The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gift0866558984, 2022-06-14 01:37:56

นิทานภาคกลาง

นิทานภาคกลาง

48

ตำนาน-นทิ าน กระเหรย่ี งตะเพินคี่ (สุพรรณบุรี)

ตำนานเล่าว่ามี หม่องกาย หม่องโช และ พู้เซงิ ละ เป็นหัวหน้าในการอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดิน
ไทยได้ทราบว่าพม่าไล่กะเหร่ียงหนีมา จึงส่งทหารไทยไปรับ ทหารไทยไปรับก็พบกับพวกกะเหร่ียง หัวหน้าทหารไทยจะขอ
ผู้หญิงกะเหร่ียงมาเป็นเมียคืนละคน พวกกะเหรี่ยงทราบก็ไม่พอใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่จะไม่ต้องให้ผู้หญิงกะเหรี่ยงไปเป็น
เมียทหารไทย พู้เซิงละจึงคิดแก้ไข โดยเอา "ลองคุเดิ่ง" (มีลักษณะเป็นวงแหวนทองเหลือง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำเผ่า)
ออกมาแชน่ ำ้ บนั ดาลใหเ้ กิดลมฝนพายุใหญ่

เมือ่ เกิดการผดิ ปกติเช่นน้หี ัวหน้าทหารไทยจึงถามว่า การที่จะขอผหู้ ญิงกะเหรยี่ งมานอนดว้ ยนนั้ ผดิ ประเพณอี ะไรหรือไม่
พู้เซิงละตอบว่าผิดประเพณีมาก หัวหน้าทหารไทยก็เข้าใจ ผู้หญิงกะเหรี่ยงจึงไม่ต้องมาเป็นเมียหัวหน้าทหารไทยหลังจากนั้น
พวกกะเหรีย่ งไดพ้ ยายามติดต่อกับพระเจ้าแผ่นดนิ เพื่อจะขออยู่ในเมอื งไทย พระเจา้ แผ่นดินไทยก็ปรึกษากับพวกขุนนาง พวก
ขุนนางให้ความเห็นว่าไม่ควรรับไว้เพราะเป็นพวกท่ีมาจากต่างเมืองต่างเผ่าต่างภาษา แต่พระเจ้าแผ่นดินไทยทรงเห็นใจ ทรง
ตรสั ว่า "ยามเมอ่ื เขาชะตาตกเราควรช่วยเหลือเขา เมอื่ เราชะตาตกเขาคงจะช่วยเหลอื เราได้" จึงตกลงรบั พวกกะเหรี่ยงใหอ้ ยูใ่ น
เมืองไทย โดยให้อยู่ท่ีลำห้วยตะเพินค่ี จังหวัดสุพรรณบุรี ลำห้วยคอกควาย จังหวัดอุทัยธานี แม่น้ำแควใหญ่ (โลโหว่) อำเภอ
สังขละบุรี อำเภอศรีสวัสด์ิ จังหวัดกาญจนบุรี จังหวดั ราชบรุ ี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบครี ีขนั ธ์ และท่ีอยุธยา จนกระท่ัง
ถงึ ทกุ วันน้ี

49

ตน้ ตาล (สุพรรณบรุ )ี

กาลครั้งหนึง่ นานมาแลว้ มีสองชายหนุ่มเมืองสุพรรณ เดนิ ทางไปยังเมืองเพชรบุรี ค่ำวันหนึ่งเพ่ือนฝูงชาวเมืองเพชร
หลายคนชวนสองหนุ่มสุพรรณไปกินเหล้าท่ีโรงสุรา พอกินเหล้าเมามายได้ที่ ก็คุยอวดอ้างกันไปต่าง ๆ ตามประสาข้ีเมา คนที่
เป็น ชาวบ้านเมืองเพชรคนหนึ่งอวดข้ึนว่า เมืองไหนๆ ไม่มีต้นตาลมากเหมือนเมืองเพชรบุรี คนเมืองสุพรรณก็แย้งว่า ที่เมือง
สุพรรณมีต้นตาลมากกว่าที่เมืองเพชรเป็นไหนๆ คนชาวเมืองเพชรออกเคืองว่าเมืองสุพรรณเล็กขี้ประต๋ิว เมืองอื่นที่ใหญ่กว่า
เมืองสุพรรณก็ไมม่ ีต้นตาลมากเท่าเมืองเพชรบุรี คนเมืองสุพรรณขัดใจตอบว่า อะไร ๆ ทีเ่ มืองสพุ รรณมีดีกวา่ เมืองเพชรถมไป
ทำไมต้นตาลจะมีมากกว่าไม่ได้ เลยเถียงกันจนบังเกิดโทสะทั้งสองฝ่าย เกือบจะชกกันข้ึน คนชาวเมืองสุพรรณเห็นพวกเมือง
เพชรมากกว่าก็รู้สึกตัว ยอมรับว่า “เอาเถอะต้นตาลเมืองสุพรรณนะ มีน้อยกว่าเมืองเพชรอยู่ต้นหน่ึง และตาลต้นนั้นมันยอด
ด้วน” พวกชาวเมอื งเพชรชนะกพ็ อใจเลยดีกันอย่างเดมิ เปน็ เร่ืองท่ีเขาเล่าขานสนุกสนานสืบต่อกันต่อ ๆ มาดงั น้ี

