The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เทศาภิบาล ฉบับเดือน พฤษภาคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เทศาภิบาล ฉบับเดือน พฤษภาคม

เทศาภิบาล ฉบับเดือน พฤษภาคม

: นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครอง Facebookfanpagehttps://library.dopa.go.th 05พฤษภาคมพ.ศ.2569MAY2 0 2 6ปที่ 121 ฉบับที่ป 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ISSN 0125-4006


บทความหรือขอเขียนในนิตยสาร เปนความเห็นสวนตัว กองบรรณาธิการไมจําเปนตองเห็นดวย และไมผูกพันกับกรมการปกครองแตอยางใดหากทานผูอานมีขอเสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็น สามารถแจงและติดตอทีมงานเทศาภิบาลไดที่QR code นี้http://www.facebook.com/นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครองนายนพรัตน ศรีพรหมผูอำนวยการกองวิชาการและแผนงานบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาลEDITORíS TALKสวัสดีทานผูอานทุกทานครับ ยินดีตอนรับผูอานทุกทานเขาสูนิตยสารกรมการปกครอง “เทศาภิบาล” ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคมครับ สำหรับเดือนนี้ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาลยังคงมุงมั่นที่จะนำเสนอองคความรู บทวิเคราะห และเรื่องราวที่เปนประโยชนตอผูอานอยางเขมขนเชนเคย และในเดือนนี้ ถือเปนโอกาสอันดียิ่งที่นิตยสารฯ ไดรับเกียรติจากนายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ มารวมถายทอดเรื่องการเขาชื่อของราษฎรในการถอดถอนผูใหญบานออกจากตำแหนง เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ในคอลัมนเทศาวิชาการ และนอกจากบทความที่ไดรับเกียรตินี้แลว ภายในเลมยังมีคอลัมนนาสนใจอีกมากมายที่กองบรรณาธิการฯ ตั้งใจจัดเตรียมเพื่อมอบทั้งความรูและสาระใหแกผูอานทุกทานเชนเคยครับ เนื้อหาภายในเลมยังประกอบดวยกฎหมายฝายปกครอง เทศาวิชาการ ซึ่งไดรับเกียรติจากนางวิรงรอง สุริยะธำรงกุล นายอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ในคอลัมนลูกไมมหาดไทย เพื่อเนนย้ำเรื่องความสำคัญของการศึกษาและการชวยเหลือเด็กเปราะบางที่หลุดออกจากระบบ และในคอลัมนเลาะรั้วอำเภอ ที่พาทุกทานไปสัมผัสเสนหอันทรงคุณคาของ อำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ ในคอลัมนบทความพิเศษ นำเสนอเกี่ยวกับการขยายผลนวัตกรรมตลาดเคลื่อนที่ ผานโมเดล “รถพุมพวง” สู 3 อำเภอ 6 ศูนย 612 ครัวเรือนยากจน อันเปนองคความรูตอยอดการแกไขปญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแมนยำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอยางยั่งยืน รวมทั้งยังมีบทความพิเศษจากเรื่อง เชียงดาวโมเดล: บทเรียนการบริหารพื้นที่เพื่อลดไฟปา และ PM2.5 อยางบูรณาการ เพื่อถายทอดแนวทางตนแบบใหแกพื้นที่อื่น ๆ นำไปปรับใชในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงพื้นที่อยางยั่งยืนตอไปครับ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล หวังเปนอยางยิ่งวา บทความภายในเลมนี้จะเปนประโยชนตอผูอานทุกทาน ทั้งเปนองคความรูใหมหรือเสริมองคความรูเดิม ทั้งนี้กองบรรณาธิการฯ ขอขอบพระคุณทุกทานที่ใหการสนับสนุนและรวมเดินทางไปพรอมกับเราครับเจาของ กรมการปกครอง ผูกอตั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประธานกรรมการอํานวยการ นฤชา โฆษาศิวิไลซรองประธานกรรมการ วินัย โตเจริญ, วิฑูรย สิรินุกุล, รณรงค ทิพยศิริ, วิรุฬห สิทธิวงศ ประธานกรรมการบริหารสํานักงานฯวินัย โตเจริญ บรรณาธิการ นพรัตน ศรีพรหม ผูชวยบรรณาธิการ กรกนก คาผล กองบรรณาธิการ ธัชรี บุญภูพันธตันติ, นิตยา รินทรักษ, เกตุโสภณ ธํารงอภิชาตกุล, ญาณิศา สันยาย, ธนิษฐา ยุชิ พิสูจนอักษร วรรณา ประจง, จันทรรัตน ปฐมปรมัตถ, ศศิพัชร หิรัญปุณยโชติ, อารียรัตน เหรียญไกร, สุมิตรา มวงปน แยกสีและพิมพ โรงพิมพอาสารักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร สํานักงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง อาคารธนาลงกรณทาวเวอร ชั้น 18 เลขที่ 666 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบําหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท 0-2223-1914e-mail : [email protected]


สารบัญเทศาว�ชาการกฎหมายฝายปกครองรายงานพ�เศษCONTENTS04 ภารกิจสำคัญของผูบริหาร ï อธิบดีกรมการปกครอง เปดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาส วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 และวันคลายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 2569 • อธิบดีกรมการปกครอง ผนึกกำลัง 5 หนวยงาน ลงนาม MOU ยกระดับปราบทุจริตทะเบียน–บัตรประชาชน ï อธิบดีกรมการปกครอง รวม Kick Off ตลาดนัด “ไทยชวยไทย X Local Low Cost” ดันสินคาราคาประหยัด กระตุนเศรษฐกิจ - ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ตลาดบางใหญซิตี้ ï อธิบดีกรมการปกครอง ปลอยคาราวานรถพุมพวง Kick-off “ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” พรอมกันทั่วประเทศ นำสินคาราคาประหยัดถึงชุมชน : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล24 บทความวิชาการ ï บทวิเคราะหและสรุปในเรื่องการเขาชื่อของราษฎรในการถอดถอน ผูใหญบานออกจากตำแหนง เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด : สมศักดิ์ สุขประเสริฐ 30 “คิด แบบ แผน” • การขับเคลื่อนนโยบายลดภาระคาครองชีพของประชาชน ผานกิจกรรม การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ: นทีมาศ สุขทวี37 ตะลอนไปกับผูตรวจฯ ตอนที่ 24 • ยายที่วาการอำเภอแตไมยายเมือง: อภิชัย ศรีเมือง39 ลูกไมมหาดไทย • คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มที่การศึกษา : วิรงรอง สุริยะธำรงกุล08 อุทาหรณคดีปกครอง • จัดซื้อยาและเวชภัณฑแตไมแจกผูประสบภัย หนวยงานตองเรียก ใหรับผิดทางละเมิดภายในอายุความใด ?: นายปกครอง11 กฎหมายฝายปกครอง • “การลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน”: นพพล นพคุณ15 สอบสวนและนิติการ • การไกลเกลี่ยขอพิพาท กลไกสันติวิธีเพื่อคลี่คลาย ความขัดแยงของสังคม: สำนักการสอบสวนและนิติการ22 ทะเบียนนารู • “ลูกรัก ทำไมกันละ ! เปนถึงพอแตขอเปลี่ยนชื่อใหลูกไมได ?” : สำนักบริหารการทะเบียน02 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


สารบัญขาวประชาสัมพันธNEWSเทศา…สาระแฟนพันธุแทเทศาภิบาลปกิณกะCONTENTS52 บทความพิเศษ• การขยายผลนวัตกรรมตลาดเคลื่อนที่ ผานโมเดล “รถพุมพวง”สู 3 อำเภอ 6 ศูนย 612 ครัวเรือนยากจน: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล• เชียงดาวโมเดล: บทเรียนการบริหารพื้นที่เพื่อลดไฟปาและ PM2.5 อยางบูรณาการ: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล62 DOPA THINK LAB พื้นที่ความคิด วิจัย และนวัตกรรม : สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน63 GLOBAL DIPLOMATIC HUB I วิเทศทัศน เปดโลกสากล : สวนวิเทศสัมพันธ กองวิชาการและแผนงาน64 ถาม-ตอบ พิชิตคะแนน: DOPA HR67 อานครอบจักรวาล ยกเวนงานในหนาที่ • จิตวิทยาการตัดสินใจแบบนักบิน: ภัสสร ภัทรเภตรา76 DOPA NEWS77 ขาว ฌ.ป.ค.69 MISSION TO THE MOON• เสร็จ vs สำเร็จ: รวิศ หาญอุตสาหะ71 ชื่อบานนามเมือง ตอนที่ 5• ประวัติความเปนมาของชื่ออำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล73 โหรา...เทศา: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล78 เฉลย: คำถาม – คำตอบ กิจกรรมแฟนพันธุแทเทศาภิบาลเดือนเมษายน 256980 ผูโชคดีรวมกิจกรรมแฟนพันธุแทเทศาภิบาลเดือนเมษายน 2569เทศาว�ชาการ42 เลาะรั้วอำเภอ• อำเภอทาเรือ: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล46 เรื่องเลานักเรียนทุน• อังกฤษสอนอะไรเรื่องขอมูล ?: 5 บทเรียนจาก Data Analyticsของนักเรียนทุนไทยในอังกฤษ: สุเมธี จิตตปภัสสรเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 03


ภารกิจสำคัญของผูบร�หารกองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 - 12.00 น. ณ วัดหงสรัตนารามราชวรวิหารเขตบางกอกใหญ กรุงเทพมหานคร นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานเปดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 และวันคลายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 2569 กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ภายในวัดหงสรัตนารามราชวรวิหารโดยมี นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวิฑูรย สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง คณะผูบริหารกรมการปกครอง ขาราชการ พนักงานราชการ ลูกจาง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมกิจกรรม จำนวน 120 คน หลักการสำคัญของจิตอาสา คือ การทำความดีดวยหัวใจ กิจกรรมจิตอาสาลวนมุงหมายใหเกิดความรัก ความสามัคคี ตลอดจนเกิดความสำนึกรับผิดชอบตอสาธารณะรวมกัน ใหความชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความรวมมือรวมใจในการทำประโยชนเพื่อสวนรวมและสังคม อันจะสงผลใหประเทศชาติมีความมั่นคงอยางยั่งยืน กรมการปกครองเปนหนวยงานที่พรอมใหการสนับสนุนขับเคลื่อนงานจิตอาสาตามแนวทางที่ศูนยอำนวยการใหญจิตอาสาพระราชทาน และศูนยอำนวยการและขับเคลื่อนงานจิตอาสากระทรวงมหาดไทย กำหนดและมอบหมายใหดำเนินการ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในวันสำคัญของชาติไทยและวันสำคัญของพระบรมวงศานุวงศ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และพลังความสามัคคี ความเปนจิตอาสาของหนวยงานอธิบดีกรมการปกครอง เปดกิจกรรมจ�ตอาสาพัฒนาเนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569และวันคลายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 256904 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


วันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตั้งแตเวลา 13.00 น. ณ หองประชุมบัวหลวง ชั้น 10 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (คลอง 9) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี กรมการปกครอง จัดพิธีลงนามบันทึกขอตกลงความรวมมือ (MOU) การปองกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน รวมกับหนวยงานบังคับใชกฎหมายและองคกรตรวจสอบระดับชาติ รวม 6 หนวยงาน โดย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแกว รองผูบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแหงชาติ รอยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายสุรพงษ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุขเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) นายเทพสุ บวรโชติดาราเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พรอมดวยแขกผูมีเกียรติ บุคลากรของทุกหนวยงาน และสื่อมวลชน รวมเปนสักขีพยาน การผนึกกำลังในครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อยกระดับการปองกันภัยคุกคามตอความมั่นคงดานงานทะเบียนที่ปจจุบันมีความซับซอนและพัฒนาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะการกระทำความผิดในลักษณะเครือขายองคกรอาชญากรรมขามชาติ การทุจริตแสวงหาผลประโยชนโดยมิชอบในงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนรวมถึงงานทะเบียนอื่น ๆ โดยมีกรอบความรวมมือและแนวทางดำเนินงานที่สำคัญประกอบดวย 5 ดาน ไดแก 1) ดานการขาวและขอมูล 2) ดานการปองปราม 3) ดานการบังคับใชกฎหมาย 4) ดานการพัฒนาศักยภาพ และ 5) ดานความปลอดภัยของขอมูล ทั้งนี้ บันทึกขอตกลงความรวมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 2 ป โดยมุงหวังใหเกิดผลสัมฤทธิ์อยางเปนรูปธรรม ซึ่งเปนรากฐานที่เขมแข็งในการรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบรอยในสังคม และอำนวยความยุติธรรมใหกับประชาชนเปนสำคัญ ทั้งนี้ กรมการปกครองไดยกระดับการทำงานผานการจัดตั้งหนวย “DOPA N.I.C.E.” เปนกลไกกลางในการประสานความรวมมือ และขับเคลื่อนปฏิบัติการสำคัญที่ผานมา อาทิ “ตัดหมอกเวียงแหง” “สลายหมอกเชียงดาว” “ตัดบัตรกรุงเกา” และ “ยอนเกล็ดมังกร” ซึ่งเปนผลงานของการทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการ การลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงถือเปนอีกกาวสำคัญของการผนึกกำลังภาครัฐ เพื่อยกระดับการปองกันและปราบปรามการทุจริตอยางจริงจังและตอเนื่อง เชื่อมั่นวาจะสงผลใหการปองกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนเขมแข็งมากขึ้น นำไปสูความมั่นคงของประเทศ อธิบดีกรมการปกครอง ผนึกกำลัง 5 หนวยงาน ลงนาม MOUยกระดับปราบทุจร�ตทะเบียน–บัตรประชาชนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 05


วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ตลาดบางใหญซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวย นางศุภจี สุธรรมพันธุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย Kick-Off จำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ จำหนายสินคาราคาประหยัด ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ ณ ที่วาการอำเภอ และผานหาง Modern Trade เชน Lotus's, Big C, Makro,Tops และ Go wholesale โดยมี นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตนปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน จุนถิระพงศ เลขานุการรัฐมนตรี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครองผูวาราชการจังหวัดนนทบุรี พรอมผูบริหารกระทรวงมหาดไทย ผูบริหารกรมการปกครอง ขาราชการฝายปกครองในพื้นที่ และประชาชนรวมจับจายซื้อสินคาราคาถูกจำนวนมาก จากนั้น นายกรัฐมนตรี นำคณะเดินเยี่ยมชมบูธสินคาที่นำมาจัดจำหนาย และไดชอปสินคาราคาประหยัด เชน น้ำมันพืช ซอสหอยนางรม กระดาษทิชชู น้ำยาลางจาน ขาวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อีกดวย โดย “ตลาดไทยชวยไทย” จะจัดจำหนายทุกวันศุกรตลอดเดือนพฤษภาคม ไดแก วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 กรมการปกครองจะนำสินคาราคาประหยัดไปใหประชาชนไดซื้อถึงที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดยลดสูงสุด 58% เชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินคาได ณ ที่วาการอำเภอใกลบาน ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รวมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณิชย จะติดตามประเมินผลการจัดกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศเพื่อประเมินประสิทธิผลการบรรเทาผลกระทบคาครองชีพของประชาชน ควบคูกับการกระตุนเศรษฐกิจฐานรากใหเกิดความเขมแข็งและยั่งยืนตอไปอธิบดีกรมการปกครอง รวม Kick-Off ตลาดนัด“ไทยชวยไทย X Local Low Cost”ดันสินคาราคาประหยัด กระตุนเศรษฐกิจ - ลดภาระ ลดคาครองช�พณ ตลาดบางใหญซ�ตี้06 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


วันศุกรที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ ที่วาการอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย Kick-off กิจกรรมสนับสนุนโครงการ “ไทยชวยไทย ลดภาระลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” พรอมกัน ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเดินหนานโยบายชวยเหลือประชาชน ลดภาระคาครองชีพ และเพิ่มโอกาสในการเขาถึงสินคาอุปโภคบริโภคคุณภาพดีในราคาประหยัดถึงระดับชุมชน ผานเครือขาย “รถพุมพวง” ซึ่งเปนกลไกสำคัญในการกระจายสินคาเขาถึงประชาชนในพื้นที่ตาง ๆ อยางทั่วถึง โดยมี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานในพิธี พรอมดวย นายเอกวิทย มีเพียร ผูวาราชการจังหวัดปทุมธานี หัวหนาสวนราชการ ผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่น กำนัน ผูใหญบาน ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่เขารวมกิจกรรมอยางพรอมเพรียง ในการนี้ อธิบดีกรมการปกครอง ไดกลาวถึงวัตถุประสงคของการจัดกิจกรรมในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลครั้งนี้วา เปนการดำเนินงานภายใตความรวมมือของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกรมการคาภายใน กระทรวงพาณิชย ไปรษณียไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกระจายสินคาจำเปนในราคาประหยัดไปสูประชาชนอยางทั่วถึง โดยอาศัยเครือขาย “รถพุมพวง” ซึ่งเปนกลไกสำคัญในการเขาถึงประชาชนในหมูบานและชุมชนตาง ๆ สำหรับอำเภอสามโคก มีผูประกอบการเครือขายรถพุมพวงเขารวมโครงการกวา 10 คัน รวมจำหนายสินคาอุปโภคบริโภคที่จำเปนในราคาพิเศษ เพื่อชวยลดภาระคาใชจายของประชาชน อีกทั้งยังไดรับความรวมมือจากหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม รวมถึงกลุมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ นำสินคาราคาประหยัดมาจำหนายภายในงานอยางหลากหลาย จากนั้น อธิบดีกรมการปกครองพรอมคณะผูบริหารไดเยี่ยมชมบูธจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” พบปะผูประกอบการรถพุมพวง และรวมปลอยขบวนรถพุมพวง กอนรวมเดินทางจำหนายสินคาในชุมชนบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ โครงการ “ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” มีเปาหมายสำคัญในการชวยเหลือประชาชนใหสามารถเขาถึงสินคาคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ลดภาระคาครองชีพ และสรางความเขมแข็งใหเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชนอยางยั่งยืนอธิบดีกรมการปกครอง ปลอยคาราวานรถพุมพวง Kick-off“ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองช�พ ผานเคร�อขายรถพุมพวง”พรอมกันทั�วประเทศ นำสินคาราคาประหยัดถึงชุมชนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 07


