The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lumpoo_klanmor, 2023-06-13 06:30:50

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

หนังสือแบบเรียนวิชา-ศาสนาและหน้าที่พลเมือง-มปลาย

รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 41 รอนบนราง กษัตริยชาหันครีรบังคับใหทานเลิกประกาศ ศาสนาซิกขและหันมาประกาศ ศาสนาอสลามิแทน แตทาน ไมยอมทาตาํม จงึถกนูาํตวไป ั ใสหมอตม และถกนูาํตวไป ัถวง ใน แมนาระวํ้ ีจนเสยชีวีติพ.ศ. 2149 ครุเทุคบาหาทรุ ถกูกษตรัยิอสลามิ ประหาร เพราะเรอง่ืการประกาศศาสนาซกขิเชนกนั ในการกูเอกราชของประเทศอินเดีย ปรากฏวาชาวซิกขไดสละชีวิตเพื่อการนี้เปน จํานวนมาก เกี่ยวกับฐานะของสตรี ศาสนาซิกขยกสตรีใหมีฐานะเทาบุรุษ สตรีมีสิทธิใน การศึกษา รวมสวดมนตหรือเปนผูนําในการสวดมนตเทากับบุรุษทุกประการคุรุนานักให โอวาทแกพวกพราหมณผูเครงในวรรณะสี่ไววา “ พวกทาน ประณามสตรีดวยเหตุใด สตรีเหลาน้เปีนผูใหกาํเนดิแกราชา ครุ ุศาสดา และแมแตตวัทานเอง” เกยวก่ีบัเสมอภาค และเสรภาพี ครุนาุนกัสอนวา “ โลกทงหมด้ัเกดิจากแสงสวาง อันเดียวกัน คือ ( พระเจา) จะวาใครดีใครชั่วกวากันไมได” คุรุโควินทสิงห สอนวา สุเหรา มณเฑียร วิหาร เปนสถานที่บําเพ็ญธรรมของคน ทั้งหลายเหมือนกัน ที่เห็นแตกตางกันบาง เพราะความแตกตางแหงกาลกาละและเทศะ วิหารของซิกขมีประตูสี่ดาน หมายความวาเปดรับคนทั้งส่ทีิศ คือ ไมจํากัดชาติ ศาสนา เพศ หรือวรรณะใด ในการประชุมทางศาสนาทุกคน ไดรับการปฏิบัติที่เสมอภาค ผูแจกหรือผูรับแจกอาหารจากโรงทานของกองการกุศล จะเปนคนในวรรณะใดๆ ชาติใดก็ ไดคนทุกฐานะ ตองนั่งกินอาหารในที่เสมอหนากัน เรื่องของโรงอาหารเปนสิ่งสําคัญมากของศาสนสถาน คุรุรามทาส ไดตั้งกฎไววา ใครจะเขาพบทานตองรับอาหารจากโรงทานเสียกอน เพื่อเปนการแสดงใหเห็นประจักษวา รับหลักการเสมอภาคของทานคุรุครั้งหนึ่งอักบารมหาราชไปพบทานเห็นทานนั่งกินอาหาร ในที่เดียวกับสามัญชน ทําใหอักบารมหาราชพอพระทัยถวายเงินปแดทานคุรุผูนี้ อีกประการหนึ่งจะเปนผูใดก็ตามจะตองปฏิบัติสังคีต ( พิธีชุมนุมศาสนิก) ดวยมือของตนเองคือตองเชด็รองเทา ตกนัาํ้ ทาํทกอยุางดวยตนเอง ไมม ใคร ี ไดรบัยกเวน เปนพเศษิ ผใดู ปฏบิตัตามิ ไดมาก ยง่ิเปนซกขิทด่ีมากี 4. ศาสนาซิกข  เขาสูประเทศไทย ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพขายอิสระ บางก็แยกยายถ่นฐานิทํามาหากินไปอยู ตางประเทศบาง ก็เดินทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคา ชาวซิกขผูหนึ่งชื่อนายกิรปารามมาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อ สินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อครั้งหนึ่งมีมาพันธุดีรวมอยูหนึ่งตัว เมื่อ ขายสินคาหมดแลว ไดเดินทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยไดนํามาตัวดังกลาวมาดวย เขาไดมาอาศยอยั ในูพระบรมโพธสมภาริของพระมหากษตรัยิสยาม ไดรบัความอบอนใจ ุเปน


42 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม อยางยงิ่ดงนันั้เขามโอกาส ีเขาเฝาพระบาทสมเดจพระ็ จลจอมเกลุาเจาอยหูวั และไดถวายมาตวัโปรดของเขา แดพระองคดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเดจพระ็จลจอมเกลุาเจาอยหูวัเห น็ในความ จงรกภักดัของีเขา ไดพระราชทานชาง ใหเขาหนงึ่เชอกื ตลอดจนขาวของเครองใช ่ื ท่จีาเปํน ในระหวางเดนทางิ กลบัอนเดิยี เมอื่เด นทางิกลบัมาถงึอนเดิยีแลวเหนว็าของ ที่ไดรับพระราชทานมานั้น สูงคาอยางยิ่งควรที่จะเก็บ รักษาใหสมพระเกียรติยศแหงพระเจากรุงสยาม จึงได นําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร และยํามูพรอมทั้งเลาเรื่องที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยามไดรับความสุขความสบายจากพี่ นองประชาชนชาวสยามซึ่งมีพระเจาแผนดินปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอง สรรเสริญของประชาชน พระราชาแหงแควนแคชเมยรี ได ฟงเรองราว่ืแลวกม็ความีพอพระทยัอยางยง่ิทรงรบัชาง เชอกืดงกลัาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชาพาหนะตอไป พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทอง ใหนายกริปารามมาคานเปนรางวลัจากนน้ัเขากได็เดนทางิกลบับานเกดิณ แควนป  ญจาป แต ครงน้ัเขา้ี ไดรวบรวมเงนทองิพรอมทง้ัชกชวนัเพอนพ่ือง ใหไปตงั้ถนฐานิ่อาศยอยั ใตูรมพระบรม โพธิสมภารพระเจากรุงสยามตลอดไป ตอมาไมนานผูคนที่เขาได ชักชวนไวก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ ดังนั้น ศาสนาสถานแหงแรกจึงไดถูกกําหนด ขนึ้ โดยศาสนกชนิชาวซกขิ ไดเชาเรอนื ไมหนึ่งคูหาที่บริเวณบานหมอ หลังโรง ภาพยนตรเฉลิมกรุงปจจุบัน เมื่อป 2455 มาตกแตงใหเหมาะสม เพื่อใช ประกอบศาสนากิจ ตอมาเมอื่สงคมัซกขิเตบิโตขนึ้ จงึไดยายสถานทจากที่เดี่มิมาเชาบานหลงัใหญกวาเดมิณ บรเวณิยานพาหรุดัในปจจบุนัแลว ไดอญเชัญิพระมหาคมภัรีอาทครินถัมา ประดษฐานิ เปนองคประธาน มกาีรสวดมนตปฏบิตัศาสนิ กจิเปนประ จาํทกวุนัไมมวีนหยัดุนบตังแต้ั ป พ.ศ. 2456 เปนต นไป จนถงึปพ.ศ. 2475 ศาสนิ กชนชาวซกขิจงึไดรวบรวมเงนิเพอ่ืซอ้ืทด่ีนิผนืหนง่ึเปนกรรมสทธิ เป์ินจานวนํเงนิ 16,200 บาท และไดกอสรางอาคารเปนตกึสามชน้ัครง่ึดวยเงนิจานวนํ ประมาณ 25,000 บาท เปน ศาสนสถานถาวรใชชอว่ืาศาสนาสถานสมาคมศรคีรุสุงหิสภาสรางเสรจ็เมอ่ืปพ.ศ. 2476


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 43 ตอมาเกดิสงครามมหาเอเชยีบรพาูศาสนสถานแหงนถ้ีกูระเบดิจากฝายสมพันธมัตริ ถงึสองลกูเจาะเพดานดาดฟาลงมาถงึชนล้ัางถงึสองชน้ัแตลกูระเบดิดงกลัาวดานแตท าใหํตวั อาคารราว ไมสามารถ ใชงาน ไดหลงจากั ไดทาการํซอมแซมมาระยะหนง่ึอาคารดงกลัาว ใชงาน ไดดงเดัมิและไดใช ประกอบ ศาสนากจิมาจนถงึปจจบุนั ตอมาเมอ่ืศาสนกชนิชาวซกขิมจีานวนํมากขน้ึตามลาดํบัจงึตางกแยกย็ ายไป  ประกอบ กจการิคาขายตามหวเมัองืตางๆอยางมสีทธิเสริภาพียง่ิและทกแหุงทศาสน่ีกชนิชาวซกขิ ไป อาศยอยักูจะ็รวมกนักอตง้ัศาสนสถาน เพอ่ืประกอบศาสนกจิของตน ปจจบุนัมศาสนสถานี ของชาวซิกขท่ีเปนสาขาของสมาคมอยู 17 แหง คือ ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศนยูรวมซกขิศาสนกชนิ ในประเทศไทย) กรงเทพฯุและตงอย้ั ในูจงหวัดัตางๆอกี 16 แหง คอืจงหวัดันครสวรรคลาปาง ํเชยงใหม ี เชยงรายีนครราชสมาีขอนแกนอดรธานุีนครพนม อบลราชธานุีชลบรุ (ีพทัยา) ภเกูต็ตรงัสงขลา (อาเภอํเมองฯื ) สงขลา (อาเภอํ หาดใหญ)  ยะลา และจงหวัดัปตตาน ี ในปพ.ศ.2525 มีศาสนิกชนชาวซิกขอยูในประเทศไทยประมาณสองหม่ืนคน ทุกคนตางมุงประกอบสัมมาอาชีพอยูภายใตพระบรมโพธิสมภารแหงพระมหากษัตริยไทย ดวยความมั่งคั่งสุขสงบทั้งกายและใจ โดยทั่วหนา สมาคมศรีคุรุสิงหสภา (ศูนยรวมซิกขศาสนิกชนในประเทศไทย) ไดอบรมส่งสอนั กลบุตรุกลธุดาิ ใหเปนมความรีความูสามารถ เปนผดูมีศีลธรรมี รจูกัรกษาัธรรมเนยมี ประเพณี อนัดงามีละเวนจากสง่ิเสพตดิทงปวง้ัดาเนํนการิอปการะุชวยเหลอืเออเฟ้ือเผอแผ่ืตอผประสบ ู ทกขุยากอยเสมอูมไดิขาด จดัสราง โรงเรยนีซกขิวทยาิทส่ีาโรง ํเหนอืจงหวัดัสมทรปราการุมหีองเรยนี 40 หอง มนีกเรัยนี 300 คน ทง้ัชายและหญงิสอนตามหลกสัตรูกระทรวงศกษาธึการิ จัดสรางสถานพยาบาล คลินิกนานักมิชชัน เพ่ือเปดการรักษาพยาบาล มีคนไข ท่ียากจนเขารับการรักษาพยาบาลโดยไมเสียเงิน โดยไมจํากัดชั้น วรรณะ และศาสนา แตประการใด เปดบรการิหองสมดุนานกับรการิหนงสัอืตางๆทง้ัในภาคภาษาไทย ภาษาองกฤษั และภาษาปญจาบี เปดสถานสงเคราะหคนชรา เพอ่ืสงเคราะหชวยเหลอืผสูงอายูทุยากจน่ีขดสนัและ ขาดแคลนผอูปการะุ จดตัง้ัมลนูธิิพระศาสดาครุ ุนานกัเทพ เมอ่ืปพ.ศ. 2512 นาํดอกผลมาสงเคราะห นกเรัยนีทเร่ียนีดแตีขดสนัทนทรุพยั  ใหความรวมมือในการชวยเหลือสังคมในดานตางๆ กับหนวยงานตางๆ เชน กรม การศาสนาสภากาชาดไทย มลนูธิเดิกพ็การิมลนูธิชิวยคนปญญาออนสภาสงคมัสงเคราะห แหง ประเทศไทย (ในพระบรมราชถูมภั ) เพอให ่ืเกดิความสมครสมานัสามคคั ในีหมศาสนูกชนิ ศาสนาตางๆเชญชวนิ ใหชาวซกขิออกบาเพํญตน็เพอ่ืใหประโยชน ตอสงคมัสวนรวม


44 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 7 การเผยแผศาสนาตางๆ ในโลก ในจานวนํ ประชากรประมาณ 4,500 ลานคน มผีนูบัถอศาสนาืตางๆ ดงัตอไปน ค้ีอื 1) ศาสนาครสติ ประมาณ  2,000 ลานคน 2) ศาสนาอสลามิ ประมาณ 1,500 ลานคน 3) ศาสนาพราหมณ-ฮนดิูประมาณ 900 ลานคน 4) ศาสนาพทธุประมาณ 360 ลานคน 5) ทเหล่ีอื เปนนบถัอืลทธัติางๆ เทพเจาหรอไม ืนบัถอศาสนาื อะไรเลย ศาสนาทีส่ําคัญของโลกทุกศาสนาตางเกิดในทวีปเอเชียซึ่งแหลงกําเนิดดังนี้เอเชีย ตะวันตกเฉียงใต เปนตนกําเนิดของศาสนายูดาย ศาสนาคริสตและอิสลาม ศาสนายูดาย เปนศาสนาที่เกาแกที่สุดในเอเชียตะวันตกเฉียงใตเปนตนกําเนิดของศาสนาคริสตซึ่งเปน ศาสนาทมี่ผีนูบถัอืมากทสี่ดุในโลกขณะนโดย ี้ ไดเผยแผ ไปสยูโรปุซกโลก ีตะวนตกัอนๆื่และ ชาวยุโรปนํามาเผยแผสูทวีปเอเชียอีกครั้งหนึ่ง ศาสนาอสลามิเกดิกอนศาสนาครสติ ประมาณ  600 ป เปนศาสนาทสี่าคํญัของเอเชยี ตะวันตกเฉียงใตปจจุบันศาสนานี้ไดเผยแผไปทางภาคเหนือของอินเดีย ดินแดงทาง ตอนเหนือของอาวเบงกอล คาบสมุทรมลายูและประเทศอินโดนีเชีย เอเชยีใตเปนแหลงกาเนํดิศาสนาฮนดิูศาสนาซกขิ ศาสนาพทธุศาสนาฮนิดมูความีเชอ่ื มาจากศาสนาพราหมณซงึ่เปนศาสนาเกาแก ของโลก เมอื่ประมาณ 5,000 ปและเปนแนวทาง การดาเนํนิชวีติของชาวอนเดิยีจนกระทงถั่งึปจจบุนันี้สวนพทธศาสนาุเกดิกอนศาสนาครสติ  500 ปและถึงแมจะเกิดในอินเดียแตชาวอินเดียนับถือพระพุทธศาสนานอย แตมีผูนับถือ กันมากในทิเบต ศรีลังกา พมา ไทย ลาว และกัมพูชา เอเชยีตะวนออกั เปนแหลงกาเนํดิของลทธัขงจิอื้เตาและชนโต ิตอมาเมอื่พระพทธุ ศาสนาไดเผยแผเขาสูจีน ที่ปรากฏวาหลักธรรมของศาสนาพุทธสามารถผสมผสานกับ คําสอนของขงจื้อไดดีสวนในญี่ปุนผูนับถือพุทธศาสนาแบบชินโต 1. โลกคริสเตียน สืบเนื่องจากศาสนาคริสตมีอิทธิพลตอชาวตะวันตก โดยเฉพาะในสมัยกลางยุโรป ศาสนาจักรเขามามีบทบาทแทนอาณาจักรโรมันทั้งในดานศาสนา การเมือง การปกครอง ประเพณีและวัฒนธรรม พระสันตะปาปา ไดรับการยกยองใหเปนราชาแหงราชาทั้งหลาย มอีํานาจเต็มทีใน่การกําหนดบทบาทวิถชีีวิตของคนในสมัยนนั้ตอมา ในตอนปลายยคกลางุ สบตือจนกระทงั่ยคุแหงวทยาศาสตริสม ยใหม ั ศาสนจกรัถกูลดบทบาททางการเมองืและการ ปกครองแตศาสนาครสติยงมัอีทธิพลิครอบคลมุทว่ัทง้ัทวปยี โรปุอเมรกาิและแอฟรกาิแมแต  ในปจจุบันศาสนาคริสตเปนท่ียอมรับของสังคมท่ัวๆ ไป ในฐานะท่ีเปนศาสนาหน่ึงท่ี ผนูบถัอืมากทส่ีดุเปนลาดํบัหนง่ึของโลก


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 45 สาเหตทุศาสนาคร่ีสติเผยแผ ไดทวโลก ่ัเพราะยคุลาอาณานคมิพวกจกรวรรดันิยมิชาว ยโรปุและอเมรกาิ (ครสติศตวรรษท 15-16 ) ่ีศาสนาครสติ ไดถกูนาไปํเผยแผในประเทศ ตางๆ ทน่ีกัลาอาณานคมิเหลานพร้ีอมกบัมชิชนันารีคอืนกัสอนศาสนาไปถงึสงผลให ครสตศาสนิกชนิ มปรีมาณิมากขน้ึทง้ัในยโรปุแอฟรกาิอเมรกาิเอเชยีและออสเตรเลยี ประเทศไทยมนีกัสอน ศาสนาชาวโปรตเกสุและสเปนเขามาเผยแผโดย เดนทางิมาพรอมกบัพวกทหารและพอคาของ ประเทศเหลานน้ัทาใหํมคนี ไทยนบถัอืศาสนาครสติกระจาย ไปทวประเทศ่ั 2. โลกอิสลาม การเผยแผศาสนาอสลามิเกดิจากพอคาอาหรบันาํสนคิาคอืนาํเครองเทศื่มาขายและ เผยแผศาสนาดวยชาวมุสลิมเปนผูที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตยสุจริต และมีฐานะดีเปนพอคา ประกอบกับหลักศาสนามีหลักการสําหรับผูครองเรือน จึงเผยแผไปไดอยางรวดเร็วในโลก ศาสนาอิสลามมีจํานวนผูที่นับถือมากลําดับที่ 2 ของโลก ชาวมุสลมิมีอยูประมาณ 1,500 ลานคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลก และมีกลุมชาติพันธุและภาษาที่แตกตางกันกระจาย ตัวอยางกวางขวางไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเฉพาะในเอเชียใตซึ่งเปน ภูมิภาคที่ประชากรมุสลิมอยูหนาแนนที่สุดในโลกมีอยูราว 1 ใน 4 ของประชากรมุสลิม ทั้งหมดรองลงมาคือประชากรมุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใตทั้งในอินโดนีเชีย มาเลเซีย บรูไนกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตของไทยและฟลิปปนสซึ่งประกอบขึ้นเปนโลกมลายยู มสลุมิสวนตะวนออกักลางซงึ่เปนถนกิ่าเนํดิของศาสนาอสลามิเองนนั้มประชากร ีมสลุมิมาก ที่สุดเปนลําดับ 3 มีอยูประมาณ 200 ลานคน ลําดับตอมาคือชาวมุสลิมเชื้อสายเติรกที่อยู ในตรุกีและดินแดนตางๆ ในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยมีจํานวนประมาณ 90 ลานคนสวน มุสลิมเปอรเซียมีประชากรอยูประมาณ 70-80 ลานคน และที่เหลือเปนมุสลิมชนกลุมนอย ที่อาศัยอยูตามประเทศตางๆ มากกวา 120 ประเทศทั่วโลก มุสลิมประกอบดวยประชากร 3 กลุม ดังตอไปนี้คือ 1. กลุมประเทศมุสลิมอาหรับ คือประเทศมุสลิมซึ่งประชากรสวนใหญเปนชาว อาหรับ ใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้คือ แอลจีเรยีบาหเรน อียิปตอิรัก จอรแดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โมร็อกโก โอมาน กาตารซาอุดีอาระเบีย โซมาเลีย ซีเรีย ตูนิเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตตและเยเมน 2. กลุมประเทศมุสลิมที่ไมใชอาหรับ คือ ประเทศที่ประชากรสวนใหญนับถือ ศาสนาอิสลาม แตไมใชชาวอาหรับและไมไดใชภาษาอาหรับเปนภาษากลาง กลุมนี้แบงเปน ภูมิภาคตางๆ ดังนี้ ภมูภาคิเอเชยีกลาง ไดแก อฟกาน ัสถานิอาเซอรไบจ นั บงคลาัเทศ บรไนูอนโดน ิ ี เชีย อิหรานคาซัคสถาน คีรกิสถาน มาเลเซีย มัลดีฟส ปากีสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี เติรกเมนิสถาน อุซเบกิสถาน ภูมิภาคแอฟริกา ไดแกมอริตาเนีย บูรกินาฟาโซ แคเมรูน แอฟริกากลาง ชาด คอโมโรส โกตดิวัวรเอริเทรีย เอธิโอเปย แกมเบีย กินีกินีบิสเซา จิบูตีมาลีไนเจอร ไนจีเรีย เซเนกัล เซียรราลีโอน แทนซาเนีย โตโก และซาฮาราตะวันตก ภูมิภาคยุโรป ไดแกอัลบาเนีย บอสเนีย -เฮอรเซโกวีนา และปาเลสไตน