50

นิทานเรื่องนกสองฝูง (อา่ งทอง)

นิทานจากตำบลโรงชา้ ง อำเภอป่าโมก จงั หวัดอ่างทอง เรื่องนกสองฝูง เร่ืองเล่าวา่ นานมาแล้วมีนกสองฝูงต่างบินมา
คนละทิศขณะนั้นแดดกำลงั รอ้ นจัดจงึ ต้องอ้าปากบินและรีบบนิ อย่างรวดเรว็ จนกระท่งั เม่อื บนิ สวนกนั กห็ ลกี กนั ไมท่ ันนกท้งั สอง
ฝูงจึงบนิ ชนกนั และตกลงมาตายทั้งหมด

51

อ้มุ พระดำนำ้ (เพชรบรู ณ)์

ตามตำนาน เค้าว่ากนั ว่า เม่ือประมาณ 400 กวา่ ปีก่อน ในสมัยกลางกรุงศรีอยุธยา “หลวงตาด่อน” และภรรยา พา
กันพายเรือมาหาปลา ที่แม่นำ้ ป่าสกั แถวๆ วังมะขามแฟบ (ตอนน้ีก็คอื แถวๆ ทา่ น้ำของวัดโบสถช์ นะมาร) จๆู่ กเ็ กดิ อภินหิ าร
ปรากฏการณ์แปลกประหลาด แม่น้ำจากท่ีนิ่งๆ ก็เกิดเป็นพายุน้ำวนข้ึนเม่ือมองไปตรงที่น้ำวน ก็เห็นองค์พระพุทธมหาธรรม
ราชา ดำผดุ ดำว่ายอยูเ่ ร่ืองนีเ้ ลยแพรง่ พราย รู้กันทั่วในหมชู่ าวบ้าน ด้วยความท่ีไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนมี้ าก่อน จึงมีการนำ
องค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประดิษฐาน ที่วัดไตรภูมิแต่...ปฏิหาริย์ ยังไม่จบแค่นั้นประเพณี “อุ้มพระดำน้ำ” คู่เมือง
เพชรบูรณ์ช่วงเวลาผ่านไป หลังนำไปประดษิ ฐานได้ไม่นาน เกิดเหตุ องค์พระพุทธมหาธรรมราชา หายลึกลับ ชาวบ้านช่วยกัน
ตามหาที่ไหนก็ไม่เจอกระท่ังมาเจอว่ามาดำผุดดำว่ายอยู่ที่แม่น้ำป่าสัก ท่ีวังมะขามแฟบ ท่ีเดิมที่ หลวงตาด่อน และภรรยามา
เจอ ชาวบา้ นกพ็ ากนั อญั เชิญไปประดษิ ฐานไว้ท่วี ดั ไตรภูมิอีกคร้ังประเพณี “อุม้ พระดำนำ้ ” คูเ่ มืองเพชรบูรณจ์ ากนั้นก็มีการ ทำ
พิธีอญั เชิญ องค์พระพุทธมหาธรรมราชา มาดำน้ำที่แม่นำ้ ป่าสกั จดุ เดิม โดยเจา้ เมืองของสมัยน้นั ๆ ในทุกปี เพอ่ื ไม่ให้ องค์พระ
พุทธมหาธรรมราชา หายไปจากที่ประดิษฐานอีกท้ังน้ี หากปีไหนไม่จัดทำพิธี ชาวบ้านเชื่อว่า ปีนั้นบ้านเมืองจะเป็นกาลกิณี
โรคภัยระบาด บา้ นเมอื งไม่สงบสขุ นั่นแหละคะ่ จงึ กลายเปน็ ประเพณี “อมุ้ พระดำนำ้ ” สืบทอดมาจนถงึ ทกุ วนั นี้

52

ปู่กะสายา่ กะสี (เพชรบรู ณ์)

