The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการอบรมรมฯ โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jakkawat.ya, 2022-12-21 21:13:19

เอกสารประกอบการอบรมการจัดประสบการณ์เชิงรุก ระดับปฐมวัย

เอกสารประกอบการอบรมรมฯ โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ

เคอรกแู สลาะบรุคปลราะกกรอทบางกกาารรอศบกึ รษมา

โครงการการพฒั นาโรงเรยี นตน้ แบบ

การจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้เชงิ รกุ

ระดบั ปฐมวัยในโรงเรียนคุณภาพระดับประถมศึกษา
สังกดั สำ�นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน

เคอรกแู สลาะบรุคปลราะกกรอทบางกกาารรอศบึกรษมา

โครงการการพฒั นาโรงเรยี นต้นแบบ

การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรเู้ ชงิ รกุ ระดับปฐมวัย

ในโรงเรยี นคุณภาพระดบั ประถมศกึ ษา

สงั กดั สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน

คำ�น�ำ

เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงหกปีซ่ึงเด็กในวัยน้ีเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมอง
นับแสนล้านเซลล์ท่ีเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายใยสมองมากมาย เซลล์สมองจะแตกก่ิงก้านสาขา
มากข้ึนและสร้างเครือข่ายใยสมองจะเจริญเติบโตมากขึ้นจนเกิดเป็นทางเดินเส้นประสาทท่ีใช้
ในการคิด โดยจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคน ซ่ึงการที่เด็กจะเติบโตไปพร้อมกับเซลล์สมอง
นับล้านได้อย่างมีศักยภาพน้ันต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ีให้เด็กได้ตัดสินใจผ่านวิธีการเรียนรู้
ท่ีหลากหลาย การลงมือปฏิบัติผ่านประสาทสัมผัสท้ังห้าแบบ Active Learning ซึ่งการใช้ส่ือท่ีเป็น
รูปธรรมจะช่วยใหเ้ ดก็ เรยี นรเู้ กีย่ วกับนามธรรมได้ง่ายขึ้น โดยครผู ูส้ อนสามารถนำ�สอ่ื สำ�หรับพัฒนา
โรงเรียนต้นแบบท่ีสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ไปจัดการเรียน
การสอนตามแนวคดิ ตา่ ง ๆ เชน่ แนวคดิ การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยกจิ กรรมหลกั 6 กจิ กรรม ตามหลกั สตู ร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 แนวคิดไฮสโคป (High Scope) แนวคดิ แบบโครงการ (Project
Approach) แนวคดิ การใชส้ มองเปน็ ฐาน (Brain Based Learning) แนวคดิ มอนเทสซอริ (Montessori)
แนวคิดเรจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) แนวคิดวอลดอร์ฟ (Waldorf Education) แนวคิด
ภาษาธรรมชาติแบบองค์รวม (Whole Language) แนวคิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
โครงงานวิทยาศาสตรป์ ฐมวยั และแนวคิดแบบสะเต็ม (STEM Education)
ดว้ ยเหตผุ ลดงั กลา่ ว ทางคณะผจู้ ดั ท�ำ จงึ จดั ท�ำ เอกสารประกอบการอบรม “โครงการการพฒั นา
โรงเรียนต้นแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงรุก ระดับปฐมวัยในโรงเรียนคุณภาพ
ระดับประถมศึกษา สังกัดสำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” จัดทำ�ขึ้นสำ�หรับครู
และบุคลากรทางการศึกษาระดับปฐมวัย ใช้ศึกษาค้นคว้าให้เพิ่มพูนศักยภาพในการนำ�ไปพัฒนา
และต่อยอดในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย เพื่อให้เป็นเด็กที่มีคุณภาพ
และมีพัฒนาการตามวัย รวมทงั้ ตรงตามมาตรฐานหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช 2560
ทางคณะผู้จัดทำ�หวังเป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารประกอบการอบรมจะช่วยให้ครูและบุคลากร
ทางการศึกษาท่ีเข้ารับการอบรมที่เก่ียวข้องกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระดับปฐมวัยครั้งนี้
จะเกิดความเข้าใจและสามารถนำ�ความรู้ หลักการ แนวทาง และนำ�ไปพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็น
เด็กที่มีคุณภาพของสังคม ประเทศไทย และเป็นกำ�ลังสำ�คัญในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมาย
ประเทศไทย 4.0

สารบญั

3421 การจัดการเรยี นร้เู ชิงรกุ (Active Learning) หนา้
5
6 การจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รกุ ดว้ ยกจิ กรรมหลกั 6 กจิ กรรม 4
7 ตามหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 7
8 การจดั การเรยี นรูเ้ ชิงรุก 36
9 ตามแนวคิดไฮสโคป (High Scope) 44
10 การจัดการเรียนรเู้ ชงิ รกุ 48
แบบโครงการ (Project Approach) 52
การจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ โดยใช้สมองเปน็ ฐาน 63
(Brain Based Learning : BBL) 70
การจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ ตามแนวคิดมอนเทสซอริ 75
(Montessori) 82
การจัดการเรยี นรเู้ ชิงรุกตามแนวคิดเรจิโอ เอมเิ ลีย 89
(Reggio Emilia)
การจัดการเรียนรู้เชงิ รุกตามแนวคดิ วอลดอรฟ์
(Waldorf Education)
การจัดการเรยี นรู้เชิงรุกดว้ ยภาษาธรรมชาติแบบองค์รวม
(Whole Language)
การจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ ด้วยการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้
โครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวัย
การจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รุกแบบสะเต็ม
ระดับการศึกษาปฐมวัย

การจดั การเรยี นร้เู ชงิ รุก (Active Learning)

แนวคิดของการจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning)

การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในช้ันเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมีครูเป็นผู้อำ�นวย
ความสะดวก (Facilitator) สร้างแรงบันดาลใจ ให้คำ�ปรึกษา ดูแล แนะนำ� ทำ�หน้าท่ีเป็นโคชและพี่เล้ียง
(Coach & Mentor) แสวงหาเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมี
ความหมาย (Meaningful Learning) ผเู้ รียนสรา้ งองค์ความรูไ้ ด้ มคี วามเขา้ ใจในตนเอง ใช้สตปิ ญั ญา คดิ วเิ คราะห์
สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมที่บ่งบอกถึงการมีสมรรถนะสำ�คัญในศตวรรษท่ี 21 มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต
และทกั ษะวชิ าชีพ บรรลุเปา้ หมายการเรียนรูต้ ามระดับช่วงวยั

ความหมายของการจัดการเรียนรู้เชงิ รกุ (Active Learning)

การจัดการเรียนรู้เชงิ รกุ (Active Learning) คอื การเรียนทีเ่ น้นใหผ้ ู้เรียนมปี ฏสิ มั พนั ธ์กบั การเรยี นการสอน
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดข้ันสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า
ไม่เพียงแตเ่ ป็นผูฟ้ งั ผเู้ รียนต้องอ่าน เขียน ต้งั คำ�ถาม และถาม อภปิ รายร่วมกนั ผ้เู รียนลงมือปฏบิ ตั จิ รงิ โดยตอ้ ง
คำ�นึงถึงความรู้เดิมและความต้องการของผู้เรียนเป็นสำ�คัญ ท้ังนี้ ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้
ไปสู่การมีส่วนร่วมในการสรา้ งความรู้

ความสำ�คญั ของการจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active Learning)

1. Active Learning ส่งเสริมการมีอิสระทางด้านความคิดและการกระทำ�ของผู้เรียน การมี
วิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะมีโอกาส มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริง และมีการใช้วิจารณญาณ
ในการคิดและตัดสินใจในการปฏิบัติกิจกรรมนั้น มุ่งสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้กำ�กับทิศทางการเรียนรู้ ค้นหาสไตล์
การเรียนรูข้ องตนเองส่กู ารเปน็ ผ้รู ้คู ดิ รตู้ ดั สินใจด้วยตนเอง (Metacognition) เพราะฉะนนั้ Active Learning จึงเปน็
แนวทางการจดั การเรยี นรทู้ มี่ งุ่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถพฒั นาความคดิ ขนั้ สงู (Higher-Order Thinking) ในการมวี จิ ารณญาณ
การวิเคราะห์ การคิดแก้ปญั หา การประเมนิ ตัดสนิ ใจ และการสรา้ งสรรค์
2. Active Learning สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพซ่ึงความร่วมมือ
ในการปฏบิ ตั งิ านกลมุ่ จะนำ�ไปสู่ความสำ�เรจ็ ในภาพรวม
3. Active Learning ท�ำ ให้ผเู้ รยี นทุ่มเทในการเรยี น จงู ใจในการเรียน และท�ำ ใหผ้ ู้เรียนแสดงออก
ถึงความรู้ ความสามารถ เม่ือผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างกระตือรือร้นในสภาพแวดล้อม
ที่เอ้ืออำ�นวย ผ่านการใช้กิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว้ให้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนเลือกเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ
ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง เกดิ ความรบั ผดิ ชอบและทมุ่ เทเพอ่ื มุ่งสคู่ วามส�ำ เร็จ
4. Active Learning ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบวกทั้งตัวผู้เรียนและตัวครู
เป็นการปรับการเรียนเปล่ียนการสอน ผู้เรียนจะมีโอกาสได้เลือกใช้ความถนัด ความสนใจ ความสามารถท่ีเป็น
ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล (Individual Different) สอดรบั กบั แนวคดิ พหปุ ญั ญา (Multiple Intelligence) เพอ่ื แสดงออก
ถึงตัวตนและศักยภาพของตัวเอง ส่วนครูผู้สอนต้องมีความตระหนักที่จะปรับเปล่ียนบทบาท แสวงหาวิธีการ
กิจกรรมทหี่ ลากหลาย เพ่ือช่วยเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพของผเู้ รียนแต่ละคน สิ่งเหลา่ นจ้ี ะท�ำ ใหค้ รเู กดิ ทักษะในการสอน
และมีความเชยี่ วชาญในบทบาท หนา้ ท่ีที่รบั ผิดชอบ เปน็ การพัฒนาตน พัฒนางาน และพฒั นาผเู้ รียนไปพรอ้ มกนั

4

ลักษณะของการจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รุก (Active Learning)

ลักษณะของการจัดการเรียนรเู้ ชิงรกุ มีดงั น้ี
1. เป็นการพัฒนาศกั ยภาพการคิด การแกป้ ัญหา และการนำ�ความรูไ้ ปประยกุ ตใ์ ช้
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันในรูปแบบ
ของความรว่ มมอื มากกว่าการแขง่ ขัน
3. เปิดโอกาสให้ผ้เู รียนมสี ่วนร่วมในกระบวนการเรยี นรู้สูงสดุ
4. เปน็ กจิ กรรมทใ่ี หผ้ เู้ รยี นบรู ณาการขอ้ มลู ขา่ วสาร สารสนเทศ สทู่ กั ษะการคดิ วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คา่
5. ผู้เรยี นได้เรียนรคู้ วามมวี ินยั ในการทำ�งานร่วมกับผ้อู ืน่
6. ความรเู้ กิดจากประสบการณ์และการสรุปของผเู้ รยี น
7. ผสู้ อนเป็นผอู้ �ำ นวยความสะดวกในการจัดการเรยี นรู้เพอ่ื ให้ผ้เู รียนเป็นผ้ปู ฏิบตั ิดว้ ยตนเอง
จากลกั ษณะการเรยี นร้แู บบ Active Learning ดงั กลา่ ว จงึ ควรมีกระบวนการจดั การเรยี นรทู้ ี่สอดคลอ้ งกัน
ดงั น้ี
1. จัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการนำ�ความรู้
ไปประยุกตใ์ ช้
2. จดั การเรียนร้ทู เี่ ปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นมสี ว่ นร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสดุ
3. จัดให้ผู้เรียนสร้างองคค์ วามรู้และจัดกระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
4. จัดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ท้ังในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน
ร่วมมือกันมากกวา่ การแข่งขนั
5. จัดให้ผู้เรียนเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำ�งาน และการแบ่งหน้าท่ี
ความรบั ผิดชอบในภารกิจตา่ งๆ
6. จดั กระบวนการเรยี นทสี่ รา้ งสถานการณใ์ หผ้ เู้ รยี นอา่ น พดู ฟงั คดิ อยา่ งลมุ่ ลกึ ผเู้ รยี นจะเปน็ ผจู้ ดั ระบบ
การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
7. จัดกจิ กรรมการจัดการเรยี นรูท้ ี่เนน้ ทกั ษะการคิดขน้ั สงู
8. จัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูล ข่าวสาร หรือสารสนเทศและหลักการความคิด
รวบยอด
9. ผสู้ อนจะเปน็ ผูอ้ �ำ นวยความสะดวกในการจัดการเรียนร้เู พอ่ื ใหผ้ ูเ้ รียนเป็นผู้ปฏิบัตดิ ้วยตนเอง
10. จัดกระบวนการสร้างความรู้ท่ีเกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวน
ของผูเ้ รยี น

ลกั ษณะกจิ กรรมทเี่ ปน็ การเรียนรเู้ ชงิ รกุ

1. กระบวนการเรียนรู้ท่ีลดบทบาทการสอนและการให้ความรู้โดยตรงของครู แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน
มีส่วนร่วมสร้างองคค์ วามรแู้ ละจัดระบบการเรยี นรู้ด้วยตนเอง
2. กิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้นำ�ความรู้ ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์
สังเคราะห์ ประเมินคา่ คดิ สรา้ งสรรคส์ ง่ิ ตา่ ง ๆ พัฒนาทกั ษะกระบวนการคิดไปสูร่ ะดบั ทส่ี ูงขน้ึ
3. กิจกรรมเช่อื มโยงกบั นักเรยี น กบั สภาพแวดลอ้ มใกลต้ ัว ปญั หาของชมุ ชน สังคม หรือประเทศชาติ
4. กจิ กรรมเปน็ การน�ำ ความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้แก้ปัญหาใหมห่ รือใช้ในสถานการณใ์ หม่
5. กิจกรรมเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความคิดของตนเองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสร่วมอภิปรายและนำ�เสนอ
ผลงาน

5

6. กจิ กรรมเนน้ การมปี ฏิสัมพนั ธ์กนั ระหว่างผเู้ รยี นกับผู้สอนและปฏสิ ัมพันธ์กนั ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน

รปู แบบวิธกี ารจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ชงิ รุก (Active Learning)

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในลักษณะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
(Active Learning) มวี ิธีการจัดการเรยี นรู้หลากหลายวิธี เช่น
- การเรียนรู้โดยใชก้ ิจกรรมเป็นฐาน (Activity-Based Learning)
- การเรียนรู้เชงิ ประสบการณ์ (Experiential Learning)
- การเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-Based Learning)
ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม รูปแบบ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้มีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกัน คือ
ให้ผู้เรียนเป็นผูม้ ีบทบาทหลกั ในการเรยี นร้ขู องตนเอง
เอกสารอ้างองิ
หน่วยศึกษานิเทศก์ สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (2562): แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนา
และสง่ เสรมิ การจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning). สบื คน้ 3 ธนั วาคม 2565, จาก academic.obec.
go.th/images/document/1603180137_d_1.pdf

6

1 การจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รุก
ดว้ ยกจิ กรรมหลกั 6 กิจกรรม
พตามุทหธลกั ศสตูกั รรกาารชศกึ ษ2าป5ฐ6มว0ยั

หลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั
สำ�หรบั เด็กอายุ 3-6 ปี

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดู
และใหก้ ารศกึ ษา เดก็ จะไดร้ บั การพฒั นาทงั้ ดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญั ญา ตามวยั และความสามารถ
ของแต่ละบคุ คล

จดุ หมาย

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ
และมคี วามพรอ้ มในการเรยี นรู้ต่อไป จึงกำ�หนดจดุ หมายเพือ่ ให้เกดิ กับเดก็ เม่ือจบการศึกษาระดบั ปฐมวัย ดงั น้ี
1. รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวยั แข็งแรง และมีสุขนิสยั ที่ดี
2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคณุ ธรรม จริยธรรม และจติ ใจทีด่ ีงาม
3. มีทกั ษะชวี ติ และปฏบิ ตั ิตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวนิ ยั และอยู่รว่ มกับผู้อ่นื ได้
อยา่ งมีความสุข
4. มที กั ษะการคดิ การใชภ้ าษาสอื่ สาร และการแสวงหาความรู้ไดเ้ หมาะสมกับวัย

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี กำ�หนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ จำ�นวน
12 มาตรฐาน ประกอบด้วย
1. พฒั นาการด้านร่างกาย ประกอบดว้ ย 2 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี 1 รา่ งกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนสิ ัยท่ดี ี
มาตรฐานท่ี 2 กลา้ มเนอ้ื ใหญ่และกล้ามเนื้อเลก็ แขง็ แรง ใช้ไดอ้ ยา่ งคล่องแคลว่
และประสานสมั พันธก์ ัน
2. พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี 3 มสี ุขภาพจติ ดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคล่อื นไหว
มาตรฐานท่ี 5 มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมีจติ ใจทดี่ ีงาม
3. พัฒนาการด้านสงั คม ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี 6 มีทกั ษะชวี ติ และปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดล้อม วัฒนธรรม และความเปน็ ไทย
มาตรฐานที่ 8 อย่รู ว่ มกับผู้อ่นื ไดอ้ ยา่ งมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ดี ขี องสังคม
ในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
4. พัฒนาการดา้ นสตปิ ญั ญา ประกอบดว้ ย 4 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ ี 9 ใช้ภาษาส่อื สารได้เหมาะสมกบั วยั
มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดท่เี ปน็ พื้นฐานในการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานท่ี 12 มเี จตคตทิ ด่ี ีตอ่ การเรยี นรแู้ ละมคี วามสามารถในการแสวงหา
ความรู้ได้เหมาะสมกบั วัย
8

ตัวบง่ ชี้

ตัวบง่ ชเ้ี ป็นเปา้ หมายในการพัฒนาเดก็ ทมี่ ีความสัมพันธส์ อดคลอ้ งกบั มาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์

สภาพท่พี งึ ประสงค์

สภาพท่ีพึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิดบนพื้นฐานพัฒนาการ
ตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุเพ่ือนำ�ไปใช้ในการกำ�หนดสาระการเรียนรู้
ในการจัดประสบการณ์และประเมินพัฒนาการเด็ก โดยมีรายละเอียดของมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ตัวบง่ ชี้ และสภาพทีพ่ ึงประสงค์ ดงั น้ี

มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมสี ขุ นสิ ัยที่ดี

ตัวบ่งช้ี อายุ 3-4 ปี สภาพท่พี ึงประสงค์ อายุ 5-6 ปี
อายุ 4-5 ปี
1.1 น้ำ�หนักและสว่ นสงู 1.1.1 น้�ำ หนักและสว่ นสูง 1.1.1 น้ำ�หนกั และสว่ นสงู
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑข์ องกรมอนามยั 1.1.1 นำ�้ หนกั และส่วนสงู ตามเกณฑ์ของกรมอนามยั
1.2 มสี ุขภาพอนามัย 1.2.1 ยอมรับประทาน ตามเกณฑ์ของกรมอนามยั 1.2.1 รบั ประทานอาหาร
สขุ นิสยั ทีด่ ี อาหารที่มปี ระโยชน์ 1.2.1 รับประทานอาหาร ทีม่ ีประโยชนไ์ ดห้ ลายชนดิ
และดมื่ นำ้�สะอาด ท่ีมีประโยชนแ์ ละดมื่ และดมื่ น้ำ�สะอาด
1.3 รกั ษาความปลอดภยั เมอื่ มีผู้ชแี้ นะ นำ�้ สะอาดไดด้ ้วยตนเอง ไดด้ ้วยตนเอง
ของตนเองและผ้อู ื่น 1.2.2 ลา้ งมอื 1.2.2 ลา้ งมือ
กอ่ นรบั ประทานอาหาร 1.2.2 ลา้ งมือ กอ่ นรบั ประทานอาหาร
และหลังจากใชห้ อ้ งน้ำ� ก่อนรบั ประทานอาหาร และหลังจากใชห้ ้องนำ�้
ห้องสว้ มเม่อื มผี ชู้ ้แี นะ และหลงั จากใชห้ อ้ งนำ�้ หอ้ งสว้ มดว้ ยตนเอง
1.2.3 นอนพักผ่อนเป็นเวลา หอ้ งส้วมดว้ ยตนเอง 1.2.3 นอนพักผอ่ นเป็นเวลา
1.2.4 ออกกำ�ลังกาย 1.2.3 นอนพักผอ่ นเปน็ เวลา 1.2.4 ออกก�ำ ลงั กาย
เป็นเวลา 1.2.4 ออกกำ�ลงั กาย เปน็ เวลา
1.3.1 เลน่ และท�ำ กิจกรรม เป็นเวลา 1.3.1 เลน่ ท�ำ กิจกรรม
อยา่ งปลอดภยั เมื่อมีผูช้ ้ีแนะ 1.3.1 เลน่ และท�ำ กิจกรรม และปฏบิ ัติตอ่ ผูอ้ นื่
อย่างปลอดภยั ด้วยตนเอง อย่างปลอดภัย

9

มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนอ้ื ใหญแ่ ละกลา้ มเนอื้ เล็กแขง็ แรง ใชไ้ ดอ้ ยา่ งคล่องแคลว่ และประสานสัมพันธก์ ัน