46 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 3. กลุมมุสลิมชนกลุมนอยในประเทศที่ไมใชมุสลิม คือ มุสลิมที่กระจัดกระจาย อยในประเทศ ูทประชากร ี่สวนใหญ  ไม ใชมสลุมิซงึ่มอยีทูกุมมุโลก เชนออสเตรเลยี ฟลปปินส  จีน อินเดีย รัสเซีย มาซิโดเนีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อารเจนตินา ไทย ฯลฯ กลุมมุสลิมเหลานี้เปนประชากรสวนนอยในประทศตางๆ ไมนอยกวา 120 ประเทศทวโลก ั่ 3. ศาสนาพราหมณ -ฮินดู เปนศาสนาเกาแกที่สุดในโลกนับมาประมาณ 5,000 ปในชมพูทวีปแมวาศาสนา พุทธจะเกิดในอินเดียเมื่อ 2,500 ปลวงมา แตศาสนาพุทธเสื่อมลง และมารุงเรืองอีกครั้งใน สมยัพระเจาอโศกมหาราชและเสอมลงื่อกีและศาสนาพราหมณ-ฮนดิรูงเรุองือกีในอนเดิยีจนถงึ ปจจุบัน และในบังกลาเทศมีผูนับถือศาสนาพราหมณ-ฮินดู 10.5% สวนในอินโดนีเซีย ยังมีผูนับถือศาสนาฮินดูอยูบางราว 3% 4. โลกพุทธศาสนา ประเทศไทยในปจจุบันเปนประเทศที่เปนศูนยกลางของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ เปนศาสนาทเกี่าแกรองลงมาจากศาสนาพราหมณ-ฮนดิ ูเมอื่ศกษาึ ประวตัการเผิแผพระพทธุ ศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ในโลกพบวาที่สําคัญ คือ พระเจาอโศกมหาราช ซึ่งเปนกษัตริย ที่มีแสนยานุภาพของอินเดีย ทรงนับถือศาสนาพุทธ และเปนกําลังที่สําคัญในการเผยแผ ศาสนาพทธุใหรงเรุองื ประมาณพทธศตวรรษุท 3 ่ีเผยแผพระพทธศาสนาุไปยงัประเทศตางๆ โดยสงสมณทตูไปเผยแผไดแก ประเทศลงกาั ไทย พมาทาใหํศาสนาพทธุประดษฐานิมนคงั่ จนถึงทุกวันนี้ คณะพระธรรมทูตดังกลาวมี 9 คณะประกอบดวยรายละเอียดดังนี้ สายที่ 1 มีพระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนกัษมิระ คือ รัฐแคชเมียร ประเทศอินเดียปจจุบันและแควนคันธาระ ในปจจุบัน คือ รัฐปญจาป ทั้งของประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน สายที่ 2 พระมหาเทวเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธศาสนาุในแควน มหิสมณฑล ปจจุบันไดแกรัฐไมเซอรและดินแดงแถบลุมแมน้ําโคธาวารีซึ่งอยูในตอนใต ประเทศอินเดีย สายที่ 3 พระรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ วนวาสี ประเทศ ในปจจุบัน ไดแกดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเขาใจกันวา เปนฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ไดเขาบวชในพระพุทธศาสนา) เปนหัวหนาคณะไปเผยแผ พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท ปจจุบันสันนิษฐานวาคือดินแดนแถบชายทะเลเหลือง เมืองบอมเบย สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ ไปเผยแผพระพุทธศาสนา ณ แควนมหาราษฏรปจจุบัน ไดแกรัฐมหาราษฎรของประเทศอินเดีย


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 47 สายที่ 6 พระมหารกขัติเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธศาสนาุในเอเชยี กลาง ปจจุบันไดแกดินแดนที่เปนประเทศอิหรานและตรุกี สายท 7 ่ีพระมชณัมิเถระพรอมดวยคณะ คอืพระกสสป ั โคตรเถระ พระมลกูเทวเถระ พระทนุทภสระิเถระและพระเทวเถระไปเผยแผพระพทธศาสนาุณ ดนแดนิแถบภเขาหูมาลิยั สันนิษฐานวา คือประเทศเนปาล สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอตตรุเถระเปนหวหนัาคณะไปเผยแผพระพทธุ ศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งปจจุบันคือประเทศในคาบสมุทรอินโดจีน เชน พมา ไทย ลาว เขมร เปนตน สายท 9 ่ีพระมหนทิเถระ (โอรสพระเจาอโศกมหาราช) พรอมดวยคณะ พระอรฏฐิเถระ พระอุทรยิเถระ พระสมพลัเถระ และพระหททัสารเถระ ไปเผยแผพระพทธศาสนาุลงกาัทวปี ในรชสมัยัของพระเจาเทวานมปัยตสสะิกษัตริยแหงลังกาทวีป ปจจุบันคือประเทศศรีลังกา ศาสนาพุทธมี 2 นิกาย คือ นิกายมหายานและนิกายหินยาน นิกายมหายานยึด คําสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจา สวนนิกายหินยายเกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธ เนื่องจากศาสนาพราหมณเจริญขึ้นอยางรวดเรว็ดงนัน้ันกายิหนยานิมงเนุนการบาเพํญ็บารมี ของพระโพธสิตวัท เป่ีนคฤหสถักได็ โดย ทพระโพธ ่ีสิตวั ปรา รถนาพุทธภูมิจึงเปนการเปดโอกาส ใหคฤหัสถเขามามีบทบาทมากขึ้น และนิกายมหายานนี้สามารถปรับตัวเขากับทองถน่ิได งายกวานกายิหนยานิหรอืเถรวาทซง่ึเปนพทธุแบบดงด้ัมิ ศาสนาพทธุในอนเดิยีเรม่ิเสอม่ืตวัลง ชาๆ ตงแต้ัพทธศตวรรษุท 15 ่ี เปนตนมา โดยอนเดิยีตะวนออกัสงเสรมิศาสนาฮนดิูสวนใน  อินเดียเหนือชาวเติรกท่ีนับถือศาสนาอิสลามบุกอินเดียเผามหาวิทยาลัยนาลันทาซ่ึงเปน ศนยูกลางของศาสนาพทธุตงแต้ั พ.ศ. 1742 ศาสนาพทธุจงึโยกยาย ไปทางเหนอืเขาสเทูอกืเขา หิมาลัย และศรีลังกา พุทธศาสนาเขาสูจีนผานเอเชียกลาง ในพุทธศตวรรษท่ 13 ีจีนเปน ศนยูกลางทส่ีาคํญัของพทธศาสุนานกายมหายานิรงเรุองืมากในยคุราชวงศถงัและตอมาศาสนา พทธุเสอมลง่ืเพราะจกรพรรดัหวิซูงุหนไป ัสนบสนันุลทธัเติาแทน แตพทธศาสนาุนกายิมหายาน ยงคงัรงเรุองืตอมากลายเปนนกายเซนิ ในญป่ีนุและยงคงัรงเรุองืมาจนถงึปจจบุนัพทธุศาสนาใน เกาหลนีกายเซนิเผยแผมา ในสมยัพ.ศ. 915 และตอมาลทธัขงจิอ้ืเผยแผเขามาทาใหํศาสนา พทธุเสอมลง่ื ในพทธศตวรรษุท 6 ่ีอารยธรรมอนเดิยีมอีทธิพลิมาก เผยแผอารยธรรมเขาสเอเชูยี ตะวนออกัเฉยงี ใตคอือารยธรรมทางภาษาบาลสีนสกฤตัและศาสนาพทธุนกายิมหายาน พรอม กบัศาสนาพราหมณเขามา ในชวงพทธศตวรรษุท 10-18 ่ีสมยัอาณาจกรัศรวีชิยัมศีนยูกลางท่ี เกาะสมาตราุและอาณาจกรัขอมโบราณ ตอมาอาณาจกรัศรีวชิยัเสอมลง่ืและรบัอารยธรรม อสลามิ ในพทธศตวรรษุท 18 ่ีศาสนาพทธุในปจจบุนันกายิมหายานหรอือาจารยวาท หมายถงึ อาจารยรนุตอๆมาไมใชรนุทเห่ีน็พระพทธเจุายงมัอยีทูอ่ีนเดิยีตอนเหนอื เนปาลจนีญป่ีนุเกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย บางสวนของรัสเซีย บางครั้งเรียกวา อุตรนิกาย หรือ นิกายฝายเหนือ สวนทกษัณนิกายหริอนื กายฝ ิ ายใต นกายิหนยานิหรอืเถรวาท หมายถงึพระเถระทท่ีนั เหน็พระพทธเจุาซง่ึนบถัอืพทธุแบบดงเด้ัมิเครงครดันบถัอืมากในไทย พมาเขมรลาว ศรลีงกาั


48 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ศาสนาพุทธเริ่มเปนที่สนใจของชาวยุโรปอยางกวางขวางในพุทธศตวรรษที่ 25 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เปนตนมา ความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนไป ศาสนาพุทธพิสูจน ไดดวยการปฏิบัติเอง อีกทั้งมีองคกรพุทธศาสนาระดับโลก โดยมีชาวพุทธจากเอเชีย ยุโรป และอเมรกาิเหนอืรวม 27 ประเทศ ตงชั้อื่องคการวา “องคกรพทธศาุสนกิสมพันธัแหง โลก” กอตั้งที่ประเทศศรีลังกา เมื่อปพ.ศ. 2493 พุทธศาสนาเขาสูประเทศอังกฤษครั้งแรกในป พ.ศ. 2448 โดย J.R. Jackson กอตง้ัพทธสมาคมุในองกฤษัและมภีกษิชาวอุ งกฤษัรปูแรกคอื Charls Henry Allen Bernett คณะสงฆไทยไดสงคณะทูตไปเผยแผครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2507 และสรางวัดไทย ชื่อวัดพุทธ ประทีปในลอนดอน ประเทศเยอรมนีมีสมาคมพุทธศาสนา เมื่อ พ.ศ. 2446 มีชาวเยอรมันไปบวชเปน พระภิกษุที่ศรีลังกาการเผยแผพุทธศาสนาชะงักไปในชวงสมครามโลกครั้งที่ 1 และถกูหาม ในสมยัฮตเลอริ หลงัสงครามโลกครงั้ท 2 ี่จงึมการี ฟนฟพูทธุศาสนาโดยตดติอกบัพทธสมาคมุ ในศรีลังกา มีวัดไทยในเบอรลินเชนกัน พระพุทธศาสนาที่เขาสูประเทศสหรัฐอเมริกาในปพ.ศ. 2448 เปนพุทธศาสนาจาก จีนและญี่ปุนและทิเบต ใน พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยวิสคอนซินเปดสอนปริญญาเอกสาขา พุทธศาสตรเปนแหงแรกในสหรัฐและคณะสงฆไทยสรางวัดไทยแหงแรกในสหรัฐเมื่อ พ.ศ. 2515 ศาสนาพราหมณฮินดูเปนศาสนาเกาแกที่สุดของโลกปจจุบันนี้สืบเนื่องมาตั้งแต อดีตจนถึงปจจุบันแมวาศาสนาพุทธจะเคยรุงเรืองในอินเดียสมัยพระพุทธเจา แลวเสื่อมลง จากนั้นมารุงเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจาอโศกมหาราช เรื่องที่ 8 กรณีตัวอยางปาเลสไตน สาหรํบัความขดแยั งในดนแดนิ ปาเลสไตนเปนกรณทีน่ีาศกษาึกรณหนีง่ึเพราะสงผล เกดิสงครามยดดืเยอ้ืมานบัสบๆิ ปยอนหลงัไปในชวงสมยัสงครามโลกครง้ัท 1 ่ีดนแดนินอย้ี ู ในความครอบครองของจกรวรรดั ออตโต ิมนัเตริก ( ตรกุ ) ีถาปาเลสไตนสบเชือสาย้ืมาจากชาว ปาเลสไตนดงเด้ัมิผสมกบัชาวอาหรบัชนเผาคะนาคนัและชนเผาอนๆ่ื ทม่ีถีน่ิทอย่ี ในูบรเวณิ น ้ีสบืเนองจาก่ืชาวองกฤษัซง่ึเปนชาตมหาอิานาจํ ในขณะนน้ัสนบสนันุใหเอกราชแกปาเลสไตน   หลงจากั เปนพนธมัตริรวมรบ ในสงครามโลกครง้ัท 1 ่ีจนชนะ แตเมอ่ืสงครามโลกสนส้ิดลงุ องกฤษัออกประกาศบลโฟร ั ใหชาวยวอิพยพเขาสดูนแดนิ ปาเลสไตนใน ปค.ศ. 1922 สนนับาติ ชาตยกิ ปาเลสไตนใหอย ในูอาณตัอิงกฤษัชาวยวอพยพิเขาสดูนแดนิ ปาเลสไตนปละ 16,500 คน ขออธบายความิยอนหลงัวากอน สงครามโลกครง้ัท 1 ่ียวิในเยอรมนัถกูฮตเลอริฆาตาย จานวนํมาก เพราะความขดแยังดานเชอชาต้ื ิเนองจาก่ืชาวยวิเปนชาตทิฉลาด่ีมีฐานะดีเปน พอคา วศวกริตางๆ ฮตเลอริผนูาํเยอรมนั ประกาศวาชาวเยอรมนัเปนชาตบริสิทธุสิ์งสูงและ เขารังเกียจยิวมาก ชาวยิวไมมีประเทศอยูหลังจากสงครามสิ้นสุดลงอังกฤษจึงสนับสนุนให


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 49 ยวิมประเทศ ีอยและูเลอกืดนแดนิ ปาเลสไตนซงึ่สอดคลองกบัชาวยวิแสดงความเปนเจาของ ดนแดนินโดย ี้ยกขอความคมภัรีไบเบลิ้วา ในวนพระั ยะโฮวารไดทาสํญญาักบอัมัซาฮามไววา เราไดมอบดินแผนดินนั้นไวใหแกพงศพันธุของเจาตั้งแตแมน้ําอายฒุบโตไปจนถึงแมน้ํา ยูเฟรติสและตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในแดนปาเลสไตนแตขณะเดียวกันชาวปาเลสไตน ไมพอใจ เพราะพวกเขายงัคงอยอยูางลาบากํ แมวาองกฤษัจะชวย ปลดแอกจากชาวเตริกขณะ ทชาวย่ีวิเปนชนฉลาด เชนทาความํเจรญิ ใหกบัอสราเอลิมาก ขณะเดยวกีนัองกฤษัสหรฐั องคการ สหประชาชาติลวนสนบสนันุสงยวิอพยพจากประเทศตางๆ เพอให ่ื มีดนแดนิอยูใน ปาเลสไตน ตอมา ในราว 20 ป หลงจากัยวิชาติอสราเอลิอยในูปาเลสไตนเกดิสงครามกอนหนิ 2 ครง้ัคอื ชาวปาเลสไตนตองการขบไล ั ชาติน้ออกไป ีจากดนแดนิเกาแก ของตนเองเพราะ ตนเองยงอยักูบัความยากจนสนหว้ิงัเชน เดิม การสูคร้งแรกัของชาวปาเลสไตน ไมมีอาวุธแตใชกอนหินขวางปารถถัง ของอสราเอลิซงรบ่ึชนะไดอยางงายดาย และสหประชาชาตกิประนาม ็การกระทาํ ของอิสราเอล อิสราเอลไดรับความ เหนใจ ็จากทวโลก ่ันอยลงตอมามีกลมุ ฮามาสเปนกลุมท่ีลุกข้ึนมาตอบโต อิสราเอลดวยมาตรการรุนแรงเชนกัน กลุมฮามาสเปนกระแสฟนฟูอิสลามจุด ประกายรฐัอสลามิและเปาหมายคอืขบไล ัอสราเอลิจากปาเลสไตนและกลมุฮามาสนย้ีนดิ ปฏีบิตัิ การระเบดิพลชีพีและสงครามชงิดนแดนิยงัเกดิตอมา เปนระยะๆ มการีเจรจาเพอ่ืสงบศกึหลาย ครง้ัแตยงัไมสาเรํจ็ เรื่องที่ 9 แนวทางปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนา ความหมายของคําวา “ความขัดแยง” ความขัดแยง ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง “การไมลงรอยกันการไมถูกกัน ความคิดไมตรงกัน ความพยายามอยากเปนเจาของ และ ความเปนคนตางมุมมองกัน” ความขดแยังในสงคมั เปนสงิ่ทไมี่ม ใคร ี ปรารถนาแตกหล็กเลียงี่ ไดยากเพราะตราบ ใดที่มนุษยมีชีวิตอยูรวมกันในสังคม ก็ยอมมีความขัดแยงเปนธรรมดา ความขัดแยงมีทั้ง ประโยชนและโทษ


50 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม สาเหตุที่ทําใหเกิดความขัดแยง ความขดแยังมาจากสาเหตหลายุประการ เชนความเชอื่ศรทธาั ในคาํสอนของศาสนา แตกตางกัน ความมีทิฏฐิมานะ ถือตัววาความคิดของตัวเองดีกวาคนอื่น ความมีวิสัยทัศน ที่คับแคบ ขาดการประสานงานที่ดีขาดการควบคุมภายในอยางมีระบบ สังคมโลกขยาย ตัวเร็วเกินไป และการมีคานิยมในสิ่งตางๆ ผิดแผกกัน ความคิดแตกตางกัน วิธีปองกันและแกไขความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันในสังคม วิธีปองกัน แกไข ความขัดแยงทางศาสนาตอการอยูรวมกันมีหลายวิธี เชน 1. วิธียอมกัน คือทุกคนลดทิฏฐิมานะ หันหนาเขากัน ใหเกียรติซึ่งกันและกัน ไมดถูกูไมตฉินนินทาิ ไมกลาววาราย ปายสศาสนาีของกนัและกนัพบกนัครงทาง่ึรจูกัยอมแพ รูจักยอมกัน หวังพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันถือวาทุกคนเปนเพื่อนรวมโลกเดียวกัน โดยมี ผูประสานสัมพันธที่ทุกฝายยอมรับนับถือ 2. วธิผสมีผสาน คอืทกฝุายทกุศาสนาเปดเผยความจรงิมการี แลกเปลยนี่ทศนคตั ิ ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนขอมูลซึ่งกันและกัน รวมกันคิด รวมกันทํา และรวมกันแกปญหา ทํากิจกรรมในสังคมรวมกัน เชน สรางสระพาน ถนน ฯลฯ 3. วิธีหลีกเลี่ยง คือการแกปญหาลดความขัดแยงโดยวิธีขอถอนตัว ขอถอยหนี ไมเอาเรื่อง ไมเอาความ ไมไปกาวกายความคิด ความเชื่อ ของผูนับถือศาสนาที่ไมตรงกับ ศาสนาที่ตนนับถือ 4. วิธีการประนีประนอม คือการแกปญหาโดยวิธีทําใหทั้งสองฝายยอมเสียสละ บางสิ่งบางอยางลงมีทั้งการใหและการรับภาษาชาวบาน เรียกวาแบบยื่นหมู-ยื่นแมว คือ ทุกฝายยอมเสียบางอยางและไดบางอยางมีอํานาจพอๆ กัน ตางคนตางก็ไมเสียเปรียบ เรื่องที่ 10 หลักธรรมในแตละศาสนาที่สงผลใหอยูรวมกับศาสนาอื่นไดอยางมีสุข ศาสนาพุทธ มีหลักสําคัญคือการมุงเนนใหไมเบียดเบียน ไมจองเวรซึ่งกันและ กนัจะเหนว็าศลีขอ 1. ของศาสนาพทธุคอื ปาณาตปาิตา เวระมะณีสกขาิ ปะทงัสะมาทยาิมิ คอื งดเวนการฆาเบยดเบียนีทารํายรางกายคนและสตวั และหลกสัาคํญัตอมาอกีคอืยดหลึกั พรหมวิหาร 4 คือ 1. เมตตา คือ ความปรารถนาใหผูอื่นมความีสุข 2. กรณาุคอืความปรารถนาใหผอูน่ืพนจากความทกขุ 3. มทุตาิคอืความยนดิเมีอ่ืผอูน่ืไดด ี 4. อเบกขาุคอืการวางเฉย ไมลาเอํยงีทาํ ใจเปนกลาง ใครทาดํยีอม ไดด ี หลักธรรมที่สําคัญอีกคือสังคหวัตถุ 4 คือ หลักธรรมที่เปนเครื่องยึดเหนี่ยวน้ําใจ ผูอื่นไดแกทานคือการใหความเสียสละแบงปนของตนเองใหผูอื่น ปยวาจา คือ พูดจาดวย


