The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นิตยสารเทศาภิบาล นิตยสารกรมการปกครอง ปีที่ 119 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เทศาภิบาล ฉบับเมษายน 2567

นิตยสารเทศาภิบาล นิตยสารกรมการปกครอง ปีที่ 119 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2567

Keywords: เทศาภิบาล,กรม,การปกครอง

ปที่ ๑๑๙ ฉบับที่ ๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ www.dopa.go.th วันคลายวันสถาปนา กระทรวงมหาดไทย ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ป ๑๑๙ ฉบับที่ ๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ISSN ๐๑๒๕-๔๐๐๖


หากทานผูอานมีขอเสนอแนะ หรือ แสดงความคิดเห็นสามารถแจงและ ติดตอทีมงานเทศาภิบาลไดที่ QR code นี้ http://www.facebook.com/ นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครอง วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ครบรอบ ๑๓๒ ป วันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชโองการตั้งกระทรวงตาง ๆ ขึ้นเปน ปฐมบท กระทรวงมหาดไทยเปนห นึ่งในกระทรวงที่ไดจัดตั้งขึ้นในครั้งนั้น และทรงแตงตั้งสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เปนองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพระองคทรงกําหนดความหมายของงานมหาดไทยใหชัดเจนวา “บําบัดทุกข บํารุงสุข” ทรงสดับรับฟงทุกขและสุขของประชาชนดวยพระองคเอง และในปพุทธศักราช ๒๕๑๕ องคการศึกษาวิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดถวายการสดุดีใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเปน “บุคคลสําคัญของโลก” พระองคแรกของประเทศไทย นับเปนความภาคภูมิใจแกชาวกระทรวงมหาดไทยเปนอยางยิ่ง สําหรับเทศาภิบาลฉบับเดือนเมษายนนี้ไดนําเสนอประเด็นรอนที่สังคมกําลังใหความสนใจคือ  ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษที่ไดรับการคัดเลือกและแตงตั้งจากคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) จะหมดวาระ หลังจากนั้นก็จะมี สว. ชุดใหม แลวบทบาทหนาที่และที่มา สว. ชุดใหมจะเปนอยางไร กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ไดสัมภาษณพิเศษนายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ในประเด็น ความเปนมาของวุฒิสภาไทย อีกทั้งมี คอลัมนถาม - ตอบ พิชิตคะแนน สําหรับผูที่สนใจจะเตรียมสอบ โดยจะเริ่มตนจากฉบับนี้เปนฉบับแรก และยังมี คอลัมนอื่น ๆ ที่นาสนใจใหทานผูอานสามารถติดตามไดภายในเลมคะ และอีกเชนเคย เทศาภิบาลฉบับเดือนนี้ยังมีกิจกรรมใหทานผูอานรว มสนุกตอบคําถามชิงรางวัล“แฟนพันธุแทเทศาภิบาล” อยางตอเนื่อง ทานผูอานหลายทาน ซึ่งตองปฏิบัติงานในชวงเทศกาลสงกรานตเพื่อดูแลพี่นองประชาชน กองบรรณาธิการ จึงขอสงกําลังใจไปใหทุกทานไดรับความสุขจากการทํางาน มีสุขภาพรางกายแข็งแรง มีครอบครัวรักใครสามัคคีโชคดี รับเทศกาลสงกรานต วันปใหมไทย ๒๕๖๗ คะ นางวจิราพร อมาตยกุล บรรณาธิการ เจาของ กรมการปกครอง ผูกอตั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประธานกรรมการอํานวยการ อรรษิษฐ สัมพันธรัตน รองประธานกรรมการ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห, บรรจบ จันทรัตน, สมชัย เลิศประสิทธิพันธ, ศรัณยศักด ศรีเครือเนตร ประธานกรรมการบริหารสํานักงานฯ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห บรรณาธิการ วจิราพร อมาตยกุล ผูชวยบรรณาธิการ สรวิชญ อิ่มทั่ว กองบรรณาธิการ ปติ ปชชาเขียว, วรรณเฉลิม นิธิกิจธาดา, ชุติภา บุตรสินธุ, กนกวรรณ บางบอ พิสูจนอักษร วรรณา ประจง, ศศิพัชร หิรัญปุณยโชติ, จันทรรัตน ปฐมปรมัตถ, อารียรัตน เหรียญไกร, สุมิตรา มวงปน แยกสีและพิมพ โรงพิมพอาสารักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร สํานักงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กองวิชาการ และแผนงาน กรมการปกครอง (วังไชยา) ถนนนครสวรรค แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๒๒๓-๑๙๑๔ e-mail : [email protected]


สารบัญ ๐๔ ๐๙ ๑๘ รายงานพ�เศษ ๐๔ • ๑๓๒ ป วันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย สืบสานปณิธาน “บำบัดทุกข บำรุงสุข” : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ๐๙ • พิธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ๑๓ • วันขาราชการพลเรือน : ทีมวิชาการเทศาภิบาล เฉลิมพระเกียรติ ๑๘ • โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ : วรรณเฉลิม สัมภาษณพ�เศษ ๒๑ • “ยอนรอยที่มาวุฒิสภาไทย กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย” นายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา : ทีมวิชาการเทศาภิบาล กฎหมายฝายปกครอง ๓๐ • การบังคับทางปกครอง : เฉพาะกรณีการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเปนเงิน : สวนคดีและละเมิด สำนักการสอบสวนและนิติการ ๓๔ • กลิ่นจากรานขาวแกง “คนกินหอม ขางบานฉุน” วาวุนเจาหนาที่ ! : นายปกครอง บทความว�ชาการ ๓๗ • การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอในบทบาทของฝายปกครอง กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการระดับอำเภอ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย : ฝายบูรณาการแผนพัฒนาพื้นที่ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน ๔๖ • สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตอนที่ ๑๑ โครงการพัฒนาดานสิ่งแวดลอม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ทีมวิชาการเทศาภิบาล ๒


สารบัญ CONTENTS ๔๖ ๖๐ ๕๒ • ถาม - ตอบ พิชิตคะแนน : HR DOPA ๕๔ • สงกรานตในประเทศไทย : กนกวรรณ คอลัมนประจำ ๕๗ • เจอคนแบบนี้ตองทำยังไง? รับมือ ๓ ประเภทคน “Toxic” สรางมลพิษในที่ทำงาน : MISSION TO THE MOON ๖๐ • อัตลักษณผาไทยประจำจังหวัด : วรรณเฉลิม ๖๔ • เทศาเมื่อวันวาน เรื่อง “เทศาภิบาล” : หองสมุดกรมการปกครอง ๖๖ • ความรูราชาศัพท ราชาศัพทของคำวา “รูปถาย”, “รูปเขียน”, “รูปปน”, “รูปหลอ” : สุปญญา ชมจินดา ๖๗ • Easy English with DOPA : สวนวิเทศสัมพันธ กองวิชาการและแผนงาน ปกิณกะ ๖๙ • งานวิจัยนาอาน : สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน ๗๑ • รีวิวหนังสือ “เขตคลอง มองเมือง” : สฤษธิชัย บุญญะชวยวงศ ขาวประชาสัมพันธ ๗๓ • ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตใหคนตางดาวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งเขามาเพื่อทำงานในราชอาณาจักร ตามบันทึกความเขาใจ วาดวยความรวมมือดานการจางแรงงานหรือไดรับอนุญาตทำงานในเรือประมง และมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายวาดวยการประมง หรือไดรับอนุญาต ใหเขามาอยูในราชอาณาจักรเปนกรณีพิเศษสามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กลับประเทศตนทาง เพื่อไปรวมงานประเพณีสงกรานต ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๗ ๗๕ ขาว ฌ.ป.ค. : สำนักงาน ฌ.ป.ค. ๗๖ • DOPA NEWS ๓


รายงาน พ�เศษ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล วันคลายวันสถาปนา กระทรวงมหาดไทย สืบสานปณิธาน “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ครบรอบ ๑๓๒ ป วันคลาย วันสถาปนากระทรวงมหาดไทย และวันที่รำลึก คลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย เพื่อนอมระลึกใน พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ สถาปนากระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ และไดทรงมอบหมายใหสมเด็จ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เปนองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองคไดทรงประกอบพระกรณียกิจดานตาง ๆ อยางมากมาย พรอมทั้งไดทรงปรับปรุงงานของ กระทรวงมหาดไทยหลายประการ อาทิเชน การแกไข ระเบียบการปฏิบัติงาน การจัดตั้งศาลากลางจังหวัด ทุกจังหวัด และโดยเฉพาะอยางยิ่งทรงจัดระเบียบ การปกครอง “รูปแบบเทศาภิบาล” และทรงวางรากฐาน ตลอดระยะเวลา ๑๓๒ ป ใหกระทรวงมหาดไทย เปนหนวยงานที่มุงมั่นในการ “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ใหพี่นองประชาชน ๑กรมการปกครอง “นิตยสารเทศาภิบาล” ปที่ ๖๓ เลมที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๑ หนา ๔๑๗ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงสถาปนากระทรวง ๑๒ กระทรวง กระทรวงมหาดไทยเปนกระทรวงหนึ่ง มีหนาที่รักษาความสงบเรียบรอยภายในประเทศและ อำนวยความผาสุกใหแกประชาชน เมื่อแรกสถาปนา กระทรวงมหาดไทยนั้น กระทรวงมหาดไทยมิไดมี สำนักงานเปนของตนเอง แตไดอาศัยทำงานอยูที่ศาลา ลูกขุน ซึ่งมีอยู ๓ หลัง หลังหนึ่งอยูนอกพระราชวัง (ใกลศาลหลักเมือง) เปนสถานที่สำหรับประชุมอบรม ขาราชการฝายตุลาการชั้นสูง เรียกวา ศาลาลูกขุน ณ ศาลาหลวง ศาลาลูกขุนอีก ๒ หลัง อยูในบริเวณ พระราชวัง หลังหนึ่งอยูทางซายมือสำหรับประชุม ขาราชการพลเรือนอยูในความปกครองของเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย อีกหลังหนึ่งอยูในความปกครอง ของเสนาบดีกระทรวงกลาโหม สำนักงานกระทรวง มหาดไทยอยูในบริเวณพระราชวังจนสิ้นรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดโปรดเกลา ใหยายออกไปสรางสำนักงานใหมที่ริมคลองหลอด และสถิตสถาพรอยูจนปจจุบัน๑ ๔


ใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหนงองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองคไดทรงวางรากฐานอันมั่นคงใหแกกระทรวง มหาดไทย อาทิ ทรงจัดวางระบบการบริหารราชการ ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค ทรงวางรากฐาน การปกครอง แบบเทศาภิบาลและสุขาภิบาล อันเปน พื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร ทรงกำหนดความหมายของ งานมหาดไทยใหชัดเจนวา “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ทรงสดับตรับฟงทุกขและสุขของประชาชนดวย พระองคเอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ทรงมีพระราชดำรัสวา กรมดำรงฯ มอบดวงใจ ใหกับกระทรวงมหาดไทย ในปพุทธศักราช ๒๕๑๕ องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดถวายการสดุดีใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปน “บุคคลสำคัญ ของโลก” พระองคแรกของประเทศไทย นับเปน ความภาคภูมิใจใหแกชาวกระทรวงมหาดไทย เปนอยางยิ่ง ซึ่งตามพระกรณียกิจของพระองคทาน ทรงเปนแบบอยางในการปฏิบัติหนาที่ ถึงแมวาจะพบ ปญหาอุปสรรคก็ไมเคยยอทอ เนื่องดวยความวิริยะ อุตสาหะ และจิตวิญญาณของการเปนขาราชการที่ดี มุงมั่นปฏิบัติหนาที่เพื่อบำบัดทุกข บำรุงสุขใหแกพี่นอง ประชาชน สงผลใหชาวมหาดไทยทุกยุคทุกสมัย มความเขมแข็งและอดทน สามารถเรียนรูและแกไข ี ปญหาตาง ๆ ไดอยางทันเหตุการณ เหมาะสม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จนสามารถขับเคลื่อนกระทรวง มหาดไทยใหเจริญรุงเรืองมาจนถึงปจจุบัน” วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี วาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานพิธีวาง พุมดอกไมถวายสักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องใน วันที่ระลึกคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบรอบ ๑๓๒ ป วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายชาดา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรี ชวยวาการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย คณะผูบริหารระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหนาหนวยงาน รัฐวิสาหกิจ ขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการบริหารและสมาชิกสมาคมแมบาน มหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาคมนักปกครอง แหงประเทศไทย สมาคมขาราชการบำนาญ และผูแทน หนวยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมในพิธี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย กลาวคำสดุดี สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีใจความสำคัญความวา “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดมี พระบรมราชโองการตั้งกระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ และไดทรงมอบหมาย ๕


นายกสมาคมแมบานมหาดไทย เปนผูนำอุปนายก สมาคม คณะกรรมการบริหารสมาคม และสมาชิก สมาคมแมบานมหาดไทย รวมวางพุมดอกไม ถวาย สักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแตเวลา ๐๕.๓๐ น. มีสวนราชการและหนวยงาน รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงตาง ๆ และภาคีเครือขาย ทุกภาคสวนรวมวางพุมดอกไม โดย นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนผูนำผูบริหารสำนักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ๖


ในเวลา ๐๙.๐๐ น. ที่หองประชุมราชสีห ชั้น ๒ อาคารศาลาวาการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานในพิธีสงฆเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี อดีตเสนาบดี อดีตรัฐมนตรี อดีต ผูบริหารระดับสูง และอดีตขาราชการกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ ๑๓๒ ป ๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยไดรับเมตตาจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ ผูชวยเจาอาวาสวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จ พระสังฆราช พรอมดวยคณะสงฆจากวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ประกอบพิธีเจริญ พระพุทธมนต ขาราชการชั้นผูใหญถวายไทยธรรม ภัตตาหาร และกรวดน้ำอุทิศสวนกุศล เปนอันเสร็จพิธี ๗


นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาววา “วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ เปนวันที่ระลึก คลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวง มหาดไทย ไดจัดกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี ซึ่งกิจกรรมประกอบดวยพิธีวาง พุมดอกไมถวายสักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ศาลพระไชยมงคล และศาลพระกาฬไชยศรี บริเวณหนาศาลาวาการ กระทรวงมหาดไทย อันเปนประเพณีปฏิบัติสืบทอด กันมาเพื่อตอกย้ำและกระตุนปลุกเราใหชาวกระทรวง มหาดไทย ทั้งขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ เจาหนาที่ทุกระดับ ไดยึดถือในจิตวิญญาณของความ เปนคนมหาดไทย ดวยการนอมนำพระปณิธานแหง ๒กระทรวงมหาดไทย. (๒๕๖๖). กระทรวงมหาดไทย จัดงานวันที่ระลึกคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ ๑๓๒ ป ๑ เมษายน ๒๕๖๗ รวมนอมรำลึกและสืบสานปณิธานแหงองคปฐมเสนาบดี มุงมั่นทำคุณประโยชนสูงสุดแดประชาชนและประเทศชาติ. สืบคนเมื่อ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.facebook.com/prmoithailand/?locale=th_TH องคสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี “บำบัดทุกข บำรุงสุข” มาเปน เครื่องยึดเหนี่ยว และขับเคลื่อนภารกิจเพื่อประชาชน รวมทั้ง พระโอวาท “เจาคุณ อำนาจอยูที่ราษฎร เชื่อถือ ไมใชอยูที่พระแสงราชศัสตรา จะไปอยูที่ไหน ก็ตาม ถาเจาคุณทำใหราษฎรเชื่อถือ ดวยความศรัทธา แลว ไมมีใครถอดเจาคุณได แมในหลวง เพราะทาน ก็ทรงปรารถนาใหราษฎร อยูเย็นเปนสุขเชนเดียวกัน” อันเปนคติธรรมในการทำงานเพื่อใหขาราชการ ของกระทรวงมหาดไทยทุกคนไดยึดถือประโยชนสุข ของประชาชนเปนที่ตั้ง มุงมั่นขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อสรางศรัทธา สรางความเชื่อมั่น และความรวมมือ ของภาคีเครือขาย และประชาชน นำพาประเทศชาติ สูความเจริญรุงเรืองอยางยั่งยืนสืบไป”๒ ๘


รายงาน พ�เศษ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล พ�ธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร� เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ เลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผูชวย เจาอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เปนประธานฝายสงฆ และนายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนประธานฝายฆราวาส ในพิธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลาย วันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมี นายชำนาญวิทย เตรัตน นายโชตินรินทร เกิดสม นายเชษฐา โมสิกรัตน นายราชันย ซุนหั้ว รองปลัด กระทรวงมหาดไทย นายพรพจน เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศรัตน ภิรมยรัตน อธิบดีกรมโยธาธิการและ ผังเมือง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนา ชุมชน นายไชยวัฒน จุนถิระพงศ อธิบดีกรมปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย หัวหนาหนวยงานรัฐวิสาหกิจ ขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน รวมพิธี ๙


โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย นำผูเขารวมพิธีวางพุมดอกไม และจุดธูปเทียน เครื่องทองนอยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และเปด กรวยกระทงดอกไมธูปเทียนแพถวายราชสักการะ เบื้องหนาพระฉายาลักษณพรอมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ภายในพระอุโบสถ เจาหนาที่อาราธนาศีล พระสงฆใหศีล เสร็จแลว กลาวคำถวายผาปาและถวายผาปา สมเด็จพระมหาวีรวงศ ผูชวยเจาอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พิจารณาผาปา รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวยผูบริหาร ระดับสูงถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร เปนอันเสร็จพิธี ๑๐


