ปที่ ๑๑๙ ฉบับที่ ๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ www.dopa.go.th วันคลายวันสถาปนา กระทรวงมหาดไทย ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ป ๑๑๙ ฉบับที่ ๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ISSN ๐๑๒๕-๔๐๐๖
หากทานผูอานมีขอเสนอแนะ หรือ แสดงความคิดเห็นสามารถแจงและ ติดตอทีมงานเทศาภิบาลไดที่ QR code นี้ http://www.facebook.com/ นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครอง วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ครบรอบ ๑๓๒ ป วันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชโองการตั้งกระทรวงตาง ๆ ขึ้นเปน ปฐมบท กระทรวงมหาดไทยเปนห นึ่งในกระทรวงที่ไดจัดตั้งขึ้นในครั้งนั้น และทรงแตงตั้งสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เปนองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพระองคทรงกําหนดความหมายของงานมหาดไทยใหชัดเจนวา “บําบัดทุกข บํารุงสุข” ทรงสดับรับฟงทุกขและสุขของประชาชนดวยพระองคเอง และในปพุทธศักราช ๒๕๑๕ องคการศึกษาวิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดถวายการสดุดีใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเปน “บุคคลสําคัญของโลก” พระองคแรกของประเทศไทย นับเปนความภาคภูมิใจแกชาวกระทรวงมหาดไทยเปนอยางยิ่ง สําหรับเทศาภิบาลฉบับเดือนเมษายนนี้ไดนําเสนอประเด็นรอนที่สังคมกําลังใหความสนใจคือ ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดพิเศษที่ไดรับการคัดเลือกและแตงตั้งจากคณะรักษาความสงบแหงชาติ (คสช.) จะหมดวาระ หลังจากนั้นก็จะมี สว. ชุดใหม แลวบทบาทหนาที่และที่มา สว. ชุดใหมจะเปนอยางไร กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ไดสัมภาษณพิเศษนายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ในประเด็น ความเปนมาของวุฒิสภาไทย อีกทั้งมี คอลัมนถาม - ตอบ พิชิตคะแนน สําหรับผูที่สนใจจะเตรียมสอบ โดยจะเริ่มตนจากฉบับนี้เปนฉบับแรก และยังมี คอลัมนอื่น ๆ ที่นาสนใจใหทานผูอานสามารถติดตามไดภายในเลมคะ และอีกเชนเคย เทศาภิบาลฉบับเดือนนี้ยังมีกิจกรรมใหทานผูอานรว มสนุกตอบคําถามชิงรางวัล“แฟนพันธุแทเทศาภิบาล” อยางตอเนื่อง ทานผูอานหลายทาน ซึ่งตองปฏิบัติงานในชวงเทศกาลสงกรานตเพื่อดูแลพี่นองประชาชน กองบรรณาธิการ จึงขอสงกําลังใจไปใหทุกทานไดรับความสุขจากการทํางาน มีสุขภาพรางกายแข็งแรง มีครอบครัวรักใครสามัคคีโชคดี รับเทศกาลสงกรานต วันปใหมไทย ๒๕๖๗ คะ นางวจิราพร อมาตยกุล บรรณาธิการ เจาของ กรมการปกครอง ผูกอตั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประธานกรรมการอํานวยการ อรรษิษฐ สัมพันธรัตน รองประธานกรรมการ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห, บรรจบ จันทรัตน, สมชัย เลิศประสิทธิพันธ, ศรัณยศักด ศรีเครือเนตร ประธานกรรมการบริหารสํานักงานฯ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห บรรณาธิการ วจิราพร อมาตยกุล ผูชวยบรรณาธิการ สรวิชญ อิ่มทั่ว กองบรรณาธิการ ปติ ปชชาเขียว, วรรณเฉลิม นิธิกิจธาดา, ชุติภา บุตรสินธุ, กนกวรรณ บางบอ พิสูจนอักษร วรรณา ประจง, ศศิพัชร หิรัญปุณยโชติ, จันทรรัตน ปฐมปรมัตถ, อารียรัตน เหรียญไกร, สุมิตรา มวงปน แยกสีและพิมพ โรงพิมพอาสารักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร สํานักงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กองวิชาการ และแผนงาน กรมการปกครอง (วังไชยา) ถนนนครสวรรค แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๒๒๓-๑๙๑๔ e-mail : [email protected]
สารบัญ ๐๔ ๐๙ ๑๘ รายงานพ�เศษ ๐๔ • ๑๓๒ ป วันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย สืบสานปณิธาน “บำบัดทุกข บำรุงสุข” : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ๐๙ • พิธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ๑๓ • วันขาราชการพลเรือน : ทีมวิชาการเทศาภิบาล เฉลิมพระเกียรติ ๑๘ • โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ : วรรณเฉลิม สัมภาษณพ�เศษ ๒๑ • “ยอนรอยที่มาวุฒิสภาไทย กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย” นายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา : ทีมวิชาการเทศาภิบาล กฎหมายฝายปกครอง ๓๐ • การบังคับทางปกครอง : เฉพาะกรณีการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเปนเงิน : สวนคดีและละเมิด สำนักการสอบสวนและนิติการ ๓๔ • กลิ่นจากรานขาวแกง “คนกินหอม ขางบานฉุน” วาวุนเจาหนาที่ ! : นายปกครอง บทความว�ชาการ ๓๗ • การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอในบทบาทของฝายปกครอง กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการระดับอำเภอ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย : ฝายบูรณาการแผนพัฒนาพื้นที่ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน ๔๖ • สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตอนที่ ๑๑ โครงการพัฒนาดานสิ่งแวดลอม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ทีมวิชาการเทศาภิบาล ๒
สารบัญ CONTENTS ๔๖ ๖๐ ๕๒ • ถาม - ตอบ พิชิตคะแนน : HR DOPA ๕๔ • สงกรานตในประเทศไทย : กนกวรรณ คอลัมนประจำ ๕๗ • เจอคนแบบนี้ตองทำยังไง? รับมือ ๓ ประเภทคน “Toxic” สรางมลพิษในที่ทำงาน : MISSION TO THE MOON ๖๐ • อัตลักษณผาไทยประจำจังหวัด : วรรณเฉลิม ๖๔ • เทศาเมื่อวันวาน เรื่อง “เทศาภิบาล” : หองสมุดกรมการปกครอง ๖๖ • ความรูราชาศัพท ราชาศัพทของคำวา “รูปถาย”, “รูปเขียน”, “รูปปน”, “รูปหลอ” : สุปญญา ชมจินดา ๖๗ • Easy English with DOPA : สวนวิเทศสัมพันธ กองวิชาการและแผนงาน ปกิณกะ ๖๙ • งานวิจัยนาอาน : สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน ๗๑ • รีวิวหนังสือ “เขตคลอง มองเมือง” : สฤษธิชัย บุญญะชวยวงศ ขาวประชาสัมพันธ ๗๓ • ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตใหคนตางดาวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา ซึ่งเขามาเพื่อทำงานในราชอาณาจักร ตามบันทึกความเขาใจ วาดวยความรวมมือดานการจางแรงงานหรือไดรับอนุญาตทำงานในเรือประมง และมีหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายวาดวยการประมง หรือไดรับอนุญาต ใหเขามาอยูในราชอาณาจักรเปนกรณีพิเศษสามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กลับประเทศตนทาง เพื่อไปรวมงานประเพณีสงกรานต ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๗ ๗๕ ขาว ฌ.ป.ค. : สำนักงาน ฌ.ป.ค. ๗๖ • DOPA NEWS ๓
รายงาน พ�เศษ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล วันคลายวันสถาปนา กระทรวงมหาดไทย สืบสานปณิธาน “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ครบรอบ ๑๓๒ ป วันคลาย วันสถาปนากระทรวงมหาดไทย และวันที่รำลึก คลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย เพื่อนอมระลึกใน พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ สถาปนากระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ และไดทรงมอบหมายใหสมเด็จ พระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เปนองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองคไดทรงประกอบพระกรณียกิจดานตาง ๆ อยางมากมาย พรอมทั้งไดทรงปรับปรุงงานของ กระทรวงมหาดไทยหลายประการ อาทิเชน การแกไข ระเบียบการปฏิบัติงาน การจัดตั้งศาลากลางจังหวัด ทุกจังหวัด และโดยเฉพาะอยางยิ่งทรงจัดระเบียบ การปกครอง “รูปแบบเทศาภิบาล” และทรงวางรากฐาน ตลอดระยะเวลา ๑๓๒ ป ใหกระทรวงมหาดไทย เปนหนวยงานที่มุงมั่นในการ “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ใหพี่นองประชาชน ๑กรมการปกครอง “นิตยสารเทศาภิบาล” ปที่ ๖๓ เลมที่ ๔ เมษายน ๒๕๑๑ หนา ๔๑๗ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงสถาปนากระทรวง ๑๒ กระทรวง กระทรวงมหาดไทยเปนกระทรวงหนึ่ง มีหนาที่รักษาความสงบเรียบรอยภายในประเทศและ อำนวยความผาสุกใหแกประชาชน เมื่อแรกสถาปนา กระทรวงมหาดไทยนั้น กระทรวงมหาดไทยมิไดมี สำนักงานเปนของตนเอง แตไดอาศัยทำงานอยูที่ศาลา ลูกขุน ซึ่งมีอยู ๓ หลัง หลังหนึ่งอยูนอกพระราชวัง (ใกลศาลหลักเมือง) เปนสถานที่สำหรับประชุมอบรม ขาราชการฝายตุลาการชั้นสูง เรียกวา ศาลาลูกขุน ณ ศาลาหลวง ศาลาลูกขุนอีก ๒ หลัง อยูในบริเวณ พระราชวัง หลังหนึ่งอยูทางซายมือสำหรับประชุม ขาราชการพลเรือนอยูในความปกครองของเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย อีกหลังหนึ่งอยูในความปกครอง ของเสนาบดีกระทรวงกลาโหม สำนักงานกระทรวง มหาดไทยอยูในบริเวณพระราชวังจนสิ้นรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ไดโปรดเกลา ใหยายออกไปสรางสำนักงานใหมที่ริมคลองหลอด และสถิตสถาพรอยูจนปจจุบัน๑ ๔
ใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหนงองคปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พระองคไดทรงวางรากฐานอันมั่นคงใหแกกระทรวง มหาดไทย อาทิ ทรงจัดวางระบบการบริหารราชการ ทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค ทรงวางรากฐาน การปกครอง แบบเทศาภิบาลและสุขาภิบาล อันเปน พื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร ทรงกำหนดความหมายของ งานมหาดไทยใหชัดเจนวา “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ทรงสดับตรับฟงทุกขและสุขของประชาชนดวย พระองคเอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ทรงมีพระราชดำรัสวา กรมดำรงฯ มอบดวงใจ ใหกับกระทรวงมหาดไทย ในปพุทธศักราช ๒๕๑๕ องคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดถวายการสดุดีใหสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเปน “บุคคลสำคัญ ของโลก” พระองคแรกของประเทศไทย นับเปน ความภาคภูมิใจใหแกชาวกระทรวงมหาดไทย เปนอยางยิ่ง ซึ่งตามพระกรณียกิจของพระองคทาน ทรงเปนแบบอยางในการปฏิบัติหนาที่ ถึงแมวาจะพบ ปญหาอุปสรรคก็ไมเคยยอทอ เนื่องดวยความวิริยะ อุตสาหะ และจิตวิญญาณของการเปนขาราชการที่ดี มุงมั่นปฏิบัติหนาที่เพื่อบำบัดทุกข บำรุงสุขใหแกพี่นอง ประชาชน สงผลใหชาวมหาดไทยทุกยุคทุกสมัย มความเขมแข็งและอดทน สามารถเรียนรูและแกไข ี ปญหาตาง ๆ ไดอยางทันเหตุการณ เหมาะสม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จนสามารถขับเคลื่อนกระทรวง มหาดไทยใหเจริญรุงเรืองมาจนถึงปจจุบัน” วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ ณ กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี วาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานพิธีวาง พุมดอกไมถวายสักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องใน วันที่ระลึกคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบรอบ ๑๓๒ ป วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายชาดา ไทยเศรษฐ รัฐมนตรี ชวยวาการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย คณะผูบริหารระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี หัวหนาหนวยงาน รัฐวิสาหกิจ ขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการบริหารและสมาชิกสมาคมแมบาน มหาดไทย สมาชิกวุฒิสภา สมาคมนักปกครอง แหงประเทศไทย สมาคมขาราชการบำนาญ และผูแทน หนวยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมในพิธี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย กลาวคำสดุดี สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีใจความสำคัญความวา “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดมี พระบรมราชโองการตั้งกระทรวงมหาดไทยขึ้น เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๕ และไดทรงมอบหมาย ๕
นายกสมาคมแมบานมหาดไทย เปนผูนำอุปนายก สมาคม คณะกรรมการบริหารสมาคม และสมาชิก สมาคมแมบานมหาดไทย รวมวางพุมดอกไม ถวาย สักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งแตเวลา ๐๕.๓๐ น. มีสวนราชการและหนวยงาน รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงตาง ๆ และภาคีเครือขาย ทุกภาคสวนรวมวางพุมดอกไม โดย นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนผูนำผูบริหารสำนักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ๖
ในเวลา ๐๙.๐๐ น. ที่หองประชุมราชสีห ชั้น ๒ อาคารศาลาวาการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานในพิธีสงฆเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี อดีตเสนาบดี อดีตรัฐมนตรี อดีต ผูบริหารระดับสูง และอดีตขาราชการกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวันคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ ๑๓๒ ป ๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยไดรับเมตตาจาก สมเด็จพระมหาวีรวงศ ผูชวยเจาอาวาสวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จ พระสังฆราช พรอมดวยคณะสงฆจากวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ประกอบพิธีเจริญ พระพุทธมนต ขาราชการชั้นผูใหญถวายไทยธรรม ภัตตาหาร และกรวดน้ำอุทิศสวนกุศล เปนอันเสร็จพิธี ๗
นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาววา “วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ เปนวันที่ระลึก คลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวง มหาดไทย ไดจัดกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี ซึ่งกิจกรรมประกอบดวยพิธีวาง พุมดอกไมถวายสักการะพระอนุสาวรียสมเด็จพระเจา บรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ศาลพระไชยมงคล และศาลพระกาฬไชยศรี บริเวณหนาศาลาวาการ กระทรวงมหาดไทย อันเปนประเพณีปฏิบัติสืบทอด กันมาเพื่อตอกย้ำและกระตุนปลุกเราใหชาวกระทรวง มหาดไทย ทั้งขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ เจาหนาที่ทุกระดับ ไดยึดถือในจิตวิญญาณของความ เปนคนมหาดไทย ดวยการนอมนำพระปณิธานแหง ๒กระทรวงมหาดไทย. (๒๕๖๖). กระทรวงมหาดไทย จัดงานวันที่ระลึกคลายวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ ๑๓๒ ป ๑ เมษายน ๒๕๖๗ รวมนอมรำลึกและสืบสานปณิธานแหงองคปฐมเสนาบดี มุงมั่นทำคุณประโยชนสูงสุดแดประชาชนและประเทศชาติ. สืบคนเมื่อ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.facebook.com/prmoithailand/?locale=th_TH องคสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องคปฐมเสนาบดี “บำบัดทุกข บำรุงสุข” มาเปน เครื่องยึดเหนี่ยว และขับเคลื่อนภารกิจเพื่อประชาชน รวมทั้ง พระโอวาท “เจาคุณ อำนาจอยูที่ราษฎร เชื่อถือ ไมใชอยูที่พระแสงราชศัสตรา จะไปอยูที่ไหน ก็ตาม ถาเจาคุณทำใหราษฎรเชื่อถือ ดวยความศรัทธา แลว ไมมีใครถอดเจาคุณได แมในหลวง เพราะทาน ก็ทรงปรารถนาใหราษฎร อยูเย็นเปนสุขเชนเดียวกัน” อันเปนคติธรรมในการทำงานเพื่อใหขาราชการ ของกระทรวงมหาดไทยทุกคนไดยึดถือประโยชนสุข ของประชาชนเปนที่ตั้ง มุงมั่นขับเคลื่อนการทำงาน เพื่อสรางศรัทธา สรางความเชื่อมั่น และความรวมมือ ของภาคีเครือขาย และประชาชน นำพาประเทศชาติ สูความเจริญรุงเรืองอยางยั่งยืนสืบไป”๒ ๘
รายงาน พ�เศษ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล พ�ธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร� เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ เลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ผูชวย เจาอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เปนประธานฝายสงฆ และนายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนประธานฝายฆราวาส ในพิธีทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็กชนบท ในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลาย วันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมี นายชำนาญวิทย เตรัตน นายโชตินรินทร เกิดสม นายเชษฐา โมสิกรัตน นายราชันย ซุนหั้ว รองปลัด กระทรวงมหาดไทย นายพรพจน เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศรัตน ภิรมยรัตน อธิบดีกรมโยธาธิการและ ผังเมือง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนา ชุมชน นายไชยวัฒน จุนถิระพงศ อธิบดีกรมปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย หัวหนาหนวยงานรัฐวิสาหกิจ ขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน รวมพิธี ๙
โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย นำผูเขารวมพิธีวางพุมดอกไม และจุดธูปเทียน เครื่องทองนอยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และเปด กรวยกระทงดอกไมธูปเทียนแพถวายราชสักการะ เบื้องหนาพระฉายาลักษณพรอมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ภายในพระอุโบสถ เจาหนาที่อาราธนาศีล พระสงฆใหศีล เสร็จแลว กลาวคำถวายผาปาและถวายผาปา สมเด็จพระมหาวีรวงศ ผูชวยเจาอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พิจารณาผาปา รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวยผูบริหาร ระดับสูงถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร เปนอันเสร็จพิธี ๑๐
การนี้ เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาว สัมโมทนียกถา ความโดยสังเขปวา ขออนุโมทนา กระทรวงมหาดไทย ในการนอมนำพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการขับเคลื่อน โครงการทอดผาปาสมทบกองทุนพัฒนาเด็ก ในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อันเปนการชวยกันพัฒนาเด็ก ชวยครอบครัวของเด็กใหเขาสามารถพัฒนาบุตรหลาน ใหมีความรู มีการศึกษา และพัฒนาดานคุณธรรม จริยธรรม โครงการนี้เปนโครงการที่นาสรรเสริญและ ตองชวยกันอยางจริงจัง ถึงแมจะไดมากบาง นอยบาง ไมสำคัญ อยูที่เจตนาของเราทุกคนที่ตองการพัฒนา บุคลากรประเทศชาติของเราใหเจริญ ใหมีความรู ในการดำรงชีวิตตอไปได ใหไดรับการศึกษาอยางทั่วถึง และเราตองไมลืมวา เมื่อใหการศึกษาเขาแลว ตองเนน หนักเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ใหเขามีความรักชาติ มีความชื่นใจหรือภูมิใจในความเปนคนไทย ทั้งการศึกษา ประวัติศาสตร ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา ใหเขา ไดรูจักอยางแทจริงดวย เพื่อจะไดเปนตัวอยางที่ดี ของสังคมในโอกาสตอไป “เราพูดกันวาไมแกดัดยาก ตอนนี้เรากำลังพัฒนา คนรุนใหมเปนไมออนที่ตองดัดงาย ทั้งดานทุนทรัพย บุคลากรตาง ๆ ใหเขาไดรับการศึกษา ไดรับการพัฒนา ชวยสงเสริมทั้งดานวิชาการ ดานที่เขาประกอบอาชีพ ใหเปนอยูได แตตองอยาลืมพัฒนาเขาใหเปนคนที่รักชาติ มีวัฒนธรรม มีศาสนา และมีหลักธรรมประจำใจ เพื่อมีแนวทางในการดำรงชีวิตดวย อยาปลอยใหมี ความรูอยางเดียวแตใชความรูไมถูกตอง ไมเปนไป ตามหลักศาสนา หลักคุณธรรมจริยธรรมที่ดี จะเปน การสรางความรูไปประพฤติสิ่งไมดีได ตองมีคุณธรรม เปนเครื่องกำกับ ตองมีความรูคูกับจริยา ความประพฤติ” เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาวเพิ่มเติม เจาประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ กลาวในชวง ทายวา ขออนุโมทนาปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดี กรมการพัฒนาชุมชน ที่จัดการทอดผาปาเปนไปตาม พระราชประสงคของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการนี้จะเปนโครงการที่ดีที่ชวยกันสรางบุคลากร ของประเทศชาติใหเปนบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม เปนบุคลากรที่พึงประสงคของประเทศชาติ เพราะ ประเทศชาติจะเจริญไดตองมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม ปลูกฝงใหเขามีความรู ความรักชาติ ความมั่นคงในหลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนา นำไป ประพฤติปฏิบัติใหเกิดประโยชนแกตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในโอกาสตอ ๆ ไป ๑๑
นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลาววา กระทรวงมหาดไทยไดนอมนำพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วา การพัฒนาเด็กนั้น เด็กตองไดรับการพัฒนาในทุกดาน ทั้งดานรางกาย จิตใจ สติปญญา อารมณ และสังคม พรอมพัฒนา คุณภาพชีวิต สงเสริมการเรียนรูใหลูกหลานหมั่นศึกษา เรียนรูทุกสิ่งรอบตัว สามารถเสริมสรางพัฒนาศักยภาพ ของเด็ก ผูเปนอนาคตของชาติไดเปนอยางดี โดย ในวันนี้ กองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ไดจัดกิจกรรมทอดผาปาเพื่อหารายไดสมทบกองทุนฯ ทั้งในสวนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร แหงนี้ และในสวนภูมิภาคทั้ง ๗๖ จังหวัด มีวัตถุประสงคเพื่อจัดหารายไดสมทบกองทุนพัฒนา เด็กชนบท ในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และนำไปชวยเหลือสนับสนุน กิจกรรมในการพัฒนาเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจน และดอยโอกาสในชนบท สงเสริมใหภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชนทั่วไป รวมพัฒนาเด็กชนบท อันเปนสวนที่สำคัญในการพัฒนาชุมชน พัฒนา ประเทศชาติอยางยั่งยืนตอไป “ทั้งนี้ หากพี่นองประชาชนมีความประสงคจะ รวมสมทบทุนกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมไดที่เว็บไซตกรมการ พัฒนาชุมชน www.cdd.go.th หรือโอนเงินเขาบัญชี กองทุนพัฒนาเด็กชนบท ธนาคารกรุงไทย สาขาศูนยราชการ เฉลิมพระเกียรติฯ บัญชีเลขที่ ๙๕๕-๐-๐๒๘๕๖-๙ โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหยอนภาษีไดตลอดทั้งป เพื่อรวมกันแบงปนสรางลูกหลานไทยที่ดอยโอกาส ใหมีอนาคตที่ดีรวมกัน” ๑๒
รายงาน พ�เศษ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล วันขาราชการพลเร�อน โดยในวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ กระทรวงมหาดไทย ไดจัดพิธีมอบเกียรติบัตรและเข็มเชิดชูเกียรติใหแก ขาราชการพลเรือนดีเดน ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธาน พรอมทั้งนายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการ ปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง ผูบริหารระดับสูง ของกระทรวงมหาดไทย และหัวหนาหนวยงาน รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย เขารวมพิธี เทศาภิบาลฉบับเดือนนี้จะพาทุกทานไปทำความรูจัก กับขาราชการกรมการปกครอง นายธนศักดิ์ สุขรัตนไชยกุล ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการ และแผนงาน และนายโรจธรณ เกตุแกว หัวหนากลุม งานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สวนการ สอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ ที่ไดรับรางวัลขาราชการพลเรือนดีเดน ประจำป พ.ศ. ๒๕๖๖ กันคะ... ๑สำนักงาน ก.พ.. (๒๕๖๗). ๑ เมษายน “วันขาราชการพลเรือน”. สืบคนเมื่อ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.ocsc.go.th/blog/2022/03/1-เมษายน-วันขาราชการพลเรือน#gsc.tab=0 แหลงที่มา ๑ เมษายน ของทุกป เปน“วันขาราชการพลเรือน” จัดขึ้นเพื่อยกยองเชิดชูเกียรติ และเผยแพรเกียรติคุณ ของขาราชการพลเรือนดีเดน รวมกิจกรรม เผยแพรผลงาน ของขาราชการและสวนราชการ และสรางความเขาใจอันดีแกประชาชน ตอบทบาทหนาที่ของขาราชการ และเจาหนาที่ของรัฐ อีกทั้งเพื่อนอมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ ๗ ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ ซึ่งเปนผูทรงวางรากฐานระเบียบขาราชการ พลเรือนไทยสมัยใหมขึ้นมา๑ ๑๓
นายธนศักดิ์ สุขรัตนไชยกุล ประวัติการทำงาน เริ่มรับราชการ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ • พ.ศ. ๒๕๕๕ ปลัดอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ • พ.ศ. ๒๕๕๗ ปลัดอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม • พ.ศ. ๒๕๕๘ เลขานุการรองอธิบดีกรมการปกครอง • พ.ศ. ๒๕๕๘ เลขานุการผูวาราชการจังหวัดเพชรบุรี • พ.ศ. ๒๕๕๙ ปลัดอำเภอบานไร จังหวัดอุทัยธานี • พ.ศ. ๒๕๖๑ ผูชวยจาจังหวัดอุทัยธานี • พ.ศ. ๒๕๖๒ นักวิเคราะหนโยบายและแผน สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน • พ.ศ. ๒๕๖๕ ปลัดอำเภอหัวหนากลุมงานบริหารงานปกครอง อำเภอไชโย จังหวัดอางทอง • พ.ศ. ๒๕๖๖ - ปจจุบัน ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน หลักคิด / แนวคิดในการปฏิบัติราชการ นับแตวันที่ขาพเจากาวเขาสูการเปนขาราชการ ของกรมการปกครอง ขาพเจายึดมั่นในหลักการ ครองตนเพื่อผลประโยชนอันเกิดแกประชาชน องคกร และประเทศชาติเปนสำคัญ มุงมั่นตั้งใจ ทำงานของตนเองใหดีที่สุด มิไดหวังผลในการกระทำใด ๆ ดั่งคำที่วา “ทำงานไปเถอะ แมเจานายไมเห็น ลูกนองก็ตองเห็น แมลูกนองไมเห็น เพื่อนรวมงาน ก็เห็น แมเพื่อนรวมงานไมเห็น เทวดาก็ตองเห็น แมเทวดาไมเห็น สุดทายตัวเราเองนี่แหละที่เห็น” พรอมทั้งหมั่นระลึกถึงความรูสึกวันแรกที่รับราชการ ในตำแหนงปลัดอำเภอที่จะเปนทั้งคนเกงและคนดี เพราะในปจจุบัน “คนเกงหางาย คนดีหายาก คนเกงและดีหายากที่สุด” นอกจากนี้ การเปน ปลัดอำเภอถือเปนขาราชการที่ไดทำงานใกลชิด กับประชาชน คอยดูแลประชาชนดั่งปณิธานของ กระทรวงมหาดไทย “บำบัดทุกข บำรุงสุข” โดยขาพเจาไดยึดถือคำสอนของสมเด็จพระอริยวงศา คตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่วา “คนที่เกิดมามีแตคนชวยเหลือ ถือวาเปน คนมีบุญ แตคนที่เกิดมาแลวไดชวยเหลือคนอื่น เปนคนที่มีบุญมากกวา” นอกจากนี้ ขาพเจาไดยึดถือหลักสำคัญ ๓ ประการ เพื่อการครองคน ไดแก ๑) การใสใจ กับเรื่องสำคัญ และไมมองขามเรื่องเล็กนอย ๒) การเฉลี่ยเกียรติ และ ๓) ลมหัวจมทาย รวมทั้งมีหลักการครองงานใหประสบความสำเร็จ ดวยหลัก “๕ ใจ” ไดแก มีใจ ใสใจ ตั้งใจ จริงใจ และ ใจอาสา ปจจุบันดำรงตำแหนง ผูอำนวยการสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง การศึกษา - ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร - ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร (NIDA) การฝกอบรม - หลักสูตรปลัดอำเภอรุนที่ ๒๐๐ - หลักสูตร DOPA YOUNG TALENT รุนที่ ๘ - หลักสูตรผูบังคับกองรอย กองอาสารักษาดินแดน รุนที่ ๕๗ - หลักสูตรนายอำเภอ รุนที่ ๘๒ ๑๔
ผลงานดีเดนที่เปนประโยชนตอสังคม ในป ๒๕๖๗ ขาพเจาไดขับเคลื่อนโครงการ สำคัญของกรมการปกครอง ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ หรือเรียกกันวา “Flagship กรมการ ปกครอง” โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน กรมการปกครองใหเกิดผลอยางเปนรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย ภายใตวัฒนธรรมการทำงานแบบ “ทันโลก ทันสมัย ทันทวงที” ซึ่งอธิบดีกรมการปกครอง ไดเนนย้ำใหฝายปกครองใชเปนกลไกในการขับเคลื่อน นโยบายทั้ง ๑๐ ดาน ในระดับพื้นที่ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๖ ภายในโครงการสำคัญของกรมการปกครองฯ ดังกลาว ไดเล็งเห็นถึงความสำคัญของนายอำเภอ โดยสงเสริมบทบาทของนายอำเภอในฐานะ Area Manager นำนโยบายของรัฐบาลและ กระทรวงมหาดไทยสูการปฏิบัติในพื้นที่ เปนผูนำ สรางการมีสวนรวมของประชาชน ชี้เปาและสะทอน ปญหาความตองการเชื่อมโยงสูการพัฒนาพื้นที่ ในทุกระดับ เปนผูนำการเปลี่ยนแปลง Change for Good และเปนผูนำการบูรณาการความรวมมือ จาก ๗ ภาคีเครือขาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนใหอุดมสมบูรณพูนสุขอยางยั่งยืน นอกจากนี้ เปนการสงเสริมใหนายอำเภอ เปนผูผสานรอยตอหรืออุดชองวางระหวางหนวยงาน กับความตองการในพื้นที่ โดยการเขาไปชวยเหลือ ประชาชน ไมใหตองเสียโอกาสในการพัฒนา อีกตอไป การดำเนินงานดังกลาวขางตน เกิดจาก ความมุงมั่นในการปรับเปลี่ยนกรมการปกครอง ไปสูองคกรที่มีสมรรถนะสูง สามารถตอบสนอง ความตองการของประชาชนตามคานิยม “บำบัดทุกข บำรุงสุข” อยางแทจริง ใหสมกับการเปน นักปกครองที่ประชาชนใหความไววางใจเสมอมา ซึ่งสวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและ แผนงาน ไดขับเคลื่อนมาโดยตลอดตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๖๓ (10 Flagships for DOPA Excellence 2020) ป พ.ศ. ๒๕๖๔ (10 Flagships to DOPA New Normal 2021) ป พ.ศ. ๒๕๖๕ (10 Flagships to DOPA All Smart 2022) จนกระทั่งมาในป ปจจุบันยังคงขับเคลื่อนอยางตอเนื่อง และจะ ขับเคลื่อนตอไปในอนาคต ซึ่งทายที่สุดผลประโยชน ก็จะตกไปอยูกับประชาชนในรูปแบบของความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกมิติ เพราะหนาที่ ของฝายปกครอง คือ “การปกปอง คุมครอง และครองใจ” พี่นองประชาชน ๑๕
นายโรจธรณ เกตุแกว ประวัติการทำงาน • พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐ ปลัดอำเภอ (เจาพนักงานปกครองปฏิบัติการ) รุนที่ ๑ ป ๒๕๕๘ ปฏิบัติหนาที่ ณ ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองนครสวรรค • พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๕ หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (เจาพนักงานปกครองชำนาญการ) • พ.ศ. ๒๕๖๕ - ๒๕๖๖ ฝายชวยอำนวยการ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง • ๘ ม.ค. - ๓๑ มี.ค. ๒๕๖๗ หัวหนากลุมงานพัฒนาระบบการสอบสวนคดีอาญา • ๑ เม.ย. ๒๕๖๗ - ปจจุบัน หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หลักคิด / แนวคิดในการปฏิบัติราชการ พระมงคลทีปาจารย (ทานเจาคุณจำรัส) อดีตเจาอาวาส วัดแจง/เจาคณะอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎรธานี ทานไดเมตตาสอนกระผม วา “ใหทำความดี ใหมาก ๆ ถือศีล ๕ เปนนิตยประสิทธิแล” ดังนั้น ในตลอดระยะเวลาที่ผานมา ของการรับราชการ ขาพเจาจึงเชื่อมั่นในการทำคุณความดี ใหเปนกุศลกรรมนำพาชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร โดยยึดหลัก สำคัญ คือ ศีล ๕ และตั้งมั่นดวยหิริโอตัปปะ เกรงกลัวตอบาป ทุกประการ ขาฯ จึงพยามครองตนไมใหเบียดเบียนหรือทำผิด แกผูใด แมแตกรมการปกครองที่ใหโอกาสขาฯ ไดทำประโยชน เพื่อประชาชนนี้ ก็ขอยืนยันวาไมเคยคิดที่จะเบียดเบียน แมแตนอย ปจจุบันดำรงตำแหนง หัวหนากลุมงานกฎหมายกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา สังกัด สวนการสอบสวนคดีอาญา สำนัก การสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง การศึกษา - นิติศาสตรมหาบัณฑิต สาขาบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรามคำแหง การฝกอบรม - เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแหง เนติบัณฑิตยสภา รุนที่ ๖๔ - หลักสูตรวิชาวาความ จากสำนักฝกอบรมวิชาวาความ แหงสภาทนายความ รุนที่ ๓๗ - การฝกอบรมหลักสูตรสืบสวนสอบสวนพนักงานฝายปกครอง รุนที่ ๔๕ - การอบรมขยายผลโครงการจิตอาสา ๙๐๔ - การฝกอบรมตามโครงการเสริมสรางสมรรถนะขาราชการผูมีศักยภาพสูง ของกรมการปกครอง รุนที่ ๘ ๑๖
ผลงานดีเดนที่เปนประโยชนตอสังคม ๑. การใหความชวยเหลือพนักงานฝาย ปกครองที่ตองหาคดีอาญาอันเนื่องมาจากการ ปฏิบัติหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย การวางแนวทางใหความชวยเหลือตามหนังสือ กรมการปกครอง ดวนที่สุด ที่ มท ๐๓๐๗.๑/ว ๑๔๐๗๖ ลงวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๑ โดยมีหลักการ สำคัญ คือ (๑) เปนกรณีที่พนักงานฝายปกครอง ตกเปนผูตองหาในคดีอาญา อันเนื่องมาจาก การปฏิบัติหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมาย (๒) ผูที่เดือดรอนตองไดรับคำแนะนำจากที่ปรึกษา ทางกฎหมายอยางรวดเร็ว และ (๓) สามารถ ขอออกหนังสือรับรองการประกันตัวได ตามระเบียบ กระทรวงการคลังฯ ๒. การพัฒนาการถายทอดองคความรู การสืบสวนสอบสวนคดีอาญาในอำนาจหนาที่ ของพนักงานฝายปกครองในดานตาง ๆ เชน การพัฒนาหลักสูตรสืบสวนสอบสวน พนักงานฝายปกครองใหทันสมัย การสงเสริม การเรียนรูผานระบบอิเล็กทรอนิกส (E-Learning) การฝกอบรมภาคปฏิบัติ (Learning by doing) และการดำเนินการตามเกณฑมาตรฐานฯ รวมทั้ง การจัดทำคูมือ การจัดทำรางกฎหมาย และการให ความเห็นทางกฎหมายในสวนที่เกี่ยวของกับ กรมการปกครอง ผลสัมฤทธิ์ สามารถบรรเทาความเดือดรอน และสรางความเปนธรรมใหแกพนักงานฝายปกครอง ไดทั่วประเทศ เปนการประหยัดงบประมาณของ สวนราชการและสรางความตระหนักใหพนักงาน ฝายปกครองตองมีความรอบคอบในการปฏิบัติหนาที่ ตามกฎหมายอยางเครงครัด รวมทั้งสามารถ ถายทอดองคความรูและสรางความมั่นใจใหกับ พนักงานฝายปกครอง ไดเขาใจถึงบทบาทและ อำนาจหนาที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญา และการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาใหกับ ประชาชน ไดอยางถูกตองและมีประสิทธิภาพ ตามระเบียบกฎหมายตอไป ๑๗
