ค ำน ำ เอกสารประกอบโครงการศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนและการพัฒนา ย่านวัฒนธรรมชุมชนประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โครงการวิจัยการพัฒนาทุนทางวัฒนธรรมชุมชนผ่านกลไกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ ระหว่างวันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม - วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566 ณ เมืองโคจิม่า (Kojima) จังหวัดโอคายามะ (Okayama) เมืองคุระชิกิ Kurashiki จังหวัดโอคายามะ (Okayama) เมืองเกียวโต (Kyoto) จังหวัดเกียวโต เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) จังหวัดนางาโนะ (Nagano) และเมืองมาโงเมะ(Magome) จังหวัดกิฟุ (Gifu) ฉบับนี้ จัดท าขึ้น เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ และข้อมูลบางประเด็นในการศึกษาดูงาน โดยคณะผู้วิจัยได้ ท าการศึกษาและรวบรวมขึ้นเพื่อให้คณะผู้เดินทางได้ท าความเข้าใจข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ในการศึกษาดูงาน โดยพื้นที่เหล่านี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมของพื้นที่ ได้ประสบผลส าเร็จ จนสามารถน ามาซึ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน คณะผู้วิจัยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเข้าพบปะหารือและศึกษาดูงานในครั้งนี้จะให้แนวทางและ แนวคิดการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืนแก่ท่าน ผู้บริหารท้องถิ่นส าหรับน าไปต่อยอดพัฒนารูปแบบให้เหมาะสมกับเมืองที่ท่านดูแลต่อไป มหาวิทยาลัยศิลปากร 1
2
ก ำหนดกำรเดินทำง ส ำนักงำนสภำนโยบำยกำรอุดมศึกษำ วิทยำศำสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชำติ (สอวช.) โครงกำรศึกษำดูงำนด้ำนกำรบริหำรจัดกำรวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น ภำยใต้โครงกำรวิจัยกำรพัฒนำทุนทำงวัฒนธรรมชุมชนผ่ำนกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชำ สังคมเพื่อเพิ่มศักยภำพและพัฒนำเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ ระหว่ำงวันอำทิตย์ที่ 8 ตุลำคม - วันเสำร์ที่ 14 ตุลำคม 2566 ณ Kojima, Kurashiki, Kyoto, Matsumoto, Magome, Japan _______________________________________________________________________ (วันที่หนึ่ง) วันอำทิตย์ที่ 8 ตุลำคม พ.ศ.2566 (BKK – KIX) 05.00 น. พร้อมกันที่ ชั้น 4 สนามบินสุวรรณภูมิ 08.25 น. ออกเดินทางจากกรุงเทพโดย Thai airway เที่ยวบินTG672 ( 08.25 – 15.55 ) 15.55 น. ถึงสนามบิน KIX 17.00 น. เดินทางไป Osaka รับประทานอาหารเย็น พัก Centara Grand Osaga (วันที่สอง) วันจันทร์ที่ 9 ตุลำคม พ.ศ.2566 (Kurashiki) 08.00 – 11.00 น. เดินทางจาก Centara Grand Osaga ไปจังหวัด Okayama 11.00 – 13.00 น. เยี่ยมชมถนน Kojima Jeans Street 13.00 – 14.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 14.00 – 16.00 น. เยี่ยมชมหมู่บ้านประมง Kojima 16.00 - 17.00 น. เดินทางไป Kurashiki 19.00 น. รับประทานอาหารเย็นและ พักผ่อนตามอัธยาศัย พัก Kurashiki Ivy Square 3
(วันที่สำม) วันอังคำรที่ 10 ตุลำคม พ.ศ.2566 08.00 น. เดินทางไปเทศบาล Kurashiki 09.00 – 11.30 น. ฟังบรรยายสรุปเทศบาล Kurashiki เขตอนุรักษ์Kurashiki Bikan 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 13.00 – 15.30 น. ศึกษาดูงานเขตอนุรักษ์คุราชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan Historical Quarter / 倉敷美観地区) ตั้งอยู่ที่เมืองคุราชิกิ (Kurashiki) จังหวัดโอคายาม่า (Okayama) สิ่งปลูกสร้างโบราณ หลายแห่งภายในเมืองคุราชิกินั้นสร้างในสมัยเอโดะจนถึงสมัยเมจิ (ประมาณปี ค.ศ. 1603 – 1912) ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่าง มากของญี่ปุ่น โดยเป็นช่วงที่มีการค้าขายกับทางตะวันตก จนเกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมและออกมาเป็นสถาปัตยกรรม แบบตะวันตกร่วมสมัย 15.30 – 19.00 น. เดินทางไป Kyoto ทานอาหารเย็น พัก Hotel Granvia Kyoto (วันที่สี่) วันพุธที่ 11 ตุลำคม พ.ศ.2566 ( แต่งกำย : สุภำพ ) 08.00 น. เดินทางไปที่ Doshisha Women's College of Liberal Arts 09.00 – 11.30 น. ฟังบรรยาย Future Craft Kyoto จากสมาคม Japanese Society for the Sciences of Design 12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 13.00 – 16.00 น. เยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ Future Craft และพื้นที่เขตอนุรักษ์เกียวโต 16.00 – 18.30 น. เดินทางไป Nagoya 19.00 น. รับประทานอาหารเย็น พักที่ Nagoya JR Gate Tower Hotel 4
(วันที่ห้ำ) วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลำคม พ.ศ.2566 ( แต่งกำย : สุภำพ ) 08.00 น. เดินทางไปเมือง Matsumoto 10.00 – 12.00 น. ฟังบรรยายสรุปเทศบาล Matsumoto 12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 13.00 – 16.00 น. เยี่ยมชมถนนนาคามาจิ (Nakamachi street) ซึ่งเคยเป็นแหล่ง ขายสุราและกิโมโนใกล้ปราสาทมัตสึโมโตะ แต่เนื่องจากเกิด อุบัติเหตุไฟไหม้หลายครั้ง จึงได้สร้างบ้านที่เป็นก าแพงนามาโกะ (ก าแพงปลิงทะเล ซึ่งมาจากลักษณะส่วนที่นูนดูคล้ายปลิงทะเล) โดยฉาบปูนปลาสเตอร์บนก าแพงดินที่มีคุณสมบัติทนไฟ ปัจจุบันก็ ยังคงรักษาทิวทัศน์อาคารบ้านเรือนไว้เป็นอย่างดี 16.00 – 18.00 น. เดินทางกลับ Nagoya พัก Nagoya JR Gate Tower Hotel (วันที่หก) วันศุกร์ที่ 13 ตุลำคม พ.ศ.2566 ( แต่งกำย : สุภำพ ) 08.00 – 10.00 น. เดินทางไป Magome 10.00 – 12.00 น. ฟังบรรยายสรุปเทศบาลฯ 12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน 13.00 – 16.00 น. ศึกษาดูงานหมู่บ้านมาโกเมะ (馬籠 / Magome) เส้นทางเดินเท้า เชื่อมโตเกียว – เกียวโต เมื่ออายุ 400 ปี 16.00 – 19.00 น. เดินทางไปสนามบิน NGO พัก Centrair Hotel (วันที่เจ็ด) วันเสำร์ที่ 14 ตุลำคม พ.ศ.25660 08.30 น. เช็คอินที่สนามบิน NGO 11.00 น. เดินทางกลับกรุงเทพฯ เที่ยวบิน TG645 15.00 น. เดินทางถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ 5
6
โอคายามะ ดินแดนแห่งแสงสุริยา Okayama, the Land of Sunshine จังหวัดโอคายามะ (Okayama) ใจกลางเส้นทางคมนาคมของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ในภูมิภาค ตะวันตก ตั้งอยู่ในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) ทางฝั่งตะวันตกของญี่ปุ่น สภาพอากาศโดยเฉลี่ยตลอดปีมีความ แจ่มใสและฝนตกน้อยกว่าจังหวัดอื่นๆของประเทศ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งแสงตะวัน” ที่อบอวลไปด้วยอุณภูมิอากาศอันอบอุ่น ทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และเต็มไปด้วยภูมิทัศน์ วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา เมืองหลวงคือเมืองโอคายามะ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด ประชากรภายในจังหวัดมีประมาณ 720,000 คน จังหวัดโอคายามะก่อตั้งขึ้นในสมัยเอโดะ (Edo period) จวบจนถึงทุกวันนี้ยังคงมีเศษซาก ทาง ประวัติศาสตร์กระจัดกระจายไปทั่วเมืองและได้ถูกจัดอันดับเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ทางประวัติศาสตร์มากที่สุด เป็นอันดับที่ 13 ของประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นแหล่งก าเนิดของวัฒนธรรมคิบิโบราณ (Kibi Culture) อย่างนิทานพื้นบ้านเรื่องโมโมทาโร่ (Momotaro) ที่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นสัญญาลักษณ์ประจ าจังหวัด จังหวัดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แห่งนี้อยู่ในเขตภูมิอากาศอบอุ่นเหมาะต่อการอยู่อาศัย รอดพ้นจากวิกฤต ภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งรุนแรงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น พายุไต้ฝุ่น หรือแผ่นดินไหว นอกจากนี้โอคายามะยัง เข้าร่วมเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ (UNESCO Learning City) และส่งเสริมการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development : ESD) อย่างเข้มแข็ง ด้วยการใช้ระบบ “Whole City” หรือ ให้ทั้งเมืองเป็นเหมือนห้องเรียนธรรมชาติของเด็กๆ มาตั้งแต่ปี 2015 จนเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบด้าน ESD ให้กับ เมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในโอคายามะ เริ่มต้นตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ผ่านกิจกรรมสนุกที่เรียกว่า “ขุมทรัพย์มนุษย์” ก่อนจะขยับไปสู่ระดับมัธยม มหาวิทยาลัย โดยทั้งภาครัฐ เอกชน ต่างร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันให้โอคายามะเป็นหนึ่งในต้นแบบด้าน ESD อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายคือ ให้ผู้เรียนได้รับความรู้ ทักษะ ค่านิยม และทัศนคติที่จ าเป็นต่อความท้าทายใหม่ๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการ เปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกุญแจส าคัญสู่เป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 7