กาลคร้งั หนงี่ นานมาแลว้ ได้เกดิ แผน่ ดินและส่ิงมชี วี ิตขน้ึ ในโลกน้ี มีทัง้ สวรรค์นรก อเวจี ครุฑ นาค เทวดา พระอนิ ทร์
พระพรหม และพระอาทิตย์พระจันทร์แต่ยังไม่มีแสงส่องพ้ืนโลก ได้บังเกิดมีอากาศแปรปรวน มืดมัว นานเข้าก็บังเกิดมีเมฆ
ควันลอยอยู่ในอากาศ มีลมแรงพัดเมฆควันลอยไปมา เคว้งคว้างไปทางเหนือทีหนึ่ง แล้วก็ลอยมาทางใต้หาทิศทางไม่ได้ เป็น
อย่างน้ันอยู่นานแสนนานจึงได้บังเกิดเป็นน้ำ มหาสมุทร ในคัมภีร์เรียกว่า ” ปฐมมูล ปฐมกัป ”ก่อนท่ีจะมีปลาอานนท์หนุน
แผ่นดินน้ัน มีเพียงมหาสมุทรลอยไปมาอยู่ในอากาศ ลมพัดลอยเคว้งคว้างไปมาหาทิศทางไม่ได้ ลมพัดน้ำอยู่นานจนเกิดเป็น
แผ่นดินเล็ก ๆ คือ ” แผ่นดินท่อฮอยไก้ ต้นไม่ ท่อลำเทียน ” (เป็นคำในภาษาอสี าน หมายถึง แผน่ ดินเท่ากับรอยกระจง และ
ตน้ ไมเ้ ท่าลำเทียน) ลมพดั จนแผ่นดินเลก็ ๆ น้ีแยกออกเป็นสองสว่ น ลอยไปในมหาสมทุ ร ล่วงเวลาต่อมาอกี นานแผน่ ดินท้งั สอง
ก็เริม่ ขยายตัวใหญ่ขึ้น บังเกดิ มนุษย์ผู้ชายอยู่บนแผ่นดินหนึ่งชื่อว่า” ปู่สังไกยสา ”และเกิดมนุษย์ผู้หญิงอีกแผ่นดินหน่ึงชื่อว่า”
ย่าสังไกยสี ”มนุษยค์ แู่ รกท้งั สองน้ีเกิดจากการรวมตวั ของสรรพส่ิงตา่ ง ๆ ปั้นรูปสตั วก์ ็เปน็ สง่ิ มชี วี ติ จรงิ ๆ มนุษยค์ ู่แรกทั้งสองนี้
ไดส้ รา้ งสรรพสง่ิ ข้ึนในโลกอยูต่ ่อมาเกิดลมพายุพัดพาแผ่นดนิ ทั้งสองลอยไปตามน้ำมาพบกัน ปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี ก็ไดพ้ ดู คุย
กนั และอยู่ดว้ ยกัน แล้วจึงคิดจะสร้างมนษุ ย์ชายหญงิ น่าจะมคี วามสุขกวา่ อยู่ผู้เดียวเหมือนแตก่ ่อนที่แผ่นดินยังแยกกนั มนุษย์
ชายหญิงที่ปู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี สร้างข้นึ มามากมาย รวมกันอยูค่ ร้ันอยรู่ วมกันนานวันเข้า ธรรมชาติก็ดลใจให้เกิดตัณหาแก่
มนษุ ยท์ ั้งหลาย คนทีม่ ีตัณหาสมสกู่ นั จึงมีลกู หลานสืบตอ่ มา เพราะมตี ัณหาสมสกู่ ันมนุษย์ทปี่ ู่สังไกยสา ย่าสังไกยสี สร้างมาน้ัน
จึ ง มี รู ป ร่ า ง เ ป ล่ี ย น เป็ น แ ก่ ช ร า แ ล ะ ม นุ ษ ย์ ช า ย ห ญิ ง ก็ ย่ิ ง ม า ก ท วี คู ณ สื บ ต่ อ ม า ถึ ง ทุ ก วั น นี้
ในตำนานยังเล่าถึงการสรา้ งโลกสร้างจักรวาลของปู่ย่าท้ังสองวา่ คร้ันสรา้ งมนุษย์ชายหญิงแล้ว ปู่ย่าท้ัสองก็สร้างเขาพระสุเมรุ
เป็นแกนกลางของจักรวาล ณ ท่ีแห่งนั้นได้เกิดดอกไม้งามสะพร่ังในบริเวณฝ่ังน้ำ ทั้งแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิมหา
สาคเรศ น้ำไหลเรือ่ ยต่อไป แผ่กว้างสาขาอยู่ในชมพทู วีป มแี ม่น้ำของ(โขง) เปน็ เคา้ ในภาคพนื้ ชมพูทวปี และมเี กาะลงั กาอยฟู่ าก
น้ำ ปู่สังไกยสาย่าสังไกยสีเป็นสามีภรรยาท่ีสร้างสรรพสิ่งในโลก และได้ส่ังสอนให้มนุษยโ์ ลกต้ังตนอยู่ในศีล สร้างกุศลบำเพ็ญ
เพ่ือจะได้ไปเกิดในสวรรค์ หากใครอยากจะไปเกิดอยู่ในนรกอเวจี ก็ให้สร้างกรรมเวร จะได้จมอยู่ใต้นรกอเวจี