เฉลิม พระเกียรติ วรรณเฉลิม โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพ�ธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จครองราชยที่เมืองพิษณุโลก ทรงเห็นวาจังหวัด พิจิตรเปนพื้นที่ลุมอุดมสมบูรณเหมาะแกการทำ การเกษตร แตเดิมเมืองพิจิตร ถูกเรียกวา เมืองสระหลวง เมืองโอฆะบุรี เมืองชัยบวร และเมืองปากยม เปนที่ราบลุม ตั้งอยูทางตอนใตของภาคเหนือ โดยมีลำน้ำยม และ ลำน้ำนานไหลผาน ดินมีลักษณะเปนดินตะกอน เมื่อพูดถึงจังหวัดพิจิตร สวนใหญจะนึกถึง เมืองชาละวัน กับ ไกรทอง เปนตำนานพื้นบาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงพระราชนิพนธเปนบทละครสำหรับละครนอก กลาวถึงจระเขยักษ ที่ออกทำรายชาวบาน จนในที่สุด ถูกปราบโดย ไกรทอง บึงสีไฟ เปนบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ เปนสถานที่ทองเที่ยวทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ ของจังหวัดพิจิตร ความอุดมสมบูรณของบึงสีไฟในอดีต มีหลักฐานจากสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งจังหวัด พิจิตรเปนพื้นที่ลุมเต็มไปดวยหวย หนอง คลอง บึงตาง ๆ โดยเฉพาะบึงสีไฟที่มีน้ำขังตลอดทั้งป จึงทรงเรียก เมืองพิจิตรวา “โอฆะบุรี”ครอบคลุมพื้นที่ ๕ ตำบล ไดแก ตำบลในเมือง ตำบลทาหลวง ตำบลเมืองเกา ตำบลโรงชาง และตำบลคลองคะเชนทร มีเนื้อที่ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ไร เปนสถานที่พักผอนหยอนใจ และเปนจุดชมพระอาทิตยตกที่งดงามมาก เมื่อไดเห็น ภาพพระอาทิตยตกกลางบึง เปนภาพที่งดงามอันซีน ของจังหวัดพิจิตร บึงสีไฟนอกจากจะเปนแหลงน้ำธรรมชาติ คูเมืองชาละวันแลว ยังเปนแหลงเศรษฐกิจและแหลง รายไดจากการทำประมง ทำสวนบัว และการคาขาย ๑๘
ในป พ.ศ. ๒๕๕๖ บึงสีไฟประสบปญหาภาวะ ภัยแลงอยางหนัก ฝนทิ้งชวงเปนเวลานานทำใหน้ำ ในบึงแหงขอด และในป พ.ศ. ๒๕๕๙ เกิดไฟไหมบริเวณ เกาะกลางบึงสีไฟ เนื่องจากวัชพืชแหงทับถมกัน เปนเวลานาน พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จ พระนางเจา พระบรมราชินี ทรงมีพระบรมราโชบาย ในการพัฒนาแมน้ำลำคลองและแหลงน้ำในพื้นที่ ที่ประชาชนไดรับความเดือดรอน บึงสีไฟไดรับการพัฒนา ประสานความรวมมือกับหนวยงานภาครัฐและเอกชน มีการบริหารจัดการน้ำ ดิน และปรับปรุงภูมิทัศน มีการขุดลอกบึงสีไฟ ใหสามารถรับน้ำไดมากขึ้น ในชวงหนาแลงบึงสีไฟไดรับการผันน้ำจากระบบ ชลประทาน ผานคลองชลประทาน โดยอาศัยน้ำจาก ทางเหนือที่ไหลมาจากเขื่อนนเรศวร ปรับปรุงภูมิทัศน ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร พิจิตร และ สภาพแวดลอมโดยรอบบึงสีไฟ ขยายพันธุบัวหลากหลาย สายพันธุ ใหเปนแหลงเช็คอิน รวมถึงมีการนำดินที่ได จากการขุดลอก มาทำเปนทางจักรยาน ทางเดิน และ ลูวิ่ง เพื่อใหชาวจังหวัดพิจิตร มีสถานที่ในการผักผอน ออกกำลังกาย และจัดกิจกรรมตาง ๆ จนกลายเปน แหลงทองเที่ยวที่เปนแลนดมารคของจังหวัดพิจิตร ภายในบึงสีไฟมีรูปปนจระเขใหญที่สุดในโลก ซึ่งไดมี การบันทึกในกินเนสสบุก (Guinness Book of World Records) มีความยาวประมาณ ๓๘ เมตร สูงประมาณ ๕ เมตร และกวาง ๖ เมตร เปนเอกลักษณโดดเดน ของเมืองชาละวัน นอกจากรูปปนจระเขแลว ภายใน บึงสีไฟมีบอจระเขหลากหลายสายพันธุ อีกทั้งยังมี อาคารแสดงพันธุปลาเฉลิมพระเกียรติ เปนตูแสดง พันธุปลามากกวา ๒๐ ชนิด และมีการสับเปลี่ยนชนิด ของปลาเปนประจำ โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ เนื่องใน โอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ไดพลิกโฉมจากบึงที่เคย เสื่อมโทรม กลายเปนบึงน้ำอันสวยงาม สามารถกักเก็บน้ำ ได ๑๒.๖๔ ลานลูกบาศกเมตร เมื่อเกิดภัยแลง หรือ ฝนทิ้งชวง บึงสีไฟสามารถชวยบรรเทาความเดือดรอน ของประชาชนไดมีน้ำไวสำหรับการอุปโภค บริโภค มีการปรับปรุงภูมิทัศนและสภาพแวดลอมโดยรอบ บึงสีไฟ โดยแบงเปน ๒ สวน คือในสวนของหาดทราย โดยนำทรายมาถมและปลูกมะพราว เสมือนนักทองเที่ยว มาพักผอนชายทะเล สวนที่ ๒ จะเปนสนามหญาสีเขียว ยาวเกือบ ๑ กิโลเมตร กลายเปนสถานที่พักผอน ทำกิจกรรมของชาวจังหวัดพิจิตร บึงสีไฟมีไฮไลทแหงใหม ใตพระบารมี คือสนามจักรยาน “สราญจิตมงคลสุข” ๑๙
ทั้งนี้จังหวัดพิจิตร มีความตั้งใจที่จะพัฒนาบึงสีไฟ ใหเปนจุดทองเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด เพื่อดึงดูด นักทองเที่ยวใหเขามาทองเที่ยว ชมความสวยงามของ บึงสีไฟ ชมพระอาทิตยตกดิน และยังเปนการสราง คุณภาพชีวิตใหกับประชาชนในพื้นที่ไดมีสถานที่พักผอน หยอนใจ มีสถานที่จัดกิจกรรม แขงกีฬา ซึ่งแตเดิม จังหวัดพิจิตรไมคอยไดรับความสนใจจากนักทองเที่ยว เนื่องจากไมมีจุดทองเที่ยวที่นาสนใจ เปนพื้นที่ปด ไมไดมีการประชาสัมพันธทำใหพื้นที่ไมไดถูกพัฒนา เปนแหลงทองเที่ยว อยางไรก็ตามจังหวัดพิจิตร มีความมุงมั่นที่จะพัฒนาบึงสีไฟ โดยรวมมือกับภาคี เครือขาย รวมทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อทำใหเกิด การกระตุนเศรษฐกิจฐานราก สรางงาน สรางรายได สรางอาชีพ ใหกับประชาชนในพื้นที่ เปนการเสริมสราง คุณภาพชีวิตที่ดีอยางยั่งยืน มีความหมายวา สนามจักรยานเปนสถานที่ทำให ใจสำราญเปนมงคลและสุขสบาย เปนเลนปนจักรยาน รอบบึงระยะทาง ๑๐.๒๘ กิโลเมตร และสนามจักรยาน ประเภทตาง ๆ ไดแก สนามจักรยาน BMW ความยาว ๓๕๖ เมตร สนามขาไถ (Balance Bike) เปนสนามเด็กเลน เพื่อใหเด็ก ๆ ใชออกกำลังกายดวยการนำขาไปไถกับพื้น ซึ่งจะทำใหเด็กรูจักพัฒนาการเคลื่อนไหวรางกายผาน การบังคับใชกลามเนื้อสวนตาง ๆ ไดอยางเต็มท่ี มีความยาว ๑๒๐ เมตร สนามปมแทรค (Pump Track) เปนสนามที่รองรับกีฬาไดหลากหลายชนิด เชน จักรยาน และสเก็ตบอรด ความยาว ๓๕๐ เมตร และ สนามเด็กเลนสรางปญญา ใหเด็ก ๆ ไดมีพื้นที่ในการ มาพักผอน ออกกำลังกาย พื้นผิวสนามใชวัสดุตาม มาตรฐานระดับนานาชาติของสหพันธจักรยานสากล ยกระดับจังหวัดพิจิตรใหเปนเมืองกีฬา (Sport City) ๒๐
“วุฒิสภา” นับเปนหนึ่งในประเด็นรอน ทีป่ ระชาชนจับตามอง ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไดกำหนดใหประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข โดยใหรัฐสภา ประกอบดวย สมาชิกสภาผูแทนราษฎร จำนวน ๕๐๐ คน และ สมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งใน บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดใหมี วุฒิสภาขึ้นในวาระเริ่มแรก จำนวน ๒๕๐ คน เริ่มปฏิบัติหนาที่ตั้งแตวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒ และจะครบวาระการดำรงตำแหนงในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จึงนำไปสูการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม ในป ๒๕๖๗ “วุฒิสภา” เปนองคกรฝายนิติบัญญัติที่มี บทบาทสำคัญในการวางรากฐานและผลักดันการปฏิรูป ประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในดาน การกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการ แผนดิน การใหความเห็นชอบในภารกิจสำคัญของ ประเทศ และงานดานอื่น ๆ ที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ตลอดระยะเวลาแหงการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย วุฒิสภาไทยในประวัติศาสตรมีวิวัฒนาการ และการเปลี่ยนแปลงที่มาอยูหลายครั้งจากการเลือกตั้ง ทางออม แตงตั้ง เลือกตั้งทางตรง เลือกตั้งผสมสรรหา จนกลับมาสูการแตงตั้งอีกครั้งในบทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ การเลือก สว. ชุดใหมในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ดวย วิธีการ “คัดเลือกกันเอง” นับวาเปนทางเลือกใหม ที่แปลกใหม สิ่งเหลานี้สะทอนนัยทางการเมืองอะไร ในแตละหวงเวลา และสงผลตอบทบาทหนาที่วุฒิสภา ที่มีตอการเมืองไทยอยางไร กองบรรณาธิการนิตยสาร เทศาภิบาลไดรับเกียรติและเขาพบเพื่อสัมภาษณพิเศษ นายตนพงศ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ถึงจุดเริ่มตนที่มาวุฒิสภาในระบบการเมืองการปกครอง ของไทย และที่มาของวุฒิสภาชุดใหมนี้วา ประชาชน จะเขามามีสวนรวมไดโดยตรง กลไกในลักษณะนี้ จะทำใหสมาชิกวุฒิสภาปลอดจากการครอบงำ ของพรรคการเมืองไดอยางไร “ยอนรอยที่มาวุฒิสภาไทย กับการปกครองระบอบประชาธิปไตย” นายตนพงศ ตั�งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา สัมภาษณ พ�เศษ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล ๒๑
❖ ขอใหทานรองฯ ชวยอธิบายจุดเริ่มตนและ วิวัฒนาการของ “วุฒิสภา” ในระบบการเมือง การปกครองของไทย วามีความเปนมาอยางไรบางครับ กอนอื่นก็ตองขอบคุณกรมการปกครอง ที่กรุณา ใหโอกาสผมในฐานะตัวแทนสำนักงานเลขาธิการ วุฒิสภา ในมิติเชิงประวัติศาสตรภายหลังเปลี่ยนแปลง การปกครองและประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ กอนที่จะมีวุฒิสภา นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดใหมีสภาผูแทนราษฎร ซึ่งเปน ลักษณะของ “สภาเดียว” โดยมีสมาชิก ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงและลับ ประเภทที่ ๒ มาจากการแตงตั้ง ซึ่งการแตงตั้งสมาชิก ประเภทที่ ๒ นั้น ก็เพื่อใหเปนพี่เลี้ยงคอยชวยเหลือ งานของสมาชิกประเภทที่ ๑ แตไมไดอยูในชื่อของ วุฒิสภา ตอมา วุฒิสภาก็ปรากฏตัวขึ้นอยางเปนทางการ ครั้งแรกในชื่อ “พฤฒสภา” ซึ่งหมายถึงสภาสูงหรือ สภาอาวุโส ตามรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๔๘๙ ซึ่งจะเห็น ไดวามีหวงเวลาหางพอสมควร ถาดูจากเจตนารมณ ผูรางรัฐธรรมนูญจะพบวาเนื่องจากชวงแรกเริ่มมีการใช รัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้น ยังมีราษฎรอีกจำนวนมากที่ยัง ไมไดรับการศึกษาเพียงพอที่จะจัดการปกครองปองกัน ผลประโยชนของตนเองไดบริบูรณ ถาปลอยใหราษฎร เลือกผูแทนโดยลำพัง ผลรายก็จะตกอยูแกราษฎร ถาราษฎรไดมีการศึกษาเพียงพอแลว ก็ใหลดจำนวน สมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งตอมาอาจกลาวไดวา สมาชิก ประเภทที่ ๒ ไดพัฒนาไปเปน “พฤฒสภา” ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ นั่นเอง โดยกำหนดใหมาจากการเลือกตั้ง ทางออม ตอมารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๔๙๐ ระบบรัฐสภา ยังคงเดิม กลาวคือ มีสภาผูแทนราษฎรสภาหนึ่ง และสภาที่สอง คอยกลั่นกรองงานอีกสภาหนึ่ง แตใช ชื่อวา “วุฒิสภา” ประกอบดวยสมาชิกที่ พระมหากษัตริย ทรงเลือกตั้งมีจำนวนเทากับจำนวนสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร ดังนั้น ถากลาวถึงปฐมบทจุดเริ่มตนและ พัฒนาการของวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญก็ถือวาเริ่มตน ตั้งแตป ๒๔๘๙ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนชื่อเปนวุฒิสภา ในป ๒๔๙๐ และใชชื่อ “วุฒิสภา” มาจนถึงปจจุบัน ❖ เมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ไดกำหนดบทบาทของ “พฤฒสภา” ไวอยางไรบางครับ สภาคูเริ่มนำมาใชเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ ป ๒๔๘๙ ที่กำหนดใหรัฐสภา ประกอบดวย พฤฒสภา และ สภาผูแทนราษฎร ตอมารัฐธรรมนูญป ๒๔๙๐ ไดเปลี่ยนชื่อ “พฤฒสภา” มาเปน “วุฒิสภา” จนถึง ปจจุบัน โดย พฤฒสภา มีวิธีการที่ไดมาแตกตางจาก สมาชิกสภาผูแทนราษฎร โดยพฤฒสภาจะเปนการ เลือกตั้งโดยออมแตกระทำโดยลับ หมายความวา ในกฎหมายวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกพฤฒสภา ในขณะนั้น ใหจัดการเลือกตั้งโดยองคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา แลวถามวา องคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภามา จากไหน ก็มีการกำหนดใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในขณะนั้นทำหนาที่องคการเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภา ในชวงเวลาแรก ที่นาสนใจ คือ ประการที่หนึ่ง ก็คือวา รัฐธรรมนูญออกแบบใหสมาชิกพฤฒสภามีคุณสมบัติ ที่สูงกวาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้งคุณวุฒิ และ วัยวุฒิ กลาวคือ ตองมีอายุไมต่ำกวา ๔๐ ปบริบูรณ มีคุณวุฒิอยางต่ำปริญญาตรีหรือเทียบเทาไมต่ำกวา ๕ ป เปนตน ประการที่สองก็คือวา สมาชิกพฤฒสภา ในเวลานั้นเปนขาราชการที่มีตำแหนงและเงินเดือนประจำ ไมได และที่นาสนใจ คือ ไดกำหนดคุณวุฒิของสมาชิก พฤฒสภาไวเปนการเฉพาะ ซึ่งในประเด็นนี้รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็ได กำหนดคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภาไววาตองจบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี เหมือนกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ชวงหนึ่งก็กำหนดใหจบปริญญาตรี แตถาลองยอนไปดู ป ๒๔๘๙ กำหนดกาวหนาไปกวานั้นคือ สมาชิก วุฒิสภาตองจบปริญญาตรีแลว แตตองจบมาแลว อยางนอย ๕ ป ถาเปนขาราชการมาสมัครตองเคยดำรง ตำแหนงไมต่ำกวาหัวหนากองหรือเทียบเทามาแลว นี่คือคุณสมบัติดานวุฒิการศึกษาไวสูง ๒๒
❖ ครั้งแรกที่ “วุฒิสภา” มีบทบาทในทาง การเมืองการปกครองระบบรัฐสภาไทย เกิดขึ้น ในสมัยใดครับ จริง ๆ ขอเท็จจริงทางการเมืองอาจจะมีมุมมอง หลากหลาย แตถาไปดูขอเท็จจริงทางรัฐธรรมนูญ เห็นชัดเจนวา อยางที่ใชคำวาสภาพี่เลี้ยง เราจะนิยมใช กันมาในชวงแรก แตจริง ๆ แลว คำภาษาอังกฤษ ที่มักจะใชก็คือ วุฒิสภา คือ second opinion เปน ความคิดเห็นที่ ๒ ซึ่งเปนหลักนิยมโดยทั่ว ๆ ไปวา หมายความวาถาผมเปนสมาชิกสภา เราพิจารณาไปแลว ผานไปแลวจะมีใครสักทานหนึ่ง องคกรหนึ่งมาชวย พิจารณา มาชวยกลั่นกรองใหเปน second opinion เพื่อใหมันรอบคอบ ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ในขณะนั้น ประเทศไทยเราพึ่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดังนั้น กลไกรัฐสภา สภาผูแทนราษฎร และพฤฒสภา เปนของใหม ตองยอมรับวากอนหนานั้น ประเทศไทย มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย ก็มีการ จัดการบริหารราชการแผนดินอยางหนึ่ง แตพอ เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภาก็มีการเปลี่ยนการบริหารราชการแผนดิน อยางหนึ่ง เชน สมัยกอนไมมีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การที่มีสภาที่สอง การที่มีความเห็นที่สอง ก็ทำใหการ กลั่นกรองกฎหมายในชวงแรกไดดีขึ้นในยุคสมัยใหม ตอมายี่สิบสามสิบปกอน ถานึกถึงวุฒิสภาเราก็จะนึก ถึงสภาพี่เลี้ยง แตบทบาทของวุฒิสภาเปลี่ยนไปนับ ตั้งแตรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ❖ ยุคเริ่มตนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา มีวิธีการอยางไร และที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในปจจุบันมีวิธีการและรูปแบบเปนอยางไรบางครับ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแลวยี่สิบฉบับ สิบฉบับมีสองสภา ในสิบฉบับที่มีวุฒิสภา คือ มีสภาคู ก็จะแบงที่มาของสมาชิกวุฒิสภาได ดังนี้ รูปแบบที่ ๑ พฤฒสภาที่ใชวิธีการเลือกตั้ง โดยออมและลับ รูปแบบนี้ดำเนินการในชวงรัฐธรรมนูญ ป ๒๔๘๙ รูปแบบที่ ๒ วุฒิสภาซึ่งพระมหากษัตริยทรง พระกรุณาโปรดเกลาแตงตั้งนับแตรัฐธรรมนูญป ๒๔๙๐ รูปแบบที่ ๓ วุฒิสภานับแตป ๒๔๙๐ ที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาเราจะใชรูปแบบที่พระมหากษัตริยทรง แตงตั้งมาเรื่อย ๆ ตั้งแตป ๒๕๐๐ จนถึงรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๓๔ ไดมีการแกไขและตรารัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกในป ๒๕๔๓ ดวยวิธีการ เลือกตั้งโดยตรงและลับ เหมือนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร แตกตางในประเด็นเขตเลือกตั้ง พอเวลาผานไป ประมาณ ๑๐ ป วุฒิสภาก็มีการเปลี่ยนที่มาอีกครั้งหนึ่ง ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งถาดูจากเจตนารมณผูราง พบวา พอใชระบบ เลือกตั้งโดยตรงและลับ สุดทายแลวก็ตองมีความ สัมพันธและกระบวนการทางการเมืองตั้งแตในระดับ พื้นที่ทำนองเดียวกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ซึ่งถาจะใช ระบบเลือกตั้งทั้งประเทศ ก็จะไมไดสมาชิกวุฒิสภา ตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผูรางรัฐธรรมนูญ จึงปรับเปนแบบผสมผสานในรูปแบบที่ ๔ รูปแบบที่ ๔ วุฒิสภารูปแบบผสมระหวาง การเลือกตั้งโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กลาวคือ วุฒิสภา จำนวน ๑๕๐ คน ประเภทแรกมาจากการเลือกตั้ง ในแตละจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน และมาจากการ สรรหาเทากับจำนวนรวมขางตนหักดวยสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง สำหรับคณะกรรมการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาก็จะมีประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน องคกรอิสระ ตุลาการและผูพิพากษาในศาลปกครอง สูงสุดหรือศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญของศาลดังกลาว เลือกจากตุลาการหรือผูพิพากษาตามระดับและจำนวน ที่กำหนด ปรากฏวา ขออนุญาตใชคำชาวบาน ทำงานไป ไมถึง ๑๐ ป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปลาตางน้ำ หมายความวา สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งก็มีอุดมการณทาง การเมืองวิธีปฏิบัติมีธรรมเนียมปฏิบัติคลาย ๆ สมาชิก สภาผูแทนราษฎร ในขณะเดียวกันวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาก็มีอุดมการณและวิธีปฏิบัติที่แตกตางกัน ออกไป ดวยเหตุนี้ ชวงทาย ๆ การทำงานของวุฒิสภา ใหประเมินในความเห็นสวนตัวจึงมีขอติดขัด บางประการ สงผลกระทบตอการปฏิบัติภารกิจของ วุฒิสภาในภาพรวมดวย ๒๓
