1
นิทานภาคกลาง
2
สารบัญ
หน้า เรื่อง
1 ไกรทอง (จ.พิจิตร)
2 เดมิ บางนางบวช (จ.สพุ รรณบรุ )ี
3 เจ้าชายสายน้ำผึง้ กับพระนางสร้อย
ดอกหมาก (จ.อยุธยา)
4 สองพ่นี ้อง (จ.สุพรรณบรุ ี)
5 เจา้ พอ่ หอกลอง (กรุงเทพมหานคร)
6 นางนาคพระโขนง(กรุงเทพ
7 พรานกระตา่ ย(กำแพงเพชร)
9 วังแมล่ กู ออ่ น (ชยั นาท)
10 เจ้าพ่อขนุ ด่าน (นครนายก)
11 เขานางบวช (นครนายก)
12 ดงละคร/ลบั แล (นครนายก)
13 เจ้าพอ่ องครักษ์ (นครนายก)
14 พระยาหงสท์ อง (นครปฐม)
15 พระยากง พระยาพาน
16 วัดพระเมรุ (นครปฐม)
21 วดั พระประโทณเจดยี ์ (นครปฐม)
22 ทา้ วแสนปม (นครปฐม)
23 ตำนานเมอื งสามพราน (นครปฐม)
24 กลง้ิ หนิ ชงิ นาง (นครสวรรค์)
25 กลองเปน็ เหตุ (นครสวรรค)์
27 ปรัมปราทมี่ าเกาะเกรด็ (นนทบรุ ี)
28 สตั วท์ ั้งสี่ (นนทบรุ )ี
30 ตำนานเมอื งสามโคก (ปทมุ ธาน)ี
33 'วัดสำแล' มาจาก 'วัดสามแล' จอมแถ
ขั้นเทพ"(ปทุมธาน)ี
34 นายสุกกบั นายดบิ (อยธุ ยา)
36 ภูเขาทอง (อยุธยา)
37 บางปะอิน (ชายผ้สู งู ศกั ด์กิ บั หญงิ สาว
ชาวบ้าน) อยุธยา
38 กระต่ายสามขา (อยุธยา)
39 นิทานบา้ นสามชกุ (สุพรรณบรุ )ี
40 นิทาน บา้ นยุ้งทลาย (สุพรรณบรุ )ี
3
41 พระยาแกรก (สพุ รรณบุร)ี
42 ตำนานถ้ำเขาพระยาพาย
เรอื (อทุ ัยธานี)
43 เขาสมอแคลง (พษิ ณโุ ลก)
44 ตำนานรอยพระพุทธบาท (สระบรุ )ี
45 วดั พระนอนจกั รสีห์ (สงิ ห์บรุ )ี
46 อเี มลิ้นดำ (สโุ ขทยั )
47 วงั ตาเพชร (สุพรรณบุร)ี
48 ตำนาน-นทิ าน กระเหรย่ี งตะเพินค่ี
(สพุ รรณบรุ ี)
49 ตน้ ตาล (สุพรรณบุรี)
50 นิทานเร่อื งนกสองฝงู (อ่างทอง)
51 อุม้ พระดำนำ้ (เพชรบรู ณ์)
52 ป่กู ะสาย่ากะสี (เพชรบรู ณ)์
53 ตำนานนางกวกั (ลพบรุ ี)
54 ประเพณปี ล่อยนกปล่อยปลา
(สมทุ รปราการ)
55 หลวงพ่อโตวดั บางพลีใหญใ่ น
(สมุทรปราการ)
56 ดาวจระเข้ (สมทุ รสงคราม)
57 โกงกาง หิ่งห้อย และลำพู (สมุทรสาคร)
58 ตำนานสรา้ งศาลหลักเมือง (เพชรบรู ณ์)
59 ตำนานวัดชา้ งเผอื ก (เพชรบรู ณ)์
60 สามเสน (กรุงเทพมหานคร)
1
ไกรทอง (จ.พจิ ติ ร)
ชาละวันเป็นจระเข้เจ้า อาศัยอยู่ในถ้ำทองใต้บาดาล ในถ้ำทองจระเข้ จะกลายร่างเป็นคนได้ ชาละวันตอนกลายร่าง
เป็นคนจะเป็นหนุ่มรูปงาม โดยชาละวันเองมีเมียสาวสวยเป็นนางจระเข้ 2 ตัวคือ วิมาลา และเลื่อมลายวรรณ ชาละวันเป็น
หลานชายของ ท้าวรำไพ ผู้เปน็ จระเขเ้ จา้ ทอี่ ย่ใู นศีลธรรม ไม่เคยจับสตั วห์ รือ มนุษย์กนิ เปน็ อาหารและจะกินแตซ่ ากสตั ว์ท่ีตาย
แลว้ เปน็ อาหารเท่านัน้ ชาละวันแมอ้ ยใู่ นถำ้ ทองจะอิ่มทิพยไ์ มต่ ้องกินเนอ้ื แตด่ ้วยความมีนิสัยทีเ่ ป็นอันธพาล จงึ ชอบมาเมืองบน
ตามแม่น้ำลำคลอง จับคนท่ีเป็นชาวบ้านและสัตว์กินเพ่ือความสนุกสนาน ณ หมู่บ้านดงเศรษฐี แขวงเมืองพิจิตร มีพ่ีน้องฝา
แฝดคู่หนงึ่ มีความงามเป็นท่ีเล่ืองลอื ช่ือนางตะเภาแก้ว ผูพ้ ่ี และนางตะเภาทองผู้น้อง ทัง้ สองเป็นบุตรเศรษฐีคำ และคณุ นาย
ทองมา วันหนึ่งนางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองได้ลงไปเล่นน้ำที่ท่าหน้าบ้าน ช่วงเวลาน้ันเจ้าชาละวัน ซ่ึงเป็นจระเข้ได้
ออกมาว่ายน้ำหาเหยอื่ เมอื่ ได้เหน็ นางตะเภาทอง ก็ลุ่มหลงในความงาม จงึ โผล่ขึ้นเหนือนำ้ เข้าไปคาบนางตะเภาทองแล้วดำดิ่ง
ไปยงั ถ้ำทอง อันเป็นท่ีอยู่ของเจ้าชาละวัน เมียของชาละวัน คือ วมิ าลา และเลื่อมลายวรรณ เห็นก็ไม่พอใจแตก่ ็ห้ามสามีไม่ได้
เพราะเกรงกลัวจึงต้องยอมให้ผัวมีเมียเปน็ มนุษย์อีกคน เมอื่ นางตะเภาทองฟื้นข้ึนมาเจ้าชาละวันก็เก้ียวพาราสี แต่นางตะเภา
ทองก็ไม่สนใจ เจ้าชาละวันจึงจำต้องใช้เวทมนตร์สะกดให้นางตะเภาทองหลงรัก และยอมเป็นภรรยาตั้งแต่นั้นมา เศรษฐีคำ
และคณุ นายทองมาโศกเศร้าเสยี ใจเปน็ อยา่ งมาก ท่นี างตะเภาทองบตุ รสาวคนเลก็ ถกู เจา้ ชาละวนั คาบไป และคดิ ว่าบตุ รสาวตน
คงตายไปแล้ว ด้วยความรักในบุตรสาวและความแค้นในเจ้าชาละวัน จึงประกาศออกไปว่าใครท่ีพบศพนางตะเภาทอง
และสามารถปราบจระเขต้ ัวนไ้ี ด้จะมอบสมบตั ิของตนเองให้คร่งึ หนึ่ง และจะใหแ้ ตง่ งานกบั นางตะเภาแกว้ ด้วย แตก่ ็ไมม่ ีหมอ
จระเข้คนไหนสามารถปราบเจ้าชาละวนั ได้ นอกจากกลายเป็นเหยอื่ ของเจ้าชาละวันคนแลว้ คนเล่า จนในท่ีสุดก็มีชายหนุ่มรูป
งามนามว่า ไกรทอง ซ่ึงได้ร่ำเรียนวิชาการปราบจระเข้จากอาจารย์คง จนมีความเก่งกล้า ได้อาสามาปราบเจ้าชาละวัน แต่
อาจารย์คงรู้ว่าเจ้าชาละวันเป็นพญาจระเข้มีอำนาจมาก และหนังเหน่ียว ฆ่าฟันไม่ตาย เนื่องจากมีเข้ียวเพชรทำให้อยู่ยงคง
กระพัน จงึ ได้มอบหอกสัตตโลหะ , เทยี นระเบิดน้ำ เสอ้ื ยนั ตแ์ ละลูกประคำปลกุ เสก แก่ไกรทอง รงุ่ เช้าต้ังพิธีบวงสรวงพรอ้ ม
อ่านคาถา ทำให้เจัาชาละวันเกิดรอ้ นลุ่มตอ้ งออกจาก ถ้ำขน้ึ มาตอ่ ส้กู ับไกรทอง ไกรทองกระโดดข้ึนบนหลังจระเข้ และแทงดว้ ย
หอกสัตตโลหะ ทำให้อาคมของเข้ียวเพชรเส่ือม หอกได้ท่ิมแทงเจ้าชาละวันจนบาดเจ็บสาหัส และได้หนีกลับไปท่ีถ้ำ แต่ไกร
ทองก็ใชเ้ ทียนระเบดิ น้ำตามไปต่อสู้อกี ในถ้ำ ระหว่างที่เข้าไปในถำ้ ไกรทองกพ็ บกบั วิมาลา เมียของชาละวัน ด้วยความเจ้าชู้จึง
เกยี้ วพาราสี นางวิมาลาจนนางใจอ่อนยอมเป็นชู้ และบอกทางไปช่วยนางตะเภาทองไกรทองตามมาตอ่ สู้กบั เจ้าชาละวนั ในถ้า
ต่อจนเจ้าชาละวันตาย และไกรทองก็ได้พานางตะเภาทองกลับขึ้นมา เศรษฐีดีใจมากจึงจัดงานแต่งงานให้ไกรทองกับนาง
ตะเภาแก้ว พร้อมมอบสมบตั ิให้คร่ึงหนึ่ง แถมนางตะเภาทองให้อีกคนไกรทองจอมเจ้าชู้ก็รบั ไว้ ดว้ ยความยินดี แตย่ ังไม่จบแค่
นนั้ ด้วยความเจ้าชู้ของไกรทองแม้ชาละวันตายไป ไกรทองก็ยังหลงรสรักกบั นางวิมาลา จึงไปหาสู่ที่ถ้ำทอง และคดิ จะพานางวิ
มาลาไปอยู่กินด้วย โดยทำพิธที ำให้นางยังคงเปน็ มนษุ ย์แม้ออกนอกถ้ำทอง นางตะเภาแก้วและนางตะเภาทองจับไดว้ ่า สามไี ป
มาหาสู่นางจระเข้ จึงไปหาเร่ืองกับนางในร่างมนุษย์จนนางวิมาลาทนไม่ไหวกลับร่างเป็นจระเข้และไกรทองต้องออกไปห้าม
ไมใ่ หเ้ มยี ตกี นั และอำลาจาก นางวมิ าลาดว้ ยใจอาวรณ์
(ภาพจาก: http://www.skn.ac.th/skl/project/nitan482/nu15.htm)
2
เดมิ บางนางบวช (จ.สุพรรณบรุ )ี
ตำนานเร่ืองบางนางบวช เกิดในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง กล่าวกันว่าครั้งหน่ึง มีหญิงงามชื่อพิมสุราลัย มี
รปู ร่างหนา้ ตาสวยงามเป็นทห่ี มายปอง ของบรรดาชายหน่มุ หลายคนชายหนมุ่ เหล่านั้นพยายามแยง่ ชิงนาง จนเกิดเปน็ เรอ่ื งราว
ทะเลาะวิวาทกัน ทำให้นางพมิ สุราลยั ไม่พอใจ ในท่ีสดุ นางก็ตดั สนิ ใจหนเี ข้าไปอยใู่ นปา่ ตามลำพัง ทำมาหากินด้วยการปลกู ขา้ ว
และทอผา้ แตเ่ คราะห์กรรมยงั ตามไปถึงในป่า มีพรานปา่ คนหน่งึ ช่อื ตาลนี นท์ ได้เห็นนางเข้าและเกดิ ความรกั ตาลีนนทเ์ ป็นคน
มเี วทมนตรจ์ ำแลงแปลงกายได้ จึงแปลงกายเปน็ งเู ขา้ ไปแอบซอ่ นอยู่ในกระทอ่ มของนางพิมสรุ าลัย ครน้ั นางเขา้ ไปในกระท่อม
งูแปลงก็เลื้อยเข้าไปรัดนางไว้ นางพิมสุราลัยตกใจจึง คว้ามีดฟันงูน้ันจนตาย เมื่อสิ้นชีวิตเวทย์มนตร์ก็เส่ือมลงร่างของงูจึง
กลับคืนเปน็ พรานป่า นางพิมสุราลัยรูต้ ัวว่าฆา่ คนตายกม็ ีความตกใจและเสยี ใจมาก นางคิดแค้นใจว่า ความสวยงามของนาง
เปน็ เหตใุ ห้เกิดเรื่องเดอื ดรอ้ นต่าง ๆ จน ต้องหนีมาอยู่ในป่าก็ยังไม่พ้น จึงควา้ เอามีดมาตัดนมทั้งสองขา้ งขวา้ งทิ้งไป กลายเป็น
เขา 2 ลูก ชือ่ "เขานม" นางอยใู่ นจงั หวัดสพุ รรณบุรี จากนัน้ นางกซ็ ดั เซพเนจรไป ตามลำพงั ในกลางป่า ตกค่ำก็อาศัยนอนในวัด
วัดทน่ี างพิมสรุ าลัยไปอาศยั นอนนั้น ต่อมาได้ชอื่ วา่ "วดั นางนอน" ท้ายท่ีสุด นางกไ็ ด้ไปบวชอยู่บนเขาแห่งหน่งึ เขาน้ันจึง ไดช้ ่ือ
ว่า "เขาบางนางบวช" นอกจากนั้น ยังมีหมู่บ้านในแขวงเมืองอ่างทองท่ีเล่ากันว่านางเคยไปถือศีลอยู่ ชื่อว่า "บ้านไผ่"จำศีล
สว่ นบ้านเดิมของนางพิมสุราลัยทจ่ี ังหวดั สุพรรณบุรนี น้ั ปัจจบุ นั ชือ่ "บา้ นเดมิ บาง"
(ภาพจาก: http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=83&id=20894)
3
เจ้าชายสายน้ำผงึ้ กบั พระนางสรอ้ ยดอกหมาก (จ.อยุธยา)
วดั พนัญเชิง เป็นวัดใหญท่ ี่สำคัญวัดหน่ึงในจงั หวดั อยธุ ยา ตั้งอยู่ทแ่ี หลมบางกะจะ เป็นวัดที่มพี ระพุทธรูปองค์ใหญ่ซ่ึง
ชาวบา้ นนับถือกันว่าศักด์ิสิทธิ์กันมาก ตำนานเกย่ี วกบั การสร้างวัดพนญั เชงิ นน้ั มีมาเกา่ แก่ก่อนสร้างกรุงศรีอยธุ ยาเรื่องราวของ
พระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมากน้ัน มีกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือ ฟังดูเหมือนเรื่องเลื่อนลอย แต่นัก
ประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้ค้นคว้าแล้วปรากฏว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งน้ันมีตัวจริง เคยเป็นกษัตริย์ซึ่งครองเมืองเก่าที่
ตั้งอยู่ที่หนองโสน ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสร้างกรุงศรีอยุธยา และเป็นผู้สร้างวัดสำคัญ คือ "วัดพนัญเชิง" และ "วัดมงคล
บพติ ร" ซงึ่ ยังปรากฏอย่ใู นปจั จบุ ันตำนานเกย่ี วกับพระเจ้าสายนำ้ ผงึ้ และพระนางสรอ้ ยดอกหมากเล่าวา่ คร้งั น้นั กษัตรยิ ์ครองกรุ
งอโยธยาสนิ้ พระชนม์ลง ไม่มีรัชทายาทสืบสนั ติวงศ์ บรรดาอำมาตย์จงึ ปรึกษากนั หาคนดีมบี ุญมาเปน็ กษตั ริยต์ ่อไป โดยใหเ้ สย่ี ง
ทายเรือพระที่น่ัง เรือพระที่นั่งน้ันก็ลอยไปจอดกลางทุ่งนาแห่งหน่ึง ซ่ึงเด็กเล้ียงควายกำลังเล่นกันอยู่เด็กคนหนึ่งเล่นเป็น
กษัตริย์ ตัดสินลงโทษประหารชีวิตเพ่ือนอีกคนหนึ่งโดยใช้ไม่ไผ่ทำเป็นดาบ พอเพชฌฆาตลงดาบปรากฏว่าเด็กชาวนาน้ันคอ
ขาดกระเดน็ ไปตามคำส่งั บรรดาอำมาตยเ์ ห็นเป็นเหตอุ ศั จรรย์ จึงเชิญเด็กชาวนานนั้ ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรงุ อโยธยาสบื มาทาง
ฝ่ายพระเจ้ากรุงจีน มีธิดาบุญธรรมซ่ึงกล่าวกันว่ามีกำเนิดจากจั่นหมาก จึงได้นามว่า "สร้อยดอกหมาก" มีสิริโฉมงดงาม ครั้น
นางเจรญิ วยั โหรไดท้ ำนายว่า นางจะได้เปน็ คู่ครองของกษตั ริย์แห่งเมืองอโยธยา พระเจ้ากรุงจนี ส่งสาสน์มายังพระเจ้ากรงุ อโยธ
ยาถวายนางเป็นชายาพระเจ้ากรุงอโยธยาไดร้ ับสาสน์นั้นก็มีความยนิ ดี รีบจดั กระบวนเรอื ออกไปรับตัวนาง ขณะที่เรอื พระทนี่ ั่ง
ผา่ นไปถึงวัดปากคลอง ได้ทอดพระเนตรเห็นรวงผงึ้ ใหญ่เกาะอยู่ทใ่ี ต้ช่อฟา้ จึงทรงอธิษฐานว่าหากพระองค์มบี ุญญาธกิ าร จะได้
ปกครองบา้ นเมอื งให้รม่ เย็นเป็นสุข ขอให้นำ้ ผ้ึงหยดลงมาที่เรือ คร้นั หันหัวเรอื เขา้ ไป น้ำผ้ึงก็หยดลงมาทห่ี วั เรือดังคำอธษิ ฐาน ผู้
ท่ีเห็นเหตุการณ์จึงพากันขนานพระนามว่า"พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"เมื่อพระองค์เสด็จถึงเมืองจีน พระเจ้ากรุงจีนได้รับเสด็จและ
จัดการอภเิ ษกสมรสให้อย่างสมพระเกยี รติ จากนัน้ พระเจ้าสายน้ำผ้ึงก็พาพระนางสร้อยดอกหมากเสด็จกลับกรุงอโยธยา คร้ัน
มาถึงบริเวณท่ีเป็นวัดพนัญเชิงในปัจจุบัน พระเจ้าสายน้ำผึ้งก็ให้พระนางสร้อยดอกหมากรออยู่ในเรือพระท่ีนั่ง ส่วนพระองค์
เสด็จเข้าพระราชวังเพื่อเตรียมรบั เสดจ็ ครน้ั เรียบร้อยแล้วก็ให้คนมาเชญิ เสด็จพระนางสร้อยดอกหมากเข้าไปในวัง แตพ่ ระนาง
สร้อยดอกหมากเกิดความน้อยพระทัยที่พระเจ้าสายนำ้ ผง้ึ ไม่เสดจ็ ออกมารับเอง จงึ รับสง่ั ว่าถ้าไม่เสด็จออกมารบั ก็จะไม่เข้าไป
คร้ันคนนำความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ทรงเห็นเป็นเรือ่ งขบขนั รับส่งั วา่ นางอุตส่าห์มาจากเมืองจีนจนมาถึงตรงนี้แล้ว
ถ้าไมย่ อมขึ้นมาก็เชิญประทับอย่ใู นพระที่น่งั นั้นเถิดเม่ือพระนางสร้อยดอกหมากไดท้ รงทราบความก็ยิง่ น้อยพระทัยมากถึง กับ
ทรงกล้ันใจตาย เม่ือพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จออกไปรับและได้ทรงทราบก็เศร้าโศกเสียพระทัยย่ิงนัก จึงเชิญศพนางไป
พระราชทานเพลิงศพและให้สร้างพระอารามขึ้นตรงบริเวณท่ีพระราชทานเพลิงศพ พระราชทานนามว่า"วัดพระนางเชิง" ซึ่ง
ตอ่ มาเรยี กเพยี้ นไปว่า "วดั พนัญเชิง"
(ภาพจาก:http://www.panoramio.com/photo/60186502)
4
สองพีน่ ้อง (จ.สพุ รรณบรุ )ี
ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีคลองอยู่คลองหน่ึง เรียกว่า "คลองสองพี่น้อง" ปัจจุบันอยู่ในท้องที่อำเภอสองพ่ีน้อง เร่ืองน้ีมี
นทิ านเล่ากันมาแต่โบราณวา่ สมัยหนึ่งมชี ายสองคนพีน่ ้องอาศัยอยู่ทคี่ ลองนี้ ท้ังสองมีอาชีพทำไรท่ ำสวน ฐานะค่อนข้างมีอันจะ
กิน และรูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ เป็นที่หมายปองของสาวในบ้านเดียวกัน แต่ชายหนุ่มท้ังสองหาสนใจไม่ ต่อมาไม่
นานทั้งสองได้ข่าวว่ามีสาวงามสองคนอยูใ่ นตำบลท้องท่ีอำเภอบางปลาม้า หญิงท้ังสองนี้สวยงามมาก ชายท้ังสองพ่ีน้องจึงคิด
ต้องการนางมาเปน็ คคู่ รองทั้งสองคน ต่อมาสองพนี่ ้องได้จัดเถ้าแก่ไปสขู่ อ พอ่ แม่ฝ่ายหญิงเมื่อได้ฟังคุณสมบัตขิ องฝา่ ยชายก็ไม่
รงั เกียจ และเหน็ ว่าลูกสาวของตนอายุสมควรทจี่ ะมีคู่ครองได้แล้วจึงตอบตกลง "เมือ่ มาสู่ขอลกู สาวของฉันไปตกไปแต่งทั้งที ก็
ขอให้สมกับหน้าตา ฐานะหน่อยหน่ึงจะได้ไหม" พ่อขอฝ่ายหญิงกล่าวกับเถ้าแก่ ฝ่ายหญิงต้องการให้จดั ขบวนขันหมากลงเรือ
สำเภาให้ใหญ่โต จะไดเ้ ป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวบ้านแถวนี้ คร้ังถึงวันกำหนดนดั ฝ่ายชายก็จัดเครอ่ื งขนั หมากและเคร่ืองใช้ใน
