหมาะสมนาจะนามาํ ปฏบิตั ิแลวปฏบิตัตามิแนวทางของ บุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามีศรัทธาในบุคคลนั้น ปญญา เปนความรทูเกี่ดิดวยตนเอง ซงึ่เกดจาิการคดิพจารณาิ ไตรตรอง วเคราะหิ อยางรอบคอบมีเหตุผล พทธศาสนาุ พระพทธเจุาทรงสอนใหบคคลุมทีงั้ศรทธาั และปญญา ประกอบกนั ดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอย ที่หลงเชื่อสิ่งตางๆโดยมิไดวิเคราะหหรือพิจารณาอยางแทจริง เพื่อประโยชนสุขรวมกันของ บุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้ - เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง - เชื่อวาบุญบาปมีจริง - เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง - เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง 6 . ทํางานสุจริต สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และจริต หมายถึง ความประพฤติ สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา 1 ) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากร ธรรมชาต ิไมประพฤต ผิดิเลนการพนนั ไมขายยาเสพตดิ ทาลายํเยาวชน สงคมั และประเทศ ชาติ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 65 2 ) ไมผิดประเพณี ประกอบดวย (1 ) ขนบของบานเมือง คือไมผิดกฎหมาย ระเบียบของบานเมือง (2 ) ธรรมเนียม เปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา (3 ) ไมผิดศีลธรรม หมายความวา มีความประพฤติอันถูกตองตามทํานอง คลองธรรมทํากายวาจาใจสงบ ระวังสํารวมตนอยูเสมอ เมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรม ตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเอง ชาติบานเมือง พรอมทั้งรักษาความเปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิด เห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคา นิยมวัฒนธรรมไทย สรางพลังเพื่อทําใหชาติมั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดี งามของไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พ ึงประสงค ของสังคมโลก ศลธรรมีจรยธรรมิและคานยมิ คอื สงิ่ทกี่าหนดํมาตรฐานความประพฤตของิสมาชกิ ในสงคมั ไวให ปฏบิตัตามิแนวทางทสี่งคมั ไดกาหนดํวา เปนสงิ่ดงามเหมาะสมกีบัสภาพสงคมั นนๆั้ รวมทงเปั้นมาตรฐานทใชี่ตดสันิการกระทาํของบคคลในสุงคมวัาถกูหรอืผดิ ดหรีอืชวั่ เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่งสําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่ สังคมยอมรับรวมกัน คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเช่ือของบุคคลในสังคม กอใ หเกดิ ประโยชนตอสงคมั ชวย ในการพฒนาัสงคมั เพราะทาใหํบคคลุม ความีตงมั้นั่อยในู ความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และ ความเชอมื่นั่ ในคาํสอนของศาสนา ดงนันั้คานยมิและจรยธรรมิของสงคมจัาตํองมจีดุมงหมายุ ในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน มีดังนี้ 1 . การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคาพํดูทเสี่ยดี เยาะเยยถากถาง ดหมูนิ่ผอูนื่ รวมทงั้การกลนั่แกลง ทาลายํ ทรัพยสินผูอื่น 2 . ความเสียสละ โดยไมเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละความเห็นแกตัวชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม 3 . มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตอง ตามทํานองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตน เองและสวนรวม หรือทําใหตนเองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม 4 . ความละอายและเกรงกลวัตอกระทาความํชวั่ โดยไมเข าไป เกยวขี่องกบัความชวั่ ทั้งปวง มีจิตใจที่ยบยั ั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ
66 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5 . การรจูกัเคารพในความคดเหิน็ของตนเองและผอูนื่ มความีสานํกึในสทธิ ิเสรภาพี ความเสมอภาคของแตละบคคลุ ไมวาจะเปนของตนเองและผอูนื่ เปนการยอมรบัสตปิญญา ความคดเหิน็ของผอูนื่เทากบัของตนโดยไมหลอกตนเอง หรอืมความีดอรื้นั้เอาแตความคดิ ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิด เห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง 6 . มความีซอส่ืตยัสจรุติตอตนเองและผอูน่ื หมายถงึความซอส่ืตยัตอตนเองเพอ่ือยู ในความไมประมาท ขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมาย รวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือ ทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหาผลประโยชนสวนตน 7 . ความมวีจารณญาณิ ในการตดสันิปญหาตางๆ หรอืความมเหตีผลุในการพจารณาิ ไตรตรองไมหลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตาม อารมณมีจิตใจ สงบเยือกเยน็ ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับ ตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพอใจไมมีทิฏฐิมานะ 8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา 9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ 10. การกษาสังแวดลิ่อม และความเปนชาต ิวรรณกรรม ประเพณีตลอดจนดนแดนิ ของตนเอง คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤตกรรมิของแตละบุคคล คานยมิและจรยธรรมิทเปี่นตวกัาหนดํพฤตกรรมิของแตละบคคลุจะเปนคานยมิและ จริยธรรมที่เกิดประโยชนตอตนเอง สังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติ ปญญา รวมทั้งการเสียสละตอสังคมประเทศชาติ 1 . ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง 1 ) เปนผูมีความอดทน อดกลั้น เพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไม แสดงออกทางอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น 2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจ ยอมรับความเห็นของผูอื่น ดวยใจเปนกลาง ไมคิดวาตนเองอยูเหนือผูอื่น 2. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อนําไปสูการอยูรวมกันอยางสันติสุข คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อการอยูรวมกันอยาง สันติสุข 1) มีความเสียสละ เปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์ โดยไมหวังผลตอบแทน 2 ) มีความรักความสามัคคี เปนที่ตั้ง ยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันใน สังคมอยางมีความสุข
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 67 เรอง่ืท 7 ่ีการปองกนัและแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิทไม่ีพ งประสงค ึของสงคมั ไทย คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะ เปนอปสรรคุทส่ีาคํญตัอความมนคง่ัของตนเอง ครอบครวั ชมชนุ สงคมั ตวอยัางทส่ีาคํญัคอื 1 . ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก เยาวชน คือการพนันฟุตบอล กีฬาตางๆ ( การเลนหวย การพนันตางๆ ) ทําใหหมดตัว และ ไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต 2 . ความเปนผใจกว ูางรกษาัหนาตา โดยไมคานํงึถงึฐานะตนเอง ตวอยัางเมอื่ครอบ ครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงิน หรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยง ดูอยางสุรยสุราย จนมีครอบครัวลูกโตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด 3 . การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นอง มีเรื่องกับใคร พรอมที่จะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผล ความถูกตองในวิธีการ แกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและของกลุมพวกนักเลงตางๆ 4 . เมอื่เกดิ ปญหาชอบใชคาํวา ไมเป นไร ไมคดิหาการแกไข ปญหาอยางจรงจิงั สงผล ใหปญหายังคงเปนปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข 5 . ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผล ใหเกดิความประมาทในชวีติ จะเหน็เทศกาลปใหม สงกรานต มคนีเสยชีวีติจานวนํมากเพราะ ความประมาท 6. ยกยองผูมีฐานะ การปองกนั และแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิทไมี่พ งประสงค ึ ในสงคมั ไทย คอื 1 . คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษารวมทั้งในสังคมไทย 2 . ผูใหญในสังคมไทย ทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตอง ประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี 3 . สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไม ยกยองผูมีอํานาจมีเงินแตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4 . สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ ไมดี เพราะสื่อมีอิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5 . อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดี ผาน ไป เพราะเหน็เปนเรองเล่ืกๆ็ ควรเรงชวยกนัหาทางแกไข ดวยการถอเป ืนหนาทของ่ีทกคนุ 6 . องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่น ตางๆ ทเปี่นสงคมัแหงการเรยนรี ูเพอื่ ใหสงคมัชมชนุเปนสงคมัทอี่ดมุดวย ปญญา ซงึ่จะเปน พื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป
