The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียน Biology I สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

ภายในประกอบด้วยเนื้อหาเรื่อง

- Introduction of Biology
- Cell biology
- Biodiversity
- Kingdom Monera
- Kingdom Protista
- Kingdom Fungi
- Kingdom Plantae
- Kingdom Animalia
- Enzyme & Energy

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by todsapon, 2021-04-09 11:00:44

หนังสือเรียน Biology I

หนังสือเรียน Biology I สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

ภายในประกอบด้วยเนื้อหาเรื่อง

- Introduction of Biology
- Cell biology
- Biodiversity
- Kingdom Monera
- Kingdom Protista
- Kingdom Fungi
- Kingdom Plantae
- Kingdom Animalia
- Enzyme & Energy

Keywords: montfort college,biology,ชีววิทยา

Kingdom Animalia 145

Phylum Arthropoda

 สัตว์ขำข้อ  มำจำก Arthro (joint) + poda (foot)

 เป็นไฟลมั ทม่ี ีจำนวนชนดิ มำกทสี่ ุด
 มี Exoskeleton เป็นสำรจำพวก Chitin บำงชนิดอำจมีกำรสะสมเกลือ

แคลเซียมเพมิ่ เตมิ ทำให้กระดองแข็งมำกขึน้

 มีระบบประสำทพัฒนำสูงมำก มีกำรส่ือสำรด้วย Hormone และ

Pheromone บำงชนดิ พบว่ำมรี ะบบกำรอยู่รว่ มกันเป็นระบบสงั คม
 Arthropod โบรำณ จะมีรยำงค์ 1 คู่ต่อปล้อง และมีจำนวนปล้องลำตัวมำก ส่วน Arthropod ท่ี

ววิ ัฒนำกำรสูง จะมีจำนวนปล้องลำตัวน้อยลง มีรยำงค์ไม่ครบทุกปล้อง อำจมีกำรเปล่ียนรยำงค์

บำงสว่ นไปทำหนำ้ ที่เฉพำะ

เนอื้ เยอื่ Triploblastic
ช่องวำ่ งในลำตวั Eucoelomate
สมมำตร Bilaterial symmetry
ปล้องลำตวั Metameric segmentation
ทำงเดินอำหำร Complete digestive tract
ระบบหำยใจ Gill, Book gill, Book lung, Trachea
ระบบหมุนเวยี น Opened systetem
ระบบขบั ถำ่ ย Malphighian tubule, Green gland
ระบบประสำท Ventral nerve cord with Ganglion
ระบบโครงร่ำง Exoskeleton
กำรเจริญของ Blastopore Protostomia
กำรลอกครำบของตวั อ่อน Ecdysozoa
กำรสบื พนั ธุ ์ Parthenogenesis, Sexual
แหล่งที่พบ Terrestrial, Aquatic, Atmosphere, Host body

 กำรจัดหมวดหมู่ของสัตว์ขำข้อ อำศยั จำนวน

หนวด (Antenna) จำนวนปล้องลำตัว และ

จำนวนส่วนต่ำงๆ ของร่ำงกำยเป็นเกณฑ์ โดย
แบง่ ได้ 4 Subphylums 7 classes ดังนี้

146 Biology for M.4 student Montfort College

กำรปรำกฏสำยพันธุ์ในปัจจุบนั

สญู พนั ธแ์ุ ล้ว มปี รำกฏอยู่

Subphylum Trilobita หนวด (Antenna) มี
ไม่มี
 Trilobite

Subphylum Chelicerata จำนวนคขู่ องหนวด
2 คู่ 1 คู่
 ร่ำงกำย 2 ส่วน โดยส่วนหน้ำ
เรียกว่ำ Prosoma ส่วนท้ำย Subphylum Crustacea
เรยี กว่ำ Opisthosoma
 ปู กุ้ง กงั เพรยี งหนิ
ลักษณะ Prosoma

เป็นแผน่ ไม่เป็นแผน่ Subphylum Uniramia

Class Merostomata  แลกเปล่ียนแก๊สโดยใช้ระบบ
ท่อลม (Tracheal system)
 แมงดำทะเล ใช้ Mulphigian tubule ใน
กำรขบั ถำ่ ยของเสีย

Class Arachnida จำนวนปลอ้ งลำตวั

 แมงมุม แมงป่อง เหบ็

มำก น้อย

จำนวนขำตอ่ ปลอ้ ง Class Insecta

1 คู่/ปลอ้ ง 2 ค/ู่ ปลอ้ ง  แมลง

Class Chilopoda Class Diplopoda

 ตะขำบ  กิงกือ

Kingdom Animalia 147

o Subphylum Trilobita สญู พันธุ์ไปแล้ว ร่ำงกำยแบง่ เป็น 3 สว่ นตำมขวำง คอื สว่ นหวั (Head) สว่ น
อก (Thorax) และสว่ นทอ้ ง (Abdomen) เมอื่ พิจำรณำตำมยำว รำ่ งกำยจะถกู แบ่งออกเป็น 3 พู

Trilobite

o Subphylum Crustacea มหี นวด (Antennae) 2 คู่ สว่ นใหญ่อำศยั อยู่ในทะเล ร่ำงกำยแบ่งออกเป็น
2 ส่วน คือ Cephalothorax (มีแผ่น Carapace หุ้ม) และ Abdomen ตัวอ่อนมี 3 ระยะ คือ
Nauplius, Zoea และ Postlarva

ไรนำงฟำ้ (Fairly shrimp) โคพพิ อด (Calanus sp.)

เพรียงหิน (Rock barnacle) เพรยี งคอหำ่ น (Stalk barnacle) แมลงสำบทะเล (Pill bug)

กุ้ง (Shrimp) กั้ง (Crayfish) ปู (Crab)

148 Biology for M.4 student Montfort College

o Subphylum Chelicerata ไม่มีหนวด (Antennae) มีร่ำงกำย 2 ส่วน ส่วนหน้ำเรียกว่ำ Prosoma

ส่วนท้ำยเรียกว่ำ Opisthosoma มีรยำงค์ 6 คู่ โดย 2 คู่แรกมีก้ำนหนีบเรียกว่ำ Chelicera และ

Pedipalp ตำมลำดับ อีก 4 คทู่ เ่ี หลือใช้เป็นขำเดิน
 Class Merostomata

แมงดำจำนหรือแมงดำหำงเหลีย่ ม แมงดำถว้ ย หรือเหรำ หรือแมงดำหำงกลม

NOTE : โพรโซมำเปน็ แผน่ รปู ครง่ึ วงกลมคล้ำยเกือกมำ้ ใต้โอพสิ โธโซมำ มี Book gill ส้ำหรับแลกเปล่ยี นแก๊ส

 Class Arachnida

แมงมุม (Spider)

แมงมุมขำยำว (Harvestman)

แมงป่อง (Scorpion)

เห็บ (Tick)