http://นิทานพ้นื บ้าน.whitemedia.org/

53

ตำนานนางกวัก (ลพบุร)ี

ตำนานหนึง่ เกยี่ วกับนางกวักของไทย กลา่ วถงึ มีความสบื เน่ืองมาจากเร่อื ง รามเกยี รติ์ ตอนพระรามออกตามหานางสี
ดา พระรามได้พบกับท้าวอุณาราชพญายักษ์เจ้านครสิงขร พระรามจึงแผลงศรเอาต้นกกเป็นศรมาถกู ยอดอกท้าวอุณาราช คน
ทั้งหลายจึงเรียกกันว่า ท้าวกกขนาก พระรามได้สาปให้ศรตรึงท้าวอุณาราชอยู่ภายในถ้ำเขาวงพระจันทร์ ซ่ึงอยู่ทางทิศเหนือ
ของจ.ลพบุรี แล้วยงั สาปสำทับไว้ว่า ท้าวกกขนากจะตอ้ งทนทุกข์ทรมานอย่ใู นถ้ำเขาวงพระจันทร์จนกระทั่งถึงศาสนาพระศรี
อารยิ ์นางประจันทรธ์ ิดาของท้าวอุณาราช ทราบเรอื่ งก็เข้ามาเฝา้ ปฏบิ ัตเิ ปน็ เพื่อนบดิ าทงั้ ยังเอาใยบวั มาทอทำเป็นจีวร เตรยี มไว้
ถวายเมื่อถึงคราวพระศรีอาริย์เสด็จมา เป็นการสร้างกุศลอุทิศให้บิดา ขณะนั้นชาวเมืองต่างเกรงกลัวท้าวอุณาราชหรือท้าว
กกขนาก จะฟื้นคืนชีพข้ึนมาอาละวาด เห็นนางประจันทร์เอาน้ำส้มสายชูไปหล่อท่ีศรก็พากันขับไล่นางประจันทร์ พร้อมกับ
กล่นั แกล้งต่าง ๆ นานา ความได้ทราบไปถึง "ปูเ่ จ้าเขาเขียว" ผเู้ ปน็ สหายของท้าวอณุ าราชจึงสง่ ธดิ าองค์หนึ่ง ซงึ่ มีรปู โฉมงดงาม
เป็นที่สดุ เปน็ ทเี่ สน่หาแกม่ นุษย์และสัตว์ท้ังหลายทั้งปวงในแผน่ ดนิ มาเปน็ เพ่ือนนางประจันทร์ เพื่อนางประจนั ทร์จะได้เส่ือม
คลายความเศร้าโศกลงบา้ งปรากฏว่านบั แตธ่ ดิ า ของปู่เจา้ เขาเขียวมาอยู่เป็นเพอื่ นนางประจนั ทร์แลว้ ประชาชนทเ่ี คยเกลียดชัง
นางประจันทร์มาแต่ก่อนกลับใจเป็นรักใคร่ นำของกำนัลต่างๆ มาให้นางประจันทร์เป็นบรรณาการอยู่เสมอไม่ขาดแม้การ
เดินทางจะแสนทุรกันดารเพียงไร ประชาชนเหล่านั้นก็หาย่อท้อไม่พยายามเดินทางมาด้วยความรัก และเมตตาต่อนางประ
จันทร์เป็นที่ย่ิงมุ่งหน้ามาทำบุญกุศลกันอย่างมากมาย ความเกลียดชังที่ท่วมท้นเป็นอันเส่ือมสลายไปส้ิน ด้วยเหตุน้ี นางประ
จันทร์จึงต้ังช่ือให้ธิดาของปู่เจ้าเขาเขียวว่า...."นางกวัก"ด้วยคุณงามความดีอันมหาศาลน้ีสัตบุรุษุทั้งหลาย จึงได้ให้พระ
เกจิอาจารย์ผู้ขลังทางเวทมนตร์สร้างรูป "แม่นางกวัก" ขนึ้ ไว้เป็นที่สักการบูชา เพ่ือผลทางมหานิยมในการค้าขาย จะเห็นได้ถึง
ท่ีมา การเรมิ่ ต้นของเร่อื งและตำนานจะแตกตา่ งกนั ทัง้ สองเรอ่ื ง แตป่ ลายทางของเร่อื งนนั้ เหมอื นกนั คือ...."จารึกคุณงามความดี
งาม ความมนี ้ำใจ" ทุกเร่ืองราวในตำนานต่าง ๆ ท่ผี ู้เขียนนำมาเสนอนัน้ มีหลากหลายแงม่ มุ และข้อคดิ มากมาย หากเราไมม่ อง
เพยี งแค่เรอื่ งอทิ ธิปาฎิหาริย์ หัวใจและแกน่ แท้ของทกุ เร่ือง ก็คอื การทำความดี และส่งผ่านสิง่ ดๆี กับคนรอบข้าง สิ่งดีๆคนใหก้ ็
อม่ิ ใจ คนรับกส็ ขุ ใจ ถงึ แมเ้ วลาล่วงผ่านไปสกั กีร่ ้อยกี่พันปี ผคู้ นก็ยังสรรเสรญิ เลา่ ขานในความดไี มร่ ู้จบ เฉกเชน่ เรือ่ งราวของ....
นางกวกั

54

ประเพณีปลอ่ ยนกปล่อยปลา (สมทุ รปราการ)

