: นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครอง Facebookfanpagehttps://library.dopa.go.th 05พฤษภาคมพ.ศ.2569MAY2 0 2 6ปที่ 121 ฉบับที่ป 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ISSN 0125-4006
บทความหรือขอเขียนในนิตยสาร เปนความเห็นสวนตัว กองบรรณาธิการไมจําเปนตองเห็นดวย และไมผูกพันกับกรมการปกครองแตอยางใดหากทานผูอานมีขอเสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็น สามารถแจงและติดตอทีมงานเทศาภิบาลไดที่QR code นี้http://www.facebook.com/นิตยสารเทศาภิบาล กรมการปกครองนายนพรัตน ศรีพรหมผูอำนวยการกองวิชาการและแผนงานบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาลEDITORíS TALKสวัสดีทานผูอานทุกทานครับ ยินดีตอนรับผูอานทุกทานเขาสูนิตยสารกรมการปกครอง “เทศาภิบาล” ฉบับที่ 5 เดือนพฤษภาคมครับ สำหรับเดือนนี้ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาลยังคงมุงมั่นที่จะนำเสนอองคความรู บทวิเคราะห และเรื่องราวที่เปนประโยชนตอผูอานอยางเขมขนเชนเคย และในเดือนนี้ ถือเปนโอกาสอันดียิ่งที่นิตยสารฯ ไดรับเกียรติจากนายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ มารวมถายทอดเรื่องการเขาชื่อของราษฎรในการถอดถอนผูใหญบานออกจากตำแหนง เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ในคอลัมนเทศาวิชาการ และนอกจากบทความที่ไดรับเกียรตินี้แลว ภายในเลมยังมีคอลัมนนาสนใจอีกมากมายที่กองบรรณาธิการฯ ตั้งใจจัดเตรียมเพื่อมอบทั้งความรูและสาระใหแกผูอานทุกทานเชนเคยครับ เนื้อหาภายในเลมยังประกอบดวยกฎหมายฝายปกครอง เทศาวิชาการ ซึ่งไดรับเกียรติจากนางวิรงรอง สุริยะธำรงกุล นายอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ในคอลัมนลูกไมมหาดไทย เพื่อเนนย้ำเรื่องความสำคัญของการศึกษาและการชวยเหลือเด็กเปราะบางที่หลุดออกจากระบบ และในคอลัมนเลาะรั้วอำเภอ ที่พาทุกทานไปสัมผัสเสนหอันทรงคุณคาของ อำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ ในคอลัมนบทความพิเศษ นำเสนอเกี่ยวกับการขยายผลนวัตกรรมตลาดเคลื่อนที่ ผานโมเดล “รถพุมพวง” สู 3 อำเภอ 6 ศูนย 612 ครัวเรือนยากจน อันเปนองคความรูตอยอดการแกไขปญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแมนยำเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอยางยั่งยืน รวมทั้งยังมีบทความพิเศษจากเรื่อง เชียงดาวโมเดล: บทเรียนการบริหารพื้นที่เพื่อลดไฟปา และ PM2.5 อยางบูรณาการ เพื่อถายทอดแนวทางตนแบบใหแกพื้นที่อื่น ๆ นำไปปรับใชในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงพื้นที่อยางยั่งยืนตอไปครับ กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล หวังเปนอยางยิ่งวา บทความภายในเลมนี้จะเปนประโยชนตอผูอานทุกทาน ทั้งเปนองคความรูใหมหรือเสริมองคความรูเดิม ทั้งนี้กองบรรณาธิการฯ ขอขอบพระคุณทุกทานที่ใหการสนับสนุนและรวมเดินทางไปพรอมกับเราครับเจาของ กรมการปกครอง ผูกอตั้ง สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ประธานกรรมการอํานวยการ นฤชา โฆษาศิวิไลซรองประธานกรรมการ วินัย โตเจริญ, วิฑูรย สิรินุกุล, รณรงค ทิพยศิริ, วิรุฬห สิทธิวงศ ประธานกรรมการบริหารสํานักงานฯวินัย โตเจริญ บรรณาธิการ นพรัตน ศรีพรหม ผูชวยบรรณาธิการ กรกนก คาผล กองบรรณาธิการ ธัชรี บุญภูพันธตันติ, นิตยา รินทรักษ, เกตุโสภณ ธํารงอภิชาตกุล, ญาณิศา สันยาย, ธนิษฐา ยุชิ พิสูจนอักษร วรรณา ประจง, จันทรรัตน ปฐมปรมัตถ, ศศิพัชร หิรัญปุณยโชติ, อารียรัตน เหรียญไกร, สุมิตรา มวงปน แยกสีและพิมพ โรงพิมพอาสารักษาดินแดน กรุงเทพมหานคร สํานักงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล กองวิชาการและแผนงาน กรมการปกครอง อาคารธนาลงกรณทาวเวอร ชั้น 18 เลขที่ 666 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบําหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท 0-2223-1914e-mail : [email protected]
สารบัญเทศาว�ชาการกฎหมายฝายปกครองรายงานพ�เศษCONTENTS04 ภารกิจสำคัญของผูบริหาร ï อธิบดีกรมการปกครอง เปดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในโอกาส วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 และวันคลายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 2569 • อธิบดีกรมการปกครอง ผนึกกำลัง 5 หนวยงาน ลงนาม MOU ยกระดับปราบทุจริตทะเบียน–บัตรประชาชน ï อธิบดีกรมการปกครอง รวม Kick Off ตลาดนัด “ไทยชวยไทย X Local Low Cost” ดันสินคาราคาประหยัด กระตุนเศรษฐกิจ - ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ตลาดบางใหญซิตี้ ï อธิบดีกรมการปกครอง ปลอยคาราวานรถพุมพวง Kick-off “ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” พรอมกันทั่วประเทศ นำสินคาราคาประหยัดถึงชุมชน : กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล24 บทความวิชาการ ï บทวิเคราะหและสรุปในเรื่องการเขาชื่อของราษฎรในการถอดถอน ผูใหญบานออกจากตำแหนง เพื่อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด : สมศักดิ์ สุขประเสริฐ 30 “คิด แบบ แผน” • การขับเคลื่อนนโยบายลดภาระคาครองชีพของประชาชน ผานกิจกรรม การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ: นทีมาศ สุขทวี37 ตะลอนไปกับผูตรวจฯ ตอนที่ 24 • ยายที่วาการอำเภอแตไมยายเมือง: อภิชัย ศรีเมือง39 ลูกไมมหาดไทย • คุณภาพชีวิตที่ดี เริ่มที่การศึกษา : วิรงรอง สุริยะธำรงกุล08 อุทาหรณคดีปกครอง • จัดซื้อยาและเวชภัณฑแตไมแจกผูประสบภัย หนวยงานตองเรียก ใหรับผิดทางละเมิดภายในอายุความใด ?: นายปกครอง11 กฎหมายฝายปกครอง • “การลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน”: นพพล นพคุณ15 สอบสวนและนิติการ • การไกลเกลี่ยขอพิพาท กลไกสันติวิธีเพื่อคลี่คลาย ความขัดแยงของสังคม: สำนักการสอบสวนและนิติการ22 ทะเบียนนารู • “ลูกรัก ทำไมกันละ ! เปนถึงพอแตขอเปลี่ยนชื่อใหลูกไมได ?” : สำนักบริหารการทะเบียน02 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
สารบัญขาวประชาสัมพันธNEWSเทศา…สาระแฟนพันธุแทเทศาภิบาลปกิณกะCONTENTS52 บทความพิเศษ• การขยายผลนวัตกรรมตลาดเคลื่อนที่ ผานโมเดล “รถพุมพวง”สู 3 อำเภอ 6 ศูนย 612 ครัวเรือนยากจน: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล• เชียงดาวโมเดล: บทเรียนการบริหารพื้นที่เพื่อลดไฟปาและ PM2.5 อยางบูรณาการ: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล62 DOPA THINK LAB พื้นที่ความคิด วิจัย และนวัตกรรม : สวนวิจัยและประเมินผล กองวิชาการและแผนงาน63 GLOBAL DIPLOMATIC HUB I วิเทศทัศน เปดโลกสากล : สวนวิเทศสัมพันธ กองวิชาการและแผนงาน64 ถาม-ตอบ พิชิตคะแนน: DOPA HR67 อานครอบจักรวาล ยกเวนงานในหนาที่ • จิตวิทยาการตัดสินใจแบบนักบิน: ภัสสร ภัทรเภตรา76 DOPA NEWS77 ขาว ฌ.ป.ค.69 MISSION TO THE MOON• เสร็จ vs สำเร็จ: รวิศ หาญอุตสาหะ71 ชื่อบานนามเมือง ตอนที่ 5• ประวัติความเปนมาของชื่ออำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล73 โหรา...เทศา: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล78 เฉลย: คำถาม – คำตอบ กิจกรรมแฟนพันธุแทเทศาภิบาลเดือนเมษายน 256980 ผูโชคดีรวมกิจกรรมแฟนพันธุแทเทศาภิบาลเดือนเมษายน 2569เทศาว�ชาการ42 เลาะรั้วอำเภอ• อำเภอทาเรือ: กองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล46 เรื่องเลานักเรียนทุน• อังกฤษสอนอะไรเรื่องขอมูล ?: 5 บทเรียนจาก Data Analyticsของนักเรียนทุนไทยในอังกฤษ: สุเมธี จิตตปภัสสรเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 03
ภารกิจสำคัญของผูบร�หารกองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 - 12.00 น. ณ วัดหงสรัตนารามราชวรวิหารเขตบางกอกใหญ กรุงเทพมหานคร นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานเปดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 และวันคลายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 2569 กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดบริเวณพื้นที่ภายในวัดหงสรัตนารามราชวรวิหารโดยมี นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวิฑูรย สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง คณะผูบริหารกรมการปกครอง ขาราชการ พนักงานราชการ ลูกจาง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมกิจกรรม จำนวน 120 คน หลักการสำคัญของจิตอาสา คือ การทำความดีดวยหัวใจ กิจกรรมจิตอาสาลวนมุงหมายใหเกิดความรัก ความสามัคคี ตลอดจนเกิดความสำนึกรับผิดชอบตอสาธารณะรวมกัน ใหความชวยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดความรวมมือรวมใจในการทำประโยชนเพื่อสวนรวมและสังคม อันจะสงผลใหประเทศชาติมีความมั่นคงอยางยั่งยืน กรมการปกครองเปนหนวยงานที่พรอมใหการสนับสนุนขับเคลื่อนงานจิตอาสาตามแนวทางที่ศูนยอำนวยการใหญจิตอาสาพระราชทาน และศูนยอำนวยการและขับเคลื่อนงานจิตอาสากระทรวงมหาดไทย กำหนดและมอบหมายใหดำเนินการ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาในวันสำคัญของชาติไทยและวันสำคัญของพระบรมวงศานุวงศ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และพลังความสามัคคี ความเปนจิตอาสาของหนวยงานอธิบดีกรมการปกครอง เปดกิจกรรมจ�ตอาสาพัฒนาเนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569และวันคลายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว 30 พฤษภาคม 256904 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 ตั้งแตเวลา 13.00 น. ณ หองประชุมบัวหลวง ชั้น 10 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (คลอง 9) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี กรมการปกครอง จัดพิธีลงนามบันทึกขอตกลงความรวมมือ (MOU) การปองกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน รวมกับหนวยงานบังคับใชกฎหมายและองคกรตรวจสอบระดับชาติ รวม 6 หนวยงาน โดย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแกว รองผูบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแหงชาติ รอยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายสุรพงษ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) นายภูมิวิศาล เกษมศุขเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) นายเทพสุ บวรโชติดาราเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พรอมดวยแขกผูมีเกียรติ บุคลากรของทุกหนวยงาน และสื่อมวลชน รวมเปนสักขีพยาน การผนึกกำลังในครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อยกระดับการปองกันภัยคุกคามตอความมั่นคงดานงานทะเบียนที่ปจจุบันมีความซับซอนและพัฒนาอยางตอเนื่อง โดยเฉพาะการกระทำความผิดในลักษณะเครือขายองคกรอาชญากรรมขามชาติ การทุจริตแสวงหาผลประโยชนโดยมิชอบในงานทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชนรวมถึงงานทะเบียนอื่น ๆ โดยมีกรอบความรวมมือและแนวทางดำเนินงานที่สำคัญประกอบดวย 5 ดาน ไดแก 1) ดานการขาวและขอมูล 2) ดานการปองปราม 3) ดานการบังคับใชกฎหมาย 4) ดานการพัฒนาศักยภาพ และ 5) ดานความปลอดภัยของขอมูล ทั้งนี้ บันทึกขอตกลงความรวมมือฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 2 ป โดยมุงหวังใหเกิดผลสัมฤทธิ์อยางเปนรูปธรรม ซึ่งเปนรากฐานที่เขมแข็งในการรักษาความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบรอยในสังคม และอำนวยความยุติธรรมใหกับประชาชนเปนสำคัญ ทั้งนี้ กรมการปกครองไดยกระดับการทำงานผานการจัดตั้งหนวย “DOPA N.I.C.E.” เปนกลไกกลางในการประสานความรวมมือ และขับเคลื่อนปฏิบัติการสำคัญที่ผานมา อาทิ “ตัดหมอกเวียงแหง” “สลายหมอกเชียงดาว” “ตัดบัตรกรุงเกา” และ “ยอนเกล็ดมังกร” ซึ่งเปนผลงานของการทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการ การลงนาม MOU ในครั้งนี้ จึงถือเปนอีกกาวสำคัญของการผนึกกำลังภาครัฐ เพื่อยกระดับการปองกันและปราบปรามการทุจริตอยางจริงจังและตอเนื่อง เชื่อมั่นวาจะสงผลใหการปองกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนเขมแข็งมากขึ้น นำไปสูความมั่นคงของประเทศ อธิบดีกรมการปกครอง ผนึกกำลัง 5 หนวยงาน ลงนาม MOUยกระดับปราบทุจร�ตทะเบียน–บัตรประชาชนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 05
วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ตลาดบางใหญซิตี้ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวย นางศุภจี สุธรรมพันธุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย Kick-Off จำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ จำหนายสินคาราคาประหยัด ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ ณ ที่วาการอำเภอ และผานหาง Modern Trade เชน Lotus's, Big C, Makro,Tops และ Go wholesale โดยมี นายอรรษิษฐ สัมพันธรัตนปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน จุนถิระพงศ เลขานุการรัฐมนตรี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครองผูวาราชการจังหวัดนนทบุรี พรอมผูบริหารกระทรวงมหาดไทย ผูบริหารกรมการปกครอง ขาราชการฝายปกครองในพื้นที่ และประชาชนรวมจับจายซื้อสินคาราคาถูกจำนวนมาก จากนั้น นายกรัฐมนตรี นำคณะเดินเยี่ยมชมบูธสินคาที่นำมาจัดจำหนาย และไดชอปสินคาราคาประหยัด เชน น้ำมันพืช ซอสหอยนางรม กระดาษทิชชู น้ำยาลางจาน ขาวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อีกดวย โดย “ตลาดไทยชวยไทย” จะจัดจำหนายทุกวันศุกรตลอดเดือนพฤษภาคม ไดแก วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 กรมการปกครองจะนำสินคาราคาประหยัดไปใหประชาชนไดซื้อถึงที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดยลดสูงสุด 58% เชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินคาได ณ ที่วาการอำเภอใกลบาน ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รวมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณิชย จะติดตามประเมินผลการจัดกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศเพื่อประเมินประสิทธิผลการบรรเทาผลกระทบคาครองชีพของประชาชน ควบคูกับการกระตุนเศรษฐกิจฐานรากใหเกิดความเขมแข็งและยั่งยืนตอไปอธิบดีกรมการปกครอง รวม Kick-Off ตลาดนัด“ไทยชวยไทย X Local Low Cost”ดันสินคาราคาประหยัด กระตุนเศรษฐกิจ - ลดภาระ ลดคาครองช�พณ ตลาดบางใหญซ�ตี้06 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันศุกรที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น. ณ ที่วาการอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย Kick-off กิจกรรมสนับสนุนโครงการ “ไทยชวยไทย ลดภาระลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” พรอมกัน ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเดินหนานโยบายชวยเหลือประชาชน ลดภาระคาครองชีพ และเพิ่มโอกาสในการเขาถึงสินคาอุปโภคบริโภคคุณภาพดีในราคาประหยัดถึงระดับชุมชน ผานเครือขาย “รถพุมพวง” ซึ่งเปนกลไกสำคัญในการกระจายสินคาเขาถึงประชาชนในพื้นที่ตาง ๆ อยางทั่วถึง โดยมี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ อธิบดีกรมการปกครอง เปนประธานในพิธี พรอมดวย นายเอกวิทย มีเพียร ผูวาราชการจังหวัดปทุมธานี หัวหนาสวนราชการ ผูบริหารองคกรปกครองสวนทองถิ่น กำนัน ผูใหญบาน ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่เขารวมกิจกรรมอยางพรอมเพรียง ในการนี้ อธิบดีกรมการปกครอง ไดกลาวถึงวัตถุประสงคของการจัดกิจกรรมในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลครั้งนี้วา เปนการดำเนินงานภายใตความรวมมือของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกรมการคาภายใน กระทรวงพาณิชย ไปรษณียไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อกระจายสินคาจำเปนในราคาประหยัดไปสูประชาชนอยางทั่วถึง โดยอาศัยเครือขาย “รถพุมพวง” ซึ่งเปนกลไกสำคัญในการเขาถึงประชาชนในหมูบานและชุมชนตาง ๆ สำหรับอำเภอสามโคก มีผูประกอบการเครือขายรถพุมพวงเขารวมโครงการกวา 10 คัน รวมจำหนายสินคาอุปโภคบริโภคที่จำเปนในราคาพิเศษ เพื่อชวยลดภาระคาใชจายของประชาชน อีกทั้งยังไดรับความรวมมือจากหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม รวมถึงกลุมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ นำสินคาราคาประหยัดมาจำหนายภายในงานอยางหลากหลาย จากนั้น อธิบดีกรมการปกครองพรอมคณะผูบริหารไดเยี่ยมชมบูธจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” พบปะผูประกอบการรถพุมพวง และรวมปลอยขบวนรถพุมพวง กอนรวมเดินทางจำหนายสินคาในชุมชนบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ โครงการ “ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองชีพ ผานเครือขายรถพุมพวง” มีเปาหมายสำคัญในการชวยเหลือประชาชนใหสามารถเขาถึงสินคาคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ลดภาระคาครองชีพ และสรางความเขมแข็งใหเศรษฐกิจฐานรากในระดับชุมชนอยางยั่งยืนอธิบดีกรมการปกครอง ปลอยคาราวานรถพุมพวง Kick-off“ไทยชวยไทย ลดภาระ ลดคาครองช�พ ผานเคร�อขายรถพุมพวง”พรอมกันทั�วประเทศ นำสินคาราคาประหยัดถึงชุมชนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 07