เนื้อเพลง “น้ำทวม” ของบรมครูไพบูลย บุตรขัน บทเพลงลูกทุงอมตะคุนหูของคนไทยหลายรุน ซึ่งมักจะถูกเปดทุกครั้งที่มีเหตุการณน้ำทวมในประเทศไทย โดยเนื้อหาแตงมาจากประสบการณที่เกิดขึ้นจริง และมีมุมมองที่ตัดพอระหวางน้ำทวมกับฝนแลงวาอยางไหนดีกวากัน (ในแงของความเดือดรอนที่นอยกวา) รวมทั้งสะทอนภาพความทุกขของผูประสบภัยน้ำทวมไดเปนอยางดี ทวา ... น้ำทวม นับเปนปรากฏการณทางธรรมชาติที่ไมสามารถหลีกเลี่ยงได แตมีวิธีลดความรุนแรงหรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาได โดยหลังน้ำลด ... นอกจากอาหารและน้ำสะอาดแลว น้ำยาฆาเชื้อ รองเทาบูท ถุงมือยาง อุปกรณทำความสะอาดตาง ๆ ตลอดจนยารักษาโรค (เชน ยาน้ำกัดเทายาทาเชื้อรา ฯลฯ) ลวนเปนสิ่งที่ผูประสบภัยตองการเปนอันดับตน ๆ ทามกลางวิกฤตอุทกภัยที่สรางความเดือดรอนแกประชาชน หนวยงานของรัฐจึงมักเรงอนุมัติใชเงินสะสมเพื่อบรรเทาทุกข เชน กรณีที่จะเลาใหฟงตอไปนี้ ที่ไดมีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑเพื่อนำไปแจกจายแกผูประสบภัยน้ำทวม แตกลับมิไดดำเนินการตามวัตถุประสงค และตอมานำไปแจกจายใหแกเจาหนาที่ตาง ๆ จนมีการเรียกใหรับผิดทางละเมิด อันเปนมูลเหตุของการนำคดีขึ้นสูศาลปกครอง โดยคดีดังกลาวนับวาเปนขอพึงระวังที่สำคัญแกหนวยงานของรัฐเกี่ยวกับเรื่องอายุความการใชสิทธิเรียกรอง มาดูรายละเอียดของคดีกันครับ เรื่องราวของคดีมีอยูวา ... ขณะที่ผูฟองคดีดำรงตำแหนงนักบริหารงานทั่วไป 6 รักษาราชการแทนผูอำนวยการกองพัสดุและทรัพยสิน ซึ่งมีฐานะเปนหัวหนาเจาหนาที่พัสดุดวย ไดมีบันทึกขอความเสนอตอนายกองคการบริหารสวนจังหวัด (นายก อบจ.) ขออนุมัติจายขาดเงินสะสมเพื่อจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบาน จำนวน 1,000 ชุด เปนเงิน 1,500,000 บาท และผูฟองคดีไดลงนามผานบันทึกขอความขอความเห็นชอบจัดซื้อยาและเวชภัณฑโดยวิธีพิเศษและขออนุมัติจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานดังกลาว ซึ่งนายก อบจ. มีคำสั่งอนุมัติใหดำเนินการได โดยใหจายขาดเงินสะสมเพื่อเปนคาจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานสำหรับแจกจายใหราษฎรที่ไดรับความเสียหายจากภาวะน้ำทวมจัดซ�้อยาและเวชภัณฑแตไมแจกผูประสบภัยหนวยงานตองเร�ยกใหรับผิดทางละเมิดภายในอายุความใด ?“น้ำทวม … นองวาดีกวาฝนแลงพ��วาน้ำแหง ใหฝนแลงเสียยังดีกวาน้ำทวมปนี้ทุกบานลวนมีแตคราบน้ำตา …”อุทาหรณคดีปกครองนายปกครอง08 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


เมื่อกองพัสดุและทรัพยสินไดจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานแลว และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไดตรวจรับครบถวน ผูฟองคดีไดจัดเก็บยาและเวชภัณฑดังกลาวไวเอง โดยมิไดสงมอบใหกับกองชางเพื่อนำไปแจกจายใหกับราษฎรที่ไดรับความเดือดรอนจากภัยพิบัติ และนายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายเงินแกหางหุนสวนสามัญ ค. (ผูขาย) โดยตอมา นายก อบจ. ไดสั่งการใหผูฟองคดีแจกจายยาและเวชภัณฑประจำบานพรอมกระเปายาใหแกบุคคลที่มีการประสานงานไว คือ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบาน เจาหนาที่สาธารณสุข และผูอำนวยการกองตาง ๆ ในสังกัดองคการบริหารสวนจังหวัด (อบจ.) กระทั่งสำนักงานการตรวจเงินแผนดินภูมิภาคไดตรวจสอบและเห็นวา การแจกจายยาและเวชภัณฑประจำบานในลักษณะดังกลาว เปนการแจกจายใหแกบุคคลที่ไมถูกตองตรงตามวัตถุประสงคของการใชจายเงินสะสมตามขอ 91 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการรับเงิน การเบิกจายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. 2547 ทำใหมีการตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งเห็นวาพฤติการณดังกลาวเปนการกระทำโดยประมาทเลินเลออยางรายแรง อันเปนการกระทำละเมิดทำให อบจ. ไดรับความเสียหาย จึงเห็นควรใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนในสวนการกระทำของตนในอัตรารอยละ 30 ของคาเสียหายเปนเงินจำนวน 450,000 บาท (มีผูรับผิดหลายคน) นายก อบจ. จึงมีคำสั่งใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกลาว ผูฟองคดีไมเห็นดวยจึงยื่นอุทธรณ และตอมาผูวาราชการจังหวัดไดพิจารณายกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงยื่นฟองอบจ. นายก อบจ. และผูวาราชการจังหวัด (ผูถูกฟองคดีที่ 1 - ที่ 3 ตามลำดับ) ตอศาลปกครองเพื่อขอใหเพิกถอนคำสั่งที่ใหตนชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงินจำนวน 450,000 บาท และเพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดดวยคดีมีประเด็นที่ตองพิจารณาวา ... การที่นายก อบจ. มีคำสั่งใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงิน 450,000 บาท และคำวินิจฉัยยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดชอบดวยกฎหมายหรือไม โดยมีประเด็นที่ตองพิจารณากอนวา อบจ. ใชสิทธิเรียกรองใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนภายในอายุความตามกฎหมายหรือไม ?ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลวเห็นวา การที่นายก อบจ. (ขณะนั้น) มีคำสั่งใหผูฟองคดีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแก อบจ. เปนเงินจำนวน 450,000 บาท เปนการออกคำสั่งใหเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกหนวยงานของรัฐตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว กำหนดใหการออกคำสั่งเพื่อใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐ มีอายุความ 2 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน สวนกรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ผูนั้นไมตองรับผิดแตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด สิทธิเรียกรองดังกลาวมีอายุความ 1 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง อยางไรก็ตาม หนวยงานยังตองใชสิทธิเรียกรองไมเกิน 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยดวยเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 09


เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา นายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายขาดเงินสะสมเปนคาจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบาน จำนวน 1,500,000 บาท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 โดยสั่งจายเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม 2549จายใหผูขายยาและเวชภัณฑประจำบาน จึงถือวา วันที่ 1 มีนาคม 2549 ซึ่งเปนวันที่นายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายขาดเงินสะสมเปนวันกระทำละเมิด ทำให อบจ. ไดรับความเสียหาย อบจ. จึงตองใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากผูฟองคดีภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 (ภายใน 10 ป นับแตวันทำละเมิด) การที่นายก อบจ. มีคำสั่ง ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ 2561 ใหผูฟองคดีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแก อบจ. โดยผูฟองคดีไดรับแจงคำสั่งดังกลาวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ 2561 จึงเปนการใชสิทธิเรียกรองเมื่อพนอายุความ 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยแลว ดังนั้น คำสั่งของนายก อบจ. ที่ใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนตามที่พิพาท จึงเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย และมีผลใหคำวินิจฉัยยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดไมชอบดวยกฎหมายดวยเชนกันศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนที่ใหเพิกถอนคำสั่งที่พิพาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1308/2568)สรุปไดวา … การใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ฯ ออกคำสั่งใหเจาหนาที่ชดใชเงิน นั้น มีอายุความที่ตองพิจารณาอยู 2 ประการ กลาวคือ ตองใชสิทธิเรียกรองภายในอายุความ 2 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน สวนกรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ผูนั้นไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด สิทธิเรียกรองดังกลาวมีอายุความ 1 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว และยังตองใชสิทธิเรียกรองไมเกิน 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่งแหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยดวย ซึ่งปญหาการใชสิทธิเรียกรองโดยพนระยะเวลาหรือขาดอายุความสวนใดสวนหนึ่ง ยอมสงผลใหคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนนั้นไมชอบดวยกฎหมาย อันสงผลใหหนวยงานของรัฐไมไดรับการชดใชเงินจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิด อยางไรก็ตาม คดีนี้ ศาลยังไมไดวินิจฉัยความชอบดวยกฎหมายของคำสั่งดังกลาวในสวนเนื้อหาวา ผูฟองคดีไดกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหนาที่โดยประมาทเลินเลออยางรายแรงหรือไม แตผูฟองคดีหลุดพนจากความรับผิดดวยเหตุหนวยงานของรัฐออกคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนพนอายุความการใชสิทธิเรียกรอง ... อันเปนการย้ำเตือนวา การตรวจสอบและเรียกใหเจาหนาที่รับผิดทางละเมิด ตองเรงดำเนินการใหจบภายใน 10 ป นับจากวันที่เกิดความเสียหาย (วันจายเงิน) มิฉะนั้นรัฐจะไมสามารถบังคับเรียกเงินคืนไดเลยแมเจาหนาที่จะไดกระทำละเมิดจริงหรือไมก็ตาม ... ครับ(ปรึกษาคดีปกครองไดที่ สายดวนศาลปกครอง 1355และสามารถศึกษาความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับคดีปกครองไดที่ “ศูนยการเรียนรูศาลปกครองออนไลน”) https://aclib.admincourt.go.th/10 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) มีสิทธิในการลาไดตามระเบียบกองอาสารักษาดินแดนวาดวยการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2538 ซึ่งรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมไดออกระเบียบไว โดยบังคับแกสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประเภทประจำกองที่ปฏิบัติหนาที่ในภารกิจใด ๆ ตามที่ไดรับอนุมัติจากกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนหรืออยูในระหวางทำการฝกอบรมการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน แบงออกเปน 6 ประเภท ไดแก การลาปวย การลากิจสวนตัว การลาพักผอน การลาเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพล การลาคลอดบุตร และการลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ โดยมีรายละเอียดของการลาแตละประเภท ดังนี้1. การลาปวย การลาปวยของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประกอบดวย 2 กรณี ไดแก 1.1 การลาปวยกรณีปกติ มีสิทธิลาปวยโดยไดรับเงินคาตอบแทนปหนึ่งไมเกิน 15 วัน 1.2 การลาปวยกรณีประสบอันตรายเพราะเหตุปฏิบัติหนาที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหนาที่ หรือถูกประทุษรายเพราะเหตุกระทำตามหนาที่ ถาลาปวยครบ 15 วันแลวยังไมหายและแพทยของทางราชการลงความเห็นวามีทางที่จะรักษาใหหายและสามารถทำงานได ใหลาปวยเพื่อรักษาพยาบาลเทาที่ผูมีอำนาจอนุญาตเห็นสมควร โดยไดรับเงินคาตอบแทนได แตตองไมเกิน 60 วัน แตถาแพทยลงความเห็นวาไมมีทางที่จะรักษาพยาบาลใหหายได ใหพิจารณาตามขอบังคับที่ 4 เรื่อง กำหนดวิธีการใหออกจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2498กฎหมายฝายปกครองนพพล นพคุณ*ìการลาของสมาช�กกองอาสารักษาดินแดน”*นายนพพล นพคุณ เจาพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 11


ในการลาปวยนั้น หากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประสงคจะลาปวยเพื่อรักษาตัว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนหรือในวันที่ลา เวนแตในกรณีจำเปนใหสงใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติหนาที่ สำหรับในกรณีที่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนผูขอลามีอาการปวยจนไมสามารถลงชื่อในใบลาได จะใหผูอื่นลาแทนก็ได แตเมื่อสามารถลงชื่อไดแลว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาโดยเร็ว การลาปวยตั้งแต 3 วันขึ้นไป ตองมีใบรับรองแพทยแนบไปดวย ในกรณีการลาปวยไมถึง 3 วันไมวาจะเปนการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดตอกัน ถาผูมีอำนาจอนุญาตเห็นสมควร จะสั่งใหมีใบรับรองแพทยประกอบใบลาหรือสั่งใหผูลาไปรับการตรวจจากแพทยของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได2. การลากิจสวนตัว สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลากิจสวนตัว ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต และเมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงจะหยุดปฏิบัติหนาที่ได เวนแตมีเหตุจำเปนไมสามารถรอรับอนุญาตไดทัน ใหสงใบลาพรอมดวยระบุเหตุผลจำเปนไว แลวหยุดปฏิบัติหนาที่ไปกอนก็ได แตจะตองชี้แจงเหตุผลใหผูมีอำนาจอนุญาตตรวจสอบโดยเร็ว หรือในกรณีที่ไมอาจสงใบลากอนได ใหสงใบลาพรอมทั้งเหตุผลความจำเปนตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติหนาที่ โดยใหสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลากิจสวนตัวโดยไดรับเงินคาตอบแทนปละไมเกิน 10 วัน สำหรับผูที่ไดรับอนุญาตใหลากิจสวนตัว ซึ่งไดหยุดปฏิบัติหนาที่ไปยังไมครบกำหนด ถามีราชการจำเปนเกิดขึ้นผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติหนาที่ก็ได 3. การลาพักผอน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาพักผอนประจำปในปหนึ่งได 10 วัน โดยไมถือเปนวันลาเวนแตผูซึ่งไดรับการบรรจุสั่งใชเปนสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนครั้งแรกในปที่ไดรับการบรรจุสั่งใชยังไมถึง6 เดือน และผูซึ่งลาออกจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนหรือใหออกจากการปฏิบัติหนาที่แลวตอมาไดรับบรรจุเขาเปนสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอีกในปที่ไดรับการบรรจุสั่งใชยังไมถึง 6 เดือน โดยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลาพักผอน ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต เมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงจะหยุดปฏิบัติหนาที่ได ซึ่งการอนุญาตใหลาพักผอน ผูมีอำนาจอนุญาตจะอนุญาตใหลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได โดยมิใหเสียหายแกราชการ สำหรับผูไดรับอนุญาตใหลาพักผอนซึ่งหยุดปฏิบัติหนาที่ไปยังไมครบกำหนดการลา ถามีราชการจำเปนเกิดขึ้น ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติหนาที่ก็ได4. การลาเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพล “เขารับการตรวจเลือก” หมายความวา เขารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการเปนทหารกองประจำการ และ “เขารับการเตรียมพล” หมายความวา เขารับการระดมพล เขารับการตรวจสอบพล เขารับการฝกวิชาทหารหรือเขารับการทดลองความพรั่งพรอม ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหาร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาไปเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลโดยไดรับเงินคาตอบแทน โดยใหรายงานลาตอผูบังคับบัญชากอนวันเขารับการตรวจเลือกหรือไดรับหมายเรียกเขารับการเตรียมพลไมนอยกวา 48 ชั่วโมง นับแตเวลารับหมายเรียกเปนตนไป และใหไปเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลตามวัน เวลา ในหมายเรียกนั้น โดยไมตองรอรับคำสั่งอนุญาตและใหผูบังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลำดับจนถึงผูบังคับบัญชาสูงสุด เมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ลานั้นพนจากการเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลแลว ใหมารายงานตัวกลับเขาปฏิบัติหนาที่ตามปกติตอผูบังคับบัญชาภายใน 7 วัน เวนแตกรณีที่มีเหตุจำเปน ผูบังคับบัญชาอาจขยายเวลาใหได แตรวมแลวไมเกิน 15 วัน 12 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