NOTE : - สมำชกิ มีกำรปรบั ตัวขนึ มำอยบู่ นบก สว่ นของโพรโซมำอำจเรียกวำ่ Cephalothorax ส่วนโอพิสโธโซ
มำเรยี กว่ำ Abdomen มี Book Lung ส้ำหรับแลกเปลย่ี นแกส๊
- Chelicera และ Pedipalp เจรญิ ดมี ำก ทำ้ หนำ้ ที่ล่ำเหยื่อและชว่ ยสบื พนั ธุ์
- แมงมุม ดำ้ นทำ้ ยมี Spinneret ซ่ึงใชส้ ำ้ หรับชกั ใยทส่ี ง่ มำจำก Silk gland ในทอ้ ง
- แมงป่อง ด้ำนปลำยของหำงจะมี Telson ซ่ึงพองเป็นกระเปำะ มีหนำมแหลมงอ 1 อัน (Poison
spine) ซึ่งตรงปลำยจะมีตอ่ เช่อื มกบั ตอ่ มพิษ (Venom gland)

Kingdom Animalia 149

o Subphylum Uniramia มหี นวด (Antennae) 1 คู่ แลกเปลย่ี นแก๊สโดยใช้ระบบท่อลม (Tracheal
system) ใช้ Mulphigian tubule ในกำรขับถำ่ ยของเสยี
 Class Chilopoda

ตะขำบ (Centipede) ตะขำบบ้ำน (Common house centipede)
กระสนุ พระอนิ ทร์ (Pill millipede)
 Class Diplopoda

กงิ้ กือ (Millpedes)

กง้ิ กือสชี มพู ตะเขบ็ (Flat backed millipede)

 Class Insecta (Hexapoda)

ชปี ะขำวระยะ Naiad ชปี ะขำวระยะ Adult

ตก๊ั แตน ผงึ้

NOTE : ล้ำตัวแบง่ ออกเปน็ 3 ส่วน คือ ส่วนหวั (Cephalon) สว่ นอก (Thorax) และส่วนทอ้ ง (Abdomen)

150 Biology for M.4 student Montfort College

Phylum Echinodermata

 ชื่อไฟลัมมำจำก Echinos (หนำม) + Derma (ผวิ หนัง)
 ไมม่ สี ว่ นหวั ปำกจะอยู่ด้ำนล่ำง (แนบกับพืน้ ) ตรงแกนกลำงลำตัว

และทวำรหนักจะอยู่ด้ำนตรงข้ำมปำก

เนอื้ เยอื่ Triploblastic
ช่ องว่ำงในลำตัว Eucoelomate
สมมำตร Bilaterial symmetry (Larva), Radial symmetry (Adult)
ปล้องลำตวั
ทำงเดินอำหำร -
ระบบหำยใจ Complete digestive tract
ระบบหมุ นเวียน Dermal branchia (External gill), Respiratory tree
ระบบขับถ่ำย Open system (Hemal system, Perihemal system)
ระบบประสำท
ระบบโครงรำ่ ง -
กำรเจริญของ Blastopore Nerve ring with Radial nerve
กำรลอกครำบของตัวออ่ น
กำรสืบพันธุ ์ Endoskeleton
แหล่งทพี่ บ Deuterostomia

-
Regeneration, Sexual

Only Marine

 มหี นำมแหลมตำมลำตัวเรยี กวำ่ Pedicellariae

 มโี ครงสร้ำงแข็งภำยใน (อนุโลมให้เป็น Endoskeleton) เป็นสำรหนิ ปูนเรียกวำ่ Ossicles
 ตัวออ่ นมสี มมำตรแบบคร่ึงซีก (Bilatoral symmetry) สว่ นตัวเต็มวัยจะมีสมมำตรแบบรัศมี 5 แฉก

(Petamerous radial symmetry)

Pedicellariae Ossicles Larva of echinoderm

Kingdom Animalia 151

 มีระบบท่อนำ้ (Water vascular system) ใช้ในกำรเคลื่อนท่ี และและใช้แทนระบบลำเลียง ระบบ
แลกเปลี่ยนแก๊ส กำรรับสำรเคมี และกำรขบั ถ่ำย

 ระบบทอ่ นำ้ ประกอบด้วย Madreporite เป็นแผน่ ตะแกรงหนิ ปูนที่นำนำ้ จำกภำยนอกเข้ำมำในระบบท่อ
นำ้ นำ้ จำกมำดรีโพไรทจ์ ะสง่ ผำ่ นท่อหนิ ปูน (Stone canel) ไปยังทอ่ วงแหวนรอบปำก (Ring canal)
และจะแยกไปตำมแขนงลำตัวผำ่ นทอ่ รศั มี (Radial canal)

 นำ้ จะแยกออกจำกท่อรัศมีมำทำงด้ำนข้ำงโดยมี Ampula รับนำ้ มำและไปสิน้ สุดที่เท่ำท่อ (Tube
foot, พหพู จน์: Tube feet)

Tube feet

 กำรจัดหมวดหมู่ของเอไคโนเดิร์ม อำศัยกำรเคลื่อนที่ แฉกหรือแขนที่แยกจำกลำตัว และสมมำตร
ของลำตัวเมอ่ื โตเต็มวัยเป็นเกณฑ์ โดยแบ่งได้ 2 Subphylums 5 classes ดังนี้

152 Biology for M.4 student Montfort College

กำรเคลือ่ นท่ี

เคล่อื นทีไ่ ม่ได้ เคลือ่ นทไี่ ด้

Subphylum Pelmatozoa Subphylum Eleutherozoa

 มกี ำ้ นยึดเกำะ  ไมม่ ีก้ำนยดึ เกำะ

Class Crinoidea สมมำตรเมอื่ โตเต็มวยั

 พลับพลงึ ทะเล ดำวขนนก Bilaterial Radial

Class Holothuroidea แฉก/แขนแยกจำกลำตวั

 ปลงิ ทะเล ไมพ่ บ พบ

Class Echinoidea แฉก/แขนหลดุ จำกลำตัว

 เมน่ ทะเล อีแปะทะเล ได้ ไมไ่ ด้

Class Ophiuroidea Class Asteroidea

 ดำวเปรำะ  ดำวทะเล

o Subphylum Pelmatozoa มกี ำ้ นยึดเกำะ ไม่เคลอื่ นที่
 Class Crinoidea

พลับพลึงทะเล (Sea lily) ดำวขนนก (Feather star)

NOTE : มีก้ำนยึดเกำะ (Stalk) ยึดล้ำตัวกับพืน ปำกและทวำรหนักอยู่ด้ำนบน เท้ำท่อไม่มีปุ่มดูด (Sucker)
ล้ำตวั ไม่มีหนำมและ Pedicellariae ไม่มตี ะแกรงกรองนำ้ เขำ้ ร่ำงกำย

Kingdom Animalia 153

o Subphylum Eleutherozoa ไม่มกี ำ้ นยดึ เกำะ เคล่ือนท่ีและเคลอ่ื นไหวไหวได้อิสระ
 Class Asteroidea

ดำวทะเล (Starfish) ดำววงล้อ ดำวมงกฏุ หนำม

 Class Ophiuroidea

ดำวเปรำะ (Brittle star) ดำวตะกรำ้ (Basket star)