ในปี 2005 เทศบาลจังหวัดโอคายามะจัดตั้งคณะกรรมาธิการด้าน ESD (Okayama ESD Promotion Commission) และริเริ่มโครงการ “Okayama ESD Project” ขึ้นมา โดยเทศบาลจังหวัดท าหน้าที่เป็นเพียง ‘ผู้ส่งเสริมและสนับสนุน’ ด้านองค์ความรู้หรือด้านการเงิน ตามหลักกระจายอ านาจการปกครองท้องถิ่น ในขณะที่การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้จะขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่โดยตรง ไม่ว่าจะภาคเอกชน สถาบันการศึกษา กลุ่มประชาสังคม หรือ NGOs ห้องเรียนเรื่องความยั่งยืนของโอคายามะจึงกว้างขวางกินอาณาเขตทั่วทั้งเมือง เพราะเด็กๆ สามารถ เรียนรู้ได้จากทุ่งนา ท้องไร่ ห้างสรรพสินค้า หมู่บ้าน และจากบุคคลส าคัญในพื้นที่ โดยเนื้อหาที่แทรกไป ในหลักสูตรนั้น เป็นประเด็นเฉพาะพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ ภัยธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจชุมชน Photos : Okayama ESD Promotion Commission 8
การออกแบบการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดโอคายามะ ไม่ได้ถูกจ ากัดให้อยู่แค่ ในกรอบของทักษะหรือความรู้ระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่คณะกรรมาธิการส่งเสริมการเรียนรู้ยังให้ความส าคัญกับ ทักษะการเป็นพลมืองโลกควบคู่กันไปด้วย หนึ่งในลักษณะเฉพาะของการจัดการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนของ จังหวัดโอคายามะ คือการใช้ศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน (Community Learning Center – CLC) ที่ตั้งอยู่ใน โรงเรียน และมีมากถึง 37 แห่ง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เหล่านี้ติดต่อสื่อสาร สร้างเครือข่าย และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หรือเทคนิคเชิงปฏิบัติกับ CLC ในต่างประเทศอยู่เสมอ นับตั้งแต่ปี 2007 ที่โอคายามะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องของการเรียนรู้ในชุมชนและความ ยั่งยืน เยาวชนจึงไม่ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกกว้างนอกพื้นที่จังหวัดของตน อีกตัวอย่างที่เป็น รูปธรรมของการให้ความส าคัญกับทักษะสากลคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโอคายามะอิจิโนมิยะ (Okayama Ichinomiya High School) ร่วมมือกับ UNESCO และองค์กรหรือห้างร้านต่างๆพาเด็กนักเรียน ออกไปศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และธุรกิจนอกพื้นที่เพื่อให้เด็กๆก้าวทันโลกกว้าง ปัจจุบัน Okayama ESD Project มีสมาชิกเข้าร่วมแล้วกว่า 350 องค์กร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน NGOs สถาบัน วิชาการ หรือแม้กระทั่งร้านเล็กร้านน้อย ส่งผลให้มีสมาชิกทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กประถม วัยแรงงาน หรือผู้สูงอายุ เมืองแห่งมรดกญี่ปุ่น คุระชิกิ(Kurashiki) หนึ่งในเมืองของจังหวัดโอคายามะ คุระชิกิ(Kurashiki) เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองแห่งพ่อค้า ในสมัย เอโดะ (Edo period) และเป็นเมืองสิ่งทอในสมัยเมจิ(Meiji period) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เติบโตขึ้นเป็น เมืองอุตสาหกรรม เมืองแห่งวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิอากาศที่ไม่รุนแรงตามแบบฉบับของ ภูมิภาคทะเลเซโตะใน (Seto Inland Sea) และพื้นที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์จากแม่น้ าทาคาฮาชิ(Takahashi River) เมืองนี้จึงมีอุตสาหกรรมการเกษตรและการประมงที่เจริญรุ่งเรือง และมีมรดกทางวัฒนธรรมมากที่สุด ถึง 3 แห่ง รัฐบาลญี่ปุ่นจึงยกย่องให้คุระชิกิเป็นเมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นในภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku) Photos : 岡山esdプロジェクト 9
คุระชิกิและเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรม 1. เริ่มต้นจากดอกฝ้ายดอกเดียว แต่เดิมเมืองคุระชิกิถูกสร้างขึ้นจากการถมที่ดิน เนื่องจากดินมีปริมาณเกลือสูง ไม่เหมาะกับการปลูกข้าว จึงได้หันมาปลูกฝ้ายและหญ้าที่เป็นพืชทนเค็มแทน และจากการ แก้ไขปัญหาดินเค็มนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของอุตสาหกรรมสิ่งทอในท้องถิ่น ภายใต้การ ควบคุมโดยตรงของโชกุณซึ่งเป็นผู้ส าเร็จราชการ ในปี ค.ศ. 1642 เมืองคุระชิกิก็กลายเป็น ศูนย์กลางทางการเมืองของดินแดนโดยรอบและเป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวมและ แจกจ่ายเสบียงทางตอนใต้ของแคว้นบิจู (Bichu Domain) ภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐบาลเมจิ(Meiji government) ในปี ค.ศ. 1868-1912 มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมฝ้ายเป็นจ านวนมาก และเริ่มน าเอาเทคโนโลยีตะวันตก มาใช้จุดประกายความก้าวหน้าในการผลิตสิ่งทอ ท าให้เมืองคุระชิกิมีความมั่งคั่งเป็นอย่าง มาก และได้พัฒนาจนกลายเป็นผู้ผลิตชั้นน าของประเทศ สิ่งทอที่ขึ้นชื่อของคุระชิกิ มีทั้งเสื่อทอลายดอกไม้ ถุงเท้าทาบิ ชุดนักเรียน และ เสื้อผ้ารูปแบบอื่นๆ รวมถึงกางเกงยีนส์ตัวแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น “ ญี่ปุ่นและโลกตะวันตกผ่านผ้าฝ้าย ” 10
2. โลกที่แตกต่างกับความฝันของบุรุษผู้เอาชนะพายุทะเล เรื่องราวของกะลาสีบนเรือคิตามาเอะบุเนะ (Kitamaebune ships) เรือเร่ ขายสินค้าที่มีบทบาทในทะเลญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคเอโดะช่วงปลายจนถึงยุคเมจิและน าพา ทรัพย์สินเงินทองมหาศาลกลับมา คิตามะเอบุเนะ แปลว่า "เรือที่มุ่งหน้าทางเหนือ" ตรงตามเส้นทางการค้า และการเดินเรือที่ใช้และเนื่องจากเมืองคุระชิกิเป็นหนึ่งในท่าเรือส าหรับเรือคิตา มาเอะบุเนะ บรรยากาศในอดีตจึงเต็มไปด้วยความคึกคัก ภูมิทัศน์เมืองของคุระชิกิ ในปัจจุบันยังคงเป็นหลักฐานชั้นดีที่แสดงความเจริญรุ่งเรืองของอดีต “ ท่าเรือคิตามาเอะบุเนะ มรดกแห่งญี่ปุ่น ” 11
3. บ้านเกิดโมโมทาโร่ วีรบุรุษชื่อดังต านานญี่ปุ่น โมโมทาโร่ (Momotaro) เป็นนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กชายที่เกิดมาจากลูกท้อ ผู้เปี่ยมไปด้วยความกล้า หาญ ซึ่งภายหลังได้เดินทางไปปราบยักษ์โอนิที่เกาะโอนิงะชิมะ (onigashima island) พร้อม กับสัตว์สหายทั้งสามคือ สุนัข ลิง และนก เนื่องจากคุระชิกิเป็นบ้านเกิดของนิทานพื้นบ้านชื่อดัง จึงสามารถพบเห็นโมโมทาโร่ ได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นโมโมทาโร่และผองเพื่อนหน้าสถานีรถไฟ พิพิธภัณฑ์โมโมทาโร่ (Momotaro Karakuri Museum) ปราสาทคิโนโจ (Kinojo Castle) ซึ่งเชื่อกันว่าเคยมียักษ์ อาศัยอยู่ และศาลเจ้า เป็นต้น “ เรื่องราวการพิชิตยักษ์ที่สืบทอดมาจากมรดกคิบิโบราณ ” 12
โคจิมะ แลนด์มาร์คยีนส์ของญี่ปุ่น ย่านโคจิมะ (Kojima) ในเมืองคุระชิกิ (Kurashiki) เป็นแหล่งผลิตยีนส์ชื่อดัง ที่นี่มีถนนยีนส์โคจิมะ (Kojima Jeans Street) ถนนสายยีนส์ที่รวบรวมร้านท ากางเกงยีนส์มากถึง 40 ร้าน รวมเป็นระยะทางกว่า 400 เมตร ย่านนี้ถือได้ว่ามีความส าคัญกับเรื่องราวของอุตสาหกรรมการผลิตผ้ามาตั้งแต่สมัยเอโดะ โดยแรกเริ่มเดิมทีมีการผลิตฝ้ายเพื่อใช้ในการท าสายรัดส าหรับดาบและรองเท้าแตะไม้ จากนั้นก็ได้เริ่มหันมา ผลิตถุงเท้าทาบิในยุคเมจิ และเปลี่ยนมาผลิตเครื่องแบบนักเรียนเมื่อประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับระบบการศึกษา ให้เป็นแบบตะวันตก ปัจจุบันถนนสายนี้ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางในการผลิตเดนิมและยีนส์คุณภาพที่ได้รับการ ยอมรับจากทั่วโลกและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ที่นี่ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Kojima Blue หรือ เมืองสีน้ าเงิน ตามสีย้อม Indigo เพราะบริเวณย่าน ทั้งหมด ตั้งแต่สถานีรถไฟ Kojima Jeans Station จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับ “ยีนส์” เต็มไปหมดไม่ว่า จะเป็นตู้กดน้ า ที่เขี่ยบุหรี่ ป้ายโฆษณาบนสถานีรถไฟ ยาวไปจนถึงมีกางเกงตัวยักษ์แขวนไว้เรียกได้ว่าตั้งใจ โปรโมทให้ “ยีนส์” เป็นสินค้าเด่นประจ าเมืองแบบเต็มที่ เทคนิคพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์กางเกงยีนส์ที่โคจิมะคือ การใช้ ผ้าฝ้ายย้อมคราม (indigo dye cotton) ในยีนส์เกรดพรีเมียม โดยผสมผสานกรรมวิธีที่มีรากฐานมาจากผลิตกิโมโน ที่ถูกสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น หลายร้อยปี 13