นานมาแล้ว ณ. วัดแห่งหน่ึง ท่านเจา้ อาวาสเป็นผู้มีความสามารถในการทำนาย ทายทักตรวจดวงชะตาราศีได้อย่าง
แม่นยำ วันหน่ึง เจ้าอาวาสเดินผ่านไปยังลานวัด ซึ่งมีสามเณรรปู หน่งึ กำลังกวาดลานวดั อยู่ ท่านสมภารสงั เกตเห็นใบหน้าของ
สามเณรหมองคล้ำ จึงถามวนั เดอื นปเี กิด เพื่อทำนายดวงชะตาของสามเณรรปู น้ัน ปรากฏว่าดวงชะตาไมด่ ี จะสิ้นอายขุ ัยเร็วๆนี้
ท่านสมภารไม่รู้จะช่วยอยา่ งไรดี แตค่ ดิ วา่ กอ่ นทส่ี ามเณรจะเปน็ อะไรไป ใหก้ ลับไปเย่ียมพนี่ อ้ งเสียกอ่ นคงชว่ ยไดเ้ พียงแค่น้ี เมื่อ
คดิ ดังนน้ั แลว้ ท่านสมภารกเ็ รยี กสามเณรรูปนน้ั มาคุยร่งุ เชา้ สามเณรก็ออกเดนิ ทางกลบั บ้าน ในระหวา่ งทางขณะทีส่ ามเณรเดิน
ผา่ นทุ่งนาท่ีมีแต่ความแห้งแล้ง หนองน้ำท่ีเคยขังก็แห้งขอด สามเณรมองเห็นปลากำลังตกคล่ังอยู่ในหนองน้ำ ก็เกิดความรู้สึก
สงสาร และคดิ ว่าถ้าไม่ชว่ ยปลาเหล่านคี้ งตอ้ งตายแน่ๆ เมื่อคิดเช่นน้นั แลว้ สามเณรก็คอ่ ยๆเอามือช้อนปลาทีละตัว แล้วนำไป
ปล่อยในลำคลอง ขณะที่ปล่อยปลานั้นสามเณรก็พูดว่า “ข้าให้อิสระแก่เจ้า ขอให้เจ้ามีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป” แล้วสามเณรก็
เดินทางต่อไปจนถึงบ้าน ได้พบญาติพ่ีน้อง สนทนากับญาติโยมจนเป็นท่ีพอใจแล้ว สามเณรก็เดินทางกลับวัดท่านสมภารเม่ือ
เหน็ สามเณรกลับมาด้วยความสดชื่นแจ่มใสกป็ ระหลาดใจย่ิงนัก เพระไมไ่ ด้เปน็ ไปตามคำทำนาย กลับมหี น้าตาแจม่ ใส สมภาร
จึงถามเณรว่า “ระหว่างเดินทางกลับบ้านมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” สามเณรจึงเล่าเรื่องท่ีช่วยปลาให้ฟัง สมภารจึงเข้าใจ
เร่ืองราวของสามเณรไดเ้ ล่ากันปากต่อปากถงึ การทำความดีของสามเณร ชาวบ้านเกดิ ศรทั ธาเล่ือมใสในจติ ใจอันเป็นกุศลและมี
ความเช่ือวา่ การทำความดีโดยการปลอ่ ยปลาจะทำให้หมดเคราะหแ์ ละมอี ายุยืนตอ่ ไป ชาวบ้านจงึ ได้ปฏิบตั ิสืบต่อกนั มาจนถึง
ทุกวนั น้ี รวมทั้งการปลอ่ ยนกด้วย

ผจงวาด กมลเสรีรตั น์.นทิ านพนื้ บา้ นภาคกลาง. กรุงเทพฯ : สุวรี ยิ าสาสน,์ 2543

55

หลวงพ่อโตวดั บางพลใี หญ่ใน (สมทุ รปราการ)

