[วนั ท่ี]
[ชื่อเอกสาร]
[ช่ือเร่ืองรองของเอกสาร]
WIN7P64
[ช่ือบริษทั ]
[ที่อยบู่ ริษทั ]
แผนการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย
รายวิชา โครงงาน รหัสวิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๑ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สู่การเขยี นโครงงาน ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
เรือ่ ง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เวลา 2 คาบ
วนั ที่สอน เดอื น พ.ศ. 2564
1. ผลการเรยี นรู้
1) ศึกษาหลักการสาคญั ของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
3) ลาดับขั้นตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขียนเค้าโครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) อธบิ ายถงึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ได้ถูกต้อง
2) สามารถนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปค้นคว้าหาคาตอบของปัญหาได้
3) มกี ารพัฒนาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคัญ
วทิ ยาศาสตร์เปน็ วชิ าที่เกยี่ วข้องกบั ความจริงทส่ี ามารถพิสูจนไ์ ดด้ ้วยประสาทสัมผัสทัง้ 5 ในการคน้ หา
ความจริงในทางวทิ ยาศาสตร์จะใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และทักษะต่างๆ เป็นการยืนยนั ความถูกตอ้ ง
ของขอ้ ค้นพบต่างๆ ดังน้ัน ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์จะเป็นสิง่ ทีใ่ ชใ้ นการสบื เสาะ ค้นคว้าหาความ
จริง การเรียนรกู้ ระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะจะทาใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ได้ดี
ย่งิ ขึ้น
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ความรู้
ประวัติวิทยาศาสตร์ ความหมายวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิธกี ารทาง
วิทยาศาสตร์
4.2 ทกั ษะกระบวนการ
เขียนโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสังเคราะห์ การประเมนิ ค่าการสรปุ ความรู้
4.3 เจตคติ
ซือ่ สัตยส์ จุ รติ มีวนิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ ม่ันในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย
5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1) มีความสามารถในการสอ่ื สาร
2) มีความสามารถในการคดิ
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1) มีวินัย
2) ใฝเ่ รยี นรู้
3) มคี วามมัน่ ใจในการกล้าแสดงออก
4) รกั ความเปน็ ไทย
7. ค่านยิ ม 12 ประการ
1) ใฝ่หาความรู้หม่นั ศึกษาเล่าเรยี นทั้งทางตรงและทางอ้อม
2) มศี ีลธรรม รักษาความสตั ย์ หวังดีต่อผอู้ ่นื เผอ่ื แผ่และแบง่ ปัน
3) คานงึ ถงึ ผลประโยชนข์ องส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทักษะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
1) อ่านออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มีทกั ษะในการคิดวิเคราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ 4 มติ ิ)
1) นกั เรียนมีความซอื่ สัตยใ์ นการทางานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
2) นกั เรียนมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ชวั่ โมงที่ ๑
1) ครูนาภาพของนักวทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ผี ลงานต่างๆ เชน่ กาลเิ ลโอ เซอร์ ไอแซก นวิ ตัน ไอสไตน์ ฯลฯ ให้
นักเรยี นทายชอ่ื ของนักวทิ ยาศาสตร์เหลา่ น้นั พรอ้ มทั้งผลงานทางวทิ ยาศาสตร์ท่ีทา่ นเหล่าน้ันคน้ พบ ครูและ
นักเรียนรว่ มกันอภปิ รายถึงแรงบันดาลใจทที่ าใหท้ า่ นเหลา่ น้ันคน้ พบ
2) ครูนาอภิปรายถึงประวัตขิ องวิทยาศาสตร์ วิธีการคน้ คว้าหาความรู้ของนกั วิทยาศาสตรบ์ างท่าน
3) ครนู าอภิปรายถึงความหมายของวทิ ยาศาสตร์ และ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกดิ ขึ้นได้อย่างไร
ตลอดจน ประเภทของความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์
4) ครูและนักศึกษารว่ มกนั ลงขอ้ สรปุ เกย่ี วกับการแบ่งประเภทกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบง่ ออก 2
ประเภทคือ วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วทิ ยาศาสตรป์ ระยกุ ต์
5) ครูให้ความรเู้ กี่ยวกบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ชั่วโมงที่ ๒
(๑)ครใู ห้ความรู้เกี่ยวกบั การแบ่งกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรอ์ อกเป็น
(2) วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methods)
(3) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Science process skills)
(4) จติ วิทยาศาสตร์ (Scientific mind)
2) ครใู ห้ความรู้เกย่ี วกับวิธีการทางวิทยาศาสตรจ์ ะแบง่ ออกเป็นข้ันๆ 5 ข้ัน ได้แก่
๑) การระบุปัญหา
๒) การตัง้ สมมติฐาน
๓) การทดลอง
๔) การรวบรวมข้อมลู
๕) การสรุปผลการทดลอง
3) ครูใหค้ วามรู้เก่ยี วกับ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทักษะครูและนักเรียนรว่ มกนั สรปุ
ความรู้และเช่ือมโยงกับการทาโครงงาน
11. การวดั และประเมินผล
11.1 วิธีการ
1) สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
2) สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเขา้ รว่ มกิจกรรมกล่มุ
3) ประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เคร่อื งมือ
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
3) แบบประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรม
ผา่ นตั้งแต่ ๒ รายการ ถือว่า ผา่ น
ผ่าน ๑ รายการ ถอื วา่ ไม่ผ่าน
๒) การประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกล่มุ
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรับปรงุ
๓) การประเมนิ โครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรับปรุง
12. สื่อและแหล่งการเรยี นรู้
๑) รปู ภาพ
๒) แผน่ ใส
13. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ มากทส่ี ุด ระดับความเหมาะสม น้อยที่สุด
5 มาก ปานกลาง น้อย 1
การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 432
ผลการเรยี นรู้( KPA )
คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทักษะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้ือหา
กจิ กรรม
สอ่ื การเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ผล
- จานวนนักเรยี นทง้ั ส้ิน คน เขา้ เรยี น จานวน............... คน คิดเป็นรอ้ ยละ...............
ขาดเรียน จานวน............... คน คดิ เป็นร้อยละ...............
- จานวนนกั เรียนผา่ นตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนกั เรียนไมผ่ ่านตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
พฤติกรรมของผูเ้ รียน (เขียนคะแนนโดยอ้างองิ จากแบบประเมินพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล/กลุ่ม)
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
ปญั หาท่เี กดิ ขึ้นในช้ันเรยี น
........................................................................................................................................................ ..............
.................................................................................................................... ..................................................
การแก้ไขปญั หา / ความสาเร็จ
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชื่อ
(นายนรายุทธ ลาโพธ์ิ)
ครผู ้สู อน
ความคิดเห็น
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(.........................................................)
รองผู้อานวยการฝา่ ยวิชาการ
ความคดิ เห็น
.................................................................................................................................... ..........................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ
(นางนัฐวรรณ ศรที อง)
ผู้อานวยการสถานศกึ ษา
แผนการจัดการเรยี นรู้
กล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย
รายวชิ า โครงงาน รหสั วิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๒ ศกึ ษากระบวนการเขียน ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
เร่ือง ความรเู้ บื้องตน้ ในการจัดทาโครงงาน เวลา ๑ คาบ
วนั ทสี่ อน เดือน พ.ศ. 2564
1. ผลการเรียนรู้
1) ศกึ ษาหลักการสาคัญของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
3) ลาดับขน้ั ตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขียนเค้าโครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1) อธบิ ายความหมายและลกั ษณะของโครงงานได้
2) อธบิ ายความสาคัญของโครงงานได้
3) มกี ารพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
3. สาระสาคญั
รายวชิ าโครงงาน ในกลุ่มสาระภาษาไทย จะเน้นความรู้เกีย่ วกบั การเขยี นโครงงานลักษณะตา่ งๆ
เพ่อื ใหส้ อดคล้องกับแนวคดิ หลกั การ จุดมุ่งหมาย ให้ผูเ้ รยี นได้ประมวลความรู้ และทักษะจากรายวชิ าตา่ งๆ
มาประยุกตใ์ นการสรา้ งผลงานอย่างเปน็ ระบบ ตั้งแต่การศึกษาคน้ คว้า การวเิ คราะห์ การวางแผน การลงมือ
ปฏิบัติ การประเมินตนเอง การปรบั ปรุงการทางาน การเขียนรายงาน และการนาเสนอผลงาน
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขียนโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทักษะกระบวนการ
เขียนโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสงั เคราะห์ การประเมินค่าการสรุปความรู้
4.3 เจตคติ
ซอ่ื สตั ย์สุจริต มีวนิ ยั ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งม่นั ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย
5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
1) มีความสามารถในการส่อื สาร
2) มคี วามสามารถในการคิด
6. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มีวนิ ัย
2) ใฝเ่ รยี นรู้
3) มีความมนั่ ใจในการกล้าแสดงออก
4) รักความเปน็ ไทย
7. คา่ นิยม 12 ประการ
1) ใฝ่หาความรหู้ มั่นศึกษาเลา่ เรียนทง้ั ทางตรงและทางอ้อม
2) มีศลี ธรรม รกั ษาความสัตย์ หวงั ดีต่อผูอ้ ่ืน เผื่อแผ่และแบ่งปนั
3) คานงึ ถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทกั ษะผ้เู รียนในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อา่ นออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มที กั ษะในการคิดวเิ คราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงื่อนไข 3 หลกั การ 4 มิติ)
1) นักเรยี นมคี วามซอื่ สตั ยใ์ นการทางานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย
2) นกั เรียนมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นกั เรียนพอใจกบั สมาชกิ ในกลุ่มของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรียนรู้
1) ครูผูส้ อนแนะนาจดุ มงุ่ หมายท่ีผูเ้ รียนจะได้จากรายวชิ านี้ โดยกาหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องมีความรู้
ความสามารถและมีทกั ษะในการเขยี นโครงงานเพ่ือใชป้ ระกอบอาชีพในชวี ติ ประจาวนั
2) ผเู้ รียนยกตวั อยา่ งโครงงานแต่ละประเภทท่ีทกุ คนคนุ้ เคย และรูจ้ ักทว่ั ไป
3) ผูเ้ รยี นกบั ผูส้ อนช่วยกันอภปิ รายลักษณะตา่ ง ๆ ของโครงงาน ที่เคยมปี ระสบการณ์ใน
ชีวติ ประจาวนั ซึง่ มีอทิ ธิพลต่อการทางานของประชาชนมาก เนื่องจากจะชว่ ยให้ประชาชนทุกคนทกุ ระดับ
สามารถเขียนโครงงานได้ ดังนน้ั ผูส้ นใจจึงจาเป็นตอ้ งมีความร้เู ก่ยี วกับโครงงานให้มากเพอ่ื นามาไปประยุกต์ใช้
ได้
4) ผเู้ รียนรบั ฟังคาช้ีแจงสงั เขปรายวชิ าและการวัดประเมินผล ซกั ถามข้อปญั หารวมทั้งแสดงความ
คิดเหน็ เกยี่ วกบั การเรียนวิชาน้ี
5) ผู้เรียนวางแผนการเรียนวิชาโครงงาน เพ่ือนาไปประยุกต์ใช้กบั งานในชีวิตประจาวนั ทจ่ี าเปน็
โดยท่ัวไป ซึ่งทกุ คนจะต้องวางแผนการทางานในอนาคต
11. การวัดและประเมินผล
11.1 วิธกี าร
4) สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
1) สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในการเขา้ ร่วมกิจกรรมกล่มุ
2) ประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เครอื่ งมอื
1) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม
2) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
3) แบบประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรม
ผา่ นตง้ั แต่ ๒ รายการ ถือว่า ผา่ น
ผา่ น ๑ รายการ ถือว่า ไม่ผา่ น
๒) การประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรบั ปรุง
๓) การประเมนิ โครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรับปรุง
12. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
รปู ภาพ
13. บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
การใช้แผนการจดั การเรยี นรู้ มากที่สดุ ระดบั ความเหมาะสม น้อยท่ีสดุ
5 มาก ปานกลาง นอ้ ย 1
ผลการเรียนรู้( KPA ) 432
คุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้อื หา
กจิ กรรม
ส่ือการเรยี นรู้
การวดั และประเมนิ ผล
- จานวนนกั เรยี นทง้ั สิ้น คน เข้าเรยี น จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
ขาดเรยี น จานวน............... คน คิดเปน็ รอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรยี นผา่ นตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ จานวน............... คน คิดเป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรยี นไม่ผ่านตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรียน (เขยี นคะแนนโดยอา้ งอิงจากแบบประเมินพฤตกิ รรมนักเรยี นรายบุคคล/กลุ่ม)
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
ปัญหาท่ีเกดิ ข้ึนในช้นั เรียน
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
การแก้ไขปญั หา / ความสาเร็จ
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชอ่ื
(นายนรายทุ ธ ลาโพธ์ิ)
ครผู ู้สอน
ความคดิ เห็น
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ
(.........................................................)