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 51 ถอยคําที่ไพเราะออนหวานพูดดวยความจริงใจไมหยาบคายกาวราว อัตถจริยา คือ การสงเคราะหผูอื่นทําประโยชนใหผูอื่น และสมานัตตาคือ ความเปนผูสม่ําเสมอ ประพฤติ เสมอตนเสมอปลาย เนนคุณธรรมสําคัญในการอยูกับผูอื่นในสังคม และทสี่าคํญั ในการแกไข ปญหาความขดแยังในศาสนาพทธุมงเนุนทการี่เจรญิ ปญญา นนั่คอื ปญหาตางๆ คอืผลและยอมเกดิจากสาเหตของุปญหาการแกไขตองพจารณาิทสาเหตีุ่ และแกที่สาเหตุดังนั้นแตละปญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุที่เกิดจะแตกตางกันตามสถานการณ นอกจากจะพิจารณาที่สาเหตุแลว ในการแกปญหายังใชวิธีการประชุมเปนสําคัญ พอจะเห็น รปแบบูการประชมุรวมกนัของสงฆทสี่งผลถงึปจจบุนัตวอยัางคอืคาํวาสงฆกรรมัซง่ึเปนการ กระทาํรวมกนัของพระสงฆเชนการรบับคคลุเขาบวชในพทธุศาสนา พระสงฆประกอบด วย อุปชฌายพระคูสวด จะตองหารือกัน ไถถามกันเปนภาษาบาลีเพื่อพิจารณาคุณสมบัติของ ผูมาบวชวาสมควรใหบวชไดไหม ศาสนาอิสลาม ไดวางหลักเกณฑแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติในสวนที่เปนศีล ธรรมและจริยธรรมอันนํามาซึ่งความสามัคคีและความสงบสุขในการอยูรวมกันของกลุมใน สงคมัศาสนาอสลามิมคีาํสอนซงึ่เปนขอปฏ บิตัสิาหรํบัครอบครวัและชมชนุโดยมหลีกัศรทธาั หลักจริยธรรม และหลักการปฏิบัติ สาสนแหงอิสลามที่ถูกสงมาใหแกมนุษยทั้งมวลมีจุดประสงค 3 ประการคือ 1. เปนอดมการณุทสอนี่มนษยุใหศรทธาั ในอลลอัหพระผเปูนเจาเพยงีพระองคเดยวี ที่สมควรแกการเคารพบูชาและภักดีศรัทธาในความยุติธรรมของพระองคศรัทธาในพระ โองการแหงพระองคศรทธาั ในวนั ปรโลก วนัซงึ่มนษยุฟนคนชืพีอกครีงั้เพอื่รบัการพพากษาิ และผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนไดปฏิบัติไปในโลกนี้มั่นใจและไววางใจตอ พระองคเพราะพระองคคือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่ง มนุษยจะตองไมสิ้นหวังในความเมตตา ของพระองค และพระองคคือปฐมเหตุแหงคุณงามความดีทั้งปวง 2. เปนธรรมนูญสําหรับมนุษยเพื่อใหเกิดความสงบสุขในชีวิตสวนตัว และสังคม เปนธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกดาน ไมวาในดานการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร อิสลามสั่งสอนใหมนุษยอยูกันดวยความเปนมิตร ละเวนการรบราฆาฟน การทะเลาะเบาะ แวง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผูอื่น ไมลักขโมย ฉอฉล หลอกลวง ไมผิดประเวณีหรือ ทําอนาจาร ไมดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เปนโทษตอรางกายและจิตใจ ไมบอนทํา ลายสังคมแมวาในรูปแบบใดก็ตาม 3. เปนจริยธรรมอันสูงสงเพื่อการครองตนอยางมีเกียรติเนนความอดกลั้น ความ ซื่อสัตยความเอื้อเฟอเผอแผ่ื ความเมตตากรณาุ ความกตญักตเวทู ีความสะอาดของ กาย และใจ ความกลาหาญการใหอภยัความเทาเทยมและความีเสมอภาคระหวางมนษยุการ เคารพสทธิของิผอูน่ืสง่ัสอนใหละเวนความตระหนถ่ีเหน่ียวีความอจฉาริษยาิ การตฉินนินทาิ ความเขลาและความขลาดกลวั การทรยศและอกตญญั การลวงละเมดิสทธิของิผอูน่ื


52 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม อิสลาม เปนศาสนาของพระผูเปนเจาท่ีทางนําในการดํารงชีวิตทุกดานแกมนุษย ทกคนุไมยกเวนอายุเพศ เผาพนธั ุวรรณะ ศาสนาครสติ นอกจากบญญัตั 10 ิ ประการทส่ีาคํญั ในการอยรูวมกบัผอูน่ืของศาสนา ครสติ คอื จงอยาฆาคน จงอยาลวงประเวณ  ในีคครองูของผอูน่ื จงอยาลกขโมย ั จงอยาพดู เทจ็จงอยามกได ั ในทรพยัของเขาและคาํสอนทส่ีาคํญัคอืใหรกัเพอนบ่ืานเหมอนืรกัตวเองั ให มเมตตาีตอกนัจงรกัผอูน่ืเหมอนืพระบดาิรกัเรา ใหอภยัแลวทานจะไดรบัการอภยัลวนแต  เปนคณธรรมุพนฐาน้ืทส่ีาคํญัทท่ีาํ ใหการอยรูวมกนัในสงคมัอยางมความีสขุ ศาสนาพราหมณ-ฮนดิ ูสอนใหมความีมน่ัคง มความีเพยรีความพอใจในสง่ิทตน่ี มีใหอดทนอดกลนม้ัเมตตากรีณาุขมใจ  ไมหว นไหว ่ั ไปตามอารมณไมล กขโมย ั ไมโจรกรรม  ทําตนใหสะอาดท้ังกายและใจ มีธรรมะสําหรับคฤหัสถคือจบการศึกษาใหกลับบานชวย บดามารดาิทางานํแตงงานเพอ่ืรกษาัวงศตระกลูประกอบอาชพีโดยยดึหลกธรรมัเครอง่ืดาเนํนิชวีติ เรื่องที่ 11 วิธีฝ กปฏิบัติพัฒนาจิตในแตละศาสนา หลักธรรมคําสอนของศาสนาชวยสรางคนใหเปนคนดี คนดเปี นทีปรารถนา่ของทุกคน โลกนีย้ังขาดคนดอยีูมากยิ่งกวาขาดแคลนผูทรง ความรูแขนงตางๆ เสียอีก ความจริงโลกไมไดขาดแคลนผูมีความรูหรือผูเชี่ยวชาญใน สาขาตางๆ มากนัก แตที่ขาดแคลนมากก็คือคนดีโลกจึงวุนวายดังปจจุบัน คนจะเปนคน ดีไดก็ตองมีหลักยึดมั่นประจําใจคือ มีศาสนายิ่งมีจิตใจยึดมั่นมากเทาไร ก็ชวยใหเปนคนดี มากและมนคงั่เทานนั้อยางอนื่กพลอย็ดดีวยตรงกนขัามถาใจไมดการีกระทาํตางๆ กพลอย็ ราย ไปดวยคนมศาสนาีหรอืมหลีกธรรมัมคีณธรรมุในใจเปนคนดแตีถาไมมกีอาจ็ เปนคนดไดี  แตเปนคนดีนอกจากจะทําความดกี็ตอเมื่อมีผูอื่นรูจะไมทําความชั่วก็ตอเมื่อมีคนเห็น ถา ไมม ใคร ีรใคร ูเหน็กอาจจะ็ทาความํชวั่ ไดงายแตคนด ในีสามารถทาความดํ ไดีทงั้ตอหนาและ ลบหลังัคน ทง้ัไมทาความํชว่ัทง้ัตอหนาและลบหลังัทงน้ัก้ีเพราะ็หลกธรรมัทว่ีาหริโอต ิตปปะ ั ละอายและเกรงกลัวตอความชั่ว “ศาสนาเปนแรงอํานาจเรนลับที่เหนี่ยวรั้งจิตใจของผูที่มี ความเชื่อความศัรทธาในคําสอนของศาสดาทุกศาสนาที่ใหละบาป บําเพ็ญบุญ” ลักษณะของคนดี การยึดตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาเปนลักษณะของคนดีที่สังคมตองการ ทั้งการเปนคนดีในฐานะบุตร ฐานะลูกศิษยและฐานะศาสนิกชน คนที่ไดชื่อวาเปนคนดีที่สังคมตองการมักจะเปนคนมีเหตุมีผล กลาหาญ อดทน อดกลนั้มความีซอสื่ตยั สจรุติมกีริยาิมารยาทดีมเสนีห มจีตใจงาม ิเมตตาตอสตวัทงหลายั้ รูจักชวยเหลือ สงเคราะหผูอื่นเคารพในความคิดและความเปนเจาของของผูอื่น พูดจาใน สิ่งที่ถูกตองเปนความจริง พูดจาไพเราะ ออนหวาน กอใหเกิดความสามัคคีกลมเกลียว ในหมูคณะ เปนตน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 53 ศาสนาทกุศาสนามหลีกธรรมัคาํสอนเปนเครอง่ืยดเหนึยว่ีจตใจ ิของศาสนกชนิ โดย ทกุศาสนามเปีาหมายเด ียวกันคือ “มุงใหทุกคนมีธรรมะ มีคุณธรรม และสอนใหคน เปน คนดี” ดังนั้นศาสนาแตละศาสนาจึงมีหลักธรรมคําสอนของตนเองเปนแนวทางในการ ประพฤติปฏิบัติ โทษของการขาดคุณธรรม จริยธรรม ธรรมะเปนสิ่งสําคัญสวนหนึ่งของชีวิต การขาดธรรมะอาจทําใหประสบกับความ ลมเหลวและทําใหชีวิตอับปางไดทั้งโทษที่เกิดกับตนเอง สังคมและประเทศชาติตัวอยางที่ เหน็ไดอยางชดเจนั ในปจจบุนัเชนการทคนใน ี่ชาตขาดิคณธรรมุจรยธรรมิ ในการดาเนํนิชวีติ ไมรูจักพอ ไมเห็นแกความเดือนรอนของสังคมและประเทศชาติทําใหเกิดการลักลอบเสพ ขายยาเสพติดจนเกิดความเดือดรอนโดยทั่วไป จนหนวยงานที่รับผิดชอบตองออกมา ปราบปรามขนั้เดดขาด็ขาวสารขอมลูจากสอมวลชนื่ทกุแขนงนาํเสนอขาวการจบกัมุผเสพู ผูคาและผูอยูเบื้องหลังอยางตอเนื่อง ปญหาทั้งมวลที่กลาวมานี้เปนตัวอยาง ที่มีสาเหตุ มาจากการขาดคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคมทั้งสิ้น การพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมในศาสนาพุทธ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจาทรงแสดงวิธีการปฏิบัติที่เรียกวา “สมาธิ” คําวา สมาธิแปลวา จิตที่สงบตั้งมั่นอยูในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไมฟุงซาน หรือ การจัด ระเบียบความคิดได เชน ในขณะอาน หนังสือจิตสงบอยูกับหนังสือที่เราอาน กเร็ยกวีาจติมสมาธี ิหรอืในขณะทที่างานํ จิตสงบอยูกับงานที่ทําก็เรียกวาทํางาน อยางมีสมาธิสติสมาธิและปญญามี ลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ อยางใกลชิด สติคือความตั้งมั่นเปน จุดเริ่ม แลวมีสมาธิคือจิตใจแนวแนและ ปญญาคือการไตรตรองใหรอบคอบ จุดมุงหมายของสมาธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสัมปชัญญะ 2. เพื่ออยูเปนสุขในปจจุบัน 3. เพื่อไดฌานทัศนะ ประโยชนของสมาธิ 1. ประโยชนของสมาธในิชวีติประจาวํนัเชนทาใหํจตใจ ิสบาย มความีสดชน่ืผองใส  และสงบ กระฉับกระเฉง วองไว มีความเพียรพยายาม แนวแน ในสง่ิทกระท่ีาํมประส ีทธิภาพิ ในการทางานํ


54 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2. ประโยชนของสมาธในิการพฒนาับคลุกภาพิเชนทาใหํมความีแขงแรง็หนกแนัน ทั้งทางรางกายและจิตใจ มีสุขภาพจิตดีสูสุขภาพที่ดีและรักษาโรคบางอยางได 3. ประโยชนของสมาธิที่เปนจุดมุงหมายของศาสนา เมื่อไดสมาธิขั้นสูงแลวจะเกิด ปญญาและบรรลุจุดมุงหมายของศาสนาได 4. จะมีเหตุผลในการตัดสินปญหาตางๆ ไดถูกตองมากยิ่งขึ้น วิธีการฝ กสมาธิ ในคืนวันเพ็ญเดือน 6 พระพุทธเจาตรัสรูโดยการนั่งสมาธิดวยวิธีการอานาปานสติ คอืตงสต้ัจดจิอทลม่ี หายใจเขา-ออก เปนอารมณเดยวีจนจติแนวแนเขาสสมาธูซิง่ึเปนสงบสขุ สงดัมสตีริตูวับรบิรณูจากนนั้พระพทธองคุเกดิมหาปญญาคนพบทางดบทักขุแก ชาวโลก คอื อรยสิจั 4 ดงทักล่ีาวมาแลวในประวตัศาสดาิดงนัน้ัการฝกสมาธเปินหนทางทพี่ทธศาสนุกชนิ พึงปฏิบัติเพื่อใหเกิดปญญา แกปญหาชีวิต และพัฒนาตนเองใหเกิดกําลังใจเสียสละยิ่งขึ้น เมตตายิ่งขึ้น มีปญญาประกอบการงานตนเอง มีความสุข สังคมโดยรวมมีความสุข แต อยางไร ก็ตามพื้นฐานของผูปฏิบัตสมาธิหริ ือฝกสมาธไดิ ผลรวดเร็วตองเปนผูท ีม่ศีีล 5 เปน พื้นฐานและศรัทธายึดมั่นตอพระรัตนตรัย เปนพทธศาสนุิกชนที่ดีคือการใหทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา คือการทําสมาธิและทําใหตนเองดีขึ้น สังคมเจริญขึ้น การฝกสมาธิตามแนวศาสนาพุทธนั้นฝกใหครบอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน นอน นั่ง เดิน ฝกใหจิตอยูในอารมณเดียว มีสติบริบูรณในอิริยาบถตางๆ และกอใหเกิดสมาธิหรือ เรยกวีา เจรญิกรรมฐาน นนั้เรมติ่นสวดมนตไหว พระสรรเสรญิคณุพระศรรีตนตรัยัอธษฐานิ จิตเขาสมาธิและพิจารณาสภาวธรรม คือความเปนทุกขของชาติชรา มรณะ ความแหงใจ ความเสียใจ ความคับแคนใจ ความประจวบกับสิ่งอันไมเปนที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่ เปนที่รัก ความไมไดสิ่งที่ปรารถนา ความมีอุปทานในขันธ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เปนทุกขพิจารณาขันธ 5 ไมเที่ยง เปนอนัตตา ไมมีตัวตน การพิจารณาสภาวะ ธรรมเนองๆื ชวย ใหเกดิเจรญิ ปญญาละวางกเลส็ เกดิการพฒนาัคณธรรมุจรยธรรมิตามแนว ศาสนาพุทธ และเปนแนวทางที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในศาสนาอื่นๆ ศาสนาคริสตศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ-ฮินดูศาสนาซิกขศาสนิกชน ของแตละศาสนาทฝี่กพฒนาัคณธรรมุจรยธรรมิ ใหเจรญิยงๆิ่ ขนึ้นนั้ลวนมพีนฐานื้เชนเดยวี กับพุทธศาสนิกชน คือ การศรัทธาในศาสดา คําสอนและแนวปฏิบัติของศาสนาของตน ความมีศรัทธาตั้งมั่น มีจิตจดจอในศาสนาที่นับถือ ทําใหเกิดอารมณมั่นที่ทําความดี ที่จะ อดทน อดกลั้นตอความทุกขตางๆ ศาสนาคริสตมีการอธิษฐานกับพระเจาการสารภาพ บาปเปนการชาระํมลทนิทางจติศาสนาอสลามิมการีสงบจติมน่ัทาํละหมาดเปนประจ าํทกวุ นๆั หลายครง้ัเปนกิจวัตรสําคัญ และศาสนาพราหมณ-ฮินดูนั้น มีการปฏิบัติสมาธิหลากหลาย แนวทางมีการวางเปาหมายชีวิตเพื่อละกิเลสตางๆ ศาสนาซิกขสอนวามนุษยมีฐานะสูงสุด เพราะมีโอกาสบําเพ็ญธรรมเปนการฟอกวิญญาณใหสะอาด


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 55 หลักสอนที่สอดคลองของศาสนาตางๆ คําสอนของศาสนาแตละศาสนาสอนใหเปนคนดีตามแนวทางของตน แตเมื่อ กลาวโดยรวมๆ แลวหลักธรรมของทุกศาสนามีลักษณะสอดคลองกันในเรื่องใหญๆ คือ การอยูรวมกันอยางสันติโดนเนนประเด็นเหลานี้ คือ 1. สอนใหรูจักรักและใหอภัยกัน 2. สอนใหใจกวางยอมรับความเชื่อที่แตกตางกัน 3. สอนใหเปนคนดีตามหลักศาสนาของตน


56 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม กิจกรรม กจกรรมิท 1่ี ใหผเรูยนีแบงกลมุศกษาึ ประวตับิคคลุในประเทศทน่ีาํหลกธรรมัศาสนามาแกไข ปญหาชวีติของตนเอง แลวนามาํ แลกเปลยน่ีเรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี กจกรรมิท 2 ่ี ใหผเรูยนีแบงกลมุศกษาึ ประวตัิศาสตรของประเทศตางๆ ในโลกท่สามารถี แกไขกรณขีดแยังทเก่ีดิจากศาสนาจนกระทง่ัประเทศชาตสงบสิขุแลวนามาํ แลกเปลยน่ี เรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี กจกรรมิท 3่ี ใหผเรูยนี ฝกปฏบิตัสมาธิ ิเจรญิ ปญญาแลวนามาํผลประสบการณท ได่ีรบัจาก การฝกปฏบิตัทิส่ีงผลให สามารถแกไข ปญหาชวีติและพฒนาัชวีติของตนเองไดมาแลก เปลยน่ีเรยนีรกูนัในชนเร้ัยนี


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 57 สาระสําคัญ วัฒนธรรม ประเพณีคานิยมที่ดีงามมีความสําคัญตอประเทศเพราะแสดงถึง เอกลักษณความเปนชาติเปนสิ่งที่นาภาคภูมิใจ ทุกคนในชาติตองชวยกันอนุรักษสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีคานิยมที่ดีงามใหคงอยูคูกับชาติแตสังคมในปจจุบันชาติที่มีวัฒนธรรม ทางวตถัเจรุ ญิกาวหนาจะมอีทธิพลิสงผลให ชาตทิดี่อยความเจรญิดานวตถัรุบัวฒนธรรมัเหลา นั้นไดโดยงาย ซึ่งอาจสงผลใหวัฒนธรรมประเพณีของชาติตนเองเสื่อมถอยไป ดังนั้นชาติ ตางๆ ควรเลือกรับปรับใชวัฒนธรรมตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย ผลการเรียนที่คาดหวัง 1. มความรีความูเขาใจ ในวฒนธรรมั ประเพณของี ไทยและตางๆ ในโลก 2. ตระหนกถังึความสาคํญั ในวฒนธรรมั ประเพณของี ไทย และชนชาตติางๆ ในโลก 3. มีสวนรวมสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีไทย 4. ประพฤตตนิ เปนแบบอยางของผมูวีฒนธรรมั ประเพณอีนัดงามีของไทยและเลอกื รับปรับใชวัฒนธรรมจากตางชาติไดอยางเหมาะสมกับตนเองและสังคมไทย 5. ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก 6. เปนผูนําในการปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม เรื่องที่ 2 ลักษณะวัฒนธรรมไทย เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการสเลือกรับวัฒนธรรม เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พึงประสงคของสังคมโลก เรื่องที่ 7 การปองกันและแกไขปญหาพฤติกรรมตามคานิยมที่ไมพึงประสงค ของสังคมไทย สื่อประกอบการเรียนรู ซีดีวัฒนธรรมประเพณีคานิยมของประเทศตางๆ ในโลก เอกสารคนควา วัฒนธรรม ประเพณีคานิยมของประเทศตางๆ ในโลก คอมพิวเตอรอินเทอรเน็ต ว ั ฒนธรรมประเพณี และค  าน ิ ยม 2 ของประเทศไทยและของโลก บทท ี ่