ตำนานเลา่ สืบต่อกันมาว่าเมื่อประมาณ 200 กว่าปีกอ่ น มีพระพุทธรูป 3 องค์ ลอยลงมาจากทางเหนือตามลำแม่น้ำ
เจา้ พระยา พระพุทธรปู ทง้ั 3 องค์ ไดแ้ สดงอภินิหารลอยล่องมาตามลำแมน่ ้ำและบางครงั้ กแ็ สดงอิทธฤิ ทธิป์ าฏหิ าริย์ผุดให้ผคู้ น
เห็นจนเป็นที่โจษจันกันท่ัวถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ต่อมาพระพุทธรูปองค์หนึ่งลอยวกเข้าไปใน แม่น้ำท่าจีนจนได้ไปข้ึน
ประดษิ ฐานอยู่ทว่ี ัดไรข่ งิ จังหวดั นครปฐม ในเวลาไล่เลีย่ กันพระพุทธรูปอกี องคห์ นึ่งก็ลอยวกเขา้ ไปทางปากแม่น้ำบางปะกง จน
ได้ไปข้ึนประดิษฐานอยู่ที่ วัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทราส่วนอีกองค์หนึ่ง(หลวงพ่อโต)ก็ได้ล่องลอยเร่ือยมาตามลำแม่น้ำ
เจ้าพระยา ก่อนจะลอยวกเข้ามาในลำคลองสำโรง ประชาชนท่ีพบเห็นต่างก็โจษจันกันไปท่ัว พร้อมกับได้ร่วมกันพยายาม
อาราธนาพระพุทธรปู ข้นึ ทปี่ ากคลองสำโรง แตก่ ไ็ มส่ ามารถอาราธนาพระพทุ ธรปู ขึ้นได้สำเรจ็ ผมู้ ปี ญั ญาดคี นหนงึ่ ไดใ้ หค้ วามเหน็
วา่ คงเป็นเพราะบุญญาอภนิ ิหารของทา่ น เพราะแม้ว่าจะใช้ผคู้ นจำนวนมากกย็ งั ไมส่ ามารถอาราธนาฉุดทา่ นขน้ึ บนฝั่งไดส้ ำเร็จ
จึงควรจะเสี่ยงทายต่อแพผูกชะลอกับองค์ท่านแลว้ ใช้เรือพายฉุดทา่ นให้ลอยไปตามลำคลองสำโรง พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานว่า
หากทา่ นประสงค์จะขนึ้ ทใ่ี ดก็ขอใหแ้ สดงอภินหิ ารให้แพที่ลอยมาหยดุ ณ ที่นั้นเม่ือประชาชนทั้งหลายเห็นพ้องกันดังนั้นแลว้ ก็
พร้อมใจกันทำแพผกู ชะลอกับองค์ท่านแล้วใช้เรือช่วยกันจ้ำพายจูงแพลอยเร่ือยมาตามลำคลอง ครน้ั เมื่อแพลอยมาถึงบรเิ วณ
หน้าวัดพลับพลาชัยชนะสงครามหรือวัดบางพลใี หญ่ใน แพทผี่ กู ชะลอองคท์ า่ นมากเ็ กิดหยดุ นิ่ง แมว้ า่ จะพยายามจ้ำและพายกัน
อย่างเต็มที่เต็มกำลังแพนั้นก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนประชาชนท่ีมากับเรือและชาวบางพลีจึงได้พร้อมใจกันอาราธนาอัญเชิญองค์
ท่านขึ้นจากน้ำ ซื่งก็เป็นท่ีน่าอัศจรรย์เม่ือใช้คนเพียงไม่มากนักก็สามารถอาราธนาท่านขึ้นจากน้ำได้โดยง่าย ทำให้ประชาชน
ตา่ งแซ่ซอ้ งในอภินิหารของท่านเปน็ อยา่ งยิง่ และได้อาราธนาทา่ นขึน้ ประดษิ ฐานอยู่ในวิหารนั้นเรอ่ื ยมา

56

ดาวจระเข้ (สมทุ รสงคราม)

เศรษฐผี หู้ นงึ่ เปน็ คนข้ีเหนยี ว ไม่เคยคิดทำบุญสรา้ งกุศล นำสมบตั ิ ไปฝงั ไว้ท่ีท่านำ้ หน้าบา้ น คร้นั ตายลงจึงไปเกิดเป็น
จระเข้เฝ้าสมบัติของตน ได้รับความทุกขเวทนา จึงไปเข้าฝัน ภรรยาให้มาขุดสมบัติ ไปทำบุญกุศล ภรรยาจึงจัดให้มีการ
ทอดกฐินข้ึน จระเข้เศรษฐนี น้ั กบ็ ังเกิดความยินดี วา่ ยน้ำตามขบวนเรือแห่องคก์ ฐินไป แตย่ ังไมท่ ันถึงวดั ก็หมดแรง ไปต่อไมไ่ หว
จงึ บอกภรรยาให้วาดรปู จระเข้ ใสใ่ นธงไปแทน "คติความเช่อื เร่ืองน้ีถือว่า ตรงกับเร่ืองบาปบุญทางพุทธศาสนา เตือนสติให้คน
รู้จักเสียสละ ทำบุญบ้าง เมื่อ ตายแล้ว หากยังหวงสมบัติอยู่ ก็จะเกิดเป็นสัตว์ มาเฝ้าสมบัติ ตรงกับหลักธรรมที่ว่า ตายด้วย
ความโลภ จะเกดิ เป็นเปรต ตายดว้ ยความโกรธจะตกนรก ตายดว้ ยความหวง จะเกิดเป็นสัตว์เดรชั ฉาน

57

โกงกาง ห่งิ ห้อย และลำพู (สมุทรสาคร)

