The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการอบรมรมฯ โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jakkawat.ya, 2022-12-21 21:13:19

เอกสารประกอบการอบรมการจัดประสบการณ์เชิงรุก ระดับปฐมวัย

เอกสารประกอบการอบรมรมฯ โครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ

สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา

การคิดวิเคราะห์/เหตผุ ล
ความร้สู กึ สรา้ งสรรค์

OVERLAP

สมองซีกซ้ายและซีกขวามีการทำ�งานท่ีต่างกัน แต่สามารถพัฒนาการทำ�งานให้มีการเช่ือมโยงกันได้
โดยสมองซีกซ้ายทำ�หน้าทีเ่ ก่ียวกับการคดิ วิเคราะห์ การคิดเชิงเหตผุ ล สว่ นสมองซีกขวาท�ำ หนา้ ที่เก่ียวกับความคิด
สรา้ งสรรค์ ความรสู้ กึ การมองภาพรวม สมองทงั้ 2 ซกี จะมกี ารเชอื่ มโยงดว้ ยแถบเสน้ ใยประสาททเี่ รยี กวา่ คอรป์ สั
คัลโลซัม ท่ีเปรียบเสมือนเส้นทางการจราจรที่เช่ือมโยงจากสมองซีกหนึ่งไปสู่สมองอีกซีกหนึ่งและเช่ือมโยงไปทั่ว
ทั้งสมองและท่ัวร่างกาย การทำ�งานท่ีสัมพันธ์กันของสมองทั้ง 2 ซีก จะทำ�ให้เด็กมีการเรียนรู้ท่ีดีและไม่มีปัญหา
ทางพฤตกิ รรม

50

หลักการการเรยี นรู้แบบเพิ่มพลงั สมองและแนวทางการปฏบิ ัติ

หลกั การการเรยี นรแู้ บบเพมิ่ พลงั สมอง แนวการปฏบิ ตั ิ

• การทำ�งานของสมอง : • พัฒนาการเรยี นรอู้ ย่างสมดลุ เน้นทักษะการเรียนรู้
สมองซีกซา้ ย ซกี ขวา ควบคูก่ ารเล่น
• การสรา้ งเครือขา่ ยใยประสาท • จดั ประสบการณผ์ ่านกจิ กรรมเช่ือมโยงสมั พนั ธ์
สร้างการเรยี นร้ทู ่มี ีความหมาย โดยใชผ้ ังใยแมงมุม
• ความยืดหยนุ่ ของสมอง หนว่ ยบูรณาการ โครงงาน ทักษะทางวิชาการ
เปน็ ลำ�ดบั ขัน้ การประเมนิ ดว้ ยมิติคณุ ภาพ
• หน้าต่างแห่งโอกาส • จัดกิจกรรมแปลกใหมส่ ร้างสรรค์ ดว้ ยคำ�ถามมมุ ใหม่
• ภาวะอารมณ์ ผ่านเครอื่ งมอื การเรยี นรู้ คิด ทำ� ร่วมสรา้ ง
ภายใต้บรรยากาศเชิงบวก
• การใหค้ วามหมาย การจดจ่อ การจ�ำ ได้ • ส่งเสรมิ พัฒนาการตามวยั เนน้ การใชก้ ลา้ มเนอ้ื เล็ก
ภาษา จินตนาการ ควบคุมอารมณ์ การรู้ถูกผิด
• รปู แบบการเรียนรู้ • เน้นบรรยากาศเชงิ บวก เอือ้ อาทร แจ่มใส
• ธรรมชาตกิ ารเรียนร้ขู องสมอง ลดความเครยี ด สรา้ งความสนุกสนานในการเรยี นรู้
ใชด้ นตรี การสมั ผสั ทำ�สมาธิ
• การน�ำ ข้อมูลจากตัวเดก็ (สงิ่ ที่เด็กร้แู ล้ว สง่ิ ที่เดก็
ต้องการร/ู้ ค�ำ ถามจากเด็ก) มาเป็นสว่ นสำ�คญั
ในการสรา้ งความรู้ ก�ำ หนดรปู แบบกิจกรรม
การจัดตารางเวลา
• ใหเ้ ดก็ เรียนรจู้ ากประสบการณต์ รง การลงมอื ปฏิบตั ิ
ผ่านประสาทสมั ผัสท้ังหา้ และจนิ ตนาการ
เน้นความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล

เอกสารอ้างอิง
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.). (2558). การจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับการทำ�งานของสมอง
Brain-based Learning (BBL) เพ่ือพัฒนาพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ :
พัฒนาคณุ ภาพวิชาการ (พว.).

51

5 การจัดการเรยี นร้เู ชิงรุก
(ตMามแoนวnคtิดeมอsนsเทoสซrอi)ริ

ความเป็นมา

มาเรีย มอนเทสซอริ (Maria Montessori, 1870-1952) จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยโรม ด้านการแพทย์
และวรรณคดี เม่ือจบการศึกษาแล้วมีโอกาสทำ�งานกับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาและทางจิตท่ีคลินิก
จติ แพทยข์ องมหาวทิ ยาลยั เปน็ ผหู้ ญงิ ชาวอติ าลคี นแรกทไ่ี ดร้ บั ปรญิ ญาแพทยศาสตรบณั ฑติ จากการท�ำ งานกบั เดก็
ทมี่ คี วามบกพรอ่ งเหลา่ นท้ี �ำ ใหม้ อนเทสซอรเิ กดิ แนวคดิ และเขา้ ใจถงึ การเรยี นรขู้ องเดก็ วา่ ถา้ เดก็ มบี างสงิ่ บางอยา่ ง
ทีจ่ บั ต้องและบิดหมนุ ดว้ ยมือ สมองย่อมจะทำ�หนา้ ท่ีตอบสนองได้
ในปี ค.ศ. 1907 มอนเทสซอริมโี อกาสรบั ผดิ ชอบโรงเรยี นแหง่ แรกท่ซี านโลเรนโซ (San Lorenzo) ทกี่ รุงโรม
ชอื่ กาซ่า เดอ ี บมั บนิ ิ (Casa Dei Bambini) หรอื บา้ นเด็ก (Children’s House) ซง่ึ รับดูแลเดก็ อายุระหว่าง 3-7 ปี
ทำ�ให้มอนเทสซอริมีโอกาสนำ�แนวความคิดมาจัดการศึกษาให้แก่เด็กอย่างจริงจัง มอนเทสซอริใช้วิธีการสอนกับ
เด็กปกติเหล่านี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับท่ีใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยให้เด็กจับต้องวัสดุอุปกรณ์
และกระตุ้นให้เด็กแสดงออก โดยไม่มีการเร่งการลงโทษหรือการให้รางวัล ผลจากการใช้วิธีการของมอนเทสซอริ
คร้งั นี้ทำ�ใหม้ อนเทสซอรเิ กิดความเขา้ ใจในตัวเด็กมากขน้ึ และปรับวิธกี ารสอนให้สมบูรณแ์ บบมากขนึ้
ทฤษฎขี องมอนเทสซอรเิ ปน็ ทยี่ อมรบั กนั ทว่ั โลก เพราะวธิ กี ารสอนแนวนที้ �ำ ใหเ้ ดก็ สามารถเรยี น อา่ น เขยี น
และคิดคำ�นวณโดยวิธีธรรมชาติ เหมือนกับพัฒนาการด้านร่างกาย เช่น การเดิน การพูด ทำ�งานตามความสนใจ
และตามความพรอ้ มของเด็ก
มอนเทสซอรคิ ดิ หาวธิ กี ารสอนแบบเอกตั บคุ คล (Individualized Instruction) โดยเนน้ วธิ ีการจดั สงิ่ แวดล้อม
ทางกายภาพและจิตวิทยาท่ีจะช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กจนเด็กสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้
วิธกี ารของมอนเทสซอริ คอื การคำ�นึงถงึ พัฒนาการของเด็กเปน็ สำ�คญั โดยมุ่งส่งเสริมให้เดก็ พัฒนาความสามารถ
และความสนใจของตนอย่างเต็มที่ โดยครูจะต้องจัดโปรแกรมการศึกษาให้กับเด็ก โดยการเตรียมส่ิงแวดล้อม
ใหก้ ับเดก็ โดยใช้ “วัสดุประกอบการสอน (Didactic materials)” และชดุ การสอนของมอนเทสซอรยิ งั เปน็ ท่นี ิยมใช้
จนถึงทุกวันนี้ (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542) มอนเทสซอริเน้นความสำ�คัญของ “การศึกษาโดยใช้ประสาทสัมผัส”
(Sensory Education) โดยสร้างสือ่ อุปกรณต์ ่างๆ ที่เนน้ การฝกึ ประสาทสัมผัสทงั้ ส้ิน