การนี้ เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาว สัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปวา ขออนุโมทนา กระทรวงมหาดไทย ในการนอมนำพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขับเคลื่อน โครงการทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็ก ในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อันเปนการชวยกันพัฒนาเด็ก ชวยครอบครัวของเด็กใหเขาสามารถพัฒนาบุตรหลาน ใหมีความรู มีการศึกษา และพัฒนาดานคุณธรรม จริยธรรม โครงการนี้เปนโครงการที่นาสรรเสริญและ ตองชวยกันอยางจริงจัง ถึงแมจะไดมากบาง นอยบาง ไมสำคัญ อยูที่เจตนาของเราทุกคนที่ตองการพัฒนา บุคลากรประเทศชาติของเราใหเจริญ ใหมีความรู ในการดำรงชีวิตตอไปได ใหไดรับการศึกษาอยางทั่วถึง และเราตองไมลืมวา เมื่อใหการศึกษาเขาแลว ตองเนน หนักเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ใหเขามีความรักชาติ มีความชื่นใจหรือภูมิใจในความเปนคนไทย ทั้งการศึกษา ประวัติศาสตร ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา ใหเขา ไดรูจักอยางแทจริงดวย เพื่อจะไดเปนตัวอยางที่ดี ของสังคมในโอกาสตอไป “เราพูดกันวาไมแกดัดยาก ตอนนี้เรากำลังพัฒนา คนรุนใหมเปนไมออนที่ตองดัดงาย ทั้งดานทุนทรัพย บุคลากรตาง ๆ ใหเขาไดรับการศึกษา ไดรับการพัฒนา ชวยสงเสริมทั้งดานวิชาการ ดานที่เขาประกอบอาชีพ ใหเปนอยูได แตตองอยาลืมพัฒนาเขาใหเปนคนที่รักชาติ มีวัฒนธรรม มีศาสนา และมีหลักธรรมประจำใจ เพื่อมีแนวทางในการดำรงชีวิตดวย อยาปลอยใหมี ความรูอยางเดียวแตใชความรูไมถูกตอง ไมเปนไป ตามหลักศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรมที่ดี จะเปน การสรางความรูไปประพฤติสิ่งไมดีได ตองมีคุณธรรม เปนเครื่องกำกับ ตองมีความรูคูกับจริยา ความประพฤติ” เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาวเพิ่มเติม เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาวในชวง ทายวา ขออนุโมทนาปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน ที่จัดการทอดผาปาเปนไปตาม พระราชประสงคของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการนี้จะเปนโครงการที่ดีที่ชวยกันสรางบุคลากร ของประเทศชาติใหเปนบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม เปนบุคลากรที่พึงประสงคของประเทศชาติ เพราะ ประเทศชาติจะเจริญไดตองมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ปลูกฝงใหเขามีความรู ความรักชาติ ความมั่นคงในหลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนา นำไป ประพฤติปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในโอกาสตอ ๆ ไป ๑๑


นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาววา กระทรวงมหาดไทยไดนอมนำพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วา การพัฒนาเด็กนั้น เด็กตองไดรับการพัฒนาในทุกดาน ทั้งดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ และสังคม พรอมพัฒนา คุณภาพชีวิต สงเสริมการเรียนรูใหลูกหลานหมั่นศึกษา เรียนรูทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสรางพัฒนาศักยภาพ ของเด็ก ผูเปนอนาคตของชาติไดเปนอยางดี โดย ในวันนี้ กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ไดจัดกิจกรรมทอดผาปาเพื่อหารายไดสมทบกองทุนฯ ทั้งในสวนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร แหงนี้ และในสวนภูมิภาคทั้ง ๗๖ จังหวัด มีวัตถุประสงคเพื่อจัดหารายไดสมทบกองทุนพัฒนา เด็กชนบท ในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และนำไปชวยเหลือสนับสนุน กิจกรรมในการพัฒนาเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจน และดอยโอกาสในชนบท สงเสริมใหภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชนทั่วไป รวมพัฒนาเด็กชนบท อันเปนสวนที่สำคัญในการพัฒนาชุมชน พัฒนา ประเทศชาติอยางยั่งยืนตอไป “ทั้งนี้ หากพี่นองประชาชนมีความประสงคจะ รวมสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมไดที่เว็บไซตกรมการ พัฒนาชุมชน www.cdd.go.th หรือโอนเงินเขาบัญชี กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนยราชการ เฉลิมพระเกียรติฯ บัญชีเลขที่ ๙๕๕-๐-๐๒๘๕๖-๙ โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหยอนภาษีไดตลอดทั้งป เพื่อรวมกันแบงปนสรางลูกหลานไทยที่ดอยโอกาส ใหมีอนาคตที่ดีรวมกัน” ๑๒


รายงาน พ�เศษ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล วันขาราชการพลเร�อน โดยในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ กระทรวงมหาดไทย ไดจัดพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติใหแก ขาราชการพลเรือนดีเดน ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธาน พรอมทั้งนายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการ ปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง ผูบริหารระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทย และหัวหนาหนวยงาน รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย เขารวมพิธี เทศาภิบาลฉบับเดือนนี้จะพาทุกทานไปทำความรูจัก กับขาราชการกรมการปกครอง นายธนศักดิ์ สุขรัตนไชยกุล ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการ และแผนงาน และนายโรจธรณ เกตุแกว หัวหนากลุม งานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สวนการ สอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ ที่ไดรับรางวัลขาราชการพลเรือนดีเดน ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๖ กันคะ... ๑สำนักงาน ก.พ.. (๒๕๖๗). ๑ เมษายน “วันขาราชการพลเรือน”. สืบคนเมื่อ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.ocsc.go.th/blog/2022/03/1-เมษายน-วันขาราชการพลเรือน#gsc.tab=0 แหลงที่มา ๑ เมษายน ของทุกป เปน“วันขาราชการพลเรือน” จัดขึ้นเพื่อยกยองเชิดชูเกียรติ และเผยแพรเกียรติคุณ ของขาราชการพลเรือนดีเดน รวมกิจกรรม เผยแพรผลงาน ของขาราชการและสวนราชการ และสรางความเขาใจอันดีแกประชาชน ตอบทบาทหนาที่ของขาราชการ และเจาหนาที่ของรัฐ อีกทั้งเพื่อนอมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ ซึ่งเปนผูทรงวางรากฐานระเบียบขาราชการ พลเรือนไทยสมัยใหมขึ้นมา๑ ๑๓


นายธนศักดิ์ สุขรัตนไชยกุล ประวัติการทำงาน เริ่มรับราชการ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ • พ.ศ. ๒๕๕๕ ปลัดอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ • พ.ศ. ๒๕๕๗ ปลัดอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม • พ.ศ. ๒๕๕๘ เลขานุการรองอธิบดีกรมการปกครอง • พ.ศ. ๒๕๕๘ เลขานุการผูวาราชการจังหวัดเพชรบุรี • พ.ศ. ๒๕๕๙ ปลัดอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี • พ.ศ. ๒๕๖๑ ผูชวยจาจังหวัดอุทัยธานี • พ.ศ. ๒๕๖๒ นักวิเคราะหนโยบายและแผน สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน • พ.ศ. ๒๕๖๕ ปลัดอำเภอหัวหนากลุมงานบริหารงานปกครอง อำเภอไชโย จังหวัดอางทอง • พ.ศ. ๒๕๖๖ - ปจจุบัน ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน หลักคิด / แนวคิดในการปฏิบัติราชการ นับแตวันที่ขาพเจากาวเขาสูการเปนขาราชการ ของกรมการปกครอง ขาพเจายึดมั่นในหลักการ ครองตนเพื่อผลประโยชนอันเกิดแกประชาชน องคกร และประเทศชาติเปนสำคัญ มุงมั่นตั้งใจ ทำงานของตนเองใหดีที่สุด มิไดหวังผลในการกระทำใด ๆ ดั่งคำที่วา “ทำงานไปเถอะ แมเจานายไมเห็น ลูกนองก็ตองเห็น แมลูกนองไมเห็น เพื่อนรวมงาน ก็เห็น แมเพื่อนรวมงานไมเห็น เทวดาก็ตองเห็น แมเทวดาไมเห็น สุดทายตัวเราเองนี่แหละที่เห็น” พรอมทั้งหมั่นระลึกถึงความรูสึกวันแรกที่รับราชการ ในตำแหนงปลัดอำเภอที่จะเปนทั้งคนเกงและคนดี เพราะในปจจุบัน “คนเกงหางาย คนดีหายาก คนเกงและดีหายากที่สุด” นอกจากนี้ การเปน ปลัดอำเภอถือเปนขาราชการที่ไดทำงานใกลชิด กับประชาชน คอยดูแลประชาชนดั่งปณิธานของ กระทรวงมหาดไทย “บำบัดทุกข บำรุงสุข” โดยขาพเจาไดยึดถือคำสอนของสมเด็จพระอริยวงศา คตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่วา “คนที่เกิดมามีแตคนชวยเหลือ ถือวาเปน คนมีบุญ แตคนที่เกิดมาแลวไดชวยเหลือคนอื่น เปนคนที่มีบุญมากกวา” นอกจากนี้ ขาพเจาไดยึดถือหลักสำคัญ ๓ ประการ เพื่อการครองคน ไดแก ๑) การใสใจ กับเรื่องสำคัญ และไมมองขามเรื่องเล็กนอย ๒) การเฉลี่ยเกียรติ และ ๓) ลมหัวจมทาย รวมทั้งมีหลักการครองงานใหประสบความสำเร็จ ดวยหลัก “๕ ใจ” ไดแก มีใจ ใสใจ ตั้งใจ จริงใจ และ ใจอาสา ปจจุบันดำรงตำแหนง ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง การศึกษา - ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร - ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร (NIDA) การฝกอบรม - หลักสูตรปลัดอำเภอรุนที่ ๒๐๐ - หลักสูตร DOPA YOUNG TALENT รุนที่ ๘ - หลักสูตรผูบังคับกองรอย กองอาสารักษาดินแดน รุนที่ ๕๗ - หลักสูตรนายอำเภอ รุนที่ ๘๒ ๑๔


ผลงานดีเดนที่เปนประโยชนตอสังคม ในป ๒๕๖๗ ขาพเจาไดขับเคลื่อนโครงการ สำคัญของกรมการปกครอง ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ หรือเรียกกันวา “Flagship กรมการ ปกครอง” โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน กรมการปกครองใหเกิดผลอยางเปนรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ภายใตวัฒนธรรมการทำงานแบบ “ทันโลก ทันสมัย ทันทวงที” ซึ่งอธิบดีกรมการปกครอง ไดเนนย้ำใหฝายปกครองใชเปนกลไกในการขับเคลื่อน นโยบายทั้ง ๑๐ ดาน ในระดับพื้นที่ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ภายในโครงการสำคัญของกรมการปกครองฯ ดังกลาว ไดเล็งเห็นถึงความสำคัญของนายอำเภอ โดยสงเสริมบทบาทของนายอำเภอในฐานะ Area Manager นำนโยบายของรัฐบาลและ กระทรวงมหาดไทยสูการปฏิบัติในพื้นที่ เปนผูนำ สรางการมีสวนรวมของประชาชน ชี้เปาและสะทอน ปญหาความตองการเชื่อมโยงสูการพัฒนาพื้นที่ ในทุกระดับ เปนผูนำการเปลี่ยนแปลง Change for Good และเปนผูนำการบูรณาการความรวมมือ จาก ๗ ภาคีเครือขาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนใหอุดมสมบูรณพูนสุขอยางยั่งยืน นอกจากนี้ เปนการสงเสริมใหนายอำเภอ เปนผูผสานรอยตอหรืออุดชองวางระหวางหนวยงาน กับความตองการในพื้นที่ โดยการเขาไปชวยเหลือ ประชาชน ไมใหตองเสียโอกาสในการพัฒนา อีกตอไป การดำเนินงานดังกลาวขางตน เกิดจาก ความมุงมั่นในการปรับเปลี่ยนกรมการปกครอง ไปสูองคกรที่มีสมรรถนะสูง สามารถตอบสนอง ความตองการของประชาชนตามคานิยม “บำบัดทุกข บำรุงสุข” อยางแทจริง ใหสมกับการเปน นักปกครองที่ประชาชนใหความไววางใจเสมอมา ซึ่งสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและ แผนงาน ไดขับเคลื่อนมาโดยตลอดตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๖๓ (10 Flagships for DOPA Excellence 2020) ป พ.ศ. ๒๕๖๔ (10 Flagships to DOPA New Normal 2021) ป พ.ศ. ๒๕๖๕ (10 Flagships to DOPA All Smart 2022) จนกระทั่งมาในป ปจจุบันยังคงขับเคลื่อนอยางตอเนื่อง และจะ ขับเคลื่อนตอไปในอนาคต ซึ่งทายที่สุดผลประโยชน ก็จะตกไปอยูกับประชาชนในรูปแบบของความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกมิติ เพราะหนาที่ ของฝายปกครอง คือ “การปกปอง คุมครอง และครองใจ” พี่นองประชาชน ๑๕


นายโรจธรณ เกตุแกว ประวัติการทำงาน • พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐ ปลัดอำเภอ (เจาพนักงานปกครองปฏิบัติการ) รุนที่ ๑ ป ๒๕๕๘ ปฏิบัติหนาที่ ณ ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองนครสวรรค • พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๕ หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (เจาพนักงานปกครองชำนาญการ) • พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๖๖ ฝายชวยอำนวยการ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง • ๘ ม.ค. - ๓๑ มี.ค. ๒๕๖๗ หัวหนากลุมงานพัฒนาระบบการสอบสวนคดีอาญา • ๑ เม.ย. ๒๕๖๗ - ปจจุบัน หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หลักคิด / แนวคิดในการปฏิบัติราชการ พระมงคลทีปาจารย (ทานเจาคุณจำรัส) อดีตเจาอาวาส วัดแจง/เจาคณะอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎรธานี ทานไดเมตตาสอนกระผม วา “ใหทำความดี ใหมาก ๆ ถือศีล ๕ เปนนิตยประสิทธิแล” ดังนั้น ในตลอดระยะเวลาที่ผานมา ของการรับราชการ ขาพเจาจึงเชื่อมั่นในการทำคุณความดี ใหเปนกุศลกรรมนำพาชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร โดยยึดหลัก สำคัญ คือ ศีล ๕ และตั้งมั่นดวยหิริโอตัปปะ เกรงกลัวตอบาป ทุกประการ ขาฯ จึงพยามครองตนไมใหเบียดเบียนหรือทำผิด แกผูใด แมแตกรมการปกครองที่ใหโอกาสขาฯ ไดทำประโยชน เพื่อประชาชนนี้ ก็ขอยืนยันวาไมเคยคิดที่จะเบียดเบียน แมแตนอย ปจจุบันดำรงตำแหนง หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา สังกัด สวนการสอบสวนคดีอาญา สำนัก การสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง การศึกษา - นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง การฝกอบรม - เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแหง เนติบัณฑิตยสภา รุนที่ ๖๔ - หลักสูตรวิชาวาความ จากสำนักฝกอบรมวิชาวาความ แหงสภาทนายความ รุนที่ ๓๗ - การฝกอบรมหลักสูตรสืบสวนสอบสวนพนักงานฝายปกครอง รุนที่ ๔๕ - การอบรมขยายผลโครงการจิตอาสา ๙๐๔ - การฝกอบรมตามโครงการเสริมสรางสมรรถนะขาราชการผูมีศักยภาพสูง ของกรมการปกครอง รุนที่ ๘ ๑๖


ผลงานดีเดนที่เปนประโยชนตอสังคม ๑. การใหความชวยเหลือพนักงานฝาย ปกครองที่ตองหาคดีอาญาอันเนื่องมาจากการ ปฏิบัติหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย การวางแนวทางใหความชวยเหลือตามหนังสือ กรมการปกครอง ดวนที่สุด ที่ มท ๐๓๐๗.๑/ว ๑๔๐๗๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โดยมีหลักการ สำคัญ คือ (๑) เปนกรณีที่พนักงานฝายปกครอง ตกเปนผูตองหาในคดีอาญา อันเนื่องมาจาก การปฏิบัติหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย (๒) ผูที่เดือดรอนตองไดรับคำแนะนำจากที่ปรึกษา ทางกฎหมายอยางรวดเร็ว และ (๓) สามารถ ขอออกหนังสือรับรองการประกันตัวได ตามระเบียบ กระทรวงการคลังฯ ๒. การพัฒนาการถายทอดองคความรู การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหนาที่ ของพนักงานฝายปกครองในดานตาง ๆ เชน การพัฒนาหลักสูตรสืบสวนสอบสวน พนักงานฝายปกครองใหทันสมัย การสงเสริม การเรียนรูผานระบบอิเล็กทรอนิกส (E-Learning) การฝกอบรมภาคปฏิบัติ (Learning by doing) และการดำเนินการตามเกณฑมาตรฐานฯ รวมทั้ง การจัดทำคูมือ การจัดทำรางกฎหมาย และการให ความเห็นทางกฎหมายในสวนที่เกี่ยวของกับ กรมการปกครอง ผลสัมฤทธิ์ สามารถบรรเทาความเดือดรอน และสรางความเปนธรรมใหแกพนักงานฝายปกครอง ไดทั่วประเทศ เปนการประหยัดงบประมาณของ สวนราชการและสรางความตระหนักใหพนักงาน ฝายปกครองตองมีความรอบคอบในการปฏิบัติหนาที่ ตามกฎหมายอยางเครงครัด รวมทั้งสามารถ ถายทอดองคความรูและสรางความมั่นใจใหกับ พนักงานฝายปกครอง ไดเขาใจถึงบทบาทและ อำนาจหนาที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา และการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาใหกับ ประชาชน ไดอยางถูกตองและมีประสิทธิภาพ ตามระเบียบกฎหมายตอไป ๑๗


เฉลิม พระเกียรติ วรรณเฉลิม โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพ�ธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จครองราชยที่เมืองพิษณุโลก ทรงเห็นวาจังหวัด พิจิตรเปนพื้นที่ลุมอุดมสมบูรณเหมาะแกการทำ การเกษตร แตเดิมเมืองพิจิตร ถูกเรียกวา เมืองสระหลวง เมืองโอฆะบุรี เมืองชัยบวร และเมืองปากยม เปนที่ราบลุม ตั้งอยูทางตอนใตของภาคเหนือ โดยมีลำน้ำยม และ ลำน้ำนานไหลผาน ดินมีลักษณะเปนดินตะกอน เมื่อพูดถึงจังหวัดพิจิตร สวนใหญจะนึกถึง เมืองชาละวัน กับ ไกรทอง เปนตำนานพื้นบาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงพระราชนิพนธเปนบทละครสำหรับละครนอก กลาวถึงจระเขยักษ ที่ออกทำรายชาวบาน จนในที่สุด ถูกปราบโดย ไกรทอง บึงสีไฟ เปนบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ เปนสถานที่ทองเที่ยวทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ ของจังหวัดพิจิตร ความอุดมสมบูรณของบึงสีไฟในอดีต มีหลักฐานจากสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งจังหวัด พิจิตรเปนพื้นที่ลุมเต็มไปดวยหวย หนอง คลอง บึงตาง ๆ โดยเฉพาะบึงสีไฟที่มีน้ำขังตลอดทั้งป จึงทรงเรียก เมืองพิจิตรวา “โอฆะบุรี”ครอบคลุมพื้นที่ ๕ ตำบล ไดแก ตำบลในเมือง ตำบลทาหลวง ตำบลเมืองเกา ตำบลโรงชาง และตำบลคลองคะเชนทร มีเนื้อที่ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ไร เปนสถานที่พักผอนหยอนใจ และเปนจุดชมพระอาทิตยตกที่งดงามมาก เมื่อไดเห็น ภาพพระอาทิตยตกกลางบึง เปนภาพที่งดงามอันซีน ของจังหวัดพิจิตร บึงสีไฟนอกจากจะเปนแหลงน้ำธรรมชาติ คูเมืองชาละวันแลว ยังเปนแหลงเศรษฐกิจและแหลง รายไดจากการทำประมง ทำสวนบัว และการคาขาย ๑๘