ก าเนิดยีนส์คุณภาพดี ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้รับความปราชัยจากประเทศอเมริกา จึงท าให้กอง ทหารอเมริกาเข้าไปตั้งฐานที่มั่นต่างๆในประเทศญี่ปุ่น ภายหลังจากสงครามสิ้นสุดลง ในช่วงเวลานี้ที่ ทหารอเมริกันต่างก็แต่งกายด้วยชุดนอกเครื่องแบบออกมาพักผ่อนนอกค่ายทหาร บรรดาวัยรุ่นชาว ญี่ปุ่นก็ได้เห็นการแต่งกายของทหารอเมริกันแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือ กางเกงยีนส์ ด้วยความนิยมหลายๆอย่างจากอเมริกา สื่อทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นดาราดังอเมริกัน อย่าง James Dean สวมใส่ ท าให้กระแสความนิยมของกางเกงยีนส์มีเพิ่มมากขึ้น วัยรุ่นญี่ปุ่นหลายๆคนต่าง เก็บเงินซื้อกางเกงยีนส์มือสองจากทหารอเมริกัน และเมื่อความต้องการของตลาดมีเพิ่มขึ้นอย่างไม่มี ท่าทีว่าจะหยุด บรรดาร้านตัดเสื้อผ้าก็ต่างคิดหาวิธีผลิตกางเกงยีนส์ขึ้นมาขาย ซึ่งแน่นอนว่าคนญี่ปุ่นที่ ไม่เคยมีกางเกงยีนส์และไม่เคยรู้จักผ้าเดนิม ไม่รู้จักกระบวนการผลิตกางเกงยีนส์ การจะผลิตกางเกง ยีนส์ขึ้นมาขายนั้นถือเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากการทดลองผิดถูกหลายครั้ง ในที่สุดก็สามารถผลิต กางเกงยีนส์ขึ้นมาได้ และที่เมืองโคจิมะซึ่งเมืองนี้ในอดีตนั้นเป็นเมืองที่ไดเมียว อุคิตะ ฮิเดอิ(Ukita Hideie) ไดเมียวของโอคายามะ ได้ถมทะเลขึ้นจนเป็นเมืองนี้ แต่พื้นที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถที่จะปลูกข้าวหรือพืช อื่นๆได้ดี จึงต้องปลูกฝ้ายแทนซึ่งสามารถขึ้นได้ดีกว่า นับจากนั้นมาเมืองโคจิมะก็เป็นแหล่งผลิตสิ่งทอ จากผ้าฝ้ายซึ่งใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับชาวญี่ปุ่น หลังจากที่ญี่ปุ่นได้รับค่านิยมการแต่งกายจากชาติ ตะวันตก เสื้อผ้าแบบดั้งเดิมได้รับความนิยมลดลงและมีบทบาทน้อยลง ท าให้การผลิตสิ่งทอที่มาจาก ผ้าฝ้ายอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากมีเส้นใยสังเคราะห์เข้ามาแทนที่ในอุตสาหกรรมการผลิตชุดนักเรียน และชุดท างานของพนักงาน แต่เมื่อทหารอเมริกันน าเอาวัฒนธรรมกางเกงยีนส์เข้ามาทางเมืองนี้จึงได้ ประยุกต์ปรับใช้ผ้าฝ้ายในการผลิตผ้าเดนิมญี่ปุ่นเพื่อตัดเย็บกางเกงยีนส์ของคนญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ในเมืองโคจิมะ วัยรุ่นหนุ่มสาวในเมืองนี้ต่างก็ออกไปท างานอยู่ในเมื่องใหญ่ๆอย่างเมือง โอซาก้าหรือโตเกียว จึงท าให้เมืองนี้ค่อนข้างเงียบเหงามีแต่คนสูงวัย จึงท าให้ผู้ผลิตยีนส์หลายๆ แบรนด์ต่างร่วมมือกันสร้างเมืองๆนี้ เป็น ถนนยีนส์ (Jeans Street) ขึ้นมา 14
บรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่หมู่บ้านฟุกิยะ ฟุรุซาโตะ หมู่บ้านฟุกิยะ (Fukiya Furusato Village) ตั้งอยู่ในเมืองชนบทเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของจังหวัดโอคายามะ หมู่บ้านแห่งนี้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคเอโดะ (ประมาณ ค.ศ. 1600 ถึง 1868) และรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 ถึง 1912) โดยสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นสไตล์ของยุคเมจิ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารเก่าที่เริ่มได้รับอิทธิพลจากตะวันตกหลังการเปิดประเทศของญี่ปุ่น หมู่บ้านเล็กๆแต่แฝง ไปด้วยความอบอุ่นอยู่บนภูเขารายล้อมด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เป็น เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่เมื่อฤดู ใบไม้เปลี่ยนสีมาเยือนนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมาเยี่ยมชมบ้านโบราณในสมัยเอโดะ ที่ได้รับการบูรณะและ ดูแลรักษาให้คงสภาพเดิม เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ก าลังเปลี่ยนเป็นสีแดงให้เข้ากับหมู่บ้านราวกับเป็น ส่วนหนึ่งของกันและกัน ในอดีตที่นี่เคยได้ชื่อว่าเป็นเหมืองทองแดงขนาดใหญ่ของ ภูมิภาคชูโงะคุ (Chugoku) ถึงแม้ว่าบรรยากาศบ้านเรือนอาจจะดูเงียบสงบแต่แท้จริงแล้วทุกหลังล้วนยังใช้งานอยู่จริง บ้างก็เป็นที่อยู่อาศัย พิพิธภัณฑ์ร้านค้า แม้แต่ไปรษณีย์ก็แอบซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบสงบนี้ 15
แหล่งก าเนิดของ Japan Red สีแดงถือเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์และแหล่งก าเนิดของชีวิตมายาวนาน งานฝีมือแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น จ านวนมากใช้เม็ดสีแดงที่เรียกว่าเบนการะ ซึ่งผลิตในหมู่บ้านฟุกิยะ สีนี้โด่งดังไปทั่วโลกและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในชื่อ สีแดงของญี่ปุ่น หมู่บ้านฟุกิยะเริ่มผลิตเบนการะในศตวรรษที่ 18 หลังจากที่เม็ดสีได้รับรางวัลชนะเลิศในงานนิทรรศการอุตสาหกรรม แห่งชาติครั้งแรกในปี ค.ศ. 1877 คุณภาพและชื่อเสียงของฟุกิยะเบนการะก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ และด้วย ความส าเร็จนี้เองที่ท าให้ประวัติศาสตร์สีแดงของญี่ปุ่นได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองแดงชั้นน า ของประเทศอีกด้วย ขุนศึกในศตวรรษที่ 16 ต่อสู้แย่งชิงการควบคุมเหมืองทองแดงโยชิโอกะ (Yoshioka Copper Mine) อันโด่งดังของย่านซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 807 ต่อมาผู้บุกตระกูลซูมิโตโม (Sumitomo Family) จากโอซาก้าได้เข้ามาบริหาร จัดการเหมืองในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 และเปลี่ยนให้เป็นหนึ่งในแหล่งทองแดงที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น แต่ในช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 เหมืองแห่งนี้ถูกซื้อโดยนักอุตสาหกรรม อิวาซากิ ยาทาโระ (Iwasaki Yataro) ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ รูปแบบการจัดการสมัยใหม่ที่เขาใช้ในเวลาต่อมาได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศและกลายเป็นบรรทัดฐานส าหรับ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่หลังจากนั้นเหมืองได้ปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1972 แต่ยังคงเห็นซากหลุมเหมืองและโรงสีอยู่ หมู่บ้านประวัติศาสตร์ฟุกิยะถูกก าหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ที่ส าคัญส าหรับกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ เมืองสีแดงที่มี กระเบื้องสีน้ าตาลแดงหลากสีสันเป็นตัวอย่างที่มีชีวิตของความเจริญรุ่งเรืองอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากสีแดงของญี่ปุ่น เบนการะผงสีที่ได้มาจากการบวนการ Oxidize จากเหล็ก หรือเรียกอีกอย่างว่า Colcothar คุณสมบัติ ของเบนการะหลักๆคือน ามาทาบริเวณส่วนที่เป็นไม้ของตัวบ้านเพื่อให้มีความทนทานและป้องกันแมลง เบนการะเดิมน าเข้าจากรัฐเบงกอลของอินเดีย ในช่วงแรกๆของการขุดเหล็กซัลไฟต์ มันถูกโยนทิ้งไปและถูกมองว่าไร้ประโยชน์ จนกระทั่งวันหนึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญ ว่าสามารถเปลี่ยนเป็นเหล็กออกไซด์และใช้เพื่อสร้างเม็ดสีแดงเบนการะได้ 16
17
เขตอนุรักษ์คุระชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan Historical Quarter) เขตอนุรักษ์คุระชิกิบิคัง (Kurashiki Bikan Historical Quarter / 倉敷美観地区) สถานที่ทาง ประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานร่วม 400 ปีตั้งอยู่ที่เมืองคุระชิกิ (Kurashiki) ในจังหวัดโอคายามะ (Okayama) ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่รุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17 ทั้งยังเป็นย่านที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเสน่ห์เมืองเก่า ที่สงบสุข มีส่วนที่ลงตัวของ 2 วัฒนธรรม โดยสิ่งปลูกสร้างโบราณหลายแห่งภายในเมืองนั้นสร้างขึ้นในสมัยเอ โดะจนถึงสมัยเมจิ (ประมาณปี ค.ศ. 1603 – 1912) ซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างมากของญี่ปุ่น และเป็นช่วง เริ่มค้าขายกับทางตะวันตก ก่อให้เกิดการผสมผสานกันทางวัฒนธรรมอย่างลงตัว ระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก กับวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น ออกมาเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกร่วมสมัยที่ยังคงมีการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี คุระชิกิในสมัยก่อนนั้นมีความส าคัญเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นเป็นศูนย์กลางการขนส่ง สินค้าแล้ว ยังเป็นที่รวบรวมและเก็บผลผลิตข้าวจากเมืองรอบๆ ก่อนจะกระจายไปสู่เมืองการค้าส าคัญๆอย่าง โอซาก้า (Osaka) และ เอโดะ (Edo) หรือปัจจุบันคือ โตเกียว (Tokyo) เกิดเป็นเครือข่ายล าคลองและโกดังเก็บ ข้าวเรียงที่รายเป็นแถว ซึ่งค าว่าคุระชิกินั้น หากแปลเป็นภาษาอังกฤษจะมีความหมายว่า “The Town of Storehouses” หรือ “เมืองแห่งโกดัง” ปัจจุบันโกดังเหล่านั้นได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านขาย ของ และร้านกาแฟ บ้านญี่ปุ่นโบราณ หรือ โคมินกะ (Kominka House) สีขาวเรียงรายแทรกกับอาคารทรงตะวันตกอย่างกลมกลืน 18