เนื้อเพลง “น้ำทวม” ของบรมครูไพบูลย บุตรขัน บทเพลงลูกทุงอมตะคุนหูของคนไทยหลายรุน ซึ่งมักจะถูกเปดทุกครั้งที่มีเหตุการณน้ำทวมในประเทศไทย โดยเนื้อหาแตงมาจากประสบการณที่เกิดขึ้นจริง และมีมุมมองที่ตัดพอระหวางน้ำทวมกับฝนแลงวาอยางไหนดีกวากัน (ในแงของความเดือดรอนที่นอยกวา) รวมทั้งสะทอนภาพความทุกขของผูประสบภัยน้ำทวมไดเปนอยางดี ทวา ... น้ำทวม นับเปนปรากฏการณทางธรรมชาติที่ไมสามารถหลีกเลี่ยงได แตมีวิธีลดความรุนแรงหรือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาได โดยหลังน้ำลด ... นอกจากอาหารและน้ำสะอาดแลว น้ำยาฆาเชื้อ รองเทาบูท ถุงมือยาง อุปกรณทำความสะอาดตาง ๆ ตลอดจนยารักษาโรค (เชน ยาน้ำกัดเทายาทาเชื้อรา ฯลฯ) ลวนเปนสิ่งที่ผูประสบภัยตองการเปนอันดับตน ๆ ทามกลางวิกฤตอุทกภัยที่สรางความเดือดรอนแกประชาชน หนวยงานของรัฐจึงมักเรงอนุมัติใชเงินสะสมเพื่อบรรเทาทุกข เชน กรณีที่จะเลาใหฟงตอไปนี้ ที่ไดมีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑเพื่อนำไปแจกจายแกผูประสบภัยน้ำทวม แตกลับมิไดดำเนินการตามวัตถุประสงค และตอมานำไปแจกจายใหแกเจาหนาที่ตาง ๆ จนมีการเรียกใหรับผิดทางละเมิด อันเปนมูลเหตุของการนำคดีขึ้นสูศาลปกครอง โดยคดีดังกลาวนับวาเปนขอพึงระวังที่สำคัญแกหนวยงานของรัฐเกี่ยวกับเรื่องอายุความการใชสิทธิเรียกรอง มาดูรายละเอียดของคดีกันครับ เรื่องราวของคดีมีอยูวา ... ขณะที่ผูฟองคดีดำรงตำแหนงนักบริหารงานทั่วไป 6 รักษาราชการแทนผูอำนวยการกองพัสดุและทรัพยสิน ซึ่งมีฐานะเปนหัวหนาเจาหนาที่พัสดุดวย ไดมีบันทึกขอความเสนอตอนายกองคการบริหารสวนจังหวัด (นายก อบจ.) ขออนุมัติจายขาดเงินสะสมเพื่อจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบาน จำนวน 1,000 ชุด เปนเงิน 1,500,000 บาท และผูฟองคดีไดลงนามผานบันทึกขอความขอความเห็นชอบจัดซื้อยาและเวชภัณฑโดยวิธีพิเศษและขออนุมัติจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานดังกลาว ซึ่งนายก อบจ. มีคำสั่งอนุมัติใหดำเนินการได โดยใหจายขาดเงินสะสมเพื่อเปนคาจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานสำหรับแจกจายใหราษฎรที่ไดรับความเสียหายจากภาวะน้ำทวมจัดซ�้อยาและเวชภัณฑแตไมแจกผูประสบภัยหนวยงานตองเร�ยกใหรับผิดทางละเมิดภายในอายุความใด ?“น้ำทวม … นองวาดีกวาฝนแลงพ��วาน้ำแหง ใหฝนแลงเสียยังดีกวาน้ำทวมปนี้ทุกบานลวนมีแตคราบน้ำตา …”อุทาหรณคดีปกครองนายปกครอง08 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
เมื่อกองพัสดุและทรัพยสินไดจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบานแลว และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุไดตรวจรับครบถวน ผูฟองคดีไดจัดเก็บยาและเวชภัณฑดังกลาวไวเอง โดยมิไดสงมอบใหกับกองชางเพื่อนำไปแจกจายใหกับราษฎรที่ไดรับความเดือดรอนจากภัยพิบัติ และนายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายเงินแกหางหุนสวนสามัญ ค. (ผูขาย) โดยตอมา นายก อบจ. ไดสั่งการใหผูฟองคดีแจกจายยาและเวชภัณฑประจำบานพรอมกระเปายาใหแกบุคคลที่มีการประสานงานไว คือ ประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบาน เจาหนาที่สาธารณสุข และผูอำนวยการกองตาง ๆ ในสังกัดองคการบริหารสวนจังหวัด (อบจ.) กระทั่งสำนักงานการตรวจเงินแผนดินภูมิภาคไดตรวจสอบและเห็นวา การแจกจายยาและเวชภัณฑประจำบานในลักษณะดังกลาว เปนการแจกจายใหแกบุคคลที่ไมถูกตองตรงตามวัตถุประสงคของการใชจายเงินสะสมตามขอ 91 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการรับเงิน การเบิกจายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. 2547 ทำใหมีการตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งเห็นวาพฤติการณดังกลาวเปนการกระทำโดยประมาทเลินเลออยางรายแรง อันเปนการกระทำละเมิดทำให อบจ. ไดรับความเสียหาย จึงเห็นควรใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนในสวนการกระทำของตนในอัตรารอยละ 30 ของคาเสียหายเปนเงินจำนวน 450,000 บาท (มีผูรับผิดหลายคน) นายก อบจ. จึงมีคำสั่งใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกลาว ผูฟองคดีไมเห็นดวยจึงยื่นอุทธรณ และตอมาผูวาราชการจังหวัดไดพิจารณายกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงยื่นฟองอบจ. นายก อบจ. และผูวาราชการจังหวัด (ผูถูกฟองคดีที่ 1 - ที่ 3 ตามลำดับ) ตอศาลปกครองเพื่อขอใหเพิกถอนคำสั่งที่ใหตนชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงินจำนวน 450,000 บาท และเพิกถอนผลการพิจารณาอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดดวยคดีมีประเด็นที่ตองพิจารณาวา ... การที่นายก อบจ. มีคำสั่งใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงิน 450,000 บาท และคำวินิจฉัยยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดชอบดวยกฎหมายหรือไม โดยมีประเด็นที่ตองพิจารณากอนวา อบจ. ใชสิทธิเรียกรองใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนภายในอายุความตามกฎหมายหรือไม ?ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแลวเห็นวา การที่นายก อบจ. (ขณะนั้น) มีคำสั่งใหผูฟองคดีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแก อบจ. เปนเงินจำนวน 450,000 บาท เปนการออกคำสั่งใหเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดชดใชคาสินไหมทดแทนใหแกหนวยงานของรัฐตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว กำหนดใหการออกคำสั่งเพื่อใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐ มีอายุความ 2 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน สวนกรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ผูนั้นไมตองรับผิดแตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด สิทธิเรียกรองดังกลาวมีอายุความ 1 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง อยางไรก็ตาม หนวยงานยังตองใชสิทธิเรียกรองไมเกิน 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยดวยเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 09
เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา นายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายขาดเงินสะสมเปนคาจัดซื้อยาและเวชภัณฑประจำบาน จำนวน 1,500,000 บาท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 โดยสั่งจายเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม 2549จายใหผูขายยาและเวชภัณฑประจำบาน จึงถือวา วันที่ 1 มีนาคม 2549 ซึ่งเปนวันที่นายก อบจ. ไดอนุมัติใหเบิกจายขาดเงินสะสมเปนวันกระทำละเมิด ทำให อบจ. ไดรับความเสียหาย อบจ. จึงตองใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากผูฟองคดีภายในวันที่ 1 มีนาคม 2559 (ภายใน 10 ป นับแตวันทำละเมิด) การที่นายก อบจ. มีคำสั่ง ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ 2561 ใหผูฟองคดีรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแก อบจ. โดยผูฟองคดีไดรับแจงคำสั่งดังกลาวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ 2561 จึงเปนการใชสิทธิเรียกรองเมื่อพนอายุความ 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยแลว ดังนั้น คำสั่งของนายก อบจ. ที่ใหผูฟองคดีชดใชคาสินไหมทดแทนตามที่พิพาท จึงเปนคำสั่งที่ไมชอบดวยกฎหมาย และมีผลใหคำวินิจฉัยยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดไมชอบดวยกฎหมายดวยเชนกันศาลปกครองสูงสุด จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนที่ใหเพิกถอนคำสั่งที่พิพาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1308/2568)สรุปไดวา … การใชสิทธิเรียกรองคาสินไหมทดแทนจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิดตอหนวยงานของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แหงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ฯ ออกคำสั่งใหเจาหนาที่ชดใชเงิน นั้น มีอายุความที่ตองพิจารณาอยู 2 ประการ กลาวคือ ตองใชสิทธิเรียกรองภายในอายุความ 2 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐรูถึงการละเมิดและรูตัวเจาหนาที่ผูจะพึงตองใชคาสินไหมทดแทน สวนกรณีที่หนวยงานของรัฐเห็นวาเจาหนาที่ผูนั้นไมตองรับผิด แตกระทรวงการคลังตรวจสอบแลวเห็นวาตองรับผิด สิทธิเรียกรองดังกลาวมีอายุความ 1 ป นับแตวันที่หนวยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว และยังตองใชสิทธิเรียกรองไมเกิน 10 ป นับแตวันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่งแหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยดวย ซึ่งปญหาการใชสิทธิเรียกรองโดยพนระยะเวลาหรือขาดอายุความสวนใดสวนหนึ่ง ยอมสงผลใหคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนนั้นไมชอบดวยกฎหมาย อันสงผลใหหนวยงานของรัฐไมไดรับการชดใชเงินจากเจาหนาที่ผูกระทำละเมิด อยางไรก็ตาม คดีนี้ ศาลยังไมไดวินิจฉัยความชอบดวยกฎหมายของคำสั่งดังกลาวในสวนเนื้อหาวา ผูฟองคดีไดกระทำละเมิดจากการปฏิบัติหนาที่โดยประมาทเลินเลออยางรายแรงหรือไม แตผูฟองคดีหลุดพนจากความรับผิดดวยเหตุหนวยงานของรัฐออกคำสั่งใหชดใชคาสินไหมทดแทนพนอายุความการใชสิทธิเรียกรอง ... อันเปนการย้ำเตือนวา การตรวจสอบและเรียกใหเจาหนาที่รับผิดทางละเมิด ตองเรงดำเนินการใหจบภายใน 10 ป นับจากวันที่เกิดความเสียหาย (วันจายเงิน) มิฉะนั้นรัฐจะไมสามารถบังคับเรียกเงินคืนไดเลยแมเจาหนาที่จะไดกระทำละเมิดจริงหรือไมก็ตาม ... ครับ(ปรึกษาคดีปกครองไดที่ สายดวนศาลปกครอง 1355และสามารถศึกษาความรูที่นาสนใจเกี่ยวกับคดีปกครองไดที่ “ศูนยการเรียนรูศาลปกครองออนไลน”) https://aclib.admincourt.go.th/10 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) มีสิทธิในการลาไดตามระเบียบกองอาสารักษาดินแดนวาดวยการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2538 ซึ่งรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมไดออกระเบียบไว โดยบังคับแกสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประเภทประจำกองที่ปฏิบัติหนาที่ในภารกิจใด ๆ ตามที่ไดรับอนุมัติจากกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดนหรืออยูในระหวางทำการฝกอบรมการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน แบงออกเปน 6 ประเภท ไดแก การลาปวย การลากิจสวนตัว การลาพักผอน การลาเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพล การลาคลอดบุตร และการลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ โดยมีรายละเอียดของการลาแตละประเภท ดังนี้1. การลาปวย การลาปวยของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประกอบดวย 2 กรณี ไดแก 1.1 การลาปวยกรณีปกติ มีสิทธิลาปวยโดยไดรับเงินคาตอบแทนปหนึ่งไมเกิน 15 วัน 1.2 การลาปวยกรณีประสบอันตรายเพราะเหตุปฏิบัติหนาที่ หรือเนื่องจากการปฏิบัติหนาที่ หรือถูกประทุษรายเพราะเหตุกระทำตามหนาที่ ถาลาปวยครบ 15 วันแลวยังไมหายและแพทยของทางราชการลงความเห็นวามีทางที่จะรักษาใหหายและสามารถทำงานได ใหลาปวยเพื่อรักษาพยาบาลเทาที่ผูมีอำนาจอนุญาตเห็นสมควร โดยไดรับเงินคาตอบแทนได แตตองไมเกิน 60 วัน แตถาแพทยลงความเห็นวาไมมีทางที่จะรักษาพยาบาลใหหายได ใหพิจารณาตามขอบังคับที่ 4 เรื่อง กำหนดวิธีการใหออกจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2498กฎหมายฝายปกครองนพพล นพคุณ*ìการลาของสมาช�กกองอาสารักษาดินแดน”*นายนพพล นพคุณ เจาพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 11
ในการลาปวยนั้น หากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนประสงคจะลาปวยเพื่อรักษาตัว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนหรือในวันที่ลา เวนแตในกรณีจำเปนใหสงใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติหนาที่ สำหรับในกรณีที่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนผูขอลามีอาการปวยจนไมสามารถลงชื่อในใบลาได จะใหผูอื่นลาแทนก็ได แตเมื่อสามารถลงชื่อไดแลว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาโดยเร็ว การลาปวยตั้งแต 3 วันขึ้นไป ตองมีใบรับรองแพทยแนบไปดวย ในกรณีการลาปวยไมถึง 3 วันไมวาจะเปนการลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดตอกัน ถาผูมีอำนาจอนุญาตเห็นสมควร จะสั่งใหมีใบรับรองแพทยประกอบใบลาหรือสั่งใหผูลาไปรับการตรวจจากแพทยของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได2. การลากิจสวนตัว สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลากิจสวนตัว ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต และเมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงจะหยุดปฏิบัติหนาที่ได เวนแตมีเหตุจำเปนไมสามารถรอรับอนุญาตไดทัน ใหสงใบลาพรอมดวยระบุเหตุผลจำเปนไว แลวหยุดปฏิบัติหนาที่ไปกอนก็ได แตจะตองชี้แจงเหตุผลใหผูมีอำนาจอนุญาตตรวจสอบโดยเร็ว หรือในกรณีที่ไมอาจสงใบลากอนได ใหสงใบลาพรอมทั้งเหตุผลความจำเปนตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติหนาที่ โดยใหสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลากิจสวนตัวโดยไดรับเงินคาตอบแทนปละไมเกิน 10 วัน สำหรับผูที่ไดรับอนุญาตใหลากิจสวนตัว ซึ่งไดหยุดปฏิบัติหนาที่ไปยังไมครบกำหนด ถามีราชการจำเปนเกิดขึ้นผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติหนาที่ก็ได 3. การลาพักผอน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาพักผอนประจำปในปหนึ่งได 10 วัน โดยไมถือเปนวันลาเวนแตผูซึ่งไดรับการบรรจุสั่งใชเปนสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนครั้งแรกในปที่ไดรับการบรรจุสั่งใชยังไมถึง6 เดือน และผูซึ่งลาออกจากสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนหรือใหออกจากการปฏิบัติหนาที่แลวตอมาไดรับบรรจุเขาเปนสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอีกในปที่ไดรับการบรรจุสั่งใชยังไมถึง 6 เดือน โดยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลาพักผอน ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต เมื่อไดรับอนุญาตแลวจึงจะหยุดปฏิบัติหนาที่ได ซึ่งการอนุญาตใหลาพักผอน ผูมีอำนาจอนุญาตจะอนุญาตใหลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได โดยมิใหเสียหายแกราชการ สำหรับผูไดรับอนุญาตใหลาพักผอนซึ่งหยุดปฏิบัติหนาที่ไปยังไมครบกำหนดการลา ถามีราชการจำเปนเกิดขึ้น ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวมาปฏิบัติหนาที่ก็ได4. การลาเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพล “เขารับการตรวจเลือก” หมายความวา เขารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการเปนทหารกองประจำการ และ “เขารับการเตรียมพล” หมายความวา เขารับการระดมพล เขารับการตรวจสอบพล เขารับการฝกวิชาทหารหรือเขารับการทดลองความพรั่งพรอม ตามกฎหมายวาดวยการรับราชการทหาร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาไปเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลโดยไดรับเงินคาตอบแทน โดยใหรายงานลาตอผูบังคับบัญชากอนวันเขารับการตรวจเลือกหรือไดรับหมายเรียกเขารับการเตรียมพลไมนอยกวา 48 ชั่วโมง นับแตเวลารับหมายเรียกเปนตนไป และใหไปเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลตามวัน เวลา ในหมายเรียกนั้น โดยไมตองรอรับคำสั่งอนุญาตและใหผูบังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลำดับจนถึงผูบังคับบัญชาสูงสุด เมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ลานั้นพนจากการเขารับการตรวจเลือกหรือเขารับการเตรียมพลแลว ใหมารายงานตัวกลับเขาปฏิบัติหนาที่ตามปกติตอผูบังคับบัญชาภายใน 7 วัน เวนแตกรณีที่มีเหตุจำเปน ผูบังคับบัญชาอาจขยายเวลาใหได แตรวมแลวไมเกิน 15 วัน 12 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