ตัวบ่งช้ี สภาพทพี่ งึ ประสงค์

2.1 เคลือ่ นไหวรา่ งกาย อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี
อยา่ งคลอ่ งแคลว่
ประสานสัมพันธ์ 2.1.1 เดนิ ตามแนว 2.1.1 เดินตอ่ เทา้ ไปขา้ งหนา้ 2.1.1 เดินตอ่ เทา้ ถอยหลงั
และทรงตัวได้ ทกี่ �ำ หนดได้ เป็นเส้นตรงไดโ้ ดยไม่ต้อง เปน็ เสน้ ตรงไดโ้ ดยไมต่ อ้ ง
กางแขน กางแขน
2.2 ใช้มือ-ตา ประสาน 2.1.2 กระโดดสองขาข้ึนลง
สัมพันธ์กนั อยู่กับที่ได้ 2.1.2 กระโดดขาเดียว 2.1.2 กระโดดขาเดียว
อยู่กบั ทไี่ ด้โดยไมเ่ สยี ไปขา้ งหน้าไดอ้ ย่างต่อเนอ่ื ง
2.1.3 ว่งิ แลว้ หยุดได้ การทรงตัว โดยไม่เสียการทรงตัว

2.1.4 รับลูกบอลโดยใช้ 2.1.3 วง่ิ หลบหลีก 2.1.3 วง่ิ หลบหลกี
มือและล�ำ ตวั ช่วย สงิ่ กดี ขวางได้ สง่ิ กดี ขวางไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่
2.2.1 ใชก้ รรไกร
ตดั กระดาษขาดจากกันได้ 2.1.4 รบั ลกู บอลโดยใช้ 2.1.4 รบั ลกู บอล
โดยใช้มือเดียว มอื ทั้ง 2 ข้าง ท่กี ระดอนขน้ึ จากพ้ืนได้
2.2.2 เขียนรปู วงกลม
ตามแบบได้ 2.2.1 ใช้กรรไกร 2.2.1 ใชก้ รรไกร
2.2.3 รอ้ ยวสั ดุทม่ี รี ขู นาด ตดั กระดาษตามแนวเสน้ ตรง ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้ง
เส้นผา่ นศูนยก์ ลาง ได้ ได้
1 เซนตเิ มตร ได้
2.2.2 เขยี นรูปส่เี หลีย่ ม 2.2.2 เขยี นรปู สามเหลี่ยม
ตามแบบได้อยา่ งมีมุมชัดเจน ตามแบบได้อย่างมีมุมชัดเจน

2.2.3 ร้อยวัสดทุ ่ีมีรูขนาด 2.2.3 ร้อยวสั ดุทมี่ รี ูขนาด
เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง เสน้ ผ่านศูนย์กลาง
0.5 เซนติเมตร ได้ 0.25 เซนตเิ มตร ได้

มาตรฐานที่ 3 มีสขุ ภาพจติ ดีและมีความสุข

ตัวบง่ ช้ี สภาพทพี่ ึงประสงค์

3.1 แสดงออกทางอารมณ์ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี
ได้อย่างเหมาะสม
3.2 มคี วามรู้สึกทด่ี ตี ่อ 3.1.1 แสดงอารมณ์ 3.1.1 แสดงอารมณ์ 3.1.1 แสดงอารมณ์
ตนเองและผู้อน่ื ความรสู้ ึกได้เหมาะสมกบั ความรู้สกึ ไดต้ ามสถานการณ์ ความรสู้ กึ ไดส้ อดคลอ้ งกบั
บางสถานการณ์ สถานการณอ์ ย่างเหมาะสม

3.2.1 กลา้ พดู กลา้ แสดงออก 3.2.1 กลา้ พูดกล้าแสดงออก 3.2.1 กลา้ พูดกล้าแสดงออก
อยา่ งเหมาะสม อยา่ งเหมาะสม
บางสถานการณ์ ตามสถานการณ์

3.2.2 แสดงความพอใจ 3.2.2 แสดงความพอใจ 3.2.2 แสดงความพอใจ
ในผลงานตนเอง ในผลงานและความสามารถ ในผลงานและความสามารถ
ของตนเอง ของตนเองและผู้อื่น

10

มาตรฐานที่ 4 ชนื่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว

ตัวบ่งช้ี อายุ 3-4 ปี สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ อายุ 5-6 ปี

4.1 สนใจ มีความสุข 4.1.1 สนใจ มีความสุข อายุ 4-5 ปี 4.1.1 สนใจ มีความสุข
และแสดงออก และแสดงออกผา่ นงานศลิ ปะ และแสดงออกผา่ นงานศลิ ปะ
ผา่ นงานศลิ ปะ ดนตรี 4.1.1 สนใจ มีความสุข
และการเคล่อื นไหว 4.1.2 สนใจ มคี วามสขุ และแสดงออกผา่ นงานศลิ ปะ 4.1.2 สนใจ มีความสุข
และแสดงออกผ่านเสียงเพลง และแสดงออกผ่านเสียงเพลง
ดนตรี 4.1.2 สนใจ มีความสุข ดนตรี
4.1.3 สนใจ มคี วามสุข และแสดงออกผ่านเสียงเพลง 4.1.3 สนใจ มคี วามสขุ
และแสดงท่าทาง/เคล่ือนไหว ดนตรี และแสดงท่าทาง/เคลื่อนไหว
ประกอบเพลง จงั หวะ 4.1.3 สนใจ มคี วามสุข ประกอบเพลง จงั หวะ
และดนตรี และแสดงท่าทาง/เคลือ่ นไหว และดนตรี
ประกอบเพลง จงั หวะ
และดนตรี

มาตรฐานท่ี 5 มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมีจติ ใจท่ดี งี าม

ตัวบง่ ช้ี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

5.1 ซื่อสตั ย์สจุ รติ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี

5.2 มีความเมตตา 5.1.1 บอกหรือช้ไี ด้ว่าส่ิงใด 5.1.1 ขออนญุ าตหรือรอคอย 5.1.1 ขออนญุ าตหรอื รอคอย
กรณุ า มีน�ำ้ ใจ เปน็ ของตนเองและส่ิงใด เมื่อต้องการสิง่ ของของผู้อื่น เม่อื ตอ้ งการสิง่ ของของผู้อ่นื
และชว่ ยเหลือ แบ่งปนั เป็นของผู้อื่น เมื่อมีผู้ชี้แนะ ดว้ ยตนเอง
5.3 มีความเหน็ อกเหน็ ใจ
ผูอ้ ื่น 5.2.1 แสดงความรักเพ่ือน 5.2.1 แสดงความรกั เพอ่ื น 5.2.1 แสดงความรักเพื่อน
5.4 มคี วามรบั ผิดชอบ และมเี มตตาสัตวเ์ ลี้ยง และมเี มตตาสัตว์เลย้ี ง และมเี มตตาสตั ว์เลย้ี ง
5.2.2 แบ่งปันผู้อ่นื ได้
เม่ือมผี ู้ชแี้ นะ 5.2.2 ชว่ ยเหลอื และแบง่ ปัน 5.2.2 ชว่ ยเหลอื และแบ่งปนั
5.3.1 แสดงสีหนา้ ผอู้ ืน่ ไดเ้ มือ่ มผี ้ชู แี้ นะ ผอู้ ่ืนได้ดว้ ยตนเอง
หรือท่าทางรับรคู้ วามรูส้ ึก
ผู้อืน่ 5.3.1 แสดงสหี นา้ 5.3.1 แสดงสหี น้า
5.4.1 ทำ�งานทไี่ ดร้ บั และท่าทางรบั รคู้ วามรสู้ ึก และท่าทางรบั รคู้ วามรู้สกึ ผู้อื่น
มอบหมายจนส�ำ เร็จ ผู้อื่น อยา่ งสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์
เมือ่ มผี ้ชู ่วยเหลอื
5.4.1 ทำ�งานทไ่ี ดร้ บั 5.4.1 ท�ำ งานทีไ่ ด้รับ
มอบหมายจนสำ�เรจ็ มอบหมายจนส�ำ เรจ็
เมอ่ื มผี ูช้ ีแ้ นะ ด้วยตนเอง

11

มาตรฐานท่ี 6 มีทกั ษะชีวติ และปฏบิ ตั ิตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ตัวบง่ ช้ี อายุ 3-4 ปี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ อายุ 5-6 ปี
อายุ 4-5 ปี
6.1 ช่วยเหลือตนเอง 6.1.1 แต่งตวั โดยมี 6.1.1 แตง่ ตัวดว้ ยตนเองได้
ในการปฏิบัตกิ ิจวตั ร ผ้ชู ว่ ยเหลือ 6.1.1 แตง่ ตวั ด้วยตนเอง อย่างคลอ่ งแคลว่
ประจ�ำ วนั 6.1.2 รับประทานอาหาร 6.1.2 รับประทานอาหาร
ด้วยตนเอง 6.1.2 รบั ประทานอาหาร ด้วยตนเองอย่างถกู วธิ ี
6.2 มีวินยั ในตนเอง 6.1.3 ใช้ห้องนำ�้ ห้องสว้ ม ดว้ ยตนเอง
6.3 ประหยัดและพอเพยี ง โดยมผี ูช้ ่วยเหลือ 6.1.3 ใชห้ ้องน้�ำ หอ้ งส้วม 6.1.3 ใช้และทำ�ความสะอาด
ด้วยตนเอง หลงั ใช้ห้องน�้ำ ห้องส้วม
6.2.1 เก็บของเลน่ ของใช้ ด้วยตนเอง
เขา้ ท่ีเมือ่ มีผู้ชแี้ นะ 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้ 6.2.1 เก็บของเล่นของใช้
6.2.2 เขา้ แถวตามลำ�ดับ เขา้ ทดี่ ้วยตนเอง เข้าทีอ่ ยา่ งเรียบร้อยดว้ ยตนเอง
ก่อนหลังไดเ้ ม่อื มีผ้ชู ้ีแนะ 6.2.2 เขา้ แถวตามลำ�ดับ 6.2.2 เข้าแถวตามลำ�ดับ
6.3.1 ใชส้ ่งิ ของเครอ่ื งใช้ ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง กอ่ นหลังได้ดว้ ยตนเอง
อยา่ งประหยัดและพอเพยี ง 6.3.1 ใชส้ ง่ิ ของเคร่อื งใช้ 6.3.1 ใชส้ ง่ิ ของเครือ่ งใช้
เมือ่ มผี ชู้ ีแ้ นะ อยา่ งประหยัดและพอเพียง อยา่ งประหยดั และพอเพยี ง
เมื่อมีผูช้ แี้ นะ ด้วยตนเอง

มาตรฐานท่ี 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเปน็ ไทย

ตัวบง่ ชี้ อายุ 3-4 ปี สภาพทพี่ งึ ประสงค์ อายุ 5-6 ปี
อายุ 4-5 ปี
7.1 ดแู ลรักษาธรรมชาติ 7.1.1 มีสว่ นร่วมดแู ลรักษา 7.1.1 ดแู ลรกั ษาธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม 7.1.1 มสี ่วนร่วมดแู ลรักษา และสิ่งแวดลอ้ มด้วยตนเอง
เมือ่ มีผู้ช้ีแนะ ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม
7.2 มมี ารยาท 7.1.2 ท้งิ ขยะได้ถกู ท่ี เม่ือมผี ชู้ ้แี นะ 7.1.2 ทง้ิ ขยะไดถ้ กู ท่ี
ตามวัฒนธรรมไทย 7.2.1 ปฏิบัติตนตาม 7.1.2 ทิง้ ขยะไดถ้ กู ที่ 7.2.1 ปฏบิ ัติตนตาม
และรกั ความเป็นไทย มารยาทไทยไดเ้ มื่อมีผูช้ ี้แนะ 7.2.1 ปฏบิ ตั ติ นตาม มารยาทไทยไดต้ ามกาลเทศะ
7.2.2 กลา่ วคำ�ขอบคุณ มารยาทไทยไดด้ ว้ ยตนเอง 7.2.2 กล่าวคำ�ขอบคุณ
และขอโทษเม่อื มีผู้ชี้แนะ 7.2.2 กลา่ วคำ�ขอบคุณ และขอโทษดว้ ยตนเอง
และขอโทษดว้ ยตนเอง

7.2.3 หยุดยนื เมือ่ ได้ยิน 7.2.3 ยืนตรงเมอื่ ไดย้ ิน 7.2.3 ยืนตรงและรว่ มรอ้ ง
เพลงชาตไิ ทยและ เพลงชาตไิ ทยและ เพลงชาตไิ ทยและ
เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสรรเสริญพระบารมี

12

มาตรฐานที่ 8 อย่รู ่วมกบั ผูอ้ ืน่ ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุขและปฏบิ ตั ติ นเปน็ สมาชกิ ที่ดขี องสงั คม
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ

ตวั บ่งช้ี สภาพทพี่ งึ ประสงค์

8.1 ยอมรบั ความเหมือน อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี
และความแตกตา่ ง
ระหวา่ งบุคคล 8.1.1 เล่นและท�ำ กิจกรรม 8.1.1 เล่นและทำ�กิจกรรม 8.1.1 เลน่ และทำ�กิจกรรม
8.2 มีปฏสิ ัมพันธท์ ีด่ ี รว่ มกับเด็กท่แี ตกตา่ ง รว่ มกบั เดก็ ทแ่ี ตกต่าง ร่วมกบั เดก็ ทแี่ ตกตา่ ง
กบั ผูอ้ ืน่ ไปจากตน ไปจากตน ไปจากตน
8.2.1 เลน่ รว่ มกบั เพอ่ื น
8.3 ปฏิบัติตนเบอื้ งตน้ 8.2.1 เล่นหรอื ทำ�งาน 8.2.1 เล่นหรือทำ�งาน
ในการเปน็ สมาชกิ ท่ีดี 8.2.2 ยิม้ หรือทักทาย ร่วมกบั เพ่อื นเปน็ กลุ่ม ร่วมมือกับเพอ่ื น
ของสังคม ผู้ใหญ่และบคุ คลทคี่ ุ้นเคยได้ อย่างมเี ป้าหมาย
เม่อื มีผู้ชแ้ี นะ
8.3.1 ปฏิบัติตามขอ้ ตกลง 8.2.2 ยิ้ม ทกั ทาย หรอื พูดคุย 8.2.2 ย้ิม ทักทาย และพูดคยุ
เมือ่ มผี ู้ชี้แนะ กับผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคย กับผ้ใู หญแ่ ละบุคคลทีค่ ุ้นเคย
ได้ดว้ ยตนเอง ได้เหมาะสมกบั สถานการณ์
8.3.2 ปฏิบัติตนเปน็ ผ้นู �ำ
และผ้ตู ามเมือ่ มีผชู้ ีแ้ นะ 8.3.1 มสี ว่ นร่วมสรา้ ง 8.3.1 มสี ว่ นรว่ มสรา้ ง
ข้อตกลงและปฏบิ ตั ิตาม ข้อตกลงและปฏิบตั ิตาม
8.3.3 ยอมรบั ขอ้ ตกลงเม่ือมผี ู้ชี้แนะ ขอ้ ตกลงด้วยตนเอง
การประนีประนอมแก้ไข 8.3.2 ปฏบิ ัตติ นเปน็ ผนู้ �ำ
ปัญหาเมื่อมีผ้ชู แ้ี นะ และผ้ตู ามไดด้ ว้ ยตนเอง 8.3.2 ปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้น�ำ
และผู้ตามไดเ้ หมาะกับ
8.3.3 ประนปี ระนอม สถานการณ์
แกไ้ ขปญั หาโดยปราศจาก 8.3.3 ประนปี ระนอม
การใช้ความรนุ แรง แก้ไขปญั หาโดยปราศจาก
เมือ่ มีผู้ชี้แนะ การใชค้ วามรุนแรง
ด้วยตนเอง

มาตรฐานที่ 9 ใชภ้ าษาสือ่ สารได้เหมาะสมกบั วัย

ตวั บ่งชี้ สภาพทพี่ งึ ประสงค์

9.1 สนทนาโตต้ อบ อายุ 3-4 ปี อายุ 4-5 ปี อายุ 5-6 ปี
และเลา่ เรือ่ งใหผ้ ู้อนื่
เข้าใจ 9.1.1 ฟังผู้อ่ืนพดู จนจบ 9.1.1 ฟงั ผ้อู ืน่ พดู จนจบ 9.1.1 ฟังผอู้ ่ืนพดู จนจบ
และพูดโต้ตอบเกี่ยวกับ และสนทนาโต้ตอบ และสนทนาโตต้ อบอยา่ ง
9.2 อ่าน เขยี นภาพ เรอื่ งทฟ่ี ัง สอดคล้องกบั เร่อื งทฟี่ ัง ต่อเน่อื ง เช่อื มโยงกบั เรื่องท่ฟี งั
และสัญลักษณไ์ ด้ 9.1.2 เล่าเป็นเร่อื งราว
9.1.2 เล่าเรอ่ื งด้วยประโยค 9.1.2 เล่าเรอ่ื งเปน็ ประโยค ต่อเนอื่ งได้
ส้นั ๆ อย่างต่อเนือ่ ง 9.2.1 อา่ นภาพ สัญลักษณ์
คำ� ด้วยการชีห้ รือกวาดตามอง
9.2.1 อา่ นภาพและ 9.2.1 อ่านภาพ สัญลกั ษณ์ จุดเริ่มต้นและจุดจบ
พดู ขอ้ ความดว้ ยภาษาของตน คำ� พรอ้ มทง้ั ชห้ี รอื กวาดตา ของข้อความ
มองขอ้ ความตามบรรทดั
9.2.2 เขยี นชื่อของตนเอง
9.2.2 เขยี นขีดเข่ีย 9.2.2 เขยี นคล้ายตวั อักษร ตามแบบ เขียนขอ้ ความ
อยา่ งมีทิศทาง ด้วยวิธีทีค่ ิดข้นึ เอง

13

มาตรฐานท่ี 10 มีความสามารถในการคิดทเ่ี ป็นพนื้ ฐานในการเรียนรู้

ตัวบง่ ชี้ อายุ 3-4 ปี สภาพที่พงึ ประสงค์ อายุ 5-6 ปี
อายุ 4-5 ปี
10.1 มีความสามารถ 10.1.1 บอกลกั ษณะ 10.1.1 บอกลักษณะ
ในการคิดรวบยอด ของส่ิงต่างๆ จากการสงั เกต 10.1.1 บอกลักษณะ สว่ นประกอบ การเปลย่ี นแปลง
โดยใช้ประสาทสัมผัส และสว่ นประกอบ หรอื ความสัมพันธ์
ของส่ิงตา่ งๆ จากการสงั เกต ของสิ่งตา่ งๆ จากการสังเกต
10.1.2 จบั คูห่ รอื โดยใชป้ ระสาทสัมผัส โดยใชป้ ระสาทสมั ผสั
เปรียบเทยี บส่งิ ตา่ งๆ โดยใช้
ลักษณะหรือหน้าที่การใช้งาน 10.1.2 จบั คู่ 10.1.2 จับคู่
เพยี งลกั ษณะเดยี ว และเปรยี บเทียบ และเปรยี บเทยี บ
ความแตกตา่ งหรอื ความเหมอื น ความแตกตา่ งและความเหมอื น
10.1.3 คดั แยกสงิ่ ตา่ งๆ ของสง่ิ ต่างๆ โดยใช้ลักษณะ ของสง่ิ ตา่ งๆ โดยใชล้ ักษณะ
ตามลกั ษณะหรอื หนา้ ที่ ที่สงั เกตพบเพยี งลักษณะเดียว ท่ีสงั เกตพบ 2 ลกั ษณะ
การใชง้ าน ขึ้นไป
10.1.4 เรียงล�ำ ดับสงิ่ ของ 10.1.3 จ�ำ แนกและจัดกลมุ่
หรือเหตุการณอ์ ย่างนอ้ ย สิ่งตา่ งๆ โดยใชอ้ ยา่ งน้อย 10.1.3 จำ�แนกและจัดกลมุ่
3 ลำ�ดบั 1 ลกั ษณะเป็นเกณฑ์ สงิ่ ต่างๆ โดยใชต้ ้ังแต่
10.1.4 เรียงล�ำ ดบั สิง่ ของ 2 ลกั ษณะข้นึ ไปเปน็ เกณฑ์
หรอื เหตุการณ์อยา่ งนอ้ ย 10.1.4 เรียงลำ�ดบั สิ่งของ
4 ลำ�ดบั และเหตกุ ารณอ์ ยา่ งน้อย
5 ล�ำ ดับ

10.2 มคี วามสามารถ 10.2.1 ระบผุ ลที่เกิดขน้ึ 10.2.1 ระบุสาเหตุ หรือผล 10.2.1 อธบิ ายเช่ือมโยง
ในการคิดเชงิ เหตผุ ล ในเหตกุ ารณห์ รือการกระท�ำ ทเี่ กิดขนึ้ ในเหตุการณ์ สาเหตุและผลที่เกิดข้ึน
เมื่อมีผู้ชแ้ี นะ หรอื การกระทำ�เมอื่ มผี ู้ชแ้ี นะ ในเหตุการณ์หรอื การกระท�ำ
10.2.2 คาดเดา หรือ 10.2.2 คาดเดา หรือ ดว้ ยตนเอง
คาดคะเนสงิ่ ที่อาจจะเกิดข้นึ คาดคะเนส่ิงทอี่ าจจะเกิดขึ้น 10.2.2 คาดคะเนสิง่ ทอ่ี าจ
หรอื มีส่วนรว่ มในการลง จะเกดิ ข้ึน และมีส่วนร่วม
ความเห็นจากขอ้ มูล ในการลงความเห็นจากขอ้ มูล
อยา่ งมเี หตุผล

10.3 มคี วามสามารถ 10.3.1 ตดั สินใจในเร่ือง 10.3.1 ตดั สินใจในเรือ่ ง 10.3.1 ตดั สนิ ใจในเร่ือง
ในการคดิ แก้ปญั หา ง่ายๆ งา่ ยๆ และเร่มิ เรยี นร้ผู ล งา่ ยๆ และยอมรบั ผล
และตัดสินใจ 10.3.2 แก้ปญั หา ท่ีเกดิ ขนึ้ ท่เี กิดข้ึน
โดยลองผดิ ลองถูก 10.3.2 ระบุปญั หาและ 10.3.2 ระบุปญั หา
แกป้ ัญหาโดยลองผดิ ลองถกู สร้างทางเลอื กและเลือกวิธี
แกป้ ญั หา