แม้ว่าเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นจะพังทลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่คุระชิกิสามารถรอดพ้นจากสงคราม ได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ จุดที่น่าสนใจคือ ย่านเมืองเก่าซึ่งเป็นย่านประวัติศาสตร์อย่างบิคัง (Bikan) ยังคงอยู่ ในสภาพที่สวยงาม โกดังดั้งเดิมหลายแห่งที่มีผนังลายตาข่ายไขว้สีเทา-ขาว และหลังคาเซรามิคอันประณีต ได้รับการดูแลและอนุรักษ์ให้คงสภาพไว้อย่างดีโดยรัฐบาลญี่ปุ่น เขตประวัติศาสตร์บิคัง (Bikan Historical Area) เขตประวัติศาสตร์บิคัง ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟคุระชิกิโดยใช้เวลาเดินเพียง 10 นาที ตลอด ทางเดินสู่ย่านบิคังเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายให้แวะชม เดินไปไม่ไกลก็ถึงเขตห้องแถวโบราณที่ตั้งติดๆ กันคล้ายอาคารพาณิชย์ ในอดีตย่านบิคังเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการดูแลควบคุมโดยขุนนาง ชั้นสูง มีการค้าขายคับคั่งและเป็นแหล่งโกดังเก็บสินค้า จึงเป็นย่านประวัติศาสตร์ส าคัญที่ต่อมาถูก พัฒนาให้มีพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งในย่านนี้ จากการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ส่งผลให้อาคารและโกดังบางแห่งมีการปรับแต่งเพิ่มเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ แต่คงลักษณะ เค้าโครงเดิมอยู่มากกว่า ‘คุระชิกิ’ จึงกลายเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว 19
ลักษณะของอาคารมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพราะก่อสร้างด้วยก าแพงลายขาว-ด าแบบ “นามา โกะ” (Namako) ที่แปลว่าปลิงทะเล ตั้งชื่อตามลักษณะของการประดับปูนขาวรูปทรงกระบอกลาย ตารางติดก าแพง ที่มองดูคล้ายปลิงทะเล แทรกด้วยหน้าต่างและประตูไม้รูปแบบสถาปัตยกรรมสุด คลาสสิกจากอดีต คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดคือ ความแข็งแรงทนทานที่ดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน โดยเชื่อ ว่าผนังลักษณะนี้จะช่วยปกป้องบ้านจากลมฝนและทนไฟได้ดี ช่วยชะลอการลุกลามไปยังอาคาร ข้างเคียงได้ พร้อมกันแมลงและขโมยได้อีกด้วย โดยปกติแล้วผนังดินจะไม่ถูกกับน้ า ช่างปูนใน สมัยเอะโดะ จึงลองแก้ไขด้วยการน ากระเบื้องแผ่นเรียบมาแปะเพื่อกันฝนและความชื้น พอกปูนหนาๆ บริเวณรอยต่อให้ผนังใช้งานได้นานมากขึ้น โดยจะท าเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมซึ่งหนึ่งในเทคนิคงานปูน ดั้งเดิมของญี่ปุ่น จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ “ผนังนามาโกะ” ก าแพงนามาโกะ (Namako Wall) เอกลักษณ์ของอาคารเก่าในย่านนี้ 20
เพื่ออนุรักษ์สถาปัตยกรรมอันเป็นมรดกที่มีค่าของเมืองและองค์ความรู้ในการก่อสร้างด้วย เทคนิคโบราณให้สืบทอดต่อไปถึงลูกหลานในอนาคต ผู้คนและหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่นได้มีโครงการ เรียนรู้วิธีการก่อสร้าง แม้ไม่เคยมีพื้นฐานให้สามารถเรียนรู้วิธีอนุรักษ์และฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง ตลอดจนจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความส าคัญและคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม และยังสร้าง โอกาสให้ช่างท้องถิ่นได้เรียนรู้และฝึกฝนเทคนิคผ่านสองมือ ถือเป็นการจุดประกายประเด็นเรื่องการ ฟื้นฟูเทคนิคดั้งเดิมและการส่งต่อองค์ความรู้ในเมืองอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นของรูปแบบอาคารลักษณะนี้คือบ้านของเหล่าซามูไร เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างความคิดสร้างสรรค์ และความน่าเกรงขามของเหล่านักรบ ด้วยความแข็งแรงทนทาน จึงเป็นที่นิยมน าไปใช้สร้างโกดังเก็บของ ป้อมปราการ และรั้วก าแพงดินแบบหนาที่มีหลังคา สินค้าส่วนใหญ่ที่ขายในย่านมีเรื่องราวที่พิเศษเฉพาะตัว เช่น สินค้าท้องถิ่นที่ผลิตขึ้นโดยช่างฝีมือท้องถิ่น ขนมโบราณหรืออาหารที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น หรือเป็นร้านที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่น 21
พิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ (Ohara Museum of Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดย มาโกะซาบุโร่ โอฮาระ (Magosaburo Ohara) เมื่อปี ค.ศ. 1930 นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ได้ให้การอุปถัมภ์ศิลปินชื่อดัง โทระจิโร่ โคจิมะ (Torajiro Kojima) ศิลปินผู้มีชื่อเสียงด้านศิลปะตะวันตก โอฮาระได้ส่งโคจิมะไปยุโรปถึง 3 ครั้ง เพื่อศึกษาศิลปะ ตะวันตก และคัดเลือกผลงานศิลปะตะวันตกผ่านสายตาของโคจิมะกลับมา ซึ่งเขามองเห็นความงาม ในผลงานของศิลปินยุคอิมเพรสชันนิสม์ อย่าง Degas, Monet, Pissarro ในช่วงเวลาที่แม้แต่คนยุโรป เองก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าทุกวันนี้ รวมถึงยังมีผลงานจากยุคเรอเนซองส์ของ El Greco อยู่ที่นี่ ด้วย ท าให้ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์โอฮาระเป็นสถานที่เก็บงานศิลปะตะวันตกร่วมสมัยที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงในระดับโลก เพราะมูลค่าของงานศิลปะที่ประเมินไม่ได้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งศึกษาโลกทัศน์และเรียนรู้มุมมองศิลปินผ่าน ผลงานศิลปะแก่ผู้เยี่ยมชมแล้ว ยังมีโปรแกรมการเรียนรู้เรื่องราวและผลงานศิลปะออนไลน์ที่ไม่ว่าใคร ก็สามารถท าได้ ในฐานะพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่จะคงอยู่ตลอดไปในศตวรรษที่ 21 ที่พร้อมให้บริการและ สร้างกิจกรรมเพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ศิลปะแบบใหม่ๆต่อไปในอนาคต เสาขนาดใหญ่ที่ทางเข้าดูเหมือนหินอ่อน แท้จริงแล้วสร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก ผสมกับผงหิน และฉาบด้วยปูน 22
พิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีคุระชิกิ (Kurashiki Archaeological Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เคยเป็นยุ้งข้าวอายุ 200 กว่าปี เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ.1950 และเป็น สถานที่ซึ่งอุทิศให้กับการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณที่ขุดขึ้นมาได้จากภูมิภาคคิบิโบราณ (กินพื้นที่จากทางใต้ของจังหวัดโอคายะมะไปจนถึงทางตะวันออกของจังหวัดฮิโรชิม่า) ของที่ถูกจัดแสดงที่นี่มีความเก่าแก่มากถึงมากที่สุด ไปจนถึงยุคหิน (หลายหมื่นปีก่อน คริสตกาล) จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 16 ข้าวของส่วนใหญ่ถูกขุดพบในหลุมศพโบราณ และได้รับการ บ ารุงรักษาเป็นอย่างดีโดยความร่วมมือจากสมาคมโบราณคดีคิบิ แรกเริ่มมีอาคาร 2 ชั้นด้านหน้า เท่านั้น แต่ภายหลังได้มีการสร้างอาคาร 3 ชั้นเพิ่มเติม (สร้างให้มีรูปแบบเหมือนอาคารเก่าหลังแรก) ท าให้พื้นที่แสดงเครื่องใช้ของภูมิภาคคิบิโบราณเพิ่มมากขึ้น เหมาะส าหรับผู้ชื่นชอบของโบราณ และ ต้องการซึมซับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นอกจากเป็นสถานที่จัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาและภาชนะดินเผาอายุหลายพันปีที่ถูกค้นพบ พิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีคุระชิกิ ยังมีส่วนร่วมในการวิจัยและการศึกษาอีกด้วย 23
คุระชิกิไอวี่สแควร์ (Kurashiki Ivy Square) ศูนย์วัฒนธรรมในอาคารคอมเพลกซ์ที่ปรับปรุงขึ้นจากโรงงานปั่นด้ายสิ่งทอเก่า เมื่อปี ค.ศ. 1889 โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษารูปลักษณ์และบรรยากาศของอาคารให้คงสภาพเดิมมากที่สุด โดยในปี ค.ศ. 2007 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "มรดกทางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของญี่ปุ่น" (Heritage of Industrial Modernization of Japan) และต่อมาในปีค.ศ. 2017 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "มรดกแห่งญี่ปุ่น" (Japan Heritage) ถือเป็นอาคารที่ทรงคุณค่าและเหมาะกับการสัมผัส ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ภายในอาคารเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของโรงปั่นด้ายเก่า เช่น ไม้เลื้อยที่มีสีสันตัดกับ อิฐสีแดงคอยช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร จากฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูร้อนจะมีสีเขียวสวยงาม พอเข้า ฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและส้มที่สวยงาม และเมื่อถึงฤดูหนาวใบไม้จะเหี่ยวเฉากลายเป็นสี น้ าตาลที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าภาพทิวทัศน์แปลกใหม่เหมาะเจาะเข้ากับกับฤดูกาลที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร เรสฺโตราน สึตะ (Restaurant TSUTA) ที่สามารถมองเห็น "หลังคาฟัน เลื่อย" (Nokogiri-yane) ซึ่งมีรูปร่างเหมือนฟันของใบเลื่อยได้จากภายในร้าน และพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์คุ ระโบ (Kurabou Kinen-kan) ที่ปรับปรุงอาคารคลังสินค้าผ้าดิบเก่าขึ้นมาใหม่ พร้อมคอยให้ความรู้ ทางด้านประวัติศาสตร์มากมายภายผ่านภาพถ่าย ลวดลาย งานเขียน แบบจ าลอง และภาพวาด ร้านค้าภายในอาคารจ าหน่ายขนมหวาน งานหัตถกรรมและงานฝีมือพื้นบ้านและสินค้าสิ่งทอ อย่างกระเป๋าที่ท าจาก "ผ้าใบคุระชิกิ" (Kurashiki Hampu) คุณภาพสูง 24
