อางอิง ๑พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. พิมพครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖. หนา ๒๙๓. ๒ ธนาคารแหงประเทศไทย. วิวัฒนาการเงินตราของไทย. สืบคนเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๗, จาก https://www.bot.or.th/th/our-roles/banknotes/ History-and-Series-of-Banknote-And-Commemorative/banknote-evolution.html ๓ ธนาคารแหงประเทศไทย. เงินอิเล็กทรอนิกส (e-Money). สืบคนเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๗, จาก https://www.bot.or.th/th/satang-story/digital-fin-lit/e-money.html ๔ SCB ไทยพาณิชย. ทำความรูจักเงินบาทดิจิทัล. สืบคนเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๗, จาก https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/growyour-wealth/baht-digital.html ในปจจุบัน มีการใช “เงินอิเล็กทรอนิกส (e-Money)” มากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเติมเงินหรือโอนเงินเขาไปใน กระเปาเงินอิเล็กทรอนิกส หรือที่เรียกวา e-Wallet เชน e-Wallet แอปพลิเคชันในโทรศัพทมือถือ๓ รัฐบาล ประเทศตาง ๆ ทยอยออกเงินสกุลดิจิทัลของตัวเอง เชน จีน สวีเดน ฝรั่งเศส และในอนาคตอันใกล ประเทศไทยก็จะมีสกุลเงินดิจิทัลสำหรับประชาชน โดยจะเขามาเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินที่มีอยู ไมได มาทดแทนเพื่อทำใหทางเลือกใดหายไป โดย “เงินบาทดิจิทัล” มีชื่ออยางเปนทางการวา Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) คือสกุลเงินที่ถูกสรางขึ้นมา ในรูปแบบดิจิทัลดวยเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเปน เทคโนโลยีเดียวกันกับคริปโทเคอรเรนซี ออกโดย ธนาคารกลางของประเทศไทย (ธปท.) โดยสกุลเงินดิจิทัล เรียกวา “บาทดิจิทัล” และเนื่องจากเงินบาทดิจิทัล เปนตัวเงินจริง แตอยูในรูปของดิจิทัลที่ไมสามารถ จับตองได (ไมไดอยูในรูปเงินสดหรือธนบัตรแบบเดิม) ดังนั้น จึงมีคาเทากับธนบัตร เชน เงินสด ๑๐๐ บาท เทากับ ๑๐๐ บาทดิจิทัล เปนตน เงินบาทดิจิทัลมีความแตกตางจากเงินสดที่อยูใน รูปธนบัตรและเหรียญกษาปณ คือ ปกติเวลาจะใชเงินสด ก็ตองถอนเงินฝากมาเพื่อใชจายเงินผานมือกัน ซึ่งตางจาก เงินบาทดิจิทัลที่ไมมีอะไรใหจับตองได แตเปนเงิน ที่ออกโดยธนาคารกลาง สามารถใชชำระหนี้ได ตามกฎหมายและมีสินทรัพยภาครัฐหนุนหลังเหมือนเงินสด โดยกอนจะใชงานไดจะตองนำเงินฝากหรือเงินสด มาแลกไปเก็บไวในกระเปาเงินดิจิทัล เชน ตองการ ๑๐๐ บาทดิจิทัล ก็ตองนำเงินสดหรือนำเงินไปฝาก ๑๐๐ บาท แลวเก็บเอาไวในแอปพลิเคชันบนสมารทโฟน ที่ทางธนาคารหรือผูใหบริการทางการเงินที่ไดรับอนุญาต จากธนาคารแหงประเทศไทยเปนผูดูแล แตหากไมมี สมารทโฟน อินเทอรเน็ตหรือบัญชีเงินฝากกับสถาบัน การเงินก็ยังสามารถเขาถึงการใชงานได เชน ผานการด ที่ใชแตะเพื่อรับจายเงิน ดังนั้น เงินบาทดิจิทัลจะเขามา เพิ่มความสะดวกสบาย ลดตนทุนการเดินทาง การฝาก ถอนหรือเก็บรักษาเงินสด เพิ่มประสิทธิภาพใหเงินสด นาใชขึ้นดวยเทคโนโลยีทางการเงินแบบใหม หรือตอยอด นวัตกรรมบริการการเงินใหม ๆ ในอนาคต และ ประโยชนของเงินบาทดิจิทัลยังมีผลตอเศรษฐกิจ คือ อัตราการหมุนเวียนในการจับจายใชสอยจะสะดวก รวดเร็ว ทำใหเกิดอัตราการหมุนเวียนของเงินจากการ บริโภค เศรษฐกิจประเทศมีโอกาสขยายตัวเติบโต อยางรวดเร็วขึ้นอีกดวย๔ ๔๙
คอลัมน ประจำ วรรณเฉลิม ประวัติความเปนมา : ดอกเอื้องแซะ เปนกลวยไม ซึ่งสมเด็จพระนางเจา สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง ทรงมีความสนพระราชหฤทัย ดอกเอื้องแซะมีกลิ่น หอมนวล ดวงดาว ๑๓ ดวง เปนสัญลักษณแทน จำนวนชาติพันธุทั้งหมดในจังหวัดแมฮองสอน เมฆหมอก สื่อถึง ภูมิอากาศของจังหวัดแมฮองสอน ที่ปกคลุมดวยสายหมอกทั้งสามฤดู ภูเขา สื่อถึง ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดแมฮองสอนที่โอบลอม ดวยปาเขาลำเนาไพร สายธาร สื่อถึง ลำน้ำปาย อันเปนสายน้ำหลักที่หลอเลี้ยงชีวิตและทุกสรรพสิ่ง ของชาวจังหวัดแมฮองสอน ขอมูลการขึ้นทะเบียน : คณะกรรมการคัดเลือกลายผาอัตลักษณประจำ จังหวัดแมฮองสอน มีมติเห็นชอบให “ลายเอื้องแซะ ราชินีกลวยไมหอมแหงเมืองสามหมอก” เปนลายผา อัตลักษณประจำจังหวัดแมฮองสอน รายละเอียดการทอผา : การทอผา “ลายเอื้องแซะ ราชินีกลวยไมหอม แหงเมืองสามหมอก” ตองอาศัยความอดทน ใจเย็น เพราะความละเอียดของลวดลาย ตองใชเวลาในการทอ ลงบนผืนผา ที่ละเสน เพื่อใหไดผาทอที่สวยงาม ทั้งสีสันและลวดลาย ผาทอกะเหรี่ยง ลักษณะการทอผากะเหรี่ยง หนาจะแคบเนื่องจากการทอแบบกี่เอวนั้นมีขอจำกัด เรื่องขนาดของหนาผา ความกวางของผาทอจะกวางสุด ตามขนาดของเอวผูทอ การทอลายจกโดยใชกี่เอว นับวาเปนวิธีการทอลวดลายที่มีเทคนิคการทอยากที่สุด ซึ่งมีเสนพุงพิเศษที่สรางลวดลายควบคูกันไปขณะที่ทอ ดวยการใชนิ้วลวงเขาไปในดายยืนแลวเอาดายสีตาง ๆ แทรกเขาไปขณะที่ทอสลับกับการสอดดายพุง เมื่อทอ เปนผืนแลวดายที่แทรกเขาไปนั้นจะปรากฎเปนลวดลาย นูนบนผืนผา เกิดเปนลวดลายที่สลับชับซอนหลากหลาย สีสันและสวยงาม อัตลักษณผาไทยประจำจังหวัด ผาลายเอื้องแซะ ราช�นีกลวยไมหอมแหงเมืองสามหมอก ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดแมฮองสอน ๕๐
ประวัติความเปนมา : ผาทอลายราชวัตร แตเดิมมีชื่อเรียกวา “ลายกานแยง” หรือลายคอนกเขา เหตุเพราะมีลวดลายผาคลายกับ ขนคอของนกเขาชวา ในสมัยของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดเสด็จประพาสเมืองสงขลา และแหลมมลายู ทรงเยี่ยมราษฎรชาวเกาะยอ คุณยายก่ำ ภัทรชนม ไดนำผาทอมือที่สวยที่สุด ในสมัยนั้นขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว เปนผาที่ทอจากกี่มือ (๔ ตะกอ) พระองค พอพระราชหฤทัยเปนอยางมากจึงพระราชทาน ชื่อใหใหมวา “ลายราชวัตร” ขอมูลการขึ้นทะเบียน : จังหวัดสงขลา ไดประกาศรับรองผาลาย “ราชวัตร” เปนผาลายอัตลักษณประจำจังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕ รายละเอียดการทอผา : ผาทอเกาะยอ เปนลายที่มีความประณีต สวยงาม มีความมันเงางามอยูในตัว มีลักษณะการทอคือ การทอสลับสีและการทอยกดอก ๑. การทอสลับสี เปนการทอแบบพื้นบานคือ การทอผาที่ใชตะกอเพียง ๒ ตะกอ โดยทำการยก เสนดายยืนเพื่อสอดดายพุงเขาไปทำใหเกิดเปนผืนผา การทอผาแบบพื้นบานแบงออกเปน ๒ ประเภท ไดแก ๑.๑ การทอสลับสี เปนการทอผาสลับสี ทั้งดายยืนและดายพุง เชน การทอผาขาวมา ๑.๒ การทอแบบตีเกลียวสลับสี เชน ผาหางกระรอก ผาจาสมุท (ตาสมุก) หรือลายตะเครียะ ๒. การทอยกดอก เปนการทอผาเพื่อใหเกิด เปนลวดลายตางๆ จะใชตะกอเปนตัวทำลวดลาย ในการทอผาเกาะยอมีตั้งแต สองตะกอ สี่ตะกอ หกตะกอ แปดตะกอ จนถึงสิบสองตะกอ เชน ผาลายตาง ๆ ซึ่งคุณภาพและความละเอียดของ ลวดลายก็ขึ้นอยูกับจำนวนของตะกอที่ใช ขั้นตอน การทอผาในกี่กระตุกมีดังนี้ ขั้นที่ ๑ สับตะกอใหดายแยกออกจากกัน โดยใชเทาเหยียบคานเหยียบที่อยูขางลางเพื่อเปด ชองวางสำหรับใหดายพุงผานเขาไปได ขั้นที่ ๒ ใชมือพุงกระสวยดายพุงใหสอดไป ตามหวางดายที่มีชองสอดกระสวยซึ่งทำดวยไม ขั้นที่ ๓ ปลอยเทาที่เหยียบคานเหยียบออก เพื่อใหดายพุงรวมเปนหมูเดียวกันตามเดิม จากนั้น กระทบฟนหวีโดยแรงฟนหวีจะพาดายพุงใหเขามา ประชิดกันเปนเสนตรง ขั้นที่ ๔ เหยียบคานเหยียบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงกันขามกับขั้นที่ ๑ กระทบฟนหวีโดยแรง อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงพุงดายเสนที่ ๒ จะทำใหไดผา เนื้อแนนขึ้น ผาลายราชวัตร ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดสงขลา ๕๑