ในป พ.ศ. ๒๕๕๖ บึงสีไฟประสบปญหาภาวะ ภัยแลงอยางหนัก ฝนทิ้งชวงเปนเวลานานทำใหน้ำ ในบึงแหงขอด และในป พ.ศ. ๒๕๕๙ เกิดไฟไหมบริเวณ เกาะกลางบึงสีไฟ เนื่องจากวัชพืชแหงทับถมกัน เปนเวลานาน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จ พระนางเจา พระบรมราชินี ทรงมีพระบรมราโชบาย ในการพัฒนาแมน้ำลำคลองและแหลงน้ำในพื้นที่ ที่ประชาชนไดรับความเดือดรอน บึงสีไฟไดรับการพัฒนา ประสานความรวมมือกับหนวยงานภาครัฐและเอกชน มีการบริหารจัดการน้ำ ดิน และปรับปรุงภูมิทัศน มีการขุดลอกบึงสีไฟ ใหสามารถรับน้ำไดมากขึ้น ในชวงหนาแลงบึงสีไฟไดรับการผันน้ำจากระบบ ชลประทาน ผานคลองชลประทาน โดยอาศัยน้ำจาก ทางเหนือที่ไหลมาจากเขื่อนนเรศวร ปรับปรุงภูมิทัศน ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร พิจิตร และ สภาพแวดลอมโดยรอบบึงสีไฟ ขยายพันธุบัวหลากหลาย สายพันธุ ใหเปนแหลงเช็คอิน รวมถึงมีการนำดินที่ได จากการขุดลอก มาทำเปนทางจักรยาน ทางเดิน และ ลูวิ่ง เพื่อใหชาวจังหวัดพิจิตร มีสถานที่ในการผักผอน ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมตาง ๆ จนกลายเปน แหลงทองเที่ยวที่เปนแลนดมารคของจังหวัดพิจิตร ภายในบึงสีไฟมีรูปปนจระเขใหญที่สุดในโลก ซึ่งไดมี การบันทึกในกินเนสสบุก (Guinness Book of World Records) มีความยาวประมาณ ๓๘ เมตร สูงประมาณ ๕ เมตร และกวาง ๖ เมตร เปนเอกลักษณโดดเดน ของเมืองชาละวัน นอกจากรูปปนจระเขแลว ภายใน บึงสีไฟมีบอจระเขหลากหลายสายพันธุ อีกทั้งยังมี อาคารแสดงพันธุปลาเฉลิมพระเกียรติ เปนตูแสดง พันธุปลามากกวา ๒๐ ชนิด และมีการสับเปลี่ยนชนิด ของปลาเปนประจำ โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องใน โอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ไดพลิกโฉมจากบึงที่เคย เสื่อมโทรม กลายเปนบึงน้ำอันสวยงาม สามารถกักเก็บน้ำ ได ๑๒.๖๔ ลานลูกบาศกเมตร เมื่อเกิดภัยแลง หรือ ฝนทิ้งชวง บึงสีไฟสามารถชวยบรรเทาความเดือดรอน ของประชาชนไดมีน้ำไวสำหรับการอุปโภค บริโภค มีการปรับปรุงภูมิทัศนและสภาพแวดลอมโดยรอบ บึงสีไฟ โดยแบงเปน ๒ สวน คือในสวนของหาดทราย โดยนำทรายมาถมและปลูกมะพราว เสมือนนักทองเที่ยว มาพักผอนชายทะเล สวนที่ ๒ จะเปนสนามหญาสีเขียว ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร กลายเปนสถานที่พักผอน ทำกิจกรรมของชาวจังหวัดพิจิตร บึงสีไฟมีไฮไลทแหงใหม ใตพระบารมี คือสนามจักรยาน “สราญจิตมงคลสุข” ๑๙


ทั้งนี้จังหวัดพิจิตร มีความตั้งใจที่จะพัฒนาบึงสีไฟ ใหเปนจุดทองเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อดึงดูด นักทองเที่ยวใหเขามาทองเที่ยว ชมความสวยงามของ บึงสีไฟ ชมพระอาทิตยตกดิน และยังเปนการสราง คุณภาพชีวิตใหกับประชาชนในพื้นที่ไดมีสถานที่พักผอน หยอนใจ มีสถานที่จัดกิจกรรม แขงกีฬา ซึ่งแตเดิม จังหวัดพิจิตรไมคอยไดรับความสนใจจากนักทองเที่ยว เนื่องจากไมมีจุดทองเที่ยวที่นาสนใจ เปนพื้นที่ปด ไมไดมีการประชาสัมพันธทำใหพื้นที่ไมไดถูกพัฒนา เปนแหลงทองเที่ยว อยางไรก็ตามจังหวัดพิจิตร มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาบึงสีไฟ โดยรวมมือกับภาคี เครือขาย รวมทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อทำใหเกิด การกระตุนเศรษฐกิจฐานราก สรางงาน สรางรายได สรางอาชีพ ใหกับประชาชนในพื้นที่ เปนการเสริมสราง คุณภาพชีวิตที่ดีอยางยั่งยืน มีความหมายวา สนามจักรยานเปนสถานที่ทำให ใจสำราญเปนมงคลและสุขสบาย เปนเลนปนจักรยาน รอบบึงระยะทาง ๑๐.๒๘ กิโลเมตร และสนามจักรยาน ประเภทตาง ๆ ไดแก สนามจักรยาน BMW ความยาว ๓๕๖ เมตร สนามขาไถ (Balance Bike) เปนสนามเด็กเลน เพื่อใหเด็ก ๆ ใชออกกำลังกายดวยการนำขาไปไถกับพื้น ซึ่งจะทำใหเด็กรูจักพัฒนาการเคลื่อนไหวรางกายผาน การบังคับใชกลามเนื้อสวนตาง ๆ ไดอยางเต็มท่ี มีความยาว ๑๒๐ เมตร สนามปมแทรค (Pump Track) เปนสนามที่รองรับกีฬาไดหลากหลายชนิด เชน จักรยาน และสเก็ตบอรด ความยาว ๓๕๐ เมตร และ สนามเด็กเลนสรางปญญา ใหเด็ก ๆ ไดมีพื้นที่ในการ มาพักผอน ออกกำลังกาย พื้นผิวสนามใชวัสดุตาม มาตรฐานระดับนานาชาติของสหพันธจักรยานสากล ยกระดับจังหวัดพิจิตรใหเปนเมืองกีฬา (Sport City) ๒๐


“วุฒิสภา” นับเปนหนึ่งในประเด็นรอน ทีป่ ระชาชนจับตามอง ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไดกำหนดใหประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข โดยใหรัฐสภา ประกอบดวย สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน และ สมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งใน บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดใหมี วุฒิสภาขึ้นในวาระเริ่มแรก จำนวน ๒๕๐ คน เริ่มปฏิบัติหนาที่ตั้งแตวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และจะครบวาระการดำรงตำแหนงในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จึงนำไปสูการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม ในป ๒๕๖๗ “วุฒิสภา” เปนองคกรฝายนิติบัญญัติที่มี บทบาทสำคัญในการวางรากฐานและผลักดันการปฏิรูป ประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในดาน การกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการ แผนดิน การใหความเห็นชอบในภารกิจสำคัญของ ประเทศ และงานดานอื่น ๆ ที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ตลอดระยะเวลาแหงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย วุฒิสภาไทยในประวัติศาสตรมีวิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงที่มาอยูหลายครั้งจากการเลือกตั้ง ทางออม แตงตั้ง เลือกตั้งทางตรง เลือกตั้งผสมสรรหา จนกลับมาสูการแตงตั้งอีกครั้งในบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ การเลือก สว. ชุดใหมในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ดวย วิธีการ “คัดเลือกกันเอง” นับวาเปนทางเลือกใหม ที่แปลกใหม สิ่งเหลานี้สะทอนนัยทางการเมืองอะไร ในแตละหวงเวลา และสงผลตอบทบาทหนาที่วุฒิสภา ที่มีตอการเมืองไทยอยางไร กองบรรณาธิการนิตยสาร เทศาภิบาลไดรับเกียรติและเขาพบเพื่อสัมภาษณพิเศษ นายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ถึงจุดเริ่มตนที่มาวุฒิสภาในระบบการเมืองการปกครอง ของไทย และที่มาของวุฒิสภาชุดใหมนี้วา ประชาชน จะเขามามีสวนรวมไดโดยตรง กลไกในลักษณะนี้ จะทำใหสมาชิกวุฒิสภาปลอดจากการครอบงำ ของพรรคการเมืองไดอยางไร “ยอนรอยที่มาวุฒิสภาไทย กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย” นายตนพงศ ตั�งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา สัมภาษณ พ�เศษ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล ๒๑


❖ ขอใหทานรองฯ ชวยอธิบายจุดเริ่มตนและ วิวัฒนาการของ “วุฒิสภา” ในระบบการเมือง การปกครองของไทย วามีความเปนมาอยางไรบางครับ กอนอื่นก็ตองขอบคุณกรมการปกครอง ที่กรุณา ใหโอกาสผมในฐานะตัวแทนสำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภา ในมิติเชิงประวัติศาสตรภายหลังเปลี่ยนแปลง การปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ กอนที่จะมีวุฒิสภา นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดใหมีสภาผูแทนราษฎร ซึ่งเปน ลักษณะของ “สภาเดียว” โดยมีสมาชิก ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและลับ ประเภทที่ ๒ มาจากการแตงตั้ง ซึ่งการแตงตั้งสมาชิก ประเภทที่ ๒ นั้น ก็เพื่อใหเปนพี่เลี้ยงคอยชวยเหลือ งานของสมาชิกประเภทที่ ๑ แตไมไดอยูในชื่อของ วุฒิสภา ตอมา วุฒิสภาก็ปรากฏตัวขึ้นอยางเปนทางการ ครั้งแรกในชื่อ “พฤฒสภา” ซึ่งหมายถึงสภาสูงหรือ สภาอาวุโส ตามรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๔๘๙ ซึ่งจะเห็น ไดวามีหวงเวลาหางพอสมควร ถาดูจากเจตนารมณ ผูรางรัฐธรรมนูญจะพบวาเนื่องจากชวงแรกเริ่มมีการใช รัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้น ยังมีราษฎรอีกจำนวนมากที่ยัง ไมไดรับการศึกษาเพียงพอที่จะจัดการปกครองปองกัน ผลประโยชนของตนเองไดบริบูรณ ถาปลอยใหราษฎร เลือกผูแทนโดยลำพัง ผลรายก็จะตกอยูแกราษฎร ถาราษฎรไดมีการศึกษาเพียงพอแลว ก็ใหลดจำนวน สมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งตอมาอาจกลาวไดวา สมาชิก ประเภทที่ ๒ ไดพัฒนาไปเปน “พฤฒสภา” ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ นั่นเอง โดยกำหนดใหมาจากการเลือกตั้ง ทางออม ตอมารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐ ระบบรัฐสภา ยังคงเดิม กลาวคือ มีสภาผูแทนราษฎรสภาหนึ่ง และสภาที่สอง คอยกลั่นกรองงานอีกสภาหนึ่ง แตใช ชื่อวา “วุฒิสภา” ประกอบดวยสมาชิกที่ พระมหากษัตริย ทรงเลือกตั้งมีจำนวนเทากับจำนวนสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร ดังนั้น ถากลาวถึงปฐมบทจุดเริ่มตนและ พัฒนาการของวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญก็ถือวาเริ่มตน ตั้งแตป ๒๔๘๙ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อเปนวุฒิสภา ในป ๒๔๙๐ และใชชื่อ “วุฒิสภา” มาจนถึงปจจุบัน ❖ เมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไดกำหนดบทบาทของ “พฤฒสภา” ไวอยางไรบางครับ สภาคูเริ่มนำมาใชเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ ป ๒๔๘๙ ที่กำหนดใหรัฐสภา ประกอบดวย พฤฒสภา และ สภาผูแทนราษฎร ตอมารัฐธรรมนูญป ๒๔๙๐ ไดเปลี่ยนชื่อ “พฤฒสภา” มาเปน “วุฒิสภา” จนถึง ปจจุบัน โดย พฤฒสภา มีวิธีการที่ไดมาแตกตางจาก สมาชิกสภาผูแทนราษฎร โดยพฤฒสภาจะเปนการ เลือกตั้งโดยออมแตกระทำโดยลับ หมายความวา ในกฎหมายวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกพฤฒสภา ในขณะนั้น ใหจัดการเลือกตั้งโดยองคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา แลวถามวา องคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภามา จากไหน ก็มีการกำหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในขณะนั้นทำหนาที่องคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ในชวงเวลาแรก ที่นาสนใจ คือ ประการที่หนึ่ง ก็คือวา รัฐธรรมนูญออกแบบใหสมาชิกพฤฒสภามีคุณสมบัติ ที่สูงกวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งคุณวุฒิ และ วัยวุฒิ กลาวคือ ตองมีอายุไมต่ำกวา ๔๐ ปบริบูรณ มีคุณวุฒิอยางต่ำปริญญาตรีหรือเทียบเทาไมต่ำกวา ๕ ป เปนตน ประการที่สองก็คือวา สมาชิกพฤฒสภา ในเวลานั้นเปนขาราชการที่มีตำแหนงและเงินเดือนประจำ ไมได และที่นาสนใจ คือ ไดกำหนดคุณวุฒิของสมาชิก พฤฒสภาไวเปนการเฉพาะ ซึ่งในประเด็นนี้รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็ได กำหนดคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาไววาตองจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี เหมือนกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ชวงหนึ่งก็กำหนดใหจบปริญญาตรี แตถาลองยอนไปดู ป ๒๔๘๙ กำหนดกาวหนาไปกวานั้นคือ สมาชิก วุฒิสภาตองจบปริญญาตรีแลว แตตองจบมาแลว อยางนอย ๕ ป ถาเปนขาราชการมาสมัครตองเคยดำรง ตำแหนงไมต่ำกวาหัวหนากองหรือเทียบเทามาแลว นี่คือคุณสมบัติดานวุฒิการศึกษาไวสูง ๒๒


❖ ครั้งแรกที่ “วุฒิสภา” มีบทบาทในทาง การเมืองการปกครองระบบรัฐสภาไทย เกิดขึ้น ในสมัยใดครับ จริง ๆ ขอเท็จจริงทางการเมืองอาจจะมีมุมมอง หลากหลาย แตถาไปดูขอเท็จจริงทางรัฐธรรมนูญ เห็นชัดเจนวา อยางที่ใชคำวาสภาพี่เลี้ยง เราจะนิยมใช กันมาในชวงแรก แตจริง ๆ แลว คำภาษาอังกฤษ ที่มักจะใชก็คือ วุฒิสภา คือ second opinion เปน ความคิดเห็นที่ ๒ ซึ่งเปนหลักนิยมโดยทั่ว ๆ ไปวา หมายความวาถาผมเปนสมาชิกสภา เราพิจารณาไปแลว ผานไปแลวจะมีใครสักทานหนึ่ง องคกรหนึ่งมาชวย พิจารณา มาชวยกลั่นกรองใหเปน second opinion เพื่อใหมันรอบคอบ ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ในขณะนั้น ประเทศไทยเราพึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้น กลไกรัฐสภา สภาผูแทนราษฎร และพฤฒสภา เปนของใหม ตองยอมรับวากอนหนานั้น ประเทศไทย มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ก็มีการ จัดการบริหารราชการแผนดินอยางหนึ่ง แตพอ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาก็มีการเปลี่ยนการบริหารราชการแผนดิน อยางหนึ่ง เชน สมัยกอนไมมีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่มีสภาที่สอง การที่มีความเห็นที่สอง ก็ทำใหการ กลั่นกรองกฎหมายในชวงแรกไดดีขึ้นในยุคสมัยใหม ตอมายี่สิบสามสิบปกอน ถานึกถึงวุฒิสภาเราก็จะนึก ถึงสภาพี่เลี้ยง แตบทบาทของวุฒิสภาเปลี่ยนไปนับ ตั้งแตรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ❖ ยุคเริ่มตนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา มีวิธีการอยางไร และที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในปจจุบันมีวิธีการและรูปแบบเปนอยางไรบางครับ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแลวยี่สิบฉบับ สิบฉบับมีสองสภา ในสิบฉบับที่มีวุฒิสภา คือ มีสภาคู ก็จะแบงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาได ดังนี้ รูปแบบที่ ๑ พฤฒสภาที่ใชวิธีการเลือกตั้ง โดยออมและลับ รูปแบบนี้ดำเนินการในชวงรัฐธรรมนูญ ป ๒๔๘๙ รูปแบบที่ ๒ วุฒิสภาซึ่งพระมหากษัตริยทรง พระกรุณาโปรดเกลาแตงตั้งนับแตรัฐธรรมนูญป ๒๔๙๐ รูปแบบที่ ๓ วุฒิสภานับแตป ๒๔๙๐ ที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาเราจะใชรูปแบบที่พระมหากษัตริยทรง แตงตั้งมาเรื่อย ๆ ตั้งแตป ๒๕๐๐ จนถึงรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๓๔ ไดมีการแกไขและตรารัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกในป ๒๕๔๓ ดวยวิธีการ เลือกตั้งโดยตรงและลับ เหมือนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร แตกตางในประเด็นเขตเลือกตั้ง พอเวลาผานไป ประมาณ ๑๐ ป วุฒิสภาก็มีการเปลี่ยนที่มาอีกครั้งหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งถาดูจากเจตนารมณผูราง พบวา พอใชระบบ เลือกตั้งโดยตรงและลับ สุดทายแลวก็ตองมีความ สัมพันธและกระบวนการทางการเมืองตั้งแตในระดับ พื้นที่ทำนองเดียวกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ซึ่งถาจะใช ระบบเลือกตั้งทั้งประเทศ ก็จะไมไดสมาชิกวุฒิสภา ตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผูรางรัฐธรรมนูญ จึงปรับเปนแบบผสมผสานในรูปแบบที่ ๔ รูปแบบที่ ๔ วุฒิสภารูปแบบผสมระหวาง การเลือกตั้งโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กลาวคือ วุฒิสภา จำนวน ๑๕๐ คน ประเภทแรกมาจากการเลือกตั้ง ในแตละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการ สรรหาเทากับจำนวนรวมขางตนหักดวยสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง สำหรับคณะกรรมการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาก็จะมีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน องคกรอิสระ ตุลาการและผูพิพากษาในศาลปกครอง สูงสุดหรือศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญของศาลดังกลาว เลือกจากตุลาการหรือผูพิพากษาตามระดับและจำนวน ที่กำหนด ปรากฏวา ขออนุญาตใชคำชาวบาน ทำงานไป ไมถึง ๑๐ ป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปลาตางน้ำ หมายความวา สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็มีอุดมการณทาง การเมืองวิธีปฏิบัติมีธรรมเนียมปฏิบัติคลาย ๆ สมาชิก สภาผูแทนราษฎร ในขณะเดียวกันวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาก็มีอุดมการณและวิธีปฏิบัติที่แตกตางกัน ออกไป ดวยเหตุนี้ ชวงทาย ๆ การทำงานของวุฒิสภา ใหประเมินในความเห็นสวนตัวจึงมีขอติดขัด บางประการ สงผลกระทบตอการปฏิบัติภารกิจของ วุฒิสภาในภาพรวมดวย ๒๓