การแต่งงานลงเรือสำเภา มมี โหรีปี่พาทยค์ รบครนั เม่ือไดฤ้ กษข์ บวนขันหมากพร้อมทั้งเจ้าบ่าวท้ังสอง กเ็ ร่ิมเคลื่อนท่ีจากคลอง
สองพน่ี ้องออกไปทางแมน่ ้ำสุพรรณขึ้นไปทางเหนือมุ่งหน้าไปบ้านเจ้าสาว ขณะท่ีเร่ือแล่นไป นกั ดนตรีก็เล่นดนตรีดงั ไปตลอด
ทาง จนถึงตำบลหน่ึง เมื่อนกั ดนตรีเปลย่ี นเพลงมาเลน่ ซอ ชาวบ้านจงึ เรียกท่ีแห่งนี้ว่า "บางซอ" เพราะนักดนตรไี ปเล่นซอที่น่ัน
เม่ือแล่นไปอีกไม่นานเสียงดนตรีก็ย่ิงดังครึกครื้น สนุกสนาน ผู้คนในเรือก็ร้องรำกันไม่ได้หยุดที่แห่งนี้จึงเรียกว่า "บ้านสนุก"
เมื่อเรือขบวนขันหมากเลยบ้านสีสนกุ ไปไดไ้ มน่ าน กเ็ กดิ เหตุการณ์อย่างไมค่ าดคิดขน้ึ คอื เรอื สำเภาทีบ่ รรทุกทั้งคนทัง้ เคร่ืองใช้
ไม้สอยสำหรับงานแต่งานได้เกิดอุบัติเหตุอับปางล่มลง คนที่มากับขบวนขันหมาก และส่ิงของเคร่ืองใช้จมหายไปในน้ำหมด
ดงั นั้น ตรงทเี่ รือสำเภาลม่ นั้นปัจจบุ นั จึงเรียกวา่ "สำเภาทลาย" ส่วนเจา้ บ่าวสองพนี่ ้องจมน้ำตายท้ังคู่ ฝา่ ยเจ้าสาวทั้งสองสมกับ
เป็นเจ้าสาวรอขบวนขันหมากด้วยใจระทกึ ตา่ งคนกค็ ิดถึงเจา้ บ่าวของตนเองวา่ หนา้ ตาหลอ่ เหลาแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาสง่ ขา่ ว
ว่าขบวนเรอื ขันหมากของสองพี่น้องลม่ ลงกลางแมน่ ้ำเสียแล้ว และเจ้าบา่ วของเธอกจ็ มน้ำตายด้วย หญงิ ท้ังสองเสียใจมาก เธอ
รอ้ งไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกบ้านท่ีหญิงทั้งสองอยู่ว่า "บ้านแม่หม้าย" ซึ่งปัจจุบันก็ขึ้นอยู่กับอำเภอ
บางปลามา้ จงั หวดั สพุ รรณบุรี
(ภาพจาก:http://www.chomthai.com/forum/view.php?qID=3434)
5
เจ้าพ่อหอกลอง (กรุงเทพมหานคร)
สร้างข้ึน พ.ศ. 2509 เป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ิประจำเมือง และไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงเจ้าพ่อหอกลอง ตามความเช่ือ
และความสำคัญท่ีผกู พันกับคนไทยมาช้านาน ตง้ั แต่สมัยตน้ กรุงรัตนโกสนิ ทร์ "กลอง" คอื ส่ิงท่ีใช้ตบี อกเวลา ส่งสญั ญาณ และ
บอกข่าวสารแก่กัน จากวังสูงบ้าน และแพร่ขยายต่อ ๆ กันไปทั่วกรุงฯ มีหลักฐานว่าในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช รชั กาลท่ี 1 ไดม้ ีการสร้างหอกลองไวห้ น้าวดั พระเชตพุ นฯ มีกลองสำคัญประจำอยู่ 3 ใบ คือ กลองย่ำ
พระสุรสีห์ ไว้ตีบอกเวลา กลองอัคคีพินาศ ไว้ตเี พื่อบอกเหตุไฟ้ไหม้ และกลองพิฆาตไพรี ไว้ตีเมื่อเกดิ ศึกสงครามหรือข้าศกึ บุก
มาประชิดพระนครทั้งเสียงและจังหวะการตีกลองทั้งสามใบจะแตกต่างกันทำให้ผู้ฟังรู้ทันทีว่าเกิดเหตุอะไรข้ึน มีเรื่องเล่าว่า
เจ้าหน้าทปี่ ระจำหอกลองคนแรก ได้เสียชีวิตลงในหน้าที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รชั กาลท่ี 1 จึงได้
โปรดฯ ให้สร้างศาลไว้ใกล้กับบริเวณหอกลองเพื่อเป็นท่ีระลึก ในสมัยก่อนเมื่อมีงานราชพิธีสำคัญ ๆ ก็จะมีการอัญเชิญเทพ
เทพารักษม์ าร่วมบูชาอย่ดู ้วยเสมอ ตอ่ มาในสมัยของสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจา้ อยูห่ วั รัชกาลที่ 3 ศาลเจา้ พ่อหอกลองทรดุ โทรมลง
ไปตามกาลเวลา พระองค์จึงทรงแก้ไขปรับปรุงศาลเทพารักษ์ เจ้าพ่อหอกลอง เปลี่ยนจากมณฑปมาเป็นพระเกี้ยว ครั้น
ต่อมาในรัชการที่ 4 พระองค์ทรงมีประสงค์จะรักษาสภาพศาลน้ีให้คงอยู่ในสภาพด้ังเดิม จึงทรงเปล่ียนจากพระเก้ียวมาเป็น
มณฑปเช่นเดิม แต่ได้ทรงแก้ไขบางส่วนให้เป็นมณฑปแบบศาลหลักเมืองในสมัยนั้น เม่ือมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลเจ้าพ่อหอกลองเสียใหม่ และได้ถูก
ปรับปรุงมาอีกหลายครั้ง จนกระท่ังปี พ.ศ.2498 กรมการท่ีดินได้ย้ายมาอยู่ ณ สวนเจ้าเชตุน้ี โดยย้ายมาจาก
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ สวนเจ้าเชตใุ นสมัยนนั้ ก็เปน็ ที่ต้ังของกองพนั ทหารอยู่แลว้ คือ ร.1 พนั 4 รอ.ในการยา้ ยกรมการทด่ี ิน
มาต้ัง ณ ท่ีแห่งใหม่นี้ ได้มีการพูดกันว่า สถานท่ีที่กรมการรักษาดินแดนย้ายมาตั้งน้ี คือที่ต้ังเดิม ของศาลเทพารักษ์เจ้าพ่อ
หอกลอง อันเป็นสถานท่ีศักด์ิสิทธิ์ ต่อมาในปี พ.ศ.2509 ท่านเจ้ากรมรักษาดินแดน พล.ท.ยุทธ สมบูรณ์ จึงได้มอบหมายให้
พ.ต.ฟ้ืน แสงรักษ์ เป็นผู้ดำเนินการในการจัดสร้างศาลเจ้าพ่อหอกลองขึ้น โดยได้สรา้ งแบบจตุรมุข และมีมณฑปแบบของเดิม
สว่ นองค์เจา้ พอ่ หอกลองนั้น ไม่ได้อัญเชญิ องคเ์ ดมิ มาจากศาลหลักเมือง เพราะเกรงว่าจะผิดพระราชประสงคข์ ององค์รัชการท่ี
5 จงึ ได้สร้างองคเ์ จ้าพอ่ หอกลองขนึ้ มาใหม่ โดยคณาจารย์ที่ทรงคณุ วุฒวิ ิทยาคมหลายทา่ น ช่วยตรวจดพู ระรูปลกั ษณะของเจ้า
พ่อหอกลอง พระคณาจารย์ได้เห็นพ้องต้องกันว่า ให้สร้างพระรูปเจ้าพ่อหอกลองเป็นแบบคนโบราณนุ่งผ้ากระโถงผ้าขาวม้า
พาดไหล่ซา้ ย น่ังขัดสมาธิ มือท้ังสองขา้ งวางบนเข่า ทั้งซ้ายและขวา องค์หล่อดว้ ยทองเหลือง หน้าตักกวา้ ง 29 นิ้ว ประทับน่ัง
บนแท่นแปดเหลี่ยม
6
นางนาคพระโขนง(กรุงเทพ)
มีสามภี รรยาหนุม่ สาวคู่หนึ่ง อาศยั อยู่ดว้ ยกันท่ียา่ นพระโขนง สามีช่ือนายมาก ส่วนภรรยาชือ่ นางนาก ทงั้ สองใช้ชีวติ คู่
ร่วมกันจนนางนากต้ังครรภ์อ่อน ๆ นายมากก็มีหมายเรียกให้ไปเป็นทหารประจำการท่ีบางกอก นางนากจึงต้องอยู่ตามลำพัง
เวลาผ่านไป ท้องของนางนากก็ยิ่งโตข้ึนเร่ือยๆ จนครบกำหนดคลอด หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ ทว่าลูกของนางนากไม่ยอม
กลับหัว จึงไมส่ ามารถคลอดออกมาตามธรรมชาติ ยังผลใหน้ างนากเจ็บปวดเป็นย่ิงนกั และในท่สี ดุ นางนากกท็ านความเจบ็ ปวด
ไวไ้ ม่ไหว สน้ิ ใจไปพรอ้ มกับลกู ในทอ้ ง กลายเป็นผีตายท้ังกลม หลงั จากนัน้ ศพของนางนากไดถ้ ูกนำไปฝังไว้ยังปา่ ชา้ ท้ายวัดมหา
บุศย์ ส่วนนายมากเม่ือปลดประจำการกก็ ลบั จากบางกอกมายงั พระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบความวา่ เมยี ของตัวได้หาชีวิตไม่แล้ว
นายมากกลับมาถงึ ในเวลาเข้าไต้เข้าไฟพอดี จึงไม่ได้พบชาวบา้ นเลย เนอื่ งจากบริเวณบา้ นของนางนาก หลงั จากที่นางนากตาย
ไปก็ไม่มใี ครกล้าเข้าใกล้เพราะกลัวผีนางนากซึ่งต่างก็เช่ือกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนนั้ เฮี้ยน และมีความดุร้ายเป็นย่ิงนัก
ครั้นเมอ่ื นายมากกลบั มาอยูท่ ่บี ้าน ผีนางนากก็คอยพยายามร้งั นายมากให้อยู่ท่ีบา้ นตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรง
วา่ นายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน นายมากก็เช่ือเมยี เพราะรักเมีย ไมว่ ่าใครท่ีมาพบเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร
นายมากก็ไม่เช่ือว่าเมียตวั เองตายไปแล้ว จนวันหน่ึงขณะทนี่ างนากตำน้ำพริกอย่บู นบ้าน นางนากทำมะนาวตกลงไปใต้ถนุ บา้ น
ด้วยความรบี ร้อน นางจึงเออ้ื มมือยาวลงมาจากร่องบนพืน้ เรอื นเพ่ือเก็บมะนาวที่อยใู่ ต้ถนุ บ้าน นายมากขณะนั้น บงั เอญิ ผา่ นมา
เห็นพอดี จึงปักใจเช่ืออย่างเตม็ ร้อย วา่ เมียตวั เองเป็นผตี ามท่ีชาวบ้านว่ากัน นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาก โดยการแอบ
เจาะตุ่มใส่น้ำให้รวั่ แล้วเอาดินอุดไว้ ตกกลางคืนทำทีเป็นไปปลดทุกข์เบา แล้วแกะดินที่อุดตุ่มไวใ้ ห้นำ้ ไหลออกเหมือนคนปลด
ทุกข์เบา จากนั้นจงึ แอบหนไี ป นางนากเมอ่ื เห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าตัวเองโดนหลอก จึงตามนายมากไปทันที นาย
มากเม่ือเห็นผีนางนากตามมาจึงหนเี ข้าไปหลบอยูใ่ นดงหนาด นางนากไมส่ ามารถทำอะไรได้เพราะผีกลวั ใบหนาด นายมากหนี
ไปพ่งึ พระที่วัด นางนากไมล่ ดละพยายาม ด้วยความท่ีเจบ็ ใจชาวบา้ นที่คอยยุแยงตะแคงร่วั ผัวตวั เองอีกประการหน่งึ ทำให้นาง
นากออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปท้ังบาง ซ่งึ ความเฮ้ียนของนางนาก ส่วนหนึ่งเกดิ จากการที่ถกู ฝังไว้
ระหว่างตน้ ตะเคยี นคนู่ ่นั เอง ในท่ีสุด นางนากก็ถูกหมอผฝี ีมอื ดจี ับใสห่ ม้อถว่ งนำ้ จึงสงบไปไดพ้ ักใหญ่ จนกระทงั่ ตายายคูห่ นง่ึ ท่ี
ไมร่ ้เู ร่ืองเพงิ่ ย้ายมาอยูใ่ หม่ เกบ็ หม้อที่ถ่วงนางนากไดข้ ณะทอดแหจบั ปลา นางนากจึงถกู ปลดปล่อยออกมาอีกครงั้ แต่สดุ ท้ายก็
ถูกสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สยบลงได้ กะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนากถูกเคาะออกมาทำหัวป้ันเหน่ง
เพ่ือเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนากสู่สุคติ หลังจากนั้น ปั้นเหน่งชิ้นนั้นก็ตกทอดไปยังเจ้าของอื่น ๆ อีกหลายมื อ
ตำนานรักของนางนาก นับเป็นตำนานรกั อีกเร่ืองหน่ึงท่ปี ระทบั ใจผู้ฟังอยา่ งไม่ร้จู บ กับความรักทีม่ ั่นคงของนางนากที่มตี ่อสามี
ท่ีแมแ้ ตค่ วามตายกม็ อิ าจพรากหัวใจรักของนางไปได้
7
พรานกระตา่ ย(กำแพงเพชร)
เป็นที่มาของชื่ออำเภอพรานกระต่าย จากคำบอกเล่าที่เล่าต่อกันมาว่า มีชายคนหนึ่งมีอาชีพในทางล่าสัตว์ ต้ัง
นวิ าสสถานอยบู่ รเิ วณเมอื งพาน ได้ออกป่ามาล่าสัตวถ์ ึงบริเวณที่ราบลุ่มแถววัดโพธิ์ปจั จุบนั เพราะบรเิ วณนม้ี ีน้ำอุดม หญ้าและ
ต้นไม้ขึ้นเขียวชะอมุ่ ตลอดปี พวกสัตว์ต่าง ๆ ชอบมาอาศัยหากินอยบู่ ริเวณน้ี บังเอญิ ได้พบกระต่ายตัวหนงึ่ มขี นเป็นสีเหลืองเขม้
เหมอื นสที องสวยงามมากจงึ ไล่จับ กระต่ายตวั น้นั ได้วง่ิ หลบหายไปในพมุ่ ไมท้ ี่ขึน้ รกแห่งหนึ่ง ค้นหาเท่าไรก็ไม่พบจึงกลับไปบอก
พวกญาติพน่ี ้องใหท้ ราบ ทุกคนต่างกอ็ ยากได้กระต่ายตัวน้นั เพอ่ื นำไปเล้ียงเพราะเป็นของแปลก ไมเ่ คยเหน็ มากอ่ น จงึ พากันมา
ดักดูกระต่ายตัวน้ัน เมื่อพบแล้วก็พากันไล่จับแต่กระต่ายก็ว่ิงหลบเข้าพุ่มไม้หายไปทุกที จึงช่วยกันถาง พุ่มไม้น้ันออกก็พบว่า
บริเวณนน้ั เปน็ เตาถลงุ เหลก็ เกา่ มโี พรงมีบ่อ หลายแห่ง จึงร้วู า่ กระต่ายตอ้ งอยใู่ นโพรงนั้นแนน่ อน แต่ไมอ่ าจขุดหาได้จงึ ไดแ้ ต่นั่ง
เฝ้าปากโพรงไว้รอให้ กระต่ายออกจากโพรงแล้วจะจับ แต่รอเท่าไรกระต่ายก็ไม่โผล่ออกมาให้เห็นอีกเลย จึงกลับไปอพยพ
ครอบ ครวั มาต้ังรกรากอยู่ที่บรเิ วณน้ันเลย เพราะนอกจากจะมคี วามหวังในกระต่ายตวั น้ันแลว้ ยงั เห็นวา่ บรเิ วณนน้ั เปน็ ทลี่ ุ่มดี
เหมาะสำหรับจะปลูกข้าวเลย้ี งชพี ได้ ด้วยมีน้ำไหลออกจากโพรงของเตาถลุงแห่งหน่ึงตลอดเวลา ทั้งสตั ว์ป่ากช็ ุกชุมสามารถล่า
มาเลี้ยงชีพได้ อีกอย่างก็ได้มาตั้งรกรากเป็นการถาวรแล้วจึงได้แผ้วถางที่ทำมาหากินจนเป็นทุ่งโล่งขึ้นเร่ือยๆ และสืบเชื้อสาย
เผ่าพันธุ์มาจนเป็นชุมชนใหญ่ ส่วนเตาถลุงและบ่อเหล็ก ที่เป็นต้นตำนานของท้องท่ีน้ัน ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำกระต่ายทอง
เรื่อยมา นิทานพรานกระตา่ ย เป็นนิทานพื้นบ้านที่เล่าเรื่องเกีย่ วกบั ท่มี าของบ้านพรานกระต่าย และแสดงให้เห็นวา่ บริเวณ
ดังกล่าวเป็นท่ีลุ่มเหมาะสำหรับอาชีพการเกษตร และทำให้เกิดการอพยพของชาวบ้านมาอยู่ บริเวณดังกล่าวน้ีด้วย จาก
นิทานปรัมปราทีชาวบ้านได้เล่าสืบต่อกันมาว่า สมัยเม่ือพระร่วงเจ้าผู้ครองเมืองสุโขทัย บริเวณที่เป็นหมู่บ้านพรานกระต่าย
ปัจจุบันน้ีเป็นป่าใหญ่ มีเมืองกำแพงเพชรหรือเมืองชากังราว เป็นเมืองลูกหลวง มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น พระร่วงเจ้าจึงให้
สรา้ งถนนจากเมืองสโุ ขทัยถึงเมืองกำแพงเพชร เพื่อติดต่อกันได้โดยสะดวก ถนนนเี้ รียกวา่ "ถนนพระรว่ ง" (อยูห่ ่างจากวดั ไตรภูมิ
ไป ทางทางทิศตะวันออกประมาณ 1.5 ก.ม.) บริเวณป่าใหญ่นี้มีนายพรานคอยดูแลรักษาป่าและ สัตว์ป่าอยู่เป็นประจำ วัน
หน่ึงพรานป่าไดพ้ บช้างเชือกหนึง่ มีลักษณะงดงามมากผิดกว่าช้างอ่ืนๆ จึงนำเรอื่ งน้ีเข้ากราบทูลพระรว่ งให้ทรงทราบ อำมาตย์
ผู้รู้ตำรับตำราคชลักษณ์ (ตำราดูลักษณะช้าง) ได้ชักไซร้นายพรานผู้นั้นถึงลักษณะช้างที่ได้พบอย่างละเอียด จึงรู้ว่าเป็น
ช้างเผอื กแน่นอน สมควรนำมาเป็นชา้ งคพู่ ระบารมพี ระเจา้ แผ่นดนิ พระร่วงจึงรบั สั่งให้อำมาตยผ์ ู้ใหญน่ ำควาญ ช้างจำนวนหนึ่ง
เดนิ ทางไปนำชา้ งเข้ามายังเมอื งหลวง โดยให้นายพรานเปน็ ผนู้ ำทาง คณะผูจ้ ับช้างเดินทางจากเมอื งสโุ ขทยั มาตามถนนพระรว่ ง
จนถึงบริเวณที่พบช้าง ลงจากถนนเข้าป่า หาช้างเชือกนั้น จนกระท่ังได้พบรอยเท้าและมูลช้างท่ีต้องการ จึงติดตามไปเรื่อยๆ
จนถึงถิ่นที่ ช้างอาศัยอยู่ (คือบริเวณที่เรียกว่า เขาทุ่งแฝกใกล้ๆ เขาชะอมในปัจจุบัน) เม่ือรู้ถิ่นท่ีอยู่ของช้าง เรียบร้อยแล้ว
ควาญชา้ งจงึ ได้ตั้งศาลเพียงตาขนึ้ ในบริเวณนั้น ทำพธิ ีบวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขา แล้วบอกกลา่ วเจ้าป่าเจ้าเขาวา่ ช้างเชือกเป็นช้าง
มงคล สมควรเป็นช้างคู่บารมีของพระเจ้าแผ่นดิน จึงจะขอนำช้างนั้นไปเมืองหลวง ขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาอนุญาตให้ด้วย และ
ขอให้จบั ตัวช้างได้โดยง่ายโดยเร็ววัน และได้บนบานไว้ว่าหากจับช้างได้ในบริเวณใดจะสร้างวัดขน้ึ ในบริเวณนั้น เพ่ืออุทิศส่วน
บุญกุศลให้แก่เจ้าป่าเจ้าเขาผู้เป็นเจ้าของถ่ิน และเทวดาท่ีสิงสถิตอยู่บริเวณน้ันด้วย เมื่อบวงสรวงเสร็จ ก็ช่วยกันตัดต้นไม้ทำ
เปน็ ชอ่ งทางเดินไวใ้ ห้ช้างเดนิ เพราะวา่ บริเวณนั้นมตี น้ ไผ่ ขึ้นรกทึบมาก ชา้ งไดอ้ อกมาหากนิ ตามปกติ และเดนิ เรอ่ื ยไปตามตาม
แนวต้นไผ่ที่ถูกถางเป็นช่องไว้ โดยไม่ได้ระแวงระวังตัวอะไร เพราะไม่เคยมีภัยหรือศัตรูเขา้ มารกุ รานมาก่อน พวกควาญชา้ งจึง