14

มาตรฐานท่ี 11 มจี นิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

ตวั บ่งชี้ อายุ 3-4 ปี สภาพทพี่ งึ ประสงค์ อายุ 5-6 ปี

11.1 ท�ำ งานศิลปะ 11.1.1 สรา้ งผลงานศิลปะ อายุ 4-5 ปี 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะ
ตามจินตนาการและ เพ่ือส่อื สารความคิด เพอื่ สอื่ สารความคดิ
ความคดิ สร้างสรรค์ ความรู้สึกของตนเอง 11.1.1 สร้างผลงานศิลปะ ความรู้สกึ ของตนเอง โดยมี
เพอื่ สอ่ื สารความคดิ การดดั แปลงแปลกใหม่
11.2 แสดงท่าทาง/ 11.2.1 เคลอ่ื นไหวท่าทาง ความรู้สกึ ของตนเอง จากเดมิ และมรี ายละเอียด
เคล่ือนไหว เพือ่ สอ่ื สารความคดิ โดยมีการดดั แปลง เพ่มิ ขึน้
ตามจินตนาการ ความรสู้ กึ ของตนเอง และแปลกใหมจ่ ากเดมิ 11.2.1 เคล่ือนไหวทา่ ทาง
อย่างสรา้ งสรรค์ หรือมรี ายละเอยี ดเพ่ิมข้นึ เพือ่ สื่อสารความคดิ
11.2.1 เคล่ือนไหวท่าทาง ความรสู้ ึกของตนเอง
เพอื่ สอ่ื สารความคิด อยา่ งหลากหลาย
ความรสู้ ึกของตนเอง และแปลกใหม่
อย่างหลากหลาย
หรือแปลกใหม่

มาตรฐานท่ี 12 มเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ การเรยี นรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรูไ้ ดเ้ หมาะสมกับวยั

ตวั บง่ ช้ี อายุ 3-4 ปี สภาพท่พี งึ ประสงค์ อายุ 5-6 ปี

12.1 มีเจตคติทดี่ ี 12.1.1 สนใจฟังหรอื อ่าน อายุ 4-5 ปี 12.1.1 สนใจหยบิ หนังสอื
ต่อการเรยี นรู้ หนังสือดว้ ยตนเอง มาอา่ นและเขียนสื่อความคดิ
12.1.1 สนใจซกั ถาม ดว้ ยตนเองเป็นประจำ�
12.2 มคี วามสามารถ เกีย่ วกบั สญั ลกั ษณ์ อย่างตอ่ เนอ่ื ง
ในการแสวงหา หรอื ตวั หนังสือทพี่ บเหน็ 12.1.2 กระตอื รือรน้
ความรู้ ในการเข้ารว่ มกิจกรรม
12.1.2 กระตือรือรน้ 12.1.2 กระตอื รอื รน้ ต้งั แตต่ ้นจนจบ
ในการเข้าร่วมกิจกรรม ในการเข้ารว่ มกจิ กรรม
12.2.1 คน้ หาคำ�ตอบ
12.2.1 ค้นหาค�ำ ตอบ 12.2.1 คน้ หาคำ�ตอบ ของข้อสงสยั ตา่ งๆ
ของข้อสงสยั ต่างๆ ของข้อสงสัยต่างๆ โดยใช้วธิ กี ารทีห่ ลากหลาย
ตามวิธกี ารเมอื่ มีผูช้ ี้แนะ ตามวิธกี ารของตนเอง ด้วยตนเอง

12.2.2 ใชป้ ระโยคคำ�ถามว่า 12.2.2 ใช้ประโยคคำ�ถามว่า 12.2.2 ใช้ประโยคค�ำ ถามว่า
“ใคร” “อะไร” “ที่ไหน” “ทำ�ไม” “เมือ่ ไร” “อยา่ งไร”
ในการค้นหาคำ�ตอบ ในการคน้ หาคำ�ตอบ ในการคน้ หาค�ำ ตอบ

15

การจดั เวลาเรียน

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี กำ�หนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์
ให้กับเด็ก 1-3 ปีการศึกษา โดยประมาณ ทั้งนี้ ข้ึนอยู่กับอายุของเด็กท่ีเริ่มเข้าสถานศึกษาหรือสถานพัฒนา
เด็กปฐมวยั เวลาเรียนส�ำ หรับเด็กจะขน้ึ อยกู่ บั สถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง โดยมีเวลาเรียนไมน่ อ้ ยกว่า 180 วัน ตอ่ 1 ปี
การศึกษา ในแต่ละวันจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ช่ัวโมง โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษา
และสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั

สาระการเรยี นรู้

สาระการเรียนรู้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กเพ่ือส่งเสริมพัฒนาการเด็ก
ทุกด้านให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรท่ีกำ�หนด สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย ประสบการณ์สำ�คัญ
และสาระที่ควรเรยี นรู้ ดังนี้
1. ประสบการณส์ ำ�คัญ
ประสบการณ์สำ�คัญเป็นแนวทางสำ�หรับผู้สอนนำ�ไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์
ใหเ้ ด็กเรียนรู้ ลงมอื ปฏิบตั ิ และไดร้ บั การส่งเสรมิ พฒั นาการครอบคลมุ ทุกด้าน ดงั น้ี
1.1 ประสบการณ์สำ�คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส
พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเน้ือเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเน้ือและระบบประสาท
ในการทำ�กจิ วัตรประจ�ำ วนั หรือท�ำ กจิ กรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสขุ อนามยั สขุ นิสยั
และการรักษาความปลอดภัย ดงั น้ี

ดา้ นรา่ งกาย ประสบการณ์ส�ำ คญั

1.1.1 การใชก้ ลา้ มเน้ือใหญ่ (1) การเคลื่อนไหวอยูก่ ับท่ี
(2) การเคลอื่ นไหวเคลื่อนที่
1.1.2 การใช้กลา้ มเนื้อเล็ก (3) การเคล่อื นไหวพร้อมวัสดอุ ปุ กรณ์
(4) การเคลอื่ นไหวทใ่ี ชก้ ารประสานสมั พนั ธข์ องการใชก้ ลา้ มเนอ้ื ใหญใ่ นการขวา้ ง การจบั
1.1.3 การรกั ษาสุขภาพ การโยน การเตะ
อนามัยส่วนตน (5) การเลน่ เครอ่ื งเล่นสนามอยา่ งอสิ ระ
1.1.4 การรกั ษาความปลอดภยั (1) การเล่นเครื่องเลน่ สัมผัสและการสร้างสงิ่ ต่างๆ จากแทง่ ไม้ บล็อก
(2) การเขียนภาพและการเล่นกับสี
1.1.5 การตระหนกั ร้เู กีย่ วกบั (3) การปนั้
ร่างกายตนเอง (4) การประดิษฐ์ส่งิ ตา่ งๆ ด้วยเศษวัสดุ
(5) การหยิบจับ การใชก้ รรไกร การฉกี การตดั การปะ และการร้อยวสั ดุ
(1) การปฏบิ ตั ิตนตามสขุ อนามัย สขุ นิสัยที่ดใี นกิจวัตรประจำ�วนั

(1) การปฏบิ ัตติ นใหป้ ลอดภยั ในกิจวัตรประจ�ำ วัน
(2) การฟงั นทิ าน เร่อื งราว เหตกุ ารณเ์ กีย่ วกับการป้องกันและรกั ษาความปลอดภัย
(3) การเลน่ เครื่องเลน่ อยา่ งปลอดภยั
(4) การเลน่ บทบาทสมมุตเิ หตกุ ารณ์ตา่ งๆ
(1) การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทศิ ทาง ระดบั และพน้ื ที่
(2) การเคลื่อนไหวข้ามสง่ิ กีดขวาง

16

1.2 ประสบการณ์สำ�คัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็ก
ได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็น
อตั ลกั ษณ์ ความเปน็ ตัวของตัวเอง มคี วามสุข ร่าเริงแจม่ ใส การเหน็ อกเห็นใจผอู้ ืน่ ไดพ้ ฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
สนุ ทรียภาพ ความรูส้ กึ ที่ดตี ่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัตกิ ิจกรรมตา่ งๆ ดงั น้ี

ด้านอารมณ์ จิตใจ ประสบการณ์สำ�คัญ

1.2.1 สนุ ทรยี ภาพ ดนตรี (1) การฟงั เพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกิริยาโตต้ อบเสยี งดนตรี
(2) การเล่นเคร่ืองดนตรีประกอบจงั หวะ
1.2.2 การเลน่ (3) การเคลือ่ นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
(4) การเลน่ บทบาทสมมตุ ิ
1.2.3 คุณธรรม จริยธรรม (5) การทำ�กจิ กรรมศลิ ปะต่างๆ
(6) การสร้างสรรคส์ ิ่งสวยงาม
1.2.4 การแสดงออก (1) การเล่นอสิ ระ
ทางอารมณ์ (2) การเล่นรายบุคคล กลุม่ ยอ่ ย และกล่มุ ใหญ่
(3) การเลน่ ตามมมุ ประสบการณ์/มมุ เล่นตา่ งๆ
1.2.5 การมอี ตั ลกั ษณ์ (4) การเลน่ นอกห้องเรยี น
เฉพาะตนและเช่ือวา่ (1) การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ศาสนาทน่ี บั ถือ
ตนเองมคี วามสามารถ (2) การฟังนทิ านเก่ียวกบั คณุ ธรรม จริยธรรม
1.2.6 การเห็นอกเห็นใจผอู้ ื่น (3) การรว่ มสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงจรยิ ธรรม
(1) การพูดสะท้อนความรสู้ ึกของตนเองและผอู้ น่ื
(2) การเลน่ บทบาทสมมุติ
(3) การเคลือ่ นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
(4) การรอ้ งเพลง
(5) การทำ�งานศิลปะ
(1) การปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ งๆ ตามความสามารถของตนเอง

(1) การแสดงความยนิ ดีเมอื่ ผูอ้ ื่นมคี วามสขุ เหน็ ใจเมื่อผ้อู ่ืนเศร้าหรอื เสียใจ
และการชว่ ยเหลือปลอบโยนเมอ่ื ผู้อ่ืนได้รบั บาดเจบ็

17

1.3 ประสบการณ์สำ�คัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส
ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและส่ิงแวดล้อมต่างๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น
การเลน่ การท�ำ งานกบั ผอู้ ่นื ฯลฯ การปฏิบัตกิ จิ วัตรประจำ�วนั การแก้ปญั หาข้อขดั แยง้ ต่างๆ ดงั นี้

ดา้ นสงั คม ประสบการณ์สำ�คญั

1.3.1 การปฏบิ ตั ิกจิ วตั ร (1) การชว่ ยเหลอื ตนเองในกิจวตั รประจำ�วัน
ประจ�ำ วัน (2) การปฏิบตั ติ นตามแนวทางหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

1.3.2 การดูแลรกั ษาธรรมชาติ (1) การมีส่วนร่วมรับผดิ ชอบดูแลรักษาส่ิงแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน
และส่งิ แวดลอ้ ม (2) การใชว้ ัสดุและส่ิงของเครือ่ งใช้อย่างคุ้มคา่
(3) การท�ำ งานศิลปะที่น�ำ วสั ดุหรือสงิ่ ของเครื่องใชท้ ่ใี ช้แลว้ มาใช้ซ้ำ�หรือแปรรูป
แล้วนำ�กลบั มาใช้ใหม่
(4) การเพาะปลกู และดูแลตน้ ไม้
(5) การเลยี้ งสัตว์
(6) การสนทนาข่าวและเหตกุ ารณท์ เ่ี ก่ยี วกับธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมในชวี ติ ประจ�ำ วนั

1.3.3 การปฏบิ ตั ิ (1) การเลน่ บทบาทสมมุตกิ ารปฏิบตั ิตนในความเปน็ คนไทย
ตามวัฒนธรรมท้องถิน่ (2) การปฏิบตั ติ นตามวัฒนธรรมท้องถ่ินทอ่ี าศยั และประเพณไี ทย
และความเป็นไทย (3) การประกอบอาหารไทย
(4) การศึกษานอกสถานที่
(5) การละเล่นพน้ื บ้านของไทย

1.3.4 การมีปฏสิ ัมพนั ธ์ มีวินัย (1) การร่วมก�ำ หนดขอ้ ตกลงของห้องเรียน
มสี ่วนรว่ ม และบทบาท (2) การปฏิบตั ิตนเป็นสมาชกิ ทด่ี ขี องหอ้ งเรียน
สมาชกิ ของสังคม (3) การใหค้ วามร่วมมอื ในการปฏิบัตกิ จิ กรรมต่างๆ
(4) การดแู ลหอ้ งเรยี นร่วมกัน
(5) การร่วมกจิ กรรมวนั ส�ำ คญั

1.3.5 การเล่นและทำ�งาน (1) การรว่ มสนทนาและแลกเปลย่ี นความคิดเห็น
แบบร่วมมือรว่ มใจ (2) การเล่นและทำ�งานร่วมกบั ผู้อ่ืน
(3) การท�ำ ศลิ ปะแบบร่วมมอื
1.3.6 การแกป้ ญั หา (1) การมีสว่ นรว่ มในการเลือกวธิ กี ารแก้ปญั หา
ความขดั แยง้ (2) การมสี ว่ นร่วมในการแก้ปญั หาความขัดแย้ง
1.3.7 การยอมรบั ในความเหมอื น
และความแตกต่าง (1) การเลน่ หรือท�ำ กิจกรรมรว่ มกับกลุ่มเพ่อื น
ระหว่างบุคคล

18

1.4 ประสบการณ์สำ�คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้
และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคล และสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้
ที่หลากหลายเพ่ือเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิด
เชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเก่ียวกับส่ิงต่างๆ รอบตัว และมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ท่ีเป็นพ้ืนฐาน
ของการเรยี นรู้ตอ่ ไป ดังนี้

ด้านสติปญั ญา ประสบการณ์ส�ำ คัญ

1.4.1 การใชภ้ าษา (1) การฟังเสียงต่างๆ ในสงิ่ แวดล้อม
(2) การฟังและปฏิบตั ิตามคำ�แนะน�ำ
(3) การฟงั เพลง นิทาน คำ�คล้องจอง บทร้อยกรอง หรือเรื่องราวต่างๆ
(4) การพูดแสดงความคิด ความรู้สึก และความต้องการ
(5) การพูดกับผู้อ่ืนเกยี่ วกับประสบการณข์ องตนเองหรอื พดู เลา่ เร่ืองราวเกยี่ วกบั ตนเอง
(6) การพดู อธบิ ายเก่ยี วกบั สงิ่ ของ เหตกุ ารณ์ และความสัมพันธข์ องสงิ่ ต่างๆ
(7) การพดู อย่างสร้างสรรคใ์ นการเลน่ และการกระท�ำ ตา่ งๆ
(8) การรอจงั หวะทีเ่ หมาะสมในการพูด
(9) การพูดเรียงลำ�ดบั ค�ำ เพ่อื ใช้ในการสื่อสาร
(10) การอ่านหนงั สือภาพ นิทานหลากหลายประเภท/รูปแบบ
(11) การอ่านอยา่ งอสิ ระตามลำ�พัง การอา่ นร่วมกนั การอ่านโดยมผี ู้ชีแ้ นะ
(12) การเหน็ แบบอยา่ งของการอา่ นทถ่ี ูกตอ้ ง
(13) การสงั เกตทิศทางการอ่านตัวอักษร คำ� และข้อความ
(14) การอ่านและช้ีข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทดั จากซ้ายไปขวา จากบนลงลา่ ง
(15) การสังเกตตัวอกั ษรในช่อื ของตนหรอื คำ�คนุ้ เคย
(16) การสงั เกตตัวอกั ษรท่ีประกอบเปน็ คำ�ผ่านการอา่ นหรือเขยี นของผูใ้ หญ่
(17) การคาดเดาค�ำ วลี หรอื ประโยคทมี่ โี ครงสรา้ งซ�ำ้ ๆ กนั จากนทิ าน เพลง ค�ำ คลอ้ งจอง
(18) การเล่นเกมทางภาษา
(19) การเหน็ แบบอยา่ งของการเขียนทถี่ ูกต้อง
(20) การเขยี นรว่ มกันตามโอกาสและการเขยี นอิสระ
(21) การเขยี นค�ำ ทมี่ คี วามหมายกบั ตวั เดก็ /ค�ำ คนุ้ เคย
(22) การคดิ สะกดคำ�และเขียนเพอื่ สื่อความหมายด้วยตนเองอยา่ งอิสระ

1.4.2 การคิดรวบยอด (1) การสังเกตลักษณะ สว่ นประกอบ การเปลย่ี นแปลง และความสมั พันธข์ องสิ่งต่างๆ
การคิดเชงิ เหตผุ ล โดยใช้ประสาทสมั ผัสอยา่ งเหมาะสม
การตดั สนิ ใจและแกป้ ญั หา (2) การสงั เกตสิง่ ต่างๆ และสถานทีจ่ ากมุมมองทต่ี า่ งกัน
(3) การบอกและแสดงตำ�แหนง่ ทศิ ทาง และระยะทางของสง่ิ ต่างๆ ด้วยการกระทำ�
ภาพวาด ภาพถา่ ย และรูปภาพ
(4) การเล่นกบั สอื่ ต่างๆ ท่เี ปน็ ทรงกลม ทรงสเี่ หล่ียมมมุ ฉาก ทรงกระบอก ทรงกรวย
(5) การคดั แยก การจัดกลุม่ และการจ�ำ แนกสิ่งต่างๆ ตามลักษณะและรปู ร่าง รูปทรง
(6) การตอ่ ของชิน้ เล็กเติมในชนิ้ ใหญใ่ หส้ มบูรณ์และการแยกชิน้ ส่วน
(7) การทำ�ซ�้ำ การตอ่ เติม และการสรา้ งแบบรปู
(8) การนับและแสดงจ�ำ นวนของส่งิ ตา่ งๆ ในชวี ติ ประจ�ำ วัน
(9) การเปรียบเทียบและเรียงล�ำ ดบั จ�ำ นวนของสิ่งต่างๆ

19

ด้านสติปญั ญา ประสบการณส์ �ำ คัญ

(10) การรวมและการแยกส่งิ ต่างๆ
(11) การบอกและแสดงอันดบั ท่ขี องสิ่งตา่ งๆ
(12) การชงั่ ตวง วัดส่งิ ต่างๆ โดยใชเ้ คร่อื งมือและหน่วยทไี่ ม่ใช่หน่วยมาตรฐาน
(13) การจบั คู่ การเปรียบเทยี บ และการเรยี งล�ำ ดบั สง่ิ ต่างๆ ตามลกั ษณะ
ความยาว/ความสงู น�ำ้ หนัก ปรมิ าตร
(14) การบอกและเรยี งลำ�ดับกิจกรรมหรือเหตกุ ารณต์ ามชว่ งเวลา
(15) การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตรก์ ับเหตกุ ารณใ์ นชวี ิตประจ�ำ วนั
(16) การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลทเ่ี กิดข้ึนในเหตกุ ารณ์หรือการกระทำ�
(17) การคาดเดาหรือการคาดคะเนสิง่ ทีอ่ าจจะเกดิ ขนึ้ อย่างมีเหตุผล
(18) การมีส่วนรว่ มในการลงความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมเี หตุผล
(19) การตดั สินใจและมสี ว่ นรว่ มในกระบวนการแก้ปัญหา

1.4.3 จนิ ตนาการและความคดิ (1) การรับรูแ้ ละแสดงความคดิ ความรสู้ ึกผ่านสอื่ วัสดุ ของเล่น และช้ินงาน
สรา้ งสรรค์ (2) การแสดงความคดิ สรา้ งสรรคผ์ ่านภาษา ทา่ ทาง การเคลื่อนไหว และศลิ ปะ

(3) การสร้างสรรค์ชนิ้ งานโดยใชร้ ูปรา่ ง รูปทรงจากวัสดทุ ่ีหลากหลาย

1.4.4 เจตคตทิ ่ดี ีตอ่ การเรยี นร ู้ (1) การส�ำ รวจสิ่งตา่ งๆ และแหลง่ เรยี นรูร้ อบตัว
และการแสวงหาความรู้ (2) การตั้งค�ำ ถามในเรื่องท่ีสนใจ

(3) การสบื เสาะหาความรเู้ พ่ือค้นหาค�ำ ตอบของขอ้ สงสยั ต่างๆ
(4) การมีส่วนรว่ มในการรวบรวมขอ้ มลู และน�ำ เสนอขอ้ มลู จากการสบื เสาะหาความรู้
ในรูปแบบตา่ งๆ และแผนภมู ิอยา่ งงา่ ย

สาระทค่ี วรเรียนรู้

สาระท่ีควรเรียนรู้เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กท่ีนำ�มาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดแนวคิด
หลังจากนำ�สาระที่ควรเรียนรู้นั้นๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพ่ือให้บรรลุจุดหมายที่กำ�หนดไว้ ท้ังน้ี ไม่เน้น
การท่องจำ�เนื้อหา ผู้สอนสามารถกำ�หนดรายละเอียดข้ึนเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความสนใจ
ของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำ�คัญ ท้ังนี้ อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้ โดยคำ�นึงถึงประสบการณ์
และสิ่งแวดล้อมในชีวติ จริงของเด็ก ดงั น้ี
1. เรื่องราวเกี่ยวกับตวั เด็ก เด็กควรเรียนรเู้ กยี่ วกบั ชื่อ นามสกลุ รูปร่างหนา้ ตา อวยั วะตา่ งๆ วธิ รี ะวัง
รักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยท่ีดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การรักษาความปลอดภัย
ของตนเอง รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเองและ
ครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อ่ืน
การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน การกำ�กับตนเอง การเล่นและทำ�ส่ิงต่างๆ
ด้วยตนเองตามลำ�พังหรือกับผู้อ่ืน การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้
อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อ่ืน การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดง
มารยาททีด่ ี การมีคุณธรรม จรยิ ธรรม

