ปที่ ๑๑๙ ฉบับที่ ๓ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ www.dopa.go.th ป ๑๑๙ ฉบับที่ ๓ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ ISSN ๐๑๒๕-๔๐๐๖
หากทานผูอานมีขอเสนอแนะ หรือ แสดงความคิดเห็นสามารถแจงและ ติดตอทีมงานเทศาภิบาลไดที่ QR code นี้ http://www.facebook.com/ นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครอง สวัสดีคะทานผูอานทุกทาน...เดือนมีนาคมถือเปนอีกหนึ่งเดือนที่มีความสำคัญกับกระทรวงมหาดไทย เนื่องจาก กระทรวงมหาดไทย ไดประกาศกำหนดใหวันที่ ๙ มีนาคม ของทุกป เปนวันคณะกรรมการหมูบาน (กม.) ซึ่งคณะกรรมการ หมูบานถือวาเปนบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการชวยเหลือ แนะนำ ใหคำปรึกษาแกผูใหญบานเพื่อแสวงหาความรวมมือ ในการแกปญหา นำการพัฒนาและสรางความเขมแข็งใหหมูบาน รวมถึงเปนกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ไปสูประชาชนใหไดรับประโยชนสูงสุดอยางยั่งยืน รายงานพิเศษฉบับนี้ไดนำเสนอเกี่ยวกับ “วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.)” ขึ้น เพื่อเสริมสรางขวัญและกำลังใจ ในการทำงานใหแกคณะกรรมการหมูบานทุกทาน สำหรับคอลัมนเฉลิมพระเกียรติ ไดนำเสนอ บทความ “ผาลายสิริวชิราภรณ” ผาลายพระราชทานที่สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไดทรงนํามาออกแบบลายพระราชทาน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกลา เจาอยูหัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๗๒ พรรษา และในเลมนี้ยังไดคัดสรรเรื่องราวที่นาสนใจอีกมากมาย อาทิ คอลัมน กฎหมายฝายปกครอง นำเสนอ บทความการควบคุมการขายกลองสุมสินคา บทความพนเวลาเพิกถอนคำสั่ง แตยังทันเวลา เพิกถอนผลอุทธรณ คอลัมนบทความวิชาการ นำเสนอ บทความศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด (Community Isolation : CI) จังหวัด ขอนแกน บทความบทบาทนายอำเภอกับการบริหารจัดการพื้นที่ : Best Practice พื้นที่ภาคเหนือ เปนตน สำหรับทานผูอานที่ติดตาม “กิจกรรมแฟนพันธุแทเทศาภิบาล” ในฉบับนี้ยังเปดโอกาสใหทุกทานไดรวมกิจกรรมกัน เหมือนเชนเคย โดยสามารถอานหรือดาวนโหลดนิตยสารฯ ไดทางเว็บไซตกรมการปกครอง ชื่อแบนเนอร “นิตยสารเทศาภิบาล” หรือสแกน QR Code ดานลางนี้ นางวจิราพร อมาตยกุล บรรณาธิการ เจาของ กรมการปกครอง ผูกอตั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประธานกรรมการอํานวยการ อรรษิษฐ สัมพันธรัตน รองประธานกรรมการ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห, บรรจบ จันทรัตน, สมชัย เลิศประสิทธิพันธ, ศรัณยศักด ศรีเครือเนตร ประธานกรรมการบริหารสํานักงานฯ ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห บรรณาธิการ วจิราพร อมาตยกุล ผูชวยบรรณาธิการ สรวิชญ อิ่มทั่ว กองบรรณาธิการ ปติ ปชชาเขียว, วรรณเฉลิม นิธิกิจธาดา, ชุติภา บุตรสินธุ, กนกวรรณ บางบอ พิสูจนอักษร วรรณา ประจง, ศศิพัชร หิรัญปุณยโชติ, จันทรรัตน ปฐมปรมัตถ, อารียรัตน เหรียญไกร, สุมิตรา มวงปน แยกสีและพิมพ โรงพิมพอาสารักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร สํานักงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กองวิชาการ และแผนงาน กรมการปกครอง (วังไชยา) ถนนนครสวรรค แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๒๒๓-๑๙๑๔ e-mail : [email protected]
สารบัญ ๐๗ ๑๓ ๔๐ รายงานพ�เศษ ๐๔ • สารนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาส “วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.)” ประจำปพุทธศักราช ๒๕๖๗ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ๐๕ • สารนายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาส “วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.)” ประจำปพุทธศักราช ๒๕๖๗ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ๐๖ • สารนายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง เนื่องในโอกาส “วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.)” ประจำปพุทธศักราช ๒๕๖๗ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ๐๗ • วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.) : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล เฉลิมพระเกียรติ ๑๔ • ผาลายพระราชทาน ประจำป ๒๕๖๗ ผาลายสิริวชิราภรณ : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กฎหมายฝายปกครอง ๒๒ • การควบคุมการขายกลองสุมสินคา : สวนการอนุญาตการพนันและคาของเกา สำนักการสอบสวนและนิติการ ๒๔ • พนเวลาเพิกถอนคำสั่ง แตยังทันเวลาเพิกถอนผลอุทธรณ : นายปกครอง บทความว�ชาการ ๒๙ • ศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด (Community Isolation : CI) จังหวัด ขอนแกน : ปติ ปชชาเขียว ๓๕ • สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตอนที่ ๑๐ โครงการพัฒนาดานการสื่อสาร : ทีมวิชาการเทศาภิบาล ๒
สารบัญ CONTENTS ๔๕ ๕๐ ๔๐ • บทบาทนายอำเภอกับการบริหารจัดการพื้นที่ : Best Practice พื้นที่ภาคเหนือ : พงศชนัตฐ ๔๕ • วิวัฒนาการเงินตราไทย : กนกวรรณ คอลัมนประจำ ๕๐ • อัตลักษณผาไทยประจำจังหวัด : วรรณเฉลิม ๕๔ • อะ อะ ตาวิเศษเห็นนะ ! งานวิจัยเผยยิ่งจับตามอง พนักงานยิ่งไมอยากทำงาน : MISSION TO THE MOON ๕๖ • Easy English with DOPA : สวนวิเทศสัมพันธ กองวิชาการและแผนงาน ๕๘ • คำสรรพนามในภาษาไทยสะทอนวัฒนธรรมไทย : ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ปกิณกะ ๖๓ • รีวิวหนังสือ ทองถิ่นสยามยุคพระพุทธเจาหลวง : หองสมุดกรมการปกครอง ๖๖ • วันสตรีสากล International Women's Day : ศศิพัชร ๗๐ • งานวิจัยนาอาน : สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน ขาวประชาสัมพันธ ๗๒ • ขาว ฌ.ป.ค. : สำนักงาน ฌ.ป.ค. ๗๓ • ประกาศเจตนารมณ กรมการปกครอง ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ พวกเรา ขาราชการ บุคลากร และเจาหนาที่ในสังกัด กรมการปกครอง ๗๔ • หนังสือดวนที่สุด ที่ มท ๐๓๐๗.๒/ว๗๔๙๙ ลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗ เรื่อง เรงรัดการดำเนินการแกไขปญหาหนี้นอกระบบ ๗๖ • DOPA NEWS ๘๐ • โครงการเยาวชนแถวหนา ครั้งที่ ๑๐ ๓
๔
๕
๖
กระทรวงมหาดไทย ไดจัดงาน “วันคณะกรรมการ หมูบาน (กม.) Village Committee Day 2024” ในสวนกลางขึ้น ระหวางวันที่ ๗ - ๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ณ ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจงวัฒนะ โดยภายในงานพบกับเวทีเสวนาหัวขอ “แนวทาง การพัฒนาหมูบานใหมีความเขมแข็งตามกลไก คณะกรรมการหมูบานอยางยั่งยืน” รวมทั้งกิจกรรม กม. พาชมนิทรรศการ การแสดงและจำหนายผลงาน ผลิตภัณฑชุมชน รวมทั้งการแสดงผลงานของ คณะกรรมการหมูบานที่ไดรับรางวัลทั้งระดับเขต และระดับภาค ทั้ง ๑๘ หมูบาน เพื่อเปนการสราง แรงจูงใจและใหรางวัลแกหมูบานที่คณะกรรมการ หมูบาน (กม.) มีผลงานโดดเดนเปนที่ประจักษ สามารถ เปนแบบอยางในการปฏิบัติงานใหแกหมูบานอื่น ๆ ได รายงาน พ�เศษ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล คณะกรรมการหมูบาน หรือ กม. จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ โดยถือกำหนดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ และในป ๒๕๕๑ ไดมีการปรับปรุงแกไข โครงสรางและอำนาจหนาที่ ของ กม. เพื่อใหสอดคลอง กับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และครอบคลุม การทำงานในทุกมิติของหมูบาน คณะกรรมการหมูบาน หรือ กม. เปรียบเสมือนเปน “คณะรัฐมนตรีประจำหมูบาน” มีหนาที่สำคัญ ในการชวยเหลือ แนะนำ ใหคำปรึกษาแกผูใหญบาน เกี่ยวกับกิจการอันเปนอำนาจหนาที่ของผูใหญบาน และปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย หรือระเบียบแบบแผน ของทางราชการหรือที่นายอำเภอมอบหมายหรือ ผูใหญบานรองขอ รวมทั้งเปนองคกรหลักที่รับผิดชอบ ในการบูรณาการจัดทำแผนพัฒนาหมูบานและบริหาร จัดการกิจกรรมที่ดำเนินงานในหมูบานรวมกับองคกรอื่น ทุกภาคสวน ดวยความมุงมั่น ทุมเท เสียสละ ตามอำนาจ หนาที่ดวยจิตสาธารณะ จนสรางความเขมแข็งใหแก หมูบานอันหมายถึง รากฐานสำคัญของประเทศ โดยกระทรวงมหาดไทยไดประกาศใหวันที่ ๙ มีนาคม ของทุกป เปน “วันคณะกรรมการหมูบาน” เพื่อเสริมสรางขวัญและกำลังใจในการทำงานใหแก คณะกรรมการหมูบาน อันประกอบดวย หมูบาน เปนฐานรากของประเทศ...คณะกรรมการ หมูบาน หรือ กม. คือตัวแทนของประชาชนในหมูบาน ในการทำหนาที่เพื่อพัฒนา สรางความสุข ขจัดความทุกข ใหพี่นองประชาชนในหมูบานตน เปรียบเสมือนรัฐมนตรี ประจำหมูบาน...เฉกเชนเดียวกับ “ประเทศตองมี รัฐบาลหมูบานตองมี กม.” วันคณะกรรมการหมูบาน (กม.) ๗
โดยมีนายเกรียง กัลปตินันท รัฐมนตรีชวยวาการ กระทรวงมหาดไทย เปนประธานในพิธี พรอมดวย นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีชวยวาการ กระทรวงมหาดไทย นายศุภชัย นพขำ ผูชวยเลขานุการ รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย นายชำนาญวิทย เตรัตน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ รองอธิบดีกรมการปกครอง ผูบริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ขาราชการ และตัวแทนคณะกรรมการหมูบานจากจังหวัดตาง ๆ รวมทั้งแขกผูมีเกียรติ เขารวมงาน โดยภายในงาน มีกิจกรรมตาง ๆ ประกอบดวย • การเสวนาหัวขอ “แนวทางการพัฒนาหมูบาน ใหมีความเขมแข็งตามกลไกคณะกรรมการหมูบาน อยางยั่งยืน” • มอบรางวัลโดยอัญเชิญถวยรางวัลเกียรติยศ พระราชทานฯ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วางบนพานหนาพระฉายาลักษณ และมอบใหแก หมูบานที่ไดรับรางวัลชนะเลิศ ระดับภาค • มอบโลรางวัลแกหมูบานชนะเลิศ ระดับเขต และมอบโลรางวัลแกนายอำเภอที่มีหมูบานที่ไดรับ รางวัลชนะเลิศ ระดับเขต • การจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระกนิษฐาธิราชเจา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นิทรรศการชุมชนที่ไดรับรางวัล ๑๘ หมูบาน นิทรรศการชุมชนมีชีวิต นิทรรศการ จากหนวยงานภาคีเครือขาย • การจัดจำหนายสินคาผลิตภัณฑชุมชน ผลิตภัณฑเดนของแตละหมูบาน และการจำหนายสินคา หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ (OTOP) • การแสดงและการละเลนตาง ๆ เพื่อแสดงถึง ศิลปะ วัฒนธรรมของทั้ง ๔ ภาค (ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต) เพื่อสรางความบันเทิงใหแก ผูรวมงาน ๘