หลักการสอนของมอนเทสซอริ

เด็กได้รับการยอมรับนับถือ เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เด็กจึงควรได้รับการยอมรับ
ในลักษณะเฉพาะของตัวเอง คุณครูควรจัดกิจกรรมพัฒนาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถและพัฒนาการ
ความตอ้ งการตามธรรมชาตขิ องเด็กในแต่ละช่วงวัย
จติ ซมึ ซบั เดก็ มจี ติ แหง่ การหาความรทู้ เี่ ปรยี บเสมอื นฟองน�ำ้ โดยเดก็ จะซมึ ซบั เอาขอ้ มลู ตา่ งๆ จากสงิ่ แวดลอ้ ม
เขา้ ไปในจิตของตัวเอง
ช่วงเวลาหลกั ของชวี ิต เดก็ แรกเกิดจนถงึ 6 ปี เป็นช่วงเวลาสำ�คัญที่สุดสำ�หรับการเรยี นรู้ของการพฒั นา
ด้านสติปญั ญาและจติ ใจ ในชว่ งเวลานี้ เดก็ ควรมีอิสระในการเลือกกจิ กรรมท่ีตวั เองสนใจ
การเตรียมสิ่งแวดล้อม เด็กจะได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการจัดสภาพแวดล้อมท่ีมี
ความพร้อมอย่างมีระบบและมีจุดมุ่งหมายไปตามขั้นตอน โดยมีสื่ออุปกรณ์มอนเทสซอริเป็นตัวกำ�หนดขอบเขต
ในการท�ำ งาน
การศึกษาด้วยตัวเอง เด็กได้รู้จักเรียนรู้ระเบียบวินัยของการอยู่ร่วมกันภายในสังคมและมีอิสระ
ในการทำ�งาน รู้จักเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เรียนรู้ท่ีจะรับผิดชอบ และมีความภาคภูมิใจต่อความสำ�เร็จ
ในการท�ำ งานจนทำ�ใหเ้ ด็กเกิดความเช่ือม่ันและเหน็ คุณคา่ ในตัวเอง

53

การวัดประเมินผล คุณครูในชั้นเรียนจะเป็นผู้ประเมินผล โดยใช้วิธีการสังเกตและวิเคราะห์เด็ก
เป็นรายบุคคลในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง สังเกต จดบันทึก และวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เรียน การจัด
การเรียนการสอนแบบมอนเทสซอริจะเน้นการจัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เหมือนบ้าน โดยมีคุณครู
เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้คำ�ปรึกษา และกระตุ้นให้เด็กคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยใช้จิตซึมซับกับส่ิงแวดล้อม
และค�ำ นงึ ถงึ ความสนใจ ความตอ้ งการของเดก็ ในการเรยี นรู้ ยดึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล และสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เรยี นรู้
ด้วยตนเองอย่างอิสระ โดยจะจัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เด็กได้ฝึกทักษะด้านกลไกผ่านประสาทสัมผัสท้ังห้า
ทีช่ ่วยให้เด็กรู้จักควบคุมการทำ�งานด้วยตวั เอง

การสอน 3 ขัน้ ตอนของมอนเทสซอริ

ข้ันท่ี 1 การสังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของส่ิงนั้น โดยคุณครูจะต้องบอกช่ือของวัตถุให้ถูกต้อง ชัดเจน
และไม่ควรใช้คำ�อ่ืนเข้ามาปะปนมากมายจนทำ�ให้เด็กเกิดความสับสน ขณะเดียวกัน คุณครูควรให้เด็กได้ลูบ
และสัมผัสวัตถุชิ้นน้ันไปด้วย เช่น ส่ิงน้ีขรุขระ ให้เด็กสัมผัสวัตถุช้ินนั้นไปด้วย ในขั้นตอนการบอกชื่อของวัตถุ
ควรทำ�ให้เกิดความเช่ือมโยงระหว่างวัตถุกับชื่อ ดังน้ัน ท้ังวัตถุและช่ือจึงควรเป็นสิ่งท่ีเด็กได้เรียนรู้และเข้าใจ
ไปพร้อมกัน
ขั้นท่ี 2 การสังเกตเห็นความแตกต่าง เพ่ือให้มั่นใจว่า เด็กสามารถเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ
กับชื่อได้ ให้คุณครูใช้คำ�ถามถามเด็กอย่างช้าๆ และชัดเจน เช่น อันไหนเรียบ อันไหนขรุขระ โดยให้เด็กชี้ไปยัง
วัตถุชิ้นนั้น วิธีนี้จะทำ�ให้คุณครูรู้ว่า เด็กเข้าใจกับส่ิงที่สอนไปแล้วหรือไม่ และยังเป็นการช่วยส่งเสริมความจำ�
ใหก้ บั เด็กได้อีกด้วย
ขนั้ ท่ี 3 การเหน็ ความแตกตา่ งระหวา่ งสงิ่ ของทม่ี คี วามเหมอื นกนั ขน้ั นจ้ี ะเปน็ ขน้ั ตอนเพอื่ ยนื ยนั ความเขา้ ใจ
ของเดก็ ในการเรยี นรจู้ ากขนั้ ตอนท่ี 1 และขนั้ ตอนที่ 2 โดยคณุ ครอู าจจะตงั้ ค�ำ ถามกบั เดก็ อกี ครง้ั เชน่ “สง่ิ นคี้ อื อะไร”
เด็กอาจตอบว่า “สิ่งนี้ขรุขระ” คุณครูสามารถถามคำ�ถามหลาย ๆ ครั้งได้เพ่ือเป็นการเน้นความจำ�ให้กับเด็ก
และเพ่อื เปน็ การยนื ยนั ว่า เด็กสามารถจ�ำ ชอื่ ส่ิงตา่ งๆ ที่คุณครสู าธิตใหด้ ไู ด้อย่างถูกตอ้ ง

การจดั ประสบการณแ์ ละกจิ กรรม

การศกึ ษาส�ำ หรบั เดก็ ปฐมวยั ในชว่ งแรกของชวี ติ ไมค่ วรเปน็ การน�ำ ความรไู้ ปบอกเดก็ แตค่ วรเปน็ การปลกู ฝงั
ให้เด็กเจริญเติบโตไปตามธรรมชาติของตน มอนเทสซอริพบว่า เด็กมีความสามารถในการซึมซับวิชาการต่างๆ
ไทกดิจกุ ้งกอ่ารยยรา่ใมนงตรรอ่าะงบดๆตับวัอทาอ่ีจยาัดุแยกลุ 3ิจะ-กช4ร่ว 12ร ง มปคใีวหเดา้แมก็ กเจจ่เะดรส็กิญนจเใะตจติบใ้อนโตงกสทาัมร่ีแเพตขยีันกนตธ์ก่าแงับลกพะันัฒเมชนอ่ื ่วาองกาเวายลรุ 4ขา-อห5งลปเักดีขเ็กดอดก็ง้วชจยะีวสิตเพนคใรจือาใะนจอศะาลิทยปำ�ุ ะ1ใหแ-3ล้เดะป็กกีตาเอรดอบ็กา่ สจนนะซดอึมงังนตซับนั้่อ
ส่ือการเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การแบ่งกลุ่มประสบการณ์ตามแนวมอนเทสซอริแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ
1) กลมุ่ ชวี ิตประจ�ำ วัน 2) กลุ่มประสาทรับรู้ 3) กลมุ่ ภาษา และ 4) กล่มุ คณิตศาสตร์

54

1) กลุ่มชวี ิตประจำ�วัน (Practical Life)