68 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนคนควาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มา คนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนนํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ เกิดขึ้นกับประเทศตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมท่ 3 ี ใหผูเรียนศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆอนุรักษวัฒนธรรมตาม ประเพณีและคานิยมที่ดีของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน กิจกรรม
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 69 สาระสําคัญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย นับแตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อปพ.ศ. 2475 มาจนถึงปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซึ่ง ประชาชนชาวไทยทุกคนควรตองมีความรูความเขาใจ หลักการ เจตนารมณตลอดจน สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแทเพื่อจะไดปฏิบัติหนาที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ไวไดอยางถูกตอง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจ ความเปนมาของรัฐธรรมนูญ 2. บอกหลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยได 3. บอกสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่เกี่ยวของกับตัวเองได 4. มีความรูความเขาใจ เกี่ยวกับบทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสงผลตอฐานะของประเทศในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ร ั ฐธรรมนูญ 3 แห งราชอาณาจ ั กรไทย บทท ี ่
70 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ รฐธรรมนัญูหมายถงึกฎหมายสงสูดุในการปกครองประเทศ วาดวยการจดระเบัยบี การปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย เปน ประมขุเรมิ่เมอื่วนทั 24 ี่มถินายนุ 2475 โดยกลมุบคคลุทเรี่ยกีตนเองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยพลเรอนืและทหารมนโยบาย ีการปกครองทเห่ีนแก็ ประโยชน ของ ประชาชน ขณะ นน้ัพระบาทสมเดจพระ็ ปกเกลาเจาอยหูวัทรงปกครองประเทศ ทรงประทบัอยทูพระี่ราชวงัไกล กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธไดเห็นประโยชนสุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของ พระองคและพระราชทานรฐธรรมนัญูฉบบัชวคราวั่ ประกาศใช ครงแรกั้เมอื่วนทั 27 ี่มถินายนุ 2475 เรยกวีา “รฐธรรมนัญูการปกครองแผนดนิสยามชวคราว่ัพทธศุกราชั 2475” ตอมา เมอ่ืวนทั 10 ่ีธนวาคมัพ.ศ. 2475 จงึไดมการี ประกาศใช “รฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั สยาม พุทธศักราช 2475” หลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อป พุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีการยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญไป แลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116 วันที่ 27 มิถุนายน 2475) ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475) ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489) ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490) ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492) แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475) ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502) ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอนพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน 2511)
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 71 ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515) ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518) ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ตุลาคม 2519) ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520) ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ธันวาคม 2521) ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534) ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534) ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ราชกจจานิเบกษาุเลม 114 ตอนท 55 ่ีก วนทั 11 ่ีตลาคมุ 2540 ) ฉบับที่ 17 : รฐธรรมนัญแห ูงราชอาณาจ กรไทย ั (ฉบบัชวคราวั่ ) พทธศุกราชั 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549) ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550) การยกเลิกและประกาศใชรฐธรรมนัญูแตละครง้ัสวนใหญ เปนผลมาจากการปฏวิตัริฐั ประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไดดังนี้ 1. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลักการและวิธีการของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูนั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม 2. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการลมเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใชอยูเพื่อใชฉบับใหมที่สามารถตอบสนองความพอใจของกลุมตนได 3. ภาวะเศรษฐกจิการเมองืสภาพทางสงคมัและสถานการณของประเทศ ในขณะนน้ั ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐธรรมนูญใหเหมาะสม
72 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่รูปแบบของ รฐัรปแบบูการปกครองและการบรหาริ ประเทศ บทบญญัตัของิกฎหมายหรอืขอบงคับัใดขดั หรอแยืงตอบทบญญัตัในิรฐธรรมนัญู บทบญญัตันินั้เปนอนัใชบงคับัมไดิ และไมวากรณใดๆ ี หากปรากฏวาผใดูใชกาลํงัประทษรุายเพอื่ลมลางหรอืเปลยนแปลง ี่รฐธรรมนัญูผนูนั้กระทาํ ความผิดฐานเปนกบฏตอประเทศชาติมโทษ ีถึงประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โดยทั่วไปจะบัญญัติหลักการสําคัญของ รัฐธรรมนูญไวดังนี้ 1. รูปแบบของรัฐ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได คําวา ราชอาณาจักรหมายความวา ประเทศไทยเปนประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข และคําวา อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิไดหมายความวา ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว หรอืเอกรฐัมรีฐบาลั เปนศนยูกลางมอีานาจบรํหาริ ประเทศไดทงั้ภายในและภายนอกประเทศ เพียงรัฐบาลเดียว 2. รปแบบูการปกครอง ประเทศไทยมรีปแบบูการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิ อนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุเปนการยนยืนัวา ประเทศไทยมการี ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีรากฐานมาจากประชาชน มุงคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี พระมหากษัตริยทรง เปนประมุข 3. อานาจํอธปไตย ิของรฐัรฐธรรมนัญูกาหนดํอานาจํอธปไตย ิของประเทศไทยไว 3 ประการ ไดแก 1) อํานาจนิติบัญญัติคืออํานาจในการออกกฎหมาย 2) อํานาจบริหาร คืออํานาจในการบริหารการปกครองประเทศ 3) อํานาจตุลาการ คืออํานาจในการพิจารณาตัดสินคดีในศาล ทั้ง 3 อํานาจนี้เปนอํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เปนของชนชาวไทยทุกคน โดยมีพระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนติิบัญญัติผานทางรัฐสภา ใชอํานาจ บริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและใชอํานาจตุลาการผานทางศาล 4. สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย รัฐธรรมนูญคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่ง เปนชนชาวไทย โดยคํานึงถึงวาชนชาวไทยเปนมนุษยที่มีศักด์ศริ ีหรือกลาววา ชนชาวไทย มศีกดัศริ์แหีงความเปนมนษยุหาม ปฏบิตัติอมนษยุเยยงี่ทาสหรอืสตวั นอกจากนที้กคนุยอม มีสิทธิเสรีภาพในรางกาย ในครอบครัว มีสิทธิไดรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมาย กําหนดโดยไมเสียคาใชจาย ทุกคนจะไดรับการคุมครองสิทธิในคดีอาญา สิทธิไดรับการ ใหบริการสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน มีเสรีภาพในการสื่อสารโดยเสรีมีเสรีภาพในการเสนอ ขาวสาร และเสรีภาพในทางวิชาการ เปนตน 5. หนาที่ของชนชาวไทย เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดใชสิทธิเสรีภาพแหงชนชาวไทย แลว ก็จะกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยใหไวดวย โดยกําหนดใหทุกคนมีหนาที่ตองปฏิบัติ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 73 ตามกฎหมาย มีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติศาสนา พระมหากษัตริยและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีหนาที่ตองปองกันประเทศ รักษาผล ประโยชนของชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนาที่ตองไปใชสิทธิเลือกตั้งตามที่กฎหมาย กําหนด มีหนาที่ตองเสียภาษีอากร มีหนาที่ตองพิทักษปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนตน 6. นโยบายพื้นฐานของรัฐ รัฐธรรมนูญจะกําหนดใหรัฐบาลหรือผูบริหารประเทศ ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาวา รัฐมีนโยบายในการบริหารประเทศอยางไรในเรื่องเกี่ยวกับ ดานความมนคงั่ของรฐัดานการบรหาริราชการแผนดนิดานการศกษาึศาสนาและวฒนธรรมั ดานการตางประเทศ ดานเศรษฐกิจ ดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญาและพลังงาน ดานการมีสวนรวมของประชาชน เปนตน 7. ระบบรัฐสภา รัฐสภาทําหนาที่เปนฝายนิติบัญญัติรัฐธรรมนูญจะกําหนดให สมาชิกผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนกี่คนและที่มาของสมาชิกดังกลาววิธีการ ไดมาอยางไร 8. คณะรฐมนตรั ีซงึ่ทาหนําท เปี่น ฝายบรหาริคอืรฐบาลัจะมรีฐมนตรัจีานวนํเทาใด และมีวิธีการไดมาอยางไร 9. ศาล ซึ่งทําหนาที่เปนฝายตุลาการเปนองคกรพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตอง ดําเนินไปดวยความยุติธรรม มีศาลอะไรบาง พรอมกําหนดหนาที่อํานาจศาลไวโดยชัดแจง 10. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เปนองคกรที่มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบการ ใชอํานาจรัฐของเจาหนาที่รัฐ วาถูกตองเปนธรรมหรือไมรวมทั้งอํานาจในการถอดถอน เจาหนาที่รัฐออกจากตําแหนงดวย 11. การปกครองสวนทองถนิ่เปนการ ใชอานาจํแกองคกร ปกครองสวนทองถนิ่ ให มีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณของ ประชาชนในทองถน่ิและสงเสรมิใหองคกร ปกครองสวนทองถน่ิเปนหนวยงานหลกัในการจดทัาํบรการิสาธารณะ มสีวนรวม ในการตดสันิ ใจ แกปญหาในพื้นที่ 12. การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใชบังคับแลว ยอมมี การแกไขเพิ่มเติมไดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไวกลาวคือ จะระบุใหอํานาจแกคณะบุคคล โดยเฉพาะที่สามารถยื่นญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไดเวนมีขอหามบางประการจะ ทาการํแกไขเพมเติ่มิมไดิ คอืจะขอแกไขการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหาี กษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทั้ง 2 ประการนี้จะกระทํามิได สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ นอกจากหลกการัทเปี่นสาระสาคํญัรวมของรฐธรรมนัญูดงทักลี่าวมาแลวรฐธรรมนัญู ทั้ง 18 ฉบับ ยังมเอกลี ักษณเฉพาะซึ่งเปนสาระสําคัญแตกตางกันไปโดยสรุปไดดังนี้ 1. พระราชบญญัตัริฐธรรมนัญูการปกครองแผนดนิสยามชวคราว่ัพทธศุกราชั 2475 เปนรฐธรรมนัญูฉบบัแรก สาระสาคํญัคอื ประเทศไทยตอง ปกครองแบบประชาธปไตย ิ
74 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศเปนของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎร มีอํานาจกวางมาก คือ พิจารณารางกฎหมาย ดแลูควบคมุการบรหาริ ประเทศ มอีานาจํแตงตง้ัและถอดถอนคณะ กรรมการราษฎร (คณะรฐมนตรั ) ีฯลฯและมอีานาจํวนิจฉิยัคดซีง่ึพระมหากษตรัยิเปนผตูองหา ซึ่งศาลธรรมดาไมมีสิทธิ์รับฟองได 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใช 10 ธนวาคมัพทธศุกราชั 2475 มหลีกการัสาคํญัแตกตางจากฉบบัท 1 ่ี อันเปนฉบับชั่วคราวดังนี้ 1) ยกยองฐานะพระมหากษัตริยใหสูงขึ้น โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอัน เปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดหรือฟองรองมิได ใหองคพระมหากษัตริยและ พระบรมวงศานุวงศตั้งแตหมอมเจาขึ้นไปอยูในฐานะเปนกลางทางการเมือง คือไมตองรับ ผิดทางการเมือง 2) สภานติบิญญัตั (ิสภาผแทนู ราษฎร) ไมมอีานาจํ ปลดพนกังานประจาํมอีานาจํ ออกกฎหมาย มีอํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหาร ก็มีอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรได) 3) ฝายบรหาริซง่ึเดมิเรยกวีา “คณะกรรมการราษฎร” เปลยน่ี เปน “คณะรฐมนตรั ” ี คณะรัฐมนตรีนี้พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน และในจํานวน 14 คนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใชยาวนานที่สุดคือ ประมาณ 15 ป 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ พทธศุกราชั 2475 เปนหลกั โดยตองการ ใหมการี ปกครองในระบอบประชาธปไตย ิมากยงข่ิน้ึ มีสาระสําคัญดังนี้ 1) กาหนดํ ใหมสภาี 2 สภา คอืสภาผแทนฯูกบัวฒุสภาิ (เดมิเรยกวีาพฤฒสภาิ ) ใหสมาชกสภาิผแทนูมาจากการเลอกตืงั้โดยตรงสวนสมาชกสภาิมาจากการเลอกตืงั้โดยออม 2) มีบทบัญญัติแยกขาราชการประจํากับขาราชการการเมืองออกจากกันเปน ฉบบัแรก และกาหนดํวานายกรฐมนตรั ีรฐมนตรั ีสมาชกิรฐมนตรั ีดารงํตาแหนํงขาราชการ ประจําใดๆ มิได 3) อนญาต ุใหมการีจดตังั้พรรคการเมองื ไดเปนครงแรกั้ (เดมิมเพียงีพรรคเดยวี คอืคณะราษฎร) รฐธรรมนัญูนถี้กูยกเลกิโดยคณะรฐประหาร ัเมอื่ 8 พฤศจกายนิพทธศุกราชั 2490 มีอายุการใชเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2490) ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก ไมสามารถแกปญหาเศรษฐกิจและสังคมไดสาระสําคัญ คือ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 75 1) มีสภา 2 สภา เชนเดิม คือสภาผูราษฎรและวุฒิสภา 2) อํานาจหนาท่ีวุฒิสมาชิกมีมากข้นึคือ นอกจากยับย้งัรางกฎหมายแลว ยังมี อานาจํ ใหความ ไววางใจ หรือไมไววางใจฝายบริหารได 3) เพิ่มเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย คําปรึกษาแตพระมหากษัตริยแตไม มีอํานาจบริหารราชการแผนดิน 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับนี้ผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับที่ดี มั่นคง และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว กวางขวางและปองกนัการใชอานาจํของรฐัตอการละเมดิสทธิเสริภาพีของประชาชนไวดวย สวนสภาใหมีสภา 2 สภา เชนเดิม ฉบับนี้ใชได 2 ปเศษ ก็ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 6. รฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทยพทธศุกราชั 2475 แกไขเพมเต่ิมิพ.