The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นิตยสารเทศาภิบาล นิตยสารกรมการปกครอง ปีที่ 119 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เทศาภิบาล ฉบับเมษายน 2567

นิตยสารเทศาภิบาล นิตยสารกรมการปกครอง ปีที่ 119 ฉบับที่ 4 เดือนเมษายน 2567

Keywords: เทศาภิบาล,กรม,การปกครอง

ความรูและทรงเขาใจศาสตรที่กลาวขางตนอยางล้ำเลิศ โดยใชกระบวนการธรรมชาติยอยสลายสารอินทรีย เปนสารอนินทรียดวยแบคทีเรีย ที่สำคัญก็คือ กระบวนการธรรมชาติจัดหาออกซิเจนใหกับแบคทีเรีย เพื่อใชในการยอยสลายสารอินทรียไดอยางเพียงพอ จนเกิดผลสัมฤทธิ์สูการสรางเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสีย และกำจัดขยะชุมชนตามแนวพระราชดำริ สรุปเปน เทคโนโลยีไดดังนี้ (๑) เทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียชุมชน มี ๓ รูปแบบ แบบที่หนึ่ง : เทคโนโลยีบึงประดิษฐน้ำไหล แนวตั้งมี ๒ รูปแบบยอย คือ (๑) การปลูกพืชน้ำ (ธูปษีและกกกลม) และ (๒) การปลูกหญาเลี้ยงสัตว (หญาโคสครอส หญาคาลลา และหญาสตาร) แบบที่สอง : เทคโนโลยีบึงประดิษฐขังน้ำ มี ๒ รูปแบบยอย คือ (๑) แบบน้ำไหลออกเปนศูนย (ปลูกธูปษีและกกกลม) และ (๒) แบบน้ำขัง ขณะน้ำขึ้น - ปลอยขณะน้ำลง (ปลูกปาชายเลน) แบบที่สาม : เทคโนโลยีบอบำบัดตากอากาศ (๒) เทคโนโลยีการกำจัดขยะชุมชนโดยใช กลองคอนกรีต สามารถประยุกตใชไดกับทุกสภาพพื้นที่ เปนแนวทางในการนำขยะมาแปรสภาพเปนปุย เพื่อใชในการเกษตรได ลงสูแมน้ำลำคลอง ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทาน เทศบาลเมืองเพชรบุรี และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร รวมกันดำเนินโครงการ ตามพระราชดำริตั้งแตวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๓ มาจนถึงปจจุบัน โดยมีพันธกิจหลักในการวิจัย และพัฒนาบริการวิชาการ และขยายผลสูชุมชน ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ จากที่ไดกลาวมาขางตน ทานผูอานคงเห็นไดวา เกือบทุกโครงการที่พระองคทานทรงมีพระราชดำริ แกไข ลวนอาศัยหลักกลไกธรรมชาติ มีความสอดคลอง กับวิถีชีวิตความเปนไทย ไมวาจะเปนการใชผักตบชวา เปนเครื่องกรองธรรมชาติ การกำจัดขยะโดยใชหลักการ ธรรมชาติชวยธรรมชาติ เปนตน พระองคทรงให ความสำคัญเปนอยางมาก ดังจะเห็นไดวา พระราชกรณียกิจหรือโครงการพระราชดำริในทุก ๆ ดานจะ ทรงระวังมีใหเปนการทำลายธรรมชาติสิ่งแวดลอม และเปนการอนุรักษธรรมชาติสิ่งแวดลอมใหมีสภาพ ที่ดีขึ้นอีกดวย ปจจัยความสำเร็จที่ทำใหพสกนิกรชาวไทย มีความเปนอยูที่ดี ลวนเกิดจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงมี ๔๙


กอนดำเนินโครงการศูนยศึกษาวิจัยและพัฒนา สิ่งแวดลอมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เนื่องจากชุมชนโดยรอบเปนสังคมชนบท อาชีพหลัก คือประมงพื้นบาน และมีการยายถิ่นฐานเพื่อหาแหลง ประกอบอาชีพใหม ภายหลังดำเนินโครงการมาครบ ๑๐ ป เกิดความอุดมสมบูรณของปาชายเลนและมี สัตวน้ำอุดมสมบูรณขึ้น สงผลใหสภาพเศรษฐกิจ ทองถิ่นดีขึ้นและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอยาง ชัดเจน ทำใหราษฎรเริ่มยายถิ่นฐานกลับภูมิลำเนาเดิม สงผลใหมีความหลากหลายของชนิดพันธุนก โครงการ ศูนยศึกษาวิจัยฯ กลายเปนแหลงทองเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สำคัญ จึงเกิดมีโรงแรม รีสอรท โฮมสเตย รานคาตาง ๆ เพื่อรองรับนักทองเที่ยว เปนการกระจายรายได ใหกับชุมชนอีกทางหนึ่งดวย โดยองคความรูที่ไดจากการวิจัยและพัฒนา คือ การบำบัดน้ำเสียดวยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งเนนหลักการใชธรรมชาติ ชวยธรรมชาติ สามารถนำไปดำเนินการและประยุกต ใชไดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งการบำบัดน้ำเสีย ทำไดดังนี้ (๑) บำบัดน้ำเสียโดยใชบอบำบัด ๕ บอ ไดแก บอตกตะกอน ๑ บอ บอผึ่ง ๓ บอ บอปรับสภาพ ๑ บอ แตละบอใชเวลาในการบำบัด ๗ วัน (๒) บำบัดน้ำเสียดวยระบบพืชและหญากรอง น้ำเสีย ไดแก หญาสตาร หญาคาลลา หญาโคสครอส และพืชอื่น ๆ เชน ธูปษี กกกลม (กกจันทบูร) หญาแฝกเปนตัวกรองโดยใหน้ำเสียไหลผานแปลง เปนเวลา ๕ วัน และปลอยทิ้งไวใหแหง ๒ วัน เพื่อให จุลินทรียในดินไดปรับสภาพโดยตองตัดพืชเมื่อถึง ระยะออกดอก โดยเฉลี่ยประมาณ ๔๕ วัน (๓) บำบัดน้ำเสียดวยระบบพื้นที่ชุมน้ำเทียม มีลักษณะการบำบัดคลายกับระบบพืชและหญากรอง น้ำเสีย แตจะใชพืชน้ำ เชน กกกลม ธูปษี โดยตองตัด ตนพืชเมื่อออกดอก เฉลี่ยกกกลมตัดที่ ๔๕ วัน และธูปษี ๙๐ วัน (๔) บำบัดน้ำเสียดวยแปลงพืชปาชายเลน โดยใหน้ำทะเลไหลเขาสูแปลงในชวงที่น้ำขึ้นสูงสุด ในรอบวัน และปดประตูระบายน้ำ แลวปลอยน้ำเสีย เขาไปในอัตราสวน ๑ ตอ ๑ (น้ำเสีย ๑ สวนตอน้ำทะเล ๑ สวน) วิธีนี้เปนการเจือจาง การเรงการตกตะกอน พืชจะชวยดูดสารอาหารจากการยอยสลายสารอินทรีย ของจุลินทรียในดิน เพื่อสรางความเจริญเติบโตของ พืชปาชายเลน เปนการดำเนินการตามแนวพระราชดำริ คือ ใชธรรมชาติรวมธรรมชาติ ๕๐


สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะ น้ำเสียจากพื้นที่เทศบาลเมือง เพชรบุรีไดรับการบำบัด ขยะ/ของเสียอินทรียจาก ชุมชนไดรับการกำจัดอยางถูกวิธี เทคโนโลยีบำบัด น้ำเสียแบบธรรมชาติชวยธรรมชาติ ไดแก ปลาที่อยู ในบอบำบัดน้ำเสียจะกินพืชน้ำเปนอาหาร ชวยให ระบบบำบัดอยูในภาวะสมดุล และเมื่อปลาเหลานี้ เติบโตก็สามารถนำไปบริโภคได น้ำเสียที่ผานการ บำบัดแลวมีสารอาหารที่จำเปนตอการเจริญเติบโต ของพืช จึงเปนที่ตองการของเกษตรกรในพื้นที่ รอบโครงการ พืชที่เก็บเกี่ยวจากแปลงพืชบำบัดน้ำเสีย สามารถนำมาใชทำเครื่องจักสาน สินคาหัตถกรรม และทำเยื่อกระดาษได นอกจากนี้ระบบกำจัดขยะ อินทรียแบบยอยสลายดวยแบคทีเรียและจุลินทรีย กอใหเกิดผลผลิตสำคัญ คือ ปุยหมักเปนที่ตองการ ของเกษตรกรในพื้นที่รอบโครงการฯ การบำบัดน้ำเสีย ชุมชนกอนระบายลงสูแหลงน้ำธรรมชาติสงผลใหแมน้ำ เพชรบุรี มีคุณภาพดีขึ้น ระบบนิเวศปาชายเลนมีความ สมบูรณ จำนวนชนิดของนกและปลาเพิ่มขึ้น ประกอบ กับพื้นที่โครงการมีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสม กับการเปนแหลงวางไขและเพาะพันธุสัตวน้ำ และ แหลงที่อยูอาศัยของสรรพสัตว นอกจากนี้ยังสามารถ เปนแนวกันคลื่นลมไดอีกดวย๒ สิ่งเหลานี้เปนเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเสนทางการ ทำงานตลอดพระชนมชีพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองคไมไดเพียงแคคิด แตทรงทดลองทำและ ทดลองใชดวยพระองคเอง เพื่อใหประชาชนมั่นใจและ เห็นเปนแบบอยาง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นดวยความทุมเท ของผูซึ่งเปรียบเหมือนพอ เปรียบเหมือนพลังแหง แผนดิน พระองคทานไมไดใหแคคนไทย แตทรง “ให” ทุกชีวิตนอยใหญในผืนแผนดินนี้ไดอยูรวมกันอยาง เกื้อกูลและมีความสุข นับจากวันนี้คงเปนหนาที่ของ พวกเราทุกคน ที่จะตองทำหนาที่ดูแลและรักษาสมบัติ ล้ำคาที่พระองคทานไดมอบไวทั้งหมดนี้ ใหคงอยูบน ผืนแผนดินไทยของเราตอไปอีกตราบนานเทานาน๓ แหลงที่มา ๑สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.). (ม.ป.ป.). พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ดานสิ่งแวดลอม. สืบคนเมื่อ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.rdpb.go.th/th/King/ประมวลผลพระราชดำรัส -c26/พระราชดำรัสดานสิ่งแวดลอม-v169 ๒คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติของสภานิติบัญญัติแหงชาติ. (๒๕๖๐). ศาสตรของพระราชา: ผูนำโลกในการพัฒนาอยางยั่งยืน รวมกฎหมายสนับสนุนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร. (พิมพครั้งที่ ๑). กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทรพริ้นติ้งแอนด พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ๓โครงการ จิตอาสาพลังแผนดิน. (๒๕๖๒). ในหลวง ร.๙ กับงานธรรมชาติ สิ่งแวดลอมการอยูกับธรรมชาติอยางพึ่งพาและเกื้อกูล ถูกสอดแทรกไวอยางแยบคายในทฤษฎี เศรษฐกิจพอเพียง. สืบคนเมื่อ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ จาก https://www.palangpandin.com/education/view/5ca5bd5925494531a87289da ๕๑