รูปแบบที่ ๕ เปนนวัตกรรมใหม คือ รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะแกปญหา ที่เราคุยกันมาทั้ง ๔ ประการในเบื้องตน ผูรางคงเล็งเห็นวา ถาอยางนั้นกลับหลักคิดไหม เพราะแนวคิดเดิม บอกวุฒิสภาเปนสภาพี่เลี้ยง ซึ่งสภาพี่เลี้ยง พอเปน เลือกตั้งกลับกลายเปนสภาผูแทนราษฎรที่ ๒ อีกทั้ง ยังมีขอครหา เชน สภาผัวเมีย เปนตน แลวก็มีประเด็น เรื่องปลาตางน้ำ โดยผูรางรัฐธรรมนูญก็ปรับใหวุฒิสภา เปนองคกรที่ประสานความคิดจากบุคคลซึ่งมีความรู ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะ หรือ ประโยชนรวมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานดานตาง ๆ ที่หลากหลายของสังคม ใหไดนำความรูประสบการณ โดยตรงของตัวเองมาใชแตตองมีเปาหมายวาเปน โดยไมถูกครอบงำ เปนผูแทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ เพื่อใหการตรากฎหมายในฐานะที่เปนสภากลั่นกรอง ไดพิจารณาแงมุมตาง ๆ จากประชาชน ทั้งยังมีเจตนา สำคัญคือใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรง เห็นไดชัดเจนที่รัฐธรรมนูญกำหนดใหการแบงกลุม เพื่อการคัดเลือกกันเองนั้น จะตองแบงในลักษณะที่ ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู กลุมใดกลุมหนึ่งได ถาเราลองกลับไปดูในรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๔๐ กับ ป ๒๕๕๐ คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็มักจะเคยเปนอดีตสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือจะ มีฐานการเมืองทองถิ่นมากอน ถามวา ในทางการเมือง เราสามารถเดินไปเขารับการเลือกตั้ง สว. ไดไหม คงจะได แตโอกาสที่จะไดรับเลือกตั้งคงยาก ผูราง รัฐธรรมนูญป ๒๕๖๐ จึงพยายามใหประชาชนทั่วไป สามารถลงสมัครเขาคัดเลือกได ในสวนคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภา ถือวากลับ หลักคิดใหมดวย เพราะหากยอนไปรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ กำหนด วาสมาชิกวุฒิสภาตองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครั้งนี้ไมไดกำหนดคุณวุฒิ หมายความวา ถาทานเปน ชาวนา ชาวไร ผูนำชุมชน/กลุมเกษตรกร ไมวาอาชีพใด ถาทานมีความรูความสามารถ ความชำนาญจาก ประสบการณชีวิต ถาเรียน กศน. หรือจะเปนผูสูงวัย ก็ได ก็ถามวาแลวจะทำอยางไรใหทุกคนลงได ก็เลย แบงกลุมการรับสมัครออกเปน ๒๐ กลุม ถาหากลุม อาชีพไมไดก็มาลงกลุมอาชีพอื่น ๆ คือ ทุกคนลงสมัครได ก็อาจจะเรียกไดวาเปนรัฐธรรมนูญที่กำหนดที่มาของ สว. แบบใหมที่ยังไมมีที่ใด เปนการเริ่มนับหนึ่งใหม หลังจากนั้นผูสมัครก็ถูกจัดกลุมเลือกตามเงื่อนไข สวนการสมัครก็เปดกวางทั้งมิติถิ่นที่อยูอาศัย ที่เรียน หรือที่ทำงาน เชน ลงสมัครไดในอำเภอที่เคยเรียน เปนเวลาไมนอยกวา ๒ ป อำเภอที่ทำงาน อำเภอ ที่เราเกิด เขาใจวาเพราะผูรางรัฐธรรมนูญมีเจตนา ใหมีจุดเกาะเกี่ยวกับพื้นที่ นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ในมาตรา ๑๐๗ ยังเขียนไววา สว. เปนผูแทน ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศดวย จะเห็นไดวา สว. ที่มีที่มาในรูปแบบที่ ๕ ที่เกิดขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และกำลังจะดำเนินการใชจริงครั้งแรกในราว เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ จำตองอาศัยบทบาทของ กระทรวงมหาดไทยตั้งแตระดับอำเภอ จังหวัด กรุงเทพมหานคร จนถึงระดับประเทศไดรวมกัน ขับเคลื่อน ทั้งในดานการเปนสถานที่รับสมัคร หรือ สถานที่คัดเลือก ตลอดจนอำนวยการและจัดการ คัดเลือกตั้งแตในระดับอำเภอ ตลอดจนการสราง การรับรูใหประชาชนดวย ๒๔


❖ มีประชาชน นักวิชาการ และอาจารย มหาวิทยาลัยบางทานไดแสดงความคิดเห็นวา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนฉบับที่ประชาชนมีสวนรวมในการไดมา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามากที่สุด ทานรองฯ มีความเห็น กับประเด็นนี้อยางไรบางครับ ถาดูมิติของการมีสวนรวมโดยตรงในบทบาท ของวุฒิสภา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนฉบับที่ประชาชนมีสวนรวม มากที่สุด เพราะสมาชิกวุฒิสภาไดรับการเลือกตั้งจาก ประชาชนทั่วไปโดยตรงและลับ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดรับการชื่นชมวาเปนรัฐธรรมนูญที่สงเสริมใหประชาชน มีสวนรวมมากที่สุด ซึ่งจะสัมพันธกับบทบาทของ วุฒิสภาในเวลานั้น ❖ สมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการเลือกในป ๒๕๖๗ มีความแตกตางจากที่สมาชิกวุฒิสภา ที่แตงตั้งจาก คสช. ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ อยางไรบางครับ ถาจะใหกำหนดหมุดหมาย ในสวนของบทบาท หนาที่ สว. อาจแบงได ๓ ระยะ ระยะตั้งตนตั้งแต พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงกอนรัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ จะมี ความคลาย ๆ กัน ก็คือเปนสภาแหงการกลั่นกรอง กฎหมาย เปนสภาพี่เลี้ยง แลวก็ใหความเห็นชอบ เรื่องสำคัญซึ่งจะตองมีการดำเนินการในรัฐสภาหรือวุฒิสภา พอถึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดจากความมุงหมายการปฏิรูปการเมือง อันเปนผลสืบเนื่องจากเหตุการณพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้นสิ่งที่สถาปนาขึ้นใหมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็คือการนำระบบศาลคูมาใช มีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และยังมีองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นดวย คำถาม ตอมาก็คือวา องคกรไหน องคกรใดจะเปนผูกำกับดูแล หรือสัมพันธเกี่ยวของโดยตรงกับบรรดาองคกรเหลานี้ คำตอบที่ผูรางรัฐธรรมนูญใหไวก็คือสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นตั้งแต พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึง ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ กำหนดใหวุฒิสภาเปนสภากลั่นกรอง สภาพี่เลี้ยง พอรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อำนาจเดิมยังมีอยูแตมีอำนาจหนาที่ใหม เรียกวาสรรหา แตงตั้งบุคคลเขาสูองคกรอิสระ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และตำแหนงตาง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังมีอำนาจพิเศษอีก คืออำนาจในการถอดถอน อำนาจของ สว. ตาม รัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ ก็ยังสืบเนื่องมายังรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๕๐ ยังมีอำนาจสรรหา แตงตั้ง ถอดถอนอยู ๒๕


พอมารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งก็เปนรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงหนาที่และอำนาจของวุฒิสภา ก็กลับไปเปนสภาแหงการกลั่นกรอง ตรวจสอบ แต ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญยกระดับใหสมาชิกวุฒิสภา สามารถกระทำกิจกรรมทางการเมืองบางอยางในสภา ไดเหมือนกันกับสภาผูแทนราษฎร เชน กระทู ก็จะมี กระทูถามสด บางทีทานสมาชิกวุฒิสภาก็มีการตั้งกระทู ถามสดเกี่ยวกับงานในหนาที่ ซึ่งโดยรวม ภารกิจของ สมาชิกวุฒิสภาก็คลาย ๆ กัน อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในบท เฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ กำหนดวาในชวงเปลี่ยนผาน เรียกเปนภาษาอังกฤษวา Transition period ก็อยากจะใหมีความเรียบรอยสามารถนำไปสูเปาหมาย สำคัญ คือ การปฏิรูปประเทศและการดำเนินการ ตามยุทธศาสตรชาติได จึงใหวุฒิสภาชุดเปลี่ยนผานนี้ ทำหนาที่หลายประการ และมีความแตกตางจากสมาชิก วุฒิสภาที่จะมีการเลือกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ คือ ๑. ที่มาของ สว. ชุดใหม ก็ไมเหมือน สว. ชุดพิเศษ ตามบทเฉพาะกาลอีกตอไป และมีจำนวนลดลงเหลือ ๒๐๐ คน แตกตางจาก สว. ชุดพิเศษตามบทเฉพาะกาล ที่มี ๒๕๐ คน ๒. อำนาจและหนาที่แตกตางกัน ประเด็นสำคัญ รัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ถาคณะรัฐมนตรีเห็นวา รางพระราชบัญญัติใดเกี่ยวของกับการปฏิรูปประเทศ ใหกระทำในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา เชน วันนี้ กระทรวงมหาดไทยเสนอรางพระราชบัญญัติวาดวย การบูรณาการการจัดการเรื่องรองเรียน ยกระดับ ศูนยดำรงธรรม แลวคณะรัฐมนตรีเห็นวาเปนราง พระราชบัญญัติ หมวด ๑๖ วาดวยเรื่องการปฏิรูปประเทศ ใหเสนอไดในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา ถามวามีขอดี อยางไรครับ แทนที่จะตองผานกระบวนการปรกติของ สภาผูแทนราษฎร ๓ วาระ และ วุฒิสภา ๓ วาระ ก็เปน รวม ๓ วาระไปทีเดียวเลย ซึ่งวุฒิสภาชุดใหมก็จะไมมี ภารกิจนี้ ๓. อีกเรื่องหนึ่งที่ไมมีแลว คือ ภารกิจในการติดตาม เสนอแนะ เรงรัดการดำเนินการตามยุทธศาสตรชาติ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให วุฒิสภาชุดปจจุบัน (๒๕๐ ทาน) มีภารกิจโดยตรง ติดตาม เสนอแนะ เรงรัด ซึ่ง สว. ชุดใหมไมมีภารกิจ ในเรื่องนี้ ในภารกิจเดิมก็จะยังเปนกลั่นกรองกฎหมาย ยังมีอยู สรรหา แตงตั้ง บุคคล ยังมีอยูเหมือนกัน ทั้ง สว. ตามบทเฉพาะกาล และ สว. ตามบทหลัก ไมมีอำนาจถอดถอน ซึ่งเปนไปตามบทหลักรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ สว. ชุดใหมจะไมมีอำนาจในการเลือก นายกในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา สวนที่ยังมีอยูคือ บทบาทในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้ จะตองกระทำในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา สมาชิก วุฒิสภาชุดใหมจะมีอำนาจหลักในความเห็นชอบ การแกไขรัฐธรรมนูญอยู ในสวนคุณสมบัติของผูสมัคร สว. มีรายละเอียดดังนี้ครับ ๒๖


สำหรับคุณสมบัติและลักษณะตองหามในการสมัครสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวย การไดมาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑. ตองเปนผูมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ๒. ตองมีอายุไมต่ำกวา ๔๐ ป ในวันที่สมัครรับเลือก ๓. มีความรู ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ หรือทำงานในดานที่สมัครไมนอยกวาสิบป ไมนับรวม กลุมสตรี กลุมผูสูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุมชาติพันธุ และ กลุมอัตลักษณอื่น ๔. ตองมีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้ • เกิดในอำเภอที่ลงสมัครรับเลือก • มีชื่ออยูในทะเบียนบานของอำเภอที่ลงสมัครรับเลือก เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวา สองปนับถึงวันที่สมัคร • เคยทำงานอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือก เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสองปนับถึงวัน ที่สมัคร • เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยูในทะเบียนบานอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือก แลวแตกรณี เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสองป • เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือกเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวา สองปการศึกษา สำหรับลักษณะตองหามจะประกอบดวย เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา ๙๘ ในขอตอไปนี้ (๑) ติดยาเสพติดใหโทษ (๒) เปนบุคคลลมละลายหรือเคยเปนบุคคลลมละลายทุจริต (๓) เปนเจาของหรือผูถือหุนในกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนใด ๆ (๔) เปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๕) อยูในระหวางถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไมวาคดีนั้นจะถึงที่สุดแลวหรือไม (๖) วิกลจริตหรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ (๗) อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง (๘) ตองคำพิพากษาใหจำคุกและถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล (๙) เคยไดรับโทษจำคุกโดยไดพนโทษมายังไมถึงสิบปนับถึงวันเลือกตั้ง เวนแตในความผิด อันไดกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๐) เคยถูกสั่งใหพนจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ คุณสมบัติของผูสมัคร สว. ชุดใหมที่จะมีการเลือก ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ๒๗


(๑๑) เคยตองคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดใหทรัพยสินตกเปนของแผนดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดใหลงโทษจำคุกเพราะกระทำ ความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดวากระทำความผิดตอตำแหนงหนาที่ราชการหรือตอ ตำแหนงหนาที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายวาดวยความผิดของ พนักงานในองคการหรือหนวยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพยที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายวาดวยการกูยืมเงินที่เปนการฉอโกง ประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในความผิดฐานเปนผูผลิต นำเขา สงออก หรือผูคา กฎหมายวาดวยการพนันในความผิดฐานเปนเจามือหรือเจาสำนัก กฎหมายวาดวย การปองกันและปราบปรามการคามนุษย หรือกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม การฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดวากระทำการอันเปนการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) อยูในระหวางตองหามมิใหดำรงตำแหนงทางการเมือง (๑๕) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเปนเจาหนาที่อื่นของรัฐ (๑๖) เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผูดำรงตำแหนงในองคกรอิสระ (๑๗) เคยพนจากตำแหนงเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือ การกระทำดวยประการใด ๆ ที่มีผลใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ กรรมาธิการมีสวนไมวาโดยทางตรงหรือทางออมในการใชงบประมาณรายจาย (๑๘) เคยพนจากตำแหนงเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหนง ทางการเมืองมีคำพิพากษาวาเปนผูมีพฤติการณร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิด ฐานทุจริตตอหนาที่ หรือจงใจปฏิบัติหนาที่หรือใชอำนาจขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง (๑๙) เปนขาราชการ (๒๐) เปนหรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร เวนแตไดพนจากการเปนสมาชิกสภา ผูแทนราษฎร มาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๑) เปนสมาชิกพรรคการเมือง (๒๒) เปนหรือเคยเปนผูดำรงตำแหนงใดในพรรคการเมือง เวนแตไดพนจากการดำรงตำแหนง ในพรรคการเมืองมาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๓) เปนหรือเคยเปนรัฐมนตรี เวนแตไดพนจากการเปนรัฐมนตรีมาแลวไมนอยกวาหาป นับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๔) เปนหรือเคยเปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น เวนแตไดพนจากการเปน สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นมาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๕) เปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของผูดำรงตำแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น ผูสมัครรับเลือก เปนสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน หรือผูดำรงตำแหนงใดในศาลรัฐธรรมนูญหรือ องคกรอิสระ (๒๖) เคยเปนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๘


❖ ทานรองฯ มีความเห็นเกี่ยวกับที่มาของ สว. ชุดใหม ที่จะมีการเลือกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ อยางไรบางครับ เปนความเห็นสวนตัวนะครับไมไดเปนความคิดเห็น ในนามสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา คือมักจะมีขอถกเถียง มิติเชิงการเมืองและวิชาการเสมอมาวา ถามีสภาที่ ๒ มันจะเปนเชนไรควรจะขึ้นอยูกับบริบททางการเมือง ของประเทศนั้น ๆ สภาพสังคมวัฒนธรรม เรียกงาย ๆ วาทุกบริบทของประเทศนั้น ๆ ยกตัวอยาง สหรัฐอเมริกา ก็ยังมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จะเปนอีก มิติหนึ่ง ญี่ปุนก็มีสมาชิกวุฒิสภาเชนกัน ก็มีที่มาคนละแบบ การเลือกใชที่มาที่ระบุไวในรัฐธรรมนูญของ สว. ผมคิดวา ปจจัยแรก ที่ตองดูคือบริบทของประเทศนั้น ๆ ไมวา จะเปนเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ทางการเมืองดวย แตอยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญได กำหนดที่มาของวุฒิสภามาแลวหลายแบบ ทั้งโดยตรง และลับ แบบผสมโดยตรงและลับ และสรรหา ดังนั้น การที่จะมาเลือก สว. โดยใชวิธีการใหม ในทัศนะ ผมเอง สิ่งที่เปนขอดี คือ ประการที่ ๑ วันนี้เราเปดโอกาสใหชาวบานทั่วไป สามารถเดินเขาไปลงทะเบียนที่อำเภอ และบอกวา จะลงเขารับสมัคร สว. นี่เปนครั้งแรก อาจจะมีคน โตแยงวาคาสมัคร ๒,๕๐๐ สูงเกินไป จริง ๆ คาใชจายจริง จะสูงกวานั้นแนนอน ถาอำเภอใหญ อยางนอย ครั้งที่ ๑ ไปสมัคร ครั้งที่ ๒ ไปเลือก ถาผานรอบอำเภอ ไปจังหวัดอีก ผานจังหวัดไปกรุงเทพฯ อีกเปนหมื่น ดังนั้น คนที่ลงไปสมัครรับเลือกตั้ง ไปปวารณาตนเองเพื่อให คนอื่นเลือกหรืออยากจะไปเลือกคนอื่น อยางนอย มันคือการสงเสริมใหประชาชนไดมีสวนรวมทางการเมือง โดยตรงเปนครั้งแรก บนขอสันนิษฐานวาไมใชประชาชน กลุมที่เปน สส. หรือลงรับเลือกตั้งเปน สส. ประการที่ ๒ การเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบนี้ ถาจะอิงฐานทางการเมืองในรูปแบบดั้งเดิม นาจะ คาดการณไดยาก เพราะทาน ตองเลือกคนอื่น ทานไมสามารถใชโหวตทุกโหวตที่ทานมี ไมวาจะเปน อำเภอเลือก ๒ โหวต ทานเลือกไดแคคนเดียว คือตัวทานเองได ๑ คะแนน แตจะเลือกคนอื่นเกิน ๑ คะแนนไมได และยังมีเลือกไขว ดังนั้นโอกาสในการ บล็อกโหวตสมัยดั้งเดิม มีเปอรเซ็นตคอนขางนอย ถาเปนเชนนี้อยางนอยก็ทำใหไดเลือกกันเอง และมันไมมีอะไรการันตีวา การบล็อกโหวตจะทำ สำเร็จ สวนการประเมินวาจะดีหรือไม ผมคิดวา เราอยูกับปจจุบันดีกวา ขอใหบทบาทของทาน สว. ที่จะเขามาใหประชาชนชวยกันจับตาวาจะทำงานได และเปนไปในลักษณะไหน บนความทาทายที่จะเกิดขึ้น คือ สว. ที่มีฐานที่มาตางกัน... ❖ ทายนี้... ทานรองฯ มีขอเสนอแนะ หรือ คำแนะนำจะฝากไปถึงขาราชการฝายปกครอง ในการเตรียมความพรอมการเลือก สว. ที่จะมาถึง ครั้งนี้อยางไรบางครับ ตั้งแต ๒๔๗๕ เปนตนมา กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมการปกครองเปนผูมีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อนใหมีระบบผูแทนปวงชน ไมวาจะเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึง ตำแหนงอื่น ๆ ผมมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในศักยภาพ และประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งจะสงผลใหการจัด การเลือกตั้งที่กระทรวงมหาดไทย กลาวโดยเฉพาะ คือ กรมการปกครอง รับผิดชอบนั้น ซึ่งมีประสบการณ มากกวาหนวยงานไหน เปนไปดวยความเรียบรอย นอกจากนี้กรมการปกครอง หนวยงานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอำเภอมีกลไกสำคัญในทองที่ ลงไปถึงในระดับ ตำบล หมูบาน สามารถสรางการรับรูและความเขาใจ ในการเตรียมความพรอมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ ไดเปนอยางดี และประการสุดทาย เขาใจวาในหวง รัฐธรรมนูญป ๒๕๖๐ ชวงตน กรมการปกครองไดมีสวน ในการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล จากกลุม ๕๐ คนมาแลว และหากยอนกลับไป รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็เคย ไดดำเนินการเรื่องนี้มา ผมมั่นใจวากระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้ไดดวย ความเรียบรอย ราบรื่น ผมเองในฐานะหนวยธุรการ ของวุฒิสภาก็ขออวยพรใหกรมการปกครองทำภารกิจนี้ สำเร็จลุลวงตามนโยบายของผูบังคับบัญชาทุกระดับตอไป ๒๙