58 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญของวัฒนธรรม ความหมาย คําวา “วัฒนธรรม”เปนคําสมาสระหวางภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต โดยคําวา “วัฒน” มาจากภาษาบาลีคําวา “วฑฺฒน” แปลวา เจริญงอกงาม สวนคําวา “ธรรม” มาจากภาษาสันสกฤตคําวา “ธรฺม” หมายถึง ความดี เมื่อพิจารณาจากรากศัพทดังกลาว “วัฒนธรรม” จึงหมายถึงสภาพอันเปนความ เจริญงอกงามหรือลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงาม ปจจุบัน คําวา “วฒนธรรมั ” พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแหงชาติพ.ศ. 2553 ไดให ความหมายไววา หมายถึง วิถีการดําเนินชีวิต ความคิด ความเชื่อ คานิยม จารีต ประเพณี พิธีกรรมและภูมิปญญา ซึ่งกลุมชนและสังคมไดรวมสรางสรรคสังคม ปลูกฝงสืบทอด เรียน รูปรับปรุง และเปลี่ยนแปลง เพื่อใหเกิดความเจริญงอกงามทั้งดานจิตใจ และวัตถุอยาง สันติสุข และยั่งยืน ความหมายของวัฒนธรรมดังกลาวขางตน วฒนธรรมเป ันเครองวื่ดและเครัองกื่าหนดความเจรํญหริอความเสือมของสื่งคมและั ขณะเดียวกันวัฒนธรรมยังกําหนดชีวิตตามความเปนอยูของคนในสังคมดังนั้นวัฒนธรรม จึงมีอิทธิพลตอความเปนอยูของบุคคลและตอความเจริญกาวหนาของประเทศชาติมาก ความสําคัญของวัฒนธรรมโดย สรุป มีดังนี้ 1. วฒนธรรมเป ันเครองสรื่างระเบยบแกีสงคมมนัษยุวฒนธรรมไทยเป ันเครองื่ กาหนดพฤตํกรรมของสมาชิ กในส ิ งคมไทยให ัมระเบียบแบบแผนทีชี่ดเจนรวมถังผลของการึ แสดงพฤติกรรมตลอดจนถึงการสรางแบบแผนของความคิด ความเชื่อและคานิยมของ สมาชิกใหอยูในรูปแบบเดียวกัน 2. วัฒนธรรมทําใหเกิดความสามัคคีความเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน สังคมที่มี วัฒนธรรมเดียวกันยอมจะมีความรูสึกผูกผันเดียวกันเกิดความเปนปกแผนจงรักภัคดีและ อุทิศตนใหกับสังคมทําใหสังคมอยูรอด 3. วัฒนธรรมเปนตัวกําหนดรูปแบบของสถาบัน เชน รูปแบบของครอบครัวจะ เหนได ็วาลกษณะของครอบครัวแตัละสงคมตัางก นไปท ังนั้เนี้องจากวื่ ฒนธรรมในส ั งคมเป ัน ตวกัาหนดรํ ปแบบเชูนว ฒนธรรมไทยก ัาหนดแบบสามํภรรยาเดียวกี นในอ ักสีงคมหนังกึ่าหนดํ วาชายอาจมีภรรยาไดหลายคน ความสัมพันธทางเพศกอนแตงงานเปนสิ่งที่ดีหรือเปนเรื่อง ขัดตอศีลธรรม 4. วัฒนธรรมเปนเครื่องมือชวยแกปญหา และสนองความตองการของมนุษย มนุษยไมสามารถดํารงชีวิตภายใตสิ่งแวดลอมไดอยางสมบูรณดังนั้นมนุษยตองแสวงหา ความรจากประสบการณูท ตนได ี่รบการประด ัษฐิคดคินวธิการใช ีทรพยากรนั นให ั้เก ดประโยชน ิ 


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 59 ตอชีวิตและถายทอดจากสมาชิกรุนหนึ่งไปสูสมาชิกรุนตอไปโดยวัฒนธรรมของสังคม 5. วัฒนธรรมชวยใหประเทศชาติเจริญกาวหนา หากสังคมใดมีวัฒนธรรมที่ดี งามเหมาะสม เชน ความมีระเบียบวินัย ขยัน ประหยัด อดทน การเห็นประโยชนสวนรวม มากกวาสวนตัว เปนตน สังคมนั้นยอมจะเจริญกาวหนาไดอยางรวดเร็ว 6. วัฒนธรรมเปนเครื่องแสดงเอกลักษณของชาติคําวา เอกลักษณหมายถึง ลกษณะพัเศษหริอลืกษณะเดันของบคคลหรุอสืงคมทัแสดงวี่าสงคมหนังแตกตึ่ างไปจากอ กี สงคมหนังึ่เชนวฒนธรรมการพบปะก ั นในส ั งคมไทย ัจะมการยกมี อไหว ืกนแตั ในส งคมญั ปี่นุ ใชการคํานับกัน เปนตน เรื่องที่ 2 เอกลักษณ  ของวัฒนธรรมไทย เอกลักษณหรือลักษณะประจําชาติในทางวิชาการมีความหมาย 2 ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เปนอุดมคติซึ่งสังคมตองการใหคนในสังคมนั้น ยึดมั่นเปน หลกในการด ัาเนํนชิวีติ เปนลกษณะทัสี่งคมเหันว็ าเปนสงดิ่ งามและให ีการเทดทินยกยูองอกี ประการหนงึ่หมายถงลึกษณะนัสิยทัคนที่ วไปในส ั่งคมนั นแสดงออกในสถานการณ ั้ตางๆเชน ในการทํางานการพักผอนหยอนใจ การติดตอสัมพันธกับผูอื่น และในการดําเนินชีวิตทั่วไป ในสงคมเป ันลกษณะนัสิยทั พบในคนส ี่ วนใหญ  ของประเทศ และสวนมากม กจะแสดงออกโดย ั ไมรูตัวเพราะเปนเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอยางนั้น เอกลักษณของวัฒนธรรมไทยที่เดนๆ มีดังนี้ 1. ความรักอิสรภาพหรือความเปนไทย คนไทยมีลักษณะนิสัยไมตองการอยูใน อํานาจบังคับของผูอื่น ไมชอบการควบคุมเขมงวด ไมชอบการกดขี่หรือใหผูอื่นเขามายุง เกยวสี่ งการในรายละเอ ั่ ยดในการท ีางานและการดําเนํนชิวีตสิวนต วคนไทยเป ันคนทหยี่งและิ่ รกในศ ักดัศริ์ของตนเองีการบงคับนั าใจก ้ํนหรั อฝื าฝนความรสูกของกึนและกันถัอวื าเปนสงิ่ ไมควรทํา 2. การยาการเป้ํนตวของตัวเองหรั อปืจเจกบคคลนุยมิคอื การใหคณคุาในความ  เปนตัวของตัวเอง ความนิยมนี้สวนหนึ่งมาจากอิทธิพลของพุทธศาสนาซึ่งย้ําความสําคัญ ของตัวบุคคลเปนพิเศษถือวาบุคคลจะเปนอยางไรยอมแลวแตกรรมของบุคคลนั้นในอดีต การยาสอนให ้ํพงตนเองทึ่กคนมุความเทีาเทยมกีนสัวนการทจะดี่หรีอชืวนั่นอยั้ทูการกระที่าํ ของตนเองมิไดอยูที่ชาติกําเนิด 3. ความรูสึกมักนอย สันโดษ และพอใจในสิ่งที่มีอยู คนไทยไมมีความดิ้นรน ทะเยอทะยานที่จะเอาอยางคนอื่น ถือเสียวาความสําเร็จของแตละเปนเรื่องของบุญวาสนา ทุกคนอาจมีความสุขไดเทาเทียมกันทั้งนั้นเพราะเปนเรื่องภายในใจ 4. การทาบํ ญและการประกอบการก ุศลุคนไทยสวนใหญ มความเชี อในเร ื่องกรรมื่ การเวียนวายตายเกิดจึงมักนิยมทําบุญและประกอบการกุศลโดยทั่วไป โดยถือวาเปนความ สุขทางใจและเปนการสะสมกุศลกรรมในปจจุบันเพื่อหวังจะไดรับผลประโยชนในอนาคต


60 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5. การหาความสุขจากชีวิต คนไทยมองชีวิตในแงสวยงาม ความกลมกลืนและ พยายามหาความสุขจากโลก ซึ่งตรงกันขามกับชาวตะวันตกที่มักจะมองชีวิตในแงของ ความขัดแยงระหวางอํานาจฝายต่ําในรางกายมนุษยและอํานาจฝายสูง ซึ่งไดแกศีลธรรม และความรบผั ดชอบในใจคนไทยจ ิ งไมึมความขีดแยั งในใจเก ยวก่ี บการปล ัอยตนหาความสาราญํ เพราะถือวาอยูในธรรมชาติมนุษย 6. การเคารพเชอฟื่งอานาจํ คนไทยนยมการแสดงความนอบนิอมและเคารพบคคลุ ผูมีอํานาจความสัมพันธระหวางบุคคลเปนไปตามแบบพิธีซึ่งแสดงฐานะสูงต่ําของบุคคลที่ เกี่ยวของ 7. ความสุภาพออนโยนและเผื่อแผ คนไทยเปนมิตรกับทุกคนและมีชื่อเสียงใน การตอนร บคนไทยน ัยมความจริงและชิวยเหลอกื นในการม ัความสีมพันธัระหวางก นและไม ั  คิดเอาเปรียบผูอื่นมีความเมตตาสงสารไมซ้ําเติมผูแพถือเปนคุณธรรมยิ่งของคนไทย 8. ความโออาลกษณะนัสี้บเนืองมาจากความเชื่อมื่นและหยั่ งในเก ิ่ยรตีของตนเองิ คนไทยนนถั้งแมึภายนอกจะดฐานะต ูา่ํแตในใจจร งเติ มใจยอมร ็บวัาตวเองตัากว่ําผอูนื่ถอวืา ตัวเองมีความสามารถเทาเทียมกับผูอื่นถาตนมีโอกาสเชนเดียวกันคนไทยไมยอมใหมีการ ดูถูกกันงายๆและถือวาตนมีสิทธิ์เทาเทียมกับผูอื่นในฐานะเปนมนุษยคนหนึ่ง เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเลือกรับวัฒนธรรม เนื่องจากวัฒนธรรมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นจากวิถีการดําเนินชีวิตซ้ําๆ ของคนใน สังคมนั้นๆ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นนอยมากเพราะเปนลักษณะของ สังคมปดตอมาเมื่อแตละสังคมมีการติดตอระหวางกันมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตอกันใน สงคมขัามภมูภาคิเชนชาตตะวินตกกับชาตัตะวินออกซังเกึ่ดขิ นมากในช ึ้วงยคลุาอาณานคมิ เมื่อชาวตะวันตกออกลาอาณานิคมทางทวีปเอเชีย พรอมกับนําวัฒนธรรมของชาติตน เขามาดวยเชน ศาสนา ภาษา การแตงกาย ที่อยูอาศัย อาหาร ความบันเทิง ฯลฯ แนวโนม ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสังคมของชาติตางๆ ในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีความออนแอ กวากเร็มิ่การเปลยนแปลงทางว ี่ฒนธรรมดังกลัาวท าใหํเกดแรงผลิกดันชักจังทูงสองทางั้คอื ทงการกระตั้ นใหุยอมรบสั งใหม ิ่และการอนรุกษัวฒนธรรมเดัมทิตี่อต านการเปล  ยนแปลงน ี่นั้ เมอพื่จารณาเฉพาะสิ งคมไทยการสร ัางว ฒนธรรมและการเปล ั ยนแปลงทางว ี่ฒนธรรมั ก็ดําเนินมาอยางตอเนื่องในทุกยุคสมัยแตในสังคมในอดีตกอนยุคลาอาณานิคม(เริ่มตั้งแต สมัยรัชกาลที่ 4 แหงกรุงรัตนโกสินทร)สังคมไทยแมวาจะมีการติดตอกับชาวตางชาติบางก็ ยังไมเปนที่กวางขวางนักในหมูราษฎร ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงดําเนิน ไปอยางค อยเป นค อยไป แตเมอถื่งยึคลุาอาณานคมเริมการติ่ดติอกบชาวตัางชาต โดยเฉพาะ ิ ชาติตะวันตกที่หลังไหลเขามาจํานวนมากขึ้นความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งสังเกตุได จากการแตงกายของขนนางซุงเปึ่นอยางตะวนตกมากขันึ้ลกษณะอาคารบัานเรอนแบบยื โรปุ เริ่มมีขึ้น


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 61 ดงันน้ัหลายชาตเริม่ิกนัมาพจารณาิหาแนวทางการอนรุกษัวฒนธรรมัของชาตตนิเอง ใหม จงึเกดิองคกรทั้งภาครัฐ เอกชนพากันเรงฟนฟวูัฒนธรรมของตนเอง มการี แลกเปลี่ยน เรียนรูยอมรับวัฒนธรรมที่แตกตางระหวางกนั มการีบรรจเรุองราวื่ของวฒนธรรมั ไวใหเดก็ และเยาวชนไดศกษาึเพอื่ ใหเหน็คณคุาวฒนธรรมัของตนเอง สงผล ใหสามารถสบทอดืรกษาั วัฒนธรรมไวอยางมั่นคง ตัวอยางสังคมไทยในอดีตไดรับวัฒนธรรมจากจีน อินเดีย เปนชาติที่มีวัฒนธรรม เขมแข็ง ตอมาเริ่มรับวัฒนธรรมตะวันตกตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 5 แหงกรุงรัตนโกสินทรเรื่อย มาจนถงึปจจบุนัและเรมิ่รบัวฒนธรรมั ญปี่นุ เกาหล ีเพราะมอีทธิพลิดานการบนเทังิ รวมทงั้ เทคโนโลยีตางๆ ดงันนั้สงคมั ไทยจะตองรวมมอืกนัสรางความเขาใจใหประชาชน คนไทยตระหนกัถงึ คุณคาวัฒนธรรมไทย ในการรวมกันอนุรักษสืบทอดดวยความภาคภูมิใจ วัฒนธรรมไทยจึง จะคงอยูตอไป เรื่องที่ 4 ประเพณีในโลก ประเพณี คือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เปนเรื่องที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนแตละ ชาติตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน เราจะเห็นความเจริญรุงเรืองของชาติตางๆ จากประเพณี สิ่งที่ มีอิทธิพลตอประเพณี คือ ศาสนาความเชื่อของคนในชาติตางๆ ประเพณีที่เกี่ยวของกับ การเกิด การแตงงาน การตาย รวมทั้งประเพณีในศาสนาตางๆ ของแตละชาติจะแตกตาง กันไป เชน ประเพณการีแตงงานของชาวอนเดิยีจะแตงงานกนัเมอื่มอายีนุอยมาก และฝาย หญิงตองไปสูขอฝายชาย ขณะที่ประเพณีจีนโบราณผูชายเปนผูสืบตระกูลจะเปนผูนําไดรับ สิทธิตางๆ ในครอบครัวมากกวาเพศหญิง การสูขอตองผานแมสื่อ แตปจจุบันประเพณีใน จีนเปลี่ยนแปลงไปตั้งแตจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เปนลัทธิเมาเจอตุง จีนมีการปฏิวัติ วัฒนธรรมครั้งใหญ โลกปจจบุนัมการีตดติอคมนาคมอยางรวดเรว็ ประชากรในโลกสนใจเขามาทองเทยว่ี ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวตางชาติ ตางภาษา สงผลใหประเทศตางๆ เริ่มสนใจ อนุรักษวฒนธรรมั ประเพณีตางๆ ทโดดเด ่ีน เปนเอกลกษณั เพอ่ืคงความเปนชาต ิและเปน การสงเสรมิอตสาหกรรมุการทองเทยว่ีของชาตตนิเองไวประเทศ  ไทยกเช็นกนั คนตางประเทศ  มาทองเทยว่ี ประเทศไทยเปนจานวนํมากเพอ่ืเรยนรี ูวฒนธรรมั ประเพณีไทยทาํ ใหเงนตราเขิ า ประเทศเปนจํานวนมหาศาล


62 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 5 ความสําคัญของคานิยมและคานิยมในสังคมไทย คานิยม สังคมมนุษยจําเปนตองมีบรรทัดฐานเปนตัวกําหนดแผนเชิงพฤติกรรม ซึ่งสมาชิก ของสังคมจะตองมีความสัมพันธกับบุคคลอื่นๆ เปนจํานวนมาก มีความจําเปนที่จะตอง ตัดสินใจตอการกระทําสิ่งตางๆ เพื่อเปนแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติ รูปแบบความคิด ในการประเมินตางๆ ของสมาชิกในสังคม ความหมายตอคานิยม คานิยม หมายถึง รูปแบบความคิดของสมาชิกในสังคมที่จะพิจารณาตัดสินและ ประเมินวาสิ่งใดมีคุณคา มีประโยชนพึงปรารถนา ถูกตอง เหมาะสม ดีงาม ควรที่จะยึดถือ และประพฤติปฏิบัติคานิยมที่เปนองคประกอบที่สําคัญของการจัดระเบียบสังคมมนุษยคือ คานิยมทางสังคม ( S o c i a l V a l u e ) ซึ่งหมายถึงรูปแบบความคิดที่สมาชิกสวนใหญตัดสิน และประเมินวาเปนสิ่งที่มีคุณคา มีประโยชน พึงปรารถนา ถูกตองเหมาะสมดีงาม ควรแก การประพฤตปฏิบิตัริวมกนั คานยมิทางสงคมัเกดิจากการทสมาชี่กิในสงคมัดารงชํวีติอยรูวม กันแลกเปลี่ยนประสบการณ ถายทอดความคิดเห็นระหวางกัน เกิดรูปแบบที่สอดคลองใน แนวทางเดียวกัน ความสําคัญของคานิยม สังคมมีคานิยมแตกตางกันตามวัฒนธรรม วิถีการดํารงชีวิต สภาพแวดลอมทาง ธรรมชาติและที่ตั้งถิ่นฐาน คานิยมของแตละสังคมเปนแนวความคิด ทัศนคติรวมกันของ คนสวน ใหญ จงึเปนพนฐานื้ทสี่าคํญัเกดิบรรทดฐานัทางสงคมั อนัเปนการกาหนดํกฎเกณฑ หรอืระเบยบี ในการปฏบิตัติอกนัทางสงคมัตามแนวทางของคานยมิทสมาชี่กิในสงคมัยอมรบั รวมกัน คานยมิสามารถชวย ใหการดาเนํนิชวีติระหวางสมาชกิในสงคมัมความีสอดคลองสมั พันธตอกันลดความขัดแยงและความตึงเครียดของสมาชิกในสังคม คานิยมเปนสิ่งที่มีการ เปลยนี่แปลงไดตามสภาพแวดลอมและความเหมาะสมในแตละยคุสมยั เนองจากื่การเปลยนี่ แปลงทางสงคมัทาํ ใหสงคมันนั้เกดิมคีานยมิ ใหมมาทดแทนคานยมิเดมิ เชนการเปลยนี่แปลง ทางดานการผลิตทางการเกษตรของไทย จากการผลิตแบบเดิมมาสูการผลิตแบบใหมที่มี การใชเทคโนโลยีทันสมัยมาทําการผลิตเพื่อลดระยะเวลาและกําลังแรงงานจากแรงงานคน หรอืสตวั มผลีทาํ ใหเกษตรกร ชาวไรชาวนา มคีานยมิ ในการนาํเอาเครองจื่กรัและสารเคมมาี ใชทางเกษตรจนมาในปจจุบันมีการชี้แนวทางการทําเกษตรแบบพอเพียง ก็ทําใหเกษตรกร เริ่มเปลี่ยนแปลงคานิยมในวิธีการธรรมชาติมาชวยในการผลิตเนื่องจากพิษภัยจากสารเคมี และรจูกัประสมประสานความคดิทาํ ใหเกดิคานยมิวเคราะหิ วจิยัการทาํเกษตรเพอื่ยงชัพีและ อตสาหกรรมุ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 63 คานิยมที่สําคัญของสังคมไทยไดแก 1 ) การนับถือพุทธศาสนา เปนคติความเชื่อระดับสูงทางจิตใจของคนไทย ทําให เกิดคานิยมในการประกอบพิธีในประเพณี เทศกาล วันสําคัญทางศาสนา และในวาระสําคัญ ของชีวิต เปนคตินิยมที่ปฏิบัติสืบตอมาจนเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตไทย 2 ) การเคารพเทิดทูนพระมหากษัตริย เปนคตความิเชื่อและศรัทธาภักดตีอพระ มหากษัตริยของชาวไทยเปนคานิยม ธรรมเนียมของคนไทยที่แสดงความเคารพเทิดทูน พระมหากษัตริย 3 ) การรักสังคมไทย เปนคานิยมที่พึงประสงคของสมาชิกภายในสังคมไทยที่ ตองมีความสามัคคีรวมมือ รวมใจ เปนหนึ่งเดียวกันในการชวยเหลือสังคมไทย ทั้งในภาวะ ทเกี่ดิเหตการณุรายอนัเปนภยัแกสงคมัและประเทศชาต ิชวยกนั ปลกฝูงจติสานํกัใหรคูณคุา ของวัฒนธรรมไทย รักษามรดกไทย รักเมืองไทย ใชของไทย 4 ) ความซื่อสัตย สุจริต คานิยมขอนี้เปนสิ่งสําคัญที่ควรปลูกฝงใหสมาชิกของ สังคม เนื่องจากเปนรากฐานในการพัฒนาและสรางความเจริญใหกับตนเองและประเทศ ชาติ เชน สมาชิกของสังคมไทยมีความซอส่ืตยัสจรุติตอตนเองและผอูน่ื ในการอยรูวมกนั ของสงคมัการไมกระทาการํทจรุติ ละเมดิ ฝา ฝนกฎหมาย เปนตน 5 ) การเคารพผูอาวุโส คานิยมขอนี้ไดแสดงออกในพฤติกรรมของสมาชิกสังคม ไทย เชน การมีกิริยา มารยาทสุภาพออนนอมตอผูอาวุโสหรือผูใหญ การเคารพใหเกียรติ ผูอาวุโส ผูใหญ ผูที่สังคมยกยองตามวาระตางๆ คานิยมที่ควรปลูกฝงตามหลักพระพุทธศาสนา 1 . แนวทางปฏิบัติตามคานิยมพื้นฐาน มี 5 ประการ 1) การพึ่งตนเอง ขยันหมั่นเพียร และมีความรับผิดชอบ 2 ) การประหยัดและอดออม 3) มีระเบียบ วินัย และเคารพกฎหมาย 4) การปฏิบัติตามคุณธรรมของศาสนา 5) ความรักชาติ ศาสน กษัตริย 2 . ความเอื้อเฟอเผื่อแผ คณลุกษณะัเชนน ได้ีรบัอทธิพลิมาจากคาํสอนทว่ีามนษยุเรา ไมวายากดมีจนีอยางไร  ตางเปนเพื่อนรวมทุกข รวมสุข เวียนวายตายเกิดอยูในสังสารวัฎดวยกัน ความสํานึกวาตน เองตองตาย ยอมกอใหเกิดความเห็นใจกัน แสดงออกมาในรูปความเอื้อเฟอเผื่อแผ ชวย เหลือกันและกัน 3 . ความเคารพและความออนนอมถอมตน คานิยมสะทอนลักษณะนิสัยของคนไทยคอนขางโดดเดน การเคารพผูอาวุโส ความเกรงใจใหเกยรตีผิมูประสบการณ ีเหนอืกวาตน จะปรากฏใหเหน็ทกุระดบัของสถาบนัไทย นบัตงั้แตสถาบนัครอบครวัไปจงึถงึสถาบนสงฆั ทงั้ในระบบราชการคอืการไมกลาแสดงความ