รูปแบบที่ ๕ เปนนวัตกรรมใหม คือ รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จะแกปญหา ที่เราคุยกันมาทั้ง ๔ ประการในเบื้องตน ผูรางคงเล็งเห็นวา ถาอยางนั้นกลับหลักคิดไหม เพราะแนวคิดเดิม บอกวุฒิสภาเปนสภาพี่เลี้ยง ซึ่งสภาพี่เลี้ยง พอเปน เลือกตั้งกลับกลายเปนสภาผูแทนราษฎรที่ ๒ อีกทั้ง ยังมีขอครหา เชน สภาผัวเมีย เปนตน แลวก็มีประเด็น เรื่องปลาตางน้ำ โดยผูรางรัฐธรรมนูญก็ปรับใหวุฒิสภา เปนองคกรที่ประสานความคิดจากบุคคลซึ่งมีความรู ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ อาชีพ ลักษณะ หรือ ประโยชนรวมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานดานตาง ๆ ที่หลากหลายของสังคม ใหไดนำความรูประสบการณ โดยตรงของตัวเองมาใชแตตองมีเปาหมายวาเปน โดยไมถูกครอบงำ เปนผูแทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ เพื่อใหการตรากฎหมายในฐานะที่เปนสภากลั่นกรอง ไดพิจารณาแงมุมตาง ๆ จากประชาชน ทั้งยังมีเจตนา สำคัญคือใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรง เห็นไดชัดเจนที่รัฐธรรมนูญกำหนดใหการแบงกลุม เพื่อการคัดเลือกกันเองนั้น จะตองแบงในลักษณะที่ ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู กลุมใดกลุมหนึ่งได ถาเราลองกลับไปดูในรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๔๐ กับ ป ๒๕๕๐ คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็มักจะเคยเปนอดีตสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือจะ มีฐานการเมืองทองถิ่นมากอน ถามวา ในทางการเมือง เราสามารถเดินไปเขารับการเลือกตั้ง สว. ไดไหม คงจะได แตโอกาสที่จะไดรับเลือกตั้งคงยาก ผูราง รัฐธรรมนูญป ๒๕๖๐ จึงพยายามใหประชาชนทั่วไป สามารถลงสมัครเขาคัดเลือกได ในสวนคุณสมบัติสมาชิกวุฒิสภา ถือวากลับ หลักคิดใหมดวย เพราะหากยอนไปรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ กำหนด วาสมาชิกวุฒิสภาตองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ครั้งนี้ไมไดกำหนดคุณวุฒิ หมายความวา ถาทานเปน ชาวนา ชาวไร ผูนำชุมชน/กลุมเกษตรกร ไมวาอาชีพใด ถาทานมีความรูความสามารถ ความชำนาญจาก ประสบการณชีวิต ถาเรียน กศน. หรือจะเปนผูสูงวัย ก็ได ก็ถามวาแลวจะทำอยางไรใหทุกคนลงได ก็เลย แบงกลุมการรับสมัครออกเปน ๒๐ กลุม ถาหากลุม อาชีพไมไดก็มาลงกลุมอาชีพอื่น ๆ คือ ทุกคนลงสมัครได ก็อาจจะเรียกไดวาเปนรัฐธรรมนูญที่กำหนดที่มาของ สว. แบบใหมที่ยังไมมีที่ใด เปนการเริ่มนับหนึ่งใหม หลังจากนั้นผูสมัครก็ถูกจัดกลุมเลือกตามเงื่อนไข สวนการสมัครก็เปดกวางทั้งมิติถิ่นที่อยูอาศัย ที่เรียน หรือที่ทำงาน เชน ลงสมัครไดในอำเภอที่เคยเรียน เปนเวลาไมนอยกวา ๒ ป อำเภอที่ทำงาน อำเภอ ที่เราเกิด เขาใจวาเพราะผูรางรัฐธรรมนูญมีเจตนา ใหมีจุดเกาะเกี่ยวกับพื้นที่ นอกจากนี้ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ในมาตรา ๑๐๗ ยังเขียนไววา สว. เปนผูแทน ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศดวย จะเห็นไดวา สว. ที่มีที่มาในรูปแบบที่ ๕ ที่เกิดขึ้น ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และกำลังจะดำเนินการใชจริงครั้งแรกในราว เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ จำตองอาศัยบทบาทของ กระทรวงมหาดไทยตั้งแตระดับอำเภอ จังหวัด กรุงเทพมหานคร จนถึงระดับประเทศไดรวมกัน ขับเคลื่อน ทั้งในดานการเปนสถานที่รับสมัคร หรือ สถานที่คัดเลือก ตลอดจนอำนวยการและจัดการ คัดเลือกตั้งแตในระดับอำเภอ ตลอดจนการสราง การรับรูใหประชาชนดวย ๒๔
❖ มีประชาชน นักวิชาการ และอาจารย มหาวิทยาลัยบางทานไดแสดงความคิดเห็นวา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนฉบับที่ประชาชนมีสวนรวมในการไดมา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามากที่สุด ทานรองฯ มีความเห็น กับประเด็นนี้อยางไรบางครับ ถาดูมิติของการมีสวนรวมโดยตรงในบทบาท ของวุฒิสภา รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนฉบับที่ประชาชนมีสวนรวม มากที่สุด เพราะสมาชิกวุฒิสภาไดรับการเลือกตั้งจาก ประชาชนทั่วไปโดยตรงและลับ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไดรับการชื่นชมวาเปนรัฐธรรมนูญที่สงเสริมใหประชาชน มีสวนรวมมากที่สุด ซึ่งจะสัมพันธกับบทบาทของ วุฒิสภาในเวลานั้น ❖ สมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการเลือกในป ๒๕๖๗ มีความแตกตางจากที่สมาชิกวุฒิสภา ที่แตงตั้งจาก คสช. ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ อยางไรบางครับ ถาจะใหกำหนดหมุดหมาย ในสวนของบทบาท หนาที่ สว. อาจแบงได ๓ ระยะ ระยะตั้งตนตั้งแต พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึงกอนรัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ จะมี ความคลาย ๆ กัน ก็คือเปนสภาแหงการกลั่นกรอง กฎหมาย เปนสภาพี่เลี้ยง แลวก็ใหความเห็นชอบ เรื่องสำคัญซึ่งจะตองมีการดำเนินการในรัฐสภาหรือวุฒิสภา พอถึงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งเกิดจากความมุงหมายการปฏิรูปการเมือง อันเปนผลสืบเนื่องจากเหตุการณพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ดังนั้นสิ่งที่สถาปนาขึ้นใหมในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็คือการนำระบบศาลคูมาใช มีศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และยังมีองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นดวย คำถาม ตอมาก็คือวา องคกรไหน องคกรใดจะเปนผูกำกับดูแล หรือสัมพันธเกี่ยวของโดยตรงกับบรรดาองคกรเหลานี้ คำตอบที่ผูรางรัฐธรรมนูญใหไวก็คือสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นตั้งแต พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึง ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ กำหนดใหวุฒิสภาเปนสภากลั่นกรอง สภาพี่เลี้ยง พอรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อำนาจเดิมยังมีอยูแตมีอำนาจหนาที่ใหม เรียกวาสรรหา แตงตั้งบุคคลเขาสูองคกรอิสระ ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และตำแหนงตาง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ยังมีอำนาจพิเศษอีก คืออำนาจในการถอดถอน อำนาจของ สว. ตาม รัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ ก็ยังสืบเนื่องมายังรัฐธรรมนูญ ป ๒๕๕๐ ยังมีอำนาจสรรหา แตงตั้ง ถอดถอนอยู ๒๕
พอมารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งก็เปนรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบัน ก็มีการเปลี่ยนแปลงหนาที่และอำนาจของวุฒิสภา ก็กลับไปเปนสภาแหงการกลั่นกรอง ตรวจสอบ แต ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญยกระดับใหสมาชิกวุฒิสภา สามารถกระทำกิจกรรมทางการเมืองบางอยางในสภา ไดเหมือนกันกับสภาผูแทนราษฎร เชน กระทู ก็จะมี กระทูถามสด บางทีทานสมาชิกวุฒิสภาก็มีการตั้งกระทู ถามสดเกี่ยวกับงานในหนาที่ ซึ่งโดยรวม ภารกิจของ สมาชิกวุฒิสภาก็คลาย ๆ กัน อยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ในบท เฉพาะกาล มาตรา ๒๗๐ กำหนดวาในชวงเปลี่ยนผาน เรียกเปนภาษาอังกฤษวา Transition period ก็อยากจะใหมีความเรียบรอยสามารถนำไปสูเปาหมาย สำคัญ คือ การปฏิรูปประเทศและการดำเนินการ ตามยุทธศาสตรชาติได จึงใหวุฒิสภาชุดเปลี่ยนผานนี้ ทำหนาที่หลายประการ และมีความแตกตางจากสมาชิก วุฒิสภาที่จะมีการเลือกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ คือ ๑. ที่มาของ สว. ชุดใหม ก็ไมเหมือน สว. ชุดพิเศษ ตามบทเฉพาะกาลอีกตอไป และมีจำนวนลดลงเหลือ ๒๐๐ คน แตกตางจาก สว. ชุดพิเศษตามบทเฉพาะกาล ที่มี ๒๕๐ คน ๒. อำนาจและหนาที่แตกตางกัน ประเด็นสำคัญ รัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาล ถาคณะรัฐมนตรีเห็นวา รางพระราชบัญญัติใดเกี่ยวของกับการปฏิรูปประเทศ ใหกระทำในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา เชน วันนี้ กระทรวงมหาดไทยเสนอรางพระราชบัญญัติวาดวย การบูรณาการการจัดการเรื่องรองเรียน ยกระดับ ศูนยดำรงธรรม แลวคณะรัฐมนตรีเห็นวาเปนราง พระราชบัญญัติ หมวด ๑๖ วาดวยเรื่องการปฏิรูปประเทศ ใหเสนอไดในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา ถามวามีขอดี อยางไรครับ แทนที่จะตองผานกระบวนการปรกติของ สภาผูแทนราษฎร ๓ วาระ และ วุฒิสภา ๓ วาระ ก็เปน รวม ๓ วาระไปทีเดียวเลย ซึ่งวุฒิสภาชุดใหมก็จะไมมี ภารกิจนี้ ๓. อีกเรื่องหนึ่งที่ไมมีแลว คือ ภารกิจในการติดตาม เสนอแนะ เรงรัดการดำเนินการตามยุทธศาสตรชาติ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให วุฒิสภาชุดปจจุบัน (๒๕๐ ทาน) มีภารกิจโดยตรง ติดตาม เสนอแนะ เรงรัด ซึ่ง สว. ชุดใหมไมมีภารกิจ ในเรื่องนี้ ในภารกิจเดิมก็จะยังเปนกลั่นกรองกฎหมาย ยังมีอยู สรรหา แตงตั้ง บุคคล ยังมีอยูเหมือนกัน ทั้ง สว. ตามบทเฉพาะกาล และ สว. ตามบทหลัก ไมมีอำนาจถอดถอน ซึ่งเปนไปตามบทหลักรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ สว. ชุดใหมจะไมมีอำนาจในการเลือก นายกในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา สวนที่ยังมีอยูคือ บทบาทในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้ จะตองกระทำในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภา สมาชิก วุฒิสภาชุดใหมจะมีอำนาจหลักในความเห็นชอบ การแกไขรัฐธรรมนูญอยู ในสวนคุณสมบัติของผูสมัคร สว. มีรายละเอียดดังนี้ครับ ๒๖
สำหรับคุณสมบัติและลักษณะตองหามในการสมัครสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวย การไดมาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ๑. ตองเปนผูมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ๒. ตองมีอายุไมต่ำกวา ๔๐ ป ในวันที่สมัครรับเลือก ๓. มีความรู ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ หรือทำงานในดานที่สมัครไมนอยกวาสิบป ไมนับรวม กลุมสตรี กลุมผูสูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุมชาติพันธุ และ กลุมอัตลักษณอื่น ๔. ตองมีลักษณะอยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้ • เกิดในอำเภอที่ลงสมัครรับเลือก • มีชื่ออยูในทะเบียนบานของอำเภอที่ลงสมัครรับเลือก เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวา สองปนับถึงวันที่สมัคร • เคยทำงานอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือก เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสองปนับถึงวัน ที่สมัคร • เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยูในทะเบียนบานอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือก แลวแตกรณี เปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสองป • เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูในอำเภอที่สมัครรับเลือกเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวา สองปการศึกษา สำหรับลักษณะตองหามจะประกอบดวย เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา ๙๘ ในขอตอไปนี้ (๑) ติดยาเสพติดใหโทษ (๒) เปนบุคคลลมละลายหรือเคยเปนบุคคลลมละลายทุจริต (๓) เปนเจาของหรือผูถือหุนในกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนใด ๆ (๔) เปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๕) อยูในระหวางถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไมวาคดีนั้นจะถึงที่สุดแลวหรือไม (๖) วิกลจริตหรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ (๗) อยูระหวางถูกระงับการใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง (๘) ตองคำพิพากษาใหจำคุกและถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล (๙) เคยไดรับโทษจำคุกโดยไดพนโทษมายังไมถึงสิบปนับถึงวันเลือกตั้ง เวนแตในความผิด อันไดกระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๑๐) เคยถูกสั่งใหพนจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ คุณสมบัติของผูสมัคร สว. ชุดใหมที่จะมีการเลือก ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๗ ๒๗
(๑๑) เคยตองคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดใหทรัพยสินตกเปนของแผนดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดใหลงโทษจำคุกเพราะกระทำ ความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๑๒) เคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดวากระทำความผิดตอตำแหนงหนาที่ราชการหรือตอ ตำแหนงหนาที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายวาดวยความผิดของ พนักงานในองคการหรือหนวยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพยที่กระทำโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายวาดวยการกูยืมเงินที่เปนการฉอโกง ประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในความผิดฐานเปนผูผลิต นำเขา สงออก หรือผูคา กฎหมายวาดวยการพนันในความผิดฐานเปนเจามือหรือเจาสำนัก กฎหมายวาดวย การปองกันและปราบปรามการคามนุษย หรือกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปราม การฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน (๑๓) เคยตองคำพิพากษาอันถึงที่สุดวากระทำการอันเปนการทุจริตในการเลือกตั้ง (๑๔) อยูในระหวางตองหามมิใหดำรงตำแหนงทางการเมือง (๑๕) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเปนเจาหนาที่อื่นของรัฐ (๑๖) เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผูดำรงตำแหนงในองคกรอิสระ (๑๗) เคยพนจากตำแหนงเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามีการเสนอ การแปรญัตติ หรือ การกระทำดวยประการใด ๆ ที่มีผลใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ กรรมาธิการมีสวนไมวาโดยทางตรงหรือทางออมในการใชงบประมาณรายจาย (๑๘) เคยพนจากตำแหนงเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดำรงตำแหนง ทางการเมืองมีคำพิพากษาวาเปนผูมีพฤติการณร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิด ฐานทุจริตตอหนาที่ หรือจงใจปฏิบัติหนาที่หรือใชอำนาจขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง (๑๙) เปนขาราชการ (๒๐) เปนหรือเคยเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร เวนแตไดพนจากการเปนสมาชิกสภา ผูแทนราษฎร มาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๑) เปนสมาชิกพรรคการเมือง (๒๒) เปนหรือเคยเปนผูดำรงตำแหนงใดในพรรคการเมือง เวนแตไดพนจากการดำรงตำแหนง ในพรรคการเมืองมาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๓) เปนหรือเคยเปนรัฐมนตรี เวนแตไดพนจากการเปนรัฐมนตรีมาแลวไมนอยกวาหาป นับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๔) เปนหรือเคยเปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น เวนแตไดพนจากการเปน สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นมาแลวไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือก (๒๕) เปนบุพการี คูสมรส หรือบุตรของผูดำรงตำแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น ผูสมัครรับเลือก เปนสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน หรือผูดำรงตำแหนงใดในศาลรัฐธรรมนูญหรือ องคกรอิสระ (๒๖) เคยเปนสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ๒๘