รองผ้อู านวยการฝ่ายวิชาการ
ความคิดเหน็
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ
(นางนัฐวรรณ ศรีทอง)
ผู้อานวยการสถานศกึ ษา
แผนการจดั การเรียนรู้
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
รายวิชา โครงงาน รหสั วชิ า ท๓0204
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ ศกึ ษากระบวนการเขยี น ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
เร่ือง ความรู้เบื้องตน้ ในการจัดทาโครงงาน เวลา ๔ คาบ
วันท่ีสอน เดอื น พ.ศ. 2564
1. ผลการเรียนรู้
1) ศึกษาหลักการสาคญั ของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
3) ลาดบั ข้ันตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขียนเคา้ โครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) อธบิ ายความหมายและลักษณะของโครงงานได้
2) อธิบายความสาคัญของโครงงานได้
3) มกี ารพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคัญ
รายวิชาโครงงาน ในกล่มุ สาระภาษาไทย จะเนน้ ความรู้เกยี่ วกับการเขยี นโครงงานลกั ษณะ
ต่างๆ เพ่ือใหส้ อดคล้องกบั แนวคิด หลักการ จดุ มงุ่ หมาย ให้ผู้เรยี นได้ประมวลความรู้ และทักษะจากรายวิชา
ต่างๆ มาประยกุ ตใ์ นการสรา้ งผลงานอยา่ งเป็นระบบ ตงั้ แต่การศกึ ษาค้นคว้า การวิเคราะห์ การวางแผน การ
ลงมอื ปฏิบัติ การประเมินตนเอง การปรับปรุงการทางาน การเขียนรายงาน และการนาเสนอผลงาน
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขียนโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทักษะกระบวนการ
เขยี นโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสังเคราะห์ การประเมนิ คา่ การสรปุ ความรู้
4.3 เจตคติ
ซือ่ สตั ย์สุจรติ มวี ินยั ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งมัน่ ในการทางาน รักความเป็นไทย
5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน
1) มคี วามสามารถในการสื่อสาร
2) มีความสามารถในการคิด
6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มีวนิ ยั
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มีความม่นั ใจในการกล้าแสดงออก
4) รักความเปน็ ไทย
7. ค่านยิ ม 12 ประการ
1) ใฝห่ าความรู้หมน่ั ศึกษาเล่าเรียนทัง้ ทางตรงและทางอ้อม
2) มศี ีลธรรม รักษาความสตั ย์ หวงั ดตี อ่ ผอู้ ืน่ เผอื่ แผ่และแบง่ ปัน
3) คานงึ ถงึ ผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกวา่ ผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
1) อ่านออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มีทักษะในการคิดวเิ คราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ 4 มิต)ิ
1) นกั เรียนมีความซ่ือสตั ยใ์ นการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย
2) นกั เรยี นมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นกั เรียนพอใจกับสมาชิกในกลุม่ ของตนเอง
10. กิจกรรมการเรยี นรู้
ช่ัวโมงที่ 1
1) ครผู สู้ อนชี้ใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ห็นความสาคัญของโครงงาน จะชว่ ยทาให้ผเู้ รียนมีทักษะและ
ประสบการณ์ในเขยี นโครงงานประเภทตา่ ง ๆ มากข้ึน สามารถนาไปวางแผนการสรา้ งอาชพี ในอนาคตได้
2) ครูบอกความหมายของโครงงาน (Project) หมายถงึ การประดิษฐ์คดิ ค้น การสรา้ งผลงาน การจดั การ
หรอื บริการทางวชิ าชพี ซึง่ ผู้เรยี นเปน็ ผู้ตัดสินใจทาโดยนาเทคโนโลยี ความร้แู ละประสบการณ์มาบรู ณาการใน
การปฏิบตั ิงานดว้ ยตนเองหรือหมูค่ ณะโดยมกี ระบวนการเป็นระบบชดั เจนและนาไปใชป้ ระโยชน์ไดใ้ นชีวิตจริง
3) ผู้เรียนยกตวั อย่างโครงงานที่รู้จัก หรือเคยพบเหน็ มา และเล่าให้เพื่อนร่วมชนั้ เรียนฟงั เพอ่ื ใหเ้ กดิ การ
เรียนรซู้ ่งึ กนั และกนั
4) ครผู สู้ อนอธิบายความหมาย ลักษณะของโครงงาน และความสาคญั ของโครงงาน โดยใชแ้ ผน่ ใส
ประกอบเพื่อส่ือความหมายให้ง่ายข้ึน
5) ครนู าตวั อย่างโครงงาน “ตลาดอาชพี (บางส่วน) ของมหาวิทยาลยั หอการค้า มาประกอบการเรียน
และใหผ้ ู้เรียนเขียนระบวุ ่าโครงงานท่นี ามาเป็นตัวอย่างนี้มคี วามสาคญั ตอ่ แผนการปฏิบตั งิ านอย่างไรบ้าง โดย
ใหเ้ ขียนระบุเปน็ ข้อ ๆ
ชวั่ โมงท่ี ๒
1) ให้นักเรยี นหาข่าวสารหรอื การจดั งานเก่ยี วกบั การจัดทาโครงงาน หรอื การประกวดโครงงานประเภท
สิง่ ประดษิ ฐ์ โครงงานประเภทจัดทาธรุ กิจหรอื บริการ และโครงงานประเภททดลองและวิจยั จากสื่อประเภท
ตา่ งๆ โดยนาส่วนทเ่ี ป็นเนื้อหาข่าวสารมาติดลงในสมุดบันทึก และเขยี นสรปุ สาระสาคัญของข่าวน้นั ๆ คนละ 1
ข่าว
2) ครสู ุ่มตัวอย่างให้นักเรียนแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั โครงงาน
3) ครูและผเู้ รียนรว่ มกันสรปุ ความหมาย และความสาคัญของโครงงาน
4) ครูสุ่มตวั อย่างให้นักเรียนตอบคาถามเปน็ รายบคุ คล
5) สรปุ ความรูท้ ว่ั ไปเกยี่ วกบั โครงงานโดยถาม-ตอบ เพ่ือประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจาวนั
ชว่ั โมงท่ี ๓
1) ครูกล่าวถงึ โครงงานโดยท่ัวไปจะมี 3 ระยะ คอื ระยะเริ่มต้นในชั้นเรียน ตอ่ จากน้นั ก็จะกระจายไปสู่
ภายนอกชน้ั เรียน และย้อนกลับเข้าสชู่ ้นั เรียน โดยอาจารย์ประจาวิชาจะเป็นผใู้ ห้คาปรึกษาในลกั ษณะการให้
คาแนะนา โดยพยายามพฒั นาผ้เู รยี นใหส้ ามารถนาโครงงานท่ตี นคิดหรอื พฒั นาออกไปน้ันทาจริงนอกชัน้ เรยี น
ได้ กิจกรรมจูงใจต่างๆ ท่ีอาจารยป์ ระจาวชิ าจัดจะช่วยเตรยี มให้ผเู้ รยี นสามารถเตรียมโครงงานของตนเพื่อ
ขยายไปนอกชนั้ เรียนไดเ้ ตม็ รูปแบบ (Full-scale Projects)
2) ครูผ้สู อนอธบิ ายวัตถุประสงค์ของการจัดทาโครงงาน ประโยชน์ของการจดั ทาโครงงาน และประเภท
ของโครงงานท่ีศึกษา โดยใช้สื่อแผ่นใส
3) ครอู ธบิ ายว่าผูเ้ รยี นแตล่ ะคนมีความแตกตา่ งกนั ทั้งด้านความถนัด ความสนใจ ความรู้ ทกั ษะ ดงั น้ัน
กจิ กรรมโครงงานอย่างเดียวอาจไม่ตอบสนองความต้องการท้ังหมดของผเู้ รียนเสมอไปผูเ้ รียนจึงควรจะได้ร่วม
กจิ กรรมอนื่ ดว้ ยแต่ทส่ี าคญั ที่สุด คอื ตอ้ งนาความรู้ ทักษะและประสบการณใ์ นการเรยี นวิชาชพี ไปปฏบิ ตั ินอก
ชนั้ เรียนในสถานการณจ์ ริง เปน็ กิจกรรมเชือ่ มโยงหรือจงู ใจ (Bridging or Motivating Activities) อาจารย์
ประจาวิชาจึงตอ้ งจัดการเรียนการสอนให้มีการฝึกปฏิบตั หิ รือทางานโดยอาจารย์ควบคุมแล้วจดั กจิ กรรม
เชื่อมโยงหรืออาจารยค์ วบคุมนอ้ ยลง และปฏิบัติงานอสิ ระโดยให้จัดทาโครงงานเตม็ รูปแบบดงั กลา่ ว
ชว่ั โมงที่ ๔
1) ครบู อกประเภทของโครงงานแตล่ ะประเภท ดังน้ี
โครงงานส่งิ ประดษิ ฐ/์ ผลิตผลผลติ (Invention Project
โครงงานจดั ทาธรุ กิจหรือบรกิ าร (Entrepreneurship Project)
โครงงานทดลองและวิจยั (Experimental Research Project)
2) ครูนารปู ภาพท่ีทาจากกระป๋องมาแสดงให้ผู้เรยี นพิจารณา เพอ่ื นามาวิเคราะหใ์ นการตอบคาถามดงั น้ี
(1) จากรปู ภาพ นักเรียน/นกั ศึกษาคิดวา่ เปน็ โครงงานประเภทใด
(2) นักเรียน/นักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์สาหรบั ตนเองอย่างไรบ้าง
3) ครูใหน้ ักเรียนทาใบงานท่ี ๑ กระบวนการเขียน แล้วนาสง่ ครเู พ่ือประเมินรายบุคคล
11. การวัดและประเมนิ ผล
11.1 วิธีการ
1) สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเขา้ รว่ มกิจกรรม
2) สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ
3) ประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เครอ่ื งมอื
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม
2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม
3) แบบประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
ผ่านต้งั แต่ ๒ รายการ ถอื วา่ ผา่ น
ผ่าน ๑ รายการ ถือว่า ไมผ่ า่ น
๒) การประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรบั ปรุง
๓) การประเมนิ ใบงาน
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรับปรงุ
12. สอื่ และแหล่งการเรียนรู้
๑) รูปภาพ
๒) ใบงานที่ ๑ กระบวนการเขยี น
๓) ใบงานที่ ๒ ความรู้เบ้ืองต้นในการจัดทาโครงงาน
13. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ มากทส่ี ุด ระดบั ความเหมาะสม น้อยทส่ี ดุ
5 มาก ปานกลาง นอ้ ย 1
ผลการเรียนรู้( KPA ) 432
คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทกั ษะผ้เู รียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เนือ้ หา
กิจกรรม
สื่อการเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ผล
- จานวนนกั เรยี นทง้ั สนิ้ คน เข้าเรียน จานวน............... คน คิดเปน็ รอ้ ยละ...............
ขาดเรียน จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรยี นผา่ นตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรยี นไม่ผา่ นตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คิดเปน็ ร้อยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรียน (เขยี นคะแนนโดยอา้ งอิงจากแบบประเมนิ พฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล/กลุ่ม)
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ปัญหาท่ีเกดิ ข้ึนในช้นั เรียน
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
การแก้ไขปญั หา / ความสาเร็จ
..................................................................................................................... .................................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชอ่ื
(นายนรายุทธ ลาโพธิ์)
ครผู ้สู อน
ความคดิ เห็น
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชอื่
(.........................................................)
รองผู้อานวยการฝ่ายวชิ าการ
ความคิดเหน็
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชือ่
(นางนัฐวรรณ ศรที อง)
ผู้อานวยการสถานศึกษา
ใบงานท่ี ๑
กระบวนการเขียน
ช่ือ...................................................นามสกุล.................................เลขท่ี..............ช้ัน................
ตอนที่ 1 จงตอบคำถำมต่อไปนี้
1. โครงงาน (Project) หมายถึงอะไร
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
2. การดาเนนิ งานของโครงงานมีลกั ษณะเปน็ อย่างไรบ้าง จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
3. จงอธิบายสาระสาคัญของการวางแผนในชนั้ เรียนมาให้เขา้ ใจ
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
………………………………..……………………………………………………………………………….………………………….……
4. จงอธบิ ายสาระสาคัญการดาเนินงานตามโครงงานมาให้เขา้ ใจ
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
………………………………..……………………………………………………………………………….………………………….……
5. จงอธบิ ายสาระสาคัญของการตรวจสอบและกากบั งาน
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
6. การจดั ทาโครงงานมีวตั ถุประสงคอ์ ย่างไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
………………………………..……………………………………………………………………………….………………………….……
7. จงบอกประโยชนข์ องการจัดทาโครงงาน
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
8. โครงงานส่งิ ประดิษฐ์/ผลติ ผลผลิต (Invention Project) มีลกั ษณะอยา่ งไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
………………………………..……………………………………………………………………………….………………………….…
9. โครงงานจดั ทาธุรกิจหรือบรกิ าร (Entrepreneurship Project) มลี ักษณะอยา่ งไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..………………………………………………………………………..