จุดมุ่งหมายของกิจกรรมกลุ่มนี้ คือ การพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง การประสานสัมพันธ์ สมาธิ
และระเบียบวนิ ยั ในตวั เดก็ ปรัชญาการท�ำ กิจกรรมนเี้ พ่อื ตอ้ งการให้เด็กเปน็ อิสระและพฒั นาสมาธิให้แกเ่ ด็ก
สอ่ื และอปุ กรณก์ ารเรยี นรทู้ ใี่ ชใ้ นกลมุ่ ชวี ติ ประจ�ำ วนั นเ้ี ปน็ สงิ่ ทเ่ี ดก็ เคยพบเหน็ และคนุ้ เคยในชวี ติ ประจ�ำ วนั
สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้จะจัดให้มีขนาดเหมาะกับเด็กทำ�ให้เด็กมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน กลุ่มกิจกรรมน้ี
นบั ไดว้ า่ เปน็ ตวั เชอื่ มโยงเดก็ ระหวา่ งบา้ นและโรงเรยี น เชน่ ชดุ กรอบไมแ้ ตง่ ตวั (Dressing Frames) เชน่ การตดิ กระดมุ
การรดู ซปิ การคาดเขม็ ขดั การผกู เชอื ก การผกู โบ

ฝกึ ร้อย ชดุ กระดุมเม็ดเล็ก ฝกึ รอ้ ย ชุดฝึกรอ้ ยเชอื ก
เดก็ ๆ จะไดฝ้ กึ ติดกระดมุ ขนาดเล็ก พฒั นาสมาธิ เด็กๆ จะไดฝ้ ึกการสงั เกตและพฒั นาสมาธิ
และสง่ เสริมการช่วยเหลอื ตนเองในการแตง่ ตวั ในการฝกึ รอ้ ยเชอื ก

กิจกรรมกล่มุ ชวี ติ ประจำ�วนั แบง่ ออกเป็น 6 กลุม่ ดงั น้ี (Zener. 2007)
1. กจิ กรรมการเคลอ่ื นไหวเบอื้ งตน้ (Preliminary Exercises) คอื กจิ กรรมเกย่ี วกบั การเคลอ่ื นไหวรา่ งกาย
การเดิน การถืออุปกรณ์ เช่น การเดินในห้องเรียน การเปิด-ปิดประตู การม้วน-คลี่เสื่อ การยกโต๊ะ-เก้าอี้
การยกถาดอุปกรณ์ การพับ การตัก การเท ฯลฯ
2. การดูแลตนเอง (Care of the Person) คือ กิจกรรมประเภทที่ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ท่ีพบเห็น
เปน็ ประจ�ำ และเกย่ี วขอ้ งกบั ตวั ของเดก็ ไดแ้ ก่ ชดุ กรอบไมแ้ ตง่ ตวั (Dressing Frames) เช่น การตดิ กระดมุ การรดู ซิป
การคาดเข็มขัด การผกู เชอื ก การผกู โบ การขัดรองเท้า การลา้ งมอื การเท การตกั การห่นั ผัก ผลไม้ ฯลฯ
3. การดแู ลส่งิ แวดลอ้ ม (Care of the Environment) คอื กจิ กรรมที่เกย่ี วขอ้ งกบั การดูแล
สิ่งแวดล้อม โดยมุ่งหวังให้เด็กมีส่วนร่วมในการท่ีจะรักษาและดูแลรักษาส่ิงแวดล้อม เช่น การปัดฝุ่นโต๊ะ
การขัดโตะ๊ การลา้ งโต๊ะ การขัดโลหะ การกวาด การลา้ งกระดานดำ� ฯลฯ
4. ชีววทิ ยาในกิจกรรมชีวิตประจำ�วัน (Biology in Practical Life) ชีววทิ ยา คอื การศึกษาเก่ียวกับเรอื่ ง
ของสง่ิ ทมี่ ชี วี ติ การมชี วี ติ อยู่ การเจรญิ เตบิ โต การด�ำ รงชวี ติ ของสงิ่ มชี วี ติ ประเภทตา่ งๆ องคป์ ระกอบของการเจรญิ
เติบโต เช่น ทอี่ ยู่อาศัย วงจรชวี ติ การอยู่ร่วมกบั สิ่งมชี ีวิตอ่ืน ๆ และการต่อสูเ้ พื่อการด�ำ รงชวี ติ สำ�หรับชีววทิ ยา
สำ�หรับเด็กอายุ 3-6 ปี ไม่ได้มุ่งหวังให้เด็กมีความรู้ลึกมากมายและไม่ได้จัดแยกเป็นรายวิชา ครูผู้สอนก็ไม่มี
ความจ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี วามลกึ ซง้ึ ในศาสตรเ์ หลา่ น้ี ในกรณที เ่ี ดก็ มาถามครเู กยี่ วกบั ชอ่ื ของใบไม้ ดอกไม้ แมลง หรอื สตั ว์
สงิ่ มชี วี ติ อน่ื ๆ ทเี่ ดก็ สนใจ ครอู าจจะไปคน้ หาค�ำ ตอบมาอธบิ ายใหเ้ ดก็ ทราบไดใ้ นภายหลงั ดงั นนั้ สง่ิ ทส่ี ง่ เสรมิ ความรู้
จากกระบวนการค้นคว้าสำ�รวจของเด็กได้ คือ ครูสามารถเป็นผู้ช้ีนำ�เด็กในการสำ�รวจ ค้นคว้าในส่ิงท่ีเด็กสนใจ

55

และใหเ้ ดก็ ตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธข์ องการอาศยั อยรู่ ว่ มกนั ของสง่ิ มชี วี ติ ในธรรมชาติ กจิ กรรมในหมวดงานนี้ ไดแ้ ก่
การรดนำ้�ต้นไม้ การทำ�ความสะอาดใบไม้ การตัดดอกไม้ การจัดดอกไม้ วิธีการเก็บผักหรือผลไม้จากสวน
การเกบ็ กวาดใบไม้ การกวาดทางเดนิ การพรวนดนิ การหวา่ นเมลด็ พชื การปลกู พชื ในกระถาง กจิ กรรมทเ่ี กย่ี วกบั สตั ว์
ได้แก่ การเลยี้ งสตั วท์ ี่ไม่เป็นอนั ตราย การใหอ้ าหารสัตว์ การทำ�ความสะอาดกรง ฯลฯ
5. ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relation) คือ กิจกรรมทางด้านสังคมเกี่ยวกับการมีกิริยามารยาท
ท่ีเหมาะสมและการให้ความช่วยเหลือและบริการผู้อื่น เช่น กิจกรรมมารยาทและคุณสมบัติผู้ดี (Grace and
Courtesy) และการตอ้ นรับแขก (Welcoming a guest)
6. การควบคมุ การเคลอื่ นไหว (Control of Movement) เชน่ การเดนิ จงกรม (Walking on the Line) จงั หวะ
และการเคลอื่ นไหว (Rhythm and Other Movement) และเกมเงยี บ (Silence Game) เพอ่ื ฝกึ ความสมดลุ ของรา่ งกาย
จากการเคลอื่ นไหว

2) กลุ่มประสาทรบั รู้ (Exercises for the Education of the Senses)