NOTE : ทำงเดนิ อำหำรไมส่ มบูรณ์ (Incomplete digestive tract)

 Class Echinoidea

เมน่ ทะเล (Sea urchin)

เมน่ หัวใจ (Heart urchin) อีแปะทะเล (Sand dollar)

NOTE : มีหนำมทีส่ ำมำรถเคลื่อนไหวได้ มอี วยั วะเคียวอำหำรเรียกว่ำ Aristotle's lantern

154 Biology for M.4 student Montfort College

Aristotle's lantern

 Class Holothuroidea

ปลิงทะเล (Sea cucumber)

NOTE : ล้ำตัวเป็นทรงกระบอกยำวในแนวทิศทำงของปำกและทวำรหนัก วำงตัวในแนวพืนรำบ มีทำงเดิน
อำหำรยำวท่ีสุดในกลุ่ม Echinoderm ไม่มีแขน เท้ำท่อรอบปำกเปล่ียนไปเป็นหนวด (Oral
tentacle) มโี ครงสรำ้ งทใ่ี ช้ในกำรแลกเปลี่ยนแกส๊ เรียกวำ่ Respiratory tree เปน็ ทอ่ ทแ่ี ตกแขนงออก
จำก Cloaca

Kingdom Animalia 155

Phylum Chordata

 ชื่อไฟลัม มำกจำกคำว่ำ Chorda แปลวำ่ แท่ง (String)
 เป็นกลุม่ สัตวท์ ีม่ ีกำรพฒั นำรูปร่ำงและระบบอวยั วะมำกท่สี ดุ ในอำณำจักรสตั ว์

เนอื้ เยื่อ Triploblastic
ช่องวำ่ งในลำตัว Eucoelomate
สมมำตร Bilaterial symmetry
ปล้องลำตัว Metameric segmentation
ทำงเดินอำหำร Complete digestive tract
ระบบหำยใจ Gill (Aquatic), Lung (Terrestrial & Atmosphere)
ระบบหมุ นเวียน Closed system
ระบบขบั ถ่ำย
ระบบประสำท Kidney
ระบบโครงรำ่ ง Brain & Spinal cord
กำรเจรญิ ของ Blastopore
กำรลอกครำบของตัวอ่อน Endoskeleton
กำรสืบพนั ธุ ์ Deuterostomia
แหลง่ ทพี่ บ
-
Sexual
Terrestrial, Aquatic, Atmosphere

 สตั ว์ในกล่มุ Chordate มลี ักษณะรว่ มกัน 3 ประกำร คือ
 มีแท่ง Notochord ลักษณะยืดหยุ่น
ใช้สำหรบั คำ้ จุนรำ่ งกำย (A flexible

supporting rod) อำจมีเฉพำะระยะ

ตัวอ่อนหรือมีตลอดชีวิตกไ็ ด้
 มีช่ องเหงือกท่ีบริเวณผนังของคอ

หอย (Pharyngeal gill slit) ในช่วง

ใดช่วงหน่งึ ของสงิ่ มชี ีวิต
 มีเส้นประสำทเป็นแท่งอยู่ด้ำนหลัง

(Dorsal tubular nerve cord)

 มีหำงอยู่ดำ้ นท้ำยของทวำรหนกั (Postanal tail)

 มีหัวใจอยูด่ ้ำนทอ้ ง มเี ส้นเลอื ดทัง้ ดำ้ นหลังและดำ้ นท้อง ระบบหมุนเวยี นเป็นแบบปิ ด
 มี Endoskeleton ซ่ึงอำจเป็นกระดกู แข็ง (Bone) หรอื กระดกู อ่อน (Cartilage) กไ็ ด้
 กำรจดั หมวดหมูข่ องคอรเ์ ดท อำศยั หลำกหลำยลกั ษณะเป็นเกณฑ์ โดยแบ่งได้ดงั นี้

156 Biology for M.4 student Montfort College

ไมม่ ี กำรมกี ะโหลกศรษี ะ มี

Group Protochordata Subphylum Urochordata Group Craniata
ตำแหน่งของ Notochord
 เพรยี งหัวหอม เพรียงสำย Subphylum Vertebrata

ด้ำนหวั ด้ำนหำง  สัตวม์ กี ระดูกสนั หลัง

Subphylum Cephalochordata ขำกรรไกร มี
ไมม่ ี
 Lancelet
Superclass Agnatha
Class Cyclostomata

 ปลำปำกกลม

Class Chondrichthyes Group Pices Superclass Gnathosstomata

 ปลำกระดูกออ่ น ชนิดของกระดกู Group Tetrapoda
กระดกู ออ่ น
Class Osteichthyes กระดูกแข็ง กำรมเี ลบ็ ทปี่ ลำยน้วิ
ไมม่ ี มี
 ปลำกระดกู แขง็
ผวิ หนงั เปน็ เกลด็
Infraclass Eutheria Class Amphibia เป็น ไมเ่ ป็น
มีรก
 สัตวส์ ะเทินน้ำสะเทนิ บก ต่อมนำ้ นม
Infraclass Metatheria มี ไมม่ ี
มีกระเปำ๋ หนำ้ ทอ้ ง Class Reptilia
Class Aves
Subclass Theria  สัตว์เลือยคลำน
ออกลูกเปน็ ตัว  สตั ว์ปกี
Class Mammalia
Subclass Prototheria
ออกลกู เป็นไข่  สัตวเ์ ลยี งลูกดว้ ยนม

Kingdom Animalia 157

Protochordata (Acrania) ไมม่ ีกะโหลกห้มุ สมอง
o Subphylum Urochordata

เพรยี งหัวหอม (Tunicate)

เพรยี งลอย (Sea squirt) เพรยี งสำย (Thaliaceans)

NOTE : Notochord คอ่ นไปทำงด้ำนหำง, ลกั ษณะส้ำคญั ของ Chordate พบตอนเป็นตัวอ่อน, ตัวเต็มวัยส่วน
ใหญ่เกำะอยู่กับที่ มีทำงเดินอำหำรเป็นรูปตัว U, ระบบเลือดแบบเปิด, ร่ำงกำยห่อหุ้มด้วยเนือเย่ือมี
ลกั ษณะเปน็ ถงุ เรียกว่ำ Tunic มอี งค์ประกอบคลำ้ ยเซลลโู ลส

158 Biology for M.4 student Montfort College

o Subphylum Cephalochordata

ตัวใบหอก หรอื แหลนทะเล
(Lancelet)

NOTE : Notochrod พบตลอดชวี ิต มคี วำมยำวมำถงึ ด้ำนหัว, ลักษณะส้ำคัญของ Chordate พบจนถึงตัวเต็ม
วัย, เดิมเรียก Amphioxus เป็นชื่อสกุล แต่ผิดหลักอนุกรมวิธำน จึงมีกำรเปล่ียนช่ือสกุลเป็น
Branchiostoma แตย่ ังนิยมเรยี ก Amphioxus อย,ู่ ฝังตวั อยู่ตำมพืนทรำย