ตำนานรักอันย่ิงใหญ่...ของหิ่งห้อยและต้นลำพู อีกเรอื่ งหน่ึงท่ีจะขอนำมาเล่าไว้ ณ ที่น้ี มีเนื้อความท่ีสนุกสนานดังนี้
...ณ หมู่บ้านแห่งหน่ึง มีชายหนุ่มชาวสวนผู้ขยันขันแข็งช่ือลำพู ได้ปลูกพืช ผัก และต้นไม้ทั้งหลาย ไว้ในสวนของเขาอย่าง
มากมาย ทำให้สวนของลำพูมีแตค่ วามร่มรื่นหง่ิ หอ้ ย คือสาวน้อยแสนสวยประจำหมู่บ้าน นางเปน็ หญิงสาวทอี่ อ่ นหวาน มีจติ ใจ
ออ่ นโยน และนางเป็นท่ีรักของชายหนุ่มลำพู.. ทุกๆเยน็ สาวน้อยหง่ิ ห้อยจะมาน่ังพรอดรักกับครู่ กั ของนาง ท่สี วนของชายหนุ่ม
เป็นประจำภายในหมู่บ้านแห่งน้ีมีเศรษฐีคนหน่ึง มีลูกสาวท่ีช่อื ว่าก่ิงก้าน กิ่งก้านเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยว และบ้าบ่ิน ส่ิงใดท่ีนาง
ตอ้ งการ นางจะต้องหาทางเอามาให้ได้ ไม่ว่าของสิ่งน้นั จะไดม้ าดว้ ยความยากลำบากสกั เพยี งใดวันหน่งึ กิ่งกา้ นได้เดนิ ทางไปถึง
สวนของชายหนุ่มลำพู นางชื่นชมในความร่มร่ืนของสวนยิ่งนัก จึงได้สั่งให้คนรับไช้ไปตามเจ้าของสวนออกมาพบ แต่ทว่า พอ
นางไดพ้ บหนา้ หนมุ่ ลำพู นางก็หลงใหลในตัวของชายหนุม่ ย่ิงนกั ก่ิงกา้ นไดแ้ ต่พร่ำเพ้อหาหนุ่มลำพู นางต้องการหนุ่มลำพมู าเป็น
ค่คู รองของนางใหไ้ ด้ โดยทไี่ ม่สนใจว่าหนุ่มลำพมู คี ู่รักอยู่แล้วก็คอื สาวหง่ิ หอ้ ย ลำพอู ัดอดั ใจเป็นยงิ่ นกั ชายหนุ่มปฎิเสธความรัก
ของสาวก่ิงก้านอย่างไม่ใยดี สาวกิ่งก้านรุกหนัก ไม่ยอมแพ้ และน่ันทำให้หนุ่มลำพูตัดสินใจชวนคนรัก แม่สาวห่ิงห้อย หนีไป
ด้วยกัน สาวหิ่งห้อยตอบตกลง คนรักทั้งคู่นัดกันในคืนเดือนแรมที่จะมาถึงนี้ บริเวณสวนของชายหนุ่มแต่น่ันไม่ได้รอดพ้นจาก
สายตาของสาวกิ่งก้าน เม่อื ถงึ คืนเดือนแรม ในเวลานัด สาวกิ่งก้านก็คืออปุ สรรคความรักของลำพู และห่ิงห้อยทา่ มกลางฝนฟ้า
คะนอง มีแต่เพียงชายหาปลาคนหนึ่งเท่านั้น ที่มองเห็นว่า สาวกิ่งก้านย้ือยุด ฉุดกระชากหนุ่มลำพูไว้ และหลังจากน้ัน ก็ไม่มี
ใครได้พบกับคนทั้ง 3 อีกเลย...จนกระทั่งเวลาผ่านไป บรเิ วณคลองน้ำริมสวนของหนุ่มลำพู ก็มีต้นไม้ต้นหน่ึง โผล่ข้ึนมา และ
พอตกกลางคืนรอบๆต้นไม้ตน้ น้ัน กจ็ ะมีแมลงตัวเลก็ ๆมีแสงสวยงาม บินรอบๆต้นไม้ ส่องแสงอย่างมีความสขุ แตต่ รงโคนของ
ต้นไม้น้ันเลา่ กลบั มตี ้นไมอ้ ีกชนิดหนึง่ แผ่ราก งอกขึน้ มายึดโคนต้นไม้ไว้ ชาวบา้ นจึงเรยี กต้นไม้น้ันว่า ต้นลำพู และเรยี กแมลงท่ี
ส่องแสงสวยงามนั้นว่า ห่ิงห้อย และนก่ี ็คือตำนานรกั ของตน้ ลำพู และหิง่ หอ้ ย

58

ตำนานสร้างศาลหลกั เมอื ง (เพชรบูรณ์)

ตำนานการสร้างหลักเมือง มีเร่อื งเล่าว่า เม่ือจะสร้างเมืองเพชรบูรณ์นัน้ เจ้าเมืองได้ประกาศปา่ วร้อง หาคนที่ชอ่ื ม่ัน
กบั ชอ่ื คง เพื่อนำมาฆ่าฝังไวก้ ้นหลุม ก่อนท่ีจะฝังหลักเมืองลงไป เมอื่ ขบวนท่ีปา่ วประกาศได้ผา่ นวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสามเณรสอง
รูปช่ือม่ัน กับช่ือคง กำลังฉันอาหารอยู่ เมื่อได้ยินเสียงป่าวประกาศก็ขานรับ สามเณรทั้งสองจึงถูกจับตัวไป แต่เจ้าอาวาส
ขอรอ้ งวา่ ใหเ้ ณรท้งั สองรปู ฉนั ภัตตาหารเพลใหเ้ สรจ็ ก่อน แต่ผู้ทมี่ าจบั ตวั ไมย่ อม สามเณรทงั้ สองจึงถูกจบั ตัวไปฝังทงั้ เป็น ทำให้
เจา้ อาวาสโกรธเจ้าเมอื งมาก จึงได้เอย่ ปากสาปแช่งไว้ว่า ใครก็ตามจะมาเป็นเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ ถ้าเกนิ สามปขี อให้มอี ันเปน็ ไป
เรอ่ื งนเี้ ปน็ ทเี่ ช่ือถอื ของชาวเพชรบรู ณต์ ลอดมา