20

2. เร่ืองราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับครอบครัว สถานศึกษา
ชุมชน และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำ�วัน สถานที่สำ�คัญ
วนั สำ�คัญ อาชพี ของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชมุ ชน สญั ลกั ษณส์ ำ�คัญของชาตไิ ทย และการปฏิบัติ
ตามวัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ และความเป็นไทยหรอื แหล่งเรยี นรู้จากภมู ปิ ญั ญาท้องถ่นิ อน่ื ๆ
3. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับช่ือ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง
และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเก่ียวกับดิน น้ำ� ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ
แรงและพลังงานในชีวติ ประจำ�วนั ทแ่ี วดลอ้ มเด็ก รวมท้งั การอนุรกั ษส์ ง่ิ แวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ
4. สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพ่ือสื่อความหมายในชีวิตประจำ�วัน
ความรูพ้ ้นื ฐานเก่ยี วกบั การใชห้ นังสอื และตัวหนังสือ ร้จู ักชื่อ ลักษณะ สี ผวิ สมั ผสั ขนาด รูปร่าง รปู ทรง ปรมิ าตร
น้ำ�หนัก จำ�นวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของส่ิงต่างๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์
การใช้งาน และการเลือกใช้ส่ิงของเคร่ืองใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการส่ือสารต่างๆ ที่ใช้อยู่
ในชวี ิตประจ�ำ วนั อยา่ งประหยัด ปลอดภยั และรกั ษาสิ่งแวดลอ้ ม

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ส�ำ หรบั เด็กปฐมวัย
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560

การจัดกจิ กรรมประจำ�วัน

กจิ กรรมส�ำ หรบั เด็กอายุ 3 - 6 ปี สามารถนำ�มาจดั เป็นกิจกรรมประจ�ำ วนั ไดห้ ลายรปู แบบ เป็นการชว่ ยให้
ผสู้ อนหรอื ผจู้ ดั ประสบการณท์ ราบวา่ แตล่ ะวนั จะท�ำ กจิ กรรมอะไร เมอ่ื ใด และอยา่ งไร ทงั้ น้ี การจดั กจิ กรรมประจ�ำ วนั
สามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำ�ไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน
ท่ีสำ�คัญ ผู้สอนต้องคำ�นึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน การจัดกิจกรรมประจำ�วันมีหลักการ
จดั กจิ กรรมประจ�ำ วันและขอบขา่ ยของกิจกรรมประจ�ำ วนั ดังนี้
1. หลกั การจดั กิจกรรมประจ�ำ วัน
1.1 กำ�หนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน
แต่ยดื หยุ่นไดต้ ามความตอ้ งการและความสนใจของเด็ก เช่น
วยั 3-4 ปี มีความสนใจประมาณ 8-12 นาที
วยั 4-5 ปี มคี วามสนใจประมาณ 12-15 นาท ี
วยั 5-6 ปี มคี วามสนใจประมาณ 15-20 นาที
1.2 กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดท้ังในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเน่ืองนานเกินกว่า
20 นาที
1.3 กจิ กรรมทเ่ี ดก็ มอี สิ ระเลอื กเลน่ เสรเี พอื่ ชว่ ยใหเ้ ดก็ รจู้ กั เลอื กตดั สนิ ใจ คดิ แกป้ ญั หา คดิ สรา้ งสรรค์
เชน่ การเล่นตามมมุ การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใชเ้ วลาประมาณ 40-60 นาที
1.4 กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมท่ีใช้กล้ามเน้ือใหญ่
และกล้ามเน้ือเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ กิจกรรมท่ีเด็กเป็นผู้ริเริ่มและผู้สอน
หรอื ผจู้ ัดประสบการณ์เป็นผู้รเิ ริ่ม และกิจกรรมที่ใชก้ ำ�ลงั และไม่ใชก้ ำ�ลงั จัดให้ครบทกุ ประเภท ทัง้ นี้ กจิ กรรมที่ตอ้ ง
ออกกำ�ลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไมต่ ้องออกกำ�ลงั มากนกั เพ่ือเด็กจะได้ไม่เหน่ือยเกนิ ไป

21

2. ขอบขา่ ยของกิจกรรมประจำ�วนั
การเลือกกิจกรรมที่จะนำ�มาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ท้ังน้ี ขึ้นอยู่กับ
ความเหมาะสมในการนำ�ไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ท่ีสำ�คัญ ผู้สอนต้องคำ�นึงถึงการจัดกิจกรรม
ให้ครอบคลมุ พัฒนาการทกุ ด้าน ดงั ต่อไปน้ี
2.1 การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว การยืดหยุ่น
ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็ก
ได้เล่นอสิ ระกลางแจง้ เล่นเครื่องเล่นสนาม ปนี ปา่ ยเลน่ อิสระ เคลอื่ นไหวร่างกายตามจงั หวะดนตรี
2.2 การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ-
น้ิวมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเคร่ืองเล่นสัมผัส
เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้วัสดุอุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน
กรรไกร พูก่ นั ดนิ เหนียว
2.3 การพฒั นาอารมณ์ จติ ใจ และปลกู ฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เปน็ การปลกู ฝงั ใหเ้ ดก็ มคี วามรสู้ กึ
ท่ีดีต่อตนเองและผูอ้ ่นื มีความเชอ่ื ม่ัน กล้าแสดงออก มวี นิ ยั รบั ผดิ ชอบ ซื่อสตั ย์ ประหยดั เมตตา กรุณา เออื้ เฟื้อ
แบ่งปัน มีมารยาท และปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาท่ีนับถือ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเล่น
ให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ ได้ฝึกปฏิบัติ โดยสอดแทรกคุณธรรม
จรยิ ธรรม อยา่ งต่อเนื่อง
2.4 การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยท่ีดี แสดงออกอย่างเหมาะสม
และอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทำ�กิจวัตรประจำ�วัน มีนิสัยรักการทำ�งาน รักษา
ความปลอดภยั ของตนเองและผอู้ น่ื รวมทงั้ ระมดั ระวังอนั ตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กไดป้ ฏิบตั กิ ิจวัตรประจำ�วนั
อยา่ งสม�่ำ เสมอ รบั ประทานอาหาร พกั ผอ่ นนอนหลบั ขบั ถา่ ย ท�ำ ความสะอาดรา่ งกาย เลน่ และท�ำ งานรว่ มกบั ผอู้ น่ื
ปฏบิ ตั ิตามกฎกติกา ขอ้ ตกลงของส่วนรวม เกบ็ ของเข้าที่เมอ่ื เล่นหรอื ท�ำ งานเสรจ็
2.5 การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา คิดรวบยอด
และคดิ เชิงเหตผุ ลทางคณิตศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์ โดยจดั กิจกรรมใหเ้ ด็กไดส้ ังเกต จ�ำ แนก เปรยี บเทยี บ สบื เสาะ
หาความรู้ สนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่นเกม
การศึกษา ฝึกแก้ปัญหาในชีวิตประจำ�วัน ฝึกออกแบบและสร้างชิ้นงาน และทำ�กิจกรรมทั้งเป็นรายบุคคล
กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่
2.6 การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาส่ือสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความรู้
ความเข้าใจในส่ิงต่างๆ ท่ีเด็กมีประสบการณ์ โดยสามารถต้ังคำ�ถามในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษา
ให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน
เขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างท่ีดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำ�นึงถึงหลักการ
จัดกิจกรรมทางภาษาทเี่ หมาะสมกบั เด็กเป็นสำ�คัญ
2.7 การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐ์ส่ิงต่างๆ อย่างอิสระ เล่นบทบาทสมมุติ เล่นนำ้�
เลน่ ทราย เลน่ บล็อก และเล่นกอ่ สรา้ ง
จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงสรุปได้ว่า หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 มีแนวทางในการจัด
ประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยในรูปแบบของการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ และการส่งเสริมพัฒนาการแบบองค์รวม
ทงั้ ดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญั ญา โดยไดก้ �ำ หนดการจดั กจิ กรรมประจ�ำ วนั ส�ำ หรบั เดก็ ปฐมวยั ไวด้ งั น้ี
22

1. กจิ กรรมเคล่ือนไหวและจังหวะ

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระ
ตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง คำ�คล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ และอุปกรณ์อื่น ๆ มาประกอบการเคล่ือนไหว
ซงึ่ จงั หวะและดนตรที ใ่ี ชป้ ระกอบ ไดแ้ ก่ เสยี งตบมอื เสยี งเพลง เสยี งเคาะไม้ เคาะเหลก็ กรงุ๋ กรงิ๋ ร�ำ มะนา กลอง กรบั
ฯลฯ มาประกอบการเคลอื่ นไหวเพอื่ สง่ เสริมใหเ้ ด็กเกิดจินตนาการ ความคดิ สร้างสรรค์ เดก็ วยั นี้ รา่ งกายก�ำ ลังอยู่
ในระหวา่ งพฒั นาการใชส้ ่วนต่างๆ ของรา่ งกาย ยังไมป่ ระสานสัมพนั ธก์ นั อยา่ งสมบรู ณ์
จดุ ประสงค์
1. เพอ่ื พฒั นาอวัยวะทกุ ส่วนให้มคี วามสัมพนั ธก์ นั อยา่ งดีในการเคลื่อนไหว
2. เพื่อฝกึ ทักษะภาษา ฝกึ ฟงั คำ�สั่งและข้อตกลง
3. เพือ่ ใหเ้ กิดความซาบซึ้งและสนุ ทรยี ภาพในการเคล่ือนไหว
4. เพ่อื พฒั นาดา้ นสังคม การปรบั ตวั และความร่วมมอื ในกลุ่ม
5. เพื่อให้โอกาสเดก็ ไดแ้ สดงออกและความคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์
6. เพื่อใหเ้ กิดความสนุกสนาน ผอ่ นคลายความตงึ เครยี ด
7. เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ สนกุ สนาน รื่นเรงิ จากการเคลอ่ื นไหวและจังหวะแบบตา่ งๆ
ขอบขา่ ย/เน้อื หา/กจิ กรรม
1. กิจกรรมการเคลอื่ นไหวพน้ื ฐานเป็นกิจกรรมที่ต้องฝกึ ทุกครัง้ กอ่ นที่จะเริ่มฝึกกิจกรรมอ่นื ๆ ต่อไป
ลักษณะการจัดกิจกรรมมีจุดเน้นในเร่ืองจังหวะและการเคลื่อนไหวหรือท่าทางอย่างอิสระ การเคล่ือนไหว
ตามธรรมชาตขิ องเดก็ มี 2 ประเภท คอื การเคลือ่ นไหวอยกู่ ับที่ เชน่ ตบมือ ผงกศรี ษะ ขยบิ ตา ชนั เขา่ เคาะเทา้
เคลอื่ นไหวมอื และแขน มอื และนวิ้ มอื เทา้ และปลายเทา้ การเคลอื่ นไหวเคลอื่ นที่ เชน่ คลาน คบื เดนิ วง่ิ กระโดด
ควบมา้ กา้ วกระโดด เขยง่ กา้ วชิด โดยกิจกรรมการเคล่ือนไหวพ้นื ฐานอาจดำ�เนินการ ดงั นี้
1.1 ใหเ้ ดก็ ทราบถงึ ขอ้ ตกลงรว่ มกนั ในการก�ำ หนดสญั ญาณและจงั หวะ โดยผสู้ อนตอ้ งท�ำ ความเขา้ ใจ
กับเด็กก่อนว่า สญั ญาณนน้ั หมายถึงอะไร เช่น
(1) ให้จังหวะ 1 ครั้ง สม�ำ่ เสมอ แสดงว่า ให้เดก็ เดินหรอื เคล่ือนไหวไปเรื่อย ๆ ตามจงั หวะ
(2) ให้จงั หวะ 2 ครั้ง ตดิ กัน แสดงวา่ ให้เด็กหยดุ การเคลื่อนไหว โดยเดก็ จะต้องหยุดน่ิงจรงิ ๆ
หากก�ำ ลงั อยใู่ นท่าใดก็ตอ้ งหยดุ นงิ่ ในทา่ น้นั จะเคล่ือนไหวหรือเปล่ียนทา่ ไมไ่ ด้
(3) ให้จังหวะรัว แสดงว่า ให้เด็กเคล่ือนไหวอย่างเร็วหรือเคลื่อนท่ีเร็วขึ้น เช่น การฝึกการเป็น
ผนู้ �ำ หรอื ผู้ตามจะหมายถงึ การเปลี่ยนต�ำ แหน่ง
1.2 ให้เด็กเคลื่อนไหวอย่างอิสระตามความคิดหรือจินตนาการของตนเอง โดยใช้ส่วนต่างๆ
ของร่างกายให้มากที่สุดและขณะเดียวกันต้องคำ�นึงถึงองค์ประกอบพื้นฐานในการเคลื่อนไหวซึ่งได้แก่ การใช้
รา่ งกายตนเอง การใชพ้ ้นื ท่ีบรเิ วณ การเคลื่อนไหวอย่างมีอสิ ระ มีระดับและทิศทาง
2. กจิ กรรมการเคลอื่ นไหวทส่ี มั พนั ธก์ บั เนอื้ หาเปน็ กจิ กรรมทจี่ ดั ใหเ้ ดก็ ไดเ้ คลอื่ นไหวรา่ งกาย โดยเนน้
การทบทวนเร่ืองท่ไี ดร้ บั รจู้ ากกิจกรรมอน่ื และนำ�มาสมั พันธก์ ับสาระการเรยี นร้หู รือเรื่องอนื่ ๆ ทเี่ ด็กสนใจ ได้แก่
2.1 การเคลอื่ นไหวเลียนแบบเปน็ การเคล่ือนไหวเลียนแบบสงิ่ ต่างๆ รอบตัว เชน่ การเลียนแบบ
ทา่ ทางสตั ว์ การเลยี นแบบทา่ ทางคน การเลยี นแบบเครอ่ื งยนตก์ ลไกและเครอ่ื งเลน่ และการเลยี นแบบปรากฏการณ์
ธรรมชาติ
2.2 การเคล่ือนไหวตามบทเพลงเป็นการเคล่ือนไหวหรือทำ�ท่าทางประกอบเพลง เช่น เพลงไก่
เพลงข้ามถนน เพลงสวสั ดี

23

2.3 การทำ�ท่าทางกายบริหารประกอบเพลงหรือคำ�คล้องจองเป็นการทำ�ท่าทางการบริหาร
กายบริหารตามจงั หวะและท�ำ นองเพลงหรอื ค�ำ คลอ้ งจอง เช่น เพลงก�ำ มือแบมอื เพลงออกก�ำ ลังกายรบั แสงตะวนั
ยา่ ไม้ทรงลกู เต๋า คำ�คลอ้ งจอเคงรือ่ฝงนเขตยา่กไมพท้ รรำ�งสพารมเ�ำ ห ลยี่ ม
เคร่อื งเขย่าไม้รปู ไข่ เคร่ืองเขยา่ รปู กลองคองโก้

นาดใหญ่) 2.4(ข นากดใาหรญเ)่คลอ่ื นไหวเชงิ สรา้ ง(สขนรารดคเล์เก็ ป) น็ การเคลอื่ นไหวทใี่ หเ้ ดก็ คดิ สรา้ งสรรคท์ า่ ทางขน้ึ เองหรอื อาจ
ชน้ี ำ�ดว้ ยการปอ้ นค�ำ ถาม เคลือ่ นไหว โดยใช้อปุ กรณ์ประกอบ เช่น ห่วงหวาย แถบผา้ รบิ บ้ิน ถุงทราย
2.5 การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามคำ�บรรยายหรือเรื่องราวเป็นการเคล่ือนไหว
หรือแสดงทา่ ทางตามจนิ ตนาการจากเรอ่ื งราวหรือค�ำ บรรยายทผี่ ู้สอนเลา่
2.6 การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามคำ�สั่งเป็นการเคล่ือนไหวหรือทำ�ท่าทางตามคำ�ส่ัง
ของครู เชน่ การจดั กลุม่ ตามจ�ำ นวน การทำ�ท่าทางตามคำ�ส่งั
2.7 การเคล่ือนไหวหรือการแสดงท่าทางตามข้อตกลงเป็นการเคล่ือนไหวหรือทำ�ท่าทาง
ตามข้อตกลงท่ไี ดต้ กลงไวก้ ่อนเริม่ กจิ กรรม
2.8 การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางเป็นผู้นำ� ผู้ตามเป็นการเคล่ือนไหวหรือทำ�ทจ่าิงทเกิลาสงตกิ
ขขียยว่า-แเลหะลเคอื รง่อื งขดู จากควา มคิดเสคจรราอ่ื ้ากงงเรขสยูปรา่ แรหควบาข์บยอก4งานเริว้ดเ็กคเลอื่องนแไลหว้วใขห้าเ้งพตเอ่ืค้นรนือ่ ปลงเักขฏยษิบา่ หณัตวติาะยาก8มานกริ้วเจิ คกลร่ือรนมไ หวของเด็กเคอราื่องจเมขยีล่าหักวษายณคู่ะต่างๆ เช่น ช้า เจรงิ ็วเกลิ สตกิ
นุ่มนวล ทำ�ท่าทางขึงขัง ร่าเริง มีความสุข หรือเศร้าโศกเสียใจ และมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน เช่น
การเคลื่อนไหวไปข้างหน้าและข้างหลัง ไปข้างซ้ายและข้างขวา เคลื่อนตัวข้ึนและลง หรือเคลื่อนไหวรอบทิศทาง
โดยให้มรี ะดับของการเคลื่อนไหวสูง กลาง และต�ำ่ ในบริเวณพ้ืนที่ท่ีเด็กตอ้ งการเคลอื่ นไหว
สื่อกจิ กรรมเคลือ่ นไหวและจังหวะ
ตกิ แทม1โ.บร ีนไมเค้ทรรงือ่ พงระเจคนั าทะร์จ6ังนห้ิววะ เชน่ ฉง่ิ เหลแก็ทมสโบารมนี เรหูปปลล่ียาขมาวกรับ ร�ำ มะนา กแทลมอโบงรีนรปู พระจันทร์
2. อปุ กรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เชจ่นิงเกหิลสนตงัิกสือพมิ พ์ ริบบ้ิน แแทถมบโบผรา้นี ไมห้ทว่รงงพหรวะจาันยทรห์ 6ว่ นง้ิวพลาสตกิ ถงุ ทราแทยมโบรีนรปู ปลาขาว
กิลสตกิ แทมโบรีนไมท้ รงพระจนั ทร์ 6 นิ้ว แทมโบรีนรูปปลาขาว แทมโบรนี รูปพระจันทร์ แทมโบรีนอาราเบยี น

แทมโบรีนอาราเบีย

เครอ่ื งดนตรีพัฒ

เคร่อื งดนตร

บรนี อาราเบยี น แทมโบรีนรูปพฉริง่ ะ(จกันลทางร)์ ฉ่งิ ฉ(่งิ เล(เ็กล็ก) ) ลกู แซกกล่องเสยี งรูปไข่พลาสตกิ ฉ่งิ (เ

แทมโบรีนอาราเบียน ฉ่งิ (กลาง)

ทมโบรีนอาราเบยี น 2. กจิ กรรมเสรมิ ฉ่ิงป(รกละาสง)บการณ/์ กิจกรรมในวงกฉ่งิ ล(เมล็ก) ลูกแซก

รงื่อดงนดตนรตีพรัฒทแ ีพลกันัฒะษากะคนากวราากทคาริมจำ�ฟวกงจงัาารมาำ นกรจมาเกปรำาเาพส็นรกรดูกเิมาปลกรปุ่มราเรปรยี ะทสรบสั้งังกบียเเกทลกบตุ่มียาเยรทกบณ่อายี รยก์/บคกแาิดิจลรเกแกคะจการกรดัรป้รลอ่ื มจัญกุ่มงใัดเใลหดนคหกาุ่มวนรญงลก่อืต่เกแุ่มาพงลรลร่ือมีพดใะแชใกเหนัฒล้เปหา้เตะ็นรกนตกกิรดเุผาาริจคีพลรคียกวเฒัวแารรงลามรยีลมนะมคงำาปทิดาจดลคฏ่ีรมำาบัวิบำาวุ่งดบกเตัเาสนยมิกบัา้นียอารจเรสใดงเาำหทปเยี ก้ดเกรดงี่ยลายี็กวอรไบกงเดับปเ้พโทเดรรัฒยีื่อยกนงบบทาาเรี่ไทกทฝดักากึีย้เรษรปบียจะฏนกดัิบกราัตกู้มาริรรลาเว่รกจุ่มียกดั กนเวคแันกร่าร่ือู้ลงตะุ่มีก1าแเสรลียเงะรกยี า
เนอื้ หา เมอื่ เกิดการเรยี นรูต้ ามกระบวนการจะทำ�ใหเ้ ด็กเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจในเน้ือหานั้น ๆ ดว้ ยตนเอง
จุดประสงค์ เคร่อื งตี 1 เสยี ง

1. เพ่ือฝกึ ทกั ษะกระบวนการคิดพ้นื ฐาน การมีสมาธิในการท�ำ งานยดื ระยะความสนใจ
2. เพอื่ ฝกึ การใช้ภาษาในการฟัง การพูด และการถา่ ยทอดเร่ืองราว