กฎหมาย ฝายปกครอง สวนคดีและละเมิด สำนักการสอบสวนและนิติการ “คำสั่งทางปกครอง” เปนการใชอำนาจ ตามกฎหมายของเจาหนาที่ที่มีผลเปนการสรางนิติ สัมพันธขึ้นระหวางบุคคลในอันที่จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิ หรือ หนาที่ของบุคคลไมวาจะเปนการถาวรหรือชั่วคราว ตามนัยคำนิยามในมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ลักษณะของคำสั่งทางปกครองบางประเภทจำตองมี การบังคับทางปกครองหากมีการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ ตามเงื่อนไขในคำสั่งทางปกครองนั้น โดยการบังคับ ทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มิไดจำกัดอยูที่การบังคับ ทางทรัพยสิน แตเพียงอยางเดียว อาทิ (๑) คำสั่ง ทางปกครองที่กำหนดใหผูใดชำระเงิน และการไมชำระ คาปรับทางปกครอง มาตรการบังคับทางปกครอง คือ การยึดหรืออายัดทรัพยสินขายทอดตลาดเพื่อชำระเงิน ใหครบถวน (๒) คำสั่งทางปกครองใหกระทำการ หรือละเวนกระทำการ การบังคับทางปกครอง คือ เจาหนาที่ของรัฐ เขาดำเนินการเองหรือมอบหมาย ใหบุคคลอื่นกระทำการแทนโดยเรียกคาใชจายและ เงินเพิ่มจากผูอยูในบังคับคำสั่งทางปกครอง หรือใหมี การชำระคาปรับทางปกครองการดำเนินการของ หนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐเกี่ยวกับ การบังคับทางปกครองเปนการกระทำทางปกครอง อยางหนึ่งซึ่งบางกรณีเปนการกระทำที่เรียกวาการกระทำ ทางกายภาพเขามาเกี่ยวของ ไมวาจะเปนการรื้อถอน ยึดหรืออายัด เปนตน และในที่นี้จะขอกลาวถึงกรณี การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหชำระเปนเงิน เนื่องจากไดมีการตราพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อปรับปรุง หลักเกณฑในการบังคับทางปกครองในพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ใหมี ความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเปนธรรมยิ่งขึ้น โดยพระราชบัญญัติดังกลาวไดกำหนดหลักเกณฑใหม เกี่ยวกับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให ชำระเปนเงินไว ดังนี้ การบังคับทางปกครอง : เฉพาะกรณีการบังคับตามคำสั�งทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเปนเง�น $ $ $ $ ๓๐


๑. ขั้นตอนการดำเนินการใชมาตรการบังคับ ทางปกครอง ในกรณีที่เจาหนาที่ของรัฐไดมีคำสั่งทางปกครอง ใหบุคคลใดชำระเงินใหแกหนวยงานรัฐ ถาถึงกำหนดแลว แตบุคคลนั้นไมยอมชำระเงินใหถูกตองครบถวนตาม คำสั่งทางปกครอง กฎหมายกำหนดใหเจาหนาที่ ผูทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนใหผูนั้นชำระเงิน ภายในระยะเวลาที่กำหนดแตตองไมนอยกวาเจ็ดวัน ถาบุคคลนั้นยังไมมีการปฏิบัติตามคำเตือน เจาหนาที่ มีอำนาจใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด หรืออายัดทรัพยสินของผูนั้น และขายทอดตลาด เพื่อชำระเงินใหครบถวนได (มาตรา ๖๓/๗ วรรคแรก) และอาจมอบอำนาจใหผูที่ดำรงตำแหนงอื่นที่เกี่ยวของ ในการพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองได ตามกฎกระทรวง การมอบอำนาจในการพิจารณา ใชมาตรการบังคับทางปกครองของเจาหนาที่ผูทำคำสั่ง ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ เชน อธิบดีกรมการปกครอง ผูทำคำสั่งทางปกครองอาจมอบอำนาจใหผูวาราชการ จังหวัด เปนผูพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองได เปนตน หรือในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใหชำระเงิน เปนที่สุดแลว ไมวาจะดวยเหตุใดเหตุหนึ่งดังตอไปนี้ (๑) ไมมีการอุทธรณคำสั่งตอเจาหนาที่ฝายปกครอง ภายในระยะเวลาอุทธรณ (๒) เจาหนาที่ผูมีอำนาจ พิจารณาอุทธรณมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ และไมมีการ ฟองคดีตอศาลภายในระยะเวลาการฟองคดี และ (๓) ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษายกฟอง หรือเพิกถอน คำสั่งบางสวน และคดีถึงที่สุดแลว (มาตรา ๖๓/๘) หนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งใหชำระเงินยังสามารถ พิจารณาใหเจาพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดี ดำเนินการบังคับใหเปนไปตามคำสั่งทางปกครอง ดังกลาวได โดยตองดำเนินการยื่นคำรองฝายเดียว ตอศาลที่ผูอยูในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง มีภูมิลำเนาหรือมีทรัพยสินที่จะถูกบังคับทางปกครองนั้น ตั้งอยูในเขตศาลภายในสิบปนับแตคำสั่งดังกลาว ถึงที่สุด เพื่อใหศาลออกหมายตั้งเจาพนักงานบังคับคดี และแจงเจาพนักงานบังคับคดีทราบ เพื่อดำเนินการ บังคับใหเปนไปตามคำสั่งทางปกครองตอไป โดย ในคำรองระบุจำนวนเงินที่ผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองยังไมไดชำระตามคำสั่งทางปกครอง ทั้งนี้ ไมวาหนวยงานของรัฐนั้นจะไดดำเนินการบังคับ ทางปกครองหรือบังคับทางปกครองแลว แตยังไมได รับชำระเงินหรือไดรับชำระเงินไมครบถวนก็ตาม และ เมื่อศาลพิจารณาออกหมายบังคับคดีแลว หนวยงาน ของรัฐตองไปติดตอกรมบังคับคดีและแจงใหผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครองทราบวา มีการ ตั้งเจาพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแลว (มาตรา ๖๓/๑๕) และการดำเนินการบังคับใหเปนไป ตามคำสั่งทางปกครองใหเปนไปตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง (มาตรา ๖๓/๑๙) และโดยที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๓/๑๒ กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับ การยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพยสิน ซึ่งดำเนินการโดยเจาหนาที่ของหนวยงานรัฐนั้น ใหเปนไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และกรณีที่ กฎกระทรวงไมไดกำหนดเรื่องใดไวใหนำบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับ โดยอนุโลม ซึ่งในปจจุบันยังไมมีการออกกฎกระทรวง กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพยสินตามความในมาตรา ดังกลาว ดังนั้น จึงตองนำบทบัญญัติตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับโดยอนุโลม ซึ่งในกรณีที่ผูอยูในบังคับของมาตรการบังคับทาง ปกครองถูกเจาหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดทรัพยสิน หรืออายัดสิทธิเรียกรอง หนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่ง ใหชำระเงินมีสิทธิขอเขาเฉลี่ยทรัพยไดเชนเดียวกับ เจาหนี้ตามคำพิพากษา (มาตรา ๖๓/๑๔) โดยขั้นตอน และวิธีการในการขอเขาเฉลี่ยทรัพยนั้น เปนไปตาม ที่ไดบัญญัติไวในมาตรา ๓๒๖ แหงประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง กลาวคือ สามารถยื่นคำรอง ตอศาลที่ออกหมายบังคับคดีในคดีอื่นที่ไดมีการยึด ทรัพยสินหรืออายัดสิทธิเรียกรองอื่นใดของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อขอใหศาล มีคำสั่งใหหนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งใหชำระเงิน เขาเฉลี่ยในทรัพยสินหรือเงินที่ไดจากการขายหรือจำหนาย ทรัพยสินนั้นไดตามสวนแหงจำนวนหนี้ที่หนวยงาน ไดออกคำสั่งใหชำระเงิน โดยไมจำตองรอใหคำสั่ง ทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเงินดังกลาวเปนที่สุด แตอยางใด (มาตรา ๖๓/๑๔) ๓๑


๒. เจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองและการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับ ทางปกครอง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม ไดกำหนดใหมีการ แตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการ ยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสิน (มาตรา ๖๓/๗ วรรคสอง) โดยกำหนดใหเจาหนาที่ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองและการแตงตั้ง เจาพนักงานบังคับทางปกครองเปนไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง (มาตรา ๖๓/๗ วรรคสาม) ซึ่งกฎกระทรวง กำหนดเจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองและการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดใหหัวหนาหนวยงานของรัฐ ที่เจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครองสังกัดอยูเปนผูมีอำนาจ ในการออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครองสำหรับ คำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหชำระเงิน ตัวอยางเชน อธิบดีกรมการปกครองเปนเจาหนาที่ผูมีอำนาจออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองสำหรับคำสั่งทางปกครอง ที่ใหบุคคลชำระเงินหากอธิบดีกรมการปกครอง เปนผูทำคำสั่งนั้นเอง เปนตน ซึ่งมีขอสังเกตเพิ่มเติมวา เจาหนาที่ผูมีอำนาจออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองเพื่อบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนด ใหชำระเงิน อาจจะไมใชเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง ที่ใหชำระเงินก็ได หากเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง ใหชำระเงินไมไดดำรงตำแหนงหัวหนาหนวยงานของรัฐ กฎกระทรวงดังกลาวขางตนยังกำหนดใหผูมี อำนาจออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครอง แตงตั้งเจาหนาที่ผูอยูภายใตบังคับบัญชาซึ่งผานการ อบรมดานการบังคับคดีจากกรมบังคับคดี หรือดานการ บังคับทางปกครองตามหลักสูตรที่คณะกรรมการ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองใหความเห็นชอบ เปนเจาพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสิน และในการ มอบหมายเจาพนักงานบังคับทางปกครอง ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองอาจมอบหมาย ใหเจาพนักงานบังคับทางปกครองหนึ่งคนหรือหลายคน รวมกันเปนเจาพนักงานบังคับทางปกครองได หากใน กรณีที่มีการมอบหมายเจาพนักงานบังคับทางปกครอง เพียงหนึ่งคน บุคคลดังกลาวตองสำเร็จการศึกษา ปริญญาตรีทางนิติศาสตร แตในกรณีที่มีการมอบหมาย เจาพนักงานบังคับทางปกครองหลายคน เจาพนักงาน บังคับทางปกครองอยางนอยหนึ่งคนตองสำเร็จ การศึกษาปริญญาตรีทางนิติศาสตร โดยในการแตงตั้ง เจาพนักงานบังคับทางปกครองดังกลาว ใหหัวหนา หนวยงานของรัฐหรือนายกสภาวิชาชีพแลวแตกรณี เปนผูออกบัตรประจำตัวเจาพนักงานบังคับทางปกครอง ๓๒


๓. อำนาจการสืบหาทรัพยสินเพื่อใชมาตรการ บังคับทางปกครอง เมื่อเจาหนาที่ของรัฐไดออกคำสั่งใชมาตรการ บังคับทางปกครองแลว จำตองรูเสียกอนวาผูอยูในบังคับ ของมาตรการบังคับทางปกครองมีทรัพยสินใดบาง ที่อาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดได จึงจะดำเนินการ ใชมาตรการบังคับทางปกครองไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กฎหมายจึงใหอำนาจแกเจาหนาที่ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองมีหนังสือสอบถาม ไปยังหนวยงานอื่น ๆ เพื่อสืบหาทรัพยสินของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง อีกทั้ง ยังมีอำนาจขอใหนายทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ หรือบุคคลอื่นผูมีอำนาจหนาที่ตามกฎหมายระงับ การจดทะเบียนหรือแกไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ที่เกี่ยวกับทรัพยสินของผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองไวเปนการชั่วคราวเทาที่จำเปน ไดอีกดวย (มาตรา ๖๓/๑๐) แตการใชอำนาจของ เจาหนาที่ดังกลาวเปนการใชอำนาจซึ่งมีผลกระทบ ตอสิทธิของบุคคล จึงตองตีความโดยเครงครัด ไมอาจ ตีความในทางขยายความใหรวมถึงการสอบถามขอมูล เกี่ยวกับทรัพยสินของคูสมรส บุตร บิดา มารดา หรือ บุคคลอื่น ๆ ที่อาจไดรับโอนทรัพยสินจากผูอยูในบังคับ ของมาตรการบังคับทางปกครองได และในการสืบหา ทรัพยสินดังกลาวหนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งอาจ ขอใหสำนักงานอัยการสูงสุดหรือหนวยงานอื่นดำเนินการ สืบหาทรัพยสินแทนก็ได หรืออาจมอบหมายใหเอกชน สืบหาทรัพยสินแทนได ในกรณีที่หนวยงานของรัฐ ที่ออกคำสั่งใหชำระเงินไมมีเจาหนาที่สืบหาทรัพยสิน และหากจำนวนเงินที่ตองชำระตามมาตรการบังคับ ทางปกครองนั้นมีมูลคาตั้งแตสองลานบาทขึ้นไป หรือ ตามมูลคาที่เพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวง (มาตรา ๖๓/๑๑) ๔. การอุทธรณการใชมาตรการบังคับทางปกครอง การใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสินของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ยอมมีผลกระทบ ตอสถานภาพของสิทธิในทรัพยสินของบุคคลดังกลาว ซึ่งถือเปนคำสั่งทางปกครองรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น มาตรา ๖๓/๕ จึงบัญญัติใหสิทธิแกผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองอุทธรณการใชมาตรการบังคับ ทางปกครองนั้นได โดยใหใชหลักเกณฑและวิธีการเดียวกัน กับการอุทธรณคำสั่งทางปกครอง และแมจะมีการอุทธรณ การใชมาตรการบังคับทางปกครองตอเจาหนาที่ ฝายปกครองก็ตาม แตการอุทธรณนั้นยอมไมเปนเหตุ ใหทุเลาการบังคับทางปกครองแตอยางใด เวนแตจะมี คำสั่งใหทุเลาการบังคับทางปกครองไวกอน โดยเจาหนาที่ ผูออกคำสั่งใหใชมาตรการบังคับทางปกครองนั้น หรือผูมีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ (มาตรา ๖๓/๙) และกฎหมายยังใหสิทธิแกผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองนำคดีไปฟองตอศาลเพื่อโตแยง การบังคับทางปกครองภายหลังจากที่ไดใชสิทธิ อุทธรณตามขั้นตอนของกฎหมายแลว ซึ่งศาลที่มี เขตอำนาจในการรับฟองคดีนี้คือศาลที่มีเขตอำนาจ ในการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับ ทางปกครองนั้นเอง (มาตรา ๖๓/๑๓) แหลงที่มา ๑. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ๒. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ ๓. กฎกระทรวง กำหนดเจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครอง และการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๔. กฎกระทรวง การมอบอำนาจในการพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองของเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๕. วารสารจุลนิติ ปที่ ๑๗ ฉบับที่ ๖ เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ “หลักเกณฑใหมในการบังคับทางปกครอง : หลักการและแนวทางปฏิบัติ” ๖. คูมือปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการและแนวทางปฏิบัติตามหลักเกณฑใหมในการบังคับทางปกครอง กลุมมาตรการบังคับทางปกครองและแพง สำนักกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ๓๓