5. การลาคลอดบุตร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาคลอดบุตร โดยไดรับเงินคาตอบแทนครั้งหนึ่งไมเกิน 90 วันสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลาคลอดบุตร ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนหรือในวันลา เวนแตไมสามารถจะลงชื่อในใบลาได จะใหผูอื่นลาแทนก็ได แตเมื่อสามารถลงชื่อไดแลว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาโดยเร็ว โดยไมตองมีใบรับรองแพทย ใหผูชวยหัวหนาฝายอำนวยการ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดสวนกลาง หัวหนาฝายอำนวยการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน สังกัดกองรอยบังคับการและบริการ และกองรอยอาสารักษาดินแดนจังหวัด สวนผูบังคับกองรอยอาสารักษาดินแดนอำเภอ เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลาสำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดกองรอยอาสารักษาดินแดนอำเภอ 6. การลาอุปสมบท หรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ยังไมเคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือยังไมเคยไปประกอบพิธีฮัจญณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และไดรับการสั่งใชใหปฏิบัติหนาที่มาแลวไมนอยกวา 12 เดือนมีสิทธิลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจญ โดยไดรับเงินคาตอบแทนไมเกิน 120 วัน โดยใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนวันอุปสมบท หรือวันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญไมนอยกวา 60 วัน เวนแตมีเหตุผลอันสมควรจะเสนอใบลาตอผูบังคับบัญชานอยกวา 60 วันก็ได ใหหัวหนาฝายอำนวยการ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดสวนกลาง และผูบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลาสำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสวนภูมิภาค ในการลานั้น ผูมีอำนาจอนุญาตการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน มีดังนี้ผูมีอำนาจอนุญาตลาหัวหนาฝายอำนวยการสมาชิก อส. ทุกคนตามที่เห็นสมควรตามที่เห็นสมควรตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10ผูลาประเภทการลาวันอนุญาตครั�งหนึ่งไมเกิน ลาพักผอนลาเขารับการตรวจเลือกหร�อเขารับการเตร�ยมพล ลาปวย ลากิจสวนตัวผูบังคับกองรอยสมาชิก อส.ในสังกัดทุกคน10 5 ตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10ผูบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสมาชิก อส.ในสังกัดทุกคน20 10 ตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 13


ในกรณีที่ผูมีอำนาจอนุญาตการลาไมอยูหรือไมสามารถปฏิบัติราชการได และมีเหตุจำเปนเรงดวนไมอาจรอขออนุญาตจากผูมีอำนาจได ใหผูลาเสนอหรือจัดสงใบลาตอผูมีอำนาจอนุญาตการลาขั้นเหนือขึ้นไปเพื่อพิจารณา และเมื่อไดอนุญาตแลว ใหแจงใหผูมีอำนาจอนุญาตตามระเบียบทราบดวย ทั้งนี้ ผูมีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลา จะมอบหมายหรือมอบอำนาจโดยทำเปนหนังสือใหแกผูดำรงตำแหนงที่เห็นสมควรเปนผูพิจารณาหรืออนุญาตแทนก็ได สำหรับการนับวันลาใหนับตามปงบประมาณ และเพื่อประโยชนในการเสนอหรือจัดสงใบลา อนุญาตใหลา และคำนวณวันลาใหนับตอเนื่องกัน โดยนับวันหยุดราชการที่อยูในระหวางวันลาประเภทเดียวกันรวมเปนวันลาดวย การลาปวยหรือลากิจสวนตัวซึ่งมีระยะเวลาตอเนื่องกัน จะเปนในปเดียวกันหรือไมก็ตามใหนับเปนการลาครั้งหนึ่ง ถาจำนวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกันเกินอำนาจของผูมีอำนาจอนุญาตระดับใดใหนำใบลาเสนอขึ้นไปตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต ในกรณีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติหนาที่ระหวางการลา ใหถือวาการลาเปนอันหมดเขตเพียงวันกอนวันมาปฏิบัติหนาที่ และวันทำงานเริ่มตั้งแตวันปฏิบัติหนาที่เปนตนไป การลาครึ่งวันในตอนเชาหรือตอนบาย ใหนับเปนการลาครึ่งวันตามประเภทของการลานั้น ๆ และในกรณีที่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งไดรับอนุญาตใหลา หากประสงคจะยกเลิกวันลาที่ยังไมไดหยุดปฏิบัติหนาที่ ใหเสนอขอถอนวันลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตใหลา และใหถือวาการลาเปนอันหมดเขตเพียงวันที่ขอถอนวันลานั้น ทั้งนี้ ใหแตละกองรอยจัดทำบัญชีลงเวลาปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสังกัดดวย เพื่อควบคุมใหเปนไปตามระเบียบ ดังนั้น ผูบังคับบัญชาและเจาหนาที่ของกองอาสารักษาดินแดนจะตองมีความรูความเขาใจในการใชสิทธิการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เพื่อใหคำแนะนำหรือควบคุมการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนใหถูกตองตามระเบียบ และไมวาจะเปนการลาประเภทใดก็ตาม ผูบังคับบัญชาและเจาหนาที่ของกองอาสารักษาดินแดนจะตองพิจารณาควบคุมมิใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ ตลอดจนจะตองมิใหเปนการกระทบตอสิทธิของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในการลาแตละประเภท14 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


ในปจจุบันกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (Mainstream Justice) หรือการฟองรองดำเนินคดีตอศาล ประสบกับปญหาและขอจำกัดหลายประการ ไมวาจะเปนความลาชาของคดีที่มีปริมาณมากเกินกำลังศาล คาใชจายในการดำเนินคดีที่สูง และลักษณะการตัดสินแบบ “แพ-ชนะ” (Win-Lose) ซึ่งมักทำลายความสัมพันธระหวางคูกรณีใหขาดสะบั้นลง สถิติจากสำนักงานศาลยุติธรรมพบวา ในแตละปมีคดีขึ้นสูศาลทั่วประเทศนับลานคดี โดยในรายงานประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศาลยุติธรรม พบวา มีคดีที่เขาสูการพิจารณาของศาลชั้นตน สูงถึง 1,942,221 คดี และมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นเปนประจำทุกป การนำกลไกการระงับขอพิพาททางเลือกมาใชจึงเปนความจำเปนเรงดวนของระบบยุติธรรมไทย ดวยเหตุนี้ กระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR)โดยเฉพาะ “การไกลเกลี่ยขอพิพาท” (Mediation) จึงเขามามีบทบาทสำคัญ โดยอาศัยหลักการพื้นฐานที่วาขอพิพาทสวนใหญสามารถยุติไดโดยความตกลงโดยสมัครใจของคูกรณี หากมีกระบวนการที่เอื้อตอการเจรจาและมีบุคคลกลางที่เปนกลางคอยอำนวยความสะดวก สอบสวนและนิติการสำนักการสอบสวนและนิติการการไกลเกลี่ยขอพ�พาทกลไกสันติว�ธีเพ��อคลี่คลายความขัดแยงของสังคมจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักสูทางเลือกใหมการไกลเกลี่ยขอพิพาทมีขอดีที่เปนประโยชนตอคูกรณีและสังคมในหลายมิติ ดังนี้ • ความรวดเร็ว: ลดขั้นตอนที่ซับซอนของศาล ทำใหขอพิพาทจบลงไดเร็วกวาการรอคำพิพากษา ซึ่งอาจใชเวลาหลายป • ประหยัดคาใชจาย: ลดคาธรรมเนียมศาล คาทนายความ และคาใชจายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ ซึ่งเปนอุปสรรคสำคัญสำหรับผูมีรายไดนอยขอดีของการไกลเกลี่ยขอพ�พาทเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 15


• รักษาความสัมพันธ: มุงเนนการหาจุดสมดุลที่พึงพอใจทั้งสองฝาย (Win-Win) ทำใหคูกรณีสามารถกลับมาใชชีวิตรวมกันในสังคมไดอยางสันติ เหมาะสำหรับขอพิพาทในครอบครัวหรือชุมชนที่คูกรณีตองอยูรวมกันตอไป • ความยืดหยุน: คูกรณีสามารถกำหนดเงื่อนไขการแกไขปญหาไดเองตามความตองการที่แทจริง ไมถูกจำกัดดวยบทบัญญัติของกฎหมายในแตละประเด็นอยางเครงครัด• ลดภาระศาล: ชวยลดปริมาณคดีขึ้นสูศาล ทำใหระบบยุติธรรมโดยรวมทำงานไดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบกฎหมายไทยไดรับเอาแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) เขามาปรับใชในประเทศไทยนับตั้งแตมีการแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2530 พรอมกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มีผลใชบังคับ จนมีการพัฒนากลไกการไกลเกลี่ยขอพิพาทมาอยางตอเนื่อง สำหรับพนักงานฝายปกครองมีอำนาจทางดานการตุลาการตั้งแตพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2527 มาตรา 108 โดยใหอำนาจนายอำเภอในการไกลเกลี่ยคดีแพงทุนทรัพยไมเกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งภายหลัง มาตรานี้ไดถูกยกเลิกและปรับปรุงมาสูการใชรูปแบบการไกลเกลี่ยแบบคณะอนุญาโตตุลาการ โดยมีการออก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ใหอำนาจนายอำเภอในการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาท และมีการออกกฎกระทรวง สองฉบับในป พ.ศ. 2553 โดยในปจจุบันประเทศไทยมีทั้งกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะที่รองรับกระบวนการไกลเกลี่ยในบริบทที่หลากหลาย ซึ่งสามารถแบงโครงสรางตามลักษณะของผูดำเนินการ และผลทางกฎหมายออกเปน 2 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. รูปแบบการตกลงกันเองโดยไมมีตัวกลางอยางเปนทางการ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย (ป.พ.พ.) บรรพ 3 ลักษณะ 17 มาตรา 850-852 วางหลักวาดวย การประนีประนอมยอมความ ซึ่งเปนการระงับขอพิพาทที่มีอยูแลวดวยความตกลงของคูสัญญาเองโดยไมจำเปนตองมีคนกลาง เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความแลวสิทธิเรียกรองตามสัญญาเดิมจะระงับสิ้นไป และคูสัญญาตางมีสิทธิและหนาที่ตามที่ตกลงกันไวในสัญญาใหม อยางไรก็ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันเองมีขอจำกัดสำคัญคือ หากคูกรณีฝายใดฝายหนึ่งไมปฏิบัติตามสัญญา อีกฝายก็ตองฟองรองคดีตอศาลอีกครั้งเพื่อบังคับใหมีการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งขาดสภาพบังคับที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2. การไกลเกลี่ยโดยมีบุคคลที่สามหรือเจาหนาที่รัฐเปนตัวกลาง ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เปดชองใหเจาหนาที่รัฐหรือผูเชี่ยวชาญเขามาทำหนาที่เปนตัวกลางในการไกลเกลี่ย ไดแก 2.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี (การไกลเกลี่ยกอนฟอง) มาตรา 20 ตรี เปดโอกาสใหคูกรณีที่มีขอพิพาทยื่นคำรองตอศาลเพื่อขอใหมีการไกลเกลี่ยกอนนำคดีขึ้นสูศาล โดยมีผูพิพากษาหรือผูประนีประนอมที่ศาลแตงตั้งเปนผูดำเนินการ ขอดีสำคัญ คือ เมื่อไกลเกลี่ยสำเร็จ ศาลจะมีคำพิพากษาตามยอม ซึ่งมีผลบังคับคดีไดทันทีโดยไมตองฟองคดีใหม นอกจากนี้ อายุความสะดุดหยุดลงระหวางดำเนินการไกลเกลี่ย ทำใหคูกรณีไมตองกังวลเรื่องอายุความขาดระหวางกระบวนการ ซึ่งถือเปนมาตรการจูงใจที่สำคัญในการสงเสริมใหผูที่มีขอพิพาทใชกระบวนการนี้โครงสรางกฎหมายการไกลเกลี่ยขอพ�พาทในประเทศไทย16 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


2.2 พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 ถือเปน \"กฎหมายหลัก\" หรือกฎหมายกลางวาดวยการไกลเกลี่ยขอพิพาทฉบับแรกของประเทศไทย สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การกำหนดนิยามของ “การไกลเกลี่ยขอพิพาท” ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 หมายความวา การดำเนินการเพื่อใหคูกรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกัน ระงับขอพิพาททางแพงและทางอาญาโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาท ทั้งนี้ ไมรวมถึงการไกลเกลี่ยขอพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาลและในชั้นการบังคับคดี ในตัวบทมีการแยกระดับการไกลเกลี่ยเปนสองระดับคือหนวยงานรัฐ กับภาคประชาชน ซึ่งมีอำนาจในการไกลเกลี่ยไมเทากัน โดยสำหรับภาคประชาชนสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 5 แสนบาท และความผิดอาญาที่ยอมความได รวมถึงความผิดลหุโทษบางมาตราสวนของหนวยงานรัฐสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 5 ลานบาท และความผิดอาญาที่ยอมความได ความผิดลหุโทษ รวมถึงความผิดอาญาแผนดินบางประเภทก็สามารถไกลเกลี่ยไดโดยพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) สำหรับผลทางกฎหมายของขอตกลงระงับขอพิพาทซึ่งทำขึ้นภายใต พ.ร.บ. นี้ ทางแพง บัญญัติใหมีผลผูกพันตามกฎหมาย เปนขอตกลงระงับขอพิพาทและคูกรณีสามารถยื่นคำรองตอศาลเพื่อขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามขอตกลงระงับขอพิพาทดังกลาวได โดยไมตองฟองคดีใหม ทางอาญาใหสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับสิ้นไปซึ่งถือเปนการยกระดับสภาพบังคับของขอตกลงที่ไดจากการไกลเกลี่ยนอกศาลใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.3 กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553 กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน มอบอำนาจใหฝายปกครอง นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมายทำหนาที่เปนประธานผูไกลเกลี่ย รวมกับผูไกลเกลี่ยที่ไดรับการแตงตั้งในระดับอำเภอและคูกรณีเลือก ทำหนาที่ในการไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยตามที่กำหนด ซึ่งไดมีพระราชกฤษฎีกากำหนดทุนทรัพยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ปรับปรุงวงเงินทุนทรัพยที่อยูในอำนาจการไกลเกลี่ยของฝายปกครอง ทำใหสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 2 ลานบาท เมื่อไกลเกลี่ยแลวเกิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีผลเสมือนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สามารถยื่นคำรองตอศาลผานอัยการ เพื่อขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามขอตกลงดังกลาวได เชนเดียวกับพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 2.4 กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553 กำหนดหลักเกณฑและวิธีการไกลเกลี่ยความผิดอาญาที่อยูในอำนาจของฝายปกครองโดยเนนความผิดอันยอมความไดเทานั้น ที่ไมใชความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดลหุโทษ และความผิดอาญาแผนดิน โดยมีเงื่อนไขวาตองเปนเหตุที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอ และใหผูไกลเกลี่ยมีเพียงคนเดียวคือนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผูไดรับมอบหมายเทานั้น มีกำหนดระยะเวลาในการไกลเกลี่ยวาตองแลวเสร็จภายใน 15 วัน 2.5 ขอบังคับกระทรวงมหาดไทยวาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพิพาทของคณะกรรมการหมูบาน พ.ศ. 2530 ขอบังคับฉบับนี้เปนกรอบทางกฎหมายที่มอบอำนาจใหคณะกรรมการหมูบาน (กม.)ซึ่งมีผูใหญบานและผูชวยผูใหญบานเปนกรรมการหมูบานโดยตำแหนง หรือคณะกรรมการหมูบานคนอื่น ๆไมนอยกวา 2 คน ทำการประนีประนอมขอพิพาทไดทั้งทางแพง ไมจำกัดจำนวนทุนทรัพย และความผิดอาญาที่ยอมความไดทุกความผิด โดยอาศัยหลักกฎหมายหรือจารีตประเพณีทองถิ่นที่ไมขัดตอกฎหมายในระดับชุมชน ซึ่งถือเปนองคกรที่มีความเขาใจบริบททองถิ่นอยางลึกซึ้งเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 17


ตารางเปร�ยบเทียบการไกลเกลี่ยขอพ�พาททางแพง กระบวนการไกลเกลี่ยของคณะกรรมการหมูบาน (กม.) จะเริ่มตนเมื่อคูพิพาทฝายใดฝายหนึ่งแสดงความประสงคตอผูใหญบาน โดยตองเปนขอพิพาทที่เกิดในหมูบานหรือคูพิพาทมีภูมิลำเนาในหมูบาน แตเมื่อไกลเกลี่ยเสร็จสิ้นจนเกิดสัญญาประนีประนอมยอมความแลว ไมมีผลทางกฎหมายและไมมีกระบวนการรองรับในการนำไปออกคำบังคับ หรือไปขอใหศาลพิพากษาตามยอมได เพื่อใหผูอานเขาใจภาพรวมอำนาจการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาทของหนวยงานรัฐในประเทศไทยงายขึ้น จึงไดทำตารางแจกแจงรายละเอียดเปรียบเทียบตามกฎหมายแบงเปนทางแพงและอาญา ดังนี้หัวขอผูไกลเกลี่ยผูพิพากษา หรือผูประนีประนอมที่ศาลแตงตั้งผูไกลเกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมคุมครองสิทธิฯหรือหนวยงานรัฐนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมายรวมกับคณะผูไกลเกลี่ยที่คูกรณีเลือกคณะกรรมการหมูบาน (กม.)ขอพิพาท/ทุนทรัพยไมกำหนดทุนทรัพย(คดีแพงทั่วไปที่อาจฟองศาล)ที่ดินไมเกี่ยวดวยกรรมสิทธิ์มรดก และแพงอื่นทุนทรัพยไมเกิน 5 แสนบาทสำหรับภาคประชาชนไมเกิน 5 ลานบาทสำหรับหนวยงานรัฐที่ดิน มรดกและทางแพงอื่นทุนทรัพยไมเกิน2 ลานบาทขอพิพาททางแพงทั่วไปไมจำกัดทุนทรัพยป.ว�.พ.ม.20 ตร�พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯทางแพงพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท.วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาทของ กม. พ.ศ. 2530อายุความอายุความ ไมหยุดแตถาไกลเกลี่ยไมสำเร็จแลวอายุความครบกำหนด หรือจะครบกำหนด ใหขยายไปอีก60 วันนับแตวันที่ไกลเกลี่ยสิ้นสุดไมหยุด แตถาไกลเกลี่ยไมสำเร็จแลวอายุความครบกำหนดหรือจะครบกำหนดใหขยายไปอีก 60 วันนับแตวันที่ไกลเกลี่ยสิ้นสุดสะดุดหยุดลง -ระยะเวลาดำเนินการ- -3 เดือนขยายได ไมเกิน 1 ป -18 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