ศ. 2495 เหตผลุทคณะี่ประหารนาํรฐธรรมนัญูฉบบันมาี้ ใชคอืเหนว็าเหมาะสมกบัสถานการณ บานเมืองชวงนั้น วิธีการนํามาใชประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ฉบับที่ 2) กอน พรอมตั้ง คณะกรรมการแกไขปรับปรุงไปดวย เมื่อเสร็จแลวจึงนํามาประกาศใชเมื่อ 8 ตุลาคม 2495 สาระสาคํญัเหมอนืฉบบัเดมิทกประการุแตไดแก ไขเพมเติ่มิเรองสื่าคํญัคอืกาหนดํ วิธีลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชตไดทํารัฐประหาร แตยังคงใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยแตงตั้งรฐมนตรั ีชั่วคราวและวุฒิสภาขึ้นมาใหมพรอมทั้งประกาศให มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม วันที่ 20 ตุลาคม 2501 คณะรัฐประหารชุดเดิม ไดประกาศประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบบันี้คณะรฐประหาร ั ประกาศใชเปนรฐธรรมนัญู การปกครองชั่วคราว มเพี ียง 20 มาตรา สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากขึ้น โดยเฉพาะ นายกรฐมนตรัมีอีานาจํเดดขาด็ตามมาตรา 17 ดวยการขอมตคณะิรฐมนตรั ในีการใชอานาจํ สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดที่เห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ ประเทศชาติและราชบัลลังก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง รวมเวลาที่ใชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใช 20 มิถุนายน 2511 เปนฉบับที่ 2 ที่รางโดยสภารางรัฐธรรมนูญ
76 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (ซึ่งแตงตั้งโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเวลารางนานที่สุดคือกวา 9 ปสิ้นเปลืองคาใชจายถึง 100 ลานบาท สาระสําคัญมีดังนี้ 1) ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับยั้ง รางกฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหาร เทาเทียมสภาผูแทนราษฎร 2) มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรีเปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท พอที่จะทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรียกรองตําแหนงรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชไดประมาณ 3 ปก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหาร โดยกลุมบุคคลที่มีสวนรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใช 15 ธันวาคม 2515 ผูประกาศใชคือ รัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร ผูทํารัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงตั้งมีหนาที่ออก กฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ปและมี สิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรีไดแตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอื่นๆ ยังคง เหมือนกับรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งเนนอํานาจสูงสุด เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี รฐธรรมนัญูฉบบันประกาศ ี้ ใชไดเพยงี ปเศษนสิตินกศักษาึและประชาชนกได็รวม พลงัเรยกรีอง ใหมการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูฉบบัใหมโดย เรว็วนทั 14 ี่ตลาคมุ 2516 รฐบาลั ชดุจอมพลถนอม กตติขจริ จงึออกไป นายสญญาัธรรมศกดั ิ์ไดรบัการแตตงั้ใหเปนนายกฯ และยังใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้และประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใช 7 ตุลาคม 2517 เปนฉบับที่มีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับ ที่ใชมา มีสาระสําคัญดังนี้ 1) มรีฐสภาั 2 สภา คอืสภาผแทนูและสภาวฒุสภาิสภาผแทนูมาจากการเลอกตืง้ั วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและมีอํานาจนอยกวาวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ 2) การสบืราชสมบตัิในกรณไมีมพระีราชโอรสรฐสภาัอาจใหความเหน็ชอบในการ ใหพระราชธดาิสืบสันตติวงศได 3) หลกการัดาเนํนงานิทางการเมองื ใหเป นไป โดยระบบพรรค ผแทนู ราษฎรตอง มสีงกัดัพรรคการเมองืมใหิสมาชกิรฐสภาัทาการํคาหรอืกจการิ ใดทอาจี่ทาใหํรฐัเสยีประโยชน 4) นายกรฐมนตรัตีองมาจากสมาชกสภาิผแทนู ราษฎร รฐมนตรัตีอง เปนสมาชกิ สภาอยางนอยครง่ึปรัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา การคามิได 5) ใหประชาชน มบทบาที ในการปกครองทองถน่ิของตนเองตามระบอบประชาธปไตย ิ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 77 6) มีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนูญนี้ ใชไดเพียง 2 ปก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 คณะปฎิรูปการปกครองประกาศใชเมื่อ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง คลายรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหมีรัฐสภารัฐสภาเดียวแต เรียกชื่อวา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม คณะรฐมนตรัหรีอืฝายบรหารินายกฯมอีานาจํเดดขาด็ ในการบรหาริตามมาตรา 21 (เหมอนื มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ.2515) รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิกใชเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง คลายธรรมนญูการปกครองและรฐธรรมนัญูพ.ศ. 2502 2515 2519 เพมเติ่มิสาระสาคํญั คือ กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่ กําหนดนโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรีใหความเห็น ชอบเกี่ยวกับการใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ รฐธรรมนัญูถกูยกเลกิและมการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงอาณาจกรั ไทย พ.ศ. 2521 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้รางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสาระสําคัญคือ 1) โครงสรางการปกครอง กําหนดดังนี้ รัฐธรรมนูญ ฝายนิติบัญญัติ ฝายบริหาร สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา ฝายตุลาการ ฝายฎีกา ศาลอุทธรณ ศาลชั้นตน คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม พระมหากษัตริย
78 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2) รัฐสภามี 2 สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและอํานาจไมเกิน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผูแทน 3) ไมกาหนดํวาคณะรฐมนตรัจะีตองมาจากรฐสภาัแตจะตองแถลงนโยบายแก รัฐสภา เม่ือเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจสั่งการหรือการ กระทําการใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวาคณะรัฐมนตรีไดรับการจัดตั้งจะเขาปฏิบัติงาน 4) การเลอกตืง้ั 4 ปแรกตงแต้ัเรม่ิประกาศใชรฐธรรมนัญูฉบบัน้ีใหมการีเลอกตืง้ั แบบแบงเขตผูเขารับการเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ไดหลังครบ 4 ปแลว ใหถอืเขตจงหวัดัเปนเขตการเลอกตืงั้เวนแตกรงเทพมหานครุใหแบง เปน 3 เขต และผสมูครั เขารับการเลือกตั้งจะตองสังกัดพรรคการเมือง 14. ธรรมนญูการปกครองราชอาณาจกรั ไทย พทธุศกราชั 2534 (ฉบบัร.ส.ช.) ร.ส.ช. หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้ ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กาหนดํ ใหมสภาีนติบิญญัตัแหิงชาตสภาิเดยวีมหนีาทร่ีาง รฐธรรมนัญูและพจารณาิรางและรฐมนตรัตามทีนายกฯ่ีกราบบังคมทูล เพื่อบริหารราชการ แผนดิน 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพมเต่ิมิฉบบัท 6 ่ีพ.