5. การลาคลอดบุตร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนมีสิทธิลาคลอดบุตร โดยไดรับเงินคาตอบแทนครั้งหนึ่งไมเกิน 90 วันสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งประสงคจะลาคลอดบุตร ใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนหรือในวันลา เวนแตไมสามารถจะลงชื่อในใบลาได จะใหผูอื่นลาแทนก็ได แตเมื่อสามารถลงชื่อไดแลว ใหเสนอหรือจัดสงใบลาโดยเร็ว โดยไมตองมีใบรับรองแพทย ใหผูชวยหัวหนาฝายอำนวยการ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดสวนกลาง หัวหนาฝายอำนวยการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน สังกัดกองรอยบังคับการและบริการ และกองรอยอาสารักษาดินแดนจังหวัด สวนผูบังคับกองรอยอาสารักษาดินแดนอำเภอ เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลาสำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดกองรอยอาสารักษาดินแดนอำเภอ 6. การลาอุปสมบท หรือการลาไปประกอบพิธีฮัจญ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ยังไมเคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือยังไมเคยไปประกอบพิธีฮัจญณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และไดรับการสั่งใชใหปฏิบัติหนาที่มาแลวไมนอยกวา 12 เดือนมีสิทธิลาอุปสมบทหรือลาไปประกอบพิธีฮัจญ โดยไดรับเงินคาตอบแทนไมเกิน 120 วัน โดยใหสงใบลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตกอนวันอุปสมบท หรือวันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญไมนอยกวา 60 วัน เวนแตมีเหตุผลอันสมควรจะเสนอใบลาตอผูบังคับบัญชานอยกวา 60 วันก็ได ใหหัวหนาฝายอำนวยการ กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลา สำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนสังกัดสวนกลาง และผูบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด เปนผูมีอำนาจในการอนุญาตใหลาสำหรับสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสวนภูมิภาค ในการลานั้น ผูมีอำนาจอนุญาตการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน มีดังนี้ผูมีอำนาจอนุญาตลาหัวหนาฝายอำนวยการสมาชิก อส. ทุกคนตามที่เห็นสมควรตามที่เห็นสมควรตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10ผูลาประเภทการลาวันอนุญาตครั�งหนึ่งไมเกิน ลาพักผอนลาเขารับการตรวจเลือกหร�อเขารับการเตร�ยมพล ลาปวย ลากิจสวนตัวผูบังคับกองรอยสมาชิก อส.ในสังกัดทุกคน10 5 ตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10ผูบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดสมาชิก อส.ในสังกัดทุกคน20 10 ตามจำนวนวันที่ระบุในหมายเรียก10เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 13
ในกรณีที่ผูมีอำนาจอนุญาตการลาไมอยูหรือไมสามารถปฏิบัติราชการได และมีเหตุจำเปนเรงดวนไมอาจรอขออนุญาตจากผูมีอำนาจได ใหผูลาเสนอหรือจัดสงใบลาตอผูมีอำนาจอนุญาตการลาขั้นเหนือขึ้นไปเพื่อพิจารณา และเมื่อไดอนุญาตแลว ใหแจงใหผูมีอำนาจอนุญาตตามระเบียบทราบดวย ทั้งนี้ ผูมีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลา จะมอบหมายหรือมอบอำนาจโดยทำเปนหนังสือใหแกผูดำรงตำแหนงที่เห็นสมควรเปนผูพิจารณาหรืออนุญาตแทนก็ได สำหรับการนับวันลาใหนับตามปงบประมาณ และเพื่อประโยชนในการเสนอหรือจัดสงใบลา อนุญาตใหลา และคำนวณวันลาใหนับตอเนื่องกัน โดยนับวันหยุดราชการที่อยูในระหวางวันลาประเภทเดียวกันรวมเปนวันลาดวย การลาปวยหรือลากิจสวนตัวซึ่งมีระยะเวลาตอเนื่องกัน จะเปนในปเดียวกันหรือไมก็ตามใหนับเปนการลาครั้งหนึ่ง ถาจำนวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกันเกินอำนาจของผูมีอำนาจอนุญาตระดับใดใหนำใบลาเสนอขึ้นไปตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาต ในกรณีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติหนาที่ระหวางการลา ใหถือวาการลาเปนอันหมดเขตเพียงวันกอนวันมาปฏิบัติหนาที่ และวันทำงานเริ่มตั้งแตวันปฏิบัติหนาที่เปนตนไป การลาครึ่งวันในตอนเชาหรือตอนบาย ใหนับเปนการลาครึ่งวันตามประเภทของการลานั้น ๆ และในกรณีที่สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนซึ่งไดรับอนุญาตใหลา หากประสงคจะยกเลิกวันลาที่ยังไมไดหยุดปฏิบัติหนาที่ ใหเสนอขอถอนวันลาตอผูบังคับบัญชาตามลำดับจนถึงผูมีอำนาจอนุญาตใหลา และใหถือวาการลาเปนอันหมดเขตเพียงวันที่ขอถอนวันลานั้น ทั้งนี้ ใหแตละกองรอยจัดทำบัญชีลงเวลาปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในสังกัดดวย เพื่อควบคุมใหเปนไปตามระเบียบ ดังนั้น ผูบังคับบัญชาและเจาหนาที่ของกองอาสารักษาดินแดนจะตองมีความรูความเขาใจในการใชสิทธิการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เพื่อใหคำแนะนำหรือควบคุมการลาของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนใหถูกตองตามระเบียบ และไมวาจะเปนการลาประเภทใดก็ตาม ผูบังคับบัญชาและเจาหนาที่ของกองอาสารักษาดินแดนจะตองพิจารณาควบคุมมิใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ ตลอดจนจะตองมิใหเปนการกระทบตอสิทธิของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนในการลาแตละประเภท14 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในปจจุบันกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก (Mainstream Justice) หรือการฟองรองดำเนินคดีตอศาล ประสบกับปญหาและขอจำกัดหลายประการ ไมวาจะเปนความลาชาของคดีที่มีปริมาณมากเกินกำลังศาล คาใชจายในการดำเนินคดีที่สูง และลักษณะการตัดสินแบบ “แพ-ชนะ” (Win-Lose) ซึ่งมักทำลายความสัมพันธระหวางคูกรณีใหขาดสะบั้นลง สถิติจากสำนักงานศาลยุติธรรมพบวา ในแตละปมีคดีขึ้นสูศาลทั่วประเทศนับลานคดี โดยในรายงานประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศาลยุติธรรม พบวา มีคดีที่เขาสูการพิจารณาของศาลชั้นตน สูงถึง 1,942,221 คดี และมีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นเปนประจำทุกป การนำกลไกการระงับขอพิพาททางเลือกมาใชจึงเปนความจำเปนเรงดวนของระบบยุติธรรมไทย ดวยเหตุนี้ กระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR)โดยเฉพาะ “การไกลเกลี่ยขอพิพาท” (Mediation) จึงเขามามีบทบาทสำคัญ โดยอาศัยหลักการพื้นฐานที่วาขอพิพาทสวนใหญสามารถยุติไดโดยความตกลงโดยสมัครใจของคูกรณี หากมีกระบวนการที่เอื้อตอการเจรจาและมีบุคคลกลางที่เปนกลางคอยอำนวยความสะดวก สอบสวนและนิติการสำนักการสอบสวนและนิติการการไกลเกลี่ยขอพ�พาทกลไกสันติว�ธีเพ��อคลี่คลายความขัดแยงของสังคมจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักสูทางเลือกใหมการไกลเกลี่ยขอพิพาทมีขอดีที่เปนประโยชนตอคูกรณีและสังคมในหลายมิติ ดังนี้ • ความรวดเร็ว: ลดขั้นตอนที่ซับซอนของศาล ทำใหขอพิพาทจบลงไดเร็วกวาการรอคำพิพากษา ซึ่งอาจใชเวลาหลายป • ประหยัดคาใชจาย: ลดคาธรรมเนียมศาล คาทนายความ และคาใชจายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ ซึ่งเปนอุปสรรคสำคัญสำหรับผูมีรายไดนอยขอดีของการไกลเกลี่ยขอพ�พาทเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 15
• รักษาความสัมพันธ: มุงเนนการหาจุดสมดุลที่พึงพอใจทั้งสองฝาย (Win-Win) ทำใหคูกรณีสามารถกลับมาใชชีวิตรวมกันในสังคมไดอยางสันติ เหมาะสำหรับขอพิพาทในครอบครัวหรือชุมชนที่คูกรณีตองอยูรวมกันตอไป • ความยืดหยุน: คูกรณีสามารถกำหนดเงื่อนไขการแกไขปญหาไดเองตามความตองการที่แทจริง ไมถูกจำกัดดวยบทบัญญัติของกฎหมายในแตละประเด็นอยางเครงครัด• ลดภาระศาล: ชวยลดปริมาณคดีขึ้นสูศาล ทำใหระบบยุติธรรมโดยรวมทำงานไดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบกฎหมายไทยไดรับเอาแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) เขามาปรับใชในประเทศไทยนับตั้งแตมีการแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2530 พรอมกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มีผลใชบังคับ จนมีการพัฒนากลไกการไกลเกลี่ยขอพิพาทมาอยางตอเนื่อง สำหรับพนักงานฝายปกครองมีอำนาจทางดานการตุลาการตั้งแตพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2527 มาตรา 108 โดยใหอำนาจนายอำเภอในการไกลเกลี่ยคดีแพงทุนทรัพยไมเกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งภายหลัง มาตรานี้ไดถูกยกเลิกและปรับปรุงมาสูการใชรูปแบบการไกลเกลี่ยแบบคณะอนุญาโตตุลาการ โดยมีการออก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ใหอำนาจนายอำเภอในการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาท และมีการออกกฎกระทรวง สองฉบับในป พ.ศ. 2553 โดยในปจจุบันประเทศไทยมีทั้งกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะที่รองรับกระบวนการไกลเกลี่ยในบริบทที่หลากหลาย ซึ่งสามารถแบงโครงสรางตามลักษณะของผูดำเนินการ และผลทางกฎหมายออกเปน 2 รูปแบบหลัก ดังนี้ 1. รูปแบบการตกลงกันเองโดยไมมีตัวกลางอยางเปนทางการ ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย (ป.พ.พ.) บรรพ 3 ลักษณะ 17 มาตรา 850-852 วางหลักวาดวย การประนีประนอมยอมความ ซึ่งเปนการระงับขอพิพาทที่มีอยูแลวดวยความตกลงของคูสัญญาเองโดยไมจำเปนตองมีคนกลาง เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความแลวสิทธิเรียกรองตามสัญญาเดิมจะระงับสิ้นไป และคูสัญญาตางมีสิทธิและหนาที่ตามที่ตกลงกันไวในสัญญาใหม อยางไรก็ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันเองมีขอจำกัดสำคัญคือ หากคูกรณีฝายใดฝายหนึ่งไมปฏิบัติตามสัญญา อีกฝายก็ตองฟองรองคดีตอศาลอีกครั้งเพื่อบังคับใหมีการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งขาดสภาพบังคับที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 2. การไกลเกลี่ยโดยมีบุคคลที่สามหรือเจาหนาที่รัฐเปนตัวกลาง ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เปดชองใหเจาหนาที่รัฐหรือผูเชี่ยวชาญเขามาทำหนาที่เปนตัวกลางในการไกลเกลี่ย ไดแก 2.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี (การไกลเกลี่ยกอนฟอง) มาตรา 20 ตรี เปดโอกาสใหคูกรณีที่มีขอพิพาทยื่นคำรองตอศาลเพื่อขอใหมีการไกลเกลี่ยกอนนำคดีขึ้นสูศาล โดยมีผูพิพากษาหรือผูประนีประนอมที่ศาลแตงตั้งเปนผูดำเนินการ ขอดีสำคัญ คือ เมื่อไกลเกลี่ยสำเร็จ ศาลจะมีคำพิพากษาตามยอม ซึ่งมีผลบังคับคดีไดทันทีโดยไมตองฟองคดีใหม นอกจากนี้ อายุความสะดุดหยุดลงระหวางดำเนินการไกลเกลี่ย ทำใหคูกรณีไมตองกังวลเรื่องอายุความขาดระหวางกระบวนการ ซึ่งถือเปนมาตรการจูงใจที่สำคัญในการสงเสริมใหผูที่มีขอพิพาทใชกระบวนการนี้โครงสรางกฎหมายการไกลเกลี่ยขอพ�พาทในประเทศไทย16 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
2.2 พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 ถือเปน \"กฎหมายหลัก\" หรือกฎหมายกลางวาดวยการไกลเกลี่ยขอพิพาทฉบับแรกของประเทศไทย สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การกำหนดนิยามของ “การไกลเกลี่ยขอพิพาท” ตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 หมายความวา การดำเนินการเพื่อใหคูกรณีมีโอกาสเจรจาตกลงกัน ระงับขอพิพาททางแพงและทางอาญาโดยสันติวิธีและปราศจากการวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาท ทั้งนี้ ไมรวมถึงการไกลเกลี่ยขอพิพาทที่ดำเนินการในชั้นศาลและในชั้นการบังคับคดี ในตัวบทมีการแยกระดับการไกลเกลี่ยเปนสองระดับคือหนวยงานรัฐ กับภาคประชาชน ซึ่งมีอำนาจในการไกลเกลี่ยไมเทากัน โดยสำหรับภาคประชาชนสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 5 แสนบาท และความผิดอาญาที่ยอมความได รวมถึงความผิดลหุโทษบางมาตราสวนของหนวยงานรัฐสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 5 ลานบาท และความผิดอาญาที่ยอมความได ความผิดลหุโทษ รวมถึงความผิดอาญาแผนดินบางประเภทก็สามารถไกลเกลี่ยไดโดยพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) สำหรับผลทางกฎหมายของขอตกลงระงับขอพิพาทซึ่งทำขึ้นภายใต พ.ร.บ. นี้ ทางแพง บัญญัติใหมีผลผูกพันตามกฎหมาย เปนขอตกลงระงับขอพิพาทและคูกรณีสามารถยื่นคำรองตอศาลเพื่อขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามขอตกลงระงับขอพิพาทดังกลาวได โดยไมตองฟองคดีใหม ทางอาญาใหสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับสิ้นไปซึ่งถือเปนการยกระดับสภาพบังคับของขอตกลงที่ไดจากการไกลเกลี่ยนอกศาลใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2.3 กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553 กฎกระทรวงฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน มอบอำนาจใหฝายปกครอง นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมายทำหนาที่เปนประธานผูไกลเกลี่ย รวมกับผูไกลเกลี่ยที่ไดรับการแตงตั้งในระดับอำเภอและคูกรณีเลือก ทำหนาที่ในการไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยตามที่กำหนด ซึ่งไดมีพระราชกฤษฎีกากำหนดทุนทรัพยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2565 ปรับปรุงวงเงินทุนทรัพยที่อยูในอำนาจการไกลเกลี่ยของฝายปกครอง ทำใหสามารถไกลเกลี่ยขอพิพาททางแพงที่มีทุนทรัพยไมเกิน 2 ลานบาท เมื่อไกลเกลี่ยแลวเกิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีผลเสมือนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สามารถยื่นคำรองตอศาลผานอัยการ เพื่อขอใหมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามขอตกลงดังกลาวได เชนเดียวกับพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 2.4 กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553 กำหนดหลักเกณฑและวิธีการไกลเกลี่ยความผิดอาญาที่อยูในอำนาจของฝายปกครองโดยเนนความผิดอันยอมความไดเทานั้น ที่ไมใชความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดลหุโทษ และความผิดอาญาแผนดิน โดยมีเงื่อนไขวาตองเปนเหตุที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอ และใหผูไกลเกลี่ยมีเพียงคนเดียวคือนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผูไดรับมอบหมายเทานั้น มีกำหนดระยะเวลาในการไกลเกลี่ยวาตองแลวเสร็จภายใน 15 วัน 2.5 ขอบังคับกระทรวงมหาดไทยวาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพิพาทของคณะกรรมการหมูบาน พ.ศ. 2530 ขอบังคับฉบับนี้เปนกรอบทางกฎหมายที่มอบอำนาจใหคณะกรรมการหมูบาน (กม.)ซึ่งมีผูใหญบานและผูชวยผูใหญบานเปนกรรมการหมูบานโดยตำแหนง หรือคณะกรรมการหมูบานคนอื่น ๆไมนอยกวา 2 คน ทำการประนีประนอมขอพิพาทไดทั้งทางแพง ไมจำกัดจำนวนทุนทรัพย และความผิดอาญาที่ยอมความไดทุกความผิด โดยอาศัยหลักกฎหมายหรือจารีตประเพณีทองถิ่นที่ไมขัดตอกฎหมายในระดับชุมชน ซึ่งถือเปนองคกรที่มีความเขาใจบริบททองถิ่นอยางลึกซึ้งเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 17