ชว่ ยกันจบั ชา้ งนั้นได้โดยไม่ลำบากนกั และได้นำไปยังเมอื งสุโขทัย ถวายข้ึนระวางเป็นชา้ งหลวงต่อไป พระร่วงเจ้าทรงพอพระ
ราชหฤทัยมาก ทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทุกคนท่ีไปทำงาน โดยเฉพาะนายพรานผู้พบช้าง เม่ือได้ รับพระราชทานรางวัล ทุก
คนยังระลึกถึงคำบนบานต่อเจ้าป่า เจ้าเขา จึงได้มาแผ้วถางบริเวณท่ีจับช้างได้ ทำการสร้างวัดขึ้นด้วยเงินทุนที่ได้รับ
พระราชทานมา ความทราบถึงพระ ร่วงเจ้าทรงอนุโมทนาและของร่วมสร้างวัด จนกระท่ังเป็นวัดตามทีต่ อ้ งการ เม่ือสรา้ งวดั ไว้
กลางป่ากลางเขาเชน่ นี้ จำเป็นจะต้องโยกย้ายถนิ่ ท่ีอยู่ อาศัยเดิมมาต้ังรกรายอยู่บริเวณใกล้ ๆ วดั ด้วย เพื่อสะดวกแก่การดูแล
8
รกั ษาและรกั ษาวัด เมื่อมาอยู่กนั มากๆ เข้าก็กลายเป็นชมุ ชนใหญ่ขนึ้ ตามลำคับ และคนยุคสโุ ขทัยทว่ี ่า "นิยมสรา้ งวดั เพ่อื ใหล้ ูก
ว่งิ เล่น" วดั ท่สี รา้ งข้ึนนั้น คอื วดั ไตรภูมนิ ้ี จากตำนานปรัมปราเรื่องสรา้ งวดั นี้ ไม่อาจยืนยนั หรือรบั รองได้ว่าเท็จหรอื จรงิ
9
วังแมล่ กู อ่อน (ชัยนาท)
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท มีเศรษฐีคนหน่ึงช่ือบุญมี ภรรยาช่ือบุญมา ลูกสาวช่ือมารศรี มารศรีมีคนรัก
แล้วเป็นชาวนาคนจน ๆ ชื่อเชษฐา แต่ถูกขัดขวางจากผู้เป็นพ่อ คนทั้งสองจึงตกลงหนีตามกัน ไปปลูกกระท่อมอยู่กลางป่า มี
อาชีพทำนาและเผาถ่านประทังชีวิตไปวัน ๆ จนเวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองมี ลูกคนแรกช่ือจุก และกำลังต้ังท้องลูกคนที่สอง
มารศรี จงึ ปรึกษาสามี เพ่ือท่จี ะกลับไปหาพ่อแมเ่ พราะทน ความยากจนไมไ่ หว จากน้ันวนั รุ่งข้ึนทั้งสามคนจึงออกเดนิ ทางทนั ที
จนพลบค่ำจงึ เข้าไปพักที่ต้นไทร มารศรี เกดิ เจ็บทอ้ งคลอด เชษฐาจึงไปหาสมนุ ไพร แตไ่ ม่ได้ระวังตวั จงึ ถูกงพู ษิ ฉกกดั สิ้นใจตาย
ฝ่ายมารศรีเม่ือคลอดลูกแล้วก็พากันตามหาสามี จนกระท่ังไปพบศพจึงตัดใจจากไปอย่างอาลัย อาวรณ์ จากน้ันได้เดินทาง
ตอ่ ไปจนถึงชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งนำ้ เชย่ี วมาก มารศรีไม่ สามารถพาลูก ข้ามไปทีเดยี วได้ทงั้ ๒ คน จงึ ส่ังให้ลูกคนโตรออยู่
ก่อน แล้วนางก็ก้าวลงน้ำพาลกู คนเลก็ ขา้ มฝงั่ ไป พอถงึ ฝง่ั ก็ วางลูกนอ้ ยลงแล้วกลับไปรบั ลกู คนโต แตพ่ อถงึ กลางแมน่ ้ำมีเหยยี่ ว
ใหญ่ตัวหนง่ึ โฉบลูกคนเล็กของนางไป นางจึงโบกมือไลเ่ หย่ียวใหญ่ ลกู คนโตคดิ วา่ แม่เรยี กตน จึงกา้ วลงไปในน้ำและจมน้ำตาย
ทันที มารศรรี ้องไห้ แทบขาดใจแล้วจึงจมน้ำตายตามลกู ไป
ปัจจุบันบริเวณนี้ชาวบ้านเรียกกันว่า วังแม่ลูกอ่อน และได้สร้างศาลข้ึนที่หมู่ท่ี ๔ ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา
จังหวดั ชัยนาท คุณค่า/แนวคิด/สาระ นทิ านเรือ่ งน้ีให้แนวคิดเก่ียวกบั การประพฤตติ นผิดประเพณี ไมเ่ ชื่อฟังพ่อแม่ ชิงสกุ ก่อน
หา่ ม ผลสุดท้ายกท็ นความลำบากไม่ไหว หวงั กลับไปพึ่งพ่อแมแ่ ต่ก็ได้รบั ผลรา้ ยตอบแทนต้องเสียทั้งลูกและสามี สุดทา้ ยเสียทั้ง
ชีวิตตนเอง ก็ขอให้นทิ านเรอื่ งนเ้ี ปน็ อุทาหรณแ์ ก่ผูห้ ญิงทุกคน
10
เจา้ พอ่ ขุนด่าน (นครนายก)
ตำนานเจ้าพ่อขุนด่าน ขุนด่านเป็นชื่อตำแหน่ง ช่ือจริงคือ หาญ เป็นบุตรชายขุนพิจิตร ไพรสณฑ์ ในรัชสมัยสมเด็จ
พระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ทางราชการได้ให้ขุนพิจิตร ฯ หัวหน้าหมู่บ้านทางทิศตะวันตก แขวงเมืองนครนายก
เป็นหัวหน้า คอยตรวจตราเขตแขวงเมืองนครนายก ติดกับแขวงเมืองปราจีนบุรี ท่เี ขมรมักลอบเข้าไปลกั เสบียงและลอบรังแก
คนไทยอยู่เสมอ เมื่อพม่ายกทัพมารุกรานไทย หัวหน้าท่ีชาวบ้านเรียกว่าขุนด่าน จะใช้ม้าเร็วส่งข่าวไปยังเมืองหลวง เมื่อขุน
พิจติ ร ฯ นายด่านคนเก่าถึงแก่กรรม หม่ืนหาญผู้เป็นบุตร ก็ได้รับแต่งต้ังจากกรุงศรีอยุธยา ให้เป็นขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน เป็น
นายดาบแทนบิดา ในปลายรัชสมยั สมเด็จพระมหาธรรมราชา นักพระสัตถาหรือพระยาละแวก เจ้าเมืองเขมร ได้ยกกำลังเข้า
มาดัดตลบหลังไทย โดยยกกำลังเข้ามาตีเมืองปราจีนบุรี แล้วเลยไปเมืองนครนายก เพ่ือกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติไป
เขมร เมื่อทราบข่าวศึก ขุนหาญ ฯ จงึ ให้ม้าเร็วสง่ ขา่ วไปให้ทางกรุงศรีอยุธยาทราบ สว่ นตวั ขนุ หาญ ฯ ได้รวบรวมกำลังออกไป
ซุ่มโจมตีกองทัพพระยาละแวกตรงทางผ่าน เมื่อกองทัพพระยาละแวกยกทัพผ่านมาถึง ขุนหาญ ฯ ก็ยกกำลังเข้าโจมตีกองทัพ
พระยาละแวกเสียหาย และเมื่อกองทัพจากกรงุ ศรีอยุธยายกมาช่วย กองทัพเขมรก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อเสร็จศึกแลว้ พระยา
ศรไี สยณรงค์ แม่ทัพจากกรงุ ศรีอยุธยา กไ็ ด้ให้รางวัลและประกอบพิธมี งคลสมรสให้ขนุ หาญ ฯ กับนางสาลกิ า บุตรสาวขนุ ไวยา
รกั ษ์ เม่ือขุนหาญ ฯ ถงึ แก่กรรม ชาวบ้านไดร้ ่วมใจนกนั สร้างศาลบรรจุอัฐิของท่านไว้ ณ บริเวณหุบเขาชะโงก ตำบลพราหมณี
อำเภอเมือง ฯ เพ่ือระลึกถึงคณุ งามความดี เป็นทีเ่ คารพบูชาสืบตอ่ กันมา
11
เขานางบวช(นครนายก)
ตำนานเขานางบวช มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว เจ้าเมืองกัมพูชา มีโอรสนามว่า เจ้า
ประจิตร เมื่ออายไุ ด้ ๑๖ พรรษา ไดอ้ อกจากเมืองพมิ าย พบหญิงคนหน่งึ ทอ้ งแก่กำลงั ดำนา จงึ เขา้ ไปทักทาย และเห็นวา่ เด็กใน
ทอ้ งคงเป็นผูม้ ีบุญแล้วอาศัยบ้านหญิงท้องแก่นอ้ี ยู่ จนนางคลอดบุตรเป็นหญิงช่ือว่า อรพิน เม่ือนางอรพินโตเป็นสาว เจ้าประ
จิตรกม็ าสขู่ อเป็นคู่ครอง โดยได้กลบั ไปเตรียมสินสอดทองหม้ันท่ีเมืองของตน และไดใ้ ห้ทหารคนสนิทอยู่เฝ้านางไว้ ข่าวความ
งามของนางอรพิน ได้แพร่ออกไปถงึ หูเจา้ เมอื งพิมาย จึงให้นำตวั นางเขา้ เฝา้ เจ้าเมอื ง แต่เจ้าเมืองทำอะไรนางไม่ได้ เพราะนางมี
ว่านพิษติดตัวอยู่ ผู้ใดเข้าใกล้จะร้อน เมื่อความทราบถึงเจ้าประจิตร ฯ จึงได้เข้าไปช่วยพานางหนีออกจากวังทหารเจ้าเมือง
พิมายยกกำลังออกติดตามจนทัน เกิดการต่อสู้กัน เจ้าประจิตรพานางหนีไป โดยได้เดินลัดเลาะไปตามเชิงเขาท่ามกลางสัตว์
ร้ายอยู่หลายวัน หลายเดือน จนวันหนึ่งไดเ้ ดินทางมาถึงแม่น้ำแหง่ หนง่ึ เจา้ ประจิตรและนางอรพิน เกิดพลัดกันระหวา่ งทีข่ ้าม
แมน่ ้ำ ต่างคนต่างพยายามเรียกหากันแต่ไม่พบ จนนางอรพินไดม้ าถึงวิหารแห่งหนึง่ บนภเู ขา นางจงึ อธษิ ฐานแปลงรา่ งเปน็ ชาย
แล้วบวชอยู่ในวิหารบนยอดเขานั้น เวลาได้ล่วงเลยไปนานในที่สุด เจ้าประจิตรได้ทราบเรื่อง จึงเดินทางมาพบแล้วให้ลาสึก
จากน้นั จงึ พรอ้ มใจกันตัง้ ชอ่ื ภเู ขานัน้ วา่ เขานางบวช
12
ดงละคร/ลบั แล (นครนายก)
เร่ืองมีอยวู่ ่า หนุ่มชาวบา้ นคนหนงึ่ มอี าชพี ตดั ฟนื หาเถาวัลยข์ าย วันหนงึ่ เข้าไปหาของปา่ พบเถาวลั ยม์ ากมาย จงึ สาว
ตามเถาวัลย์ไปเรอื่ ย ๆ จนหลงเข้าไปในเมืองลับแล หาทางกลับออกมาไม่ได้ เขาได้พบหญิงสาวสวยในเมืองน้ัน และได้อยู่กิน
จนมลี ูกดว้ ยกัน เมืองลับแลนน้ั อุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรือง ผู้คนมีศีลธรรม ถือปฏิบัติเคร่งครัดโดยเฉพาะศีลข้อมุสา ฯ วันหน่ึง
ภรรยาไม่อยู่เขาต้องดูแลลูก เมื่อลูกร้องกวน ปลอบไม่ฟัง จึงออกปากหลอกลูกว่า “แม่มาแล้ว เพ่ือให้ลกู หยุดร้อง เม่ือภรรยา
กลับมาและรู้เร่ืองเข้า เห็นว่าสามีทำผิดกฎเกณฑ์ของเมือง จึงจำใจให้สามีออกไปจากเมือง โดยภรรยาไดม้ อบห่อผ้าให้สองห่อ
พร้อมกับกำชับให้แก้ห่อผ้าได้เมื่อถึงบ้านเรือนตนแล้ว ฝ่ายชายคนน้ันเมื่อออกจากเมืองมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่ง อยากรู้ว่า
ภรรยาของตนให้อะไรมาจงึ แกห้ ่อผา้ ออกดเู ห็นเปน็ ทรายจึงเททงิ้ เสีย แล้วฉกุ ใจคดิ ถึงคำกำชับของภรรยา จึงนำห่อผ้าท่ีเหลือมา
เปิดท่ีบ้าน พบว่าในห่อเป็นทองคำ จึงได้นำทองคำนั้นไปขายเลี้ยงตัวและมารดาไปตลอดชีวติ และได้สร้างวัดข้ึน ณ บรเิ วณท่ี
ตนแก้ห่อผ้าพบทรายแล้วเททิ้ง เรียกชื่อวัดน้ันว่า วัดหนองทองทราย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของดงละคร
13
เจา้ พ่อองครกั ษ์ (นครนายก)
ตำนานศาลเจา้ พอ่ องครกั ษ์ ศาลเจ้าพอ่ องครกั ษ์ตง้ั อยู่ที่รมิ ฝ่งั แมน่ ้ำนครนายก ในตำบลทรายมลู อำเภอองครักษ์ เป็นแมน่ ้ำ
สามแยกมาจากนครนายก แล้วแยกไปคลองรังสติ ทางหน่ึง อีกทางหน่ึงแยกไปแม่นำ้ บางปะกง มเี รอื่ งเล่าวา่ พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว ได้เสด็จประพาสจังหวดั ปราจีนบุรี โดยเสด็จผ่านมาทางแม่น้ำนครนายก และได้ประทับแรมอยู่ ณ
บรเิ วณท่ีตงั้ ศาลเจา้ พ่อองครักษ์ปจั จุบนั ระหวา่ งประทับแรมนั้นนายทหารราชองครักษ์ผู้หนึ่งได้ป่วยและเสียชีวติ บางตำนาน
กล่าวว่า นายทหารราชองครักษ์ผู้นี้ถูกช้างทำร้ายจนเสียชีวิต ชาวบ้านจึงเรียกว่า เจ้าพ่อช้างเหยียบ (ปัจจุบันยังมีหัวกะโหลก
ชา้ งอย่ใู นบริเวณศาล) เพื่อเปน็ ทรี่ ะลึกแก่ราชองครักษผ์ นู้ ั้นจึงไดส้ รา้ งศาลขึ้นเปน็ อนสุ รณ์ แต่เนื่องด้วยบริเวณหน้าศาลเป็นวัง
น้ำวน น้ำไหลเช่ียวมาก เป็นที่หวั่นเกรงของชาวเรือ และเช่ือกันว่ามีจระเข้เจา้ พ่ออยู่ในวงั น้ำ ถ้าจะนำเรือผ่านบรเิ วณดังกล่าว
จะต้องทำพิธีเซน่ ไหวด้ ว้ ยมะพรา้ วออ่ น จงึ จะนำเรือผ่านไดป้ ลอดภยั
14
พระยาหงสท์ อง (นครปฐม)
กาลคร้ังหน่ึงนานมาแล้ว ยังมีตากับยายสองคนผัวเมีย ทำไร่ปลูกถ่ัวปลูกงา ทั้งสองมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งกำลังรุ่นสาว
และมีหนา้ ตาสวยอีกดว้ ย ตายายรักและหวงหลานสาวของแต่มากทั้งสองไม่ได้ให้หลานสาวออกทำไร่ด้วย แตท่ ำหน้าที่คอยไล่
นกไล่กาที่จะมาจิกกินถั่วกินงาเม่ือเวลาพืชไร่ออกดอกออกผลเท่านั้น อยู่มาวันหน่ึงลูกสาวของตายายก็ออกไปทำหน้าที่ของ
ตนเหมอื นเดิม ขณะน้นั เองมีพระยาหงส์ทองตวั หน่ึงกำลงั โผบินอยบู่ นท้องฟา้ แลลงมาที่ไร่ถ่วั งาของตายาย และได้เหน็ ผลถวั่ งา
กำลังออกผลน่าจิกกินเป็นอาหาร พระยาหงส์ทองจึงร่อนลง หมายจะจิกกินถ่ัวงาให้หนำใจ และแล้วพระยาหงส์ทองก็ได้ยิน
เสยี งของหญงิ สาวนางหนึ่ง เป็นเสียงรอ้ งขับไลน่ กของลกู สาวตายายน่นั เอง เสียงนั้นช่างไพเราะจับใจเหลอื เกนิ พระยาหงส์ทอง
อยากรู้เหลอื เกินว่าเสยี นนั้ เป็นเสยี งใคร จงึ คอ่ ยๆเดินลดั เลาะพมุ่ ไม้ด้อมมองหาท่ีมาของเสียงน้ัน คร้ังแลว้ พระยาหงส์ทองก็ตอ้ ง
ตะลึงด้วยความงามของหญิงสาว ฝ่ายหญิงสาวก็มีความรู้สึกว่าถูกใครแอบมองอยู่ นางสอดส่ายสายตาไปตามต้นถ่ัวงานนั้น
และแล้วนางก็เหน็ พระยาหงสท์ องท่ีรูปร่างสง่างามเหลือเกิน นางส่งสายตามองจนเพลิน แล้วทั้งสองก็สบตากัน และเกิดความ
รักกันในทสี่ ดุ พระยาหงส์ทองพูดจาเก้ยี วจนนางใจออ่ นยอมเปน็ ภรรยา หญิงสาวพาพระยาหงส์ทองผู้สามีกลับมาบ้าน และเล่า
ให้ตายกบั ยายผเู้ ปน็ พ่อแมข่ องเธอรับรู้ ตายายเมื่อรเู้ รอ่ื งกม็ ิไดร้ งั เกียจในตัวพระยาหงสท์ องผเู้ ป็นลกู เขย เพราะคดิ วา่ พรหมลขิ ิต
ให้ชวี ิตของลูกสาวตนตอ้ งเป็นเชน่ น้ี แตพ่ ระยาหงส์ทองกม็ ิได้อยู่เป็นค่ผู วั ตัวเมยี ดว้ ยกันกับหญิงสาวผเู้ ปน็ ภรรยาเหมอื นคนปกติ
ทัว่ ไป พระยาหงส์ทองจะไปๆมาๆ 7 วันต่อหน่ึงครั้ง ก่อนไปทุกครั้งพระยาหงส์ทองจะสลัดขนไวใ้ ห้ตายยายและภรรยา 1 ขน
และสัง่ ให้นำขนทองไปขายแลกเงินมาใช้จ่ายในครอบครวั โดยมิได้ลำบาก พระยางหงส์ทองทำเช่นน้ที ุกคร้ังที่มาเย่ยี มครบครัว
ของภรรยา วันหนึ่งตายายก็ได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรให้ได้ขนของพระยาหงส์ทองมากๆ ตายายคิดว่าถ้าคราวนี้พระยา
หงส์ทองมาอีกจะจับตัวพระยาหงส์ทองไว้แล้วถอนขนของพระยาหงส์ทองเสียให้หมด คืนน้ันตายายได้นำเร่ืองราวมาบอกลูก
สาว พร้อมกับพูดหว่านล้อมต่างๆนาน จนลูกสาวใจอ่อนยอมเห็นดีเห็นงามด้วย คร้ันวันรุ่งขึ้นซ่ึงเป็นวันท่ีพระยาหงส์ทอง
กลับมาเย่ียมภรรยาและตายายตามกำหนด หลังจากพูดคุยสนทนากันแล้ว พอพระยายหงส์ทองเผลอ ท้ังสามก็จับพระยา
หงสท์ องไว้และชว่ ยกนั ถอนขน มใิ ยท่พี ระยาหงส์ทองจะอ้อนวอนขอความเมตตาสกั เท่าไร ท้งั สามก็ไมฟ่ งั ในที่สดุ ทงั้ สามคนก็
รมุ ถอนของพระยาหงส์ทองจนเกล้ียง พระยาหงสท์ องทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็ขาดใจตาย ทั้งสามคนหันมาใช้มือกอบขนของ
พระยายหงส์ทองดว้ ยความดใี จ แตแ่ ลว้ ขนที่เคยเปน็ ทองกก็ ลับกลายเป็นขนธรรมดาไปเสยี แลว้ ทั้งสามเสียใจมากแต่ก็ทำอะไร
ไมไ่ ด้แล้ว นแี่ หล่ะโลภมาก มกั ลาภหาย
15
พระยากง พระยาพาน
เม่ือพระยากงได้ครองเมืองศรวี ิชัย คอื “เมอื งนครปฐม” ในปัจจุบันนี้ สืบตอ่ จากพระเจ้าสกิ าราชผเู้ ป็นพระราชบิดา
แลว้ ต่อมาได้มีพระราชบุตรที่ประสตู ิจากพระมเหสอี งค์หนง่ึ โหรได้ถวายคำพยากรณ์ พระราชกมุ าร ว่าจะเปน็ ผู้มบี ญุ ญาธิการ
มากจะได้ครองราชสมบัติ เปน็ กษตั รยิ ต์ ่อไปในภายหน้า แต่ว่าพระราชกมุ ารนจี้ ะกระทำปติ ุฆาต คอื ฆา่ พอ่ เม่อื พญากงไดท้ ราบ
ดังนั้น จึงรับส่ังให้ราชบุรุษพา พระราชกุมารไปฆ่าท้ิงเสียในป่า ราชบุรุษจึงนำไปท้ิงไว้ที่ป่าไผ่…ท่ีไร่ของยายหอม…ยายพรมไป
พบพระราชกุมารจงึ เกบ็ มาเลี้ยงไว้ แต่ยายพรมมีลกู หลานมาก จงึ ยกพระราชกมุ ารใหย้ ายหอมไปเลี้ยงไว้…ยายหอมไดเ้ ล้ยี งพระ
ราชกุมาร แล้วนำไปให้เจ้าเมืองราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมืองราชบุรีเป็นเมืองขึ้นของเมืองศรีวิชัย อยู่ภายหลังพระ