ถาม - ตอบ พ�ช�ตคะแนน HR DOPA บทความ ว�ชาการ ความรูเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ขอใดกลาวผิด A. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหตรา เปนพระราชบัญญัติ B. การเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกตองภายใน ๑๕ วัน นับแตวันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา C. วันเริ่มสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาครั้งที่ ๒ ใหเปนไปตามที่วุฒิสภากำหนด D. จำนวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกของรัฐสภาสามารถเขาชื่อ รองตอประธานรัฐสภา เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได ๑. A B ๒. A B C ๓. B C ๔. B C D ๕. ผิดทุกขอ เฉลย ขอ ๒. A B C ขอ A มาตรา ๑๐๒ และ ๑๐๗ แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย กำหนดใหการเลือกตั้งสมาชิก สภาผูแทนราษฎรใหมและการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหตราเปนพระราชกฤษฎีกา ขอ B มาตรา ๑๒๑ แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย กำหนดใหภายในสิบหาวันนับแตวันประกาศผล การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลือกตั้งทั่วไป ใหมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกไดมา ประชุมเปนครั้งแรก ขอ C มาตรา ๑๒๑ แหงรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ใหวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปครั้งที่สอง ใหเปนไปตามที่สภาผูแทนราษฎรกำหนด ขอ D มาตรา ๑๒๓ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือสมาชิกสภาผูแทน ราษฎร มีจำนวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอ ตอประธานรัฐสภาใหนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุม สมัยวิสามัญได สถานการณ ๑ : นางสาวลออจันทร อายุ ๑๖ ป พักอาศัยอยูหองเชากับนางสาวขวัญฤทัย อายุ ๒๐ ป โดยออกคาเชาคนละครึ่ง ตอมานายเกม ติดตอนางสาวลออจันทรไปขายบริการทางเพศโดยนางสาวขวัญฤทัย ไมไดมีสวนรวมกับการติดตอตกลงดวย แตนางสาวขวัญฤทัยพูดสนับสนุนใหนางสาวลออจันทรไปขายบริการ ทางเพศเพื่อจะไดมีเงินมาชำระคาเชาหองพัก เพราะเห็นวานางสาวลออจันทรขัดสนเรื่องเงิน และนางสาวขวัญฤทัย ยังพานางสาวลออจันทรเดินทางไปโรงแรมเพื่อขายบริการทางเพศเนื่องจากเกรงวานางสาวลออจันทร อายุ ๑๖ ป จะมีปญหาในการเขาใชบริการโรงแรม เมื่อเขาหองพักไปพบกับนายเกม นายเกมพบเห็นนางสาวลออจันทร และนางสาวขวัญฤทัยมาดวยกัน จึงสอบถามวาบุคคลใดเปนผูมาใหบริการทางเพศ นางสาวขวัญฤทัยบอกวา นางสาวลออจันทร และนางสาวขวัญฤทัยก็ไดรับเงินคาซื้อบริการทางเพศไปไวในกระเปาสะพายของตน ความรูเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบรอยและ ความมั่นคงภายใน (พ.ร.บ. ปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ. ๒๕๕๑) ๕๒


สถานการณ ๒ : นายกวี อายุ ๒๕ ป มาสมัครงานเปนพอบานที่บานปามณี โดยปามณีจัดใหนายกวี อยูอาศัยและหามดวยวาจาไมใหนายกวีออกจากบานและใหนายกวีทำงานตั้งแตเวลา ๔ นาิกา จนถึง ๒๔ นาิกา ใหรับประทานอาหาร ๒ มื้อ และไมจายเงินเดือนใหนายกวีเปนเวลา ๗ เดือน ในการทำงาน เดือนที่ ๘ ปามณี มีพฤติการณทำรายนายกวีเพื่อลงโทษนายกวีที่ทำงานไมเรียบรอยและพูดขอเงินคาจางจากปามณี จงวินิจฉัยวาขอใดถูกตอง A. นางสาวขวัญฤทัยมีสวนรวมรูเห็น รวมวางแผนตัดสินใจรวมกันหรือแบงหนาที่กันทำโดยมีวัตถุประสงค เพื่อแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณีบุคคลที่มีอายุต่ำกวา ๑๘ ป นางสาวขวัญฤทัยจึงมีความผิด ฐานคามนุษยประเภทแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณี B. แมนางสาวขวัญฤทัยจะเปนผูรับเงินคาคาประเวณีและพานางสาวลออจันทรไปคาประเวณีก็ตาม แต นางสาวขวัญฤทัยไมไดมีสวนรวมกับการติดตอตกลงขายบริการทางเพศดวย นางสาวขวัญฤทัยจึงยัง ไมถือวากระทำความผิดฐานคามนุษยประเภทแสวงหาประโยชนจากการคาประเวณี C. ปามณีลงโทษนายกวีเพื่อลงโทษที่นายกวีทำงานไมเรียบรอยและพูดขอเงินคาจางจากปามณีจึงมิใช เปนการใชกำลังประทุษรายนายกวีเพื่อใหนายกวี ทำงานใหปามณี การกระทำของปามณีจึงยังไมถือเปน ความผิดฐานคามนุษยประเภทบังคับใชแรงงาน D. การที่ปามณีใหนายกวีทำงานตั้งแตเวลา ๔ นาิกา จนถึง ๒๔ นาิกา ใหรับประทานอาหาร ๒ มื้อ และไมจายเงินเดือนใหนายกวีเปนเวลา ๗ เดือน ยอมถือไดวาปามณีเอารัดเอาเปรียบอยางไมเปนธรรม ตอนายกวีซึ่งเขาขายเปนความผิดคามนุษยประเภทบังคับใชแรงงาน ๑. ขอ A และ ขอ B ๒. ขอ A และ ขอ C ๓. ขอ B และ ขอ C ๔. ขอ B และ ขอ D ๕. ขอ A และ ขอ D เฉลย ขอ ๒ ๕๓


วันสงกรานต ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายนของทุกป เปนวันที่ไดรับอิทธิพลมาจากเทศกาลโฮลีของประเทศ อินเดีย แตวันสงกรานตของไทยเปลี่ยนจากการสาดสี เปนการสาดน้ำใสกัน เพื่อใหสอดคลองกับสภาพอากาศ ที่รอนจัดในชวงเดือนเมษายน และในอีกแงหนึ่งยังมี ความเชื่อวาเปนการปดเปาสิ่งไมดีออกไป ทำใหนิยม เลนสาดน้ำ และประแปงกันในชวงเทศกาลสงกรานต โดยจะไมถือโทษโกรธกัน คำวา “สงกรานต” มาจากภาษาสันสกฤต แปลวา การเคลื่อนที่ หรือ การเคลื่อนยาย หมายถึง การเคลื่อนยาย ของพระอาทิตยจากราศีหนึ่งสูอีกราศีหนึ่ง คือวันขึ้นปใหม ตามความหมายในภาษาสันสกฤต สงกรานตซึ่งเกิดขึ้น ทุกเดือน สวนระยะเวลาที่คนไทยเรียก “สงกรานต” นั้น เปนชวงที่พระอาทิตยเคลื่อนยายจากราศีมีนเขาสู ราศีเมษ นับวาเปนมหาสงกรานต เพราะเปนวันและ เวลาตั้งตนปใหมตามสุริยคติ สมัยกอนถือวันสงกรานต เปน “วันขึ้นปใหมไทย” ตรงกับชวงหลังฤดูกาล เก็บเกี่ยวพืชพันธุธัญญาหาร คนสมัยโบราณจึงคิดทำ กิจกรรมเพื่อเปนการพักผอนหลังจากทำงาน และ เปดโอกาสใหหนุมสาวไดพบกันและเลนสาดน้ำกัน เพื่อคลายความรอนในเดือนเมษายน ปจจุบันไดมี การเปลี่ยนแปลงใหพิธีสงกรานตนั้นเปนเทศกาล สงกรานต ในพิธีสงกรานตจะใช “น้ำ” เปนสัญลักษณ ที่เปนองคประกอบหลักของพิธี แกกันกับความหมาย ของฤดูรอน ชวงเวลาที่พระอาทิตยเคลื่อนเขาสูราศีเมษ ในวันนี้จะใชน้ำรดใหแกกันเพื่อความชุมชื่น มีการ ขอพรจากผูใหญ มีการรำลึกและกตัญูตอบรรพบุรุษ ที่ลวงลับ ตอมาในสังคมไทยสมัยใหมเกิดเปนประเพณี กลับบานในชวงเทศกาลสงกรานต นับวาวันสงกรานต เปนวันครอบครัว อีกทั้งยังมีประเพณีที่สืบทอดมา ตั้งแตดั้งเดิม อยางการสรงน้ำพระที่นำมาซึ่งความ เปนสิริมงคล เพื่อใหเปนการเริ่มตนปใหมที่มีความสุข โดยชวงเทศกาลสงกรานต คือวันที่ ๑๓ – ๑๔ - ๑๕ เมษายน เรียกวันที่ ๑๓ เมษายน วา “วันมหาสงกรานต” รัฐบาลยังกำหนดใหเปน “วันผูสูงอายุแหงชาติ” อีกดวย วันที่ ๑๔ เมษายน เปน “วันเนา” รัฐบาล ไดกำหนดใหเปน “วันครอบครัว” และวันที่ ๑๕ เมษายน เปน “วันเถลิงศก” หรือหมายถึง“วันเปลี่ยนศักราชใหม” กนกวรรณ สงกรานตในประเทศไทย บทความ ว�ชาการ ๕๔