ประวัติความเปนมา : การทอผาเหยียบลายลูกแกว เปนภูมิปญญา ชาวจังหวัดศรีสะเกษที่ไดรับการสืบทอดมากวา ๒๐๐ ป ซึ่งมีชื่อเรียกเดิมวา ผาแพรเหยียบ หรือผาเหยียบ หรือผาเก็บ เรียกตามลักษณะวิธีการทอที่เกิดจาก การเหยียบไมสลับตะกอ เพื่อใหเกิดลวดลายในตัวผา ก็คือลายลูกแกว ลักษณะลวดลายเปนลายขิดรูปสี่เหลี่ยม โดยทั่วไปเปนสี่เหลี่ยมขนมเปยกปูน ชอนกัน ๖ วง ตรงใจกลางแตละวงเปนกลุมขิดเล็ก ๆ ที่เรียกวา บักจับ ถัดมาเรียกวา หนวย ซึ่งเปนรูปสี่เหลี่ยม สวนวงนอกสุดมีลักษณะเปนลายตอกันเปนตาราง เรียกวา เอื้อ ลวดลายเกิดจากการใชเทาเหยียบไม เพื่อสลับตะกอใหเกิดลายลูกแกว ขอมูลการขึ้นทะเบียน : คณะกรรมการพิจารณาลายผา มีมติเห็นชอบให “ผาเหยียบลายลูกแกว” เปนผาลายอัตลักษณ ประจำจังหวัดศรีสะเกษ รายละเอียดการทอผา : ลักษณะการทอเหมือนผายก คือมีลักษณะ การทอแบบยกดอกตลอดทั้งผืน ซึ่งมีการเก็บลวดลาย ไวกับฟมทอผาที่เรียกวา ตะกอ หรือเรียกวา เขา ลักษณะพิเศษของผาเหยียบลายลูกแกวคือมีจำนวน ตะกอตั้งแต ๔ ตะกอขึ้นไป ซึ่งในพื้นที่จังหวัด ศรีสะเกษ นิยมทอ ๔ ตะกอ เพราะจะไดลายผา ที่เหมาะสมพอดีตัว ลายไมเล็กหรือใหญเกินไป การเหยียบไมเปนการบังคับเขาฟมตองเหยียบ สลับเขาฟมไปมา มีรูปแบบตายตัวหามสลับ จึงจะ ไดลายผาที่ถูกตองสวยงาม ซึ่งการทอที่ถูกตองเอื้อ จะตองมีความตอเนื่อง ลายไมกระโดดหรือขาด ออกจากกัน ผาเหยียบลายลูกแกว ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดศร�สะเกษ ๕๒
ประวัติความเปนมา : ลายผาสุวรรณวัชร เปนลายที่ประยุกตมาจาก ลายกรวยเชิงที่ลายเสาในวัดใหญสุวรรณาราม ซึ่งจะ มีเสาอยูทั้งหมด ๕ คู เสาทุกตนจะมีลายกรวยเชิง เหมือนกันอยูดานลาง “สุวรรณ” หมายถึง วัดใหญ สุวรรณราม “วัชร” แปลวา เพชร หมายถึง จังหวัด เพชรบุรี ขอมูลการขึ้นทะเบียน : คณะกรรมการคัดเลือกลายผาอัตลักษณประจำ จังหวัดเพชรบุรี มีมติเห็นชอบให “สุวรรณวัชร” เปนลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดเพชรบุรี รายละเอียดการทอผา : ผาลายสุวรรณวัชร เปนลายที่ละเอียดและวิจิตร จึงใชเทคนิคขิดในการทอผา กลาวคือ ผูทอใชไม เก็บขิดสะกิดซอนเครือเสนยืนขึ้น เปนจังหวะตาม ลวดลายหนาผาและพุงกระสวยสอดเสนพุงพิเศษ และเสนพุงเขาไปตลอดแนวเครือเสนยืนที่ถูกงัด ชอนขึ้น ชวงจังหวะของความถี่-หางที่เครือเสนยืน ถูกกำหนดไวดวยไมเก็บขิด เกิดเปนลวดลายขิดขึ้น ผาลายสุวรรณวัชร ลายผาอัตลักษณประจำจังหวัดเพชรบุร� ๕๓
MISSION TO THE MOON คอลัมน ประจำ อะ อะ ตาว�เศษเห็นนะ ! งานว�จัยเผยยิ�งจับตามอง พนักงานยิ�งไมอยากทำงาน การสำรวจพบวา ในชวงเดือนเมษายน ป ๒๐๒๐ บริษัทตางพากันหาซอฟตแวรที่ใชในการจับตามอง พนักงาน จนการคนหาบนเว็บไซตนั้นเพิ่มขึ้นถึง ๑,๗๐๕% และยอดขายของระบบตาง ๆ เพิ่มขึ้น จำนวนมาก เชน ระบบเฝาสังเกตหนาจอ ระบบติดตาม การพิมพบนคียบอรด หรือระบบติดตาม GPS เปนตน แตการจับตามองเชนนี้ทำใหพนักงานขยันและ ตั้งใจทำงานขึ้นจริงหรือ ? งานวิจัยบอกวาไมเลย ! เพราะยิ่งทำแบบนี้ พนักงานยิ่ง “ไมอยากทำงาน” เช็กอินทุก ๆ สามชั่วโมง.. เจานายใช Remote Access แอบเขามาดู.. ตองขยับเมาสตลอด จะไดรูวาทำงานนะ.. และอื่น ๆ อีกมากมาย ! ปจจุบันมีสารพัดวิธี ที่บริษัทคิดคนเพื่อ “จับตามอง” (หรืออาจจะเปน “จับผิด”) พฤติกรรมของพนักงาน ในชวงที่ตอง Work From Home ๕๔
ทำไมการจับตามองถึงสงผลเสียมากกวาผลดี บทความเรื่อง Monitoring Employees Makes Them More likely to Break Rules จากเว็บไซต Harvard Business Review เลาถึงงานวิจัยของ ดอกเตอรเชส ธีล และทีมงาน ในงานวิจัยแรกพวกเขา สำรวจพนักงาน ๑๐๐ คน ทั่วสหรัฐอเมริกา ทั้งคนที่ถูก บริษัทจับตามองตอนทำงาน และคนที่ไมถูกจับตามอง ผลพบวาพนักงานที่ถูกจับตามองนั้น มีแนวโนม ที่จะแอบอูงาน ไมทำตามคำสั่ง ทำลายขาวของบริษัท แอบขโมยของในออฟฟศ และจงใจทำงานชา ๆ ในงานวิจัยตอมาพวกเขาสำรวจพนักงานอีก ๒๐๐ คน โดยใหพนักงานเหลานี้ทำภารกิจบางอยาง โดยบอก บางคนวาพวกเขาถูกจับตาดูอยู ผลพบวาพนักงาน ที่ ‘รูตัว’ วาถูกจับตามองมีแนวโนมวาจะ ‘โกง’ มากกวา พนักงานคนอื่น ๆ ที่ไมรูวาถูกสอดแนม ทำไมยิ่งถูกสอดสองยิ่งอยากแหกกฎ โดยปกติแลวมี ๒ ปจจัยที่ทำใหมนุษยทำในสิ่งที่ ถูกตอง ๑) ถูกบังคับจากปจจัยภายนอก เชน กฎ การลงโทษ หรือการใหรางวัล และ ๒) ทำเองเพราะ มีศีลธรรมในใจ ในกรณีนี้ ผลวิจัยแสดงใหเราเห็นวา เมื่อพนักงาน รูตัววาถูกจับตามอง พวกเขามักจะรูสึกวาบริษัท ไมเชื่อใจ และมองวาพวกเขาไมมีความรับผิดชอบ ตอการกระทำของตนเอง ทำใหพวกเขาเลือกที่จะทำผิด กฎนั่นเอง ในการทดลอง พนักงานบางคนมองวา คนที่ตอง ‘รับผิดชอบ’ การกระทำนั้นไมใชพวกเขา แตเปน ‘หัวหนาที่คอยสอดสอง’ พวกเขาตางหาก ในทาง ตรงกันขาม พนักงานที่ไมถูกสอดแนมมักจะรับผิดชอบ การกระทำของตนเองมากกวา ในกรณีที่เกิดขอผิดพลาด แลวบริษัทตองใชวิธีไหนในการติดตามการทำงาน ของพนักงาน แมการจับตามองพนักงานจะสงผลเสียมากกวา ผลดี แตก็ไมไดหมายความวาบริษัทตองเปลี่ยนวิธีใหม ทั้งหมด ! เพราะงานวิจัยยังพบอีกวา หากพนักงาน รูสึกวาพวกเขาไดรับ ‘ความยุติธรรม’ พวกเขาจะ ไมทำพฤติกรรมตอตาน เชน การอธิบายใหชัดเจนวา บริษัทจะสอดสองอยางไรบาง จะไดขอมูลอะไร ไปจากพนักงานบาง และบริษัทจะนำขอมูลอยางนี้ ไปใชงานอยางไร หากเปนไปได ควรใหสิทธิ์พนักงาน ในการเขาดูขอมูลที่ถูกเก็บไปไดดวย และถาจะใหดียิ่งกวานั้น ขอมูลที่เก็บไปควรสราง ประโยชนใหแกพนักงาน เชน ขอมูลพบวาพนักงาน ใชเวลาในการทำงานพารต A นานเกินจำเปน บริษัท ควรวิเคราะหตอวา ‘เพราะอะไร’ ถึงใชเวลานาน ถาเปนเพราะความจุกจิกของงาน อาจมีการแนะนำ ใหใชเครื่องมือที่จะชวยใหทำงานไดเร็วขึ้น หรือ ถาเปน เพราะพนักงานไมถนัดงานนั้น ๆ บริษัทควรอนุญาต ใหพนักงานลงเรียนเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาตนเอง แมจะไมใชวิธีที่หลายคนชอบนัก แตการจับตามอง พนักงานเปนสิ่งที่หลายบริษัทจำเปนตองทำ ดังนั้น ควรใชอยางระมัดระวังและถูกตอง สื่อสารกับพนักงาน อยางชัดเจนและโปรงใส ไมเชนนั้นจะกอใหเกิดผลเสีย มากกวาผลดี อางอิง https://bit.ly/3Injrxr #missiontothemoon #missiontothemoonpodcast #psychology ๕๕
คอลัมน ประจำ สวนว�เทศสัมพันธ กองว�ชาการและแผนงาน ๕๖
๕๗
ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล คอลัมน ประจำ ทานที่เคยดูภาพยนตรตางประเทศที่มีคำแปล ภาษาไทยกำกับอยูคงจะไดเคยพบวา บางครั้งผูเปนพอ จะพูดกับลูกโดยใชคำสรรพนามแทนตัวเองวา ผม และแทนตัวลูกวา คุณ ทั้ง ๆ ที่ผูเปนลูกเปนเด็กอายุ ไมถึง ๑๐ ขวบ ฟงดูจะรูสึกขัดหูมาก เพราะไมมี พอคนไหนในเมืองไทยจะใชคำพูดกับลูกอยางนี้ คำแทน ตัวผูพูดและผูที่เราพูดดวย ซึ่งเรียกเปนศัพททาง ไวยากรณวา คำสรรพนาม นั้น ในภาษาไทยเปนคำ ที่สะทอนวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดออนมากกวา คำสรรพนามในภาษาอื่น ๆ ถาจะแปลคำสรรพนามของไทยเปนภาษาอังกฤษ เราจะแปลไดอยางงายดาย เพียงแตรูวาเปนบุรุษที่หนึ่ง คือผูพูด หรือบุรุษที่สองคือผูที่พูดดวยเทานั้น เพราะ ในภาษาอังกฤษจะใชสรรพนาม I กับ You เปนสวนใหญ ถาเปนบุรุษที่สาม คือ ผูที่พูดถึง จึงตองการรายละเอียด วาเปนผูหญิงหรือผูชาย คนเดียวหรือหลายคน แตเมื่อจะแปล I หรือ You จากภาษาอังกฤษ เปนภาษาไทย ผูแปลจะตองพบความลำบาก เพราะ ไมสามารถจะหาคำแปลไดในทันที ผูแปลจะตองหา ขอมูลใหไดกอนวา ผูใชคำวา I นั้นเปนใคร เพศอะไร อายุมากนอยเพียงใด กำลังพูดกับใคร มีความสัมพันธ กับผูพูดในสถานใด เปนญาติลำดับใด หรือเปน คนที่รูจักกัน ถารูจักกัน ก็ตองรูวารูจักกันมากนอย เพียงใดสนิทสนมแคไหน เปนครูกับศิษยหรือเปนเพียง คนแปลกหนา เปนตน และขณะที่พูดนั้นพูดอยางเปน ทางการอยางลำลอง หรือเปนกันเอง เนื้อความที่พูดนั้น พูดอยางออนนอมถอมตน พูดอยางปรกติธรรมดา หรือกำลังโกรธ นอกจากนี้ ยังจะตองรูวาผูพูดนั้น มีพื้นฐานทางสังคมระดับใดผูที่มีพื้นฐานทางสังคม ตางกันก็อาจใชคำที่ตางกันออกไปอีก ในภาษาไทย จึงพูดไดวา คำสรรพนามสะทอนวัฒนธรรมไทย อยางชัดเจน คำสรรพนามในภาษาไทย สะทอนวัฒนธรรมไทย he/himshe/her they/them ๕๘