24 เคร่อื งตี 2 เสียง เครอื่ งตีเสียงผสม ระฆังเคาะ 1 แถว

องตี 1 เสียง

3. เพื่อฝึกมารยาทในการฟงั การพูด
4. เพื่อฝึกความรับผิดชอบและปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลง
5. เพ่อื ให้เด็กเรยี นรู้ผา่ นการสงั เกต มคี วามอยากรู้อยากเหน็ ส่งิ แวดล้อมรอบตัว
6. เพอื่ ส่งเสรมิ ความสามารถในการคดิ รวบยอด การคิดแก้ปัญหาและตดั สินใจ
7. เพอ่ื ส่งเสรมิ การเรียนรู้ วธิ แี สวงหาความรู้ เกดิ การเรียนรู้จากการคน้ พบด้วยตนเอง
8. เพอ่ื ฝกึ การกลา้ แสดงออก รว่ มแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล และยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผอู้ น่ื
ขอบขา่ ย/เนอ้ื หา/กิจกรรม
นำ�เน้ือหาและรายการประสบการณ์ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมาบูรณาการการจัดประสบการณ์
การเรียนการสอน โดยยึดข้ันตอนการเรียนรู้ประสบการณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กไปยังส่ิงท่ีอยู่ไกลตัวเด็กมาเป็นแกน
ในการจัดหนว่ ยการจัดประสบการณ์
แนวการจดั กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม
การจดั กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ/์ กจิ กรรมในวงกลม (ควรใชเ้ วลา 15-20 นาท)ี ถา้ นานเกนิ ไปหรอื กจิ กรรม
ไมน่ ่าสนใจ เดก็ เบอื่ ทำ�ใหไ้ ม่อย่นู งิ่ ในการด�ำ เนินกิจกรรมจะมีวธิ ดี �ำ เนินกจิ กรรม 3 ข้ันตอน คอื
1. ข้ันนำ� เข้าสู่บทเรียน เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมและกระตุ้นให้เด็กสนใจท่ีจะร่วมกิจกรรมต่อไป
กิจกรรมท่ใี ชอ้ าจเป็นการรอ้ งเพลง ค�ำ คล้องจอง ปริศนาค�ำ ทาย ท่าใบ้ ฯลฯ ซง่ึ จะใช้ระยะเวลาสน้ั ๆ
2. ขน้ั สอน เปน็ การจดั กจิ กรรมทตี่ อ้ งการใหเ้ ดก็ ไดร้ บั ความรแู้ ละประสบการณด์ ว้ ยกจิ กรรมหลายรปู แบบ
เชน่
2.1 การสนทนาหรือการอภิปราย เป็นการพูดคุยซักถามระหว่างเด็กกับผู้สอนหรือเด็กกับเด็ก
เปน็ การส่งเสริมพฒั นาการทางภาษา ด้านการพดู และการฟงั โดยการก�ำ หนดประเด็นในการสนทนาหรอื อภิปราย
เด็กจะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน ผู้สอนเปิดโอกาสให้เด็กซักถาม โดยใช้คำ�ถาม
กระตุ้นหรือเล่าประสบการณ์ที่แปลกใหม่ นำ�เสนอปัญหาท่ีท้าทายความคิด การยกตัวอย่าง การใช้ส่ือประกอบ
การสนทนาหรือการอภปิ รายควรใชส้ ื่อของจริง ของจ�ำ ลอง รูปภาพ หรอื สถานการณ์จ�ำ ลอง
2.2 การเล่านิทานหรือการอ่านนิทาน เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนเล่าหรืออ่านเรื่องราวจากนิทาน
โดยการใชน้ �ำ้ เสยี งประกอบการเลา่ แตกตา่ งตามบคุ ลกิ ของตวั ละครซงึ่ ผสู้ อนควรเลอื กสาระของนทิ านใหเ้ หมาะสมกบั วยั
สือ่ ท่ีใชอ้ าจเปน็ หนงั สือนทิ าน หนงั สือภาพ แผ่นภาพ หนุ่ มือ หุ่นนวิ้ มอื หรอื การแสดงท่าทางประกอบการเลา่ เร่ือง
โดยผู้สอนใช้คำ�ถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น ในนิทานเร่ืองนี้มีตัวละครอะไรบ้าง เหตุการณ์ในนิทานเรื่องนี้
เกดิ ทไี่ หน เวลาใด หรอื ล�ำ ดบั เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ขน้ึ ในนทิ าน นทิ านเรอ่ื งนม้ี ปี ญั หาอะไรบา้ ง และเดก็ ๆ ชอบเหตกุ ารณใ์ ด
ในนิทานเรอื่ งนี้มากทส่ี ุด
2.3 การสาธิต เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือทำ�สิ่งที่ต้องการ
ใหเ้ ด็กไดส้ งั เกตและเรยี นรู้ตามขน้ั ตอนของกจิ กรรมน้นั ๆ และเดก็ ไดอ้ ภปิ รายและร่วมกันสรุปการเรียนรู้ การสาธิต
ในบางคร้ังอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับผู้สอนเพ่ือนำ�ไปสู่การปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เช่น การเพาะ
เมลด็ พืช การประกอบอาหาร การเปา่ ลูกโป่ง การเลน่ เกมการศกึ ษา
2.4 การทดลอง/ปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติ
ทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะภาษา ส่งเสริมให้เด็ก
เกิดข้อสงสัย สืบค้นคำ�ตอบด้วยตนเองผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างง่าย สรุปผลการทดลอง อภิปรายผล
การทดลอง และสรปุ การเรยี นรู้ โดยกจิ กรรมการทดลองวทิ ยาศาสตรง์ า่ ย ๆ เชน่ การเลย้ี งหนอนผเี สอื้ การปลกู พชื
ฝึกการสงั เกตการไหลของน�ำ้

25

2.5 การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลอง โดยเปิดโอกาสให้เด็ก
ได้ลงมือทดสอบและปฏบิ ตั ิการด้วยตนเองเก่ียวกับการเปลยี่ นแปลงของผัก เนือ้ สตั ว์ ผลไม้ ด้วยวิธกี ารตา่ งๆ เชน่
ต้ม น่ึง ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอาหาร
การรบั รู้รสชาติและกล่ินของอาหารดว้ ยการใชป้ ระสาทสมั ผสั และการทำ�งานร่วมกัน เชน่ การทำ�อาหารจากไข่
2.6 การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ซ่ึงเด็ก
จะได้เรียนรู้การบูรณาการ จะทำ�ให้เด็กได้รับประสบการณ์ โดยทำ�ความเข้าใจความต้องการของสิ่งมีชีวิตในโลก
และชว่ ยใหเ้ ดก็ เขา้ ใจความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั สง่ิ ทอี่ ยรู่ อบตวั โดยการสงั เกต เปรยี บเทยี บ และการคดิ อยา่ งมเี หตผุ ล
ซึง่ เปน็ การเปดิ โอกาสให้เดก็ ได้คน้ พบและเรยี นรู้ด้วยตนเอง
2.7 การศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาที่ให้เด็กได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริง
นอกห้องเรียนจากแหลง่ เรยี นร้ใู นสถานศกึ ษาหรือแหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน เช่น หอ้ งสมุด สวนสมนุ ไพร วดั ไปรษณยี ์
พิพิธภัณฑ์ เพ่ือเป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์แก่เด็ก โดยผู้สอนและเด็กร่วมกันวางแผนศึกษาสิ่งท่ีต้องการเรียนรู้
การเดนิ ทาง และสรุปผลการเรยี นร้ทู ่ีได้จากการไปศึกษานอกสถานท่ี
2.8 การเล่นบทบาทสมมุติ เป็นกิจกรรมให้เด็กสมมุติตนเองเป็นตัวละครและแสดงบทบาทต่างๆ
ตามเน้ือเรื่องในนิทาน เร่ืองราว หรือสถานการณ์ต่างๆ โดยใช้ความรู้สึกของเด็กในการแสดงเพ่ือให้เด็กเข้าใจ
เรื่องราว ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น ควรใช้สื่อประกอบการเล่นสมมุติ เช่น หุ่นสวมศีรษะ
ท่คี าดศรี ษะรูปคนและสตั ว์รปู แบบตา่ งๆ เคร่ืองแตง่ กาย และอุปกรณ์ของจรงิ ชนิดตา่ งๆ
2.9 การร้องเพลง ท่องคำ�คล้องจอง เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้เรียนรู้เก่ียวกับภาษา จังหวะ
และการแสดงท่าทางให้สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือคำ�คล้องจอง ผู้สอนควรเลือกเพลงหรือคำ�คล้องจอง
ใหเ้ หมาะกบั วยั ของเดก็
2.10 การเล่นใช้เกม เป็นกิจกรรมท่ีนำ�เกมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหา
และการทำ�งานเป็นกลุ่ม เกมที่น�ำ มาเลน่ ไมค่ วรเน้นการแข่งขัน
2.11 การแสดงละคร เป็นกิจกรรมท่ีเด็กจะได้เรียนรู้เก่ียวกับการลำ�ดับเรื่องราว การเรียงลำ�ดับ
เหตุการณ์หรือเร่ืองราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการส่ือสารของตัวละครเพ่ือให้เด็กได้เรียนรู้และทำ�ความเข้าใจ
บคุ ลกิ ลกั ษณะของตัวละครทเ่ี ดก็ สวมบทบาท สื่อที่ใช้ เชน่ ชดุ การแสดงท่ีสอดคล้องกบั บทบาททีไ่ ดร้ บั บทสนทนา
ท่ีเด็กใช้ฝึกสนทนาประกอบการแสดง
2.12 การใช้สถานการณ์จำ�ลอง เป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเม่ืออยู่
ในสถานการณ์ที่ผูส้ อนกำ�หนดเพอื่ ให้เดก็ ไดฝ้ กึ การแก้ปัญหา เช่น นำ้�ทว่ ม โรคระบาด พบคนแปลกหน้า
สอ่ื กิจกรรมเสริมประสบการณ/์ กิจกรรมในวงกลม
1. สื่อของจรงิ ทอี่ ย่ใู กล้ตวั และสื่อจากธรรมชาติหรือวสั ดุทอ้ งถ่ิน เช่น ตน้ ไม้ ใบไม้ เปลอื กหอย เสอ้ื ผา้
2. สอ่ื ทจี่ �ำ ลองข้ึน เชน่ ต้นไม้ ตุ๊กตาสัตว์
3. สอื่ ประเภทภาพ เช่น ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนงั สือภาพ
4. สื่อเทคโนโลยี เช่น เครื่องบันทึกเสียง เคร่ืองขยายเสียง โทรศัพท์ แม่เหล็ก แว่นขยาย เครื่องช่ัง
กล้องถา่ ยรปู ดจิ ทิ ลั
5. สื่อแหล่งเรียนรู้ เชน่ แหล่งเรยี นรู้ภายในและภายนอกสถานศกึ ษา เชน่ แปลงเกษตร สวนผักสมนุ ไพร
รา้ นคา้ สวนสัตว์ แหล่งประกอบการในทอ้ งถ่นิ
26

ฝกึ รอ้ ย ชุดกระดุมเม็ดเล็ก ฝกึ รอ้ ย ชดุ กระดุมเมด็ ใหญ่

ฝึกรอ้ ย ชดุ ฝึกผูกโบ ฝกึ ร้อย ชุดฝกึ ร้อยเชอื ก

3. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์

กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ การรับรู้เก่ียวกับความงาม
และสง่ เสริมกระตุ้นใหเ้ ด็กได้แสดงออกทางอารมณต์ ามความรู้สึก ความคดิ รเิ ริ่มสร้างสรรค์ และจินตนาการ โดยใช้
ศลิ ปะ เชน่ การวาดภาพ ระบายสี การปัน้ การพมิ พ์ภาพ การพบั ตดั ฉีก ปะ ฯลฯ
จดุ ประสงค์
1. เพื่อพฒั นากลา้ มเนือ้ มอื และตาใหป้ ระสานสัมพันธ์กนั
2. เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลนิ ชื่นชมในสิง่ ที่สวยงาม
3. เพ่อื สง่ เสริมการปรับตัวในการทำ�งานรว่ มกับผอู้ ื่น
4. เพ่อื ส่งเสรมิ การแสดงออกและมคี วามม่นั ใจในตนเอง
5. เพื่อสง่ เสริมคณุ ธรรม จริยธรรม และทกั ษะทางสังคม
6. เพอ่ื ส่งเสรมิ ทกั ษะทางภาษา อธิบายผลงานของตนได้
7. เพ่ือฝกึ ทักษะการสังเกต การคิด และการแก้ปญั หา
8. เพ่อื สง่ เสรมิ ความคิดริเริม่ สร้างสรรค์และจนิ ตนาการ

27

ขอบข่าย/เนอื้ หา/กิจกรรม
1. การวาดภาพและระบายสี เช่น การวาดภาพดว้ ยสีเทียน สไี ม้ สีน้ำ�
2. การเลน่ กับสนี �้ำ เชน่ การเปา่ สี การหยดสี การพับสี การเทสี การละเลงสดี ้วยนิ้วมือ
3. การพิมพ์ภาพ เชน่ การพิมพภ์ าพด้วยพืช การพมิ พ์ภาพด้วยวสั ดตุ ่างๆ
4. การป้นั เชน่ การปั้นดินเหนยี ว การปั้นแป้งปัน้ การปน้ั ดินน้ำ�มัน การปน้ั แป้งขนมปงั
5. การพบั ฉกี ตดั ปะ เช่น การพับใบตอง การฉกี กระดาษเสน้ การตดั ภาพต่างๆ การปะตดิ วสั ดุ
6. การประดษิ ฐ์ เช่น ประดษิ ฐเ์ ศษวสั ดุ
7. การร้อย เชน่ การร้อยลกู ปัด การรอ้ ยหลอดกาแฟ การร้อยหลอดดา้ ย
8. การสาน เช่น การสานกระดาษ การสานใบตอง การสานใบมะพร้าว
แนวการจัดกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
1. เตรียมจัดโต๊ะและอุปกรณ์ให้พร้อมและเพียงพอก่อนทำ�กิจกรรมอย่างน้อย 2 กิจกรรม โดยจัดไว้
หลาย ๆ กิจกรรมและอย่างน้อย 3-5 กิจกรรม เพือ่ ให้เด็กมอี สิ ระในการเลอื กทำ�กจิ กรรมท่สี นใจ
2. ควรสร้างขอ้ ตกลงในการทำ�กจิ กรรมเพื่อฝกึ ใหเ้ ดก็ มีวนิ ัยในการอยู่รว่ มกนั
3. การเปลย่ี นและหมุนเวียนทำ�กจิ กรรมต้องสร้างข้อตกลงกับเด็กใหช้ ดั เจน เช่น หากกจิ กรรมใดมเี พอ่ื น
ครบจ�ำ นวนทีก่ ำ�หนดแล้ว ให้คอยจนกว่าจะมีท่วี า่ งหรอื ให้ทำ�กิจกรรมอนื่ กอ่ น
4. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่หรือการใช้วัสดุอุปกรณ์ใหม่ ครูจะต้องอธิบายวิธีการทำ� วิธีการใช้
วธิ ีการทำ�ความสะอาด และการเก็บของเขา้ ท่ี
5. เมอ่ื ท�ำ งานเสรจ็ หรอื หมดเวลาควรเตอื นใหเ้ ดก็ เกบ็ วสั ดอุ ุปกรณ์ เครอื่ งมือเคร่อื งใช้เขา้ ท่ี และช่วยกนั
ดแู ลห้องให้สะอาด
ส่ือกจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
1. การวาดภาพและระบายสี
1.1 สเี ทียนแท่งใหญ่ สไี ม้ สชี อลก์ สนี �ำ้
1.2 พู่กันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ 12)
1.3 กระดาษ
1.4 เส้อื คลมุ หรอื ผา้ กันเปือ้ น
2. การเลน่ กบั สนี ้�ำ
2.1 การเปา่ สีมกี ระดาษ หลอดกาแฟ สีน�้ำ
2.2 การหยดสมี กี ระดาษ หลอดกาแฟ สีน้�ำ พู่กัน
2.3 การพบั สมี ีกระดาษ สนี ำ�้ พกู่ นั
2.4 การเทสมี ีกระดาษ สนี ้ำ�
2.5 การละเลงสีด้วยน้ิวมอื มกี ระดาษ สนี ้ำ� แป้งเปยี ก
3. การพิมพภ์ าพ
3.1 แมพ่ มิ พต์ ่างๆ จากของจริง เช่น นิ้วมือ ใบไม้ กา้ นกล้วย
3.2 แมพ่ ิมพจ์ ากวสั ดุอื่น ๆ เช่น เชอื ก เสน้ ด้าย ตรายาง
3.3 กระดาษ ผ้าเช็ดมือ สีโปสเตอร์ หรือสีน�้ำ หรอื สีฝนุ่
4. การปัน้ เชน่ ดินนำ้�มัน ดินเหนยี ว แปง้ โด แผ่นรองป้นั แม่พิมพ์รูปต่างๆ ไมน้ วดแป้ง
5. การพับ ฉีก ตดั ปะ เชน่ กระดาษหรือวสั ดุอื่น ๆ ท่จี ะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเลก็ ปลายมน
กาวน�้ำ หรอื แป้งเปียก ผา้ เช็ดมือ
28

6. การประดิษฐ์ เช่น เศษวัสดุต่างๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว กรรไกร สี
ผ้าเช็ดมอื
7. การรอ้ ย เชน่ ลกู ปดั หลอดกาแฟ หลอดด้าย
8. การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา้ ว

กระดานสอนวาดภาพ

4. กิจกรรมการเล่นตามมุม

กจิ กรรมการเลน่ ตามมมุ เปน็ กจิ กรรมทเี่ ปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดเ้ ลน่ กบั สอ่ื และเครอื่ งเลน่ อยา่ งอสิ ระตามมมุ เลน่ /
มมุ ประสบการณซ์ งึ่ พน้ื ทห่ี รอื มมุ ตา่ งๆ เหลา่ น้ี เดก็ มโี อกาสเลอื กเลน่ ไดอ้ ยา่ งเสรตี ามความสนใจและความตอ้ งการ
ของเด็ก ทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มยอ่ ย อนง่ึ การเล่นตามมมุ อาจให้เด็กเลือกทำ�กิจกรรมทีค่ รูจัดเสริมขน้ึ เช่น
เกมการศกึ ษา เครือ่ งเลน่ สมั ผสั กจิ กรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ประเภทตา่ งๆ
จดุ ประสงค์
1. เพ่ือส่งเสริมให้รู้จักปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่น มีวินัยเชิงบวก รู้จักการรอคอย เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ เสียสละ
และใหอ้ ภัย
2. เพื่อสง่ เสรมิ พฒั นาการทางด้านภาษา คือ การฟงั การพดู
3. เพอ่ื สง่ เสริมใหเ้ ดก็ มโี อกาสปฏสิ มั พนั ธก์ ับเพ่อื น ครู และสง่ิ แวดลอ้ ม
4. เพือ่ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เกิดการเรียนรดู้ ้วยตนเองจากการส�ำ รวจ การสงั เกต และการทดลอง
5. เพอ่ื สง่ เสรมิ การคิดแกป้ ญั หา การคิดอยา่ งมเี หตผุ ลเหมาะสมกบั วัย
6. เพื่อสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ ฝึกคิด วางแผน และตดั สินใจในการท�ำ กจิ กรรม
7. เพอ่ื ส่งเสริมให้มที กั ษะพนื้ ฐานทางวิทยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตร์
8. เพื่อสง่ เสริมให้เด็กพัฒนาความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละจนิ ตนาการ