ศ. 2539 นบเป ันฉบบัท 15 ่ี ประกาศใช 9 ธนวาคมั 2534 มีสาระสําคัญเพิ่มเติมดังนี้ 1) พระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรี 1 คน และ องคมนตรอีื่นอีกไมเกิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี 2) รัฐสภา ประกอบดวยสภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทน ประกอบดวย สมาชิก 393 คน สมาชกิวุฒิสภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปนประธานรัฐสภา 3) นายกรัฐมนตรีตองเปนสมาชิกสภาผูแทน 4) การผูเลือกตั้ง ใชการเลือกตั้งแบบแบงเขตและรวมเขต 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา รฐธรรมนัญูทกุฉบบัทเคยี่ประกาศใชในประเทศ ไทยหลงัเปลยนแปลง ี่การปกครองจากระบอบ สมบรูณาญาสทธิราชยิมา เปนระบอบประชาธปไตย ิ ในวนทั 24 ี่มถินายนุ 2475 และเนองจากื่ ประชาชนทวไป ั่กวา 800,000 คน มสีวนรวม โดยตรงและโดยออม ในการยกรางรฐธรรมนัญู ฉบับนี้จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ นักการเมืองเหมอนื ในสมัยเรียน ดวยเหตุนี้จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” 17. รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ หวหนัาคณะปฏริปูการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 79 เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการที่ไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อรางรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว และไดมีการตั้งหนวยงานในการดําเนินงานดังนี้ 1) สภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่แทนรัฐสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน 2) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ 3) สภารางรัฐธรรมนูญ พ .ศ. 2550/สมัชชาแหงชาติของประเทศไทย ทําหนาที่ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550 4) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทาํทก่ีอ ใหเกดิความเสยหายีตอรฐัทาหนําท่ี ตรวจสอบทรพยัสนิอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผานมา 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชตงแตั้วนทั 24 ี่สงหาคมิพ.ศ.2550 เปนฉบบัทมี่การีจดทัาํรางรฐธรรมนัญู โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารางรัฐธรรมนูญได แตงตั้งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงราง รัฐธรรมนูญใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญและองคกรซึ่งเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอ ความเหน็รวม 12 คณะ หลงจากนันั้ ไดนาํรางรฐธรรมนัญูดงกลัาวเผยแพรให ประชาชน ทราบ แลวนําเสนอรางรัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางทั้ง ฉบบัเรยงี เปนรายมาตรา เมอื่สภารางรฐธรรมนัญูพจารณาิ ใหความเหน็ชอบแลวจงึมการีเผย แพรตอ ประชาชนเพอื่ทราบทงั้ฉบบัและจดให ั ประชาชน ผมูสีทธิเลิอกตืงั้ออกเสยงี ประชามติ วาจะใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศ เมื่อวันอาทิตยท่ี 19 สิงหาคม 2550 ระหวางเวลา 08.00 ถึง 16.00 นาิกา ซึ่งเปน การออกเสียงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของ ประชาชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธิออกเสียง ประชามตจิานวนํ 25,978,954 คน คดิเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสยงี ประชามตยอมริบั 14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ 56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ 41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน 504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออก ประชามติของประชาชนทั่วราชอาณาจักรยอมรับรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประธานสภา นิติบัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายแดพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 จากการปฏบิตัิดงกลัาวจงึเปน ประวตัิศาสตรชาติไทยวา ไดมอบสทธิ ิและอานาจํ ให ประชาชนชาวไทยใหมการีออกเสยงีลงประชามตวิาจะยอมรบัหรอืไมยอมรบัรางรฐธรรมนัญู แหงราชอาณาจักรไทยเปนครั้งแรกของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีสาระสําคัญที่แกไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 หลายประเด็น ดังนี้
80 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 1. รัฐสภา ประกอบดวยสภาผแทนู ราษฎรและวฒุสภาิทงหมดั้ 630 คน คอืสมาชกสภาิผแทนู ราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒิสภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจาก การเลือกตั้งแบบ แบงเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุของสภา ผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ปนับตั้งแตการเลือกตั้งวุฒิสภา ประกอบดวยสมาชิก (สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คนไดมาจากการเลือกตั้งในแตละจังหวัด จังหวัด ละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน ส.ว. ทงหมดั้หกัดวยส.ว. ทมาจากี่การเลอกตืงั้) สมาชกภาพิของสมาชกิวฒุสภาิ (ส.ว.) ทมาจากี่ การเลือกตั้ง เริ่มตั้งแตวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลสรรหาสมาชิกภาพ ของวุฒิสภา (ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ปนับแตวันเลือกตั้งหรือวันที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได 2. คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม เกิน 35 คน มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูที่จะดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตอง เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ป ไมไดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ปตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํา กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย 1) องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแก (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (2) ผูตรวจราชการแผนดิน (3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ป.ป.ช) (4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน(คตง) 2) องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มี 3 องคกร ไดแก (1) องคกรอัยการ (2) คณะกรรมการสทธิ ิมนุษยชนแหงชาติ (3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 4. หลักการอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 1) การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน 10,000 คน (เดมิกาหนดํ ไว 50,000 คน) มสีทธิเขิาชอ่ืเสนอรางพระราชบญญัตัติอ ประธานสภา
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 81 2) การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ เลือกตั้ง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหวุฒิสภาเริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมือง 3) จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติเรื่องจริยธรรมไว 4) การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพยสินและหนี้สินของตน คูสมรส และบุตรที่ยงัไมบรรลุนิติภาวะ เปนตน เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององค กรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา ตั้งแตปพ.ศ. 2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจํานั้นจะมี อํานาจอยางมากมายและกวางขวางมาก หลายครั้งประชาชนมีความคลางแคลงใจใน พฤตกรรมิของผบรูหาริ ประเทศทงั้ฝายการเมองืและฝาย ประจาํวานาจะเปนไป เพอื่ ประโยชน ตนหรือพวกพองมากกวาเพื่อผลประโยชนของประเทศก็ไมสามารถดําเนินการตรวจสอบ ใดๆ ได จนกระทงั่เมอื่มการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2540 ซงึ่ ไดรเริมิ่ ใหมการีควบคมุอานาจํรฐัโดยบญญัตัไวิ ในหมวดท 10 ี่การตรวจสอบการใชอานาจํ รัฐ มาตรา 291 – มาตรา 311 ซึ่งไดกลาวถึงเรื่อง 1. การแสดงบัญชีรายการทรัพยสินหนี้สิน 2. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 3. การถอดถอนจากตําแหนง 4. การดําเนินคดีอาญากับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง นอกจากการกลาวถึงเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้ง องคการอสระิขนึ้มาเพอื่ทาหนําท ใดี่หนาทหนี่งึ่ โดยตรง เชนคณะกรรมการปองกนัและปราบ ปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการการเลือกตั้ง แตยังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยางชัดเจน ดังนั้นเมื่อการกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ ที่ไมตรงกันวา หมายถึงองคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปนคําที่ใชเรียกรวมๆ ถึงองคกรที่รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2540 บญญัตัใหิมขีนึ้เพอื่ทาหนําท ในี่หนาทหนี่งึ่ โดยเฉพาะเชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทําหนาที่ในการจัดการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ
82 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําหนาที่ในการปอง กันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปนตน สวนคาํวา “องคกรตามรฐธรรมนัญู ” มทีใชี่ ในมาตรา 266 ซงึ่บญญัตัวิา “ในกรณี ที่องคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญมีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ใหองคกรนั้นหรือประธาน รฐสภาัเสนอเรองื่พรอมความเหน็ตอศาลรฐธรรมนัญูเพอื่พจารณาิวนิจฉิยั” ซงึ่ตามคาํวนิจฉิยั ของศาลรัฐธรรมนูญ ไดใหความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” วา หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมีขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลยุติธรรม เปนตน จนกระทงั่เมอื่มการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2550 ไดท าใหํเรอง่ืดงกลัาวมความีชดเจนัขน้ึ โดยกาหนดํ ใหมหมวดีทว่ีาดวยองคกรตามรฐธรรมนัญู ไวในหมวด 11 มาตรา 299 – มาตรา 258 โดยแยกเปน 2 สวน รวม 7 องคกร คือ สวนที่ 1 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 4 องคกร ประกอบดวย 1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2) ผูตรวจการแผนดิน 3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน สวนที่ 2 องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 3 องคกร ประกอบดวย 1) องคกรอัยการ 2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ 3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ บทบาทหนาที่ขององค กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ หนาที่ดังนี้ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน กรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือก จากผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีซื่อสัตยสจรุติมวาระีการดารงํตาแหนํง 7 ปนบั ตงแต้ัวนทัพระมหากษ่ีตรัยิทรงแตงตง้ัและดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระเดยวโดย ี ประธานวฒุสภาิ เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตาม กฎหมาย 2) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึง ความสุจริตเที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 83 3) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การ สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวม ทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจาย หรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง 4) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปน ตามกฎหมาย 5) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่ เกิดขึ้นตามกฎหมาย 6) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวย เลอกตืงั้หนงึ่หรอืทกุหนวยเลอกตืงั้เมอื่มหลีกฐานัอนัควรเชอได ื่วาการเลอกตืงั้หรอืการออก เสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้นๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 7) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ 8) สงเสรมิและสนบัหรอืประสานงานกบัหนวยราชการหนวยงานของรฐัรฐวัสาหกิจิ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคกรเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุและสงเสรมิ การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน 9) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลอกตืงั้มอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเกี่ยวขี่องจากบคคลุ ใดหรอืคณะกรรมการการเลอกตืง้ัมอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเก่ียวข่ีองจากบคคลุใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นได 2. ผตรวจการูแผนดนิ เปนคณะบคคลุจานวนํ 3 คน ซง่ึพระมหากษตรัยิทรงแตงตง้ั ตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถอืของประชาชน มีความรอบรูและ มประสบการณ ี ในการบรหาริราชการแผนดนิวสาหกิจิหรอืกจกรรมิอนเป ัน ประโยชนรวมกนั ของสาธารณะและมความีซอส่ืตยัสจรุติมวาระีการดารงํตาแหนํง 6 ปนบแตัวนทัพระมหากษ่ีตรัยิ ทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการและใหมสีานํกงานัผตรวจการูแผนดนิเปนหนวยงานอสระิ ในการ บริหารงานบุคคล การงบประมาณ การดําเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูตรวจสอบการแผนดิน มีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี (1 ) การไมปฏบิตัตามกฎหมายิหรอืปฏบิตันอกเหนิอือานาจํหนาทตามกฎหมายี่ ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น
84 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (2 ) การปฏบิตัหริอืละเลยไมปฏบิตัหนิาทของี่ขาราชการพนกงานัหรลืกจูางของ หนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิด ความเสยหายีแกผรูองเรยนีหรอืประชาชนโดยเปนธรรม ไมวาการนนั้จะชอบหรอืไมชอบดวย อํานาจหนาที่ก็ตาม (3 ) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบ ดวยกฎหมายขององคกรตามรฐธรรมนัญูและองคกร ในกระบวนการยตุธรรมิ ทงน้ั ้ีไมรวมถงึ การพจารณาิพพากษาิอรรถคดของีศาล (4 ) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 2) ดาเนํนการิเกยวกี่บัจรยธรรมิของผดูารงํตาแหนํงทางการเมองืและเจาหนาท ี่ ของรัฐ 3) ตดตามิ ประเมนผลิและจดทัาํขอเสนอแนะในการปฏบิตัตามิรฐธรรมนัญูรวม ตลอดถงึขอพจารณาิเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นวาจําเปน 4) รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป การใชอํานาจหนาที่ตาม (1) (ก ) (ข ) และ (ค ) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ เมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผล กระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพ่ือคุมครองประโยชนสาธารณะ ผตรวจการูแผนดนิอาจพจารณาิและสอบสวน โดยไมมการีรองเรยนี ได 3. คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) เปนองคกรอิสระที่ประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งมี พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา กรรมการปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาต ิตอง เปนผมูความีซอสื่ตยัสจรุติ เปนที่ประจักษมีวาระการดํารงตําแหนง 9 ปนับตั้งแตพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และให ดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระเดยวี โดยมประธาน ีวฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ ใหมีสํานักงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน ออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภา 2) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สงไปยังยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง 3) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่ง ดารงํตงแตั้ผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติกระทําความผิดฐานทุจริตตอ หนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ใน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 