10. โครงงานทดลองและวิจัย (Experimental Research Project) มีลกั ษณะอย่างไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………..……………………………………
……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………
เฉลยใบงำนที่ 1
กระบวนกำรเขยี น
ตอนที่ 1 จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. โครงงำน (Project) หมำยถึงอะไร
โครงงาน (Project) หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้น การสรา้ งผลงาน การจัดการหรือการบรกิ ารทาง
วชิ าชพี ซง่ึ ผ้เู รียนเป็นผ้ตู ดั สนิ ใจในส่ิงท่จี ะทา โดยนาเทคโนโลยี ความรูแ้ ละประสบการณ์มาบูรณาการในการ
ปฏิบัติงานดว้ ยตนเองหรือหมู่คณะ โดยมีกระบวนการท่เี ป็นระบบชดั เจนและสามารถนาไปใช้ประโยชนไ์ ดใ้ น
ชีวติ จริง
2. กำรดำเนินงำนของโครงงำนมีลกั ษณะเป็นอยำ่ งไรบ้ำง จงอธิบำย
การดาเนินงานของโครงงานโดยทวั่ ไปจะมี 3 ระยะ คือระยะเรมิ่ ต้นในช้นั เรยี น จากน้นั ก็จะกระจาย
ไปสู่ภายนอกช้ันเรยี น และย้อนกลบั เข้าสชู่ ัน้ เรยี น โดยอาจารยป์ ระจาวิชาจะใหค้ าปรึกษาคาแนะนา โดย
พยายามพัฒนาผ้เู รียนให้สามารถนาโครงงานท่ีตนคิด/พัฒนาออกไปทาจรงิ นอกช้ันเรียนได้ กิจกรรมจูงใจต่างๆ
ทีอ่ าจารยป์ ระจาวิชาจดั จะชว่ ยเตรยี มใหผ้ เู้ รียนสามารถเตรียมโครงงานของตนเพือ่ ขยายไปนอกชัน้ เรยี นได้เตม็
รปู แบบ ประกอบด้วย 3 ขัน้ ตอน คือ
1. การวางแผนในชัน้ เรียน
2. ดาเนนิ งานตามโครงงาน
3. การตรวจสอบและกากับงาน
3. จงอธบิ ายสาระสาคัญของการวางแผนในชัน้ เรียน มาใหเ้ ข้าใจ
การวางแผนในช้นั เรียนมสี าระสาคัญดังนี้
ผูเ้ รียนร่วมกบั อาจารยป์ ระจาวชิ า อภิปรายเนื้อหาและขอบเขตของโครงงานทผี่ ู้เรียนพฒั นาขึ้น และ
พิจารณาสาระสาคัญทีจ่ าเป็นในรายวชิ าต่างๆ ท่ีจะนามาบูรณาการในการจัดทาโครงงาน อภิปรายแนวทางต่างๆ
วิธกี ารรวบรวมสาระสาคญั ท่ีจาเปน็ จากเอกสารต่างๆ หรอื วธิ กี ารทาชิน้ งานทต่ี นสนใจและนามาอภปิ ราย
ร่วมกัน เพอ่ื วางแผนโครงงานใหเ้ หมาะสม
4. จงอธิบายสาระสาคัญการดาเนินงานตามโครงงาน มาให้เข้าใจ
การดาเนนิ งานตามโครงงานมีสาระสาคัญดังนี้
ผ้เู รยี นและอาจารย์ประจาวชิ าจะปฏิบัตงิ านตามโครงงานท่ีวางแผนไว้ เชน่ สมั ภาษณ์ จดบนั ทกึ การ
รวบรวมสื่อสิ่งพิมพ์ สอื่ โสตทัศน์ หรือปฏิบัติชิน้ งานท่ีกาหนด อาจเป็นงานรายบุคคลหรอื งานกลุม่ ซง่ึ ผ้เู รียน
จะตอ้ งใช้ทักษะทงั้ หมดในเชงิ บรู ณาการทเ่ี ปน็ ธรรมชาติ
5. จงอธบิ ายสาระสาคัญของการตรวจสอบและกากับงาน
การตรวจสอบและกากับงานมสี าระสาคัญ ดังน้ี
ควรจัดให้มีการอภิปรายและใหข้ ้อมลู ย้อนกลบั (Feed back) ทง้ั ในขณะจัดทาโครงงานและเมือ่
โครงงานส้นิ สุดลง โดยอาจารยจ์ ะใหค้ าแนะนา คาวิพากษ์ กล่มุ ช่วยกันวิเคราะหง์ าน และผูร้ ่วมโครงงานทุกคน
ไดก้ ากบั ดูแลตนเอง (Self-monitoring)
6. กำรจดั ทำโครงงำนมวี ัตถุประสงคอ์ ย่ำงไรบ้ำง
วตั ถปุ ระสงค์ของการจดั ทาโครงงาน มีดังนี้
1. เพ่ือส่งเสริมผู้เรียนใหบ้ ูรณาการความรู้ความสามารถ ทกั ษะและประสบการณ์ สามารถสรา้ งงาน
ประดิษฐ์คิดคน้ บรหิ ารจัดการหรอื ให้บรกิ ารและปฏิบตั งิ านจริงได้
2. เพือ่ สง่ เสริมการทางานเป็นทีม อย่างมรี ะบบ สามารถตรวจสอบได้
3. เพ่ือสง่ เสริมใหผ้ ูเ้ รียน มีความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ สามารถแก้ปญั หาและอุปสรรคท่ีเกิดขนึ้ ได้ อัน
จะเปน็ การสรา้ งความเชอื่ มัน่ ในการประกอบอาชีพเม่อื สาเร็จการศกึ ษา
7. จงบอกประโยชน์ของกำรจดั ทำโครงงำน
ประโยชนข์ องการจดั ทาโครงงาน มดี ังนี้
1. ส่งเสริมให้ผเู้ รียนนาความรู้ ทักษะ ไปบรู ณาการสร้างงานและปฏิบตั ิจรงิ ได้
2. สามารถวางแผนการทางานอยา่ งเป็นระบบและสามารถตรวจสอบได้
3. ฝกึ กระบวนการทางานด้วยตนเองหรอื รว่ มกนั ทางานเป็นกลมุ่
4. สร้างความคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์
5. พัฒนาผ้เู รียนใหส้ ามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคทเ่ี กดิ ข้นึ โดยไมค่ าดคิดจากการทางาน
ตลอดจนสามารถคิดป้องกันปัญหาทอี่ าจเกดิ ขน้ึ ไว้ล่วงหนา้
8. โครงงำนสง่ิ ประดษิ ฐ/์ ผลิตผลผลติ (Invention Project) มีลักษณะอย่ำงไรบ้ำง
โครงงานส่งิ ประดิษฐ์/ผลิตผลผลิต (Invention Project) มลี กั ษณะดงั นี้
เป็นโครงงานทศ่ี ึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ทฤษฎหี รอื หลกั การทเ่ี รียนมาประดิษฐเ์ ปน็ เครื่องมือหรอื
อุปกรณ์เพ่ือประโยชน์การใชส้ อยในชีวิตประจาวัน สงิ่ ประดิษฐด์ ังกลา่ วอาจเปน็ สิ่งใหมท่ ผี่ ู้เรมิ่ เรยี นคิดริเรม่ิ
สรา้ งสรรคข์ น้ึ เองหรืออาจเป็นการปรับปรุงเปล่ียนแปลงจากของเดิมทมี่ ีอยู่แลว้ ใหม้ ปี ระสิทธิภาพดยี ่งิ ข้นึ ก็ได้
รวมถงึ การสร้างแบบจาลองเพือ่ อธิบายแนวความคิดต่างๆ ในบางคร้ังเมือ่ สร้างสิง่ ประดิษฐข์ ้ึนมาแล้วอาจ
นาไปใช้ในการทดลองเรอ่ื งใดเรือ่ งหน่ึงโดยเฉพาะก็ได้ โดยท่ัวไปผ้เู รียนวชิ าชีพจะเลอื กทาโครงงานประเภทน้ี
เปน็ ส่วนใหญ่
9. โครงงำนจัดทำธรุ กจิ หรือบริกำร (Entrepreneurship Project) มลี ักษณะอยำ่ งไรบำ้ ง
โครงงานจัดทาธุรกิจหรือบริการ (Entrepreneurship Project) มลี กั ษณะดงั นี้
เปน็ โครงงานเกย่ี วกบั การฝกึ และสรา้ งประสบการณเ์ พ่ือเตรียมความพร้อมในการเป็นผปู้ ระกอบการณ์
ในอนาคต เหมาะสาหรับผ้เู รยี นทีม่ คี วามคิดสรา้ งสรรคใ์ นการหาข้อมูลหรือชอ่ งทางดาเนินธรุ กิจมบี ุคลกิ ภาพ
และความรู้ความสามารถ ชอบงานบริหาร ขยัน อดทนต่อปญั หาต่างๆ
10.โครงงำนทดลองและวจิ ัย (Experimental Research Project) มลี ักษณะอยำ่ งไรบำ้ ง
โครงงานทดลองและวจิ ัย (Experimental Research Project) มลี ักษณะดังนี้
เป็นโครงงานที่ทาการศึกษาค้นหาคาตอบของปัญหา โดยมีการออกแบบการทดลอง และดาเนนิ การ
ทดลอง เพ่อื ทดสอบสมติฐานท่ีต้งั ไว้ โครงงานประเภทน้ีต้องมกี ารจดั กระทากับตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น ซง่ึ
จะมีผลตอ่ ตัวแปรตามหรือตัวแปรท่ีตอ้ งการศึกษา และต้องมกี ารควบคุมตัวแปรอนๆ ท่ีไมต่ ้องการศึกษาเอาไว้
ใบงำนที่ ๒
เร่ือง ควำมรเู้ บ้ืองตน้ ในกำรจัดทำโครงงำน
ชอื่ ...................................................นามสกลุ .................................เลขท.่ี .............ชน้ั ................
คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรยี นหาข่าวสารหรือการจัดงานเก่ียวกับการจัดทาโครงงานหรอื การประกวดโครงงาน
ประเภทสงิ่ ประดิษฐ์ โครงงานประเภทจดั ทาธุรกจิ หรือบรกิ ารและโครงงานประเภททดลองและวจิ ัยจากสื่อ
ประเภทตา่ งๆ โดยนาสว่ นท่ีเป็นเนอื้ หาข่าวสารมาติดลงในสมุดบันทกึ และเขยี นสรุปสาระสาคญั ของข่าวนนั้ ๆ
คนละ 1 ขา่ ว
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แผนการจดั การเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
รายวชิ า โครงงาน รหสั วิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๒ ศกึ ษากระบวนการเขยี น ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
เรอื่ ง โครงงานส่ิงประดษิ ฐ์ เวลา 2 คาบ
วนั ที่สอน เดอื น พ.ศ. 2564
1. ผลการเรยี นรู้
1) ศึกษาหลักการสาคัญของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้
3) ลาดับข้ันตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขียนเค้าโครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธิบายความหมายและลกั ษณะของโครงงานได้
2) อธิบายความสาคัญของโครงงานได้
3) มีการพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคญั
สิง่ ประดิษฐเ์ ป็นส่ิงทสี่ รา้ งสรรค์ข้ึนมาใหม่ โดยสิง่ น้นั อาจเป็นผลิตภณั ฑ์ ผลติ ผล หรอื แนวคิดวธิ ใี นการ
พัฒนาสง่ิ ต่างๆ ท่ดี ีข้นึ ทันสมัยขึ้น มปี ระสทิ ธภิ าพมากขึน้ การคิดคน้ ทาสงิ่ ประดิษฐน์ ัน้ มีมาตั้งแตส่ มยั โบราณ
กาล และพฒั นาข้ึนมาตามยุค ตามสมัย จวบจนถึงปจั จบุ นั หลักสตู รการเรียนการสอน ส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นไดน้ า
ความรทู้ ี่เรียนมาบรู ณาการ ประดษิ ฐ์ส่ิงใหม่ๆ ทีม่ ปี ระโยชน์ตอ่ การใช้งานทีพ่ ัฒนาขึน้ จากเดมิ ทม่ี ีอยู่
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขยี นโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทักษะกระบวนการ
เขียนโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสงั เคราะห์ การประเมนิ ค่าการสรปุ ความรู้
4.3 เจตคติ
ซือ่ สัตย์สุจริต มีวินยั ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มน่ั ในการทางาน รักความเปน็ ไทย
5. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
1) มีความสามารถในการสื่อสาร
2) มคี วามสามารถในการคิด
6. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1) มีวินยั
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มคี วามม่นั ใจในการกลา้ แสดงออก
4) รกั ความเปน็ ไทย
7. คา่ นยิ ม 12 ประการ
1) ใฝห่ าความรูห้ ม่นั ศึกษาเล่าเรียนท้ังทางตรงและทางอ้อม
2) มีศลี ธรรม รกั ษาความสัตย์ หวังดีต่อผูอ้ ่ืน เผื่อแผ่และแบง่ ปนั
3) คานงึ ถงึ ผลประโยชนข์ องส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทักษะผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อา่ นออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มที ักษะในการคิดวเิ คราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เง่ือนไข 3 หลักการ 4 มิติ)
1) นักเรยี นมคี วามซอื่ สัตยใ์ นการทางานท่ไี ด้รบั มอบหมาย
2) นกั เรยี นมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นักเรยี นพอใจกับสมาชิกในกลุ่มของตนเอง
10. กิจกรรมการเรยี นรู้
ช่วั โมงท่ี ๑
1) ครกู ล่าวถึงสงิ่ ประดิษฐซ์ ง่ึ หมายถึง ผลงาน ผลผลิต ผลิตภณั ฑ์ ตลอดจนวธิ ีการต่างๆ ท่ีสรา้ งสรรค์
ขึ้นมาใหม่ โดยมลี ักษณะแตกต่างไปจากเดิม
2) ผู้เรยี นยกตวั อยา่ งสงิ่ ประดิษฐ์เลิศสดุ ของปี อาหารสมอง โดยวรี กร ตรเี ศศ
3) ครูใช้วธิ สี อนโดยใช้ศูนย์การเรียน (Learning Center) เป็นวิธีสอนทชี่ ว่ ยให้เรยี นรไู้ ดด้ ้วยตนเอง และ
ทราบผลการเรียนร้ขู องตนทนั ทที เี่ รียนจบ ชว่ ยให้นกั เรยี นเกิดความกระตอื รือรน้ ในการเรียนรู้
(1) ความหมายของสงิ่ ประดิษฐ์
(2) ความเปน็ มาของสิง่ ประดิษฐ์