บ้านตระกูลโอฮาชิ(Ohashi House) ตระกูลโอฮาชิเป็นตระกูลพ่อค้าชั้นน าของคุระชิกิ และที่บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1796 โดยบ้านมีลักษณะทั่วไปแบบมาชิยะ (Machiya) หรือ ทาวน์เฮาส์ บ้านพักโอฮาชิมีความ แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากมาชิยะแบบอื่นๆ คือไม่ได้สร้างขึ้นบนถนนโดยตรง แต่มีประตูหน้า และมีพื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเฉพาะของซามูไรเท่านั้น ในช่วงสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1867) ระบบวรรณะที่เข้มงวดได้แบ่งชนชั้นทางสังคมออก โดยมีซามูไรอยู่ด้านบนและ พ่อค้าอยู่ด้านล่าง การที่ตระกูลโอฮาชิสามารถใช้การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ปกติสงวนไว้ส าหรับ ซามูไรได้นั้น บ่งบอกถึงความส าคัญและอ านาจของตระกูลในอดีตได้เป็นอย่างดี บ้านตระกูลอิโนะอูเอะ (Inoue House) บ้านหลังนี้มีอายุประมาณ 300 ปี และเป็นทาวน์เฮาส์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขต ประวัติศาสตร์คุระชิกิบิคัง ถูกก าหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ส าคัญของชาติ และครั้งหนึ่งเคย เป็นบ้านของครอบครัวผู้น าฝ่ายบริหารบ้านเมืองเก่าแก่ที่ส าคัญ ได้รับยกย่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ส าคัญของประเทศ สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1721 25
26
เกียวโต เมืองหลวงเก่าญี่ปุ่น เกียวโต (Kyoto) เป็นจังหวัดหนึ่งในเขตคันไซ (Kansai) เป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมานับพันปี ระหว่างปี ค.ศ. 794 – 1869 ชื่อเดิมคือ เฮอันเกียว (Heian-kyo) มีความหมายว่าเมืองแห่งความสวยงามเป็นที่ ประทับของพระจักรพรรดิ จนถึงสมัยปฏิรูปเมจิในปี ค.ศ. 1868 จึงได้ย้ายเมืองหลวงไปเอโดะ (Edo) หรือ โตเกียว (Tokyo) ด้วยความที่เกียวโตเป็นเมืองหลวงด้วยระยะเวลาอันยาวนาน ความเจริญรุ่งเรืองของเกียวโต จึงมีทุกด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ โดยเฉพาะวัดที่มีอยู่มากกว่า 1,650 แห่ง ศาลเจ้าใน ลัทธิชินโตอีกราว 400 แห่งพระราชวัง ปราสาท พระต าหนักแม้ญี่ปุ่นเข้าสู่สมรภูมิและแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองต่างๆ ทั้งโตเกียว (Tokyo) ฮิโรชิมา (Hiroshima) นางาซากิ (Nagasaki) ต่างก็ถูกถล่มราบเป็นหน้ากลอง แต่เมืองหลวงอย่างเกียวโตและนารา (Nara) กลับได้รับการยกเว้นการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร จนท าให้ ปัจจุบันได้ยังเห็นสถาปัตยกรรมโบราณของสิ่งก่อสร้างที่งดงามได้อยู่ เกียวโตไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนในวิถีชีวิต ของชาวญี่ปุ่น เช่น พิธีชงชา การพับกระดาษ การทอผ้า การจัดดอกไม้ และงานเครื่องปั้นดินเผา อาจกล่าว ได้ว่าความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากสังคมและวัฒนธรรมแห่งเกียวโต ความเปลี่ยนแปลงของเกียวโตคือความเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่นในเวลาเดียวกัน บทบาทและความส าคัญของ เกียวโตยังคงปรากฏให้เห็นผ่านทางบทกวี วรรณกรรม งานนิพนธ์ในสาขาต่าง ๆ และโบราณวัตถุมากมาย ที่เป็นประจักษ์พยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า รากเหง้าที่แท้จริงของชาวญี่ปุ่นยังคงด ารงอยู่ตราบถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์ยุคก่อนเป็นเมืองหลวง แม้จะมีการค้นพบร่องรอยของมนุษย์บริเวณเกาะญี่ปุ่นในช่วง 10,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือ ยุคโจมง (Jomon-jidai) แต่ในบริเวณเกียวโตนั้นยังไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของมนุษย์ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 6 มีการ ค้นพบหลักฐานของมนุษย์ในบริเวณเกียวโตคือ ศาลเจ้าชิโมงาโมะ (Shimogamo Jinja) เชื่อกันว่าสร้าง ในสมัยพระเจ้าเทมมู(Tenmu-tenno) ปี ค.ศ. 675 - 686 เพื่อบูชาเทพเจ้าคาโมะทามะโยริฮิเม (Kamo Tamayori-hime) ให้ช่วยคุ้มครองภัยอันตรายที่จะมาสู่เกียวโต 27
ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่สมัยเฮอัน (Heian-jidai) ซึ่งมีเมืองหลวงคือนครเฮอันเคียว (Heijoukyou) ญี่ปุ่นได้เริ่มวางรากฐานทางวัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะในยุคสมัยก่อนหน้ามาบ้างแล้ว เช่น ในสมัยอาสึกะ (Asuka-jidai) ปี ค.ศ. 550 - 710 สามารถรวมชาติญี่ปุ่นให้อยู่ภายใต้จักรพรรดิได้ ท าให้บ้านเมืองเกิดความ สงบเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่างทางศาสนาและวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยนารา (Nara jidai) ปี ค.ศ. 710 – 750 เกิดพงศาวดารชื่อ โคะจิกิ(Kojiki) และ นิฮงโชกิ(Nihon Shoki) ซึ่งถือเป็นหลักฐานลาย ลักษณ์อักษรที่ส าคัญต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะท าให้เห็นความพยายามในการรวมชาติญี่ปุ่น ให้เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่สมัยนั้น การเล่าถึงความชอบธรรมของจักรพรรดิในการปกครอง รวมถึงวิถีชีวิตและ วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นผูกพันกับธรรมชาติและศรัทธาต่อเทพเจ้า หากจะกล่าวว่าเกียวโตเป็นยุคทองแห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น สมัยอาสึกะและสมัยนาราก็ถือเป็นการ วางรากฐานทางวัฒนธรรมให้เกียวโตเช่นกัน โคะจิกิ (Kojiki) เป็นวรรณกรรมที่ถูกแต่งโดยเจ้าชายโทะเนะริ(Prince Toneri) ใช้นามแฝงว่าโอโนะ ยะสึมะโระ (Ono Yasumaro) และเขียนด้วยตัวอักษรจีนโบราณ นิฮงโชกิ (Nihon Shoki) เป็นหนังสือเก่าแก่อันดับสองในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคคลาสสิก หนังสือเล่มนี้ที่แปลว่าพงศาวดาร ญี่ปุ่นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือส าคัญส าหรับนักประวัติศาสตร์เนื่องจากมีบันทึกเกี่ยวกับญี่ปุ่นโบราณที่สมบูรณ์ที่สุด 28
แรกเริ่มนครหลวงเกียวโต ในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 3 และศตวรรษที่ 6 ญี่ปุ่นมีเมืองหลวงหลายแห่งด้วยกัน ขึ้นอยู่กับการ แย่งชิงและการเปลี่ยนผ่านอ านาจไปมาของผู้ปกครองในขณะนั้น จนกระทั่งในปี ค.ศ. 784 จักรพรรดิคันมุ (Kammu-tenno) ต้องการย้ายเมืองหลวงแห่งใหม่จากนาราไปยังเกียวโต เพื่อหลีกหนีฐานอ านาจเดิมที่ สนับสนุนจักรพรรดิเท็นมู(Tenmu-tenno) และการเรืองอ านาจของขุนนางตระกูลฟูจิวาระ (Fujiwara) ที่มี อ านาจมากในแคว้นนารา รวมถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอย่างขีดสุด โดยเหตุผลที่เลือกเกียวโตเป็นเมืองหลวงคือความส าคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ พื้นที่ฮิกาชิยามะ (Higashiyama) มีภูเขาล้อมรอบ 3 ด้าน ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ าทะเล 1,000 เมตร ได้แก่ เขาฮิงะชิ(Mount Higashi) เขาคิตะยะมะ (Mount Kitayama) และเขานิชิยามะ (Mount Nishiyama) เหมาะที่จะเป็น ป้อมปราการเมือง นอกจากนี้ยังมีแม่น้ า 3 สายไหลผ่านเมืองคือ แม่น้ าอุจิ(Uji River) แม่น้ าคัตซึระ (Katsura River) และแม่น้ าคาโมกาวะ (Kamogawa River) เป็นประโยชน์ในแง่ความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับ การอยู่อาศัย ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 794 พระองค์มาที่นครหลวงแห่งใหม่และมีพระราชด ารัสให้ตั้งชื่อเมืองนี้ ว่า เฮอันเคียว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเกียวโตจึงกลายเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่างยาวนานถึง 1,074 ปี เมืองเกียวโตได้วางรากฐานและพัฒนาทางวัฒนธรรมให้มีความรุ่งเรืองและเข้มแข็งด้าน พระพุทธศาสนาจนถึงขีดสุด มีการสร้างวัดหลายแห่งบนเชิงเขาทั้ง 3 แนว เช่น วัดโทจิ (To-ji) และวัดไซจิ (Sai-ji) นอกจากนี้มีการวางรากฐานทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน เช่น พิธีชงชา พับนกกระดาษ การทอผ้า การเลี้ยงไหม และเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น 29