เขตที่ ๑ บานเขาขวาง หมูที่ ๘ ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เขตที่ ๒ บานยางพัฒนา หมูที่ ๗ ตำบลทุงกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เขตที่ ๓ บานกลาง หมูที่ ๙ ตำบลหนองตากยา อำเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี เขตที่ ๔ บานคลองไทย หมูที่ ๑ ตำบลบานปราโมทย อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เขตที่ ๕ บานเจดียหลวง หมูที่ ๔ ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตที่ ๖ บานทาฉัตรไชย หมูที่ ๕ ตำบลไมขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เขตที่ ๗ บานรอน หมูที่ ๒ ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เขตที่ ๘ บานหนองปลาไหล หมูที่ ๒ ตำบลหนองบัว อำเภอบานคาย จังหวัดระยอง เขตที่ ๙ บานสุขเกษม หมูที่ ๔ ตำบลเมืองไผ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแกว เขตที่ ๑๐ บานเทากลาง หมูที่ ๔ ตำบลนางิ้ว อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เขตที่ ๑๑ บานดอนกอย หมูที่ ๒ ตำบลสวาง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร เขตที่ ๑๒ บานโนนสวาท หมูที่ ๖ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ จังหวัดกาฬสินธุ เขตที่ ๑๓ บานกะดาด หมูที่ ๑๐ ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร เขตที่ ๑๔ บานไพบูลย หมูที่ ๖ ตำบลไพบูลย อำเภอน้ำขุน จังหวัดอุบลราชธานี เขตที่ ๑๕ บานปาเสา หมูที่ ๒ ตำบลอุโมงค อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เขตที่ ๑๖ บานหนองหมด หมูที่ ๘ ตำบลดอยงาม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เขตที่ ๑๗ บานโฉงกลาง หมูที่ ๗ ตำบลโคกสลุด อำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก เขตที่ ๑๘ บานเขานางตวม หมูที่ ๑ ตำบลวังบอ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค หมูบานที่ไดรับรางวัลชนะเลิศ ระดับเขต ๙
รางวัลชนะเลิศ บานปาเสา หมูที่ ๙ ตำบลอุโมงคอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน บานปาเสาเปนหมูบานที่สะอาด เคยไดรางวัลชนะเลิศถวยพระราชทานป๒๕๕๕ เกี่ยวกับสิ่งแวดลอม โดยมีการออกสำรวจพื้นที่ เพื่อไมใหมีการทิ้งขยะเรี่ยราดบริเวณถนน รวมทั้ง ไดดำเนินโครงการของกระทรวง มหาดไทยมาอยางตอเนื่อง ไมวาจะเปน โครงการ “บานนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” ขยายผลไปสูโครงการ “ทางนี้มีผล ผูคนรักกัน” พื้นที่วางสรางอาหารใหกับชุมชน หมูบาน ทุกเดือนจะมีการประชุมคณะกรรมการหมูบาน เพื่อปรึกษา หารือเกี่ยวกับงานตาง ๆ ในหมูบาน และมีการถายทอดความรูเกี่ยวกับการปลูกผักสูเยาวชนในชุมชน อีกทั้ง บานปาเสายังมีลำไยที่อรอยที่สุด มีผูคนที่มีน้ำใจ และมีลำน้ำที่ใสสะอาด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ บานหนองหมด หมูที่ ๘ ตำบลดอยงาม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ บานโฉงกลาง หมูที่ ๗ ตำบลโคกสลุด อำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก รางวัลชมเชย บานเขานางตวม หมูที่ ๑ ตำบลวังบอ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค หมูบานที่ไดรับรางวัล ระดับภาค ภาคเหนือ ๑๐
รางวัลชนะเลิศ บานยางพัฒนา หมูที่ ๗ ตำบลทุงกระพังโหม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ชุมชนบานยางพัฒนาเปนชุมชนเมืองกึ่งชนบท ในหมูบานจะมีทองนาที่สวยงาม ซึ่งสามารถดึงดูดใจผูที่มาเยือน วัฒนธรรมในชุมชนเปนชาติพันธุไทยทรงดำ ผูที่ไดมาเยือนชุมชนจะไดสัมผัสประเพณีวัฒนธรรมตางๆการขับเคลื่อน โครงการตาง ๆ ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการหมูบาน ชุมชนบานยางพัฒนาสะทอนปญหาแตละซอย แตละหมูบาน ผานการประชุม เพื่อใหชาวบานเขามามีสวนรวม มีการเชื่อมโยงกัน ผูคนในชุมชนบานยางพัฒนาทุกคน มีความเอื้อเฟอ เผื่อแผอยูดีกินดีและมีความสุข ภาคกลาง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ บานกลาง หมูที่ ๙ ตำบลหนองตากยา อำเภอทามวง จังหวัดกาญจนบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ บานเขาขวาง หมูที่ ๘ ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี รางวัลชมเชย บานหนองปลาไหล หมูที่ ๒ ตำบลหนองบัว อำเภอบานคาย จังหวัดระยอง รางวัลชมเชย บานคลองไทย หมูที่ ๑ ตำบลบานปราโมทย อำเภอ บางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม รางวัลชมเชย บานสุขเกษม หมูที่ ๔ ตำบลเมืองไผ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแกว ๑๑
รางวัลชนะเลิศ บานกะดาด หมูที่ ๑๐ ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร สิ่งที่ดีของชุมชนบานกะดาด คือ คน คนในชุมชนอัธยาศัยดี รูจักดูแลรักษาสิ่งแวดลอม นโยบายของกระทรวง มหาดไทยเรื่องขยะเปยกลดโลกรอน การคัดแยกขยะ สามารถนำมาสรางรายไดใหกับครัวเรือน โดยชุมชน บานกะดาด มีทั้งหมด ๒๙๘ หลังคาเรือน แบงเปนคุม ซึ่งคณะกรรมการคุมจะมีการดูแลและบริหารจัดการได ซึ่งในปจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ชุมชนจึงไดใหผูสูงอายุมาเรียนรูเทคโนโลยีจากวัยรุน เพื่อใหเทาทันภัย ในปจจุบัน (ภัยอาชญากรรมแกงคอลเซ็นเตอร) รวมทั้ง ไดจัดกิจกรรมศูนย ๓ วัย สายใยรักแหงครอบครัว เพื่อมาทำกิจกรรมรวมกัน สำหรับพื้นที่สาธารณะในชุมชนไดสนับสนุนการปลูกผัก เลี้ยงสัตว นับเปนสิ่งที่ชุมชน ภาคภูมิใจมาก อีกทั้งยังมีศูนยหมอนไหม ชวยคนในชุมชน ดูแลคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน “บำบัดทุกข บำรุงสุข เกื้อกูลตอกัน” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ บานเทากลาง หมูที่ ๔ ตำบลนางิ้ว อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ บานดอนกอย หมูที่ ๒ ตำบลสวาง อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร รางวัลชมเชย บานไพบูลย หมูที่ ๖ ตำบลไพบูลย อำเภอน้ำขุน จังหวัดอุบลราชธานี รางวัลชมเชย บานโนนสวาท หมูที่ ๖ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ จังหวัดกาฬสินธุ ๑๒
คณะกรรมการหมูบานเปรียบเสมือนเปน “คณะรัฐมนตรีของหมูบาน” ที่ใกลชิดกับพี่นองประชาชน มีหนาที่ เสนอขอแนะนำและใหคำปรึกษาแกผูใหญบานเกี่ยวกับภารกิจที่จะตองปฏิบัติตามอำนาจหนาที่ ซึ่งเปนรากฐาน และพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ยึดหลักการทำงาน “การบูรณาการคน และบูรณาการงานในหมูบาน” ใหเกิดเอกภาพ และกอประโยชนสูงสุดตอพี่นองประชาชนตอไป ภาคใต รางวัลชนะเลิศ บานทาฉัตรไชย หมูที่ ๕ ตำบลไมขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต บานทาฉัตรไชยมีจุดแข็ง คือ มีคณะกรรมการหมูบานและชาวบานที่รวมกลุมกันอยางเขมแข็ง มีกลุมอาชีพ ที่หลากหลาย กลุมที่สรางรายไดใหกับชุมชนมากที่สุด คือ การเลี้ยงพันธุกุงมังกร รวมทั้ง ใหความสำคัญ ในการปราบปรามและปองกันการแกไขปญหายาเสพติด โดยไดจัดทำ “โครงการแรงศรัทธา พลังชุมชนบานทาฉัตรไชย” เปนโครงการบำบัดยาเสพติดและสรางอาชีพใหกับผูบำบัดทุกคน ซึ่งถือวาเปนโครงการที่ประสบผลสำเร็จ เปนอยางมาก ชาวบานยอมรับ ผูเสพ ลด ละ เลิกได โดยไดรับความรวมมือจากคณะกรรมการหมูบาน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมูบาน (อสม.) ทำใหการดำเนินการตาง ๆ ครอบคลุมปญหาทุกบาน คำนึงถึงทุกชวงวัย บาน วัด โรงเรียน และทุกศาสนา โดยประสานความรวมมือรวมกันใหมีการพัฒนาที่ตอยอดอยางมั่นคง ยั่งยืน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ บานรอน หมูที่ ๒ ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ บานเจดียหลวง หมูที่ ๔ ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑๓
สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตน ราชกัญญา พระผูทรงเปนดั่งแสงสวางบนเสนทาง แหงการพัฒนาภูมิปญญาผาและหัตถศิลปไทย ดวยพระองคมีพระปณิธานอันแนวแน ในการดำเนินตาม รอยเบื้องพระยุคลบาท สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง ดวยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จยาของพระองค ทรงอุทิศทุมเทพระวรกาย เพื่อชวยเหลือประชาชน ชาวไทย ทรงฟนคืนชีวิตภูมิปญญาผาและหัตถศิลปไทย ใหกลายเปนตนทุนทางภูมิปญญาในการประกอบอาชีพ พระองคทรงสนับสนุนการสรางอาชีพเสริมยามวาง จากฤดูการเกษตร สงเสริมการถักทอผืนผาและสรางสรรค งานหัตถกรรม ที่นำมาซึ่งการสรางงาน สรางรายได มีชีวิตความเปนอยูที่ดีอยางยั่งยืน ปรากฏการณครั้งสำคัญของวงการผาไทย คือ ผาลายพระราชทานที่สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไดทรงศึกษาคนควาลวดลายผาโบราณ จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบ ผสมผสาน เกิดเปนลวดลายผืนผาตนแบบที่มีเอกลักษณ ทุกองคประกอบของลวดลายลวนเปยมไปดวยความหมาย อันลึกซึ้ง เริ่มตั้งแตผาลายขอเจาฟาสิริวัณณวรี ผาบาติกลายปาเตะรวมใจเทิดไทเจาหญิง ผาบาติก ลายปาแดนใต ผาบาติกลายทองทะเลไทย ผาขิดลาย นารีรัตนราชกัญญา และลาสุด ผาลายดอกรักราชกัญญา พระองคไดพระราชทานผาลายพระราชทาน ผาน นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบาน มหาดไทย เพื่อสงมอบใหแกชางทอผา ทุกกลุม ทุกเทคนิค นักออกแบบ นักศึกษา และเยาวชนคนรุนใหม เฉลิม พระเกียรติ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล ๑๔
เพื่อเปนการจุดประกายในการสรางสรรคแรงบันดาลใจ นำไปตอยอดไดอยางไมจำกัดรูปแบบ เกิดผลลัพธ เปนผาลายพระราชทานรูปแบบที่หลากหลายสุดวิจิตร ยกระดับวงการผาไทยดวยมูลคาเพิ่มของผืนผา สรางรายไดกลับคืนสูชุมชน ชุบชีวิตตอลมหายใจ ของชางทอผาใหมีชีวิตความเปนอยูที่ดี มีเกียรติและ มีความภาคภูมิใจในตนเอง และสรางแรงบันดาลใจ ใหแกเยาวชนคนรุนใหมในการเขามาสืบสานงาน ที่บรรพบุรุษและชุมชนไดสรางสรรคเปนมรดกอันล้ำคา ฝากไวให๑ โดยในป ๒๕๖๗ เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกลาเจาอยูหัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๗๒ พรรษา สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไดทรงศึกษาคนควาลวดลายผืนผาจากทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบลายพระราชทาน “ผาลายสิริวชิราภรณ” โดยมีลายพระราชทานหลัก จำนวน ๔ ลาย ไดแก “ลายวชิรภักดิ์” ที่ไดรับ แรงบันดาลพระทัยจากอักษร “ว” ซึ่งเปนอักษร พระปรมาภิไธยตัวแรกในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกลา เจาอยูหัว, “ลายขอเจาฟาสิริวัณณวรีฯ ๒๕๖๗” ที่ทรงออกแบบตอยอดจากลายพระราชทานลำดับแรก “ผาลายขอเจาฟาสิริวัณณวรีฯ”, “ลายหัวใจ” สื่อถึง ความรักและความหวงใยในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว และสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตน ราชกัญญา ที่มีตอพสกนิกรชาวไทยในทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ และ “ลายดอกรักราษฎรภักดี” โดยทรงออกแบบ ตอยอดจากลายพระราชทาน “ผาลายดอกรักราชกัญญา” สื่อถึงความรักและความภักดีของประชาชนชาวไทย ที่มีตอสถาบันพระมหากษัตริย และพระบรมราชจักรีวงศ พระราชทานแกศิลปนชางทอผาและหัตถกรรมไทย ผานทางกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ ๒๕๖๗ ณ จังหวัดอุบลราชธานี โดยพระราชทานแบบตั้งตนไว ๔ ประเภท ไดแก ประเภทผากาบบัว, ประเภทผายก, จก, ขิด, แพรวา, ประเภทผามัดหมี่ และประเภทผาบาติก ทุกประเภทสามารถนำลายพระราชทานหลักทั้ง ๔ ลายนี้ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปญญาพื้นถิ่น ตามความคิดสรางสรรคของศิลปน เพื่อสรางงาน สรางอาชีพ สรางรายไดที่มั่นคง ยังผลใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยางยั่งยืนตอไป โดยในวันดังกลาว มีกลุมผูเฝารับเสด็จ ขอพระราชทานคำแนะนำ จำนวน ๓๐ กลุม ซึ่งทุกกลุม ไดพัฒนาผลิตภัณฑโดยใชสีและวัตถุดิบจากธรรมชาติ ตามแนวพระดำริ “Sustainable Fashion : แฟชั่น แหงความยั่งยืน” ที่ไดพระราชทานแนวทางไวในการ เสด็จเยี่ยมเยียนในปที่ผานมา อันเปนการลดปญหา ภาวะโลกรอน โดยผลงานทุกชิ้นมีตราสัญลักษณ Sustainable Fashion ที่ทรงออกแบบและพระราชทาน ใหกระทรวงมหาดไทยเชิญไปมอบใหทุกกลุมที่ดำเนินการ พัฒนาผลงานตามพระดำริ ๑๕
ดวยพระเมตตาและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จ พระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรีฯ ที่มีพระทัยมุงมั่น ทรงสืบสาน รักษา และตอยอด พระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปหลวง เพื่ออนุรักษศิลปหัตถกรรมพื้นบานที่เกิดจาก ภูมิปญญาทองถิ่นจากรุนสูรุน มิใหสูญหายไปจากแผนดิน กอใหเกิดเปนผาลายพระราชทานตาง ๆ และดำเนินการ จนสัมฤทธิ์ผลเปนรูปธรรม เกิดการสรางงาน สรางรายได ใหแกราษฎรใหมีคุณภาพชีวิตที่ดี และกระตุนเศรษฐกิจ ฐานรากใหเขมแข็ง มั่นคง อันนำไปสูความยั่งยืน อยางแทจริง๒ ๑๖
๑๗
๑๘
พ�ธีมอบแบบลายผาพระราชทาน “ผาลายสิร�วช�ราภรณ” “ผาลายชบาปตตานี” และเคร�่องหมายรับรองสินคาแฟชั�น กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีมอบแบบลายผาพระราชทาน “ผาลายสิริวชิราภรณ” “ผาลายชบาปตตานี” และ เครื่องหมายรับรองสินคาแฟชั่นและหัตถกรรม พระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่น แหงความยั่งยืน” ใหแกผูวาราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อมอบใหกับชางทอผา ผูผลิต ผูประกอบการ นำไป ถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปญญาพื้นถิ่น ตามความคิดสรางสรรค สืบสานและตอยอดภูมิปญญา และงานหัตถศิลปพื้นถิ่นใหดำรงอยูคูกับแผนดินไทย สืบไป ๑๙
วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๔.๓๐ น. ที่ The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปนประธานพิธีมอบแบบลายผาพระราชทาน “ผาลายสิริวชิราภรณ” “ผาลายชบาปตตานี” และ เครื่องหมายรับรองสินคาแฟชั่นและหัตถกรรม พระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่น แหงความยั่งยืน” ใหกับผูวาราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทั่วประเทศ โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย นายชำนาญวิทย เตรัตน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พรอมดวยผูบริหารระดับกรม หัวหนาหนวยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย คณะที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะที่ปรึกษา โครงการผาไทยใสใหสนุก นางศรินดา จามรมาน นายธนันทรัฐ ธนเสฏฐการย ผูเชี่ยวชาญดานผาไทย นายศิริชัย ทหรานนท นักออกแบบและเจาของแบรนด THEATRE นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบและ เจาของแบรนด ISSUE กลุมผูประกอบการ OTOP เจาหนาที่ที่เกี่ยวของ และสื่อมวลชน รวมพิธี นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวง มหาดไทย ไดกลาวมอบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ “ผาไทยใสใหสนุก” ใหกับผูบริหารของกระทรวงมหาดไทย และผูวาราชการจังหวัด วา “ผาลายสิริวชิราภรณ” นับเปนชื่อ ที่มีความหมายทรงคุณคา ถือเปนเกียรติยศสูงสุด ที่เราจะไดนอมนำไปเผยแพร ตามพระราชปณิธานของ สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองคทรงหวงใยประชาชนและไดออกแบบลายผา พระราชทานใหกับผูประกอบการกลุมทอผา ซึ่งมี ความหมายแสดงออกอยางชัดเจนวาพระองคทาน และ พสกนิกรไทยทุกจังหวัดมีความจงรักภักดี และมีจิตใจ ที่มุงมาดปรารถนาที่จะถวายพระพรชัยมงคลแด พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่งการถวายพระพรชัยมงคลที่ทรงคุณคายิ่ง คือ การที่ ทุกคนไดสนองพระราชปณิธานที่สมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับเปนธุระ ในการแบงเบาพระราชภาระ ดังพระราชปณิธาน “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แกไข ในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใตปรัชญาของ ๒๐
ซึ่งการที่จะทำใหประเทศชาติมั่นคงและประชาชน มีความสุขได พวกเราชาวมหาดไทย สมาคมแมบาน มหาดไทย ผูวาราชการจังหวัด ตลอดจนภาคีเครือขาย ในพื้นที่ จึงมีความสำคัญในความสำเร็จและความลมเหลว หากพวกเราทุกคนนอมสำนึกในพระกรุณาธิคุณและ สนองพระราชปณิธาน นอมนำเอาสิ่งที่พิสูจนแลววา ผาไทยเปนสิ่งที่จะสรางรายไดใหกับพี่นองประชาชนได เราทุกคนจึงโชคดีที่พระองคหญิงทรงรับเปนธุระแบงเบา พระราชภาระ ขับเคลื่อนการบำบัดทุกข บำรุงสุข ทั้งหมดจะเปนแนวทางที่จะนำไปสูความสุขอยาง ยั่งยืน๓ เศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงพระราชทานใหขาราชบริพาร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งนอกจากพระองคจะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปหลวง แลว ยังเปนการชวยสนองพระราชปณิธาน อันแรงกลาของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ทรงอยากเห็น ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข ซึ่งสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระประสงค และความปรารถนาอันแรงกลา โดยใชงานหัตถศิลป และภูมิปญญาไทยอันกอใหเกิดรายไดและสราง คุณภาพชีวิตที่ดีใหพี่นองประชาชน นำมาซึ่งความสุข แหลงที่มา ๑ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย. (๒๕๖๖). พระปณิธานในการสืบสานภูมิปญญาผาและหัตถศิลปไทย. (พิมพครั้งที่ ๑).กรุงเทพฯ : บริษัท ไซเบอรพริ้นทกรุป จำกัด ๒ กรมการพัฒนาชุมชน. (๒๕๖๗). ผาลายพระราชทาน ผาลายสิริวชิราภรณ. สืบคนเมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗ จาก https://www.cdd.go.th/content/6670228-1 ๓ รัฐบาลไทย. (๒๕๖๗). มหาดไทย จัดพิธีมอบแบบลายผาพระราชทาน “ผาลายสิริวชิราภรณ” “ผาลายชบาปตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินคาแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแหงความยั่งยืน”. สืบคนเมื่อ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗ จาก https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/79884 ๒๑
กฎหมาย ฝายปกครอง สวนการอนุญาตการพนันและคาของเกา สำนักการสอบสวนและนิติการ กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือซักซอมแนวทาง การจัดกิจกรรมการขายกลองสุมอัตโนมัติ (หนังสือ กระทรวงมหาดไทย ดวนที่สุด ที่ มท ๐๓๐๗.๑๐/ว ๔๒๓ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕) ประเด็นแรก การขายกลองสุมสินคา เขาขาย เปนการพนัน มีวิธีการเลน กลาวคือ การจัดกิจกรรม ดวยการใหผูรวมรายการซื้อผลิตภัณฑของผูจัด เชน กลองสุมสินคา ราคา ๕๐๐ บาท ซึ่งเปนราคาตามปกติ ขั้นต่ำ โดยไมไดเสียคาใชจายเพิ่มเติมแตอยางใด ซึ่งผูซื้อกลองสุมก็ไดสินคาเปนผลิตภัณฑที่มีมูลคา ไมต่ำกวา ๕๐๐ บาท ดังนั้น ผูเลนไมมีลักษณะ ตอการไดหรือเสียประโยชน อันเปนลักษณะสำคัญ ของการพนัน จึงไมถือเปนการจัดใหมีการเลนการพนัน ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ แตอยางไรก็ตาม หากผูจัดใสสินคาลงในกลองสุมสินคา ที่มีราคารวมกันต่ำกวาราคาสินคาที่กำหนด มูลคา ต่ำกวา ๕๐๐ บาท ก็จะเขาขายเปนการเลนการพนัน ที่เสี่ยงตอการไดหรือเสียประโยชน ซึ่งเปนการเลน การพนันนอกจากที่กลาวในมาตรา ๔ ที่จะพนันกัน หรือจัดใหมีเพื่อใหพนันกันไดเฉพาะการเลนที่ระบุชื่อ และเงื่อนไขในกฎกระทรวง ตามมาตรา ๔ ทวิ แหงพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หากฝาฝนจะเปนความผิด ตามมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญัติเดียวกันได ประเด็นที่สอง การขายกลองสุมดังกลาวเขาขาย เปนการจัดใหมีการแถมพกหรือรางวัลดวยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการคาหรืออาชีพ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือไม อยางไร เห็นวา การเลนใดจะเปนการจัดใหมี การแถมพกหรือรางวัลดวยการเสี่ยงโชคที่จะตอง ขออนุญาตจากเจาพนักงานตามกฎหมายวาดวย การพนัน ตามความในมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติ การพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ จะตองเปนการเลน ที่ครบองคประกอบ คือ (๑) จัดใหมีการแถมพกหรือรางวัล (๒) ดวยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ (๓) ในการประกอบกิจการคาหรืออาชีพ และ (๔) ไดรับอนุญาตจากเจาพนักงานผูออกใบอนุญาต การควบคุมการขายกลองสุมสินคา ๒๒
การจัดใหมีการแถมพกหรือรางวัลดวยการเสี่ยงโชค โดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการคาหรืออาชีพ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ กระทรวงมหาดไทยไดมีนโยบายและวางแนวทางกำกับ ควบคุมออกเปน ๒ ระยะ คือ (๑) กอนอนุญาต ไดกำหนดใหเจาพนักงานผูออก ใบอนุญาตพิจารณาอนุญาตใหกับผูขออนุญาตโดยใช วิธีการเลนไดเพียง ๒ วิธี คือ ๑) วิธีการสงชิ้นสวน ของสินคาหรือบัตรสมนาคุณหรือบัตรอื่น ๆ มาจับสลาก ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไวในใบอนุญาต และ ๒) วิธีการสงขอความ SMS หรือทางโทรศัพทผาน ระบบหมายเลขตาง ๆ หรือวิธีอื่นใดที่มีลักษณะคลายกัน ในการทายผลตอบปญหาหรือแสดงความคิดเห็น เพื่อชิงรางวัลดวยการพิมพหมายเลขโทรศัพทของผูสง แลวนำมาจับสลากตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว ในใบอนุญาตเทานั้น สำหรับวิธีการเลนอยางอื่น หามมิใหอนุญาตโดยเด็ดขาด (๒) หลังอนุญาต ใหเจาพนักงานผูอนุญาตควบคุม ตรวจสอบผูไดรับอนุญาตใหปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ การพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๕ และกฎหมายที่เกี่ยวของ เชน กฎหมายวาดวยการคุมครองผูบริโภค หากรายใด ไมปฏิบัติตามกฎหมายใหดำเนินการตามกฎหมาย โดยเครงครัด ทั้งนี้ หากบุคคลหรือนิติบุคคลใดประสงคที่จะ ดำเนินการขออนุญาตจัดใหมีการแถมพกหรือรางวัล ดวยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการคา หรืออาชีพ ตามมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติ การพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ สามารถยื่นคำรองขอ ไดที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วังไชยา) ถนนนครสวรรค แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพฯ และที่ที่วาการอำเภอทุกแหง ทั่วประเทศ โดยตองเปนไปตามวิธีการและหลักเกณฑ ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด สวนการอนุญาตการพนันและคาของเกา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง โทร ๐๒-๓๕๖๙๕๗๕ ซึ่งการจัดใหมีการแถมพกหรือรางวัลดวยการเสี่ยงโชค เพื่อกิจการคาหรืออาชีพนั้น สินคาที่จำหนายจะตอง เปนไปตามราคาในทองตลาด และแมวาผูซื้อจะไมได รับรางวัลในการเสี่ยงโชค แตก็ตองไดรับสิ่งของ ตามราคาที่ซื้อไป เชน กลองสุมสินคาของผูจัดกิจกรรม ประกอบธุรกิจจำหนายเครื่องสำอาง ซึ่งการที่ใหผูรวม รายการซื้อกลองสุมเครื่องสำอาง จึงเปนการขาย อันเปนการกระทำไปในการประกอบกิจการคาหรือ อาชีพของผูจัดกิจกรรม โดยภายในกลองสุมผูซื้อจะได เครื่องสำอางหลาย ๆ ชนิดรวมกัน มีมูลคาเทากับหรือ มากกวา ๕๐๐ บาท ดังนั้น มูลคาสินคาที่มากกวา จำนวนเงินที่สั่งซื้อ จึงถือไดวาเปนของรางวัลที่แถมพก ลงไปในกลองดวย หรือกรณีที่ผูจัดกิจกรรมแจก ของรางวัลอื่น ๆ เชน รถยนต โทรศัพทมือถือ ใหกับ ผูซื้อกลองสุมเครื่องสำอางที่เปนลูกคาบางราย จึงเปน การจัดใหมีการแถมพกหรือรางวัลดวยวิธีการขาย กลองสุมสินคาในราคากลองละ ๕๐๐ บาท ซึ่งผูซื้อ หรือผูเลนจะไดรับกลองสินคาจำนวน ๑ กลอง แมทุกกลองจะไดรับสินคาและของแถมพกหรือรางวัล ในทุกกลองก็ตาม แตเมื่อผูซื้อไมทราบวาตนจะไดสินคา หรือของแถมพกหรือรางวัลชนิดใด ประเภทใด หรือ จะไดรับสินคาที่มีมูลคาเทากับหรือมากกวาจำนวนเงิน ที่จายไปหรือไม อันเปนการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ จึงตอง ไดรับอนุญาตจากเจาพนักงานผูออกใบอนุญาต ซึ่งหาก จะเปนความผิด ตามมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติ เดียวกันได ดังนั้น การขายกลองสุมดังกลาวจึงเขาขาย เปนการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการคา หรืออาชีพ ตามมาตรา ๘ แหงพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ เปนความผิด ตามมาตรา ๑๔ แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน มีระวางโทษจำคุกไมเกิน ๑ ป หรือปรับตั้งแต ๕ บาทขึ้นไปจนถึง ๒,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๒๓