(3) คุณลกั ษณะของผู้เรยี นท่ีควรเลือกทาโครงงานสิง่ ประดิษฐ์
4) ครูแนะนาเทคนิคการสอนแบบศูนย์การเรียน (Learning Center) เปน็ กระบวนการในการสอนให้
ผเู้ รียนบรรลุวัตถปุ ระสงคท์ ี่กาหนด โดยให้ศึกษาหาความร้ดู ้วยตนเองจากศูนยก์ ารเรียนหรอื มุมความรู้ ซง่ึ ครูได้
จดั เตรียมเน้อื หาสาระและกจิ กรรมท่ีใชส้ อื่ การสอนหลายๆ อย่างประสมกันเอาไว้ให้นกั เรียนไดเ้ รียนรู้ด้วย
ตนเอง ปกติศนู ยก์ ารเรยี นจะมหี ลายศูนย์ แต่ละศูนยจ์ ะมเี นอ้ื หาสาระเบ็ดเสร็จในตวั เอง ผู้เรยี นจะหมนุ เวียน
กนั เข้าศนู ย์ตา่ งๆ จนครบทกุ ศูนย์ โดยมีศนู ยส์ ารองไวส้ าหรับนกั เรยี นท่ีเรยี นรไู้ ดเ้ รว็ และทากิจกรรมเสรจ็ ก่อน
คนอน่ื ๆ ครูทาหน้าทเี่ ป็นผู้จัดเตรียมศนู ย์การเรยี น ใหค้ าแนะนาช่วยอานวยความสะดวกในการเรียนร้แู ก่
นกั เรยี นและประเมินผลการเรยี นรูข้ องนักเรยี น
ช่วั โมงท่ี ๒
1) ผู้เรียนปฏบิ ัตกิ จิ กรรมดงั นี้
กจิ กรรมท่ี 1 ครูนารูปภาพส่ิงประดษิ ฐ์จากกะลามะพร้าวมาแสดงใหผ้ เู้ รียนดู และใหต้ อบคาถาม
จากภาพจงตอบคาถามต่อไปนี้
-สง่ิ ประดษิ ฐ์ทาจากวสั ดุใด
-ส่งิ ประดิษฐ์มีประโยชนอ์ ย่างไร
-แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั ส่ิงประดิษฐ์นว้ี า่ เหมาะสมกับใครและบอกเหตุผล
กจิ กรรมท่ี 2 ครูนารูปภาพส่งิ ประดิษฐม์ าให้ผ้เู รยี นได้รว่ มแสดงความคดิ เห็นแล้วใหต้ อบคาถาม
โดยพิจารณาจากภาพสิ่งประดษิ ฐ์วา่ ผ้ปู ระดิษฐ์ควรมีคณุ สมบัติอยา่ งไรบา้ ง
2) ผเู้ รียนสรุปความหมายของส่งิ ประดิษฐ์ ความเปน็ มาของสิ่งประดิษฐ์ และคณุ ลักษณะของผเู้ รยี นท่คี วร
เลือกทาโครงงานสิง่ ประดษิ ฐ์ เพอื่ ใหเ้ กดิ การเรียนรูแ้ ละสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้
ชั่วโมงท่ี ๓
1) ครกู ล่าวถงึ ลกั ษณะของโครงงานทด่ี ี สามารถแก้ปัญหาขององค์การหรือหน่วยงานน้นั ๆ ได้
1.1 มรี ายละเอยี ด วตั ถุประสงค์เป้าหมายต่าง ๆ ชัดเจน สามารถดาเนนิ งานได้ มีความเป็นไปได้
1.2 กาหนดข้ึนอยา่ งมีข้อมลู ความจรงิ (มีสถิติ ตัวเลข ขอ้ มูลจากองค์กรดงั กล่าว)และเป็นขอ้ มูลท่ีได้รับ
การวเิ คราะห์อย่างรอบคอบ
1.3 อ่านแล้วเขา้ ใจว่าน้คี ือโครงงานอะไร มีประโยชน์อย่างไร ทาไปเพื่ออะไร มีขอบเขตการทาแค่ไหน
มีระยะเวลาในการดาเนินงานแน่นอน ระบุวนั เวลาเรมิ่ ตน้ และสน้ิ สดุ
1.4 สามารถติดตามประเมนิ ผลได้
2) ครผู ู้สอนสอนอภปิ รายเปน็ กลุ่มยอ่ ย (Small Group Discussion) ซง่ึ จะช่วยให้เกดิ การเรียนรใู้ นเรอ่ื งท่ี
เรียนกวา้ งขึน้ ซง่ึ เป็นกระบวนการทีช่ ่วยใหเ้ กดิ การเรยี นร้ตู ามวตั ถุประสงคท์ กี่ าหนดโดยการจัดนกั เรียนเป็น
กลุ่มเลก็ ๆ ประมาณ 4-8 คน และให้แต่ละกลมุ่ พูดคยุ แลกเปลยี่ นขอ้ มูล ความคดิ เห็น และประสบการณ์ใน
ประเด็นที่กาหนด และสรปุ ผลการอภิปรายออกมาเป็นข้อสรปุ ของกลุ่มในเร่ือง
11. การวดั และประเมนิ ผล
11.1 วิธีการ
1) สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
2) สงั เกตพฤติกรรมของนักเรยี นในการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่
3) ประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เคร่ืองมือ
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรม
2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
3) แบบประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมินพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
ผา่ นต้งั แต่ ๒ รายการ ถือวา่ ผ่าน
ผา่ น ๑ รายการ ถือว่า ไม่ผ่าน
๒) การประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรบั ปรงุ
๓) การประเมินโครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรบั ปรงุ
12. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
รปู ภาพ
13. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้
การใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ มากท่ีสดุ ระดับความเหมาะสม น้อยทสี่ ดุ
5 มาก ปานกลาง น้อย 1
ผลการเรยี นรู้( KPA ) 432
คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ – สมรรถนะสาคัญ-
ทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เนือ้ หา
กิจกรรม
ส่ือการเรยี นรู้
การวดั และประเมนิ ผล
- จานวนนกั เรยี นทง้ั สน้ิ คน เข้าเรียน จานวน............... คน คดิ เป็นร้อยละ...............
ขาดเรยี น จานวน............... คน คดิ เป็นร้อยละ...............
- จานวนนักเรยี นผา่ นตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ จานวน............... คน คิดเปน็ ร้อยละ...............
- จานวนนักเรยี นไม่ผ่านตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จานวน............... คน คิดเป็นร้อยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรียน (เขยี นคะแนนโดยอา้ งอิงจากแบบประเมินพฤติกรรมนักเรยี นรายบุคคล/กลมุ่ )
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ปัญหาท่ีเกดิ ข้ึนในช้นั เรยี น
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
การแก้ไขปญั หา / ความสาเร็จ
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชอ่ื
(นายนรายุทธ ลาโพธิ์)
ครูผู้สอน
ความคดิ เห็น
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชอื่
(.........................................................)
รองผ้อู านวยการฝ่ายวิชาการ
ความคิดเหน็
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชอื่
(นางนฐั วรรณ ศรที อง)
ผู้อานวยการสถานศึกษา
แผนการจดั การเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รายวิชา โครงงาน รหสั วิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๒ ศกึ ษากระบวนการเขยี น ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 5
เรอื่ ง โครงงานการจัดทาธุรกิจและบริการ เวลา 2 คาบ
วันท่สี อน เดือน พ.ศ. 2564
1. ผลการเรยี นรู้
1) ศกึ ษาหลักการสาคญั ของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
3) ลาดับข้นั ตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขยี นเค้าโครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) อธิบายความหมายและลักษณะของโครงงานได้
2) อธบิ ายความสาคัญของโครงงานได้
3) มีการพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคญั
การจดั ทาโครงงานธรุ กิจและบริการ เหมาะสาหรบั ผ้เู รียนทมี่ ีความพรอ้ ม มคี วามมน่ั ใจว่าจะ
สามารถสรา้ งแรงดึงดดู ใจ ให้ผู้อืน่ สนใจและตดั สนิ ใจซือ้ สินค้าหรือเลือกใช้บริการได้ โครงงานจัดทาธุรกจิ และ
บรกิ ารเปน็ โครงงานทีก่ ่อให้เกิดรายไดต้ ่อผจู้ ดั ทาโครงงาน ลักษณะเดน่ ของโครงงานประเภทนีค้ ือการผลิต
สินคา้ เพื่อการจาหนา่ ย การซ้ือสินค้าเพ่ือการจาหนา่ ย หรือการให้บริการต่างๆ แก่ผบู้ รโิ ภค การทาโครงงานให้
สาเรจ็ และบรรลุผลตามเป้าหมาย ผเู้ รียนจะต้องสารวจท้ังสภาพแวดล้อมภายในกลมุ่ และสภาพแวดล้อม
ภายนอก ซง่ึ อาจสรา้ งคุณประโยชน์ หรอื อาจเปน็ ภัยคกุ คามทท่ี าใหก้ ารดาเนนิ งานล้มเหลวได้
4. สาระการเรียนรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขยี นโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทกั ษะกระบวนการ
เขียนโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสังเคราะห์ การประเมินค่าการสรปุ ความรู้
4.3 เจตคติ
ซื่อสัตย์สุจริต มีวนิ ยั ใฝ่เรียนรู้ มุ่งม่นั ในการทางาน รักความเป็นไทย
5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1) มีความสามารถในการส่อื สาร
2) มีความสามารถในการคดิ
6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
1) มวี ินยั
2) ใฝเ่ รยี นรู้
3) มีความม่ันใจในการกล้าแสดงออก
4) รักความเป็นไทย
7. คา่ นยิ ม 12 ประการ
1) ใฝห่ าความรู้หมั่นศึกษาเล่าเรียนท้งั ทางตรงและทางอ้อม
2) มศี ีลธรรม รักษาความสตั ย์ หวังดตี ่อผอู้ ื่น เผื่อแผ่และแบง่ ปนั
3) คานงึ ถึงผลประโยชนข์ องส่วนรวมและของชาติมากกวา่ ผลประโยชน์ของตนเอง
8. ทักษะผูเ้ รยี นในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อ่านออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มที ักษะในการคิดวเิ คราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ 4 มิติ)
1) นกั เรียนมีความซ่อื สัตยใ์ นการทางานที่ได้รบั มอบหมาย
2) นกั เรียนมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นักเรียนพอใจกบั สมาชิกในกลุม่ ของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรียนรู้
1) ครผู้สอนทบทวนคาวา่ ธรุ กจิ หมายถึง การดาเนินกิจกรรมไมว่ ่าจะเป็นการผลติ หรอื จัดสินค้า/บริการ
มาเพื่อจาหน่ายไปยงั กล่มุ ผู้ซ้ือ โดยมจี ดุ ประสงคเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้มาซงึ่ รายไดห้ รือผลกาไรจากการดาเนินกิจกรรมนน้ั
จะเหน็ ไดว้ ่า การประกอบธรุ กิจนัน้ เกี่ยวข้องกบั การผลิตหรือจาหน่ายสินคา้ /บริการ ใหแ้ ก่กล่มุ ผูซ้ ้ือทง้ั สนิ ค้า
และบริการน้นั ทางการตลาดเรียกว่า ผลติ ภัณฑ์ (Product) ซง่ึ สนิ คา้ และบรกิ าร
2) ครผู สู้ อนอธิบาย เพอ่ื ช่วยให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรูต้ ามวตั ถุประสงคท์ ่ีกาหนด โดยการพูด บอก เลา่
อธิบาย ในสงิ่ ทตี่ ้องการสอนแกน่ กั เรยี น ให้นกั เรียนซักถาม แลว้ ประเมนิ การเรียนรดู้ ้วยวธิ ีใดวิธหี นง่ึ ซ่งึ มี
องคป์ ระกอบสาคัญที่ขาดไม่ได้ของวธิ ีสอนเกย่ี วกับเรื่อง
(1).ความรทู้ ว่ั ไปเก่ยี วกบั ธุรกิจและบรกิ าร
(2).แนวทางการทาโครงงานการจดั ทาธรุ กิจและบริการ
3) ครูใช้วิธีการสอน โดยการจัดกลุ่มอภปิ รายแบบกนั เอง (Informal Group Discussion) กล่มุ แบบนี้
ประกอบด้วยสมาชกิ ท่ีมีความสนใจในเรอ่ื งเดียวกัน จานวนประมาณ 6-10 คน มาพดู คุยแลกเปล่ียนความรู้
ความคดิ เหน็ และประสบการณ์กัน เพ่ือแสวงหาข้อยตุ ิหรือขอ้ ตกลงร่วมกันในประเดน็ ต่างๆ เกย่ี วกบั เร่ืองน้ัน
ในกลุ่มจะมีประธานนาการอภิปราย ชว่ ยดแู ลและกระตุน้ ใหส้ มาชิกในกลุ่มแสดงความคิดเหน็ อยา่ งเสรี
4) ให้ผ้เู รียนหารปู ภาพจากนิตยสาร วารสาร หรือหนังสอื พมิ พ์ ตดิ ลงในช่องวา่ งใหส้ ัมพันธ์กบั คาอธบิ าย
5) ครสู รุปความรทู้ ั่วไปเกย่ี วกบั ธุรกจิ และบริการ และแนวทางการทาโครงงานการจดั ทาธุรกิจแลบริการ