นอกจากนี้ ในวันสงกรานต ยังไดมีเรื่องของ “นางสงกรานต” มีการจัดกิจกรรมการประกวด นางสงกรานต ซึ่งแตละปนางสงกรานตจะเปลี่ยนไป ตามวันสงกรานต เมื่อวันสงกรานตตรงกับวันใด ในแตละป ก็จะมีนางสงกรานตประจำวันนั้น ๆ ตรงกับ วันอาทิตย จะชื่อ “ทุงษะเทวี” ตรงกับจันทร ชื่อ “โคราคะเทวี” ตรงกับวันอังคาร ชื่อ “รากษสเทวี” ตรงกับวันพุธ ชื่อ “มัณฑาเทวี” ตรงกับวันพฤหัสบดี ชื่อ “กิริณีเทวี” ตรงกับวันศุกร ชื่อ “กิมิทาเทวี” และ ตรงกับวันเสาร ชื่อ “มโหทรเทวี” ตำนาน “นางสงกรานต” นางสงกรานตนั้นไมมีตัวตนจริง เปนเพียงคติ ความเชื่อที่ปรากฏอยูในตำนานสงกรานต รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกลาฯ ใหจารึกลงในแผนศิลา ๗ แผน แปะ ประดับไวที่ศาลารอบมณฑปทิศเหนือในวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ มีตำนานเลาขานวา นางสงกรานต เปนธิดาของทาวกบิลพรหม หรือ ทาวมหาสงกรานต และเปนนางฟาอยูบนสรวงสวรรค ชั้นจาตุมหาราช (สวรรคชั้นที่ ๑ ในทั้งหมด ๖ ชั้น) ซึ่งมีหนาที่ในการรับศีรษะของทาวกบิลพรหมแหรอบ เขาพระสุเมรุในแตละรอบป หรือในวันสงกรานต นั่นเอง โดยมีเกณฑวาวันสงกรานตตรงกับวันใด ให “นางสงกรานต” ประจำวันนั้นเปนผูแห โดยในปนี้ วันสงกรานตตรงกับวันเสารที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งนางสงกรานต คือ “นางมโหทรเทวี” ทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) อาภรณแกวนิลรัตน ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถขวาทรงจักร พระหัตถ ซายทรงตรีศูล เสด็จนอนลืมตา มาเหนือหลังมยุรา (นกยูง) เปนพาหนะ คำทำนายปนี้ : ฝนแลง พายุจัด ระวังพืชผลเสียหาย และภัยสงคราม ๕๕


ทั้งนี้ นับเปนเรื่องที่นายินดีอยางยิ่ง เมื่อการ ประชุมคณะกรรมการระหวางรัฐบาลวาดวยการ สงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับตองไมได (Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: ICS-ICH) ครั้งที่ ๑๘ ณ เมืองคาเซเน สาธารณรัฐบอตสวานา เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ไดมีมติใหขึ้นทะเบียน “สงกรานตในประเทศไทย” ในบัญชีรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับตองไมได ของ UNESCO โดย UNESCO ไดมอบประกาศนียบัตร (Certificate) อยางเปนทางการใหกับ “สงกรานต ในประเทศไทย” ประเพณีปใหมไทย (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) เปนรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับตองไมได ของมนุษยชาติ เนื่องดวยสงกรานตเปนประเพณี ปใหมไทยที่เฉลิมฉลองในชวงกลางเดือนเมษายน ของทุกภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งไดรับการถือปฏิบัติ และสืบทอดอยางยาวนาน ประเพณีอันงดงามและ มีความหมายสะทอนใหเห็นถึงความกตัญูของคนไทย ที่มีตอบรรพบุรุษ ความเอื้ออาทรและความปรารถนาดี ตอผูอื่น ประเพณีสงกรานตที่มีชื่อเสียง ไดแก ตักบาตร สรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ รดน้ำดำหัวผูเฒา ผูเคารพนับถือ จัดขบวนแหของชุมชนที่แสดงถึงตำนาน สงกรานต จัดละครพื้นบานที่เปนเอกลักษณ การละเลน และการแสดงตาง ๆ เปนตน อางอิง • PPTV. นางสงกรานต ๒๕๖๗. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗, https:/www.pptvhd36.com/news/สังคม/218808 • รัฐบาลไทย. UNESCO มอบประกาศนียบัตร (Certificate) อยางเปนทางการ ประกาศขึ้นทะเบียน "สงกรานตในประเทศไทย" ประเพณีปใหมไทย เปนรายการตัวแทนมรดก วัฒนธรรมที่จับตองไมไดของมนุษยชาติ. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๗, https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/78344 • กรุงเทพธุรกิจ. เปดประวัติวันสงกรานต ๒๕๖๗ ตำนานนางสงกรานต ประจำวัน มีที่มาจากไหน?. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๗, https://www.bangkokbiznews.com/life style/1122023 ๕๖


MISSION TO THE MOON คอลัมน ประจำ เจอคนแบบนี้ตองทำยังไง? รับมือ ๓ ประเภทคน “Toxic” สรางมลพ�ษในที่ทำงาน เพราะทุกคนยอมอยากทำงานใหออกมา ‘ดีที่สุด’ เสมอ ทวา “คนอื่น” เปนปจจัยที่ควบคุมไดยาก หลายตอหลายครั้งที่คนเปนพิษมักจะนำไปสู ‘ขอจำกัด’ มากมายที่เปนอุปสรรคตอความสำเร็จ และอีกหลาย ครั้งที่ความเปนพิษจากคนกลุมหนึ่งแผขยายกลาย เปนวัฒนธรรมองคกรที่สงผลตอการทำงานภาพรวม ทั้งหมด ถึงอยางนั้นความสัมพันธในที่ทำงานก็ยังเปน สิ่งที่หลีกเลี่ยงไมได ไมวาธรรมชาติงานจะเปนงานเดี่ยว หรืองานทีมก็ตาม การทำงานจึงไมใชแคเรื่องของ ความสามารถในสายงานนั้นเพียงอยางเดียว แตยัง รวมไปถึงทักษะการรับมือกับคนหลากหลายแบบอีกดวย อาจจะกลาวไดวาคนทำงานเกงคือคนที่รูวาจะตอง “ใชพิษใหยา” อยางไร หรือก็คือจะรับมือกับคนเหลานี้ อยางไรใหสรางประโยชนกับเปาหมายตนเอง วันนี้ Mission To The Moon เลยอยากชวนทุกคนมา ทำความรูจักกับ ๓ ประเภทคน Toxic จาก Harvard Business Review และ The Muse พรอมติดอาวุธ วิธีผันพิษเปนยาไปพรอมกัน “คับที่อยูได คับใจอยูยาก” หนึ่งในสุภาษิต ที่คนทำงานเขาใจความรูสึกอยางถองแท เพราะเมื่อ กาวสูโลกการทำงานที่แทจริงก็พบวา ‘สังคม’ หรือ ‘บรรยากาศการทำงาน’ เปนหนึ่งในตัวแปรหลัก ที่สงผลกระทบตอประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของการทำงานโดยตรง จากแบบสำรวจของ iHire เมื่อปลายป ๒๐๒๓ ที่ผานมาแสดงใหเห็นวา “บรรยากาศเปนพิษ ในที่ทำงาน” เปนเหตุผลอันดับหนึ่งของการลาออก ที่กินสัดสวนไปถึง ๓๕.๗% และ “ไมพึงพอใจหัวหนา” เปนอันดับที่ ๒ มีสัดสวนกวา ๒๘.๙% เรียกไดวา “คน” เปนเกณฑตัดสินใจหลักวาจะลาออกจากบริษัทแหงนั้น หรือไมลำพังแคงานประจำวัน งานดวน งานเรง ไปจนถึง การจัดการเรื่องตาง ๆ ในชีวิตสวนตัวก็ปวดหัวมาก พออยูแลว ทวา “คนเปนพิษ” ไมวาจะเพื่อนรวมงาน หรือหัวหนาก็เปรียบเสมือนกับสายฟาในพายุกลางทะเล ที่ทำใหทุกอยางยากขึ้นเปนเทาตัว ๕๗