Craniata มกี ะโหลกหมุ้ สมอง

o Subphylum Vertebrata มกี ระดูกสนั หลงั เจรญิ มำแทนท่ี Notochord ซ่ึงอำจเป็นกระดกู แข็ง (Bone)

หรอื กระดูกอ่อน (Cartilage) กไ็ ด้

Superclass Agnatha ไมม่ ีขำกรรไกร

 Class Cyclostomata ปลำปำกกลม

Hagfish Lamprey

Kingdom Animalia 159

Superclass Gnathosstomata มขี ำกรรไกร
- Group Pices ปลำ
 Class Chondrichthyes ปลำกระดูกออ่ น

ปลำฉลำม (Shark) ปลำฉลำมวำฬ (Whale shark)
ปลำฉนำก (Sawfish)
ปลำโรนัน (Ronan) ปลำกระเบน (Ray)

NOTE : มีกระดูกชนิดกระดูกอ่อน (Cartilage), มีขำกรรไกรและมีครีบคู่, ออกลูกแบบ Ovoviviparous, มี
อวยั วะรบั ควำมรสู้ กึ ที่ดี, มีขำกรรไกรและกล้ำมเนอื ทแ่ี ขง็ แรง สำมำรถสรำ้ งฟันชดุ ใหมไ่ ดต้ ลอด

 Class Osteichthyes ปลำกระดกู แข็ง

ปลำแองเกลอร์ (Angler fish)

ปลำกระโทง (Swordfish) ม้ำน้ำ
ปลำซลี ำแคนท์ (Coelacanth) Neoceratodus sp. เปน็ ปลำมีปอดในออสเตรเลีย

NOTE : มกี ระดูกส่วนใหญเ่ ปน็ กระดูกแขง็ (Bone), มขี ำกรรไกรและมีครบี คู่, ออกลูกแบบ Oviparous, มีแผ่น
ปดิ เหงือก (Gill operculum) ใช้ในกำรปกป้องเหงือก, บำงชนดิ มีถงุ ลม (Air sac) ใชใ้ นกำรลอยตวั

160 Biology for M.4 student Montfort College

- Group Tetrapoda สัตว์ 4 เทำ้
 Class Amphibia สัตวส์ ะเทนิ นำ้ สะเทนิ บก

Salamander

กบ (Frog)

งูดิน (Caecilian)

Newt

NOTE : มีรยำงคข์ ำ 2 คู่ มพี ังผดื ขงึ ระหวำ่ งนวิ ไมม่ ีเล็บ, หำยใจด้วยปอดและผิวหนัง, มีหัวใจ 3 ห้อง, ผิวหนัง
เรยี บ เปน็ เมอื กลืน่ ชืน มตี ่อมมำก อำจมีต่อมพิษ ไม่มีเกลด็ , มี Metamorphosis

Metamorphosis ของกบ

 Class Reptilia สตั วเ์ ลอื้ ยคลำน Kingdom Animalia 161

กงิ้ ก่ำ (Lizard) เต่ำ (Tortoise)

จระเข้ (Crocodile)

งู (Snake) Tuatara

NOTE : รยำงค์ขำ 2 คู่ มีเล็บเท้ำเป็นลักษณะกรงเล็บ (Claw), ผิวหนังเป็นเกล็ด (Scale), หำยใจด้วยปอด, มี
หัวใจ 3 ห้อง โดยห้องล่ำงมีแผ่นยกตัวขึนมำแต่เช่ือมไม่หมด ยกเว้นจระเข้ที่ห้องล่ำงมีแผ่นกันโดย
สมบรู ณ์ทำ้ ให้มี 4 หอ้ ง, ไข่มเี ปลอื กหมุ้ ทำ้ ให้วำงไขบ่ นบกได้

162 Biology for M.4 student Montfort College

 Class Aves สตั ว์ปีก

นกกนิ ปลี (Hummingbirds) นกเพนกวนิ (Penguin)

นกกระจอกเทศ (Ostrich) ขนแบบแผง (Feature)

ฟอสซลิ ของ Archaeopteryx lithographica จัดเปน็ บรรพบรุ ุษของนก

NOTE : มีขนแบบแผง (Feature), หวั ใจมี 4 ห้อง เป็นสตั ว์กลุ่มแรกที่เป็นสตั ว์เลือดอุ่น (Endotherm), ปำกไม่
มีฟัน มีลักษณะเป็นจงอย (Horny beak), กระดูกมีลักษณะกลวง, รยำงค์คู่หน้ำเปลี่ยนไปเป็นปีก
รยำงคหู่ ลังยงั มีผวิ หนังเกลด็ อยู่, กำรขับถ่ำยของเสยี ลักษณะของกำรปฏิสนธิ ลักษณะของไข่และกำร
ออกลกู เหมอื นกบั สตั วเ์ ลือยคลำน

Kingdom Animalia 163

 Class Mammalia สตั ว์เลีย้ งลกู ดว้ ยนม

NOTE : มีขนแบบเส้น (Hair), ผิวหนังมีต่อมเหงื่อ (Sweat gland; บำงชนิดอำจไม่มี) ต่อมกลิ่น (Scent
gland) ต่อมน้ำมัน (Sebaceoys gland) และต่อมน้ำนม (Mammary gland; เป็นลักษณะเด่น
ของสตั ว์เล้ียงลูกดว้ ยนม), มีฟนั 2 ชดุ (Diphyodont teeth) คอื ฟันนำ้ นม (Milk teeth) และฟันแท้
(Permanent teeth), หำยใจด้วยปอดแบบ Negative pressure type มีกระบังลม (Diaphragm) มี
กลอ่ งเสยี ง, ใบหูเปน็ แผ่นอ่อนนมุ่ ภำยในมกี ระดกู 3 ชนิ ในกำรรบั สญั ญำณเสยี ง, ขับถำ่ ยของเสียในรูป
ของ Urea มกี ระเพำะปัสสำวะ, หัวใจมี 4 หอ้ ง, ปฏิสนธิภำยในตัว ตัวอ่อนเจริญในมดลูก (Uterus) มี
รก (Placenta) ท้ำหน้ำท่ีส่งอำหำรและแลกเปลี่ยนแก๊ส, ออกลูกแบบ Viviparous (ยกเว้นสัตว์เลียง
ลกู ด้วยนมกลุ่ม Prototheria เป็น Oviparous)

ขนแบบเส้น (Hair) รก (Placenta)

ต่อมนำ้ นม (Mammary gland) ปอดแบบ Negative pressure type และกระบงั ลม
(Diaphragm)
 Subclass Prototheria

ตนุ่ ปำกเปด็ (Ornithorhynchus anatinus)

ตวั กินมดหนำม (Spiny anteater)

NOTE : ไม่มีใบหู มดลูก หัวนมและท่อน้ำนม แต่มีต่อมน้ำนมท่ีผิวหนังอยู่รวมกันเป็นกระจุก, ออกลูกแบบ
Oviparous เมอื่ ตัวอ่อนฟักจำกไข่จะออกมำเลียนำ้ นมกนิ , พบในทวปี ออสเตรเลยี และเกำะนวิ กินี