6) ครูใชว้ ิธีสุ่มนักเรียนทกุ คน/ทุกกลุม่ ตอบคาถามและอธบิ ายให้เพื่อนฟังทั้งชน้ั เรยี น พรอ้ มสรปุ เนือ้ หา
เรอ่ื อีกครง้ั โดยใชแ้ ผน่ ใสประกอบ
ชวั่ โมงท่ี ๒
1) ครูกลา่ วถึงการผ้เู รยี นทเ่ี ลือกทาโครงงานการจดั ทาธุรกิจและบรกิ าร ต้องมีความรูแ้ ละทักษะเพียง
พอท่ีจะสามารถผลิตสนิ ค้าหรือให้บริการ เปน็ ท่ีนา่ ไวว้ างใจในระดบั ทีล่ ูกคา้ ตัดสนิ ใจซ้ือ หรือเลอื กใชบ้ รกิ ารได้
สง่ิ ท่ผี ูเ้ รียนจะต้องตดั สินใจว่า จะเลอื กทาโครงงานการจดั ทาธุรกจิ และบรกิ ารใด ในที่น้ีจะไดก้ ล่าวถงึ แนว
ทางการจดั ทาโครงงานธรุ กจิ และบรกิ ารทส่ี ามารถทาได้
2) ครผู สู้ อนใช้วธิ กี ารสอนแบบ Jigsaw โดยให้นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4 คน เลอื ก
ประธานและเลขานกุ าร สมาชกิ ในแต่ละกลุม่ มีความสามารถแตกต่างกนั ในแต่ละกลุ่มตง้ั ช่อื วา่ เปน็ กลุ่มบา้ น
กลมุ่ บ้าน ก
กลุม่ บ้าน ข
กลุ่มบ้าน ค
กลุม่ บา้ น ง
สมาชิกท้งั 4 คน ในแต่ละกลุ่มบ้านย่อยๆ น้นั จะได้รบั ใบงานไปปฏิบัติเหมือนกนั ดังนี้
สมาชิกคนที่ 1 ในกลุ่ม ก ,ข,ค,ง ใบงานท่ี 1 แนวทางการสรา้ งรายได้แกโ่ ครงงานการจัดทาธรุ กิจ
และบรกิ าร
สมาชกิ คนท่ี 2 ในกลุ่ม ก ,ข,ค,ง ใบงานท่ี 2 ตวั อยา่ งโครงงานการจัดทาธรุ กจิ และบริการ
(เขียนโครงงานจัดทาธรุ กจิ และบริการ เร่ืองที่ 1)
สมาชกิ คนท่ี 3 ในกลุ่ม ก ,ข,ค,ง ใบงานที่ 3 ตัวอย่างโครงงานการจัดทาธุรกจิ และบริการ
(เขยี นโครงงานจดั ทาธรุ กจิ และบรกิ าร เรื่องที่ 2)
สมาชิกคนที่ 4 ในกลุ่ม ก ,ข,ค,ง ใบงานที่ 4 ตวั อยา่ งโครงงานการจดั ทาธรุ กจิ และบริการ
(เขยี นโครงงานจัดทาธุรกจิ และบริการ เร่ืองที่ 3)
เม่ือได้รับใบงานครบ ครูใหน้ ักเรยี นทีไ่ ด้รับใบงานเรื่องเดียวกันเข้ารวมกลุ่มกนั เรียกช่ือใหมว่ า่ กลุม่
ผเู้ ชยี่ วชาญ แตล่ ะกลุม่ ใน 4 กลุ่ม เลือกประธานและเลขานุการ
3) นกั เรยี นกลุ่มผ้เู ชยี่ วชาญแตล่ ะกลุ่มทากิจกรรมท่ีกาหนดในใบงาน โดยร่วมกนั ค้นคว้าอภิปรายแสดง
ความคิดเหน็ หาข้อสรปุ และบันทึกในใบงานของตน ประธานกลุม่ สงั เกตพฤติกรรมการทากจิ กรรมกลมุ่ ของ
สมาชิก
4) ผเู้ รียนแตล่ ะคนในกล่มุ ผ้เู ช่ียวชาญกลบั มายงั กลุม่ เดิม คือกลุ่มบา้ น ก ,ข,ค,ง แล้วผลัดเปล่ียนกัน
อธบิ ายเรือ่ งท่ีตนค้นคว้า และได้ข้อสรปุ มาใหเ้ พอ่ื นสมาชกิ ในกลุ่มฟงั และครสู งั เกตพฤติกรรมกลมุ่
11. การวัดและประเมินผล
11.1 วธิ กี าร
4) สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้ ร่วมกิจกรรม
1) สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในการเข้ารว่ มกิจกรรมกลมุ่
2) ประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เครื่องมอื
4) แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรม
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม
2) แบบประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม
ผา่ นต้งั แต่ ๒ รายการ ถือวา่ ผ่าน
ผ่าน ๑ รายการ ถอื ว่า ไมผ่ า่ น
๒) การประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรบั ปรงุ
๓) การประเมนิ โครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรับปรงุ
12. ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้
รปู ภาพ
13. บนั ทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
การใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ มากทสี่ ุด ระดับความเหมาะสม น้อยทส่ี ดุ
5 มาก ปานกลาง นอ้ ย 1
ผลการเรยี นรู้( KPA ) 432
คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้อื หา
กิจกรรม
สอ่ื การเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ผล
- จานวนนักเรียนทัง้ ส้นิ คน เข้าเรียน จานวน............... คน คดิ เปน็ ร้อยละ...............
ขาดเรยี น จานวน............... คน คดิ เป็นร้อยละ...............
- จานวนนักเรยี นผา่ นตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนกั เรียนไม่ผา่ นตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
พฤติกรรมของผเู้ รียน (เขียนคะแนนโดยอา้ งองิ จากแบบประเมินพฤตกิ รรมนักเรียนรายบคุ คล/กลมุ่ )
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
ปัญหาที่เกดิ ข้ึนในชั้นเรียน
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
การแก้ไขปญั หา / ความสาเร็จ
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชอื่
(นายนรายทุ ธ ลาโพธิ์)
ครผู ้สู อน
ความคิดเห็น
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................................................................................................. ............
ลงชื่อ
(.........................................................)
รองผอู้ านวยการฝา่ ยวิชาการ
ความคดิ เหน็
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอื่
(นางนฐั วรรณ ศรีทอง)
ผอู้ านวยการสถานศกึ ษา
แผนการจดั การเรยี นรู้
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รายวชิ า โครงงาน รหัสวิชา ท๓0204
หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๒ ศกึ ษากระบวนการเขียน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
เร่อื ง โครงงานทดลองและวจิ ยั เวลา ๔ คาบ
วนั ท่ีสอน เดือน พ.ศ. 2564
1. ผลการเรยี นรู้
1) ศึกษาหลักการสาคญั ของโครงงานภาษาไทย
1) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
2) ลาดับขัน้ ตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
3) เขียนเค้าโครงของโครงงานภาษาไทย
4) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธบิ ายความหมายและลักษณะของโครงงานได้
2) อธบิ ายความสาคัญของโครงงานได้
3) มีการพฒั นาคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคญั
การทดลองและวจิ ัยเกิดข้นึ จากการที่ผู้วิจัยต้องการหาความรใู้ หม่ หาคาตอบใหม่ เพ่ือนาไปใช้
ประโยชนใ์ นการตดั สินใจเร่ืองใดเร่อื งหนง่ึ ซึ่งการทดลองและการวิจัยนั้นจะต้องปฏบิ ัติตามกระบวนการหรอื
ขนั้ ตอนที่ถกู ต้อง ต้งั แต่เรมิ่ ตน้ จนถงึ ขั้นสุดท้าย หากไม่ปฏบิ ัติตามหรือข้ามข้ันตอนใดขั้นตอนหน่งึ จะทาให้การ
ทดลองและวจิ ัยน้ันไม่ไดค้ าตอบทีช่ ดั เจน หรอื ไม่ประสบผลสาเร็จนน่ั เอง ผู้ทท่ี าโครงงานทดลองและวิจัย
จะต้องเป็นผู้ทมี่ ีความสามารถและความชานาญอยา่ งมาก จึงต้องมีการศึกษารายละเอยี ด กระบวนการของการ
ทดลองและวจิ ยั อยา่ งถ่องแท้
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขียนโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทกั ษะกระบวนการ
เขยี นโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสังเคราะห์ การประเมินค่าการสรุปความรู้
4.3 เจตคติ
ซ่ือสัตย์สุจริต มวี นิ ยั ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มั่นในการทางาน รกั ความเป็นไทย
5. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
1) มคี วามสามารถในการสอ่ื สาร
2) มคี วามสามารถในการคิด
6. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มีวนิ ัย
2) ใฝเ่ รยี นรู้
3) มคี วามมั่นใจในการกล้าแสดงออก
4) รกั ความเปน็ ไทย
7. ค่านยิ ม 12 ประการ
1) ใฝห่ าความร้หู มั่นศึกษาเลา่ เรยี นทัง้ ทางตรงและทางอ้อม
2) มีศลี ธรรม รักษาความสตั ย์ หวังดตี ่อผอู้ ่ืน เผ่อื แผ่และแบ่งปัน
3) คานึงถงึ ผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทักษะผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อ่านออก (3R)
2) เขยี นได้ (3R)
3) มที ักษะในการคิดวิเคราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ 4 มติ ิ)
1) นักเรยี นมคี วามซอื่ สัตยใ์ นการทางานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
2) นักเรียนมีความพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นกั เรยี นพอใจกบั สมาชิกในกลมุ่ ของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรียนรู้
ช่ัวโมงท่ี ๑
1) ครูผูส้ อนช้แี จงถงึ การทดลองและการวจิ ัย เป็นกระบวนการในการคิดคน้ หาความรู้ใหม่ คาตอบใหม่ ที่
ผู้ทาการวจิ ัยตอ้ งการทราบเพ่ือนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการตดั สนิ ใจเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ
2) ผเู้ รียนใหค้ วามหมายของการวจิ ัยตามความเขา้ ใจของแตล่ ะบคุ คล ซ่งึ การวิจยั หรอื Research จงึ
หมายถึง การค้นหาความรู้ใหมๆ่ หรอื หาคาตอบใหมๆ่ เพื่อนาคาตอบนั้นมาใชง้ านหรือแก้ไขปัญหา ซึ่ง
ผลการวิจยั ท่นี ่าเชอื่ ถือนั้น มีระเบยี บ และมีกฎเกณฑ์
3) ครูผู้สอนอธบิ ายความรทู้ ่วั ไปเก่ยี วกบั การทดลองและวิจยั ผลของการวิจัยกับธุรกิจ และข้ันตอนการ
วจิ ยั โดยธรุ กจิ จะดาเนินไปข้างหนา้ อยา่ งไร ต้องอาศัยผลของการวจิ ัยเปน็ แนวทางในการดาเนินงาน เรอ่ื งที่
ธุรกิจทาการวจิ ยั มีดังนี้
• ด้านการจัดการ การวจิ ยั ด้านการจดั การ เปน็ การวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั ระบบบริหาร เพอื่ ให้
เปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ เรือ่ งทีท่ าการวิจัยมักจะเน้นเร่ืองเกี่ยวกับบุคลากร เชน่ การวจิ ยั ทศั นคติของ
พนักงานตอ่ ฝ่ายบริการ การศกึ ษาความต้องการของบุคลากร เป็นต้น
• ดา้ นบญั ชี การวิจยั ดา้ นบัญชี เป็นงานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวกับการหาวิธกี ารจดบันทึกรายงานทาง
การเงินให้ดที ่สี ุด และหาวิธีเสนอข้อมลู ทางการเงนิ แบบใหม่ขององค์การ
4) ดา้ นการเงนิ หนา้ ที่ของฝ่ายการเงนิ คอื การจัดหาเงนิ ทนุ ให้เพียงพอกับความต้องการของภารกจิ
องค์การ ดูแลฐานะทางการเงินขององค์การ และดาเนินการใชเ้ งินท่ีมีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสดุ การวิจัย
ทางการเงินเปน็ การวจิ ัยทเี่ กีย่ วข้องกับการหาเงิน การดแู ล และการใชเ้ งินขององคก์ ารให้เกดิ ประสิทธิภาพตาม
ภาระหนา้ ทห่ี ลักของการเงนิ
• ดา้ นการตลาด การตลาดในปัจจบุ นั ไม่ได้เนน้ การผลติ สนิ คา้ หรือเนน้ การขายอีกตอ่ ไปแล้ว
แต่จะเนน้ ถึงความต้องการของผู้ซอื้ จะผลติ และขายผลติ ภัณฑ์ทแ่ี น่ใจว่าเป็นท่ีต้องการของลกู ค้า การวจิ ยั ด้าน
การตลาด เป็นการวเิ คราะหแ์ ละศกึ ษาความต้องการของผู้บรโิ ภค การหาวิธีการทีจ่ ะสรา้ งความพึงพอใจใหแ้ ก่