จดุ มงุ่ หมายของกลมุ่ กจิ กรรมนเี้ พอ่ื ฝกึ ประสาทสมั ผสั ของเดก็ ใหจ้ ติ มงุ่ ไปทค่ี ณุ สมบตั ขิ องวตั ถทุ ปี่ รากฏ
เด่นชัด การฝึกให้รู้จักรายละเอียดของส่ิงต่างๆ มอนเทสซอริเช่ือว่า เด็กควรมีความสามารถอย่างดีในการสังเกต
และใช้ตาแยกแยะความแตกต่างของส่ิงของได้ดีก่อนที่จะเรียนอ่านได้ นอกจากน้ี กิจกรรมกลุ่มนี้ยังช่วยเพิ่ม
ความสามารถของเดก็ ในการคดิ การเหน็ ความแตกตา่ ง จดุ เดน่ การรวมกลมุ่ และการจดั ระเบยี บหรอื ล�ำ ดบั ตลอดจน
ช่วยเตรียมเด็กให้พร้อมในการเรียนเขียนอ่าน อุปกรณ์ที่ใช้ในกลุ่มนี้เป็นอุปกรณ์เพ่ือฝึกการสังเกตความแตกต่าง
โดยใชป้ ระสาทสัมผสั ตา่ งๆ ได้แก่ หู ตา จมกู ลิน้ มอื
ลักษณะพิเศษของอปุ กรณ์ในกลมุ่ ประสาทรบั รู้ (Zener. 2007) มดี ังนี ้
1. การควบคุมความไม่ถกู ต้อง ⁽Control of error) หมายถึง การตรวจสอบความผิดพลาด อุปกรณ์
ชดุ นอ้ี อกแบบมาเพอ่ื ทว่ี า่ เมอื่ เดก็ ท�ำ งานไมถ่ กู ตอ้ ง เดก็ จะสามารถมองเหน็ ไดเ้ อง เชน่ ถา้ เดก็ ก�ำ ลงั ท�ำ งานกบั หอชมพู
ท่ีต้องเรียงลำ�ดับจากใหญ่ท่ีสุดไปถึงเล็กท่ีสุด ถ้าเด็กวางลูกบาศก์สีชมพูอันใดผิดลำ�ดับ เด็กสามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจนว่า ไม่ถูกต้อง หรือชุดแท่งกระบอกพิมพ์ ถ้าใส่กระบอกพิมพ์ลงในช่องที่ไม่ถูกต้องก็จะใส่ลงไป
ในแท่งกระบอกพมิ พ์ไม่ได ้
2. มคี ณุ สมบตั เิ ฉพาะอยา่ งเดยี ว (Isolation of quality) อปุ กรณอ์ อกแบบมาใหม้ ลี กั ษณะเดน่ อยา่ งเดยี ว
โดยควบคุมส่วนอื่น ๆ เช่น พลองแดง ไม้พลองมีสีแดงทั้งหมด รูปทรงและขนาดความหนาเท่ากัน แต่คุณสมบัติ
เฉพาะทแ่ี ตกตา่ งออกไป คอื ความยาว
3. เดก็ มสี ว่ นรว่ มในการเรยี น (Activity, work, manipulation) อปุ กรณต์ า่ งๆ สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มสี ว่ นรว่ ม
ในการเรียน โดยการที่เดก็ ไดล้ งมือท�ำ งาน ไมใ่ ชแ่ ต่เพยี งการดูกระบวนการท�ำ งานเทา่ นน้ั
4. ดึงดูดความสนใจและสวยงาม (Attractive and beautiful) อุปกรณ์จะดึงดูดความสนใจ มีสีสัน
สวยงาม และสดั สว่ นทีจ่ ะเรยี กร้องความสนใจของเดก็ ได ้
5. มจี ำ�นวนจ�ำ กัดเพ่อื เป็นกญุ แจไขไปสูโ่ ลก (Limited in number to give the keys to the world)
จ�ำ กัดเฉพาะประสาทรับรูต้ า่ งๆ ท่มี นษุ ย์มแี ละอปุ กรณ์จำ�กดั จ�ำ นวนชนิ้ เพ่ือแสดงถึงคณุ ลักษณะของวัตถทุ ม่ี ีในโลก
6. การนำ�นามธรรมท่ีสัมพันธ์กับวัตถุ (Materialized abstractions) คือ การนำ�ภาพลักษณ์ที่เป็น
นามธรรมใหเ้ ปน็ กายภาพ เชน่ ความยาวเปน็ นามธรรม เม่ือได้สัมผัสกบั พลองแดง เดก็ สามารถรบั รู้ไดถ้ ึงความยาว
ท่ีแสดงกายภาพเปน็ วตั ถุ จากรปู ธรรมไปเป็นนามธรรม
7. มคี ณุ ลกั ษณะความเทย่ี งตรงและเปน็ วทิ ยาศาสตร์ (Scientifically precise and exact distinctions)
มีความเที่ยงตรงทางด้านมิติทางคณิตศาสตร์ เช่น หอชมพูชิ้นท่ีเล็กท่ีสุดเม่ือเปรียบเทียบกับชิ้นที่ใหญ่ที่สุด
และมีขนาดมิติที่ถูกต้อง อปุ กรณส์ ว่ นใหญ่ในกล่มุ งานนีม้ คี วามสงู หรอื ความยาวในระดบั ท่ี 10 เซนตเิ มตร
56

หอคอยสีชมพู
สง่ เสริมและพฒั นา
ประสาทสัมผัสในการ
จำ�แนกขนาดแทง่ ไม้
เรียงลำ�ดบั เรียนรู้เรื่องสี
และเรือ่ งเรขาคณติ
แขนงไมส้ ีแดง
ทตี่ ัง้ หอคอยสชี มพู เด็กจะไดเ้ รยี นรแู้ ละสังเกตความแตกตา่ งเกี่ยวกบั ความยาว
ใชส้ ำ�หรบั เปน็ ฐานรอง ของแขนงไม้สแี ดง สง่ เสริมการเรยี นร้คู ณติ ศาสตรพ์ ้ืนฐาน
และจดั เกบ็ หอคอย เรื่องจำ�นวน 1-10
สีชมพู

บนั ไดสนี ้�ำ ตาล กลอ่ งเสยี ง
สง่ เสรมิ พฒั นาการรบั รเู้ รอ่ื งการเรยี งล�ำ ดบั ขนาดซงึ่ เดก็ สามารถ กลอ่ งเสยี งประกอบดว้ ยกลอ่ งไม้ 2 กลอ่ ง
ตอ่ เป็นรูปตา่ งๆ ตามความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ด้ กล่องสีแดงและกล่องสีน้ำ�เงินจะมีเสียง
เหมอื นกนั เปน็ คู่ รวม 6 คู่ เปน็ การพฒั นา
ประสาทหขู องเด็ก

3) กล่มุ ภาษา (Language)

ภาษาเป็นส่วนหนึ่งที่สำ�คัญของวัฒนธรรม เด็กจะค่อยๆ ซึมซับภาษาตามธรรมชาติ โดยไม่มี
ความจำ�เป็นต้องมีการเรียนการสอนในช่วงอายุสามปีแรกของชีวิต งานในกลุ่มภาษาเป็นงานท่ีแตกต่าง
อย่างสิ้นเชิงกับงานในกลุ่มอื่น สื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ในกลุ่มงานนี้ ครูต้องเตรียมเอง กิจกรรมภาษาตามแนว
มอนเทสซอริแบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ ใหญ่ ดังนี้ (Zener. 2007)
ภาษาพูด (Spoken Language) ภาษาพูดเป็นรากฐานก่อนไปถึงการเขียนและการอ่าน ถ้าเด็ก
ไม่มีคำ�ศัพท์มากพอ เด็กจะพบกับปัญหาในการเขียนและอ่าน ในการให้ภาษาพูดสามารถจัดประสบการณ์
ผา่ นส่งิ ตา่ งๆ ดังต่อไปน้ี
1. เรอ่ื งเล่าต่างๆ
2. บทกวี ร้อยกรอง ท�ำ นองเสนาะ
3. ข่าวหรอื เหตุการณ์ประจ�ำ วนั
4. ช่ือสอื่ การเรียนรู้ทุกชน้ิ ในหอ้ ง
5. ชือ่ สื่ออปุ กรณใ์ นกลมุ่ งานประสาทรับร ู้
6. เล่นเกมค�ำ ถาม
7. บทเพลง

57

คุณค่าของกจิ กรรมในภาษาพดู ประกอบด้วย
1. ภาษาพูดช่วยให้เด็กมีความเช่ือมั่นในตนเอง เด็กที่สามารถอธิบายความคิด ความรู้สึก
และประสบการณข์ องตนเอง เด็กจะมีบทบาทในสังคมได้เป็นอยา่ งดี 2 21 ป ี
2. ภาษาพูดช่วยเด็กให้แสดงตัวตนของเด็กออกมาได้ชัดเจน เด็กตั้งแต่อายุ เด็กจะเปล่งเสียงได้
ชดั เจน
3. ภาษาพดู ทำ�ใหเ้ ดก็ แสดงความร้สู ึกออกมาเป็นเหตุเปน็ ผล