การใชคำวา เกลากระหมอม กระหมอม หรือ ผม สรรพนามบุรุษที่ ๒ นั้น แสดงใหเห็นถึงวัฒนธรรมไทย ที่ยกผูอื่นขึ้นสูง ถอมตัวเองลงใหต่ำลงไป จนมิอาจ นำตัวมาเทียบกับผูที่ตนพูดดวย ตองเอาสวนที่สูงที่สุด ในตัว คือศีรษะมาพูด และเพื่อแสดงการยกยองใหเห็น เดนชัดขึ้นก็นอมตัวลงไปถึงเทาของผูที่ตนพูดดวย ถึงเพียงนี้ยังมิพอ ยังมิบังอาจพูดกับเทาแตขอพูดกับ ใตเทา คำวา “ใตเทา” จึงเปนคำแสดงความเปรียบเทียบ ที่นำมาใชเปนคำสรรพนามบุรุษที่ ๒ แทนผูที่พูดดวย เมื่อผูที่พูดดวยเปนพระราชวงศ หรือเปนพระเจาแผนดิน ก็ตองลดตัวลงใหต่ำลงไปอีก คำวา ใตเทา ตองเปลี่ยน มาเปน ใตฝาพระบาท ใหเปนราชาศัพทชั้นหนึ่ง แลวจึงเลื่อนเปน ใตฝาละอองพระบาท หรือ ใตฝา ละอองธุลีพระบาท ตามลำดับ จากชั้นหมอมเจา พระองคเจา ขึ้นไปจนถึงพระมหากษัตริย อยางไรก็ตาม คำสรรพนามซึ่งพระเจาแผนดิน ทรงใชเองนั้น กลับมิใชคำยกพระองคเอง หากเปน คำแทนตัวตามปรกติ และถาผูที่ทรงมีพระราชปฏิสันถาร ดวยเปนผูที่ควรยกยองประการใด ก็จะทรงใชคำยกยอง นั้น ๆ ตามควรแกฐานะดวย พระราชวงศชั้นรองลงมา ก็ไมใชคำราชาศัพทสำหรับตนเอง แตใชสำหรับผูอื่น ซึ่งสมควรใชคำราชาศัพทหรือคำยกยองอื่นเชนเดียวกัน พระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจำชาติ เปนศาสนา ที่คนสวนใหญของประเทศนับถือและยึดมั่น พระสงฆ ผูสืบทอดศาสนาจึงเปนผูที่ไดรับความเคารพอยางสูง ในฐานะผูที่ประพฤติตนอยูในกรอบของคุณงามความดี เปนผูที่มีศีล ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรม และ นำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจามาเผยแผ ใหพุทธศาสนิกชนทราบและปฏิบัติตอไป การพูดกับ พระภิกษุสงฆจึงใชคำแสดงความยกยอง เชน ใชสรรพนาม แทนตัวเองดวยคำสุภาพ ดิฉัน กระผม ใชสรรพนาม แทนพระภิกษุ ทาน พระคุณเจา วัฒนธรรมไทยที่สะทอนออกมาจากคำสรรพนาม มีหลายประการ เชน การมีสัมมาคารวะ การรูจักเด็ก รูจักผูใหญ ความออนนอมถอมตนและยกยองใหเกียรติ ผูอื่น การใหความสำคัญกับชายหญิง ความผูกพัน ระหวางครอบครัวและเครือญาติ การกลมกลืน ปรับเปลี่ยนตามสถานการณทั้งในดานอารมณ สังคม และ สภาวการณโลก ในภาษาวรรณคดียังใหความสำคัญ แกมนุษย อมนุษย และสัตวตาง ๆ อีกดวย เมื่อไทยติดตอกับเขมร ซึ่งมีการยกยองพระเจาแผนดิน เปนเทวราชา และใชราชาศัพทกับพระเจาแผนดิน การใชราชาศัพทก็แพรเขามาในภาษาไทยดวย ไทยนำคำบาลี สันสกฤตและคำเขมร ซึ่งถือวาเปนศัพท ที่มีฐานะสูงกวาคำธรรมดา ๆ ในภาษาไทย มาใชใหเปน ภาษาเฉพาะพระเจาแผนดิน คนไทยนับถือพระพุทธศาสนา เปนที่เคารพสักการะสูงสุด พระพุทธเจาผูทรงพระคุณ อันประเสริฐยิ่งกวาผูใดในโลกเปนผูที่พุทธศาสนิกชน บูชาและเทิดทูนยกยองสูงสุด พุทธศาสนิกชนจึงเรียก ตัวเองวาเปน ขาของพระพุทธเจาเมื่อตองการแสดง การยกยองพระเจาแผนดินจึงนำคำวา ขาพระพุทธเจา มาใชเปนคำสรรพนามแทนตัวเองเมื่อพูดกับพระเจาแผนดิน ดวยสรรพนามคำนี้ถือเปนสรรพนามขั้นสูงสุด เมื่อพูดกับพระราชวงศรองลงมาก็ใชคำที่ถือวา รองลงมา เชน เกลากระหมอม กระหมอม ผูหญิงใชวา เกลากระหมอมฉัน หมอมฉัน การใชคำวา กระหมอม เปนคำพูดแทนตัวเอง เมื่อพูดกับผูที่เปนพระราชวงศ ซึ่งถือวาเปนบุคคลที่มีฐานะสูงกวาตน อยางนี้ ยอมสะทอนใหเห็นถึงวัฒนธรรมไทยที่มีฐานะสูงกวาตน อยางนี้ ยอมสะทอนใหเห็นถึงวัฒนธรรมไทย ที่ถือวาศีรษะเปนของสูง เมื่อพูดกับคนที่สูงกวาจึงไมได เอาตัวเองไปพูดดวย หากยกเอาสวนที่สูงที่สุดของตัว คือ กระหมอม ไปพูด การใชคำวา ผม เปนคำสุภาพทั่วไป ก็ดวยเหตุผลเดียวกัน ๕๙
ความสัมพันธที่มีตอกัน ถาผูที่พูดดวยเปนคนที่มีฐานะ คุณวุฒิ หรือวัยวุฒิสูงกวา ผูพูดจะใชคำสุภาพแสดง ความออนนอมถอมตนแทนตัวเอง เชน อีฉัน ดิฉัน บาว กระผม สวนผูที่พูดดวยก็จะใชคำยกยองวา ทาน คุณ คุณทาน ใตเทา ถาผูพูดมีฐานะสูงกวาผูที่พูดดวย ก็จะ ไมใชคำยกยอง แตใชคำที่แสดงความเมตตาเอ็นดู เชน หนู แมหนู พอหนู เจา เธอ นอกจากนี้ ก็อาจจะใชคำเรียกญาติโดยแนวเทียบวัย ของผูที่พูดดวยกับญาติของตน และใชคำวา หลาน ลูก นอง พี่ ปา นา อา ลุง ตา ยา ยาย ฯลฯ ไดอยางสนิทสนม คำนับญาติเหลานี้ใชเปนคำสรรพนามในภาษาไทย ไดอยางสมบูรณ ทั้งนี้เพราะคนไทยมักจะมีความรัก ความนับถือกันประดุจญาติ ในยามโกรธหรือมีการทะเลาะกัน คำสรรพนาม ที่ใชอาจจะเปลี่ยนไปเปนคำที่ถือวาหยาบ เชน คำวา กู มึง ขา เอ็ง แตถาพิจารณาที่มาของคำก็จะพบวา คำเหลานี้ไมไดมีความหมายไปในทางหยาบคายหรือ ดูถูกดูหมิ่นใด ๆ แทจริงเปนคำธรรมดาซึ่งพี่นองไทย แตกอนเคยใชอยางปรกติ แตไดมาถูกลดฐานะลงเปน คำไมสุภาพเทานั้นเอง ปจจุบันคำสรรพนามเหลานี้ ยังมีคนบางกลุมที่มีฐานะทางสังคมเทาเทียมกัน และ มีความสนิทชิดชอบเปนเพื่อนรวมกลุมกันใชเปนภาษา ปรกติและไมถือวาไมสุภาพ พี่นองไทยซึ่งอยูนอก ประเทศไทย เชน คนไทที่คุนหมิง เชียงของ เชียงมวน ยังคงใชคำเหลานี้เปนภาษาปรกติ และจัดเปนคำสุภาพ เสียดวยซ้ำ อยางไรก็ตาม ภาษาไทยที่ใชในประเทศได เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนคำวา กู มึง ขา เอ็ง ลดฐานะ ลงเปนคำไมสุภาพเสียแลว และไดมีการนำคำอื่น มาใชใหเปนภาษาสุภาพและภาษาชั้นสูง เปนการ เปลี่ยนแปลงที่เปนไปตามความนิยมและยินยอม ของสังคมแลว ถาถามวาเมื่อเปนเชนนี้ เราควรจะกลับไป แตถาภิกษุรูปนั้นเปนญาติ คนไทยซึ่งมีความผูกพัน กับครอบครัว แมแตกับผูที่สละและตัดขาดจากโลกแลว ก็อดไมไดที่จะแสดงความสัมพันธฉันญาติในคำสรรพนาม ที่พูดกับพระภิกษุดวย และดวยความที่ถือวาภิกษุ เปนบุคคลที่อยูในศีลธรรม เปนผูบริสุทธิ์ เปนศิษย พระตถาคต จึงนำคำวา หลวง ซึ่งแปลวา ใหญ มาประกอบ คำลำดับญาติ และเรียกพระภิกษุวา หลวงตา หลวงลุง หลวงอา หลวงนา เปนตน สวนพระภิกษุเองนั้นจะใชคำสรรพนามแทนตัววา อาตมา อาตมภาพ ซึ่งเปนคำแสดงความไมผูกพัน ไมเกี่ยวของทางโลกกับผูใด อันเปนหลักธรรมและ แนวปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา ในหมูญาติพี่นอง คนไทยนิยมใชคำแสดงลำดับญาติ มาใชเปนคำสรรพนามดวย ถอยคำที่ใชพูดกันจะแสดง ใหเห็นถึงความสัมพันธของผูพูดและผูฟงตามลำดับศักดิ์ ของญาติ โดยใชคำลำดับญาตินั้นเองเปนคำสรรพนาม แทนตัวผูพูดและผูฟง คำวา ทวด ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลุง ปา นา อา พี่ นอง ลูก หลาน จึงใชเสมือนหนึ่ง เปนคำสรรพนาม ตามศักดิ์แหงผูใชภาษานั้น บางทานอาจจะคิดวาคำบอกลำดับญาติเหลานี้ เปนคำนาม มิใชคำสรรพนามเพราะมีความหมายในตัว ชัดเจน ไมไดใชแทนคำอื่น แตถาจะมองในดานหนาที่ จะเห็นวา คำบอกลำดับญาติเหลานี้มีหนาที่เปนคำ สรรพนามไดทั้งบุรุษที่ ๑ บุรุษที่ ๒ และในบางกรณี เปนสรรพนามบุรุษที่ ๓ ดวย คำบอกลำดับญาติเหลานี้ อาจจะเติมคำยกยอง เชน ทาน คุณ หรือคำแสดง ความยกยองอื่น ๆ เชน หลวง หมอม เสด็จ สมเด็จ นำหนาดวย เชน หลวงตา หลวงลุง หมอมยา เสด็จอา สมเด็จแม ในการพูดกับผูที่มิใชญาติ คนไทยจะใชคำบอก ลำดับญาติโดยอนุโลม การที่จะเลือกใชคำใดกับผูใด ผูพูดจะเทียบดูฐานะ อายุ ความสนิทสนม หรือ ๖๐