ตารางเปร�ยบเทียบการไกลเกลี่ยขอพ�พาททางอาญา สำหรับคดีอาญากฎหมายไทยกำหนดขอบเขตใหการไกลเกลี่ยขอพิพาทสวนใหญจำกัดเฉพาะความผิดอันยอมความไดและความผิดลหุโทษบางประเภทที่ไมใชความผิดตอรัฐเทานั้น แตปจจุบันมีกฎหมายใหมบังคับใชที่ใหอำนาจเจาหนาที่ในการไกลเกลี่ยความผิดอาญาไดมากขึ้น เชน พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 ขอสังเกต : เมื่อคดีอาญาไดรับการไกลเกลี่ยสำเร็จและมีการปฏิบัติตามขอตกลงครบถวน สิทธิในการนำคดีอาญามาฟองจะระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)หัวขอผูไกลเกลี่ยผูไกลเกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมคุมครองสิทธิฯหรือหนวยงานรัฐ/พนักงานสอบสวน (ตำรวจ)นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมาย คณะกรรมการหมูบาน (กม.)พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯความผิดอาญาพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท. วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาท ของ กม.พ.ศ. 2530ประเภทความผิดความผิดอันยอมความไดและความผิดลหุโทษบางมาตรา รวมถึงความผิดอาญาแผนดินบางมาตราสำหรับพนักงานสอบสวน(ตำรวจ)ความผิดอาญาอันยอมความไดเทานั้นยกเวนความผิดเกี่ยวกับเพศความผิดอาญาอันยอมความไดทุกประเภทหัวขอผลหลังการไกลเกลี่ยศาลมีคำพิพากษาตามยอมไดทันทีกรณีมีความจำเปนขอตกลงระงับขอพิพาท มีผลทางกฎหมาย หากผิดสัญญาสามารถรองศาลขอใหออกคำบังคับมีผลเปนสัญญาประนีประนอมฯตามกฎหมายแพงเทานั้นหากผิดสัญญาตองใชสิทธิในการฟองรองตอศาลสัญญาประนีประนอมฯ มีผลทางกฎหมายหากผิดสัญญาสามารถรองศาลขอใหออกคำบังคับ (ผานอัยการ)ป.ว�.พ.ม.20 ตร�พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯทางแพงพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท.วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาทของ กม. พ.ศ. 2530ระยะเวลาดำเนินการ - 15 วัน ขยายไดอีกไมเกิน 15 วัน -อายุความ - - -ผลหลังการไกลเกลี่ยเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 19


จุดแข�ง จุดออน การไกลเกลี่ยขอพิพาทโดยฝายปกครองและคณะกรรมการหมูบานถือเปนหัวใจสำคัญของการสรางความสงบสุขในระดับฐานราก อยางไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจุดแข็ง • การเขาถึงประชาชน: กลไกระดับทองที่เขาถึงประชาชนไดงาย สถานที่ดำเนินการอยูในทุกที่วาการอำเภอ ลดชองวางระหวางรัฐกับชาวบาน ไมตองเสียคาใชจายสูงในการเดินทางไปศาล • ความเขาใจบริบททองถิ่น: ผูไกลเกลี่ยทั้งในระดับหมูบานและคณะผูไกลเกลี่ยของอำเภอมีความรูและความเขาใจในวัฒนธรรมและบริบทของชุมชนอยางลึกซึ้ง และเปนคนในชุมชนดวยกันเอง ทำใหสามารถหาทางออกที่สอดคลองกับวิถีชีวิตของคูกรณีได • ความสะดวกรวดเร็ว: ขั้นตอนไมซับซอน สามารถนัดไกลเกลี่ยไดภายในเวลาอันสั้น ลดความลาชาซึ่งเปนปญหาหลักของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก • การรักษาความสัมพันธ: เหมาะสมอยางยิ่งกับขอพิพาทในชุมชนที่คูกรณีตองอยูรวมกันตอไป เชน ขอพิพาทเรื่องที่ดินระหวางเพื่อนบานจุดออน • ขาดสภาพบังคับที่เด็ดขาด: สำหรับขอพิพาททางแพงที่คณะกรรมการหมูบานไดดำเนินการไกลเกลี่ย หากฝายใดฝายหนึ่งไมปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว คูกรณีตองเริ่มตนฟองศาลใหมในคดีแพง ทำใหเสียเวลาและกระบวนการ สวนความผิดอาญาพนักงานฝายปกครองยังไมสามารถไกลเกลี่ยความผิดลหุโทษได • ขาดความชำนาญเฉพาะดาน: พนักงานฝายปกครอง รวมถึงผูใหญบานและกรรมการหมูบานสวนใหญไมไดรับการฝกอบรมเทคนิคการไกลเกลี่ยอยางเปนระบบ และขาดองคความรูทางดานกฎหมายอยางมาก จึงอาจใชดุลยพินิจสวนตัวมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขที่ขัดตอกฎหมายลงในสัญญาและขอตกลง ทำใหผลทางกฎหมายของเงื่อนไขนั้นเปนโมฆะ • ปญหาอำนาจและอิทธิพล: ในบางชุมชน กรรมการหมูบานอาจมีความสัมพันธใกลชิดกับคูกรณีฝายใดฝายหนึ่ง สงผลตอความเปนกลางในการไกลเกลี่ย • ขาดระบบฐานขอมูลกลาง: ไมมีการบันทึกและรวบรวมขอมูลผลการไกลเกลี่ยอยางเปนระบบ ทำใหยากตอการประเมินประสิทธิภาพและพัฒนากระบวนการความยุติธรรมที่ \"กินได\" และ \"อยูรวมกันได\" การไกลเกลี่ยขอพิพาทไมใชเพียงการทำใหเรื่องจบลง แตคือการคืน “ความยุติธรรมที่กินได” และความสัมพันธที่ดีกลับคืนสูชุมชนอยางยั่งยืน ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักมุงตอบคำถามวา “ใครถูก ใครผิด” การไกลเกลี่ยขอพิพาทมุงตอบคำถามที่สำคัญกวาคือ “ทำอยางไรจึงจะอยูรวมกันตอไปไดอยางสันติ” ซึ่งพนักงานฝายปกครองอยางเรา ๆ นี่เองไดเปนหนึ่งในกลไกที่ใกลชิดกับประชาชนมากที่สุดการยกระดับปรับปรุงกฎหมายเพื่อใหการไกลเกลี่ยของคณะกรรมการหมูบานมีกระบวนการตอเนื่องทางกฎหมาย สามารถนำไปรองขอใหศาลออกคำบังคับไดโดยตรง เชนเดียวกับพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553แบบที่อำเภอดำเนินการ จึงเปนแนวทางการพัฒนาที่จะเพิ่มความนาเชื่อถือและประสิทธิภาพของกระบวนการในระดับหมูบาน20 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


เอกสารอางอิง ประเทศไทยไดวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการไกลเกลี่ยขอพิพาทไวอยางหลากหลาย ทั้งในระดับศาล ระดับหนวยงานรัฐ และระดับชุมชน สิ่งที่ทาทายในอนาคตคือการบูรณาการกลไกเหลานี้ใหทำงานประสานกันอยางมีประสิทธิภาพ พรอมยกระดับคุณภาพผูไกลเกลี่ย และเสริมสรางความตระหนักรูของประชาชนเกี่ยวกับทางเลือกนี้ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณสำหรับการฝกอบรมเทคนิคการไกลเกลี่ยสมัยใหม (เชน การไกลเกลี่ยเชิงจิตวิทยา การเจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน) รวมถึงใหความรูทางดานกฎหมายเพิ่มเติม แกพนักงานฝายปกครองและคณะกรรมการหมูบานอยางตอเนื่อง พรอม ๆ กับการประชาสัมพันธใหประชาชนรับรูถึงสิทธิของตนเอง และสนับสนุนใหภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผูเชี่ยวชาญดานกฎหมายเขามามีสวนรวมในการพัฒนาและติดตามประเมินผลกระบวนการไกลเกลี่ยในระดับทองที่ จะทำใหกลไกการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาทมีพัฒนาการใหตอบสนองกับความตองการของประชาชนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาระบบฐานขอมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงผลการไกลเกลี่ยระหวางฝายปกครองและหนวยงานยุติธรรมอื่น ๆ เพื่อความโปรงใสและตรวจสอบได จะเปนการถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนขอมูล ความรูระหวางหนวยงาน ซึ่งจะนำมาสูการบูรณาการเพื่อสรางสังคมที่ขอพิพาทไดรับการระงับโดยสันติวิธีตั้งแตระดับรากหญา ยอมสงผลดีตอสังคมไทยในระยะยาวทั้งในมิติความสงบสุข ความสมานฉันท และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งลวนเปนเปาหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตยก. กฎหมายและกฎระเบียบ1. ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ 3 ลักษณะ 17 มาตรา 850-852 วาดวยสัญญาประนีประนอมยอมความ2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี (เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง(ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2558)3. พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา เลม 136 ตอนที่ 69 ก วันที่ 22 พฤษภาคม 25624. พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 28 ตรี (แกไขโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542)5. กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553. กระทรวงมหาดไทย6. กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553. กระทรวงมหาดไทย7. พระราชกฤษฎีกากำหนดทุนทรัพยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 25658. ขอบังคับกระทรวงมหาดไทยวาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพิพาทของคณะกรรมการหมูบาน พ.ศ. 25309. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการไกลเกลี่ยกอนฟอง พ.ศ. 2563ข. หนังสือและบทความวิชาการ10. วนิดา อินทรอำนวย. (2562). กฎหมายวาดวยการไกลเกลี่ยขอพิพาท. เอกสารประกอบการบรรยาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา11. พงษธวัฒน บุญพิทักษ. การไกลเกลี่ยกอนฟองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี. สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร12. สำนักงานกิจการยุติธรรม. (2556). รายงานสำรวจกระบวนการไกลเกลี่ยขอพิพาทระดับทองถิ่นในประเทศไทย. กระทรวงยุติธรรมค. แหลงขอมูลออนไลน13. กรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม. (2564). คูมือการไกลเกลี่ยขอพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562.สืบคนจาก https://www.oja.coj.go.th14. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. คูมือการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาท. สืบคนจาก http://ita1.dopa.go.th15. สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม. (2567). หนังสือรายงานประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2567. สืบคนจากhttps://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/8449/iid/508481เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 21


ทะเบียนนารูสำนักบร�หารการทะเบียน ในการปฏิบัติราชการ ณ ที่วาการอำเภอ ปญหาที่พบบอยที่สุดประการหนึ่งคือการที่บิดามาติดตอขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลใหบุตรผูเยาว แตกลับถูกนายทะเบียนปฏิเสธ จนนำไปสูความไมเขาใจ การรองเรียน หรือแมกระทั่งการฟองรองวาเจาหนาที่ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ ความจริงแลวเรื่องนี้มี “เสนแบง” ทางกฎหมายที่ขาราชการตองยึดถือและประชาชนควรรู เพื่อไมใหสิทธิของผูเยาวถูกละเมิด เมื่ออำนาจปกครองเปนเสนแบงระหวาง\"พอตามใบเกิด\" กับ \"พอตามกฎหมาย\"ปญหาใกลตัวที่กลายเปนเร�่องใหญในงานทะเบียนณ หองทะเบียนอำเภอเล็ก ๆ แหงหนึ่งในจังหวัดใหญติดชายแดนที่โอบลอมไปดวยปาเขาอันสงบรมรื่น บรรยากาศในชวงเชาของวันทำงานปกติที่ดูเหมือนจะราบรื่น กลับเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อ บุญสราง เขามาขอพบเจาหนาที่พรอมกับซองเอกสารและเปาหมายที่ดูเหมือนจะเรียบงาย คือการขอเปลี่ยนชื่อตัวใหกับ เด็กชายตนกลาบุตรชายตัวนอยของเขา นายบุญสรางยื่นบัตรประจำตัวประชาชนและสูติบัตรที่ระบุชัดเจนวาเขาเปน “บิดา”ใหกับนายทะเบียน นายบุญสราง: “ทานครับ ผมอยากเปลี่ยนชื่อลูกใหเปนสิริมงคลหนอยครับ นี่ครับบัตรประชาชนผมกับใบเกิดผมเปนพอแท ๆ” หลังจากตรวจสอบขอมูลในระบบคอมพิวเตอรอยางละเอียดพบวา นายบุญสราง มีบุตรกับ นางดาว (สัญชาติเมียนมา) แตในระบบทะเบียนกลับไมมีบันทึกการจดทะเบียนสมรส และไมมีการจดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมายแตอยางใด เมื่อปรากฏดังนั้นนายทะเบียนไดสายหนาเบา ๆ พรอมกับพูดกับนายบุญสรางดวยน้ำเสียงแผวเบาและออนโยน นายทะเบียน: “ขออภัยครับคุณบุญสราง ผมไมสามารถดำเนินการตามคำขอนี้ใหไดครับ เนื่องจากคุณไมใชบิดาโดยชอบดวยกฎหมายครับ” แตถึงเสียงจะเบาและออนโยนขนาดไหนก็ตาม สำหรับผูเปนพอแลวมันเปนเสียงที่ดังกึกกองอยูในใจไมเบานายบุญสรางไมพอใจเปนอยางมาก ดวยความคิดที่วาตนเองเปนพอแท ๆ แตทำไมเปลี่ยนชื่อใหลูกไมได และมองวานี่คือการใชอำนาจโดยมิชอบ เขาจึงตัดสินใจยื่นเรื่องรองเรียนผานศูนยดำรงธรรม (ศดธ.) เพื่อขอความเปนธรรมจนกลายเปนที่มาของการตรวจสอบขอเท็จจริงในระเบียบกฎหมายงานทะเบียนที่ลึกขึ้น แตความจริงทางขอกฎหมายคืออะไร ? ตองไปดูรายละเอียดตอไป เร�่องเลาจากอำเภอ: “พอบุญสรางกับคำขอที่ถูกปฏิเสธ”\"ลูกรัก ทำไมกันละ !เปนถึงพอแตขอเปลี่ยนช�่อใหลูกไมได ?\"22 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


จากการตรวจสอบขอเท็จจริงในเรื่องนี้ พบหลักสำคัญ 3 ประการ ที่เจาหนาที่และประชาชนตองเขาใจ1. ความเปนบิดาในชีวิตจริง กับ ในทางกฎหมาย • นายบุญสรางกับ นางดาว (มารดาชาวเมียนมา) ไมเคยจดทะเบียนสมรสกัน • ไมพบขอมูลการจดทะเบียนรับรองบุตรตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 • ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1546 เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิไดสมรสกับชาย ใหถือวา เปนบุตรโดยชอบดวยกฎหมายของหญิงนั้นเพียงฝายเดียว • แมจะมีชื่อเปนบิดาในสูติบัตรหรือเด็กใชชื่อสกุลของพอ แตหากไมมีการจดทะเบียนสมรส หรือรับรองบุตร พอก็ยังเปน “บิดาที่มิชอบดวยกฎหมาย” และไมมีอำนาจปกครอง (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 452/2553 และ 7407/2556) 2. อำนาจการยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อ (ช.1) • ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการทะเบียน ชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 การเปลี่ยนชื่อผูเยาวตองให “ผูใชอำนาจปกครอง” เปนผูยื่นคำขอแทน • ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) และความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองซึ่งไดมีความเห็นเกี่ยวกับการขอเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรซึ่งเปนผูเยาว มีสาระสำคัญ โดยสรุปวา ตามมาตรา 22 (1) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผูเยาวไมสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลดวยตนเองไดตองใหผูใชอำนาจปกครองเปนผูยื่นคำขอเปลี่ยน ชื่อสกุลแทนผูเยาว (เรื่องเสร็จที่ 1229/2555) • เมื่อนายบุญสรางไมถือเปนบิดาโดยชอบดวยกฎหมาย จึงไมมีอำนาจปกครอง (อำนาจอยูที่มารดา ฝายเดียว) เขาจึงไมมีสิทธิยื่นคำขอ ช.1 แทนลูกได3. หนาที่และการรักษาสิทธิของนายทะเบียน อยางไรก็ตาม นายทะเบียนไมไดนิ่งเฉยตอคำขอ เมื่อสั่งไมอนุญาตแลว เจาหนาที่มีหนาที่ตองทำดังนี้ • เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแลววาผูยื่นคำขอไมมีอำนาจ ตองสั่งไมอนุญาตและแจงเหตุผลเปนลายลักษณ อักษรในแบบ ช.1 • ตองแจงสิทธิใหผูยื่นคำขอสามารถ “อุทธรณคำสั่ง” ตอนายทะเบียนทองที่ภายในเวลาที่กำหนด ตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทย วาดวยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 ขอ 24ทำไม \"พอ\" ถึงยื่นคำขอไมได ? งานทะเบียนคือความละเอียดออนที่ตองอางอิงหลักกฎหมายอยางเครงครัด การเปน “พอ” ในชีวิตจริง กับ “พอ” ในทางกฎหมายนั้นมีผลผูกพันที่ตางกัน และหนาที่ของนายทะเบียนคือการยืนยันวาการดำเนินการใด ๆตอผูเยาวนั้น ตองมาจากผูที่มีอำนาจปกครองที่แทจริงเพื่อคุมครองสิทธิของเด็กนั่นเองสำหรับประชาชน: หากคุณพอที่ไมไดจดทะเบียนสมรสประสงคจะดำเนินการทางทะเบียนใหลูก จะตองทำใหตนเองเปน “บิดาโดยชอบดวยกฎหมาย” เสียกอน โดยการจดทะเบียนสมรสกับมารดาในภายหลัง จดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาวาเปนบุตรตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1547สำหรับขาราชการ: การปฏิเสธคำขอในลักษณะนี้ไมใชการกลั่นแกลง แตเปนการปฏิบัติหนาที่ใหถูกตองตามกฎหมายเพื่อคุมครองสิทธิของผูเยาวและปองกันความขัดแยงในอำนาจปกครองบุตรในอนาคตบทสรุปและขอเสนอแนะ\"งานทะเบียนไมใชแคเร�่องของช�่อในกระดาษแตคือการยืนยันสถานะและอำนาจหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดไวอยางเที่ยงธรรม\"เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 23