ภาษาเขียน (Written Language) ความคิดที่ปรากฏข้ึนในรูปของสัญลักษณ์ ครั้งแรกความคิด
ในเบอ้ื งต้นแทนด้วยค�ำ เดี่ยว แล้วตามมาด้วยการสื่อสารเปน็ รูปประโยคงา่ ย ๆ และตอ่ มาเด็กกแ็ สดงความคดิ เหน็
ด้วยการเขียนคำ�เดียว มอนเทสซอริเชื่อว่า ความสามารถของเด็กนำ�ด้วยสมอง จิตใจมากกว่าการนำ�ด้วยแขน ขา
การเตรยี มความพรอ้ มการเขียนมี 2 ดา้ น คอื
1. การเตรียมการทางดา้ นจติ หรอื สมองหรือการเตรยี มการทางตรง
2. การเตรยี มมอื เพอื่ ท่ีจะไปสูก่ ารเขยี น
การจดั ประสบการณ์การเขียน ไดแ้ ก่ บทเรยี นต่างๆ ดงั น้ี
1. ตัวอักษรกระดาษทราย (Sandpaper Letters) เด็กจะได้รับการจัดประสบการณ์แรกเริ่มจากตัวอักษร
กระดาษทราย เดก็ ไดร้ บั ความรเู้ กย่ี วกบั เสยี งของตวั อกั ษรผา่ นสอ่ื ตวั อกั ษรกระดาษทรายทกุ เสยี งซง่ึ เปน็ กญุ แจส�ำ คญั
นำ�ไปสู่ฐานเสยี งของระบบเสียงต่างๆ
2. ตัวอักษรเคล่ือนท่ี (Moveable Alphabets) ก่อนท่ีเด็กจะได้รับการจัดประสบการณ์น้ี เด็กต้องเรียนรู้
เสียงของตัวอักษรกระดาษทรายมาบ้างแล้ว จุดมุ่งหมายของกิจกรรมน้ีมุ่งช่วยเหลือเด็กที่ยังไม่สามารถอ่าน
และเขียนได้ ใหค้ ิดสร้างค�ำ ศพั ทต์ า่ งๆ มากมายเปน็ วลี ประโยค และอาจเปน็ เรือ่ งราวได้
3. แผ่นโลหะลีลามือ (Metal Insets) เดก็ ได้เรียนรูต้ ัวอักษรเคล่อื นที่อย่างคขู่ นานไปกับแผ่นโลหะลลี ามอื
เปน็ การเตรียมความพร้อมในการเขียนจากรูปทรงเรขาคณติ ทอี่ อกแบบมาผา่ นแผ่นโลหะลีลามือ
4. พฒั นาการจดบนั ทกึ (Development of the Recording Process) เดก็ สามารถน�ำ กระดานด�ำ และชอลก์
มาจดบันทึกคำ�ต่างๆ ทเ่ี ดก็ ไดส้ ร้างขึน้ จากบทเรยี นก่อนหน้านี้
การอ่าน (Reading Language)
เม่ือเด็กมีความพร้อมต่อการจัดประสบการณ์การอ่าน ครูนำ�เสนอกิจกรรมกล่องวัตถุฐานเสียง (Phonetic
Object Box) และกล่องเสียงผสม (Phonogram Box) เป็นกล่องท่ีสวยงามและน่าสนใจ ภายในบรรจุส่ืออุปกรณ์
การเรยี นรูป้ ระกอบด้วยวตั ถุชนิ้ เลก็ ๆ น้อย ๆ จำ�นวน 10-12 ช้นิ ที่มชี ื่อเรียกและคำ�สะกด ในฐานเสยี งของภาษา
โดยครูร่วมทำ�กิจกรรมน้ีกับเด็ก ครูหยิบวัตถุคร้ังละหนึ่งชิ้นออกมาจากกล่อง เด็กและครูร่วมกันตกลงช่ือของวัตถุ
แต่ละช้ินร่วมกัน ครูช่วยให้เด็กใช้ความคิดในการออกเสียงเรียกช่ือวัตถุแต่ละชิ้นและช่วยให้เด็กอ่านคำ�ท่ีเป็นช่ือ
ของวัตถุแต่ละช้ินท่ีครูเขียนลงบนเศษกระดาษเล็ก ๆ ครูช่วยเด็กให้ออกเสียงอย่างถูกต้องและจับคู่วางระหว่าง
บตั รคำ�และวตั ถ ุ คำ�ปริศนา (Puzzle Words) มีบางคำ�ในภาษาไทยท่ีไม่เป็นไปตามหลักไวยากรณ์ คำ�เหล่านี้
เราเรยี กวา่ “ค�ำ ปรศิ นา” ค�ำ เหลา่ นจ้ี ะถกู พมิ พล์ งบตั รค�ำ และแนะน�ำ ใหก้ บั เดก็ สองหรอื สามคนพรอ้ มกนั โดยใชว้ ธิ กี ารสอน
บทเรียนสามข้ันตอน (The three period lessons) การอ่านอนุกรม (Reading Classification) ครูสาธิตการอ่าน
โดยใชบ้ ตั รสามสว่ น (The three parts card) และสมดุ นยิ าม (Definition Booklets) เชน่ บทเรยี นเกย่ี วกบั สว่ นตา่ งๆ
ของต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ราก และสตั ว์ ฯลฯ เดก็ ไดเ้ รยี นรู้ชอ่ื ของสิง่ ต่างๆ เชน่ สตั ว์ ต้นไม้ ดอกไม้ จากบตั รภาพ
บตั รค�ำ และบัตรตรวจสอบ (The Control Cards) ซึ่งเด็กสามารถตรวจสอบความผดิ พลาดด้วยตนเอง

58

อักษรทราย แผ่นภาพโลหะ
เด็กจะได้เรียนรู้ทิศทางการเขียนพยัญชนะและสระ พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยอ่ ย
ตา่ งๆ โดยจะสามารถรบั รูจ้ ากการใช้น้ิวลาก โดยการลากเสน้ ตามรปู ตา่ งๆ ของแผ่นโลหะ
ตามพืน้ ผิวสัมผสั บนตวั อักษรทราย

อกั ษรเคล่ือนท่ีพลาสติก ฟาร์ม
เดก็ ๆ สามารถรู้จกั a-z โดยการสงั เกต สัมผัส เป็นโตะ๊ ไมฟ้ ารม์
และรู้จักการนำ�พยัญชนะภาษาอังกฤษมาประสม ทม่ี ีสตั วน์ านาชนดิ
เปน็ คำ�ศัพทไ์ ด้ ส่งเสริมพฒั นาการ
ทางการคิด
และจินตนาการ
ชว่ ยใหเ้ ดก็ ได้เรียนรู้
ภาษาและคำ�ศพั ท์
ตา่ งๆ

4) กลมุ่ คณติ ศาสตร์ (Mathematics)

คณิตศาสตร์ คือ พื้นฐานของส่ิงต่างๆ และเป็นฐานของจินตนาการทั้งหมด รูปร่าง รูปแบบ ระบบ
วัฏจักร เสน้ มมุ เป็นส่งิ ทม่ี อี ยู่ในส่ิงต่างๆ รอบตวั เด็ก ในการจัดประสบการณ์ของมอนเทสซอริ คณติ ศาสตรไ์ ม่ใช่
เฉพาะตัวเลขเท่านั้น แต่เป็นเรื่องราวท่ีกว้างใหญ่ของทุกสิ่งทุกอย่าง รูปแบบการเรียนรู้แนวคิดทางคณิตศาสตร์
ของมอนเทสซอรคิ วรดำ�เนินการ ดงั ต่อไปน้ี
1. จัดประสบการณป์ ระสาทรบั รู้ท่ีเปน็ รูปธรรมดว้ ยภาษา
2. มีสัญลักษณ์การเขียนดว้ ยภาษา
3. ท�ำ ให้สัญลักษณ์การเขยี นและภาษาน้นั ในรูปแบบของรปู ธรรม
4. ปฏิบตั ิ
5. ทดสอบการปฏิบัติกิจกรรมของเด็กว่า เดก็ ได้เรียนรู้และเขา้ ใจอยา่ งถูกต้อง
กจิ กรรมคณติ ศาสตร์แบง่ ออกเปน็ 6 ชดุ งาน คือ
• ชุดงาน 1 ตอ้ งใหเ้ ด็กเรยี นร้กู อ่ นโดยล�ำ พัง
• ชุดงาน 2 3 และ 4 เปน็ การท�ำ งานควบคกู่ ันในแนวคขู่ นาน

59

• ชดุ งาน 5 เปน็ งานทีท่ �ำ หลังจากที่ทำ�งานหมวดท่ี 4 ไดเ้ ช่ียวชาญแล้ว
• ชุดงาน 6 เปน็ งานท่ีใหก้ บั เด็ก ก่อนที่เด็กจะไปสู่ระดบั ประถมศกึ ษา