85 การยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวม กระทาํความผดิกบัผดูารงํตาแหนํงดงกลัาวหรอืกบัผดูารงํตาํเหนงทางการเมองืหรอืทกระที่าํ ความผดิในลกษณะัทคณะกรรมการี่ปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาตเหินควร็ดาเนํนิ การดวย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัตประกอบ ิรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปราม การทุจริต 4) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนง 5) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง 6) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาท่ีพรอมขอสังเกตตอคณะ รฐมนตรั ีสภาผแทนู ราษฎร และวุฒิสภา ทุกปทั้งนี้ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจา นุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย 7) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.) การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระ มหากษตรัยิทรงแตงตงั้จากผมูความีชานาญํและประสบการณดานการตรวจเงนิแผนดนิการ บัญชีการตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและดานอื่น มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ปนับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธาน วฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ แตงตงั้ประธานกรรมการการตรวจเงนิแผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน และใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่ เปนอสระิ ในการบรหาริบคคลุการงบประมาณ และการดาเนํนการิอนๆื่ ตามกฎหมายบญญัตัิ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1. กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน 2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจ เงินแผนดิน 3. แตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังทีเป่ นอิสระ ทําหนาทีว่ินิจฉัย การดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท เกยวกี่บัคาํวนิจฉิยัของคณะกรมการวนิยัทางการเงนิการคลงัในเรองดื่งกลัาว เปนคดทีอยี่ ในู อํานาจของศาลปกครอง ใหผูวาตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลาง จากบทบาทหนาที่ขององคกรอิสระ 4 องคกรจะพบวาการตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง ตั้งแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกต้งักระบวนการใชอํานาจรัฐโดยคณะ กรรมการปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาต ิคณะกรรมการตรวจเงนิแผนดนและิผตรวจู
86 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม การแผนดิน ท่ีคอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยางเครงครัด ในสภาพตามเปนจริงในปจจุบันจะเห็นไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรการอิสระไม สามารถหยุดยั้ง แกไขปญหาทจรุติคอรรปัชนของ่ันกการเมัองื ไดนอกจากการสงเสรมิใหมี กระบวนการตรวจสอบการดาเนํนิของภาครฐั โดยประชาชนทมี่ความีเขมแขง็เขามามสีวนรวม ในการตรวจสอบอยางจริงจังตอไป บทบาทหนาที่ขององค กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 1 องคกรอยการัมหนีวยธรกุจิทเปี่นอสระิ ในการบรหารงานิบคลุการงบประมาณ และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงานอัยการทําหนา ที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เกี่ยวของ พนกงานอัยการัมอีสระิ ในการพจารณาิสงั่ทาคดํ ีและการปฏบิตัหนิาท ใหี่เป นไป โดย เที่ยงธรรม 2. คณะกรรมการสทธิมนิษยุชนแหงชาต ิประกอบดวย ประธานกรรมาการ 1คน กรรมการอื่นอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง ตําแหนง 6 ปนับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตง้ัและใหดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระ เดยวี โดยประธานวฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ตรวจสอบและรายงานการกระทาํหรอืการละเลยการกระทาํอนัเปนการละเมดิสทธิ ิ มนษยุชน หรอไม ื เป นไปตาม พนธกรณัระหวีาง ประเทศเกยวกี่บัสทธิมนิษยุชนทประเทศ ี่ ไทย ภาคีและเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่ กระทําหรือละเลยการ กระทาํดงกลัาวเพอื่ดาเนํนการิ ในกรณที ปรากฏ ี่วา ไมมการีดาเนํนการิตามทเสนอี่ ใหรายงาน ตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป 2) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความ ชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ 3) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมี ปญหาเกยวกี่บัความชอบดวยรบัธรรมนญูหรอืกฎหมายทงนั้ี้ตามพระราชบญญัตัจิดตังั้ศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 4) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ เปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ 5) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอ ในการปรบปร ังุ กฎหมายและกฎ ตอรฐสภาัหรอืคณะ
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 87 รฐมนตรั ีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน 6) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน 7) สงเสรมิความรวมมอืและการประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน 8) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายใน ประเทศและเสนอตอรัฐสภา 9) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผล ประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง ชาตมิอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเกี่ยวขี่องจากบคคลุใดหรอืเรยกีบคคลุใดมาใหถอย คํา รวมทั้งมีอํานาจอื่นเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ทั้งนี้ตามทกฎหมายี่บัญญัติ 3. สภาทปร่ีกษาึเศรษฐกจิและสงคมัแหงชาต ิมหนีาท ให่ีคาปร ํกษาึและขอเสนอแนะ ตอคณะรฐมนตรั ีในปญหาตางๆทเก่ียวก่ีบัเศรษฐกจิและสงคมัรวมถงึกฎหมายทเก่ียวข่ีองมี สานํกงานั เปนหนวยงานทเปี่นอสระิ ในการบรหาริงานบคคลุการงบประมาณ และการดาเนํนิ การอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบาทหนาทของี่องคกรตามรฐธรรมนัญูทงั้ 2 ประเภท พบความแตกตางของ บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่ รฐธรรมนัญูกาหนดํ ใหองคกรอสระิตามรฐธรรมนัญูสามารถเสนอรางกฎหมาย ไดตามมาตรา 139 องคกรอสระิตามรฐธรรมนัญูสามารถเสนอรางพระราชบญญัตั ประกอบ ิรฐธรรมนัญูซงึ่ ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ ตามมาตรา 182 สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยว กบัการจดัองคกรและรางพระราชบญญัตัทิ ประธาน ี่องคกรนนั้เปนผรูกษาั ไดดวยสวนองคกร อื่นตามรัฐธรรมนูญไมมีบทบัญญัติในลักษณะดังกลาว เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก รปแบบูการเมองืการปกครองของไทยตงแตั้สมยัสโขทุยัจนถงึปพทธศุกราชั 2475 เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่ มาจากกลมุผปกครอง ูคอืทหารและกลมุขนนางุสวน ประชาชนเปนแคไพร ธรรมดาหรอืทาส ทตี่องทาตามํคาํสงของั่กลมุผปกครอง ูเทานนั้ซงึ่เปนทมาี่ของระบบอปถุมภั ความอยตุธรรมิ ตางๆทเกี่ดขินึ้เกดิจากบคคลุทเปี่นกลมุผปกครอง ูในชวงเวลานนั้ ไมมระบบีทจะี่ตรวจสอบ หรือถวงดุล อํานาจกับคณะผูปกครองไดจากรูปแบบการปกครองดังกลาวเมื่อมีชาวตะวัน ตกเดนทางิเขามายงัประเทศไทยจงึมองวา ไทยเปนบานป าเมองืเถอนื่ (อนารยชน) โดยเฉพาะ อยางยิ่งเมื่อชาวตะวันตกที่เดินเขามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทาหนํ ังสือสัญญา