สมศักดิ์ สุขประเสร�ฐ*เทศาว�ชาการบทว�เคราะหและสรุปในเร�่องการเขาช�่อของราษฎรในการถอดถอนผูใหญบานออกจากตำแหนงเพ��อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการตามคำพ�พากษาของศาลปกครองสูงสุดเร�่อง คดีพ�พาทเกี่ยวกับหนวยงานทางปกครองหร�อเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั�งทางปกครอง(จากคดีหมายเลขดำที่ อร.186/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อร.212/2565) เปนคดีพิพาทเกี่ยวกับผูฟองคดี (ผูใหญบาน) ฟอง นายอำเภอภูสิงห (ผูถูกฟองคดีที่ 1) ผูวาราชการจังหวัด ศรีสะเกษ (ผูถูกฟองคดีที่ 2) กรมการปกครอง (ผูถูกฟองคดีที่ 3) และกระทรวงมหาดไทย (ผูถูกฟองคดีที่ 4) 1.1 คำฟองผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนผูใหญบานหมูที่ 9 ตำบลไทรพัฒนา อำเภอภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจากการที่นายอำเภอภูสิงห ออกคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ใหพนจากตำแหนงผูใหญบาน เนื่องจากราษฎรในหมูบาน จำนวน 93 คน เขาชื่อกันรองขอใหผูฟองคดีออกจากตำแหนง ผูฟองคดีเห็นวาคำสั่งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย อางวาราษฎรสวนใหญในหมูบานไมไดประสงคที่จะใหผูฟองคดีออกจากตำแหนง เนื่องจากมีบุคคลผูสมัครรับเลือกเปนผูใหญบานแตไมไดรับเลือก กลั่นแกลงใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงและนายอำเภอไดมีประกาศอำเภอภูสิงห เรื่องขอถอดถอนผูใหญบาน ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 กำหนดวันใหผูประสงคจะถอดถอนมาแสดงตนเปนเวลา 3 วัน เมื่อครบกำหนดแลวมีผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแสดงความประสงคยืนยันจำนวน 51 คน จากจำนวนผูมีสิทธิทั้งหมด 158 คน ซึ่งไมครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด แตนายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) กับเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีก 5 วัน ผลจากการเลื่อนกำหนดเวลาดังกลาวทำใหมีผูมาแสดงตนยืนยันเกินจำนวน*นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ1. ประเด็นแหงคดีสรุปดังนี้24 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


กึ่งหนึ่งของผูมีสิทธิ และจำนวนผูเขาชื่อถอดถอน 78 คน ซึ่งมีจำนวน 34 คน เปนผูไมไดไปใชสิทธิเลือกตั้ง ทำใหเสียสิทธิยอมสงผลใหเปนผูไมมีสิทธิถอดถอน จึงเปนการที่นายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) และผูวาราชการจังหวัด (ผูถูกฟองคดีที่ 2) ก็ทำโดยไมชอบดวยกฎหมายทำใหผูฟองคดีตองพนจากตำแหนงกอนเวลา 10 ป 1 เดือน หรือ 121 เดือน ทำใหไมไดรับเงินคาตอบแทน คิดเปนเงินทั้งสิ้น 968,000 บาท (8,000 × 121)และทำใหเสียชื่อเสียงและทางทำมาหากิน คิดเปนเงินจำนวน 500,000 บาท ขอใหศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอำเภอภูสิงหดังกลาว และการยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัด โดยใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการตามเดิม หากไมสามารถกลับเขาสูตำแหนงไดใหใชคาสินไหมทดแทนจำนวน 968,000 บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 บาทตอป และใหใชคาเสียหายตอชื่อเสียงเปนจำนวน 500,000 บาท และมีคำขอใหศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวกอนการพิพากษา โดยขอใหศาลสั่งระงับการลงคะแนนเลือกผูใหญบานใหม ตามประกาศของอำเภอภูสิงห ลงวันที่ 11 ธันวาคม 25561.2 สรุปคำใหการของผูถูกฟองคดี • ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ดวยปรากฏวาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ราษฎรในหมูบานไดเขาชื่อเพื่อถอดถอนผูฟองคดีตอนายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) จำนวน 93 คน นายอำเภอจึงไดแตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองเอกสารการเขาชื่อของราษฎรวาเปนผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 หรือไม ปรากฏวาในจำนวนดังกลาวมีผูไมไดลงลายมือชื่อ 2 คน ไมไดแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 คน เสียชีวิต 1 คน จาก 93 คนคงเหลือ 89 คน พรอมทั้งไดดำเนินการจัดทำรายชื่อผูมีสิทธิเลือกผูใหญบานซึ่งมีจำนวนคงเหลือทั้งสิ้น 154 คนจากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองแลวปรากฏวา มีผูมาแสดงตน จำนวน 78 คน ซึ่งมีจำนวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งตามมาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน นายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) จึงไดมีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานโดยไมอาจใชดุลพินิจเปนอยางอื่นได โดยไมจำเปนตองสอบสวนหาเหตุผลการเขาชื่อ เพียงแตทราบเจตนาที่แทจริงในการยืนยันถอดถอนเทานั้น และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 มิไดบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑและวิธีดำเนินการดังกลาวไวเปนการเฉพาะ จึงเทียบเคียงใหใชวิธีการเขาชื่อตามมาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยตองทำเปนหนังสือระบุชื่อ อายุ ที่อยู หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และลงลายมือชื่อผูรองขอโดยระบุ วัน เดือน ป ที่ลงลายมือชื่อไวชัดเจน ซึ่งระยะเวลาดำเนินการใหกำหนดตามความเหมาะสมและเปนธรรมแกทุกฝาย การที่ขยายเวลาออกไปเปนการใหประชาชนที่ยืนยันมาทางไปรษณียซึ่งยังไมสามารถตรวจสอบไดวาเปนลายมือชื่อที่ลงชื่อจริงหรือไม ใหมายืนยันดวยตนเองตอคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อใหไดขอเท็จจริงและแสดงเจตนาของผูเขาชื่อ ปองกันการปลอมแปลงลายมือชื่อ สวนกรณีผูฟองคดีอางวามีจำนวน 3 คน ผูเขาชื่อไมไดใชสิทธิเลือกตั้งจึงขาดคุณสมบัติการถอดถอนนั้น หาไดถูกตัดสิทธิเนื่องจากไมมีระเบียบกฎหมายบัญญัติไว และการที่ทางอำเภอไดมีคำสั่งใหเลือกผูใหญบานขึ้นใหมเปนไปตามกฎหมายภายใน 30 วัน และก็มิไดกระทำละเมิดตอผูฟองคดีจึงไมตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน ผูฟองคดีจึงไดอุทธรณคำสั่งไปยังผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ (ผูถูกฟองคดีที่ 2) ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาแลว ใหยกอุทธรณดังกลาวและแจงผลใหผูฟองคดีทราบ เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 25


2.1 ศาลปกครองชั้นตนวินิจฉัยวา การเขาชื่อของราษฎรเพื่อขอใหผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) สั่งใหผูฟองคดี (ผูใหญบาน) พนจากตำแหนง ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ตองดำเนินการตรวจสอบจำนวนราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามกฎหมายใหถูกตองชัดเจนวารายชื่อที่ยื่นขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงนั้นมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของราษฎรดังกลาวหรือไม และเปนการแสดงความประสงคที่แทจริงมิไดมีการแอบอางชื่อหรือปลอมแปลงลายมือชื่อ เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวารายชื่อบุคคลผูเขาชื่อกันรองขอ จำนวน 93 คน ยื่นตอผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ใหมีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบาน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 และผูถูกฟองไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเอกสารการลงชื่อถอดถอนผูฟองคดีและมีประกาศอำเภอภูสิงหกำหนดใหมีการดำเนินการตามขั้นตอนตามประกาศ พบวามีผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแจงความประสงคยืนยัน จำนวน 51 คน และแจงเจตนายืนยันทางไปรษณียจำนวน 28 คน ซึ่งคณะกรรมการดังกลาวพิจารณาแลวเห็นวา เพื่อความชัดเจนจึงใหราษฎรที่แจงเจตนาทางไปรษณียมายืนยันตอหนาคณะกรรมการอีกครั้ง ในระหวางวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2556ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ปรากฏวากลุมราษฎรดังกลาวมาแสดงเจตนายืนยันตอหนาคณะกรรมการดังกลาวจำนวน 27 คน รวมจำนวนผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแจงความประสงคยืนยันทั้งสิ้น จำนวน 78 คน จากจำนวนผูมีสิทธิเลือกผูใหญบานทั้งหมด 154 คน ซึ่งมีจำนวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งของราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 แลวรายงานความเห็นตอผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ควรมีคำสั่งใหผูฟองคดี (ผูใหญบาน) พนจากตำแหนง ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) พิจารณารายงานดังกลาวแลวเห็นชอบดวย จึงมีคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ใหผูใหญบานพนจากตำแหนง จึงวินิจฉัยวากรณีการเขาชื่อของราษฎรใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบานตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยพระราชบัญญัติดังกลาวมิไดกำหนดใหโอกาสผูรับคำสั่งทางปกครองไดแสดงขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอนออกคำสั่งไว ดังนั้นกรณีดังกลาวจึงตองปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 • ผูถูกฟองคดีที่ 2 (ผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ) และที่ 4 (กระทรวงมหาดไทย) ใหการทำนองเดียวกันกับผูถูกฟองคดีที่ 1 • ผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง) ถือเอาคำใหการของผูถูกฟองคดีที่ 1, 2 และ 4 และใหการเพิ่มเติมวา พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไดกำหนดใหผูที่เปนผูใหญบานตองไดรับความไววางใจจากราษฎรในหมูบาน เมื่อราษฎรหมดความไววางใจใหทำหนาที่แลว ราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามเกินกึ่งหนึ่งสามารถเขาชื่อถอดถอนไดและไมขัดตอรัฐธรรมนูญ จึงเปนไปตามเจตนารมณของกฎหมายตามหลักความไมไววางใจของราษฎร แมผูฟองคดีจะไมไดกระทำความผิดวินัยรายแรงก็ตาม แมวาผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) จะออกคำสั่งใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงโดยมิไดใหผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงและมีโอกาสไดโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอนออกคำสั่ง แตเปนการออกตามขอยกเวน มาตรา 30 วรรคสอง (6) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงมีหนาที่ออกคำสั่งตามคำรองถอดถอนโดยไมสามารถใชดุลพินิจเปนอยางอื่นได สวนการขยายเวลาของผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ)เปนกระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อเปนขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาทางปกครองเพราะจะตองนำผลมาพิจารณาออกคำสั่งที่กระทบสิทธิของคูกรณีทั้งสองฝาย จึงเปนกระบวนการที่ชอบดวยกฎหมาย2. สรุปคำพ�พากษาและแนวการว�นิจฉัยศาลปกครอง26 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


ซึ่งเปนกฎหมายกลาง ในเรื่องวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แตทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งของผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ)ดังกลาวเปนผลใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานซึ่งกำหนดใหเปนขอยกเวนที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไมจำเปนตองใหโอกาสผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงและโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอน ตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่พระพุทธศักราช 2457 มิไดกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการในกรณีที่ราษฎรเขาชื่อขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงไววาอยางไร จึงตองดำเนินการตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 ตามมาตรา 28 และ 29 ซึ่งกำหนดใหตรวจสอบขอเท็จจริงไดตามความเหมาะสมในเรื่องนั้น ๆ โดยพิจารณาพยานหลักฐานที่เห็นวาจำเปนแกการพิสูจนขอเท็จจริงซึ่งถือวาผูถูกฟองคดีไดมีการตรวจสอบขอเท็จจริงในกรณีดังกลาวไดขอเท็จจริงเปนที่ยุติแลว เมื่อปรากฏวามีราษฎรที่เขาชื่อกันขอใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงเปนผูที่มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามจำนวน 78 คน ซึ่งไมนอยกวากึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 154 คน จึงเปนการแสดงใหเห็นถึงการที่ผูฟองคดีไมไดรับการไววางใจจากราษฎรในหมูบานใหปฏิบัติหนาที่ผูใหญบานตอไปอีก กรณีนี้จึงเปนอำนาจผูกพันตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457ที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอภูสิงห) ตองสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานดังกลาวโดยไมมีดุลพินิจที่จะเลือกออกคำสั่งเปนอยางอื่น ดังนั้นการที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) มีคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานจึงชอบดวยกฎหมายและเปนผลใหคำวินิจฉัยอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษที่ยกอุทธรณของผูฟองคดีจึงชอบดวยกฎหมายเชนเดียวกันและเมื่อใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานแลวทำใหตำแหนงผูใหญบานวางลงซึ่งมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (2)แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 กำหนดใหนายอำเภอตองดำเนินการเลือกผูใหญบานภายในกำหนดสามสิบวันนับแตวันที่ผูใหญบานวางลง การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ดำเนินการจัดการเลือกผูใหญบานแทนในตำแหนงที่วาง จึงเปนการกระทำตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการกระทำของผูถูกฟองคดีที่ 1และผูถูกฟองคดีที่ 2 ดังกลาวจึงไมกระทำละเมิดตอผูฟองคดี และผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง)และผูถูกฟองคดีที่ 4 (กระทรวงมหาดไทย) ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 และผูถูกฟองคดีที่ 2 สังกัดจึงไมจำเปนตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกผูฟองคดี ดังนั้น “ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง”2.2 การอุทธรณของผูฟองคดีตอศาลปกครองสูงสุด ผูฟองคดีอุทธรณสรุปไดวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดมีหนังสือแจงใหผูแจงยืนยันเจตนาเปนเอกสารทางไปรษณีย จำนวน 27 คน มาแสดงตนยืนยันดวยตนเองในระหวางวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ในชวงดังกลาวมีผูมาแสดงตนยืนยัน จำนวน 27 คน รวมผูมาแสดงตนยืนยันการลงชื่อใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน 2 ครั้ง รวมจำนวน 78 คน ไมนอยกวากึ่งหนึ่งจำนวน 1 คะแนนกลับไปขยายระยะเวลาใหกับกลุม 2 ดังกลาวนี้ และใชระยะเวลายาวนานเกินไป ซึ่งผิดและแตกตางจากการแสดงตนของการเลือกผูใหญบานซึ่งจะทำใหเสร็จสิ้นไปในวันเดียวและสถานที่ในการแสดงตนตองทำ ณ สถานที่สาธารณะในหมูบานเทานั้น เกิดความโปรงใสเปนธรรมแกทุกฝายที่เกี่ยวของ ซึ่งคะแนนเสียงขอใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานไมนอยกวากึ่งหนึ่งจำนวน 1 คะแนนนั้น มีน้ำหนักใหเชื่อไดวาเปนผลโดยตรงจากการใชดุลพินิจโดยไมชอบและเบี่ยงเบนจากหลักปฏิบัติราชการที่ดี รวมทั้งขั้นตอนดังกลาวเปนขั้นตอนที่ไมถูกตองและไดกำหนดขึ้นเพื่อสงผลใหการถอดถอนตำแหนงของผูฟองคดีประสบผลสัมฤทธิ์ ทั้งที่ขั้นตอนดังกลาวมีขอสงสัยหลายประการและกำหนดหลักเกณฑที่ไมเปนธรรมโดยเฉพาะกรณีดังกลาวนี้ ไมมีระเบียบหรือหลักปฏิบัติราชการที่แนนอนในการถอดถอนจำเปนตองเทียบเคียงเอาจากระเบียบกฎหมายที่ใกลเคียงซึ่งไดแกระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 สำหรับการแสดงตนของราษฎรผูเขาชื่อกันขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงนั้นมีลักษณะเดียวกันกับการแสดงตนในการใชสิทธิเลือกผูใหญบานและการที่ผูถูกฟองคดีและศาลปกครองชั้นตนเทียบเคียงใชวิธีการเขาชื่อตามมาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 27