ตารางเปร�ยบเทียบการไกลเกลี่ยขอพ�พาททางแพง กระบวนการไกลเกลี่ยของคณะกรรมการหมูบาน (กม.) จะเริ่มตนเมื่อคูพิพาทฝายใดฝายหนึ่งแสดงความประสงคตอผูใหญบาน โดยตองเปนขอพิพาทที่เกิดในหมูบานหรือคูพิพาทมีภูมิลำเนาในหมูบาน แตเมื่อไกลเกลี่ยเสร็จสิ้นจนเกิดสัญญาประนีประนอมยอมความแลว ไมมีผลทางกฎหมายและไมมีกระบวนการรองรับในการนำไปออกคำบังคับ หรือไปขอใหศาลพิพากษาตามยอมได เพื่อใหผูอานเขาใจภาพรวมอำนาจการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาทของหนวยงานรัฐในประเทศไทยงายขึ้น จึงไดทำตารางแจกแจงรายละเอียดเปรียบเทียบตามกฎหมายแบงเปนทางแพงและอาญา ดังนี้หัวขอผูไกลเกลี่ยผูพิพากษา หรือผูประนีประนอมที่ศาลแตงตั้งผูไกลเกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมคุมครองสิทธิฯหรือหนวยงานรัฐนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมายรวมกับคณะผูไกลเกลี่ยที่คูกรณีเลือกคณะกรรมการหมูบาน (กม.)ขอพิพาท/ทุนทรัพยไมกำหนดทุนทรัพย(คดีแพงทั่วไปที่อาจฟองศาล)ที่ดินไมเกี่ยวดวยกรรมสิทธิ์มรดก และแพงอื่นทุนทรัพยไมเกิน 5 แสนบาทสำหรับภาคประชาชนไมเกิน 5 ลานบาทสำหรับหนวยงานรัฐที่ดิน มรดกและทางแพงอื่นทุนทรัพยไมเกิน2 ลานบาทขอพิพาททางแพงทั่วไปไมจำกัดทุนทรัพยป.ว�.พ.ม.20 ตร�พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯทางแพงพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท.วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาทของ กม. พ.ศ. 2530อายุความอายุความ ไมหยุดแตถาไกลเกลี่ยไมสำเร็จแลวอายุความครบกำหนด หรือจะครบกำหนด ใหขยายไปอีก60 วันนับแตวันที่ไกลเกลี่ยสิ้นสุดไมหยุด แตถาไกลเกลี่ยไมสำเร็จแลวอายุความครบกำหนดหรือจะครบกำหนดใหขยายไปอีก 60 วันนับแตวันที่ไกลเกลี่ยสิ้นสุดสะดุดหยุดลง -ระยะเวลาดำเนินการ- -3 เดือนขยายได ไมเกิน 1 ป -18 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตารางเปร�ยบเทียบการไกลเกลี่ยขอพ�พาททางอาญา สำหรับคดีอาญากฎหมายไทยกำหนดขอบเขตใหการไกลเกลี่ยขอพิพาทสวนใหญจำกัดเฉพาะความผิดอันยอมความไดและความผิดลหุโทษบางประเภทที่ไมใชความผิดตอรัฐเทานั้น แตปจจุบันมีกฎหมายใหมบังคับใชที่ใหอำนาจเจาหนาที่ในการไกลเกลี่ยความผิดอาญาไดมากขึ้น เชน พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 ขอสังเกต : เมื่อคดีอาญาไดรับการไกลเกลี่ยสำเร็จและมีการปฏิบัติตามขอตกลงครบถวน สิทธิในการนำคดีอาญามาฟองจะระงับสิ้นไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)หัวขอผูไกลเกลี่ยผูไกลเกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับกรมคุมครองสิทธิฯหรือหนวยงานรัฐ/พนักงานสอบสวน (ตำรวจ)นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่ไดรับมอบหมาย คณะกรรมการหมูบาน (กม.)พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯความผิดอาญาพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท. วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาท ของ กม.พ.ศ. 2530ประเภทความผิดความผิดอันยอมความไดและความผิดลหุโทษบางมาตรา รวมถึงความผิดอาญาแผนดินบางมาตราสำหรับพนักงานสอบสวน(ตำรวจ)ความผิดอาญาอันยอมความไดเทานั้นยกเวนความผิดเกี่ยวกับเพศความผิดอาญาอันยอมความไดทุกประเภทหัวขอผลหลังการไกลเกลี่ยศาลมีคำพิพากษาตามยอมไดทันทีกรณีมีความจำเปนขอตกลงระงับขอพิพาท มีผลทางกฎหมาย หากผิดสัญญาสามารถรองศาลขอใหออกคำบังคับมีผลเปนสัญญาประนีประนอมฯตามกฎหมายแพงเทานั้นหากผิดสัญญาตองใชสิทธิในการฟองรองตอศาลสัญญาประนีประนอมฯ มีผลทางกฎหมายหากผิดสัญญาสามารถรองศาลขอใหออกคำบังคับ (ผานอัยการ)ป.ว�.พ.ม.20 ตร�พ.ร.บ. การไกลเกลี่ยฯพ.ศ. 2562กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยฯทางแพงพ.ศ. 2553ขอบังคับ มท.วาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพ�พาทของ กม. พ.ศ. 2530ระยะเวลาดำเนินการ - 15 วัน ขยายไดอีกไมเกิน 15 วัน -อายุความ - - -ผลหลังการไกลเกลี่ยเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเมื่อตกลงกันไดและปฏิบัติตามเงื่อนไขสิทธินำคดีอาญามาฟองระงับเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 19
จุดแข�ง จุดออน การไกลเกลี่ยขอพิพาทโดยฝายปกครองและคณะกรรมการหมูบานถือเปนหัวใจสำคัญของการสรางความสงบสุขในระดับฐานราก อยางไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจุดแข็ง • การเขาถึงประชาชน: กลไกระดับทองที่เขาถึงประชาชนไดงาย สถานที่ดำเนินการอยูในทุกที่วาการอำเภอ ลดชองวางระหวางรัฐกับชาวบาน ไมตองเสียคาใชจายสูงในการเดินทางไปศาล • ความเขาใจบริบททองถิ่น: ผูไกลเกลี่ยทั้งในระดับหมูบานและคณะผูไกลเกลี่ยของอำเภอมีความรูและความเขาใจในวัฒนธรรมและบริบทของชุมชนอยางลึกซึ้ง และเปนคนในชุมชนดวยกันเอง ทำใหสามารถหาทางออกที่สอดคลองกับวิถีชีวิตของคูกรณีได • ความสะดวกรวดเร็ว: ขั้นตอนไมซับซอน สามารถนัดไกลเกลี่ยไดภายในเวลาอันสั้น ลดความลาชาซึ่งเปนปญหาหลักของกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก • การรักษาความสัมพันธ: เหมาะสมอยางยิ่งกับขอพิพาทในชุมชนที่คูกรณีตองอยูรวมกันตอไป เชน ขอพิพาทเรื่องที่ดินระหวางเพื่อนบานจุดออน • ขาดสภาพบังคับที่เด็ดขาด: สำหรับขอพิพาททางแพงที่คณะกรรมการหมูบานไดดำเนินการไกลเกลี่ย หากฝายใดฝายหนึ่งไมปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว คูกรณีตองเริ่มตนฟองศาลใหมในคดีแพง ทำใหเสียเวลาและกระบวนการ สวนความผิดอาญาพนักงานฝายปกครองยังไมสามารถไกลเกลี่ยความผิดลหุโทษได • ขาดความชำนาญเฉพาะดาน: พนักงานฝายปกครอง รวมถึงผูใหญบานและกรรมการหมูบานสวนใหญไมไดรับการฝกอบรมเทคนิคการไกลเกลี่ยอยางเปนระบบ และขาดองคความรูทางดานกฎหมายอยางมาก จึงอาจใชดุลยพินิจสวนตัวมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขที่ขัดตอกฎหมายลงในสัญญาและขอตกลง ทำใหผลทางกฎหมายของเงื่อนไขนั้นเปนโมฆะ • ปญหาอำนาจและอิทธิพล: ในบางชุมชน กรรมการหมูบานอาจมีความสัมพันธใกลชิดกับคูกรณีฝายใดฝายหนึ่ง สงผลตอความเปนกลางในการไกลเกลี่ย • ขาดระบบฐานขอมูลกลาง: ไมมีการบันทึกและรวบรวมขอมูลผลการไกลเกลี่ยอยางเปนระบบ ทำใหยากตอการประเมินประสิทธิภาพและพัฒนากระบวนการความยุติธรรมที่ \"กินได\" และ \"อยูรวมกันได\" การไกลเกลี่ยขอพิพาทไมใชเพียงการทำใหเรื่องจบลง แตคือการคืน “ความยุติธรรมที่กินได” และความสัมพันธที่ดีกลับคืนสูชุมชนอยางยั่งยืน ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักมุงตอบคำถามวา “ใครถูก ใครผิด” การไกลเกลี่ยขอพิพาทมุงตอบคำถามที่สำคัญกวาคือ “ทำอยางไรจึงจะอยูรวมกันตอไปไดอยางสันติ” ซึ่งพนักงานฝายปกครองอยางเรา ๆ นี่เองไดเปนหนึ่งในกลไกที่ใกลชิดกับประชาชนมากที่สุดการยกระดับปรับปรุงกฎหมายเพื่อใหการไกลเกลี่ยของคณะกรรมการหมูบานมีกระบวนการตอเนื่องทางกฎหมาย สามารถนำไปรองขอใหศาลออกคำบังคับไดโดยตรง เชนเดียวกับพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562 และกฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553แบบที่อำเภอดำเนินการ จึงเปนแนวทางการพัฒนาที่จะเพิ่มความนาเชื่อถือและประสิทธิภาพของกระบวนการในระดับหมูบาน20 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
เอกสารอางอิง ประเทศไทยไดวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการไกลเกลี่ยขอพิพาทไวอยางหลากหลาย ทั้งในระดับศาล ระดับหนวยงานรัฐ และระดับชุมชน สิ่งที่ทาทายในอนาคตคือการบูรณาการกลไกเหลานี้ใหทำงานประสานกันอยางมีประสิทธิภาพ พรอมยกระดับคุณภาพผูไกลเกลี่ย และเสริมสรางความตระหนักรูของประชาชนเกี่ยวกับทางเลือกนี้ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณสำหรับการฝกอบรมเทคนิคการไกลเกลี่ยสมัยใหม (เชน การไกลเกลี่ยเชิงจิตวิทยา การเจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน) รวมถึงใหความรูทางดานกฎหมายเพิ่มเติม แกพนักงานฝายปกครองและคณะกรรมการหมูบานอยางตอเนื่อง พรอม ๆ กับการประชาสัมพันธใหประชาชนรับรูถึงสิทธิของตนเอง และสนับสนุนใหภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผูเชี่ยวชาญดานกฎหมายเขามามีสวนรวมในการพัฒนาและติดตามประเมินผลกระบวนการไกลเกลี่ยในระดับทองที่ จะทำใหกลไกการไกลเกลี่ยประนอมขอพิพาทมีพัฒนาการใหตอบสนองกับความตองการของประชาชนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาระบบฐานขอมูลกลางเพื่อเชื่อมโยงผลการไกลเกลี่ยระหวางฝายปกครองและหนวยงานยุติธรรมอื่น ๆ เพื่อความโปรงใสและตรวจสอบได จะเปนการถอดบทเรียน แลกเปลี่ยนขอมูล ความรูระหวางหนวยงาน ซึ่งจะนำมาสูการบูรณาการเพื่อสรางสังคมที่ขอพิพาทไดรับการระงับโดยสันติวิธีตั้งแตระดับรากหญา ยอมสงผลดีตอสังคมไทยในระยะยาวทั้งในมิติความสงบสุข ความสมานฉันท และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งลวนเปนเปาหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตยก. กฎหมายและกฎระเบียบ1. ประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ 3 ลักษณะ 17 มาตรา 850-852 วาดวยสัญญาประนีประนอมยอมความ2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี (เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง(ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2558)3. พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562. ราชกิจจานุเบกษา เลม 136 ตอนที่ 69 ก วันที่ 22 พฤษภาคม 25624. พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 28 ตรี (แกไขโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2542)5. กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง พ.ศ. 2553. กระทรวงมหาดไทย6. กฎกระทรวงวาดวยการไกลเกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553. กระทรวงมหาดไทย7. พระราชกฤษฎีกากำหนดทุนทรัพยการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาททางแพง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 25658. ขอบังคับกระทรวงมหาดไทยวาดวยการปฏิบัติงานประนีประนอมขอพิพาทของคณะกรรมการหมูบาน พ.ศ. 25309. ขอกำหนดของประธานศาลฎีกาวาดวยการไกลเกลี่ยกอนฟอง พ.ศ. 2563ข. หนังสือและบทความวิชาการ10. วนิดา อินทรอำนวย. (2562). กฎหมายวาดวยการไกลเกลี่ยขอพิพาท. เอกสารประกอบการบรรยาย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา11. พงษธวัฒน บุญพิทักษ. การไกลเกลี่ยกอนฟองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 20 ตรี. สำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร12. สำนักงานกิจการยุติธรรม. (2556). รายงานสำรวจกระบวนการไกลเกลี่ยขอพิพาทระดับทองถิ่นในประเทศไทย. กระทรวงยุติธรรมค. แหลงขอมูลออนไลน13. กรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม. (2564). คูมือการไกลเกลี่ยขอพิพาทตามพระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยขอพิพาท พ.ศ. 2562.สืบคนจาก https://www.oja.coj.go.th14. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. คูมือการไกลเกลี่ยและประนอมขอพิพาท. สืบคนจาก http://ita1.dopa.go.th15. สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม. (2567). หนังสือรายงานประจำปงบประมาณ พ.ศ. 2567. สืบคนจากhttps://oppb.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/8449/iid/508481เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 21
ทะเบียนนารูสำนักบร�หารการทะเบียน ในการปฏิบัติราชการ ณ ที่วาการอำเภอ ปญหาที่พบบอยที่สุดประการหนึ่งคือการที่บิดามาติดตอขอเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลใหบุตรผูเยาว แตกลับถูกนายทะเบียนปฏิเสธ จนนำไปสูความไมเขาใจ การรองเรียน หรือแมกระทั่งการฟองรองวาเจาหนาที่ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ ความจริงแลวเรื่องนี้มี “เสนแบง” ทางกฎหมายที่ขาราชการตองยึดถือและประชาชนควรรู เพื่อไมใหสิทธิของผูเยาวถูกละเมิด เมื่ออำนาจปกครองเปนเสนแบงระหวาง\"พอตามใบเกิด\" กับ \"พอตามกฎหมาย\"ปญหาใกลตัวที่กลายเปนเร�่องใหญในงานทะเบียนณ หองทะเบียนอำเภอเล็ก ๆ แหงหนึ่งในจังหวัดใหญติดชายแดนที่โอบลอมไปดวยปาเขาอันสงบรมรื่น บรรยากาศในชวงเชาของวันทำงานปกติที่ดูเหมือนจะราบรื่น กลับเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อ บุญสราง เขามาขอพบเจาหนาที่พรอมกับซองเอกสารและเปาหมายที่ดูเหมือนจะเรียบงาย คือการขอเปลี่ยนชื่อตัวใหกับ เด็กชายตนกลาบุตรชายตัวนอยของเขา นายบุญสรางยื่นบัตรประจำตัวประชาชนและสูติบัตรที่ระบุชัดเจนวาเขาเปน “บิดา”ใหกับนายทะเบียน นายบุญสราง: “ทานครับ ผมอยากเปลี่ยนชื่อลูกใหเปนสิริมงคลหนอยครับ นี่ครับบัตรประชาชนผมกับใบเกิดผมเปนพอแท ๆ” หลังจากตรวจสอบขอมูลในระบบคอมพิวเตอรอยางละเอียดพบวา นายบุญสราง มีบุตรกับ นางดาว (สัญชาติเมียนมา) แตในระบบทะเบียนกลับไมมีบันทึกการจดทะเบียนสมรส และไมมีการจดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมายแตอยางใด เมื่อปรากฏดังนั้นนายทะเบียนไดสายหนาเบา ๆ พรอมกับพูดกับนายบุญสรางดวยน้ำเสียงแผวเบาและออนโยน นายทะเบียน: “ขออภัยครับคุณบุญสราง ผมไมสามารถดำเนินการตามคำขอนี้ใหไดครับ เนื่องจากคุณไมใชบิดาโดยชอบดวยกฎหมายครับ” แตถึงเสียงจะเบาและออนโยนขนาดไหนก็ตาม สำหรับผูเปนพอแลวมันเปนเสียงที่ดังกึกกองอยูในใจไมเบานายบุญสรางไมพอใจเปนอยางมาก ดวยความคิดที่วาตนเองเปนพอแท ๆ แตทำไมเปลี่ยนชื่อใหลูกไมได และมองวานี่คือการใชอำนาจโดยมิชอบ เขาจึงตัดสินใจยื่นเรื่องรองเรียนผานศูนยดำรงธรรม (ศดธ.) เพื่อขอความเปนธรรมจนกลายเปนที่มาของการตรวจสอบขอเท็จจริงในระเบียบกฎหมายงานทะเบียนที่ลึกขึ้น แตความจริงทางขอกฎหมายคืออะไร ? ตองไปดูรายละเอียดตอไป เร�่องเลาจากอำเภอ: “พอบุญสรางกับคำขอที่ถูกปฏิเสธ”\"ลูกรัก ทำไมกันละ !เปนถึงพอแตขอเปลี่ยนช�่อใหลูกไมได ?\"22 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
จากการตรวจสอบขอเท็จจริงในเรื่องนี้ พบหลักสำคัญ 3 ประการ ที่เจาหนาที่และประชาชนตองเขาใจ1. ความเปนบิดาในชีวิตจริง กับ ในทางกฎหมาย • นายบุญสรางกับ นางดาว (มารดาชาวเมียนมา) ไมเคยจดทะเบียนสมรสกัน • ไมพบขอมูลการจดทะเบียนรับรองบุตรตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พุทธศักราช 2478 • ตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1546 เด็กที่เกิดจากหญิงที่มิไดสมรสกับชาย ใหถือวา เปนบุตรโดยชอบดวยกฎหมายของหญิงนั้นเพียงฝายเดียว • แมจะมีชื่อเปนบิดาในสูติบัตรหรือเด็กใชชื่อสกุลของพอ แตหากไมมีการจดทะเบียนสมรส หรือรับรองบุตร พอก็ยังเปน “บิดาที่มิชอบดวยกฎหมาย” และไมมีอำนาจปกครอง (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 452/2553 และ 7407/2556) 2. อำนาจการยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อ (ช.1) • ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการทะเบียน ชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 การเปลี่ยนชื่อผูเยาวตองให “ผูใชอำนาจปกครอง” เปนผูยื่นคำขอแทน • ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) และความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองซึ่งไดมีความเห็นเกี่ยวกับการขอเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรซึ่งเปนผูเยาว มีสาระสำคัญ โดยสรุปวา ตามมาตรา 22 (1) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผูเยาวไมสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนชื่อสกุลดวยตนเองไดตองใหผูใชอำนาจปกครองเปนผูยื่นคำขอเปลี่ยน ชื่อสกุลแทนผูเยาว (เรื่องเสร็จที่ 1229/2555) • เมื่อนายบุญสรางไมถือเปนบิดาโดยชอบดวยกฎหมาย จึงไมมีอำนาจปกครอง (อำนาจอยูที่มารดา ฝายเดียว) เขาจึงไมมีสิทธิยื่นคำขอ ช.1 แทนลูกได3. หนาที่และการรักษาสิทธิของนายทะเบียน อยางไรก็ตาม นายทะเบียนไมไดนิ่งเฉยตอคำขอ เมื่อสั่งไมอนุญาตแลว เจาหนาที่มีหนาที่ตองทำดังนี้ • เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแลววาผูยื่นคำขอไมมีอำนาจ ตองสั่งไมอนุญาตและแจงเหตุผลเปนลายลักษณ อักษรในแบบ ช.1 • ตองแจงสิทธิใหผูยื่นคำขอสามารถ “อุทธรณคำสั่ง” ตอนายทะเบียนทองที่ภายในเวลาที่กำหนด ตามระเบียบ กระทรวงมหาดไทย วาดวยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 ขอ 24ทำไม \"พอ\" ถึงยื่นคำขอไมได ? งานทะเบียนคือความละเอียดออนที่ตองอางอิงหลักกฎหมายอยางเครงครัด การเปน “พอ” ในชีวิตจริง กับ “พอ” ในทางกฎหมายนั้นมีผลผูกพันที่ตางกัน และหนาที่ของนายทะเบียนคือการยืนยันวาการดำเนินการใด ๆตอผูเยาวนั้น ตองมาจากผูที่มีอำนาจปกครองที่แทจริงเพื่อคุมครองสิทธิของเด็กนั่นเองสำหรับประชาชน: หากคุณพอที่ไมไดจดทะเบียนสมรสประสงคจะดำเนินการทางทะเบียนใหลูก จะตองทำใหตนเองเปน “บิดาโดยชอบดวยกฎหมาย” เสียกอน โดยการจดทะเบียนสมรสกับมารดาในภายหลัง จดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษาวาเปนบุตรตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย มาตรา 1547สำหรับขาราชการ: การปฏิเสธคำขอในลักษณะนี้ไมใชการกลั่นแกลง แตเปนการปฏิบัติหนาที่ใหถูกตองตามกฎหมายเพื่อคุมครองสิทธิของผูเยาวและปองกันความขัดแยงในอำนาจปกครองบุตรในอนาคตบทสรุปและขอเสนอแนะ\"งานทะเบียนไมใชแคเร�่องของช�่อในกระดาษแตคือการยืนยันสถานะและอำนาจหนาที่ตามที่กฎหมายกำหนดไวอยางเที่ยงธรรม\"เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 23