๓ ประเภทคน Toxic ในที่ทำงาน พรอมวิธี รับมือแบบมืออาชีพ ๑. กอนพลังงานลบ พรอมแผไอพิษ แมวาการบนจะเปนเรื่องปกติของการทำงาน เพราะตลอดวันยอมเจอกับเรื่องนาหนักใจมากมาย แตเชื่อวาเพื่อนรวมงานที่คอย “บน” อยูตลอดเวลา และดูเหมือนวาจะไมเคยพอใจอะไรในชีวิตเลย ก็กลาย เปนอีกหนึ่งความนาหนักใจของคนรอบขางเชนเดียวกัน นอกจากกลุมที่ชอบบนไปทุกเรื่องจนสรางความ รูสึกอึดอัดใหคนฟงแลว ยังมีกอนพลังงานลบอีกประเภท ที่มักจะดักทางโปรเจกตใหม ๆ อยูเสมอวามีโอกาส ลมเหลวอยางไรบาง จนสรางความกังวลใหกับทีม ที่ทำงานดวยกันแทนที่จะเปนกำลังใจ สำหรับคนกลุมนี้แลว ความวิตกกังวล ความโหยหา อำนาจในการควบคุมความลมเหลว และความรูสึก เสียใจตอความลมเหลวในอดีตเปนแรงขับเคลื่อน หลักของความคิดแงลบที่เขาพยายามสื่อสารออกมา แมจะเขาใจไดแตก็ตองยอมรับวาความรูสึกเชิงลบและ ความคิดลบนั้นสามารถติดตอกันไดเปนวงกวาง วิธีรับมือกับคนมีความคิดลบคือการเสนอมุมมอง ทางเลือกที่แสดงใหเห็นวาเราไมไดเมินเฉยตอความกังวล ถึงผลกระทบของเขา เชน เพื่อนรวมงานผูคิดลบกลาววา ผลงานยังมีคุณภาพไมเพียงพอ หากตีกลับดวยการ บอกวาคุณภาพเพียงพอแลวจะไมสามารถตอบโจทย ความกังวลที่เขายกประเด็นขึ้นมาได แตหากเสนอมุมมองอื่นวาสาเหตุที่ผลงาน มีคุณภาพประมาณนี้เปนเพราะปจจัยใดบางและถาม ความเห็นวาควรปรับปรุงแตละปจจัยอยางไร จะชวย ตีกรอบความคิดที่เต็มไปดวยความกังวลวาจะลมเหลว กลับมาสูเสนทางการแกไขปญหาไดมากขึ้น นอกจาก จะแกปญหาไดแลวยังสรางภาพลักษณที่นาเชื่อถือ ใหตนเองอีกดวย ๒. ขางนอกดูไมมีพิษภัย ขางในกำลังโจมตี กลุมภายนอกอยาง ภายในอยาง สามารถแบง ยอยไดอีก ๒ ประเภทหลัก กลุมแรกคือคน “Passive Aggressive” หรือคนที่ไมพอใจหรือรูสึกไมดี แตไมพูด ออกมาตรง ๆ กลับแสดงออกผานพฤติกรรมอื่น จนชวนใหคนที่ตองมีปฏิสัมพันธดวยรูสึกอึดอัดและไมรู จะตองทำอยางไรตอไปดี พฤติกรรมของคนกลุมแรกเกิดมาจากความกลัว ที่จะถูกปฏิเสธหากเผยความรูสึกออกไป หรืออยากจะ หลีกเลี่ยงการเผชิญหนา ขณะเดียวกันก็อาจเกิดมาจาก ความรูสึกไรอำนาจจากบางสถานการณ การรับมืออยาง ชาญฉลาดคือหามตีตราดวยการบอกวา “หยุดทำตัวงี่เงา” หรือ “คุณกำลังทำตัวไมนารัก ไมมีเหตุผล” ไปจนถึง ประโยคที่เปนการกลาวโทษเพราะจะยิ่งทำใหคนฟง รูสึกไมมั่นคงมากกวาเดิม สิ่งสำคัญคือการทำความเขาใจเจตนา หลังความโกรธนั้นวาเขากังวลเรื่องใด รูสึกไมพอใจ ไมยุติธรรม หรือมองเห็นอะไรที่ไมนาภิรมยในโปรเจกต และการทำงานรวมกันหรือเปลา บางครั้งเจาตัวอาจจะ ไมสามารถสื่อสารความคิดออกมาไดดวยตนเอง หากมีใครสักคนเปนโฆษกพูดแทนก็จะทำใหเขาเรียนรู ที่จะปรับการสื่อสารใหซื่อตรงกับความคิดมากขึ้น กลุมที่สองคือเจานกจุบจิ๊บ ชอบจับกลุมซุบซิบ นินทา หลายครั้งที่เราตองตกอยูในสถานการณที่ไมได อยากจะเขาไปมีสวนรวมกับการหัวเราะคิกคักหรือ วิจารณจนเกินเหตุของคนกลุมหนึ่งแตก็หลีกเลี่ยงไมได ดวยขอจำกัดตาง ๆ เชนนั้นจะตองรับมือกับกลุม นกประสานเสียงนี้อยางไร? การเตรียม “สคริปต” ไวให ตนเองกรณีที่ถูกคาดหวังใหตอบรับความคิดเห็น ที่เปนประเด็นในวงนินทา เชน การตั้งคำถามตอวาทำไม ถึงคิดแบบนั้น? หรือการออกความคิดเห็นเชิงวิเคราะห และสงสัยวาเปนเรื่องจริงหรือ? จะชวยหยุดการไหล ตามกันของวงสนทนาไดชวงหนึ่ง หลังจากนั้นจึงคอย เปลี่ยนหัวขอเพื่อแสดงจุดยืนวาไมตองการเกี่ยวของ อยางมีวุฒิภาวะนั่นเอง ๕๘


๓. ชางรู ชางเคลม ชางแสดงตัวตน “Mr. Know-It-All” หรือคนชางรูมีอยูทุกพื้นที่ คนเหลานี้มักจะขัดขึ้นมากลางบทสนทนาเพื่อบอกวา ทุกคนจงฟงทางนี้ เพราะตัวเขานั้นรูดีที่สุด เขาจะชื่นชอบ ใหมีคนเห็นดวยกับความคิดแลวย้ำเตือนวาเขานั้น “ถูกตอง” แลว ฟงดูเหมือนเปนพฤติกรรมธรรมดา ที่ไมวาใครก็อยากไดรับการยอมรับ แตหลายครั้ง ที่พฤติกรรมเหลานี้เปนอุปสรรคตอการระดมสมองของทีม ขณะเดียวกันหลายคนอาจจะเคยเจอเหตุการณ “แมวขโมย” ที่ชอบเคลมความคิดหรือผลงานของ คนอื่นไปเปนของตนเอง เชน ทามกลางการประชุม ที่คุณเสนอไอเดียไปแตจังหวะนั้นยังไมมีคนฟง ก็จะมี เพื่อนรวมงานคนหนึ่งที่รอจังหวะหรือสรางจุดสนใจ ไปที่ตนเองแลวนำเสนอไอเดียของคุณออกไปดวยคำพูด เดียวกัน สุดทายเครดิตก็ไปตกที่คนเหลานั้นเต็ม ๆ หรือคน “ชางแสดงตัวตน” เปนอีกกลุมหนึ่งที่มักจะ พูดจาแสดงถึงทัศนคติที่ไมนาฟงตอเพศ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือหัวขอละเอียดออน เชน การยก คำพูดวา “ฉันมีเพื่อนเปนเกยเยอะเลย” มาเปน หลักฐานสนับสนุนวาตนเองไมเหยียดเพศ หรือการแซว เพื่อนรวมงานหญิง เชน “หวานใจ” “สุดที่รัก” “สาวนอย” เปนตน แนนอนวาแรงจูงใจเบื้องหลังของพฤติกรรม เหลานี้คือการเปนที่ยอมรับ แตวิธีการพิสูจนตัวตน อาจจะไมใชแนวทางที่สรางบรรยากาศนาอยูในทีม สักเทาไรนัก วิธีใชประโยชนจากความตองการเปนที่ ยอมรับของคนชางรูคือการบอกขอบเขตและการเจาะลึก เนื้อหา ยกตัวอยางเชน หากคนชางรูขัดบทสนทนา การแจงไปตรง ๆ วารับฟงแตขอใหจบประเด็นดังนี้แลว จะมาพูดคุยกันทีหลังจะชวยชี้จังหวะใหเขาแสดงตัวตน ไดอยางเหมาะสมขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อถึงเวลาพูดคุย การเจาะลึกไอเดียของเขาวามีหลักฐานจากไหน ทำไม ถึงคิดเชนนั้น จะชวยใหเขาไดแสดงตัวตนอยางถูกวิธี และคนในทีม รวมถึงตนเองก็จะไดเรียนรูและสราง ผลงานที่มีคุณภาพมากขึ้นดวยเชนกัน แมวามนุษยไมสามารถหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ กับผูอื่นได แตเราก็สามารถเรียนรูที่จะรับมือกับรูปแบบ ความสัมพันธที่หลากหลายใหถูกวิธี และทำใหมัน กลับมาสรางประโยชนใหตนเองในที่สุด อยางไรก็ตาม การประเมินและรักษาใจตนเองก็เปนสิ่งสำคัญ การรู วาเมื่อไรควรเลี่ยงเมื่อไรควรรับมือก็เปนอีกทักษะ ที่ควรเรียนรูไว ๕๙


คอลัมน ประจำ วรรณเฉลิม ประวัติความเปนมา : ลายละกอนไสหมู หรือลายไสหมู เปนลายที่ได รับอิทธิพลจากศิลปะแบบจีน ซึ่งมีอิทธิพลตอรูปแบบ ศิลปะลานนา จากรูปลักษณของลวดลายในการขดมวน ไปมาในกรอบลาย จึงมีลักษณะคลายกันกับไสหมู ขอมูลการขึ้นทะเบียน : จังหวัดลำปาง ไดคัดเลือกผาที่แสดงถึงอัตลักษณ ของจังหวัดลำปาง คือ “ลายละกอนไสหมู” ซึ่งเปน ลวดลายของสกุลชางลำปาง ประกาศ ณ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ รายละเอียดการทอผา : ลายละกอนไสหมู เปนลายที่นิยมในชวงสมัย เจาหลวงวรญาณรังสี เปนชวงเวลาปลายพุทธศตวรรษ ที่ ๒๔ - ตนศตวรรษที่ ๒๕ ซึ่งเปนยุคที่งานศิลปกรรม ลำปางเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา สงผลใหลวดลายละกอนไสหมูไปปรากฏอยูตามอาคาร ศาสนสถาน เชน วิหาร อุโบสถ ธรรมาสน อาสนะ ลายละกอนไสหมูจึงเปนลวดลายของสกุลชาง ลำปาง ที่ปรากฏเฉพาะในเขตลุมน้ำวัง ลักษณะของ ลวดลายตอเนื่องตลอดชิ้นงาน ไมขาดชวง และยัง สามารถเลื่อนไหลปรับรูปแบบใหมีความเปนสากล รวมสมัย สามารถนำไปตอยอดในการผลิตผาได หลากหลายเทคนิควิธี เชน เทคนิคการจก การพิมพลาย การปกทอ การมัดยอม รวมถึงพัฒนาลวดลาย ใหสามารถนำไปใชกับผลิตภัณฑอื่น ๆ ได อัตลักษณผาไทยประจำจังหวัด ผาลายละกอนไสหมู ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดลำปาง ๖๐