29

ขอบข่าย/เนอ้ื หา/กจิ กรรม
1. การจัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์อาจจัดได้หลายลักษณะ เช่น จัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
และการเลน่ ตามมมุ เล่นในชว่ งเวลาเดียวกันอยา่ งอิสระ
2. มุมบทบาทสมมุติจัดเพื่อให้เด็กได้เล่นในสิ่งที่ชอบ เช่น เล่นเก่ียวกับบทบาทของแต่ละอาชีพ
หรือแตล่ ะหนา้ ทท่ี ี่เดก็ ๆ เลยี นแบบบทบาท
3. มุมบลอ็ กเปน็ มุมทส่ี ง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กเรียนรูเ้ กี่ยวกับมิตสิ ัมพนั ธ์ผ่านการสรา้ ง
4. มมุ หนงั สอื เปน็ มมุ ทเี่ ดก็ เรยี นรเู้ กยี่ วกบั ภาษาจากการฟงั การพดู การอา่ น การเลา่ เรอื่ ง หรอื การยมื -คนื
หนงั สือ
5. มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษาเป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวผ่านการเล่น ทดลอง
อย่างงา่ ย ได้ศึกษาหาความรดู้ ้วยการสังเกต เปรยี บเทยี บ จดั จ�ำ แนก จัดหมวดหมู่
6. มุมเครื่องเล่นสัมผัสเป็นมุมท่ีเด็กจะได้ฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา การสร้างสรรค์ เช่น
การร้อย การสาน การตอ่ เข้า การถอดออก
แนวการจัดกิจกรรมการเลน่ ตามมมุ
1. แนะนำ�มุมเล่นใหม่ เสนอแนะวธิ ีใช้ การเลน่ ของเล่นบางชนดิ
2. เด็กและครรู ว่ มกันสรา้ งขอ้ ตกลงเกี่ยวกบั การเล่น
3. ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตัดสินใจเลือกเล่นอย่างอิสระ เลือกทำ�กิจกรรมที่จัดข้ึน
ตามความสนใจของเดก็ แตล่ ะคน
4. ขณะเด็กเลน่ /ท�ำ งาน ครูอาจชี้แนะหรือมสี ว่ นร่วมในการเลน่ กับเด็กได้
5. เด็กต้องการความช่วยเหลือและคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็ก พร้อมท้ังจดบันทึกพฤติกรรม
ท่ีน่าสนใจ
6. เตือนใหเ้ ดก็ ทราบล่วงหนา้ ก่อนหมดเวลาเลน่ ประมาณ 3-5 นาที
7. ใหเ้ ดก็ เกบ็ ของเล่นเขา้ ท่ใี หเ้ รียบร้อยทุกคร้งั เม่ือเสรจ็ สน้ิ กจิ กรรม
ส่อื กิจกรรมการเลน่ ตามมุม
1. มมุ บทบาทสมมุติอาจจดั เป็นมุมเล่นตา่ งๆ เช่น
1.1 มมุ บ้าน
1) ของเลน่ เคร่อื งครวั เครอ่ื งใชใ้ นบา้ น เชน่ เตา กระทะ ครก กาน้ำ� เขยี ง มดี พลาสติก หมอ้
จาน ชอ้ น ถ้วย ชาม กะละมงั
2) เคร่ืองเล่นตุ๊กตา เช่น เสือ้ ผา้ ตกุ๊ ตา เตียง เปลเด็ก ตุก๊ ตา
3) เครื่องแต่งบ้านจำ�ลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเคร่ืองแป้ง หมอนอิง หวี ตลับแป้ง กระจก
ขนาดเห็นเต็มตัว
4) เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่างๆ ท่ีใช้แล้ว เช่น ชุดเคร่ืองแบบทหาร ตำ�รวจ ชุดเส้ือผ้า
ผู้ใหญช่ ายและหญงิ รองเทา้ กระเป๋าถือทีไ่ มใ่ ช้แลว้
5) โทรศพั ท์ เตารีดจ�ำ ลอง ที่รีดผ้าจ�ำ ลอง
6) ภาพถ่ายและรายการอาหาร
1.2 มุมหมอ
1) เครอ่ื งเลน่ จ�ำ ลองแบบเครอื่ งมอื แพทยแ์ ละอปุ กรณก์ ารรกั ษาผปู้ ว่ ย เชน่ หฟู งั เสอ้ื คลมุ หมอ
2) อุปกรณ์สำ�หรบั เลียนแบบการบนั ทกึ ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ย เช่น กระดาษ ดนิ สอ ฯลฯ
3) เครื่องช่ังน้�ำ หนัก วดั ส่วนสูง
30

1.3 มมุ ร้านคา้
1) กล่องและขวดผลิตภณั ฑ์ตา่ งๆ ทีใ่ ช้แล้ว
2) ผลไม้ ผักจ�ำ ลอง
3) อุปกรณป์ ระกอบการเล่น เช่น เคร่อื งคดิ เลข ลูกคดิ ธนบตั รจ�ำ ลอง ฯลฯ
4) ป้ายชื่อร้าน
5) ป้ายช่อื ผลไม้ ผักจำ�ลอง
2. มุมบล็อก
2.1 ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ท่ีมีขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน เช่น บล็อกตัน บล็อกโต๊ะ จำ�นวนตั้งแต่
50 ชิ้นขึ้นไป
2.2 ของเลน่ จำ�ลอง เช่น รถยนต์ เครอื่ งบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้
2.3 ภาพถ่ายตา่ งๆ
2.4 ท่ีจดั เก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้ อาจเป็นช้นั ลังไม้หรอื พลาสตกิ แยกตามรปู ทรง ขนาด
3. มมุ หนังสือ
3.1 หนงั สอื ภาพนิทาน หนังสือภาพที่มคี �ำ และประโยคส้นั ๆ พร้อมภาพ
3.2 ชัน้ หรือที่วางหนังสอื
3.3 อปุ กรณ์ตา่ งๆ ที่ใช้ในการสรา้ งบรรยากาศการอ่าน เช่น เส่ือ พรม หมอน
3.4 สมุดเซน็ ยมื หนงั สือกลบั บา้ น
3.5 อุปกรณส์ �ำ หรบั เขยี น
3.6 อุปกรณ์เสริม เช่น เคร่อื งเสยี ง แผน่ นิทานพร้อมหนังสอื นทิ าน หูฟัง
4. มมุ วิทยาศาสตรห์ รือมมุ ธรรมชาติศกึ ษา
4.1 วสั ดตุ า่ งๆ จากธรรมชาติ เช่น เมล็ดพืชตา่ งๆ เปลือกหอย ดิน หิน แร่ ฯลฯ
4.2 เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ในการสำ�รวจ สงั เกต ทดลอง เชน่ แว่นขยาย แมเ่ หลก็ เข็มทศิ เครื่องชง่ั

นิทาน Big Book ชดุ สัตวป์ า่ คมุ้ ครอง...ควรตอ้ งรจู้ ัก

31

5. กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง

กิจกรรมการเล่นกลางแจ้งเป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้ออกไปนอกห้องเรียนไปสู่สนามเด็กเล่นท้ังที่บริเวณ
กลางแจ้งและในร่มเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเคล่ือนไหวร่างกาย ออกกำ�ลัง และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึด
ความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลกั
จดุ ประสงค์
1. เพอื่ พฒั นากลา้ มเนอ้ื ใหญใ่ หส้ ามารถเคลอื่ นไหวไดค้ ลอ่ งแคลว่ และกลา้ มเนอ้ื เลก็ ในการประสานสมั พนั ธ์
ของอวัยวะต่างๆ
2. เพอ่ื ส่งเสริมให้มีรา่ งกายแข็งแรง สขุ ภาพดี
3. เพื่อสง่ เสรมิ ให้เกิดความสนกุ สนาน ผ่อนคลายความเครยี ด
4. เพือ่ ส่งเสริมการปรบั ตัวในการเล่นและท�ำ งานรว่ มกับผู้อื่น
5. เพอ่ื เรยี นรกู้ ารระมดั ระวงั รักษาความปลอดภยั ทั้งของตนเองและผ้อู น่ื
6. เพื่อฝกึ การคิดตดั สนิ ใจและแกป้ ญั หา
7. เพ่อื ส่งเสรมิ ใหม้ ีความอยากรู้อยากเหน็ สง่ิ ต่างๆ ทแ่ี วดลอ้ มรอบตวั
8. เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรูต้ ่างๆ เช่น การสงั เกต การเปรียบเทยี บ การจ�ำ แนก ฯลฯ
ขอบข่าย/เนอ้ื หา/กจิ กรรม
1. เครื่องเลน่ สนาม
เคร่อื งเล่นสนาม หมายถึง เคร่อื งเลน่ ทเี่ ด็กอาจปีนปา่ ย หมุน โยก ซ่งึ ทำ�ออกมาในรปู แบบต่างๆ เชน่
1. เคร่ืองเลน่ สำ�หรบั ปีนป่าย เชน่ ตาข่ายสำ�หรบั ปนี ต้นไมแ้ หง้ วางนอน
2. เครื่องเล่นส�ำ หรบั โยกหรือไกว เชน่ มา้ ไม้ ชิงช้า ม้านง่ั โยก ไมก้ ระดก
3. เครื่องเล่นสำ�หรบั หมนุ เช่น มา้ หมุน พวงมาลัยรถสำ�หรับหมุนเล่น
4. ราวโหนขนาดเลก็ สำ�หรับเดก็
5. ตน้ ไมส้ ำ�หรบั เดินทรงตวั หรือไมก้ ระดานแผน่ เดยี ว
6. เครอ่ื งเลน่ ประเภทลอ้ เลือ่ น เชน่ รถสามลอ้ รถลากจงู
2. บ่อทราย
ทรายเป็นสิ่งท่ีเด็กๆ ชอบเล่น ท้ังทรายแห้ง ทรายเปียก นำ�มาก่อเป็นรูปต่างๆ ได้และสามารถ
นำ�วสั ดอุ ่นื มาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น กงิ่ ไม้ ดอกไม้ เปลอื กหอย พมิ พข์ นม ท่ีตักทราย
ปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคา ทำ�ขอบก้ัน
เพ่ือมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้ำ�ให้ชื้นเพ่ือเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากน้ีควรมีวิธีการปิดก้ัน
มิใหส้ ตั วเ์ ลยี้ งลงไปทำ�ความสกปรกในบอ่ ทรายได้
3. ที่เลน่ น้�ำ
เด็กท่ัวไปชอบเล่นน้ำ�มาก การเล่นนำ้� นอกจากสร้างความพอใจและคลายความเครียดให้เด็กแล้ว
ยังทำ�ให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จำ�แนก เปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ท่ีใส่นำ้�
อาจเป็นถังท่ีสร้างข้ึนโดยเฉพาะหรืออ่างนำ้�วางบนขาต้ังที่มั่นคง ความสูงพอที่เด็กจะยืนได้พอดี และควรมี
ผ้าพลาสติกกนั เสือ้ ผ้าเปยี กให้เด็กใช้คลมุ ระหว่างเลน่
4. บ้านต๊กุ ตาหรอื บ้านจำ�ลอง
เป็นบ้านจำ�ลองสำ�หรับให้เด็กเล่น จำ�ลองแบบจากบ้านจริง ๆ อาจทำ�ด้วยเศษวัสดุประเภทผ้าใบ
กระสอบป่าน ของจริงทไี่ มใ่ ช้แลว้ เชน่ หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครอ่ื งครัว ตุ๊กตาสมมตุ เิ ปน็ บคุ คลในครอบครัว
32

เสอื้ ผา้ ผใู้ หญ่ท่ไี มใ่ ช้แล้วสำ�หรับผลัดเปลยี่ น มีการตกแตง่ บริเวณใกล้เคียงให้เหมอื นบ้านจริง ๆ บางคร้งั อาจจัดเปน็
ร้านขายของ สถานท่ที ำ�การต่างๆ เพอ่ื ให้เด็กเลน่ สมมตุ ิตามจินตนาการของเด็กเอง
5. มุมชา่ งไม้
เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้นี้จะช่วยในการพัฒนากล้ามเน้ือ
ให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากน้ียังฝึกให้รักงานและส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรคอ์ ีกดว้ ย
6. เกมการละเล่น
กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นที่จัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกมการละเล่น
ของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ต้องใช้บริเวณท่ีกว้าง การเล่น
อาจเล่นเป็นกลุม่ เลก็ หรือกลุ่มใหญก่ ็ได้ กอ่ นเลน่ ครอู ธบิ ายกตกิ าและสาธิตใหเ้ ดก็ เข้าใจ ไมค่ วรน�ำ เกมการละเล่น
ท่ีมีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะมาจัดกิจกรรมให้กับเด็กวัยนี้ เพราะเด็กจะเกิดความเครียด
และสร้างความรู้สึกที่ไม่ดตี ่อตนเอง
แนวการจดั กจิ กรรมการเล่นกลางแจง้
1. เดก็ และครูร่วมกนั สร้างขอ้ ตกลง
2. จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเล่นให้พร้อม การติดต้ังเคร่ืองเล่นควรติดต้ังบนพ้ืนสนามหญ้า
เพ่ือว่า จะได้ปลอดภัยและควรติดต้ังให้ห่างกันพอสมควร เมื่อเกิดการพลัดตกหกล้มจะได้ไม่ฟาดถูกคนอ่ืน
หรือเครื่องเล่นอ่นื
3. สาธิตการเลน่ เคร่ืองเลน่ สนามบางชนิด
4. ให้เด็กเลือกเล่นอสิ ระตามความสนใจและใหเ้ วลาเล่นนานพอควร
5. ครูควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย (ไม่ควรจัดกิจกรรมพลศึกษา) เช่น การเล่นน้ำ� เล่นทราย
เล่นบ้านตุ๊กตา เล่นในมุมช่างไม้ เล่นบล็อกกลวง เครื่องเล่นสนาม เกมการละเล่น เล่นอุปกรณ์กีฬาสำ�หรับเด็ก
เลน่ เคร่อื งเลน่ ประเภทลอ้ เลือ่ น เลน่ ของเล่นพื้นบา้ น (เดินกะลา ฯลฯ)
6. ขณะเด็กเล่น ครูต้องคอยดูแลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่ร่วมกันกับเพ่ือน
ของเด็ก
7. เมอื่ หมดเวลาควรใหเ้ ด็กเก็บของใชห้ รือของเล่นให้เรยี บร้อย
8. ให้เด็กท�ำ ความสะอาดร่างกายและดูแลเครอื่ งแตง่ กายให้เรียบร้อยหลงั เล่น
สอื่ กจิ กรรมการเล่นกลางแจง้
1. เคร่อื งเลน่ สนาม เชน่ เคร่อื งเลน่ สำ�หรบั ปนี ป่าย เคร่ืองเล่นประเภทลอ้ เล่อื น
2. ทเ่ี ล่นทราย มีทรายละเอียด เคร่อื งเล่นทราย เคร่อื งตวง
3. ทเี่ ลน่ น�ำ้ มภี าชนะใสน่ �ำ้ หรอื อา่ งน�ำ้ วางบนขาตง้ั ทมี่ นั่ คง ความสงู ทเี่ ดก็ จะยนื ไดพ้ อดี เสอ้ื คลมุ อปุ กรณ์
เล่นนำ้� เชน่ ถ้วยตวง ขวดตา่ งๆ

ชดุ รถลาก

33

6. เกมการศกึ ษา

เกมการศกึ ษา (Didactic Games) เปน็ เกมการเลน่ ทช่ี ว่ ยพฒั นาสตปิ ญั ญา ชว่ ยสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เกดิ การเรยี นรู้
เป็นพื้นฐานการศึกษา รู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเก่ียวกับสี รูปร่าง จำ�นวน ประเภท
และความสมั พันธเ์ กี่ยวกบั พนื้ ที่ ระยะ มีกฎเกณฑ์กตกิ าง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดยี วหรือเล่นเป็นกลุ่มได้
จุดประสงค์
1. เพ่ือฝกึ ทกั ษะการสังเกต จ�ำ แนก และเปรียบเทียบ
2. เพอื่ ฝกึ การแยกประเภท การจัดหมวดหมู่
3. เพอ่ื ส่งเสรมิ การคดิ หาเหตผุ ลและตัดสนิ ใจในการแกป้ ัญหา
4. เพ่อื สง่ เสริมให้เดก็ เกดิ ความคิดรวบยอดเกีย่ วกบั สิ่งทไ่ี ด้เรียนรู้หรอื ทบทวนเนือ้ หาท่ไี ดเ้ รยี นรู้
5. เพ่ือส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหวา่ งมือกบั ตา
6. เพอ่ื ปลูกฝงั คุณธรรมและจริยธรรมตา่ งๆ เช่น ความรบั ผดิ ชอบ ความเอ้ือเฟือ้ เผ่อื แผ่
ขอบขา่ ย/เน้อื หา/กิจกรรม
1. การจบั คสู่ ามารถแบง่ ไดห้ ลายชนดิ คอื เกมจบั คทู่ เ่ี หมอื นกนั หรอื สง่ิ เดยี วกนั เชน่ จบั คภู่ าพทเี่ หมอื นกนั
ทุกประการ จับคู่ภาพกับเงาของส่ิงเดียวกัน จับคู่ภาพกับโครงร่างของส่ิงเดียวกัน จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก
เกมจับคู่ภาพท่ีเป็นประเภทเดียวกัน เกมจับคู่ภาพส่ิงท่ีมีความสัมพันธ์กัน เกมจับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม
เกมจับคู่ภาพส่วนเต็มกับภาพแยกส่วน เกมจับคู่ภาพช้ินส่วนที่หายไป เกมจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน เกมจับคู่ภาพ
ท่ีสมมาตรกนั เกมจับคแู่ บบอปุ มาอุปไมย เกมจับค่แู บบอนกุ รม
2. การต่อภาพให้สมบูรณ์หรือภาพตัดต่อเพื่อให้เด็กฝึกสังเกตรายละเอียดของภาพท่ีเหมือนกัน
หรือต่างกนั เกยี่ วกบั สี รปู ร่าง ขนาด ลวดลาย
3. การวางภาพต่อปลาย (โดมิโน) เช่น โดมโิ นภาพเหมอื น โดมโิ นภาพสมั พนั ธ์ โดมโิ นผสม
4. การเรยี งล�ำ ดับ เชน่ เรียงลำ�ดับเหตุการณ์ต่อเน่อื งในกิจวตั รประจำ�วัน วงจรชวี ิตสตั ว์
เกมเรียงล�ำ ดับตามขนาด ความยาว ปริมาณ ปริมาตร จำ�นวน
5. การจัดหมวดหมู่ เช่น จัดหมวดหมู่ตามสี รูปทรง ขนาด ปริมาณ จำ�นวน ประเภท จัดหมวดหมู่
กบั สญั ลกั ษณ์ จดั หมวดหมภู่ าพซอ้ น
6. การศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต)
7. การจับค่แู บบตารางสัมพนั ธ์ (เมตรกิ เกม)
8. การพนื้ ฐานการบวก
9. การหาความสมั พนั ธต์ ามล�ำ ดบั ท่กี �ำ หนด
แนวการจดั กจิ กรรมเกมการศึกษา
1. การสอนเกมการศกึ ษาชดุ ใหม่ควรสอนจากเกมง่าย ๆ จำ�นวนน้อยช้ิน วธิ กี ารเล่นไม่ย่งุ ยากกอ่ น
2. สาธติ /อธิบายวิธีเลน่ เกมอยา่ งเป็นขน้ั ตอนตามประเภทของเกม
3. ให้เดก็ หมนุ เวยี นเขา้ มาเลน่ เปน็ กลมุ่ หรือรายบุคคล
4. ขณะท่ีเดก็ เลน่ เกม ครูเปน็ เพยี งผแู้ นะน�ำ
5. เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเสร็จเรียบร้อยควรให้เด็กตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเอง หรือร่วมกัน
ตรวจกบั เพือ่ น หรือครเู ป็นผชู้ ว่ ยตรวจ
6. ใหเ้ ดก็ นำ�เกมทีเ่ ลน่ แลว้ เก็บใส่กล่องเข้าทใี่ ห้เรยี บรอ้ ยทุกครั้งกอ่ นเลน่ เกมชดุ อื่น
7. กอ่ นหมดเวลา 7-10 นาที ผสู้ อนเตอื นให้เด็กเก็บของเข้าทีซ่ ึ่งนอกจากจะบอกเปน็ ค�ำ พดู ธรรมดาแลว้
อาจรอ้ งเพลงที่มีความหมายเตือนให้เก็บของเข้าท่ี
34

สือ่ กิจกรรมเกมการศกึ ษา
1. เกมจบั คู่
เพ่ือให้เด็กได้ฝึกสังเกตสิ่งที่เหมือนกันหรือต่างกันซึ่งอาจเป็นการเปรียบเทียบภาพต่างๆ แล้วจัด
เป็นคู่ ๆ ตามจดุ มงุ่ หมายของเกมแตล่ ะชดุ
1.1 จบั คทู่ ่เี หมือนกนั หรือจบั คสู่ ิ่งของเดยี วกนั
1.2 จบั คู่ภาพส่งิ ท่มี คี วามสมั พนั ธ์กนั
1.3 จับคภู่ าพชนิ้ สว่ นทีห่ ายไป
1.4 จบั คูภ่ าพทส่ี มมาตรกัน
1.5 จับค่ภู าพที่สัมพันธ์กนั แบบอปุ มาอปุ ไมย
1.6 จับคู่ภาพแบบอนุกรม
2. เกมภาพตัดต่อ
2.1 ภาพตัดต่อที่สัมพันธ์กบั หน่วยการเรียนตา่ งๆ เช่น ผลไม้ ผัก
2.2 ภาพตดั ตอ่ แบบมติ สิ มั พนั ธ์
3. เกมวางภาพตอ่ ปลาย (โดมโิ น)
3.1 โดมโิ นภาพเหมอื น
3.2 โดมโิ นภาพสมั พนั ธ์
4. เกมเรียงลำ�ดบั
4.1 เรยี งลำ�ดับภาพเหตกุ ารณต์ อ่ เน่อื ง
4.2 เรยี งล�ำ ดบั ขนาด
5. เกมจดั หมวดหมู่
5.1 ภาพสงิ่ ตา่ งๆ ที่น�ำ มาจัดเปน็ พวก ๆ
5.2 ภาพเก่ยี วกบั ประเภทของใช้ในชีวติ ประจำ�วัน
5.3 ภาพจัดหมวดหมตู่ ามรปู รา่ ง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณติ
6. เกมศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต)
7. เกมจับคแู่ บบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม)
8. เกมพน้ื ฐานการบวก

ใบไมห้ ลากรปู แบบ

เอกสารอ้างองิ
ส�ำ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ส�ำ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2561).
คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
ชุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย.