คำเหลานี้หลุดออกมาจากปากของเด็กสาว ๆ ซึ่งดูทาทาง เปนคนที่ไดรับการศึกษาแลว หรือเปนผูซึ่งควรไดรับ การอบรมสั่งสอนมาอยางดี การที่เด็กวัยรุนบางกลุมในปจจุบันนิยมพูดจา หยาบคายอาจจะเปนเพราะตองการที่จะตอตานสังคม หรือตองการเรียกรองความสนใจเปนพิเศษ เด็กบางกลุม อาจคิดคำใชเฉพาะกลุม เชน ใชคำวา เพื่อน เปน คำสรรพนามแทนตนเองและแทนผูที่พูดดวย เชน “วันนี้เพื่อน (ฉัน) จะไปดูหนัง เพื่อน (เธอ) ไปดวยกันไหม” บางคนใชคำวา ตัวเอง หรือ เรา แทนตนเองและ แทนผูที่พูดดวย เชน “ตัวเอง (ฉัน) เบื่อจังเลย อยากไป ฟงเพลงไปดวยกันไหมตัวเอง (เธอ)” การใชคำสรรพนาม อยางนี้อาจทำใหเขาใจผิดได ผูที่ไมอยูในเหตุการณ หรือคนนอกวงการ ก็อาจจะไมเขาใจคำพูดบางประโยคได เชน ประโยควา “ใครจะไมรักตัวเอง” ซึ่งเปน ขอความที่ผูพูดอาจพูดโดยเวนจังหวะระหวางคำวา รัก กับ ตัวเอง นิดหนึ่ง บางคนอาจะเขาใจวาขอความนั้น หมายความวา “ใครจะไมรักตัวเอง ทุกคนรักตัวเอง ทั้งนั้น” แตที่จริงผูพูดพูดเพื่อปลอบใจผูฟงหรือ ผูที่ผูพูดกำลังพูดดวยนั้นวา “ใคร ๆ ก็รักเธอทั้งนั้น” เปนตน เทาที่สังเกตคนที่นิยมใชคำวา ตัวเอง นอกจาก จะเปนเด็กวัยรุนที่เปรี้ยวจัดแลวก็มีคนอีกกลุมหนึ่ง ซึ่งเรียกกันวา “หญิงประเภทสอง” ก็นิยมใชดวย ในสังคมไทยแตเดิมมา ผูนอยมักจะไมเรียกชื่อ ผูใหญแตจะเรียกดวยตำแหนง อาชีพ หรือยศที่ผูนั้น ดำรงอยู คำที่แสดงตำแหนง ยศ และอาชีพบางคำ จึงกลายมาเปนคำสรรพนามดวย เชน คำวา หัวหนา ผูวา (ผูวาราชการจังหวัด) นายก (นายกสโมสร นายก สมาคม) นายอำเภอ ปลัด กำนัน ผูใหญ พอหลวง ประธาน (ประธานกรรมการ ประธานสภา) เชน พูดวา หาภาษาดั้งเดิมดีหรือไม คำตอบคงจะเปนวาไมควร เพราะ ภาษาไมใชเรื่องที่ใครจะสั่งหรืออยากใหเปนอยางนั้น อยางนี้ตามใจตนได ภาษาเปนสมบัติของสังคม ถาคนทั้งประเทศ หรือคนสวนใหญซึ่งเปนผูนำทางสังคม ของประเทศ นิยมใชอยางไร ภาษาก็จะเปนอยางนั้น คนที่เปนผูมีอำนาจวาสนาอาจจะนอมนำความคิด ของคนสวนใหญใหเห็นดีเห็นงามตาม ใหนิยมใชตาม ภาษาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามการนอมนำนั้นไดบาง แตก็ไมเสมอไป มนุษยเรานั้นมีความปรารถนา ไปสูที่สูงขึ้นทั้งนั้น สิ่งใดที่คิดหรือเชื่อวาดีกวา เจริญกวา สูงกวา คนก็จะพยายามไขวควาเอามาเปนของตน สิ่งใดที่คิดวาเลววาต่ำชา ก็จะพยายามหลีกหนี ภาษาไทยที่เปลี่ยนแปลงไปก็เปนดวยเหตุผลเดียวกันนี้ คำที่ดี คำที่ถือวาสูง คำพูดสำหรับเจานาย ในสมัยหนึ่ง คนธรรมดามักจะดึงมาใชดวย ภาษาที่สูงกวา จะเลื่อนลงมาเรื่อย ๆ เชน คำวา คุณ ซึ่งเปนคำนำหนา เฉพาะพระราชวงศ ลูกผูมีบรรดาศักดิ์ หรือผูที่ไดรับ พระราชทานตราจุลจอมเกลาและยังไมไดแตงงาน ก็ไดถูกดึงลงมาใชเรียกคนทั่วไป ปจจุบันใคร ๆ ก็เปน คุณ กันทั้งนั้น ถาเรียกวา นาย… นาง… ก็จะไมพอใจ ตองใชวา คุณ… บางทีใช คุณ ยังไมพอ ยังใชคำยกยอง ขึ้นไปเปนทาน…อีกดวย เชน ทานชวน ทานบรรหาร ทานมารุต แมวาในทางกฎหมายจะกำหนดใหใชคำวา นาย นาง นางสาว เปนคำนำหนาชื่อก็ตาม เมื่อภาษา ไดพัฒนามาอยางนี้แลว ที่จะใหยอนกลับไปหาจุดเดิม อีกคงจะทำใหเกิดขึ้นไดไมงายนัก ในความรูสึกของ คนทั่วไปนั้นคำวา กู มึง เปนคำหยาบคาย คนที่ไมสนิท กันจริง ๆ ถาใชก็จะเปนคำแสดงความไมพอใจ หรือ ความโกรธอยางรุนแรงทีเดียว หญิงที่เปนกุลสตรี จะไมยอมใชเลย ผูใหญสวนมากจึงมักจะตกใจเมื่อไดยิน ๖๑
ที่มา : จดหมายขาวราชบัณฑิตยสถาน ปที่ ๗ ฉบับที่ ๗๓ มิถุนายน ๒๕๔๐ แมจะมีอายุ ๖๐ - ๗๐ ปแลวก็ตาม คนที่นิยมตามแบบจีน อาจใชคำวา อั๊ว ลื้อ แตมักจะไดรับคำตำหนิวา ไมคอยสุภาพนัก จากตัวอยางคำสรรพนามในภาษาไทย ที่ยกมาพิจารณาขางตนนี้ พอจะสรุปไดวา คำสรรพนาม ในภาษาไทยเปนสิ่งที่ผูกพันกับวัฒนธรรมไทย สรรพนาม มิใชเพียงคำแทนตัวผูพูดหรือผูฟงอยางลอย ๆ เทานั้น หากเปนคำที่แสดงลักษณะประจำตัวของผูพูดและ ผูฟง แสดงความสัมพันธระหวางผูพูดและผูฟง แสดง อารมณและเหตุการณที่เกิดขึ้น แสดงคานิยมและแสดง ความผันแปรของวัฒนธรรมอยางไมหยุดนิ่ง เราจึง ควรใหความสนใจกับการใชคำสรรพนามในภาษาของเรา โดยใชใหถูกตอง ใชใหเหมาะสม และใชเพื่อรักษา วัฒนธรรมของชาติใหยืนยงสืบไป. “ผูใหญมีงานอะไรจะใหผมชวยก็บอกมา เถอะครับ” “เชิญปลัดนั่งซิครับ” ฯลฯ คำที่แสดงอาชีพ เชน คำวา อาจารย ครู หมอ ชาง กระเปา (กระเปารถเมล) แมคา คนขับ และยศทหารตำรวจ เชน นายรอย นายพล จา ก็มักจะใชเปนคำสรรพนามดวย คำวา ตัว และ เคา เปนคำสรรพนามที่วัยรุนในสมัยเมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปที่ผานมานิยมใชเพราะฟงดูนารัก ทำให เปนที่นาเอ็นดู เนื่องจากเปนคำสรรพนามที่เด็กและวัยรุนใชกัน ถาผูใหญนำมาใชก็จะไมสมวัย ผูที่มีความนิยมอารยธรรมและวัฒนธรรมตะวันตก อาจจะนำคำสรรพนามภาษาอังกฤษมาใช คือ คำวา ไอ และ ยู สาวเปรี้ยวและหนุมเฉี่ยวเมื่อ ๕๐ ปกอนนี้ นิยมใชกันมาก และบางคนก็ยังพูดติดปากอยูจน แหลงที่มา สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (๒๕๖๓). คำสรรพนามในภาษาไทยสะทอนวัฒนธรรมไทย. สืบคนเมื่อ ๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๗ จาก https://www.orst.go.th/iwfm_list.asp?i=0040002304004003%2F63EHO0025005%24%400036 จา คุณหมอ คุณครู นักเรียน ๖๒
หนังสือ “ทองถิ่นสยามยุคพระพุทธเจาหลวง” แปลจากหนังสือชื่อ Temples and Elephants เขียนโดย คารล บ็อค (Carl Bock) ซึ่งเปนนักธรรมชาติ วิทยาและนักสำรวจชาวนอรเวย ไดเดินทางมาสำรวจ ดินแดนในประเทศไทย หรือประเทศสยาม (ชื่อของ ประเทศไทยในเวลานั้น) ในชวง พ.ศ. ๒๔๒๔ และ เดินทางจากประเทศไทยกลับสูยุโรปในวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๕ ผูเขียนไดเลาเรื่องจากการเดินทางมาถึง ประเทศไทย การเดินทางสำรวจดินแดนแถบภาคเหนือ ประเทศไทย ดวยการออกเดินทางตามเสนทางแมน้ำ เจาพระยาผานจังหวัดอยุธยา อางทอง นครสวรรค กำแพงเพชร ลำปาง ลำพูน เชียงใหม เชียงราย กระทั่งเขาสูดินแดนไทใหญในอาณาเขตยูนนาน หรือ สิบสองปนนาในเวลานั้น ไมเพียงเทานั้นในระหวางที่ รอคอยการเดินทาง เพื่อขึ้นไปสำรวจดินแดนทางตอนเหนือ ของประเทศไทย คารล บ็อค ยังไดเดินทางสำรวจ ไปในทองถิ่นตาง ๆ ของไทยหลายแหงไมวาเพชรบุรี หรือกาญจนบุรี หนังสือ Temples and Elephants ของ คารล บ็อค ไดรับการชมเชยจากสมาคมภูมิศาสตร และวิทยาศาสตรของประเทศตาง ๆ ในยุโรป ยังเปน หนังสือที่ไดรับความนาเชื่อถือ ถูกนำไปใชอางอิง ในการศึกษาและสนใจภูมิศาสตรของประเทศไทย ผลงาน การบันทึกและงานเขียนของ คารล บ็อค เลมนี้ยังเปน หนังสืออันทรงคุณคาที่เหมาะควรจะเรียนรูประเทศไทย ในมุมทองถิ่นภาคเหนือในยุคสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว สิ่งที่ผูเขียนบันทึกเอาไว นอกจากลักษณะทางภูมิศาสตรแลว ยังมีแงมุมทาง มนุษยวิทยา และธรรมชาติวิทยาที่นาสนใจ ไมวาจะเปน เรื่องราวของชาวกะเหรี่ยง การสักตามรางกายของชาย ชาวลาว (ชาวเหนือสมัยนั้น คารล บ็อค เรียกวา ชาวลาว) รวมไปถึงชีวิตความเปนอยูของผูคนรอบขาง ตลอดจนรูปแบบการปกครองและลักษณะนิสัยของคน ที่เขาไดพบเห็น หนังสือเลมนี้ สะทอนภาพอดีตของประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ผานคำอธิบายการเดินทาง สิ่งที่ผูเขียนพบเห็น นอกจากนี้ ภายในหนังสือเลมนี้ยังมีสิ่งที่นาสนใจ คือภาพสเก็ตชที่ผูเขียนไดวาดขึ้นมาจากตนแบบ ที่ไดพบเห็น และนำมาจัดทำเปนบล็อกพิมพภาพ ออกมาประกอบเรื่อง ซึ่งสามารถชดเชยแทนการ ถายรูปจากกลองได เนื้อหามีทั้งหมด ๓๒ เรื่อง จะขอยกตัวอยางบางเรื่องนำเสนอ ดังนี้ ช�่อหนังสือ : ทองถิ�นสยามยุคพระพุทธเจาหลวง ผูแตง : คารล บ็อค ผูแปล : เสฐ�ยร พันธรังษ� และ อัมพร ทีขะระ ร�ว�วหนังสือ ปกิณกะ หองสมุดกรมการปกครอง ๖๓