แทง่ ไมส้ อนคณติ ศาสตร์ ลกู ปดั ฝึกนบั พร้อมแผน่ ตัวเลข
เด็กๆ จะไดม้ ีความเขา้ ใจค่าของตัวเลข 0-9 เด็กๆ จะเข้าใจความหมายของตัวเลข 1-10 เลขคู่
และความแม่นย�ำ ในการจ�ำ คา่ ของตัวเลข และเลขค่ีจากการวางจำ�นวนลูกปัดเรียงเป็นแถว
โดยการฝึกนับจำ�นวนแทง่ ไม้ สร้างความเข้าใจให้กับเด็กเร่ืองตัวเลขแสดงจำ�นวน
และคา่ ของจำ�นวน

กระดาน 1-100 กระดานเทน็ บอร์ด (ชดุ ใหญ่)
ประกอบด้วยแผ่นกระดานสเี่ หล่ยี มจัตุรสั 1 แผ่น เด็กๆ จะได้เรียนรู้จำ�นวน 10-90 เช่น จากเลข 9
และกล่องใสช่ ิป 1 กลอ่ ง อปุ กรณน์ ้ีใช้ประโยชน์ ไปถงึ เลข 10 เลข 19 ไปถึงเลข 20 ชว่ ยพฒั นา
ในการเรยี งเลขจำ�นวนตั้งแต่ 1-100 ความคล่องแคล่วในการอ่านตัวเลขสองหลกั
โดยใหเ้ ด็กหยิบชิปใสล่ งในชอ่ งตารางใหถ้ กู ต้อง

ตวั เลขทราย
เดก็ ๆ รูจ้ กั ตัวเลข 1-10 และลกั ษณะของตัวเลข
สร้างทกั ษะเบ้ืองต้นในการเริม่ เขยี น โดยใช้ปลายนวิ้ สัมผัส
ลากตามทิศทางการเขียนตวั เลข เสริมสร้างให้เด็กมสี มาธิ
ในการทำ�งาน

สรุปการจัดประสบการณ์ตามแนวมอนเทสซอริ

1. ค้นพบธรรมชาติทแี่ ทจ้ รงิ ของเด็กและช่วยให้เด็กพฒั นาธรรมชาตขิ องเขา
2. สิ่งแวดล้อมที่ให้ความเป็นอิสระที่เด็กจะแสดงศักยภาพของตนเอง ห้องเรียนท่ีสะอาด ท่ีจัดไว้
ส�ำ หรบั เดก็ โดยเฉพาะ
60

3. บุคลิกท่ีเป็นกลางของผู้ใหญ่ การศึกษาของพ่อแม่ และครูท่ีมีบุคลิกภาพที่ดี สิ่งน้ีนำ�ไปสู่ความสงบ
ทางสตปิ ัญญา
4. อปุ กรณท์ เี่ ดก็ ไดร้ บั เฉพาะเพอ่ื การท�ำ งาน อปุ กรณเ์ หลา่ นจี้ งู ใจและชว่ ยใหพ้ ฒั นาความเขา้ ใจจนสามารถ
วิเคราะห์และส่งเสริมการเคล่ือนไหว สิ่งเหล่าน้ีสามารถพบเห็นในระบบการศึกษาของมอนเทสซอริ (Montessori.
1966 ; citing in Costelloe. 1972 : 136-142)
บทบาทครู
1. คุณครจู ะต้องมเี จตคตทิ ด่ี ตี ่อการท�ำ งานกับเดก็ และมคี วามรักเดก็
2. คุณครูต้องรู้จักสังเกตเพ่ือรู้ถึงความต้องการของเด็กว่า เด็กต้องการอะไร และคุณครูสามารถ
จะชว่ ยเดก็ ไดอ้ ย่างไร
3. คุณครูต้องให้อสิ ระเด็กในการตดั สินใจ
4. จัดเตรียมสง่ิ แวดล้อมให้เด็กในสภาพที่สมบูรณท์ ่ีสดุ
5. จัดประสบการณ์ให้สอดคลอ้ งกับพัฒนาการและความต้องการของเด็กและประเมนิ ผลสม�่ำ เสมอ
6. สงั เกตและประเมินผลเด็กเป็นรายบคุ คลและรายงานความก้าวหนา้ ของเดก็ ให้ผู้ปกครองทราบ
7. เคารพตอ่ เดก็ และควรรวู้ ่า เวลาใดไมค่ วรรบกวนเดก็
8. ใหค้ วามสนับสนนุ เดก็ ใหค้ วามรกั อย่างเท่าเทยี ม
9. ประพฤตติ นเป็นแบบอย่างที่ดใี ห้กบั เด็ก
10. เป็นผู้รู้จักประนีประนอม มีความสุภาพ อ่อนโยน รู้จักวินัย ไม่ตัดสินเด็กแต่ละคนจากความรู้สึก
ของตนเอง
11. น�ำ เสนอบทเรียนทน่ี ่าสนใจและกระตุน้ ความสนใจเด็ก
ส่งิ แวดล้อมส�ำ หรับการเรียนรู้
สง่ิ แวดลอ้ มท่ีเด็กเปน็ ศนู ยก์ ลาง
• กิจกรรมเนน้ ไปท่กี ารเรยี นรูข้ องเด็ก ไมใ่ ชก่ ารสอนของครู
• เดก็ ทำ�งานคนเดียวหรอื เป็นกล่มุ เล็ก ๆ ท่ีเลอื กเอง
• ในชน้ั เดก็ อายุ 2 - 6 ปี มกี ารเรยี นเปน็ กลมุ่ ใหญท่ ง้ั หมดนอ้ ยมาก แตใ่ นระดบั ประถมศกึ ษาจะเหน็ เดก็ เรยี น
และทำ�กิจกรรมด้วยกันเป็นกลมุ่ เล็ก ๆ มากข้นึ
ส่ิงแวดลอ้ มทจ่ี ดั เตรยี มอยา่ งเชือ้ เชญิ
• สงิ่ แวดลอ้ มถกู ออกแบบให้เขา้ กบั ความตอ้ งการ ความสนใจ ความสามารถ และพฒั นาการของเด็ก
• ครูออกแบบและดัดแปลงส่ิงแวดล้อมให้เข้ากับเด็ก ปรับเปล่ียนส่ือ สภาพห้องเรียน และบรรยากาศ
อารมณข์ องห้องใหเ้ ขา้ กบั ความต้องการที่เปลีย่ นไปของเด็ก
สนใจความกา้ วหน้าพฒั นาการของแตล่ ะคน
• เดก็ พัฒนาไปเรว็ - ช้าตามจังหวะของตน เลือกงานท่ที า้ ทายมากข้ึนเมอื่ พรอ้ ม
• ขณะทเี่ ดก็ อย่ใู นกลุม่ ใหญ่ แตล่ ะคนจะถกู มองอย่างเป็นปจั เจก

การประเมินผล

การสอนแบบมอนเทสซอรปิ ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตความสามารถในการท�ำ กจิ กรรมของเดก็ ในแตล่ ะกลมุ่
กิจกรรม เช่น ทุกวันศุกร์ส่งผลงานของนักเรียน มีการสนทนาระหว่างครูและผู้ปกครองเก่ียวกับความสามารถ
ของเด็ก นอกจากน้มี แี บบการวัดและประเมนิ ผลความสามารถในการท�ำ กิจกรรมของนกั เรียนรายงานใหผ้ ้ปู กครอง
ทราบอกี ครัง้ โดยจดั ทำ�เป็นรปู รายการของกิจกรรมในแตล่ ะกลุ่ม และมกี ารลงบันทกึ กจิ กรรมและแบบฝึกหัดที่เด็ก
ท�ำ ได้แล้ว ประกอบกับความเหน็ ของครูตอนทา้ ยของแตล่ ะกลมุ่ กจิ กรรม