ประวัติความเปนมา : ลายดาวนบูดิง มีลักษณะลวดลายคลาย ซุมดอกไมโบราณชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเปนไมเลื้อย โดยสำนักงานประวัติศาสตรประเทศมาเลเซีย ไดสันนิษฐานวา ดอกไมที่ปรากฏบนผืนผา คือ ดาวนบูดิง (ดอกบูดิง) มาจากภาษามลายู ดอกไม ชนิดนี้พบมากในคาบสมุทรมลายู มีลักษณะคลาย ดอกสายหยุด ดอกมีสีเหลือง กลิ่นหอม ใบมีลักษณะ เปนรูปหอก ปลายใบแหลม หรือมีติ่งแหลม ประเทศ ในแถบคาบสมุทรมลายูนิยมนำดอกไมชนิดนี้มาทำ เปนซุมดอกไมเพื่อใชในพิธีตอนรับบาวสาวในงานแตง จึงถือวาเปนดอกไมมงคลของชาวมลายู สวนลายฟอสซิล มาจากฟอสซิลในอุทยานธรณีสตูล ขอมูลการขึ้นทะเบียน : คณะกรรมการพิจารณาลายผา มีมติเห็นชอบให “ลายดาวนบูดิงฟอสซิลสตูล” เปนผาลายอัตลักษณ ประจำจังหวัดสตูล เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕ รายละเอียดการทอผา : ใชเทคนิคการพิมพลาย และยอมสีธรรมชาติ เชน ดินเทอราโรซา สีจากเปลือกตนโกงกาง ใชการยอมผาดวยดินเทอราโรซา เมื่อไดผาที่ยอมดิน แลวจึงนำมาขึ้นลายดวยการบล็อกแลวแตมสี ผาลายดาวนบูดิงฟอสซ�ลสตูล ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดสตูล ๖๑


ประวัติความเปนมา : ลายนครธรรม มาจาก สกลนครเมือง ๓ ธรรม (นครวัฒนธรรม ประเพณี นครแหงธรรมชาติ นครธรรมเมืองรมเย็น) จึงนำจุดเดนทั้ง ๓ ธรรม มาออกแบบเปนผลงานที่เต็มไปดวยเรื่องราวที่สืบสาน ตอไปอยางไมรูจบ และผสมผสานกลิ่นอายของ ลายโบราณกับสมัยใหมเขาดวยกัน ในแตละลายจะสื่อถึงเอกลักษณและความหมาย ของจังหวัดสกลนคร ประกอบดวย ๕ ลาย ดังนี้ ๑. ลายดอกไมปา สื่อถึง (ดอกมณีเทวา) สีขาว ณ ลานหินสาวเอ ๒. นครธรรม สื่อถึง ความเจริญรุงเรือง ในทางพระพุทธศาสนา ๓. ลายหัวใจ ๔ ดวง สื่อถึง ความรัก ความหวงใย ความสามัคคี และมีมิตรภาพ ๔. ลายขาวพันกอน สื่อถึง ประเพณีของ ชาวสกลนคร ที่จัดในงานบุญผะเหวด หรืองานบุญ มหาชาติ ๕. ลายเขาภูพาน เปนสัญลักษณแทนอุทยาน แหงชาติ ขอมูลการขึ้นทะเบียน : คณะกรรมการคัดเลือกลายผาอัตลักษณ ประจำจังหวัดสกลนคร มีมติเห็นชอบให “ลายนครธรรม” เปนลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดสกลนคร รายละเอียดการทอผา : ผาลายนครธรรม ประกอบดวย ๕ ลวดลาย ที่เปนจุดเดนและเอกลักษณของจังหวัดสกลนคร มาถายทอดลงบนผืนผาผสมผสานเขากับลายโบราณ โดยการมัดหมี่ยอมคราม ๒ สี คือ ครามเขมและ ครามออนน้ำหนึ่ง ทำใหเกิดโทนสีที่สวยงาม เรียกกันวา ผาผิวสวย ทุกกระบวนการผลิตลวนแลวแตเปน ภูมิปญญาชาวบาน ทอดวยมือ ไรสารเคมี ลักษณะ การทอทอดวยกี่โบราณ โดยทอหมี่ ๔ เสน แทรก ๑ เสน ทอดวยเทคนิค ๒ ตะกอ ผาลายนครธรรม ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดสกลนคร ๖๒


ประวัติความเปนมา : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช เมื่อถึงแหลมระยอง (แสมสาร) พระศรีสมุทรโภคชัย โชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจาเมืองระยอง พรอมดวยชาวจีน เขาเฝา เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ผานเขาแหลมหญาถึงชองเสม็ด ทอดสมอชองเสม็ด เวลาบายหาโมง เวลาบายหาโมงครึ่งลงเรือโบด ใหเรือภิรมยเร็วจรลาก เสด็จขึ้นฝงที่บานเพ จังหวัด ระยอง ในพระราชนิพนธพระองคทรงกลาวถึงผา ที่มีในพื้นถิ่นระยอง คือ ผาตาสมุก ซึ่งเปนผาพื้นถิ่น ที่ไดรับความนิยม และทรงใหคำนิยมวาผาพื้นถิ่น แถบนี้มีคุณภาพอีกดวย ขอมูลการขึ้นทะเบียน : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดไดประกาศให “ลายผาตากะหมุก” เปนลายผาอัตลักษณประจำ จังหวัดระยอง รายละเอียดการทอผา : การทอจะใชผาฝายเพียงสองสี ทอสองพับ สลับขึ้นบนทำใหเกิดเปนลายตาราง ใชเทคนิคการทอ เสนยืนขาวดำ สลับกันสองเสนเปนลายขัดของตา และลายพุงก็เชนเดียวกันจะทอขาวดำซ้ำกันสองเสน เพื่อใหเกิดลายตา ซึ่งเปนการใชเสนดายเพียงสองสี แตทำใหเกิดลวดลายไดอยางนาอัศจรรย ผาลายตากะหมุก (ตาสมุก) ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดระยอง ๖๓


หองสมุดกรมการปกครอง เทศาเมื่อวันวาน เร�่อง “ ” คอลัมน ประจำ ทานผูอานที่เคยรับราชการในสังกัดกระทรวง มหาดไทยหรือกรมการปกครอง คงจะคุนชินกับคำวา “เทศาภิบาล” เพราะคำวาเทศาภิบาลไดปรากฏคูมา กับกระทรวงมหาดไทย แรกดั้งเดิมเปนชื่อตำแหนง ผูสำเร็จราชการมณฑลในสมัยหนึ่ง ตอมาเปลี่ยนเรียกวา สมุหเทศาภิบาล และไดนำคำวาเทศาภิบาลมาใชเปน ชื่อนิตยสารของกรมการปกครอง นิตยสาร “เทศาภิบาล” กอกำเนิดจากความคิดริเริ่ม ของสมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย วัตถุประสงคในการจัดทำนิตยสาร “เทศาภิบาล” เพื่อใหกระทรวงมหาดไทยแนะนำขาหลวงเทศาภิบาล แลขาหลวง ผูวาราชการเมือง ใหรอบรูในทางราชการ สำหรับการปฏิบัติหนาที่ของตนไมใหบกพรองแล คลาดเคลื่อนจากทางที่ชอบ โดยเริ่มตีพิมพเผยแพร ฉบับแรกในเดือนเมษายน ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ. ๒๔๔๙) การดำเนินงานของนิตยสารเทศาภิบาล ไดทำหนาที่ เปนสื่อกลางในการเผยแพรองคความรูตาง ๆ และ ขาวสารในแวดวงนักปกครองตอเนื่องมาจนปจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๖๗) ก็จะมีอายุยางเขาสูปที่ ๑๑๙ การเติบโต ของเทศาภิบาลไดมีวิวัฒนาการตามกาลเวลามาอยาง ยาวนาน ถือเปนหนังสือที่ทรงคุณคาสำหรับนักปกครอง ตลอดมา ถาหากเปรียบอายุของคนเราก็ถือวาไดเขาสู วัยชรามากแลว แตสำหรับนิตยสาร “เทศาภิบาล” แลว หาชราไปตามกาลเวลาไม ซึ่งตลอดเวลาที่ผานมา บรรณาธิการและทีมงานกองบรรณาธิการตั้งแตอดีต จนถึงปจจุบัน ไดคัดสรรบทความ และพัฒนาปรับปรุง เนื้อหาของเทศาภิบาลใหมีความทันสมัยตลอดเวลา เพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดสำหรับฝายปกครอง รวมทั้ง ผูอานทุกทานเพื่อนำไปปรับใชในการปฏิบัติงานและ การดำเนินชีวิตตอไป ๖๔