การฟองคดีปกครอง เพื่อขอใหศาลเพิกถอนคำสั่ง ทางปกครอง จะตองยื่นฟองคดีตอศาลภายใน ๙๐ วัน นับแตวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดี ซึ่งถือเปน หนาที่ของผูฟองคดีในการที่จะตองยื่นฟองใหทันเวลา ตามที่กฎหมายกำหนดไว เพราะหากยื่นฟองเมื่อพน กำหนดเวลา ศาลก็ไมอาจรับคำฟองนั้นไวพิจารณา พิพากษาได จะวาไป ... คำสั่งทางปกครองตาง ๆ อันมีลักษณะ เปนการกระทบสิทธิของบุคคล นับวาเปนเรื่องใกลตัว ที่มีความเกี่ยวของกับการดำเนินชีวิตของเราทุกคน เชน การอนุญาตหรือไมอนุญาตใหกอสรางอาคาร หรือการประกอบกิจการหางรานตาง ๆ การออกหรือ ไมออกโฉนดที่ดิน การออกหรือไมออกบัตรประจำตัว ประชาชน การใหหรือไมใหทุนการศึกษา คำสั่งลงโทษ ทางวินัยขาราชการ ฯลฯ รวมถึงผลการพิจารณา อุทธรณของผูมีอำนาจ (กรณีผูรับคำสั่งยื่นอุทธรณ คำสั่ง) ก็ถือเปนคำสั่งทางปกครองเชนกัน วันนี้ นายปกครองก็มีความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับ คดีปกครองมาฝากเหมือนเชนเคย โดยคราวนี้เปนเรื่อง เกี่ยวกับระยะเวลาการฟองคดีขอใหเพิกถอนคำสั่ง ลงโทษไลออกจากราชการ โดยคดีที่วานี้ผูถูกสั่ง ลงโทษไมเห็นดวยจึงไดยื่นอุทธรณคำสั่ง แตผูมีอำนาจ ไดวินิจฉัยอุทธรณเมื่อพนกำหนดเวลา เชนนี้ ... จะตอง รอผลวินิจฉัยอุทธรณหรือไม และตองนำคดีมาฟอง ตอศาลเพื่อขอใหเพิกถอนคำสั่งลงโทษตั้งแตเมื่อใด ตามไปดูกันครับ เรื่องราวของคดีมีอยูวา ... ขณะที่ผูฟองคดีดำรง ตำแหนงผูอำนวยการกอง สังกัดเทศบาลแหงหนึ่ง ไดถูกนายกเทศมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ พนักงานเทศบาลจังหวัดฯ (ก.ท.จ.) มีคำสั่งลงโทษ ไลออกจากราชการ ตามมติการชี้มูลความผิดของ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) กรณีมีการกลาวหา รองเรียนวาผูฟองคดีปฏิบัติหนาที่โดยทุจริตในโครงการ ของเทศบาล ซึ่งเมื่อผูฟองคดีทราบคำสั่งดังกลาวแลว ก็ไดมีหนังสือยื่นอุทธรณคำสั่งตอประธานกรรมการ พนักงานเทศบาล และตอมา ก.ท.จ. พิจารณาแลว มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดีหลังจากที่พนระยะ เวลาพิจารณาอุทธรณแลว พนเวลาเพ�กถอนคำสั�ง แตยังทันเวลาเพ�กถอนผลอุทธรณ นายปกครอง กฎหมาย ฝายปกครอง $ $ c ๒๔
ผูฟองคดีไมเห็นดวย จึงไดยื่นฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. (ผูถูกฟองคดีที่ ๑) ก.ท.จ. (ผูถูกฟองคดีที่ ๒) และนายกเทศมนตรี (ผูถูกฟองคดีที่ ๓) ตอศาล ปกครองชั้นตน ขอใหศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ของนายกเทศมนตรีที่ลงโทษไลตนออกจากราชการ และมติของ ก.ท.จ. ที่เห็นชอบใหลงโทษดังกลาว รวมทั้งมติการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. (เฉพาะรายผูฟองคดี) ตลอดจนใหคืนสิทธิประโยชน และสวัสดิการตั้งแตวันที่ผูฟองคดีออกจากราชการ คดีนี้ ศาลปกครองชั้นตนรับคำฟองในสวนที่เกี่ยวกับ คำวินิจฉัยยกอุทธรณของ ก.ท.จ. ไวพิจารณา และมี คำสั่งไมรับคำฟองขอหาที่ขอใหเพิกถอนคำสั่งของ นายกเทศมนตรีที่ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ เนื่องจากเปนการยื่นฟองเมื่อพนระยะเวลาตามที่กฎหมาย กำหนดไว รวมทั้งในสวนที่ฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. และนายกเทศมนตรี เนื่องจากศาลเห็นวาคำพิพากษา ไมมีผลเปนการผูกพันคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ นายกเทศมนตรี ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ท. และนายกเทศมนตรีไมไดเปนผูมีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ ผูฟองคดีจึงไมมีสิทธิฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. และ นายกเทศมนตรี ผูฟองคดีไดยื่นอุทธรณคำสั่งของ ศาลปกครองชั้นตนดังกลาวตอศาลปกครองสูงสุด ประเด็นนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลว เห็นวา กรณีดังกลาวเปนคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจาหนาที่ ของรัฐออกคำสั่งโดยไมชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ผูฟองคดี จึงเปนผูไดรับความเดือดรอน หรือเสียหายจากคำสั่ง ของนายกเทศมนตรีที่ไลตนออกจากราชการ และ คำวินิจฉัยยกอุทธรณของ ก.ท.จ. โดยคำฟองในสวนที่ ขอใหเพิกถอนคำสั่งของนายกเทศมนตรีนั้น ผูฟองคดี จะใชสิทธิฟองคดีตอศาลปกครองไดก็ตอเมื่อไดดำเนิน การตามขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแกไข ความเดือดรอนหรือเสียหายในเรื่องนั้นแลว และไดมี การสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิไดมีการสั่งการ ภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้น กำหนด ตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติ เดียวกัน (ตองอุทธรณคำสั่งกอนฟองคดี) เมื่อปรากฏวาผูฟองคดีไดรับทราบคำสั่งลงโทษ ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ และไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ยื่นอุทธรณคำสั่งดังกลาว ตอประธาน ก.ท.จ. ซึ่งมีการลงทะเบียนรับหนังสือ อุทธรณในวันเดียวกัน ก.ท.จ. จึงตองพิจารณาอุทธรณ ใหแลวเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแตวันดังกลาว คือ ภายในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ ตามขอ ๑๐ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดฯ เกี่ยวกับหลักเกณฑและเงื่อนไขในการอุทธรณ และ การรองทุกข แต ก.ท.จ. ไมไดพิจารณาอุทธรณใหแลวเสร็จและ แจงผลใหผูฟองคดีทราบภายในวันดังกลาว กรณี จึงตองถือวาวันที่ครบ ๙๐ วัน คือ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ เปนวันที่ผูฟองคดีไดดำเนินการแกไข ความเดือดรอนหรือเสียหายครบขั้นตอนหรือวิธีการ ที่กฎหมายกำหนด และสามารถใชสิทธิฟองคดีได โดยถือวาวันถัดจากวันครบกำหนด ๙๐ วัน คือ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๕ เปนวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุ แหงการฟองคดี และนับเปนวันแรกที่เริ่มใชสิทธิ ฟองคดีตอศาลขอใหเพิกถอนคำสั่งลงโทษไลผูฟองคดี ออกจากราชการ ซึ่งจะตองยื่นฟองภายใน ๙๐ วัน นับแตวันดังกลาว คือ ภายในวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๖๖ ตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองฯ โดยไมตองรอคำวินิจฉัยอุทธรณ ของ ก.ท.จ. อีกตอไป การที่ผูฟองคดียื่นฟองคดีเพื่อขอใหศาลเพิกถอน คำสั่งลงโทษดังกลาวในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ ซึ่งพนระยะเวลาการฟองคดีตามที่กฎหมายกำหนดแลว ศาลจึงไมอาจรับคำฟองในขอหานี้ไวพิจารณาได ๒๕
อยางไรก็ตาม เมื่อ ก.ท.จ. ไดพิจารณาอุทธรณของ ผูฟองคดีแลวมติใหยกอุทธรณ ซึ่งคำวินิจฉัยของ ก.ท.จ. ดังกลาว ถือเปนคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม ที่ผูฟองคดีมีสิทธิฟองขอใหเพิกถอนได แมในคำขอ ทายคำฟองของผูฟองคดีไมไดระบุไวก็ตาม แตเมื่อ ผูฟองคดีไดมีการอางถึงคำวินิจฉัยอุทธรณของ ก.ท.จ. มาในคำฟอง และระบุ ก.ท.จ. เปนผูถูกฟองคดีที่ ๒ ประกอบกับผูฟองคดีนำคดีมาฟองตอศาลภายหลังจาก ไดรับแจงคำวินิจฉัยอุทธรณแลว ยอมเปนที่เขาใจไดวา ผูฟองคดียื่นฟองคดีนี้โดยมีความประสงคที่จะใหศาล มีคำพิพากษาเพิกถอนผลคำวินิจฉัยอุทธรณของ ก.ท.จ. ดังกลาวดวย ฉะนั้น เมื่อผูฟองคดีไดรับแจงคำวินิจฉัยอุทธรณ ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๖ และนำคดีมาฟองตอศาล ในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ จึงเปนการฟองคดีเพื่อ ขอใหศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณภายใน ๙๐ วัน นับแตวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดี ตามมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองฯ ศาลจึงรับคำฟองในสวนที่เกี่ยวกับ คำวินิจฉัยอุทธรณของ ก.ท.จ. ไวพิจารณาได สำหรับคำฟองของผูฟองคดีที่ยื่นฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมีคำขอใหศาลเพิกถอนมติการชี้มูล ความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เฉพาะราย ผูฟองคดี นั้น ศาลเห็นวา เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีฐานะเปน กรรมการซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย และมีอำนาจ ไตสวน รวมทั้งวินิจฉัยเพื่อมีมติชี้มูลความผิดทางวินัย อยางรายแรงแกผูฟองคดี ซึ่งการมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ดังกลาว ยอมเปนการกระทำที่มีผลกระทบ ตอสถานภาพของสิทธิหรือหนาที่ของผูฟองคดี เนื่องจากการชี้มูลความผิดทางวินัยอยางรายแรง แกผูฟองคดียอมมีผลตามกฎหมายที่ผูกพัน ใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจแตงตั้งถอดถอน ผูฟองคดีตองพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิด ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดมีมติชี้มูลไว โดยผูบังคับ บัญชาไมตองแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก คงเหลือแคเพียงอำนาจดุลพินิจในการสั่งลงโทษ (ปลดออกหรือไลออก) เทานั้น อยางไรก็ตาม มติของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ดังกลาว ก็มิไดมีผลกระทบ โดยตรงตอผูฟองคดี คงมีผลเพียงจำกัดดุลพินิจของ ผูบังคับบัญชาในการพิจารณาวินิจฉัยวาผูใตบังคับบัญชา กระทำผิดตามที่ถูกกลาวหาหรือไม (ผูกพันตามที่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูล) ดังนั้น มติของคณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงเปน การเตรียมการและการดำเนินการของเจาหนาที่ เพื่อจัดใหมีคำสั่งทางปกครอง ซึ่งถือเปนกระบวนการ ภายใน และการที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดมีมติ ชี้มูลความผิดทางวินัยแกผูฟองคดีเปนการใชอำนาจ ไตสวนขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำการทุจริต ในภาครัฐของเจาหนาที่ของรัฐแลวมีมติวาขอกลาวหาใด มีมูลความผิดทางอาญาหรือความผิดทางวินัยหรือไม คณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงเปนเจาหนาที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อนายกเทศมนตรีไดมีคำสั่งลงโทษไลผูฟองคดี ออกจากราชการตามมติชี้มูลความผิดทางวินัยของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. และตอมา ก.ท.จ. ไดมี คำวินิจฉัยยกอุทธรณของผูฟองคดี การที่ผูฟองคดี ไดยื่นฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตอศาล ศาลยอมมี อำนาจตรวจสอบความชอบดวยกฎหมายของมติการ ชี้มูลดังกลาวของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยพิจารณา ตรวจสอบอำนาจหนาที่ ขั้นตอนและวิธีการสอบสวน ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมทั้งมติชี้มูลความผิด ทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีวาไดดำเนินการ เปนไปตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝายบริหาร ในการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยชอบดวยกฎหมายหรือไม ซึ่งศาลยอมมีอำนาจ ดุลพินิจอยางอิสระที่จะพิจารณาคดีนี้ไดตามรูปคดี โดยไมจำเปนตองยึดถือพยานหลักฐานจากสำนวนคดี ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยศาลไมจำตองมีคำสั่ง เพิกถอนรายงานการไตสวนขอเท็จจริงและมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ชี้มูลความผิดทางวินัย แกผูฟองคดีแตอยางใด ๒๖
ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงเปนผูมีสวน เกี่ยวของในการชี้มูลความผิดของผูฟองคดี และเปน ผูที่มีสวนไดเสียตามกฎหมายในผลแหงคำวินิจฉัย ของศาล อีกทั้งแมวา ก.ท.จ. ไดพิจารณาอุทธรณของ ผูฟองคดีแลวมีมติใหยกอุทธรณ (เพราะเปนการอุทธรณ ในขอกฎหมายและขอเท็จจริงเพื่อใหพิจารณา เปลี่ยนแปลงฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดมีมติชี้มูลความผิดแลว ซึ่งเปนกรณีไมอาจอุทธรณได จะสามารถอุทธรณไดเพียงระดับโทษเทานั้น) โดยไมได มีการวินิจฉัยคำสั่งของนายกเทศมนตรีที่สั่งลงโทษ ไลผูฟองคดีออกจากราชการวาเปนคำสั่งที่ชอบดวย กฎหมายหรือไม อยางไร แตการที่ศาลปกครองชั้นตน จะวินิจฉัยวาคำวินิจฉัยอุทธรณของ ก.ท.จ. เปนคำสั่ง ที่ชอบดวยกฎหมายหรือไม จะตองวินิจฉัยกอนวา คำสั่งของนายกเทศมนตรีที่สั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจาก ราชการตามมติการชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปนคำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายหรือไม กรณี จึงถือวาผูฟองคดีเปนผูไดรับความเดือดรอนและเสียหาย ที่มีสิทธิยื่นฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได ตามมาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาล ปกครองชั้นตน เปนใหรับคำฟองของผูฟองคดีในสวน ที่ฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. ไวพิจารณาพิพากษา ตอไป (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ ๑๑๖๐/๒๕๖๖) จากคดีดังกลาวสามารถสรุปได ดังนี้ ๑. การฟองคดีขอใหเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองฯ ผูฟองคดีจะตองเปนผูไดรับ ความเดือดรอนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดรอน หรือเสียหายจากคำสั่งทางปกครองนั้น และกอนการ ฟองคดีจะตองดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับ การแกไขความเดือดรอนหรือเสียหายในเรื่องนั้น และไดมีการสั่งการตามกฎหมายนั้นแลว หรือมิไดมี การสั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่ กฎหมายนั้นกำหนด กลาวคือ จะตองมีการยื่นอุทธรณ หรือรองทุกขแลวแตกรณี ตามที่กฎหมายในเรื่องนั้น ๆ กำหนดไว และตองนำคดีมาฟองตอศาลภายใน ๙๐ วัน นับแตวันที่รูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดี ๒. กรณีตามคดีพิพาทขางตน ก.ท.จ. ไมไดแจงผล การพิจารณาอุทธรณใหผูฟองคดีทราบภายในระยะ เวลาที่กฎหมายกำหนด จึงถือวาวันถัดจากวันครบกำหนด พิจารณาอุทธรณตามกฎหมาย เปนวันที่ผูฟองคดี รูหรือควรรูถึงเหตุแหงการฟองคดี และนับเปนวันแรก ที่เริ่มใชสิทธิฟองคดีตอศาลเพื่อขอใหเพิกถอนคำสั่ง ลงโทษทางวินัย ซึ่งจะตองยื่นฟองคดีภายใน ๙๐ วัน นับแตวันดังกลาว โดยไมตองรอคำวินิจฉัยอุทธรณ ของ ก.ท.จ. อีกตอไป ๒๗
๓. การที่ ก.ท.จ. ไดพิจารณาอุทธรณแลวมติให ยกอุทธรณของผูฟองคดีนั้น คำวินิจฉัยของ ก.ท.จ. ดังกลาว ถือเปนคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นใหม ซึ่งผูฟองคดีมีสิทธิฟองขอใหเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ ของ ก.ท.จ. ได ทั้งนี้ แมวาในคำขอทายคำฟองของ ผูฟองคดีจะไมไดระบุคำขอใหศาลมีคำพิพากษา เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณของ ก.ท.จ. แตศาลเห็นวา เมื่อผูฟองคดีไดมีการอางถึงคำวินิจฉัยดังกลาว ในคำฟอง และระบุ ก.ท.จ. เปนผูถูกฟองคดี ประกอบกับ ไดนำคดีมาฟองตอศาลภายหลังจากไดรับแจง คำวินิจฉัยอุทธรณแลว กรณีจึงเปนที่เขาใจไดวาผูฟองคดี ยื่นฟองคดีนี้โดยมีความประสงคที่จะใหศาล มีคำพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณดังกลาวดวย ๔. มติของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ชี้มูลความผิด ทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีนั้น มีผลตามกฎหมาย ที่ผูกพันใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจแตงตั้งถอดถอน ผูฟองคดีตองพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิด ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดชี้มูลไว จึงถือไดวา เปนการกระทำที่มีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิ หรือหนาที่ของผูฟองคดี ซึ่งแมวามติดังกลาวจะมิไดมี ผลกระทบโดยตรงตอผูฟองคดี โดยถือเปนการเตรียมการ และการดำเนินการของเจาหนาที่เพื่อจัดใหมีคำสั่ง ทางปกครอง (คำสั่งลงโทษทางวินัย) ซึ่งถือเปนกระบวนการ ภายในของฝายปกครอง แตโดยที่คดีนี้ศาลจะตอง วินิจฉัยกอนวา คำสั่งของผูบังคับบัญชาที่สั่งลงโทษ ไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมติการชี้มูลดังกลาว ชอบดวยกฎหมายหรือไม โดยไมจำเปนตองยึดถือ พยานหลักฐานของคณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงถือวา ผูฟองคดีเปนผูไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายที่มี สิทธิยื่นฟองคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได นั่นเองครับ ... (ปรึกษาคดีปกครองไดที่ สายดวนศาลปกครอง ๑๓๕๕ และสามารถศึกษาความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับคดีปกครองไดที่ “ศูนยการเรียนรูศาลปกครองออนไลน”) https://aclib.admincourt.go.th/ ๒๘
สืบเนื่องจากปญหาผลกระทบของผูปวยยาเสพติด ที่มีอาการทางจิตและกอเหตุความรุนแรงกับบุคคล ใกลชิด คนในครอบครัว หรือในชุมชนจนสงผลกระทบ ตอความปลอดภัยของประชาชนตามที่ไดปรากฏ เปนขาวในปจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอยางนากังวล กระทรวงมหาดไทยตระหนักในความสำคัญของการ ปองกันปญหาผลกระทบดังกลาว เพื่อสรางความปลอดภัย ใหกับประชาชน และเปนการคุมครองสิทธิผูปวย จิตเวชใหไดรับการดูแลรักษาในเชิงสาธารณสุขโดยเร็ว กอนที่จะเกิดอันตรายตอตนเองและผูอื่น ซึ่งการดำเนินงาน ดังกลาวนั้นจำเปนที่จะตองอาศัยความรวมมือของ หนวยงานที่เกี่ยวของในการบูรณาการการดำเนินงาน ซึ่ง มท. ใหความสำคัญกับการแกไขปญหายาเสพติด ซึ่งรัฐบาลไดกำหนดใหเปนวาระแหงชาติ ประกอบกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไดมอบ ๑๐ นโยบายเนนหนักใหกับ มท. หนึ่งในนั้นคือการมุงเนนการแกไขปญหายาเสพติด ที่เปนมาตรการเชิงรุก ทั้งการปองกันและปราบปราม ตลอดจนมีมาตรการเขมขนและจริงจังในการแกไข ปญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท ปญหายาเสพติดทวีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและ มีปมเงื่อนสำคัญที่การบำบัดรักษาฟนฟูแบบดั้งเดิม มีผูผานกระบวนการบำบัดแลวยังกลับไปเสพซ้ำอีก เปนจำนวนมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ใจ” ของผูปวย ที่ตองฟนและมีพลังพอที่จะนำตนเองหลุดพนวงจรเดิม และดวย “ใจ” ของผูคนในสังคมที่ตองเอื้ออาทร “ใหโอกาส” ใหเขามีที่ยืนในสังคม สรางแรงจูงใจ กลับตัว กลับใจ ฟนชีวิตใหม คืนคนดีกลับสูสังคม อยางสันติสุข การพัฒนากระบวนการบำบัดจึงมุงเนน ไปที่การบำบัดโดยทุนทางสังคมการปรับสภาพแวดลอม ชุมชนดวยความรัก ความเอื้ออาทร ดวยภูมิปญญาทองถิ่น รวมทั้งทุนทางสังคมไทยที่สำคัญคือชุมชนเขมแข็ง เปนตนแบบใหกับชุมชนที่ออนแอกวา หนุนเสริมและ สรางภูมิคุมกันเพื่อการแกไขปญหาอยางยั่งยืนตอไป วัตถุประสงค เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดบริการบำบัด ฟนฟูผูเสพและผูติดยาเสพติดโดยกระบวนการชุมชน ในการบำบัดฟนฟูและปองกันแกไขปญหายาเสพติด ครบวงจร รวมกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ระดับจังหวัด อยางบูรณาการ สามารถใหการดูแลพื้นฟูผูเสพ/ ผูติดสารเสพติดไดโดยใชทุนทางสังคม ความรัก ความเอื้ออาทร ตอผูปวย ทำใหผูปวยมีพลังใจในการตอสู ปญหา กลับสูสังคมไดอยางสงางามการบำบัดฟนฟู ผูเสพ-ผูติด ดวยพลังชุมชนที่ชัดเจนขึ้น บทความ ว�ชาการ พงศชนัตฐ เลิศวรสิน* และ ปติ ปชชาเข�ยว** * นายพงศชนัตฐ เลิศวรสิน เจาพนักงานปกครองชำนาญการ สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ** นายปติ ปชชาเขียว เจาพนักงานปกครองชำนาญการ สวนสงเสริมและเผยแพร กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด (Community Isolation : CI ) จังหวัด ขอนแกน ๒๙
เทศาภิบาลเดือนมีนาคม ขอนำเสนอแนวทาง ในการแกไขปญหาผูปวยจิตเวชที่เกิดจากการใชสารเสพติด ตามแนวทางของนายไกรสร กองฉลาด ผูวาราชการ จังหวัดขอนแกน พอเมืองผูทุมเททำงาน เพื่อบำบัดทุกข บำรุงสุข ใหกับพี่นองประชาชนจังหวัดขอนแกนอยางแทจริง นายไกรสร กองฉลาด ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน เล็งเห็นถึงอันตรายที่เกิดจากพฤติกรรมใชความรุนแรง หรือพฤติกรรมกาวราวของผูมีอาการทางจิตที่เกิดจาก การใชยาเสพติด จึงมีแนวคิดในการจัดตั้งสถานที่สำหรับ รองรับผูปวยกลุมยาเสพติด กลุมเสี่ยงกอความรุนแรง (SMIV) โดยใชแนวคิดศูนยพักคอย (Community Isolation : CI) ในชวงสถานการณการแพรระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) เพื่อเปนแนวทางการขับเคลื่อนการแกไขปญหายาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดขอนแกน ใหครอบคลุมทุกดาน ทั้งดาน การปองกัน ดานการปราบปราม การนำผูปวยจิตเวช ที่เกิดจากการใชสารเสพติด เขาสูกระบวนการบำบัด โดยใชสถานที่ในชุมชน และใหนายอำเภอทุกอำเภอ ใชกองรอย อส.อำเภอ เปนศูนยฟนฟูสมรรถภาพผูเสพ ที่ผานการบำบัดจาก รพ.จิตเวช หรือ รพ.ธัญญารักษ มาอยูที่กองรอย อส. เพื่อฟนฟู ฝกอาชีพ ปลูกผักสวนครัว เรียนรูตามศาสตรพระราชา โดยไมใชงบประมาณจาก ทางราชการ เพื่อใหความชวยเหลือผูปวยยาเสพติด ในพื้นที่ ดวยการเสริมสรางความแข็งแรงของสุขภาพ รางกาย จิตใจ และการปรับเปลี่ยนทัศนคติสราง ความเขาใจในการใชชีวิต การฝกอาชีพ และการประกอบ อาชีพ ซึ่งหลังจากอบรมผูเขาอบรมจะไดรับการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมและฟนฟูทางดานรางกายและจิตใจ และ ฝกอาชีพ ไดรับทั้งความรูความเขาใจ ทำใหมีระเบียบ วินัย มีบุคลิกที่ดี จิตใจเขมแข็ง มีทัศนคติที่ดี กลับไปใชชีวิต ในหมูบานชุมชน และเปนสมาชิกที่ดีของสังคม ชวยเหลือเจาหนาที่ในการติดตามเฝาระวังไมใหมี การแพรระบาดยาเสพติดในหมูบานและชุมชน ของตนดวย ภารกิจดานการปองกันและแกไขปญหายาเสพติด โดยการจัดตั้งศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด (Community Isolation : CI) จังหวัด ขอนแกน ตามแนวทางของ ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน ดวยแนวคิด “เอาชนะ ทางความคิด ใหโอกาส ใหที่ยืน และใหอาชีพ” เพื่อใหการสงเคราะหชวยเหลือผูปวยยาเสพติดที่ผาน การบำบัดจากสถานพยาบาล หรือผูปวยที่ยังไมหายขาด จากยาเสพติดที่อยูในหมูบาน/ชุมชน มาเขารับการบำบัด ที่กองรอย อส.จังหวัด/กองรอย อส.อำเภอ โดยการ ดูแลของนายอำเภอ/พนักงานฝายปกครอง ซึ่งดำเนินการ มาตั้งแต พ.ศ. ๒๕๖๖ (ดำเนินการเปนแหงแรกของ ประเทศ) มีวัตถุประสงค เพื่อแยกผูปวยยาเสพติด ที่มีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงที่อาจกอใหเกิดความเดือดรอน ในชุมชน ออกมาพักคอยจนกวาจะมีความพรอมกลับคืน สูชุมชน เพื่อลดอันตรายและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จากผูปวยยาเสพติด ๓๐
“ศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด หรือ ศูนย CI จังหวัด ขอนแกน มีรูปแบบโครงสรางการดำเนินงาน ๒ สวน ไดแก สวนที่ ๑ โดย นายอำเภอ/ผอ.ศป.ปส.อ. เปนหัวหนาศูนย CI อำเภอ และกำหนดอาคารสถานที่ ดำเนินงาน CI อำเภอ และสวนที่ ๒ โดยปลัดอำเภอ, ผูอำนวยการโรงพยาบาลชุมชน, สาธารณสุขอำเภอ เปนเลขานุการรวม และเจาหนาที่ศูนย CI ผูแทน สวนราชการ/หนวยงานในอำเภอ ไดแก ผูกำกับการ สถานีตำรวจภูธร, ทองถิ่นอำเภอ, นายกเทศบาล, นายก อบต., ปลัดเทศบาล, ปลัด อบต., กำนัน, ผูใหญบานทุกหมูบาน, สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ประจำกองรอยอาสารักษาดินแดนอำเภอ ซึ่งศูนย CI มีหนาที่เปนฝายอำนวยการ และพัฒนาหลักสูตรการ ดูแลใหความชวยเหลือที่เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ และบุคคล เปนครูฝก/ครูพี่เลี้ยง/ชุดรักษาความปลอดภัย เจาหนาที่ประจำศูนย CI ประสานขอมูลรองรับการสงตอ ผูติดยาเสพติดที่มีอาการทางจิต หรือมีพฤติกรรมรุนแรง จากการใชยาเสพติด จากสถานพยาบาลที่ผานการบำบัด เขามาติดตามดูแลอยางตอเนื่อง จัดใหมีการสนับสนุน ชวยเหลือ และใหการสงเคราะหดานอาชีพใหแก ผูเขารับบริการ ประเมินผลสภาวะทางกาย จิตใจ จายยาจนกวาตัวผูปวยพรอมกลับคืนสูชุมชน” ประมวลภาพกิจกรรม ๓๑
เพื่อเอาชนะปญหายาเสพติดเราตองเริ่มตนดวยการมีหัวใจที่ศรัทธาและเชื่อมั่น ในการเอาชนะ ทางความคิดที่ผิดเพี้ยน โดยใหโอกาสแกผูที่ตองการเปลี่ยนแปลง โลกนี้เปนโลกแหงการใหโอกาส ใหพวกเขา ไดมีที่ยืนเพื่อสนับสนุนการฟนตัวและการปรับตัว เพื่อใหพวกเขามีโอกาสใชชีวิตที่สมบูรณ และมีความสุขได เราสามารถเอาชนะปญหายาเสพติดไดดวยการสรางศรัทธาใหกับประชาชนใหมีความเชื่อมั่น ในความจริงใจที่จะแกไขปญหา สรางสังคมที่ดีงาม และสภาพแวดลอมที่สนับสนุนการฟนตัวและ การเปลี่ยนแปลงบุคลิกและสังคม เชน โปรแกรมบำบัดและการสนับสนุนจากชุมชน เราตองเชื่อมั่นและ ศรัทธาในความสามารถของผูคนที่ตองการเปลี่ยนแปลงและใหพวกเขาไดรับการสนับสนุนและชวยเหลือ ที่เหมาะสม เพื่อใหพวกเขาสามารถเอาชนะปญหายาเสพติดและมีชีวิตที่ดีขึ้นไดในที่สุด หัวใจที่มีความศรัทธา และการรวมมือกันของทุกคนในสังคมเปนสิ่งสำคัญในการเอาชนะปญหายาเสพติดอยางยั่งยืนและปองกัน ใหไมเกิดขึ้นอีกในอนาคต นายไกรสร กองฉลาด ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน ๓๒
เหตุผลที่ใชกองรอยอาสารักษาดินแดน เปนศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด หรือ ศูนย CI เพราะวา มีปลัดอำเภอ เจาหนาที่ สมาชิกอาสารักษาดินแดนคอยดูแลผูปวยจิตเวชตลอดเวลา นอกจากมาตรการ ปองกันและปราบปรามยาเสพติดแลว กรมการปกครองยังมีนโยบายกวาดลางยาเสพติดในพื้นที่จังหวัด ขอนแกน มีการตรวจคนจับกุมทั้งผูคารายใหญและผูคารายยอยในพื้นที่อยางตอเนื่อง โดยสมาชิกอาสารักษา ดินแดน คือเขี้ยวเล็บสำคัญของกรมการปกครองในภารกิจปองกันและปราบปรามยาเสพติด นายประจวบ รักแพทย ปลัดจังหวัดขอนแกน พลังชุมชนเปนพลังสำคัญหยุดยั้งปญหายาเสพติดอยางยั่งยืน “พลังชุมชนเปนพลังที่สำคัญในการกำจัดปญหายาเสพติดได” เมื่อเรามองไปที่ชุมชนเปนหนึ่ง ในพื้นที่ที่มีการเชื่อมโยงกันและมีความสัมพันธอันดีที่จะรวมมือกัน เราก็จะเห็นวามันเปนที่สำคัญ อยางมากในการสรางความเขมแข็งและความมั่นคงในการตอสูกับปญหายาเสพติดในชุมชนของเรา การสรางพลังชุมชนที่แข็งแกรงและมีสวนรวมจะชวยใหเราสามารถรับมือไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังสรางสภาพแวดลอมที่สงเสริมและสนับสนุนการเขารวมของผูคนในชุมชนในกิจกรรม และโครงการที่เปนประโยชนตอการปองกันและรักษาจากการใชยาเสพติดดวย เชน การสนับสนุนกิจกรรม สันทนาการที่ไมใชยาเสพติด การจัดกิจกรรมการศึกษาและการสรางความตระหนักในชุมชน เปนตน การทำงานรวมกันในระดับชุมชนจะชวยใหเรามีพื้นที่ที่ปลอดภัยและสนับสนุนในการฟนฟูและปองกัน ปญหายาเสพติดในอนาคตไดอยางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสงเสริมความเขมแข็งของชุมชนเอง อีกดวย โดยการสรางความเขมแข็งทางสังคม การมีสวนรวม สรางความรวมไมรวมมือ และการสนับสนุนนี้ จะเปนกาวแรกที่สำคัญในการสรางชุมชนที่มีพลังในการกำจัดปญหายาเสพติดอยางยั่งยืนและมั่นคง ดังนั้น พลังชุมชนจึงเปนสิ่งที่สำคัญในการแกใขปญหายาเสพติดในชุมชนอยางแทจริง นายชินกร แกนคง นายอำเภอเมืองขอนแกน ๓๓
ปญหายาเสพติดเปนปญหาบอนทำลายความมั่นคง ดานเศรษฐกิจและสังคม ความสงบสุขของครอบครัว/ ชุมชนของประเทศ เปรียบเสมือนโซตรวนเสนใหญ พันธนาการฉุดรั้งไมใหประเทศพัฒนากาวไปขางหนา ไดอยางเต็มที่ การแกไขปญหายาเสพติดตองดำเนินการ ควบคูกันทุกมาตรการทุกดาน ทั้งการเฝาระวัง ปองกัน ปราบปราม บำบัด พัฒนาคุณภาพชีวิต ปญหาที่เกิดจาก ยาเสพติดมีผลกระทบกับสังคมเกินกวาที่เราจะประเมิน ความเสียหายออกมาเปนตัวเลขได ทั้งดานเศรษฐกิจ สังคม หากเรายังไมสามารถแกไขปญหายาเสพติด ใหหมดสิ้นไปจากประเทศได เรากำลังพลาดโอกาส ที่จะเจริญเติบโตและพัฒนาตอเนื่อง ในชวงเวลาที่เราเผชิญกับปญหาการตอสูกับยาเสพติด ที่กำลังเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง ทุกคนในสังคม ตองมีพลัง ความศรัทธา ตองเชื่อมั่นวาเราจะสามารถเอาชนะ ยาเสพติดได เปนเหตุผลที่ผูวาราชการจังหวัดขอนแกน มีความมุงมั่นตั้งใจในการไดทำงานเพื่อบำบัดทุกข บำรุงสุข ใหกับพี่นองประชาชนจังหวัดขอนแกน จัดตั้งศูนยพักคอยผูปวยยาเสพติด (Community Isolation : CI) จังหวัด ขอนแกน เพื่อแกปญหาผูปวย จิตเวชจากการเสพยาเสพติด กอนสงกลับคืนสูครอบครัว สูสังคม ทำใหเกิดสังคมสีขาวที่ปลอดภัยจากยาเสพติด สงตอสังคมที่มีความสงบสุขอยางยั่งยืนใหคนรุนตอไป สรางความสงบสุขใหสังคม สงตอความยั่งยืนใหคน รุนตอไป สวนการดำเนินการแกไขปญหายาเสพติดตาม นโยบาย Quick Win ในเรื่องของผูเสพยา และมีอาการ ทางจิตเวช ในเรื่องนี้จะตองบูรณาการรวมกันทุกภาคสวน จัดการกับผูคารายยอยและผูคารายใหญ รวมทั้งผูเสพ ตองเขาสูระบบบำบัดรักษา เพื่อปองกันไมใหเกิดปญหา ตองมีการคนหาหรือเอกซเรย และนำเขาสูกระบวนการ บำบัดรักษา และรวมถึงหากเปนผูคารายยอยหรือ รายใหญ ที่กระทำผิดกฎหมายจะตองมีการจับกุม ดำเนินคดี ซึ่งผูวาราชการจังหวัด ผูบังคับการตำรวจภูธร จังหวัด องคกรปกครองสวนทองถิ่นและสาธารณสุข ตองรวมมือกันแกไขใหเห็นผลเปนรูปธรรมภายใน ๑ ป จังหวัดขอนแกนมุงมั่นในการกวาดลางสิ่งผิดกฎหมาย ที่กอใหเกิดความไมสงบทุกประเภท จึงขอใหพี่นอง ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ ทั้งฝายปกครอง เจาหนาที่ตำรวจ และหนวยงานที่เกี่ยวของ ทุกภาคสวน พรอมเชิญชวนพี่นองประชาชนทุกคน ชวยกันระแวดระวังบานเมืองของเรา ชวยกันเปนหูเปนตา ใหเจาหนาที่ฝายความมั่นคงดวย หากพบเห็นเบาะแส การกระทำผิดทุกรูปแบบ สามารถแจงขอมูลไดที่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เจาหนาที่ฝายความมั่นคง กำนัน ผูใหญบาน หรือที่ศูนยดำรงธรรมจังหวัด ศูนยดำรงธรรมอำเภอ สายดวน ๑๕๖๗ โทรฟรีตลอด ๒๔ ชั่วโมง และขอมูลสวนบุคคลของผูแจงเบาะแส จะถูกคุมครองและปกปดเปนความลับปองกันไมให พลเมืองดีตองไดรับภัยจากการแจงเบาะแสดังกลาว ๓๔
บทความ ว�ชาการ ทีมว�ชาการเทศาภิบาล ตอนที่ ๑๐ โครงการพัฒนาดานการสื่อสาร สืบสาน รักษา ตอยอด ตามแนวพระราชดำร�ในหลวงรัชกาลที่ ๙ : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำร� “การสื่อสาร” นับเปนกระบวนการที่สำคัญและ จำเปนอยางยิ่งตอชีวิตประจำวัน โดยในปจจุบันสังคม เรามีเครื่องมือที่ใชในการสื่อสารไดหลายประเภท ไมวาจะเปน คอมพิวเตอร โทรศัพทมือถือ แท็บเล็ต เปนตน ที่ทำใหสามารถติดตอกับบุคคลหรือกลุมบุคคล ในรูปแบบตาง ๆ ไดตลอดเวลา แตถาเราลองมองยอน กลับไปเมื่อประมาณ ๖๐ ปกอนที่เรายังไมมีเครื่องมือ ที่ทันสมัยดังที่กลาวมาขางตน เราจะสามารถสื่อสารกัน ไดอยางมีประสิทธิภาพไดอยางไร เทศาภิบาลฉบับนี้ จะพาไปหาคำตอบพรอมกันคะ... การสื่อสารถือเปนดัชนีบอกระดับการพัฒนาของ ประเทศไดรูปแบบหนึ่ง เพราะการสื่อสารเปนปจจัย ที่สำคัญของความมั่นคงและเปนองคประกอบที่สำคัญ ในการพัฒนาประเทศ นับเปนความโชคดีของปวงชน ชาวไทยอยางใหญหลวงที่พระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงสนพระราชหฤทัยในเทคโนโลยีการติดตอสื่อสาร ในหลายรูปแบบ ตั้งแตสถานีวิทยุ กระจายเสียง เครื่องรับ - สงวิทยุคมนาคมที่เรียกวา Walkie - Talkie คอมพิวเตอร การสื่อสารทางไกลผานดาวเทียมและเครือขาย อินเทอรเน็ตไรสายในทุกรูปแบบ โดยพระองคทรง ศึกษาคนควา ทดลองและสื่อสารดวยพระองคเอง อยางจริงจัง พระองคมีพระราชดำริใหศึกษาคนควา วิชาการดานการสื่อสาร และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใหลึกซึ้งและกวางขวางเพื่อทรงชวยเหลือประชาชน ในกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งยังทรงแนะนำใหนำเอาเทคโนโลยี การติดตอสื่อสารมาใชในการพัฒนาประเทศ ในดานตาง ๆ อีกดวย นอกจากนี้ พระองคทรงใชเทคโนโลยีดังกลาว สื่อสารกับประชาชนชาวไทยตั้งแตป พ.ศ. ๒๔๙๒ ในระหวางที่ทรงกลับไปศึกษาอยู ณ เมืองโลซานน ประเทศสวิตเซอรแลนด ไดมีพระราชโทรเลขตอบ ขอบใจนายกรัฐมนตรี ขาราชการ พลเรือน และ ประชาชนที่ไดถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในพระราชพิธี ขึ้นปใหม พ.ศ. ๒๔๙๒ ความตอนหนึ่งวา ...สมเด็จพระเจาอยูหัวขอขอบใจนายกรัฐมนตรีและบรรดาขาราชการทหาร และ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยโดยทั่วกัน และอวยพรใหทุกคนประสบความสุขสำราญ พรอมดวยพลานามัยอันดี... ๓๕