ราชกุมารเตบิ โตขึน้ ได้แข็งเมืองไม่ยอมส่งบรรณาการ และไดท้ ้ารบกับพระยากงจนได้ชนชา้ งกนั … เมอื่ ฆ่าพระยากงสำเร็จแล้ว
ได้เข้าเมืองศรีวิชัย…เวลาน้ันพระมเหสีของพระยาซึ่งเป็นพระชนนีของพระยาพานยังมีพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่ารูปโฉม
สวยงาม…พระยาพานคิดอยากได้เป็นมเหสี ได้เสด็จเข้าไปท่ีตำหนัก เทพยดาได้แปลงเป็นแพะบ้าง บ้างก็แปลงเป็นแมวแม่ลูก
อ่อน นอนขวางบันไดปราสาทอยู่ เมื่อพระยาพานข้ามสัตวท์ ั้งสองนั้นไป สัตว์จึงพูดกับแม่ว่า “ท่านเห็นพวกเราเป็นเดรจั ฉาน
จึงข้ามไป”… แม่ตอบลูกว่า “นับประสาอะไรกบั เราเปน็ สัตว์เดรัจฉาน แม้แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย” พระยา
พานได้ฟังดังน้ันก็ประหลาดพระทัยนัก… จึงทรงต้ังอธิษฐานว่า”ถ้าพระมเหสีของพระยากงเป็นพระมารดาของเราจริงแล้ว
ขอใหน้ ้ำนมหลง่ั ออกจากถนั ท้ังสองข้างให้ปรากฏ ถา้ ไม่ใชพ่ ระมารดาของเราก็ขออยา่ ให้น้ำนมไหลออกมาเลย” พระยาพานต้ัง
อธิษฐานแล้ว…น้ำนมได้หลั่งออกมาจากถันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา…พระยาพานจึงได้ไต่ถามได้ความว่าเป็นพระมารดาจริง
แล้วก็ทรงด่ืมกินน้ำนม และทรงทราบว่าพระยากงเป็นพระราชบิดา…จึงโกรธยายหอมว่ามิได้บอกให้ตนทราบว่าเป็นบุตรใคร
จนได้ทำบาปถึงฆา่ พอ่ …แล้วได้ไปเรียกยายหอมมา แล้วจับยายหอมฆ่าเสีย คนท้งั ปวงจึงเรยี กพระราชกมุ ารว่า “พระยาพาล”
เพราะไม่รู้จักบุญคุณคน และบ้างก็เรียก “พระยาพาน” เพราะเมื่อเวลาเกิดนนั้ พระพักตรก์ ระทบพานทองเป็นแผล เมื่อพระ
ยาพานฆ่ายายหอมแล้ว รู้สึกเสียพระทัย ว่าฆ่าผู้มีพระคุณเสียแล้วอีกคนหน่ึง… จึงได้ถามสมณพราหมณาจารย์ว่าจะทำ
อย่างไร…จึงจะล้างบาปในการฆ่าพระราชบิดา และฆ่ายายหอมผมู้ ีพระคุณ ผู้ที่เลย้ี งตนมาแต่เยาวว์ ยั … พระสงฆ์กไ็ ด้ถวายพระ
พรว่า”ให้สรา้ งเจดีย์สูงแค่นกเขาเหิน”… จึงได้สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ สูงชั่วนกเขาเหิน คือองค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อเป็นการ
ลา้ งบาปทฆ่ี า่ พระราชบดิ าให้บรรเทาลงบ้าง… และสรา้ งพระประโทนเจดีย์ เพอ่ื ล้างบาปที่ฆา่ ยายหอม
16
วัดพระเมรุ (นครปฐม)
บรเิ วณทงุ่ พระเมรุในอดตี นา่ จะเคยเป็นสถานทส่ี ำหรบั ออกงานพระบรมศพของกษัตรยิ เ์ จ้าเมอื งทวารวดี เมอื่ พนั กว่า
ปีล่วงมาแล้ว ปัจจุบันเหลือแต่ซากเจดีย์เป็นกองอิฐขนาดใหญ่ ฐานกว้าง ด้านละ 70 เมตร มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม กรม
ศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถานภายในพื้นที่ 5 ไร่ บริเวณข้างเคียงเป็นที่ดินของเอกชนและถนนเพชรเกษม อยู่ห่าง
จากองค์พระปฐมเจดีย์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 1 กิโลเมตร เม่อื พ.ศ. 2482 ทางราชการไดท้ ำการขุดค้นสำรวจจงึ ทราบว่า
ราว พ.ศ. 1,200 เจดียท์ ่ีทุ่งพระเมรุ แรกสร้างเป็นเจดีย์ฐานกลม มีพระพุทธรูปแบบทวารวดีทำด้วยหินปูน ท่าประทับน่ังห้อย
พระบาท สูง 370 เซนติเมตร จำนวน 4 องค์ ประดิษฐานไว้ที่ฐานเจดีย์ท้ัง 4 ทิศ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำยอดแหลม
ระยะต่อมาได้มีการเสริมฐานให้เป็นสี่เหล่ียมย่อมุม และทำทางเข้าเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีผนัง และหลังคาคลุม
พระพุทธรูปองค์เดิมให้สูงใหญ่ข้ึนเป็นคล้ายวิหาร ภายในเป็นท่ีว่างสำหรับเดินเวียนรอบกระทำทักษิณาวัตรพระพุทธรูป
ดังกล่าวได้ ตัวเจดีย์เหนือหลังคาวิหารเป็นเจดีย์ย่อมุมทรงวิหารปราสาท มีเจดีย์ขนาดเล็กเป็นบริวารล้อมรอบทุกๆช้ันแบบ
ศิลปะสมัยศรีวิชัย ซ่ึงเป็นความนิยมของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขณะนั้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ซ่ึงมีรายละเอียด
ดังตอ่ ไปน้ี
ภาพแผนผงั ฐานของเจดีย์วดั พระเมรแุ สดงให้เหน็ ฐานเดมิ และการขยายฐานออกไป
17
18
เจดียพ์ ระเมรรุ ปู รา่ งครง้ั สดุ ท้ายทพี่ ุกามเอาแบบอย่างไปก็น่าจะเปน็ ลักษณะดงั ภาพทจี่ ินตนาการไวน้ ี้
อานนั ทเจดีย์ ทุ่งพระเมรุ จงั หวดั นครปฐม จนิ ตนาการแบบโดย ผศ.นกุ ูล ชมภูนิช
19
ภาพอานันทเจดียท์ ีท่ งุ่ พระเมรุ (ดา้ นวิว)
หลักฐานสำคัญ ของเจดีย์องค์นี้ท่ีน่าภูมิใจ คือ พระพุทธรูปสลักด้วยหินปูนสีขาว 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ท้ัง 4 ทิศ
ของเจดีย์องคเ์ ก่า ปัจจบุ นั ประดษิ ฐานในทต่ี า่ งๆ ดังน้ี
- ในโบสถ์พระปฐมเจดีย์ 1 องค์
- ทีล่ านบนั ไดทางทิศใตอ้ งคพ์ ระปฐมเจดีย์ 1 องค์
- ทพี่ ิพิธภัณฑ์สถานแหง่ ชาติ กรงุ เทพฯ 1 องค์
- ทพ่ี ิพิธภณั ฑ์สถานแหง่ ชาติ อยธุ ยา 1 องค์
พระพุทธรปู ประทบั นง่ั หอ้ ยพระบาท สงู 375 เซนติเมตร
พระพุทธรูปทั้งหมดนี้ เป็นพระพุทธรูปประทับน่ังบนบัลลังก์ ท่าน่ังห้อยพระบาท ปางประทานธรรม (หรือปฐม
เทศนา) ทรวดทรงสมส่วนสง่างาม พระพักตรบ์ ่งบอกชัดว่าน่าจะเป็นชนพื้นถิน่ ในสมยั นั้น (ละวา้ - มอญ) แต่สภาพแรกพบนั้น
แต่ละองค์ย่อยยับแตกหักเป็นช้ินเล็กชิ้นน้อย อยู่คนละที่คนละทาง บางช้ินอยู่ที่ร้านขายของเก่า กรุงเทพฯ ฯลฯกรมศิลปากร
20
พยายามรวบรวมแลว้ บรู ณะใหเ้ ต็มองค์ ดังทเ่ี ห็นในปัจจบุ ัน แต่ละองคม์ ขี นาดใหญ่กว่าพระพุทธรูปสลักหนิ องคอ์ นื่ ๆในบรเิ วณน้ี
ทั้งหมด จึงนับได้ว่า พระเมรุเจดีย์องค์นี้ น่าจะมีความสำคัญมาก และงดงามกว่าองค์ใดๆเสียอีกด้วยเหตุนี้ ศูนย์วัฒนธรรม
อำเภอเมืองนครปฐม มหาวิทยาลัยคริสเตียน จึงเขียนภาพเจดีย์วัดพระเมรุจินตนาการ ย้อนอดีตข้ึน เพ่ือเชิญชวนให้ชาว
นครปฐมระลกึ ถึงความเรอื งรองของสังคมชาวพุทธในครัง้ กระนั้น เทียบกับสมยั ปจั จบุ ัน
21
วดั พระประโทณเจดยี ์ (นครปฐม)
พระยาพานฆ่ายายหอมผู้มีพระคุณ ผู้ท่ีเลี้ยงตนมาแต่เยาว์วัยพระสงฆ์ก็ได้ถวายพระพรว่า”สร้างพระประโทนเจดีย์
เพอ่ื ลา้ งบาปทฆ่ี ่ายายหอม เปน็ พระเจดีย์เก่าแก่ท่มี ปี ระวัตคิ วามเป็นมายาวนาน เดิมเป็นวัดสำคัญทอ่ี ยูใ่ จกลางเมืองสมยั โบราณ
ภายในวัดมเี จดีย์จลุ ประโทณประดบั ภาพปูนป้ันยคุ ทวาราวดี รปู เรอื สำเภาและรปู คนอินเดีย เป็นหลักฐานสำคญั ทีส่ รุปไดว้ า่ ที่น่ี
เคยเปน็ เมืองท่าสำคญั ปัจจุบันภาพปนู ปัน้ ได้แสดงอยใู่ นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตพิ ระปฐมเจดีย์
22
ทา้ วแสนปม (นครปฐม)
ท้าวแสนปมนามกระเดื่อง หมายถึง ท้าวแสนปม เป็นสัญลักษณ์สำคัญของนครไตรตรึงษ์ มีนิทานเล่ากันมาว่า เจ้า
เมืองไตรตรึงษ์ มีพระธิดาสิรโิ สภาองค์หนึ่งซ่ึงเปน็ ทร่ี ักใคร่ดังดวงแก้วตาทรงพระนามวา่ นางอษุ า ท่ีใกล้เมืองไตรตรึงษ์นมี้ ีชาย
คนหน่ึงซึ่งร่างกายเต็มไป ด้วยปุ่มปม ชาวบา้ นเรียกเขาว่า นายแสนปม มีอาชีพปลูกผักสวนครัวขายเลี้ยงตวั มะเขือที่เขาปลูก
เอาไว้ต้นหน่ึงมีผลโตน่ากินเพราะ นายแสนปมถ่ายปัสสาวะรดเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งเทวดาดลใจให้พระธิดานึกอยาก
เสวยมะเขือ พวกนางข้าหลวงจึงออกเสาะหาจน มาพบมะเขือในสวนของนายแสนปมลูกใหญ่อวบจึงขอซ้ือไปถวาย หลังจาก
พระราชธิดาเสวยมะเขือของนายแสนปมได้ไม่นานก็เกิดต้ังครรภ์ขึ้น ท้าวไตรตรึงษ์รู้สึกอับอายขายหน้า พยายามสอบถาม
อย่างไรพระธิดาก็ไม่ยอมบอกว่าใครคือพ่อของเด็กในท้อง ครนั้ เมื่อพระกุมารได้เติบโตพอรู้ความ ท้าวไตรตรึงษ์จงึ ประกาศให้
บรรดาขุนนางและเหล่าราษฎร์ท้ังหลายให้นำของกินเข้ามาในวัง หากพระกุมารยอมกิน ของผู้ใดผู้นั้นจะได้เป็นเขยหลวง
บรรดาชายหนุ่มในเมืองต่างก็รบี เดนิ ทางเข้าวงั พร้อมของกินดีๆ นายแสนปมทราบขา่ วก็เข้าวังมาด้วยเช่นกัน โดยถือเพียงข้าว
สุกติดมือมาก้อนเดียว แต่พระกุมารรับไปเสวย ท้าวไตรตรึงษ์ทรงกริ้ว ท่ีพระธิดาไปได้กับคนชนั้ ไพร่ มิหนำซ้ำยังอัปลักษณ์จึง
ขบั ไล่ออกจากวงั นายแสนปมพาพระธิดากับพระกุมารเดินทางเข้าไปหาที่อยู่ใหม่ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องแปลงเป็นลิงนำกลอง
วิเศษมามอบให้ กลองน้ีอยากได้อะไรก็ตีเอาตามได้ดังสารพัดนึก นายแสนปมอธิษฐานให้ปุ่มปมตามตัวหายไปแล้วตีกลอง
วเิ ศษ ร่างก็กลับเป็นชายรูปงาม จึงตีกลองขอบ้านเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่ง ให้ช่ือ ว่า เมืองเทพนคร และสถาปนาตัวเองเป็นพระ
เจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า ท้าวแสนปม ปกครองไพร่ฟ้าด้วยความสงบสขุ และเชือ่ กันว่าราชโอรสของท้าวแสนปมคอื พระเจ้า
อู่ทอง กษัตริย์ผู้ก่อต้ังกรุงศรีอยุธยา จึงทำให้ชื่อเสียงของท้าวแสนปมดังไปท่ัวประเทศ จนกระท่ังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้า นำไปพระราชนิพนธ์ เร่ือง ทา้ วแสนปม ทำใหค้ นท้งั ประเทศรู้จกั ท้าวแสนปมมากขนึ้
เมื่อในหลวงรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวม่ือเสด็จกลับมาถึงท่ีพระราชวังสนามจันทร์ ในปี
พทุ ธศกั ราช ๒๔๕๖ และได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ในปีเดียวกนั นำไปแต่งเป็นบทละคร เร่อื งนี้จึงได้แพรห่ ลายออกไปยังบรรดา
นักปราชญ์ราชบัณฑิต ผรู้ ู้ ผู้คงแก่เรียน และผู้ได้รับการศึกษาทั้งหลาย มีการเล่าขานสบื ตอ่ กนั ไปในวงกว้างระดับประเทศ จน
กลายเป็นเรื่องท่ีอยู่ในบรรดาเร่ืองเล่าพื้นบ้านไทยที่กลายเป็นนิทานอมตะ เป็นฉากหลังของความเป็นไทยที่สั่งสมสืบทอดกัน
ตอ่ มาชา้ นาน
23
ตำนานเมอื งสามพราน (นครปฐม)
มีตำนานเล่าตอ่ กันมาว่าเดิมท้องที่เหล่าน้ีเป็นปา่ รกชัฏ เปน็ ท่ีอยู่อาศยั ของสัตว์ปา่ นานาชนิด รวมทั้งเป็นท่ีชุมนุมของ
ช้างโขลงใหญ่ด้วย ช้างโขลงน้ีชอบลงมาหากินและเหยียบย่ำจนเส้นทางกลายเป็นทางน้ำและลำคลอง จนในท่ีสุดชาวบ้านใน
สมัยน้ันได้เรียกกันว่า "คลองบางช้าง" และในบริเวณนั้นก็ได้กลายเป็นชื่อเรียกตำบลมาจนถึงปัจจุบันน้ี คือ "ตำบลบางช้าง"
สำหรับโขลงช้างที่หากินในบริเวณเขตบางช้างนั้น หัวหน้าโขลงช้างเกิดตกมัน ดุร้ายมาก และได้สร้างความเสียหายโดยออก
อาละวาดทำลายพืชผลของชาวบา้ นจนชาวบา้ นทนไมไ่ หว ไดร้ ่วมมอื กนั ปราบเจ้าชา้ งตกมันเชอื กนน้ั แต่ทว่าช้างตกมนั เชือกนมี้ ี
กำลงั เหลอื หลาย ชาวบา้ นไมส่ ามารถปราบได้ถงึ แมจ้ ะพยายามสักเพียงใด ในขณะนน้ั ไดม้ นี ายพรานสามคนเดินทางมายังคลอง
ปากลัด (ปัจจุบันเรียกว่า "วดั ท่าขา้ ม") ซ่ึงอยู่ไม่ไกลจากเขตตำบลบางชา้ งมากนัก นายพรานสามคนได้เดินทางลัดคลองท่านา
ไปยังบริเวณที่โขลงช้างนั้นอาศัยอยู่ นายพรานท้ังสามเปรียบเสมือนอัศวินม้าขาวของชาวบ้านคลองบางช้าง ได้ทำการปราบ
ช้างตกมันเชือกนั้นโดยใช้ความเชี่ยวชาญและความสามัคคี จนในท่ีสุดก็สามารถปราบชา้ งตกมันได้สำเร็จ ชาวบ้านจึงได้เรียก
บริเวณท่นี ายพรานทั้งสามปราบชา้ งได้สำเรจ็ ว่า "สามพราน" ซ่ึงในปัจจบุ ันเรยี กวา่ "ตำบลสามพราน"
24
กลิ้งหนิ ชงิ นาง (นครสวรรค)์
กลิ้งหินชงิ นาง เปน็ นิทานทีเ่ ลา่ สู่กันฟังในท้องถนิ่ ซ่ึงอธิบายความเป็นมาของก้อนหินขนาดใหญ่ 2 กอ้ น ท่อี ยู่กลางทุ่ง
นาในหมู่บ้านเขาหินกลิ้ง ตำบลวังน้ำลัด อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อเร่ืองมีอยู่วา่ นานมาแลว้ มีเมืองอยู่ 3 เมือง คือ
เมืองไผ่สาลี เมืองจำคา และเมืองปัจจันตคาม ซึ่งท้ังสามเมืองน้ีมีอาณาเขตติดต่อกัน โดยเมืองไผ่สาลีอยู่ตรงกลาง เมืองจำคา
อยู่ทางดา้ นทิศตะวนั ตก และเมืองปัจจันตคามอยู่ทางทศิ ตะวนั ออก ท้าวไพศาลปกครองเมืองไผส่ าลี มีมเหสีชอื่ ว่า สร้อยจำปา
และพระธิดาชื่อ สร้อยลัดดา ซ่ึงมีพระสิริโฉมงดงามมาก เมืองจำคามีท้าวปราสาทเงินปกครอง มีพระโอรสชื่อ ปราสาททอง
และเมืองปจั จันตคาม มพี ระโอรสช่อื จติ เกษม เจา้ ชายทั้งสองเมืองต่างกห็ มายปองพระธิดาสรอ้ ยลัดดา แตพ่ ระธดิ าทรงมใี จผูก
สมัครรักใคร่กับเจ้าชายประสาททอง ซึ่งท้าวไพศาลไม่กล้าตัดสินพระทัยยกพระธิดาให้แก่เจา้ ชายองค์ใด เนื่องจากเกรงว่าจะ
เกิดศึกชิงนางกันขนึ้ ในทีส่ ุดจึงได้มีการตกลงแขง่ ขนั กลง้ิ หินกนั ขึ้นระหว่างเมืองปจั จันตคามและเมอื งจำคา โดยกำหนดกตกิ า
ให้กลิ้งหินออกจากเมืองของตน ให้ถึงหลักชัยที่อยู่ก่ึงกลางเมืองท้ังสอง หากฝ่ายใดกล้ิงหินมาถึงหลักชัยก่อน ก็ให้ไปล่ันฆ้องที่
หลักชัย จึงจะเป็นผู้ชนะและได้พระธิดาสร้อยลัดดาไปครองคู่ เมื่อถึงกำหนดนัดหมายทั้งสองเมืองต่างก็ลงมือกลิ้งหินเพื่อให้
มาถึงหลกั ชยั ก่อนอีกฝ่ายหน่ึงทางเมืองจำคานนั้ กลิ้งหินมาถึงหลกั ชัยก่อน พากันดีใจโหร่ อ้ งฉลองชัยชนะและยกข้าวปลาอาหาร
พรอ้ มทงั้ สุรามาเล้ยี งกันอยา่ งเตม็ ท่ี จนลมื ไปลัน่ ฆ้องทห่ี ลกั ชยั ตามกติกาท่ีกำหนดไว้
เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย ท้ังสองเมืองต่างก็ลงมือกล้ิงหินเพื่อให้มาถึงหลักชัยก่อนอีกฝ่ายหนึ่ง ทางเมืองจำคานั้นกลิ้ง
หินมาถึงหลักชัยก่อน พากันดีใจโห่ร้องฉลองชัยชนะ และยกข้าวปลาอาหารพร้อมท้ังสุรามาเลี้ยงกันอย่างเต็มท่ี จนลืมไปล่ัน
ฆ้องทห่ี ลักชัยตามกตกิ าท่ีกำหนดไว้ ครั้นเมื่อเมืองปัจจันตคามกลิ้งหินมาถึงหลักชัย ก็ตรงไปลน่ั ฆ้อง 3 ลา จึงเป็นฝ่ายชนะไป
และเจา้ ชายจิตเกษมก็ไดค้ รอบครองพระธดิ าสรอ้ ยลัดดา เจา้ ชายปราสาททองจำต้องยอมรบั ในความพ่ายแพข้ องตน จึงยกทัพ
กลับเมอื งจำคาไปดว้ ยความโศกเศร้าเสียพระทัย ฝ่ายพระธิดาสรอ้ ยลดั ดากเ็ ศร้าโศกเสยี พระทยั เชน่ กนั ทตี่ ้องอภิเษกกับผู้ท่ตี น