35

2 การจัดการเรียนร้เู ชิงรุก
ตามแนวคดิ ไฮสโคป (High Scope)

ความเปน็ มา
ดร.เดวิด ไวคาร์ท (Dr. David Weikart) ประธานมลู นิธวิ จิ ยั การศึกษาไฮสโคป (High Scope Educational
Research Foundation) เป็นผ้รู เิ ร่มิ ร่วมกับคณะนักวิชาการและนักวิจยั อาทิ แมรี่ โฮแมน (Mary Hohmann) และ
ดร.แลรี่ ชไวฮาร์ต (Dr. Larry Schweinhart) พัฒนาข้ึนจากโครงการเพอร่ี พรีสคูล (Perry Preschool Project)
ต้ังแต่ พ.ศ. 2505
ทฤษฎี
ในระยะเริ่มต้น การพัฒนาโปรแกรมไฮสโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory)
ของเพียเจต์ (Piaget) เป็นพ้ืนฐาน โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนซึ่งเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ�
(Active Learning) ระยะต่อมามีการผสมผสานทฤษฎีและแนวคิดอ่ืนๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน (Erikson) ในเรื่อง
การให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระและทฤษฎีของไวกอตสกี้ (Vygotsky) ในเรื่อง
ปฏิสัมพันธแ์ ละการใชภ้ าษา
หลักการ
ไฮสโคปเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ�ผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับ
พัฒนาการของเด็กและการแกป้ ัญหาอยา่ งกระตือรอื ร้น หลกั การของไฮสโคปสามารถสรปุ เปน็ แผนภูมิภาพ “วงลอ้
แหง่ การเรยี นรู”้ ดงั นี้

ะเมนิ ผล ปฏิสัมพันธ์ระหว่า

คณะท�ำ งาน
งผใู้ หญแ่ ละเดก็
กิจวัตร
การปร บันทึกประจ�ำ วนั
้อมการเ ีรยนรู้
วางแผนกิจวตั รประจำ�วนั กลยุทธป์ ฏสิ ัมพนั ธ์

การประเมินพฒั นาการเด็ก การกระต้นุ ส่งเสรมิ

การประเมินการจัดการเรยี นรู้ การจัดการความขัดแย้ง

การเรียนรู้
แบบลงมอื กระท�ำ

• การรเิ ร่ิม
• พัฒนาการสำ�คญั

กจิ กรรมรบั เดก็ พ้ืนที/่ มมุ ต่างๆ
กจิ กรรมวางแผน สื่อทใ่ี ชป้ ระสาทสมั ผสั
ลงมอื ปฏิบัติ ทบทวน การจัดเก็บ
(Plan-Do-Review)
กจิ กรรมกลมุ่ ย่อย การจัดส่ิงแวดล
กจิ กรรมกลุ่มใหญ่
ประจำำ วนั กิจกรรมนอก
หอ้ งเรียน

วงล้อแห่งการเรยี นรู้

37

แนวทางในการจัดกจิ กรรม

1. การวางแผน (Plan)
การวางแผน คือ กระบวนการคิดของเด็กเกี่ยวกับเป้าหมายที่จะกำ�หนดการกระทำ�ที่คาดหวัง
การวางแผนของเดก็ ขน้ึ อยกู่ บั อายุ ความสามารถทางการสอื่ สาร และการใชภ้ าษา เดก็ อาจวางแผน โดยการกระท�ำ
ท่าทางหรือคำ�พดู
2. การปฏบิ ตั ิ/การทาํ งาน (Do/Work time)
การทํางานเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ลงมือกระทํา เล่น และแก้ปัญหาอย่างมีจุดมุ่งหมาย และได้เรียนรู้
ตามประสบการณ์สําคัญ เป็นช่วงที่เด็กต้องเลือกและตัดสินใจใช้วัสดุอุปกรณ์ บริเวณ และข้ันตอนในการเล่น
ซึ่งการเล่นของเด็ก คือ ความต้องการท่ีจะสํารวจ ทดลอง ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ และเลียนแบบ ช่วงเวลาน้ี
เปน็ ชว่ งทเ่ี ดก็ ไดม้ สี ว่ นรว่ มในสงั คม คน้ พบความรใู้ หมจ่ ากสง่ิ ทเ่ี ดก็ รเิ รม่ิ และประสบการณต์ รงทาํ ใหเ้ ดก็ ไดส้ รรคส์ รา้ ง
ความรู้ด้วยตนเอง โดยครูสังเกตเด็กเพื่ออํานวยความสะดวก มีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็ก สนทนาและส่งเสริม
การแกป้ ัญหาของเดก็ พจิ ารณาปฏสิ มั พันธจ์ ากส่ิงทเ่ี กดิ ขึน้ แลว้ บนั ทกึ การสังเกตเด็ก
3. การทบทวน (Recall time)
ช่วงของการทบทวนเป็นช่วงที่เด็กได้สะท้อน พูดคุย และนำ�เสนอเกี่ยวกับสิ่งที่ทําในช่วงการทํางาน
ในกระบวนการทบทวน เด็กได้ทําความเข้าใจ โดยการใช้ภาษา การอภิปราย และการวิเคราะห์เช่ือมโยงสะท้อน
ความคิดเกี่ยวกับการกระทําและประสบการณ์ เป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้ฝึกการเล่าเรื่อง การบรรยาย เด็กจะได้ฝึก
ความสามารถในการแสดงให้ผ้อู น่ื เหน็ และเข้าใจประสบการณข์ องตน
ครูสามารถส่งเสริมเด็กในช่วงของการทบทวน โดยการสังเกตการทบทวนของเด็กแต่ละคน ทบทวน
กับเด็กในบรรยากาศท่ีสงบ อบอุ่น เช่น ทบทวนในกลุ่มอย่างใกล้ชิด ในการทบทวน ครูควรช่วยกระตุ้นการระลึก
ประสบการณ์ของเดก็ จดั หาวัสดุอุปกรณ์หรอื ประสบการณท์ ี่ทาํ ให้เด็กสนใจ

สอ่ื การเรยี นรู้และสภาพแวดลอ้ ม

1. ผู้ใหญ่ให้โอกาสเด็กแสดงความคิดเห็นและลงมือปฏิบัติ มีส่วนร่วมกับเด็ก เปิดใจรับฟังความคิดเห็น
รับรคู้ วามรูส้ ึกและความตอ้ งการของเด็ก และเรยี นรูจ้ ากเดก็
2. สนใจในความสามารถของเด็ก ค้นหาความสนใจของเด็ก มองสถานการณ์ในมุมมองของเด็ก
ให้พ่อแม่และผู้ร่วมงานมีส่วนร่วมในสิ่งท่ีเด็กสนใจ วางแผนการเรียนการสอน โดยคํานึงถึงความสามารถ
และความสนใจของเด็ก
3. สรา้ งปฏสิ มั พันธ์กับเด็กอยา่ งแทจ้ รงิ แบง่ ปนั ส่งิ ทีต่ นเองมีกับเด็ก เช่น ตอบสนองความสนใจของเดก็
ดว้ ยความเอาใจใส่ ให้ขอ้ มลู สะท้อนกลับแก่เดก็ อย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม ถามและตอบอยา่ งตรงไปตรงมา
4. ส่งเสริมการเล่นของเด็ก สังเกตและสนใจกับกิจกรรมการเล่นของเด็ก มีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็ก
ด้วยบรรยากาศท่สี นับสนนุ
5. ใช้วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งขณะอยู่ร่วมกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งของเด็กๆ โดยคํานึงถึง
ความจริง ความม่ันคง และความอดทน จะช่วยให้เด็กรู้จักความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลท่ีตามมา ปลูกฝังให้
เด็กมีความรับผิดชอบ การทํางานร่วมกันระหว่างผู้ใหญ่และเด็กเพ่ือช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยดําเนินการ
ตามข้ันตอนต่อไปน้เี พือ่ เป็นการประนีประนอมข้อขดั แย้งและปัญหาทเี่ กดิ ขน้ึ
1) ใหเ้ ดก็ สงบอารมณก์ อ่ น
2) ยอมรบั ความรสู้ ึกของเด็ก
3) รวบรวมข้อมลู จากเด็ก เช่น เกดิ อะไรขน้ึ อะไรคอื สาเหตใุ หเ้ ดก็ อารมณ์เสยี
38

4) ย้อนกลบั มาถามถงึ ปญั หาท่ีเกิดข้นึ อีกคร้งั หน่ึง
5) ใหเ้ ด็กชว่ ยหาวิธีแก้ไขปญั หา
6) คอยและสนบั สนุนการตัดสนิ ใจของเดก็

1. ใ่ ห้โอกาสเด็ก 2. สนใจ ค้นหา 3. สร้างปฏิสมั พนั ธ์
แสดงความคิดเหน็ ความสามารถของเดก็ ตอบสนองความสนใจ
และลงมอื ปฏบิ ตั ิ ใหข้ ้อมลู สะท้อนกลบั
มสี ว่ นร่วมกบั เด็ก ให้พ่อแม่และ
5. แกป้ ญั หา ผูร้ ว่ มงานมสี ว่ นร่วม แกเ่ ด็ก
ความขัดแย้งของเด็ก 4. สง่ เสริม
กลยุทธ์
ในการสร้าง การเลน่ ของเด็ก
บรรยากาศ
ทส่ี นับสนนุ
การเรยี นรู้

การจัดสิ่งแวดลอ้ มการเรียนรู้ (Learning Environment)

การจดั สง่ิ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษาปฐมวยั ตามหลกั การของไฮสโคปถอื วา่ สงิ่ แวดลอ้ มเปน็ เสมอื นครคู นท่ี 3
และเปน็ ส่วนหน่ึงของวงล้อการเรยี นรู้ ซึ่งมีสาระครอบคลมุ 3 เรอื่ ง ได้แก่ พ้ืนที่ ส่อื และการจัดเกบ็ โดยแต่ละเรือ่ ง
มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
พืน้ ท่ี (Space)
เด็กปฐมวัยเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทํา เด็กจึงต้องการพ้ืนท่ีที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดแบ่งพ้ืนท่ีภายใน
ห้องเรยี นจะประกอบด้วย 5 ส่วน ดงั น้ี
1. พน้ื ทเ่ี กบ็ ของใชส้ ว่ นตวั ของเดก็ เชน่ ผา้ กนั เปอ้ื น แปรงสฟี นั แกว้ นาํ้ อาจจะเปน็ ตยู้ าวแยกเปน็ ชอ่ ง
รายบุคคลหรือชน้ั วางของเปน็ ช่องๆ โดยมชี ือ่ เด็กตดิ แสดงความเปน็ เจา้ ของ
2. พ้นื ทีก่ ิจกรรมกลุ่มใหญ่ เชน่ กจิ กรรมฟงั นทิ าน รอ้ งเพลง เคล่ือนไหว ทท่ี ําร่วมกนั ทัง้ ชัน้ เรียน
3. พ้ืนท่ีกิจกรรมกลุ่มย่อย เช่น กิจกรรมศิลปะร่วมมือ กิจกรรมทําหนังสือนิทานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย
กิจกรรมเรยี นรเู้ กี่ยวกับทกั ษะพืน้ ฐานทางวทิ ยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยสมาชกิ กลมุ่ ทีเ่ หมาะสม คือ 4-6 คน
4. พื้นท่สี าํ หรับมมุ เลน่ ไฮสโคปได้กําหนดใหม้ ีมุมพนื้ ฐาน 5 มมุ ประกอบดว้ ย มมุ หนงั สือ มุมบลอ็ ก
มุมบา้ น มมุ ศลิ ปะ และมุมของเล่น ไฮสโคปมีหลักการเรียกช่ือมมุ ตา่ งๆ ดว้ ยภาษาที่เด็กเข้าใจ จะไมใ่ ช้ภาษาซ่งึ เปน็
นามธรรมมากๆ เชน่ มมุ บทบาทสมมตุ ิ มมุ เครอื่ งเลน่ สมั ผสั นอกจากนี้ ไฮสโคปเชอื่ วา่ มมุ เลน่ ตอ้ งเปลยี่ นแปลงไป
ตามความสนใจของเด็ก
5. พน้ื ทเี่ ก็บของใช้ครู เชน่ หนงั สือ คู่มอื ครู เอกสารโปรแกรมสอ่ื การสอนสว่ นรวมของชัน้ เรยี น

39

สือ่ (Materials)
สอ่ื หมายถงึ วัสดุอุปกรณท์ ี่หลากหลาย ทงั้ ประเภท 2 มิติ 3 มิติ สะท้อนวฒั นธรรมท้องถิ่น ส่ือทเ่ี อือ้ ให้
เด็กเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสท้ัง 5 โดยมีการจัดการใช้ส่ือที่เร่ิมต้นจากสื่อที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม กล่าวคือ
เรมิ่ ตน้ จากสอ่ื ของจรงิ ของจาํ ลอง ภาพถา่ ย ภาพโครงรา่ ง และสญั ลกั ษณ์ ตวั อยา่ งเชน่ เรอื่ งกลว้ ย ใหเ้ รยี งลาํ ดบั สอื่
จากกล้วยจริง กล้วยจําลอง ภาพถ่ายกล้วย ภาพวาด หรือภาพโครงร่าง และคําว่า "กล้วย" การใช้ส่ือต้อง
เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และความต้องการของเด็กท่ีหลากหลาย
ตลอดจนสอ่ื ทส่ี ะทอ้ นชวี ติ ครอบครวั ของเดก็ ไฮสโคปเนน้ หลกั การขอ้ นม้ี าก ดงั นน้ั หนงั สอื นทิ าน นติ ยสาร ภาพถา่ ย
ตกุ๊ ตา เสอ้ื ผา้ มมุ บา้ น มมุ ดนตรี หรอื ของเลน่ เชน่ ภาพตดั ตอ่ ควรสะทอ้ นภาษา บรรยากาศ อาชพี และสงิ่ กอ่ สรา้ ง
หรือสถาปัตยกรรมในชุมชนทเ่ี ดก็ อาศัยอยูด่ ว้ ย

ตวั เลขทราย นิทานชดุ เก่งคิดคณติ ศาสตร์

การจัดเก็บ (Storage)
ไฮสโคปให้ความสำ�คัญกับระบบจัดเก็บสื่อด้วยวงจร “ค้นหา-ใช้-เก็บคืน” (Find-Use-Return Cycle)
ตามกรอบแนวคิด ดงั น้ี
1. สือ่ ทเี่ หมอื นกนั จัดเกบ็ หรอื จดั วางไวด้ ว้ ยกัน
2. ภาชนะบรรจุสื่อควรโปร่งใสเพื่อให้เด็กมองเห็นส่ิงที่อยู่ภายในได้ง่ายและควรมีมือจับเพื่อให้สะดวก
ในการขนย้าย
3. การใช้สัญลักษณ์ (Labels) ควรมีความหมายต่อการเรียนรู้ของเด็ก สัญลักษณ์ทํามาจากส่ืออุปกรณ์
ของจริง ภาพถ่ายหรือภาพสําเนาภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบัตรคําติดคู่กับสัญลักษณ์
อย่างใดอย่างหนงึ่
ไฮสโคปเชื่อว่า วงจร “ค้นหา-ใช้-เก็บคืน” ส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กได้สั่งสมประสบการณ์ ส่งเสริม
ความรับผิดชอบ รู้จักมีน้ําใจ ช่วยเหลือ เป็นการเรียนรู้ทางสังคม ดังนั้น ครูจึงควรจัดเวลา “เก็บของเล่น” ทุกวัน
นอกจากน้ี สื่อจะต้องจัดวางไว้ในระดับสายตาเด็ก (Eye-level) เพ่ือให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน สามารถหยิบใช้
และจดั เกบ็ ไดด้ ้วยตนเอง ไมใ่ ชอ่ ยูส่ งู จนเปน็ อันตรายเวลาเอือ้ มหยิบหรือตอ้ งพงึ่ พาผใู้ หญ่ใหห้ ยิบให้ตลอดเวลา

40

การประเมินผล (Assessment)

ในโปรแกรมไฮสโคป ครูไฮสโคปจะทํางานร่วมกันเป็นคณะ ในแต่ละวัน ครูทุกคนจะรวบรวมข้อมูล
เก่ียวกับเด็ก ข้อมูลนี้ได้จากการสังเกตและการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กในกิจวัตรประจําวัน โดยครูจะจดบันทึกสั้นๆ
ตามสิ่งที่เห็นและได้ยินอย่างเที่ยงตรง ครูจะแลกเปล่ียนข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเด็ก ทําการวิเคราะห์ข้อมูล
ในดา้ นประสบการณ์สาํ คญั และวางแผนส�ำ หรบั วนั ตอ่ ไป
จุดมุ่งหมายหลักของการประเมิน คือ การประเมินคุณภาพของโปรแกรมและพัฒนาการเด็ก ซึ่งไฮสโคป
ได้สรา้ งแบบประเมนิ คณุ ภาพโปรแกรม (High Scope Program Quality Assessment หรอื PQA) และแบบสงั เกต
บนั ทึกพฤตกิ รรมเด็ก (High Scope Child Observation Record หรือ COR) มีรายละเอียด ดงั ต่อไปนี้
1. แบบประเมินคุณภาพโปรแกรม (PQA)
ไฮสโคปได้จัดทําแบบประเมินคุณภาพโปรแกรม (PQA) ประกอบด้วยมาตรฐานคุณภาพด้านต่างๆ
เช่น ด้านการจัดห้องเรียน ส่ือ วัสดุ ครุภัณฑ์ กิจวัตรประจําวัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก การวางแผน
และการประเมินเป็นคณะ ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้ปกครอง การฝึกอบรมครูระหว่างประจําการและการนิเทศ
ในแต่ละดา้ นจะแยกออกเป็นขอ้ ย่อย แต่ละขอ้ ย่อยกําหนดเป็นระดบั 1-5 มีข้นั ตอนการให้คะแนน PQA ดงั นี้
ขั้นท่ี 1 บนั ทกึ ขอ้ มลู สนบั สนนุ รวมทงั้ รายการสอื่ วสั ดุ เหตกุ ารณส์ น้ั ๆ ทไ่ี ดจ้ ากการสงั เกต รวมทง้ั
จดบนั ทกึ คาํ พดู ของเดก็ และผใู้ หญ่ ซงึ่ การจดบนั ทกึ นจี้ ะตอ้ งสนั้ ตรง กระชบั เฉพาะเจาะจง
เปน็ จรงิ ตามที่ครแู ละเด็กพูดหรอื ปฏิบตั ิ
ขน้ั ที่ 2 ขดี เส้นใตป้ ระโยค พยางค์ ขอ้ มลู ทส่ี ะทอ้ นให้เหน็ คณุ ภาพโปรแกรม
ข้นั ท่ี 3 วงกลมระดบั ท่ีเหมาะสม ในแบบประเมินคุณภาพโปรแกรมปฐมวยั (PQA) ว่า อยู่ในระดับ
1, 2, 3, 4 หรอื 5
2. แบบสังเกตบนั ทึกพฤตกิ รรมเดก็ (COR)
COR เป็นเคร่ืองมือประเมินพัฒนาการเด็กท่ีไฮสโคปสร้างขึ้นเพื่อนํามาใช้แทนแบบทดสอบซ่ึงถือว่า
ไม่เหมาะสมกับเด็ก เคร่อื งมือช้ินนี้ ไฮสโคปใชก้ ับเดก็ อายุ 2 - 6 ปี โดยสังเกตเด็กขณะทาํ กิจกรรมปกตใิ นแตล่ ะวนั
ผทู้ ส่ี งั เกตจะตอ้ งผา่ นการฝกึ อบรมการสงั เกตและบนั ทกึ พฤตกิ รรมเพอื่ ทจ่ี ะสามารถใช้ COR ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
แบบสังเกตบันทึกพฤติกรรมเด็ก (COR) ช่วยให้ครูท่ีทํางานอยู่ในโปรแกรมท่ีพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับ
พัฒนาการได้สังเกตเด็กและบันทึกพฤติกรรมท่ีเด็กแสดงออกในกิจวัตรประจําวันอย่างต่อเน่ือง สมำ่�เสมอ COR
จะชว่ ยชใ้ี หเ้ หน็ ทกั ษะและศกั ยภาพของเดก็ แตล่ ะคน ทาํ ใหค้ รวู างแผนการสอนและปรบั สอื่ การเรยี นการสอน เทคนคิ
วธิ กี ารและกจิ กรรมใหเ้ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั ความสนใจและความตอ้ งการของเดก็ เปน็ รายบคุ คล รายการสงั เกต
ใน COR มี 6 รายการ ตามประสบการณ์สำ�คญั ในไฮสโคป คอื
1. การรเิ ริ่ม (Initiative)
2. ความสัมพนั ธท์ างสังคม (Social Relations)
3. การนําเสนออยา่ งสร้างสรรค์ (Creative Representation)
4. ดนตรแี ละการเคล่ือนไหว (Music and Movement)
5. ภาษาและการรหู้ นงั สอื (Language and Literacy)
6. ตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logic and Mathematics)

บทบาทครู บทบาทเดก็

การเรยี นรแู้ บบลงมอื กระทาํ นน้ั จะประสบความสาํ เรจ็ ได้ เมอื่ ผใู้ หญแ่ ละเดก็ มปี ฏสิ มั พนั ธท์ ดี่ ตี อ่ กนั ซงึ่ ปจั จยั
สําคัญในการสรา้ งปฏิสมั พนั ธ์ มีดังนี้

41

1. ความไวว้ างใจ (Trust) ความไวว้ างใจทง้ั ตอ่ ตนเองและผอู้ น่ื ประสบการณใ์ นชว่ งนเ้ี ปน็ พนื้ ฐานสาํ คญั
ในการพัฒนา “ความไวว้ างใจ” ในวัยตอ่ มา โดยเริ่มจากบุคคลในครอบครัวและขยายตอ่ ไปยังโรงเรียนและวงสังคม
2. การเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) การพึ่งพาตนเอง การทดลองทําสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองซ่ึงจะ
ทําให้เกิดความภาคภูมิใจเมื่อทําสําเร็จ ดังน้ัน ถ้าผู้ใหญ่ให้กำ�ลังใจในสิ่งท่ีเด็กทําได้ตามความสามารถและวิธีการ
ของเด็กแต่ละคน เด็กจะพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง รู้สึกว่า ตนเองเป็นผู้มีความสามารถ พึ่งตนเอง
และนําตนเองได้
3. ความคิดริเร่ิม (Initiative) เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการทํากิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะไปสนับสนุน
ข้นั ความเป็นตวั ของตัวเอง ถ้าเด็กไดร้ บั อิสระในการคดิ วางแผน และริเริ่มทาํ กจิ กรรมตา่ งๆ ผู้ใหญ่มเี วลาให้กบั เดก็
ในการตอบคาํ ถามกจ็ ะเปน็ การสง่ เสริมใหเ้ ด็กมแี นวโนม้ ท่จี ะค้นควา้ ศกึ ษาต่อไป
4. การร่วมรับรู้ความรู้สึกของผู้อ่ืน (Empathy) การเข้าใจความรู้สึกของผู้อ่ืนจะช่วยให้เด็กรู้จัก
สร้างมติ รภาพและการมีสว่ นรว่ ม เด็กจะแสดงความร้สู ึกของตนเองทส่ี ามารถรับรูค้ วามรสู้ กึ ของผูอ้ ืน่ ได้มากข้นึ
5. เชอ่ื มน่ั ในตนเอง (Self-confidence) เปน็ สง่ิ ทแี่ สดงวา่ ตนเองสามารถประสบความสาํ เรจ็ และสามารถ
ชว่ ยเหลอื สงั คมได้ ความเชือ่ มั่นในตนเองเป็นสง่ิ สาํ คญั ทจี่ ะกระตุน้ ให้ต่อส้กู ับอุปสรรคและปญั หาตา่ งๆ
42

เอกสารอา้ งองิ
พัชรี ผลโยธิน และคณะ. (2550). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทยตามแนวคิดไฮสโคป. กรุงเทพ: สำ�นักงาน
เลขาธิการสภาการศกึ ษา.
กลุ ยา ตนั ตผิ ลาชวี ะ. (2551). รปู แบบการเรยี นการสอนปฐมวยั ศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ ติ รสมั พนั ธก์ ราฟฟคิ .