ที่มาของชื่อเมืองหลวงเฮอันเคียว>เกียวโต>ไซเกียว แรกเริ่มในปี ค.ศ. 794 มีการใช้ชื่อว่า เฮอันเคียว (Heian-kyo) แปลว่า นครหลวงอันสงบและสันติ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองหลวงเก่าแก่ของจีนที่ชื่อ ฉางอาน (Chang'an) แปลว่าความสงบสุขชั่วนิรันดร์ จนกระทั่งในศตวรรษที่ 11 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เกียวโต (京都) แปลว่า นครหลวง โดยมีรากศัพท์ มาจากภาษาจีนค าว่า จุงตู(京都) ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ได้มีการย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตไปที่เอโดะ จึงมีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น ไซเกียว (西京) ซึ่งแปลว่าเมืองหลวงตะวันตกให้สอดคล้องกับโตเกียวที่แปลว่า เมืองหลวงตะวันออก แต่ผลสุดท้ายก็กลับมาใช้ชื่อ เกียวโต จนถึงปัจจุบัน เฮ (平) แปลว่า สงบสุข ราบเรียบ อัง/อัน (安) แปลว่า สงบ เกียว (京) แปลว่า เมืองหลวง 30
ผังเมืองนครหลวงเฮอันเคียว ไม่ใช่แค่ชื่อเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากจีน หากแต่แนวคิดและการวางผังเมืองก็ได้รับอิทธิพลจากจีน ร่วมด้วย ผังเมืองเฮอันเคียวถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกระดานหมากรุก รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกับ เมืองฉางอาน โดยพระราชวังหลวงหันหน้าไปทางทิศใต้ตามแบบฉบับเมืองหลวงจีน ส่วนราชการหลักเรียกว่า ไดไดริ (Dai-Dairi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอ านาจของจักรพรรดิและรัฐบาลถูกวางต าแหน่งไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งเมืองให้ เป็นสัดส่วน เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่าง คุ้มค่า เช่น แบ่งพื้นที่ตลาดฝั่งตะวันออก และตะวันตก มีการสร้างคูคลอง เพื่อ อุปโภคบริโภค มีการตั้งท่าเรือไว้ติดกับ แม่น้ า เพื่อขนส่งสินค้าได้สะดวก ตั้งแต่ ปี 794 จนถึง 1868 เมืองเกียวโตสามารถ รักษาสถานะเมืองหลวงมาอย่างนานและ สั่งสมวัฒนธรรมของชาติญี่ปุ่นได้อย่าง เข้มข้น อันเป็นผลจากภูมิศาสตร์ของ เกียวโตที่มีเทือกเขาธรรมชาติเป็นแนว ป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี มีแม่น้ าไหลผ่านเมืองสะท้อนความ อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การอยู่อาศัยรวมถึงการเป็นสถานที่ประทับของพระจักรพรรดิมาเป็นเวลากว่าพันปี แม้จะมีสงครามกลางเมืองแย่งชิงอ านาจ แต่เมืองเกียวโตก็ได้รับการบูรณะฟื้นฟูตลอดเวลา 31
สถานที่อนุรักษ์ที่น่าสนใจในเกียวโต จังหวัดเกียวโต อีกจังหวัดหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่า มาก่อนท าให้เมืองเกียวโตกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์และรวมศิลปะวัฒนธรรมเก่าแก่ของญี่ปุ่นไว้มากมาย เมืองนี้เลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรมเสียส่วนใหญ่ ศาลเจ้าเทพอินาริ (Fushimi Inari Shrine) หรือที่ชอบเรียกกันว่าศาลเจ้าแดง หรือ ศาลเจ้าจิ้งจอก เป็นศาลเจ้าชินโต (Shinto) ที่มีความส าคัญแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต (Kyoto) มีชื่อเสียงโด่งดังจากประตูโทริอิ (Torii Gate) หรือ เสาประตูสีแดงที่เรียงตัวกันข้างหลังศาลเจ้าจ านวนหลายหมื่นต้นจนเป็นทางเดินได้ทั่ว ทั้งภูเขาอินาริ(Mount Inari) ที่ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์โดยเทพอินาริจะเป็นตัวแทนของความ อุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยวข้าว รวมไปถึงพืชผลไร่นาต่างๆ และมักจะมีจิ้งจอกเป็นสัตว์คู่กาย จึงสามารถเห็นรูป ปั้นจิ้งจอกอยู่จ านวนมากภายในศาลเจ้า ว่ากันว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนสร้างเมืองเกียวโต คาดว่าจะเป็นช่วง ประมาณ ปีค.ศ. 794 หรือกว่าพันปีมาแล้ว นอกจากจะมีจุดเด่นอยู่ที่เสาประตูสีแดงแล้วนั้น ตัวอาคารศาลเจ้า เองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง ซุ้มประตูทางเข้า หรือ โรมง (Romon Gate) ทางด้านหน้าและตัวอาคาร หลักที่เรียกว่า ฮนเด็ง (Honden) และยังมีส่วนประกอบศาลเจ้าที่น่าสนใจอีกหลายอย่างกระจายกันอยู่รอบๆ และทางด้านหลังศาลเจ้าจะเป็นทางเดินขึ้นเขา ที่ปกคลุมไปด้วยเสาโทริอิ โดยเสาโทริอิสีแดงนั้นก็ล้วนมาจาก การบริจาคจากบุคคลและองค์กร สามารถสังเกตเห็นได้จากตัวหนังสือข้างหลังเสา โดยราคาเริ่มจากไม่กี่ร้อย เยนส าหรับเสาต้นเล็กๆ ไปจนถึงหลายล้านเยนส าหรับเสาต้นใหญ่ๆ ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ (Fushimi Inari Shrine) 32
ไม่เพียงแค่นี้ แต่ระหว่างทางยังจะเห็นศาลเจ้าเล็กๆอยู่ตลอดทาง แม้กระทั่งเสาโทริอิแดงเล็กๆก็ มีให้เห็นกันด้วยเช่นกัน ซึ่งมาจากคนทั่วไปทีบริจาคเล็กๆน้อยๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีร้านอาคารท้องถิ่นและ ร้านขนมที่ขายอาหารแบบชุด แต่มีความพิเศษอยู่ตรงที่จะมีการตั้งชื่อให้เข้าธีมจิ้งจอกอย่างซูชิจิ้งจอกหรืออูด้ง จิ้งจอก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะนิยมเดินเที่ยวชมภูเขาอินาริแค่ถึงจุดชมวิวที่เรียกว่า ทางแยกโยซึซึจิ (Yotsutsuji intersection) เพื่อชมวิวเมืองเกียวโตและสูดอากาศสดชื่น ฮนเด็ง (Honden) ถือเป็นอาคารหัวใจหลักของหมู่อาคารศาลเจ้า มักเชื่อมต่อกับอาคารหลังอื่นๆในศาลเจ้า และมักยกพื้นให้สูงกว่า ประตูโรมง (Romon Gate) เป็นโทริอิที่ใหญ่ที่สุดในศาลเจ้า แห่งนี้ ได้รับการบริจาคในปี 1589 จาก โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (Toyotomi Hideyoshi) ชาวนาที่ไต่เต้ามาเป็นซามูไรและ ไดเมียวผู้รวมประเทศญี่ปุ่น 33
ย่านกิออน เป็นย่านที่ยังคงมีเกอิชา (Geisha) และไมโกะ (Maiko) หรือ เกอิชาฝึกหัด พักอาศัยและ ท างานอยู่จริงในปัจจุบัน บรรยากาศของย่านที่เป็นเมืองเก่าเต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่นระดับสูงมากมาย ท าให้ ย่านกิออนกลายเป็นย่านที่มีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นดั้งเดิม และกลายเป็นย่านที่ได้รับความนิยมจากท่องเที่ยวทั่วโลก กิออน ย่านส าคัญกลางเมืองเกียวโตที่เป็นพื้นที่ให้บริการ อยู่อาศัยและฝึกเหล่าไมโกะ สตรีผู้สืบทอด ศิลปะชั้นสูงและการให้บริการเพื่อความบันเทิงแบบโบราณที่ยังสืบทอดมาถึงยุคปัจจุบัน พื้นที่หรือย่านดังกล่าว มีความพิเศษ คือ เป็นย่านที่เหมือนกับแช่แข็งอดีตเอาไว้และเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์และกฎเกณฑ์เฉพาะตัว ในพื้นที่ มีความเฉพาะกลุ่ม การให้บริการจึงต้องมีการแนะน าถึงจะสามารถเข้าไปใช้บริการในพื้นที่แห่งนี้ได้ อาจเรียกว่าเป็นย่านลับก็ว่าได้นครแห่งบุปผา (Hanamachi) ดินแดนลึกลับที่เหล่าสตรีฝึกฝนศิลปะการร่ายร า ย่างเดินไปบนรองเท้าโบราณ ซึ่งยังคงมีความสัมพันธ์ของพื้นที่และวัฒนธรรมเก่าแก่เอาไว้ ทว่าย่านเหล่านี้ ในยุคสมัยใหม่เมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นย้ายเมืองหลวง พื้นที่ต่างๆในย่านกิออนก็ได้เปิดตัวเองและท าให้ศิลปะของตนเข้า มาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เมืองและช่วยระบบเศรษฐกิจของเมืองเอาไว้ ย่านกิออน (Gion) 34
5 เขตเมืองบุปผาของเกียวโต เมืองบุปผา (Hanamachi) เป็นค าเรียกของเขต หรือ พื้นที่ที่เกอิชาและไมโกะให้บริการ โดยทั่วไปแล้วเหล่าเกอิชาและไมโกะจะใช้ชีวิตและให้บริการในเขตที่เรียกว่า ฮานามาจิ ซึ่งเขตเหล่านี้ มีประวัติศาสตร์เก่าแก่คู่กับความเป็นเมืองของญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่เดิมในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการจัดการย่านในลักษณะของย่านเริงรมย์ คือ เป็นพื้นที่กินดื่มและหาความบันเทิงของบุรุษระดับสูง ต่อมากลางศตวรรษที่ 18 เกิดกิจการของเกอิชา คือการให้ความบันเทิงของสตรีที่ได้รับการฝึกฝนอย่าง พิเศษด้วยศิลปะโบราณ เช่น การร่ายร า ขับร้อง ศิลปะการสนทนา เกอิชาหรือไมโกะขาย ความเป็นศิลปะไม่ได้ขายเรือนร่างแต่ทว่าในสมัยก่อนก็มีบางพิธีกรรม เช่น การประมูลพรหมจรรย์ ซึ่งปัจจุบันเลิกท าไปแล้ว โดยรวมเขตพื้นที่ท างานของเกอิชาเป็นเขตพื้นที่พิเศษ เหล่าเกอิชา ไมโกะและอาชีพ ที่เกี่ยวข้องจะใช้ชีวิตและให้บริการในพื้นที่ย่านของตนเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่จะประกอบด้วยโอกิยะ (okiya) คือ บ้านและที่พ านักของเกอิชาและสตรีผู้ดูแล มีโรงน้ าชา (ochaya) เป็นพื้นที่ที่เหล่าไมโกะ และเกอิชาให้บริการ ความพิเศษของเมืองบุปผาคือความเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากพื้นที่ๆ เป็นทั้งที่อยู่และท างานแล้ว การฝึกฝนและกระบวนการท างานของเกอิชายังสัมพันธ์กับพื้นที่อื่นๆ เช่น คะบุเร็นโจะ (Kaburenjo) เป็นพื้นที่ชุมชนของเกอิชาและไมโกะฝึกหัด มีลักษณะเป็นพื้นที่พบปะ และฝึกทักษะต่างๆ มีครูฝึกและขั้นตอนของการเลื่อนขั้นตามล าดับของเหล่าไมโกะ ความสัมพันธ์ของ ผู้คนในพื้นที่จึงมีความซับซ้อนมากกว่าความเป็นชุมชนโดยทั่วไป คือมีความซ้อนทับกันระหว่างการ ด าเนินชีวิตและความสัมพันธ์จากหน้าที่การงาน เช่นร้านกิโมโน หรือส่วนบริหารที่ท าหน้าที่บริหาร จัดการทั่วไป จัดการเรื่องการจ่ายเงินและจัดระบบต่างๆ ให้กับเหล่าไมโกะและเกอิชา 35