สมศักดิ์ สุขประเสร�ฐ*เทศาว�ชาการบทว�เคราะหและสรุปในเร�่องการเขาช�่อของราษฎรในการถอดถอนผูใหญบานออกจากตำแหนงเพ��อเปนแนวทางในการปฏิบัติราชการตามคำพ�พากษาของศาลปกครองสูงสุดเร�่อง คดีพ�พาทเกี่ยวกับหนวยงานทางปกครองหร�อเจาหนาที่ของรัฐกระทำการโดยไมชอบดวยกฎหมายและการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั�งทางปกครอง(จากคดีหมายเลขดำที่ อร.186/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อร.212/2565) เปนคดีพิพาทเกี่ยวกับผูฟองคดี (ผูใหญบาน) ฟอง นายอำเภอภูสิงห (ผูถูกฟองคดีที่ 1) ผูวาราชการจังหวัด ศรีสะเกษ (ผูถูกฟองคดีที่ 2) กรมการปกครอง (ผูถูกฟองคดีที่ 3) และกระทรวงมหาดไทย (ผูถูกฟองคดีที่ 4) 1.1 คำฟองผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนผูใหญบานหมูที่ 9 ตำบลไทรพัฒนา อำเภอภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจากการที่นายอำเภอภูสิงห ออกคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ใหพนจากตำแหนงผูใหญบาน เนื่องจากราษฎรในหมูบาน จำนวน 93 คน เขาชื่อกันรองขอใหผูฟองคดีออกจากตำแหนง ผูฟองคดีเห็นวาคำสั่งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย อางวาราษฎรสวนใหญในหมูบานไมไดประสงคที่จะใหผูฟองคดีออกจากตำแหนง เนื่องจากมีบุคคลผูสมัครรับเลือกเปนผูใหญบานแตไมไดรับเลือก กลั่นแกลงใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงและนายอำเภอไดมีประกาศอำเภอภูสิงห เรื่องขอถอดถอนผูใหญบาน ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 กำหนดวันใหผูประสงคจะถอดถอนมาแสดงตนเปนเวลา 3 วัน เมื่อครบกำหนดแลวมีผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแสดงความประสงคยืนยันจำนวน 51 คน จากจำนวนผูมีสิทธิทั้งหมด 158 คน ซึ่งไมครบจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด แตนายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) กับเลื่อนกำหนดเวลาออกไปอีก 5 วัน ผลจากการเลื่อนกำหนดเวลาดังกลาวทำใหมีผูมาแสดงตนยืนยันเกินจำนวน*นายสมศักดิ์ สุขประเสริฐ ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ1. ประเด็นแหงคดีสรุปดังนี้24 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
กึ่งหนึ่งของผูมีสิทธิ และจำนวนผูเขาชื่อถอดถอน 78 คน ซึ่งมีจำนวน 34 คน เปนผูไมไดไปใชสิทธิเลือกตั้ง ทำใหเสียสิทธิยอมสงผลใหเปนผูไมมีสิทธิถอดถอน จึงเปนการที่นายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) และผูวาราชการจังหวัด (ผูถูกฟองคดีที่ 2) ก็ทำโดยไมชอบดวยกฎหมายทำใหผูฟองคดีตองพนจากตำแหนงกอนเวลา 10 ป 1 เดือน หรือ 121 เดือน ทำใหไมไดรับเงินคาตอบแทน คิดเปนเงินทั้งสิ้น 968,000 บาท (8,000 × 121)และทำใหเสียชื่อเสียงและทางทำมาหากิน คิดเปนเงินจำนวน 500,000 บาท ขอใหศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอำเภอภูสิงหดังกลาว และการยกอุทธรณของผูวาราชการจังหวัด โดยใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการตามเดิม หากไมสามารถกลับเขาสูตำแหนงไดใหใชคาสินไหมทดแทนจำนวน 968,000 บาท พรอมดอกเบี้ยรอยละ 7.5 บาทตอป และใหใชคาเสียหายตอชื่อเสียงเปนจำนวน 500,000 บาท และมีคำขอใหศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวกอนการพิพากษา โดยขอใหศาลสั่งระงับการลงคะแนนเลือกผูใหญบานใหม ตามประกาศของอำเภอภูสิงห ลงวันที่ 11 ธันวาคม 25561.2 สรุปคำใหการของผูถูกฟองคดี • ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ดวยปรากฏวาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ราษฎรในหมูบานไดเขาชื่อเพื่อถอดถอนผูฟองคดีตอนายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) จำนวน 93 คน นายอำเภอจึงไดแตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองเอกสารการเขาชื่อของราษฎรวาเปนผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 หรือไม ปรากฏวาในจำนวนดังกลาวมีผูไมไดลงลายมือชื่อ 2 คน ไมไดแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 คน เสียชีวิต 1 คน จาก 93 คนคงเหลือ 89 คน พรอมทั้งไดดำเนินการจัดทำรายชื่อผูมีสิทธิเลือกผูใหญบานซึ่งมีจำนวนคงเหลือทั้งสิ้น 154 คนจากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองแลวปรากฏวา มีผูมาแสดงตน จำนวน 78 คน ซึ่งมีจำนวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งตามมาตรา 11 และมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน นายอำเภอ (ผูถูกฟองคดีที่ 1) จึงไดมีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานโดยไมอาจใชดุลพินิจเปนอยางอื่นได โดยไมจำเปนตองสอบสวนหาเหตุผลการเขาชื่อ เพียงแตทราบเจตนาที่แทจริงในการยืนยันถอดถอนเทานั้น และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 มิไดบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑและวิธีดำเนินการดังกลาวไวเปนการเฉพาะ จึงเทียบเคียงใหใชวิธีการเขาชื่อตามมาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยตองทำเปนหนังสือระบุชื่อ อายุ ที่อยู หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และลงลายมือชื่อผูรองขอโดยระบุ วัน เดือน ป ที่ลงลายมือชื่อไวชัดเจน ซึ่งระยะเวลาดำเนินการใหกำหนดตามความเหมาะสมและเปนธรรมแกทุกฝาย การที่ขยายเวลาออกไปเปนการใหประชาชนที่ยืนยันมาทางไปรษณียซึ่งยังไมสามารถตรวจสอบไดวาเปนลายมือชื่อที่ลงชื่อจริงหรือไม ใหมายืนยันดวยตนเองตอคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อใหไดขอเท็จจริงและแสดงเจตนาของผูเขาชื่อ ปองกันการปลอมแปลงลายมือชื่อ สวนกรณีผูฟองคดีอางวามีจำนวน 3 คน ผูเขาชื่อไมไดใชสิทธิเลือกตั้งจึงขาดคุณสมบัติการถอดถอนนั้น หาไดถูกตัดสิทธิเนื่องจากไมมีระเบียบกฎหมายบัญญัติไว และการที่ทางอำเภอไดมีคำสั่งใหเลือกผูใหญบานขึ้นใหมเปนไปตามกฎหมายภายใน 30 วัน และก็มิไดกระทำละเมิดตอผูฟองคดีจึงไมตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน ผูฟองคดีจึงไดอุทธรณคำสั่งไปยังผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ (ผูถูกฟองคดีที่ 2) ผูวาราชการจังหวัดพิจารณาแลว ใหยกอุทธรณดังกลาวและแจงผลใหผูฟองคดีทราบ เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 25
2.1 ศาลปกครองชั้นตนวินิจฉัยวา การเขาชื่อของราษฎรเพื่อขอใหผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) สั่งใหผูฟองคดี (ผูใหญบาน) พนจากตำแหนง ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ตองดำเนินการตรวจสอบจำนวนราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามกฎหมายใหถูกตองชัดเจนวารายชื่อที่ยื่นขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงนั้นมีจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของราษฎรดังกลาวหรือไม และเปนการแสดงความประสงคที่แทจริงมิไดมีการแอบอางชื่อหรือปลอมแปลงลายมือชื่อ เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวารายชื่อบุคคลผูเขาชื่อกันรองขอ จำนวน 93 คน ยื่นตอผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ใหมีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบาน ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 และผูถูกฟองไดมีคำสั่งแตงตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเอกสารการลงชื่อถอดถอนผูฟองคดีและมีประกาศอำเภอภูสิงหกำหนดใหมีการดำเนินการตามขั้นตอนตามประกาศ พบวามีผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแจงความประสงคยืนยัน จำนวน 51 คน และแจงเจตนายืนยันทางไปรษณียจำนวน 28 คน ซึ่งคณะกรรมการดังกลาวพิจารณาแลวเห็นวา เพื่อความชัดเจนจึงใหราษฎรที่แจงเจตนาทางไปรษณียมายืนยันตอหนาคณะกรรมการอีกครั้ง ในระหวางวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2556ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ปรากฏวากลุมราษฎรดังกลาวมาแสดงเจตนายืนยันตอหนาคณะกรรมการดังกลาวจำนวน 27 คน รวมจำนวนผูมาแสดงตนใหปากคำและลงชื่อแจงความประสงคยืนยันทั้งสิ้น จำนวน 78 คน จากจำนวนผูมีสิทธิเลือกผูใหญบานทั้งหมด 154 คน ซึ่งมีจำนวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งของราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 แลวรายงานความเห็นตอผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) ควรมีคำสั่งใหผูฟองคดี (ผูใหญบาน) พนจากตำแหนง ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) พิจารณารายงานดังกลาวแลวเห็นชอบดวย จึงมีคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ใหผูใหญบานพนจากตำแหนง จึงวินิจฉัยวากรณีการเขาชื่อของราษฎรใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบานตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยพระราชบัญญัติดังกลาวมิไดกำหนดใหโอกาสผูรับคำสั่งทางปกครองไดแสดงขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอนออกคำสั่งไว ดังนั้นกรณีดังกลาวจึงตองปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 • ผูถูกฟองคดีที่ 2 (ผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ) และที่ 4 (กระทรวงมหาดไทย) ใหการทำนองเดียวกันกับผูถูกฟองคดีที่ 1 • ผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง) ถือเอาคำใหการของผูถูกฟองคดีที่ 1, 2 และ 4 และใหการเพิ่มเติมวา พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไดกำหนดใหผูที่เปนผูใหญบานตองไดรับความไววางใจจากราษฎรในหมูบาน เมื่อราษฎรหมดความไววางใจใหทำหนาที่แลว ราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามเกินกึ่งหนึ่งสามารถเขาชื่อถอดถอนไดและไมขัดตอรัฐธรรมนูญ จึงเปนไปตามเจตนารมณของกฎหมายตามหลักความไมไววางใจของราษฎร แมผูฟองคดีจะไมไดกระทำความผิดวินัยรายแรงก็ตาม แมวาผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) จะออกคำสั่งใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงโดยมิไดใหผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงและมีโอกาสไดโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอนออกคำสั่ง แตเปนการออกตามขอยกเวน มาตรา 30 วรรคสอง (6) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงมีหนาที่ออกคำสั่งตามคำรองถอดถอนโดยไมสามารถใชดุลพินิจเปนอยางอื่นได สวนการขยายเวลาของผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ)เปนกระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อเปนขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาทางปกครองเพราะจะตองนำผลมาพิจารณาออกคำสั่งที่กระทบสิทธิของคูกรณีทั้งสองฝาย จึงเปนกระบวนการที่ชอบดวยกฎหมาย2. สรุปคำพ�พากษาและแนวการว�นิจฉัยศาลปกครอง26 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ซึ่งเปนกฎหมายกลาง ในเรื่องวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แตทั้งนี้เนื่องจากคำสั่งของผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ)ดังกลาวเปนผลใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานซึ่งกำหนดใหเปนขอยกเวนที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไมจำเปนตองใหโอกาสผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงและโตแยงแสดงพยานหลักฐานกอน ตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แหงพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่พระพุทธศักราช 2457 มิไดกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการในกรณีที่ราษฎรเขาชื่อขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงไววาอยางไร จึงตองดำเนินการตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 ตามมาตรา 28 และ 29 ซึ่งกำหนดใหตรวจสอบขอเท็จจริงไดตามความเหมาะสมในเรื่องนั้น ๆ โดยพิจารณาพยานหลักฐานที่เห็นวาจำเปนแกการพิสูจนขอเท็จจริงซึ่งถือวาผูถูกฟองคดีไดมีการตรวจสอบขอเท็จจริงในกรณีดังกลาวไดขอเท็จจริงเปนที่ยุติแลว เมื่อปรากฏวามีราษฎรที่เขาชื่อกันขอใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงเปนผูที่มีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามจำนวน 78 คน ซึ่งไมนอยกวากึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 154 คน จึงเปนการแสดงใหเห็นถึงการที่ผูฟองคดีไมไดรับการไววางใจจากราษฎรในหมูบานใหปฏิบัติหนาที่ผูใหญบานตอไปอีก กรณีนี้จึงเปนอำนาจผูกพันตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457ที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอภูสิงห) ตองสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานดังกลาวโดยไมมีดุลพินิจที่จะเลือกออกคำสั่งเปนอยางอื่น ดังนั้นการที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) มีคำสั่งอำเภอภูสิงห ที่ 375/2556 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานจึงชอบดวยกฎหมายและเปนผลใหคำวินิจฉัยอุทธรณของผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษที่ยกอุทธรณของผูฟองคดีจึงชอบดวยกฎหมายเชนเดียวกันและเมื่อใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานแลวทำใหตำแหนงผูใหญบานวางลงซึ่งมาตรา 19 วรรคหนึ่ง (2)แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 กำหนดใหนายอำเภอตองดำเนินการเลือกผูใหญบานภายในกำหนดสามสิบวันนับแตวันที่ผูใหญบานวางลง การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ดำเนินการจัดการเลือกผูใหญบานแทนในตำแหนงที่วาง จึงเปนการกระทำตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการกระทำของผูถูกฟองคดีที่ 1และผูถูกฟองคดีที่ 2 ดังกลาวจึงไมกระทำละเมิดตอผูฟองคดี และผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง)และผูถูกฟองคดีที่ 4 (กระทรวงมหาดไทย) ซึ่งเปนหนวยงานของรัฐที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 และผูถูกฟองคดีที่ 2 สังกัดจึงไมจำเปนตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนแกผูฟองคดี ดังนั้น “ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง”2.2 การอุทธรณของผูฟองคดีตอศาลปกครองสูงสุด ผูฟองคดีอุทธรณสรุปไดวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดมีหนังสือแจงใหผูแจงยืนยันเจตนาเปนเอกสารทางไปรษณีย จำนวน 27 คน มาแสดงตนยืนยันดวยตนเองในระหวางวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ในชวงดังกลาวมีผูมาแสดงตนยืนยัน จำนวน 27 คน รวมผูมาแสดงตนยืนยันการลงชื่อใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน 2 ครั้ง รวมจำนวน 78 คน ไมนอยกวากึ่งหนึ่งจำนวน 1 คะแนนกลับไปขยายระยะเวลาใหกับกลุม 2 ดังกลาวนี้ และใชระยะเวลายาวนานเกินไป ซึ่งผิดและแตกตางจากการแสดงตนของการเลือกผูใหญบานซึ่งจะทำใหเสร็จสิ้นไปในวันเดียวและสถานที่ในการแสดงตนตองทำ ณ สถานที่สาธารณะในหมูบานเทานั้น เกิดความโปรงใสเปนธรรมแกทุกฝายที่เกี่ยวของ ซึ่งคะแนนเสียงขอใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานไมนอยกวากึ่งหนึ่งจำนวน 1 คะแนนนั้น มีน้ำหนักใหเชื่อไดวาเปนผลโดยตรงจากการใชดุลพินิจโดยไมชอบและเบี่ยงเบนจากหลักปฏิบัติราชการที่ดี รวมทั้งขั้นตอนดังกลาวเปนขั้นตอนที่ไมถูกตองและไดกำหนดขึ้นเพื่อสงผลใหการถอดถอนตำแหนงของผูฟองคดีประสบผลสัมฤทธิ์ ทั้งที่ขั้นตอนดังกลาวมีขอสงสัยหลายประการและกำหนดหลักเกณฑที่ไมเปนธรรมโดยเฉพาะกรณีดังกลาวนี้ ไมมีระเบียบหรือหลักปฏิบัติราชการที่แนนอนในการถอดถอนจำเปนตองเทียบเคียงเอาจากระเบียบกฎหมายที่ใกลเคียงซึ่งไดแกระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 สำหรับการแสดงตนของราษฎรผูเขาชื่อกันขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงนั้นมีลักษณะเดียวกันกับการแสดงตนในการใชสิทธิเลือกผูใหญบานและการที่ผูถูกฟองคดีและศาลปกครองชั้นตนเทียบเคียงใชวิธีการเขาชื่อตามมาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 27