เดือนเมษายน ๒๕๖๗ เนื่องในโอกาสเปนเดือน แหงการกำเนิดของนิตยสารเทศาภิบาล เวียนมา บรรจบอีกครั้งหนึ่ง คอลัมนเทศาภิบาลเมื่อวันวาน จะพาทุกทานไปยอนรอยเรื่องราวที่เคยตีพิมพเผยแพร ในเทศาภิบาลฉบับแรกมานำเสนอ เรื่องผูรายปลนตำบลละตากาลา แขวงเมืองเประ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ ร.ศ. ๑๒๔ กระทรวง มหาดไทยไดรับโทรเลขพระรามฤทธิรงค ผูรั้งตำแหนง ขาหลวงใหญประจำบริเวณ ๗ เมืองที่ ๔๐ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ร.ศ. ๑๒๔ วาในวันที่ ๓๑ นั้น พระรามฤทธิรงค ไดรับใบบอกเมืองรามันหวา มิสเตอร ซาบอเรีย นายอำเภอครี เมืองเประ มีจดหมายสงริโปตมายัง นายอำเภอเบตงวา เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๔ เวลาเชา ๑ โมง มีผูรายปลนที่อำเภอ ตำบลละตากาลา ในอำเภอครี เก็บทรัพยสิ่งของไปไดรวม ๓๑ เหรียญ ๗ เซนต พวกผูรายปลนเปนคนมลายู ชาวเมืองตานี ขอใหอำเภอเบตงชวยสืบจับ หลวงราษฎรภาระกิจ นายอำเภอเบตง ไดมีจดหมายตอบไปยังมิสเตอรซาบอเรีย นายอำเภอครีวา ไดสั่งกำนัน ผูใหญบานสืบจับโดย แขงแรงแลว แลวาผูที่ถูกปลนนั้นเปนคนจีน ทำเหมือง ดีบุก ที่เหมืองกลาป ในอำเภอเบตง แตเปนเขตรแดน ตอกันระหวางเมืองเประกับเมืองไทรบุรี หาใชทาง ที่ราษฎรเดินไปมาเบตงไม แลหลวงราษฎรภาระกิจ เขาใจวาผูรายปลนรายนี้เปนคนเมืองเประหรือเมืองไทรบุรี เปนแน เพราะเมืองเประมีผูรายปลนตีชิงเนือง ๆ เรื่องนี้พระรามฤทธิรงคไดมีโทรเลขสั่งเมืองรามันหวา ถึงแมวาจะรูวาผูรายเปนคนทางเขตรเมืองไหนก็ดี เมื่อไดเขามาในทองที่เราแลว ใหหลวงราษฎรภาระกิจ รีบออกจัดการสืบสวน จับตัวผูรายแลของกลาง จนเต็มความสามารถ กระทรวงมหาดไทย ไดมีโทรเลขตอบไปยัง พระรามฤทธิรงควาผูรายอยางหัวเมืองชั้นใน ๆ กับ ผูรายที่ตอชายแดนเกี่ยวของกับเมืองตางประเทศ เชนนี้ผิดกันมาก อุปมาวาคนของเราทำรายกัน ในบานเราเอง ผิดกับคนในบานเราไปทำรายในบานอื่นเขา อยางไรก็ผิดกันฉันนั้น เพราะฉนั้นเรื่องผูรายรายนี้ ถาเปนคนในพระราชอาณาจักรในแขวงบริเวณหรือ แขวงเมืองไทรก็ตาม เราตองคิดอานติดตามสืบจับ จงได ถาเปนผูรายในเขตรอังกฤษก็ตองสืบใหไดความ บอกแกเขา วาเราไดความวาคนนั้นอยูที่นั่นเปนผูราย ถาไมทำเชนนี้เรื่องอยางนี้จะเปนเหตุใหรัฐบาลอังกฤษ วากลาวได ตองจัดการใหถูกตองตามที่วา ให พระรามฤทธิรงครีบเปนธุระสืบจับผูรายรายนี้โดยแขงแรง อยางที่สุดที่จะทำได แลใหคัดสำเนาโทรเลขฉบับนี้ รีบสงไปใหหลวงราษฎรภาระกิจโดยเร็ว แลใหถือเปน แบบตอไปสำหรับการภายนาดวย ตลอดระยะเวลากวา ๑๑๙ ป ที่นิตยสาร เทศาภิบาลไดนำเสนอความรูและสาระดี ๆ เพื่อให นักปกครองและผูอานทุกทานไดติดตามขอมูล ขาวสารแวดวงของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวกับภารกิจของฝายปกครอง ในลักษณะรูปเลมมาอยางตอเนื่องเปนประจำทุกเดือน ในยุคปจจุบันที่มีการใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอร และ สื่อออนไลน เพื่อการศึกษาคนควาหาความรูมากกวา การอานหนังสือเลม ทำใหการจัดพิมพในรูปแบบเลม เปนหลักไมตอบโจทยการเรียนรูของคนในยุคปจจุบัน นิตยสารเทศาภิบาลจึงไดพัฒนาปรับโฉมการใหบริการใหม ใหสอดคลองกับแนวทางการรับขอมูลขาวสาร ไดอยางรวดเร็ว ทันเหตุการณ อีกทั้งเปนการลดการใช กระดาษ ประหยัดพลังงาน และลดโลกรอน จึงได ลดจำนวนการจัดพิมพในลักษณะรูปเลมนอยลง เพิ่มรูปแบบการนำเสนอในชองทางสื่อออนไลนมากขึ้น ทุกทานสามารถติดตามอานนิตยสารเทศาภิบาลได ทางเว็บไซตกรมการปกครอง ชื่อแบนเนอร “นิตยสารเทศาภิบาล” หรือเพจนิตยสารเทศาภิบาล ๖๕


ราชาศัพทของคำวา “รูป” หรือ “ภาพ” นั้นมีใชหลายคำตามชนิดของรูปหรือภาพและใชแตกตางกัน ตามพระอิสริยยศของเจานาย คำวา “รูปถาย” นั้น เมื่อใชหมายถึง รูปถาย ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว พบที่ใชราชาศัพทวา พระบรมฉายาลักษณ ก็มี ที่ใชวา พระบรมรูป ก็มี คำวา “พระบรมรูป” นั้นใชมาแตโบราณ หากเปน “รูปถาย” ของเจานายพระองคอื่น ๆ ใชราชาศัพทแตกตางกันออกไป รูปถาย ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ราชาศัพทใชวา “พระฉายาลักษณ” หรือจะใชวา “พระรูป” ก็ได หากเปนรูปถาย ของพระบรมวงศชั้นสมเด็จเจาฟาลงมาจนถึงพระอนุวงศชั้นหมอมเจา ราชาศัพทใชวา พระรูป ถาเปน รูปเขียน หรือ รูปวาด ที่มักเรียกกันวาภาพเหมือนของพระมหากษัตริย ใชราชาศัพทวา พระบรมรูปเขียน หรือ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ หรือ พระบรมสาทิสลักษณ หากเปน รูปเขียน ที่เปนภาพเหมือนของสมเด็จ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมราชินี ราชาศัพทใชวา พระรูปเขียน หรือ พระฉายาสาทิสลักษณ หรือ พระสาทิสลักษณ ทั้งนี้ ราชาศัพทคำวา พระรูปเขียน พระฉายาสาทิสลักษณ และพระสาทิสลักษณ นั้น ใชแก รูปเขียน ที่เปนภาพเหมือนของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร และใชแก รูปเขียน หรือภาพเหมือน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไดเชนกัน และหากเปน รูปเขียน ที่เปนภาพเหมือนของพระบรมวงศชั้นสมเด็จเจาฟาลงมาจนถึงพระอนุวงศชั้นหมอมเจา ราชาศัพทใชวา พระรูปเขียน คำวา “พระบรมรูป” นั้นเปนคำกลาง ๆ ที่มีความหมายไดทั้ง รูปถาย, รูปเขียน, รูปปน ของพระมหากษัตริย บริบทหรือขอความที่อยูแวดลอมจะทำใหทราบไดวา การใชคำวา “พระบรมรูป” ที่พูดหรือเขียนถึงนั้นหมายถึง รูปชนิดใด เชน เมื่อกลาวหรือเขียนวา บริเวณดานหนาของอาคารรัฐสภาเดิมประดิษฐานพระบรมรูปของพระบาท สมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ก็เปนที่ทราบวา “พระบรมรูป” นั้นหมายถึงรูปปน อยางไรก็ตาม หากจำเปน ตองระบุใหชัดเจนวาเปน “รูปปน” ของพระมหากษัตริยก็ใชวา “พระบรมรูปปน” หากเปน “รูปหลอ” ก็ ใชวา “พระบรมรูปหลอ” และหากเปน รูปปน, รูปหลอ ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถลงมาจนถึงพระอนุวงศ ชั้นหมอมเจา ใชราชาศัพทวา พระรูปปน, พระรูปหลอ อยางไรก็ตาม หากอธิบายวา “ที่ผนังทั้ง ๔ ดานของโถง ชั้นลางของอาคารแหงนี้ประดิษฐานพระบรมรูปของพระมหากษัตริยในพระบรมราชจักรีวงศ” ก็เปนที่ทราบไดวา พระบรมรูปดังกลาวหมายถึง ภาพถาย หรือ ภาพเขียน หรืออาจเปนภาพเขียนเหมือนพระองคจริง แตมิไดหมายถึง รูปปนหรือรูปหลอเพราะบริบทหรือขอความแวดลอมจะชวยใหเขาใจไดวาหมายถึงคำใด. ความรูราชาศัพท ราชาศัพทของคำวา “รูปถาย”, “รูปเข�ยน”, “รูปปน”, “รูปหลอ” สุปญญา ชมจ�นดา* *นางสาวสุปญญา ชมจินดา กรรมการจัดทำหลักเกณฑการใชราชาศัพท สำนักงานราชบัณฑิตยสภา คอลัมน ประจำ ที่มา สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (ม.ป.ป.). ความรูราชาศัพทราชาศัพทของคำวา “รูปถาย”, “รูปเขียน”, “รูปปน”, “รูปหลอ”. สืบคนเมื่อ ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๗ จาก https://www.orst.go.th/iwfm_book.asp?p=INFO%2D%2CInfographic&i=5825732M%5CG5813224326294222622 ๖๖