ไม่ได้รักใคร่ ไม่ว่าใครจะปลอบประโลมอย่างไร ก็ไม่ทรงหายจากความโศกเศร้า เจ้าชายจติ เกษมจึงได้ออกอบุ ายโดยส่งคนไป
สรา้ งแท่นหนิ บนยอดเขาลูกหนง่ึ ตอนรุ่งเชา้ จึงไดพ้ าพระธิดาสร้อยลัดดาข้นึ ไปบนแท่นหินนน้ั และทรงปลอบประโลมนางตา่ งๆ
นานา ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาลกู น้ันจึงได้ชื่อว่า "เขาโลมนาง"เจ้าชายจิตเกษมจึงได้พาพระธิดาสร้อยลัดดาขึ้นช้างลงมาจาก
เขา เมื่อเดินทางมาถงึ ลำห้วยดว้ นๆ แห่งหน่ึง ซ่งึ เรยี กกนั ว่า "ตะกดุ " นางจึงได้ตกลงปลงใจรับรกั เจา้ ชาย ห้วยนี้จึงได้ชอื่ ว่า "ตะ
กุดนางยอม" ในปัจจุบันเป็นหมู่บ้านชื่อว่า ตะกุดพะยอม เจ้าชายจิตเกษมและพระธิดาสร้อยลัดดาจึงได้ครองคู่กันอย่างมี
ความสขุ จนตราบชว่ั อายุขัยบริเวณที่เป็นหลักชยั กลิง้ หินน้ัน ในปจั จบุ ันมีก้อนหินกลมใหญ่ ๒ กอ้ น ขนาดเท่าๆ กัน อยกู่ ลางทุ่ง
นา ณ บา้ นเขาหนิ กลิ้ง ตำบลวังน้ำลดั อำเภอไพศาลี เมอื งไผ่สาลีก็คือ บา้ นหนองไผ่ อำเภอไพศาลี เมอื งจำคากค็ อื บา้ นดอนคา
อำเภอทา่ ตะโก และเมืองปัจจันตคามก็คอื บา้ นเขาชา้ งฟุบ อำเภอไพศาลี จงั หวดั นครสวรรค์ น่นั เอง
25
กลองเปน็ เหตุ (นครสวรรค)์
ณ เมืองหนึ่ง มีชายคนหน่ึงมีฝีมือในการตีกลองได้อย่างยอดเย่ียมที่สุด ไม่มีใครมีฝีมือเทียบเท่าได้ คือตีกลองได้ท้ัง
จงั หวะและความไพเราะทุกๆวัน ชายตีกลองผู้น้ีจะออกไปตีกลองตามสถานท่ีต่างๆ เพื่อแลกกับเงินทผ่ี ู้ชมมาบรจิ าคให้แก่เขา
ด้วยความเต็มใจ เพราะชอบในฝีมือการตีกลองของเขา เขาจึงมีเงินเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อนชายผู้นี้มีบุตรชายคน
หน่ึงกำลังอยู่ในวัยรุ่น และเขาก็ได้สอนให้ลูกชายของเขาฝึกตีกลองเป็นจังหวะต่างๆ จนได้ครบทุกจังหวะ เรียกได้ว่าฝีมือ
ใกล้เคียงกับพ่อมากทีเดียว ฉะน้ัน เมือ่ ไปตีกลองท่ีไหนสองพ่อลูกน้กี ็จะตีกลองสลบั สอดรบั กันไปมา ทำใหเ้ สยี งกลองเร้าใจผู้ฟัง
มากย่งิ ข้ึนวันหน่งึ มีงานนักขัตฤกษใ์ นเมอื ง ผ้เู ป็นพ่อจงึ พดู กับลูกว่า
"ลูกเอย๊ วนั น้ีมงี านในเมือง คนคงมาเทีย่ วงานกันมาก เราไปตีกลองหาเงนิ กันไหมลกู "
"ไปซพิ ่อ ผมก็คิดจะชวนพอ่ อยเู่ หมอื นกัน เราอาจไดเ้ งนิ เป็นจำนวนมากไ็ ด"้ ลกู ชายตอบ
"เอ้า งั้นรีบเตรียมตัวออกเดินทางเลย" พ่อบอกลูกชายท้ังสองพ่อลูกรีบเดินทางเข้าไปในเมืองทันที เม่ือถึงสถานท่ีจัดงาน
แล้วก็เลือกหาทีแ่ สดง ชว่ ยกนั ต้ังกลองเสรจ็ แล้วท้ังสองพ่อลกู กเ็ รมิ่ บรรเลงกลองข้นึ ผู้คนทีม่ าเท่ียวงาน เมือ่ ได้ยนิ เสียงกลองต่าง
ก็พากันมายืนชมการตีกลองของท้ังสองพ่อลูกอย่างพออกพอใจ พร้อมท้ังได้บริจาคเงนิ ให้แก่สองพ่อลูกนั้นเป็นจำนวนมากพอ
งานเลิกก็ดึกมากแล้ว คร้ันจะอยู่ค้างคืนท่ีนี่ วันพรุ่งน้ีก็จะต้องไปตีกลองที่เมืองอื่นอีก เกรงว่าจะไปไม่ทัน ฉะน้ันสองพ่อลูกจึง
ชว่ ยกันเก็บข้าวของพร้อมเก็บเงินใส่ถุงยา่ มรีบเดนิ ทางกลบั บา้ นทันทีเผอญิ ทางทเ่ี ดินกลบั บ้านนน้ั เป็นทางเปลยี่ ว มโี จรคอยดกั จี้
ปลน้ ผคู้ นที่เดนิ ผา่ นไปมาอยเู่ สมอ เม่อื เดนิ ทางมาได้สักพักพอ่ จึงบอกแก่ลกู ชายวา่
"ลูกเอ๊ย ทางท่เี ราจะต้องเดินผ่านไปน่ีเป็นทางเปล่ียวมีโจรผูร้ ้ายชุกชุมมาก เพ่ือป้องกันไมใ่ หโ้ จรมาปล้นเรา พ่อขอใหเ้ จา้ ตี
กลองเป็นจังหวะการเดินทัพนะลูกนะ " ทำไมจะต้องตีกลองเป็นจงั หวะการเดินทัพด้วยเล่าพ่อ มันไม่เห็นจะเก่ียวกันเลย" ลูก
ชายถามดว้ ยความสงสัย "เกีย่ วสิลูก ทำไมไม่เกีย่ วละ เพราะถ้าโจรมันได้ยนิ เสียงกลองในจงั หวะการเดนิ ทัพ มนั ก็จะกลัว จะพา
กันหนีไปหมด และมันก็จะไม่มาปล้นเราไงลูก" พ่ออธิบาย "ครับ งั้นผมก็จะตีกลองเป็นจังหวะการเดินทัพเลยนะพ่อ" ลูกชาย
รับคำเม่ือโจรได้ยนิ เสยี งกลองตีเป็นจังหวะการเดินทัพ มันคิดวา่ เปน็ กระบวนทพั ของพระราชากำลังยกมา มันจงึ พากนั วงิ่ หนีไป
อย่างไม่คิดชีวิต วิ่งไปได้สักพักหนึ่งก็หยุดพักเหนื่อยอยู่กลางปา่ ฝ่ายลูกชายเมือ่ ตีกลองจังหวะยกทัพไปได้สักพักหนึ่งกเ็ กดิ นึก
สนกุ ขึน้ มา เขาจึงเปลี่ยนจังหวะการตีกลองเปน็ จังหวะอืน่ ๆ หลายๆ จงั หวะ เท่าท่ีเขาตีได้สลบั กันไปมาอย่างคึกคะนอง โดยไม่
ปฏบิ ตั ิตามคำที่พ่อส่งั พ่อจะห้ามอย่างไรกไ็ ม่ฟัง ยังคงตีกลองอยา่ งนั้นเร่ือยไป
ฝ่ายนายโจรน่ังพักอยู่กับลูกน้องได้ยินเสียงตีกลองเป็นจังหวะต่างๆ สลับกัน ไม่ใช่จังหวะการเดินทัพ จึงกล่าวแก่ลูกสมุนว่า
"เฮ้ย เราถูกหลอกเสียแล้วมั่งเน๊ียะ พวกเอ็งลองฟังเสียงกลองสิ มันไม่ได้ตีเป็นจังหวะการเดินทัพน่ี แต่มันตีเป็นจังหวะต่างๆ
สลับกัน ข้าว่าคงเป็นฝีมือของสองพ่อลูกที่ออกไปตีกลองหาเงินแล้วเดินทางกลับบ้านเสียมากกว่า" "ง้ันเราจะทำอย่างไรดีละ
นาย" ลูกสมุนโจรถาม "เอายังง้ีก็แลว้ กัน พวกเรารบี วิ่งตามเสียงกลองน้ันไป เพ่ือดูว่าใครกนั แน่ที่ตีกลองน้ัน ถ้าเป็นสองพ่อลูก
นั้น เราก็ได้จะปล้นมันเสียเลย"แล้วนายโจรและลูกสมุนต่างก็ว่ิงตามเสียงกลองน้ัน เมื่อไปทันเห็นสองพ่อลูกกำลังเดินกันอยู่
นายโจรจึงตะโกนไปว่า "หยุด แล้วสง่ เงินทั้งหมดมาให้ข้าเดย๋ี วนี้ มิฉะนั้นแกสองคนพ่อลกู จะต้องตาย" "อย่าทำร้ายข้าท้ังสอง
คนเลย ข้ากลัวแล้ว เอ้า เอาเงินไป" ชายผเู้ ป็นพ่อพูดด้วยเสียงส่ันเครือ พรอ้ มท้ังส่งถุงย่ามท่ีใส่เงินให้แก่นายโจรนายโจรรับถุง
ย่ามมาตรวจดู เห็นมีเงนิ เปน็ จำนวนมากก็ดใี จ และพูดว่า "แกสองคนพ่อลูกไปได้แล้ว และรบี ไปเรว็ ๆ ดว้ ย อย่าให้ข้าเห็นหน้า
อีก รีบไปเลยไป"สองพ่อลูกต่างพากันรีบเดินกลับบ้านด้วยความเสียใจแล้วพ่อก็เอ่ยปากพูดกับลูกว่า "ลูกเอย๋ นี่ถ้าเจ้าเช่ือฟัง
26
พ่อ เร่อื งอยา่ งนี้คงไม่เกิดข้ึนพ่อขอบอกเจ้าวา่ ตง้ั แตน่ ี้ไปเจา้ จงเชือ่ ฟังคำสั่งสอนของผูห้ ลกั ผู้ใหญ่ อย่าได้ดื้อรนั้ อยา่ งนอ้ี ีก คร้ังนี้
ถือเปน็ บทเรียนที่ควรจดจำ" "ครับพ่อ ผมผิดไปแลว้ ผมขอสัญญาว่า ตอ่ ไปนี้ผมจะเชื่อฟังคำส่ังสอนของพ่อแม่และผู้หลักผใู้ หญ่
ทุกคน" ลกู ชายสารภาพผิดพร้อมท้ังใหส้ ัญญา
27
ปรมั ปราทม่ี าเกาะเกรด็ (นนทบุร)ี
ในสมัยโบราณก่อนพุทธกาล ได้มีมัจฉาชื่อว่าติวานนท์ มหึมาเกเรตัวหน่ึงเป็นจ้าวปกครองผืนน้ำด้วยความเกเรของ
เจ้ามจั ฉาตัวน้ีทำให้เป็นที่รังเกียจและหวาดกลัวของบรรดาสตั ว์ต่างๆรวมท้ังมนุษย์ดว้ ยทำให้มัจฉาตัวนห้ี ยิ่งทะนงตัวเปน็ ย่ิงนัก
จงึ เทีย่ วสร้างความเดอื ดร้อนไปทว่ั เหลา่ บรรดาสัตว์ต่างๆรวมทั้งมนุษยจ์ ึงไปฟ้องพระอนิ ทร์เม่ือพระอินทร์รูเ้ ร่ืองจึงส่งยักษ์ ช่ือ
นนทบรุ ี(ญาติหา่ งๆนนทกุ )มาปราบ การต่อสู้ระหวา่ งติวานนท์กบั นนทบรุ ีกนิ เวลา7เดอื น7วันก็ยงั ไม่รู้ผล ต่างคนก็เหน็ดเหนอ่ื ย
เตม็ ทีพระอินทรท์ ่ีเฝ้าดูการต่อสู้อยู่เห็นว่าถ้าเป็นแบบนี้คงจะปราบไมไ่ ดส้ ักที จึงจำแลงแปลงกายลงมาเป็นหญิงสาวชือ่ นวลฉวี
มาทำทีเล่นนำ้ เมอื่ เจ้ามจั ฉาติวานนท์เหน็ ก็เกดิ ความชอบทนั ทีจึงวา่ ยเขา้ ไปหาหมายจะทำเมยี นวลฉวีกว็ ่ายน้ำหนหี ลอกลอ่ เข้า
ไปในดงนกยักษ์ปักษี เมื่อเขา้ ไปถึงในดงนกยกั ษ์ปักษี เจ้าตวิ านนท์ก็เสียที โดนนกยักษ์โฉบขึ้นฟ้าไปเกล็ดหลุดกระจายไปทั่ว
จนเกิดเปน็ เกาะน้อยใหญ่มากมาย หน่ึงในนนั้ กค็ ือเกาะเกรด็ ส่วนยักษช์ ื่อนนทบุรี ก็ไดป้ กครองนคร เป็นทีม่ าจังหวัดนนทบุร.ี ..
น่ันเอง
28
สตั วท์ งั้ ส่ี (นนทบุร)ี
ในอดตี กาล สมยั พระพทุ ธเจา้ ชื่อ “ตัณหงั กรโน้น” มีป่าใหญแ่ ห่งหนงึ่ ชื่อว่า “ป่าชัญญวนา” มภี เู ขาใหญเ่ ทือกหนง่ึ ช่ือ
ว่า “วิชฌุบรรพต” มีแม่น้ำใหญ่ชื่อว่า “ทัสสนะสาคร” ในป่าใหญ่แห่งนั้น มีช้างโขลงใหญ่ จำนวน ๕๕ เชือก ณ ชายป่าใหญ่
แห่งนั้นมีกบฝูงใหญ่ จำนวน ๕๐๐ ตัว ในแม่น้ำใหญ่ทัสสนะสาครมีปูฝูงใหญ่ จำนวน ๕๐๐ ตัว แถบเชิงเขาใหญ่แห่งน้ันมีงู
อาศัยอยู่อีก ๕๐๐ ตัว บนยอดเขาใหญ่ “วิชฌุบรรพต” มีครุฑฝูงใหญ่พักอาศัยอยู่ จำนวน ๕๐๐ ตัว มีพระโพธิสัตว์เป็นพญา
ครุฑปกครองครุฑทั้งหลายฝูงนั้น ต่อมาวันหน่ึงโขลงช้างท้ัง ๕๐๐ ตัว ได้พากันไปเล่นน้ำที่แม่น้ำ ปู ๕๐๐ ตัว ซึ่งอาศัยอยู่ใน
แม่น้ำแห่งน้ันก็จับกินช้างโขลงนั้นเสียหมด รอดชีวิตแต่นางพญาช้างเชือกเดียว ซึ่งมีท้องแก่ครบกำหนดคลอดท่ีไม่สามารถ
เดินทางร่วมไปกับโขลงได้ คลอดลูกออกมาเชือกหนึ่ง แม่ช้างก็ได้เล้ียงดูกันต่อมา เมือ่ ปู ๕๐๐ ตัว กินช้าง เสียหมดแล้ว ปูฝูง
นั้นกไ็ ม่สามารถหาอาหารอะไรมากินอีก จึงพากันขน้ึ จากแม่น้ำ ข้ึนบนฝ่ังเพ่ือหาอาหารกินฝ่ายกบ๕๐๐ตัวที่อยู่บนฝั่งเห็นปูข้ึน
จากแมน่ ำ้ ก็จบั กินเป็นอาหารหมดส้นิ เว้นแตน่ างพญาปตู วั หนึ่งท้องแก่ ไมส่ ามารถขึน้ มาบนฝั่งได้และไดค้ ลอดลูกออกมาหน่ึงตัว
เม่ือกบ ๕๐๐ ตัว ฝูงน้ันกินปูหมดแล้ว ก็ไม่มีอาหาร อะไรในท่ีแห่งนั้นกินอีก กบจึงพากันไปหาอาหารกินแถบเชิงภูเขาลูกนั้น
งู ๕๐๐ ตวั เหน็ อาหารประเหมาะถงึ ปากจึงจบั กบฝงู นัน้ กินเสยี หมด เหลือนางพญากบตวั หนึ่งรอดชวี ิต ไม่ไดไ้ ปเพราะคลอดลูก
กบออกมาตวั หนึง่ ครัน้ เมื่องทู งั้ หลายกินกบหมดแล้วก็ไมม่ ีอาหารอะไรให้กนิ อีก จึงพากันออกไปหาอาหารกนิ เชงิ ภเู ขา ครฑุ ทั้ง
ฝูงที่อยบู่ นยอดเขาแห่งนั้นเห็นงกู ็โผบินลงมาจับงูกินเสียส้ิน เว้นนางพญางูตัวเดียวคลอดลกู อยู่ ไปไม่ได้ จึงรอดจากความตาย
ลูกช้าง ลูกปู ลูกกบและลูกงู สัตว์ทั้งส่ีนี้ผู้เป็นนางพญาต่างๆก็หมั่นพร่ำสอนลูกของตนอยู่เป็นประจำทุกเมื่อเช่ือวัน “ลูกเอย
เจ้าอย่าได้ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ ภมู ิประเทศนั้น ๆ นะลูก เพราะมีศัตรูคอยจ้องปองรา้ ยจับกิน พวกพ่อแมพ่ ่ีน้อง และบริวาร
เราทงั้ หลายถกู มนั จบั กินไปหมดแลว้ ขอลูกจงอยา่ ไปเลน่ หลกี เรน้ ไปให้ไกลในแห่งนั้นนะลูก” ขอ้ ความน้ีแม่กไ็ มเ่ ว้นสงั่ สอนลกู ตน
ตลอดเวลา ต่อมามิช้ามินาน ลูกสัตว์ทง้ั สี่ตวั กเ็ จริญวัยเตบิ โตขน้ึ มีพละกำลังวังชากล้าแขง็ เต็มตวั ต่างคิดกำเริบเหมือน ๆ กนั ว่า
“ที่ แม่ ของเราห้ าม เราน้ั น เพ ราะในส ถาน ท่ี นั้ น มี ข้าศึ กศั ต รูเรา เราจึงอยากไป พ บ เห็ น ศั ต รูตั วนั้น แ ท้ ๆ ”
จึงฝ่าฝืนคำสั่งสอนแม่ขัดใจแม่ ออกไปท่องเที่ยวเล่นสถานท่ีแห่งน้ัน ในบรรดาลูกสัตว์ทั้งส่ี มีลกู ช้างลงไปเล่นที่แม่น้ำ ลูกปูฝืน
คำสั่งสอนของแม่ข้ึนไปท่องเที่ยวเลน่ บนฝั่งแมน่ ้ำ ลูกกบฝ่าฝืนคำสั่งสอนของแม่ออกจากใบไม้ กิ่งไม้ ที่ซ่อนตวั อยู่ ท่องเที่ยวไป
ตามอำเภอใจ ฝ่ายลูกงูก็เช่นกันฝ่าฝืนคำสั่งสอนของแม่ท่องเท่ียวข้ึนไปบนยอดภูเขา ลูกช้างท่ีท่องเที่ยวไปเล่นน้ำน้ัน ถูกลูกปู
เอาก้ามหนีบเอาเท้าไว้ด้วยความแข็งแกร่งรีบลากลูกช้างขึ้นบนฝ่ังท้ังท่ีหนีบเท้าอยู่ คร้ันลูกกบเห็นเข้าก็ว่ิงไล่ตามลูกปู ลูกปู
ตกใจกลัวจึงปลอ่ ยลูกช้าง ลูกงูเห็นลูกกบวิ่งไล่จะจบั กิน ลูกกบตกใจกลัวจึงปล่อยลูกปไู ป ครฑุ ท่ีอยู่บนยอดเขามองไปเห็นลูกงู
จึงบินลงมาโฉบเฉ่ยี วลูกงกู ิน ลกู งูตกใจกลวั ครฑุ จงึ ไดป้ ลอ่ ยลูกกบวง่ิ หนีเอาชีวิตรอดไปได้ เหตุท่เี กิดขึ้นคร้ังน้ี เพราะลกู สตั ว์ท้ังสี่
ฝ่าฝืนคำสั่งสอนของแม่ ไม่เชื่อฟังแม่จึงต้องตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรูถึงกระน้ันก็ยังไม่เข็ดหลาบลำพองใจของลูกท้ังส่ีตัวนั่นเลย
ลกู ชา้ งมันกลา่ ววา่ “แม่นำ้ ที่เราลงเล่นปูก็หนีบเทา้ เรา แตป่ ูถูกกบไลจ่ บั กนิ เราก็พน้ จากอนั ตราย ปคู งกลวั กบจนไมก่ ลา้ มาหนีบ
เทา้ เราอกี แลว้ ” ลูกปูก็กลา่ วทำนองเดียวกันว่า “ในสถานทเี่ ราท่องเท่ียวไปน้ันมีงู กบคงไม่กล้ามาอกี แล้ว” ลูกกบกลา่ วว่า “ใน
สถานท่ีเราท่องเท่ียวไปนั้นมีครุฑอยู่ งูหรือจะกล้ามาอีก” ลูกงูกล่าวว่า “ในสถานท่ีเราท่องเที่ยวไปนั้น ครุฑหรือจะมาได้ทุกๆ
วนั ” เม่ือเป็นอย่างว่าสถานที่น้ันก็ไปได้เสมอลูกสัตว์ทง้ั สี่ลำพองใจ จึงไปสถานทีน่ ้ันๆอีก คร้นั ลูกช้างไปถึงแม่น้ำ กม็ ีความกลัว
เกรงจึงเพียงเอาแต่งวงแกว่งน้ำเล่นก่อน ในขณะน้ันเอง ลูกปูก็หนีบได้งวงลูกช้างลากจูงขึ้นไปบนฝั่ง ลูกปูก็กินลูกช้าง เป็น
อาหารบนฝ่ังนั้น เม่ือลูกช้างเข้าไปในท้องแล้ว เกดิ หนักท้อง หนักตวั ลูกปูว่ิงไดไ้ ม่รวดเร็ว ลูกกบเห็นลกู ปูก็กระโดดมาจับลูกปู
29
กิน ท้ังชา้ งท้ังปูเข้าไปอยู่ในทอ้ ง ลูกกบหนักตัวมาก ลูกกบกระโดดไปไม่ไหว ฝ่ายลูกงูเหน็ ลกู กบ จบั ลกู กบกินเสียอกี ต่อหนึ่งอีก
เม่ือท้ังช้าง ปู กบ เข้าไปอยู่ในท้อง ลูกงูมีน้ำหนักมากเหลือกำลังที่จะเล้ือยต่อไปได้ ครุฑเห็นโอกาสเหมาะโฉบเฉ่ียวเอาไปกิน
ทั้งหมดเลยจากเรอ่ื งราวทเ่ี ล่ามาท้ังหมดนั้น เพ่ือประโยชน์อะไร เพราะเหตทุ ่ีสตั วท์ งั้ สี่ มคี วามโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิตใจ
ไม่เช่ือท้ังคำส่ังสอนของแม่ จึงต้องตกเป็นอาหารครุฑมิใช่หรือ บุคคลในโลกนี้ บิดามารดาก่อทุกข์ยากเสียหายให้กับบุตรธิดา
น้ันไม่ปู่ ย่า ตา ยาย สร้างความทุกข์ความลำบากเสียหายให้แก่ลูกหลานน้ันไม่มี พระอุปัชฌาย์ อาจารย์ ให้ความทุกข์เข็ญ
แก่ศิษยานุศิษย์ไม่มี กัลยาณมิตรหรือบัณฑิตท่ีแนะนำสั่งสอนเราให้ได้ดีคิดท่ีจะให้ความทุกข์เสียหายก็ไม่มีมีแต่เจตนามุ่งหวัง
สร้างให้เรามีแต่ความสุขความเจริญเท่าน้ัน บุคคลใดก็ตามผู้เป็นบุตร ธิดา ฝ่าฝืนจิตใจ หรือไม่เชื่อคำส่ังสอนบิดามารดา
ลูกหลาน เหลน ฝ่าฝืนจิตใจหรือไม่เชื่อฟังคำส่ังสอนของ ปู่ ย่า ตา ยาย ลูกศิษย์ฝ่าฝืนจิตใจหรือไม่เช่ือฟังคำส่ังสอนของพระ
อุปัชฌาย์ อาจารย์ มิตรสหายไม่เช่ือฟังคำส่ังสอนของกัลยาณมิตรหรือบัณฑิต บุคคลเหล่านี้ มีแต่จะได้รับความ ทุกข์ยาก