164 Biology for M.4 student Montfort College

 Subclass Theria ออกลูกแบบ Viviparous, มีลักษณะของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนมค่อนข้ำง
ครบถว้ น, มตี อ่ มนำ้ นม มีหวั นม
 Infraclass Metatheria เรียกทัว่ ไปว่ำ Masupial เป็นกลมุ่ ของสัตวเ์ ลีย้ งลกู ดว้ ยนมที่มีถงุ หน้ำ
ท้อง พบในทวีปออสเตรเลียและเกำะนิวกินี ตัวอ่อนมีขนำดเล็กมำก มีขำหน้ำแข็งแรง เมื่อ
เจรญิ เตบิ โตไดซ้ กั พกั จะคลำนออกจำกช่อง Cloaca เขำ้ สถู่ งุ หน้ำท้อง
 Infraclass Eutheria เรียกทั่วไปว่ำ Eutherial เป็นกลุ่มของสัตว์เลีย้ งลูกด้วยนมที่มีรก มี
หลำกหลำยท่สี ดุ ในกลุ่มของสตั ว์เลยี้ งลูกดว้ ยนม

Kingdom Animalia 165

166 Biology for M.4 student Montfort College

สรุปควำมรูเ้ รอื่ ง Kingdom Animalia เป็น Mind map ไดด้ งั นี้

Enzyme and Energy 167

Unit

9

Enzyme and Energy

MONTFORT COLLEGE

168 Biology for M.4 student Montfort College

Enzyme and Energy

พลงั งาน (Energy) คอื ความสามารถในการทางาน แบง่ ได้ 2 ประเภท คือ
1. พลงั งานศกั ย์ (Potential energy) หมายถงึ พลงั งานทมี่ ีอยู่ในวัตถุทห่ี ยุดนิง่ หรือพลังงานในวัตถุที่
สัมพัทธก์ บั ตาแหน่งท่อี ยู่ของมนั มคี วามสัมพันธ์กับระยะห่างจากพืน้ ผวิ โลก
2. พลังงานจลน์ (Kinetic energy) หมายถงึ พลังงานทม่ี อี ยูใ่ นวตั ถทุ ่ีกาลงั เคล่ือนท่ี มคี วามสัมพันธ์
กับมวลและความเรว็

การเปลี่ยนแปลงพลงั งานในสิง่ มีชีวติ เป็นไปตามกฎ 2 ขอ้ ของ Thermodynamic คอื
1. พลงั งานสรา้ งขนึ้ ใหมไ่ มไ่ ด้ สญู หายไมไ่ ด้ แตเ่ ปลี่ยนรูปได้ (Law of Conservation)
2. สารตา่ งๆ มแี นวโนม้ ทจ่ี ะเปล่ยี นสภาพใหม้ คี วามเป็นระเบยี บลดลง (ความไรร้ ะเบยี บสูงขนึ้ ) หรอื ถ้าสาร
มีพลังงานอิสระ (Gibb’s free energy) ตา่ ลง สารจะเสถียรมากขนึ้

การเปลย่ี นแปลงรูปแบบของพลงั งานในสิง่ มีชีวติ
การเปลีย่ นแปลงรูปแบบของพลังงานในสงิ่ มีชีวิตสว่ นใหญ่นัน้ มี 4 รูปแบบ คือ
1. Mechanical การเปล่ียนแปลงพลังงานเคมีไปเป็นพลังงานกล เช่น การเคล่ือนไหวของพืชและสัตว์,
การหดคลายของกลา้ มเนือ้
2. Chemical การเปล่ียนแปลงพลังงานเคมีในสารเคมีชนิดหน่ึงไปเป็นพลังงานเคมีในสารอีกชนิดหน่ึง
เช่น การสงั เคราะห์นา้ ตาลกลโู คส, แป้ง
3. Photochemical การเปล่ียนแปลงพลงั งานแสงไปเป็นพลังงานเคมี เช่น กระบวนการสังเคราะห์ด้วย
แสง
4. Electrochemical การถ่ายทอด electron หรือ proton จากสารเคมีตัวหน่ึงไปยังอีกตัวหน่ึง เช่น
กระบวนการสังเคราะห์ NADH, FADH2 และ NADPH

ประเภทของปฏิกิรยิ าเคมี
ปฏกิ ิรยิ าเคมีแบง่ เป็น 2 ประเภท
1. Endergonic reaction (ปฏกิ ิริยาดดู พลงั งาน) จะเกิดขึน้ ได้ตอ้ งมกี ารรับพลังงานจากภายนอกเข้าสู่
ระบบตลอดเวลา หรอื ต้องใช้พลังงานกระตุน้ จึงเกดิ ได้ยาก (Activated Energy: Ea) เช่น Photosynthesis
หมายเหตุ - Activated Energy หมายถึง พลังงานปริมาณน้อยท่ีสุดที่เติมให้กับสารตัง้ ต้น แล้วทาให้
เกิดปฏิกิรยิ าได้

Enzyme and Energy 169

กราฟแสดงรูปแบบของปฏิกริ ยิ าดูดพลงั งาน
จากกราฟของปฏกิ ริ ิยาดูดพลงั งาน จะพบวา่

Er = พลังงานของ Substrate
Ep = พลงั งานของ Product
Ea = พลงั งานกระตุน้ (Activated energy)
Eac = พลังงานทงั้ หมดท่ีสูงพอท่จี ะทาให้ substrate เปลี่ยนเป็น product ได้ หาได้จาก Er + Ea
∆E = พลังงานรวมของระบบ หาไดจ้ าก Ep – Er
จากตัวแปรทงั้ หมด จะพบวา่ ∆E ของปฏิกิริยาแบบดูดพลงั งาน จะมคี ่าเป็น + เสมอ
2. Exergonic reaction (ปฏิกิริยาคายพลังงาน) คือ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแล้วปล่อยพลังงานออกมา
มากกวา่ Ea โดยสามารถเกิดได้งา่ ย และเกิดไดต้ อ่ เน่อื ง เช่น Respiration และหากคานวณหาค่า ∆E ของ
ปฏกิ ริ ยิ าแบบคายพลงั งาน จะพบว่ามคี ่าเป็น – เสมอ

กราฟแสดงรูปแบบของปฏกิ ริ ยิ าคายพลงั งาน

170 Biology for M.4 student Montfort College

ในการเกิดปฏิกิริยาเคมีแต่ละครัง้ ถ้าไม่ให้ Ea ปฏิกิริยาจะไม่เกิด เน่ืองจาก Ea มีผลต่อปฏิกิริยาเคมี 4
ประการดังนี้

1) ทาใหอ้ นภุ าค (Particle) เคล่อื นทีเ่ รว็ ขึน้
2) ทาให้อนภุ าคมโี อกาสชนกนั มากขึน้
3) ทาให้อนภุ าคชนกับบริเวณทไี่ วตอ่ ปฏกิ ริ ยิ ามากขึน้
4) ขนาดของแรงท่ีเกิดจะสงู ขึน้ ทาให้เกิดปฏิกริ ยิ ามากขนึ้