ผ้บู ริโภคให้มากท่ีสดุ การศึกษาพฤติกรรมการซอ้ื ของผู้บรโิ ภค เป็นตน้
• ดา้ นการผลิต การผลติ เป็นกระบวนการนาวตั ถดุ ิบเขา้ สู่กระบวนการเพ่ือแปรรปู เป็นสนิ ค้า
สาเรจ็ รูป การผลิตท่มี ีประสิทธิภาพตอ้ งทาให้มีตน้ ทุนตา่ สดุ เวลาน้อยท่ีสดุ ค่าใช้จา่ ยด้านวัตถุดิบอปุ กรณ์
ตลอดจนคา่ ใชจ้ ่ายดา้ นแรงงานเหมาะสมทส่ี ุด การวิจยั ด้านการผลติ เป็นงานวจิ ยั เกี่ยวกบั การจดั ตั้งโรงงาน
การเลือกทาเลทต่ี ้ังโรงงาน การวางแผนการผลติ การควบคุมการผลติ การกาหนดกลยุทธ์การผลติ เป็นตน้
• ด้านเศรษฐศาสตร์ธรุ กิจ เศรษฐศาสตร์ธรุ กิจ เปน็ ศาสตร์ท่นี าเอาหลักทฤษฎที าเศรษฐศาสตร์
มาประยุกตใ์ ช้ในทางธุรกิจ หลกั เศรษฐศาสตรเ์ ปน็ หลักของการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางเศรษฐกจิ การ
ดาเนนิ ธรุ กจิ ดาเนินอยู่ในความไม่แนน่ อนจงึ ต้องนาหลักเศรษฐศาสตร์มาชว่ ยในการตัดสนิ ใจ จะช่วยให้การ
ดาเนนิ ธรุ กิจมคี วามถูกต้องมากยงิ่ ข้นึ
• การวจิ ยั ดา้ นสังคมศาสตรแ์ ละอ่ืนๆ ที่เกีย่ วข้องกับธุรกิจ การดาเนินธุรกิจจะต้องดาเนนิ การ
ภายใต้สภาพแวดลอ้ มภายนอกทีไ่ มส่ ามารถควบคุมได้ ธรุ กิจจึงตอ้ งมีการรับรเู้ ก่ียวกบั สังคมภายนอกและปรบั
การดาเนนิ งานให้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มท่ีมีการเปลยี่ นแปลงไปนนั้ จึงจัดไดว้ า่ การวิจัยดา้ นสงั คมศาสตร์
และอ่นื ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับธรุ กจิ มคี วามสาคญั มาก เร่ืองที่วิจยั เป็นการศึกษาถึงความเช่ือ วิถีชวี ิต เชอ้ื ชาติ ศาสนา
ความเป็นอยู่ และรายได้ของประชากร
ช่วั โมงที่ ๒
1) ผูเ้ รยี นเลือกหัวข้อที่จะทาการวจิ ัย (Selecting a Topic) เป็นขน้ั ตอนแรกของการวิจยั ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งรู้
วา่ จะทาเร่อื งอะไร เร่ืองของการวิจัยเกดิ จากความอยากรู้ ความสงสัยในเรือ่ งนนั้ ๆ เช่น ต้องการทราบวา่
ผบู้ ริโภคมีความคิดเห็นอย่างไรต่อผลติ ภัณฑน์ ้าข้าวกลอ้ งงอก อาจตงั้ หัวข้อวิจยั วา่ “การศึกษาความคิดเหน็
ของผูบ้ รโิ ภคท่ีมีตอ่ นา้ ขา้ วกล้องงอก” หรือเมื่อพบวา่ นักเรียน ลาออกเพ่ือไปศกึ ษาตอ่ ที่โรงเรยี นอน่ื จงึ ต้องการ
ทราบเหตผุ ลของการลาออกน้ัน อาจตง้ั หัวข้อวิจัยวา่ “การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลใหน้ ักเรียน ลาออกไปศึกษาตอ่
สถาบนั อน่ื ” เปน็ ตน้
2) ผเู้ รียนแตล่ ะคนเปล่ยี นกนั อธิบายเรื่องท่ีคน้ คว้า และได้ขอ้ สรปุ มาให้เพ่ือนสมาชิกในกลุ่มฟัง
3) ครสู ังเกตพฤติกรรมกลุ่ม และรว่ มกันสรุปเนื้อหาอีกครั้งจากแผ่นใส
ชัว่ โมงท่ี ๓
1) ครูอภิปรายถึงการเก็บรวมรวมข้อมลู เป็นกิจกรรมทีเ่ กิดข้นึ หลังจากทผี่ วู้ ิจัยได้ออกแบบการวจิ ยั เสร็จ
สน้ิ แล้ว แหลง่ ของข้อมูลมี 2 แหล่งด้วยกนั คือ แหลง่ ปฐมภูมิ เปน็ การหาข้อมูลดิบจากต้นกาเนดิ ด้วยตนเอง
ซึ่งเป็นวธิ ที ี่นิยมในการทางานวิจัย และแหลง่ ข้อมูลอีกแหล่งหน่ึง ได้แก่ แหลง่ ทตุ ิยภมู เิ ป็นการคดั ลอกข้อมลู
จากเอกสารตา่ งๆ ที่ไดม้ ผี ้เู รียบเรียงไว้แลว้
2) ผูเ้ รียนยกตวั อย่างการรวบรวมข้อมลู เชน่ คะแนนทส่ี อบได้แต่ละสปั ดาห์ การมาโรงเรยี นสาย เป็นต้น
3) ครูผสู้ อนอธิบาย โดยใชส้ ื่อแผ่นใสป่ ระกอบ พร้อมดว้ ยรูปภาพและเอกสารการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ที่
เกย่ี วขอ้ งกับงานวิจัยต่าง ๆ เพอื่ ส่ือความหมายในเรอื่ งต่อไปน้ีไดง้ า่ ยขน้ึ
- การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
-การประมวลผลข้อมูล การวเิ คราะห์ข้อมลู และการแปลผล
-การค้นควา้ ข้อมลู และเอกสารอ้างอิง
- จรรยาบรรณของนักวิจัย (เขยี นโครงงานทดลองและวิจยั )
ชั่วโมงที่ ๔
1) ครกู ลา่ วถงึ นกั วิจัยมักนิยมรวบรวมข้อมลู จากแหลง่ ปฐมภูมิมากกว่า ซงึ่ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ปฐม
ภูมิทน่ี ิยมมี 3 วิธี คอื
• การเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยวธิ ีทดลอง (Experimental Method) เปน็ การนาสิ่งทีต่ ้องการ
ศึกษาไปทดลองกบั กลุม่ ตัวอย่าง เพือ่ ศกึ ษาผลการทดลองนั้น เชน่ ผ้วู ิจัยตอ้ งการศกึ ษาข้อมลู วา่ คกุ กี้สมนุ ไพรท่ี
ผลิตขึ้นมาน้นั มรี สชาติเปน็ ที่พอใจของกลุ่มผ้บู ริโภคหรือไม่ จงึ นาคกุ ก้ีนน้ั มาแจกแลว้ สอบถามความคดิ เหน็ ของ
ผทู้ ที่ ดลองชมิ คุกกน้ี ้นั
• การเก็บรวบรวมข้อมลู โดยวธิ สี ังเกตการณ์ (The Observational Method) เป็นวิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ซึง่ จะใชก้ ็ตอ่ เม่อื ไม่สามารถหาวธิ อี นื่ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้ เนอ่ื งจาก ขอ้ มลู ในบางเร่ืองท่ี
เกีย่ วกบั พฤตกิ รรมเป็นสิง่ ท่ีซ่อนเรน้ ทง้ั ที่ตั้งใจและไม่ได้ต้ังใจของบุคคล การสงั เกตการณ์จะช่วยใหเ้ ก็บข้อมลู
เหลา่ นไ้ี ด้ เชน่ เมื่อจะเปิดรา้ นกาแฟสดในสถานศึกษา จึงตอ้ งการทราบวา่ ในแต่ละวัน นกั ศกึ ษา ครู และ
บุคลากรทางการศึกษา บรโิ ภคกาแฟในปริมาณมากน้อยเพียงใด จงึ ใช้วิธีการสงั เกตการณ์ว่าในวันหนึง่ ๆ
นกั ศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซ้ือกาแฟจากร้านกาแฟหน้าปากซอยปริมาณเท่าใด
• การเกบ็ ขอ้ มูลโดยวธิ ีสารวจ (The Survey Method) เปน็ การเก็บข้อมลู ท่มี ีประสิทธภิ าพ
และนยิ มใช้กนั อย่างกวา้ งขวาง ได้รายละเอยี ดตรงกบั ความต้องการของผเู้ ก็บขอ้ มลู จรงิ ๆ การเกบ็ ข้อมลู โดย
วธิ กี ารสารวจสามารถกระทาไดด้ งั น้ี
๑. การเกบ็ ขอ้ มลู โดยการสัมภาษณท์ างโทรศัพท์ เปน็ การสอบถามข้อมลู จากตวั อย่างท่ี
คัดเลอื กทางโทรศัพท์ ซ่งึ เป็นวิธีท่ีสะดวก รวดเรว็ และประหยดั คา่ ใชจ้ ่าย แตก่ ารสัมภาษณท์ างโทรศัพทน์ ัน้ มี
ขอ้ จากัดบางประการ เชน่ มักไมไ่ ดร้ บั ความร่วมมือจากผูใ้ ห้สมั ภาษณ์เท่าทคี่ วร และจะต้องใชผ้ ้สู ัมภาษณ์ท่ีมี
ความสามารถเพ่ือจะได้ส่ือสารไดอ้ ย่างชดั เจน และการต้ังคาถามท่ีใชใ้ นการสมั ภาษณ์จะต้องประณตี เพือ่ ไมต่ ้อง
ใช้เวลาในการอธบิ ายมากนัก
๒. การเกบ็ ขอ้ มลู ทางไปรษณีย์ เปน็ การสรา้ งแบบสอบถามแล้วสง่ ไปยงั ผู้ตอบทาง
ไปรษณยี ์ จัดเป็นวธิ ีการที่ดวี ธิ หี น่ึงท่สี ามารถเก็บข้อมลู ได้ในอาณาเขตท่ีกวา้ งขวาง และประหยดั ค่าใช้จ่าย แต่
วิธีน้กี ็มขี อ้ จากดั เชน่ กัน ข้อจากดั ดงั กลา่ วคือ จะตอ้ งใช้คาถามท่ีสัน้ ชดั เจน ตอบง่าย ใช้วิธเี ลอื กตอบหรือตอบ
คาถามส้นั ๆ เท่าน้นั และผ้ตู อบบางคนไม่เห็นถงึ ความสาคัญจงึ ไม่ตอบกลบั มา ดงั นัน้ วธิ ีการหนงึ่ ท่จี ะทาให้
ผ้ตู อบส่งแบบสอบถามกลับมา คือ มรี างวลั จูงใจสาหรับผ้ตู อบแบบสอบถามที่สง่ กลบั คนื มา
๓. การเก็บข้อมลู โดยการใชพ้ นักงานสัมภาษณ์ เป็นวธิ กี ารที่ใชพ้ นักงานสนามออกไป
เกบ็ ข้อมลู โดยสัมภาษณ์ผตู้ อบแบบสอบถาม ซง่ึ จดั วา่ เป็นการส่ือสารแบบสองทางที่ผสู้ มั ภาษณ์และผตู้ อบ
คาถามมองเหน็ กริ ยิ ากนั อย่างชัดเจน หากผู้ตอบไม่เข้าใจคาถามใดกส็ ามารถสอบถามอีกคร้งั หนึง่ ได้ จึงจัดไดว้ ่า
เป็นวธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ท่ีมคี วามยืดหยุ่น
๔. การแจกแบบสอบถาม โดยผู้วิจยั อาจแจกแบบสอบถามให้แก่ผตู้ อบ จากนน้ั เวน้ ช่วง
ระยะเวลาสักพกั หรือกลับมาเก็บในวันต่อมา จดั เปน็ วิธีท่ีนิยมใชก้ นั อยา่ งแพร่หลายเพราะเป็นวิธที ี่ทาได้งา่ ย
ไมย่ ุง่ ยากซับซ้อนมากนัก ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายมากกว่า การสงั เกตหรือการสมั ภาษณ์ มี
รัศมที าการไกล กวา้ งขวาง เปน็ แบบเดียวกนั สะดวกต่อการวิเคราะห์และการเก็บไวเ้ ป็นหลักฐานไดน้ าน
2) ผ้เู รียนลาดับขัน้ ตอนของการวิจัยและเขียนสรุปขน้ั ตอนของการวจิ ัยโดยเขียนใส่กระดาษ A-4
3) ครูสรุปบทเรยี น โดยใช้แผ่นใสประกอบ และอภิปรายซักถามข้อสงสัย
11. การวัดและประเมินผล
11.1 วธิ กี าร
1) สังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการเขา้ รว่ มกิจกรรม
2) สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ
3) ประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เคร่อื งมอื
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรม
2) แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม
3) แบบประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรม
ผา่ นตง้ั แต่ ๒ รายการ ถอื วา่ ผ่าน
ผ่าน ๑ รายการ ถือวา่ ไม่ผ่าน
๒) การประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลมุ่
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรบั ปรงุ
๓) การประเมินโครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรับปรุง
12. ส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
รปู ภาพ
13. บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้
การใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ มากทีส่ ดุ ระดับความเหมาะสม น้อยทส่ี ดุ
5 มาก ปานกลาง นอ้ ย 1
ผลการเรยี นรู้( KPA ) 432
คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคัญ-
ทกั ษะผ้เู รียนในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้อื หา
กิจกรรม
สอ่ื การเรยี นรู้
การวดั และประเมินผล
- จานวนนักเรียนทง้ั สิน้ คน เขา้ เรยี น จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
ขาดเรยี น จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนกั เรยี นผา่ นตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนกั เรยี นไมผ่ า่ นตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นร้อยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรยี น (เขยี นคะแนนโดยอา้ งอิงจากแบบประเมินพฤตกิ รรมนักเรียนรายบคุ คล/กลุม่ )
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
ปญั หาทีเ่ กิดขน้ึ ในช้ันเรยี น
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
การแก้ไขปัญหา / ความสาเร็จ
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(นายนรายทุ ธ ลาโพธ์ิ)
ครผู สู้ อน
ความคิดเห็น
..................................................................................................................................................................... .........