สูสยาม : ขาพเจาไดเดินทางมาแถบตะวันออก อีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๔ เมื่อเรือ วิ่งผานเลียบฝงตะวันออกของแหลมมลายูมุงตรงไป กรุงเทพฯ ขาพเจาชมภูมิประเทศเทาที่พอจะมองเห็น ดวยตาเปลาในระยะไกล ๆ ไดตลอดทางที่เรือวิ่งผาน มีทิวเขารูปรางตาง ๆ ติดกันยาวเหยียดเหมือนกับเปน กระดูกสันหลังของแผนดินแคบ ๆ แลวคอย ๆ ลาดลง เปนที่ราบอันอุดมสมบูรณชายฝงทะเลงดงามนาดูมาก การเดินทางบนเรือใชเวลา ๔ วัน ก็มาถึงปากน้ำ ซึ่งมี ชื่อวา “แมน้ำเจาพระยา” เรือผานสันดอนและผาน โปะจับปลาที่ทำดวยไมปกเรียงกันเปนจำนวนมาก เรียงอยูตามบริเวณน้ำตื้น พอผานสันดอนมาแลว ก็ถึงเกาะเล็ก ๆ กลางแมน้ำที่มีวัดสรางอยูเรียกวา “พระเจดียสมุทรปราการ” ยอดพระสมุทรเจดีย ที่ปดทองไวเหลืองอรามกับยอดเจดียอื่นรอบ ๆ มองเห็น โดดเดนอยูเหนือยอดไมเปนประกายงดงามเมื่อตอง แสงแดดยามเย็น ประเทศไทยในเวลานั้น เทาที่นักเดินทางไดเห็น เพียงแวบแรกที่ปากน้ำก็เปนตัวอยางอันงามพอแลว กรุงเทพฯ ไดชื่อวาเปนเมืองแหงวัด และไมใชแตใน กรุงเทพฯ หรือจังหวัดใกลเคียงเทานั้น ในชนบท อันหางไกลก็ตองมีวัดพรอมดวยพระประธาน พระพุทธรูป และมีพระเจดียนับจำนวนไมถวนลอมรอบวัด ปูชนียสถาน เหลานี้พุทธศาสนิกชนที่ใจบุญเครงครัดในพระพุทธศาสนา รวมใจสรางขึ้นมาตรงขามพระสมุทรเจดีย ริมฝงแมน้ำ ดานซายมีโรงภาษี และที่นาสนใจยิ่งก็คือสถานีโทรเลข เมื่อไดรับขาวอะไรจากเรือที่ผานมาเจาหนาที่ก็จะสง โทรเลขไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว และคณะเสนาบดีเปนการเฉพาะ นับวาเปนการนำกิจการ โทรเลขเขามาในประเทศไทยเปนครั้งแรก สานโทรเลข ระยะสั้น ๆ กำลังทำการเชื่อมตอขามประเทศกับ สายเคเบิลใตน้ำที่ไซงอนกอนสิ้นป พ.ศ. ๒๔๒๔ นับเปน ผลจากพระราโชบายอันเฉียบแหลมเห็นการณไกล ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวที่ได จัดสรางขึ้นมา ขึ้นเหนือ : ขาพเจายังจำวันนั้นไดดี เพราะหลัง จากที่ตองโอเอลาชาซึ่งดูไมมีทาวาจะสิ้นสุดลงได เพราะมีโรคภัยไขเจ็บเกือบจะทำใหขาพเจาตองระงับ การเดินทางระยะยาวเสียแลว ขาพเจาก็เริ่มออกเดินทาง ตามความตั้งใจเดิม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว พระราชทานอนุเคราะหชวยเหลือดวย ความเต็มพระทัย สมเด็จเจาฟามหามาลาฯ เสนาบดี ผูมีหนาที่ปกครองดูแลทางภาคเหนือของประเทศไทย ในเวลานั้น ไดประทานจดหมายเปดผนึกไปใหขาราชการ ประจำหัวเมืองตาง ๆ ที่ขาพเจาจะตองเดินทางผาน และยังประทานจดหมายถึงบรรดาเจาเมืองประเทศราช ขอรองใหชวยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง แกขาพเจาดวย ขาพเจาออกจากกำแพงเพชร ยากที่จะลืมความ สะดวกสบายที่สุดในระหวางที่มาพักอยูที่กำแพงเพชร คนเรือถอเรือทวนน้ำที่เชี่ยวกรากไปสักสองสามชั่วโมง ก็ถึงหมูบานที่เรียกวาบานหนองลิง ใกลๆ หมูบานนี้ มีซากโบสถหรือวัดที่กลาวกันวาสรางมาราว ๔๐๐ ปแลว ในสมัยที่กำแพงเพชรยังรุงเรือง ดินแดนแถบนี้จะยัง คงเปนอนุสรณของความรุงเรือง อันสิ้นไปของยุคซึ่ง ไดผานมานานแลว และคงจะอยูตอไปจนกวากระแส ของอารยธรรมจะไหลกลับ หรือกาวหนาตอไป ตามแบบตะวันตกจนกาวไปถึงจุดที่อารยธรรมไดเริ่มขึ้น แบบทางตะวันออกอยางเต็มที่ ดินแดนในทวีปเอเชีย แถบนี้ยังไมอาจปรับปรุงความสำคัญอันแสนจะยิ่งใหญ ของตนได จนกวาจะมีความเจริญกาวหนาทางวิชาการ แบบตะวันตกมาชุบชีวิตซากอารยธรรมตะวันออก (โทรเลขในประเทศไทย เริ่มตนครั้งแรกในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว โดยในป พ.ศ.๒๔๑๘ ไดมอบหมายให กรมกลาโหมสรางทางสายโทรเลขสายแรก จากกรุงเทพฯ ไปยังปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ) และวางเคเบิลโทรเลขใตน้ำตอออกไปถึงกระโจมไฟ นอกสันดอนปากแมน้ำเจาพระยา รวมระยะทาง ๔๕ กิโลเมตร โดยมีเปาหมาย ใหทางราชการไดใชรายงานการเขาออกเรือกลไฟ) ๖๔
ระแหง : วันที่ ๑๐ ธันวาคม ขาพเจามาถึงเมือง ระแหง (ปจจุบันคือจังหวัดตาก) เปนเมืองที่มีตำแหนง เจาเมือง ๒ ทาน และยิ่งกวานั้นก็คือเปนเมืองสำคัญ ที่สุดทางภาคเหนือของประเทศไทย มีพลเมืองราว ๙,๐๐๐ คน และแบงออกเปนยานสำคัญ ๆ สามยาน โดยถือเอาพลเมืองไทย ลาว และพมา ที่อาศัยอยู เปนสำคัญ เมืองนี้ตั้งอยูบนฝงดานซายแมน้ำปง ซึ่งในตอนนี้ แมน้ำกวางกวา ๔๐๐ ฟุต ระแหงก็เหมือนกับจังหวัด อื่น ๆ ในประเทศไทย คือ สรางขึ้นอยางไมมีกฎเกณฑ หรือแบบแผนอะไรเลย ทั้งกระทอม โรงไม และบาน แตละบานปลูกขึ้นตามแตโอกาสหรือความพอใจ ของเจาของจะตัดสินใจเลือก ไมมีถนนพอที่จะเรียกไดวา ถนนมีแตตรอกแคบ ๆ หรือทางเดินแคบ ๆ ระหวางบาน ถึงแมเมืองนี้จะไมมีสถานที่นาสนใจมากนัก แตสภาพ ทางธรรมชาติของระแหงนั้นมีความสำคัญทางการเมือง และไดเปรียบในทางการคามาก การที่อยูใกลกับ พรมแดนพมากับลาว เมืองนี้จึงเปนจุดยุทธศาสตร สำคัญ และตำแหนงเจาเมืองจึงเปนตำแหนงที่ตอง รับผิดชอบมากดวย สถานที่ใหญหรูหราที่สุดในเมืองนี้ คือ ศาลใหม กำแพงดานนอกของศาลสรางดวยอิฐ ทาสีขาว สวนดานในใชไมสัก เพดานหองโถงสูงใชค้ำ ดวยเสาไมสักตนมหึมาหลายตน สวนมากแกะสลัก เปนลวดลายแปลก ๆ ตามความนิยม เมืองระแหงเปนเมืองที่เหมาะที่จะเปดทางรถไฟขึ้น ขาพเจาไมสงสัยเลยวาพระมหากษัตริยของไทย ผูทรงมีความคิดเห็นการณไกล และทรงพรอมที่จะใช ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเปนการปรับปรุงประเทศ ที่พระองคทรงปกครอง ขาพเจาเห็นวาการเปดมาเหล็ก ขึ้นในแถบนี้จะเปนผลใหไดกำไรตอทุก ๆ สิ่งที่เคย เกี่ยวของอยางมากมาย ประกอบกับประเทศไทย มีพระมหากษัตริยที่เฉลี่ยวฉลาดทรงสนพระทัยตอ ความกาวหนาของผลประโยชนดานตาง ๆ ในประเทศ ของพระองคเอง ขาพเจาคิดวาโอกาสที่จะมีรถไฟวิ่ง ระหวางกรุงเทพฯ กับเมืองระแหงเพื่อขนสงสินคา ทางภาคเหนือของประเทศไทยลงมา และขนผลิตภัณฑ จากอังกฤษ การกระทำดังนี้จะเปนการเปดตลาด วัตถุดิบของประเทศไทยและผลิตภัณฑทางอุตสาหกรรม ที่ทำขึ้นจากวัตถุดิบเหลานี้ไดทันที พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงอนุญาตใหวิศกรชาวฝรั่งเศสวางสายโทรเลข ผานประเทศไปตอกับสายโทรเลขใตน้ำที่ไซงอน (การเชื่อมตอสายโทรเลขจากกรุงเทพฯ ไปยังไซงอน โดยเริ่มดำเนินการเมื่อป พ.ศ. ๒๔๒๖ และเริ่มสราง ลวดเหล็กอาบสังกะสีเปนสายแรกของกรุงเทพฯ ผานปราจีนบุรี กบินทรบุรี อรัญประเทศ ศรีโสภณ และ คลองกำปงปลักในจังหวัดพระตะบอง (สมัยนั้นยังเปน ของไทย) ๆ ไดเชื่อมตอกับสายโทรเลขอินโดจีนไปยัง เมืองไซงอนซึ่งเปนสายแรกที่ติดตอกับตางประเทศ และในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๔๒๖ ไดเปดโอกาสให ประชาชนไดใชบริการโทรเลข) ในบรรดาบันทึกและงานเขียนเชิงสำรวจและ ทองเที่ยวของบรรดานักเดินทางชาวยุโรปที่เขามา ในสยาม นับแตสมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสมัย รัตนโกสินทร นับไดวาหนังสือเลมนี้เปนหนังสือ ประวัติศาสตรที่ทรงคุณคาและคูควรจะมีเอาไว ศึกษาเปนอยางยิ่งอีกเลมหนึ่ง ...ติดตอยืมหนังสือ ไดที่หองสมุดสมเด็จเจายุคลทิฆัมพร (หองสมุด กรมการปกครอง) วังไชยา โทร. ๐-๒๒๒๓-๑๙๑๔ ๖๕