เสยี หายแน่แท้มิใชห่ รือตัวอยา่ งสัตว์ทงั้ สี่ ฝ่าฝืนใจและไม่เชอ่ื ฟงั คำสั่งสอนแม่ก็ถึงตายในที่สุด บดิ ามารดาทา่ นสั่งสอนอย่างไรไม่
ควรฝา่ ฝืนหรอื ตอ่ ตา้ นละเมดิ คำสัง่ ทา่ น เราปฏิบัตติ ามแล้วไซร้ ความสุขสราญสดใส เราจะได้รบั อย่างแน่แท้ฯ
สรา้ งโดย: คุณครูสมศรี บวั เกดิ
30
ตำนานเมอื งสามโคก (ปทมุ ธานี)
ตามประวัตศิ าสตร์เมืองสามโคก เป็นเมอื งเกา่ เมืองหน่ึง ซ่งึ ตั้งชัน้ ขึ้นสมัยกรุงศรอี ยธุ ยาตอนตน้ สันนฐิ านวา่ น่าจะหลัง
รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมืองนี้ประวัติเกี่ยวกับมอญเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะมอญที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ
สมภารแห่งพระเจ้าแผ่นดินไทยแทบทุกคราว โปรดให้มาอยู่ท่ีบ้านสามโคกใกล้บริเวณวัดสิงห์ ซึ่งบ้านสามโคกนี้ต่อมา
เรียก "เมืองสามโคก" เพราะมีจำนวนพลเมืองหนาแน่นกว่าแต่ก่อน การต้ังเมืองสมัยก่อนถือเอาจำนวนพลเมืองมากเป็นหลัก
คนเก่าเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เมืองสามโคก อยู่ทางตอนเหนือของท่ีว่าการอำเภอสามโคกปัจจุบันแต่เป็นเมืองร้างมานาน
แล้ว เพราะแต่เดิมความเจริญเกิดขึ้นทางตอนเหนือใกล้กับเมืองหลวงคือ กรุงศรีอยุธยาเราจะสังเกตเห็นว่าของ
เก่า ๆ เช่น หม้อ ถ้วย ชาม อ่าง โอ่ง กระถางเก่า ๆ ที่นักประน้ำงมได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนมากจะได้ทางตอนเหนือไป
จนถึงท้ายเกาะเขตตดิ ตอ่ อยุธยา นานมานติ ย์ เนือ่ งรักษา บอกว่าอย่ทู ว่ี ัดพญาเมือง (วัดร้าง) ตดิ ด้านใต้ของวดั ปา่ งว้ิ
โครงกำสรวลศรีปราชญ์ ในหนังสือชุมนุมวรรณคดีไทยภาค ๑ หน้า ๖๙ มีบทหนึ่งกล่าวถึงเมืองร้างจะเป็นเมืองสามโคกใช่
หรอื ไม่กน็ ่าจะลองพจิ ารณาดู
จากเมืองรอ่ นท้ง พญาเมอื งเมอื งเปล่าปลวิ ใจหาย นา่ น้องจากมาเยย่ี มเปลอื ง อกเปล่าอกเปลา่ ว่ายฟ้ารอ้ ง รำ่ หารนหา
เมื่อเรือพ่ีมาถึงทุ่งพญาเมือง เมืองน้ันก็เป็นเมืองร้าง ทำให้พ่ีใจหายวาบไปหมดเทียวน้องเอ๋ยย่ิงมาก็ยิ่งเปลืองอกใจว้าเหว่ พี่
ว้าเหว่ย่ิงขึ้นเมื่อแลไปบนท้องฟ้า ร่ำไห้หวนหาน้องอย่างร้อนรน ก็ไม่ได้พบเห็นน้องเลยร่อน ลอยไป วนไปท้ังพญาเมือง ช่ือ
ตำบลทุ่งพญาเมอื ง (เดี๋ยวน้เี รียกท่งุ พญาบรรลอื ) เมอื ง ที่ตงั้ บ้านเรือนของมนษุ ยอ์ นั อยูใ่ นขอบเขต (เมืองเปล่าหมายถงึ เมอื งวา่ ง
ไม่มีผคู้ นหรอื เมอื งรา้ ง)
ปลิว ลอยไปตามลม ถูกลมพดั
นา่ นอ้ ง นะน้อง
เปลือง หมดไป เสียไป (เปลืองอกหมายถึงยิ่งมาก็ยง่ิ เปลอื งกำลังใจ)
อก อวั ยวะดา้ นหนา้ ระหว่างคอและท้อง (ในทีน่ ีห้ มายถึงใจ)
เปล่า ว่าง ว้าเหว่ อ้างวา้ ง
ว่าย เคลอื่ นไปในอากาศโดยใช้อวัยวะ (ในทนี่ หี้ มายถงึ แลกวาดไปในทอ้ งฟา้ )
ข้อความตอนหหนึง่ นายตำรา ณ เมืองใต้ กลา่ งถงึ เมอื งสามโคกอยูท่ า้ ยวัดไก่เตย้ี ความว่า "ตำบลสำโรง" ตำบลบางพดู ต้ังอยฝู่ ั่ง
แม่น้ำเจ้าพระยา ซ่ึงตอนนั้นไม่ใช่แม่น้ำเดิม แต่เป็นแม่น้ำท่ีขุดข้ึนใหม่ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เม่ือจุล
ศักราช ๙๗๐ (พ.ศ. ๒๑๕๑) คร้ันขุดคลองลัดริมวัดไก่เตี้ยท้ายบ้านสามโคก เริ่มแต่ปากคลองลาดพร้าวลงมาจนถึงปากคลอง
บางหลวงเชียงราก ซึ่งไดก้ ลายเปน็ แมน่ ำ้ เจา้ พระยาไปแลว้ สว่ นแม่นำ้ เดิมกลายเป็นคลองไป"
"เมอื งสามโคก เขา้ ใจว่าจะเป็นเมอื งนอ้ ยของเมอื งทวายอยูท่ ะเลหน้านอก ฝ่งั อ่าวมะตะบนั หรอื เมืองทวาย ในรชั กาลสมเด็จพระ
เจ้าปราสททอง พ.ศ. ๒๑๗๘ ทรงแบ่งให้เป็นเมืองข้ึนของสมุหกลาโหม (พระราชกฤษฎีกาให้ใช้ตรา) และคงมีช่ือเมืองสาม
โคก เป็นเมืองขนึ้ สมุหกลาโหมอยู่รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ร.๑) เมื่อเสียงเมือง
ทวาย สมุหกลาโหมตายในท่รี าบในปี พ.ศ. ๒๓๓๖ แลว้ เมืองน้ีจงึ ปรากฎช่ือเรียกวา่ เมอื ง เร หรอื เย เมือ่ พ.ศ. ๒๒๐๔ มอญเปน็
กบฎเผาเมืองเมาะตะมะ หนีเขา้ มากรุงศรอี ยธุ ยา สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช โปรดใหร้ ับเข้าทางเมืองกาญจนบรุ ี แลว้ ใหอ้ ยทู่ ่ี
สามโคกและท่ีอื่น พวกท่ีอยู่สามโคกคงจะเป็นมอญน้ันอพยพลงมาดว้ ย สามโคกเมืองเดิมจึงมาเป็นช่ือสามโคกเมืองใหม่ ที่วัด
สิงห์ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ณ ฝง่ั ขวาลำแม่น้ำเจ้าพระยาอีกแห่งหน่ึง"
อย่างไรก็ตามคำว่า "สามโคก" จะเป็นโคกอะไรและอยู่ทไ่ี หนกนั แน่ ก็ลองอ่านนิราศเจ้าฟา้ ของสุนทรโวหาร (ภู่) ท่เี ก่ียวกับสาม
โคกดบู ้าง
31
"ขอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคกเป็นคำโลกสมมุติสุดสงสัยถามบิดาว่าท่านผเู้ ฒ่าทา่ นกล่าวไวว้ ่าทา้ วไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์
หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้างด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับพอหากินส้ินบญุ ไปสูญลับทองกก็ ลบั กลายสิ้นเป็นดินแดงจึง
ที่นี้มนี ามว่าสามโคกเป็นคำโลกสมมุตสิ ุดแถลงครั้นพระโกษฐ์โปรดปรานประทานแปลงเป็นตำนานแห่งมอญมาสามภิ กั ดิ๋
ถา้ มาเปิดหนังสือนิราศพระบาทของสุนทรภู่กวีเอกของไทย ก็ให้เข้าใจว่า สามโคกน้ันอยู่เหนือบ้านกระแชง ใกล้กับบริเวณวัด
สงิ ห์ในปัจจบุ ันนั่นเอง ดงั คำถามกลอนมวี ่าถงึ บางหลวงทรวงรอ้ นดง่ั ศรปักท่ีร้างรักมาด้วยราชการหลวงเมื่อคิดไปใจหาเสยี ดาย
ดวงจนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแชงทเี่ ร่งเตือนเพ่ือนชายพายกระโชกถงึ สามโคกต้องแดดยื่งแผดแสงให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิด
แรงเห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง
คนเก่า ๆ ในเขตเมืองสามโคก ได้เล่าสืบต่อกันมาหลายช่ัวอายุคนว่า เม่ือก่อนหลายรอ้ ยปีมาแลว้ ก่อนท่ีจะเกิดมีเมืองสามโคก
ขนึ้ น้นั ได้มีพระเจา้ แผน่ ดนิ องค์หนง่ึ ไดพ้ าไพรพ่ ลขนข้าวของเงินทองเขา้ มาพกั อยู่ท่ีบรเิ วณเมืองสามโคก พระเจา้ แผน่ ดินองคน์ มี้ ี
นามว่าพระเจ้าอู่ทอง พระองค์ได้ทรงออกสำรวจบริเวณพ้ืนที่เพ่ือจะสร้างเมืองใหม่และทรงข้ามไปสำรวจยังบริเวณวัดวัด
หนึ่ง ซ่ึงอยู่ทางฝ่ังตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นว่าเป็นดินดอนเหมาะแก่การสร้างเมืองมาก พระองค์จึงทรงประทับ
อยู่ ณ ที่นั้น และวัดนี้ต่อมาประชาชนได้พากันเรียกว่า "วัดพญาเมือง" (วัดร้าง) เพราะเคยมีพระเจ้าแผ่นดินมาประทับอยู่
คร้ันต่อมาได้ทันทีจะสร้างเมือง กเ็ กดิ โรคห่า (อห้วาตกโรค) ข้ึนเสียก่อน โรคห่าน้ีคนแต่ก่อนเช่ือกันวา่ เป็นภูติผีปศี าจชนดิ หน่ึง
เรยี กกันว่า "ผหี า่ " ถ้าผหี ่าลงท่ใี ด เปด็ ไก่ วัว ควาย ตลอดจนผคู้ นต้องลม้ ตายกันมาก ฉะน้นั คนแตก่ อ่ นจึงกลัวผีหา่ กนั นกั
เม่ือเกิดโรคห่าระบาดไพรพ่ ลล้มตายลง พระเจ้าอู่ทองจึงทรงอพยพหนีไป การอพยพหนีโรคห่าคร้ังน้ี ไม่ทราบว่าจะไปท่ีใด แต่
เข้าใจกนั วา่ จะมาสร้างกรุงศรีอยุธยา
ตามนิราศของสุนทรภู่ กเ็ ขียนไว้ตรงกบั ปากคำของชาวบ้านท่ีวา่
"ขอเลยนาคบากขา้ มถึงสามโคกเป็นคำโลกสมมุตสิ ุดสงสัยถามบิดาว่าท่านผเู้ ฒ่าท่านกล่าวไวว้ ่าทา้ วไทพระอทู่ องเธอกองทรัพย์
หวังจะไว้ให้ประชาเปน็ ค่าจ้างดว้ ยจะสร้างบ้านเมอื งเครอ่ื งประดบั พอหากินสนิ้ บญุ ไปสูญลับทองกก็ ลับกลายสนิ้ เป็นดินแดง"
การอพยพของพระเจ้าอู่ทอง เพ่ือมาหาที่สรา้ งเมืองใหม่นี้ คุณยายของผู้เขยี น ชื่อปทุม ภู่ระหง ซึ่งได้ตายไปหลายปีแล้วไดเ้ ล่า
ให้ฟงั ว่า พระเจ้าอู่ทองได้อพยพมาจากทางทิศใต้ (ไม่ทราบว่ามาจากเมืองใด) มาขึน้ แถว ๆ วัดท่าเกวยี น อำเภอปากเกร็ด เข้า
มาทางบ้านถำ้ ปลากราย คลองลอดช้าง เข้าเขตอำเภอสามโคกถึงรมิ ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จะเป็นตรงวัดสิงห์ หรอื จะเปน็ บรเิ วณ
วดั มหิงสารามกไ็ มแ่ น่นัก ส่วนวดั พญาเมืองอยู่ใต้วัดมหิงสารามลงมา แตอ่ ยกู่ ันคนละฝ่ังแม่น้ำ วดั มหงิ สารามอย่ฝู ัง่ ตะวนั ตกของ
แมน่ ำ้ เจา้ พระยาวดั พญาเมืองอยู่ฝัง่ ตะวันออก วดั สงิ ห์น้ันอยู่ใต้ลงมาใกล้วัดแจ้งฝ่งั เดยี วกับวัดมหิงสาราม
จากปากคำของคุณยายปทุม ภู่ระหง น่าจะสันนิษฐานว่า พระเจ้าอยู่ทองอพยพมาจากเมืองเพชรบรุ ีเพราะถ้าจะย้ายมาจากอู่
ทองสุพรรณบรุ ี ก็คงจะไม่ต้องผ่านปากเกรด็ ดังทเ่ี ล่า เพราะเขตสุพรรณบุรตี ิดกับอยธุ ยาอย่แู ล้ว และการทีพ่ ระเจ้าอทู่ องอพยพ
มาและเอกทรัพย์สมบัติกองไว้ถงึ สามกองเพื่อไวเ้ ป็นค่าจ้างในการสร้างเมืองใหม่ พอเกิดโรคห่าก็อพยพหนี ทรัพย์ทก่ี องไวก้ ็คง
จะสูญหายไปด้วยนำ้ มอื โจรก็อาจจะเปน็ ไปไดจ้ ำนวนทรัพย์ ๓ กอง กก็ ลายเป็นชือ่ เมอิ งสามโคกในเวลาต่อมา
ทีนี้ลองหันมาฟงั นิทานพ้ืนบ้านที่ผเู้ ฒา่ ผ้แู ก่เล่าให้ลกู หลานฟงั วา่
เดิมมีมอญสองคนพ่ีนอ้ ง คนพ่ีช่ือแมะกะลอย คนนอ้ งช่อื แมะกะเลด็ มีอาชีทำเคร่ืองป้นั ดินเผาท้ังสองพี่นอ้ งไดช้ ่วยกนั ขดุ ดินถม
โคกใหส้ ูงข้ึน เพ่ือปอ้ งกันไมใ่ ห้น้ำท่วมถึง ไดแ้ ยกทำเป็นสองโคกอยใู่ กลก้ ันโคกหนึง่ เปน็ คนพ่ี อีกโคกหนึง่ เป็นคนนอ้ ง แต่ละโคก
ไดส้ ร้างเตาไวบ้ นโคกดว้ ย สำหรบั เป็นท่เี ผาเครื่องปัน้ ดินเผาต่าง ๆ กิจการของท้งั สองคนพ่ีนอ้ งดำเนนิ มาด้วยดเี ปน็ ลำดับ
นิสัยของทัง้ สองคนพี่น้องตา่ งกนั แมะกะลอยผพู้ ่เี ปน็ คนใจบญุ โอบอ้อมอารี ซือ่ สัตย์ มคี วามขยันหม่ันเพียรมาก ตั้งใจทำมาหา
กินด้วยความสุจริต ไดพ้ ยายามคิดประดษิ ฐ์เครือ่ งปั้นดินเผาของตนให้มีคณุ ภาพดีขึ้นอยู่เสมอ ผลติ ผลเครอ่ื งปั้นดินเผาของแมะ
กะลอยเปน็ ทน่ี ิยมของลกู ค้ามาก ขายดี ทำใหแ้ มะกะลอยร่ำรวยขนึ้ อยา่ งรวดเร็วทนั ตาเห็น
32
ส่วนแมะกะเล็ดนั้น มีนิสัยติดจะขี้เกียจเป็นคนหยาบ ทำงานอย่างลวก ๆ ขอไปที มือห่างตีนห่างไม่ละเอียดละออกรอบคอบ
เหมอื นคนพ่ี ซำ้ รา้ ยจติ ใจยังคดโกง โหดร้ายเลวทราม ชอบอจิ ฉารษิ ยาคนอื่นชอบผกู มติ รกบั คนอนั ธพาล เพื่อชกั นำไปในทางไม่
ดีเสมอ ดังภาษิตท่ีว่า "คบคนพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล" กิจการของแมะกะเล็ดไม่ดีขึ้นเลย มีแต่ทรงกับ
ทรุด เพราะลูกค้าไม่นิยมซ้ือเครื่องป้ันดินเผาของเขาเอาเสียเลย แต่เขาก็ไม่เคยโทษตัวเอง กิจการของเขาที่ไม่รุ่งเรือง ก็เป็น
เพราะพี่ชายของเขาทำดีเกินหน้าเขาต่างหาก เข้าทำนองที่ว่า "รำไม่ดี โทษป่ีโทษกลอง" ฉะน้ันเขาจึงมองดูแมะกะลอยพี่ชาย
ของเขาดว้ ยสาตาอันขุ่นมวั และเต็มไปด้วยความรษิ ยา คดิ จะทำลายกจิ การของพช่ี ายในไสข้ องเขาอย่ตู ลอดเวลา
วันหน่ึง เม่ือแกะกะเล็ด รวบรวมพรรคพวกของตนได้กลุ่มหนึ่ง ก็คิดวางแผนท่ีจะทำการเผาทำลายเตาเคร่ืองป้ันดินเผา ของ
แมะกะลอยผู้พ่ีเสียให้สิ้น คร้ันตกเวลากลางคืนเข้ายามดึก แมะกะเล็ดกบั พวกจงึ ไดล้ อบเข้าไปยังโรงเตา แล้วเอาไฟจุดเผาโรง
เตาของแมะกะลอยจนไหม้พินาศวอดวายเสยี หมดสิ้นครน้ั วันรุ่งข้ึนแมะกะลอยเดนิ ไปดเู ตา เหน็ เตาเคร่อื งปนั้ ดินเผาของตนบน
โคกถกู เผาทำลายไม่เหลือช้ินดี ตนก็รู้ได้ทันที่ว่า ต้องเป็นแมะกะเล็ดน้องชายของตนเป็นแน่ ทแี่ อบมาเผาเตาของตน แต่เมาะ
กะลอยเป็นคนใจเยน็ มีธรรมเป็นเคร่ืองยดึ เหนี่ยว คดิ ว่าทำดีไว้คงไดด้ ี ธรรมยอ่ มรกั ษาผปู้ ระพฤติธรรมเขาจงึ ไมค่ ดิ อาฆาตเคยี ด
แค้นแต่อย่างไร และคิดเสียว่าเป็นน้องในไส้ไม่ได้ซื้อหามา ไม่คิดเอาความสู้รบปรบมือ ถือว่าแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร คงไม่
ถึงกับสนิ้ ไรไ้ มต้ อกเสียทีเดียว แมะกะลอยคิดสร้างโคกใหมจ่ ึงลงมือขุดดินถมโคก สร้างเตาให้อยู่ใกล้บ้านของตนเข้าไปอกี เพื่อ
สะดวกแก่การดูแลรักษาได้ง่าย แล้วกิจการเคร่ืองป้ันดินเผาของเขาก็เจริญรุ่งเรืองข้ึนยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก ซึ่งผิดกับแมะกะ
เลด็ ทไี่ ด้เพยี รพยายามลอบทำลายเตาท่ีของพี่ชายจนสำเรจ็ คดิ วา่ ตนเองจะร่งุ เรืองขึ้น กลบั ตรงกันข้าม ฐานะกลบั ทรุดโทรมลง
เป็นลำดับ เหมือนคำโบราณที่ว่า "ให้ทุกข์กบั ท่าน ทุกข์น้ันถึงตัว" เมื่อสำนึกผิดขึ้นมาคร้ังใดก็ให้รู้สึกอับอายเป็นกำลัง ในท่ีสุด
ต้องย้ายบ้านไปอย่ถู นิ่ อ่ืน ไดร้ บั ความรบั บากมาก สมดงั พุทธภาษิตที่กลา่ วว่า "ทุกโข ปาปสส อุจจโย" ความสั่งสมบาป นำทุกข์
มาให้ ส่วนแมะกะลอยพี่ชาย คงอยู่ท่ีเดิม มีความเจรญิ สุขตลอดมาโบราณว่าคนดีผีคุ้มฉะนั้น คำว่า "สามโคก" อาจจะเกิดจาก
พระเจ้าอู่ทองมากองทรัพย์ หรือเกิดจากพี่น้องทั้งสองคนท่ีได้สร้างโคกทำเตาเผาเครื่องป้ันต่าง ๆ ตามเรื่องราวที่เล่ามาด้วย
ประการฉะน้ี และโคกเตาเผาสามโคกยงั เปน็ หลกั ฐานปรากฎให้เหน็ อย่จู นทุกวนั นกี้ ็อาจจะเป็นไปได้
เม่อื พ.ศ. ๒๓๕๘ ในเทศกาลออกพรรษาเดือนสิบเอ็ดพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัยกบั กรมพระราชวังบวรมหาเสนา
นุรกัษ์ ได้เสด็จไปประทับท่ีพลับพลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้ายเย้ือง ๆ เมืองสามโคก ทรงรับดอกบัวของราษฎรเป็น
เนืองนิจ จึงพระราชทานนามเมืองสามโคกเปลี่ยนใหม่ว่า "เมืองปทุมธานี" โดยเหตุผลท่ีมีดอกบัวอยู่ท่ัวไป ซึ่งมีหลักฐาน ดัง
นริ าศภเู ขาทองของสุนทรภู่กลา่ วไวต้ อนหนึง่ วา่
".....ถึงสามโคกโศกถวิลถึงป่ินเกล้าพระพุทธเจ้าหลวงบำรงุ ซึ่งกรุงศรีประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรีช่ือปทุมธานีเพราะมีบัว
........."