ส าหรับเมืองบุปผา 5 เขต รู้จักในนามเมืองบุปผาทั้งห้า (Gokagai) โดยทั้ง 5 เขตนั้นตั้ง อยู่กลางเมืองเกียวโตบริเวณศาลเจ้ายาซากะเรื่อยมาจนถึงรอบๆ แม่น้ าคาโมะ โดยเขตเมืองบุปผา มีประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับความเป็นเมืองของกรุงเกียวโต ในแง่ของการเป็นพื้นที่ก่อเกิดย่านกินดื่ม ตั้งแต่บริเวณศาลเจ้าถึงแม่น้ า และได้ขยายตัวจนกลายเป็นย่านที่ยังรักษาขนบธรรมเนียม และเป็นย่านลับส าหรับคนนอกในปัจจุบัน จนมาถึงยุคที่เริ่มเปิดตัวเองและรักษาพื้นที่ไว้ในฐานะสมบัติ ที่มีชีวิตของญี่ปุ่น โดย 5 เขตนั้นประกอบด้วย เขตกิออนโคบุ (Gion Kobu), เขตกิออนฮิกาชิ(Gion Higashi), เขตมิยากาวะ-โช (Miyagawa-cho), เขตคามิชิจิเค็น (Kamishichiken) และเขตปอนโทโช (Pontocho) ซึ่งย่านที่มีชื่อเสียงถูกเรียกรวมว่ากิออน (Gion) นับเป็น 2 ใน 5 เขตบุปผาของ เกียวโต 36
ศาลเจ้ายาซากะ กับศูนย์กลางของความเป็นย่าน พื้นที่เมืองบุปผาทั้ง 5 มีประวัติเก่าแก่จนเกือบเรียกได้ว่าเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพื้นที่เมืองของ เกียวโตย่านเริงรมย์และพื้นที่กินดื่มของเกียวโตนั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยเอโดะ และเฟื่องฟูเมื่อสงครามสงบ จุดส าคัญหนึ่งของเกียวโตคือศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ย่านกิออนเกิดจากการที่สมัยเอโดะผู้คน นิยมเดินทางไปยังศาลเจ้ายาซากะเพื่อสักการะบูชา ท าให้พื้นที่รอบศาลเจ้าเกิดกิจการร้านอาหารขึ้น เพื่อรองรับผู้มาเยือนและเริ่มจ้างสาวงามเพื่อดึงดูดลูกค้า ส าหรับเกียวโตมีประวัติศาสตร์หรือพื้นที่ย่าน เริงรมย์เก่าแต่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 16 คือในสมัยของโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ(Toyotomi Hideyoshi) ที่ญี่ปุ่น เป็นปึกแผ่น ในยุคเอโดะมีเมืองหลวงคือเกียวโต ยุคนั้นเองได้มีการตั้งพื้นที่ย่านเริงรมย์ที่เป็นรูปธรรมขึ้น เริ่มมีการปรับวิธีการให้บริการ เช่น เกิดส านักเกอิชาในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 แต่ยุคแรกเกอิชาก็ยังมี บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีอยู่ ต่อมาเริ่มห้ามการแสดงของสตรีในที่สาธารณะ และในยุคเมจิเริ่ม ห้ามเกี่ยวกับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ แม่น้้าคาโมะ ความรื่นรมย์ริมน้้าและการกินดื่ม การเติบโตของย่านโดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจกลางเมืองของเกียวโตสัมพันธ์กับแม่น้ าคาโมะ (Kamo River) และการใช้พื้นที่ริมน้ าอย่างน่าสนใจคือในสมัยโทโยโตมิ ฮิเดโยชิ มีการสร้างสะพานข้าม แม่น้ าคาโมะขึ้นใหม่ 2 สะพานคือสะพานซันโจ (Sanjo Bridge) และสะพานโกโจ (Gojo Bridge) ท าให้ พื้นที่ริมน้ าคาโมะกลายเป็นพื้นที่ๆร้านเหล้า ร้านอาหาร และโรงน้ าชาพากันจับจองตั้งร้านเป็นที่นั่งเพื่อให้ แขกได้หย่อนใจบริเวณริมแม่น้ าคาโมะ 37
ในสมัยนั้นเองได้มีการสร้างสันเขื่อนหินโนเรียวยูกะ Nouryou-Yuka ริมน้ าเป็นศูนย์กลาง การ ให้บริการของโรงน้ าชาและเกอิชา จนช่วงกลางสมัยเอโดะเริ่มมีหลักฐานว่าทางเมืองได้จัดการระบบ ที่นั่งของพื้นที่ริมน้ า มีการให้โควต้าและระบุจ านวนที่นั่งสูงสุดของแต่ละร้านที่จะตั้งบริเวณริมน้ าได้ พื้นที่กินดื่มริมน้ ากลายเป็นธรรมเนียมและพื้นที่เศรษฐกิจช่วงฤดูร้อน เป็นพื้นที่ส าหรับชมงานเทศกาล กิออน (Gion Matsuri) ในสมัยเมจิทางเมืองได้สร้างเฉลียงชั่วคราวขึ้นในช่วงหน้าร้อนเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม ในปัจจุบันพื้นที่ริมน้ าคือสันเขื่อน ไม่มีการสร้างเฉลียงชั่วคราวหรือถาวรแล้วแต่ก็ยังเห็นการ สร้างนอกชานหรือเฉลียงของร้านค้ารอบๆแม่น้ าเพื่อให้ผู้คนรับบรรยากาศและลมเย็นของแม่น้ าได้ ส่วนตัว แม่น้ าก็เป็นพื้นที่พักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวส าคัญของเมืองเกียวโต บทบาทของย่านบุปผาในการร่วมรักษาเศรษฐกิจ ย่านบุปผาและการสืบทอดศิลปะ วิถีชีวิต รวมถึงระบบระเบียบของศิลปะและกิจการที่เกี่ยวข้อง กับศิลปะโบราณของกรุงเกียวโตนั้นด าเนินเรื่อยมา หมุดหมายที่น่าสนใจคือในปีค.ศ.1872 ญี่ปุ่นย้าย เมืองหลวงจากเกียวโตไปโตเกียว ในช่วงปีนั้นเกียวโตในฐานะเมืองหลวงเก่าประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย พร้อมๆกับการท่องเที่ยวที่หดตัวลง ทางกรุงเกียวโตจึงแก้ปัญหาด้วยการจัดงานเอ็กซ์โปขึ้น โดยหนึ่ง ในการแก้ปัญหาคือ ผู้ว่ากรุงเกียวโตเชิญหัวหน้า โรงเรียนเต้นร าและจัดการแสดงร่ายร าของเกอิชาให้ สาธารณชนได้ชมเป็นครั้งแรก การร่ายร าของเกอิชา ในงานเอ็กซ์โปครั้งนั้นประสบความส าเร็จและท า ให้มีการขอแบ่งย่านบุปผาออกเป็นพื้นที่เฉพาะ จากกิออนโดยรวมและมีการให้โรงเรียนเต้นร า ที่แสดงในครั้งนั้นเป็นโรงเรียนหลักที่ฝึกสอนการ ร่ายร าในย่านนั้นๆ การเข้ามามีบทบาทของกิจการ และศิลปะในย่านปิดจึงสัมพันธ์กับมิติของเมือง และอัตลักษณ์ หลังจากนั้นเหล่าเกอิชาและไมโกะ จะเข้าร่วมเทศกาลต่างๆ เช่น การปฏิญาณตน ร่วมกันในช่วงปีใหม่ของเกอิชาและไมโกะจากทั้ง ห้าเขต ส าหรับเมืองบุปผาทั้งห้านั้นจะมีการร่วมร่ายร า เป็นการแสดงประจ าปี ซึ่งมักจะจัดพิธีชงชาประกอบด้วย โดยจะจัดเป็นระยะเวลาหนึ่งสลับสับเปลี่ยนกัน ไปในสถานที่ในเกียวโต ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ มีหนึ่งเขตคือกิออนฮิกาชิจัดในช่วงใบไม้ร่วง 38
ปราสาทนิโจ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1603 ขึ้นชื่อในด้านสถาปัตยกรรมที่สวยงาม สวนบรรยากาศดี และ มีความส าคัญทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) เดิมทีถูกสร้างเพื่อเป็นที่พักของโชกุนคนแรกแห่งยุคเอโดะ โทคุงาวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) และได้รับการขยายและปรับปรุงโดยหลานชายของเขา โทคุกะวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Iemitsu) ในศตวรรษ ที่ 17 ปราสาทแห่งนี้เคยท าหน้าที่เป็นวังของจักรพรรดิในช่วงเวลาสั้นๆระหว่างการฟื้นฟูเมจิ เมื่อจักรพรรดิย้าย จากเกียวโตไปยังเอโดะ ต่อมาในปีค.ศ. 1750 ป้อมปราการกลางของปราสาทถูกฟ้าผ่าและถูกเผาจนพังทลาย จากนั้นปีค.ศ. 1788 พระราชวังชั้นในถูกเพลิงไหม้เนื่องจากเหตุอัคคีภัยที่เกิดขึ้นทั่วเมือง ทั้งบริเวณถูกปล่อย ทิ้งร้าง และปีค.ศ. 1867 โทกูงาวะ โยชิโนบุ ได้ใช้พระราชวังเป็นสถานที่ประกาศการคืนอ านาจให้แก่รัฐบาล และปีถัดมาได้จัดการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีภายในปราสาท ในท้ายที่สุดปีค.ศ. 1939 พระราชวังถูกมอบให้เป็น สมบัติของนครเกียวโต ปราสาทนิโจมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งมี พื้นนกไนติงเกล (Nightingale Floor) ที่ส่งเสียงดังเพื่อเตือนผู้อยู่อาศัยให้ระวังผู้บุกรุก ปราสาทแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักจากสวนสวยและภาพวาด ซึ่งพรรณนาฉากจากต านานและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) 39
ประตู Higashi Ote-mon ประตูส้าหรับการเสด็จเยือน ของจักรพรรดิเป็นประตูชั้นเดียว เพื่อไม่ให้ใครสามารถ มองดูจักรพรรดิจากเบื้องบนได้ Tonan Sumi-yagura หอสังเกตการณ์ที่มุมทั้งสี่ ของคูเมืองชั้นนอกของปราสาทนิ สร้างขึ้นเพื่อเป็น จุดชมวิว และปกติแล้วจะใช้เป็นคลังอาวุธ โดยในปี ค.ศ. 1788 หอสังเกตการณ์ได้ถูกท้าลายไป เหลือ เพียงแต่ด้านตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ประตู Kara-mon อยู่ตรงทางเข้าพระราชวัง Ninomaru-goten โดยสถาปัตยกรรมของประตู นั้นใช้เพื่อระบุสถานะ และ Kara-mon นั้นถือเป็น สถานะสูงสุด พระราชวัง Ninomaru-goten ประกอบด้วยอาคารที่ เชื่อมต่อกัน 6 หลัง มีห้องพัก 33 ห้อง และเสื่อทาทามิ กว่า 800 ผืน ตกแต่งด้วยภาพวาดของโรงเรียนคาโนะ แสดงให้เห็นถึงสถานะที่อาศัยอของโชกุน สวน Ninomaru ได้รับการออกแบบใหม่โดย Kobori Enshu เป็น สวนสไตล์ Shoin-zukuri แบบคลาสสิก โดยมีเกาะ Horai-jima ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์ ขนาบข้างด้วยเกาะนก กระเรียนและเกาะเต่า โดยทั้งสองเกาะมีความหมายถึงการมีอายุยืน ยาว โดยการออกแบบใหม่นั้นเพื่อให้สามารถมองเห็นได้จากสามทิศ พระราชวัง Honmaru-goten และสวน ปัจจุบันย้ายมาภายใน คูเมืองชั้นในของปราสาท สวน Seiryu-en ถูกสร้างขึ้นในปี 1965 โดยประกอบ ไปด้วยอาคารไม้ ต้นไม้ และหิน สวนเซริวเอ็นเป็น การผสมผสานระหว่างสไตล์ตะวันออกและตะวันตก 40