คอลัมน ประจำ สวนว�เทศสัมพันธ กองว�ชาการและแผนงาน ๖๗


๖๘


ปกิณกะ สวนว�จัยและประเมินผล กองว�ชาการและแผนงาน ๖๙


๗๐


ปกิณกะ สฤษธิชัย บุญญะชวยวงศ* ความสวนตนสังเขปจากผูเขียน ผูเขียนคุณบัณฑิต จุลาสัย และคุณรัชดา โชติพานิช ไดใหคำนำหนังสือ “เขตคลอง มองเมือง” บางสวนโดยสังเขปวา “วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตนั้น ผูกพันอยางยิ่งกับสายน้ำ ดวยน้ำเปนปจจัยในการ ดำรงชีพ เกษตรกรรม และการคมนาคม ผูคนเลือกที่ จะลงหลักปกฐานใกลแมน้ำ ลำคลอง ทางน้ำหรือ แหลงน้ำ” “บางกอก เดิมเปนชุมชนริมน้ำ กลายเปนเมือง หนาดาน ตั้งแตสมัยกรุงสุโขทัยเปนราชธานี ดวย เรือสินคาจากอาวไทยจะตองผานไปยังเมืองตาง ๆ โดยมีแมน้ำเจาพระยาเปนทางสายหลัก และมีคลอง เชื่อมตอไปยังพื้นที่ภายใน .... ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช สถาปนากรุงเทพ พระมหานคร เปนราชธานี โปรดเกลาฯ ใหยาย พระราชฐานมายังฝงขวาของแมน้ำเจาพระยาที่เคยเปน ชุมชนชาวจีน และรื้อกำแพงเมืองสมัยกรุงธนบุรีลง เพื่อขยายขอบเขตพระนคร โดยขุดคลองเมืองขึ้นใหม ขนานกับคลองคูเมืองเดิม เรียกวา คลองรอบกรุง บริเวณพื้นที่ภายในคลองรอบกรุงจึงกลายเปนศูนยรวม การปกครอง ที่มีพระบรมมหาราชวังเปนศูนยกลาง รายรอบดวยวังของพระบรมวงศานุวงศ บานเรือน ของขุนนาง สวนบานเรือนของราษฎรตั้งอยูถัดออกไป ริมกำแพงเมืองและนอกกำแพงเมือง...” ผูเขียนไดเขียนถึงจุดเริ่มตนของหนังสือเลมนี้วา “สาระของหนังสือ เขตคลอง มองเมือง เริ่มจากการ คนควาหาที่มาของนามเขตตาง ๆ ในกรุงเทพมหานคร ที่ในปจจุบันมีมากถึง ๕๐ เขต โดยใชวิธีการสืบคน จากแผนที่ประวัติศาสตรและเอกสารประวัติศาสตร ... เรื่องที่นาสนใจคือ นามเขต รวมทั้งนามหมูบาน ตำบล อำเภอ ที่มาจากนามคลอง ที่ระบุในแผนที่ ประวัติศาสตร หดหายไปบาง เลือนหายไปบาง และ ยังมีที่ยังปรากฏอยูบางในทุกวันนี้” ทั้งยังบอกวา “หนังสือเลมนี้...ชวยใหเขาใจวา กวาจะเปนนามเขตตาง ๆ ... เริ่มตนจากนามคลอง กลายเปนนามหมูบาน นามตำบล และนามอำเภอ มีลำดับการเปลี่ยนแปลงตามที่ปรากฏในแผนที่และ เอกสารประวัติศาสตร...” หนังสือ เร�่อง “เขตคลอง มองเมือง” ผูเข�ยน : คุณบัณฑิต จุลาสัย และคุณรัชดา โชติพานิช ร�ว�วหนังสือ *นายสฤษธิชัย บุญญะชวยวงศ หัวหนาฝายบูรณาการแผนพัฒนาพื้นที่ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ๗๑


หมายเหตุ การจัดทำคอลัมนในการแนะนำหนังสือเปนไปตามบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๒ (๓) ใจความหลักสำคัญของเขตคลองแหงพระนคร กรุงเทพฯ ... เมื่อเปดสารบัญมา แตละบทลวนเปนเรื่อง ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตคลองแหงพระนคร กรุงเทพฯ เขต (คลอง) ฝงธนบุรี เขต (คลอง) ฝงพระนคร โดยจะเปนการเลาถึงที่มา การปรากฏทาง หลักฐานและการสันนิษฐาน ชื่อของเขตวามีประวัติ การเรียกชื่อของเขตนามนั้น ๆ อยางไร และขอมูล การเปลี่ยนแปลงการปกครองทองที่สูการแบงพื้นที่ การปกครองเปนเขตและแขวงในปจจุบันของแตละเขต ไปจนถึงการปฏิรูประบบราชการแผนดินเพื่อความ เจริญกาวหนาของสยามประเทศ พรอมทั้งมีรูปภาพ ในอดีตประกอบ อาทิ ในพื้นที่บางกอกนอย เดิมอยู ในพื้นที่อำเภออมรินทร (จังหวัดธนบุรี) สันนิษฐานวา เริ่มเรียกขานมาตั้งแตมีพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองทองที่ ร.ศ. ๑๑๖ (ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๐) กำหนดใหมีบาน หมูบาน ตำบล อำเภอ และเมือง ตอมาเปลี่ยนเปนอำเภอ บางกอกนอย ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว โปรดเกลาฯ ใหนามสถานที่ตาง ๆ พองตอประวัติศาสตรพื้นที่เดิม ... เมื่อมีประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๒๔ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔) ใหรวมจังหวัดธนบุรีและ จังหวัดพระนคร เปนจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๒๕) ใหรวม เทศบาลนครกรุงเทพฯ และเทศบาลนครธนบุรี เปนเทศบาลนครหลวง รวมทั้งในวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ มีประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ ๓๕) ใหเปลี่ยนนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเปนกรุงเทพมหานคร และพระราชกฤษฎีกาแบงกรุงเทพมหานครออกเปน เขต พ.ศ. ๒๕๑๖ ใหแบงพื้นที่การปกครองเปนเขต และแขวงนั้น อำเภอบางกอกนอย จึงเปลี่ยนนาม เปน เขตบางกอกนอย มาจนถึงปจจุบัน ดังนั้น ผูแนะนำหนังสือเห็นวา หากทานเปน ผูสนใจเกี่ยวกับเกร็ดเล็กเกร็ดนอยทางประวัติศาสตร และพัฒนาการทางการปกครอง ประวัติศาสตร กระแสรองที่จะชวยสนับสนุนชุดความคิด ความเปนมา แกประวัติศาสตรกระแสหลักไดเติมเต็มความเขาใจ แลวละก็ หนังสือเรื่อง “เขตคลอง มองเมือง” เปน หนังสืออีกหนึ่งเลมที่นาสนใจเปนอยางมาก ซึ่งครั้งแรก ที่ผูแนะนำหนังสือไดเห็นหนังสือเลมนี้นั้น ก็หยิบขึ้นมา พรอมความคิดที่วาอยากจะอานใหจบในตอนนี้เลย และเปนหนังสือที่พกพาไปดวยทุกขณะที่อยูในระหวาง การอาน จึงเปนหนังสืออีกหนึ่งเลมที่ไมควรพลาด สำหรับผูอานที่หลงไหลความเปนมาทางดาน ประวัติศาสตรและการปกครอง เมื่ออานจบทานผูอาน นาเกิดการตั้งคำถาม หาคำตอบวาชื่อตำบล ชื่ออำเภอ ที่ทานอยูปจจุบัน มีประวัติความเปนมาอยางไร ทั้งยังจะนำไปสูการศึกษาประวัติศาสตรและ ปลูกจิตสำนึกรัก“ความเปนไทยและความเปน พลเมืองที่ดี” เหมือนที่หนังสือ “เขตคลอง มองเมือง” ไดมอบใหแกเราก็เปนได ๗๒


๗๓


๗๔


ขาว ฌ.ป.ค. ขาวประชาสัมพันธ สำนักงาน ฌ.ป.ค. หมายเหตุ ๑. สำนักงาน ฌ.ป.ค. จะจายเงินทดรองคาจัดการศพสมาชิก (งวดแรก) จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท สวนเงินสงเคราะหที่เหลือ จะจายใหทั้งหมด ภายใน ๙๐ วัน ๒. สมาชิกสามารถติดตอสำนักงาน ฌ.ป.ค. ไดที่ อาคารกรมการปกครอง (คลอง ๙) ชั้น ๗ ถนนลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ๑๒๑๕๐ โทร. ๐ ๒๗๒๙ ๗๐๒๓ - ๔ โทรสาร ๐ ๒๙๐๖ ๙๓๖๒ Facebook พิมพคำวา “ฌาปนกิจสงเคราะหขาราชการกรมการปกครอง” Add Friends ID Line : 0638291460 ในเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ สำนักงาน ฌ.ป.ค. ไดรับแจงการถึงแกกรรมของสมาชิก ฌ.ป.ค. จำนวน ๖๒ ราย (ประกาศครั้งที่ ๔/๒๕๖๗) ดังนี้ ที่ จังหวัดที่รับแจง รายชื่อสมาชิก ๑ สวนกลาง นายพงศธร เนตยกุล ๒ สวนกลาง นางรัตนา สุวรรณวงษ ๓ สวนกลาง นายสงา วัฒนาชีรานนท ๔ สวนกลาง นางสุภาพร สิทธิเดช ๕ สวนกลาง นายสมพร กลิ่นพงษา ๖ สวนกลาง นางปริดา ศาสตระรุจิ ๗ สวนกลาง นายประวิทย กาววิไล ๘ สวนกลาง นายธนิศร วงศปยะสถิตย ๙ สวนกลาง นางสุชาดา พจนา ๑๐ กระบี่ นายเฐียร บุณยเกียรติ ๑๑ กาญจนบุรี นายสมหวัง จันทรประเสริฐ ๑๒ กาฬสินธุ นางวันเพ็ญ ดอนชัย ๑๓ กำแพงเพชร นายถาวร นาคนาม ๑๔ กำแพงเพชร นายชัยวัฒน ศรีวราพงศ ๑๕ ขอนแกน นายทองพูน โคบุตรี ๑๖ ฉะเชิงเทรา นายพิรุณ ทิมโพธิ์ ๑๗ ชัยภูมิ นางอัญชลี ศุภศรี ๑๘ ชัยภูมิ นายวัลลภ มีสุวรรณ ๑๙ ชัยภูมิ นายทองเจือ สานิเทศ ๒๐ เชียงราย นางมารยาท ทรงสิทธิ์ ๒๑ เชียงใหม นายจารุพงศ พลเดช ๒๒ ตรัง นางปรีดา กมลาสนากุล ๒๓ ตราด นายประทุม ขวัญศิริ ๒๔ ตาก นางสุนีย สุยะนัน ๒๕ นครราชสีมา นางสุพิมพ ทองคำเจริญ ๒๖ นครราชสีมา นายเกษม สังฆธรรม ๒๗ นนทบุรี นายนคร ศรีประเสริฐศิลป ๒๘ นนทบุรี นายวิชา คชวิเชียร ๒๙ นนทบุรี นายไพบูลย นาคประดา ๓๐ นนทบุรี นายเสริม บริสุทธิ์ ๓๑ บุรีรัมย นายปกครอง ชีวินรัตนพันธุ ๓๒ บุรีรัมย นายพิชาญ โสภณ ๓๓ ปทุมธานี นางยูเฮียง พานทอง ๓๔ ปทุมธานี นายบรรลือ แกวปวงคำ ๓๕ ปทุมธานี น.ส.สมลักษณ เตาปน ๓๖ ปราจีนบุรี นายบุญมา เอี่ยมสำอางค ๓๗ พระนครศรีอยุธยา นายวุฒิวัฒน ภควรรณ ๓๘ พระนครศรีอยุธยา นางจินดา ปทมากร ๓๙ พะเยา นางดวงจันทร สุปนะเจริญ ๔๐ พะเยา นายศุภชัย ทุมมาศ ๔๑ พิจิตร นางบุญมา คลายผูก ๔๒ เพชรบูรณ นายไพบูลย จารุเพ็ง ๔๓ แพร นางเยาวเรศ อิสระเศรษฐพงศ ๔๔ แพร นายสุวิทย อุดหนุน ๔๕ มหาสารคาม นางบัวเรียง วิทักษาบุตร ๔๖ ยะลา นางยินดี แกวนาบอน ๔๗ รอยเอ็ด นายนวรัตน ผาสุข ๔๘ รอยเอ็ด นายประกิจ วรวุฒิ ๔๙ ราชบุรี นายปฎิวัติ สอนใจ ๕๐ ลพบุรี น.ส.นิตวรรณ อวมเชื้อ ๕๑ ศรีสะเกษ นางทองคำ พลหาร ๕๒ สระบุรี นายสิรพงษ ภูสอาด ๕๓ สุโขทัย นายเคลื่อน แดงไฟ ๕๔ สุพรรณบุรี นายโอภาส ปนแกว ๕๕ สุพรรณบุรี นายสมบุญ ศรีดี ๕๖ สุราษฎรธานี นายประเวช อนุกูล ๕๗ สุรินทร นางลมัย รุงเรือง ๕๘ สุรินทร นางอัมพวัน ผลินธร ๕๙ อุดรธานี นายเสกสรรค นิสีดา ๖๐ อุบลราชธานี นายเสริม ทวีเดช ๖๑ อุบลราชธานี นายกนก เตียงแกว ๖๒ อุบลราชธานี นางศุภรา โคตรเมือง ที่ จังหวัดที่รับแจง รายชื่อสมาชิก ๗๕


วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๖.๓๐ น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พรอมดวย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย เปนประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ๒ เมษายน ๒๕๖๗ โดยมี นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง พรอมดวย นางจิณณารัชช สัมพันธรัตน ประธานชมรมแมบานกรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการปกครอง ผูบริหารกรมการปกครอง ขาราชการ เจาหนาที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และพี่นองประชาชน รวมพิธี โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปดกรวยกระทงดอกไม ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะ และ ถวายแจกันดอกไมเบื้องหนาพระฉายาลักษณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม เบื้องหนาพระฉายาลักษณ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกลาวถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีและนอมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสมหามงคลวันคลายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมการปกครอง รวมพ�ธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคล และจัดกิจกรรมจ�ตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร� ๒ เมษายน ๒๕๖๗ ขาวประชาสัมพันธ DOPA NEWS ๗๖


DOPA NEWS เวลา ๐๘.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ ปาชายเลนบางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร อธิบดี กรมการปกครอง มอบหมายให รอยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห รองอธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานเปดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาสวันคลายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ๒ เมษายน ๒๕๖๗ พรอมกลาวใหกำลังใจ ผูเขารวมกิจกรรมและขอบคุณทุกภาคสวนที่มีสวนรวมในการดำเนินกิจกรรมในวันนี้ใหบรรลุวัตถุประสงค และสำเร็จลุลวงดวยดี ทั้งนี้ กรมการปกครอง จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปลูกปาชายเลนและเก็บขยะบริเวณพื้นที่ปาชายเลน บางขุนเทียน เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยมีบุคลากรสังกัดกรมการปกครอง จำนวน ๑๒๗ คน ผูแทนศูนยอำนวยการใหญจิตอาสาพระราชทาน จำนวน ๑๑ นาย และบุคลากรของสำนักงานเขต บางขุนเทียน จำนวน ๔๒ คน รวมผูเขารวมกิจกรรมทั้งสิ้น จำนวน ๑๘๐ คน วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. ณ พระบรมราชานุสาวรีย เชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง พรอมดวยผูบริหาร ขาราชการกรมการปกครอง รวมพิธีวางพานพุมถวายราชสักการะ เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ หรือ วันจักรี เพื่อเปนการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมราชวงศจักรี ซึ่งเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เปนพระมหากษัตริยพระองคแรก แหงพระบรมราชจักรีวงศ ผูทรงเปนที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย กรมการปกครอง รวมพ�ธีวางพานพุมถวายราชสักการะเนื่องใน “วันจักร�” เพ��อนอมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการตอประเทศชาติ ๗๗


DOPA NEWS วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ อาคารหอศิลปแหงชาติ กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง พรอมดวยนายอำเภอ ๗๕ อำเภอ เขารวมพิธีรับมอบรางวัลโลเชิดชูเกียรติ ชุมชน องคกร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมตนแบบโดดเดน ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมี ดร. ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผูชวยรัฐมนตรีประจำกระทรวง วัฒนธรรม เปนผูมอบรางวัล และมอบนโยบายการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดานการสงเสริมคุณธรรม แหงชาติระยะที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) โดยหนวยงานที่ไดรับโลรางวัล จำนวนทั้งสิ้น ๒๔๘ แหง แบงออกเปน ๔ ประเภท ดังนี้ ๑. ประเภท จังหวัด จำนวน ๔ แหง ๒. ประเภท องคกร จำนวน ๙๓ แหง ๓. ประเภท อำเภอ จำนวน ๗๕ แหง ๔. ประเภท ชุมชน จำนวน ๗๖ แหง กรมการปกครอง ไดรับโลรางวัลประเภทองคกร (สวนกลาง) และที่ทำการปกครองอำเภอ ไดรับ โลรางวัลประเภทอำเภอ (สวนภูมิภาค) ซึ่งไดดำเนินการสงเสริมคุณธรรมแกบุคลากรกรมการปกครอง และประชาชนในพื้นที่อยางตอเนื่อง ผสานความรวมมือทุกภาคสวนเพื่อใหเกิดเปนเครือขายคุณธรรม ในการรวมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ใชงบประมาณของรัฐอยางรูคุณคาและเกิดการบริหาร งานอยางมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขับเคลื่อนใหสังคมไทยเปนสังคมแหงคุณธรรมและคนไทยเปนคนดี คนเกง และมีคุณภาพ พรอมกันนี้ อธิบดีกรมการปกครอง ยังไดกลาวชื่นชมและใหกำลังใจนายอำเภอ ทั้ง ๗๕ แหง ที่ไดรวมบำบัดทุกข บำรุงสุข จนไดรับรางวัลเปนรูปธรรมสามารถเปนตัวอยางใหกับ อำเภอแหงอื่นได กรมการปกครอง นำทัพ ๗๕ อำเภอ!! รับโลรางวัลอำเภอและองคกรคุณธรรมตนแบบโดดเดน ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ตอกย้ำการสงเสร�มคุณธรรมดวยผลการประเมิน องคกรคุณธรรมตนแบบโดดเดน ๓ ปซอน ๗๘


DOPA NEWS วันอาทิตยที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๗ ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนประธานพิธีบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอน (พิธีปลงผม) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง พรอมดวยผูบริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย รองอธิบดีกรมการปกครอง ผูบริหารกรมการปกครอง และขาราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย เขารวมพิธี โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอนเปนโครงการที่กำหนดขึ้นเพื่อเปดโอกาสใหเด็กและ เยาวชนไทยทั่วประเทศไดแสดงความจงรักภักดี ความกตัญูกตเวทีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เพื่อถวายเปนพระราชกุศลแดพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว รวมถึงไดรับความรูในเรื่องหลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อเปนการพัฒนาตนเองใหเปนคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ตลอดจนพอแม ผูปกครอง และพุทธศาสนิกชนไดมีโอกาสรวมบำเพ็ญกุศล ไดเกิด ความรักความผูกพัน ความใกลชิด กับวัดและศาสนา รวมถึงเปนการสรางความรักและความสามัคคี ใหเกิดขึ้นในสังคมไทย มีจิตสำนึกเคารพเทิดทูนสถาบันหลักของชาติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสถาบันพระมหากษัตริยดวยความจงรักภักดี และสามารถนำหลักธรรมตามพระพุทธศาสนา มาปรับใชกับชีวิตประจำวันไดตอไปในอนาคต กระทรวงมหาดไทย จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ๗๙


DOPA NEWS อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท อำเภอแมใจ จังหวัดพะเยา วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ นายอดิศร เกิดโต นายอำเภอหันคา ไดขับเคลื่อนโครงการอำเภอบำบัดทุกข บำรุงสุข แบบบูรณาการอยางยั่งยืน โดยมุงมั่นสงเสริมสมรรถนะ “ทีมงาน” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในภารกิจการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่นองประชาชนใหมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยนายอำเภอ พรอมดวย นางสาวประภาวริญน ประภาวินวงศ ปลัดอำเภอ ฝายทะเบียนและบัตรฯ พรอมดวย ๗ ภาคีเครือขาย ไดรวมมือกับศูนยบริหารการทะเบียนภาค ๑ สาขาจังหวัดชัยนาท และสำนักทะเบียนอำเภอหันคา ลงพื้นที่ออกใหบริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนนอกสถานที่ (Mobile Unit) และครอบครัว ที่ประสบปญหาในกลุม Thai QM ที่ไมมีชื่อในทะเบียนบาน ไมมีบัตรประจำตัวประชาชน ผูพิการ และ กลุมเปราะบาง ผูปวยติดเตียง และผูสูงอายุ เพื่อแกไขปญหาสถานะทางทะเบียน โดยไดอนุมัติเพิ่มชื่อ และรายการบุคคลเขาในทะเบียนบาน พรอมจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนนอกสถานที่ใหกับประชาชน วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๗ นายพีรัช จันธิมา นายอำเภอเเมใจ ไดจัดกิจกรรมเปดตลาดนัดชุมชน “กาดนำวิถี ของดีตำบลศรีถอย” ภายใตโครงการตำบลเขมแข็ง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสงเสริมใหผูนำกลุมองคกรภาคีเครือขายและประชาชนไดเรียนรูและนอมนำหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชในการดำเนินชีวิตใหมีความเขมแข็งทั้ง ๓ มิติ ไดแก ดานความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน โดยมีนางชุติกาญจน จันธิมา นายกกิ่งกาชาดอำเภอแมใจ นางสาวจินตนา สายสอน พัฒนาการอำเภอแมใจ หัวหนาสวนราชการระดับอำเภอ กำนัน ผูใหญบาน และประชาชนในพื้นที่ อำเภอแมใจเขารวมกิจกรรมดังกลาว ๘๐


Click to View FlipBook Version