64 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม คิดเห็นขัดแยง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนความรูสึกผูอื่น ความออนนอม นุนนวล ไม เพยงีแตสะทอนออกมาในรปูของกริยาิมารยาทเทานนั้ยงัสะทอนออกมาในงานศลปะ ิตาง ๆ ของชาติดวย ไมวาจะเปนจิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม หรือคีตกรรม 4 . ความกตัญูกตเวที เปนคณธรรมุของบคคลุผสูานํกึในอปการุคณุทผี่อูนื่กระทาํตอตน และพยายาม จะหาทางตอบแทนอปการุคณุนน้ั คณธรรมุขอนพระพ้ีทธองคุทรงกลาววา เปนบคคลุหาไดยาก ความกตญักตเวทู ีจงึเปนคานยมิอนัมรากฐานีมาจากพทธศาสนาุเปนสงิ่สาคํญั ในสังคมยกยองวา “ ตกน้ําไมไหล ตกไฟไมไหม” หมายความวา ทําคุณกับคนอ่นืนั้น เมื่อ ถงคราวึตกอบักม็ผียูนดิยีนมื่อืเขามาชวยเหลอืความกตญัจูงึเปนคานยมิทสมควรี่จะปฏบิตัิ ใหเกิดสิริมงคลกับตนเอง 5 . ศรัทธาและปญญา ศรัทธา แปลวา ความเชื่อ คนสวนมากมักพูดวา ศรัทธาปสาทะ ปสาทะ แปลวา ความเลื่อมใส ศรัทธา เปนความเชื่อ แตเปนความเชื่อบุคคลอื่น เชน เราเห็นความคิดเห็นหรือ การกระทาํของคนอนื่เปนสงิ่ทดี่และีเหมาะสมนาจะนามาํ ปฏบิตั ิแลวปฏบิตัตามิแนวทางของ บุคคลอื่นซึ่งเปนผูคิด แสดงวาเรามีศรัทธาในบุคคลนั้น ปญญา เปนความรทูเกี่ดิดวยตนเอง ซงึ่เกดจาิการคดิพจารณาิ ไตรตรอง วเคราะหิ  อยางรอบคอบมีเหตุผล พทธศาสนาุ พระพทธเจุาทรงสอนใหบคคลุมทีงั้ศรทธาั และปญญา ประกอบกนั ดวยเหตุผลผูศรัทธา ถามีความเชื่อมากเกินไปจะกลายเปนความงมงาย คนจํานวนไมนอย ที่หลงเชื่อสิ่งตางๆโดยมิไดวิเคราะหหรือพิจารณาอยางแทจริง เพื่อประโยชนสุขรวมกันของ บุคคลทั้งหลายในสังคม ศรัทธาอยางถูกตองในพุทธศาสนา มีดังนี้ - เชื่อวาพระพุทธเจาตรัสรูจริง - เชื่อวาบุญบาปมีจริง - เชื่อวาผลของบุญบาปมีจริง - เชื่อวาบุญบาปที่ตนทําเปนของตนจริง 6 . ทํางานสุจริต สุจริต มาจาก สุ หมายถึง ดี และจริต หมายถึง ความประพฤติ สุจริตจึงเปนความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งนาจะหมายความไดวา 1 ) ไมผิดกฎหมาย ไมผิดตอกฎระเบียบของบานเมือง ไมทําลายทรัพยากร ธรรมชาต ิไมประพฤต ผิดิเลนการพนนั ไมขายยาเสพตดิ ทาลายํเยาวชน สงคมั และประเทศ ชาติ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 65 2 ) ไมผิดประเพณี ประกอบดวย (1 ) ขนบของบานเมือง คือไมผิดกฎหมาย ระเบียบของบานเมือง (2 ) ธรรมเนียม เปนความประพฤติที่สังคมยอมรับและปฏิบัติกันมา (3 ) ไมผิดศีลธรรม หมายความวา มีความประพฤติอันถูกตองตามทํานอง คลองธรรมทํากายวาจาใจสงบ ระวังสํารวมตนอยูเสมอ เมื่อบุคคลไมประพฤติผิดศีลธรรม ตนเองครอบครัวและสังคมก็จะสงบสุข บุคคลพึงสรางคานิยมในการกระทําการอันเปนประโยชนตอตนเอง ชาติบานเมือง พรอมทั้งรักษาความเปนไทยใหคงอยู อยาหลงผิด เห็นคานิยมวัฒนธรรมตางชาติกวาคา นิยมวัฒนธรรมไทย สรางพลังเพื่อทําใหชาติมั่นคงโดยชวยกันดูแลสิ่งที่เปนวัฒนธรรมอันดี งามของไทย เรื่องที่ 6 คานิยมที่พ ึงประสงค ของสังคมโลก ศลธรรมีจรยธรรมิและคานยมิ คอื สงิ่ทกี่าหนดํมาตรฐานความประพฤตของิสมาชกิ ในสงคมั ไวให ปฏบิตัตามิแนวทางทสี่งคมั ไดกาหนดํวา เปนสงิ่ดงามเหมาะสมกีบัสภาพสงคมั นนๆั้ รวมทงเปั้นมาตรฐานทใชี่ตดสันิการกระทาํของบคคลในสุงคมวัาถกูหรอืผดิ ดหรีอืชวั่ เพื่อใหสังคมดํารงอยูไดอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิ่งสําคัญที่มีอยูคูกับการดําเนินชีวิตเปนสิ่งที่ สังคมยอมรับรวมกัน คานิยมและจริยธรรม ในสังคมหนาเปนตัวกําหนดความเช่ือของบุคคลในสังคม กอใ หเกดิ ประโยชนตอสงคมั ชวย ในการพฒนาัสงคมั เพราะทาใหํบคคลุม ความีตงมั้นั่อยในู ความดี ความรับผิดชอบความเสียสละ ความกตัญูรูคุณ ความมีวินัย ความกลาหาญ และ ความเชอมื่นั่ ในคาํสอนของศาสนา ดงนันั้คานยมิและจรยธรรมิของสงคมจัาตํองมจีดุมงหมายุ ในการละเวนจากการทําชั่วเปนสิ่งสําคัญ คานิยมและจริยธรรมที่ทั่วโลกพึงประสงคใหเกิดขึ้นในพลเมืองของชาติตน มีดังนี้ 1 . การไมเบียดเบียนและกอความเดือนรอนใหแกผูอื่น ทั้งการเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ เชน การใชคาพํดูทเสี่ยดี เยาะเยยถากถาง ดหมูนิ่ผอูนื่ รวมทงั้การกลนั่แกลง ทาลายํ ทรัพยสินผูอื่น 2 . ความเสียสละ โดยไมเปนผูเอื้อเฟอเผื่อแผใหแกผูอื่นโดยไมหวังผลตอบแทน ลดละความเห็นแกตัวชวยเหลือผูอื่นในยามที่มีความจําเปนไดทั้งกําลังกายและกําลังทรัพย หรือกําลังทางสติปญญาเพื่อการอยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมโดยรวม 3 . มีความกลาหาญทางคุณธรรม จริยธรรม หมายถึง การทําในสิ่งที่เห็นวาถูกตอง ตามทํานองคลองธรรมและละเลิกไมกระทําความผิดอันเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกตน เองและสวนรวม หรือทําใหตนเองและสวนรวมเสียผลประโยชนก็ตาม 4 . ความละอายและเกรงกลวัตอกระทาความํชวั่ โดยไมเข าไป เกยวขี่องกบัความชวั่ ทั้งปวง มีจิตใจที่ยบยั ั้งผลประโยชนที่ไดมาโดยมิชอบ


66 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 5 . การรจูกัเคารพในความคดเหิน็ของตนเองและผอูนื่ มความีสานํกึในสทธิ ิเสรภาพี ความเสมอภาคของแตละบคคลุ ไมวาจะเปนของตนเองและผอูนื่ เปนการยอมรบัสตปิญญา ความคดเหิน็ของผอูนื่เทากบัของตนโดยไมหลอกตนเอง หรอืมความีดอรื้นั้เอาแตความคดิ ของตนเองเปนใหญ และเหยียดหยามผูอื่นเปนการฝกใหเปนคนมีเหตุผล รับฟงความคิด เห็นรอบดาน แลวนํามาพิจารณาดวยตนเองเพื่อขจัดปญหาความขัดแยง 6 . มความีซอส่ืตยัสจรุติตอตนเองและผอูน่ื หมายถงึความซอส่ืตยัตอตนเองเพอ่ือยู ในความไมประมาท ขยันขันแข็งในหนาที่การงาน มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ไดรับมอบหมาย รวมทั้งมีความซื่อสัตยตอผูอื่น ประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมาอยางสม่ําเสมอ ไมคิดโกงหรือ ทรยศหักหลัง หรือชักชวนไปในทางเสื่อมเสียเพื่อหาผลประโยชนสวนตน 7 . ความมวีจารณญาณิ ในการตดสันิปญหาตางๆ หรอืความมเหตีผลุในการพจารณาิ ไตรตรองไมหลงเชื่อสิ่งใดงายๆ รูจักควบคุมกาย วาจา โดยใชสติอยางรอบคอบ ไมทําตาม อารมณมีจิตใจ สงบเยือกเยน็ ไมวูวาม สามารถรับฟงความคิดเห็นของคนอื่นที่ขัดแยงกับ ตนอยางใจกวาง ไมแสดงความโกรธ หรือไมพอใจไมมีทิฏฐิมานะ 8. ความขยันหมั่นศึกษาหาความรูใหเฉลียวฉลาดในศิลปวิชาการทุกสาขาวิชา 9. ความสามารถในการประกอบอาชีพสาขาตางๆ 10. การกษาสังแวดลิ่อม และความเปนชาต ิวรรณกรรม ประเพณีตลอดจนดนแดนิ ของตนเอง คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤตกรรมิของแตละบุคคล คานยมิและจรยธรรมิทเปี่นตวกัาหนดํพฤตกรรมิของแตละบคคลุจะเปนคานยมิและ จริยธรรมที่เกิดประโยชนตอตนเอง สังคมและการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับความคิดสติ ปญญา รวมทั้งการเสียสละตอสังคมประเทศชาติ 1 . ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อขจัดความขัดแยง 1 ) เปนผูมีความอดทน อดกลั้น เพื่อเผชิญกับปญหาตางๆ อยางมีสติ ไม แสดงออกทางอารมณมีจิตใจสงบเยือกเย็น 2) เปนผูมีจิตใจกวางขวาง เปดใจ ยอมรับความเห็นของผูอื่น ดวยใจเปนกลาง ไมคิดวาตนเองอยูเหนือผูอื่น 2. ตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคลเพื่อนําไปสูการอยูรวมกันอยางสันติสุข คานิยมและจริยธรรม ที่เปนตัวกําหนดพฤติกรรมของแตละบุคคล เพื่อการอยูรวมกันอยาง สันติสุข 1) มีความเสียสละ เปนผูใหดวยใจที่บริสุทธิ์ โดยไมหวังผลตอบแทน 2 ) มีความรักความสามัคคี เปนที่ตั้ง ยอมรับในเหตุผลของการอยูรวมกันใน สังคมอยางมีความสุข


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 67 เรอง่ืท 7 ่ีการปองกนัและแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิทไม่ีพ งประสงค ึของสงคมั ไทย คานิยมของสังคมไทยที่ไมพึ่งประสงค ควรไดรับการแกไขปรับปรุงพัฒนา เพราะ เปนอปสรรคุทส่ีาคํญตัอความมนคง่ัของตนเอง ครอบครวั ชมชนุ สงคมั ตวอยัางทส่ีาคํญัคอื 1 . ความเปนผูกลาไดกลาเสียในทางที่ผิด เชน นิสัยของนักพนันเริ่มตั้งแตเด็ก เยาวชน คือการพนันฟุตบอล กีฬาตางๆ ( การเลนหวย การพนันตางๆ ) ทําใหหมดตัว และ ไมมานะในการประกอบอาชีพที่สุจริต 2 . ความเปนผใจกว ูางรกษาัหนาตา โดยไมคานํงึถงึฐานะตนเอง ตวอยัางเมอื่ครอบ ครัวมีงานบวช แตงงาน งานศพ จะไปกูเงิน หรือนําเงินที่เก็บหอมรอมริบมาใชในการเลี้ยง ดูอยางสุรยสุราย จนมีครอบครัวลูกโตเขาโรงเรียนยังใชเงินคืนคาแตงงานยังไมหมด 3 . การชวยเหลือพวกพองโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ตัวอยาง เมื่อเพื่อนพี่นอง มีเรื่องกับใคร พรอมที่จะยกพวกไปตอสูโดยไมคํานึงถึงเหตุผล ความถูกตองในวิธีการ แกปญหา ตัวอยางการยกพวกตีกันของวัยรุนและของกลุมพวกนักเลงตางๆ 4 . เมอื่เกดิ ปญหาชอบใชคาํวา ไมเป นไร  ไมคดิหาการแกไข ปญหาอยางจรงจิงั สงผล ใหปญหายังคงเปนปญหาตอไป ปญหาที่เกิดขึ้นไมไดรับการแกไข 5 . ชอบความสนุกสนาน ดื่มเหลา เฮฮาไมขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สงผล ใหเกดิความประมาทในชวีติ จะเหน็เทศกาลปใหม  สงกรานต มคนีเสยชีวีติจานวนํมากเพราะ ความประมาท 6. ยกยองผูมีฐานะ การปองกนั และแกไข ปญหาพฤตกรรมิตามคานยมิทไมี่พ งประสงค ึ ในสงคมั ไทย คอื 1 . คานิยมที่ดีงามควรไดรับการปลูกฝงตั้งแตยังเปนเด็ก ในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถานศึกษารวมทั้งในสังคมไทย 2 . ผูใหญในสังคมไทย ทุกฐานะที่สําคัญคือผูที่อยูในบทบาทเปนผูนํา จะตอง ประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี 3 . สังคมไทยจะตองยกยองใหเกียรติผูที่ประพฤติปฏิบัติตามคานิยมที่ดีงาม ไม ยกยองผูมีอํานาจมีเงินแตเปนผูที่ประพฤติตามคานิยมที่ดีงามของไทย 4 . สื่อจะตองรวมกันรณรงคใหคนไทยมีคานิยมที่ดีงาม ไมสนับสนุนเผยแพรสิ่งที่ ไมดี เพราะสื่อมีอิทธิพลตอสังคมไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน 5 . อยาปลอยใหปญหาความเสื่อมทรามที่เกิดจากการประพฤติตามคานิยมที่ไมดี ผาน ไป เพราะเหน็เปนเรองเล่ืกๆ็ ควรเรงชวยกนัหาทางแกไข ดวยการถอเป ืนหนาทของ่ีทกคนุ 6 . องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนสนับสนุนใหเกิดชมรม สมาคม ในระดับทองถิ่น ตางๆ ทเปี่นสงคมัแหงการเรยนรี ูเพอื่ ใหสงคมัชมชนุเปนสงคมัทอี่ดมุดวย ปญญา ซงึ่จะเปน พื้นฐานที่สงผลใหสังคมไทยแข็งแกรงตอไป


68 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรียนคนควาวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมของประเทศตางๆ ในโลก มา คนละ 1 ประเทศ แลวนํามาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมที่ 2 ใหผูเรียนนํากรณีตัวอยางปญหาที่เกี่ยวของกับวัฒนธรรม ประเพณี คานิยมที่ เกิดขึ้นกับประเทศตางๆ ในโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรูกัน กิจกรรมท่ 3 ี ใหผูเรียนศึกษาตัวอยางแนวทางที่ประเทศตางๆอนุรักษวัฒนธรรมตาม ประเพณีและคานิยมที่ดีของตนไวได เชน ประเทศภูฏาน กิจกรรม


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 69 สาระสําคัญ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย นับแตประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เมื่อปพ.ศ. 2475 มาจนถึงปจจุบัน (2553) ประเทศไทยใชรัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ซึ่ง ประชาชนชาวไทยทุกคนควรตองมีความรูความเขาใจ หลักการ เจตนารมณตลอดจน สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญอยางถองแทเพื่อจะไดปฏิบัติหนาที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด ไวไดอยางถูกตอง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1. มีความรูความเขาใจ ความเปนมาของรัฐธรรมนูญ 2. บอกหลักเกณฑสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยได 3. บอกสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันที่เกี่ยวของกับตัวเองได 4. มีความรูความเขาใจ เกี่ยวกับบทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความเปนมาและสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เรื่องที 3 บทบาทหนาที่ขององคกรตามรัฐธรรมนูญ เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และสงผลตอฐานะของประเทศในสังคมโลก เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ร ั ฐธรรมนูญ 3 แห  งราชอาณาจ ั กรไทย บทท ี ่