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าชื่อเมืองสามโคกได้วิวัฒน์มาเป็นลำดับจากบ้านสามโคกเป็นเมืองสามโคก และจากเมืองสามโคกเป็น
ปทุมธานี ในปัจจุบัน
33
'วดั สำแล' มาจาก 'วดั สามแล' จอมแถขั้นเทพ (ปทุมธาน)ี
วัดสำแล ต้ังอยู่ที่บ้านท้องคุ้ง บ้านเกิดครูเพลงมอญนามกระเดื่อง "ไพบูลย์ บุตรขัน" ณ ตำบลกระแชง อำเภอสามโคก
ปทุมธานี ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งคะวันออก วัดแห่งน้ีสร้างโดยมอญที่อพยพเข้ามาเม่ือสมัยรัชกาลท่ี 2 เม่ือ 200 ปีก่อน มีชื่อ
เรยี กในภาษามอญว่า "เพี่ยว์ธม่ แหมะซะ" ซ่ึงเป็นช่ือเดยี วกับหมู่บา้ นมอญในแขวงเมือง จยา้ จก์แหมะโระ่ ฮ์ เมืองมะละแหม่ง รัฐ
มอญ (ประเทศพม่าปัจจุบัน)แปลกท่ีผู้คนทั่วไปกลับคิดว่า "สำแล" คำนี้เป็นภาษาไทย จึงพยายามลากเขา้ ความให้เป็นไทยเสีย
สบายลิ้นส้ินเรือ่ งราวเม่ือคนไม่รูค้ วามหมาย คิดว่า "สำแล" เป็นคำภาษาไทย ลากยาวสร้างนิยายขึ้นใหม่ว่า รชั กาลที่ 5 เสด็จ
ผ่านมาทางชลมารค เรือพระที่นั่งเลยไปแล้ว แต่ด้วยความงดงามประณีตของวัดวาอาราม พระองค์ทรงผินพระพักตร์มาแล
(มอง) ถงึ 3 คร้ัง 3 ครา วดั มอญและหมูบ่ ้านมอญแห่งนจ้ี ึงไดช้ ื่อวา่ "สามแล" ตอ่ มาเรียกเพย้ี นไปเปน็ "สำแล"โดยปกติ คนมอญ
เม่ืออพยพมาจากเมืองมอญ มักนิยมตั้งชื่อหมู่บ้านของตนตามเดิมท่ีเคยอยู่อาศัยในเมืองมอญ เพราะมากันเป็นกลุ่มใหญ่ และ
คงตอ้ งการให้พวกมาทีหลังได้ตามมาถูก จะได้มาอยู่รวมกัน ความท่ีมอญกลุ่มนี้มาจากหมู่บ้านใหญ่ 2 แห่งตดิ กัน แต่หากแยก
หมบู่ ้านใครหมู่บ้านมันแล้ว จำนวนไม่ได้มากเมื่อเทยี บกับหมูบ่ า้ นอื่น จงึ เกดิ การรวมเข้าดว้ ยกัน คือ หมู่บา้ น "ธ่มแหมะซะ" กับ
หมู่บ้าน "ซัมเล" ช่ือหมู่บ้านเก่าจึงถูกเรียกสับสน และน่าจะถูกคนภายนอกเรียกขานเสียใหม่ว่า "บ้านท้องคุ้ง" ด้วยมีชัยภูมิ
บา้ นเรือนอยู่ตรงค้งุ น้ำโดดเดน่ ขณะท่ีมอญยังคงเรียกช่ือวัดแบบของใครของมนั "วัดซัมเล" บ้าง "วัดธ่มแหมะซะ" บ้างที่สุดวัด
ซมั เลก็มีชอ่ื ไทยว่า "วัดสำแล" มีช่อื มอญว่า "วัดธม่ แหมะซะ"...ดูเหมอื นอะไรซึ่งไม่รทู้ ี่มา ไม่ทันถามไถ่ ก็พร้อมจะสรา้ งนิทานขึ้น
เองใหม่ครอบทับแทนที่ สุขใจสบายปากแบบไทยๆ
34
นายสุกกบั นายดิบ (อยธุ ยา)
กาลคร้งั หนงึ่ ยังมีตายายสองคนผัวเมยี บุตรสาวของตายาย กำลงั เติบโดเปน็ สาวหนา้ ตาหมดจด พ่อกับแม่จึงรีบ
ป รึ ก ษ า ห า รื อ กั น เพื่ อ จ ะ จั ด ก า ร ให้ มี เห ย้ า มี เรื อ น เป็ น ห ลั ก ฐ า น เสี ย วั น ห นึ่ ง ต า บ อ ก กั บ ย า ย ว่ า
"ลูกสาวคนโตของเรานั้น ถ้ามีใครมาสู่ขอ จะยากเย็นเข็ญใจอย่างไรข้าก็จะยกให้ ขออย่างเดียว ต้องเป็นคน
เคยบวชเรียนมาแล้วเทา่ นั้น" "เอาล่ะๆ" ยายพูดต่อ "เจ้าคนเดก็ ของข้านั้น คนที่มาขอจะเคยบวชเรียนหรือไม่ข้าจะไม่ถือ ขอ
อยา่ งเดยี วให้ข้าชอบ ข้าเป็นยกใหท้ ้งั นนั้ " ขณะท่ีตากับยายปรกึ ษากันอยู่นี้ บังเอิญมีชายหน่มุ 2 คน ติดฝนเขา้ มาและพกั อยู่ที่
ใต้ถนุ เรือน ได้ยินความโดยตลอด หน่มุ คนหน่ึงบวชเรียนแล้ว ส่วนอีกคนหน่ึงยังไม่เคย ตา่ งฝ่ายก็จัดเฒ่าแก่ไปสู่ขอลูกสาวของ
ตายาย คนที่บวชแล้ว และได้แต่งงานกับลูกสาวคนโต ชื่อ นายสุก คนที่ไม่เคยบวชและได้ลูกคนเล็ก ช่ือ นายดิบ ต่างกเ็ ข้ามา
อยู่ในบ้านพ่อตาแม่ยายทั้งสองคน นายดิบนั้นพ่อตาเกียดมาก คอยจับผิดอยู่เสมอ แต่กลับเป็นคนโปรดของแม่ยาย อยู่มาวัน
หนึ่ง ตาจะไปนาของแกที่อยูใ่ นตำบลห่างไกล จึงให้ยายตระเตรียมข้าวของ และอาหารลงไปในเรือ 2 แจว แล้วให้นายสุกแจว
หวั นายดิบแจวท้าย ส่วนพ่อนั่งกลาง ในระหวา่ งทางทีแ่ จวเรือไปนั้น ท้ัง 3 คน แลเห็นนกกระทุงกำลังเล่นน้ำอยู่ พอ่ ตาจงึ ถาม
นายสุกวา่ ทำไมนกกระทุงจงึ ลอยอยู่ในน้ำได้ นายสุกตอบว่า"เพราะขนของมันมากจ้ะพ่อ" คร้ันพ่อตาหันไปถามนายดิบ ก็ได้
ยินคำตอบว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"แล้วก็แจวเรือกันต่อไป ไปพบคราวนี้ไปเจอนกกระสา กำลังส่งเสียงร้อง พ่อตาจึงถาม
นายสกุ อีกว่า "เปน็ ไงวะสุก นกกระสามันจงึ รอ้ งดัง" "กเ็ พราะคอมันยาวน่ันสพิ อ่ " นายสุกตอบ สว่ นคำตอบของนายดบิ น้นั ก็คง
เดิมคือ "เป็นธรรมดาของมันพ่อ" เดินทางต่อไปอีกหน่อย เรือแจวผ่านกอไผ่กอหน่ึง ข้างนอกใบสีแดง ด้านในของใบสีเขียว
พ่อตาก็ถามนายสุกอีก "เป็นไงสุก อ้ายไผ่นี่ใบแปลก ทำไมข้างนอกใบมันจึงแดง แล้วก็ด้านในของใบทำไมจึงเขียว นายสุกก็
ตอบได้อีก "ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมันลับแดด ใบมันจึงเขียว" พอนายสุกตอบเสร็จ พ่อตาก็หันไปถาม
เขยเล็ก นายดิบก็ตอบอย่างเดิมว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ" ครั้นแล้วก็พากันพายเรือต่อไป จนไปถึงท่ีนาซ่ึงมีอยู่ 2 แปลง
แปลงหน่ึงโล่งเตียน ไม่มีพืชพันธ์ุหรือต้นไม้ขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว สว่ นอีกแปลงหน่ึงมีพืชพันธ์ุ และต้นไม้ข้ึนอยู่คร้ึม แลดูเขียว
ชอุ่ม พ่อตาจงึ ถามเขยคนรักอีกว่า ทำไมจึงเปน็ อย่างนั้น นายสุกอธบิ ายวา่ "ที่นา 2 ผนื ผิดกันก็เพราะว่า ท่ีโลง่ เตยี นนน้ั มที าง
นำ้ เคม็ ไหลผ่าน พืชพันธ์แุ ม้แต่ต้นขา้ วจงึ ไม่มที างจะงอกขึ้นได้ ส่วนแปลงทีเ่ ขียวชอุ่มนั้นก็เพราะ ไม่มีทางน้ำเค็มไหลผา่ น อะไร
ต่ออะไรก็งอกขน้ึ ได้" พ่อตาหันมาถามนายดิบ คำตอบก็มเี พียงประโยคเดิมประโยคเดยี วเท่าน้ันคอื "เป็นธรรมดาของมนั เองอีก
แหละพ่อ" พอดูแลท่ีนาเสรจ็ แล้ว พ่อตาและลูกเขยท้ังสองก็แจวเรอื กลับบา้ น กวา่ จะถงึ บ้านก็เข้าใต้เข้าไฟแลว้ กระนัน้ พ่อตาก็
ตรงไปต่อว่าตอ่ ขานภรรยาเปน็ การใหญ่ ในเรื่องทเ่ี อาคนโง่อยา่ งนายดบิ มาเป็นเขย กลา่ วหาต่อไปว่า นายดิบเปน็ คนปัญญาทึบ
ไม่เฉลียวฉลาดเอาเสียเลย สู้นายสุกเขยใหญ่ก็ไม่ได้ ต่อว่าเสร็จแล้วพ่อตาก็เข้าไปอาบน้ำ เพ่ือรับประทานอาหารเย็น ซ่ึงเลย
เวลาไปมากกวา่ ทกุ วนั แล้ว แมย่ ายกบั ลกู สาวจึงชว่ ยกันรีบจดั สำรับอาหารเยน็ เมือ่ ทกุ คนออกมาพรอ้ มหน้ากนั แลว้ แมย่ ายจึง
ถามนายดิบต่อหน้าทุกคน ไปทำผิดพลาดอะไรมา พ่อตาเขาจึงโกรธเคืองมากมาย นายดิบจึงเล่าให้แม่ยายฟังว่า
"ก็ไม่มีอะไรหรอกแม่ ตอนเข้าไปดูนา แจวเรือไปเจอะนกกระทุงกำลงั ว่ายน้ำอยู่ พ่อเขาถามพี่สุกว่า ทำไปนกกระทุงจึง
ลอยน้ำได้ พ่ีสุกเขาตอบพ่อวา่ เพราะขนมันมาก พอพอ่ หันมาถามฉัน ฉันกต็ อบว่า เปน็ ธรรมดาของมัน" แมย่ ายถามแทรกข้ึน
ว่า "อ้ายธรรมดาของเอ็งนั้นเป็นอย่างไง" "ก็ทำไมล่ะแม่ ทีมะพร้าวมันมีขนมากเมื่อไร ทำไมมันจึงลอยได้ จริงไหมแม่" "ไม่ใช่
เรื่องเดยี วล่ะม้ัง" แมย่ ายถามตอ่ "พอแจวต่อไปอกี หน่อยนะแม่ เรากไ็ ปเจอนกกระสามนั ร้องเสียงดังก้องทงุ่ พอ่ กถ็ ามพส่ี กุ เขา
อกี ว่า ทำไมนกกระสาร้องเสียงมันจะดังกว่านกอน่ื พี่เขาก็ตอบวา่ เพราะคอมนั ยาว พอพ่อถามฉัน ฉันก็ว่าธรรดาของมัน ก็แม่ดู
สิกบ อ่ึงอ่าง คางคก คอมันแสนจะส้ัน มันยังส่งเสียงร้องขรมท้องทุ่งท้ังวันท้ังคืน คอมันยาวเสียเมื่อไรล่ะแม่" แม่ยายหัวเราะ
ด้วยความถูกใจ นายดบิ ก็เล่าต่อไปอกี "แจวตอ่ ไปอีกหน่อย เจอกอไผ่ข้างนอกใบแดง ข้างในใบเขยี ว พ่อเขาก็ถามพีส่ กุ อกี พสี่ ุก
เขาตอบพอ่ ว่า ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมนั ไม่ถูกแดด ใบมนั จึงเขยี ว พอพอ่ หนั มาถามฉนั ฉันกต็ ้องตอบว่า
เปน็ ธรรมดาของมนั แมล่ องคดิ ดูซิ แตงโมเห็นไหม เปลือกนอกมันตากแดดอย่เู ท่าไรๆ ทำไมมันจึงเขียวปร๋อ ส่วนเนื้อในมันเคย
ถูกแดดเมื่อไร มันยังแดงแจไ๋ ด้" "ก็จริงของเอ็ง" แม่ยายหนุน "แล้วพ่ีสกุ กบั ฉันก็ช่วยกันแจวเรือให้พ่อแกนง่ั ตอ่ ไปอกี สกั ครู่ใหญ่
35
จึงถึงนา แม่ก็คงจำได้มีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่งเตียนโล่ง ส่วนอีกแปลงหนึ่งนั้นต้นไม้ข้ึนเขียวชอุ่ม พอพ่อถามพี่สุกๆ เขาก็ว่า
แปลงท่ีเตียนน้ันเป็นเพราะทางน้ำเค็มไหลผ่าน ส่วนอีกแปลงน้ำทะเลไม่ไหลผ่าน ต้นไม้จึงข้ึน แล้วนายดิบก็หยุดคิดครู่ หน่ึง
กอ่ นจะตอบด้วยความเกรงใจพ่อตาผู้ผมน้อย "อย่างคนหัวล้าน เห็นไหมแม่ มันถูกทางน้ำเค็มไหลผ่านท่ีไหนกัน ผมยงั ไม่ยอม
ขนึ้ " ต้ังแต่วันน้นั ตอ่ มา พ่อตากห็ ายเคืองแค้นเขยคนเล็ก เพราะคดิ ขนึ้ มาไดว้ า่ แม้ไม่บวชนายดบิ กไ็ มโ่ งอ่ ะไร
36
ภูเขาทอง (อยุธยา)
เป็นวัดที่ไดร้ ับความนิยมมากวัดหน่ึงท่ีจะขาดไม่ได้ในเทศกาลไหวพ้ ระเก้าวดั พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนองเป็นผู้สร้าง
ภเู ขาทองขึ้นเมอ่ื พ.ศ. 2112 คราวยกทัพมาตกี รุงศรีอยุธยา ในเวลาที่ประทบั อย่พู ระนครศรอี ยุธยาไดส้ ร้างพระเจดียภ์ เู ขาทอง
ใหญแ่ บบมอญข้ึนไวเ้ ป็นที่ระลกึ เมอื่ คราวรบชนะไทย โดยรปู แบบของฐานเจดีย์มลี กั ษณะคล้ายกบั แบบมอญพม่า สนั นิษฐานว่า
สร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพ่ือชัยชนะแต่ทำได้เพียงรากฐาน แล้วยกทัพกลับ ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชวัง
หลวงไปประมาณ 2 กโิ ลเมตร สามารถใชเ้ ส้นทางเดียวกับทางไปจังหวดั อ่างทอง ทางหลวงหมายเลข 309 กิโลเมตรท่ี 26จะมี
ป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดน้ี วดั ภูเขาทองนห้ี นังสอื คำใหก้ ารชาวกรุงเกา่ กล่าววา่ ไดส้ รา้ งข้ึนในรชั สมัยสมเดจ็ พระราเมศวรเมื่อ
ปี พ.ศ. 1930 คร้ังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้เอกราชกลับคืนมาเมื่อ พ.ศ. 2127 จึงโปรดเกล้าให้สร้างเจดีย์แบบ
ไทยไวเ้ หนือฐานแบบมอญและพมา่ ท่ีสร้างเพยี งรากฐานไว้ ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหยอ่ ง ฝีมือช่างมอญเดิมจึงปรากฏเหลือเพียง
ฐานทกั ษิณสว่ นล่างเท่าน้นั เจดยี ์ภเู ขาทองจงึ มีลกั ษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน
37
บางปะอิน (ชายผูส้ ูงศักดิ์กบั หญิงสาวชาวบ้าน) อยุธยา
เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระเอกาทศรถ เสด็จประพาส ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วเรือเกิดล่มที่บริเวณ เกาะบ้านเลน
อยุธยา เหตุการณ์ครั้งน้ัน ทำให้ พระเอกาทศรถฯได้พบกับ “อิน” หญิงสาวชาวบ้าน ท่ีพอพบพาก็ถูกตาต้องใจและมีสัมพันธ์
กันจนให้กำเนดิ พระราชโอรส ที่ภายหลังขน้ึ ครองราชยท์ รงพระนามว่า“สมเดจ็ พระเจ้าปราสาททอง” สถานที่แห่งน้ี จึงชือ่ วา่ "
บาง ปะ อิน " ซ่งึ ในปี พ.ศ. 2175 พระองค์ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้สรา้ งวดั ขึน้ ในบริเวณทเี่ สด็จพระราชสมภพ แลว้ พระราชทานชื่อ
ว่า “วัดชมุ พลนิกายาราม”นอกจากนี้ยังมีการสร้าง “พระท่ีน่ังไอศวรรย์ทิพยอาสน์”ขึ้นท่ีมีศลิ ปะสถาปัตยกรรมท่ีสวยงาม ให้
คนรนุ่ หลงั ไดช้ ื่นชม และเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่คนไทยควรหาโอกาสได้ไปเยอื นสกั คร้ัง ในชีวิต
38
กระต่ายสามขา (อยธุ ยา)
ครั้งหน่ึงนานมาแล้ว มีเดก็ ร่นุ หน่มุ คนหนง่ึ ชื่อม่วง เป็นลกู ศิษยว์ ดั พทุ ไธศวรรย์ เปน็ เด็กทีม่ ีความอดทนและมนั่ คงมาก
เจรจาส่ิงใดแล้วก็ไม่ยอมเปล่ียนคำพูดง่าย ๆ นายม่วงได้ฝากตัวกับอาจารย์คง วัดพุทไธศวรรย์ เพ่ือจะศึกษาวิชาอาคมกับ
อาจารย์ แต่ก่อนที่จะเรียนคาถาอาคมจะต้องเรียนหนังสือขอมให้คล่องเสียก่อน เพราะคาถาอาคมเป็นตัวหนังสือขอมทั้งสิ้น
เมื่อนายม่วงเรียนหนังสือขอมคล่องดีแล้ว อาจารย์ก็คิดจะทดลองศิษย์ว่าจะมีความอดทนเหมาะสมท่ีจะรับวิชาไว้หรือไม่
คราวหน่ึงมีผนู้ ำกระต่ายมาถวายอาจารยค์ ง อาจารยจ์ ึงใหน้ ายมว่ งเอาไปยา่ งเก็บไวส้ ำหรบั ทีจ่ ะเป็นอาหารเพล นายมว่ งกเ็ อาไป
ยา่ งไฟ แต่ในขณะทกี่ ำลังย่างอยนู่ ้ันกลนิ่ กระตา่ ยหอมหวนชวนกนิ มาก นายมว่ งอดใจไม่ไหว จึงฉีกกระตา่ ยเอามากนิ เสียขาหนึ่ง
แล้วจึงเอาไปเก็บไว้ ครั้นถึงเวลาฉันเพล นายม่วงก็ยกเอากระต่ายย่างเข้าไปถวายพระอาจารย์ พออาจารย์เห็นกระต่ายย่าง
เหลอื สามขากแ็ ปลกใจจงึ คาดคนั้ ความจริงกับนายมว่ ง ซ่งึ นายม่วงก็ไมย่ อมรับอาจารยค์ งโกรธจัดจึงเฆีย่ นนายมว่ งไปหลายคร้ัง
แต่นายม่วงกย็ ืนกรานว่ากระต่ายมีสามขา อาจารยส์ งสารจึงยกกระต่ายท่ีเหลอื ใหน้ ายม่วงกินจนหมด และนึกนิยมว่านายม่วง
เป็นคนหนักแน่นม่ันคง จึงถ่ายทอดวิชาอาคมให้ วันหน่ึงนายม่วงอยากจะเข้าพระราชวัง อาจารย์คงจึงเสกก้านพลูให้นายม่วง
ทัดหูไป โดยกำชับห้ามทำหล่น นายม่วงหายตัวเขา้ ไปในพระราชวงั ไดแ้ อบไปขโมยกินของเสวยของพระเจ้าแผ่นดิน จนในท่สี ุด
ถูกจับได้จึงถูกสัง่ ประหารชีวิต อาจารยค์ งทราบข่าวจงึ แอบมาช่วยโดยเสกก้านพลูแทนตัวนายม่วง แล้วพากันออกมาโดยไม่มี
ใครเห็นจากน้ันจงึ พากันหลบหนไี ปทางเหนอื อยมู่ าวนั หน่ึงนายม่วงได้ขออนญุ าตอาจารยค์ งเพอ่ื ไปเทย่ี วอยธุ ยาอกี โดยกล่าววา่
จะไปแบบใหค้ นเคารพท้งั เมอื ง จงึ ให้อาจารย์คงเสกเป็นพระพุทธรปู ลอยน้ำไป เม่อื ลอยไปถึงหน้าพระราชวังจันทรเกษม ผู้คน
จึงพากันมากราบไหว้บูชากันเนืองแน่นจนพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชประสงค์อัญเชิญไว้ในกรุง หากแต่มีตาแก่วิชาดีคนหน่ึง
กราบทูลวา่ มใิ ชพ่ ระพุทธรปู จริงแต่เป็นคนแกล้งทำมา และอาสาท่ีจะจัดการโดยทำสายสิญจน์ เครื่องเซน่ ข้าวเปลอื ก ข้าวสาร
เสร็จแล้วก็ลงไปริมน้ำอ่านโองการ ซัดข้าวเปลือกข้าวสารและเอาสายสิญจน์ลากพระเข้าฝั่งแล้วรดด้วยน้ำมนต์ ทั นใดก็
กลายเปน็ นายมว่ งน่งั ถอื ดาบอยู่ พระเจ้าแผ่นดนิ ทรงจำได้วา่ เป็นนายม่วงคนเดมิ จงึ สัง่ ใหร้ าชมัลเฆี่ยนและถามความจริง ซึ่งนาย
ม่วงก็ตอบวกวนตามเดมิ จึงถามตาแก่ว่าจะทำประการใด ตาแก่จงึ กราบทูลว่า ใหจ้ ับใส่ในท่อนซุง แลว้ เสดให้ซุงจมน้ำ พระเจ้า
แผ่นดินทรงอนุญาต ตาแก่จัดแจงจับนายม่วงเข้าไว้ในโพรงซุง เสกน้ำมนตร์ ด ซุงก็จมน้ำและแล่นทวนไปถึงหน้าวดั อาจารย์คง
รู้ดีว่านายม่วงเสียทีมาอีกจึงออกไปช่วยนายม่วงตามเคย ตั้งแต่นั้นมานายม่วงก็อยู่ปรนนิบัติอาจารย์ไม่คิดจะกลับมากรุงศรี
อยุธยาอกี เลย
39
นิทานบา้ นสามชกุ (สพุ รรณบรุ ี)
เม่อื โบราณนานมาแล้วบ้านสามชกุ เคยเป็นศูนยร์ วมการคา้ ขายท้ังทางน้ำและทางเกวียน เรียกกันว่าท่ายาง ถงึ ฤดู
แล้งแม่นำ้ จะแห้งเป็นบางช่วงตอน ทำใหเ้ รือท่ีนำสนิ คา้ มาขายเดินทางตอ่ ไปไม่ได้ จึงตอ้ งนำสินคา้ ขน้ึ มารวมกันบนฝงั่ ภาชนะที่
ใส่เป็นไม้สาน เรียกว่า กระชุก หรือสามชุก เมื่อมารวมกันมากๆเลยเรียกกันว่า ท่าสามชุก ส่วนตลาดท่ีนำสินค้าไปขาย
เรียกวา่ สามแพรง่ จากการทีเ่ ปน็ จุดพบกันสามทางคอื ทางน้ำจากทางเหนือและทางใต้ส่วนทางตะวันตกเป็นทางเกวยี น มาพบ
กันทต่ี ลาดสามแพรง่ ต่อมาเพย้ี นเปน็ สามเพง็ ตามสำเนียงของชาวจีนที่อพยบมายงั ตลาดแหง่ น้ี
กาลครั้งหน่ึงนานมาแล้วมีเศรษฐีเฒ่านาม พันลึก แห่ง บ้านหนองโรง มีลูกสาวนางหน่ึงช่ือว่านางพิม เป็นสาวงามท่ี
พวกหนุ่มๆหมายปอง มีสองหนุ่มท่ีต่างก็ต้องการแต่งงานกับสาวพิม หนุ่มคนแรกชื่อสำเภาบ้านอยู่ ชัฎหวาย หนุ่มคนที่สอง
ชือ่ โพทอง บ้านอยู่ สามเพ็ง ทั้งสองต่างให้บิดามาสู่ขอนางพิม ด้านเฒ่าพันลึกตั้งเงอื่ นไขว่า ใครท่ีทำทางสูงสองศอกกว้างสาม
วา มาถึงบ้านตนได้ในเวลาวันกับคืนไดก้ จ็ ะยกลกู สาวให้ ถึงวนั แขง่ ขนั ทั้งสองฝา่ ยต่างเรง่ สร้างถนนเพอ่ื ให้ถึงบ้านนางพมิ ก่อนรุ่ง
สาง ฝ่ายหนุ่มสำเภาแห่งบ้านชัฎหวายทำทางได้รุดหน้ากว่า ส่านทางหนุ่ม โพทองทราบเรื่องจึงออกอุบายให้พวกตนส่วนหน่ึง
ไปทำทางดกั หน้าที่บ้านหนองโรง แล้วให้ทำโคมไฟใหญ่ผูกไว้ทป่ี ลายเสา สว่ นหนุ่มสำเภาสร้างทางมาถงึ ดอนกลาง ในตอนดึก