“อยากจะชวนมาเตนรำทำครัว ... ไมตองกลัวมาเขาครัวดวยกัน อยากจะชวนมาเตนรำสักวัน อยูดวยกันมาเตนรำทำครัว ขาดน้ำพริกกลัววาเธอจะเผ็ดไป เปรี้ยวจะหวานก็เตรียมไว รอแตเธอใหกลับมา …” เรื่องมีอยูวา ... ผูฟองคดีอาศัยอยูที่บานซึ่งติด กับรานขาวแกง ไดรับความเดือดรอนจากการปรุงอาหาร ที่สงกลิ่นและเสียงรบกวนอันเปนการกอเหตุรำคาญ จนปวยเปนโรคทางเดินหายใจ ผูฟองคดีไดเคยรองเรียน เรื่องดังกลาวตอเทศบาล รวมทั้งศูนยดำรงธรรมจังหวัด ซึ่งนายกเทศมนตรีไดมีคำสั่งใหเจาของรานขาวแกง ยายสถานที่ปรุงอาหารโดยใหไปประกอบอาหารที่อื่น หามทำการปรุงอาหารที่ราน แตสามารถนำอาหาร ที่ทำการปรุงเรียบรอยแลวมาจำหนายที่รานได แตเจาของรานมิไดปฏิบัติตามคำสั่ง นายกเทศมนตรี จึงไดมีคำสั่งใหหยุดดำเนินกิจการ แตเจาของรานก็ยังคง ฝาฝนคำสั่งอีก นายกเทศมนตรีจึงไดเปรียบเทียบปรับ ฐานขัดคำสั่งเจาพนักงานทองถิ่นที่ใหระงับเหตุ รำคาญ เปนเงิน ๕๐๐ บาท ทวาเวลาผานไป ... เจาของรานก็ยังคงไมดำเนินการตามคำสั่งอีกเชนเคย นายกเทศมนตรีจึงมีคำสั่งใหชำระคาปรับอีกครั้ง รวมทั้งไดมีคำสั่งใหปรับปรุงแกไขบริเวณที่ทำการ ฟงเพลงนี้จบทีไร พาใหอยากชวนครอบครัว มาทำกับขาวดวยกัน แตดวยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประกอบกับบางคนที่พักอาศัยอยูในหอพักหรือคอนโด ซึ่งอาจไมสะดวก ทำใหการทำครัวหรือทำกับขาว รับประทานกันเองเริ่มลดนอยลง แถมกิจการรานอาหาร ในปจจุบันก็เติบโตอยางมาก มีเมนูใหเลือกหลากหลาย จึงสามารถตอบโจทยเรื่องอาหารการกินของคน ในยุคสมัยนี้ไดดีเลยทีเดียว แตทวาการประกอบกิจการ รานอาหารใหขายดีและราบรื่นนั้น ก็ไมใชเรื่องงายนะครับ ! วันนี้ ... นายปกครองก็มีคดีปกครองที่เกี่ยวของ กับรานขาวแกงแหงหนึ่ง ซึ่งกลิ่นฉุนจากการประกอบ อาหารทำใหรบกวนเพื่อนบานขางเคียง โดยมีประเด็น ชวนติดตามวา ... การที่เพื่อนบานรองเรียนเรื่องกลิ่น จากการประกอบอาหารที่มีปญหากันมายาวนาน จะถือวาเจาหนาที่ละเลยในการควบคุมดูแลรานอาหาร ดังกลาวและเปนการกระทำละเมิดตอเพื่อนบาน หรือไม ? ไปดูรายละเอียดของคดีกันครับ ... กลิ�นจากรานขาวแกง “คนกินหอม ขางบานฉุน” วาวุนเจาหนาที่ ! กฎหมาย ฝายปกครอง นายปกครอง ๓๔


ปรุงอาหารดวยการกออิฐปดทึบชองระบายอากาศ ตีฝาเพดานทั้งหมด ชองทางเขาออกหองครัวใหทำ ประตูทึบ (ปด-เปดได) เพื่อไมใหกลิ่นในการปรุงอาหาร กระจายออกมาขางนอก จากนั้นเจาหนาที่ไดติดตามผลการแกไข ปรากฏวา รานขาวแกงไดดำเนินการตามคำสั่ง เหลือแตทางเขาออก หองครัวที่ยังไมไดดำเนินการปรับปรุง นอกจากนี้ พบวายังมีกลิ่นรบกวนผูที่อยูในบริเวณใกลเคียง อยูบาง แตไมรุนแรงเหมือนกอน ตอมา... ผูฟองคดีเห็นวาตนก็ยังคงไดรับ ความเดือดรอนจากกลิ่นเชนเคย จึงไดรองเรียนตอ ผูวาราชการจังหวัด ทำใหมีการเขาตรวจสอบสถานที่ ดังกลาว อีกถึง ๒ ครั้ง ซึ่งพบวามีการประกอบอาหาร หลากหลายชนิด ขณะประกอบอาหารมีกลิ่นรบกวน พบรอยคราบน้ำมันจากการประกอบอาหารซึมเขา บานขางเคียง ประสิทธิภาพการดูดของพัดลมเบามาก นายกเทศมนตรีจึงไดมีคำสั่งใหแกไขปญหาอีกครั้ง และมีการเปรียบเทียบปรับอีก แตปญหาก็ยังไมหมด สิ้นไป เรื่องราววนเวียนอยูอยางนี้มายาวนานหลายป ผูฟองคดีทนไมไหว และเห็นวาเจาหนาที่เพียงแต เปรียบเทียบปรับเมื่อมีการฝาฝนคำสั่ง ทั้งที่มี อำนาจสั่งใหหยุดดำเนินกิจการ หรือสั่งแกไขเหตุรำคาญ โดยใหผูกอเหตุเปนผูเสียคาใชจายเอง จึงนำคดี มาฟองตอศาลปกครอง เพื่อขอใหนายกเทศมนตรี (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) สั่งใหหยุดใชและหามเขาไป ในสวนที่ตอเติมอาคารที่ทำเปนครัวโดยทันที รวมถึง สั่งใหหยุดดำเนินกิจการจนกวาจะแกไขเหตุรำคาญ แลวเสร็จ และหากยังมีเหตุรำคาญอีกใหสั่งเลิกกิจการ ทันที และใหนายกเทศมนตรีชดใชคาเสียหายใหแก ผูฟองคดีเปนเงิน ๕ ลานบาท พรอมดอกเบี้ย เนื่องจาก ตนเองตองทนทุกขทรมานเปนเวลาถึง ๑๕ ป คดีนี้ ... ศาลปกครองชั้นตนมีคำสั่งเรียกเจาของราน เขามาในคดีในฐานะผูรองสอด โดยกำหนดให เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ และวินิจฉัยวาเมื่อนายกเทศมนตรี ไดมีคำสั่งใหเจาของรานหยุดดำเนินกิจการ โดยอาศัย อำนาจ ตามมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติการ สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อเจาของรานไมปฏิบัติ ตามคำสั่งโดยไมมีเหตุหรือขอแกตัวอันสมควร ยอมเปนความผิด ตามมาตรา ๘๐ แหงพระราชบัญญัติ เดียวกัน ซึ่งตองระวางโทษจำคุกไมเกิน ๖ เดือน หรือ ปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับ อีกไมเกินวันละ ๕ พันบาท ตลอดเวลาที่ยังไมปฏิบัติ ตามคำสั่ง คดีในขอหานี้จึงตองถือวานายกเทศมนตรียังไมได ใชอำนาจในฐานะเจาพนักงานทองถิ่นในการปองกันและ ระงับมิใหมีการกอเหตุรำคาญอยางครบถวนทั้งยังปรากฏ ขอเท็จจริงวาเจาของรานไมใหความรวมมือในการ แกไขปญหาเหตุรำคาญดังกลาวมาโดยตลอด จนกระทั่งผูฟองคดีไดยื่นคำรองตอศาลจังหวัด ดังนั้น เมื่อเหตุรำคาญยังไมหมดสิ้นไปซึ่งปรากฏตามที่ได มีการรองเรียนเรื่องนี้มาโดยตลอด กรณีจึงถือไดวา นายกเทศมนตรีละเลยตอหนาที่ตามที่พระราชบัญญัติ การสาธารณสุขฯ กำหนดใหตองปฏิบัติ จึงพิพากษา ใหนายกเทศมนตรีแกไขปญหาใหแลวเสร็จภายใน เวลาที่ศาลกำหนด สวนคำขออื่นใหยก ผูฟองคดีอุทธรณคดีตอศาลปกครองสูงสุด ในสวนการชดใชคาเสียหาย เนื่องจากเห็นวาตนควร ไดรับตามที่ขอมาในคำฟองดวย สวนผูถูกฟองคดี ทั้งสองไมอุทธรณ คดีมีปญหาที่ตองพิจารณาวา ... นายกเทศมนตรี ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ ในการปองกันและระงับเหตุรำคาญจากกลิ่นในการ ประกอบอาหาร อันเปนการกระทำละเมิดที่ตองชดใช คาเสียหายใหแกผูฟองคดีหรือไม ? ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลวเห็นวา เมื่อคดีนี้ผูฟองคดีฟองเรียกรองคาเสียหายเปนเงิน ๕ ลานบาท พรอมดอกเบี้ย กรณีนายกเทศมนตรี ละเลยการปฏิบัติหนาที่ ซึ่งผูฟองคดีตองฟองเทศบาล ในฐานะเปนหนวยงานตนสังกัดของเจาหนาที่ เพื่อให รับผิดชดใชคาเสียหายจากการกระทำละเมิดดังกลาว โดยไมสามารถฟองเจาหนาที่ใหรับผิดชดใชคาเสียหายได ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ ๓๕


ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แตปรากฏวาผูฟองคดีไมไดยื่นฟองเทศบาลมาในคดีนี้ ซึ่งศาลปกครองชั้นตนชอบที่จะมีคำสั่งใหผูฟองคดี แกไขคำฟองใหถูกตองสมบูรณ หรือมีคำสั่งใหเทศบาล เขามาเปนคูกรณีในฐานะผูรองสอดได อยางไรก็ตาม เมื่อศาลไดพิจารณาความเสียหาย ที่ผูฟองคดีเรียกรอง อันเนื่องมาจากผูฟองคดีไดรับ กลิ่นฉุนจากการประกอบอาหาร ทำใหเกิดอาการ เจ็บปวยตองเขารับการรักษาอยางตอเนื่อง โดยไม สามารถใชชีวิตปกติได มีอาการหอบเหนื่อย ไอบอยครั้ง จนเปนอุปสรรคตอการประกอบอาชีพ ทำใหรายได ของผูฟองคดีสูญหายจากการมิไดทำงาน นั้น ศาลเห็นวา ผูฟองคดีมีพยานหลักฐานเปนใบรับรองแพทยของ โรงพยาบาลที่ตนรักษาตัว ระบุเพียงวา ผูฟองคดีมารับ การตรวจรักษาโรคถุงลมโปงพองและหลอดลมอักเสบ เรื้อรัง แตไมไดระบุสาเหตุของการเกิดโรคดังกลาว วามาจากไดรับกลิ่นฉุนจากการประกอบอาหาร (โรคดังกลาวเกิดไดหลายสาเหตุ) กรณีจึงรับฟงไดวา ความเสียหายดังกลาวมิได เปนผลโดยตรงจากการที่นายกเทศมนตรีละเลยตอ หนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ ในการ ปองกันและระงับเหตุรำคาญจากกลิ่นในการประกอบ อาหารของรานขาวแกงที่พิพาท จึงไมอาจถือไดวา เทศบาลกระทำละเมิดตอผูฟองคดีและไมตองชดใช คาเสียหาย ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษาใหนายก เทศมนตรีปฏิบัติหนาที่โดยใชอำนาจตามพระราชบัญญัติ การสาธารณสุขฯ ระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นจากกลิ่น ในการประกอบอาหารของรานขาวแกงใหแลวเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คำขอ อื่นนอกจากนี้ใหยก และมีขอสังเกตเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการดำเนินการใหเปนไปตามคำพิพากษา โดยเห็นวา การประกอบกิจการรานขาวแกงถือเปน สถานที่จำหนายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร ตามนัยมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ที่อยูภายใตบังคับของมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และ มาตรา ๔๐ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว (เปนกิจการ ที่ตองยื่นขออนุญาตและดำเนินการตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนด) นายกเทศมนตรีในฐานะเจาพนักงาน ทองถิ่นจึงตองถือปฏิบัติใหเปนไปตามบทบัญญัติของ กฎหมายดังกลาวดวย นั้น ศาลปกครองสูงสุด เห็นพองดวย พิพากษายืน (คำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดที่ อ. ๒๑๖/๒๕๖๖) คดีนี้ ... ถือเปนแนวทางการปฏิบัติราชการ ของเจาพนักงานทองถิ่นในการระงับเหตุรำคาญตามที่ กฎหมายวาดวยการสาธารณสุขกำหนด ซึ่งจะตอง ดำเนินการตามขั้นตอนหรือมาตรการที่เขมขนขึ้น ตามที่กฎหมายดังกลาวกำหนดไวตามลำดับ เพื่อให เหตุเดือดรอนรำคาญนั้นหมดสิ้นไป อีกทั้งการประกอบ กิจการรานจำหนายอาหารจะตองไดรับอนุญาตและ ดำเนินการใหถูกตองตามเงื่อนไขที่กฎหมายวาดวย การสาธารณสุขกำหนดดวย นอกจากนี้ ในสวนการฟองเรียกรองคาเสียหาย ที่เกิดจากเหตุรำคาญนั้น จะตองฟองหนวยงานของรัฐ (เทศบาล) ตามกฎหมายวาดวยความรับผิดทางละเมิด ของเจาหนาที่ และจะตองเปนความเสียหายที่เปน ผลโดยตรงมาจากการละเลยลาชาตอหนาที่ของ เจาพนักงานทองถิ่น (นายกเทศมนตรี) ซึ่งในกรณี ฟองเรียกรองคาเสียหายเกี่ยวกับการเจ็บปวย จำตอง มีหลักฐานคือใบรับรองแพทยที่ระบุอยางชัดเจนวา ความเจ็บปวยนั้นเปนผลหรือมีสวนมาจากเหตุรำคาญ ที่เกิดขึ้น เชน จากกลิ่นฉุนในการประกอบอาหาร จากควันไฟ ฯลฯ นั่นเองครับ ... เรื่องนี้ ... จึงจบลงที่เจาพนักงานทองถิ่น ตองรีบแกไขปญหาดังกลาวใหหมดสิ้นไปภายในเวลา ที่ศาลกำหนด !! ปรึกษาคดีปกครองไดที่สายดวนศาลปกครอง ๑๓๕๕ และสามารถศึกษาความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับคดี ปกครองไดที่ “ศูนยการเรียนรูศาลปกครองออนไลน” https://aclib.admincourt.go.th/ ๓๖


บทความ ว�ชาการ ฝายบูรณาการแผนพัฒนาพ��นที่ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองว�ชาการและแผนงาน การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพ��นที่ในระดับอำเภอในบทบาทของฝายปกครอง กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการระดับอำเภอ ของอำเภอภูเร�อ จังหวัดเลย ๑. กฎหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี และขอสั่งการ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ในสวนตนของบทความ ผูเขียนจะขอกลาวถึง บทบัญญัติสำคัญของกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา มติคณะรัฐมนตรี และระเบียบ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ที่มีความสำคัญ ของประเทศไทย จำนวน ๑๓ ฉบับ ดังนี้ ๑.๑ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๖๕ รัฐ พึงจัดใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนเปาหมายการพัฒนา ประเทศอยางยั่งยืน เพื่อเปนกรอบในการจัดทำแผน ตาง ๆ เกิดการผลักดันไปสูเปาหมายเดียวกัน สาระ ในยุทธศาสตรชาติ ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการ ที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ ตองมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีสวนรวมและการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน ทุกภาคสวนอยางทั่วถึง ประเภทของแผน : แผนยุทธศาสตรชาติ ๑.๒ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตรชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๕ ใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนเปาหมายในการพัฒนาประเทศ อยางยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใชเปนกรอบ ในการจัดทำแผนตาง ๆ ใหสอดคลองและบูรณาการกัน อันจะกอใหเกิดเปนพลังผลักดันรวมกันไปสูเปาหมาย ดังกลาว ตามระยะเวลาที่กำหนดไวในยุทธศาสตรชาติ ซึ่งจะตองไมนอยกวายี่สิบป ประเภทของแผน : ยุทธศาสตรชาติ / แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ ๓๗


๑.๓ พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐ (และฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๔) สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๕ ใหมี “แผนการปฏิรูปประเทศ” เพื่อกำหนดกลไก วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศในดานตาง ๆ โดยการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ แตละดาน โดย จะทำเปนแผนเดียวกันหรือแยกเปนแผนแตละดาน หรือหลายดานรวมกันก็ได แตทั้งนี้ตองสอดคลองกับ แผนแมบท มาตราที่ ๘ ใหจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ ในดานตาง ๆ ดังนี้ ๑) ดานการเมือง ๒) ดานการบริหารราชการแผนดิน ๓) ดานกฎหมาย ๔) ดานกระบวนการยุติธรรม ๕) ดานเศรษฐกิจ ๖) ดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ๗) ดานสาธารณสุข ๘) ดานสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ๙) ดานสังคม ๑๐) ดานพลังงาน ๑๑) ดานการปองกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ๑๒) ดานการศึกษา ๑๓) ดานวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย ทั้งนี้ ภายใตแผนการปฏิรูปประเทศแตละดาน กำหนดใหมีแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปที่จะสงผล ใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอประชาชนอยางมีนัยสำคัญ (Big Rock) ดวย ประเภทของแผน : แผนปฏิรูปประเทศ ๑.๔ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๑๔ ใหมี “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ” เปนแนวทางในการพัฒนาประเทศ ดานเศรษฐกิจ และสังคมอยางตอเนื่องในแตละชวงระยะเวลาหาป โดยตองสอดคลองกับแนวนโยบายแหงรัฐ ยุทธศาสตรชาติ สภาพการณทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งของประเทศ และของโลก ทิศทางการพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ซึ่งตองเปนไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีการบูรณาการ การดำเนินการรวมกันและมุงตอบสนองความเปนอยู ที่มีความผาสุกและยั่งยืนของประชาชน ทั้งในระดับชาติ และระดับภูมิภาค ประเภทของแผน : นโยบายและแผน ระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ ๑.๕ พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๔ “นโยบายและแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ” หมายความวา นโยบายและแผนหลักของชาติ ที่เปน กรอบหรือทิศทางในการดำเนินการปองกัน แจงเตือน แกไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว ซึ่งความมั่นคงแหงชาติ มาตราที่ ๑๓ เพื่อประโยชนในการธำรงไว ซึ่งความมั่นคงแหงชาติ ใหคณะรัฐมนตรีจัดใหมีนโยบาย และแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติขึ้น ตามขอเสนอแนะของสภา ประเภทของแผน : นโยบายและแผน ระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ ๓๘