การทุจริต พ.ศ. 2542 มาใชกับกรณีการถอดถอนผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน ผูฟองคดีไมเห็นพองดวยจึงไมอาจรับฟงได เปนการกระทำไมถูกขั้นตอนตามกฎหมายและเปนการใชดุลพินิจโดยไมชอบ ไมไดทำการแกไขใหถูกตองจึงเปนการกระทำละเมิด ผูถูกฟองคดีทั้ง 4 จึงตองรวมกันชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดี ขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นตน และมีคำพิพากษาตามคำฟองของผูฟองคดี2.3 คำแกอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ 1 ผูถูกฟองคดีที่ 2 และผูถูกฟองคดีที่ 4 แกอุทธรณทำนองเดียวกัน สรุปไดวา เมื่อผูฟองคดีในขณะดำรงตำแหนงผูใหญบาน บานทางสายลวด หมูที่ 9 ตำบลไทรพัฒนา อำเภอภูสิงห จังหวัดศรีสะเกษ ไมเหมาะสมจะดำรงตำแหนงตอไปเนื่องจากไมเคยสนใจหมูบาน วัด และราษฎรในหมูบาน ราษฎรจึงไดรวมกันเขาชื่อเพื่อใหผูฟองคดีออกจากตำแหนงผูใหญบาน ซึ่งมีเจตนารมณและเหตุผลของกฎหมายบัญญัติไวเปนพิเศษใหสิทธิที่จะไมยินยอมใหผูฟองคดีเปนผูใหญบานอีกตอไปและปลอยใหเนินชาออกไปอาจกอใหเกิดความเสียหายตอประโยชนสาธารณะ การที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกำหนดระยะเวลาใหราษฎรเขาชื่อถอดถอน 2 ครั้ง ก็เพื่อใหเกิดความเปนธรรมทั้งสองฝาย โดยยึดหลักกฎหมายและขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติเปนไปโดยเหมาะสมโดยมิไดมีอคติตอผูฟองคดี แมจะไมไดนำหลักเกณฑตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 มาเทียบเคียงใชผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกระทำการตามกฎหมายบัญญัติใหอำนาจกระทำการโดยสุจริต ปราศจากอคติ ไดพิจารณาทั้งขอเท็จจริงและขอกฎหมาย ประกอบกับไมไดมีเจตนาทุจริตหรือเคลือบแฝงประสงคจะทำใหผูฟองคดีเกิดความเสียหายและไมไดกระทำละเมิดตอผูฟองคดี จึงขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนโดยการยกฟองของผูฟองคดี2.4 คำแกอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ 3 (กรมการปกครอง) แกอุทธรณในทำนองเดียวกับคำใหการและเพิ่มเติมวา จากประกาศของผูถูกฟองคดีที่ 1 กำหนดใหราษฎรสามารถแสดงเจตนาทางไปรษณียไดแตคณะกรรมการเห็นวาการตรวจสอบดังกลาว ไมสามารถตรวจสอบใหชัดเจนไดจึงใหราษฎรมายืนยันเจตนาตอคณะกรรมการอีกครั้งและไมไดมีราษฎรรายอื่นเพิ่มเติมจากบัญชีดังกลาว จึงไมทำใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรม จึงขอใหศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟอง2.5 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด สรุปไดวา กรณีผูถูกฟองคดีที่ 1 (นายอำเภอ) มีคำสั่งใหผูฟองคดีพนจากตำแหนงผูใหญบานตั้งแตวันที่ 26 สิงหาคม 2556 และแจงใหผูฟองคดีทราบ จึงเปนการกระทำที่ชอบดวยกฎหมาย ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 อีกทั้งไมปรากฏขอเท็จจริงวาผูถูกฟองคดีที่ 1 ไดกระทำการที่ไมเปนไปตามหลักเกณฑและกฎหมายที่เกี่ยวของหรือมีการใชดุลพินิจโดยมิชอบอันที่จะทำใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรม จึงเปนคำสั่งที่ชอบดวยกฎหมายและการที่ผูถูกฟองคดีที่ 2 วินิจฉัยใหยกอุทธรณของผูฟองคดีโดยอาศัยเหตุผลเดียวกันจึงชอบดวยกฎหมายแลว การกระทำที่ชอบดวยกฎหมายจึงไมเปนการกระทำละเมิด สวนประเด็นการที่ผูถูกฟองคดีที่ 1 ใชระยะเวลาในการแสดงตนยาวนานเกินไปเปนการผิด และแตกตางจากการแสดงตนของการเลือกผูใหญบาน เห็นวาการรองขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนง ตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) พระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไมมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเวลาของการรองขอไว ดังนั้นไมวาเวลาใดราษฎรในหมูบานยอมสามารถใชสิทธิเขาชื่อกันเพื่อขอใหผูใหญบานของตนออกจากตำแหนงไดทุกเมื่อ และไมวากรณีใด ๆ การที่นายอำเภอจะดำเนินการพิจารณาวินิจฉัย นายอำเภอยอมสามารถกระทำไดเพื่อเกิดความเปนธรรม นายอำเภอจึงสามารถใชวิธีการตรวจสอบรายชื่อไดตามความเหมาะสมเทาที่ไมมีลักษณะการสรางขั้นตอนโดยไมจำเปนหรือสรางภาระใหเกิดกับประชาชนผูเขาชื่อถอดถอนเกินสมควร การแจงใหผูแจงยืนยันเจตนาเปนเอกสารทางไปรษณียมาแสดงตนยืนยันถอยคำเอง เพื่อความชัดเจนในระหวางวันที่ 20 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 ณ ที่วาการอำเภอภูสิงห ทั้งนี้ มาตรา 61 แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกัน28 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งนำมาเทียบเคียงจะไมไดบัญญัติใหผูเขาชื่อตองมาแสดงตนยืนยันดวยตนเองอีกครั้ง แตการกระทำดังกลาวไมไดทำใหผลของการเขาชื่อถอดถอนผูใหญบานตางไปจากเดิม อุทธรณขอนี้ของผูฟองคดีจึงฟงไมขึ้น การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟองนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพองดวย “พิพากษายืน”2.6 สรุปศาลปกครองสูงสุดไดวางหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติราชการ ตามแนวคำพิพากษาที่คดีหมายเลขดำที่ อร.186/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อร.212/2565 กรณีเรื่องการถอดถอนผูใหญบานในการเขาชื่อของราษฎรใหพนจากตำแหนงตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไวดังนี้ (1) เมื่อราษฎรผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา 11 แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 ไมนอยกวากึ่งหนึ่งเขาชื่อกันขอใหออกจากตำแหนงในกรณีเชนนั้นใหนายอำเภอสั่งใหพนจากตำแหนงซึ่งเปนอำนาจผูกพันตามกฎหมาย และนายอำเภอไมอาจใชดุลพินิจเปลี่ยนแปลงเปนอยางอื่นไดและไมจำเปนตองสอบสวนหาเหตุผลการเขาชื่อเพียงทราบเจตนาที่แทจริงและคำยืนยันของผูเขาชื่อเทานั้นตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติเดียวกันอันเปนสิทธิถอดถอนผูปกครองทองที่ออกจากตำแหนงไดของราษฎรในหมูบาน (2) นายอำเภอซึ่งเปนเจาหนาที่ที่มีอำนาจหนาที่ดำเนินการในเรื่องดังกลาวนี้ ตลอดจนผูบังคับบัญชาในระดับกระทรวง จึงมีดุลพินิจในการเลือกกำหนดหลักเกณฑในการดำเนินการเพื่อใหการเขาชื่อและถอดถอนผูใหญบานเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม โดยมีอำนาจใหเทียบเคียงกับวิธีการเขาชื่อตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หากเห็นวาเหมาะสมและไมขัดกับเจตนารมณของพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 โดยไมจำเปนตองคำนึงถึงและเทียบเคียงระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการเลือกผูใหญบาน พ.ศ. 2551 มาบังคับใช (3) การรองขอใหผูใหญบานออกจากตำแหนงโดยการเขาชื่อตามมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457 นั้น ไมมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกำหนดเวลาการรองขอไว ดังนั้นไมวาเวลาใด ๆ ราษฎรในหมูบานยอมสามารถใชสิทธิเขาชื่อเพื่อขอใหผูใหญบานในหมูบานของตนออกจากตำแหนงไดทุกเมื่อ ตราบที่ราษฎรขาดความไววางใจในตัวผูใหญบาน และไมวาเวลาใด ๆ กอนนายอำเภอจะพิจารณาวินิจฉัย หากมีการเปลี่ยนแปลงไมวาจะเปนการขอเพิ่มเติมหรือการถอดถอนชื่อออกจากบัญชีรายชื่อ นายอำเภอสามารถทำไดตามความเหมาะสมเทาที่ไมมีลักษณะเปนการสรางขั้นตอนโดยไมจำเปนและสรางภาระใหเกิดกับราษฎรเกินสมควรดังนั้นจึงสรุปไดวา กรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกลาวนี้ ที่ผูเขียนไดวิเคราะหและศึกษากรณีตามแนวคำพิพากษาซึ่งศาลปกครองทานไดวางหลักในการปฏิบัติราชการไว จึงอาจเปนประโยชนไมมากก็นอยในการปฏิบัติราชการแกขาราชการกรมการปกครอง ในกรณีที่ผูใหญบานไมไดรับความไววางใจจากราษฎรในหมูบานใหปฏิบัติหนาที่ตอไปตามเจตนาที่แทจริงของราษฎร ในการเขาชื่อถอดถอนผูใหญบานใหพนจากตำแหนงดังกลาวตามมาตรา 14วรรคหนึ่ง (6) แหงพระราชบัญญัติลักษณะปกครองทองที่ พระพุทธศักราช 2457เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 29
“คิด แบบ แผน”นทีมาศ สุขทว�* นโยบาย “ลดภาระคาครองชีพของประชาชน” ของรัฐบาล ถือเปนหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลในชวงเวลาที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงเผชิญความผันผวนจากหลายปจจัยทั้งสถานการณความขัดแยงในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนตนทุนการผลิตสินคาและคาครองชีพที่เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง สงผลกระทบโดยตรงตอประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะประชาชนฐานรากและผูมีรายไดนอยที่ตองแบกรับภาระคาใชจายในชีวิตประจำวันมากขึ้น *นางสาวนทีมาศ สุขทวี นักวิเคราะหนโยบายและแผนชำนาญการ สวนแผนงานยุทธศาสตร กองวิชาการและแผนงานการขับเคลื่อนนโยบายลดภาระคาครองช�พของประชาชนผานกิจกรรม การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย”ลดภาระ ลดคาครองช�พ ณ ที่วาการอำเภอทั�วประเทศ30 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
ภายใตสถานการณดังกลาว รัฐบาลจึงมอบหมายใหกระทรวงพาณิชย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการคา บูรณาการความรวมมือกับหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมถึงผูผลิตและผูจัดจำหนายสินคา (Supplier) รวมกันดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบรรเทาภาระคาใชจายของประชาชนอยางเปนรูปธรรมผานกิจกรรมการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ซึ่งมุงเนนการกระจายสินคาคุณภาพดี ราคาประหยัด ไปสูประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยคัดเลือกสินคาที่จำเปนตอการดำรงชีพของประชาชน แบงออกเปน 2 กลุมหลัก ไดแก (1) สินคาอุปโภค เชน สบู แชมพู ผงซักฟอก และ (2) สินคาบริโภค เชน ขาวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช และซอสปรุงรส ซึ่งเนนการนำ “สินคา House Brand” ของหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมถึง “สินคาแบรนดทางเลือก” ของผูผลิตและผูจัดจำหนาย (Supplier) ที่มีคุณภาพมาตรฐาน นำมาลดในราคาพิเศษ เพื่อจัดจำหนายใหแกประชาชนในราคาที่เขาถึงไดงายขึ้น และมีการเปดตัวการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระลดคาครองชีพ เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย เปนประธานในพิธี มีสินคาที่เขารวมมากกวา 3,000 รายการ และสามารถลดราคาสินคาไดสูงสุดกวา 58 เปอรเซ็นต ผานความรวมมือของผูประกอบการรายใหญ อาทิ Makro, Lotus’s, Big C, Tops และ GO Wholesale ซึ่งสะทอนใหเห็นถึงความรวมมือของทุกภาคสวนในการรวมกันดูแลคาครองชีพของประชาชนอยางจริงจัง ตอมา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยไดรวมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการคา กระทรวงพาณิชยและหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade)ประกอบดวย Makro, Lotus’s, Big C, Tops, GO Wholesaleและ CJ MORE ขยายผลการดำเนินงานลงสูระดับพื้นที่โดยนำสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ไปจัดจำหนาย ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดย “อำเภอ”ทั้ง 878 แหงทั่วประเทศ เปนกลไกหลักในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และเชื่อมโยงนโยบายของรัฐบาลสูประชาชนโดยตรง ทำใหประชาชนสามารถเขาถึงสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดไดสะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น พรอมเปดโอกาสใหผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP ผูผลิตสินคาเกษตร และผูประกอบการรายยอย (SMEs) ในพื้นที่เขารวมจำหนายสินคา เพื่อเพิ่มชองทางการตลาดและสรางรายไดใหแกชุมชนดวย โดยการจัดกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ โดยดำเนินการพรอมกันทั่วประเทศ ตั้งแตวันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 และดำเนินการตอเนื่องในวันศุกรตลอดเดือนพฤษภาคม 2569เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 31
โดยขณะนี้ (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ไดมีการดำเนินกิจกรรมฯ แลว 3 ครั้ง ไดแกวันศุกรที่ 1, 8 และ 15 พฤษภาคม 2569 พบวา กิจกรรมดังกลาวไดรับความสนใจจากประชาชนในทุกภูมิภาคเปนอยางมาก และไดรับความรวมมือจากหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) รวมทั้งผูประกอบการทองถิ่นผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP ผูผลิตสินคาเกษตร และผูประกอบการรายยอย (SMEs) ในแตละพื้นที่เขารวมจำหนายสินคาอยางคึกคัก มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 1 กิจกรรมเปดตัว (Kick-off) เมื่อวันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญซิตี้ อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย พรอมดวย นางศุภจี สุธรรมพันธุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะผูบริหารจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย รวมลงพื้นที่เพื่อรวมกิจกรรมฯ และเยี่ยมชมการจำหนายสินคาดังกลาว และผลการดำเนินกิจกรรมเปดตัว (Kick-off) การจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย”ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ มีประชาชนเขารวมกิจกรรมรวมจำนวน 283,894 คนและมีรานคาเขารวมมากถึง 12,491 รานคา ครอบคลุมทั้งหางคาสงและคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) ผูผลิต ผูจัดจำหนายสินคา OTOP และผูประกอบการรายยอย (SMEs) สงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 33.7 ลานบาท และสามารถชวยลดภาระคาใชจายของประชาชนไดมากกวา 7.4 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรก ระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดนครราชสีมา (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดขอนแกน และ (5) จังหวัดยะลา โดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา (2) อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี (3) อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (4) อำเภอจอมพระจังหวัดสุรินทร และ (5) อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ ซึ่งถือเปนจุดเริ่มตนสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายลดคาครองชีพ เพื่อบรรเทาผลกระทบคาครองชีพของประชาชน ควบคูกับการกระตุนเศรษฐกิจฐานรากใหเกิดความเขมแข็งและยั่งยืนตอไป 2. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ยังคงไดรับการตอบรับอยางดีจากประชาชนทั่วประเทศ โดยมีผูเขารวมกิจกรรมจำนวน 217,619 คน และมีรานคาเขารวมจำนวน 9,721 รานสงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 27.1 ลานบาท และชวยลดภาระคาใชจายใหแกประชาชนไดกวา 6.2 ลานบาท ทำใหผลการดำเนินกิจกรรมฯ รวม 2 ครั้งแรก มียอดการใชจายรวมกวา 60.8 ลานบาท และชวยลดภาระคาครองชีพของประชาชนรวมกวา 13.6 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรกระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดนครราชสีมา (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดชลบุรีและ (5) จังหวัดราชบุรี โดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี (2) อำเภอเมืองราชบุรีจังหวัดราชบุรี (3) อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา (4) อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ และ (5) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต32 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