88 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม พระราชไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําขึ้นมานั้นไดยอมใหฝรั่งมี่สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต คือ ยอมใหฝรั่งตั้งศาลขึ้นเรียกวา “ศาลกงสุล” ขึ้นพิจารณาคดีความของ คนในบังคับของตนได อันเปนการไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งนี้เนื่อง มาจากวา ฝรง่ัถอวืากฎหมายและวธิพีจารณาิความของประเทศไทยยงัไมมระเบียบีแบบแผนดี พอ การที่ฝรั่งตางประเทศมีศาลกงสุลพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนนั้น ทําให ประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครองเกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการสิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศใน เวลานั้น) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปาเมืองเถื่อน แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เมื่อปพุทธศักราช 2448 สภาพ สงคมั ไทยกย็งัไมมความี เปลยนแปลง ี่มากนกัเพราะประชาชนยงัตดขิองอยกูบัความเคยชนิ ในการมคนี ปกปองคมุครองและยงัไมมการีจดัการ ศกษาึ ใหแก ประชาชน เปนระบบจนกระทงั่ สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อกระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนักเรียนไทยไป ศึกษา ยังตางประเทศจํานวนมาก กลุมนักศึกษาเหลานี้เมื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดนํามาสิ่งที่พบเห็น และองคความรูในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันกลับเขามาดวย และพยายามที่จะ พฒนาั ประเทศไทยใหพนจากคาํวาบานป าเมองืเถอนื่ ในหลายๆดานหนงึ่ ในการเปลยนแปลง ี่ ประเทศคอืเรองื่การปฏริปูการปกครองโดยการยดอึานาจํของคณะราษฎรเมอื่ป พทธศุกราชั 2475 (หลงัการเลกทาสิ 27 ป) จากระบอบสมบรูณาญาสทธิราชิมาเปนการ ปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน สยามประเทศ โดยถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมาย อื่นจะขัดหรือแยงมิได หลักการสําคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปน ของราษฎรทั้งหลาย พระมหากษัตริยทรง เปนประมุขของประเทศ ภายใตรัฐธรรมนูญ การประกาศใชรฐธรรมนัญูมไดิท าใหํสภาพสงคมั ไทยเกดการิ เปลยนแปลง ี่แบบถอน รากถอนโคนเพราะกลมุผนูาทางํความคดิสวนใหญ เปนผทูไดี่รบัทนุไปศกษาตึอตางประเทศ ประชาชนสวนใหญของประเทศยังไดรับการศึกษานอยจนกระทั่งเมื่อมีการสงเสริมให ประชาชนไดรับการศึกษาสูงขึ้น ประชาชนกลุมนี้จึงไดเริ่มตะหนักถึงสถานภาพ บทบาท หนาที่สิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงไดรับจากรัฐ บทบญญัตัในิรฐธรรมนัญูทถี่อวืามผลตีอการเปลยนแปลง ี่ของสภาพสงคมั ไทยไดแก 1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงวามีสิทธิเทาเทียมกัน 2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกัน ในกฎหมาย และไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียวกัน 3. ที่มาของรัฐบาล 4. การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ 5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งที่เปน
รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 89 สทธิและิเสรภาพีสวนบคคลุเชนสทธิและิเสรภาพี ในชวีติและรางกายของบคคลุ การจบัและคมขุงัการคนตวับคคลุหรอืการกระทาํ ใดอนักระทบตอสทธิและิเสรภาพีตามวรรค หนงึ่จะกระทาํมไดิ เวนแตมเหตีตามทุ กฎหมายี่บญญัตั ิการเขาไปในเคหสถาน โดยปราศจาก การความยนยอมิของผครอบครองูเสรภาพี ในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยเสรภาพีบรบิรณูในการ นับถือศาสนา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและส่อมวลชนื สิทธิเสรีภาพในการศึกษา สิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน หลกประก ันัทประชาชน ี่จะตอง ไดรบัการคมครองุและดแลูจากรฐัและมผลตีอการกระตนุให ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการพิทักษสิทธิของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตนที่จะไมไป ละเมิดตอสิทธิของผูอื่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผลจากการมีรัฐธรรมนูญที่เห็นได อยางเปนรูปธรรมไดแก 1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเขามามีสวนรวมในการบรหาริจัดการประเทศ โดยการตั้งพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง 2. เกดิการรวมตวัของกลมุบคคลตุงั้เปนมลนูธิเพิอื่ปกปองดแลูสทธิของิ ประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ เชนมูลนิธิคุมครองผูบริโภค มูลนิธิคุมครองสิทธิสตรี 3. การรวมตัวของกลุมบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกรองความเปนธรรม 4. มระบบียตุธรรมิทพี่จารณาิตดสันิคดความีจากเอกสาร พยาน หลกฐานัมระบบี การไตสวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อใหรับสารภาพ 5. ประชาชนไดรบบรั ิการในสิ่งที่เปนปจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ไดแกบริการ การศึกษา บริการการรักษาพยาบาล ความเปลยนแปลง่ีทเก่ีดขิน้ึในสงคมั ไทยดงกลัาวมผลี ใหประเทศ ไทยไดรบัการยอมรบั ในสายตาชาวโลกมากขึ้นวามิไดมีความเปนบานปาเมืองเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ ยอมรับในกฎหมายไทย
90 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น การอยูรวมกันเปนสังคมของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไปยอมมีความขัดแยงกันใน บางโอกาส เพราะแตละบุคคลยอมมีความปรารถนาที่แตกตางกันอันนําไปสูความขัดแยง และทะเลาะวิวาทกันไดทุกสังคมจึงตองวางกฎ กติกาในการอยูรวมกันเพื่อเปนขอตกลง กลาง ในการอยูรวมกันวาสิ่งใดทําไดสิ่งใดทําไมไดหากฝาฝนจะมีโทษอยางไร เมื่อสังคมมี ขนาดใหญขึ้นเปนระดับประเทศที่มีประชากรรวมกันหลายลานคน ผูปกครองก็จําเปนตอง วางกฎขึ้นซึ่งเรียกกันวา “กฎหมาย” เพื่อเปนขอตกลงในการอยูรวมกันของคนทั้งประเทศ เมอื่ประเทศไทยเปลยนแปลง ี่เปนการ ปกครองแบบประชาธปไตย ิเมอื่ปพ.ศ. 2475 และกาหนดํ ใหรฐธรรมนัญูเปนกฎหมายสงูสดุในการปกครองประเทศ โดยกฎหมายอนื่จะขดั หรือแยงมิไดรัฐธรรมนูญในยุคแรกๆแมวาจะเกิดจากการยกรางของคณะบุคคลเพียงไม กี่คนแตก็เปนพัฒนาการทางกฎหมายที่คํานึงถึงความมั่นคงของชาติสถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาที่ของประชาชนในระดับแตกตางกันออกไป และมีการพัฒนาการใน การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการยกรางรัฐธรรมนูญมากขึ้นตั้งแต รฐธรรมนัญูป 2540 เปนตนมาซงึ่เราจะพบวามการีระบถุงึหนาท ี่สทธิและิเสรของี ประชาชน มากขึ้น การจะเขาใจหนาที่สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่มีในสังคมไดนั้น จะตองทําความ เขาใจกับความหมายของ “สถานภาพบทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพ” ดวยเพราะ สถานภาพเปนตนทางของการกําหนดบทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม สถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาที่มีความเกี่ยวของเชื่อมโยงสัมพันธกัน กลาวคือสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาท่ของีบุคคล เราจะเขาใจ และสามารถเชื่อมโยงสถานภาพ บทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพ ไดตอเมื่อเรามีความเขาใจ ในความหมายของแตละคํา ซึ่งเราจะเริ่มทําความเขาใจความหมายของแตละคํา ดังนี้ ความหมาย สถานภาพ หมายถงึตาแหนํงทบี่คคลุไดรบัจากการเปนสมาชกิของสงคมั ในบคคลุ คนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพไดเชน นายสมชาย เปนคนไทยอาชีพรับราชการคร ูเปนศิษยเกามหาวิทยาลัยรามคําแหง ไดแก 1. สถานภาพที่ไดจากถิ่นที่อยูที่ถือกําเนิด ก็จะไดสัญชาติของประเทศที่เกิด เชน คนไทย คนญี่ปุน คนอังกฤษ คนจีน เปนตน 2. สถานภาพที่ไดมาโดยกําเนิด เชน ปูยา ตา ยาย พอ แมลุง ปา นา อา พี่นอง ลูก หลาน เปนตน 3. สถานภาพที่ไดมาจากการศึกษา เชน ศิษยเกา กศน. ศิษยเกาโรงเรียนสตรีวิทยา 4. สถานภาพที่ไดมาจากการประกอบอาชีพหรือการกระทํา เชน ครูหมอ พอคา นายกรัฐมนตรีพระ นักบวช นักโทษ เปนตน 5. สถานภาพที่ไดจากการสมรส เชน สามีภรรยา พอหมาย แมหมาย เปนตน