๑.๖ มติคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ไดมติเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ เห็นชอบการจำแนกแผน ออกเปน ๓ ระดับ ประกอบดวย แผนระดับที่ ๑ ไดแก ยุทธศาสตรชาติ แผนระดับที่ ๒ ไดแก แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และแผนความมั่นคง แผนระดับที่ ๓ หมายถึง แผนที่จัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนระดับที่ ๑ และ แผนระดับที่ ๒ ใหบรรลุเปาหมายที่กำหนดไว หรือ จัดทำขึ้น ตามที่กฎหมายกำหนด หรือจัดทำขึ้น ตามพันธกรณีหรืออนุสัญญาระหวางประเทศ เชน แผนของสวนราชการและหนวยงานของรัฐตาง ๆ แผนบูรณาการรวมถึงแผนปฏิบัติการทุกระดับ ๑.๗ พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑ และวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๙ การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจ ของรัฐ ใหสวนราชการปฏิบัติ ดังตอไปนี้ (๑) กอนจะ ดำเนินการตามภารกิจใด สวนราชการตองจัดทำแผน ปฏิบัติราชการไวเปนการลวงหนา ประเภทของแผน : แผนปฏิบัติราชการ กระทรวง/กรม พ.ศ. .... /รายป ๑.๘ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองทองที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดใหมี คณะกรรมการหมูบาน มีหนาที่ ชวยเหลือ แนะนำและใหคำปรึกษาแกผูใหญบาน เกี่ยวกับกิจการอันเปนอำนาจหนาที่ของผูใหญบาน ใหคณะกรรมการหมูบานเปนองคกรหลักที่รับผิดชอบ ในการบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาหมูบาน และบริหาร จัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมูบานรวมกับองคกร อื่นทุกภาคสวน ประเภทของแผน : แผนพัฒนาหมูบาน ๑.๙ พระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมูบาน อาสาพัฒนาและปองกันตนเอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ในหมูบานอาสาพัฒนาและปองกันตนเอง กำหนดใหมีคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกลาง หมูบานอาสาพัฒนาและปองกันตนเอง มีหนาที่ บริหารหมูบาน พิจารณาวางนโยบายในการปกครองหมูบาน วางแผนโครงการพัฒนาหมูบานตามความตองการ ของราษฎรในหมูบานนั้น ปฏิบัติหนาที่ที่กำหนดไว สำหรับคณะกรรมการหมูบานตามกฎหมายวาดวย ลักษณะปกครองทองที่ ประเภทของแผน : แผนพัฒนาหมูบาน ๑.๑๐ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการ จัดทำแผนพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดใหมีองคกรในการจัดทำแผนพัฒนา ทองถิ่น ประกอบดวย ๑) คณะกรรมการพัฒนาทองถิ่น โดยมี ผูบริหารทองถิ่น เปนกรรมการ และมีปลัดองคกร ปกครองสวนทองถิ่นเปนกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการฯ มีอำนาจหนาที่กำหนดแนวทาง การพัฒนาทองถิ่น มาจัดทำแผนพัฒนาทองถิ่น ถาเกิน ศักยภาพใหเสนอปญหาความตองการไปยังองคการ บริหารสวนจังหวัด ๒) คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำ แผนพัฒนา โดยมีปลัดองคกรปกครองสวนทองถิ่น และหัวหนาสวนบริหารที่มีหนาที่จัดทำแผน มีหนาที่ จัดทำรางแผนพัฒนาทองถิ่น ใหสอดคลองตามที่ คณะกรรมการพัฒนาทองถิ่นกำหนด ประเภทของแผน : แผนพัฒนาทองถิ่น ๓๙


๑.๑๓ พระราชกฤษฎีกาวาดวยการบริหารงาน เชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ สาระสำคัญโดยสังเขป มาตราที่ ๙ ใหมี คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเปน ประธาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแหงชาติ เปนกรรมการ และเลขานุการ มาตราที่ ๗ การบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ ตองสอดคลองกับหลักการ ดังตอไปนี้ - การพัฒนาแบบองครวม ซึ่งพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบรอย การสรางความเปนธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และการมีสวนรวมของ ประชาชนในพื้นที่ - การบริหารงานใหเปนไปตามแผนพัฒนา จังหวัด แผนพัฒนากลุมจังหวัด และเปาหมายและ แนวทางการพัฒนาภาค ประเภทของแผน : แผนพัฒนาจังหวัด / แผนพัฒนากลุมจังหวัด จะเห็นไดวาการวางแผนเปนเครื่องมือสำคัญ เครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาและบริหารงานใหเปนไป อยางมีระบบ มีทิศทาง ไมซ้ำซอน มีประสิทธิภาพ ในการทำงาน และเกิดผลลัพธที่ตรงตามความตองการ ของประชาชนในทุกระดับ โดยมีเปาหมายตาม ยุทธศาสตรชาติ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เปนประเทศที่พัฒนาแลว ดวยการพัฒนาตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เปนกรอบแนวทาง และเปาหมายรวมกัน ๒. ทิศทางการพัฒนาผานการจัดทำแผนพัฒนา ระดับพื้นที่ นับตั้งแตการเปลี่ยนผานการบริหารราชการ นำไปสูการบริหารงานเชิงพื้นที่ (Area-based Apporach) อันจะเห็นไดจากการแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีความมุงหวังใหการบริหารราชการสวนภูมิภาค สอดคลองกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และให การบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดบรรลุผล มีการกำหนดอำนาจใหจังหวัดและอำเภอ ใหจังหวัด ๑.๑๑ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวย การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับ อำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ สาระสำคัญโดยสังเขป การจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาตำบล ในตำบล กำหนดใหมี คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) มีอำนาจหนาที่ในการรวบรวมแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน และแผนพัฒนาทองถิ่นในตำบล เพื่อใช ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาตำบล ประเภทของแผน : แผนพัฒนาตำบล การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนา อำเภอ ในอำเภอหนึ่ง กำหนดใหมีคณะกรรมการ บริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) โดยมี นายอำเภอ เปนประธานกรรมการ และปลัดอำเภอ ผูรับผิดชอบสำนักงานอำเภอ เปนกรรมการและ เลขานุการ เปนกลไกหลักในการจัดทำแผนพัฒนา ระดับอำเภอ โดยอำนาจหนาที่สำคัญในการจัดทำ แผนพัฒนาอำเภอและแผนความตองการระดับอำเภอ โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอำเภอ การประสาน และรวบรวมขอมูลจากปญหาและความตองการของ ประชาชนจากแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น และแผนพัฒนา ของสวนราชการ หรือหนวยงานอื่นที่ดำเนินการ ในพื้นที่อำเภอ ประเภทของแผน : แผนพัฒนาอำเภอ ๑.๑๒ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓ สาระสำคัญโดยสังเขป มาตราที่ ๕๓/๑ ใหจังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดใหสอดคลองกับ แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และความตองการของประชาชนในทองถิ่นในจังหวัด มาตราที่ ๖๐ สำนักงานจังหวัดมีหนาที่ เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัด ของจังหวัดนั้น ประเภทของแผน : แผนพัฒนาจังหวัด/ แผนพัฒนากลุมจังหวัด ๔๐


จัดทำแผนพัฒนาใหสอดคลองกับแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และความตองการ ของประชาชนในทองถิ่นในจังหวัด โดยจังหวัดสามารถ ยื่นคำขอจัดตั้งงบประมาณไดเอง และใหหนวยงาน ของรัฐในจังหวัดตองปฏิบัติใหสอดคลองและเปนไปตาม แผนพัฒนาจังหวัด สำหรับกระบวนการจัดทำแผน พัฒนาจังหวัดนั้น กำหนดใหผูวาราชการจังหวัดจัดให มีการประชุมปรึกษาหารือรวมกันระหวางหัวหนา สวนราชการที่มีสถานที่ตั้งทำการอยูในจังหวัด (ทั้งการ บริหารราชการสวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น) รวมกับผูแทนภาคประชาสังคม และผูแทนภาคธุรกิจ ในจังหวัด ซึ่งนับไดวาเปนกระบวนการบริหารราชการ แบบมีสวนรวม และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน ไดมีพระราชกฤษฎีกาวาดวยการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่รวมเอาการบริหารงาน จังหวัด กลุมจังหวัด และภาคเขาดวยกัน รวมถึงการ ปรับปรุงระบบการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและ กลุมจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปของ จังหวัดและกลุมจังหวัด การจัดทำเปาหมายและ แนวทางการพัฒนาภาค การจัดทำงบประมาณและ การบริหารงานบุคคลของจังหวัดและกลุมจังหวัด เพื่อใหการบริหารงานจังหวัด กลุมจังหวัด และภาค เกิดการบูรณาการการทำงาน มีประสิทธิผลและ ผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่ อำนวยความสะดวก และตอบสนองตอความตองการที่แทจริงของประชาชน ในสวนของแผนระดับอำเภอถูกระบุไวในระเบียบ กระทรวงมหาดไทยวาดวยการจัดทำแผนและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดแนวทางเพื่อบูรณาการในการจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาในระดับหมูบาน ชุมชน ตำบล องคกรปกครองสวนทองถิ่น และอำเภอ ใหเชื่อมโยงสอดคลองกับทิศทางการพัฒนาในระดับ จังหวัด กลุมจังหวัด ภาค และประเทศ ประกอบดวย ๑. แผนพัฒนาอำเภอ เปนเครื่องมือในการ ดำเนินงานตามวัตถุประสงคและทิศทางการพัฒนา อำเภอในอนาคต รวบรวมรายการ โครงการและ แผนงานตาง ๆ ของอำเภอ ที่สะทอนถึงปญหาและ ความตองการของประชาชน ตลอดจนความตองการ ของทุกภาคสวนในพื้นที่อำเภอ ๒. แผนความตองการระดับอำเภอ เปนรายการ เกี่ยวกับโครงการและแผนงานตาง ๆ ที่จำเปน ตองดำเนินการในพื้นที่อำเภอในแตละปงบประมาณ ที่เรียงลำดับตามความสำคัญและความจำเปนเรงดวน ของปญหาและความตองการของประชาชนในพื้นที่ อำเภอ ๓. แผนปฏิบัติราชการประจำปของอำเภอ เปนแผนพัฒนาที่รวบรวมโครงการหรือกิจกรรม ของสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ องคกร ปกครองสวนทองถิ่น ที่ไดรับการจัดสรรงบประมาณ รายจายประจำป ที่ตองดำเนินการในพื้นที่อำเภอ โดยบทบาทที่สำคัญของแผนพัฒนาในระดับ อำเภอ คือ การเปนชุดเชื่อมตอของปญหาและ ความตองการของประชาชนในพื้นที่ แลวรวมกับภาคี การพัฒนาระดับอำเภอ (คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ แบบบูรณาการ) จัดลำดับความสำคัญภายใตกรอบ เปาหมายการพัฒนา และแนวทางการพัฒนาของจังหวัด เพื่อสงตอปญหาและความตองการของประชาชน เหลานั้นไปสูการจัดทำแผนงาน/โครงการ และภายใต แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณตอไป ๓. กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการ ระดับอำเภอ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย สำหรับบทความนี้ผูเขียนจะขอยกตัวอยาง ความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาดานการทองเที่ยว ผานกระบวนการจัดทำแผนและประสานแผนของ พื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งสามารถเชื่อมโยง ๔๑


ปญหาและความตองการของประชาชนในพื้นที่ จากการประสานแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนาทองถิ่น ผานการ วิเคราะหศักยภาพ จุดแข็ง จุดออน ความทาทาย และ อุปสรรคของพื้นที่ดวยกระบวนการ SWOT (SWOT Analysis) รวมกับภาคีการพัฒนาในพื้นที่ ทำใหเห็นวา อำเภอที่มีพื้นที่ประมาณ ๘๘๐ ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาสลับซับซอน ประมาณ รอยละ ๘๐ ของพื้นที่ และที่ราบเชิงเขา รอยละ ๒๐ ของพื้นที่ อยูสูงจากระดับน้ำทะเล ๗๐๐ - ๘๐๐ เมตร มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งป และมากกวา ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดรับสมญานามวา “ดินแดนแหงทะเลภูเขา” ดวยลักษณะพิเศษดังกลาว ทำใหอำเภอภูเรือสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได หลากหลายชนิด เชน คริสมาสต ไฮเดรนเยีย พิทูเนีย ซัลเวีย ฯลฯ และไดรับสมญานามอีกวาเปน “เมืองแหงดอกไมงามสามฤดู” โดยแบงการปกครอง ออกเปน ๖ ตำบล ๔๗ หมูบาน ๒ เทศบาลตำบล ๕ องคการบริหารสวนตำบล มีประชากรรวม ๒๒,๕๓๙ คน สามารถนำเอาจุดแข็งและโอกาส ของพื้นที่มาใช ทั้งดานการเปนสถานที่ทองเที่ยวที่เปน ที่รูจัก และมีอากาศหนาวเย็นเหมาะแกการทองเที่ยว ในชวงฤดูหนาว รวมกับการเปนแหลงปลูกมะคาเดเมีย และไมดอกเมืองหนาวอันดับตน ๆ ของประเทศ นำไปสูการจัดทำโครงการที่สอดคลองกับเปาหมาย การพัฒนาในระดับจังหวัด กลุมจังหวัด ภาค ทำให ไดรับการสนับสนุนงบประมาณจากทั้งงบพัฒนาจังหวัด งบพัฒนากลุมจังหวัด และหนวยงานอื่น ๆ ตัวอยางเชน งบประมาณจากจังหวัดเลย ๑. โครงการสงเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ ดานการทองเที่ยว : ภูเรือเมืองแหงดอกไมงาม จำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ๒. โครงการสงเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ ดานการทองเที่ยว : Phurua New Normal ชอป ชิม ชิลล @ปรอทยักษภูเรือ จำนวน ๒๙๖,๐๐๐ บาท ๓. โครงการสงเสริมการทองเที่ยวอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย กิจกรรม : งานเทศกาลผลไมและของดีอำเภอ ภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อสงเสริมการทองเที่ยวตามรูปแบบ วิถีชีวิตใหม New Normal จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔. โครงการขยายผลโครงการสรางปา สรางรายไดตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท งบประมาณจากกลุมจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน ๑ โครงการจัดงานเทศกาลศิลปะ สายหมอก และดอกไม จำนวน ๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทางผูเขียนจึงไดมีการศึกษาอยางจริงจังทั้งจาก เอกสารรายงานการจัดทำแผนพัฒนาระดับอำเภอ หรือการไดเขาไปพูดคุยกับทางนายอำเภอภูเรือรวมถึง ทีมงานของทาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องดังกลาว จนได ขอสรุปที่วา สูตรสำเร็จของการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มาจากสมการ ทั้ง ๖ สมการ ดังนี้ ๑. กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวของ ดังที่ผูเขียน ไดกลาวมาขางตนวา กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวของ กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ มีอยูหลากหลาย ฉบับ หากแตวาฉบับที่เปนหลักในการจัดทำแผนพัฒนา พื้นที่ในสวนของการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ คือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยจัดทำและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งไดบอกถึงอำนาจหนาที่ และกลไกของการขับเคลื่อน แผนพัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ไดแก การจัดทำแผน พัฒนาหมูบาน แผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนา อำเภอ ซึ่งเปนกรอบแนวทางที่ฝายปกครองที่ปฏิบัติ งานดานแผนตองศึกษาเพื่อรับรูและรับทราบในการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่มีความถูกตอง ครบถวน สงผลใหเกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนแผนพัฒนา ในแตละระดับใหเปนไปตามที่ระเบียบกำหนดไว ๒. แผน ๓ ระดับ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ เห็นชอบการจำแนกแผนออกเปน ๓ ระดับ ซึ่งประกอบไปดวย ๔๒


แผนระดับที่ ๑ ไดแก ยุทธศาสตรชาติ ซึ่งเปนเปาหมายการพัฒนาประเทศอยางยั่งยืนตามหลัก ธรรมาภิบาลเพื่อใชเปนกรอบในการจัดทำแผน ตาง ๆ ใหสอดคลองและบูรณาการกันเพื่อใหเกิดเปน พลังผลักดันรวมกันไปสูเปาหมายดังกลาว แผนระดับที่ ๒ ไดแก แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และแผนความมั่นคง โดยแตละ แผนไดมีเปาหมายที่แตกตางกัน เชน แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ เปนแผนในการกำหนด แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อใหประชาชนมีชีวิตและความเปนอยูที่ดีขึ้น เปนแมแบบของการวางแผนดานเศรษฐกิจและสังคม ในประเทศ รวมถึงเปนเปาหมายรวมที่คนในสังคม พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหเดินไปในทิศทาง เดียวกัน รวมถึงแผนความมั่นคง มีเปาหมายในการให ประเทศไทยมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น ประชาชนดำรงชีวิตโดยปกติสุข รวมทั้งมีการพัฒนา ศักยภาพการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสรางความมั่นคง แบบองครวมและรักษาไวซึ่งผลประโยชนแหงชาติ เปนตน แผนระดับที่ ๓ หมายถึง แผนที่จัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนระดับที่ ๑ และ แผนระดับที่ ๒ ใหบรรลุเปาหมายที่กำหนดไว หรือ จัดทำขึ้นตามกฎหมายกำหนด หรือจัดทำขึ้นตาม พันธกรณีหรืออนุสัญญาระหวางประเทศ เชน แผนพัฒนากลุมจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด แผนปฏิบัติ ราชการกระทรวง และแผนปฏิบัติราชการกรมการ ปกครอง เปนตน เพื่อเปนกรอบทิศทางการดำเนินงาน และบูรณาการใหเกิดความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ดังนั้น การขับเคลื่อนของหนวยงานหรือ สวนราชการในพื้นที่ตองมีการวางแผนตาง ๆ ใหมี ความสอดคลองกับแผนพัฒนาในแตละระดับดวย ดังเชน อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำเปนที่จะตองจัดทำ แผนพัฒนาระดับอำเภอ ใหสอดคลองกับแผนพัฒนา จังหวัด ๒๐ ป และแผนพัฒนากลุมจังหวัดดวยเชนกัน เพื่อใหเกิดการขับเคลื่อนในลักษณะแผนเดียว (One Plan) ๓. นโยบายที่เกี่ยวของ นโยบายเปนสิ่งที่สำคัญ ในการวางกรอบทิศทางในการดำเนินงานของหนวยงาน ในพื้นที่ ในบริบทตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อาทิ นโยบาย รัฐบาลในการสงเสริมการทองเที่ยว นโยบายกระทรวง มหาดไทย หรือนโยบายของกรมการปกครองในสวน ของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผานการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ ดังนั้น อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งมีเปาหมายและแผนงานหลัก ๆ ในเรื่องของ การสงเสริมการทองเที่ยว และมีบทบาทในการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาในพื้นที่ จึงตองใหความสำคัญ กับนโยบายตาง ๆ เพื่อใชเปนกรอบในการจัดทำแผน พัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ๔. ประเด็นศักยภาพ และความตองการในพื้นที่ หากเราพูดถึงการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ สิ่งที่ตองคำนึงในเรื่องของการจัดทำแผนหรือโครงการ ตาง ๆ ในแผน คือ การรับฟงความคิดเห็น หรือความ ตองการของประชาชนในพื้นที่ เพราะเปนสิ่งที่ชุมชน มีความเห็นรวมกันวาพื้นที่ตองการสิ่งใด หรืออยาก จะพัฒนาสิ่งใดภายใตทรัพยากรหรือศักยภาพที่มีอยู ในพื้นที่ โดย อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ก็ไดมีการนำ ศักยภาพในพื้นที่มาพัฒนาใหเกิดเปนประโยชน และ ตอบสนองตอความตองการของประชาชนในแตละระดับ โดยอำเภอมีการวิเคราะหพื้นที่ ความตองการของ ประชาชนจึงไดเขาใจวาพื้นที่มีศักยภาพในเรื่องใดบาง เชน ดานภูมิศาสตร ดานการเกษตร ดานการทองเที่ยว เปนตน จึงกำหนดเปนแผนพัฒนาในระดับอำเภอ ซึ่งเปนแผนที่ใหความสำคัญกับความตองการของ ประชาชนในพื้นที่ ภายใตทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู ๕. กลไกการจัดทำแผนพัฒนาระดับพื้นที่ กลไก การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอเปนเรื่องที่ สำคัญ เนื่องจากกลไกดังกลาวเปนไปตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยวาดวยการจัดทำและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งไดระบุมีการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาระดับอำเภอ ดังนี้ ๔๓