การทุจริต พ.ศ. 2542 มาใชกับกรณีการถอดถอนผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน ผูฟองคดีไมเห็นพองดวยจึงไมอาจรับฟงได เปนการกระทำไมถูกขั้นตอนตามกฎหมายและเปนการใชดุลพินิจโดยไมชอบ ไมไดทำการแกไขใหถูกตองจึงเปนการกระทำละเมิด ผูถูกฟองคดีทั้ง 4 จึงตองรวมกันชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดี ขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นตน และมีคำพิพากษาตามคำฟองของผูฟองคดี2.3 คำแกอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ 1 ผูถูกฟองคดีที่ 2 และผูถูกฟองคดีที่ 4 แกอุทธรณทำนองเดียวกัน สรุปไดวา เมื่อผูฟองคดีในขณะดำรงตำแหนงผูใหญบาน บานทางสายลวด หมูที่ 9 ตำบลไทรพัฒนา อำเภอภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ ไมเหมาะสมจะดำรงตำแหนงตอไปเนื่องจากไมเคยสนใจหมูบาน วัด และราษฎรในหมูบาน ราษฎรจึงไดรวมกันเขาชื่อเพื่อใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน ซึ่งมีเจตนารมณและเหตุผลของกฎหมายบัญญัติไวเปนพิเศษใหสิทธิที่จะไมยินยอมใหผูฟองคดีเปนผูใหญบานอีกตอไปและปลอยใหเนินชาออกไปอาจกอใหเกิดความเสียหายตอประโยชนสาธารณะ การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกำหนดระยะเวลาใหราษฎรเขาชื่อถอดถอน 2 ครั้ง ก็เพื่อใหเกิดความเปนธรรมทั้งสองฝาย โดยยึดหลักกฎหมายและขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติเปนไปโดยเหมาะสมโดยมิไดมีอคติตอผูฟองคดี แมจะไมไดนำหลักเกณฑตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 มาเทียบเคียงใชผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกระทำการตามกฎหมายบัญญัติใหอำนาจกระทำการโดยสุจริต ปราศจากอคติ ไดพิจารณาทั้งขอเท็จจริงและขอกฎหมาย ประกอบกับไมไดมีเจตนาทุจริตหรือเคลือบแฝงประสงคจะทำใหผูฟองคดีเกิดความเสียหายและไมไดกระทำละเมิดตอผูฟองคดี จึงขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนโดยการยกฟองของผูฟองคดี2.4 คำแกอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง) แกอุทธรณในทำนองเดียวกับคำใหการและเพิ่มเติมวา จากประกาศของผูถูกฟองคดีที่ 1 กำหนดใหราษฎรสามารถแสดงเจตนาทางไปรษณียไดแตคณะกรรมการเห็นวาการตรวจสอบดังกลาว ไมสามารถตรวจสอบใหชัดเจนไดจึงใหราษฎรมายืนยันเจตนาตอคณะกรรมการอีกครั้งและไมไดมีราษฎรรายอื่นเพิ่มเติมจากบัญชีดังกลาว จึงไมทำใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรม จึงขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟอง2.5 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด สรุปไดวา กรณีผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) มีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานตั้งแตวันที่ 26 สิงหาคม 2556 และแจงใหผูฟองคดีทราบ จึงเปนการกระทำที่ชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 อีกทั้งไมปรากฏขอเท็จจริงวาผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกระทำการที่ไมเปนไปตามหลักเกณฑและกฎหมายที่เกี่ยวของหรือมีการใชดุลพินิจโดยมิชอบอันที่จะทำใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรม จึงเปนคำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายและการที่ผูถูกฟองคดีที่ 2 วินิจฉัยใหยกอุทธรณของผูฟองคดีโดยอาศัยเหตุผลเดียวกันจึงชอบดวยกฎหมายแลว การกระทำที่ชอบดวยกฎหมายจึงไมเปนการกระทำละเมิด สวนประเด็นการที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ใชระยะเวลาในการแสดงตนยาวนานเกินไปเปนการผิด และแตกตางจากการแสดงตนของการเลือกผูใหญบาน เห็นวาการรองขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนง ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไมมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเวลาของการรองขอไว ดังนั้นไมวาเวลาใดราษฎรในหมูบานยอมสามารถใชสิทธิเขาชื่อกันเพื่อขอใหผูใหญบานของตนออกจากตำแหนงไดทุกเมื่อ และไมวากรณีใด ๆ การที่นายอำเภอจะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัย นายอำเภอยอมสามารถกระทำไดเพื่อเกิดความเปนธรรม นายอำเภอจึงสามารถใชวิธีการตรวจสอบรายชื่อไดตามความเหมาะสมเทาที่ไมมีลักษณะการสรางขั้นตอนโดยไมจำเปนหรือสรางภาระใหเกิดกับประชาชนผูเขาชื่อถอดถอนเกินสมควร การแจงใหผูแจงยืนยันเจตนาเปนเอกสารทางไปรษณียมาแสดงตนยืนยันถอยคำเอง เพื่อความชัดเจนในระหวางวันที่ 20 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ทั้งนี้ มาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกัน28 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งนำมาเทียบเคียงจะไมไดบัญญัติใหผูเขาชื่อตองมาแสดงตนยืนยันดวยตนเองอีกครั้ง แตการกระทำดังกลาวไมไดทำใหผลของการเขาชื่อถอดถอนผูใหญบานตางไปจากเดิม อุทธรณขอนี้ของผูฟองคดีจึงฟงไมขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟองนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพองดวย “พิพากษายืน”2.6 สรุปศาลปกครองสูงสุดไดวางหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติราชการ ตามแนวคำพิพากษาที่คดีหมายเลขดำที่ อร.186/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อร.212/2565 กรณีเรื่องการถอดถอนผูใหญบานในการเขาชื่อของราษฎรใหพนจากตำแหนงตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไวดังนี้ (1) เมื่อราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไมนอยกวากึ่งหนึ่งเขาชื่อกันขอใหออกจากตำแหนงในกรณีเชนนั้นใหนายอำเภอสั่งใหพนจากตำแหนงซึ่งเปนอำนาจผูกพันตามกฎหมาย และนายอำเภอไมอาจใชดุลพินิจเปลี่ยนแปลงเปนอยางอื่นไดและไมจำเปนตองสอบสวนหาเหตุผลการเขาชื่อเพียงทราบเจตนาที่แทจริงและคำยืนยันของผูเขาชื่อเทานั้นตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติเดียวกันอันเปนสิทธิถอดถอนผูปกครองทองที่ออกจากตำแหนงไดของราษฎรในหมูบาน (2) นายอำเภอซึ่งเปนเจาหนาที่ที่มีอำนาจหนาที่ดำเนินการในเรื่องดังกลาวนี้ ตลอดจนผูบังคับบัญชาในระดับกระทรวง จึงมีดุลพินิจในการเลือกกำหนดหลักเกณฑในการดำเนินการเพื่อใหการเขาชื่อและถอดถอนผูใหญบานเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีอำนาจใหเทียบเคียงกับวิธีการเขาชื่อตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หากเห็นวาเหมาะสมและไมขัดกับเจตนารมณของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยไมจำเปนตองคำนึงถึงและเทียบเคียงระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 มาบังคับใช (3) การรองขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงโดยการเขาชื่อตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 นั้น ไมมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกำหนดเวลาการรองขอไว ดังนั้นไมวาเวลาใด ๆ ราษฎรในหมูบานยอมสามารถใชสิทธิเขาชื่อเพื่อขอใหผูใหญบานในหมูบานของตนออกจากตำแหนงไดทุกเมื่อ ตราบที่ราษฎรขาดความไววางใจในตัวผูใหญบาน และไมวาเวลาใด ๆ กอนนายอำเภอจะพิจารณาวินิจฉัย หากมีการเปลี่ยนแปลงไมวาจะเปนการขอเพิ่มเติมหรือการถอดถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อ นายอำเภอสามารถทำไดตามความเหมาะสมเทาที่ไมมีลักษณะเปนการสรางขั้นตอนโดยไมจำเปนและสรางภาระใหเกิดกับราษฎรเกินสมควรดังนั้นจึงสรุปไดวา กรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกลาวนี้ ที่ผูเขียนไดวิเคราะหและศึกษากรณีตามแนวคำพิพากษาซึ่งศาลปกครองทานไดวางหลักในการปฏิบัติราชการไว จึงอาจเปนประโยชนไมมากก็นอยในการปฏิบัติราชการแกขาราชการกรมการปกครอง ในกรณีที่ผูใหญบานไมไดรับความไววางใจจากราษฎรในหมูบานใหปฏิบัติหนาที่ตอไปตามเจตนาที่แทจริงของราษฎร ในการเขาชื่อถอดถอนผูใหญบานใหพนจากตำแหนงดังกลาวตามมาตรา 14วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 29


“คิด แบบ แผน”นทีมาศ สุขทว�* นโยบาย “ลดภาระคาครองชีพของประชาชน” ของรัฐบาล ถือเปนหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลในชวงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญความผันผวนจากหลายปจจัยทั้งสถานการณความขัดแยงในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนตนทุนการผลิตสินคาและคาครองชีพที่เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง สงผลกระทบโดยตรงตอประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะประชาชนฐานรากและผูมีรายไดนอยที่ตองแบกรับภาระคาใชจายในชีวิตประจำวันมากขึ้น *นางสาวนทีมาศ สุขทวี นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงานการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระคาครองช�พของประชาชนผานกิจกรรม การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย”ลดภาระ ลดคาครองช�พ ณ ที่วาการอำเภอทั�วประเทศ30 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


ภายใตสถานการณดังกลาว รัฐบาลจึงมอบหมายใหกระทรวงพาณิชย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการคา บูรณาการความรวมมือกับหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมถึงผูผลิตและผูจัดจำหนายสินคา (Supplier) รวมกันดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบรรเทาภาระคาใชจายของประชาชนอยางเปนรูปธรรมผานกิจกรรมการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ซึ่งมุงเนนการกระจายสินคาคุณภาพดี ราคาประหยัด ไปสูประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยคัดเลือกสินคาที่จำเปนตอการดำรงชีพของประชาชน แบงออกเปน 2 กลุมหลัก ไดแก (1) สินคาอุปโภค เชน สบู แชมพู ผงซักฟอก และ (2) สินคาบริโภค เชน ขาวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช และซอสปรุงรส ซึ่งเนนการนำ “สินคา House Brand” ของหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมถึง “สินคาแบรนดทางเลือก” ของผูผลิตและผูจัดจำหนาย (Supplier) ที่มีคุณภาพมาตรฐาน นำมาลดในราคาพิเศษ เพื่อจัดจำหนายใหแกประชาชนในราคาที่เขาถึงไดงายขึ้น และมีการเปดตัวการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระลดคาครองชีพ เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานในพิธี มีสินคาที่เขารวมมากกวา 3,000 รายการ และสามารถลดราคาสินคาไดสูงสุดกวา 58 เปอรเซ็นต ผานความรวมมือของผูประกอบการรายใหญ อาทิ Makro, Lotus’s, Big C, Tops และ GO Wholesale ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงความรวมมือของทุกภาคสวนในการรวมกันดูแลคาครองชีพของประชาชนอยางจริงจัง ตอมา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยไดรวมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณิชยและหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade)ประกอบดวย Makro, Lotus’s, Big C, Tops, GO Wholesaleและ CJ MORE ขยายผลการดำเนินงานลงสูระดับพื้นที่โดยนำสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ไปจัดจำหนาย ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดย “อำเภอ”ทั้ง 878 แหงทั่วประเทศ เปนกลไกหลักในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และเชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาลสูประชาชนโดยตรง ทำใหประชาชนสามารถเขาถึงสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดไดสะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น พรอมเปดโอกาสใหผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP ผูผลิตสินคาเกษตร และผูประกอบการรายยอย (SMEs) ในพื้นที่เขารวมจำหนายสินคา เพื่อเพิ่มชองทางการตลาดและสรางรายไดใหแกชุมชนดวย โดยการจัดกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดยดำเนินการพรอมกันทั่วประเทศ ตั้งแตวันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 และดำเนินการตอเนื่องในวันศุกรตลอดเดือนพฤษภาคม 2569เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 31


โดยขณะนี้ (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ไดมีการดำเนินกิจกรรมฯ แลว 3 ครั้ง ไดแกวันศุกรที่ 1, 8 และ 15 พฤษภาคม 2569 พบวา กิจกรรมดังกลาวไดรับความสนใจจากประชาชนในทุกภูมิภาคเปนอยางมาก และไดรับความรวมมือจากหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมทั้งผูประกอบการทองถิ่นผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP ผูผลิตสินคาเกษตร และผูประกอบการรายยอย (SMEs) ในแตละพื้นที่เขารวมจำหนายสินคาอยางคึกคัก มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 1 กิจกรรมเปดตัว (Kick-off) เมื่อวันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญซิตี้ อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวย นางศุภจี สุธรรมพันธุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะผูบริหารจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย รวมลงพื้นที่เพื่อรวมกิจกรรมฯ และเยี่ยมชมการจำหนายสินคาดังกลาว และผลการดำเนินกิจกรรมเปดตัว (Kick-off) การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย”ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ มีประชาชนเขารวมกิจกรรมรวมจำนวน 283,894 คนและมีรานคาเขารวมมากถึง 12,491 รานคา ครอบคลุมทั้งหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) ผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP และผูประกอบการรายยอย (SMEs) สงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 33.7 ลานบาท และสามารถชวยลดภาระคาใชจายของประชาชนไดมากกวา 7.4 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรก ระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดนครราชสีมา (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดขอนแกน และ (5) จังหวัดยะลา โดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา (2) อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี (3) อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (4) อำเภอจอมพระจังหวัดสุรินทร และ (5) อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ ซึ่งถือเปนจุดเริ่มตนสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายลดคาครองชีพ เพื่อบรรเทาผลกระทบคาครองชีพของประชาชน ควบคูกับการกระตุนเศรษฐกิจฐานรากใหเกิดความเขมแข็งและยั่งยืนตอไป 2. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ยังคงไดรับการตอบรับอยางดีจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีผูเขารวมกิจกรรมจำนวน 217,619 คน และมีรานคาเขารวมจำนวน 9,721 รานสงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 27.1 ลานบาท และชวยลดภาระคาใชจายใหแกประชาชนไดกวา 6.2 ลานบาท ทำใหผลการดำเนินกิจกรรมฯ รวม 2 ครั้งแรก มียอดการใชจายรวมกวา 60.8 ลานบาท และชวยลดภาระคาครองชีพของประชาชนรวมกวา 13.6 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรกระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดนครราชสีมา (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดชลบุรีและ (5) จังหวัดราชบุรี โดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี (2) อำเภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรี (3) อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา (4) อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ และ (5) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต32 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


3. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ยังคงมีประชาชนเขารวมกิจกรรมฯ อยางตอเนื่อง โดยไดเดินหนาขับเคลื่อนกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ บูรณาการรวมกับการจำหนายสินคาฯ “ผานเครือขายรถพุมพวง” ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ โดยมีผูเขารวมกิจกรรมฯ จำนวน 215,997 คน และมีรานคาเขารวมจำนวน 10,229 ราน สงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 26.1 ลานบาท และชวยลดภาระคาใชจายใหแกประชาชนไดกวา 5.7 ลานบาททำใหผลการดำเนินกิจกรรมฯ รวม 3 ครั้งแรก มียอดการใชจายรวมกวา 86.9 ลานบาท และชวยลดภาระคาครองชีพของประชาชนรวมกวา 19.4 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรก ระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดชลบุรี (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดสระบุรี และ (5) จังหวัดอางทองโดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี (2) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี(3) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (4) อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และ (5) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนตอโครงการ รวมถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความรวมมือระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือขายผูประกอบการในพื้นที่ในการนำสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดมาจำหนายแกประชาชนอยางทั่วถึง จากการติดตามผลการดำเนินกิจกรรมฯ ที่ผานมา พบวา สินคาที่ไดรับความนิยมสูงสุดยังคงเปนสินคาอุปโภคบริโภคที่จำเปนตอการดำรงชีพ อาทิ น้ำมันประกอบอาหาร ไขไก/ไขเปด ผลิตภัณฑซักผา ผลิตภัณฑปรับผานุม ขาวสาร และน้ำตาล ขณะที่สินคา OTOP และผลิตภัณฑชุมชน โดยเฉพาะอาหารพื้นถิ่น เครื่องดื่ม ผาและเครื่องแตงกายก็ไดรับความสนใจจากประชาชนเปนจำนวนมากเชนกัน สะทอนใหเห็นถึงศักยภาพของผูประกอบการในพื้นที่ในการผลิตสินคาใหตรงกับความตองการของตลาด นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังสามารถพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมใหสอดคลองกับบริบทของชุมชน เชน การเพิ่มชองทางประชาสัมพันธผานเครือขายผูนำชุมชน การประสานความรวมมือกับตลาดทองถิ่น การเชิญผูประกอบการสินคาเกษตรและผลิตภัณฑชุมชนเขารวมจำหนายสินคา ตลอดจนการจัดพื้นที่จำหนายสินคาใหเหมาะสมและสะดวกตอการเลือกซื้อของประชาชน ซึ่งชวยสรางบรรยากาศการซื้อขายที่คึกคักและสงเสริมการมีสวนรวมของทุกภาคสวนในพื้นที่ ความสำเร็จของกิจกรรมการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ สะทอนใหเห็นถึงบทบาทสำคัญของกรมการปกครองในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลผานกลไกการบริหารราชการสวนภูมิภาคสูพื้นที่ และยังเปนการสรางโอกาสทางเศรษฐกิจใหแกผูประกอบการรายยอย เกษตรกร และผูผลิตในชุมชน ใหสามารถนำสินคาเขาสูตลาดและเขาถึงผูบริโภคไดโดยตรง โดยมี “อำเภอ” เปนศูนยกลางในการบูรณาการความรวมมือและเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคสวน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อรวมกันดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางเปนรูปธรรม อยางไรก็ตาม จากการดำเนินงานที่ผานมา ยังพบประเด็นที่ควรนำไปพัฒนาตอยอด เชน การเพิ่มความหลากหลายของสินคาในบางพื้นที่ การกำหนดชวงเวลาการจำหนายสินคาใหสอดคลองกับบริบทของพื้นที่และวิถีชีวิตของประชาชน รวมถึงการขยายความรวมมือไปยังเครือขายผูประกอบการในระดับชุมชนใหมากยิ่งขึ้น เพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงสินคาราคาประหยัดไดอยางครอบคลุมและเพียงพอตอความตองการเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 33