70 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 1 ความเปนมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ รฐธรรมนัญูหมายถงึกฎหมายสงสูดุในการปกครองประเทศ วาดวยการจดระเบัยบี การปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับแรกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย เปนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย เปน ประมขุเรมิ่เมอื่วนทั 24 ี่มถินายนุ 2475 โดยกลมุบคคลุทเรี่ยกีตนเองวา “คณะราษฎร” ประกอบดวยพลเรอนืและทหารมนโยบาย ีการปกครองทเห่ีนแก็ ประโยชน ของ ประชาชน ขณะ นน้ัพระบาทสมเดจพระ็ ปกเกลาเจาอยหูวัทรงปกครองประเทศ ทรงประทบัอยทูพระี่ราชวงัไกล กังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธไดเห็นประโยชนสุขของราษฎรเปนสําคัญ จึงสละอํานาจของ พระองคและพระราชทานรฐธรรมนัญูฉบบัชวคราวั่ ประกาศใช ครงแรกั้เมอื่วนทั 27 ี่มถินายนุ 2475 เรยกวีา “รฐธรรมนัญูการปกครองแผนดนิสยามชวคราว่ัพทธศุกราชั 2475” ตอมา เมอ่ืวนทั 10 ่ีธนวาคมัพ.ศ. 2475 จงึไดมการี ประกาศใช “รฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั สยาม พุทธศักราช 2475” หลังการ เปลี่ยนแปลงการปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อป พุทธศักราช 2475 จนถึงปจจุบัน (พ.ศ. 2553) มีการยกเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญไป แลวรวม 18 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 : พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 116 วันที่ 27 มิถุนายน 2475) ฉบับที่ 2 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 49 หนา 529 วันที่ 10 ธันวาคม 2475) ฉบับที่ 3 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 63 หนา 30 วันที่ 3 พฤษภาคม 2489) ฉบับที่ 4 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 64 ตอนที่ 53 วันที่ 9 พฤษภาคม 2490) ฉบับที่ 5 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 66 ตอนที่ 17 วันที่ 23 มีนาคม 2492) แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ฉบับที่ 6 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 69 ตอนที่ 15 วันที่ 8 มีนาคม 2475) ฉบับที่ 7 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2502 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 76 ตอนที่ 17 วันที่ 28 มกราคม 2502) ฉบับที่ 8 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2511 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 85 ตอนพิเศษ วันที่ 20 มิถุนายน 2511)


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 71 ฉบับที่ 9 : ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 89 ตอนที่ 192 วันที่ 15 ธันวาคม 2515) ฉบับที่ 10 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 92 ตอนที่ 14 วันที่ 23 มกราคม 2518) ฉบับที่ 11 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 93 ตอนที่ 135(ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ตุลาคม 2519) ฉบับที่ 12 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 111 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2520) ฉบับที่ 13 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 95 ตอนที่ 146 (ฉบับพิเศษ) วันที่ 22 ธันวาคม 2521) ฉบับที่ 14 : ธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 40 วันที่ 1 มีนาคม 2534) ฉบับที่ 15 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 108 ตอนที่ 216 วันที่ 9 ธันวาคม 2534) ฉบับที่ 16 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (ราชกจจานิเบกษาุเลม 114 ตอนท 55 ่ีก วนทั 11 ่ีตลาคมุ 2540 ) ฉบับที่ 17 : รฐธรรมนัญแห ูงราชอาณาจ กรไทย ั (ฉบบัชวคราวั่ ) พทธศุกราชั 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 123 ตอนที่ 102 ก วันที่ 1 ตุลาคม 2549) ฉบับที่ 18 : รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ราชกิจจานุเบกษา เลม 124 ตอนที่ 47 ก วันที่ 24 สิงหาคม 2550) การยกเลิกและประกาศใชรฐธรรมนัญูแตละครง้ัสวนใหญ  เปนผลมาจากการปฏวิตัริฐั ประหาร ซึ่งสามารถสรุปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไดดังนี้ 1. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองในขณะนั้น เห็นวาหลักการและวิธีการของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ใชอยูนั้นไมเหมาะสม จึงลมเลิกและประกาศใชรัฐธรรมนูญใหม 2. กลุมผูนําซึ่งมีอํานาจทางการเมืองแตกแยกกันเอง จึงมีการลมเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใชอยูเพื่อใชฉบับใหมที่สามารถตอบสนองความพอใจของกลุมตนได 3. ภาวะเศรษฐกจิการเมองืสภาพทางสงคมัและสถานการณของประเทศ  ในขณะนน้ั ทําใหตองมีการเปลี่ยนแปลงแกไขรัฐธรรมนูญใหเหมาะสม


72 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 2 สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย เปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่รูปแบบของ รฐัรปแบบูการปกครองและการบรหาริ ประเทศ บทบญญัตัของิกฎหมายหรอืขอบงคับัใดขดั หรอแยืงตอบทบญญัตัในิรฐธรรมนัญู บทบญญัตันินั้เปนอนัใชบงคับัมไดิ และไมวากรณใดๆ ี หากปรากฏวาผใดูใชกาลํงัประทษรุายเพอื่ลมลางหรอืเปลยนแปลง ี่รฐธรรมนัญูผนูนั้กระทาํ ความผิดฐานเปนกบฏตอประเทศชาติมโทษ ีถึงประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิต รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย โดยทั่วไปจะบัญญัติหลักการสําคัญของ รัฐธรรมนูญไวดังนี้ 1. รูปแบบของรัฐ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิได คําวา ราชอาณาจักรหมายความวา ประเทศไทยเปนประเทศที่มีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมุข และคําวา อันหนึ่งอันเดียวจะแบงแยกมิไดหมายความวา ประเทศไทยเปนรัฐเดี่ยว หรอืเอกรฐัมรีฐบาลั เปนศนยูกลางมอีานาจบรํหาริ ประเทศไดทงั้ภายในและภายนอกประเทศ เพียงรัฐบาลเดียว 2. รปแบบูการปกครอง ประเทศไทยมรีปแบบูการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิ อนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุเปนการยนยืนัวา ประเทศไทยมการี ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่มีรากฐานมาจากประชาชน มุงคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี พระมหากษัตริยทรง เปนประมุข 3. อานาจํอธปไตย ิของรฐัรฐธรรมนัญูกาหนดํอานาจํอธปไตย ิของประเทศไทยไว 3 ประการ ไดแก 1) อํานาจนิติบัญญัติคืออํานาจในการออกกฎหมาย 2) อํานาจบริหาร คืออํานาจในการบริหารการปกครองประเทศ 3) อํานาจตุลาการ คืออํานาจในการพิจารณาตัดสินคดีในศาล ทั้ง 3 อํานาจนี้เปนอํานาจของปวงชนชาวไทย คือ เปนของชนชาวไทยทุกคน โดยมีพระมหากษัตริยผูทรงเปนประมุข ทรงใชอํานาจนติิบัญญัติผานทางรัฐสภา ใชอํานาจ บริหารผานทางคณะรัฐมนตรีและใชอํานาจตุลาการผานทางศาล 4. สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย รัฐธรรมนูญคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่ง เปนชนชาวไทย โดยคํานึงถึงวาชนชาวไทยเปนมนุษยที่มีศักด์ศริ ีหรือกลาววา ชนชาวไทย มศีกดัศริ์แหีงความเปนมนษยุหาม ปฏบิตัติอมนษยุเยยงี่ทาสหรอืสตวั นอกจากนที้กคนุยอม มีสิทธิเสรีภาพในรางกาย ในครอบครัว มีสิทธิไดรับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่กฎหมาย กําหนดโดยไมเสียคาใชจาย ทุกคนจะไดรับการคุมครองสิทธิในคดีอาญา สิทธิไดรับการ ใหบริการสาธารณสุขที่ไดมาตรฐาน มีเสรีภาพในการสื่อสารโดยเสรีมีเสรีภาพในการเสนอ ขาวสาร และเสรีภาพในทางวิชาการ เปนตน 5. หนาที่ของชนชาวไทย เมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดใชสิทธิเสรีภาพแหงชนชาวไทย แลว ก็จะกําหนดหนาที่ของชนชาวไทยใหไวดวย โดยกําหนดใหทุกคนมีหนาที่ตองปฏิบัติ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 73 ตามกฎหมาย มีหนาที่รักษาไวซึ่งชาติศาสนา พระมหากษัตริยและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีหนาที่ตองปองกันประเทศ รักษาผล ประโยชนของชาติและปฏิบัติตามกฎหมาย มีหนาที่ตองไปใชสิทธิเลือกตั้งตามที่กฎหมาย กําหนด มีหนาที่ตองเสียภาษีอากร มีหนาที่ตองพิทักษปกปอง และสืบสานศิลปวัฒนธรรม ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนตน 6. นโยบายพื้นฐานของรัฐ รัฐธรรมนูญจะกําหนดใหรัฐบาลหรือผูบริหารประเทศ ตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาวา รัฐมีนโยบายในการบริหารประเทศอยางไรในเรื่องเกี่ยวกับ ดานความมนคงั่ของรฐัดานการบรหาริราชการแผนดนิดานการศกษาึศาสนาและวฒนธรรมั ดานการตางประเทศ ดานเศรษฐกิจ ดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญาและพลังงาน ดานการมีสวนรวมของประชาชน เปนตน 7. ระบบรัฐสภา รัฐสภาทําหนาที่เปนฝายนิติบัญญัติรัฐธรรมนูญจะกําหนดให สมาชิกผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีจํานวนกี่คนและที่มาของสมาชิกดังกลาววิธีการ ไดมาอยางไร 8. คณะรฐมนตรั ีซงึ่ทาหนําท เปี่น ฝายบรหาริคอืรฐบาลัจะมรีฐมนตรัจีานวนํเทาใด และมีวิธีการไดมาอยางไร 9. ศาล ซึ่งทําหนาที่เปนฝายตุลาการเปนองคกรพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตอง ดําเนินไปดวยความยุติธรรม มีศาลอะไรบาง พรอมกําหนดหนาที่อํานาจศาลไวโดยชัดแจง 10. องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เปนองคกรที่มีวัตถุประสงคเพื่อตรวจสอบการ ใชอํานาจรัฐของเจาหนาที่รัฐ วาถูกตองเปนธรรมหรือไมรวมทั้งอํานาจในการถอดถอน เจาหนาที่รัฐออกจากตําแหนงดวย 11. การปกครองสวนทองถนิ่เปนการ ใชอานาจํแกองคกร ปกครองสวนทองถนิ่ ให มีอิสระในการปกครองตนเองตามเจตนารมณของ ประชาชนในทองถน่ิและสงเสรมิใหองคกร ปกครองสวนทองถน่ิเปนหนวยงานหลกัในการจดทัาํบรการิสาธารณะ มสีวนรวม ในการตดสันิ ใจ แกปญหาในพื้นที่ 12. การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเมื่อประกาศใชบังคับแลว ยอมมี การแกไขเพิ่มเติมไดตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไวกลาวคือ จะระบุใหอํานาจแกคณะบุคคล โดยเฉพาะที่สามารถยื่นญัตติขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไดเวนมีขอหามบางประการจะ ทาการํแกไขเพมเติ่มิมไดิ คอืจะขอแกไขการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหาี กษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ทั้ง 2 ประการนี้จะกระทํามิได สาระสําคัญของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ นอกจากหลกการัทเปี่นสาระสาคํญัรวมของรฐธรรมนัญูดงทักลี่าวมาแลวรฐธรรมนัญู ทั้ง 18 ฉบับ ยังมเอกลี ักษณเฉพาะซึ่งเปนสาระสําคัญแตกตางกันไปโดยสรุปไดดังนี้ 1. พระราชบญญัตัริฐธรรมนัญูการปกครองแผนดนิสยามชวคราว่ัพทธศุกราชั 2475 เปนรฐธรรมนัญูฉบบัแรก สาระสาคํญัคอื ประเทศไทยตอง ปกครองแบบประชาธปไตย ิ


74 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม โดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อํานาจอธิปไตยหรืออํานาจสูงสุดในการปกครอง ประเทศเปนของประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้กําหนดใหมีสภาเดียวคือ สภาผูแทนราษฎร มีอํานาจกวางมาก คือ พิจารณารางกฎหมาย ดแลูควบคมุการบรหาริ ประเทศ มอีานาจํแตงตง้ัและถอดถอนคณะ กรรมการราษฎร (คณะรฐมนตรั ) ีฯลฯและมอีานาจํวนิจฉิยัคดซีง่ึพระมหากษตรัยิเปนผตูองหา ซึ่งศาลธรรมดาไมมีสิทธิ์รับฟองได 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศใช 10 ธนวาคมัพทธศุกราชั 2475 มหลีกการัสาคํญัแตกตางจากฉบบัท 1 ่ี อันเปนฉบับชั่วคราวดังนี้ 1) ยกยองฐานะพระมหากษัตริยใหสูงขึ้น โดยบัญญัติวาใหทรงอยูในฐานะอัน เปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะลวงละเมิดหรือฟองรองมิได ใหองคพระมหากษัตริยและ พระบรมวงศานุวงศตั้งแตหมอมเจาขึ้นไปอยูในฐานะเปนกลางทางการเมือง คือไมตองรับ ผิดทางการเมือง 2) สภานติบิญญัตั (ิสภาผแทนู ราษฎร) ไมมอีานาจํ ปลดพนกังานประจาํมอีานาจํ ออกกฎหมาย มีอํานาจควบคุมคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผนดิน (แตฝายบริหาร ก็มีอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรได) 3) ฝายบรหาริซง่ึเดมิเรยกวีา “คณะกรรมการราษฎร” เปลยน่ี เปน “คณะรฐมนตรั ” ี คณะรัฐมนตรีนี้พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง มีจํานวนอยางนอย 14 คน แตไมเกิน 24 คน และในจํานวน 14 คนตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุการใชยาวนานที่สุดคือ ประมาณ 15 ป 3. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศใช 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 ยังคงยึดหลักการรัฐธรรมนูญ พทธศุกราชั 2475 เปนหลกั โดยตองการ ใหมการี ปกครองในระบอบประชาธปไตย ิมากยงข่ิน้ึ มีสาระสําคัญดังนี้ 1) กาหนดํ ใหมสภาี 2 สภา คอืสภาผแทนฯูกบัวฒุสภาิ (เดมิเรยกวีาพฤฒสภาิ ) ใหสมาชกสภาิผแทนูมาจากการเลอกตืงั้โดยตรงสวนสมาชกสภาิมาจากการเลอกตืงั้โดยออม 2) มีบทบัญญัติแยกขาราชการประจํากับขาราชการการเมืองออกจากกันเปน ฉบบัแรก และกาหนดํวานายกรฐมนตรั ีรฐมนตรั ีสมาชกิรฐมนตรั ีดารงํตาแหนํงขาราชการ ประจําใดๆ มิได 3) อนญาต ุใหมการีจดตังั้พรรคการเมองื ไดเปนครงแรกั้ (เดมิมเพียงีพรรคเดยวี คอืคณะราษฎร) รฐธรรมนัญูนถี้กูยกเลกิโดยคณะรฐประหาร ัเมอื่ 8 พฤศจกายนิพทธศุกราชั 2490 มีอายุการใชเพียง 18 เดือน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2490) ประกาศใช 9 พฤศจิกายน 2490 เหตุผลประกาศใชคือ ฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก ไมสามารถแกปญหาเศรษฐกิจและสังคมไดสาระสําคัญ คือ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 75 1) มีสภา 2 สภา เชนเดิม คือสภาผูราษฎรและวุฒิสภา 2) อํานาจหนาท่ีวุฒิสมาชิกมีมากข้นึคือ นอกจากยับย้งัรางกฎหมายแลว ยังมี อานาจํ ใหความ ไววางใจ หรือไมไววางใจฝายบริหารได 3) เพิ่มเติมใหมีอภิรัฐมนตรี 5 คน เปนผูบริหารราชการในพระองคและถวาย คําปรึกษาแตพระมหากษัตริยแตไม มีอํานาจบริหารราชการแผนดิน 5. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 ประกาศใช 3 มีนาคม 2492 ฉบับนี้ผูรางใหความคาดหวังวาเปนฉบับที่ดี มั่นคง และเปนประชาธิปไตยมาก เพราะไดวางหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว กวางขวางและปองกนัการใชอานาจํของรฐัตอการละเมดิสทธิเสริภาพีของประชาชนไวดวย สวนสภาใหมีสภา 2 สภา เชนเดิม ฉบับนี้ใชได 2 ปเศษ ก็ถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2494 6. รฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทยพทธศุกราชั 2475 แกไขเพมเต่ิมิพ.ศ. 2495 เหตผลุทคณะี่ประหารนาํรฐธรรมนัญูฉบบันมาี้ ใชคอืเหนว็าเหมาะสมกบัสถานการณ บานเมืองชวงนั้น วิธีการนํามาใชประกาศใชรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2475 (ฉบับที่ 2) กอน พรอมตั้ง คณะกรรมการแกไขปรับปรุงไปดวย เมื่อเสร็จแลวจึงนํามาประกาศใชเมื่อ 8 ตุลาคม 2495 สาระสาคํญัเหมอนืฉบบัเดมิทกประการุแตไดแก ไขเพมเติ่มิเรองสื่าคํญัคอืกาหนดํ วิธีลดจํานวนสมาชิกวุฒิสภา วันที่ 16 กันยายน 2500 จอมพลสฤษดิ์ธนะรัชตไดทํารัฐประหาร แตยังคงใช รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยแตงตั้งรฐมนตรั ีชั่วคราวและวุฒิสภาขึ้นมาใหมพรอมทั้งประกาศให มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม วันที่ 20 ตุลาคม 2501 คณะรัฐประหารชุดเดิม ไดประกาศประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศใช 28 มกราคม 2502 ฉบบันี้คณะรฐประหาร ั ประกาศใชเปนรฐธรรมนัญู การปกครองชั่วคราว มเพี ียง 20 มาตรา สาระสําคัญ คือ ฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีมีอํานาจมากขึ้น โดยเฉพาะ นายกรฐมนตรัมีอีานาจํเดดขาด็ตามมาตรา 17 ดวยการขอมตคณะิรฐมนตรั ในีการใชอานาจํ สั่งการหรือการกระทําใดๆ ก็ไดที่เห็นวาเปนประโยชนตอความมั่นคง ความสงบของ ประเทศชาติและราชบัลลังก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไมใหสิทธิเสรีภาพประชาชนในการมีสวนรวมในการปกครอง รวมเวลาที่ใชอยูถึง 9 ปเศษ จึงมีการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวร 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศใช 20 มิถุนายน 2511 เปนฉบับที่ 2 ที่รางโดยสภารางรัฐธรรมนูญ