การประสานและรวบรวมขอมูลจากปญหาและความ ตองการของประชาชน รวมถึงแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น และ แผนพัฒนาของสวนราชการหรือหนวยงานอื่นในอำเภอ รวมถึงมีอำนาจหนาที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติงาน ประจำปของอำเภอ โดยรวบรวมโครงการหรือกิจกรรม ของสวนราชการ รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง มหาดไทย องคกรปกครองสวนถิ่นที่ไดรับการจัดสรร งบประมาณรายจายประจำปที่ตองดำเนินการ ในพื้นที่อำเภอ ดังนั้น กลไกแตละระดับจึงมีความสำคัญ เชื่อมโยง สอดคลองซึ่งกันและกัน เพื่อใหแผนพัฒนาพื้นที่ ในแตละระดับตอบสนองตอความตองการและศักยภาพ ของพื้นที่ ซึ่งอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ไดใหความสำคัญ กับกลไกดังกลาวอยางยิ่ง เพื่อใหแผนพัฒนาพื้นที่ มีชีวิตชีวา เกิดความสอดคลองกับแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งแผนพัฒนากลุมจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด ๒๐ ป และนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ นายอำเภอ มีบทบาทสำคัญในการใหการกำกับดูแล และใหคำแนะนำ ในการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น แผนพัฒนาอำเภอที่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอ เพื่อให การประสานแผนในระดับพื้นที่ เปนไปดวยความเรียบรอย รวมทั้งกำชับและใหความสำคัญกับการสะทอนปญหา และความตองการของพื้นที่ เพื่อกำหนดแผนงาน/ โครงการในแผนพัฒนาพื้นที่ใหสอดคลองกับเปาหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ยุทธศาสตรชาติ และแผนระดับรอง เปาหมายและแนวทางการพัฒนาภาค รวมทั้งเชื่อมโยง ตอเปาหมายการพัฒนาจังหวัด ๒๐ ป แผนพัฒนา จังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปของจังหวัด ตอไป แผนพัฒนาหมูบาน : เปนแผนที่มาจาก กระบวนการเรียนรูเพื่อจัดการตนเองของคณะกรรมการ หมูบาน (กม.) และประชาชนในหมูบานรวมคิด วิเคราะหปญหา ศักยภาพความพรอมของหมูบาน ภายใตเวทีประชาคมหมูบานและขอมูลที่คนในหมูบาน จัดเก็บ หรือขอมูลที่สวนราชการอื่น ๆ จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมเปนกรอบแนวทางการปองกันแกไขปญหา และพัฒนาหมูบานใหสอดคลองกับปญหาและ ความตองการที่แทจริงของหมูบาน เพื่อจัดทำเปน แผนพัฒนาหมูบานที่มาจากความตองการของ ประชาชนโดยแทจริง แผนพัฒนาตำบล : เปนแผนที่รวบรวมรายงาน/ แผนงานหรือโครงการกิจกรรม ที่จำเปนตองทำ เพื่อพัฒนาแกไขปญหาและความตองการของประชาชน ในพื้นที่ในระดับตำบลที่มาจากแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาทองถิ่น และแผนของสวน ราชการอื่น ๆ ในพื้นที่ โดยผานคณะกรรมการบริหารงาน ตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) ซึ่งมีปลัดอำเภอ ผูรับผิดชอบประจำตำบลที่นายอำเภอมอบหมายเปน ประธานกรรมการ เพื่อเปนกลไกในการรวบรวมรายงาน / แผนงาน และความตองการของประชาชนในพื้นที่ มาวิเคราะหหรือสังเคราะห กลั่นกรอง ประมวลผล เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนาตำบล และจัดลำดับ ความสำคัญของแผนงานหรือโครงการระดับตำบล กำหนดเปนแผนพัฒนาตำบล สงให ก.บ.อ. ใชประกอบ การจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และแผนความตองการ ระดับอำเภอ ตอไป แผนพัฒนาในระดับอำเภอ : โดยมีคณะกรรมการ บริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ซึ่งมี นายอำเภอเปนประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหนาที่ ในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอและแผนความตองการ ระดับอำเภอ โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอำเภอ ๔๔


ที่ใชเปนกรอบในการพัฒนาในพื้นที่ใหสอดคลอง กับเปาหมายของประเทศดวย และตองใหความสำคัญ กับนโยบายตาง ๆ ซึ่งเปนกรอบ/แนวทาง บริบท สภาพแวดลอมที่หนวยงานตองนำมาเปนกรอบแนวคิด ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ของตนเองดวย ไมวาจะเปน นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง มหาดไทย จนไปถึงนโยบายของกรมการปกครอง เมื่อเราเขาใจบริบทของการขับเคลื่อนประเทศ ในเบื้องตนแลว เราตองเขาใจบริบท สภาพแวดลอม ทรัพยากร และศักยภาพที่มีอยูในพื้นที่ เพื่อนำมาเปน ขอมูลในการวิเคราะหสำหรับจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ในแตละระดับตอไป โดยผานกลไกที่สำคัญตั้งแต คณะกรรมการหมูบาน (กม.) ที่ทำหนาที่รวบรวมขอมูล ความตองในพื้นที่จัดทำเปนแผนพัฒนาหมูบาน เพื่อรวบรวมเปนแผนพัฒนาตำบล โดยมีคณะกรรมการ บริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) ซึ่งมีปลัดอำเภอ ประจำตำบลที่นายอำเภอแตงตั้งทำหนาที่ในการ รวบรวม วิเคราะห จัดลำดับความสำคัญของแผน ในระดับตำบลเพื่อสงตอใหคณะกรรมการบริหารงาน อำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) โดยมีนายอำเภอ เปนประธานกรรมการ เปนผูรวบรวมแผนพัฒนา ในแตระดับตั้งแตแผนพัฒนาหมูบาน และแผนพัฒนา ตำบล มากำหนดเปนแผนพัฒนาอำเภอ และแผน ความตองการระดับอำเภอ เพื่อใชเปนขอเสนอในการ ขอรับงบประมาณสงใหจังหวัดตอไป โดยกระบวนการ ทั้งหมดตองใหความสำคัญกับเครือขายการมีสวนรวม ทั้งภาครัฐ ทองถิ่น เอกชน และประชาชนเพื่อให แผนที่เกิดขึ้นมาเปนแผนที่เกิดจากความตองการ ซึ่งมาจากความปรารถนาของประชาชนจริง ๆ และเพื่อ ใหการทำแผนฉบับหนึ่งขึ้นมาสามารถแกไขปญหา ความเดือดรอนของประชาชน และตอบสนองตอ ความตองการของพื้นที่ใหเกิดเปนรูปธรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตใหเกิดความยั่งยืนในพื้นที่ตอไป ๖. เครือขายการมีสวนรวมของภาครัฐ ทองถิ่น และภาคเอกชน เนื่องดวยยุทธศาสตรชาติ แผนระดับรอง รวมถึงนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวง มหาดไทยเนนย้ำเรื่องของการมีสวนรวมเปนเครื่องมือ ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่โดยเฉพาะในเรื่องของ การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ อำเภอตองเปนผูสราง ใหเกิดการมีสวนรวม เกิดการบูรณาการรวมกัน ทั้งใน ภาครัฐ ทองถิ่น เอกชน และประชาชน เพื่อใหการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่เกิดความคลองตัว สามารถ กำหนดผูรับผิดชอบรวมกันได ประสานความรวมมือ ซึ่งกันและกันได มีการรวมกันคิด รวมกันวางแผน รวมกันตัดสินใจ ซึ่ง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ไดให ความสำคัญกับเรื่องดังกลาวเปนอยางยิ่ง ในการใช กลไกและเครือขายดังกลาวเพื่อสรางความเขมแข็ง ใหอำเภอ เพราะอำเภอไมไดดำเนินการไดเบ็ดเสร็จ ในหนวยงานเดียว ปญหาความตองการในพื้นที่ มีความหลากหลายมิติ เชน ดานสังคม ดานสิ่งแวดลอม ดานเศรษฐกิจ ดานสาธารณสุข ดานความมั่นคง ดานการเกษตร เปนตน ดังนั้น การสรางเครือขาย การมีสวนรวมใหเกิดขึ้นในพื้นที่จะสงผลใหการ ขับเคลื่อนงานตาง ๆ ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุม บริบทตาง ๆ สามารถแกไขปญหาความเดือดรอนและ ความตองการของประชาชนไดทุกมิติ สอดคลองกับ ยุทธศาสตรชาติและแผนระดับชาติ นโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในเรื่องของการ สรางการมีสวนรวมใหเกิดเปนรูปธรรมตอไป ดังนั้น สูตรสำเร็จ ซึ่งเกิดขึ้นจากสมการทั้ง ๖ สมการขางตน ไมวาจะเปนเรื่องของกฎหมาย ระเบียบ กรอบอำนาจในการดำเนินการซึ่งเปนแนวทางหลัก ในการดำเนินงานเรื่องตาง ๆ ในพื้นที่แลว ยังตอง คำนึงถึงแผนที่เปนกรอบการพัฒนาประเทศอยางยั่งยืน นั่นคือ ยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป รวมถึงแผนระดับรองตาง ๆ ๔๕


บทความ ว�ชาการ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล ตอนที่ ๑๑ โครงการพัฒนาดานสิ�งแวดลอม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำร�ในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำร� ปจจุบัน สิ่งแวดลอม ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศถือเปนปญหาที่ถูกกลาวถึงและสราง ความกังวลใหกับผูคนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ปญหาดังกลาวสงผลกระทบตอการดำเนินชีวิตของมนุษย สิ่งแวดลอม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจอยางมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิด ภัยพิบัติ การสูญพันธุของสิ่งมีชีวิต ตลอดจนการเปลี่ยน รูปแบบการกระจายของเชื้อโรคและพาหะนำโรค นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเปนหนึ่ง ในสาเหตุหลักของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มี ความถี่และมีแนวโนมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งสงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกวาง โดยเฉพาะในระดับชุมชนและทองถิ่นที่ยังมีขีดความ สามารถดานการรับมือกับภัยพิบัติที่จำกัดเปนอยางมาก เทศาภิบาลฉบับนี้จะพาทุกทานไปหาคำตอบพรอม ๆ กันวา ประเทศไทยสามารถรับมือและกาวขามผาน ปญหาดังกลาวมาไดอยางไรกันคะ.... ๔๖


ดวยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) พระองคทรงวางรากฐานของการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน และสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน ภายใตเงื่อนไข การใชทรัพยากรที่มีอยางจำกัดใหเกิดประโยชนสูงสุด พระราชทานพระราชดำริในการจัดการสิ่งแวดลอม โดยทรงใหศึกษา ทดลองและดำเนินการแกไขอยาง เปนรูปธรรม ทั้งโดยกระบวนการทางธรรมชาติ ฟสิกส เคมี การใชเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ประดิษฐคิดคนขึ้น หรือผสมผสานวิธีตาง ๆ เขาดวยกัน ทรงเนนการใช ธรรมชาติชวยธรรมชาติ วิธีการรูปแบบงาย ๆ ใหราษฎร นำไปปฏิบัติได เทคโนโลยีราคาถูกและไมซับซอน แตมีประสิทธิภาพ และทรงใหพิจารณาดำเนินการ ใหเหมาะสมกับสภาพปญหาของแตละทองถิ่น โดยพระองค ทรงใหมีการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะทำนุบำรุงและปรับปรุงสภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมใหดีขึ้น ในดานการแกไขปญหา สิ่งแวดลอมนั้น ทรงเนนงานการอนุรักษและฟนฟูสภาพ สิ่งแวดลอม โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องของปญหา น้ำเนาเสีย สามารถสรุปไดโดยสังเขปดังนี้ แนวพระราชดำริ “น้ำดีไลน้ำเสีย” “น้ำดีไลน้ำเสีย” เปนทฤษฎีการบำบัดน้ำเสีย ที่ใชหลักการสำคัญ คือ ทำใหเจือจางและอาศัยแรงโนมถวง ของโลกซึ่งเปนวิธีการธรรมชาติในการใชน้ำที่มีคุณภาพดี ชวยผลักดันน้ำเนาเสียออกไป ชวยใหน้ำเนาเสีย ในลำคลองมีสภาพเจือจางลงและมีคุณภาพดีขึ้น แนวพระราชดำริ “การบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสัน” ในหลวงรัชกาลท่ ๙ พระราชทานพระราชดำริ ี เมื่อวันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ใหหนวยงานที่เกี่ยวของรวมปรับปรุงบึงมักกะสัน เพื่อชวยระบายน้ำและบรรเทาสภาพน้ำเสียใน คลองสามเสน โดยใชรูปแบบ “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” โดยการกรองน้ำเสียดวยผักตบชวา ตามแนวทฤษฎี การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “บึงมักกะสัน” คือ ใหมีการทดลองใชผักตบชวา ซึ่งเปนวัชพืช ที่ตองการกำจัด ใหสามารถนำมาใชประโยชนได โดย นำมาทำหนาที่ดูดซับความโสโครก รวมทั้งสารพิษ จากน้ำเนาเสีย ทรงเนนใหทำการปรับปรุงอยางประหยัด และไมกอใหเกิดความเดือดรอนแกประชาชนที่อยู อาศัยริมบึง แนวพระราชดำริ “การบำบัดน้ำเสียดวยการ ผสมผสานระหวางพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ” จากปญหาน้ำเนาเสียในหนองหาน เขตเทศบาล เมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ซึ่งเปนแหลงรับน้ำเสีย จากครัวเรือน จึงพระราชทานแนวพระราชดำริใหทำ โครงการบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติผสมผสาน กับเทคโนโลยีแบบประหยัด คือ จัดสรางบอดัก สารแขวนลอย ปลูกตนกกอียิปตเพื่อใชดับกลิ่น และปลูก ผักตบชวาเพื่อดูดสิ่งโสโครกและโลหะหนัก ตอจากนั้น จึงใชกังหันน้ำชัยพัฒนาและแผงทอเติมอากาศใหกับ น้ำเสียตามความเหมาะสมใหตกตะกอน แลวปลอยน้ำ ลงหนองสนมเพื่อปรับสภาพน้ำใหดีขึ้น นอกจากนี้ ไดนำผักตบชวามาใชประโยชนในดานตาง ๆ ไดอีกดวย เชน ทำปุยหมัก ทอเสื่อ ทำเชื้อเพลิงไดเปนอยางดี เปนตน ...ปญหาเรื่องสิ่งแวดลอมเปนปญหาที่มีความสำคัญควบคูกับการพัฒนา ความเจริญกาวหนา ซึ่งเปนปญหารวมกันของทุกประเทศ กลาวคือการพัฒนายิ่งรุดหนา ปญหาคุณภาพสิ่งแวดลอม และภาวะมลพิษก็ยิ่งกอตัว และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่ง ที่กำลังประสบกับปญหาดังกลาวอยูในขณะนี้... พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑ ๔๗


แนวพระราชดำริ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ในหลวงรัชกาลที่ ๙ สนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับ การบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหลงชุมชนและแหลง อุตสาหกรรมโดยใชอุปกรณการเติมอากาศ พระองค มีพระราชดำริใหมูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการวิจัยและ พัฒนากังหันน้ำ เริ่มจากการสรางตนแบบครั้งแรกในป พ.ศ. ๒๕๓๒ ตอมาในวันที่ ๒ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๓๖ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ไดรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพยสิน ทางปญญา นับเปนสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของ พระมหากษัตริยพระองคแรกของไทยและครั้งแรก ของโลก แนวพระราชดำริ “การกำจัดขยะชุมชน ดวยการทำปุยหมัก” ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหหนวยงานที่เกี่ยวของศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การกำจัดขยะที่เหมาะสมกับประเทศไทย การกำจัดขยะ ดวยการทำปุยหมัก เปนเทคโนโลยีอยางงาย ที่ใช หลักการธรรมชาติชวยธรรมชาติ และใชวัสดุทองถิ่น เพื่อสรางเทคโนโลยีที่ราคาถูกหรือไมเสียคาใชจาย แนวพระราชดำริ “มลพิษทางอากาศและ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พระราชดำริที่พระองคทานพระราชทาน ใหแกพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลาที่พระองค ทรงครองราชย สามารถใชเปนแนวทางในการลดสภาวะ โลกรอนไดอยางมีประสิทธิภาพ ทรงมีพระราชดำริ และพระราชทานแนวทางในเรื่องการอนุรักษปาไม การปลูกปาธรรมชาติและปาเศรษฐกิจ การรักษาและ พัฒนาแหลงน้ำ การประกอบอาชีพที่ยั่งยืน การปองกัน และบำบัดน้ำเสีย การกำจัดและการใชประโยชน จากขยะ การใชพลังงานทดแทนและใชเชื้อเพลิงชีวภาพ การแกไขปญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ตลอดจน การใชเครื่องปรับอากาศที่สะอาด โครงการศูนยศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดลอม แหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงตระหนักถึงความสำคัญ ของปญหาสิ่งแวดลอมทั้งดานน้ำเสียและขยะชุมชน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ไดพระราชทานแนวทาง การแกไขปญหาดวยการใชเทคโนโลยีอยางงาย โดยใช กระบวนการธรรมชาติชวยธรรมชาติ และใชวัสดุ ทองถิ่นเพื่อสรางเทคโนโลยีที่ราคาถูกหรือไมเสีย คาใชจาย จากการทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่ตำบล แหลมผักเบี้ย อำเภอบานแหลม จังหวัดเพชรบุรี ในการ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน พระองคทรงเห็นวาพื้นที่ดังกลาวเปนที่สาธารณะ มีปาชายเลนทรุดโทรม ควรจะนำพื้นที่บริเวณนั้น มาใชประโยชน โดยนำขยะชุมชนมาทำปุยหมัก เพื่อฟนฟูปาชายเลนที่เสื่อมโทรม นำน้ำเสียชุมชน มาปลูกหญาเลี้ยงสัตว เพื่อมิใหน้ำเสียชุมชนแพรกระจาย ๔๘


Click to View FlipBook Version