59

ตำนานวัดชา้ งเผอื ก (เพชรบรู ณ์)

ตำนานวัดช้างเผือก มีเรื่องเล่าวา่ มีเจ้าเมือง เมืองหน่ึงครองเมืองท่ีต้ังอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าใจ
วา่ อยู่ใกลก้ ับเมืองราด หรืออาจอยูใ่ กลเ้ มอื งนครเตดิ (สันนิษฐานวา่ อยทู่ ี่บ้านน้ำดุก อำเภอหล่มสัก) เจ้าเมอื งมธี ิดาช่อื นางผม
หอม มคี วามงามมากแต่ยังไม่มคี ู่ครอง จึงไดป้ ระกาศหาคคู่ รองให้ธิดา โดยประกาศว่า หากใครหาขอนดอกมาใหไ้ ด้ก็จะยกธดิ า
ให้ ต่อมามีชายหนมุ่ ชาวบ้านปา่ คนหน่ึงอย่บู ้านชาวบน (บ้านน้ำเสาปจั จุบัน) หาขอนดอกมาถวายเจา้ เมอื งได้ เจ้าเมอื งก็ยกธดิ า
ให้ นางผมหอมมีความเสียใจมากเลยหนีไปกระโดดน้ำในลำน้ำป่าสัก เจ้าเมืองได้ยกไพร่พล ติดตามลงมาตามลำน้ำถึงท่ีแห่ง
หนึ่งก็หยุดพักขบวน ที่น้ันเลยเรียกว่า พระยาพักช้าง แต่ก่อนมีคลองผ่านสายหนึ่งเรียกว่า สองพระยาโศก ต่อมาเพี้ยนเป็น
คลองแสนพระยาโศก แล้วใหไ้ พร่พลไปทำลี่ (ทำนบท่ีทำดว้ ยไม้ไผ่รวกเหมือนเผือก) ก้ันแม่น้ำป่าสักข้าง ๆ วัดโพธเิ ยน็ และให้
คนเล้ียงช้างเผือกไปเลี้ยงที่ชายป่าบริเวณวดั ช้างเผือกปัจจุบัน เจ้าเมืองมารอจนศพธิดาลอยมาติดที่ลี่ แล้วเจ้าเมืองจึงได้สร้าง
เจดีย์บรรจุศพธิดาไว้หนึ่งองค์ ชาวบ้านเรียก พระใจรายี และได้สร้างเจดีย์บรรจุกระดูกช้างเผือกอีกหน่ึงองค์ เนื่องจาก
ช้างเผอื กที่เอาไปเลี้ยงไว้ชายปา่ ลม้ ในครั้งนั้น

60

สามเสน (กรุงเทพมหานคร)

มีเร่ืองราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า กาลคร้ังหนึง่ มพี ระเจา้ ไตรตรงึ ษ์ ครองเมืองพระนครอโยธยา มีพระราชธิดาทรง
พระสิริโฉมงดงาม ความงามของพระองค์เลื่องลือไปท่วั จนเจ้าชายไชยสงคราม โอรสของผคู้ รองหัวเมอื งฝ่ายเหนือ เสดจ็ ลงมา
ลกั ลอบได้เสยี กับพระราชธดิ า เมอ่ื ความรู้ถึงพระเจา้ ไตรตรงึ ษว์ ่า เจา้ ชายแปลงกายเขา้ มาทางท่อนำ้ จงึ ทำลอบดักไว้ เจ้าชายจงึ
ติดลอบส้ินพระชนม์ เมื่อเพื่อนเจ้าชายทราบข่าวจึงลงมาแก้แค้น โดยแปลงกายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยน้ำมาถึงเมืองอ
โยธยาก็หยุดนิ่งไม่ลอยต่อไป พระเจ้าไตรตรึงษ์ให้ฉุดพระพุทธรูปไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระพุทธรูปลอยมาถึงตำบล
บางกอก ผู้คนพากันแตกต่ืนช่วยกันฉุดพระพุทธรูปอีกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในท่สี ุดตอ้ งระดมคนจำนวนถึงสามแสนคนจึงสามารถ
ฉดุ พระพุทธรูปข้ึนมาได้ แตพ่ ระพุทธรปู ปรากฏอยูเ่ พียงชว่ั ครกู่ ็หายไป นับแตน่ นั้ มาผู้คนจึงเรยี กสถานทน่ี ้ีว่า สามแสน ซึ่งต่อมา
คงกรอ่ นเหลือเพียง “สามเสน” เท่านั้น


Click to View FlipBook Version