❖ ทานรองฯ มีความเห็นเกี่ยวกับที่มาของ สว. ชุดใหม ที่จะมีการเลือกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ อยางไรบางครับ เปนความเห็นสวนตัวนะครับไมไดเปนความคิดเห็น ในนามสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา คือมักจะมีขอถกเถียง มิติเชิงการเมืองและวิชาการเสมอมาวา ถามีสภาที่ ๒ มันจะเปนเชนไรควรจะขึ้นอยูกับบริบททางการเมือง ของประเทศนั้น ๆ สภาพสังคมวัฒนธรรม เรียกงาย ๆ วาทุกบริบทของประเทศนั้น ๆ ยกตัวอยาง สหรัฐอเมริกา ก็ยังมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จะเปนอีก มิติหนึ่ง ญี่ปุนก็มีสมาชิกวุฒิสภาเชนกัน ก็มีที่มาคนละแบบ การเลือกใชที่มาที่ระบุไวในรัฐธรรมนูญของ สว. ผมคิดวา ปจจัยแรก ที่ตองดูคือบริบทของประเทศนั้น ๆ ไมวา จะเปนเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ทางการเมืองดวย แตอยางไรก็ตาม รัฐธรรมนูญได กำหนดที่มาของวุฒิสภามาแลวหลายแบบ ทั้งโดยตรง และลับ แบบผสมโดยตรงและลับ และสรรหา ดังนั้น การที่จะมาเลือก สว. โดยใชวิธีการใหม ในทัศนะ ผมเอง สิ่งที่เปนขอดี คือ ประการที่ ๑ วันนี้เราเปดโอกาสใหชาวบานทั่วไป สามารถเดินเขาไปลงทะเบียนที่อำเภอ และบอกวา จะลงเขารับสมัคร สว. นี่เปนครั้งแรก อาจจะมีคน โตแยงวาคาสมัคร ๒,๕๐๐ สูงเกินไป จริง ๆ คาใชจายจริง จะสูงกวานั้นแนนอน ถาอำเภอใหญ อยางนอย ครั้งที่ ๑ ไปสมัคร ครั้งที่ ๒ ไปเลือก ถาผานรอบอำเภอ ไปจังหวัดอีก ผานจังหวัดไปกรุงเทพฯ อีกเปนหมื่น ดังนั้น คนที่ลงไปสมัครรับเลือกตั้ง ไปปวารณาตนเองเพื่อให คนอื่นเลือกหรืออยากจะไปเลือกคนอื่น อยางนอย มันคือการสงเสริมใหประชาชนไดมีสวนรวมทางการเมือง โดยตรงเปนครั้งแรก บนขอสันนิษฐานวาไมใชประชาชน กลุมที่เปน สส. หรือลงรับเลือกตั้งเปน สส. ประการที่ ๒ การเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบนี้ ถาจะอิงฐานทางการเมืองในรูปแบบดั้งเดิม นาจะ คาดการณไดยาก เพราะทาน ตองเลือกคนอื่น ทานไมสามารถใชโหวตทุกโหวตที่ทานมี ไมวาจะเปน อำเภอเลือก ๒ โหวต ทานเลือกไดแคคนเดียว คือตัวทานเองได ๑ คะแนน แตจะเลือกคนอื่นเกิน ๑ คะแนนไมได และยังมีเลือกไขว ดังนั้นโอกาสในการ บล็อกโหวตสมัยดั้งเดิม มีเปอรเซ็นตคอนขางนอย ถาเปนเชนนี้อยางนอยก็ทำใหไดเลือกกันเอง และมันไมมีอะไรการันตีวา การบล็อกโหวตจะทำ สำเร็จ สวนการประเมินวาจะดีหรือไม ผมคิดวา เราอยูกับปจจุบันดีกวา ขอใหบทบาทของทาน สว. ที่จะเขามาใหประชาชนชวยกันจับตาวาจะทำงานได และเปนไปในลักษณะไหน บนความทาทายที่จะเกิดขึ้น คือ สว. ที่มีฐานที่มาตางกัน... ❖ ทายนี้... ทานรองฯ มีขอเสนอแนะ หรือ คำแนะนำจะฝากไปถึงขาราชการฝายปกครอง ในการเตรียมความพรอมการเลือก สว. ที่จะมาถึง ครั้งนี้อยางไรบางครับ ตั้งแต ๒๔๗๕ เปนตนมา กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมการปกครองเปนผูมีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อนใหมีระบบผูแทนปวงชน ไมวาจะเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึง ตำแหนงอื่น ๆ ผมมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในศักยภาพ และประสิทธิภาพของบุคลากร ซึ่งจะสงผลใหการจัด การเลือกตั้งที่กระทรวงมหาดไทย กลาวโดยเฉพาะ คือ กรมการปกครอง รับผิดชอบนั้น ซึ่งมีประสบการณ มากกวาหนวยงานไหน เปนไปดวยความเรียบรอย นอกจากนี้กรมการปกครอง หนวยงานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอำเภอมีกลไกสำคัญในทองที่ ลงไปถึงในระดับ ตำบล หมูบาน สามารถสรางการรับรูและความเขาใจ ในการเตรียมความพรอมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ ไดเปนอยางดี และประการสุดทาย เขาใจวาในหวง รัฐธรรมนูญป ๒๕๖๐ ชวงตน กรมการปกครองไดมีสวน ในการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาล จากกลุม ๕๐ คนมาแลว และหากยอนกลับไป รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็เคย ไดดำเนินการเรื่องนี้มา ผมมั่นใจวากระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้ไดดวย ความเรียบรอย ราบรื่น ผมเองในฐานะหนวยธุรการ ของวุฒิสภาก็ขออวยพรใหกรมการปกครองทำภารกิจนี้ สำเร็จลุลวงตามนโยบายของผูบังคับบัญชาทุกระดับตอไป ๒๙
กฎหมาย ฝายปกครอง สวนคดีและละเมิด สำนักการสอบสวนและนิติการ “คำสั่งทางปกครอง” เปนการใชอำนาจ ตามกฎหมายของเจาหนาที่ที่มีผลเปนการสรางนิติ สัมพันธขึ้นระหวางบุคคลในอันที่จะกอ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิ หรือ หนาที่ของบุคคลไมวาจะเปนการถาวรหรือชั่วคราว ตามนัยคำนิยามในมาตรา ๕ แหงพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ลักษณะของคำสั่งทางปกครองบางประเภทจำตองมี การบังคับทางปกครองหากมีการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ ตามเงื่อนไขในคำสั่งทางปกครองนั้น โดยการบังคับ ทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มิไดจำกัดอยูที่การบังคับ ทางทรัพยสิน แตเพียงอยางเดียว อาทิ (๑) คำสั่ง ทางปกครองที่กำหนดใหผูใดชำระเงิน และการไมชำระ คาปรับทางปกครอง มาตรการบังคับทางปกครอง คือ การยึดหรืออายัดทรัพยสินขายทอดตลาดเพื่อชำระเงิน ใหครบถวน (๒) คำสั่งทางปกครองใหกระทำการ หรือละเวนกระทำการ การบังคับทางปกครอง คือ เจาหนาที่ของรัฐ เขาดำเนินการเองหรือมอบหมาย ใหบุคคลอื่นกระทำการแทนโดยเรียกคาใชจายและ เงินเพิ่มจากผูอยูในบังคับคำสั่งทางปกครอง หรือใหมี การชำระคาปรับทางปกครองการดำเนินการของ หนวยงานทางปกครอง หรือเจาหนาที่ของรัฐเกี่ยวกับ การบังคับทางปกครองเปนการกระทำทางปกครอง อยางหนึ่งซึ่งบางกรณีเปนการกระทำที่เรียกวาการกระทำ ทางกายภาพเขามาเกี่ยวของ ไมวาจะเปนการรื้อถอน ยึดหรืออายัด เปนตน และในที่นี้จะขอกลาวถึงกรณี การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหชำระเปนเงิน เนื่องจากไดมีการตราพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อปรับปรุง หลักเกณฑในการบังคับทางปกครองในพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ใหมี ความชัดเจน มีประสิทธิภาพ และเปนธรรมยิ่งขึ้น โดยพระราชบัญญัติดังกลาวไดกำหนดหลักเกณฑใหม เกี่ยวกับการบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให ชำระเปนเงินไว ดังนี้ การบังคับทางปกครอง : เฉพาะกรณีการบังคับตามคำสั�งทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเปนเง�น $ $ $ $ ๓๐
๑. ขั้นตอนการดำเนินการใชมาตรการบังคับ ทางปกครอง ในกรณีที่เจาหนาที่ของรัฐไดมีคำสั่งทางปกครอง ใหบุคคลใดชำระเงินใหแกหนวยงานรัฐ ถาถึงกำหนดแลว แตบุคคลนั้นไมยอมชำระเงินใหถูกตองครบถวนตาม คำสั่งทางปกครอง กฎหมายกำหนดใหเจาหนาที่ ผูทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนใหผูนั้นชำระเงิน ภายในระยะเวลาที่กำหนดแตตองไมนอยกวาเจ็ดวัน ถาบุคคลนั้นยังไมมีการปฏิบัติตามคำเตือน เจาหนาที่ มีอำนาจใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด หรืออายัดทรัพยสินของผูนั้น และขายทอดตลาด เพื่อชำระเงินใหครบถวนได (มาตรา ๖๓/๗ วรรคแรก) และอาจมอบอำนาจใหผูที่ดำรงตำแหนงอื่นที่เกี่ยวของ ในการพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองได ตามกฎกระทรวง การมอบอำนาจในการพิจารณา ใชมาตรการบังคับทางปกครองของเจาหนาที่ผูทำคำสั่ง ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ เชน อธิบดีกรมการปกครอง ผูทำคำสั่งทางปกครองอาจมอบอำนาจใหผูวาราชการ จังหวัด เปนผูพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองได เปนตน หรือในกรณีที่คำสั่งทางปกครองใหชำระเงิน เปนที่สุดแลว ไมวาจะดวยเหตุใดเหตุหนึ่งดังตอไปนี้ (๑) ไมมีการอุทธรณคำสั่งตอเจาหนาที่ฝายปกครอง ภายในระยะเวลาอุทธรณ (๒) เจาหนาที่ผูมีอำนาจ พิจารณาอุทธรณมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ และไมมีการ ฟองคดีตอศาลภายในระยะเวลาการฟองคดี และ (๓) ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษายกฟอง หรือเพิกถอน คำสั่งบางสวน และคดีถึงที่สุดแลว (มาตรา ๖๓/๘) หนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งใหชำระเงินยังสามารถ พิจารณาใหเจาพนักงานบังคับคดีในสังกัดกรมบังคับคดี ดำเนินการบังคับใหเปนไปตามคำสั่งทางปกครอง ดังกลาวได โดยตองดำเนินการยื่นคำรองฝายเดียว ตอศาลที่ผูอยูในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง มีภูมิลำเนาหรือมีทรัพยสินที่จะถูกบังคับทางปกครองนั้น ตั้งอยูในเขตศาลภายในสิบปนับแตคำสั่งดังกลาว ถึงที่สุด เพื่อใหศาลออกหมายตั้งเจาพนักงานบังคับคดี และแจงเจาพนักงานบังคับคดีทราบ เพื่อดำเนินการ บังคับใหเปนไปตามคำสั่งทางปกครองตอไป โดย ในคำรองระบุจำนวนเงินที่ผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองยังไมไดชำระตามคำสั่งทางปกครอง ทั้งนี้ ไมวาหนวยงานของรัฐนั้นจะไดดำเนินการบังคับ ทางปกครองหรือบังคับทางปกครองแลว แตยังไมได รับชำระเงินหรือไดรับชำระเงินไมครบถวนก็ตาม และ เมื่อศาลพิจารณาออกหมายบังคับคดีแลว หนวยงาน ของรัฐตองไปติดตอกรมบังคับคดีและแจงใหผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครองทราบวา มีการ ตั้งเจาพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแลว (มาตรา ๖๓/๑๕) และการดำเนินการบังคับใหเปนไป ตามคำสั่งทางปกครองใหเปนไปตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง (มาตรา ๖๓/๑๙) และโดยที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๓/๑๒ กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับ การยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพยสิน ซึ่งดำเนินการโดยเจาหนาที่ของหนวยงานรัฐนั้น ใหเปนไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และกรณีที่ กฎกระทรวงไมไดกำหนดเรื่องใดไวใหนำบทบัญญัติ ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับ โดยอนุโลม ซึ่งในปจจุบันยังไมมีการออกกฎกระทรวง กำหนดขั้นตอนและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการยึด การอายัด และการขายทอดตลาดทรัพยสินตามความในมาตรา ดังกลาว ดังนั้น จึงตองนำบทบัญญัติตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับโดยอนุโลม ซึ่งในกรณีที่ผูอยูในบังคับของมาตรการบังคับทาง ปกครองถูกเจาหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดทรัพยสิน หรืออายัดสิทธิเรียกรอง หนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่ง ใหชำระเงินมีสิทธิขอเขาเฉลี่ยทรัพยไดเชนเดียวกับ เจาหนี้ตามคำพิพากษา (มาตรา ๖๓/๑๔) โดยขั้นตอน และวิธีการในการขอเขาเฉลี่ยทรัพยนั้น เปนไปตาม ที่ไดบัญญัติไวในมาตรา ๓๒๖ แหงประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพง กลาวคือ สามารถยื่นคำรอง ตอศาลที่ออกหมายบังคับคดีในคดีอื่นที่ไดมีการยึด ทรัพยสินหรืออายัดสิทธิเรียกรองอื่นใดของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อขอใหศาล มีคำสั่งใหหนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งใหชำระเงิน เขาเฉลี่ยในทรัพยสินหรือเงินที่ไดจากการขายหรือจำหนาย ทรัพยสินนั้นไดตามสวนแหงจำนวนหนี้ที่หนวยงาน ไดออกคำสั่งใหชำระเงิน โดยไมจำตองรอใหคำสั่ง ทางปกครอง ที่กำหนดใหชำระเงินดังกลาวเปนที่สุด แตอยางใด (มาตรา ๖๓/๑๔) ๓๑
๒. เจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองและการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับ ทางปกครอง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และที่แกไขเพิ่มเติม ไดกำหนดใหมีการ แตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการ ยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสิน (มาตรา ๖๓/๗ วรรคสอง) โดยกำหนดใหเจาหนาที่ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองและการแตงตั้ง เจาพนักงานบังคับทางปกครองเปนไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง (มาตรา ๖๓/๗ วรรคสาม) ซึ่งกฎกระทรวง กำหนดเจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองและการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดใหหัวหนาหนวยงานของรัฐ ที่เจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครองสังกัดอยูเปนผูมีอำนาจ ในการออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครองสำหรับ คำสั่งทางปกครองที่กำหนดใหชำระเงิน ตัวอยางเชน อธิบดีกรมการปกครองเปนเจาหนาที่ผูมีอำนาจออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองสำหรับคำสั่งทางปกครอง ที่ใหบุคคลชำระเงินหากอธิบดีกรมการปกครอง เปนผูทำคำสั่งนั้นเอง เปนตน ซึ่งมีขอสังเกตเพิ่มเติมวา เจาหนาที่ผูมีอำนาจออกคำสั่งใชมาตรการบังคับ ทางปกครองเพื่อบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนด ใหชำระเงิน อาจจะไมใชเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง ที่ใหชำระเงินก็ได หากเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง ใหชำระเงินไมไดดำรงตำแหนงหัวหนาหนวยงานของรัฐ กฎกระทรวงดังกลาวขางตนยังกำหนดใหผูมี อำนาจออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครอง แตงตั้งเจาหนาที่ผูอยูภายใตบังคับบัญชาซึ่งผานการ อบรมดานการบังคับคดีจากกรมบังคับคดี หรือดานการ บังคับทางปกครองตามหลักสูตรที่คณะกรรมการ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองใหความเห็นชอบ เปนเจาพนักงานบังคับทางปกครองเพื่อดำเนินการยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสิน และในการ มอบหมายเจาพนักงานบังคับทางปกครอง ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองอาจมอบหมาย ใหเจาพนักงานบังคับทางปกครองหนึ่งคนหรือหลายคน รวมกันเปนเจาพนักงานบังคับทางปกครองได หากใน กรณีที่มีการมอบหมายเจาพนักงานบังคับทางปกครอง เพียงหนึ่งคน บุคคลดังกลาวตองสำเร็จการศึกษา ปริญญาตรีทางนิติศาสตร แตในกรณีที่มีการมอบหมาย เจาพนักงานบังคับทางปกครองหลายคน เจาพนักงาน บังคับทางปกครองอยางนอยหนึ่งคนตองสำเร็จ การศึกษาปริญญาตรีทางนิติศาสตร โดยในการแตงตั้ง เจาพนักงานบังคับทางปกครองดังกลาว ใหหัวหนา หนวยงานของรัฐหรือนายกสภาวิชาชีพแลวแตกรณี เปนผูออกบัตรประจำตัวเจาพนักงานบังคับทางปกครอง ๓๒
๓. อำนาจการสืบหาทรัพยสินเพื่อใชมาตรการ บังคับทางปกครอง เมื่อเจาหนาที่ของรัฐไดออกคำสั่งใชมาตรการ บังคับทางปกครองแลว จำตองรูเสียกอนวาผูอยูในบังคับ ของมาตรการบังคับทางปกครองมีทรัพยสินใดบาง ที่อาจยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดได จึงจะดำเนินการ ใชมาตรการบังคับทางปกครองไดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น กฎหมายจึงใหอำนาจแกเจาหนาที่ผูออกคำสั่ง ใชมาตรการบังคับทางปกครองมีหนังสือสอบถาม ไปยังหนวยงานอื่น ๆ เพื่อสืบหาทรัพยสินของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง อีกทั้ง ยังมีอำนาจขอใหนายทะเบียน พนักงานเจาหนาที่ หรือบุคคลอื่นผูมีอำนาจหนาที่ตามกฎหมายระงับ การจดทะเบียนหรือแกไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน ที่เกี่ยวกับทรัพยสินของผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองไวเปนการชั่วคราวเทาที่จำเปน ไดอีกดวย (มาตรา ๖๓/๑๐) แตการใชอำนาจของ เจาหนาที่ดังกลาวเปนการใชอำนาจซึ่งมีผลกระทบ ตอสิทธิของบุคคล จึงตองตีความโดยเครงครัด ไมอาจ ตีความในทางขยายความใหรวมถึงการสอบถามขอมูล เกี่ยวกับทรัพยสินของคูสมรส บุตร บิดา มารดา หรือ บุคคลอื่น ๆ ที่อาจไดรับโอนทรัพยสินจากผูอยูในบังคับ ของมาตรการบังคับทางปกครองได และในการสืบหา ทรัพยสินดังกลาวหนวยงานของรัฐที่ออกคำสั่งอาจ ขอใหสำนักงานอัยการสูงสุดหรือหนวยงานอื่นดำเนินการ สืบหาทรัพยสินแทนก็ได หรืออาจมอบหมายใหเอกชน สืบหาทรัพยสินแทนได ในกรณีที่หนวยงานของรัฐ ที่ออกคำสั่งใหชำระเงินไมมีเจาหนาที่สืบหาทรัพยสิน และหากจำนวนเงินที่ตองชำระตามมาตรการบังคับ ทางปกครองนั้นมีมูลคาตั้งแตสองลานบาทขึ้นไป หรือ ตามมูลคาที่เพิ่มขึ้นโดยกฎกระทรวง (มาตรา ๖๓/๑๑) ๔. การอุทธรณการใชมาตรการบังคับทางปกครอง การใชมาตรการบังคับทางปกครองโดยการยึด หรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพยสินของผูอยูใน บังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง ยอมมีผลกระทบ ตอสถานภาพของสิทธิในทรัพยสินของบุคคลดังกลาว ซึ่งถือเปนคำสั่งทางปกครองรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น มาตรา ๖๓/๕ จึงบัญญัติใหสิทธิแกผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองอุทธรณการใชมาตรการบังคับ ทางปกครองนั้นได โดยใหใชหลักเกณฑและวิธีการเดียวกัน กับการอุทธรณคำสั่งทางปกครอง และแมจะมีการอุทธรณ การใชมาตรการบังคับทางปกครองตอเจาหนาที่ ฝายปกครองก็ตาม แตการอุทธรณนั้นยอมไมเปนเหตุ ใหทุเลาการบังคับทางปกครองแตอยางใด เวนแตจะมี คำสั่งใหทุเลาการบังคับทางปกครองไวกอน โดยเจาหนาที่ ผูออกคำสั่งใหใชมาตรการบังคับทางปกครองนั้น หรือผูมีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ (มาตรา ๖๓/๙) และกฎหมายยังใหสิทธิแกผูอยูในบังคับของมาตรการ บังคับทางปกครองนำคดีไปฟองตอศาลเพื่อโตแยง การบังคับทางปกครองภายหลังจากที่ไดใชสิทธิ อุทธรณตามขั้นตอนของกฎหมายแลว ซึ่งศาลที่มี เขตอำนาจในการรับฟองคดีนี้คือศาลที่มีเขตอำนาจ ในการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับ ทางปกครองนั้นเอง (มาตรา ๖๓/๑๓) แหลงที่มา ๑. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ๒. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ ๓. กฎกระทรวง กำหนดเจาหนาที่ผูออกคำสั่งใชมาตรการบังคับทางปกครอง และการแตงตั้งเจาพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๔. กฎกระทรวง การมอบอำนาจในการพิจารณาใชมาตรการบังคับทางปกครองของเจาหนาที่ผูทำคำสั่งทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๒ ๕. วารสารจุลนิติ ปที่ ๑๗ ฉบับที่ ๖ เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ “หลักเกณฑใหมในการบังคับทางปกครอง : หลักการและแนวทางปฏิบัติ” ๖. คูมือปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการและแนวทางปฏิบัติตามหลักเกณฑใหมในการบังคับทางปกครอง กลุมมาตรการบังคับทางปกครองและแพง สำนักกฎหมาย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ๓๓