เมื่อป พ.ศ. ๒๔๙๕ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรง พระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ขึ้นในตำหนักที่ประทับพระราชทานชื่อวา “สถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต” คำวา อ.ส. ทรงยอมาจาก “พระที่นั่งอัมพรสถาน” เพื่อเปดโอกาสใหพสกนิกร สามารถใกลชิดพระองคไดงายขึ้น โดยไมตองผาน กระบวนการขั้นตอนตามพิธีการเหมือนสมัยกอน และ เพื่อทำหนาที่แจงขาวสารแกประชาชนในโอกาสสำคัญ หรือเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ เชน เมื่อคราวเกิดวาตภัย ที่แหลมตะลุมพุกในป พ.ศ. ๒๕๐๕ พระองคโปรดใหใช สถานีวิทยุ อ.ส. ทำหนาที่เปนสื่อกลางในการชวยเหลือ ประชาชน และไดพัฒนามาเปนมูลนิธิราชประชานุเคราะห ในพระบรมราชูปถัมภ ในป พ.ศ. ๒๕๑๐ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได พระราชทานพระราชดำริใหรวบรวมเจาหนาที่จาก หลายหนวยงานของภาครัฐมาพัฒนาปรับปรุงระบบ วิทยุสื่อสารใหมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงโครงขาย สื่อสารใหรับฟงไดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทรงศึกษา คนควาและทดลองเรื่องสายอากาศการแผกระจาย ของคลื่นวิทยุ รวมทั้งระบบการติดตอ โดยผานสถานี ทวนสัญญาณในการสื่อสารโทรคมนาคมดวยพระองคเอง เมื่อการทดลองประสบผลเปนที่พอพระราชหฤทัย จึงพระราชทานพระราชดำริใหผูที่เกี่ยวของรับไปศึกษา ปรับปรุง แกไข ตลอดจนพระราชทานคำแนะนำ ใหสวนราชการและรัฐวิสาหกิจนำไปใชประโยชน เปนสวนรวมตอไป จากความสนพระราชหฤทัยในศาสตรการสื่อสาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงคนควา ทดลอง และสื่อสาร ดวยพระองคเองอยางจริงจัง ดวยพระราชประสงควา เมื่อมีความจำเปนในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานและโทรศัพทไมสามารถใชงานได จะไดมีเครื่องมือสื่อสารใดที่สามารถใชงานทดแทนได เพื่อใหทราบถึงเหตุการณตาง ๆ โดยเฉพาะขาวสาร สาธารณภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชนจะไดพระราชทาน ความชวยเหลือไดทันการณ เมื่อป พ.ศ. ๒๕๑๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ให ดร.สุธี อักษรกิตต ซึ่งดำรงตำแหนงคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา พระนครเหนือในขณะนั้น ออกแบบและสรางสาย อากาศยานความถี่สูงมากขึ้น หรือที่เรียกวา VHF ใชงานกับวิทยุสวนพระองคเพื่อพระราชทานใหแก หนวยราชการตาง ๆ และเพื่อสงเสริมใหคนไทยที่มี ความรูความสามารถในดานการสื่อสาร สามารถพัฒนา ระบบวิทยุสื่อสารขึ้นใชในประเทศ อีกทั้งทรงใหความ สำคัญกับการพัฒนาดานการสื่อสาร ไดพระราชทาน พระราชดำรัสไวในโอกาสครบรอบวันสถาปนา ๑๐๐ ป กรมไปรษณียโทรเลขและวันสื่อสารแหงชาติ เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ความตอนหนึ่งวา “...การสื่อสารเปนปจจัยที่สำคัญยิ่งอยางหนึ่ง ในการพัฒนา สรางสรรคความเจริญกาวหนา รวมทั้งการรักษา ความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศดวย ยิ่งในสมัย ปจจุบันที่สถานการณของโลกเปลี่ยนแปลงอยูทุกขณะ การติดตอสื่อสารที่รวดเร็วทันตอเหตุการณยอมมีความ สำคัญมากเปนพิเศษ ทุกฝายและหนวยงานที่เกี่ยวของ กับการสื่อสารของประเทศ จึงควรจะไดรวมมือกัน ดำเนินงานและประสานผลงานกันอยางใกลชิด และ สอดคลอง สำคัญที่สุดควรพยายามศึกษา คนควาวิชาการ และเทคโนโลยีอันทันสมัยใหลึกซึ้งและกวางขวาง แลว พิจารณาเลือกเฟนสวนที่ดีมีประสิทธิภาพแนนอน มาปรับปรุงใชดวยความฉลาดริเริ่มใหพอเหมาะพอสมฐานะ และสภาพบานเมืองของเรา เพื่อใหกิจการสื่อสารของชาติ มีโอกาสไดพัฒนาอยางเต็มที่ และสามารถอำนวย ประโยชนแกการสรางเสริมเศรษฐกิจ สังคม และ เสถียรภาพของบานเมืองไดอยางสมบูรณแทจริง...” สัญลักษณของสถานีวิทยุ อ.ส. พระราชวังดุสิต ๓๖
ตอมา ในป พ.ศ. ๒๕๒๘ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได พระราชทานพระราชดำริใหทำการทดลอง คนควา และวิจัยเกี่ยวกับงานทางวิทยุสื่อสารและสายอากาศ เชน ระบบวิทยุทวนสัญญาณยานความถี่สูง พัฒนา สายอากาศชนิดพกพา เปนตน เพื่อใหสามารถใชงาน ตามเขตปาเขาไดดวยมีพระราชประสงควาจะไดทรงใช วิทยุสื่อสารในการพระราชทานคำแนะนำการปฏิบัติการ แกหนวยบินสวนหลวง หรือทรงใชสถานีวิทยุ อ.ส. เปนสื่อสรางความเขาใจ และใหการศึกษาแกประชาชน ตลอดจนเปนชองทางในการประชาสัมพันธประสาน ความชวยเหลือเพื่อคนในชาติ และในป พ.ศ. ๒๕๓๐ ทรงเปลี่ยนแปลงการใชเทคโนโลยีสื่อสารจากการ ปรุแถบเทเล็กซ มาเปนทรงปรุงดวยคอมพิวเตอรเปน ส.ค.ส. สวัสดีปใหม พ.ศ. ๒๕๓๑ โดยบัตร ส.ค.ส. ที่ทรงประดิษฐดวยคอมพิวเตอรมีลวดลายมากขึ้น และ ทรงปรุงภาษาคอมพิวเตอรเพื่อพระราชทานพรปใหม ที่เปนคำคม มีขอคิดที่จะเปนประโยชนตอพสกนิกร โดยไดพระราชทานมาจนถึงป พ.ศ. ๒๕๕๙ ความสำเร็จในดานการสื่อสารสวนใหญเกิดจาก พระราชดำริและการทดลองปฏิบัติของพระองค เปนสำคัญ โดยขาราชบริพาร ขาราชการที่ตามเสด็จ และหนวยงานที่เกี่ยวของไดสนองพระราชดำริตามที่ ไดพระราชทานคำแนะนำ อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหทำการทดลอง คนควา และวิจัยเกี่ยวกับงานทาง วิทยุสื่อสารและสายอากาศ ไดแก ระบบวิทยุทวน สัญญาณยานความถี่สูง และพัฒนาสายอากาศชนิด พกพา ดวยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพ ทางดานโทรคมนาคม พระองคไดพระราชทานความ ชวยเหลือแกประชาชน โดยเฉพาะราษฎรในทองถิ่น ทุรกันดารอยางตอเนื่อง ในการนี้สมาคมโทรคมนาคม แหงประเทศไทย จึงไดนอมเกลาฯ ถวายพระเกียรติ Telecom Man of the Nation เพื่อเทิดทูน พระอัจฉริยะภาพดานการสื่อสาร เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ปจจุบันเทคโนโลยีดานการสื่อสารไดพัฒนา ไปอยางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเปนอยางมาก โดยเฉพาะการสื่อสารดวยระบบอินเทอรเน็ตที่สงผล ใหโลกกลายเปนสังคมที่ไรพรมแดน และนำไปสู การหลอหลอมผูคนในสังคมโลกใหมีพฤติกรรมที่ แปรเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน ไมวาจะเปนการ แสดงออกทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจน ความคิดเห็นสวนตัวในประเด็นตาง ๆ แสดงใหเห็นวา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเล็งเห็นถึงความกาวหนา ความสำคัญ และความจำเปนของเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยใชระบบอินเทอรเน็ต เพื่อเปนชองทางใหประชาชน เขาถึงขอมูลองคความรูและสามารถเรียนรูเทคโนโลยี สมัยใหม ไดพระราชทานแนวพระราชดำริ ใหมี โครงการดานการสื่อสารเพื่อสนับสนุนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ คือ ๓๗
ศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกือบทุกแหงตั้งอยูในพื้นที่ซึ่งเปนแหลงเสื่อมโทรม มากอนและอยูหางไกลจากตัวเมืองหรือชุมชนขนาดใหญ ไมมีการสื่อสารโทรคมนาคมพื้นฐานและขาดแคลน อุปกรณเกี่ยวกับการติดตอสื่อสาร โดยเฉพาะไมมี เครือขายอินเทอรเน็ตไรสายใหบริการแกประชาชน แมบางศูนยศึกษาการพัฒนาฯ จะมีระบบเครือขาย อินเทอรเน็ตแลว แตก็มีใชเพียงในบางสวนงานและ มีเฉพาะบางจุดสำหรับการทำงานของศูนยศึกษา การพัฒนาฯ เทานั้น ไมมีสำหรับผูเขาชมศูนยศึกษา การพัฒนาฯ ทำใหบุคคลที่เขารวมกิจกรรมไมไดรับ ความสะดวกในการสื่อสารหรือสงขอมูลใหผูเกี่ยวของ รวมทั้งไมสามารถถายทอดเชื่อมตอขอมูลระหวาง ศูนยศึกษาการพัฒนาฯ อื่น ๆ ใหรับทราบไดอยาง รวดเร็วและกวางขวาง จึงมีการจัดทำเครือขาย อินเทอรเน็ตไรสาย ณ ศูนยศึกษาการพัฒนาฯ เพื่อเชื่อมโยงและสืบคนขอมูลขาวสารไดอยางรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ในป พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะกรรมการบริหารกองทุน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน และกิจการโทรคมนาคมแหงชาติ (กสทช.) ไดกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการ จัดสรรเงินกองทุน ในดานการดำเนินการใหประชาชน ไดรับบริการดานโทรคมนาคมอยางทั่วถึง โดยมุงเนน ไปที่การแกปญหาและลดอุปสรรคดานการติดตอ สื่อสารใหกับประชาชนในพื้นที่หางไกล ไดประกาศ กำหนดใหมีโครงการจัดทำเครือขายอินเทอรเน็ตไรสาย ที่ศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกศูนย และเปดโอกาสใหผูที่สนใจยื่นขอรับการสงเสริม และสนับสนุนเงินจากกองทุนตามขอบเขตงานดังกลาว การนำระบบเครือขายอินเทอรเน็ตไรสายความ เร็วสูงมาใชประโยชน เปนการสรางคุณคาและความ นาสนใจใหกับศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ อีกทั้งยังเปนชองทางในการรับและ เผยแพรขอมูลและการสืบคนขอมูลใหกับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทำให ศูนยศึกษาการพัฒนาฯ เปนแหลงเรียนรูที่ทันสมัย และสามารถเขาถึงขอมูลไดงาย และสะดวกยิ่งขึ้น๑ โครงการจัดทำเคร�อขายอินเทอรเน็ตไรสาย ศูนยศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำร� ๓๘
จากสายพระเนตรอันกวางไกลของในหลวงรัชกาล ที่ ๙ ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารวา การสื่อสารนั้นเปนปจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ทุกประเภท และเปนหัวใจของความมั่นคงสำหรับ ประเทศ รวมทั้งการสื่อสารเปนองคประกอบที่สำคัญยิ่ง ในการพัฒนาประเทศใหประชาชนอยูดีกินดีและมี ความสุขอยางยั่งยืน นอกจากนี้พระองคทรงไดพัฒนา ดานระบบวิทยุสื่อสารใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น และ ทรงใชเครื่องมือสื่อสารพกติดพระองค เพื่อประกอบ พระราชกรณียกิจตาง ๆ และรับสั่งผานทางวิทยุถึง หนวยงานที่เกี่ยวของในการชวยเหลือประชาชน ที่ประสบปญหาในพื้นที่ตาง ๆ ไดอยางทันทวงที รวมทั้ง พัฒนาระบบการสื่อสารดวยระบบอินเทอรเน็ตใหกับ ประชาชน ทำใหมีความสะดวกในการติดตอสื่อสาร เกิดความสะดวกและเขาถึงไดอยางรวดเร็ว ทุกสถานที่ ทุกเวลา และยังชวยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทำให เกิดการศึกษารูปแบบใหม และเปนการสรางการศึกษา ตลอดชีวิตใหกับประชาชนชาวไทย ซึ่งนับเปน พระมหากรุณาธิคุณตอคนไทยทั้งประเทศอยางยิ่ง ทำใหพระองคทรงไดรับการยกยองใหเปน “บิดาแหง การสื่อสารไทย” แหลงที่มา ๑ คณะกรรมการโครงการเฉลิมพระเกียรติของสภานิติบัญญัติแหงชาติ. (๒๕๖๐). ศาสตรของพระราชา : ผูนำโลกในการพัฒนาอยางยั่งยืน รวมกฎหมาย สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร. (พิมพครั้งที่ ๑). กรุงเทพมหานคร : บริษัท อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ๒ สยามรัฐ. (๒๕๖๓, ๔ ธันวาคม). หวนรำลึกพระราชกรณียกิจในหลวง ร.๙ ทิ้งไวให ปชช. ตามรอยพระมหากรุณาธิคุณ ‘ไอที-ระบบขนสง-ศก.พอเพียง’. สยามรัฐ, หนา ๖ ๓๙
บทบาทนายอำเภอกับการบร�หารจัดการพ��นที่ : Best Practice พ��นที่ภาคเหนือ บทความ ว�ชาการ พงศชนัตฐ เมื่อเดือนกุมภาพันธ ๒๕๖๗ ทีมงานสวนวิจัยและ ประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง ไดลงพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม เพื่อศึกษา วิจัยการปรับสมดุลการบริหารราชการสวนภูมิภาค กรณีศึกษา : บทบาทนายอำเภอกับการบริหารจัดการ เชิงพื้นที่ โดยไดพบการบริหารจัดการแบบบูรณาการ ที่เปนแบบอยางที่ดี หรือ Best Practice ที่สามารถ เปนแนวทางปฏิบัติใหไดนำไปประยุกตใชใหเหมาะสม กับแตละพื้นที่ จึงไดบันทึกมาบอกเลาสูทานผูอานครับ.. ประเทศไทยไดเขาสูฤดูรอนในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ ๒๕๖๗ ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา นับเปน หวงเวลาเดียวกับที่จังหวัดเชียงใหมไดประสบกับปญหา ไฟปาและฝุนละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เปนประจำ ทุกป โดยมีสาเหตุหลักเกิดจากการเผาในที่โลง และ การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งเปนปจจัย ที่ทำใหเกิดสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแนน เปนบริเวณกวาง ทำใหคุณภาพอากาศมีคาเฉลี่ยฝุนละออง ในอากาศสูงเกินเกณฑมาตรฐานอยูในระดับที่มีผลกระทบ ตอคุณภาพสิ่งแวดลอม สุขภาพอนามัยของประชาชน และอุตสาหกรรมการทองเที่ยวในพื้นที่ อีกทั้งการแกไข ปญหามลพิษดานฝุนละออง นับเปนนโยบายสำคัญ ของรัฐบาลและเปนวาระแหงชาติที่ตองดำเนินการ แกไขอยางตอเนื่อง.. ๔๐