ตัวอยา่ งของการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมขี องกระบวนการหายใจระดับเซลล์และการสงั เคราะหด์ ้วยด้วยแสง
เอนไซม์ (Enzyme)
Enzyme เป็นสารประเภทโปรตีน ประกอบด้วย Polypeptide 1 สาย หรือมากกว่า ม้วนตัวและจับกัน
เป็นกอ้ น เรยี กว่า Globular protein โดยเซลลจ์ ะสงั เคราะห์เอนไซมข์ นึ้ มาเพือ่ ช่วยลดพลังงานกระตุ้น (Ea)
คุณสมบัติของ Enzyme มีดังนี้ 1) เป็นสารอินทรีย์พวกโปรตีน ส่วนมากโมเลกุลใหญ่, 2) เป็นตัวเร่ง
การเกิดปฏิกิริยา (Catalyst), 3) มีความจาเพาะเจาะจงเฉพาะปฏิกิริยา (Specificity) และ 4) ไม่เปลี่ยน
สภาพ ไมส่ ูญหายหลังทาปฏกิ ิรยิ า

เปรียบเทียบปฏิกริ ิยาเคมที ่ไี มม่ เี อนไซมแ์ ละมเี อนไซม์

Enzyme and Energy 171

โดยปกติแลว้ Enzyme สว่ นนอ้ ย ประกอบไปดว้ ยโปรตนี เทา่ นัน้ Enzyme ส่วนใหญ่ ประกอบไปดว้ ยส่วน
ทไี่ ม่ใช่โปรตีนอยูด่ ว้ ย เรียกวา่ Prosthetic group

Holoenzyme คือ Enzyme ที่สามารถทางานได้ โดยประกอบด้วย ส่วนที่เป็นโปรตีน (Apoenzyme)
และส่วนที่ไมใ่ ช่โปรตนี (Prosthetic group)

Holoenzyme = Apoenzyme + Prosthetric group

Prosthetic group มอี ยู่ 2 กลุ่มคือ
1. Metal activator หมายถึง ไอออนท่ีเกาะบนโมเลกุลของเอนไซม์ และจาเป็นสาหรับการทางานของ
เอนไซม์ เช่น Fe2+ กระตุ้นการทางานของเอ็นไซม์ Chlorophyllase ของการสงั เคราะหค์ ลอโรฟิลล์
2. Co-enzyme หมายถึง สารอินทรีย์ท่ีไม่ใช่ส่วนท่ีเป็นโปรตีนของเอนไซม์ (Non-protein organic
cofactor) ท่ีจบั อยูก่ บั โมเลกุลของเอนไซม์ มีบทบาทสาคญั ในการควบคมุ การทางานในปฏิกิริยา เช่น NAD+
กระตุ้นการทางานของเอนไซม์ Malate dehydrogenase ในกระบวนการหายใจ Co-enzyme จะเกาะกับ
โมเลกุลของ enzyme อย่างหลวมๆ สามารถแยกออกจาก enzyme ได้เมอ่ื ทาปฏกิ ิรยิ าเสร็จสิน้
Isoenzyme คือ เอนไซม์ท่ีมีโครงสร้างได้หลายแบบในเซลล์ หรือเนือ้ เยื่อของสิ่งท่ีมีชีวิตชนิดเดียวกัน
และเร่งปฏิกิริยาเดียวกัน เช่น เอนไซม์แลกเตตดีไฮโดรเจเนส (Lactate dehydrogenase) ซ่ึงเร่งปฏิกิริยา
การเปลี่ยนแลกเตตไปเป็นไพรูเวต พบวา่ มีโครงสรา้ งตา่ งกัน 5 แบบ ไดแ้ ก่ M4 M3H M2H2 MH3 และ H4
ในสัตว์มีกระดกู สันหลงั

การทางานของ Enzyme
การทางานของเอนไซมน์ ัน้ ได้มีการอธบิ ายเป็นทฤษฎีไวด้ งั นี้
1. แบบจาลองแม่กุญแจ – ลูกกญุ แจ (Lock and key model)
Emil Fisher เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการทางานของ enzyme เรียกว่า แบบจาลองแม่กุญแจ - ลูก
กญุ แจ (Lock and key model)

แบบจาลองทฤษฎกี ารทางานของเอนไซมแ์ บบแมก่ ญุ แจ – ลูกกญุ แจ

Fisher อธิบายว่า เอนไซม์นัน้ เป็น Globular protein ซ่ึงมีลักษณะค่อนข้างกลม แต่จะมีบางบริเวณท่ี
เป็นรอ่ งและรูปรา่ งของร่องนัน้ จะสามารถเข้าได้กบั รูปร่างของสารตัง้ ต้นหรอื Substrate เปรยี บเสมือนกับแม่
กญุ แจท่มี รี ูปร่างของร่องเข้ากนั ได้กบั ลูกกญุ แจนนั่ เอง

172 Biology for M.4 student Montfort College

ร่องท่ี Fisher กล่าวถึงนัน้ คือ Active site หรือ Catalytic site คือ บริเวณเร่ง หมายถึงตาแหน่ง
เล็กๆ บนเอนไซม์ มักมีลักษณะเป็นร่อง (Cleft) ซ่ึงขนาดของร่องมักมีความสัมพันธ์กับขนาดของ
Substrate ซ่ึงทาให้เกิดความจาเพาะของชนดิ เอนไซม์และชนิด Substrate และยังเป็นบริเวณท่ีเกิดปฏิกิริยา
ดว้ ย

2. แบบจาลองการเหน่ยี วนาให้เหมาะสม (Induce fit model)
Daniel Koshland เสนอแบบจาลองการเหนีย่ วนาให้เหมาะสม (Induce fit model) โดย enzyme จะมี
Active site ท่ียืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ให้เข้ากับ substrate ได้พอดี ตัวอย่างของ enzyme
ที่มีการทางานแบบนีค้ อื Allosteric enzyme

แบบจาลองทฤษฎกี ารทางานของเอนไซมแ์ บบเหนยี่ วนาให้เหมาะสม
Allosteric enzyme หรือเอนไซมค์ วบคุม (Regulatory enzyme) เป็นเอนไซมท์ ม่ี ี 2 บริเวณที่จาเพาะ
คือ บริเวณเร่ง (Catalytic site) หรือบริเวณแอกทีฟ (Active site) ซ่ึงเป็นบริเวณให้สับสเตรทเข้ามาจับ
และบริเวณควบคุม (Regulatory site หรือ Allosteric site) ซ่ึงเป็นบริเวณให้ Modulator มาจับ ซ่ึง
Modulator จะมี 2 ชนดิ คอื Allosteric activator และ Allosteric inhibitor