......................................................................................................................... .....................................................
ลงชอื่
(.........................................................)
รองผอู้ านวยการฝา่ ยวชิ าการ
ความคดิ เห็น
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชอื่
(นางนฐั วรรณ ศรีทอง)
ผอู้ านวยการสถานศึกษา
แผนการจัดการเรียนรู้
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
รายวชิ า โครงงาน รหัสวิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๒ ศึกษากระบวนการเขียน ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
เรื่อง กระบวนการจดั ทาโครงงาน เวลา ๔ คาบ
วันทสี่ อน เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
1. ผลการเรียนรู้
1) ศึกษาหลักการสาคัญของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
3) ลาดับขั้นตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขยี นเคา้ โครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) อธบิ ายความหมายและลกั ษณะของโครงงานได้
2) อธบิ ายความสาคัญของโครงงานได้
3) มกี ารพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
3. สาระสาคญั
รายวชิ าโครงงาน ในกลุม่ สาระภาษาไทย จะเนน้ ความร้เู ก่ยี วกบั การเขยี นโครงงานลกั ษณะ
ต่างๆ เพ่ือใหส้ อดคล้องกบั แนวคิด หลักการ จดุ มุ่งหมาย ให้ผเู้ รยี นไดป้ ระมวลความรู้ และทักษะจากรายวิชา
ตา่ งๆ มาประยกุ ต์ในการสรา้ งผลงานอยา่ งเปน็ ระบบ ตง้ั แต่การศึกษาค้นคว้า การวิเคราะห์ การวางแผน การ
ลงมือปฏิบตั ิ การประเมินตนเอง การปรับปรงุ การทางาน การเขยี นรายงาน และการนาเสนอผลงาน
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขียนโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทกั ษะกระบวนการ
เขยี นโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสงั เคราะห์ การประเมนิ คา่ การสรุปความรู้
4.3 เจตคติ
ซ่อื สตั ย์สจุ รติ มีวินัย ใฝ่เรยี นรู้ มุ่งมนั่ ในการทางาน รกั ความเปน็ ไทย
5. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
1) มีความสามารถในการสื่อสาร
2) มคี วามสามารถในการคดิ
6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มวี นิ ยั
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มีความมน่ั ใจในการกล้าแสดงออก
4) รักความเปน็ ไทย
7. คา่ นยิ ม 12 ประการ
1) ใฝ่หาความร้หู มน่ั ศึกษาเล่าเรยี นทั้งทางตรงและทางอ้อม
2) มศี ลี ธรรม รักษาความสัตย์ หวงั ดีตอ่ ผ้อู ืน่ เผื่อแผ่และแบ่งปนั
3) คานึงถงึ ผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกว่าผลประโยชนข์ องตนเอง
8. ทกั ษะผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อา่ นออก (3R)
2) เขียนได้ (3R)
3) มที กั ษะในการคิดวเิ คราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เง่ือนไข 3 หลกั การ 4 มติ )ิ
1) นกั เรยี นมีความซอื่ สัตย์ในการทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
2) นกั เรียนมคี วามพอใจกับคะแนนของตนเอง
3) นักเรยี นพอใจกบั สมาชกิ ในกลุม่ ของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ชั่วโมงที่ ๑
1) ครูเสนอแนะให้ผู้เรียนควรมีการวางแผนการจัดทาโครงงาน โดยมีอาจารยป์ ระจาวชิ าให้
คาแนะนาปรกึ ษา ตง้ั แตเ่ ริม่ กาหนดโครงงานที่เหมาะสมและสามารถปฏบิ ัติได้ ตลอดจนเขียนโครงรา่ งให้
ชัดเจนเปน็ รปู ธรรม
2) สารวจผู้เรียนวา่ มีความสนใจในการเขียนโครงงานใดบา้ ง
3) ครูผู้สอนอธบิ ายและสาธติ การเขียนโครงรา่ งโครงงาน โดยวางแผนจดั ทาโครงงาน และขออนุมัติ
4) ผ้เู รียนสารวจความสนใจ ความพร้อมของตนเองด้านต่างๆ ตลอดจนความเปน็ ไปได้ ประกอบการ
พจิ ารณาตัดสนิ ใจเลอื กหัวขอ้ ทตี่ อ้ งการจดั ทาโครงงาน โดยควรกาหนดโครงงานไว้มากกว่า 1 โครงงาน แลว้
ทาการศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกบั ตนเอง ดา้ นความถนัด ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ทุน แรงงาน สถานท่ี
ดาเนินการ การจดั การ ระยะเวลาการปฏบิ ัติงาน แล้วเลอื กโครงงานที่เหมาะสมที่สุด โดยอาจใชต้ าราง
วิเคราะหด์ ังนี้
รำยกำรวิเครำะหข์ ้อมลู โครงงำนท่ี 1 โครงงำนท่ี 2 โครงงำนท่ี 3
432143214321
1. ด้ำนผจู้ ดั ทำโครงงำน
- ความถนดั และความสนใจ
- ความรแู้ ละประสบการณ์
- ความพร้อมดา้ นเงินทนุ
- ความพรอ้ มในการจดั เตรียมวัสดุอปุ กรณ์
- ความพร้อมดา้ นเวลา/แรงงาน
2. ด้ำนสงั คมและส่งิ แวดล้อม
- เปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเอง ครอบครวั และสังคม
- สามารถจัดหาวสั ดุ อปุ กรณ์ไดภ้ ายในท้องถิ่น
- มแี หล่งความรู้ ขอ้ มูลตา่ งๆ ภายในทอ้ งถิน่
- มีสถานท่ีปฏบิ ตั งิ านท่ีเหมาะสม
- มีผ้เู ชยี่ วชาญให้ความรู้และใหค้ าปรึกษา
3. ดำ้ นควำมรู้และควำมสำมำรถของผู้เรยี น
- มคี วามรเู้ กี่ยวกับการปฏบิ ตั งิ านโครงงาน
- มคี วามรู้ทางวชิ าชพี ที่เก่ยี วข้องกบั การ
ปฏบิ ัตงิ าน
- วางแผนขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ทิ สี่ ามารถ
ปฏิบตั ไิ ด้
- นาความรู้ ทักษะท่ีได้รับจากการปฏิบัติ
โครงงานไปเปน็ ขอ้ มูลสาหรบั การปฏบิ ัตงิ านอน่ื
หรือเป็นแนวทางการปฏิบัติงานโครงงานอื่น
ต่อไป
รวม
5) ใหผ้ เู้ รยี นสารวจความสนใจ ความพร้อมของตนเองด้านต่างๆ และความเปน็ ไปไดเ้ พื่อพิจารณา
ตดั สนิ ใจเลือกหวั ข้อทีต่ ้องการจดั ทาโครงงาน โดยกาหนดไว้มากกวา่ 1 โครงงาน แล้วศึกษารวบรวมข้อมลู
เกี่ยวกับตนเอง ด้านความถนัด ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ทุน แรงงาน สถานที่ การจัดการ ระยะเวลาการ
ปฏิบตั งิ าน แลว้ เลอื กโครงงานทีเ่ หมาะสมกับตนเองตามตารางวิเคราะห์
ช่ัวโมงท่ี ๒
1) ครอู ธิบายและสาธติ การเขียนโครงร่างโครงงาน เมอ่ื ผู้เรยี นตัดสินใจเลอื กโครงงานแล้ว ควรจดั ทา
เอกสารโครงร่างของโครงงานพร้อมกาหนดแผนการดาเนินงาน เพ่ือนาเสนออาจารย์ประจาวิชาและอาจารย์ท่ี
ปรึกษาโครงงาน การเขียนโครงร่างโครงงาน มีองค์ประกอบดงั น้ี
(1) ชอ่ื โครงงาน
(2) หลกั การและเหตผุ ล ความเปน็ มา และความสาคญั ของปญั หา
(3) วตั ถปุ ระสงค์
(4) เปา้ หมาย
(5) วธิ ีดาเนินงาน
(6) ระยะเวลาและสถานทีด่ าเนนิ งาน
(7) คา่ ใช้จ่าย/งบประมาณ
(8) ผลทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
(9) การติดตามและประเมินผล
(10) ปญั หาหรอื อปุ สรรคท่ีคาดว่าอาจเกดิ ข้นึ
(11) ผรู้ ับผิดชอบโครงงาน
(12) ที่ปรกึ ษาโครงงาน
2) ครอู ธิบายเกณฑก์ ารประเมิน “โครงรา่ งโครงงาน” เพอ่ื พิจารอนมุ ัติโครงงาน โดยให้อาจารย์ประจา
วิชาทส่ี อน อาจารยท์ ่ีปรึกษา และคณะกรรมการประเมนิ ผลโครงงาน ร่วมกนั พิจารณาอนมุ ตั ิดังนี้
1. องคป์ ระกอบ
1.1 ชื่อโครงงาน
1.2 หลักการและเหตผุ ล
1.3 วตั ถปุ ระสงค์
1.4 เปา้ หมาย
1.5 การดาเนนิ งานและแผนปฏิบตั ิการ
1.6 ระยะเวลา
1.7 งบประมาณ
1.8 ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั
2. ตรงตามสาขาทีเ่ รียน
3. มคี วามคิดริเรมิ่ สร้างสรรค์
4. มคี วามนา่ สนใจ
5. มีความเป็นไปได้
3) ผเู้ รียนเขียนแบบขออนุมตั โิ ครงงานตามแบบฟอรม์ ที่กาหนดให้ ดังน้ี
แบบขออนุมัติโครงงำน
ช่อื โครงงำน ………………………………………………………………………………………
ระยะเวลำดำเนินกำร ……………………..………………………………………………….…
สถำนที่ดำเนินกำร ………………………………………………………………………………
งบประมำณ/คำ่ ใช้จ่ำย ………………………………………………………………….………
ผูร้ บั ผดิ ชอบโครงงำน 1. ………………………………………………………………………
2. ………………………………………………………………………
3. ………………………………………………………………………
ลงชอื่ .....................................หัวหนา้ โครงงาน
(......................................)
............/.............../...........
ควำมเหน็ ของอำจำรย์ประจำวิชำ
………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………..……………………………………
ลงชื่อ..................................อาจารยป์ ระจาวชิ า
(......................................)
............./.............../...........
ควำมเห็นของคณะกรรมกำรพจิ ำรณำโครงงำน
………………………………………………………………..……………………………………
………………………………………………………………..……………………………………
ลงชือ่ ...............................กรรมการพจิ ารณาโครงงาน
(.............................................)
............./.............../...........
4) ผูเ้ รยี นสรุปการเขยี นโครงร่างโครงงาน การวางแผนจดั ทาโครงงาน และขออนมุ ตั ิแลว้ บนั ทึกการ
สารวจดังนี้
-ปัญหาทีพ่ บ
-การปรบั ปรุง/แก้ไขปัญหา
-ผลการปรับปรงุ /แก้ไข
ชั่วโมงที่ ๓
1) ครูผู้สอนชี้แจงใหผ้ เู้ รียนทกุ คนเห็นว่าการตัดสนิ ใจเลือกโครงงาน ควรมีความรู้ ทักษะ
ประสบการณ์ ความถนัดและความสนใจในโครงงานทีเ่ ลือก และโครงงานมีความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกับ
หลักสตู รทีเ่ รียน สามารถนาความรจู้ ากการเรยี นมาบูรณาการในการปฏิบัติงานและแกไ้ ขปญั หาในระหวา่ งการ
ทาโครงงานได้
2) นกั เรียนยกตวั อย่างโครงงานทาดอกไมจ้ ากถุงน่อง แล้วใหเ้ พือ่ นร่วมห้องเรียนช่วยกันตั้ง
หลักเกณฑ์ในการพจิ ารณาการตดั สนิ ใจเลอื กโครงงานประมาณ 10 ข้อ
3) ครผู ู้สอนใชเ้ ทคนิคโดยการอธบิ าย พรอ้ มนาตวั อยา่ งประกอบ เพื่อสื่อความรู้ ความเข้าใจ และ
สามารถฝึกทักษะการเรยี นรู้ในเรื่องต่อไปนี้ไปใช้ประโยชนไ์ ดใ้ นเรอ่ื ง
(1) เกณฑใ์ นการพจิ ารณาเลอื กหัวขอ้ โครงงาน
(2) การเลอื กโครงงานประเภทสง่ิ ประดษิ ฐ์
(3) การเลอื กโครงงานจัดทาธุรกจิ หรอื บรกิ าร
ชั่วโมงท่ี ๔
4) ครูอธบิ ายและเปิด DVD การสาธติ การจัดแสดงสนิ คา้ ในงานนทิ รรศการ (Exhibition) หรอื งาน
แสดงสนิ คา้ ตามโครงงาน OTOP ณ อมิ แพค็ เมอื งทองธนานี จ.นนทบุรี
5) ใหผ้ เู้ รียนปฏิบตั กิ จิ กรรมดังนี้
กิจกรรมท่ี 1 ให้นกั เรยี นกาหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลอื กหัวข้อโครงงานทีต่ นเอง
ไดเ้ ลอื กและเห็นว่าเหมาะสมท่ีสุด ดังหัวข้อต่อไปนี้ พร้อมทั้งเขยี นระบุลงในช่องวา่ งที่กาหนดให้
กจิ กรรมที่ 2 ให้นักเรียนเลือกโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ และกาหนดช่อื โครงงานที่เลือก
ใหเ้ หมาะสมพร้อมระบุรายละเอียดตา่ งๆ มาจานวน 1 โครงงาน
กิจกรรมที่ 3 ใหน้ กั เรียนเลือกโครงงานจดั ทาธุรกิจหรือบริการ และกาหนดชอ่ื โครงงานท่ี
เลือกใหเ้ หมาะสม พร้อมระบุรายละเอยี ดต่างๆ
6) สรุปเกณฑ์ในการพจิ ารณาเลือกหัวข้อโครงงาน การเลือกโครงงานประเภทสง่ิ ประดิษฐ์ และการ
เลือกโครงงานจัดทาธุรกจิ หรือบริการ เพ่ือนาไปประยุกตใ์ ชไ้ ดใ้ นการเขยี นโครงงานจรงิ
7) ผเู้ รียนรว่ มกันประเมนิ โดยพิจารณาจากขอ้ มลู ความรู้ การใหเ้ หตุผล และความพร้อมในการ
อภปิ ราย
11. การวัดและประเมินผล
11.1 วธิ กี าร
1) สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเข้ารว่ มกิจกรรม
2) สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม
3) ประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เคร่อื งมือ
1) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม
2) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
3) แบบประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรม
ผ่านต้ังแต่ ๒ รายการ ถอื ว่า ผ่าน
ผา่ น ๑ รายการ ถือวา่ ไม่ผา่ น
๒) การประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรับปรุง
๓) การประเมินโครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดบั พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรับปรุง
12. สื่อและแหล่งการเรยี นรู้
1) รูปภาพ
2) ตวั อย่างโครงงาน
13. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ มากทส่ี ุด ระดับความเหมาะสม น้อยที่สุด
5 มาก ปานกลาง น้อย 1
การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 432
ผลการเรยี นรู้( KPA )
คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทักษะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้ือหา
กจิ กรรม
สอ่ื การเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ผล
- จานวนนักเรียนท้งั สน้ิ คน เข้าเรยี น จานวน............... คน คดิ เปน็ ร้อยละ...............