“อยากจะชวนมาเตนรำทำครัว ... ไมตองกลัวมาเขาครัวดวยกัน อยากจะชวนมาเตนรำสักวัน อยูดวยกันมาเตนรำทำครัว ขาดน้ำพริกกลัววาเธอจะเผ็ดไป เปรี้ยวจะหวานก็เตรียมไว รอแตเธอใหกลับมา …” เรื่องมีอยูวา ... ผูฟองคดีอาศัยอยูที่บานซึ่งติด กับรานขาวแกง ไดรับความเดือดรอนจากการปรุงอาหาร ที่สงกลิ่นและเสียงรบกวนอันเปนการกอเหตุรำคาญ จนปวยเปนโรคทางเดินหายใจ ผูฟองคดีไดเคยรองเรียน เรื่องดังกลาวตอเทศบาล รวมทั้งศูนยดำรงธรรมจังหวัด ซึ่งนายกเทศมนตรีไดมีคำสั่งใหเจาของรานขาวแกง ยายสถานที่ปรุงอาหารโดยใหไปประกอบอาหารที่อื่น หามทำการปรุงอาหารที่ราน แตสามารถนำอาหาร ที่ทำการปรุงเรียบรอยแลวมาจำหนายที่รานได แตเจาของรานมิไดปฏิบัติตามคำสั่ง นายกเทศมนตรี จึงไดมีคำสั่งใหหยุดดำเนินกิจการ แตเจาของรานก็ยังคง ฝาฝนคำสั่งอีก นายกเทศมนตรีจึงไดเปรียบเทียบปรับ ฐานขัดคำสั่งเจาพนักงานทองถิ่นที่ใหระงับเหตุ รำคาญ เปนเงิน ๕๐๐ บาท ทวาเวลาผานไป ... เจาของรานก็ยังคงไมดำเนินการตามคำสั่งอีกเชนเคย นายกเทศมนตรีจึงมีคำสั่งใหชำระคาปรับอีกครั้ง รวมทั้งไดมีคำสั่งใหปรับปรุงแกไขบริเวณที่ทำการ ฟงเพลงนี้จบทีไร พาใหอยากชวนครอบครัว มาทำกับขาวดวยกัน แตดวยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประกอบกับบางคนที่พักอาศัยอยูในหอพักหรือคอนโด ซึ่งอาจไมสะดวก ทำใหการทำครัวหรือทำกับขาว รับประทานกันเองเริ่มลดนอยลง แถมกิจการรานอาหาร ในปจจุบันก็เติบโตอยางมาก มีเมนูใหเลือกหลากหลาย จึงสามารถตอบโจทยเรื่องอาหารการกินของคน ในยุคสมัยนี้ไดดีเลยทีเดียว แตทวาการประกอบกิจการ รานอาหารใหขายดีและราบรื่นนั้น ก็ไมใชเรื่องงายนะครับ ! วันนี้ ... นายปกครองก็มีคดีปกครองที่เกี่ยวของ กับรานขาวแกงแหงหนึ่ง ซึ่งกลิ่นฉุนจากการประกอบ อาหารทำใหรบกวนเพื่อนบานขางเคียง โดยมีประเด็น ชวนติดตามวา ... การที่เพื่อนบานรองเรียนเรื่องกลิ่น จากการประกอบอาหารที่มีปญหากันมายาวนาน จะถือวาเจาหนาที่ละเลยในการควบคุมดูแลรานอาหาร ดังกลาวและเปนการกระทำละเมิดตอเพื่อนบาน หรือไม ? ไปดูรายละเอียดของคดีกันครับ ... กลิ�นจากรานขาวแกง “คนกินหอม ขางบานฉุน” วาวุนเจาหนาที่ ! กฎหมาย ฝายปกครอง นายปกครอง ๓๔
ปรุงอาหารดวยการกออิฐปดทึบชองระบายอากาศ ตีฝาเพดานทั้งหมด ชองทางเขาออกหองครัวใหทำ ประตูทึบ (ปด-เปดได) เพื่อไมใหกลิ่นในการปรุงอาหาร กระจายออกมาขางนอก จากนั้นเจาหนาที่ไดติดตามผลการแกไข ปรากฏวา รานขาวแกงไดดำเนินการตามคำสั่ง เหลือแตทางเขาออก หองครัวที่ยังไมไดดำเนินการปรับปรุง นอกจากนี้ พบวายังมีกลิ่นรบกวนผูที่อยูในบริเวณใกลเคียง อยูบาง แตไมรุนแรงเหมือนกอน ตอมา... ผูฟองคดีเห็นวาตนก็ยังคงไดรับ ความเดือดรอนจากกลิ่นเชนเคย จึงไดรองเรียนตอ ผูวาราชการจังหวัด ทำใหมีการเขาตรวจสอบสถานที่ ดังกลาว อีกถึง ๒ ครั้ง ซึ่งพบวามีการประกอบอาหาร หลากหลายชนิด ขณะประกอบอาหารมีกลิ่นรบกวน พบรอยคราบน้ำมันจากการประกอบอาหารซึมเขา บานขางเคียง ประสิทธิภาพการดูดของพัดลมเบามาก นายกเทศมนตรีจึงไดมีคำสั่งใหแกไขปญหาอีกครั้ง และมีการเปรียบเทียบปรับอีก แตปญหาก็ยังไมหมด สิ้นไป เรื่องราววนเวียนอยูอยางนี้มายาวนานหลายป ผูฟองคดีทนไมไหว และเห็นวาเจาหนาที่เพียงแต เปรียบเทียบปรับเมื่อมีการฝาฝนคำสั่ง ทั้งที่มี อำนาจสั่งใหหยุดดำเนินกิจการ หรือสั่งแกไขเหตุรำคาญ โดยใหผูกอเหตุเปนผูเสียคาใชจายเอง จึงนำคดี มาฟองตอศาลปกครอง เพื่อขอใหนายกเทศมนตรี (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) สั่งใหหยุดใชและหามเขาไป ในสวนที่ตอเติมอาคารที่ทำเปนครัวโดยทันที รวมถึง สั่งใหหยุดดำเนินกิจการจนกวาจะแกไขเหตุรำคาญ แลวเสร็จ และหากยังมีเหตุรำคาญอีกใหสั่งเลิกกิจการ ทันที และใหนายกเทศมนตรีชดใชคาเสียหายใหแก ผูฟองคดีเปนเงิน ๕ ลานบาท พรอมดอกเบี้ย เนื่องจาก ตนเองตองทนทุกขทรมานเปนเวลาถึง ๑๕ ป คดีนี้ ... ศาลปกครองชั้นตนมีคำสั่งเรียกเจาของราน เขามาในคดีในฐานะผูรองสอด โดยกำหนดให เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ และวินิจฉัยวาเมื่อนายกเทศมนตรี ไดมีคำสั่งใหเจาของรานหยุดดำเนินกิจการ โดยอาศัย อำนาจ ตามมาตรา ๔๕ แหงพระราชบัญญัติการ สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อเจาของรานไมปฏิบัติ ตามคำสั่งโดยไมมีเหตุหรือขอแกตัวอันสมควร ยอมเปนความผิด ตามมาตรา ๘๐ แหงพระราชบัญญัติ เดียวกัน ซึ่งตองระวางโทษจำคุกไมเกิน ๖ เดือน หรือ ปรับไมเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับ อีกไมเกินวันละ ๕ พันบาท ตลอดเวลาที่ยังไมปฏิบัติ ตามคำสั่ง คดีในขอหานี้จึงตองถือวานายกเทศมนตรียังไมได ใชอำนาจในฐานะเจาพนักงานทองถิ่นในการปองกันและ ระงับมิใหมีการกอเหตุรำคาญอยางครบถวนทั้งยังปรากฏ ขอเท็จจริงวาเจาของรานไมใหความรวมมือในการ แกไขปญหาเหตุรำคาญดังกลาวมาโดยตลอด จนกระทั่งผูฟองคดีไดยื่นคำรองตอศาลจังหวัด ดังนั้น เมื่อเหตุรำคาญยังไมหมดสิ้นไปซึ่งปรากฏตามที่ได มีการรองเรียนเรื่องนี้มาโดยตลอด กรณีจึงถือไดวา นายกเทศมนตรีละเลยตอหนาที่ตามที่พระราชบัญญัติ การสาธารณสุขฯ กำหนดใหตองปฏิบัติ จึงพิพากษา ใหนายกเทศมนตรีแกไขปญหาใหแลวเสร็จภายใน เวลาที่ศาลกำหนด สวนคำขออื่นใหยก ผูฟองคดีอุทธรณคดีตอศาลปกครองสูงสุด ในสวนการชดใชคาเสียหาย เนื่องจากเห็นวาตนควร ไดรับตามที่ขอมาในคำฟองดวย สวนผูถูกฟองคดี ทั้งสองไมอุทธรณ คดีมีปญหาที่ตองพิจารณาวา ... นายกเทศมนตรี ละเลยตอหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ ในการปองกันและระงับเหตุรำคาญจากกลิ่นในการ ประกอบอาหาร อันเปนการกระทำละเมิดที่ตองชดใช คาเสียหายใหแกผูฟองคดีหรือไม ? ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลวเห็นวา เมื่อคดีนี้ผูฟองคดีฟองเรียกรองคาเสียหายเปนเงิน ๕ ลานบาท พรอมดอกเบี้ย กรณีนายกเทศมนตรี ละเลยการปฏิบัติหนาที่ ซึ่งผูฟองคดีตองฟองเทศบาล ในฐานะเปนหนวยงานตนสังกัดของเจาหนาที่ เพื่อให รับผิดชดใชคาเสียหายจากการกระทำละเมิดดังกลาว โดยไมสามารถฟองเจาหนาที่ใหรับผิดชดใชคาเสียหายได ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติ ๓๕
ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แตปรากฏวาผูฟองคดีไมไดยื่นฟองเทศบาลมาในคดีนี้ ซึ่งศาลปกครองชั้นตนชอบที่จะมีคำสั่งใหผูฟองคดี แกไขคำฟองใหถูกตองสมบูรณ หรือมีคำสั่งใหเทศบาล เขามาเปนคูกรณีในฐานะผูรองสอดได อยางไรก็ตาม เมื่อศาลไดพิจารณาความเสียหาย ที่ผูฟองคดีเรียกรอง อันเนื่องมาจากผูฟองคดีไดรับ กลิ่นฉุนจากการประกอบอาหาร ทำใหเกิดอาการ เจ็บปวยตองเขารับการรักษาอยางตอเนื่อง โดยไม สามารถใชชีวิตปกติได มีอาการหอบเหนื่อย ไอบอยครั้ง จนเปนอุปสรรคตอการประกอบอาชีพ ทำใหรายได ของผูฟองคดีสูญหายจากการมิไดทำงาน นั้น ศาลเห็นวา ผูฟองคดีมีพยานหลักฐานเปนใบรับรองแพทยของ โรงพยาบาลที่ตนรักษาตัว ระบุเพียงวา ผูฟองคดีมารับ การตรวจรักษาโรคถุงลมโปงพองและหลอดลมอักเสบ เรื้อรัง แตไมไดระบุสาเหตุของการเกิดโรคดังกลาว วามาจากไดรับกลิ่นฉุนจากการประกอบอาหาร (โรคดังกลาวเกิดไดหลายสาเหตุ) กรณีจึงรับฟงไดวา ความเสียหายดังกลาวมิได เปนผลโดยตรงจากการที่นายกเทศมนตรีละเลยตอ หนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดใหตองปฏิบัติ ในการ ปองกันและระงับเหตุรำคาญจากกลิ่นในการประกอบ อาหารของรานขาวแกงที่พิพาท จึงไมอาจถือไดวา เทศบาลกระทำละเมิดตอผูฟองคดีและไมตองชดใช คาเสียหาย ดังนั้น การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษาใหนายก เทศมนตรีปฏิบัติหนาที่โดยใชอำนาจตามพระราชบัญญัติ การสาธารณสุขฯ ระงับเหตุรำคาญที่เกิดขึ้นจากกลิ่น ในการประกอบอาหารของรานขาวแกงใหแลวเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน นับแตวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด คำขอ อื่นนอกจากนี้ใหยก และมีขอสังเกตเกี่ยวกับแนวทาง หรือวิธีการดำเนินการใหเปนไปตามคำพิพากษา โดยเห็นวา การประกอบกิจการรานขาวแกงถือเปน สถานที่จำหนายอาหาร และสถานที่สะสมอาหาร ตามนัยมาตรา ๔ แหงพระราชบัญญัติการสาธารณสุขฯ ที่อยูภายใตบังคับของมาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ และ มาตรา ๔๐ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว (เปนกิจการ ที่ตองยื่นขออนุญาตและดำเนินการตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนด) นายกเทศมนตรีในฐานะเจาพนักงาน ทองถิ่นจึงตองถือปฏิบัติใหเปนไปตามบทบัญญัติของ กฎหมายดังกลาวดวย นั้น ศาลปกครองสูงสุด เห็นพองดวย พิพากษายืน (คำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุดที่ อ. ๒๑๖/๒๕๖๖) คดีนี้ ... ถือเปนแนวทางการปฏิบัติราชการ ของเจาพนักงานทองถิ่นในการระงับเหตุรำคาญตามที่ กฎหมายวาดวยการสาธารณสุขกำหนด ซึ่งจะตอง ดำเนินการตามขั้นตอนหรือมาตรการที่เขมขนขึ้น ตามที่กฎหมายดังกลาวกำหนดไวตามลำดับ เพื่อให เหตุเดือดรอนรำคาญนั้นหมดสิ้นไป อีกทั้งการประกอบ กิจการรานจำหนายอาหารจะตองไดรับอนุญาตและ ดำเนินการใหถูกตองตามเงื่อนไขที่กฎหมายวาดวย การสาธารณสุขกำหนดดวย นอกจากนี้ ในสวนการฟองเรียกรองคาเสียหาย ที่เกิดจากเหตุรำคาญนั้น จะตองฟองหนวยงานของรัฐ (เทศบาล) ตามกฎหมายวาดวยความรับผิดทางละเมิด ของเจาหนาที่ และจะตองเปนความเสียหายที่เปน ผลโดยตรงมาจากการละเลยลาชาตอหนาที่ของ เจาพนักงานทองถิ่น (นายกเทศมนตรี) ซึ่งในกรณี ฟองเรียกรองคาเสียหายเกี่ยวกับการเจ็บปวย จำตอง มีหลักฐานคือใบรับรองแพทยที่ระบุอยางชัดเจนวา ความเจ็บปวยนั้นเปนผลหรือมีสวนมาจากเหตุรำคาญ ที่เกิดขึ้น เชน จากกลิ่นฉุนในการประกอบอาหาร จากควันไฟ ฯลฯ นั่นเองครับ ... เรื่องนี้ ... จึงจบลงที่เจาพนักงานทองถิ่น ตองรีบแกไขปญหาดังกลาวใหหมดสิ้นไปภายในเวลา ที่ศาลกำหนด !! ปรึกษาคดีปกครองไดที่สายดวนศาลปกครอง ๑๓๕๕ และสามารถศึกษาความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับคดี ปกครองไดที่ “ศูนยการเรียนรูศาลปกครองออนไลน” https://aclib.admincourt.go.th/ ๓๖
บทความ ว�ชาการ ฝายบูรณาการแผนพัฒนาพ��นที่ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองว�ชาการและแผนงาน การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพ��นที่ในระดับอำเภอในบทบาทของฝายปกครอง กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการระดับอำเภอ ของอำเภอภูเร�อ จังหวัดเลย ๑. กฎหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี และขอสั่งการ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ในสวนตนของบทความ ผูเขียนจะขอกลาวถึง บทบัญญัติสำคัญของกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา มติคณะรัฐมนตรี และระเบียบ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ที่มีความสำคัญ ของประเทศไทย จำนวน ๑๓ ฉบับ ดังนี้ ๑.๑ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๖๕ รัฐ พึงจัดใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนเปาหมายการพัฒนา ประเทศอยางยั่งยืน เพื่อเปนกรอบในการจัดทำแผน ตาง ๆ เกิดการผลักดันไปสูเปาหมายเดียวกัน สาระ ในยุทธศาสตรชาติ ใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการ ที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ ตองมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การมีสวนรวมและการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน ทุกภาคสวนอยางทั่วถึง ประเภทของแผน : แผนยุทธศาสตรชาติ ๑.๒ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตรชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๕ ใหมี “ยุทธศาสตรชาติ” เปนเปาหมายในการพัฒนาประเทศ อยางยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใชเปนกรอบ ในการจัดทำแผนตาง ๆ ใหสอดคลองและบูรณาการกัน อันจะกอใหเกิดเปนพลังผลักดันรวมกันไปสูเปาหมาย ดังกลาว ตามระยะเวลาที่กำหนดไวในยุทธศาสตรชาติ ซึ่งจะตองไมนอยกวายี่สิบป ประเภทของแผน : ยุทธศาสตรชาติ / แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ ๓๗
๑.๓ พระราชบัญญัติแผนและขั้นตอน การดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๐ (และฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๔) สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๕ ใหมี “แผนการปฏิรูปประเทศ” เพื่อกำหนดกลไก วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศในดานตาง ๆ โดยการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ แตละดาน โดย จะทำเปนแผนเดียวกันหรือแยกเปนแผนแตละดาน หรือหลายดานรวมกันก็ได แตทั้งนี้ตองสอดคลองกับ แผนแมบท มาตราที่ ๘ ใหจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ ในดานตาง ๆ ดังนี้ ๑) ดานการเมือง ๒) ดานการบริหารราชการแผนดิน ๓) ดานกฎหมาย ๔) ดานกระบวนการยุติธรรม ๕) ดานเศรษฐกิจ ๖) ดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ๗) ดานสาธารณสุข ๘) ดานสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ๙) ดานสังคม ๑๐) ดานพลังงาน ๑๑) ดานการปองกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ๑๒) ดานการศึกษา ๑๓) ดานวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย ทั้งนี้ ภายใตแผนการปฏิรูปประเทศแตละดาน กำหนดใหมีแผนขับเคลื่อนกิจกรรมปฏิรูปที่จะสงผล ใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอประชาชนอยางมีนัยสำคัญ (Big Rock) ดวย ประเภทของแผน : แผนปฏิรูปประเทศ ๑.๔ พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๖๑ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๑๔ ใหมี “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ” เปนแนวทางในการพัฒนาประเทศ ดานเศรษฐกิจ และสังคมอยางตอเนื่องในแตละชวงระยะเวลาหาป โดยตองสอดคลองกับแนวนโยบายแหงรัฐ ยุทธศาสตรชาติ สภาพการณทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งของประเทศ และของโลก ทิศทางการพัฒนาประเทศที่เหมาะสม ซึ่งตองเปนไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีการบูรณาการ การดำเนินการรวมกันและมุงตอบสนองความเปนอยู ที่มีความผาสุกและยั่งยืนของประชาชน ทั้งในระดับชาติ และระดับภูมิภาค ประเภทของแผน : นโยบายและแผน ระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ ๑.๕ พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๔ “นโยบายและแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ” หมายความวา นโยบายและแผนหลักของชาติ ที่เปน กรอบหรือทิศทางในการดำเนินการปองกัน แจงเตือน แกไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธำรงไว ซึ่งความมั่นคงแหงชาติ มาตราที่ ๑๓ เพื่อประโยชนในการธำรงไว ซึ่งความมั่นคงแหงชาติ ใหคณะรัฐมนตรีจัดใหมีนโยบาย และแผนระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติขึ้น ตามขอเสนอแนะของสภา ประเภทของแผน : นโยบายและแผน ระดับชาติวาดวยความมั่นคงแหงชาติ ๓๘