รูปแบบของเอนไซม์ควบคมุ
Allosteric activator คือ ตัวเรง่ แบบแอลโลสเตอริก เป็นสารท่ีมีคุณสมบัติคือเม่ือมาจับท่ีแอลโลสเตอ
ริกไซด์ แลว้ มีผลทาให้เอนไซม์นนั้ ทางานไดด้ ีขนึ้

Enzyme and Energy 173

Allosteric inhibitor คอื ตวั ยับยงั้ แบบแอลโลสเตอริก เป็นสารท่ีไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนสารตัง้ ต้นและ
ไม่ได้จับกับเอนไซม์ที่แอกทีฟไซด์ แต่จับเอนไซม์ท่ีแอลโลสเตอริกไซด์ (Allosteric site) มีผลให้เอนไซม์มี
รูปร่างเปลย่ี นไปและทางานไดล้ ดลง

กลไกการทางานของเอนไซมค์ วบคุม
เพราะฉะนัน้ จึงเรียก Enzyme เหล่านีอ้ ีกช่ือว่า Regulatory enzyme เพราะมีความสาคัญต่อการ
ควบคมุ Metabolism ของร่างกาย
การตงั้ ชื่อ Enzyme
การตัง้ ชื่อ enzyme นัน้ มหี ลกั การทัว่ ไปดงั นี้

1. เติม –ase ลงท้ายชื่อสารตงั้ ตน้ เช่น Maltose - Maltase, Urea - Urease
2. เติม –ase ลงท้ายช่ือของชนิดปฏิกิริยาท่ีเกิดขึ้น เช่น เกิดปฏิกิริยา Transamination เรียกว่า

Transaminase, เกดิ ปฏิกริ ยิ า Decarboxylation เรยี กว่า Decarbixylase
3. เติม –ase ลงท้ายชื่อปฏิกิริยาและบอกช่ือสารตั้งต้นนาหน้า เช่ น เกิดปฏิกิริยา

Dehydrogenation กับสาร Lactate เรียกว่า Lactate Dehydrogenase
4. Enzyme บางชนิด ไมไ่ ดต้ งั้ ช่ือตามระบบ เช่น Pepsin, Papain, Trypsin
เมื่อมีการศึกษาเอนไซม์ทาให้พบเอนไซม์ใหม่ๆ จานวนมากขึ้น จึงเกิดปัญหาในการเรียกช่ือเอนไซม์
คณะกรรมการเอนไซม์นานาชาติ (International Enzyme Commission) จึงได้ทาการจาแนกเอนไซม์
ออกเป็น 6 class แต่ละ class ก็จะแบ่งย่อยออกเป็น subclass และแต่เอนไซม์ในแต่ละ subclass ก็จะมี
หมายเลขของตัวเองตามชื่อระบบ (Systematic name) ซ่ึงเอนไซม์ทัง้ 6 class มีดังนี้

174 Biology for M.4 student Montfort College

1. Oxidoreductase
เป็น Enzyme ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับปฏิกิริยา Oxidation – reduction เช่น enzyme ในปฏกิ ริ ิยาการหายใจใน
ระดับเซลล์ ซ่ึงมกี ารดึง e- และ H+ ออกจากสาร

 Lactate dehydrogenase ดงึ H+ และ e- ออกจากกรดแลคติก
 Enzyme Alcohol dehydrogenase ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา oxidation ของ Alcohol ให้เป็น

Aldehyde
 Enzyme catalase หรอื Peroxidase เปลย่ี น Hydrogen Peroxide เป็น นา้ กบั ออกซิเจน

ตวั อยา่ งปฏกิ ริ ยิ าเคมที ่ใี ช้เอนไซมจ์ าพวก Oxidoreductase
2. Transferase
เป็น Enzyme ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา การเคลื่อนย้ายหมู่ (functional group) ไปมาระหว่างสาร 2
ชนดิ

 Enzyme Aminotransferase (ยา้ ยหมู่ Amino)
 Enzyme Hexokinase (ยา้ ยหมู่ Pi จาก ATP ใหก้ ับนา้ ตาล hexose)

Enzyme and Energy 175

ตวั อย่างปฏิกิรยิ าเคมีทใี่ ช้เอนไซม์จาพวก Transferase
3. Hydrolase
เป็น Enzyme ทเี่ ก่ยี วข้องกับการใส่นา้ เขา้ ไปในปฏกิ ิริยาหรอื ปฏกิ ิรยิ า Hydrolysis

 Lipase, Pepsin

ตวั อย่างปฏิกริ ิยาเคมีทีใ่ ช้เอนไซมจ์ าพวก Hydrolase
4. Lyase
เป็น Enzyme ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การแยกหมู่ของ Atom แล้วทาให้เกิดพันธะคู่ หรือเกิดปฏิกิริยาในทานอง
ตรงกันข้าม คือสลายพนั ธะคู่กลายเป็นพนั ธะเดี่ยว

 Fumarase, Decarboxylase

ตัวอย่างปฏกิ ิริยาเคมที ใ่ี ช้เอนไซมจ์ าพวก Lyase

176 Biology for M.4 student Montfort College

5. Isomerase
เป็น Enzyme ทีเ่ ก่ยี วข้องกับการแลกเปล่ียน Isomer ของสาร

 Glucose phosphate isomerase

ตวั อยา่ งปฏกิ ิรยิ าเคมีทใ่ี ช้เอนไซมจ์ าพวก Isomerase
6. Synthetase/Ligase
เป็น Enzyme ที่เก่ียวขอ้ งกับการสรา้ งโมเลกลุ ใหญจ่ ากสารโมเลกุลเลก็

 Citrate synthetase

ตวั อย่างปฏิกิริยาเคมีทีใ่ ช้เอนไซมจ์ าพวก Ligase
ตารางสรุปประเภทของเอนไซม์และปฏกิ ริ ยิ าทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั เอนไซมแ์ ตล่ ะชนดิ

Enzyme and Energy 177

ปัจจัยที่เกยี่ วขอ้ งการทางานของ Enzyme
1. อุ ณหภูมิ โดยทั่วไป Optimum temperature จะอยู่ท่ี 25 – 40 ๐C ถ้าสูงเกินไป enzyme จะเสีย
สภาพ (Denature)

ความสัมพันธข์ องอุ ณหภูมิกับการทางานของเอนไซม์
2. ความเป็นกรด-เบส (pH) แต่ละชนดิ ทางานทาได้ดที ่ี pH ตา่ งกัน โดยทัว่ ไป optimum pH อยู่ท่ี 6 –
7.5 ยกเวน้ เอนไซมบ์ างชนดิ ทท่ี างานไดด้ ที ่ีความเป็นกรดสูงหรอื เป็นเบสสงู เช่น Pepsin, Trypsin

ความสัมพนั ธ์ของ pH กับการทางานของเอนไซม์

178 Biology for M.4 student Montfort College

3. ปริมาณ Enzyme ถ้า Enzyme มีมากจะเกิดปฏิกิริยาได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามี Enzyme มากเกิน
พอ ความเร็วของปฏกิ ิรยิ าจะไมเ่ พิม่ เพราะไม่มี Substrate เหลอื พอทาปฏกิ ริ ิยา