พื้นที่ของปราสาทนิโจ แบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ นิโนมารุ (Ninomaru), ฮอนมารุ (Honmaru) และสวน พระราชวังนิโนมารุ(Ninomaru) เป็นพื้นที่อาศัยของโชกุน สร้างด้วยไม้สนฮิโนกิ(Japanese Cypress) เกือบทั้งหลัง ประดับด้วยใบไม้สีทองและไม้แกะสลักลวดลายสวยงาม ตัวอาคารเชื่อมต่อกันทั้งหมด 6 อาคาร นับเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรม Shoin-zukuri โดยมีทางเดินเชื่อมถึงกัน ทางเดินนี้มีลักษณะพิเศษคือ จะส่งเสียง ดังคล้ายเสียงนกไนติงเกลเมื่อมีคนเดินผ่าน ซึ่งเป็นการเตือนเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาเรียกว่า พื้นไนติงเกล (Nightingale Floor) ส าหรับพื้นในแต่ละห้องจะปูด้วยเสื่อทาทามิ (Tatami) และมีประตูเลื่อน ผนังของแต่ละห้องมีภาพเขียน ฝาผนังโดยจิตรกรจากโรงเรียนคาโนะตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม แสดงถึงความหรูหรา โอ่อ่า ภายในอาคารมีห้อง ต้อนรับ ห้องท างาน และห้องพักอาศัยของโชกุนอยู่หลายห้อง ในอดีตส่วนนี้เป็นส่วนที่อนุญาตให้เฉพาะผู้รับใช้หญิง เข้าได้ พื้นนกไนติงเกล (Nightingale Floor) มีชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า อุกุยสุบาริ (鶯張り) อุกุยสุ (鶯) แปลว่า นกไนติงเกล ส่วนบาริ (張り) แปลว่า “ขึงหรือยืด” อุกุยสุบาริ จึงหมายถึงเสียงของนกไนติงเกลที่เกิดขึ้นจากการยืดตัวของแผ่นไม้กระดานเมื่อรับน้ าหนัก 41
ฮอนมารุ (Honmaru) พระราชวังฮอนมารุเดิมเป็นที่รู้จักในชื่อว่า พระราชวังคัตสึระ (Katsura Imperial Villa) ก่อนที่จะย้ายมายังต าแหน่งปัจจุบันและเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นอาคารที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับราชวงศ์ ของจักรพรรดิประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนพักอาศัย ส่วนต้อนรับ โถงทางเข้า และโรงครัว ส่วนต่างๆเชื่อม ถึงกันด้วยระเบียงทางเดินและสนาม ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบยุคเอโดะช่วงหลัง บริเวณใจกลางปราสาท มีคลองเล็กๆล้อมรอบ สวนในบริเวณปราสาทมีอยู่หลายแห่ง เช่น สวนซากุระ สวนบ๊วย สวนต้นพลัม อุทยานนิโนมารุได้รับการ ออกแบบโดยสถาปนิกผู้ออกแบบสวนที่มีชื่อเสียง ถือเป็นสวนสไตล์ Shoin-zukuri ตั้งอยู่ระหว่างวงแหวนป้อม ปราการสองชั้น และอยู่ถัดจากพระราชวังนิโนมารุ ภายในอุทยานมีสระน้ าขนาดใหญ่ที่มีเกาะอยู่ 3 เกาะ มีสวนหินที่ จัดวางอย่างสวยงาม และต้นสนตัดแต่ง อุทยานเซริวเป็นส่วนที่สร้างขึ้นล่าสุดในบริเวณปราสาทนิโจ ทางทิศเหนือของบริเวณปราสาท ภายในมี โรงชงชา 2 หลัง เพื่อเป็นสถานที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนเมืองเกียวโตอย่างเป็นทางการ และเป็นสถานที่จัดกิจกรรม ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม 42
43
มัตสึโมโตะ เมืองแห่งปราสาทอีกาด า เมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในจังหวัดนากาโน่ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา ทางใต้เทือกเขาที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น หรือเทือกเขาแอลป์เหนือ ท าให้อากาศภายในเมืองนั้นเย็นสบายตลอดทั้งปี จนเมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองน่าอยู่ในญี่ปุ่น โดยเดิมทีเมืองนี้เคยเป็นเมือง การค้าที่มั่งคั่ง มีการค้าขายกันอย่างรุ่งเรืองภายในเมือง ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมัตสึโมโตะต่างก็รู้สึก ภาคภูมิใจในมรดกของเมืองของตนเอง อีกทั้งยังช่วยกันรักษาประวัติศาสตร์ที่ส าคัญของเมืองเอาไว้ และที่ โด่งดังจนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจ าเมือง คือ ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) ปราสาทที่มี อายุเก่าแก่มากที่สุดในญี่ปุ่นกว่า 400 ปี และยังเป็นหนึ่งใน 5 ปราสาทที่ได้รับเลือกให้เป็น “สมบัติประจ าชาติ ของญี่ปุ่น” เมื่อมองดูภายนอกจะเห็นว่ามีเพียง 5 ชั้น แต่ปราสาทแห่งนี้แท้จริงแล้วมีความสูงทั้งหมด 6 ชั้น หากมองจากภายในปราสาทจะมีชั้นลับที่ซ่อนไว้เพื่อหลอกศัตรู เนื่องจากสีด าที่ทาอยู่ภายนอก จึงเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า “ปราสาทอีกาด า” 44
เมืองมัตสึโมโตะเป็นสถานที่ที่มีความส าคัญทางการเมืองมาอย่างยาวนาน รัฐบาลได้ก าหนดให้เมือง มัตสึโมโตะเป็นเมืองหลวงของชินาโนะ (Shinano) หรือ ชื่อเดิมของจังหวัดนากาโนะ (Nagano) เพื่อเป็นการ ขยายการควบคุมทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603–1867) พื้นที่บริเวณนี้ถูก ปกครองโดยผู้ที่รับใช้ตระกูลโทคุงาวะ (Tokugawa family) หลังจากการฟื้นฟูของยุคเมจิในปี 1868 พื้นที่ ต่างๆได้รับการปรับโครงสร้างใหม่ภายใต้ระบบของจังหวัด นอกจากนี้ปราสาทยังถูกใช้เป็นอาคารที่ท าการของ รัฐจนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ได้ท าลายบางส่วนของปราสาทไป ในปี ค.ศ. 1879 ในเวลาต่อมาพื้นที่การปกครอง เดิมจึงได้รวมเข้ากับจังหวัดนากาโนะในปัจจุบัน กลายเป็น “มัตสึโมโตะ เมืองที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะที่มี ความส าคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่น” ปราสาทอีกาด า แลนด์มาร์กของเมือง เดิมทีปราสาทแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทฟุกาชิ (Fukashi Castle) ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อมา เป็นปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) และใช้เรียกต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยปราสาท แห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ.1592 ด้วยโครงสร้างของอาคารที่เคลือบด้วยแล็กเกอร์สีด าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ประจ าตัวของปราสาทแห่งนี้ จนผู้คนเรียกกันอีกชื่อว่า “ปราสาทอีกา” ตั้งชื่อตามลักษณะของ ผนังด้านนอกปราสาทที่มีสีด า และหลังคาปราสาททรงโค้งราวกับนกสยายปีกด้านข้างที่แผ่ออก มีการสร้างที่อยู่อาศัยของซามูไรบริเวณรอบๆปราสาท ในระหว่างปี ค.ศ. 1590 - 1613 45
กว่าจะมาถึงวันนี้ ในอดีตด้วยความที่ปราสาทถูกสร้างขึ้นมาในยุคสงคราม ท าให้มีการเปลี่ยน ถ่ายอ านาจในการดูแลและเป็นเจ้าของปราสาทสลับกันไปเรื่อยๆ โดยในช่วงปีค.ศ.1872 ซึ่งเป็นช่วง ยุคการปฏิรูปเมจิ (เหตุการณ์ทางการเมืองที่ฟื้นฟูการปกครองของจักรพรรดิ) ปราสาทมัตสึโมโตะ ได้ถูกน าออกประมูลขาย แต่โชคดีที่อิจิกาวะ เรียวโซ ได้ร่วมมือกับชาวเมืองมัตสึโมโตะและรวบรวม เงินจากผู้คนมาขอซื้อปราสาทกลับมา ท าให้ปราสาทยังคงอยู่คู่กับเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ และทาง เทศบาลหน่วยงานของเมืองเองก็ได้มีการท านุบ ารุงตัวปราสาทอย่างสม่ าเสมอ ปราสาทมัตสึโมโตะ เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นอยู่บนที่ราบต่างจากปราสาทอื่นๆ ในญี่ปุ่นที่นิยม สร้างบนเนินเขาหรือกลางแม่น้ า 46
ย่านถนนประวัติศาสตร์ 1. ถนนนะวะเตะ (Nawate) มีรูปปั้นกบเป็นสัญลักษณ์ เริ่มต้นจากเชิงสะพานเซนไซ (Sensai Bridge) เลียบขนานกับแม่น้ า สายเล็ก มีบรรยากาศแบบตลาดท้องถิ่นที่เรียงรายด้วยร้านค้าร่วม 50 ร้าน ทั้งร้านขายของที่ระลึก ร้านเครื่องปั้นดินเผา ร้านเครื่องประดับ ร้านผักสดผลไม้ ร้านขนมปัง ร้านขนมขบเคี้ยว หรือดะงะชิ (Dagashi) และยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าโยฮะชิระ (Yohashira Shrine) ประจ าท้องถิ่น ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการออกแบบของถนนกบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาจากในอดีตนั้นมี กบคาจิกะ จ านวนมากมาอาศัยอยู่บริเวณนี้และร้องประสานเสียงเรียกคนในท้องถิ่นอยู่เป็นประจ า แต่ในปี ค.ศ. 1959 ไต้ฝุ่นหมายเลข 7 ท าให้เมืองมัตสึโมโตะมีฝนตกเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้แม่น้ าเมโตบะล้น เนื่องจากเศษซากปรักหักพังได้โดนพัดมาปิดกั้นสะพาน ถนนนี้และถนนโดยรอบถูกน้ าท่วม ท าให้กบต้อง อพยพไปยังพื้นที่ที่สูงขึ้นและมีน้ าสะอาดขึ้นแถวบริเวณต้นน้ า และถึงแม้ว่าประชาชนจะพยายามดูแล รักษาความสะอาดของแม่น้ า แต่กบก็ไม่กลับมา ท าให้มีการสร้างของเทียมขึ้นมากมายเพื่อดึงจิตวิญญาณ และความมีชีวิตชีวาของถนนนกลับมา และต่อมาในปี 1972 ได้มีการสร้าง "Kaeru Daimyoujin" ซึ่งเป็นศาลเจ้ากบขนาดเล็กขึ้น เพื่อฟื้นฟูถนนสายเก่าแห่งนี้ ถนนนาวาเตะจึงได้รับการขนานนามว่า "ถนนคาเอรุ" หรือ ถนนกบ “ ถนนกบแห่งมัตสึโมโตะ ” 47
2. ถนนนาคามาจิ(Nakamachi Street) ถนนนาคามาจิมีชื่อเสียงจากโกดังแบบดั้งเดิมที่เรียกว่าคุระ (Kura) ด้วยผนังลายกากบาทสีขาว ด าที่โดดเด่น ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นย่านการค้าส่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเป็นโรงเหล้าสาเกและร้านชุดกิโมโน อาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งที่พบในนาคามาจิเคยใช้เป็นโกดังเก็บของ โดยลักษณะของโกดังจะถูกสร้าง ขึ้นให้ทนทานต่อสภาพอากาศ และเพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้ ในปัจจุบันอาคารโกดังต่างๆได้ถูกดัดแปลงให้เป็นร้านค้า โดยเฉพาะร้านจ าหน่ายผลงานศิลปะ หลากหลายรูปแบบ ร้านงานฝีมือ ร้านอาหาร คาเฟ่ ฯลฯ โดยมีอาคารเด่นคือ คุราสสิคกัง (Kurassic-kan) ในปีค.ศ. 1923 ถูกให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม และเปิดให้เข้าชมโครงสร้างภายในอาคาร เช่น ห้องปูเสื่อทาทามิ (Tatami) และสวนญี่ปุ่นเล็กขนาดย่อม “ ย่านการค้าในอดีต ” 48
49