76 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (ซึ่งแตงตั้งโดยหัวหนาคณะปฏิวัติ) ใชเวลารางนานที่สุดคือกวา 9 ปสิ้นเปลืองคาใชจายถึง 100 ลานบาท สาระสําคัญมีดังนี้ 1) ใหมีรัฐสภา 2 สภา วุฒิสภามีอํานาจมากกวาเดิมคือ เดิมมีอํานาจยับยั้ง รางกฎหมายผานสภาผูแทนราษฎร ยังมีอํานาจเพิ่มเติมคือ สามารถควบคุมฝายบริหาร เทาเทียมสภาผูแทนราษฎร 2) มิใหนายกฯ หรือ รัฐมนตรีเปนสมาชิกรัฐสภา สภาผูแทนฯ จึงไมมีบทบาท พอที่จะทําลายเสถียรภาพของรัฐบาล และเรียกรองตําแหนงรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใชไดประมาณ 3 ปก็ถูกยกเลิก เพราะมีการรัฐประหาร โดยกลุมบุคคลที่มีสวนรางและประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศใช 15 ธันวาคม 2515 ผูประกาศใชคือ รัฐบาลจอมพลถนอม กิติขจร ผูทํารัฐประหารสาระสําคัญคือ ใชสภานิติบัญญัติแหงชาติมาจากการแตงตั้งมีหนาที่ออก กฎหมายและอนุมัติรางรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีเสนอไปใหพิจารณาภายใน 3 ปและมี สิทธิตั้งกระทูถามรัฐมนตรีไดแตไมมีสิทธิเปดอภิปรายไมไววางใจ สาระสําคัญอื่นๆ ยังคง เหมือนกับรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะมาตรา 17 ซึ่งเนนอํานาจสูงสุด เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี รฐธรรมนัญูฉบบันประกาศ ี้ ใชไดเพยงี ปเศษนสิตินกศักษาึและประชาชนกได็รวม พลงัเรยกรีอง ใหมการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูฉบบัใหมโดย เรว็วนทั 14 ี่ตลาคมุ 2516 รฐบาลั ชดุจอมพลถนอม กตติขจริ จงึออกไป นายสญญาัธรรมศกดั ิ์ไดรบัการแตตงั้ใหเปนนายกฯ และยังใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้และประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ประกาศใช 7 ตุลาคม 2517 เปนฉบับที่มีความเปนประชาธิปไตยมากกวาทุกฉบับ ที่ใชมา มีสาระสําคัญดังนี้ 1) มรีฐสภาั 2 สภา คอืสภาผแทนูและสภาวฒุสภาิสภาผแทนูมาจากการเลอกตืง้ั วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและมีอํานาจนอยกวาวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับ กอนๆ 2) การสบืราชสมบตัิในกรณไมีมพระีราชโอรสรฐสภาัอาจใหความเหน็ชอบในการ ใหพระราชธดาิสืบสันตติวงศได 3) หลกการัดาเนํนงานิทางการเมองื ใหเป นไป  โดยระบบพรรค ผแทนู ราษฎรตอง มสีงกัดัพรรคการเมองืมใหิสมาชกิรฐสภาัทาการํคาหรอืกจการิ ใดทอาจี่ทาใหํรฐัเสยีประโยชน 4) นายกรฐมนตรัตีองมาจากสมาชกสภาิผแทนู ราษฎร รฐมนตรัตีอง เปนสมาชกิ สภาอยางนอยครง่ึปรัฐมนตรีตองไมเปนขาราชการประจํา หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจและทํา การคามิได 5) ใหประชาชน มบทบาที ในการปกครองทองถน่ิของตนเองตามระบอบประชาธปไตย ิ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 77 6) มีบทบัญญัติประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายประการรัฐธรรมนูญนี้ ใชไดเพียง 2 ปก็ถูกคณะปฏิรูปการปกครองประกาศยกเลิกเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 คณะปฎิรูปการปกครองประกาศใชเมื่อ 22 ตุลาคม 2519 มีโครงสรางการปกครอง คลายรัฐธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2515 คือ ใหมีรัฐสภารัฐสภาเดียวแต เรียกชื่อวา “สภาปฎิรูปการปกครองแผนดิน” มีสมาชิกจากการแตงตั้ง ไมมีอํานาจควบคุม คณะรฐมนตรัหรีอืฝายบรหารินายกฯมอีานาจํเดดขาด็ ในการบรหาริตามมาตรา 21 (เหมอนื มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2502 และ พ.ศ.2515) รัฐธรรมนูญนี้ยกเลิกใชเมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เมื่อ 20 ตุลาคม 2520 12. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2520 คณะรัฐประหารประกาศใชเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2520 มีโครงสรางการปกครอง คลายธรรมนญูการปกครองและรฐธรรมนัญูพ.ศ. 2502 2515 2519 เพมเติ่มิสาระสาคํญั คือ กําหนดใหมีสภานโยบายแหงชาติประกอบดวย บุคคลของคณะรัฐประหารทําหนาที่ กําหนดนโยบายแหงรัฐ ควบคุมฝายบริหาร แตงตั้งถอดถอนนายกรัฐมนตรีใหความเห็น ชอบเกี่ยวกับการใชอํานาจเด็ดขาดของนายกฯ และมีอํานาจแตงตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ รฐธรรมนัญูถกูยกเลกิและมการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงอาณาจกรั ไทย พ.ศ. 2521 13. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 ประกาศใช 22 ธันวาคม 2521 รัฐธรรมนูญฉบับนี้รางโดยสภานิติบัญญัติแหงชาติ มีสาระสําคัญคือ 1) โครงสรางการปกครอง กําหนดดังนี้ รัฐธรรมนูญ ฝายนิติบัญญัติ ฝายบริหาร สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา ฝายตุลาการ ฝายฎีกา ศาลอุทธรณ ศาลชั้นตน คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม พระมหากษัตริย


78 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 2) รัฐสภามี 2 สภา คือ สภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทนมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแตงตั้งและอํานาจไมเกิน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผูแทน 3) ไมกาหนดํวาคณะรฐมนตรัจะีตองมาจากรฐสภาัแตจะตองแถลงนโยบายแก รัฐสภา เม่ือเขามาบริหารแผนดิน และมีบทเฉพาะกาลใหนายกฯ มีอํานาจสั่งการหรือการ กระทําการใดๆ ไดเด็ดขาดจนกวาคณะรัฐมนตรีไดรับการจัดตั้งจะเขาปฏิบัติงาน 4) การเลอกตืง้ั 4 ปแรกตงแต้ัเรม่ิประกาศใชรฐธรรมนัญูฉบบัน้ีใหมการีเลอกตืง้ั แบบแบงเขตผูเขารับการเลือกตั้งจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไมก็ไดหลังครบ 4 ปแลว ใหถอืเขตจงหวัดัเปนเขตการเลอกตืงั้เวนแตกรงเทพมหานครุใหแบง เปน 3 เขต และผสมูครั เขารับการเลือกตั้งจะตองสังกัดพรรคการเมือง 14. ธรรมนญูการปกครองราชอาณาจกรั ไทย พทธุศกราชั 2534 (ฉบบัร.ส.ช.) ร.ส.ช. หรือคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติไดประกาศใชธรรมนูญฯ ฉบับนี้ ขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2534 กาหนดํ ใหมสภาีนติบิญญัตัแหิงชาตสภาิเดยวีมหนีาทร่ีาง รฐธรรมนัญูและพจารณาิรางและรฐมนตรัตามทีนายกฯ่ีกราบบังคมทูล เพื่อบริหารราชการ แผนดิน 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพมเต่ิมิฉบบัท 6 ่ีพ.ศ. 2539 นบเป ันฉบบัท 15 ่ี ประกาศใช 9 ธนวาคมั 2534 มีสาระสําคัญเพิ่มเติมดังนี้ 1) พระมหากษัตริยทรงเลือกและแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรี 1 คน และ องคมนตรอีื่นอีกไมเกิน 18 คน ประกอบเปนองคมนตรี 2) รัฐสภา ประกอบดวยสภาผูแทน และวุฒิสภา สภาผูแทน ประกอบดวย สมาชิก 393 คน สมาชกิวุฒิสภามี 260 คน ประธานสภาผูแทนเปนประธานรัฐสภา 3) นายกรัฐมนตรีตองเปนสมาชิกสภาผูแทน 4) การผูเลือกตั้ง ใชการเลือกตั้งแบบแบงเขตและรวมเขต 16. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มีความยาวถึง 336 มาตรา ยาวกวา รฐธรรมนัญูทกุฉบบัทเคยี่ประกาศใชในประเทศ  ไทยหลงัเปลยนแปลง ี่การปกครองจากระบอบ สมบรูณาญาสทธิราชยิมา เปนระบอบประชาธปไตย ิ ในวนทั 24 ี่มถินายนุ 2475 และเนองจากื่ ประชาชนทวไป ั่กวา 800,000 คน มสีวนรวม โดยตรงและโดยออม ในการยกรางรฐธรรมนัญู ฉบับนี้จึงทําใหรัฐธรรมนูญฉบับนี้คุมครองสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยไวมากกวาของ นักการเมืองเหมอนื ในสมัยเรียน ดวยเหตุนี้จึงมักนิยมเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันวาเปน “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” 17. รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 มี 39 มาตรา เปนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ หวหนัาคณะปฏริปูการปกครองในระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 79 เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ หลังการที่ไดกระทําการรัฐประหารเปนผลสําเร็จ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยแตงตั้งทีมงานนักกฎหมายเพื่อรางรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว และไดมีการตั้งหนวยงานในการดําเนินงานดังนี้ 1) สภานิติบัญญัติแหงชาติทําหนาที่แทนรัฐสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา มีสมาชิกจํานวนไมเกิน 250 คน 2) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทําหนาที่แทนศาลรัฐธรรมนูญ 3) สภารางรัฐธรรมนูญ พ .ศ. 2550/สมัชชาแหงชาติของประเทศไทย ทําหนาที่ รางรัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2550 4) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทาํทก่ีอ ใหเกดิความเสยหายีตอรฐัทาหนําท่ี ตรวจสอบทรพยัสนิอดีตคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผานมา 18. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ประกาศใชตงแตั้วนทั 24 ี่สงหาคมิพ.ศ.2550 เปนฉบบัทมี่การีจดทัาํรางรฐธรรมนัญู โดยสภารางรัฐธรรมนูญจํานวน 100 คน ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 มาตรา 25 ถึงมาตรา 31 และสภารางรัฐธรรมนูญได แตงตั้งคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญจํานวน 35 คน ทําการยกรางแลวสงราง รัฐธรรมนูญใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญและองคกรซึ่งเปนคณะบุคคลพิจารณาและเสนอ ความเหน็รวม 12 คณะ หลงจากนันั้ ไดนาํรางรฐธรรมนัญูดงกลัาวเผยแพรให ประชาชน ทราบ แลวนําเสนอรางรัฐธรรมนูญตอสภารางรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบรางทั้ง ฉบบัเรยงี เปนรายมาตรา เมอื่สภารางรฐธรรมนัญูพจารณาิ ใหความเหน็ชอบแลวจงึมการีเผย แพรตอ ประชาชนเพอื่ทราบทงั้ฉบบัและจดให ั ประชาชน ผมูสีทธิเลิอกตืงั้ออกเสยงี ประชามติ วาจะใหความเห็นชอบหรือไมเห็นชอบรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ พรอมกันทั้งประเทศ เมื่อวันอาทิตยท่ี 19 สิงหาคม 2550 ระหวางเวลา 08.00 ถึง 16.00 นาิกา ซึ่งเปน การออกเสียงประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตรการเมืองไทย การออกเสียงประชามติของ ประชาชน ผูมีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศจํานวน 45,092,955 คน มาใชสิทธิออกเสียง ประชามตจิานวนํ 25,978,954 คน คดิเปนรอยละ 57.61 ผลการออกเสยงี ประชามตยอมริบั 14,727,306 เสียง คิดเปนรอยละ 56.69 ไมยอมรับ 10,747,441 เสียง คิดเปนรอยละ 41.37 มีบัตรเสียและอื่นๆ จํานวน 504,120 ฉบับ คิดเปนรอยละ 1.94 ผลการออก ประชามติของประชาชนทั่วราชอาณาจักรยอมรับรางรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประธานสภา นิติบัญญัติแหงชาติไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายแดพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 จากการปฏบิตัิดงกลัาวจงึเปน ประวตัิศาสตรชาติไทยวา ไดมอบสทธิ ิและอานาจํ ให ประชาชนชาวไทยใหมการีออกเสยงีลงประชามตวิาจะยอมรบัหรอืไมยอมรบัรางรฐธรรมนัญู แหงราชอาณาจักรไทยเปนครั้งแรกของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีผลบังคับใชเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 มีสาระสําคัญที่แกไขเพิ่มเติมไปจากรัฐธรรมนูญ 2540 หลายประเด็น ดังนี้


80 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม 1. รัฐสภา ประกอบดวยสภาผแทนู ราษฎรและวฒุสภาิทงหมดั้ 630 คน คอืสมาชกสภาิผแทนู ราษฎร จํานวน 480 คน สมาชิกวุฒิสภา จํานวน 150 คน สภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิก (สมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือ ส.ส.) จํานวน 480 คน ไดมาจาก การเลือกตั้งแบบ แบงเขตเลือกตั้ง จํานวน 400 คน การเลือกตั้งแบบสัดสวน จํานวน 80 คน อายุของสภา ผูแทนราษฎร มีกําหนดคราวละ 4 ปนับตั้งแตการเลือกตั้งวุฒิสภา ประกอบดวยสมาชิก (สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.) จํานวน 150 คนไดมาจากการเลือกตั้งในแตละจังหวัด จังหวัด ละ 1 คน จํานวน 76 คน (รวมกรุงเทพมหานคร) การสรรหา จํานวน 74 คน (จํานวน ส.ว. ทงหมดั้หกัดวยส.ว. ทมาจากี่การเลอกตืงั้) สมาชกภาพิของสมาชกิวฒุสภาิ (ส.ว.) ทมาจากี่ การเลือกตั้ง เริ่มตั้งแตวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา เริ่มตั้งแตวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลสรรหาสมาชิกภาพ ของวุฒิสภา (ส.ว.) มีกําหนดวาระคราวละ 6 ปนับแตวันเลือกตั้งหรือวันที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะดํารงตําแหนง ติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได 2. คณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบดวย นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอื่นอีกไม เกิน 35 คน มีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ตามหลักความรับผิดชอบรวมกันผูที่จะดํารง ตําแหนงนายกรัฐมนตรี (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550) ตอง เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ส.ส.) นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวา 8 ป ไมไดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตองมีอายุไมต่ํากวา 35 ปตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํา กวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา 3. องคกรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบดวย 1) องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 4 องคกร ไดแก (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (2) ผูตรวจราชการแผนดิน (3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ(ป.ป.ช) (4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน(คตง) 2) องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ มี 3 องคกร ไดแก (1) องคกรอัยการ (2) คณะกรรมการสทธิ ิมนุษยชนแหงชาติ (3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 4. หลักการอื่นๆ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 1) การเสนอรางกฎหมายโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้ง จํานวน 10,000 คน (เดมิกาหนดํ ไว 50,000 คน) มสีทธิเขิาชอ่ืเสนอรางพระราชบญญัตัติอ ประธานสภา


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 81 2) การเสนอถอดถอนนักการเมืองโดยประชาชน ประชาชนผูมีสิทธิในการ เลือกตั้ง จํานวน 20,000 คน (เดิมกําหนดไว 50,000 คน) มีสิทธิเขาชื่อเสนอตอประธาน วุฒิสภา เพื่อใหวุฒิสภาเริ่มกระบวนการถอดถอนนักการเมือง 3) จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเจาหนาที่ของรัฐ รัฐธรรมนูญ 2550 เปนรัฐธรรมนูญฉบับแรก ที่บัญญัติเรื่องจริยธรรมไว 4) การตรวจสอบทรัพยสิน ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพยสินและหนี้สินของตน คูสมรส และบุตรที่ยงัไมบรรลุนิติภาวะ เปนตน เรื่องที่ 3 บทบาทหนาที่ขององค  กรตามรัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ การใชอํานาจรัฐ แมวาประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมา ตั้งแตปพ.ศ. 2475 ในทางปฏิบัติผูบริหารประเทศทั้งฝายการเมืองและฝายประจํานั้นจะมี อํานาจอยางมากมายและกวางขวางมาก หลายครั้งประชาชนมีความคลางแคลงใจใน พฤตกรรมิของผบรูหาริ ประเทศทงั้ฝายการเมองืและฝาย ประจาํวานาจะเปนไป เพอื่ ประโยชน ตนหรือพวกพองมากกวาเพื่อผลประโยชนของประเทศก็ไมสามารถดําเนินการตรวจสอบ ใดๆ ได จนกระทงั่เมอื่มการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2540 ซงึ่ ไดรเริมิ่ ใหมการีควบคมุอานาจํรฐัโดยบญญัตัไวิ ในหมวดท 10 ี่การตรวจสอบการใชอานาจํ รัฐ มาตรา 291 – มาตรา 311 ซึ่งไดกลาวถึงเรื่อง 1. การแสดงบัญชีรายการทรัพยสินหนี้สิน 2. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 3. การถอดถอนจากตําแหนง 4. การดําเนินคดีอาญากับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง นอกจากการกลาวถึงเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ แลวยังไดมีการจัดตั้ง องคการอสระิขนึ้มาเพอื่ทาหนําท ใดี่หนาทหนี่งึ่ โดยตรง เชนคณะกรรมการปองกนัและปราบ ปรามการทุจริตแหงชาติคณะกรรมการการเลือกตั้ง แตยังมิไดกลาวถึงองคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญไวอยางชัดเจน ดังนั้นเมื่อการกลาวถึง “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” หรือ “องคกรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงยังมีความเขาใจ ที่ไมตรงกันวา หมายถึงองคกรใดบาง โดยคําวา “องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” นั้น ไมมีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ แตเปนคําที่ใชเรียกรวมๆ ถึงองคกรที่รัฐธรรมนูญแหงราช อาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2540 บญญัตัใหิมขีนึ้เพอื่ทาหนําท ในี่หนาทหนี่งึ่ โดยเฉพาะเชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทําหนาที่ในการจัดการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ


82 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทําหนาที่ในการปอง กันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เปนตน สวนคาํวา “องคกรตามรฐธรรมนัญู ” มทีใชี่ ในมาตรา 266 ซงึ่บญญัตัวิา “ในกรณี ที่องคกรตางๆ ตามรัฐธรรมนูญมีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ใหองคกรนั้นหรือประธาน รฐสภาัเสนอเรองื่พรอมความเหน็ตอศาลรฐธรรมนัญูเพอื่พจารณาิวนิจฉิยั” ซงึ่ตามคาํวนิจฉิยั ของศาลรัฐธรรมนูญ ไดใหความหมายโดยสรุปของคําวา “องคกรตามรัฐธรรมนูญ” วา หมายถึง องคกรที่รัฐธรรมนูญกําหนดใหมีขึ้นและมอบหมายอํานาจหนาที่ไวในรัฐธรรมนูญ เชน วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลยุติธรรม เปนตน จนกระทงั่เมอื่มการี ประกาศใชรฐธรรมนัญูแหงราชอาณาจกรั ไทย พทธศุกราชั 2550 ไดท าใหํเรอง่ืดงกลัาวมความีชดเจนัขน้ึ โดยกาหนดํ ใหมหมวดีทว่ีาดวยองคกรตามรฐธรรมนัญู ไวในหมวด 11 มาตรา 299 – มาตรา 258 โดยแยกเปน 2 สวน รวม 7 องคกร คือ สวนที่ 1 องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 4 องคกร ประกอบดวย 1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2) ผูตรวจการแผนดิน 3) คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ 4) คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน สวนที่ 2 องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จํานวน 3 องคกร ประกอบดวย 1) องคกรอัยการ 2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ 3) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ บทบาทหนาที่ขององค  กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีอํานาจ หนาที่ดังนี้ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบดวยประธานกรรมการ 1 คน กรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา คัดเลือก จากผูมีความเปนกลางทางการเมืองและมีซื่อสัตยสจรุติมวาระีการดารงํตาแหนํง 7 ปนบั ตงแต้ัวนทัพระมหากษ่ีตรัยิทรงแตงตง้ัและดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระเดยวโดย ี ประธานวฒุสภาิ เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตาม กฎหมาย 2) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึง ความสุจริตเที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 83 3) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การ สนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวม ทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงินของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจาย หรือรับเงินเพื่อประโยชนในการลงคะแนนเลือกตั้ง 4) มีคําสั่งใหขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือเจาหนาที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลายอันจําเปน ตามกฎหมาย 5) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่ เกิดขึ้นตามกฎหมาย 6) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวย เลอกตืงั้หนงึ่หรอืทกุหนวยเลอกตืงั้เมอื่มหลีกฐานัอนัควรเชอได ื่วาการเลอกตืงั้หรอืการออก เสียงประชามติในหนวยเลือกตั้งนั้นๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 7) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ 8) สงเสรมิและสนบัหรอืประสานงานกบัหนวยราชการหนวยงานของรฐัรฐวัสาหกิจิ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคกรเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชน เกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธปไตย ิอนัมพระมหากษีตรัยิทรง เปน ประมขุและสงเสรมิ การมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน 9) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลอกตืงั้มอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเกี่ยวขี่องจากบคคลุ ใดหรอืคณะกรรมการการเลอกตืง้ัมอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเก่ียวข่ีองจากบคคลุใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นได 2. ผตรวจการูแผนดนิ เปนคณะบคคลุจานวนํ 3 คน ซง่ึพระมหากษตรัยิทรงแตงตง้ั ตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถอืของประชาชน มีความรอบรูและ มประสบการณ ี ในการบรหาริราชการแผนดนิวสาหกิจิหรอืกจกรรมิอนเป ัน ประโยชนรวมกนั ของสาธารณะและมความีซอส่ืตยัสจรุติมวาระีการดารงํตาแหนํง 6 ปนบแตัวนทัพระมหากษ่ีตรัยิ ทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว โดยประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการและใหมสีานํกงานัผตรวจการูแผนดนิเปนหนวยงานอสระิ ในการ บริหารงานบุคคล การงบประมาณ การดําเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูตรวจสอบการแผนดิน มีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี (1 ) การไมปฏบิตัตามกฎหมายิหรอืปฏบิตันอกเหนิอือานาจํหนาทตามกฎหมายี่ ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น