4. ปริมาณ Substrate มีผลเช่นเดียวกับปริมาณ Enzyme คือ ถ้าเพิม่ Substrate มากจนเกินพอ
ความเร็วของปฏิกริ ิยาจะไม่เพิม่ อีก เพราะ ปรมิ าณ Enzyme ไม่เพยี งพอ

ความสมั พนั ธข์ องความเข้มขน้ ของเอนไซม์หรือสารตัง้ ตน้ กับการทางานของเอนไซม์
คาถาม เอนไซมใ์ นขอ้ ใดที่น่าจะทาใหเ้ กดิ ปฏิกิรยิ าได้อย่างรวดเร็ว
a) Substrate 1,000 + Enzyme 100
b) Substrate 1,000 + Enzyme 1,000
c) Substrate 100 + Enzyme 1,000

ตวั ยบั ยงั้ Enzyme (Enzyme inhibitor)
สารท่ีทาให้ปฏิกิริยาที่มี enzyme เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหยุดชะงักหรือทางานได้ลดลง เรียกว่า ตัวยับยัง้
เอนไซม์ (Enzyme inhibitor) ตวั ยบั ยัง้ เอนไซมน์ นั้ แบง่ ออกเป็น 2 แบบ คอื
1. Reversible inhibition (การยับยัง้ แบบทวนกลับได้) เป็นการยับยัง้ การเร่งปฏิกิริยาของ enzyme
แบบชวั่ คราวเพราะ Inhibitor จะเกาะกับ enzyme ด้วยพันธะท่ีไม่แข็งแรง สามารถหลุดออกจากโมเลกุล
ของ enzyme ได้

1.1 Competitive inhibitor (การยับยัง้ แบบแข่งขัน) เป็น Inhibitor ท่ีมีโครงสร้างคล้ายกับ
substrate มาก จึงแข่งกับ substrate ไปเกาะกับ active site ของ enzyme กลายเป็น enzyme
inhibitor complex (EI - complex) ทาให้ enzyme ไม่สามารถเร่งปฏิกิริยาต่อไปได้ ตัวอย่างตัวยับยัง้
แบบแขง่ ขนั เช่น enzyme succinic dehydrogenase

Enzyme and Energy 179

แบบจาลองของตวั ยบั ยัง้ เอนไซม์แบบแข่งขนั
1.2 Noncompetitive inhibition (การยับยัง้ แบบไม่แข่งขัน) เป็นการยับยัง้ ของ Inhibition ท่ีมี
โครงสรา้ งแตกตา่ งจาก substrate สามารถยับยัง้ enzyme และทาให้ enzyme ไม่สามารถทางานได้หรือ
ทางานไดล้ ดลง ซ่ึงอาจยับยัง้ การทางานของเอนไซม์ได้จาก

 Inhibitor จบั กับ enzyme บรเิ วณ Active site ได้ IE – complex

 Inhibitor จับกับ enzyme บริเวณอ่ืนท่ีไม่ใช่ Active site และ substrate สามารถจับกับ
enzyme ได้

 Inhibitor จบั กบั enzyme บริเวณอื่นท่ไี ม่ใช่ Active site แล้วทาให้ Active site เปลี่ยนแปลง
รูปร่างจนจบั กับ substrate ไม่ได้

2. Irreversible inhibition (การยับยัง้ แบบไม่ทวนกลับ) เกิดจาก inhibitor จับกับ enzyme ด้วย
พันธะโควาเลนต์ ทาให้สารประกอบที่เสถียร (Stable compound) ไม่สามารถแยกกันได้อีก inhibitor
ประเภทนีม้ ักเป็นสารพิษท่ีรุนแรง เช่น iodoacetamide , iodoacetal , ยาฆ่าแมลง (parathion ,
malathion) แกส๊ ประสาท (nerve gas , Diisopropyl phosphofuloridate , DPF)

180 Biology for M.4 student Montfort College

ตวั อย่างของสารกาจดั ศตั รูพชื ทมี่ อี งคป์ ระกอบของตวั ยับยัง้ เอนไซมแ์ บบไมท่ วนกลับ
ตวั ยับยัง้ (Inhibitor) มปี ระโยชนห์ รือไม่ อย่างไร?
ในการหาทิศทางของปฏกิ ริ ิยาเคมใี นสงิ่ มชี ีวิต บางครงั้ จาเป็นทจี่ ะต้องใช้ตวั ยบั ยงั้ เอนไซม์ เพื่อใช้หาลาดับ
การเกดิ ปฏิกริ ิยากอ่ น – หลังได้ โดยเมอ่ื เตมิ ตวั ยบั ยัง้ เอนไซม์ลงไปในปฏิกิริยาแลว้ สารทเ่ี ป็นสารตัง้ ต้น จะมี
ปริมาณเพมิ่ ขนึ้ เนื่องจากไม่สามารถเปลีย่ นไปเป็นผลติ ภัณฑไ์ ด้ และส่งผลให้สารทเี่ ป็นผลติ ภัณฑม์ ีปริมาณท่ี
ลดลง
ในปฏกิ ริ ยิ ามีสาร A , B , C มี enzyme x , y ช่วยเรง่ ปฏิกิรยิ า ใสต่ วั ยับยงั้ enzyme x ผลปรากฏว่า

ได้ A มากกว่าปกติ , B ลดลง และ C เทา่ เดิม และหากยับยัง้ enzyme y จะได้สาร A ลดลง

ในปฏิกิรยิ ามีสาร A , B , C , D มี enzyme x , y , z ช่วยเรง่ ปฏิกิริยา ใสต่ วั ยับยัง้ enzyme y ผล
ปรากฏวา่ ได้ A , B ปกติ , C เพิม่ และ D ลด ใสต่ ัวยับยงั้ enzyme z ผลปรากฏวา่ A เพิม่ C ลด และ

หากยับยงั้ enzyme x , D เพิม่

Enzyme and Energy 181

ATP (Adenosine Tri Phosphate)
ATP เป็นสารพลังงานพันธะสูง (High energy bond) ทาหน้าที่ เป็นตัวกลางในการนาเอาพลังงาน
จากสารหน่งึ ไปสอู่ กี สารหน่งึ หรอื สลายเพอ่ื ใหเ้ กดิ พลงั งานแล้วนาไปใช้ต่อไป

โครงสร้างของ ATP
ปฏกิ ิริยาการสร้าง ATP (Phosphorylation) มี 3 แบบ

1. Substrate phosphorylation การถา่ ยทอดหมูฟ่ อสเฟตจากสารที่มีพลังงานสูงไปให้ ADP แล้ว
เกดิ เป็น ATP

2. Photophosphorylation การสร้างสาร ATP จากการถ่ายทอดe-ในPhotosynthesis
3. Oxidative phosphorylation การสร้างสาร ATP จากการถา่ ยทอดe-ใน Respiration

182 Biology for M.4 student Montfort College

When you really pay attention,
everything is your teacher.




Click to View FlipBook Version