วันสตรีสากล (International Women's Day) ตรงกับวันที่ ๘ มีนาคม ของทุกป เปนวันที่สำคัญ สำหรับผูหญิงทั่วโลก มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ความสำเร็จของผูหญิง รำลึกถึงการตอสูของผูหญิง และรวมกันสรางอนาคตที่ผูหญิงทุกคนมีสิทธิเทาเทียม โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและการถูกแสวงหา ประโยชนทางเพศ เทศาภิบาลฉบับนี้จะพาทานผูอาน ไปทำความรูจักกับวันสตรีสากลใหมากขึ้นคะ... ความเปนมาของวันสตรีสากล เริ่มขึ้นจากเหตุการณในเมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรหญิงในโรงงานทอผา รัฐนิวยอรก ประเทศ สหรัฐอเมริกา ไดพากันลุกฮือประทวงใหนายจาง เพิ่มคาจาง และเรียกรองสิทธิของพวกเธอ แตสุดทาย กลับมีผูหญิงถึง ๑๑๙ คน ตองเสียชีวิตจากเหตุการณนี้ ดวยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอ นั่งชุมนุมกันอยู โดยเหตุการณทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๕๗ (พ.ศ. ๒๔๐๐) จากนั้นในป ค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) กรรมกรหญิงในโรงงาน ทอผาที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ทนไมไหว ตอการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจาง ที่ใชงานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหลานี้ ตองทำงานหนักถึงวันละ ๑๖ - ๑๗ ชั่วโมง โดยไมมี วันหยุด ไมมีประกันการใชแรงงานใด ๆ เปนผลใหเกิด การเจ็บปวยลมตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แตกลับไดรับคาแรงเพียงนอยนิด และหากตั้งครรภ ก็ถูกไลออก ความอัดอั้นตันใจจึงทำให “คลารา เซทคิน” (CLARE ZETKIN) นักการเมืองสตรีสายแนวคิด สังคมนิยมชาวเยอรมัน ตัดสินใจปลุกระดมเหลา กรรมกรสตรีดวยการนัดหยุดงานในวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๐๗ พรอมกับเรียกรองใหนายจางลดเวลา การทำงานลงเหลือวันละ ๘ ชั่วโมง อีกทั้งใหปรับปรุง สวัสดิการทุกอยาง และใหสตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งดวย อยางไรก็ตาม แมการเรียกรองครั้งนี้จะไมประสบผล สำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายรอยคนถูกจับกุม แตก็ทำใหสตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ “คลารา เซทคิน” และเปนการจุดประกายใหสตรี ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น ปกิณกะ ศศิพัชร วันสตร�สากล International Women's Day ๖๖
ตอมาในวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๐๘ (พ.ศ. ๒๔๕๑) มีแรงงานหญิงกวา ๑๕,๐๐๐ คน รวมเดินขบวน ทั่วเมืองนิวยอรก เรียกรองใหยุติการใชแรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงควา “ขนมปงกับดอกกุหลาบ” ซึ่งหมายถึงการไดรับอาหารที่พอเพียงพรอม ๆ กับ คุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง จนกระทั่งในวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๑๐ (พ.ศ. ๒๔๕๓) ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุมนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก ๑๗ ประเทศ เขารวมประชุม สมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ ๒ ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมารก โดยในที่ประชุมไดประกาศรับรอง ขอเรียกรองของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม ๘ คือ ยอมใหลดเวลาทำงานเหลือวันละ ๘ ชั่วโมง ใหเวลา ศึกษาหาความรูเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก ๘ ชั่วโมง และอีก ๘ ชั่วโมงเปนเวลาพักผอน พรอมกันนี้ ยังไดปรับคาแรงของแรงงานหญิงใหเทาเทียมกับ แรงงานชาย และยังมีการคุมครองสวัสดิการสตรีและ แรงงานเด็กอีกดวย ทั้งนี้ ยังไดรับรองขอเสนอของ “คลารา เซทคิน” ดวยการกำหนดใหวันที่ ๘ มีนาคม ของทุกป เปนวันสตรีสากล คลารา เซทคิน ผูใหกำเนิดวันสตรีสากล คลารา เซทคิน (Clara Zetkin) เดิมชื่อ คลารา ไอนสเนอร ตอมาแตงงานกับเพื่อนนักศึกษา ออพซิป เซทกิ้น มีบุตรดวยกัน ๒ คน คลารา เซทคิน เปนนักการเมืองสตรี แนวคิดสังคมนิยม หรือมารกซิสต เชื้อสายเยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๕๗ ที่เมืองไวเดอรูว แควนแซกโซนี ประเทศเยอรมนี ตลอดชวงชีวิตของ คลารา เซทคิน เธอไดตอสูเพื่อเรียกรองสิทธิและ ความเสมอภาคของสตรีอยูตลอดเวลา โดยในป ค.ศ. ๑๘๘๙ (พ.ศ. ๒๔๓๒) คลารา เซทคิน ไดแสดงสุนทรพจน ในเรื่องปญหาของสตรีตอที่ประชุมผูกอตั้งสภาคองเกรส สากล ครั้งที่ ๒ ในกรุงปารีส ซึ่งใจความสำคัญคือ การเรียกรองใหสตรีมีสิทธิ์ในการทำงาน ใหมีการ คุมครองสตรีและเด็ก รวมทั้งยังไดเรียกรองใหสตรี มีสวนรวมในการประชุมระดับชาติและระดับสากล อีกดวย ตอมาในป ค.ศ. ๑๙๐๗ คลารา เซทคิน ไดกอตั้งกลุมนักสังคมนิยมสตรีในเยอรมนี กอนที่ จะเปนแกนนำของกลุมผูใชแรงงานสตรีโรงงานทอผา เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เดินขบวนประทวง เรียกรองใหนายจางลดเวลาการทำงานของสตรีเหลือ ๘ ชั่วโมง พรอมปรับปรุงสวัสดิการในโรงงาน จนนำไปสู การประชุมขององคกรสตรีในป ค.ศ. ๑๙๑๐ พรอมกันนี้ คลารา เซทคิน ก็ไดเสนอใหวันที่ ๘ มีนาคม ของทุกป เปนวันสตรีสากล เพื่อรำลึกถึงเหตุการณเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๕๗ ที่กลุมผูใชแรงงานสตรีโรงงานทอผา กรุงนิวยอรก ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมตัวกันประทวง กอนเกิดโศกนาฏกรรม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ตามขอเสนอของเธอ จากนั้นในป ค.ศ. ๑๙๑๔ คลารา เซทคิน ไดรวมกับ นางโรซา ลักเซมเบอรก (Rosa Luxemberg) นักคิดสายแนวคิดสังคมนิยม รณรงคตอตานสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ในนามของกลุมสปารตาซิสต มีจุดประสงค ที่จะตอตานรัฐบาลเยอรมนีที่สงทหารไปรวมรบ เพราะ ทำใหประชาชนมีแตสูญเสีย ตอมาในป ค.ศ. ๑๙๑๘ คลารา เซทคิน ก็ไดเขาเปนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต เยอรมนี และไดเปนผูแทนสภาผูแทนราษฎรเยอรมนี หรือสภาไรซสตัก คลารา เซทคิน ภาพจาก : dhm.de ๖๗
ในป ค.ศ. ๑๙๒๐ - ๑๙๓๒ คลารา เซทคิน เขาเปน แกนนำตอตานอดอลฟ ฮิตเลอร แหงพรรคนาซี และ ตอตานการใชอำนาจเผด็จการ โดยเธอไดกลาว สุนทรพจนโจมตีอดอลฟ ฮิตเลอร อยางรุนแรง จนถึง ป ค.ศ. ๑๙๓๓ พรรคนาซีเยอรมนีเขารวบอำนาจได อยางเบ็ดเสร็จ และอดอลฟ ฮิตเลอร มีอำนาจในการ ปกครองอยางเด็ดขาด ทำใหคลารา เซทคิน ตองยุติ บทบาทนักการเมืองสายแนวคิดสังคมนิยม กอนถูก รัฐบาลตามลากวาดลางจนตองลี้ภัยไปใชชีวิตที่ประเทศ รัสเซียแทน และถึงแกกรรมในปเดียวกัน ความพยายามของคลารา เซทคิน ในการเรียกรอง สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคใหกับสตรี อีกทั้งยัง ทำงานเพื่อสตรีมาโดยตลอด ทำใหคลารา เซทคิน ไดรับการขนานนามจากกลุมองคกรสตรีนานาชาติ วาเปน “มารดาแหงการเคลื่อนไหวสตรีสากล” ความสำคัญของวันสตรีสากล ในวันสตรีสากล บรรดาผูหญิงในหลาย ๆ ประเทศ จากทุกทวีป รวมทั้งองคกรที่ทำงานดานผูหญิง จะรวมตัว กันเพื่อรวมฉลองวันสำคัญนี้ และรวมรำลึกถึงการตอสู เพื่อเรียกรองสิทธิของผูหญิง อยางไรก็ตาม ในหลาย ๆ ประเทศเห็นความสำคัญของวันสตรีสากล จึงไดกำหนด ใหวันที่ ๘ มีนาคม เปนวันหยุดประจำชาติ และวันสตรี สากลก็ถือเปนอีกวันหนึ่งที่องคการสหประชาชาติ จะไดรวมเฉลิมฉลองอีกดวย การจัดกิจกรรมวันสตรีสากลในประเทศตาง ๆ จากการที่กำหนดวันสตรีสากลขึ้นในวันที่ ๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๑๐ ทำใหมีการจัดกิจกรรมวันสตรีสากล เปนครั้งแรกในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๙๑๑ (พ.ศ. ๒๔๕๔) โดยมีประชาชนทั้งชายและหญิงมากกวา ๑ ลานคน จากในประเทศออสเตรีย เดนมารก เยอรมนี และ สวิตเซอรแลนด เขาชุมนุมเรียกรองสิทธิในการทำงาน พรอมขอใหยุติการแบงแยกในการทำงาน จากนั้น ในปถัดมาก็เริ่มมีการจัดกิจกรรมวันสตรีสากลขึ้น ในประเทศฝรั่งเศส เนเธอรแลนด และสวีเดน ตามมา ตอมาในป ค.