เห็นแสงโคมไฟของหนุ่มโพทอง นึกวา่ เป็นเวลาใกล้สางแล้ว และระยะทางยงั อีกยาวไกลกว่าจะถึงบ้านนางพิม จึงหมดกำลังใจ
ท้ิงทางให้ขาดแค่ ดอนกลาง ส่วนหนุ่มโพทองก็ทำทางจนถึงบ้านนางพิม เฒ่าพันลึกจึงยกนางพิมให้กับหนุ่มโพทอง และอยู่
ด้วยกันตอ่ มาอยา่ งมีความสุข
40
นทิ าน บ้านย้งุ ทลาย (สพุ รรณบรุ ี)
กาลคร้ังหน่ึงนานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งนามวา่ ตาขุนทอง หรือ ขนุ พดุ าด เป็นคนมียศศักดิ์ ฐานะร่ำรวย และเป็น
คนทม่ี ีความรใู้ นเรื่องเล่นแรแ่ ปรธาตุ ทุกวนั แกจะไปยงั บอ่ แร่ และนำมาทวี่ ัดใกล้บา้ น ตกเย็นแกจะกลับบา้ นพร้อมกับถุงเงิน สี่
ถงุ และนำไปใส่ไว้ในยุ้งขา้ ว มีเพียงแกและลูกสาวเท่านั้นที่รู้เรื่องน้ี และแกก็ให้ลกู สาวสาบานไว้ว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องนแ้ี ก่ผู้ใด
จนลกู สาวของตาขนุ ทองแต่งงาน สามกี ็เขา้ มาอย่รู ว่ มบ้านเดยี วกนั และสงั เกตเห็นพอ่ ตากลับมาพรอ้ มเงนิ สี่ถุงทกุ วัน เกิดความ
สงสัยแต่ไม่กล้าถามพ่อตา จึงได้เอ่ยปากถามเร่ืองน้ีกับเมีย ส่วนลูกสาวตาขุนทองได้สาบานไว้แล้ว ก็ไม่กล้าเปิดเผยให้สามีฟัง
แตส่ ามีก็รบเร้า นางจงึ บอกเป็นนัยๆ สามีจึงเฝา้ ตามดพู ่อตา ส่วนพอ่ ตาก็รสู้ ึกผดิ สังเกต และคดิ ว่าลูกสาวไม่รักษาคำสัญญา แก
จึงฆ่าลูกสาว ตาขุนทองถูกจับกุมและตายในคุกพร้อมกับความลับของตำราแปรแร่เป็นเงิน ส่วนยุ้งที่ตาขุนทองเก็บเงินไว้รับ
นำ้ หนักไม่ไหวพังทลายลงมา ชาวบ้านย่านั้นกพ็ ากันไปเก็บเงิน และทองเหล่านั้นมา และเรียกที่นั้นว่า บ้านยุ้งทลาย ส่วนท่ีแก
ไปขดุ ก็เรยี ก บ่อแร่ สว่ นวัดทแี่ กเอาแรไ่ ปถลงุ ก็เรียก วดั โบสถ์.... เปน็ เร่ืองที่เล่าขานสืบมาในเขต อำเภออู่ทอง
41
พระยาแกรก (สุพรรณบรุ ี)
พระมหาพุทธสาครเป็นเช้ือมา ได้เสวยราชสมบัติอยู่ริม เกาะหนองโสน ที่วัดเดิมกันมีพระมหาเถรไสยลายองค์หน่ึง
เป็นเชื้อมาแต่พระรามเทพได้พระบรมธาตุ 650 พระองค์ กับพระศรีมหาโพธิสองต้น จากเมืองลังกาได้พาพระมหาสาครไป
เมอื งสาวตั ถี ถา่ ยเอาอย่างวัดเชตวนาราม มาสร้างไว้ต่อเมืองรอ แขวงบางทานนอก เมืองกำแพงเพช็ ร ชอื่ วัดสงั ฆคณาวาศ แล้ว
เอาพระศรีมหาโพธิใส่อ่างทองคำมาปลูกไว้ริมหนองนากะเล นอกวัดเสมาปากน้ำแล้วเชิญพระบรมธาตุบรรจุไว้ด้วย 36
พระองค์ จึงให้ชอื่ วา่ วัดพระศรมี หาโพธลิ ังกา แลว้ จึงบรรจุไว้ในพระเจดยี ์ขา้ งในพระพทุ ธรูปใหญ่บ้าง ในพระปรางค์บา้ ง บรรจุ
ไวใ้ นพระพุทธไสยาสน์ วดั ปา่ โมก ในพระป่าเลไลยนอกเมืองพนั ธมุ บุรี ในพระปรางค์วดั เดมิ กนั เมืองหนองโสน ที่พระพุทธบาท
ในถ้ำนครสวรรค์ ในถ้ำขุดคะสรรค์ ในเขาหินต้ังเมอื งศุโขทัยในเขาค้มุ แก้ว ในเมอื งชองแก้ว ในพระเจดียว์ ัดเสนาศน์ แห่งละ 36
ปีพระองค์ ในพระเจดีย์วัดคณาทาราม ในพระมหาธาตุแห่งละ 30 พระองค์ พระองค์อยู่ได้ 97 ก็สวรรคต พระยาโคดม
ครองราชสมบัติอยู่ ณ วัดเดิม 30 ปี ก็สวรรคต มีพระราชโอรสองค์หนึ่งชื่อ พระยาโคตรตะบอง ทรงอานุภาพยิ่งนักอยู่มาโหร
ทำฎีกาถวายทำนายวา่ ผู้มบี ุญจะมาเกดิ ในเมอื งน้ี พระยาโคตรตะบองจึงส่ังให้จบั หญิงมีครรภม์ าฆา่ เสยี ต่อมาโหรกราบทูลวา่ ผู้
มีบุญเกิดแล้ว พระยาโคตรตะบองจึงสั่งให้เอาทารกมาคลอกเสียให้สิ้น แต่ทารกผู้น้ัน ไฟคลอกไม่พอง คร้ังเวลาเช้าสมณะไป
บิณฑบาต พบทารกจึงเอามาเลี้ยงไว้อยู่ต่อมาราษฎรป่าวร้องกันว่า โหรทูลว่าผู้มีบุญจะมาก็ตื่นเต้นพากันไปดูผู้มีบุญ พระยา
โคตรตะบองจึงตรัสแก่เสนาบดีว่าถ้าเดินมาจะสู้ ถ้าเหาะมาจะหนี ทารกน้ันอยู่ที่วัดโพธิผี อายุได้ 17 ปี ก็ถัดไปดูผู้มีบุญ พระ
อินทร์แปลงตัวเป็นคนชรา จูงมา้ มาท่ีทารกนั้นฝากม้าไว้ แล้วอนุญาตให้กินข้าวในแฟ้มได้ ทารกกนิ แล้วก็มีกำลังข้นึ เหน็ น้ำมัน
ในขวดกเ็ อาทาตวั แขนขาทไี่ ฟคลอกงออย่นู น้ั ก็เหยียดออกได้ หมอบาดแผลก็หายไปส้นิ แล้วแลเห็นเครื่องกกธุ ภัณฑ์ คดิ ในใจว่า
ตนคงเป็นผู้มีบุญ จึงเอาเคร่ืองกกุธภัณฑ์ใส่แล้วข้ึนหลังม้าข่ีเหาะมาถึงที่พระตำหนัก พระยาโคตรตะบองเห็นเข้าก็หวาดหวั่น
ตกใจ จึงหยิบตะบองขว้างไปแต่ไม่ถูก ตะบองไปตกท่ีเมืองล้านช้าง พระยาโคตรตะบองเห็นดังนั้นก็หนีไป พระยาแกรกได้ขึ้น
ครองราชสมบัติ ได้รับถวายพระนามว่า พระเจ้าสนิ ธพอำมรนิ ทร์ ราษฎรอยเู่ ป็นสขุ ยิ่งนักฝ่ายพระยาโคตรตะบองตามตะบองไป
เมืองล้านช้าง เจา้ เมืองสัจจะนาหะ กลวั บุญญาธิการพระยาโคตรบอง จึงยกพระราชบุตรใี ห้เป็นอัครมเหสี แล้วคดิ ในใจวา่ ตอ่ ไป
คงจะเป็นขบถต่อตนจึงคิดจะฆา่ เสีย จงึ ไปหารือกบั ลกู สาว ๆ ให้ความร่วมมือ โดยไปออ้ นวอนถามพระราชสามวี ่าทำอยา่ งไรจึง
จะตาย พระยาโคตรตะบองทนออ้ นวอนไม่ได้ จึงบอกว่าถ้าเอาไมเ้ สียบทวารหนกั จึงจะตาย นางเอาความมาบอกพระราชบิดา
ๆ จึงให้เสนาบดีทำกลไกไว้ที่พระบังคน พระยาโคตรตะบองต้องกลไกดังกล่าว ก็สำนึกได้ว่าเสียรู้ด้วยสตรี จึงหนีกลับไปแดน
เกิด พอเข้าแดนพระนครแล้วก็ส้ินพระชนม์ พระเจ้าสินธพมอำรินทร์ ทรงทราบจึงให้ทำการศพพระราชทานเพลิง แล้ว
สถาปนาที่น้ันให้เป็นพระอาราม ชอ่ื วัดศพสวรรค์ มาจนถึงทกุ วนั นพ้ี .ศ.1850 พระเจ้าสนิ ธพอำมรนิ ทร์ เสวยราชสมบัติได้สาม
ปี ได้ให้ประชุมเจ้าพระยาและพระยา พระหลวงขุนหมื่นข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อยมารับพระราชทานน้ำพระพิพัฒนสัจจา ตาม
เมอื งใกลไ้ กลยงั มพี ระไทรเถรองค์หนง่ึ เปน็ เชื้อมาแตพ่ ระนาคเสน เอาเลข กหํ ปายา มาถวาย จึง ลบ พ.ศ.1857 เปน็ จ.ศ.306
ปมี ะโรง ฉศก เปน็ จลุ ศกั ราชใหม่สำหรับอาณาจกั รจะไดใ้ ชส้ บื ไป แล้วสรา้ งวัดวหิ ารแกลบไว้ เป็นหลักพระพุทธศาสนา พระองค์
เสวยราชสมบตั ไิ ด้ 59 ปี กส็ วรรคต
42
ตำนานถำ้ เขาพระยาพายเรอื (อทุ ยั ธานี)
ตำนานหน่ึงเล่าว่า ในสมัยก่อนท่ีหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสาวสวยคนหน่ึงเป็นลูกเศรษฐี และมีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นลูก
เจ้าพระยาอาศัยอยู่ ปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า บ้านพุหล่ม ชายหนุ่มอยากเห็นหน้าหญิงสาวจึงแปลงตนเป็นกระรอกไปดูหน้าหญิง
สาว ในขณะที่แอบดูอยู่ได้ถูกนายพรานของบ้านหญิงสาวยิงตาย และนำไปแกงเป็นอาหารกินกันท้ังหมู่บ้าน ยกเว้นบ้านแม่
หม้ายเท่านั้นที่ไม่ได้กินแกงดังกล่าว หญิงสาวจึงนำแกงไปให้แม่หม้ายกิน แต่แม่หม้ายไม่กินและเทแกงกระรอกทิ้ง เกิดปาฎิ
หารย์นำ้ ท่วมบ้านของชายหนุ่ม คนในบ้านจึงได้อพยพพายเรือหนีกนั ไปอยู่บนภูเขาบ้างในถ้ำบา้ ง นบั แตน่ ัน้ มาชาวบ้านจงึ เรยี ก
กนั วา่ เขาพระยาพายเรือ
43
เขาสมอแคลง (พิษณโุ ลก)
จากพระราชพงศาวดารเหนือและเอกสารโบราณต่างๆ ทำให้เกิดความสงสัยว่า ชื่อเขาสมอแคลงควรจะเป็น "สมอ
แคลง" หรือ "เขาสมอแครง" เพราะในพงศาวดารเหนือ เขียนกล้ำด้วย ร จึงต้องอาศัยนิทานท้องถิ่นเรื่องบึงราชนก เข้ามา
ตดั สินว่าจะเขียนอย่างไรแน่สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้กล่าวถึงนิทานท้องถ่ินของบ้านวังทอง เรื่องบึงราชนก มีใจความว่า "แต่เดิม บึง
ราชนกเคยเป็นเมืองมาก่อน ต่อมามีปลาหมอขนาดยักษ์เกิดขึ้น ชาวเมืองก็ไปจับมาแบ่งกันกิน จึงเกิดอาเพศทำให้เมืองถล่ม
ทลายเป็นบึงราชนก อย่างไรก็ตามลูกสาวเจ้าเมืองได้ขี่ม้าไปจนถึงสถานท่ีแห่งหน่ึง ก็ถอดแหวนทิ้ง (เป็นที่มาของบ้านร่องหัว
แหวนในอำเภอวงั ทอง) จากน้ันกข็ มี่ า้ เรอื่ ยไปจนหมดแรงตาย ขณะทนี่ อนตายนั้นตาไม่หลบั (เป็นท่ีมาของบา้ นลาดตาขาว) เมื่อ
หนุมานคู่หม้ันของลูกสาวเจ้าเมืองทราบเรื่องรายว่าเมืองถล่ม ก็นำหินก้อนใหญ่มาถมบึงราชนก แต่บังเอิญมาพบศพคู่หมั้น
เสยี กอ่ น จึงเหว่ียงก้อนหินน้ันท้ิงลงพื้นดินมีลกั ษณะตะแคงไปทางทิศเหนือ ชาวบ้านจงึ เรียกว่า เขาตะแคง และต่อมาได้เพยี้ น
เสยี งกลายเป็น เขาสมอแครง " นิทานเรือ่ งน้ี มโี ครงเรือ่ งที่คล้ายคลึงกับนิทานของกลมุ่ ชนภาคตะวันออกเฉียงเหนอื และชาว
ลา้ นชา้ ง ซ่ึงอาจจะแสดงไดว้ า่ บรเิ วณพน้ื ท่โี ดยรอบเขาสมอแคลง เคยมกี าร9bf9jvกับกลุ่มชนทางภาคอสี านและลาวสองฝง่ั โขง
โดยมีลำน้ำแควน้อยและลำน้ำวังทองเป็นเส้นทางคมนาคมท่ีสำคัญ นอกจากน้ียังมีหลักฐานทางโบราณคดีมาสนับสนุนคือ
เคร่อื งปน้ั ดินเผาแบบไหหินสีเทา และสดี ำ อนั เปน็ ภาชนะที่ชาวบา้ นล้านช้างในเขตจงั หวดั เลย อุดรธานี และหนองคาย นยิ มใช้
ซ่งึ พบในบริเวณชุมชนโบราณในลุ่มน้ำแควน้อย จากนิทานเรื่องบึงราชนก ผู้เขียนไดเ้ คยสมั ภาษณ์วทิ ยากรท้องถ่ินซึ่งขณะน้ัน
อายุ 82 ปี ได้เล่านิทานที่เหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น จะต่างกันในรายละเอียดเล็กน้อย ตรงท่ีว่า "หนุมาน... ก็จะนำหินก้อน
ใหญ่มาถมบึงราชนก" วิทยากรจะเล่าว่า "หนุมานไปหกั ยอดเขาฟา้ มาเพื่อชว่ ยเมืองราชนก" และเร่ืองบ้านลาดตาขาว วิทยากร
เลา่ วา่ ม้านอนตายตาขาว ไมใ่ ช่ลูกสาวเจ้าเมืองนอนตายตาไม่หลับ การเขยี นชอ่ื ภูเขานีใ้ นพระราชพงศาวดารเหนอื จะเขียนว่า
"สมอแครง" ในสมัยปัจจุบันจะเขียนตามชื่อวัด ที่ผ่านการกลั่นกรองจากราชบัณฑิตและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรง
พระราชทานวิสงุ คามสีมา ว่า "วัดสมอแคลง" เหตุท่เี ปน็ ดังนี้กเ็ พราะเดิมทเี ดียวเขาลูกนีเ้ รยี กวา่ "เขาตะแคง" จากนิทานทอ้ งถิ่น
ของชาวบ้านวังทอง เรอื่ งบึงราชนก โดยมีลกั ษณะตะแคงไปทางทิศเหนอื ดงั นนั้ ถ้าจะให้สอดคล้องต่อความหมายนีก้ ต็ ้องเขียน
ว่า "แคลง" ซึ่งตามความหมายในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542 ให้ความหมายวา่ "ตะแคง" ส่วนคำว่า
สมอ ผู้เขียนสันนิษฐานว่าอาจจะสอดคล้องกับพระราชพงศาวดารเหนือ เร่ืองท่ีว่า "พระพุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอ" หรือ
อาจจะสันนิษฐานว่า คำว่า "สมอ" มาจากคำว่า "ถมอ" ในภาษาเขมร ท่ีแปลว่า "ก้อนหิน , หิน" ยกตัวอย่างเช่น สมอเรือ แต่
เดิมก็คือก้อนหินผูกเชือกแล้วท้ิงลงในทะเลกันเรือลอยเคลื่อนท่ีไป ถึงแม้ปัจจุบันจะทำด้วยเหลก็ ก็ยังเรียกว่าสมอเรือเช่นเดิม
ดังนั้น "สมอแคลง" จึงแปลว่า "หินตะแคง" หรอื "ภูตะแคง" ซ่งึ สอดคล้องกบั นิทานพื้นบา้ น อีกประการหน่ึงก็คือ การเขียนใน
สมัยโบราณจะยึดถือมาเป็นการเขียนสมัยปัจจุบันทั้งหมดไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมืองพิศณุโลก เป็นต้น ปัจจุบันก็ไม่ได้เขียน
เชน่ น้ีแลว้
44
ตำนานรอยพระพุทธบาท (สระบรุ )ี
ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ได้มีพระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งเดินทางไปนมัสการ
พระพทุ ธบาท ณ เขาสุมนกูฏในลังกาทวีป ในคราวนัน้ พระสงฆ์ชาวลังกาทวปี กำลังสอบประวตั ิ และทต่ี ้งั แห่งรอยพระพุทธบาท
ท้ังปวงตามท่ีปรากฏอยู่ในตำนาน ว่ามีเพียง 5 แห่ง และ 1 ใน 5 นั้น ประดิษฐานอยู่บนไหล่เขาสุวรรณบรรพต ข้างทิศอุดร
เหนือกรุงศรีอยุธยา คร้ันบรรดาพระสงฆ์ไทยกลับจากลังกา ได้ทลู สมเดจ็ พระเจ้าทรงธรรมใหท้ รงทราบ พระองคจ์ ึงโปรดเกล้า
ฯให้เที่ยวตรวจดูภูเขาตา่ งๆตามหัวเมือง เจา้ เมอื งสระบุรีได้ความจากพรานบุญว่า มีศลิ าเปน็ แอ่ง มีน้ำขังอยู่แต่พอเน้ือ นก กิน
ได้ ครั้นพรานบุญยิงเน้ือทรายบาดเจ็บ เนื้อน้ันหนีเข้าไปในพุ่มไม้รกบนไหล่เขา ครู่หน่ึงเม่ือกลับออกมา บาดแผลที่ถูกยิงก็
หายไปส้ิน พรานบุญแปลกใจจึงเดินเข้าไปดู ก็พบศิลามีแอ่งน้ำอยู่ จึงตักน้ำข้ึนมาด่ืมกิน พร้อมกับลูบเนื้อลูบตัว ทำให้เกล้ือน
กลากท่ีเปน็ อยู่ หายไปหมดส้ิน นายพรานเห็นประหลาด จึงวักนำ้ ออกมาจนแห้ง แล้วก็เห็นพระลักษณะสำคญั เป็นรอยเทา้ คน
โบราณ เจ้าเมืองสระบุรีได้แจ้งเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจา้ ทรงธรรมจึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร แล้ว
ทรงเห็นว่าเป็นรอยพระพุทธบาท ด้วยมีลายลกั ษณก์ งจักร ประกอบดว้ ยมหามงคล 108 ประการ ทรงโสมนสั เล่ือมใสย่ิงนกั จึง
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหามณฑปสวมรอยพระพุทธบาท พร้อมท้ังสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์
สำหรับพระภิกษุสามเณร เพื่อดูแลรักษารอยพระพุทธบาท และบำเพ็ญสมณธรรมการก่อสร้างใช้เวลาท้ังส้ิน 4 ปีจึงแล้วเสร็จ
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมไดเ้ สด็จฯไปประกอบพิธสี มโภช 7 วนั และพระราชทานนามวา่ “วดั พระพุทธบาท” แต่ชาวบา้ นนิยม
เรยี กส้ันๆวา่ “วดั พระบาท”
45
วัดพระนอนจกั รสหี ์ (สิงห์บรุ ี)
วดั พระนอนจักรสีห์ จงั หวดั สิงห์บรุ ี มีเร่อื งเลา่ เปน็ ตำนาน เล่าวา่ สมัยนนั้ มีสงิ หห์ รือราชสหี ห์ นมุ่ ไปหลงรกั ธิดาเศรษฐี
นางหนึ่ง ด้วยบุพเพสันนิวาสทำให้ธิดาสาวสวยมีใจปฏิพัทธ์ราชาแห่งสัตว์ป่า ในท่ีสุดท้ังคู่ไปอยู่ในถ้ำด้วยความสุขสืบมา
จนกระท่ังมีบุตรชายชื่อสิงหนพาหุเมื่อสิงหนพาหุเจริญวัยเป็นหนุ่มน้อย เขาจึงถามบิดา ซ่ึงเข้าใจว่าบิดาเป็นมนุษย์ ในที่สุด
บตุ รชายทราบความจริงจากมารดาวา่ บิดาเป็นราชาแห่งสตั ว์ผูย้ ง่ิ ใหญ่ ทำใหส้ งิ หนพาหุรู้สกึ ไม่พอใจและเคยี ดแค้นสงิ หอ์ ย่างย่ิง
ในท่ีสุดสิงหาพาหุก็กระทำปิตุฆาต เข้าจ้วงแทงสิงห์จนตายและเอาก่ิงโพธิ์คลุมศพไว้ เม่ือเขาเห็นมารดาโศกเศร้าและรำพึง
รำพันถึงสิงห์ ทำให้สิงหนพาหุสำนึกในบาปกรรม เขาจึงสร้างพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ ซ่ึงต่อมาเรียกว่า“พระนอนจักรสีห์”
และสถานที่ตรงนัน้ เรยี กว่า “สระลา้ งบาป”
(ประพนธ์ เรืองณรงค์ , 2552, หนา้ 74)
46
อเี มล้นิ ดำ (สุโขทัย)
ตำนานอีเมล้ินดำเป็นเร่ืองเล่าพ้ืนบ้านของสุโขทัย ในท้องถ่ินบ้านด่านลานหอย ที่กล่าวถึง การสู้รบระหว่างไพร่
พลเมอื งตากกับเมอื งสุโขทยั ในอดีต อีเม คือ ชื่อของธิดาเจ้าเมืองตาก ท่ีมีล้ินสีดำ จึงถูกเรียกขานวา่ “อีเมลิน้ ดำ” เปน็ หญิงท่ีมี
จิตใจกล้าหาญเด็ดเด่ียวมาก ได้ปลอมตัวเป็นชายและข่ีช้างออกรบขณะที่ทำการสู้รบอยู่น้ัน หมวกของอีเมได้ล่วงหลุดจาก
ศรี ษะ ทำให้ฝา่ ยกองทัพสุโขทัยรวู้ า่ กำลังสรู้ บกับผ้หู ญิง ฝ่ายอเี มตกใจ จึงไสช้างหนีเขา้ ปา่ เมื่อลงจากหลังชา้ งก็ตัดล้ินของตนเอง
และขว้างลงในหนองน้ำใหญ่ ปัจจุบันหนองน้ำดังกล่าวถูกเรียกว่า “หนองลิ้นกา” จากน้ัน อีเมยังได้ตัดนมของตนเองท้ิง
บริเวณนั้นต่อมาจึงได้ช่ือว่า “เขานมนาง” และในท่สี ุด เมอ่ื อีเมส้ินลมหายใจ ทหารท้ังหลายจึงไดพ้ ร้อมใจกันฝังร่างของอเี มใน
บรเิ วณทป่ี จั จุบนั เรียกว่า “หลุมอีเม” นอกจากนใ้ี นตำนาน ยงั ไดก้ ล่าว ถงึ อีเมลิ้นดำ
47
วงั ตาเพชร (สุพรรณบุรี)
เรอื่ งมอี ยู่วา่ นานมาแล้วมีชายแก่อย่คู นหนึ่งนามวา่ ตาเพชร เป็นผู้ที่รำ่ เรียนวิชาเวทมนต์คาถา ตาเพชรอาศัยอยู่กับ
เมีย ทีบ่ า้ นคอวงั บางปลามา้ อยดู่ ้วยกันสองตายาย วนั หนึ่งตาเพชรจะพาเมียไปทำบุญ แกเองไมม่ ีเรอื แต่มีคาถาแปลงร่างเป็น
จระเข้ แกจึงร่ายมนต์แปลงร่างเป็นจระเข้ตงั ใหญม่ หึมา แล้วให้เมยี เดนิ ทางขา้ มไปฝากโน้น เพอื่ จะไปทำบุญที่วัด โดยทำพธิ ีเสก
น้ำมนต์ไว้ขันหนึ่ง บอกเมียแกว่า ระหว่างเดนิ ข้ามไปให้ถือขันน้ำมนต์ไปด้วย และเม่ือข้ามถึงอีกยังฝากหนึ่งแล้ว ให้เอาน้ำมนต์
รดที่หัวจระเข้ แล้วตัวเองกจ็ ะกลับกลายเป็นคนตังเดิม แต่ครั้นเม่ือเมียตาเพชรเดินมาถึงกลางแม่น้ำ ขันน้ำมนตเ์ กิดหกลงเสีย
กลางแม่น้ำน้ัน ตาเพชรก็เลยไม่สามารถกลบั กลายเป็นคนได้เช่นเดิม ต้องเป็นจระเขใ้ หญ่วนเวยี นอยใู่ นบงึ แห่งนน้ั จนส้ินอายไุ ข
ชาวบา้ นจงึ ขนานนามว่า บึงตาเพชร จนถึงปัจจุบนั