๑.๖ มติคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ไดมติเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ เห็นชอบการจำแนกแผน ออกเปน ๓ ระดับ ประกอบดวย แผนระดับที่ ๑ ไดแก ยุทธศาสตรชาติ แผนระดับที่ ๒ ไดแก แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และแผนความมั่นคง แผนระดับที่ ๓ หมายถึง แผนที่จัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนระดับที่ ๑ และ แผนระดับที่ ๒ ใหบรรลุเปาหมายที่กำหนดไว หรือ จัดทำขึ้น ตามที่กฎหมายกำหนด หรือจัดทำขึ้น ตามพันธกรณีหรืออนุสัญญาระหวางประเทศ เชน แผนของสวนราชการและหนวยงานของรัฐตาง ๆ แผนบูรณาการรวมถึงแผนปฏิบัติการทุกระดับ ๑.๗ พระราชกฤษฎีกาวาดวยหลักเกณฑ และวิธีการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ สาระสำคัญโดยสังเขป ในมาตราที่ ๙ การบริหารราชการเพื่อใหเกิดผลสัมฤทธิ์ตอภารกิจ ของรัฐ ใหสวนราชการปฏิบัติ ดังตอไปนี้ (๑) กอนจะ ดำเนินการตามภารกิจใด สวนราชการตองจัดทำแผน ปฏิบัติราชการไวเปนการลวงหนา ประเภทของแผน : แผนปฏิบัติราชการ กระทรวง/กรม พ.ศ. .... /รายป ๑.๘ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองทองที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดใหมี คณะกรรมการหมูบาน มีหนาที่ ชวยเหลือ แนะนำและใหคำปรึกษาแกผูใหญบาน เกี่ยวกับกิจการอันเปนอำนาจหนาที่ของผูใหญบาน ใหคณะกรรมการหมูบานเปนองคกรหลักที่รับผิดชอบ ในการบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาหมูบาน และบริหาร จัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมูบานรวมกับองคกร อื่นทุกภาคสวน ประเภทของแผน : แผนพัฒนาหมูบาน ๑.๙ พระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมูบาน อาสาพัฒนาและปองกันตนเอง พ.ศ. ๒๕๕๒ ในหมูบานอาสาพัฒนาและปองกันตนเอง กำหนดใหมีคณะกรรมการกลาง คณะกรรมการกลาง หมูบานอาสาพัฒนาและปองกันตนเอง มีหนาที่ บริหารหมูบาน พิจารณาวางนโยบายในการปกครองหมูบาน วางแผนโครงการพัฒนาหมูบานตามความตองการ ของราษฎรในหมูบานนั้น ปฏิบัติหนาที่ที่กำหนดไว สำหรับคณะกรรมการหมูบานตามกฎหมายวาดวย ลักษณะปกครองทองที่ ประเภทของแผน : แผนพัฒนาหมูบาน ๑.๑๐ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการ จัดทำแผนพัฒนาขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ และ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดใหมีองคกรในการจัดทำแผนพัฒนา ทองถิ่น ประกอบดวย ๑) คณะกรรมการพัฒนาทองถิ่น โดยมี ผูบริหารทองถิ่น เปนกรรมการ และมีปลัดองคกร ปกครองสวนทองถิ่นเปนกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการฯ มีอำนาจหนาที่กำหนดแนวทาง การพัฒนาทองถิ่น มาจัดทำแผนพัฒนาทองถิ่น ถาเกิน ศักยภาพใหเสนอปญหาความตองการไปยังองคการ บริหารสวนจังหวัด ๒) คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำ แผนพัฒนา โดยมีปลัดองคกรปกครองสวนทองถิ่น และหัวหนาสวนบริหารที่มีหนาที่จัดทำแผน มีหนาที่ จัดทำรางแผนพัฒนาทองถิ่น ใหสอดคลองตามที่ คณะกรรมการพัฒนาทองถิ่นกำหนด ประเภทของแผน : แผนพัฒนาทองถิ่น ๓๙
๑.๑๓ พระราชกฤษฎีกาวาดวยการบริหารงาน เชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ สาระสำคัญโดยสังเขป มาตราที่ ๙ ใหมี คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเปน ประธาน และเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแหงชาติ เปนกรรมการ และเลขานุการ มาตราที่ ๗ การบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ ตองสอดคลองกับหลักการ ดังตอไปนี้ - การพัฒนาแบบองครวม ซึ่งพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบรอย การสรางความเปนธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และการมีสวนรวมของ ประชาชนในพื้นที่ - การบริหารงานใหเปนไปตามแผนพัฒนา จังหวัด แผนพัฒนากลุมจังหวัด และเปาหมายและ แนวทางการพัฒนาภาค ประเภทของแผน : แผนพัฒนาจังหวัด / แผนพัฒนากลุมจังหวัด จะเห็นไดวาการวางแผนเปนเครื่องมือสำคัญ เครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาและบริหารงานใหเปนไป อยางมีระบบ มีทิศทาง ไมซ้ำซอน มีประสิทธิภาพ ในการทำงาน และเกิดผลลัพธที่ตรงตามความตองการ ของประชาชนในทุกระดับ โดยมีเปาหมายตาม ยุทธศาสตรชาติ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เปนประเทศที่พัฒนาแลว ดวยการพัฒนาตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เปนกรอบแนวทาง และเปาหมายรวมกัน ๒. ทิศทางการพัฒนาผานการจัดทำแผนพัฒนา ระดับพื้นที่ นับตั้งแตการเปลี่ยนผานการบริหารราชการ นำไปสูการบริหารงานเชิงพื้นที่ (Area-based Apporach) อันจะเห็นไดจากการแกไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่มีความมุงหวังใหการบริหารราชการสวนภูมิภาค สอดคลองกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และให การบริหารงานแบบบูรณาการในจังหวัดบรรลุผล มีการกำหนดอำนาจใหจังหวัดและอำเภอ ใหจังหวัด ๑.๑๑ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวย การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับ อำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ สาระสำคัญโดยสังเขป การจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาตำบล ในตำบล กำหนดใหมี คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) มีอำนาจหนาที่ในการรวบรวมแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน และแผนพัฒนาทองถิ่นในตำบล เพื่อใช ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาตำบล ประเภทของแผน : แผนพัฒนาตำบล การจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนา อำเภอ ในอำเภอหนึ่ง กำหนดใหมีคณะกรรมการ บริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) โดยมี นายอำเภอ เปนประธานกรรมการ และปลัดอำเภอ ผูรับผิดชอบสำนักงานอำเภอ เปนกรรมการและ เลขานุการ เปนกลไกหลักในการจัดทำแผนพัฒนา ระดับอำเภอ โดยอำนาจหนาที่สำคัญในการจัดทำ แผนพัฒนาอำเภอและแผนความตองการระดับอำเภอ โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอำเภอ การประสาน และรวบรวมขอมูลจากปญหาและความตองการของ ประชาชนจากแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น และแผนพัฒนา ของสวนราชการ หรือหนวยงานอื่นที่ดำเนินการ ในพื้นที่อำเภอ ประเภทของแผน : แผนพัฒนาอำเภอ ๑.๑๒ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓ สาระสำคัญโดยสังเขป มาตราที่ ๕๓/๑ ใหจังหวัดจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดใหสอดคลองกับ แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และความตองการของประชาชนในทองถิ่นในจังหวัด มาตราที่ ๖๐ สำนักงานจังหวัดมีหนาที่ เกี่ยวกับราชการทั่วไปและการวางแผนพัฒนาจังหวัด ของจังหวัดนั้น ประเภทของแผน : แผนพัฒนาจังหวัด/ แผนพัฒนากลุมจังหวัด ๔๐
จัดทำแผนพัฒนาใหสอดคลองกับแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ และความตองการ ของประชาชนในทองถิ่นในจังหวัด โดยจังหวัดสามารถ ยื่นคำขอจัดตั้งงบประมาณไดเอง และใหหนวยงาน ของรัฐในจังหวัดตองปฏิบัติใหสอดคลองและเปนไปตาม แผนพัฒนาจังหวัด สำหรับกระบวนการจัดทำแผน พัฒนาจังหวัดนั้น กำหนดใหผูวาราชการจังหวัดจัดให มีการประชุมปรึกษาหารือรวมกันระหวางหัวหนา สวนราชการที่มีสถานที่ตั้งทำการอยูในจังหวัด (ทั้งการ บริหารราชการสวนกลาง สวนภูมิภาค สวนทองถิ่น) รวมกับผูแทนภาคประชาสังคม และผูแทนภาคธุรกิจ ในจังหวัด ซึ่งนับไดวาเปนกระบวนการบริหารราชการ แบบมีสวนรวม และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปจจุบัน ไดมีพระราชกฤษฎีกาวาดวยการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖๕ ที่รวมเอาการบริหารงาน จังหวัด กลุมจังหวัด และภาคเขาดวยกัน รวมถึงการ ปรับปรุงระบบการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและ กลุมจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปของ จังหวัดและกลุมจังหวัด การจัดทำเปาหมายและ แนวทางการพัฒนาภาค การจัดทำงบประมาณและ การบริหารงานบุคคลของจังหวัดและกลุมจังหวัด เพื่อใหการบริหารงานจังหวัด กลุมจังหวัด และภาค เกิดการบูรณาการการทำงาน มีประสิทธิผลและ ผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาพื้นที่ อำนวยความสะดวก และตอบสนองตอความตองการที่แทจริงของประชาชน ในสวนของแผนระดับอำเภอถูกระบุไวในระเบียบ กระทรวงมหาดไทยวาดวยการจัดทำแผนและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดแนวทางเพื่อบูรณาการในการจัดทำแผน และประสานแผนพัฒนาในระดับหมูบาน ชุมชน ตำบล องคกรปกครองสวนทองถิ่น และอำเภอ ใหเชื่อมโยงสอดคลองกับทิศทางการพัฒนาในระดับ จังหวัด กลุมจังหวัด ภาค และประเทศ ประกอบดวย ๑. แผนพัฒนาอำเภอ เปนเครื่องมือในการ ดำเนินงานตามวัตถุประสงคและทิศทางการพัฒนา อำเภอในอนาคต รวบรวมรายการ โครงการและ แผนงานตาง ๆ ของอำเภอ ที่สะทอนถึงปญหาและ ความตองการของประชาชน ตลอดจนความตองการ ของทุกภาคสวนในพื้นที่อำเภอ ๒. แผนความตองการระดับอำเภอ เปนรายการ เกี่ยวกับโครงการและแผนงานตาง ๆ ที่จำเปน ตองดำเนินการในพื้นที่อำเภอในแตละปงบประมาณ ที่เรียงลำดับตามความสำคัญและความจำเปนเรงดวน ของปญหาและความตองการของประชาชนในพื้นที่ อำเภอ ๓. แผนปฏิบัติราชการประจำปของอำเภอ เปนแผนพัฒนาที่รวบรวมโครงการหรือกิจกรรม ของสวนราชการ รัฐวิสาหกิจ หนวยงานอื่นของรัฐ องคกร ปกครองสวนทองถิ่น ที่ไดรับการจัดสรรงบประมาณ รายจายประจำป ที่ตองดำเนินการในพื้นที่อำเภอ โดยบทบาทที่สำคัญของแผนพัฒนาในระดับ อำเภอ คือ การเปนชุดเชื่อมตอของปญหาและ ความตองการของประชาชนในพื้นที่ แลวรวมกับภาคี การพัฒนาระดับอำเภอ (คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ แบบบูรณาการ) จัดลำดับความสำคัญภายใตกรอบ เปาหมายการพัฒนา และแนวทางการพัฒนาของจังหวัด เพื่อสงตอปญหาและความตองการของประชาชน เหลานั้นไปสูการจัดทำแผนงาน/โครงการ และภายใต แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณตอไป ๓. กรณีศึกษา การขับเคลื่อนแผนความตองการ ระดับอำเภอ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย สำหรับบทความนี้ผูเขียนจะขอยกตัวอยาง ความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาดานการทองเที่ยว ผานกระบวนการจัดทำแผนและประสานแผนของ พื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งสามารถเชื่อมโยง ๔๑
ปญหาและความตองการของประชาชนในพื้นที่ จากการประสานแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนาทองถิ่น ผานการ วิเคราะหศักยภาพ จุดแข็ง จุดออน ความทาทาย และ อุปสรรคของพื้นที่ดวยกระบวนการ SWOT (SWOT Analysis) รวมกับภาคีการพัฒนาในพื้นที่ ทำใหเห็นวา อำเภอที่มีพื้นที่ประมาณ ๘๘๐ ตารางกิโลเมตร ลักษณะภูมิประเทศเปนภูเขาสลับซับซอน ประมาณ รอยละ ๘๐ ของพื้นที่ และที่ราบเชิงเขา รอยละ ๒๐ ของพื้นที่ อยูสูงจากระดับน้ำทะเล ๗๐๐ - ๘๐๐ เมตร มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งป และมากกวา ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไดรับสมญานามวา “ดินแดนแหงทะเลภูเขา” ดวยลักษณะพิเศษดังกลาว ทำใหอำเภอภูเรือสามารถปลูกพืชเมืองหนาวได หลากหลายชนิด เชน คริสมาสต ไฮเดรนเยีย พิทูเนีย ซัลเวีย ฯลฯ และไดรับสมญานามอีกวาเปน “เมืองแหงดอกไมงามสามฤดู” โดยแบงการปกครอง ออกเปน ๖ ตำบล ๔๗ หมูบาน ๒ เทศบาลตำบล ๕ องคการบริหารสวนตำบล มีประชากรรวม ๒๒,๕๓๙ คน สามารถนำเอาจุดแข็งและโอกาส ของพื้นที่มาใช ทั้งดานการเปนสถานที่ทองเที่ยวที่เปน ที่รูจัก และมีอากาศหนาวเย็นเหมาะแกการทองเที่ยว ในชวงฤดูหนาว รวมกับการเปนแหลงปลูกมะคาเดเมีย และไมดอกเมืองหนาวอันดับตน ๆ ของประเทศ นำไปสูการจัดทำโครงการที่สอดคลองกับเปาหมาย การพัฒนาในระดับจังหวัด กลุมจังหวัด ภาค ทำให ไดรับการสนับสนุนงบประมาณจากทั้งงบพัฒนาจังหวัด งบพัฒนากลุมจังหวัด และหนวยงานอื่น ๆ ตัวอยางเชน งบประมาณจากจังหวัดเลย ๑. โครงการสงเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ ดานการทองเที่ยว : ภูเรือเมืองแหงดอกไมงาม จำนวน ๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ๒. โครงการสงเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ ดานการทองเที่ยว : Phurua New Normal ชอป ชิม ชิลล @ปรอทยักษภูเรือ จำนวน ๒๙๖,๐๐๐ บาท ๓. โครงการสงเสริมการทองเที่ยวอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย กิจกรรม : งานเทศกาลผลไมและของดีอำเภอ ภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อสงเสริมการทองเที่ยวตามรูปแบบ วิถีชีวิตใหม New Normal จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔. โครงการขยายผลโครงการสรางปา สรางรายไดตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท งบประมาณจากกลุมจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน ๑ โครงการจัดงานเทศกาลศิลปะ สายหมอก และดอกไม จำนวน ๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท ทางผูเขียนจึงไดมีการศึกษาอยางจริงจังทั้งจาก เอกสารรายงานการจัดทำแผนพัฒนาระดับอำเภอ หรือการไดเขาไปพูดคุยกับทางนายอำเภอภูเรือรวมถึง ทีมงานของทาน เพื่อหาคำตอบในเรื่องดังกลาว จนได ขอสรุปที่วา สูตรสำเร็จของการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มาจากสมการ ทั้ง ๖ สมการ ดังนี้ ๑. กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวของ ดังที่ผูเขียน ไดกลาวมาขางตนวา กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวของ กับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ มีอยูหลากหลาย ฉบับ หากแตวาฉบับที่เปนหลักในการจัดทำแผนพัฒนา พื้นที่ในสวนของการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ คือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยจัดทำและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งไดบอกถึงอำนาจหนาที่ และกลไกของการขับเคลื่อน แผนพัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ไดแก การจัดทำแผน พัฒนาหมูบาน แผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนา อำเภอ ซึ่งเปนกรอบแนวทางที่ฝายปกครองที่ปฏิบัติ งานดานแผนตองศึกษาเพื่อรับรูและรับทราบในการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่มีความถูกตอง ครบถวน สงผลใหเกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนแผนพัฒนา ในแตละระดับใหเปนไปตามที่ระเบียบกำหนดไว ๒. แผน ๓ ระดับ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐ เห็นชอบการจำแนกแผนออกเปน ๓ ระดับ ซึ่งประกอบไปดวย ๔๒
แผนระดับที่ ๑ ไดแก ยุทธศาสตรชาติ ซึ่งเปนเปาหมายการพัฒนาประเทศอยางยั่งยืนตามหลัก ธรรมาภิบาลเพื่อใชเปนกรอบในการจัดทำแผน ตาง ๆ ใหสอดคลองและบูรณาการกันเพื่อใหเกิดเปน พลังผลักดันรวมกันไปสูเปาหมายดังกลาว แผนระดับที่ ๒ ไดแก แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ แผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และแผนความมั่นคง โดยแตละ แผนไดมีเปาหมายที่แตกตางกัน เชน แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ เปนแผนในการกำหนด แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อใหประชาชนมีชีวิตและความเปนอยูที่ดีขึ้น เปนแมแบบของการวางแผนดานเศรษฐกิจและสังคม ในประเทศ รวมถึงเปนเปาหมายรวมที่คนในสังคม พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหเดินไปในทิศทาง เดียวกัน รวมถึงแผนความมั่นคง มีเปาหมายในการให ประเทศไทยมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพมากขึ้น ประชาชนดำรงชีวิตโดยปกติสุข รวมทั้งมีการพัฒนา ศักยภาพการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสรางความมั่นคง แบบองครวมและรักษาไวซึ่งผลประโยชนแหงชาติ เปนตน แผนระดับที่ ๓ หมายถึง แผนที่จัดทำขึ้น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของแผนระดับที่ ๑ และ แผนระดับที่ ๒ ใหบรรลุเปาหมายที่กำหนดไว หรือ จัดทำขึ้นตามกฎหมายกำหนด หรือจัดทำขึ้นตาม พันธกรณีหรืออนุสัญญาระหวางประเทศ เชน แผนพัฒนากลุมจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด แผนปฏิบัติ ราชการกระทรวง และแผนปฏิบัติราชการกรมการ ปกครอง เปนตน เพื่อเปนกรอบทิศทางการดำเนินงาน และบูรณาการใหเกิดความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ดังนั้น การขับเคลื่อนของหนวยงานหรือ สวนราชการในพื้นที่ตองมีการวางแผนตาง ๆ ใหมี ความสอดคลองกับแผนพัฒนาในแตละระดับดวย ดังเชน อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย จำเปนที่จะตองจัดทำ แผนพัฒนาระดับอำเภอ ใหสอดคลองกับแผนพัฒนา จังหวัด ๒๐ ป และแผนพัฒนากลุมจังหวัดดวยเชนกัน เพื่อใหเกิดการขับเคลื่อนในลักษณะแผนเดียว (One Plan) ๓. นโยบายที่เกี่ยวของ นโยบายเปนสิ่งที่สำคัญ ในการวางกรอบทิศทางในการดำเนินงานของหนวยงาน ในพื้นที่ ในบริบทตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อาทิ นโยบาย รัฐบาลในการสงเสริมการทองเที่ยว นโยบายกระทรวง มหาดไทย หรือนโยบายของกรมการปกครองในสวน ของการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผานการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ ดังนั้น อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ซึ่งมีเปาหมายและแผนงานหลัก ๆ ในเรื่องของ การสงเสริมการทองเที่ยว และมีบทบาทในการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาในพื้นที่ จึงตองใหความสำคัญ กับนโยบายตาง ๆ เพื่อใชเปนกรอบในการจัดทำแผน พัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ๔. ประเด็นศักยภาพ และความตองการในพื้นที่ หากเราพูดถึงการจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ สิ่งที่ตองคำนึงในเรื่องของการจัดทำแผนหรือโครงการ ตาง ๆ ในแผน คือ การรับฟงความคิดเห็น หรือความ ตองการของประชาชนในพื้นที่ เพราะเปนสิ่งที่ชุมชน มีความเห็นรวมกันวาพื้นที่ตองการสิ่งใด หรืออยาก จะพัฒนาสิ่งใดภายใตทรัพยากรหรือศักยภาพที่มีอยู ในพื้นที่ โดย อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ก็ไดมีการนำ ศักยภาพในพื้นที่มาพัฒนาใหเกิดเปนประโยชน และ ตอบสนองตอความตองการของประชาชนในแตละระดับ โดยอำเภอมีการวิเคราะหพื้นที่ ความตองการของ ประชาชนจึงไดเขาใจวาพื้นที่มีศักยภาพในเรื่องใดบาง เชน ดานภูมิศาสตร ดานการเกษตร ดานการทองเที่ยว เปนตน จึงกำหนดเปนแผนพัฒนาในระดับอำเภอ ซึ่งเปนแผนที่ใหความสำคัญกับความตองการของ ประชาชนในพื้นที่ ภายใตทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู ๕. กลไกการจัดทำแผนพัฒนาระดับพื้นที่ กลไก การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอเปนเรื่องที่ สำคัญ เนื่องจากกลไกดังกลาวเปนไปตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทยวาดวยการจัดทำและประสาน แผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งไดระบุมีการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ในแตละระดับ ที่เกี่ยวของกับการจัดทำแผนพัฒนาระดับอำเภอ ดังนี้ ๔๓