84 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม (2 ) การปฏบิตัหริอืละเลยไมปฏบิตัหนิาทของี่ขาราชการพนกงานัหรลืกจูางของ หนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิด ความเสยหายีแกผรูองเรยนีหรอืประชาชนโดยเปนธรรม ไมวาการนนั้จะชอบหรอืไมชอบดวย อํานาจหนาที่ก็ตาม (3 ) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบ ดวยกฎหมายขององคกรตามรฐธรรมนัญูและองคกร ในกระบวนการยตุธรรมิ ทงน้ั ้ีไมรวมถงึ การพจารณาิพพากษาิอรรถคดของีศาล (4 ) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 2) ดาเนํนการิเกยวกี่บัจรยธรรมิของผดูารงํตาแหนํงทางการเมองืและเจาหนาท ี่ ของรัฐ 3) ตดตามิ ประเมนผลิและจดทัาํขอเสนอแนะในการปฏบิตัตามิรฐธรรมนัญูรวม ตลอดถงึขอพจารณาิเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นวาจําเปน 4) รายงานผลการตรวจสอบและผลปฏิบัติหนาที่พรอมขอสังเกตตอคณะ รัฐมนตรีสภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป การใชอํานาจหนาที่ตาม (1) (ก ) (ข ) และ (ค ) ใหผูตรวจการแผนดินดําเนินการ เมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีที่ผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผล กระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพ่ือคุมครองประโยชนสาธารณะ ผตรวจการูแผนดนิอาจพจารณาิและสอบสวน โดยไมมการีรองเรยนี ได 3. คณะกรรมการการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.) เปนองคกรอิสระที่ประกอบไปดวยประธานสภา 1 คน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งมี พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา กรรมการปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาต ิตอง เปนผมูความีซอสื่ตยัสจรุติ เปนที่ประจักษมีวาระการดํารงตําแหนง 9 ปนับตั้งแตพระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และให ดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระเดยวี โดยมประธาน ีวฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ ใหมีสํานักงานที่เปนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอน ออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภา 2) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดี อาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สงไปยังยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารง ตําแหนงทางการเมือง 3) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่ง ดารงํตงแตั้ผูอํานวยการหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติกระทําความผิดฐานทุจริตตอ หนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ใน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 85 การยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวม กระทาํความผดิกบัผดูารงํตาแหนํงดงกลัาวหรอืกบัผดูารงํตาํเหนงทางการเมองืหรอืทกระที่าํ ความผดิในลกษณะัทคณะกรรมการี่ปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาตเหินควร็ดาเนํนิ การดวย ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัตประกอบ ิรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปราม การทุจริต 4) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของ ทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนง 5) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง 6) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหนาท่ีพรอมขอสังเกตตอคณะ รฐมนตรั ีสภาผแทนู ราษฎร และวุฒิสภา ทุกปทั้งนี้ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจา นุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย 7) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน (คตง.) การตรวจเงินแผนดินใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลางประกอบดวย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการการอื่นอีก 6 คน ซึ่งพระ มหากษตรัยิทรงแตงตงั้จากผมูความีชานาญํและประสบการณดานการตรวจเงนิแผนดนิการ บัญชีการตรวจสอบภายใน การเงินการคลังและดานอื่น มีวาระการดํารงตําแหนง 6 ปนับ ตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งและใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียวโดยประธาน วฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ แตงตงั้ประธานกรรมการการตรวจเงนิแผน ดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน และใหมีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินเปนหนวยงานที่ เปนอสระิ ในการบรหาริบคคลุการงบประมาณ และการดาเนํนการิอนๆื่ ตามกฎหมายบญญัตัิ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1. กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน 2. ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจ เงินแผนดิน 3. แตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังทีเป่ นอิสระ ทําหนาทีว่ินิจฉัย การดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาท เกยวกี่บัคาํวนิจฉิยัของคณะกรมการวนิยัทางการเงนิการคลงัในเรองดื่งกลัาว เปนคดทีอยี่ ในู อํานาจของศาลปกครอง ใหผูวาตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดินที่เปนอิสระ และเปนกลาง จากบทบาทหนาที่ขององคกรอิสระ 4 องคกรจะพบวาการตรวจสอบการใชอํานาจ รัฐตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มีกระบวนการและมาตรการตรวจสอบนักการเมือง ตั้งแตการเขาสูอํานาจโดยคณะกรรมการการเลือกต้งักระบวนการใชอํานาจรัฐโดยคณะ กรรมการปองกนัและปราบปรามการทจรุติแหงชาต ิคณะกรรมการตรวจเงนิแผนดนและิผตรวจู


86 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม การแผนดิน ท่ีคอยสอดสองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐตามกฎหมายอยางเครงครัด ในสภาพตามเปนจริงในปจจุบันจะเห็นไดวา กลไกลทางกฎหมายและองคกรการอิสระไม สามารถหยุดยั้ง แกไขปญหาทจรุติคอรรปัชนของ่ันกการเมัองื ไดนอกจากการสงเสรมิใหมี กระบวนการตรวจสอบการดาเนํนิของภาครฐั โดยประชาชนทมี่ความีเขมแขง็เขามามสีวนรวม ในการตรวจสอบอยางจริงจังตอไป บทบาทหนาที่ขององค  กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ 1 องคกรอยการัมหนีวยธรกุจิทเปี่นอสระิ ในการบรหารงานิบคลุการงบประมาณ และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชาการ มีพนักงานอัยการทําหนา ที่ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายที่เกี่ยวของ พนกงานอัยการัมอีสระิ ในการพจารณาิสงั่ทาคดํ ีและการปฏบิตัหนิาท ใหี่เป นไป  โดย เที่ยงธรรม 2. คณะกรรมการสทธิมนิษยุชนแหงชาต ิประกอบดวย ประธานกรรมาการ 1คน กรรมการอื่นอีก 10 คน ซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผู มีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน มีวาระการดํารง ตําแหนง 6 ปนับตั้งแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตง้ัและใหดารงํตาแหนํง ไดเพยงีวาระ เดยวี โดยประธานวฒุสภาิ เปนผลงนามูรบสนองัพระบรมราชโองการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจหนาที่ดังนี้ 1) ตรวจสอบและรายงานการกระทาํหรอืการละเลยการกระทาํอนัเปนการละเมดิสทธิ ิ มนษยุชน หรอไม ื เป นไปตาม พนธกรณัระหวีาง ประเทศเกยวกี่บัสทธิมนิษยุชนทประเทศ ี่ ไทย ภาคีและเสนอมาตรการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่ กระทําหรือละเลยการ กระทาํดงกลัาวเพอื่ดาเนํนการิ ในกรณที ปรากฏ ี่วา ไมมการีดาเนํนการิตามทเสนอี่ ใหรายงาน ตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป 2) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา บทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความ ชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ 3) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผู รองเรียนวา กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใดในทางปกครองกระทบตอสิทธิมนุษยชนและมี ปญหาเกยวกี่บัความชอบดวยรบัธรรมนญูหรอืกฎหมายทงนั้ี้ตามพระราชบญญัตัจิดตังั้ศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 4) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและ เปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ 5) เสนอแนะนโยบายและขอเสนอ ในการปรบปร ังุ กฎหมายและกฎ ตอรฐสภาัหรอืคณะ


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 87 รฐมนตรั ีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน 6) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน 7) สงเสรมิความรวมมอืและการประสานงานระหวางหนวยราชการองคกรเอกชน และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน 8) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายใน ประเทศและเสนอตอรัฐสภา 9) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผล ประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหง ชาตมิอีานาจํเรยกีเอกสารหรอืหลกฐานัทเกี่ยวขี่องจากบคคลุใดหรอืเรยกีบคคลุใดมาใหถอย คํา รวมทั้งมีอํานาจอื่นเพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ทั้งนี้ตามทกฎหมายี่บัญญัติ 3. สภาทปร่ีกษาึเศรษฐกจิและสงคมัแหงชาต ิมหนีาท ให่ีคาปร ํกษาึและขอเสนอแนะ ตอคณะรฐมนตรั ีในปญหาตางๆทเก่ียวก่ีบัเศรษฐกจิและสงคมัรวมถงึกฎหมายทเก่ียวข่ีองมี สานํกงานั เปนหนวยงานทเปี่นอสระิ ในการบรหาริงานบคคลุการงบประมาณ และการดาเนํนิ การอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ จากบทบาทหนาทของี่องคกรตามรฐธรรมนัญูทงั้ 2 ประเภท พบความแตกตางของ บทบาทหนาที่ขององคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ และองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คือ การที่ รฐธรรมนัญูกาหนดํ ใหองคกรอสระิตามรฐธรรมนัญูสามารถเสนอรางกฎหมาย ไดตามมาตรา 139 องคกรอสระิตามรฐธรรมนัญูสามารถเสนอรางพระราชบญญัตั ประกอบ ิรฐธรรมนัญูซงึ่ ประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ ตามมาตรา 182 สามารถเสนอรางพระราชบัญญัติเกี่ยว กบัการจดัองคกรและรางพระราชบญญัตัทิ ประธาน ี่องคกรนนั้เปนผรูกษาั ไดดวยสวนองคกร อื่นตามรัฐธรรมนูญไมมีบทบัญญัติในลักษณะดังกลาว เรื่องที่ 4 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่มีผลตอการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และมีผลตอฐานะของประเทศไทยในสังคมโลก รปแบบูการเมองืการปกครองของไทยตงแตั้สมยัสโขทุยัจนถงึปพทธศุกราชั 2475 เปนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กฎหมายที่ใชเปนหลักในการปกครองมีที่ มาจากกลมุผปกครอง ูคอืทหารและกลมุขนนางุสวน ประชาชนเปนแคไพร ธรรมดาหรอืทาส ทตี่องทาตามํคาํสงของั่กลมุผปกครอง ูเทานนั้ซงึ่เปนทมาี่ของระบบอปถุมภั ความอยตุธรรมิ ตางๆทเกี่ดขินึ้เกดิจากบคคลุทเปี่นกลมุผปกครอง ูในชวงเวลานนั้ ไมมระบบีทจะี่ตรวจสอบ หรือถวงดุล อํานาจกับคณะผูปกครองไดจากรูปแบบการปกครองดังกลาวเมื่อมีชาวตะวัน ตกเดนทางิเขามายงัประเทศไทยจงึมองวา ไทยเปนบานป าเมองืเถอนื่ (อนารยชน) โดยเฉพาะ อยางยิ่งเมื่อชาวตะวันตกที่เดินเขามาประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เขามาทาหนํ ังสือสัญญา


88 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม พระราชไมตรีกับประเทศไทย หนังสือสัญญาที่ทําขึ้นมานั้นไดยอมใหฝรั่งมี่สิทธิสภาพ นอกอาณาเขต คือ ยอมใหฝรั่งตั้งศาลขึ้นเรียกวา “ศาลกงสุล” ขึ้นพิจารณาคดีความของ คนในบังคับของตนได อันเปนการไมยอมอยูใตบังคับบัญชาของกฎหมายไทย ทั้งนี้เนื่อง มาจากวา ฝรง่ัถอวืากฎหมายและวธิพีจารณาิความของประเทศไทยยงัไมมระเบียบีแบบแผนดี พอ การที่ฝรั่งตางประเทศมีศาลกงสุลพิจารณาคดีความของคนในบังคับของตนนั้น ทําให ประเทศไทยมีความยุงยากทางการปกครองเกิดขึ้นอยูเสมอ แมภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ไดยอมเสียดินแดนบางสวน เพื่อแลกกับการสิทธิสภาพนอกเขตไทย (สยามประเทศใน เวลานั้น) ในสายตาชาวโลกก็ยังเปนบานปาเมืองเถื่อน แมวาจะมีการประกาศใหเลิกทาสในรัชกาลที่ 5 เมื่อปพุทธศักราช 2448 สภาพ สงคมั ไทยกย็งัไมมความี เปลยนแปลง ี่มากนกัเพราะประชาชนยงัตดขิองอยกูบัความเคยชนิ ในการมคนี ปกปองคมุครองและยงัไมมการีจดัการ ศกษาึ ใหแก ประชาชน  เปนระบบจนกระทงั่ สมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อกระแสนิยมตะวันตกหลั่งไหลเขามามีการสงนักเรียนไทยไป ศึกษา ยังตางประเทศจํานวนมาก กลุมนักศึกษาเหลานี้เมื่อสําเร็จการศึกษาก็ไดนํามาสิ่งที่พบเห็น และองคความรูในเรื่องการเมืองการปกครองแบบตะวันกลับเขามาดวย และพยายามที่จะ พฒนาั ประเทศไทยใหพนจากคาํวาบานป าเมองืเถอนื่ ในหลายๆดานหนงึ่ ในการเปลยนแปลง ี่ ประเทศคอืเรองื่การปฏริปูการปกครองโดยการยดอึานาจํของคณะราษฎรเมอื่ป พทธศุกราชั 2475 (หลงัการเลกทาสิ 27 ป) จากระบอบสมบรูณาญาสทธิราชิมาเปนการ ปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีการประกาศใชรัฐธรรมนูญครั้งแรกใน สยามประเทศ โดยถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กฎหมาย อื่นจะขัดหรือแยงมิได หลักการสําคัญยิ่งในรัฐธรรมนูญคือ อํานาจสูงสุดของประเทศเปน ของราษฎรทั้งหลาย พระมหากษัตริยทรง เปนประมุขของประเทศ ภายใตรัฐธรรมนูญ การประกาศใชรฐธรรมนัญูมไดิท าใหํสภาพสงคมั ไทยเกดการิ เปลยนแปลง ี่แบบถอน รากถอนโคนเพราะกลมุผนูาทางํความคดิสวนใหญ  เปนผทูไดี่รบัทนุไปศกษาตึอตางประเทศ  ประชาชนสวนใหญของประเทศยังไดรับการศึกษานอยจนกระทั่งเมื่อมีการสงเสริมให ประชาชนไดรับการศึกษาสูงขึ้น ประชาชนกลุมนี้จึงไดเริ่มตะหนักถึงสถานภาพ บทบาท หนาที่สิทธิและเสรีภาพที่ตนเองพึงไดรับจากรัฐ บทบญญัตัในิรฐธรรมนัญูทถี่อวืามผลตีอการเปลยนแปลง ี่ของสภาพสงคมั ไทยไดแก  1. การรับรองสิทธิของชายและหญิงวามีสิทธิเทาเทียมกัน 2. ความเสมอภาคในการบังคับใชกฎหมายกับทุกบุคคล : บุคคลยอมเสมอกัน ในกฎหมาย และไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียวกัน 3. ที่มาของรัฐบาล 4. การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ 5. สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ทั้งที่เปน


รายวิชาศาสนาและหนาที่พลเมือง (สค31002) << ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย>> 89 สทธิและิเสรภาพีสวนบคคลุเชนสทธิและิเสรภาพี ในชวีติและรางกายของบคคลุ การจบัและคมขุงัการคนตวับคคลุหรอืการกระทาํ ใดอนักระทบตอสทธิและิเสรภาพีตามวรรค หนงึ่จะกระทาํมไดิ เวนแตมเหตีตามทุ กฎหมายี่บญญัตั ิการเขาไปในเคหสถาน โดยปราศจาก การความยนยอมิของผครอบครองูเสรภาพี ในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู ภายในราชอาณาจักร เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยเสรภาพีบรบิรณูในการ นับถือศาสนา สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและส่อมวลชนื สิทธิเสรีภาพในการศึกษา สิทธิการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปนผลจากการมีรัฐธรรมนูญบัญญัติไวจึงเปน หลกประก ันัทประชาชน ี่จะตอง ไดรบัการคมครองุและดแลูจากรฐัและมผลตีอการกระตนุให ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการพิทักษสิทธิของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติตนที่จะไมไป ละเมิดตอสิทธิของผูอื่น ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ผลจากการมีรัฐธรรมนูญที่เห็นได อยางเปนรูปธรรมไดแก 1. ความตื่นตัวในภาคประชาชนที่จะเขามามีสวนรวมในการบรหาริจัดการประเทศ โดยการตั้งพรรคการเมือง การเปนสมาชิกพรรคการเมือง 2. เกดิการรวมตวัของกลมุบคคลตุงั้เปนมลนูธิเพิอื่ปกปองดแลูสทธิของิ ประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ เชนมูลนิธิคุมครองผูบริโภค มูลนิธิคุมครองสิทธิสตรี 3. การรวมตัวของกลุมบุคคลในอาชีพเดียวกัน เพื่อเรียกรองความเปนธรรม 4. มระบบียตุธรรมิทพี่จารณาิตดสันิคดความีจากเอกสาร พยาน หลกฐานัมระบบี การไตสวน สืบสวนสอบสวน และยกเลิกวิธีการลงโทษในทางทารุณกรรมเพื่อใหรับสารภาพ 5. ประชาชนไดรบบรั ิการในสิ่งที่เปนปจจัยพื้นฐานของการดํารงชีวิต ไดแกบริการ การศึกษา บริการการรักษาพยาบาล ความเปลยนแปลง่ีทเก่ีดขิน้ึในสงคมั ไทยดงกลัาวมผลี ใหประเทศ  ไทยไดรบัการยอมรบั ในสายตาชาวโลกมากขึ้นวามิไดมีความเปนบานปาเมืองเถื่อน โดยชาวตางชาติไดใหการ ยอมรับในกฎหมายไทย


90 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม เรื่องที่ 5 หนาที่พลเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น การอยูรวมกันเปนสังคมของมนุษยตั้งแตสองคนขึ้นไปยอมมีความขัดแยงกันใน บางโอกาส เพราะแตละบุคคลยอมมีความปรารถนาที่แตกตางกันอันนําไปสูความขัดแยง และทะเลาะวิวาทกันไดทุกสังคมจึงตองวางกฎ กติกาในการอยูรวมกันเพื่อเปนขอตกลง กลาง ในการอยูรวมกันวาสิ่งใดทําไดสิ่งใดทําไมไดหากฝาฝนจะมีโทษอยางไร เมื่อสังคมมี ขนาดใหญขึ้นเปนระดับประเทศที่มีประชากรรวมกันหลายลานคน ผูปกครองก็จําเปนตอง วางกฎขึ้นซึ่งเรียกกันวา “กฎหมาย” เพื่อเปนขอตกลงในการอยูรวมกันของคนทั้งประเทศ เมอื่ประเทศไทยเปลยนแปลง ี่เปนการ ปกครองแบบประชาธปไตย ิเมอื่ปพ.ศ. 2475 และกาหนดํ ใหรฐธรรมนัญูเปนกฎหมายสงูสดุในการปกครองประเทศ โดยกฎหมายอนื่จะขดั หรือแยงมิไดรัฐธรรมนูญในยุคแรกๆแมวาจะเกิดจากการยกรางของคณะบุคคลเพียงไม กี่คนแตก็เปนพัฒนาการทางกฎหมายที่คํานึงถึงความมั่นคงของชาติสถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาที่ของประชาชนในระดับแตกตางกันออกไป และมีการพัฒนาการใน การเปดโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการยกรางรัฐธรรมนูญมากขึ้นตั้งแต รฐธรรมนัญูป 2540  เปนตนมาซงึ่เราจะพบวามการีระบถุงึหนาท ี่สทธิและิเสรของี ประชาชน มากขึ้น การจะเขาใจหนาที่สิทธิและเสรีภาพของตนเองที่มีในสังคมไดนั้น จะตองทําความ เขาใจกับความหมายของ “สถานภาพบทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพ” ดวยเพราะ สถานภาพเปนตนทางของการกําหนดบทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพของบุคคลในสังคม สถานภาพ บทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาที่มีความเกี่ยวของเชื่อมโยงสัมพันธกัน กลาวคือสถานภาพเปนตัวกําหนดบทบาท สิทธิเสรีภาพและหนาท่ของีบุคคล เราจะเขาใจ และสามารถเชื่อมโยงสถานภาพ บทบาทหนาที่สิทธิและเสรีภาพ ไดตอเมื่อเรามีความเขาใจ ในความหมายของแตละคํา ซึ่งเราจะเริ่มทําความเขาใจความหมายของแตละคํา ดังนี้ ความหมาย สถานภาพ หมายถงึตาแหนํงทบี่คคลุไดรบัจากการเปนสมาชกิของสงคมั ในบคคลุ คนเดียวกันอาจจะมีหลายสถานภาพไดเชน นายสมชาย เปนคนไทยอาชีพรับราชการคร ูเปนศิษยเกามหาวิทยาลัยรามคําแหง ไดแก 1. สถานภาพที่ไดจากถิ่นที่อยูที่ถือกําเนิด ก็จะไดสัญชาติของประเทศที่เกิด เชน คนไทย คนญี่ปุน คนอังกฤษ คนจีน เปนตน 2. สถานภาพที่ไดมาโดยกําเนิด เชน ปูยา ตา ยาย พอ แมลุง ปา นา อา พี่นอง ลูก หลาน เปนตน 3. สถานภาพที่ไดมาจากการศึกษา เชน ศิษยเกา กศน. ศิษยเกาโรงเรียนสตรีวิทยา 4. สถานภาพที่ไดมาจากการประกอบอาชีพหรือการกระทํา เชน ครูหมอ พอคา นายกรัฐมนตรีพระ นักบวช นักโทษ เปนตน 5. สถานภาพที่ไดจากการสมรส เชน สามีภรรยา พอหมาย แมหมาย เปนตน


Click to View FlipBook Version