ในระยะตอไป กรมการปกครองจะยังคงเดินหนาบูรณาการความรวมมือกับทุกภาคสวนอยางตอเนื่อง เพื่อขยายโอกาสการเขาถึงสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดใหแกประชาชน พรอมทั้งสนับสนุนผูประกอบการในพื้นที่ใหมีชองทางการจำหนายสินคาและสรางรายไดเพิ่มขึ้น อันจะนำไปสูการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ การเสริมสรางความเขมแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางยั่งยืนตอไปเปดตัวกิจกรรม (Kick-off) “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 1 ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญซิตี้ อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี34 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


กิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 1 วันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 35


กิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 2 วันศุกรที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศกิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 3 วันศุกรที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ36 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


1. ที่วาการอำเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ยายไปตั้งที่ ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองนาน จังหวัดนาน 2. ที่วาการอำเภอเวียงสา จังหวัดนาน ยายไปอยูที่ ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดนาน 3. ที่วาการอำเภอวัดโบสถ จังหวัดพิษณุโลก ยายไปตั้งที่ ตำบลวัดโบสถ อำเภอวัดโบสถจังหวัดพิษณุโลก 4. ที่วาการอำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก ยายไปตั้งที่ ตำบลบางกระทุม อำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก 5. ที่วาการอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ยายไปตั้งที่ ตำบลรองวัวแดง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม 6. ที่วาการอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ยายไปตั้งที่ศูนยราชการใหมที่ ตำบลริมกกอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 7. ที่วาการอำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม ยายไปตั้งที่ศูนยราชการใหมที่ ตำบลชางเผือกอำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม 8. ที่วาการอำเภอบานโฮง จังหวัดลำพูน ยายไปตั้งที่ ตำบลบานโฮง อำเภอบานโฮง จังหวัดลำพูน 9. ที่วาการอำเภอแมพริก จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแมพริก จังหวัดลำปาง 10. ที่วาการอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลทาผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางและปจจุบันยายไปตั้งที่ริมถนนพหลโยธิน 11. ที่วาการอำเภองาว จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง ริมถนนพหลโยธิน 12. ที่วาการอำเภอหางฉัตร จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลเวียงตาล อำเภอหางฉัตร จังหวัดลำปางริมทางหลวงสาย 1113. ที่วาการอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค ยายไปตั้งที่ ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค 14. ที่วาการอำเภอขุนยวม จังหวัดแมฮองสอน ยายไปตั้งที่ ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแมฮองสอน 15. ที่วาการอำเภอบานตาก จังหวัดตาก ยายไปตั้งที่ ตำบลตากออก อำเภอบานตาก จังหวัดตาก 16. ที่วาการอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ยายไปตั้งที่ ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ถนนมิตรภาพ พื้นที่ศูนยราชการใหม 17. ที่วาการอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ยายไปตั้งที่ ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 18. ที่วาการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ยายไปตั้งที่ ถนนชยางกูร พื้นที่ชานเมือง 19. ที่วาการอำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ยายไปตั้งที่ถนนองคการ พื้นที่ศูนยราชการใหม 20. ที่วาการอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ยายไปตั้งนอกเมืองที่ หมูที่ 7 ตำบลชานุมานอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ตะลอนไปกับผูตรวจฯ อภิชัย ศร�เมือง**วาที่รอยตรี ดร.อภิชัย ศรีเมือง ผูตรวจราชการกรมการปกครองตะลอนไปกับผูตรวจฯ ตอนที่ 24ยายที่วาการอำเภอแตไมยายเมือง จากประสบการณตรวจราชการในหลาย ๆ อำเภอทั่วประเทศไดเห็นวามีอำเภอจำนวนหนึ่ง ที่มีการยายที่ตั้งของที่วาการอำเภอออกไปที่ใหมหรืออยูนอกเมือง แตไมไดยายชุมชนเมืองออกไปดวย และยังมีที่วาการอำเภอหลังเดิมอยูในเมือง เหตุผลหลักคือสภาพพื้นที่เดิมคับแคบ การเขา-ออกไมสะดวก ไดแกอำเภอดังตอไปนี้ เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 37


21. ที่วาการอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 202 22. ที่วาการอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย ยายไปตั้งนอกเมือง ริมทางหลวงสาย 24 23. ที่วาการอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 202 ตำบลพุทไธสง 24. ที่วาการอำเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม ยายไปตั้งนอกเมืองที่ ตำบลโนนตาล อำเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม25. ที่วาการอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ยายไปตั้งที่ริมถนนชยางกูร ตำบลสามแยก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร26. ที่วาการอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ หมูที่ 8 ตำบลชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช27. ที่วาการอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งนอกเมือง ในเขตตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช28. ที่วาการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช29. ที่วาการอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ ตำบลทุงปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช30. ที่วาการอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ยายไปตั้งนอกเมืองที่ ตำบลน้ำจืดนอย อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง31. ที่วาการอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ยายไปตั้งนอกเมืองที่ หมูที่ 4 ตำบลระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา32. ที่วาการอำเภอละงู จังหวัดสตูล ยายจากในเขตตำบลกำแพง กลับไปตั้งที่ ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล33. ที่วาการอำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ยายไปตั้งที่ ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล34. ที่วาการอำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่ ยายไปตั้งที่ ตำบลคลองทอมใต อำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่35. ที่วาการอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ยายจาก ตำบลนาโพธิ์ ไปตั้งที่ ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร36. ที่วาการอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 340 37. ที่วาการอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ ยายไปตั้งที่ ตำบลทับใต อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ ริมทางหลวงสาย 37 สายเลี่ยงเมืองหัวหิน - ชะอำ 38. ที่วาการอำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ ตำบลทาเจาสนุก อำเภอทาเรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา39. ที่วาการอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ หมูที่ 1 ตำบลอุทัย อำเภออุทัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา40. ที่วาการอำเภอบางซาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ หมูที่ 1 ตำบลบางซายอำเภอบางซาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและยังมีอีกหลายอำเภอ เชน อำเภอบานแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อำเภอแกลง จังหวัดระยอง, อำเภอไชโย จังหวัดอางทอง, อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท, อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแกว, อำเภอบานนา จังหวัดนครนายก, อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี, อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รวมทั้ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อยายออกไปแลว พบวาที่ตั้งเดิมหลายแหงไดมอบใหเทศบาลหรือสวนราชการอื่น ๆ ใชงานตอไป เพื่อชวยดูแลรักษามิใหเสื่อมโทรม บางอำเภอที่วาการอำเภอใหมจะตั้งอยูไกลชุมชน และบางแหงบานพักนายอำเภอหรือบานพักขาราชการยังคงอยูที่เดิม38 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


คุณภาพช�ว�ตที่ดี เร�่มที่การศึกษาลูกไมมหาดไทยว�รงรอง สุร�ยะธำรงกุล* ปจจุบันบทบาทในการ “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ของนายอำเภอและปลัดอำเภอไดมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตและขยายขอบเขตการทำงานออกไปกวางขวางมากยิ่งขึ้น โดยทำหนาที่เปนเสมือนแพทยที่ทำหนาที่รักษาคนไข แตคนมหาดไทยทำหนาที่ในการรักษาสังคม การทำงานจึงเปนการดูแลประชาชนตั้งแตเกิดจนตาย ไมเพียงดูแลเรื่องความเจ็บปวยแตยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตชองประชาชน ทั้งในมิติดานสุขภาพ ดานที่อยูอาศัย ดานการศึกษา ดานอาชีพ และดานสังคม ซึ่งเรียกรวมกันวา “คุณภาพชีวิต” *นางวิรงรอง สุริยะธำรงกุล นายอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรีเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 39


อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ไดขับเคลื่อนตามนโยบายดังกลาวมาอยางตอเนื่องในหลายดาน ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงที่อยูอาศัยใหแกกลุมเปราะบางตาง ๆ โดยใชงบประมาณจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การจัดหาอาชีพเสริมใหแกกลุมผูพิการ ผูมีรายไดนอย เพื่อใหสามารถรับงานมาทำที่บานเพื่อเพิ่มรายได การจัดหาสิ่งจำเปนพื้นฐาน เชน ผาออมสำเร็จรูปแกผูปวย ผูพิการ ครัวเรือนยากจน การสนับสนุนทุนการศึกษา ชุดนักเรียนและอุปกรณการเรียน ใหแกเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน นอกจากนี้อำเภอไดเล็งเห็นถึงประเด็นปญหาที่สำคัญคือปญหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (School Drop out) โดยปจจุบันปญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเปนวิกฤตที่กระทบเด็กไทยกวา 1 ลานคนโดยมีสาเหตุหลักมาจากความยากจน คาใชจายแฝงในการเรียน ปญหาครอบครัว และการตั้งครรภ การเพิ่มโอกาสการเขาถึงการศึกษาจึงเปนกุญแจสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย เพื่อลดชองวางทางสถานะและเพื่อใหเด็กสามารถเติบโตไปเปนประชากรที่มีคุณภาพในสังคมตอไป จังหวัดสระบุรี ไดจัดทำโครงการ“คุณภาพชีวิตดี คนสระบุรีไมทอดทิ้งกัน” ขึ้น โดยใหแตละอำเภอรวมกันคนหาและสำรวจกลุมเปราะบางที่เปนเปาหมายในระดับตำบลหมูบานใหครอบคลุมและตอเนื่อง โดยมีการใหความชวยเหลือกลุมเปาหมายแบบบูรณาการและมีสวนรวมจากทุกภาคสวน โดยทำใหผูที่ไดรับความชวยเหลือเกิดความพึงพอใจ และผูใหความชวยเหลือก็ไดรับความสุขจากการใหเชนกัน เนนเชิงคุณภาพมากกวาปริมาณ และใหทำอยางตอเนื่องเพื่อใหเกิดความยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และระดับตำบล (พชต.) ดวยการมีสวนรวมของทุกภาคสวนรวมเปนคณะทำงาน และดำเนินการจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอและระดับตำบลเพื่อแกไขปญหาใหกับกลุมเปาหมายที่ไดจากการสำรวจขอมูล โดยใชเงินทุนของอำเภอและตำบลเพื่อดำเนินการ ทั้งนี้หากเกินศักยภาพของอำเภอ สามารถแจงขอรับความชวยเหลือไปยังระดับจังหวัดได40 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


อำเภอหนองแซงไดรวมกับภาคีเครือขายในพื้นที่ทั้งหนวยงานทางการศึกษา องคกรปกครองสวนทองถิ่นและฝายปกครองในพื้นที่ รวมกันติดตามคนหาเด็กที่ไมจบการศึกษาภาคบังคับและหลุดออกจากระบบการศึกษาเพื่อรวมกันแกไขปญหาเปนรายบุคคล เพื่อใหเด็กสามารถเรียนรูไดตามสิทธิขั้นพื้นฐาน และไดนำเด็กที่ครอบครัวไมมีศักยภาพเพียงพอไปศึกษาตอที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห 33 อำเภอหนองมวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเปนสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ที่กอตั้งขึ้นภายใตมูลนิธิราชประชานุเคราะห ในพระบรมราชูปถัมภโดยมุงเนนการใหโอกาสทางการศึกษาแกเด็กดอยโอกาสและเด็กที่ประสบสาธารณภัยทั่วประเทศโดยไมมีคาใชจาย อำเภอจึงไดนำเด็กไปเขารับการศึกษาโดยใชกลไกผูปกครองปกครองทองที่ทำหนาที่แทนผูปกครองในการติดตอสื่อสารกับครูและทำหนาที่ในการรับสงเด็กในชวงปดและเปดภาคการศึกษา โดยมีองคกรปกครองสวนทองถิ่นใหการสนับสนุนรถรับสง และใชเงินจากกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอในการออกคาใชจายที่เกิดขึ้นจากการรับสงนักเรียน โดยอำเภอหนองแซงทำตอเนื่องมาเปนปที่ 3 แลว และมีเด็กที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และไดทุนไปศึกษาตอในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 2 ราย และในปการศึกษา 2569 อำเภอหนองแซงยังไดนำเด็กจากครอบครัวเปราะบางไปศึกษาตอที่โรงเรียนราชประชานุเคราะหอีก 4 ราย ดวยกัน ซึ่งถือเปนความภูมิใจในการทำงานของทุกภาคสวน เพราะเราเชื่อวาการศึกษาจะทำใหคนมีทางเลือกในชีวิตเพิ่มมากขึ้น และทำใหกลับมาเปนประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองไดในอนาคตตอไป จากการดำเนินการที่กลาวมาขางตน ไดสงผลใหอำเภอหนองแซงไดรับการคัดเลือกเปนอำเภอตนแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ระดับเขตสุขภาพ ประจำป 2569 โดยไดลำดับที่ 1 ของเขตสุขภาพที่ 4 ซึ่งเปนผลมาจากการขับเคลื่อนเพื่อแกไขปญหาคุณภาพชีวิตใหกับประชาชนโดยมุงเนนคุณภาพอยางแทจริง “หนังสือเพียงเลมเดียว ปากกาเพียงดามเดียวเด็กเพียงคนเดียว และครูเพียงคนเดียว สามารถเปลี่ยนโลกได” สุนทรพจนของมาลาลา ยูซัฟไซ ณ องคการสหประชาชาติ ในวันเกิดครบรอบ 16 ป หรือวันมาลาลาเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 41


เลาะรั�วอำเภอกองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล\"อำเภอทาเร�อ\" บนเสนทางสายน้ำปาสักอันเปนอูขาวอูน้ำและประวัติศาสตรที่ยังมีลมหายใจ... คอลัมนเลาะรั้วอำเภอในเดือนพฤษภาคมนี้ ขอพาทุกทานเลาะไปกับ “อำเภอทาเรือ” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองทาโบราณที่ในวันนี้ ไมไดมีแตเพียงความนาสนใจจากรองรอยของอดีตหรือความศักดิ์สิทธิ์ขององคหลวงพอโตวัดสะตือเทานั้น ทวายังมีสถานที่ที่นาสนใจอีกมากมาย... ขอเชิญทุกทานมาทำความรูจักกับสถานที่เหลานั้นกันคะ อำเภอทาเรือ เปนอำเภอหนึ่งใน 16 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 120.62 ตารางกิโลเมตร หรือ 75,389 ไร ตั้งขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2449 เดิมชื่อ “อำเภอนครนอย” จนถึงป พ.ศ. 2459 ไดเปลี่ยนชื่อมาเปน “อำเภอทาเรือ” มาจนถึงปจจุบันลักษณะภูมิศาสตร ทิศเหนือ ติดตอกับ อำเภอบานหมอ จังหวัดสระบุรี ทิศใต ติดตอกับ อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันออก ติดตอกับ อำเภอเสาไห จังหวัดสระบุรี ทิศตะวันตก ติดตอกับ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถิ�นกำเนิดหลวงพอโต แดนตะโกดัดงามเย็นสายน้ำนามปาสัก ว�วสวยนักเข�่อนพระรามหก42 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