ขาดเรียน จานวน............... คน คิดเป็นร้อยละ...............
- จานวนนกั เรยี นผ่านตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรียนไม่ผ่านตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จานวน............... คน คิดเป็นร้อยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรียน (เขยี นคะแนนโดยอา้ งอิงจากแบบประเมินพฤติกรรมนักเรยี นรายบคุ คล/กลุม่ )
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
ปัญหาที่เกิดขึน้ ในชั้นเรยี น
........................................................................................................................................................ ..............
.................................................................................................................... ..................................................
การแก้ไขปัญหา / ความสาเร็จ
............................................................................................................................. .........................................
........................................................................................................................................ ..............................
ลงชือ่
(นายนรายุทธ ลาโพธิ์)
ครูผู้สอน
ความคดิ เหน็
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(.........................................................)
รองผอู้ านวยการฝ่ายวชิ าการ
ความคดิ เหน็
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ..........................................................................
ลงชื่อ
(นางนฐั วรรณ ศรีทอง)
ผ้อู านวยการสถานศกึ ษา
แผนการจัดการเรยี นรู้
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รายวชิ า โครงงาน รหัสวิชา ท๓0204
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี ๒ ศึกษากระบวนการเขยี น ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5
เรื่อง การเลือกหัวข้อโครงงาน เวลา 2 คาบ
วนั ทสี่ อน เดอื น กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
1. ผลการเรียนรู้
1) ศึกษาหลักการสาคัญของโครงงานภาษาไทย
2) บอกกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรไ์ ด้
3) ลาดับขัน้ ตอนในการทาโครงงานภาษาไทย
4) เขียนเคา้ โครงของโครงงานภาษาไทย
5) การนาเสนอโครงงานภาษาไทย
2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1) อธบิ ายความหมายและลักษณะของโครงงานได้
2) อธิบายความสาคัญของโครงงานได้
3) มีการพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
3. สาระสาคญั
รายวชิ าโครงงาน ในกลุม่ สาระภาษาไทย จะเนน้ ความรเู้ ก่ยี วกับการเขียนโครงงานลกั ษณะ
ต่างๆ เพ่ือให้สอดคลอ้ งกบั แนวคิด หลกั การ จดุ ม่งุ หมาย ให้ผ้เู รยี นได้ประมวลความรู้ และทักษะจากรายวิชา
ตา่ งๆ มาประยกุ ต์ในการสรา้ งผลงานอยา่ งเป็นระบบ ตั้งแต่การศกึ ษาคน้ ควา้ การวิเคราะห์ การวางแผน การ
ลงมือปฏิบัติ การประเมนิ ตนเอง การปรับปรุงการทางาน การเขียนรายงาน และการนาเสนอผลงาน
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 ความรู้
ความหมายของโครงงาน ประเภทโครงงาน การเขียนโครงงาน การนาเสนอ
4.2 ทกั ษะกระบวนการ
เขียนโครงงาน นาเสนอโครงงาน การสงั เคราะห์ การประเมินค่าการสรุปความรู้
4.3 เจตคติ
ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ มีวนิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมั่นในการทางาน รกั ความเป็นไทย
5. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
1) มคี วามสามารถในการส่ือสาร
2) มคี วามสามารถในการคดิ
6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1) มีวนิ ยั
2) ใฝ่เรียนรู้
3) มีความม่นั ใจในการกลา้ แสดงออก
4) รกั ความเป็นไทย
7. คา่ นยิ ม 12 ประการ
1) ใฝห่ าความรู้หม่ันศึกษาเลา่ เรยี นท้งั ทางตรงและทางอ้อม
2) มศี ลี ธรรม รกั ษาความสัตย์ หวงั ดีตอ่ ผ้อู ่ืน เผ่ือแผ่และแบง่ ปนั
3) คานงึ ถงึ ผลประโยชน์ของส่วนรวมและของชาติมากกวา่ ผลประโยชน์ของตนเอง
8. ทักษะผ้เู รยี นในศตวรรษที่ 21 (3R8C)
1) อ่านออก (3R)
2) เขยี นได้ (3R)
3) มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ตอบคาถามได้ (8C)
9. บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง (2 เงื่อนไข 3 หลักการ 4 มิติ)
1) นักเรียนมีความซ่ือสัตยใ์ นการทางานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย
2) นักเรียนมคี วามพอใจกบั คะแนนของตนเอง
3) นักเรยี นพอใจกบั สมาชกิ ในกลุ่มของตนเอง
10. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ชว่ั โมงท่ี 1
1) ครใู หผ้ ู้เรยี นช่วยกันอภปิ รายโครงงานทดลองและวิจัย เป็นโครงงานท่ีทาการศกึ ษาหาคาตอบของ
ปญั หา ซึ่งคาตอบของปญั หานั้นได้มาจากการสารวจและรวบรวมขอ้ มูล นาขอ้ มลู เหลา่ นั้นมาจดั ทาเปน็
หมวดหมู่ แล้วนาเสนอเพ่ือให้เหน็ ลกั ษณะหรือความสมั พันธ์ในเรอ่ื งทต่ี ้องการศกึ ษาได้ชดั เจนยิ่งข้ึน
2) ผู้เรยี นยกตัวอย่างโครงงานทดลองและวจิ ยั เพื่อเชือ่ มโยงเข้าส่เู นื้อหาการเรยี นรู้ต่อไป
3) ครผู ูส้ อนใช้เทคนิคการอธบิ ายการเลอื กโครงงานทดลองและวจิ ยั และการตัดสินใจเลอื กโครงงานโดย
ครจู ะเน้นข้อกาหนดของโครงงานทดลองและวิจัย มีดงั ต่อไปน้ี
1.ต้องเกิดจากความถนัดและความสนใจของแต่ละบุคคลหรือกลุ่ม โดยผ่านกระบวนการตัดสินใจและ
ความเห็นชอบของอาจารย์ท่ีปรึกษาจะต้องเกิดจากการสร้างสมมุติฐาน และการคาดหมายผลท่ีจะเกิดขึ้นตามหลัก
วิชา ทกั ษะ และประสบการณ์ในสาขางานทีน่ ่าจะเป็นไปได้
2.ตอ้ งมีแผนการทดลองและวิจัย ประกอบดว้ ย สมมตุ ฐิ าน ข้ันตอนการทดลองและวจิ ยั ระยะเวลาทใี่ ช้
งบประมาณ และผลที่คาดว่าจะได้รบั จากการทดลองและวิจัย
3.ต้องเป็นงานที่สรา้ งสรรค์และพฒั นาความร้ใู ห้เกดิ ประโยชน์ในการนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั หรือการ
ประกอบอาชีพ
4.สามารถทาได้เป็นรายบุคคลหรอื เปน็ กลุม่ กล่มุ ละ 2–4 คน หรือตามความเหมาะสม
5.ต้องผ่านความเหน็ ชอบของอาจารยท์ ่ีปรกึ ษา อาจารย์ประจาวชิ า และคณะกรรมการ
ช่วั โมงท่ี ๒
1) ครูผสู้ อนแนะนาให้ผเู้ รียนศกึ ษาและพิจารณาการตัดสนิ ใจเลือกโครงงานนน้ั ผู้เรียนควรเลือกโครงงาน
ให้ถกู ต้องเหมาะสมกบั สภาพความพร้อม ความถนดั ความรักและความตอ้ งการที่แทจ้ ริงของตนเอง ก็จะสง่ ผล
ใหผ้ เู้ รยี นปฏิบตั ิงานโครงงานได้อยา่ งมีความสขุ และประสบผลสาเร็จในการทาโครงงาน ดังน้นั เมือ่ ผเู้ รียน
ศึกษาขอ้ มลู โครงงานที่ตนสนใจด้านตา่ งๆ เชน่ ลักษณะและประโยชน์ของชิน้ งาน เครื่องมือ วสั ดุอปุ กรณ์ทตี่ ้อง
ใช้ แหลง่ จดั ซื้อจัดหา เทคนคิ และขัน้ ตอนการปฏบิ ตั ิงาน ระยะเวลาที่ต้องใช้ ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมท่ี
ผู้ปฏบิ ัติงานควรมีขณะปฏิบตั ิงานแลว้ ผูเ้ รียนตอ้ งศึกษาและวเิ คราะห์องค์ประกอบอน่ื ๆ
2) นักเรียนเลือกโครงงานทดลองและวิจยั และกาหนดช่ือโครงงานท่เี ลือกใหเ้ หมาะสม พร้อมระบุ
รายละเอยี ดต่างๆ มาจานวน 1 โครงงาน
3) ครูและผเู้ รียนสรุปการเลือกโครงงานทดลองและวจิ ยั และการตัดสนิ ใจเลอื กโครงงาน ทีส่ ามารถนาไป
ประยกุ ต์ใช้ในการทางานและชีวิตประจาวันได้
11. การวดั และประเมนิ ผล
11.1 วิธีการ
1) สังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรม
2) สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม
3) ประเมินจากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.2 เครือ่ งมอื
1) แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรม
2) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม
3) แบบประเมนิ จากการทาโครงงานและการนาเสนอ
11.3 เกณฑ์
๑) การประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรม
ผา่ นตงั้ แต่ ๒ รายการ ถือวา่ ผา่ น
ผา่ น ๑ รายการ ถือว่า ไมผ่ ่าน
๒) การประเมินพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกล่มุ
คะแนน ๙-๑๐ ระดับ ดมี าก
คะแนน ๗-๘ ระดบั ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดับ ควรปรบั ปรงุ
๓) การประเมนิ โครงงานและการนาเสนอ
คะแนน ๙-๑๐ ระดบั ดีมาก
คะแนน ๗-๘ ระดับ ดี
คะแนน ๕-๖ ระดับ พอใช้
คะแนน ๐-๔ ระดบั ควรปรบั ปรุง
12. ส่อื และแหลง่ การเรียนรู้
ตวั อย่างโครงงาน
13. บนั ทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ มากทส่ี ุด ระดับความเหมาะสม น้อยที่สุด
5 มาก ปานกลาง น้อย 1
การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 432
ผลการเรยี นรู้( KPA )
คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ – สมรรถนะสาคญั -
ทักษะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R8C)
สาระ/เน้ือหา
กจิ กรรม
สอ่ื การเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ผล
- จานวนนักเรยี นท้ังสิ้น คน เขา้ เรียน จานวน............... คน คิดเปน็ รอ้ ยละ...............
ขาดเรียน จานวน............... คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ...............
- จานวนนกั เรยี นผ่านตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ...............
- จานวนนักเรียนไมผ่ ่านตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ จานวน............... คน คดิ เป็นรอ้ ยละ...............
พฤติกรรมของผู้เรียน (เขียนคะแนนโดยอ้างอิงจากแบบประเมนิ พฤตกิ รรมนักเรยี นรายบคุ คล/กลุม่ )
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
ปัญหาท่เี กดิ ขน้ึ ในช้ันเรยี น
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
การแก้ไขปัญหา / ความสาเร็จ
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
ลงชื่อ
(นายนรายุทธ ลาโพธิ์)
ครูผู้สอน
ความคดิ เหน็
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ
(.........................................................)
รองผูอ้ านวยการฝา่ ยวิชาการ
ความคิดเหน็
................................................................................................................................................ ..............................
.................................................................................................... ..........................................................................
ลงชอื่
(นางนัฐวรรณ ศรที อง)
ผ้อู านวยการสถานศึกษา