การประสานและรวบรวมขอมูลจากปญหาและความ ตองการของประชาชน รวมถึงแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น และ แผนพัฒนาของสวนราชการหรือหนวยงานอื่นในอำเภอ รวมถึงมีอำนาจหนาที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติงาน ประจำปของอำเภอ โดยรวบรวมโครงการหรือกิจกรรม ของสวนราชการ รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง มหาดไทย องคกรปกครองสวนถิ่นที่ไดรับการจัดสรร งบประมาณรายจายประจำปที่ตองดำเนินการ ในพื้นที่อำเภอ ดังนั้น กลไกแตละระดับจึงมีความสำคัญ เชื่อมโยง สอดคลองซึ่งกันและกัน เพื่อใหแผนพัฒนาพื้นที่ ในแตละระดับตอบสนองตอความตองการและศักยภาพ ของพื้นที่ ซึ่งอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ไดใหความสำคัญ กับกลไกดังกลาวอยางยิ่ง เพื่อใหแผนพัฒนาพื้นที่ มีชีวิตชีวา เกิดความสอดคลองกับแผนพัฒนาพื้นที่ ทั้งแผนพัฒนากลุมจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด ๒๐ ป และนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ นายอำเภอ มีบทบาทสำคัญในการใหการกำกับดูแล และใหคำแนะนำ ในการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาทองถิ่น แผนพัฒนาอำเภอที่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอ เพื่อให การประสานแผนในระดับพื้นที่ เปนไปดวยความเรียบรอย รวมทั้งกำชับและใหความสำคัญกับการสะทอนปญหา และความตองการของพื้นที่ เพื่อกำหนดแผนงาน/ โครงการในแผนพัฒนาพื้นที่ใหสอดคลองกับเปาหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ยุทธศาสตรชาติ และแผนระดับรอง เปาหมายและแนวทางการพัฒนาภาค รวมทั้งเชื่อมโยง ตอเปาหมายการพัฒนาจังหวัด ๒๐ ป แผนพัฒนา จังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปของจังหวัด ตอไป แผนพัฒนาหมูบาน : เปนแผนที่มาจาก กระบวนการเรียนรูเพื่อจัดการตนเองของคณะกรรมการ หมูบาน (กม.) และประชาชนในหมูบานรวมคิด วิเคราะหปญหา ศักยภาพความพรอมของหมูบาน ภายใตเวทีประชาคมหมูบานและขอมูลที่คนในหมูบาน จัดเก็บ หรือขอมูลที่สวนราชการอื่น ๆ จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมเปนกรอบแนวทางการปองกันแกไขปญหา และพัฒนาหมูบานใหสอดคลองกับปญหาและ ความตองการที่แทจริงของหมูบาน เพื่อจัดทำเปน แผนพัฒนาหมูบานที่มาจากความตองการของ ประชาชนโดยแทจริง แผนพัฒนาตำบล : เปนแผนที่รวบรวมรายงาน/ แผนงานหรือโครงการกิจกรรม ที่จำเปนตองทำ เพื่อพัฒนาแกไขปญหาและความตองการของประชาชน ในพื้นที่ในระดับตำบลที่มาจากแผนพัฒนาหมูบาน แผนชุมชน แผนพัฒนาทองถิ่น และแผนของสวน ราชการอื่น ๆ ในพื้นที่ โดยผานคณะกรรมการบริหารงาน ตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) ซึ่งมีปลัดอำเภอ ผูรับผิดชอบประจำตำบลที่นายอำเภอมอบหมายเปน ประธานกรรมการ เพื่อเปนกลไกในการรวบรวมรายงาน / แผนงาน และความตองการของประชาชนในพื้นที่ มาวิเคราะหหรือสังเคราะห กลั่นกรอง ประมวลผล เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนาตำบล และจัดลำดับ ความสำคัญของแผนงานหรือโครงการระดับตำบล กำหนดเปนแผนพัฒนาตำบล สงให ก.บ.อ. ใชประกอบ การจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และแผนความตองการ ระดับอำเภอ ตอไป แผนพัฒนาในระดับอำเภอ : โดยมีคณะกรรมการ บริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ซึ่งมี นายอำเภอเปนประธานกรรมการ โดยมีอำนาจหนาที่ ในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอและแผนความตองการ ระดับอำเภอ โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาอำเภอ ๔๔
ที่ใชเปนกรอบในการพัฒนาในพื้นที่ใหสอดคลอง กับเปาหมายของประเทศดวย และตองใหความสำคัญ กับนโยบายตาง ๆ ซึ่งเปนกรอบ/แนวทาง บริบท สภาพแวดลอมที่หนวยงานตองนำมาเปนกรอบแนวคิด ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ของตนเองดวย ไมวาจะเปน นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง มหาดไทย จนไปถึงนโยบายของกรมการปกครอง เมื่อเราเขาใจบริบทของการขับเคลื่อนประเทศ ในเบื้องตนแลว เราตองเขาใจบริบท สภาพแวดลอม ทรัพยากร และศักยภาพที่มีอยูในพื้นที่ เพื่อนำมาเปน ขอมูลในการวิเคราะหสำหรับจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ ในแตละระดับตอไป โดยผานกลไกที่สำคัญตั้งแต คณะกรรมการหมูบาน (กม.) ที่ทำหนาที่รวบรวมขอมูล ความตองในพื้นที่จัดทำเปนแผนพัฒนาหมูบาน เพื่อรวบรวมเปนแผนพัฒนาตำบล โดยมีคณะกรรมการ บริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) ซึ่งมีปลัดอำเภอ ประจำตำบลที่นายอำเภอแตงตั้งทำหนาที่ในการ รวบรวม วิเคราะห จัดลำดับความสำคัญของแผน ในระดับตำบลเพื่อสงตอใหคณะกรรมการบริหารงาน อำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) โดยมีนายอำเภอ เปนประธานกรรมการ เปนผูรวบรวมแผนพัฒนา ในแตระดับตั้งแตแผนพัฒนาหมูบาน และแผนพัฒนา ตำบล มากำหนดเปนแผนพัฒนาอำเภอ และแผน ความตองการระดับอำเภอ เพื่อใชเปนขอเสนอในการ ขอรับงบประมาณสงใหจังหวัดตอไป โดยกระบวนการ ทั้งหมดตองใหความสำคัญกับเครือขายการมีสวนรวม ทั้งภาครัฐ ทองถิ่น เอกชน และประชาชนเพื่อให แผนที่เกิดขึ้นมาเปนแผนที่เกิดจากความตองการ ซึ่งมาจากความปรารถนาของประชาชนจริง ๆ และเพื่อ ใหการทำแผนฉบับหนึ่งขึ้นมาสามารถแกไขปญหา ความเดือดรอนของประชาชน และตอบสนองตอ ความตองการของพื้นที่ใหเกิดเปนรูปธรรม และยกระดับ คุณภาพชีวิตใหเกิดความยั่งยืนในพื้นที่ตอไป ๖. เครือขายการมีสวนรวมของภาครัฐ ทองถิ่น และภาคเอกชน เนื่องดวยยุทธศาสตรชาติ แผนระดับรอง รวมถึงนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวง มหาดไทยเนนย้ำเรื่องของการมีสวนรวมเปนเครื่องมือ ในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่โดยเฉพาะในเรื่องของ การขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่ อำเภอตองเปนผูสราง ใหเกิดการมีสวนรวม เกิดการบูรณาการรวมกัน ทั้งใน ภาครัฐ ทองถิ่น เอกชน และประชาชน เพื่อใหการ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาพื้นที่เกิดความคลองตัว สามารถ กำหนดผูรับผิดชอบรวมกันได ประสานความรวมมือ ซึ่งกันและกันได มีการรวมกันคิด รวมกันวางแผน รวมกันตัดสินใจ ซึ่ง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย ไดให ความสำคัญกับเรื่องดังกลาวเปนอยางยิ่ง ในการใช กลไกและเครือขายดังกลาวเพื่อสรางความเขมแข็ง ใหอำเภอ เพราะอำเภอไมไดดำเนินการไดเบ็ดเสร็จ ในหนวยงานเดียว ปญหาความตองการในพื้นที่ มีความหลากหลายมิติ เชน ดานสังคม ดานสิ่งแวดลอม ดานเศรษฐกิจ ดานสาธารณสุข ดานความมั่นคง ดานการเกษตร เปนตน ดังนั้น การสรางเครือขาย การมีสวนรวมใหเกิดขึ้นในพื้นที่จะสงผลใหการ ขับเคลื่อนงานตาง ๆ ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุม บริบทตาง ๆ สามารถแกไขปญหาความเดือดรอนและ ความตองการของประชาชนไดทุกมิติ สอดคลองกับ ยุทธศาสตรชาติและแผนระดับชาติ นโยบายรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในเรื่องของการ สรางการมีสวนรวมใหเกิดเปนรูปธรรมตอไป ดังนั้น สูตรสำเร็จ ซึ่งเกิดขึ้นจากสมการทั้ง ๖ สมการขางตน ไมวาจะเปนเรื่องของกฎหมาย ระเบียบ กรอบอำนาจในการดำเนินการซึ่งเปนแนวทางหลัก ในการดำเนินงานเรื่องตาง ๆ ในพื้นที่แลว ยังตอง คำนึงถึงแผนที่เปนกรอบการพัฒนาประเทศอยางยั่งยืน นั่นคือ ยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป รวมถึงแผนระดับรองตาง ๆ ๔๕
บทความ ว�ชาการ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล ตอนที่ ๑๑ โครงการพัฒนาดานสิ�งแวดลอม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำร�ในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำร� ปจจุบัน สิ่งแวดลอม ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศถือเปนปญหาที่ถูกกลาวถึงและสราง ความกังวลใหกับผูคนทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก ปญหาดังกลาวสงผลกระทบตอการดำเนินชีวิตของมนุษย สิ่งแวดลอม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจอยางมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฤดูกาล การเกิด ภัยพิบัติ การสูญพันธุของสิ่งมีชีวิต ตลอดจนการเปลี่ยน รูปแบบการกระจายของเชื้อโรคและพาหะนำโรค นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเปนหนึ่ง ในสาเหตุหลักของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มี ความถี่และมีแนวโนมที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งสงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกวาง โดยเฉพาะในระดับชุมชนและทองถิ่นที่ยังมีขีดความ สามารถดานการรับมือกับภัยพิบัติที่จำกัดเปนอยางมาก เทศาภิบาลฉบับนี้จะพาทุกทานไปหาคำตอบพรอม ๆ กันวา ประเทศไทยสามารถรับมือและกาวขามผาน ปญหาดังกลาวมาไดอยางไรกันคะ.... ๔๖
ดวยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) พระองคทรงวางรากฐานของการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน และสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน ภายใตเงื่อนไข การใชทรัพยากรที่มีอยางจำกัดใหเกิดประโยชนสูงสุด พระราชทานพระราชดำริในการจัดการสิ่งแวดลอม โดยทรงใหศึกษา ทดลองและดำเนินการแกไขอยาง เปนรูปธรรม ทั้งโดยกระบวนการทางธรรมชาติ ฟสิกส เคมี การใชเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ประดิษฐคิดคนขึ้น หรือผสมผสานวิธีตาง ๆ เขาดวยกัน ทรงเนนการใช ธรรมชาติชวยธรรมชาติ วิธีการรูปแบบงาย ๆ ใหราษฎร นำไปปฏิบัติได เทคโนโลยีราคาถูกและไมซับซอน แตมีประสิทธิภาพ และทรงใหพิจารณาดำเนินการ ใหเหมาะสมกับสภาพปญหาของแตละทองถิ่น โดยพระองค ทรงใหมีการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จะทำนุบำรุงและปรับปรุงสภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมใหดีขึ้น ในดานการแกไขปญหา สิ่งแวดลอมนั้น ทรงเนนงานการอนุรักษและฟนฟูสภาพ สิ่งแวดลอม โดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องของปญหา น้ำเนาเสีย สามารถสรุปไดโดยสังเขปดังนี้ แนวพระราชดำริ “น้ำดีไลน้ำเสีย” “น้ำดีไลน้ำเสีย” เปนทฤษฎีการบำบัดน้ำเสีย ที่ใชหลักการสำคัญ คือ ทำใหเจือจางและอาศัยแรงโนมถวง ของโลกซึ่งเปนวิธีการธรรมชาติในการใชน้ำที่มีคุณภาพดี ชวยผลักดันน้ำเนาเสียออกไป ชวยใหน้ำเนาเสีย ในลำคลองมีสภาพเจือจางลงและมีคุณภาพดีขึ้น แนวพระราชดำริ “การบำบัดน้ำเสียบึงมักกะสัน” ในหลวงรัชกาลท่ ๙ พระราชทานพระราชดำริ ี เมื่อวันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ใหหนวยงานที่เกี่ยวของรวมปรับปรุงบึงมักกะสัน เพื่อชวยระบายน้ำและบรรเทาสภาพน้ำเสียใน คลองสามเสน โดยใชรูปแบบ “เครื่องกรองน้ำธรรมชาติ” โดยการกรองน้ำเสียดวยผักตบชวา ตามแนวทฤษฎี การพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “บึงมักกะสัน” คือ ใหมีการทดลองใชผักตบชวา ซึ่งเปนวัชพืช ที่ตองการกำจัด ใหสามารถนำมาใชประโยชนได โดย นำมาทำหนาที่ดูดซับความโสโครก รวมทั้งสารพิษ จากน้ำเนาเสีย ทรงเนนใหทำการปรับปรุงอยางประหยัด และไมกอใหเกิดความเดือดรอนแกประชาชนที่อยู อาศัยริมบึง แนวพระราชดำริ “การบำบัดน้ำเสียดวยการ ผสมผสานระหวางพืชน้ำกับระบบเติมอากาศ” จากปญหาน้ำเนาเสียในหนองหาน เขตเทศบาล เมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ซึ่งเปนแหลงรับน้ำเสีย จากครัวเรือน จึงพระราชทานแนวพระราชดำริใหทำ โครงการบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติผสมผสาน กับเทคโนโลยีแบบประหยัด คือ จัดสรางบอดัก สารแขวนลอย ปลูกตนกกอียิปตเพื่อใชดับกลิ่น และปลูก ผักตบชวาเพื่อดูดสิ่งโสโครกและโลหะหนัก ตอจากนั้น จึงใชกังหันน้ำชัยพัฒนาและแผงทอเติมอากาศใหกับ น้ำเสียตามความเหมาะสมใหตกตะกอน แลวปลอยน้ำ ลงหนองสนมเพื่อปรับสภาพน้ำใหดีขึ้น นอกจากนี้ ไดนำผักตบชวามาใชประโยชนในดานตาง ๆ ไดอีกดวย เชน ทำปุยหมัก ทอเสื่อ ทำเชื้อเพลิงไดเปนอยางดี เปนตน ...ปญหาเรื่องสิ่งแวดลอมเปนปญหาที่มีความสำคัญควบคูกับการพัฒนา ความเจริญกาวหนา ซึ่งเปนปญหารวมกันของทุกประเทศ กลาวคือการพัฒนายิ่งรุดหนา ปญหาคุณภาพสิ่งแวดลอม และภาวะมลพิษก็ยิ่งกอตัว และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยก็เปนประเทศหนึ่ง ที่กำลังประสบกับปญหาดังกลาวอยูในขณะนี้... พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ๑ ๔๗
แนวพระราชดำริ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ในหลวงรัชกาลที่ ๙ สนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับ การบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากแหลงชุมชนและแหลง อุตสาหกรรมโดยใชอุปกรณการเติมอากาศ พระองค มีพระราชดำริใหมูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการวิจัยและ พัฒนากังหันน้ำ เริ่มจากการสรางตนแบบครั้งแรกในป พ.ศ. ๒๕๓๒ ตอมาในวันที่ ๒ กุมภาพันธ พ.ศ. ๒๕๓๖ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ไดรับสิทธิบัตรจากกรมทรัพยสิน ทางปญญา นับเปนสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของ พระมหากษัตริยพระองคแรกของไทยและครั้งแรก ของโลก แนวพระราชดำริ “การกำจัดขยะชุมชน ดวยการทำปุยหมัก” ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหหนวยงานที่เกี่ยวของศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การกำจัดขยะที่เหมาะสมกับประเทศไทย การกำจัดขยะ ดวยการทำปุยหมัก เปนเทคโนโลยีอยางงาย ที่ใช หลักการธรรมชาติชวยธรรมชาติ และใชวัสดุทองถิ่น เพื่อสรางเทคโนโลยีที่ราคาถูกหรือไมเสียคาใชจาย แนวพระราชดำริ “มลพิษทางอากาศและ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พระราชดำริที่พระองคทานพระราชทาน ใหแกพสกนิกรชาวไทยตลอดระยะเวลาที่พระองค ทรงครองราชย สามารถใชเปนแนวทางในการลดสภาวะ โลกรอนไดอยางมีประสิทธิภาพ ทรงมีพระราชดำริ และพระราชทานแนวทางในเรื่องการอนุรักษปาไม การปลูกปาธรรมชาติและปาเศรษฐกิจ การรักษาและ พัฒนาแหลงน้ำ การประกอบอาชีพที่ยั่งยืน การปองกัน และบำบัดน้ำเสีย การกำจัดและการใชประโยชน จากขยะ การใชพลังงานทดแทนและใชเชื้อเพลิงชีวภาพ การแกไขปญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ตลอดจน การใชเครื่องปรับอากาศที่สะอาด โครงการศูนยศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดลอม แหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงตระหนักถึงความสำคัญ ของปญหาสิ่งแวดลอมทั้งดานน้ำเสียและขยะชุมชน ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ไดพระราชทานแนวทาง การแกไขปญหาดวยการใชเทคโนโลยีอยางงาย โดยใช กระบวนการธรรมชาติชวยธรรมชาติ และใชวัสดุ ทองถิ่นเพื่อสรางเทคโนโลยีที่ราคาถูกหรือไมเสีย คาใชจาย จากการทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่ตำบล แหลมผักเบี้ย อำเภอบานแหลม จังหวัดเพชรบุรี ในการ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน พระองคทรงเห็นวาพื้นที่ดังกลาวเปนที่สาธารณะ มีปาชายเลนทรุดโทรม ควรจะนำพื้นที่บริเวณนั้น มาใชประโยชน โดยนำขยะชุมชนมาทำปุยหมัก เพื่อฟนฟูปาชายเลนที่เสื่อมโทรม นำน้ำเสียชุมชน มาปลูกหญาเลี้ยงสัตว เพื่อมิใหน้ำเสียชุมชนแพรกระจาย ๔๘