1. วัดสะตือ อำเภอทาเรือเปนอำเภอบานเกิดของพระอริยสงฆที่มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วประเทศ สมเด็จพระพุฒาจารย (โต)พรหมรังสี ซึ่งกำเนิดที่บานไกโจน (ไกจน) ตำบลไกจน (ตำบลทาหลวง) ปจจุบันคือ บริเวณวัดสะตือตำบลทาหลวง โดยกำเนิดตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 เวลาพระบิณฑบาตร ณ ตำบลไกจน(ตำบลทาหลวง) อำเภอนครนอย (อำเภอทาเรือ) แขวงเมืองกรุงเกา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 และไดทรงสรางพระพุทธรูปองคใหญปางไสยาสน มีพระนามวาพระพุทธไสยาสน สรางเมื่อ พ.ศ. 2431 ขนาดองคพระยาว 1 เสน 6 วา สูง (ตั้งแตพื้นถึงรัศมี) 8 วา ฐานยาว 1 เสน 10 วา กวาง 4 วา 2 ศอก ถือวาเปนพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนมานมัสการเปนประจำทุกวัน2. เขื่อนพระรามหก เปนเขื่อนทดน้ำที่สรางขึ้นเปน “แหงแรกในประเทศไทย” กั้นแมน้ำปาสัก สรางในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 เริ่มสรางเมื่อปลายป พ.ศ. 2458 และเสร็จสมบูรณ เมื่อ พ.ศ. 2467ศักยภาพของตัวเขื่อนมีบานเหล็กปดกั้นน้ำ จำนวน6 ชอง สำหรับเปดปดควบคุมระดับน้ำหนาเขื่อนใหสูงตามตองการ และระบายน้ำคลองสงน้ำสายสำคัญ คือ คลองระพีพัฒน แลวสงน้ำแยกไปตามคลองตาง ๆอยูในเขตอำเภอทาเรือ ภาชี อุทัย และวังนอย เนื้อที่ที่ไดรับประโยชนประมาณ 272,000 ไร ปจจุบันไดมีการปรับปรุงพื้นที่ในบริเวณโครงการใหมีสถานที่พักผอนหยอนใจ สนามกีฬา ซึ่งมีบรรยากาศที่เงียบสงบ รมรื่น และสวยงามวัดสะตือ วัดสะตือสถานที่สำคัญ สถานที่ทองเที่ยว เขื่อนพระรามหกเขื่อนพระรามหกเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 43


3. วัดมะขามโพรง วัดเล็ก ๆ ที่ซอนตัวอยูทามกลางชุมชนริมน้ำ แตเปยมดวยเสนหและความสงบรมรื่น เหมาะกับการมาไหวพระ ทำบุญ หรือแวะพักใจระหวางทริปเที่ยวเมืองเกา โดดเดนดวยบรรยากาศวัดไทยโบราณที่ยังคงความเรียบงาย และมีความรมเย็นจากตนไมใหญที่แผเงาปกคลุมทั่วบริเวณ นับเปนวัดที่มีโบสถเกาแกอายุนับรอยป และที่สำคัญที่สุดคือมี “ยันตอุณาโลมรอบวัด” ซึ่งเชื่อกันวาเปนวัดเดียวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีสัญลักษณแหงพลังนี้ครบทุกทิศ เหมาะกับผูศรัทธาและผูที่กำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทำใหมีผูมากราบขอพรในบรรยากาศเงียบสงบและเปยมพลังใจ4. สะพานจักรี เปนสะพานชื่อพระราชทานแหงแรกในเสนทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยูเหนือสะพานขามแมน้ำปาสัก สรางในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 สรางขึ้นใน ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) เปนสะพานประวัติศาสตรผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวอำเภอทาเรือ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชวงป พ.ศ. 2487 ทหารญี่ปุนไดมาควบคุมสะพานจักรี และถูกเครื่องบินฝายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดถลมเพื่อตัดเสนทางลำเลียงของทหารญี่ปุนและไดรับความเสียหาย ทหารญี่ปุนไดใชเชลยมาซอมแซม และเมื่อ พ.ศ. 2491 สงครามเสร็จสิ้นลงประเทศญี่ปุนไดมาซอมสะพานใหใหมวัดมะขามโพรง วัดมะขามโพรง วัดมะขามโพรงสะพานจักรีสะพานจักรี5. สวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารค สรางอยูบนเนื้อที่กวา 60 ไร มีการแบงพื้นที่เปนโซนตาง ๆ มากมาย สำหรับสัตวนานาชนิด อาทิ ยีราฟ กระตาย หนูคาปบารา เมียแคท อูฐ เสือ สิงโต ไลเกอร ฯลฯ ทั้งนี้ สถานที่แหงนี้ กอนที่จะมาเปนสวนสัตวเคยเปนฟารมจระเข โรงชำแหละและทำสินคาแปรรูปจากจระเขมากอน แตดวยวิกฤตเศรษฐกิจในชวงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำใหธุรกิจตองมีการปรับเปลี่ยนเริ่มจากแนวคิดคาเฟชมสัตว จากนั้นมีการขยายจำนวนสัตวและเนื้อที่เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง จนกลายเปนสวนสัตวในที่สุด จุดประสงคการเปดสวนสัตวนี้ เพื่อเปนแหลงเรียนรู ขยายพันธุและรักษาพันธุสัตวใกลสูญพันธุเปนแหลงทองเที่ยวประจำจังหวัด มุงสรางความเจริญใหกับชุมชน และเปนสถานที่ผอนคลาย สวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารคสวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารค44 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


6. ตลาดหมอมเจา ตลาดหมอมเจา เริ่มมีมาตั้งแตสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5ซึ่งในสมัยนั้นมีการจัดสรางรางรถไฟ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ในป พ.ศ. 2445 ทำใหเกิดการติดตอคาขายที่คึกคัก เพราะมีผูคนจากหลายจังหวัดเดินทางมาทางเรือและมาตอรถไฟ ที่บริเวณตลาดแหงนี้ ซึ่งอยูหางจากสถานีรถไฟอำเภอทาเรือประมาณ 500 เมตร ปจจุบันตลาดหมอมเจายังคงมีความงดงาม มีมุมมองที่นาหลงใหล และยังคงเห็นถึงรองรอยของชุมชนเกาแกยานอำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การเดินทางมาเยือนอำเภอทาเรือในเดือนพฤษภาคมนี้ เปนเพียงสวนหนึ่งเทานั้น แตกลับย้ำเตือนใหเราระลึกวา วัฒนธรรมและรองรอยของเมืองทาโบราณแหงนี้ยังคงอวดโฉมตอนรับผูมาเยือนอยางงดงามเพราะที่นี่ไดหลอมรวมความสุขหลากมิติไวไดอยางลงตัว ปดฉากการเดินทางดวยความอิ่มใจ และเชื่อมั่นวาเรื่องราวของ “อำเภอทาเรือ” จะยังคงงดงามในใจของนักเดินทางทุกคนไปอีกแสนนาน ลองเปดใจมาเยือน 'ทาเรือ' สักครั้ง แลวคุณจะรูวาเมืองทางผานแหงนี้... มีความสุขมากมายที่รอใหคุณมาคนพบเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 45


จุดเริ่มตนของการเดินทาง: เกาโมงเชากลางเดือนกันยายน ผมนั่งอยูคนเดียวบนโซฟาสีเทาตัวเล็กในหองพักของหอพักนักศึกษาเอกชนใจกลางเมือง Southampton เมืองตอนใตของอังกฤษ บรรยากาศเงียบจนไดยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง สายตาทอดออกไปนอกหนาตาง ฟาเปนสีฟาสดใส อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 17 องศา ดัชนีรังสี UV อยูในระดับต่ำมาก และมลภาวะทางอากาศแทบจะมีคานอยชนิดที่ไมคอยไดเห็นในเมืองไทย เบื้องหนาคือสวนสาธารณะสีเขียวขนาดยอม ตนไมไหวเบา ๆตามแรงลม เสียงนกรองแผว ๆ คลายเปนดนตรีประกอบฉากเชานั้นอยางลงตัว ถัดออกไปคือใจกลางเมืองของ Southampton และไกลออกไปจนเกือบสุดขอบฟา คือทาเรือ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปนจุดออกเดินทางของเรือ RMS Titanic เรือเฟอรรี่ลำใหญที่สุดเทาที่ผมเคยเห็นลอยนิ่งอยูกลางผืนน้ำของชองแคบอังกฤษ ภาพตรงหนาชวนใหรูสึกเหมือนหลุดเขาไปอยูในอีกโลกหนึ่ง โลกที่สงบ เปนระเบียบ และงดงามอยางไมนาเชื่อ มันเปนความรูสึกที่ “ไมจริง” เสียจนเหมือนความฝน แตความสงบนั้น…อยูไดไมนาน /// พอ ๆ อีกนิดจากบทความแชรประสบการณจะกลายเปนนวนิยายไปแลว กลับเขาเรื่องกอนจะเริ่มผมอยากใหผูอานไดรูจักคำ ๆ หนึ่ง นั่นก็คือคำวา Nine to Five คำนี้ คือคำจำกัดความของ “งานประจำ” หรือ “งานออฟฟศปกติ” ที่มีเวลาเขางาน 9 โมงเชาและเลิกงาน 5 โมงเย็น (09.00 - 17.00 น.) มักถูกใชเพื่อสื่อถึงงานรูทีนงานที่มีเวลาแนนอนหรือชีวิตการทำงาน เร�่องเลานักเร�ยนทุน สุเมธี จ�ตตปภัสสร**นายสุเมธี จิตตปภัสสร นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานเลขานุการกรมการปกครองอังกฤษสอนอะไรเร�่องขอมูล ?:5 บทเร�ยนจาก Data Analyticsของนักเร�ยนทุนไทยในอังกฤษบทเร�ยนที่ไมไดอยูในตำราแตเปลี่ยนว�ธีคิดในการทำงานDATA ANALYTICS46 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


แบบมนุษยเงินเดือน และใชครับเปดมาแบบนี้ นั่นคือชั่วโมงเรียนของหลักสูตร Data Analytics for Government ที่ University of Southampton ประเทศสหราชอาณาจักร (/me ถามจริ๊งงงงงง ?) ที่มีการเรียนเขมขนซะจนตกใจ เหมือนสั่งเอสเพรสโซ double shot แมจะเปนการเรียนเต็มสัปดาหสลับกับพักเพื่อคนควาดวยตัวเองก็ตาม (ที่แทบจะไมไดพักเพราะมีงานใหทำสงตลอด) แตก็ยังถือวาเรียนหนักจนไมทันตั้งตัวซึ่งถาไมนับเรื่องการปรับตัวกับการมาอาศัยและเรียนอยูที่นี่ การไดมีโอกาสมาศึกษาตอที่แหงนี้มันเปนประสบการณที่เปลี่ยนวิธีคิดของผมอยางสิ้นเชิง กอนเดินทางไป ผมเคยเขาใจวา “Data Analytics” คือเรื่องของการเขียนโคดที่ซับซอน เต็มไปดวยสูตรคณิตศาสตรที่ยากเกินเขาถึง แตเมื่อไดเรียนจริง กลับพบวาแกนแทของมันเรียบงายกวานั้นมาก “Data Analytics ไมไดเริ่มจากการเปดคอมพิวเตอรแตมันเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกตอง” และนั่นคือจุดเริ่มตนของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เมื่อกลับมาประเทศไทยผมไดเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานจากการ “ทำงานตามขอมูล” กลายเปน “ใชขอมูลเพื่อขับเคลื่อนงาน” กอนจะไปสูบทสรุปที่ถอดบทเรียนมาไดในภาพรวม ผมขออธิบายความหมายของคำวา Data Analytics วาคืออะไร (ฉบับเขาใจงาย)หากอธิบายแบบภาษาชาวบาน **Data = ขอมูล**คือสิ่งที่เรามีอยูแลวในชีวิตประจำวัน เชน • ขอมูลทะเบียนราษฎร • จำนวนผูสูงอายุในพื้นที่ • รายไดของครัวเรือน • จำนวนคนที่มารับบริการในแตละวัน พูดงาย ๆ คือ “ตัวเลขหรือขอเท็จจริงที่ถูกเก็บไว” **Analytics = การนำขอมูลนั้นมาชวยตัดสินใจ**ไมใชแคการดูตัวเลขเฉย ๆ แตคือการ “เอาขอมูลมาคิด วิเคราะห และใชประโยชน” เชน • เห็นวาหมูบานหนึ่งมีผูสูงอายุจำนวนมาก ---------> วางแผนจัดสวัสดิการเพิ่ม • เห็นวาชวงปลายเดือนคนมาใชบริการเยอะ ---------> ปรับกำลังเจาหนาที่ใหเพียงพอ • เห็นวาพื้นที่หนึ่งมีรายไดนอย ---------> วางแผนชวยเหลือใหตรงจุดสรุปใหสั้นที่สุดประสบการณจากอังกฤษ: เมื่อขอมูลมีชีวิต สิ่งที่โดดเดนมากในการเรียนที่อังกฤษ คือการใช “ขอมูลจริง” จากหนวยงานภาครัฐ เชน Office for National Statistics ซึ่งเปนหนวยงานสถิติหลักของประเทศ นักศึกษาไมไดเรียนจากตัวอยางในตำราเพียงอยางเดียว แตไดวิเคราะหขอมูลจริง เชน อัตราการวางงาน ความเหลื่อมล้ำ หรือโครงสรางประชากร สิ่งที่ไดเรียนรูไมใชแค “การคำนวณ” แตคือ “การเขาใจชีวิตของผูคนผานขอมูล” และนี่คือสิ่งที่ทำให Data Analytics มีความหมายมากกวาแคตัวเลข Data Analytics คือการเปลี่ยน “ขอมูล” ใหกลายเปน “คำตอบ” และเปลี่ยน “คำตอบ” ใหกลายเปน “การตัดสินใจที่ดีข�้น”เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 47


เมืองที่ขอมูลอยูรอบตัว Southampton เปนเมืองทาที่มีทั้งนักศึกษา คนทำงาน และนักทองเที่ยว ทำใหเกิดขอมูลจำนวนมหาศาลในทุกวัน สิ่งที่นาสนใจคือ “ขอมูลเหลานี้ถูกนำมาใชจริง” • ปายรถบอกเวลารถมาถึงแบบ Real-time • แอปพลิเคชันแสดงจำนวนคนในรถบัสหรือความหนาแนนของการเดินทาง • แผนที่เมืองที่สามารถดูขอมูลการจราจรหรือเสนทางที่ดีที่สุดไดทันที • เสาไฟที่ประชาชนสามารถสแกนคิวอารโคดเพื่อแจงปญหาเมื่อไฟบนเสาตนนั้นไมสามารถใชการได • Clean Air Routes การจัดทำดัชนีความเงียบสงบทางมลภาวะของเสนทางบนเว็บไซตแบบ Real-timeเพื่อใหประชาชนสามารถคนหาเสนทางที่สงบและอากาศบริสุทธิ์ที่สุด หรือดูไดวาจุดไหนของเมืองมีอากาศบริสุทธิ์เหมาะแกการเดินหรือปนจักรยานออกกำลังกาย เมื่อมองยอนกลับมาที่บริบทของประเทศไทย จะเห็นความแตกตางบางประการที่นาสนใจ • ในสหราชอาณาจักร การใชขอมูลเปนสวนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจอยางแทจริง • ขณะที่ในประเทศไทย ขอมูลมักถูกใชเพื่อประกอบการตัดสินใจ มากกวา ซึ่งไมใชเรื่องผิดแตหากเราสามารถใชขอมูลเปน“จุดเริ่มตน” ได จะชวยใหการทำงานมีความแมนยำมากขึ้นจากบทนำที่กลาวมาขางตนผมสามารถถอดเปนบทเรียนสั้น ๆ ที่ไดจากการมาเรียน Data Analytics for Government ที่ University of Southampton ซึ่งทำใหผมเห็นวา “ขอมูล” ในอังกฤษ ไมใชแคตัวเลขแหง ๆ ใน Excel แตมันคือ “อาวุธ” ที่เปลี่ยนชีวิตคนไดจริงและนี่คือ 5 บทเรียนสุดล้ำ ที่จะชวยยกตัวอยางใหเห็นภาพวาอังกฤษทำอยางไร และไทยสามารถเอามาทำตามไดทันที1. ขอมูลตอง “คุยกันรูเรื่อง” (Data Standards): ที่อังกฤษ ขอมูลภาครัฐเขาใชหลักการ \"Government as a Platform\" ของหนวยงาน GDS (Government Digital Service) ที่กำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศเวลาหนวยงานรัฐจะทำบริการออนไลนสักอยาง (เชน ตอภาษีรถ หรือ ทำใบขับขี่) ทุกหนวยงานตองไปเริ่ม “นับหนึ่ง” ใหมเองหมด ทั้งระบบจายเงิน ระบบสงขอความ และระบบยืนยันตัวตน ผลคือสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลและประชาชนก็งง เพราะแตละเว็บไซตหนาตาไมเหมือนกันเลย GDS (Government Digital Service)ของอังกฤษเลยประกาศแนวคิด GaaP ขึ้นมา โดยบอกวา \"รัฐบาลควรสราง 'สวนประกอบกลาง' ที่ดีที่สุดไวใหแลวใหทุกหนวยงานมาหยิบไปใชตอยอด\" เหมือนเรามีกลองเลโกที่มีตัวตอมาตรฐานไวให ทุกคนแคเอาไปประกอบเปนโมเดลของตัวเองบางครั�งในพ��นที่ของเราìการตัดสินใจอาจเร�่มจากประสบการณหร�อความคุนเคยกอนจะยอนกลับมาดูขอมูลเพ��อยืนยันภายหลังîภาพจาก Government as a platformfor the rest of us48 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569


Click to View FlipBook Version