61

การนำ�ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นช้ันเรียนปฐมวัย

1. จัดประสบการณ์คณิตศาสตร์ เร่ิมจากส่ิงที่ง่ายไปหายาก ให้อิสระในการเรียนรู้ เด็กได้สัมผัสกับ
วสั ดอุ ุปกรณ์ตามวิธที ีถ่ กู ต้อง
2. จัดบรรยากาศให้ยดื หย่นุ และมีการบรรยาย โดยครเู ป็นผูส้ าธิตก่อนเพื่อให้เดก็ ลงมอื ปฏบิ ตั ิ
3. สามารถนำ�ตัวอย่างสื่อของมอนเทสซอริไปทำ�สื่อคณิตศาสตร์ใช้เองได้ โดยเลือกใช้วัสดุที่หาง่าย
และประหยดั
4. สามารถน�ำ ขนั้ ตอนการท�ำ กจิ กรรมของมอนเทสซอรไิ ปใชใ้ นการจดั ประสบการณเ์ กย่ี วกบั คณติ ศาสตร์
ได้
5. สามารถน�ำ วธิ ีการจดั มมุ ไปใช้ในการเลือกสือ่ และการจดั วางมุมคณิตศาสตร์
6. จัดพื้นท่ีของห้องเรียนให้มีท่ีว่างสำ�หรับทำ�กิจกรรมทั้งบนเก้าอี้ บนพรม บนเส่ือ มีเครื่องมืออุปกรณ์
ตา่ งๆ ทีม่ สี ีอ่อนและนำ�้ หนกั เบา
7. วธิ กี ารวางของเพอื่ ตอ่ ยอดไปยงั การรภู้ าษาของเดก็ คอื เรยี งจากซา้ ยไปขวา เชอื่ มโยงการอา่ นหนงั สอื
ได้
8. ครู คือ ผสู้ าธิต เพราะเชือ่ ว่า การสาธิต เด็กจะได้ Concept และสามารถน�ำ ไปใชไ้ ด้ในอนาคต
เอกสารอ้างองิ
กมลรตั น์ กมลสุทธ.ิ (2555). ทกั ษะพื้นฐานทางคณติ ศาสตรข์ องเด็กปฐมวยั ที่ได้รบั การจดั ประสบการณ์
ตามแนวมอนเทสซอร.ิ ปรญิ ญานพิ นธ์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ หลกั สตู รปรญิ ญา
การศึกษามหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการศึกษาปฐมวยั .
กรรณิการ์ คำ�ต๊ะ. (2558). การพัฒนากิจกรรมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวมอนเทสซอริ
ทส่ี ง่ เสรมิ ความสามารถทางคณติ ศาสตรข์ องเดก็ ปฐมวยั . ปรญิ ญานพิ นธ์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
นเรศวร หลกั สูตรปริญญา การศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการศกึ ษาปฐมวัย.
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ และคำ�แก้ว ไกรสรพงษ์. (2544). คู่มือการสอนแบบมอนเทสซอริ: จากทฤษฎีสู่แนวทาง
นำ�ไปปฏบิ ตั .ิ กรุงเทพฯ : สถาบนั พัฒนาคุณภาพวชิ าการ (พว.).
จิรนนั ท์ บุญเรอื น. (2552). แนวมอนเทสซอริ กบั การสอนคณติ ศาสตร์เดก็ ออทสิ ตกิ . (Online).
http://158.108.70.5/special/t_t2_13.html, 10 กรกฎาคม 2562.
ภคั วภิ า ภารดลิ ก. (2557). การศกึ ษาความพรอ้ มทางดา้ นคณติ ศาสตรแ์ ละพฤตกิ รรมความรบั ผดิ ชอบของเดก็
ปฐมวยั โดยใชก้ ารจดั ประสบการณต์ ามแนวมอนเทสซอร.ิ ปรญิ ญานพิ นธ์ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
ขอนแกน่ .
มูลนธิ ิแมฟ่ ้าหลวงในพระบรมราชปู ถัมภ.์ (2555). Montessori Philosophy. (Online).
http://www.doitung.org/montessori/th., 10 กรกฎาคม 2562.
เยาวพา เดชะคปุ ต.์ (2542). การจดั การศกึ ษาสำ�หรบั เดก็ ปฐมวัย. กรงุ เทพฯ : แม็ค.
สริ ิมา ภญิ โญอนนั ตพงษ์. (2550). ECED 201 การศึกษาปฐมวัย. กรงุ เทพฯ : หลักสูตรครุศาสตรบณั ฑิต
สาขาการศกึ ษาปฐมวยั มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดสุ ิต.
อารี สณั หฉวี. (2544). นวัตกรรมการศึกษาปฐมวัย. กรุงเทพฯ : แวน่ แกว้ .
62

6 การจัดการเรียนร้เู ชิงรุก
(ตRามeแgนวgคiิดoเรจEิโmอ เiอlมiิเaล)ีย

ความเปน็ มาของแนวคดิ

ปี ค.ศ. 1945 ได้มีแม่บา้ นกลุม่ หน่งึ ในหมู่บา้ นวลิ ลา เซลลา (Villa Cella) ทม่ี คี วามมงุ่ ม่นั ทจี่ ะจดั การศึกษา
ให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้านทําให้มาลากุซซ่ี (Loris Malaguzzi) ซ่ึงเป็นผู้นําทีม พร้อมกับกลุ่มนักการศึกษาเริ่มทําการ
ศึกษาค้นคว้า แล้วนําข้อมูลท่ีได้มาปรับปรุงจนได้เป็นแนวคิดในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัย
ซงึ่ ประสบความสาํ เร็จ เป็นทีร่ ้จู ักตง้ั แต่ปี ค.ศ. 1980 ในกลมุ่ ประเทศยโุ รป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้

ปรัชญา แนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ

ปรชั ญา
เรจโิ อ เอมิเลีย เชื่อวา่ เดก็ มีความสามารถและสทิ ธิดา้ นการศึกษา ดงั น้ัน เรจโิ อ เอมเิ ลยี จึงเปน็ ปรชั ญา
การศกึ ษาท่มี งุ่ เน้นไปทเี่ ตรยี มอนุบาลและเดก็ กอ่ นวัยเรียน เด็กเรียนรู้ โดยไดร้ ับประสบการณก์ ารสัมผสั (touching)
ฟงั (listening) ดู (seeing) และไดย้ นิ (hearing) รวมถงึ ใหค้ วามสาํ คญั กบั การสอนทพ่ี ฒั นาเดก็ ใหเ้ ปน็ ไปโดยธรรมชาติ
ซง่ึ เปน็ สงิ่ ทดี่ กี วา่ การปดิ กน้ั การปฏสิ มั พนั ธก์ บั สงิ่ แวดลอ้ มของเดก็ การทาํ โครงการ แลว้ ประสบความสาํ เรจ็ เปน็ สงิ่ ทเ่ี ดก็
เรียนรู้รว่ มกันและแบ่งปนั กัน
แนวคิด
แนวคดิ สาํ คญั คอื การเรยี นรเู้ กดิ จากปฏสิ มั พนั ธแ์ ละบรบิ ททเี่ ดก็ อยเู่ ปน็ ตวั กาํ หนด ซง่ึ หมายความวา่ ชมุ ชน
สภาพแวดลอ้ มทอ่ี ยูโ่ ดยรอบจะเป็นตวั กาํ หนดและมีผลต่อการเรียนรู้ของเดก็
การจัดกิจกรรม โดยใช้นวัตกรรมตามแนวคิดเรจิโอ เอมิเลีย เป็นการเน้นทักษะกระบวนการทางความคิด
การวางแผน และการคาดคะเนคําตอบ โดยเด็กเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อหาสิ่งที่เด็กมีความต้องการท่ีจะเรียนรู้
ในสิง่ ตา่ งๆ ที่ตนเองเกดิ ความสนใจผ่านงานศิลปะ
นอกจากน้ี การเรียนการสอนตามแนวคดิ เรจิโอ เอมเิ ลีย มีหลกั คิด ดงั น้ี
1. วิธีการมองเด็ก (The image of the children) คือ เด็กแต่ละคนมีความสามารถในการเรียนรู้
ตง้ั แตว่ นิ าทแี รกทถ่ี ือกาํ เนิดขึน้ มาและจะมีพฒั นาการการเรยี นรูเ้ ปลยี่ นแปลงไปตามวยั
2. โรงเรียนเป็นแหล่งบูรณาการท่ีหลากหลายเพ่ือการเรียนรู้ท่ีมีประสิทธิภาพ แต่จะต้องพร้อมท่ีจะ
ยดื หย่นุ ได้ โดยขึ้นอยกู่ บั ความพรอ้ มของเด็กเอง
3. ครแู ละเดก็ เรยี นรไู้ ปดว้ ยกนั โดยจะเนน้ ทกี่ ารเรยี นรู้ ไมใ่ ชก่ ารสอน ดงั นนั้ หนา้ ทข่ี องครจู งึ ไมใ่ ชก่ ารสอน
โดยตรง แต่จะเน้นเป็นหน้าท่ีประสานงาน ส่งเสริม ให้ข้อเสนอแนะ และช่วยเหลือในกรณีที่เด็กไม่สามารถทํา
บางสง่ิ บางอยา่ งได้
ทฤษฎี
จารุทัศน์ วงศ์ข้าหลวง (2551: 47) สรุปทฤษฎีไว้ว่า หลักเบื้องต้นพัฒนามาจากแนวคิดและทฤษฎีในช่วง
ทศวรรษ 1960 เชน่ แนวคดิ ของ Jean Piaget, John Dewey, Henri Wallon, Edward Chaparede, Ovide Decroly,
Anton Makarenko, Lev Vygotsky และ Erik Erikson
Urie Bronfenbrenner ศึกษา The New Education ซ่ึงเขียนโดย Pieree Bovet และ Adolfe Ferriere
เรยี นรเู้ ทคนคิ การสอนจาก Celestine Freinet ในประเทศฝรง่ั เศส เรยี นรกู้ ารทดลอง progressive education ทโี่ รงเรยี น
Dalton ทาํ ใหก้ ารศกึ ษาตา่ งๆ เปน็ แนวทางขบั เคลอื่ นประสบการณก์ ารทาํ งานของเรจโิ อ เอมเิ ลยี ใหม้ คี วามชดั เจนขนึ้
หลักการ
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2545: 96) สรุปหลักการแนวคดิ เรจิโอ เอมิเลีย ไว้ดังน้ี
1. ครูต้องมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนท่ีสนองต่อศักยภาพของเด็กแต่ละคน เพราะเด็ก
ทกุ คนมคี วามพร้อม มศี ักยภาพ มคี วามกระตอื รอื ร้นทจ่ี ะเรียนร้กู บั ทุกส่ิง
64