. (2552). รวมนวัตกรรมทฤษฎีการศึกษาปฐมวัยสู่การประยุกต์ใช้ในห้องเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพฯ: สำ�นกั พมิ พส์ าราเด็ก.
https://www.gotoknow.org/posts/499324

43

3 กแ(PาบรroจบjัดeกโcาคtรเAรรpยี งpนrรกoูเ้ ชaาิงcรhรุก)

การจัดการเรียนรูแ้ บบโครงการ (Project Approach)

แนวคิด “Project Approach” เกิดข้ึนคร้ังแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้ังแต่ศตวรรษท่ี 18 และด้วย
ความคดิ รเิ รมิ่ ของ วลิ เลยี ม เฮริ ด์ คลิ แพทรคิ (William Heard Kilpatrick) ครสู อนภาษาทเี่ ปน็ บคุ คลส�ำ คญั ในกระบวนการ
พฒั นาการศกึ ษาในชว่ งตน้ ศตวรรษที่ 20 ซงึ่ เขาไดข้ ยายรปู แบบการจดั การเรยี นรแู้ บบโครงการน้ี โดยการน�ำ แนวคดิ
ของ จอห์น ดูอี (John Dewey) ซ่ึงเป็นนักปฏิรูปการศึกษาคนสำ�คัญ ท่ีให้ความสำ�คัญกับประสบการณ์ของเด็ก
ส่งเสริมการเรียนรู้เป็นกลุ่มปฏิบัติการ ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นกระบวนการ และมุ่งให้เด็กเรียนรู้และเกิด
องค์ความร้ดู ้วยตัวเอง ท�ำ ใหก้ ลายเป็นรูปแบบการจัดการเรยี นรู้ที่ได้รับความนยิ ม (นรรัชต์ ฝนั เชยี ร, 2562)
โครงสร้างของการเรียนรู้แบบ Project Approach แบ่งออกเป็น 3 ระยะ แต่ละระยะจะประกอบด้วย
การเรยี นรู้ 5 รปู แบบ ดงั น้ี
การเรยี นรู้ 3 ระยะ
ระยะที่ 1 – เริม่ ตน้
• เด็กๆ เลือกว่า จะศกึ ษาเรอื่ งอะไร โดยครูเปน็ ผ้ใู ห้ค�ำ แนะนำ�
• เด็กๆ อภิปรายว่า มีความรู้เดิมอะไรเกี่ยวกับเร่ืองที่เลือกแล้วบ้าง ครูช่วยให้เด็กๆ บันทึกความคิด
ของเดก็ ๆ ด้วยวธิ ีต่างๆ เช่น วาด ปน้ั จ�ำ ลอง ฯลฯ
• เด็กๆ บอกข้อสงสัยที่เด็กๆ มีเกี่ยวกับสิ่งท่ีเด็กๆ จะเรียนรู้และครูช่วยให้เด็กๆ สรุปตั้งคำ�ถาม
ทเ่ี ดก็ ๆ ต้องการเพื่อหาคำ�ตอบในระหว่างการส�ำ รวจสืบคน้ ครัง้ น้แี ละบนั ทกึ ค�ำ ถามเหลา่ นน้ั
• เด็กๆ พูดคุยเก่ียวกับว่า คำ�ตอบที่เด็กๆ จะสำ�รวจสืบค้นได้นั้นน่าจะเป็นอะไร อย่างไร เพราะอะไร
ครูช่วยเด็กๆ บันทึกความคาดคะเนของเด็กๆ ไว้เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลในภายหลังซ่ึงข้ันตอนน้ี
เปรยี บเสมือนการตง้ั สมมุตฐิ านเบอื้ งต้น
• ครใู หเ้ ดก็ ๆ ชว่ ยกนั คดิ วา่ จะหาค�ำ ตอบใหก้ บั ค�ำ ถามเพอื่ ตรวจสอบสมมตุ ฐิ านของเดก็ ๆ ไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง
ระยะที่ 2 – การรวบรวมข้อมูลเกย่ี วกบั เรอื่ งท่เี รยี นรู้
• ครูช่วยเด็กๆ วางแผนการสืบค้นเพ่ือเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ท้ังในห้องเรียน โรงเรียน
และ/หรอื ชมุ ชน รวมถงึ การจดั หาวทิ ยากรทม่ี คี วามเชย่ี วชาญในเรอื่ งทเี่ ดก็ ๆ สนใจเรยี นรทู้ จี่ ะสามารถ
ตอบค�ำ ถามของเด็กๆ ได้มาใหค้ วามรูก้ บั เดก็ ๆ
• เด็กๆ ใช้ของจริง/ภาพ/สิ่งพิมพ์/หนังสือและคอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็น
ผชู้ ว่ ยเหลือ
• ในระหว่างกิจกรรมในวงกลมท่ีเด็กๆ สามารถประชุมร่วมกันและนำ�เสนอรายงานสิ่งท่ีเด็กๆ ค้นพบ
ในการทำ�กิจกรรมต่างๆ เป็นระยะ ครูส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กๆถามคำ�ถามและให้ความคิดเห็น
เก่ยี วกับส่ิงท่ีเดก็ ๆ แต่ละคนไดค้ น้ พบคำ�ตอบหรอื เรียนรู้ คาดคะเน และจัดกระทำ�แยกแยะ/วเิ คราะห์
หาเหตผุ ล/สงั เคราะห์ข้อมลู ตา่ งๆ ทไ่ี ดร้ บั มา
• เด็กๆ วาดภาพ ถ่ายภาพ เขียนคำ�และป้ายต่างๆ สร้างกราฟและ/หรือแผนภูมิส่ิงท่ีเด็กๆ วัด
และนบั แลว้ เดก็ ๆ กส็ รา้ งจ�ำ ลองสงิ่ ทเี่ ดก็ ๆ สนใจเรยี นรกู้ นั เมอ่ื เดก็ ๆ เรยี นรเู้ พมิ่ ขน้ึ เรอื่ ยๆ เดก็ ๆ สามารถ
พจิ ารณาทบทวนและเพ่ิมเติมหรอื ท�ำ จำ�ลองใหม่ให้ดขี น้ึ กว่าเดิมไปได้เร่อื ยๆ
• ในช่วงเวลาของการรวบรวมข้อมูลน้ี เด็กๆ ควรได้ใช้ทักษะต่างๆ อย่างหลากหลายในการพิจารณา
หาเหตุผล วิเคราะห์ข้อมูลและสารสนเทศต่างๆ ด้วยวิจารณญาณว่า ข้อมูลน้ันเชื่อถือได้หรือไม่
และเราได้อะไรจากข้อมลู สารสนเทศตา่ งๆ เหล่าน้นั

45

ระยะท่ี 3 – การสรุป Project
• เด็กๆ อภิปรายกันถึงหลักฐานต่างๆ ที่เด็กๆ ได้สืบและค้นพบท่ีช่วยให้เด็กๆ ตอบคำ�ถาม
ท่ีเด็กๆ ต้ังไว้ได้และเด็กๆ จะได้เปรียบเทียบส่ิงที่เด็กๆ เรียนรู้กับความรู้เดิมของเด็กๆ ว่า ตรงกัน
หรือไม่ รวมถึงเปรียบเทียบกับการคาดคะเนของเด็กๆ ที่ทำ�ไว้ตั้งแต่ระยะแรกด้วย รวมถึงพิจารณา
หาเหตุและผล
• เด็กๆ ช่วยกันวางแผนจัดแสดงให้ผู้ปกครองและเพื่อนๆ และบุคคลอ่ืนๆ ได้เห็นวิธีการเรียนรู้
กิจกรรม ผลงาน และสิ่งที่เด็กๆ ค้นพบเรียนรู้ซ่ึงเปรียบเสมือนการลำ�ดับเหตุการณ์และการสรุป
ความคิดรวบยอดอกี ครั้งหน่งึ
• เด็กๆ ลงมือจัดแสดงเพ่ือแบ่งปันความรู้และเร่ืองราวเก่ียวกับ “Project Approach” ของเด็กๆ
ครจู ะไดช้ ว่ ยสนบั สนนุ สง่ เสรมิ วางแผนและด�ำ เนนิ การเลา่ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั สง่ิ ทเี่ ดก็ ๆ ท�ำ และคน้ พบกนั
อยา่ งสนุกสนาน กระตือรือร้น และภาคภมู ิใจ

การเรียนรู้ 5 รูปแบบ ระยะที่ 1 เร่มิ ต้น ระยะท่ี 2 พฒั นา ระยะที่ 3 สรปุ
รูปแบบการเรียนรู้
• แบ่งปันความรู้ • การศึกษาใน • เตรยี มที่จะแบง่ ปัน
1. การสนทนาพูดคุย และประสบการณ์เดิม และนอกห้องเรยี น เรอ่ื งราวของ Project
ปรึกษา เกี่ยวกบั เรอื่ งท่จี ะศกึ ษา และการสมั ภาษณ์ • ทบทวนและประเมิน
• ทบทวนการศึกษา Project
2. การศึกษานอกห้องเรยี น • เดก็ พดู คยุ เก่ยี วกบั ท้ังในและนอกห้องเรยี น
ประสบการณ์เดิมท่เี ดก็ • เรียนรู้จากแหล่งความรู้
เคยไดร้ ับกับผู้ปกครอง ต่างๆ

• สำ�ำรวจสืบคน้ ณ แหล่ง • ประเมนิ Project
เรียนรู้นอกห้องเรียน ผา่ นสายตาของผอู้ ่นื
• สัมภาษณผ์ เู้ ชยี่ วชาญ ณ นอกกล่มุ ของตน
แหลง่ เรียนรูน้ อกหอ้ งเรียน
และท่ีได้เชิญเข้ามาตอบ
คำ�ำถามเด็กในห้องเรยี น

3. การสรา้ งแบบจำ�ลอง • วาดภาพ เขียน สรา้ ง • ภาพรา่ งและบนั ทกึ • ยอ่ และสรุปเรอ่ื งราว
ทดแทน เลน่ บทบาทสมมตุ ิ ฯลฯ คร่าวๆ จากการไปศึกษา ของการศกึ ษาเพ่อื แบ่งปัน
เพ่ือแบ่งปนั ความรู้ นอกหอ้ งเรียน เรอ่ื งราวของ Project
และประสบการณ์เดิม • วาด ระบาย เขยี น แผนภูมิ กับผอู้ ่ืน
ของเดก็ ๆ ทางคณติ ศาสตร์ แผนท่ี
ฯลฯ เพ่ือแสดงใหเ้ หน็
การเรยี นรใู้ หม่

46

รูปแบบการเรียนรู้ ระยะท่ี 1 เริม่ ต้น ระยะท่ี 2 พัฒนา ระยะที่ 3 สรปุ

4. การสำ�รวจสืบคน้ • ตงั้ คำ�ำถามจากพนื้ ฐาน • สำ�ำรวจสืบค้นตามขอ้ สงสยั • คาดคะเนเกีย่ วกับคำ�ำถาม
ความรเู้ ดมิ ของคำ�ำถาม ใหม่ ๆ
5. การจดั แสดง • การไปเรยี นรนู้ อกหอ้ งเรยี น
และการคน้ คว้าในหอ้ งสมดุ
แล้วต้ังคำ�ำถามใหม่ๆ

• แบง่ ปนั การสรา้ งแบบ • แบ่งปนั การสร้าง • สรปุ การเรียนรทู้ ัง้ หมด
จำ�ำลองตา่ งๆ ทหี่ ลากหลาย แบบจำ�ำลองต่างๆ ตั้งแต่ตน้ จนจบ Project
ของประสบการณส์ ว่ นตวั ของประสบการณ์
ของเด็กแต่ละคนในเรอ่ื ง และความรใู้ หม่
ที่ศึกษา • การบนั ทึกตอ่ เนือ่ ง
ของงาน Project

แนวการจดั ประสบการณ์แบบโครงการ

การจัดประสบการณ์แบบโครงการเป็นวิธีการสอนที่ส่งเสริมให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล วัตถุ
สภาพแวดล้อม โดยการที่เด็กได้ศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับหัวข้อที่สนใจอย่างลึกซึ้ง เน้นให้เด็กมีอิสระในการคิด
การค้นคว้าหาวิธีที่จะได้คำ�ตอบจากคำ�ถามที่เด็กต้ังข้ึนด้วยวิธีการต่างๆ และนำ�เสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ ความรู้
ความเข้าใจ และประสบการณ์ท่ีมีเก่ียวกับหัวข้อที่ได้ทำ�โครงการ การทำ�โครงการ เด็กอาจจะทำ�เป็นกลุ่มเล็กๆ
ที่มคี วามสนใจร่วมกนั หรือเปน็ รายบุคคล ในแต่ละโครงการจะใชเ้ วลานานกว่า 1 สปั ดาห์ หรือขึ้นอยู่กับความสนใจ
ของเดก็
ดังน้ัน การจัดประสบการณ์แบบโครงการจึงเป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กที่แตกต่างจาก
การจัดประสบการณโ์ ดยท่วั ๆ ไป คือ การเปิดโอกาสให้เด็กสร้างทางเลือกและใชก้ ารตัดสินใจ การใหเ้ ดก็ ไดเ้ รียนรู้
ความผดิ พลาดของตนเอง ให้เดก็ ไดค้ ดิ วิเคราะห์เพอื่ ช่วยในการคิดและตัดสินใจในครั้งตอ่ ไป การให้เดก็ คาดการณ์
ถึงผลที่จะเกิดข้ึน ความลึกซึ้งในเรื่องที่ศึกษาขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็กที่จะค้นคว้าหาความรู้ของตนเองและครู
จะให้คำ�แนะนำ�ตามความสนใจที่เด็กอยากเรียนรู้ ในแต่ละระยะของการทำ�โครงการ กิจกรรมหลักท่ีสำ�คัญ
ทั้ง 5 กจิ กรรม จะชว่ ยให้เด็กได้เรยี นรู้สิง่ ตา่ งๆ และพฒั นาโครงการทที่ �ำ จนเปน็ ผลสำ�เร็จ

เอกสารอ้างองิ
นรรัชต์ ฝันเชียร. (2562). การจัดการเรียนรู้แบบโครงการ (Project Approach). สืบค้น 23 กันยายน 2565,
จาก https://www.trueplookpanya.com/blog/content/76455/-blog-teaartedu-teaart-teamet-
วาสนา สุระพา. (2564). ค่มู ือการปฏบิ ตั งิ านการสอนแบบโครงการ (Project Approach). มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
กำ�แพงเพชร. สืบคน้ จาก การสอนแบบโครงการ.pdf
วิวรรณ สารกิจปรีชา. (2553). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ปกครองกับพฤติกรรม
การมสี ว่ นรว่ มของผปู้ กครองในการสง่ เสรมิ การเรยี นรขู้ องนกั เรยี น โรงเรยี นอนบุ าลกกุ๊ ไก่ เขตคลองเตย
กรุงเทพฯ, ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย,
มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
ศศพิ นั ธุ์ เปย๊ี นเปยี่ มสนิ และคณะ. (2561). เอกสารประกอบการเรยี น การศกึ ษาปฐมวยั Early Chidhood Education.
ศูนยบ์ ริการส่อื และสง่ิ พมิ พก์ ราฟฟิคไซท.์ มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ . สบื ค้นจาก Project Approach.pdf.

47

4 การจดั การเรยี นรู้เชิงรกุ
โดยใช้สมองเป็นฐาน
(Brain Based Learning : BBL)

แนวคดิ การจดั การเรยี นรู้ทสี่ อดคลอ้ งกบั พฒั นาการทางสมอง
(Brain Based Learning) และพหปุ ญั ญาส�ำ หรับเด็กปฐมวยั

ปจั จัยที่ส�ำ คัญประการหนึง่ ทสี่ ง่ ผลต่อการประสบความสำ�เรจ็ ในชวี ติ คอื ความเฉลียวฉลาดทงั้ ทางปัญญา
(IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งความเฉลียวฉลาดนี้เกิดข้ึน โดยอาศัยกระบวนการทำ�งานของสมอง
ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำ�เนิดของเด็ก และที่สำ�คัญกว่าน้ัน คือ จากการอบรมเล้ียงดู
และการไดร้ บั การศกึ ษาทมี่ คี ณุ ภาพทที่ �ำ ใหเ้ กดิ ประสบการณท์ สี่ ง่ ผลตอ่ การเรยี นรแู้ ละการท�ำ งานของสมองของเดก็
ความก้าวหน้าทางด้านประสาทวิทยาศาสตร์ (NEUROSCIENCE) ท่ีค้นพบข้อความรู้ต่างๆ จากการวิจัย
ทำ�ให้เกิดองค์ความรู้ท่ีสามารถอธิบายกระบวนการท่ีมนุษย์รู้สึกนึกคิด กระบวนการทางปัญญาและการเรียนรู้
ที่เกิดขึ้นในสมองท่ีเป็นอวัยวะที่สำ�คัญของระบบประสาทของมนุษย์และเกิดแนวการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ
การท�ำ งานของสมอง (Brain Based Learning : BBL) ทใี่ หค้ วามส�ำ คญั กบั การเรยี นรทู้ ตี่ งั้ อยบู่ นพนื้ ฐานของโครงสรา้ ง
และการทำ�งานของสมอง โดยมีประเด็นสำ�คัญ 3 ประการ คือ
1. การเรยี นรู้ท�ำ ให้เกดิ ความเปลีย่ นแปลงโครงสรา้ งทางกายภาพของสมอง
2. การเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งทางกายภาพของสมองนจ้ี ะไปปรบั เปลยี่ นการจดั ระเบยี บการท�ำ งานของสมอง
และปรบั ปรุงโครงสร้างของสมอง
3. สมองส่วนตา่ งๆ มคี วามพรอ้ มในการเรียนรใู้ นเวลาทต่ี ่างกัน

สมองเกดิ การเปลีย่ นแปลงอย่างไร

เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองนับร้อยล้านเซลล์ท่ีเช่ือมโยงกันเป็นเครือข่ายใยสมองมากมาย
เซลล์สมองจะแตกกิ่งก้านสาขามากขึ้นและเครือข่ายใยประสาทก็จะเจริญเติบโตมากข้ึนจนเกิดเป็น
ทางเดินเส้นประสาทที่ใช้ในการคิดซ่ึงจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคน ทางเดินเส้นประสาทในสมอง
จะเจริญเติบโตในช่วงขวบปีแรกที่เป็นช่วงที่เด็กเรียนรู้ได้ง่ายจากการได้รับประสบการณ์จากสภาพแวดล้อม
ท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ โดยข้อมูลที่เป็นกระแสไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ตามจังหวะการทำ�งานของสมอง
จากเซลล์หนึ่งไปเซลล์หนึ่งตามกิ่งก้านสาขาและเส้นประสาทที่เช่ือมกันระหว่างเซลล์สมอง ประสบการณ์
ที่หลากหลายจะสร้างเครือข่ายใยประสาทที่ซับซ้อนมากข้ึนเพื่อรองรับการเรียนรู้ท่ีซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน
การเดินทางของเส้นประสาทและการเช่ือมโยงระหว่างเซลล์ของสมองจะพัฒนาเพ่ิมมากข้ึน เมื่อสมอง
มีการจัดการข้อมูลท่ีรวบรวมจากประสาทสัมผัสท้ังห้าเม่ือเด็กได้รับประสบการณ์ซำ้�เดิม สมองจะเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งให้กับทางเดินเส้นประสาทท่ีใช้เก็บความจำ�ส่วนนั้นและส่วนใดที่ไม่ได้รับประสบการณ์จะไม่เกิด
ความเข้มแข็งและถูกลดทอนลงไป โดยในช่วงปฐมวัย สมองจะมีการจัดโครงสร้างและจัดระบบการทำ�งาน
มากทีส่ ุด โดยจะมกี ารพฒั นาความสามารถและเอกลกั ษณ์เฉพาะตน

การพัฒนาการเจริญเตบิ โตและระบบการทำ�งานของสมองของเดก็ ท�ำ ได้อย่างไร

สมองจะมีความสมบูรณ์ได้นั้นเกิดจากการส่ือสารข้อมูลภายในสมองและจากสมองไปยังส่วนต่างๆ
ของรา่ งกาย ดงั นน้ั การประสานสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรา่ งกายและสมองจงึ เปน็ สงิ่ จ�ำ เปน็ ส�ำ หรบั การเรยี นรแู้ ละการพฒั นา
สมองของเด็ก

49


Click to View FlipBook Version