3. การดำเนินกิจกรรมฯ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ยังคงมีประชาชนเขารวมกิจกรรมฯ อยางตอเนื่อง โดยไดเดินหนาขับเคลื่อนกิจกรรมจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ บูรณาการรวมกับการจำหนายสินคาฯ “ผานเครือขายรถพุมพวง” ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ โดยมีผูเขารวมกิจกรรมฯ จำนวน 215,997 คน และมีรานคาเขารวมจำนวน 10,229 ราน สงผลใหเกิดมูลคาการซื้อขายรวมกวา 26.1 ลานบาท และชวยลดภาระคาใชจายใหแกประชาชนไดกวา 5.7 ลานบาททำใหผลการดำเนินกิจกรรมฯ รวม 3 ครั้งแรก มียอดการใชจายรวมกวา 86.9 ลานบาท และชวยลดภาระคาครองชีพของประชาชนรวมกวา 19.4 ลานบาท โดยพื้นที่ที่มีมูลคาการใชจายสูงสุด 5 อันดับแรก ระดับจังหวัด ไดแก (1) จังหวัดสุรินทร (2) จังหวัดชลบุรี (3) จังหวัดเชียงใหม (4) จังหวัดสระบุรี และ (5) จังหวัดอางทองโดยระดับอำเภอ ไดแก (1) อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี (2) อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี(3) อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี (4) อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และ (5) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต สะทอนใหเห็นถึงความเชื่อมั่นของประชาชนตอโครงการ รวมถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความรวมมือระหวางภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือขายผูประกอบการในพื้นที่ในการนำสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดมาจำหนายแกประชาชนอยางทั่วถึง จากการติดตามผลการดำเนินกิจกรรมฯ ที่ผานมา พบวา สินคาที่ไดรับความนิยมสูงสุดยังคงเปนสินคาอุปโภคบริโภคที่จำเปนตอการดำรงชีพ อาทิ น้ำมันประกอบอาหาร ไขไก/ไขเปด ผลิตภัณฑซักผา ผลิตภัณฑปรับผานุม ขาวสาร และน้ำตาล ขณะที่สินคา OTOP และผลิตภัณฑชุมชน โดยเฉพาะอาหารพื้นถิ่น เครื่องดื่ม ผาและเครื่องแตงกายก็ไดรับความสนใจจากประชาชนเปนจำนวนมากเชนกัน สะทอนใหเห็นถึงศักยภาพของผูประกอบการในพื้นที่ในการผลิตสินคาใหตรงกับความตองการของตลาด นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังสามารถพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมใหสอดคลองกับบริบทของชุมชน เชน การเพิ่มชองทางประชาสัมพันธผานเครือขายผูนำชุมชน การประสานความรวมมือกับตลาดทองถิ่น การเชิญผูประกอบการสินคาเกษตรและผลิตภัณฑชุมชนเขารวมจำหนายสินคา ตลอดจนการจัดพื้นที่จำหนายสินคาใหเหมาะสมและสะดวกตอการเลือกซื้อของประชาชน ซึ่งชวยสรางบรรยากาศการซื้อขายที่คึกคักและสงเสริมการมีสวนรวมของทุกภาคสวนในพื้นที่ ความสำเร็จของกิจกรรมการจำหนายสินคา “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพ ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ สะทอนใหเห็นถึงบทบาทสำคัญของกรมการปกครองในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลผานกลไกการบริหารราชการสวนภูมิภาคสูพื้นที่ และยังเปนการสรางโอกาสทางเศรษฐกิจใหแกผูประกอบการรายยอย เกษตรกร และผูผลิตในชุมชน ใหสามารถนำสินคาเขาสูตลาดและเขาถึงผูบริโภคไดโดยตรง โดยมี “อำเภอ” เปนศูนยกลางในการบูรณาการความรวมมือและเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคสวน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อรวมกันดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางเปนรูปธรรม อยางไรก็ตาม จากการดำเนินงานที่ผานมา ยังพบประเด็นที่ควรนำไปพัฒนาตอยอด เชน การเพิ่มความหลากหลายของสินคาในบางพื้นที่ การกำหนดชวงเวลาการจำหนายสินคาใหสอดคลองกับบริบทของพื้นที่และวิถีชีวิตของประชาชน รวมถึงการขยายความรวมมือไปยังเครือขายผูประกอบการในระดับชุมชนใหมากยิ่งขึ้น เพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงสินคาราคาประหยัดไดอยางครอบคลุมและเพียงพอตอความตองการเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 33
ในระยะตอไป กรมการปกครองจะยังคงเดินหนาบูรณาการความรวมมือกับทุกภาคสวนอยางตอเนื่อง เพื่อขยายโอกาสการเขาถึงสินคาคุณภาพดีราคาประหยัดใหแกประชาชน พรอมทั้งสนับสนุนผูประกอบการในพื้นที่ใหมีชองทางการจำหนายสินคาและสรางรายไดเพิ่มขึ้น อันจะนำไปสูการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ การเสริมสรางความเขมแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางยั่งยืนตอไปเปดตัวกิจกรรม (Kick-off) “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 1 ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญซิตี้ อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี34 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
กิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 1 วันศุกรที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 35
กิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 2 วันศุกรที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศกิจกรรม “ไทยชวยไทย” ลดภาระ ลดคาครองชีพครั้งที่ 3 วันศุกรที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ที่วาการอำเภอทั่วประเทศ36 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
1. ที่วาการอำเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ยายไปตั้งที่ ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองนาน จังหวัดนาน 2. ที่วาการอำเภอเวียงสา จังหวัดนาน ยายไปอยูที่ ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดนาน 3. ที่วาการอำเภอวัดโบสถ จังหวัดพิษณุโลก ยายไปตั้งที่ ตำบลวัดโบสถ อำเภอวัดโบสถจังหวัดพิษณุโลก 4. ที่วาการอำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก ยายไปตั้งที่ ตำบลบางกระทุม อำเภอบางกระทุม จังหวัดพิษณุโลก 5. ที่วาการอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม ยายไปตั้งที่ ตำบลรองวัวแดง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม 6. ที่วาการอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ยายไปตั้งที่ศูนยราชการใหมที่ ตำบลริมกกอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 7. ที่วาการอำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม ยายไปตั้งที่ศูนยราชการใหมที่ ตำบลชางเผือกอำเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม 8. ที่วาการอำเภอบานโฮง จังหวัดลำพูน ยายไปตั้งที่ ตำบลบานโฮง อำเภอบานโฮง จังหวัดลำพูน 9. ที่วาการอำเภอแมพริก จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแมพริก จังหวัดลำปาง 10. ที่วาการอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลทาผา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปางและปจจุบันยายไปตั้งที่ริมถนนพหลโยธิน 11. ที่วาการอำเภองาว จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลนาแก อำเภองาว จังหวัดลำปาง ริมถนนพหลโยธิน 12. ที่วาการอำเภอหางฉัตร จังหวัดลำปาง ยายไปตั้งที่ ตำบลเวียงตาล อำเภอหางฉัตร จังหวัดลำปางริมทางหลวงสาย 1113. ที่วาการอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค ยายไปตั้งที่ ตำบลสระทะเล อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค 14. ที่วาการอำเภอขุนยวม จังหวัดแมฮองสอน ยายไปตั้งที่ ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแมฮองสอน 15. ที่วาการอำเภอบานตาก จังหวัดตาก ยายไปตั้งที่ ตำบลตากออก อำเภอบานตาก จังหวัดตาก 16. ที่วาการอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ยายไปตั้งที่ ตำบลหนองกอมเกาะ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ถนนมิตรภาพ พื้นที่ศูนยราชการใหม 17. ที่วาการอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ยายไปตั้งที่ ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 18. ที่วาการอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ยายไปตั้งที่ ถนนชยางกูร พื้นที่ชานเมือง 19. ที่วาการอำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ยายไปตั้งที่ถนนองคการ พื้นที่ศูนยราชการใหม 20. ที่วาการอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ยายไปตั้งนอกเมืองที่ หมูที่ 7 ตำบลชานุมานอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ตะลอนไปกับผูตรวจฯ อภิชัย ศร�เมือง**วาที่รอยตรี ดร.อภิชัย ศรีเมือง ผูตรวจราชการกรมการปกครองตะลอนไปกับผูตรวจฯ ตอนที่ 24ยายที่วาการอำเภอแตไมยายเมือง จากประสบการณตรวจราชการในหลาย ๆ อำเภอทั่วประเทศไดเห็นวามีอำเภอจำนวนหนึ่ง ที่มีการยายที่ตั้งของที่วาการอำเภอออกไปที่ใหมหรืออยูนอกเมือง แตไมไดยายชุมชนเมืองออกไปดวย และยังมีที่วาการอำเภอหลังเดิมอยูในเมือง เหตุผลหลักคือสภาพพื้นที่เดิมคับแคบ การเขา-ออกไมสะดวก ไดแกอำเภอดังตอไปนี้ เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 37
21. ที่วาการอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 202 22. ที่วาการอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย ยายไปตั้งนอกเมือง ริมทางหลวงสาย 24 23. ที่วาการอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 202 ตำบลพุทไธสง 24. ที่วาการอำเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม ยายไปตั้งนอกเมืองที่ ตำบลโนนตาล อำเภอทาอุเทน จังหวัดนครพนม25. ที่วาการอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ยายไปตั้งที่ริมถนนชยางกูร ตำบลสามแยก อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร26. ที่วาการอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ หมูที่ 8 ตำบลชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช27. ที่วาการอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งนอกเมือง ในเขตตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช28. ที่วาการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช29. ที่วาการอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ยายไปตั้งที่ ตำบลทุงปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช30. ที่วาการอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ยายไปตั้งนอกเมืองที่ ตำบลน้ำจืดนอย อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง31. ที่วาการอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ยายไปตั้งนอกเมืองที่ หมูที่ 4 ตำบลระโนด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา32. ที่วาการอำเภอละงู จังหวัดสตูล ยายจากในเขตตำบลกำแพง กลับไปตั้งที่ ตำบลละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล33. ที่วาการอำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ยายไปตั้งที่ ตำบลคลองขุด อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล34. ที่วาการอำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่ ยายไปตั้งที่ ตำบลคลองทอมใต อำเภอคลองทอม จังหวัดกระบี่35. ที่วาการอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ยายจาก ตำบลนาโพธิ์ ไปตั้งที่ ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร36. ที่วาการอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ยายไปตั้งริมทางหลวงสาย 340 37. ที่วาการอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ ยายไปตั้งที่ ตำบลทับใต อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ ริมทางหลวงสาย 37 สายเลี่ยงเมืองหัวหิน - ชะอำ 38. ที่วาการอำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ ตำบลทาเจาสนุก อำเภอทาเรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา39. ที่วาการอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ หมูที่ 1 ตำบลอุทัย อำเภออุทัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา40. ที่วาการอำเภอบางซาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยายไปตั้งที่ หมูที่ 1 ตำบลบางซายอำเภอบางซาย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและยังมีอีกหลายอำเภอ เชน อำเภอบานแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, อำเภอแกลง จังหวัดระยอง, อำเภอไชโย จังหวัดอางทอง, อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท, อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแกว, อำเภอบานนา จังหวัดนครนายก, อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี, อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางใหญ จังหวัดนนทบุรี, อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี รวมทั้ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อยายออกไปแลว พบวาที่ตั้งเดิมหลายแหงไดมอบใหเทศบาลหรือสวนราชการอื่น ๆ ใชงานตอไป เพื่อชวยดูแลรักษามิใหเสื่อมโทรม บางอำเภอที่วาการอำเภอใหมจะตั้งอยูไกลชุมชน และบางแหงบานพักนายอำเภอหรือบานพักขาราชการยังคงอยูที่เดิม38 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
คุณภาพช�ว�ตที่ดี เร�่มที่การศึกษาลูกไมมหาดไทยว�รงรอง สุร�ยะธำรงกุล* ปจจุบันบทบาทในการ “บำบัดทุกข บำรุงสุข” ของนายอำเภอและปลัดอำเภอไดมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตและขยายขอบเขตการทำงานออกไปกวางขวางมากยิ่งขึ้น โดยทำหนาที่เปนเสมือนแพทยที่ทำหนาที่รักษาคนไข แตคนมหาดไทยทำหนาที่ในการรักษาสังคม การทำงานจึงเปนการดูแลประชาชนตั้งแตเกิดจนตาย ไมเพียงดูแลเรื่องความเจ็บปวยแตยังรวมไปถึงคุณภาพชีวิตชองประชาชน ทั้งในมิติดานสุขภาพ ดานที่อยูอาศัย ดานการศึกษา ดานอาชีพ และดานสังคม ซึ่งเรียกรวมกันวา “คุณภาพชีวิต” *นางวิรงรอง สุริยะธำรงกุล นายอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรีเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 39
อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ไดขับเคลื่อนตามนโยบายดังกลาวมาอยางตอเนื่องในหลายดาน ทั้งในเรื่องของการปรับปรุงที่อยูอาศัยใหแกกลุมเปราะบางตาง ๆ โดยใชงบประมาณจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การจัดหาอาชีพเสริมใหแกกลุมผูพิการ ผูมีรายไดนอย เพื่อใหสามารถรับงานมาทำที่บานเพื่อเพิ่มรายได การจัดหาสิ่งจำเปนพื้นฐาน เชน ผาออมสำเร็จรูปแกผูปวย ผูพิการ ครัวเรือนยากจน การสนับสนุนทุนการศึกษา ชุดนักเรียนและอุปกรณการเรียน ใหแกเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน นอกจากนี้อำเภอไดเล็งเห็นถึงประเด็นปญหาที่สำคัญคือปญหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (School Drop out) โดยปจจุบันปญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเปนวิกฤตที่กระทบเด็กไทยกวา 1 ลานคนโดยมีสาเหตุหลักมาจากความยากจน คาใชจายแฝงในการเรียน ปญหาครอบครัว และการตั้งครรภ การเพิ่มโอกาสการเขาถึงการศึกษาจึงเปนกุญแจสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย เพื่อลดชองวางทางสถานะและเพื่อใหเด็กสามารถเติบโตไปเปนประชากรที่มีคุณภาพในสังคมตอไป จังหวัดสระบุรี ไดจัดทำโครงการ“คุณภาพชีวิตดี คนสระบุรีไมทอดทิ้งกัน” ขึ้น โดยใหแตละอำเภอรวมกันคนหาและสำรวจกลุมเปราะบางที่เปนเปาหมายในระดับตำบลหมูบานใหครอบคลุมและตอเนื่อง โดยมีการใหความชวยเหลือกลุมเปาหมายแบบบูรณาการและมีสวนรวมจากทุกภาคสวน โดยทำใหผูที่ไดรับความชวยเหลือเกิดความพึงพอใจ และผูใหความชวยเหลือก็ไดรับความสุขจากการใหเชนกัน เนนเชิงคุณภาพมากกวาปริมาณ และใหทำอยางตอเนื่องเพื่อใหเกิดความยั่งยืน โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และระดับตำบล (พชต.) ดวยการมีสวนรวมของทุกภาคสวนรวมเปนคณะทำงาน และดำเนินการจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอและระดับตำบลเพื่อแกไขปญหาใหกับกลุมเปาหมายที่ไดจากการสำรวจขอมูล โดยใชเงินทุนของอำเภอและตำบลเพื่อดำเนินการ ทั้งนี้หากเกินศักยภาพของอำเภอ สามารถแจงขอรับความชวยเหลือไปยังระดับจังหวัดได40 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