๔) การระดมบุคลากร อุปกรณ ยานพาหนะ เครื่องมือ เครื่องจักรกลทุกประเภทจากหนวยงานตาง ๆ และประสานงานหนวยงานที่มีหนาที่เพื่อแกไขปญหา ใหทันสถานการณ ๕) จัดใหมีการติดตามและรายงานสถานการณ ปญหา และการแกไขปญหาไฟปาและฝุนละออง ขนาดเล็ก PM 2.5 ใหนายอำเภอทราบเปนระยะ นายชลิต ทิพยคำ นายอำเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม ไดใหสัมภาษณกองบรรณาธิการนิตยสาร เทศาภิบาล ถึงแนวความคิดในการบริหารจัดการเชิง พื้นที่ดวยภารกิจหลัก ๓ ดาน ไดแก ๑) Function ภารกิจตามอำนาจหนาที่ ๒) Agenda นโยบายระดับ ตาง ๆ ไดแก นโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง นโยบาย ผูวาราชการจังหวัด และ ๓) Area ภารกิจเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การแกไขปญหาไฟปาและฝุนละออง ขนาดเล็ก PM 2.5 ที่นายอำเภอ ในฐานะหัวหนา สวนราชการในระดับอำเภอ นายอำเภอหางดง ไดดำเนินการแกไขปญหาภายใตแนวทาง ๕ ดาน ดังนี้ ๑) การบูรณาการความรวมมือทุกภาคสวน ใหเขามา มีบทบาทในการปองกันและแกไขปญหาไฟปา และฝุนละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ตามมาตรการ และแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระแหงชาติ การแกไขปญหามลพิษดานฝุนละออง ๒) การกำหนดรูปแบบ วิธีการดำเนินการรณรงค และประชาสัมพันธ พรอมใหขอเสนอแนะการดำเนินงาน ตามแผนปฏิบัติการแกไขปญหาไฟปาและฝุนละออง ขนาดเล็ก PM 2.5 ๓) การกำหนดวิธีการประสานงานของหนวยงาน ในพื้นที่ใหชัดเจนและมีประสิทธิภาพ นายชลิต ทิพยคำ นายอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม ๔๑
นอกเหนือจากภารกิจการปองกันและแกไขปญหา ไฟปาและฝุนละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม นายชลิต ทิพยคำ เคยดำรงตำแหนง นายอำเภอแมออน จังหวัดเชียงใหม ไดปฏิบัติภารกิจ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมจนบรรลุ ผลสำเร็จและสามารถเปนตัวอยางในการปฏิบัติงาน ที่ดีใหกับพี่นองชาวปกครองได ดังนี้ โครงการรัก (ษ) แมออน พรอมใจสราง ๙๑๐ ฝาย ในพื้นที่ปาตนน้ำ ปลูกปา ๓,๒๑๔ ไร จำนวน ๓๕,๑๐๐ ตน โดยไดรับพันธุกลาไมจากศูนยเพาะพันธุกลาไมเชียงใหม สงเสริมเกษตรอินทรีย สืบสานศาสตรพระราชา จากในหลวงรัชกาลที่ ๙ สูรัชกาลที่ ๑๐ โดยสอดคลองกับ โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมูบานยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจาลูกเธอ เจาฟาสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และโครงการอำเภอบำบัดทุกข บำรุงสุข แบบบูรณาการอยางยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการจัดทำธรรมนูญหมูบาน การดูแลปา การดูแลกฎหมูบาน/ชุมชน จำนวน ๖ ตำบล ๔๙ หมูบาน รวมถึงจัดทำ MOU หนวยงานภาคีเครือขาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน การสงเสริมกลุมวิสาหกิจชุมชน การทองเที่ยว อยางยั่งยืน ตำบลแมทา และสงเสริมบานปานอต หมูที่ ๕ ตำบลแมทา อำเภอแมออน จังหวัดเชียงใหม ดวยการสงเขาประกวดกลุมเกษตรอินทรีย แมทา ออรแกนิค ที่ไดรับการสงเสริมจากภาคเอกชน รวมถึง กลุมทุนตาง ๆ ในพื้นที่มาอุดหนุนผลิตภัณฑผักอินทรีย ของกลุมแมทาออรแกนิค และนำไปจำหนาย ตามชองทางตาง ๆ เชน จริงใจมารเก็ต เปนตน ๔๒
ในยุคโลกาภิวัตนที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกมิติ อยางรวดเร็ว หนึ่งในภารกิจของนักบริหาร นั้นคือ การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งแนวคิด การทำงานที่นำมาฝากในเทศาภิบาลฉบับนี้ เปนแนวคิด Agile Methodology ที่ใหความสำคัญในเรื่อง ‘คน’ ‘การสื่อสาร’ และ ‘แนวทางที่จะนำไปใชพัฒนาสินคา และบริการ’ ขององคกรใหไดอยางรวดเร็ว เพื่อให สินคาและบริการเหลานั้นสามารถตอบสนองตอ ความตองการของผูใชงานรวมถึงผูบริโภคอยูเสมอ โดยที่เนนประสิทธิภาพมากกวาขั้นตอนการทำงาน โครงการเยี่ยมบานยามแลง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม ตามแนวทางของนายชลิต ทิพยคำ นายอำเภอหางดง เปนโครงการที่นายอำเภอไดบูรณาการ รวมกับหนวยงานตาง ๆ ลงพื้นที่ในชวงเวลาเย็น เพื่อพบปะประชาชนทุกหมูบาน การชวยเหลือผูยากไร ผูปวยติดเตียง กลุมเปราะบาง เพื่อสรางความใกลชิด ระหวางนายอำเภอ สวนราชการ กับชุมชน นับเปน อีกหนึ่งโครงการที่สอดคลองกับแนวคิด Agile Methodology โดยมีกรอบการทำงาน ไดแก นายนิรัตน พงษสิทธิถาวร ผูวาราชการจังหวัดเชียงใหม และ นายชลิต ทิพยคำ นายอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม ๔๓
๑) Scrum การทำงานเปนทีม เนนชี้เปาไปที่ปญหา เปนสำคัญ ๒) Lean การตัดสิ่งที่ไมจำเปนออกไป ทั้งเรื่อง ของคนหรือตำแหนงทับซอนกัน อาจจะทำการแบง เปนทีมเล็กเพื่อทำงาน เพื่อใหขั้นตอนและวิธีการตาง ๆ ลดลง รวมถึงลดการใชทรัพยากรสิ้นเปลือง เพื่อให คนทำงานจัดการงานไดอยางสะดวก รวดเร็วขึ้น ๓) Kanban มุงเนนเปาปลายทางของการทำงาน ที่มีประสิทธิภาพ โดยมองที่วิธีการเปนหลัก อาจแบงคน ออกเปนทีมยอย เพื่อความรวดเร็วในการตัดสินใจ ทั้งยังใชเทคโนโลยีตาง ๆ เขามาชวยใหคนทำงาน สะดวกขึ้น แนวคิด Agile Methodology เปนชุดความคิด ที่ใชสรางวัฒนธรรมองคกรและทัศนคติที่ดีในการ ทำงาน เนนการทำงานรวมกันเปนทีมอยางสรางสรรค มากกวาการเนนรูปแบบการทำงาน จากการดำเนินโครงการของที่ทำการปกครองอำเภอ หางดง จังหวัดเชียงใหม ที่ไดกลาวมาขางตน ทานผูอาน จะเห็นไดวา นายชลิต ทิพยคำ นายอำเภอหางดง ไดบูรณาการรวมกับภาคสวนตาง ๆ กำนัน ผูใหญบาน ฯลฯ ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจใหสอดคลองกับวิสัยทัศน “พื้นที่เขมแข็ง ประชาชนผาสุกในสังคมที่มั่นคง ปลอดภัย อยางยั่งยืน” อันเปนวิสัยทัศนของ กรมการปกครอง ใหสามารถเกิดขึ้นไดจริงในพื้นที่ อยางยั่งยืน สรางงาน สรางรายได สรางผลผลิตทาง การเกษตรที่มีมูลคาเพิ่มใหกับชุมชน เปนตัวอยางที่ดี สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหมและจังหวัดใกลเคียง เทศาภิบาล ฉบับนี้ขอจบการรายงานเพียงเทานี้ โอกาสหนาจะพบ กับตัวอยางการปฏิบัติงานจากพื้นที่ใด โปรดติดตาม ตอนตอไป สวัสดีครับ.. ๔๔
เงินตรา นับเปนสิ่งสำคัญที่ใชเปนสื่อกลาง ในการติดตอซื้อขาย แลกเปลี่ยนกัน ที่มาของเงินตรา ในประเทศไทยมีประวัติมายาวนาน ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ใหคำนิยาม ของคำวา “เงินตรา” วา น. (กฎ) เงินที่รัฐกำหนดขึ้นไว เพื่อใชชำระหนี้ไดตามกฎหมาย ไดแก เหรียญกระษาปณ และธนบัตร, (โบ) เงินที่ทำเปนกอนลักษณะคลาย ตัวดวงงอ มีตราจักรและตราประจำรัชกาล มีขนาด น้ำหนัก และราคาตางกัน ใชเปนเงินตราในการแลกเปลี่ยน, เงินพดดวง ก็เรียก.๑ โดยวิวัฒนาการเงินตราของไทย มีความเปนมาอยางไร เทศาภิบาลมีคำตอบคะ ว�วัฒนาการเง�นตราไทย กนกวรรณ บทความ ว�ชาการ ๔๕
• หมาย เปนกระดาษสีขาวพิมพตัวอักษรและลวดลายดวย หมึกสีดำ ประทับตราพระราชสัญลักษณประจำพระราชวงศจักรี รูปพระแสงจักร และพระราชลัญจกรประจำพระองครูป พระมหาพิชัยมงกุฎ ดวยสีแดงชาด เพื่อปองกันการปลอมแปลง หมายที่โปรดใหจัดทำมี ๓ ประเภท ไดแก หมายราคาต่ำ หมายราคาตำลึง และหมายราคาสูง อยางไรก็ตาม ดวยเหตุ ที่หมายเปนเงินตราชนิดใหม ในขณะที่ราษฎรยังคงคุนเคย กับเงินพดดวงซึ่งเปนเงินตราโลหะมาแตโบราณ จึงไมมี การใชกันอยางแพรหลายตามพระราชประสงค • อัฐกระดาษ ตอมาระหวางพุทธศักราช ๒๔๑๕ - ๒๔๑๖ ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เกิดปญหา เหรียญกษาปณชนิดราคาต่ำซึ่งเปนเงินปลีกที่ทำจากดีบุก และทองแดงขาดแคลน ประกอบกับมีการนำป ซึ่งเปน เครื่องหมายที่ใชแทนเงินในบอนการพนันมาใชแทนเงินตรา ในพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว จึงโปรดใหจัดทำเงินกระดาษชนิดราคาต่ำเรียกวา “อัฐกระดาษ” ใหราษฎรไดใชจายแทนเงินเหรียญที่ขาดแคลน แตอัฐกระดาษก็ไมเปนที่นิยมใชเชนเดียวกับหมาย จุดเริ่มตน...เริ่มจาก • หอยเบี้ย ประกับ เงินพดดวง ปกระเบื้อง และ เหรียญกษาปณ กอนที่จะมีการนำธนบัตรเขามาใชรวมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ ในระบบการเงินของประเทศ ชนชาติไทยไดใช “หอยเบี้ย ประกับ (ดินเผาที่มีตราประทับ) เงินพดดวง ปกระเบื้อง และเหรียญกษาปณ” เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับตางชาติและเปดเสรีทางการคา ทำใหเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จนไมสามารถผลิตเงินพดดวง ซึ่งเปนเงินตราหลักในขณะนั้นไดทันตอความตองการ ทั้งยังมี ผูทำเงินพดดวงปลอมออกใชปะปนในทองตลาด จนเปน ปญหาเดือดรอนกันทั่วไป ตอมาในพุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว จึงโปรดใหจัดทำ เงินกระดาษชนิดแรกขึ้นใชในระบบเงินตราของประเทศ เรียกวา “หมาย” ๔๖
• เงินกระดาษหลวง ขณะเดียวกันรัฐบาลในสมัยนั้นไดพิจารณาเห็นวา บัตรธนาคารที่สาขาธนาคารพาณิชยตางประเทศออกใชอยูใน ขณะนั้น มีลักษณะคลายกับเงินตราที่รัฐบาลควรจัดทำเสียเอง ในพุทธศักราช ๒๔๓๓ จึงไดเตรียมการออกตั๋วเงินของ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรียกวา “เงินกระดาษหลวง” โดยสั่งพิมพจากหางกีเชคเก แอนด เดวรีเอนท (Giesecke & Devrient) ประเทศเยอรมนี จำนวน ๘ ชนิดราคา เงินกระดาษหลวงไดสงมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ แตเนื่องจากความไมพรอมของทางการในการบริหาร จึงมิได นำเงินกระดาษหลวงออกใช • บัตรธนาคาร เงินกระดาษชนิดตอมา คือ บัตรธนาคารซึ่งธนาคาร พาณิชยตางประเทศสามธนาคารที่เขามาเปดสาขาในประเทศไทย ไดแก ธนาคารฮองกงและเซี่ยงไฮ ธนาคารชารเตอรแหง อินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแหงอินโดจีน ไดขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๒, ๒๔๔๑ และ ๒๔๔๒ ตามลำดับ เนื่องจากในชวงเวลานั้น รัฐบาลประสบปญหาไมสามารถผลิตเหรียญกษาปณไดทัน ตอการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ บัตรธนาคาร มีลักษณะ เปนตั๋วสัญญาใชเงินชนิดหนึ่งที่ใชอำนวยความสะดวกในการ ชำระหนี้ระหวางธนาคารกับลูกคา ดังนั้น การหมุนเวียนของ บัตรธนาคารจึงจำกัดอยูในวงแคบเฉพาะบุคคลที่มีความจำเปน ตองติดตอธุรกิจกับธนาคารดังกลาวเทานั้น อยางไรก็ดี บัตรธนาคารมีสวนชวยใหประชาชนรูจักคุนเคยกับเงิน ที่เปนกระดาษมากขึ้น และเนื่องจากมีระยะเวลาการนำออกใช นานกวา ๑๓ ป (พ.ศ. ๒๔๓๒ - ๒๔๔๕) ทำใหการเรียกบัตร ธนาคารทับศัพทวา “แบงกโนต” หรือ “แบงก” ในขณะนั้น สรางความเคยชินใหคนไทยเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช ในภายหลังวา “แบงก” จนติดปากมาถึงทุกวันนี้ ๔๗
• ธนบัตร จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๔๔๕ จึงเขาสูวาระ สำคัญในการออกธนบัตร กลาวคือ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดมีพระบรมราชโองการ ใหตราพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๔๕ อีกทั้งโปรดใหจัดตั้งกรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวง พระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหนาที่ออกธนบัตรและ รับจายเงินขึ้นธนบัตร และเปดใหประชาชนนำเงินตรา โลหะมาแลกเปลี่ยนเปนธนบัตร ตั้งแตวันที่ ๒๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๔๕ จึงนับวาธนบัตรไดเขามามีบทบาท ในระบบการเงินของไทยอยางจริงจัง นับแตนั้นมา ธนบัตรที่นำออกใชตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ นั้น มีลักษณะเปนตั๋วสัญญา ใชเงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจายเงินตราใหแกผูนำ ธนบัตรมายื่นโดยทันที ตอมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระปกเกลาเจาอยูหัว มีการประกาศใชพระราชบัญญัติ เงินตรา พุทธศักราช ๒๔๗๑ ซึ่งกำหนดใหเงินตรา ของประเทศประกอบดวยธนบัตรและเหรียญกษาปณ ตลอดจนใหธนบัตรและเหรียญกษาปณเปนเงิน ที่ชำระหนี้ไดตามกฎหมาย จึงเปนการเปลี่ยนลักษณะ ของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใชเงินมาเปนเงินตรา อยางสมบูรณ๒ ๔๘