ศ. ๑๙๑๓ (พ.ศ. ๒๔๕๖) แรงงานหญิง ชาวรัสเซียไดรวมชุมนุมที่นครเซนตปเตอรสเบิรก เพื่อประทวงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่เปนเหตุใหตอง สูญเสียทหารรัสเซียกวา ๒ ลานคน แรงงานหญิงกลุมนี้ จึงเดินขบวนเรียกรอง แมจะถูกเจาหนาที่ตำรวจ เขาปราบปรามก็ตาม แตก็ยังไมลดละความพยายาม จนอีก ๔ วันถัดมา พระเจาซารแหงรัสเซียถูกโคนลม อำนาจ รัฐบาลที่เขามาบริหารใหมจึงใหสิทธิออกเสียง เลือกตั้งแกสตรีอยางเทาเทียม ดังจะเห็นวากิจกรรมสวนใหญที่เกิดขึ้นในวันสตรี สากลชวงแรก ๆ นั้น มักเปนไปเพื่อการเรียกรอง สันติภาพ และตอตานสงครามที่กำลังเกิดขึ้นอยูในทวีป ยุโรป จนเมื่อเวลาผานไป ทวีปตาง ๆ ไมวาจะเปน แอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ตางเล็งเห็น ความสำคัญของวันสตรีสากล จึงรวมมือกันผลักดัน ในเรื่องสิทธิมนุษยชนของสตรีมากขึ้น เพื่อสิทธิ ที่เทาเทียมกัน อยางไรก็ตาม ในป ค.ศ. ๑๙๕๗ (พ.ศ. ๒๕๐๐) องคการสหประชาชาติไดเขามามีบทบาทในการ เชิญชวนใหทุกประเทศทั่วโลกกำหนดวันใดวันหนึ่ง เปนวันฉลองแหงชาติ วาดวยสิทธิของสตรีและสันติภาพ สากล โดยใหพิจารณาตามขนบธรรมเนียมประเพณี และสภาพทางประวัติศาสตรของแตละประเทศ ซึ่งมี หลายประเทศสนับสนุนและไดกำหนดใหวันที่ ๘ มีนาคม เปนวันสตรีสากล เชนกัน นอกจากนี้ยังมีการประกาศเกียรติคุณ ยกยองสตรี ที่ทำคุณประโยชนใหกับโลกทั้งที่เสียชีวิตไปแลว หรือ มีชีวิตอยู เชน เจาหญิงไดอานา แหงอังกฤษ, แมชีเทเรซา แหงประเทศอินเดีย, ประธานาธิบดีเมกาวาตี แหง อินโดนีเซีย และนางออง ซาน ซูจี ของพมา ที่พยายาม เรียกรองประชาธิปไตยใหกับประเทศ ๖๘
วันสตรีสากลในประเทศไทย ประเทศไทยซึ่งเปนหนึ่งในสมาชิกขององคการ สหประชาชาติ ไดแสดงเจตนารมณที่จะมุงใหเห็น ความสำคัญของสุภาพสตรีเชนกัน ดังนั้น ในวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ประเทศไทยจึงไดกอตั้ง คณะกรรมการสงเสริมและประสานงานสตรีแหงชาติ (กสส.) ขึ้นอยางเปนทางการ โดยสังกัดสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อสงเสริมและสนับสนุน บทบาทของผูหญิงในสังคม รวมทั้งระลึกถึงความเปนมา แหงการตอสูเพื่อใหไดซึ่งความเสมอภาค ความยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนา นับตั้งแตนั้นมาวันที่ ๘ มีนาคม ของทุกป ประเทศไทยจะมีการจัดกิจกรรม เพื่อฉลองเนื่องในวันสตรีสากลดวย โดยหนวยงาน ที่เกี่ยวของจะจัดนิทรรศการตาง ๆ เพื่อเผยแพร ประชาสัมพันธใหประชาชนรูจักและเห็นความสำคัญ ของวันสตรีสากล อีกดานหนึ่งก็ไดจัดใหมีการประกาศเกียรติคุณ แกสตรีดีเดนประจำป เนื่องในวันสตรีสากล ทั้งนี้ เพื่อยกยองเชิดชูเกียรติสตรีผูสรางประโยชนใน สาขาอาชีพตาง ๆ โดยผูที่เคยไดรับรางวัลดังกลาว เชน แพทยหญิงคุณหญิงพรทิพย โรจนสุนันท, คุณหญิงสุดารัตน เกยุราพันธุ, นางปวีณา หงสกุล ฯลฯ การจัดกิจกรรม “วันสตรีสากล” ในป ๒๕๖๗ ของประเทศไทย จัดขึ้นในวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ภายใตแนวคิด “เสริมพลังสตรีและเด็กหญิง ขจัดความยากจน สูความเทาเทียมระหวางเพศ บนพื้นฐานครอบครัว ที่อบอุน” บรรยากาศเปนไปอยางอบอุน และคึกคัก ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ไดมีการมอบโลประกาศ เกียรติคุณใหกับ/สตรีดีเดน รวมถึงบุคคลและหนวยงาน/ องคกรที่ทำงานดานสตรีและความเสมอภาคระหวางเพศ อยางพรอมเพรียงกัน เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญในการ สนับสนุนของทุกภาคสวนในสังคมใหรวมกับขับเคลื่อน ใหทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีเจตคติที่เคารพความเทาเทียม ระหวางเพศ และเปดโอกาสใหสตรีเขามามีสวนรวม และมีบทบาทในการพัฒนาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ และสรางความเปนธรรมในทุกมิติ โดยเริ่มตนจาก รากฐานครอบครัวที่อบอุนเขมแข็ง ประเทศไทยไดเฉลิมฉลองวันสตรีสากลมาเปน เวลา ๓๖ ป โดยภายในงานจะนำเสนอถึงการสงเสริม และพัฒนา สนับสนุนบทบาทสตรีทุกภาคสวนของ สังคม ไมวาจะเปนภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึง การเมือง ใหมีการปฏิบัติที่เทาเทียมกันระหวางเพศ ซึ่งรัฐบาลไดใหความสำคัญเปนอยางยิ่ง รวมถึงการขจัด ความเหลื่อมล้ำ สรางความเปนธรรมใหสอดคลองกับ เปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยืนที่องคการสหประชาชาติ กำหนดไว การถือกำเนิดของวันสตรีสากลนี้เปนเสมือน จุดเริ่มตนในการขจัดการแบงแยกและการเหยียดเพศ ใหหมดไป ดังจะเห็นไดวาโลกในยุคใหมนี้ แตละแหง ใหความสำคัญและยอมรับผูหญิงมากขึ้น ทำให ผูหญิงในปจจุบันมีบทบาทอยางแพรหลายตอการ ขับเคลื่อนของสังคม ดังนั้น “วันสตรีสากล” จึงเปน อีกวันหนึ่งที่เปดโอกาสใหผูหญิงทุกคนไดแสดง ความสามารถ เพื่อแสดงใหเห็นถึงความทัดเทียมกันได เปนอยางดี ที่มาแหลงขอมูล : ๑. รัฐบาลไทย (ออนไลน) https://www.thaigov.go.th/ ๒. (ออนไลน) https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/162070 สืบคนวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๗ ๖๙
ปกิณกะ สวนว�จัยและประเมินผล กองว�ชาการและแผนงาน ๗๐
๗๑
ขาว ฌ.ป.ค. ขาวประชาสัมพันธ สำนักงาน ฌ.ป.ค. หมายเหตุ ๑. สำนักงาน ฌ.ป.ค. จะจายเงินทดรองคาจัดการศพสมาชิก (งวดแรก) จำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท สวนเงินสงเคราะหที่เหลือจะจายใหทั้งหมด ภายใน ๙๐ วัน ๒. สมาชิกสามารถติดตอสำนักงาน ฌ.ป.ค. ไดที่ อาคารกรมการปกครอง (คลอง ๙) ชั้น ๗ ถนนลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ๑๒๑๕๐ โทร. ๐ ๒๗๒๙ ๗๐๒๓ - ๔ โทรสาร ๐ ๒๙๐๖ ๙๓๖๒ Facebook พิมพคำวา “ฌาปนกิจสงเคราะหขาราชการกรมการปกครอง” Add Friends ID Line : 0638291460 ในเดือนกุมภาพันธ ๒๕๖๗ สำนักงาน ฌ.ป.ค. ไดรับแจงการถึงแกกรรมของสมาชิก ฌ.ป.ค. จำนวน ๓๙ ราย (ประกาศครั้งที่ ๓/๒๕๖๗) ดังนี้ ที่ จังหวัดที่รับแจง รายชื่อสมาชิก ๑ สวนกลาง นางสายทอง บรรณวัฒน ๒ สวนกลาง พ.ญ.ชูศรี โพธิสุนทร ๓ ขอนแกน น.ส.เรณู ไทยทองสุขสกุล ๔ จันทบุรี นางถาวร แกวกำเนิด ๕ ชัยนาท นายอุเทน เอี่ยมสุพันธุ ๖ ตาก นางอรุณ ทาลำปาง ๗ นครนายก นายชำนาญ จิตรีศรีอราม ๘ นครพนม นายนิพนธ จิตวัฒนตระกูล ๙ นครศรีธรรมราช นายไพบูลย บุญแกวสุข ๑๐ นครสวรรค นายสุวิทย วงศเหรียญไทย ๑๑ นนทบุรี นายสนธยา เหลืองเจริญลาภ ๑๒ นนทบุรี นายลำพึง ศุภานุสนธิ์ ๑๓ บุรีรัมย นายวีระ สุวรรณทา ๑๔ ปตตานี นายไซพูลอัสมี แยนา ๑๕ พัทลุง นางสุนทรา แกลวกลา ๑๖ พิจิตร นายดอกรัก แสนกิ่ง ๑๗ พิษณุโลก นายพิษิตท รณคนา ๑๘ มหาสารคาม นางปทมา ปตาระเต ๑๙ มหาสารคาม นายบรรลุ ปรีพูล ๒๐ มุกดาหาร นายโรม กัลยารัตน ๒๑ ยะลา นางอุไร กลอมเกลี้ยง ๒๒ รอยเอ็ด นางสมคิด ทาวฤทธิ์ ๒๓ รอยเอ็ด นายสุนทร จตุเทน ๒๔ รอยเอ็ด นายวันชัย สัตนาโค ๒๕ ระยอง นางสมควร ชื่นสวัสดิ์ ๒๖ ลำปาง น.ส.สงศรี หลาปาวงศ ๒๗ ลำปาง พ.ต.เฉลิม ศรีภัทรประภา ๒๘ ลำปาง นางไขแกว วรรณารักษ ๒๙ เลย นางละเนียด จันทิหลา ๓๐ เลย นายสันติ ทันหา ๓๑ สกลนคร นายจรัส นาระคล ๓๒ สมุทรสงคราม นายนิวัติ หิรัญพต ๓๓ สระบุรี นางชด โฉมงาม ๓๔ สิงหบุรี นายธเนศ นุมหอม ๓๕ สุโขทัย นางเพ็ญมณี ยาหลง ๓๖ สุราษฎรธานี นางแฉลม บำรุงจันทร ๓๗ สุรินทร นางสมศรี เพิ่มทรัพย ๓๘ หนองคาย นายประยุทธ พงษประสพ ๓๙ อุบลราชธานี นายจำนงค สีแหล ที่ จังหวัดที่รับแจง รายชื่อสมาชิก ๗๒
๗๓
๗๔
๗๕
วันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๒.๓๐ น. ณ บึงสีไฟ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร คณะตรวจ ติดตามการพัฒนา อนุรักษ และฟนฟูบึงสีไฟ โดย พลอากาศเอก สถิตยพงศ สุขวิมล ราชเลขานุการ ในพระองคพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดเปนประธานในการประชุมตรวจติดตามการพัฒนา อนุรักษ และฟนฟูบึงสีไฟ โดยมี นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายจตุพร บุรุษพัฒน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย ที่ปรึกษาสำนักงาน ทรัพยสินพระมหากษัตริย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่ปรึกษาพิเศษดานงานจิตอาสาและโครงการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง นายชูโชค ศิวะคุณากร Head of ESG&BSE - SCG นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจาหนาที่บริหารและกรรมการผูจัดการใหญ Big - C รวมถึงภาคีเครือขายการพัฒนา อนุรักษ และฟนฟูบึงสีไฟ ไดเขารวมการประชุมดังกลาว โดยรับฟงการบรรยายสรุปผลการดำเนินโครงการพัฒนาบึงสีไฟ จาก นายอดิเทพ กมลเวชช ผูวาราชการ จังหวัดพิจิตร และไดลงพื้นที่ติดตามการเตรียมความพรอมสถานที่ตั้งพลับพลาจุดที่ ๑ และสถานที่ เปดปายโครงการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พรอมอธิบดีกรมการปกครอง รวมติดตามการพัฒนา อนุรักษ� และฟ��นฟูบึงสีไฟ ยกระดับคุณภาพช�ว�ตที่ดีของพ��นองประชาชน จังหวัดพ�จ�ตรอยางยั�งยืน ขาวประชาสัมพันธ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๗ นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง มอบหมายให นายศรัณยศักด ศรีเครือเนตร รองอธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานพิธีเปดโครงการขับเคลื่อนการ ประเมินคุณธรรมและความโปรงใสในการดำเนินงานของอำเภอ (AMPHOE ITA) ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั้งที่ ๕ โดยนางสาวจริยา คงมา รักษาราชการแทนหัวหนาสำนักงานศูนยปฏิบัติการ ตอตานการทุจริต กรมการปกครอง กลาวรายงาน ซึ่งกลุมเปาหมายผูเขารวมโครงการ ประกอบดวย ผูชวยจาจังหวัด และเจาหนาที่ผูรับผิดชอบขับเคลื่อนการประเมิน ITA ของอำเภอในพื้นที่ภาคใต จำนวน ๑๔ จังหวัด ๑๕๑ อำเภอ รวมทั้งสิ้น ๑๖๕ คน จัดขึ้นระหวางวันที่ ๑๓ - ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๗ ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ จังหวัดสงขลา โครงการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปรงใสในการดำเนินงาน ของอำเภอ (AMPHOE ITA) ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ครั�งที่ ๕ พ��นที่ภาคใต DOPA NEWS ๗๖
วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ หองประชุมแกรนดบอลรูม โรงแรมเทพนครและ อัลวาเรซ อำเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย สมาคมแมบานมหาดไทยไดจัดการประชุมสมาคมแมบาน มหาดไทยสัญจร ครั้งที่ ๔ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ (Carbon Neutral Event) ระหวางวันที่ ๒๘ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ โดยหลังจาก นายสุทธิพงษ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแมบานมหาดไทย ไดมอบ แนวทางการดำเนินงานของสมาคมแมบานมหาดไทยแลวนั้น นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตน อธิบดีกรมการปกครอง ไดมอบนโยบาย สำคัญของฝายปกครอง ๖ เรื่อง ใหแกหัวหนาสวนราชการระดับจังหวัดในสังกัดกระทรวง มหาดไทย นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๐ จังหวัด ไดแก กาฬสินธุ ขอนแกน ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร รอยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี เขารวมการประชุมมอบนโยบาย โดยนโยบายสำคัญดังกลาวมี ๖ เรื่อง ดังนี้ ๑. การแกไขปญหาหนี้นอกระบบ ขับเคลื่อนตลาดนัดแกหนี้อยางตอเนื่อง เพื่อใหเกิดเปนรูปธรรม ๒. การจัดระเบียบสังคม สรางสังคมใหสงบสุขบานเมืองเปนระเบียบเรียบรอยปลอดอบายมุข ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ๓. การปราบปรามผูมีอิทธิพล ปลัดอำเภอประจำตำบล ตองเปนผูชวยเหลือนายอำเภออยางแทจริง ตองเขาถึงพื้นที่ เฝาระวัง หาขาว สอดสองพฤติกรรมบุคคล/กลุมบุคคลในพื้นที่ หามมิใหมีการรังแก ประชาชน ถาเกิดขอรองเรียนใหเรงตรวจสอบ ๔. ติดตามการขับเคลื่อนหมูบานยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา ตาม ๘ ตัวชี้วัดใหเรียบรอย และตอเนื่อง ๕. การแกไขปญหาความเดือดรอนตาม Thai QM ใหทุกอำเภอ Re x-ray สำรวจครัวเรือนเดิม และครัวเรือนที่ไดรับความเดือดรอนใหม และแกไขปญหาใหแลวเสร็จภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ “เนนย้ำอยาใหมีครัวเรือนที่ไดรับความเดือดรอนตกหลนจากการสำรวจและชวยเหลือ” ๖. การปองกันและแกไขปญหายาเสพติด สแกนหาผูเสพรายใหม/รายเกา ติดตามใหกำลังใจผูผาน การบำบัด และสรางการรับรูและพลังความรวมมืออยางตอเนื่อง เพื่อทำใหทุกพื้นที่ปลอดยาเสพติด อยางยั่งยืน อธิบดีกรมการปกครอง มอบนโยบายสำคัญของฝายปกครอง ในพ��นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๐ จังหวัด DOPA NEWS ๗๗
DOPA NEWS วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๗ พรอมดวยสมาชิก อส.อ.แจหมที่ ๗ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติงาน ของจุดตรวจ/จุดสกัดในการปองกันไฟปาฯ พรอมทั้งจัดชุดลาดตระเวนปองกันไฟปาในพื้นที่ตำบลแจหม ในการนี้นายอำเภอแจหมไดเนนย้ำใหหนวยงานที่เกี่ยวของ อยูประจำพื้นที่ โดยเฉพาะวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ ตลอดจนสรางความเขาใจกับประชาชนในพื้นที่ใหงดเผา และเพิ่มการ ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อเปนการปองปรามผูลักลอบเผาปาอยางเครงครัด อำเภอแจหม จังหวัดลำปาง วันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายพัชรพัชร ศรีธัญญนนท นายอำเภอดอนพุด ไดขับเคลื่อน การดำเนินงานถายทอดประวัติศาสตรชาติไทย โดยไดเรียนเชิญ นายไพฑูรย ดารา (ครู ก อำเภอดอนพุด) เขาแนะนำตัวแกหัวหนาสวนราชการ และกำนัน ผูใหญบาน ฯลฯ ในที่ประชุมหัวหนาสวนราชการ ผูบริการองคกรปกครองสวนทองถิ่น คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (กบอ.) และกำนัน ผูใหญบาน ฯลฯ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๗ พรอมทั้งบรรยายใหความรูในหัวขอ “ประวัติศาสตรชาติไทย” โดยมีผูเขารวมรับฟงการบรรยาย จำนวน ๑๒๐ คน ประกอบดวย หัวหนาสวนราชการอำเภอ ผูบริหาร องคกรปกครองสวนทองถิ่น กำนัน ผูใหญบาน แพทยประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผูชวยผูใหญบาน ทุกคนในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุร� ๗๘
DOPA NEWS วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ สถานีสูบน้ำดวยระบบไฟฟาอำเภอมะนัง หมูที่ ๑๐ ตำบลปาลมพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล นายเชษฐ บุตรรักษ นายอำเภอมะนัง พรอมดวย นายภาณุ เพ็ชรประดับ นายกองคการบริหารสวนตำบลปาลมพัฒนา เจาหนาที่องคการบริหารสวนตำบล ปาลมพัฒนา รวมกับเจาหนาที่โครงการชลประทานจังหวัดสตูล และการประปาสวนภูมิภาค สาขาสตูล รวมประชุมพิจารณาออกแบบปรับปรุงระบบการผลิตน้ำประปา ของสถานีสูบน้ำดวยระบบไฟฟาอำเภอ มะนัง หมูที่ ๑๐ ตำบลปาลมพัฒนา อำเภอมะนัง เพื่อใหระบบการผลิตน้ำประปาเพียงพอตอความตองการ ใชน้ำในอนาคต และเพื่อใหเกิดประโยชนสูงสุดในการบริหารจัดการระบบประปา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล ๗๙
๘๐