อำเภอหนองแซงไดรวมกับภาคีเครือขายในพื้นที่ทั้งหนวยงานทางการศึกษา องคกรปกครองสวนทองถิ่นและฝายปกครองในพื้นที่ รวมกันติดตามคนหาเด็กที่ไมจบการศึกษาภาคบังคับและหลุดออกจากระบบการศึกษาเพื่อรวมกันแกไขปญหาเปนรายบุคคล เพื่อใหเด็กสามารถเรียนรูไดตามสิทธิขั้นพื้นฐาน และไดนำเด็กที่ครอบครัวไมมีศักยภาพเพียงพอไปศึกษาตอที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห 33 อำเภอหนองมวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งเปนสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) ที่กอตั้งขึ้นภายใตมูลนิธิราชประชานุเคราะห ในพระบรมราชูปถัมภโดยมุงเนนการใหโอกาสทางการศึกษาแกเด็กดอยโอกาสและเด็กที่ประสบสาธารณภัยทั่วประเทศโดยไมมีคาใชจาย อำเภอจึงไดนำเด็กไปเขารับการศึกษาโดยใชกลไกผูปกครองปกครองทองที่ทำหนาที่แทนผูปกครองในการติดตอสื่อสารกับครูและทำหนาที่ในการรับสงเด็กในชวงปดและเปดภาคการศึกษา โดยมีองคกรปกครองสวนทองถิ่นใหการสนับสนุนรถรับสง และใชเงินจากกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอในการออกคาใชจายที่เกิดขึ้นจากการรับสงนักเรียน โดยอำเภอหนองแซงทำตอเนื่องมาเปนปที่ 3 แลว และมีเด็กที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) และไดทุนไปศึกษาตอในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 2 ราย และในปการศึกษา 2569 อำเภอหนองแซงยังไดนำเด็กจากครอบครัวเปราะบางไปศึกษาตอที่โรงเรียนราชประชานุเคราะหอีก 4 ราย ดวยกัน ซึ่งถือเปนความภูมิใจในการทำงานของทุกภาคสวน เพราะเราเชื่อวาการศึกษาจะทำใหคนมีทางเลือกในชีวิตเพิ่มมากขึ้น และทำใหกลับมาเปนประชากรที่มีคุณภาพของสังคมและกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองไดในอนาคตตอไป จากการดำเนินการที่กลาวมาขางตน ไดสงผลใหอำเภอหนองแซงไดรับการคัดเลือกเปนอำเภอตนแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ระดับเขตสุขภาพ ประจำป 2569 โดยไดลำดับที่ 1 ของเขตสุขภาพที่ 4 ซึ่งเปนผลมาจากการขับเคลื่อนเพื่อแกไขปญหาคุณภาพชีวิตใหกับประชาชนโดยมุงเนนคุณภาพอยางแทจริง “หนังสือเพียงเลมเดียว ปากกาเพียงดามเดียวเด็กเพียงคนเดียว และครูเพียงคนเดียว สามารถเปลี่ยนโลกได” สุนทรพจนของมาลาลา ยูซัฟไซ ณ องคการสหประชาชาติ ในวันเกิดครบรอบ 16 ป หรือวันมาลาลาเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 41
เลาะรั�วอำเภอกองบรรณาธิการนิตยสารเทศาภิบาล\"อำเภอทาเร�อ\" บนเสนทางสายน้ำปาสักอันเปนอูขาวอูน้ำและประวัติศาสตรที่ยังมีลมหายใจ... คอลัมนเลาะรั้วอำเภอในเดือนพฤษภาคมนี้ ขอพาทุกทานเลาะไปกับ “อำเภอทาเรือ” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองทาโบราณที่ในวันนี้ ไมไดมีแตเพียงความนาสนใจจากรองรอยของอดีตหรือความศักดิ์สิทธิ์ขององคหลวงพอโตวัดสะตือเทานั้น ทวายังมีสถานที่ที่นาสนใจอีกมากมาย... ขอเชิญทุกทานมาทำความรูจักกับสถานที่เหลานั้นกันคะ อำเภอทาเรือ เปนอำเภอหนึ่งใน 16 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 120.62 ตารางกิโลเมตร หรือ 75,389 ไร ตั้งขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2449 เดิมชื่อ “อำเภอนครนอย” จนถึงป พ.ศ. 2459 ไดเปลี่ยนชื่อมาเปน “อำเภอทาเรือ” มาจนถึงปจจุบันลักษณะภูมิศาสตร ทิศเหนือ ติดตอกับ อำเภอบานหมอ จังหวัดสระบุรี ทิศใต ติดตอกับ อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทิศตะวันออก ติดตอกับ อำเภอเสาไห จังหวัดสระบุรี ทิศตะวันตก ติดตอกับ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถิ�นกำเนิดหลวงพอโต แดนตะโกดัดงามเย็นสายน้ำนามปาสัก ว�วสวยนักเข�่อนพระรามหก42 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
1. วัดสะตือ อำเภอทาเรือเปนอำเภอบานเกิดของพระอริยสงฆที่มีชื่อเสียงโดงดังไปทั่วประเทศ สมเด็จพระพุฒาจารย (โต)พรหมรังสี ซึ่งกำเนิดที่บานไกโจน (ไกจน) ตำบลไกจน (ตำบลทาหลวง) ปจจุบันคือ บริเวณวัดสะตือตำบลทาหลวง โดยกำเนิดตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 เวลาพระบิณฑบาตร ณ ตำบลไกจน(ตำบลทาหลวง) อำเภอนครนอย (อำเภอทาเรือ) แขวงเมืองกรุงเกา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 และไดทรงสรางพระพุทธรูปองคใหญปางไสยาสน มีพระนามวาพระพุทธไสยาสน สรางเมื่อ พ.ศ. 2431 ขนาดองคพระยาว 1 เสน 6 วา สูง (ตั้งแตพื้นถึงรัศมี) 8 วา ฐานยาว 1 เสน 10 วา กวาง 4 วา 2 ศอก ถือวาเปนพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีพุทธศาสนิกชนมานมัสการเปนประจำทุกวัน2. เขื่อนพระรามหก เปนเขื่อนทดน้ำที่สรางขึ้นเปน “แหงแรกในประเทศไทย” กั้นแมน้ำปาสัก สรางในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 เริ่มสรางเมื่อปลายป พ.ศ. 2458 และเสร็จสมบูรณ เมื่อ พ.ศ. 2467ศักยภาพของตัวเขื่อนมีบานเหล็กปดกั้นน้ำ จำนวน6 ชอง สำหรับเปดปดควบคุมระดับน้ำหนาเขื่อนใหสูงตามตองการ และระบายน้ำคลองสงน้ำสายสำคัญ คือ คลองระพีพัฒน แลวสงน้ำแยกไปตามคลองตาง ๆอยูในเขตอำเภอทาเรือ ภาชี อุทัย และวังนอย เนื้อที่ที่ไดรับประโยชนประมาณ 272,000 ไร ปจจุบันไดมีการปรับปรุงพื้นที่ในบริเวณโครงการใหมีสถานที่พักผอนหยอนใจ สนามกีฬา ซึ่งมีบรรยากาศที่เงียบสงบ รมรื่น และสวยงามวัดสะตือ วัดสะตือสถานที่สำคัญ สถานที่ทองเที่ยว เขื่อนพระรามหกเขื่อนพระรามหกเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 43
3. วัดมะขามโพรง วัดเล็ก ๆ ที่ซอนตัวอยูทามกลางชุมชนริมน้ำ แตเปยมดวยเสนหและความสงบรมรื่น เหมาะกับการมาไหวพระ ทำบุญ หรือแวะพักใจระหวางทริปเที่ยวเมืองเกา โดดเดนดวยบรรยากาศวัดไทยโบราณที่ยังคงความเรียบงาย และมีความรมเย็นจากตนไมใหญที่แผเงาปกคลุมทั่วบริเวณ นับเปนวัดที่มีโบสถเกาแกอายุนับรอยป และที่สำคัญที่สุดคือมี “ยันตอุณาโลมรอบวัด” ซึ่งเชื่อกันวาเปนวัดเดียวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มีสัญลักษณแหงพลังนี้ครบทุกทิศ เหมาะกับผูศรัทธาและผูที่กำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทำใหมีผูมากราบขอพรในบรรยากาศเงียบสงบและเปยมพลังใจ4. สะพานจักรี เปนสะพานชื่อพระราชทานแหงแรกในเสนทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยูเหนือสะพานขามแมน้ำปาสัก สรางในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 สรางขึ้นใน ร.ศ. 118 (พ.ศ. 2442) เปนสะพานประวัติศาสตรผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวอำเภอทาเรือ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชวงป พ.ศ. 2487 ทหารญี่ปุนไดมาควบคุมสะพานจักรี และถูกเครื่องบินฝายสัมพันธมิตร ทิ้งระเบิดถลมเพื่อตัดเสนทางลำเลียงของทหารญี่ปุนและไดรับความเสียหาย ทหารญี่ปุนไดใชเชลยมาซอมแซม และเมื่อ พ.ศ. 2491 สงครามเสร็จสิ้นลงประเทศญี่ปุนไดมาซอมสะพานใหใหมวัดมะขามโพรง วัดมะขามโพรง วัดมะขามโพรงสะพานจักรีสะพานจักรี5. สวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารค สรางอยูบนเนื้อที่กวา 60 ไร มีการแบงพื้นที่เปนโซนตาง ๆ มากมาย สำหรับสัตวนานาชนิด อาทิ ยีราฟ กระตาย หนูคาปบารา เมียแคท อูฐ เสือ สิงโต ไลเกอร ฯลฯ ทั้งนี้ สถานที่แหงนี้ กอนที่จะมาเปนสวนสัตวเคยเปนฟารมจระเข โรงชำแหละและทำสินคาแปรรูปจากจระเขมากอน แตดวยวิกฤตเศรษฐกิจในชวงการระบาดของโรคโควิด-19 ทำใหธุรกิจตองมีการปรับเปลี่ยนเริ่มจากแนวคิดคาเฟชมสัตว จากนั้นมีการขยายจำนวนสัตวและเนื้อที่เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง จนกลายเปนสวนสัตวในที่สุด จุดประสงคการเปดสวนสัตวนี้ เพื่อเปนแหลงเรียนรู ขยายพันธุและรักษาพันธุสัตวใกลสูญพันธุเปนแหลงทองเที่ยวประจำจังหวัด มุงสรางความเจริญใหกับชุมชน และเปนสถานที่ผอนคลาย สวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารคสวนสัตว ศรีอยุธยา ไลออน ปารค44 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
6. ตลาดหมอมเจา ตลาดหมอมเจา เริ่มมีมาตั้งแตสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5ซึ่งในสมัยนั้นมีการจัดสรางรางรถไฟ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ในป พ.ศ. 2445 ทำใหเกิดการติดตอคาขายที่คึกคัก เพราะมีผูคนจากหลายจังหวัดเดินทางมาทางเรือและมาตอรถไฟ ที่บริเวณตลาดแหงนี้ ซึ่งอยูหางจากสถานีรถไฟอำเภอทาเรือประมาณ 500 เมตร ปจจุบันตลาดหมอมเจายังคงมีความงดงาม มีมุมมองที่นาหลงใหล และยังคงเห็นถึงรองรอยของชุมชนเกาแกยานอำเภอทาเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การเดินทางมาเยือนอำเภอทาเรือในเดือนพฤษภาคมนี้ เปนเพียงสวนหนึ่งเทานั้น แตกลับย้ำเตือนใหเราระลึกวา วัฒนธรรมและรองรอยของเมืองทาโบราณแหงนี้ยังคงอวดโฉมตอนรับผูมาเยือนอยางงดงามเพราะที่นี่ไดหลอมรวมความสุขหลากมิติไวไดอยางลงตัว ปดฉากการเดินทางดวยความอิ่มใจ และเชื่อมั่นวาเรื่องราวของ “อำเภอทาเรือ” จะยังคงงดงามในใจของนักเดินทางทุกคนไปอีกแสนนาน ลองเปดใจมาเยือน 'ทาเรือ' สักครั้ง แลวคุณจะรูวาเมืองทางผานแหงนี้... มีความสุขมากมายที่รอใหคุณมาคนพบเทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 45
จุดเริ่มตนของการเดินทาง: เกาโมงเชากลางเดือนกันยายน ผมนั่งอยูคนเดียวบนโซฟาสีเทาตัวเล็กในหองพักของหอพักนักศึกษาเอกชนใจกลางเมือง Southampton เมืองตอนใตของอังกฤษ บรรยากาศเงียบจนไดยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเอง สายตาทอดออกไปนอกหนาตาง ฟาเปนสีฟาสดใส อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 17 องศา ดัชนีรังสี UV อยูในระดับต่ำมาก และมลภาวะทางอากาศแทบจะมีคานอยชนิดที่ไมคอยไดเห็นในเมืองไทย เบื้องหนาคือสวนสาธารณะสีเขียวขนาดยอม ตนไมไหวเบา ๆตามแรงลม เสียงนกรองแผว ๆ คลายเปนดนตรีประกอบฉากเชานั้นอยางลงตัว ถัดออกไปคือใจกลางเมืองของ Southampton และไกลออกไปจนเกือบสุดขอบฟา คือทาเรือ สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเปนจุดออกเดินทางของเรือ RMS Titanic เรือเฟอรรี่ลำใหญที่สุดเทาที่ผมเคยเห็นลอยนิ่งอยูกลางผืนน้ำของชองแคบอังกฤษ ภาพตรงหนาชวนใหรูสึกเหมือนหลุดเขาไปอยูในอีกโลกหนึ่ง โลกที่สงบ เปนระเบียบ และงดงามอยางไมนาเชื่อ มันเปนความรูสึกที่ “ไมจริง” เสียจนเหมือนความฝน แตความสงบนั้น…อยูไดไมนาน /// พอ ๆ อีกนิดจากบทความแชรประสบการณจะกลายเปนนวนิยายไปแลว กลับเขาเรื่องกอนจะเริ่มผมอยากใหผูอานไดรูจักคำ ๆ หนึ่ง นั่นก็คือคำวา Nine to Five คำนี้ คือคำจำกัดความของ “งานประจำ” หรือ “งานออฟฟศปกติ” ที่มีเวลาเขางาน 9 โมงเชาและเลิกงาน 5 โมงเย็น (09.00 - 17.00 น.) มักถูกใชเพื่อสื่อถึงงานรูทีนงานที่มีเวลาแนนอนหรือชีวิตการทำงาน เร�่องเลานักเร�ยนทุน สุเมธี จ�ตตปภัสสร**นายสุเมธี จิตตปภัสสร นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ สำนักงานเลขานุการกรมการปกครองอังกฤษสอนอะไรเร�่องขอมูล ?:5 บทเร�ยนจาก Data Analyticsของนักเร�ยนทุนไทยในอังกฤษบทเร�ยนที่ไมไดอยูในตำราแตเปลี่ยนว�ธีคิดในการทำงานDATA ANALYTICS46 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569
แบบมนุษยเงินเดือน และใชครับเปดมาแบบนี้ นั่นคือชั่วโมงเรียนของหลักสูตร Data Analytics for Government ที่ University of Southampton ประเทศสหราชอาณาจักร (/me ถามจริ๊งงงงงง ?) ที่มีการเรียนเขมขนซะจนตกใจ เหมือนสั่งเอสเพรสโซ double shot แมจะเปนการเรียนเต็มสัปดาหสลับกับพักเพื่อคนควาดวยตัวเองก็ตาม (ที่แทบจะไมไดพักเพราะมีงานใหทำสงตลอด) แตก็ยังถือวาเรียนหนักจนไมทันตั้งตัวซึ่งถาไมนับเรื่องการปรับตัวกับการมาอาศัยและเรียนอยูที่นี่ การไดมีโอกาสมาศึกษาตอที่แหงนี้มันเปนประสบการณที่เปลี่ยนวิธีคิดของผมอยางสิ้นเชิง กอนเดินทางไป ผมเคยเขาใจวา “Data Analytics” คือเรื่องของการเขียนโคดที่ซับซอน เต็มไปดวยสูตรคณิตศาสตรที่ยากเกินเขาถึง แตเมื่อไดเรียนจริง กลับพบวาแกนแทของมันเรียบงายกวานั้นมาก “Data Analytics ไมไดเริ่มจากการเปดคอมพิวเตอรแตมันเริ่มจากการตั้งคำถามที่ถูกตอง” และนั่นคือจุดเริ่มตนของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เมื่อกลับมาประเทศไทยผมไดเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานจากการ “ทำงานตามขอมูล” กลายเปน “ใชขอมูลเพื่อขับเคลื่อนงาน” กอนจะไปสูบทสรุปที่ถอดบทเรียนมาไดในภาพรวม ผมขออธิบายความหมายของคำวา Data Analytics วาคืออะไร (ฉบับเขาใจงาย)หากอธิบายแบบภาษาชาวบาน **Data = ขอมูล**คือสิ่งที่เรามีอยูแลวในชีวิตประจำวัน เชน • ขอมูลทะเบียนราษฎร • จำนวนผูสูงอายุในพื้นที่ • รายไดของครัวเรือน • จำนวนคนที่มารับบริการในแตละวัน พูดงาย ๆ คือ “ตัวเลขหรือขอเท็จจริงที่ถูกเก็บไว” **Analytics = การนำขอมูลนั้นมาชวยตัดสินใจ**ไมใชแคการดูตัวเลขเฉย ๆ แตคือการ “เอาขอมูลมาคิด วิเคราะห และใชประโยชน” เชน • เห็นวาหมูบานหนึ่งมีผูสูงอายุจำนวนมาก ---------> วางแผนจัดสวัสดิการเพิ่ม • เห็นวาชวงปลายเดือนคนมาใชบริการเยอะ ---------> ปรับกำลังเจาหนาที่ใหเพียงพอ • เห็นวาพื้นที่หนึ่งมีรายไดนอย ---------> วางแผนชวยเหลือใหตรงจุดสรุปใหสั้นที่สุดประสบการณจากอังกฤษ: เมื่อขอมูลมีชีวิต สิ่งที่โดดเดนมากในการเรียนที่อังกฤษ คือการใช “ขอมูลจริง” จากหนวยงานภาครัฐ เชน Office for National Statistics ซึ่งเปนหนวยงานสถิติหลักของประเทศ นักศึกษาไมไดเรียนจากตัวอยางในตำราเพียงอยางเดียว แตไดวิเคราะหขอมูลจริง เชน อัตราการวางงาน ความเหลื่อมล้ำ หรือโครงสรางประชากร สิ่งที่ไดเรียนรูไมใชแค “การคำนวณ” แตคือ “การเขาใจชีวิตของผูคนผานขอมูล” และนี่คือสิ่งที่ทำให Data Analytics มีความหมายมากกวาแคตัวเลข Data Analytics คือการเปลี่ยน “ขอมูล” ใหกลายเปน “คำตอบ” และเปลี่ยน “คำตอบ” ใหกลายเปน “การตัดสินใจที่ดีข�้น”เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 47
เมืองที่ขอมูลอยูรอบตัว Southampton เปนเมืองทาที่มีทั้งนักศึกษา คนทำงาน และนักทองเที่ยว ทำใหเกิดขอมูลจำนวนมหาศาลในทุกวัน สิ่งที่นาสนใจคือ “ขอมูลเหลานี้ถูกนำมาใชจริง” • ปายรถบอกเวลารถมาถึงแบบ Real-time • แอปพลิเคชันแสดงจำนวนคนในรถบัสหรือความหนาแนนของการเดินทาง • แผนที่เมืองที่สามารถดูขอมูลการจราจรหรือเสนทางที่ดีที่สุดไดทันที • เสาไฟที่ประชาชนสามารถสแกนคิวอารโคดเพื่อแจงปญหาเมื่อไฟบนเสาตนนั้นไมสามารถใชการได • Clean Air Routes การจัดทำดัชนีความเงียบสงบทางมลภาวะของเสนทางบนเว็บไซตแบบ Real-timeเพื่อใหประชาชนสามารถคนหาเสนทางที่สงบและอากาศบริสุทธิ์ที่สุด หรือดูไดวาจุดไหนของเมืองมีอากาศบริสุทธิ์เหมาะแกการเดินหรือปนจักรยานออกกำลังกาย เมื่อมองยอนกลับมาที่บริบทของประเทศไทย จะเห็นความแตกตางบางประการที่นาสนใจ • ในสหราชอาณาจักร การใชขอมูลเปนสวนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจอยางแทจริง • ขณะที่ในประเทศไทย ขอมูลมักถูกใชเพื่อประกอบการตัดสินใจ มากกวา ซึ่งไมใชเรื่องผิดแตหากเราสามารถใชขอมูลเปน“จุดเริ่มตน” ได จะชวยใหการทำงานมีความแมนยำมากขึ้นจากบทนำที่กลาวมาขางตนผมสามารถถอดเปนบทเรียนสั้น ๆ ที่ไดจากการมาเรียน Data Analytics for Government ที่ University of Southampton ซึ่งทำใหผมเห็นวา “ขอมูล” ในอังกฤษ ไมใชแคตัวเลขแหง ๆ ใน Excel แตมันคือ “อาวุธ” ที่เปลี่ยนชีวิตคนไดจริงและนี่คือ 5 บทเรียนสุดล้ำ ที่จะชวยยกตัวอยางใหเห็นภาพวาอังกฤษทำอยางไร และไทยสามารถเอามาทำตามไดทันที1. ขอมูลตอง “คุยกันรูเรื่อง” (Data Standards): ที่อังกฤษ ขอมูลภาครัฐเขาใชหลักการ \"Government as a Platform\" ของหนวยงาน GDS (Government Digital Service) ที่กำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศเวลาหนวยงานรัฐจะทำบริการออนไลนสักอยาง (เชน ตอภาษีรถ หรือ ทำใบขับขี่) ทุกหนวยงานตองไปเริ่ม “นับหนึ่ง” ใหมเองหมด ทั้งระบบจายเงิน ระบบสงขอความ และระบบยืนยันตัวตน ผลคือสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลและประชาชนก็งง เพราะแตละเว็บไซตหนาตาไมเหมือนกันเลย GDS (Government Digital Service)ของอังกฤษเลยประกาศแนวคิด GaaP ขึ้นมา โดยบอกวา \"รัฐบาลควรสราง 'สวนประกอบกลาง' ที่ดีที่สุดไวใหแลวใหทุกหนวยงานมาหยิบไปใชตอยอด\" เหมือนเรามีกลองเลโกที่มีตัวตอมาตรฐานไวให ทุกคนแคเอาไปประกอบเปนโมเดลของตัวเองบางครั�งในพ��นที่ของเราìการตัดสินใจอาจเร�่มจากประสบการณหร�อความคุนเคยกอนจะยอนกลับมาดูขอมูลเพ��อยืนยันภายหลังîภาพจาก Government as a platformfor the rest of us48 เทศาภิบาล ปที่ 121 ฉบับที่ 05 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569