2. การศึกษาของเดก็ มคี วามเก่ียวขอ้ งสมั พันธก์ ันระหว่างเด็ก ครอบครวั ชมุ ชน ครู โรงเรียน และสังคม
อยา่ งลมุ่ ลกึ และเปน็ ระบบ
3. เด็ก ครู ผู้ปกครอง มีสิทธิท่ีจะทํางานร่วมกันในการดูแลและให้การศึกษาท่ีมีคุณภาพเพ่ือพัฒนา
ศกั ยภาพเดก็
4. ผปู้ กครองมบี ทบาทสาํ คญั ในการจัดประสบการณแ์ ละสวัสดิการให้แกเ่ ด็กในโรงเรยี น
5. โรงเรยี นตอ้ งเปน็ สถานทส่ี าํ หรบั ใหเ้ ดก็ แสดงผลงานการเรยี นรทู้ เี่ ดก็ และครสู ามารถนาํ มาจดั และตกแตง่
ด้วยตนเองได้
6. ครูต้องสนับสนุนให้เด็กทํางานกับเพื่อน 2-4 คน เพราะจะทําให้เด็กได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิด
และพัฒนากลไกการสอ่ื สารอยา่ งท่วั ถงึ
7. ใหเ้ วลาแกเ่ ดก็ ในการศกึ ษาเตม็ ทแี่ ละตอ่ ตนเอง ไมก่ าํ หนดเวลาและกจิ กรรมเดก็ เพราะการทาํ โครงการ
การเรียนรูข้ องเดก็ อาจทําท้งั วันก็ได้ ขน้ึ อย่กู ับงานและความสนใจของเด็ก
8. ครูต้องเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมคิด ร่วมทํา รับรู้แผนและกระบวนการดําเนินการเรียนรู้ของเด็ก
รวมถึงสังเกตการทาํ งานของเด็กให้เป็นไปตามโครงการทีก่ ําหนดหรือปรับแผนเม่อื เด็กตอ้ งการ
9. เน้นถึงการทํางานของครูเป็นคู่ โดยทํางานแบบร่วมมือกัน ซึ่งมีงานหลัก คือ การพัฒนาเด็กให้เกิด
การเรียนรูต้ ามเป้าหมายของการศึกษา
10. ครูเปรียบเสมือนผู้ส่ืองานศิลป์ เด็กคือผู้ผลิตงานศิลป์ โดยจะร่วมกันส่ือการเรียนรู้ด้วยงานศิลป์
ทบี่ ่งบอกถงึ ความรู้ ความเข้าใจของเดก็
11. การจัดทําสารนิทัศน์เป็นสื่อสําคัญของการทํางานสร้างสรรค์ ผลงานที่จัดแสดงจะบอกถึงงานครู
ความก้าวหนา้ ของเดก็ ทผี่ ปู้ กครองควรทราบ และงานทเี่ ดก็ ตอ้ งภมู ใิ จ
12. หลักสูตรหรือประสบการณ์การเรียนรู้ต้องเกิดจากการตัดสินใจเลือกของเด็ก จากการสนทนา
และอภปิ รายระหวา่ งเด็กกบั ครหู รอื เด็กกับเด็ก
13. โครงการเป็นหัวใจหลักของการจัดประสบการณ์เรียนรู้ของเด็กกับครูซึ่งอาจมาจากการอภิปราย
หรอื จัดประสบการณข์ องเด็กได้
กิรณา เกี่ยสกุล (2552 : 103-104) ได้เสนอถึงประสบการณ์การสอนแบบเรจิโอ เอมิเลียว่า เป็นรูปแบบ
การสอนท่ีเน้นการจัดการศึกษาด้วยการประสานความร่วมมือระหว่างนักเรียน ครู และผู้ปกครองภายใต้โครงการ
เรยี นรอู้ สิ ระและมคี วามสขุ โดยการจดั กจิ กรรมในแตล่ ะวนั โรงเรยี นทปี่ ฏบิ ตั ติ ามแนวคดิ เรจโิ อ เอมเิ ลยี ตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ
พัฒนาการทุกๆ ดา้ น โดยสง่ เสรมิ พฒั นาการดา้ นต่างๆ ดงั นี้
1. การสง่ เสรมิ พัฒนาการทางภาษา
2. การส่งเสรมิ พฒั นาการด้านกลา้ มเนอื้
3. การส่งเสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์
4. การสง่ เสริมพฒั นาการของประสาทสมั ผสั
5. กจิ กรรมดนตรีและการเคลอ่ื นไหว
6. กจิ กรรมการเลน่ ละคร
7. การส่งเสรมิ พัฒนาการทางสังคม
8. การส่งเสรมิ พัฒนาการทางอารมณ์

65

การจดั ประสบการณแ์ ละกิจกรรม

แนวคิดเรจิโอ เอมีเลีย เป็นแนวคิดที่มีศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ท่ีผู้เรียน ดังน้ัน จึงไม่มีการกําหนดเนื้อหา
การเรยี นทแี่ นน่ อน ทกุ สาระการเรยี นรสู้ ามารถปรบั และยดื หยนุ่ ไดต้ ามความสนใจของเดก็ สาํ หรบั กจิ กรรมการเรยี น
การสอนท่ีโดดเด่นของแนวคิดน้ี คือ การเรียนรู้อย่างลุ่มลึกจากโครงการ (projects) การสอนแบบโครงการ
เปน็ การสอนทเี่ นน้ ใหเ้ ดก็ ไดค้ น้ หาคาํ ตอบจากปญั หาหรอื เรอื่ งทส่ี นใจเพอ่ื สรา้ งองคแ์ หง่ ความรดู้ ว้ ยตนเอง ซง่ึ สง่ิ เหลา่ นี้
จะช่วยบ่มเพาะให้เด็กมีความเช่ือม่ันในตนเอง กล้าแสดงออก มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งจะนําไปสู่การเรียนรู้
ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ทง้ั นี้ นกั การศกึ ษาของแนวคดิ นม้ี คี วามเชอื่ วา่ ศลิ ปะเปน็ สง่ิ สาํ คญั อกี สง่ิ หนงึ่ ทเี่ ดก็ สามารถใชส้ อ่ื สาร
ให้คนรอบข้างได้เข้าใจถึงกระบวนการคิด ตลอดจนจินตภาพของเด็กที่มีต่อข้อมูลความรู้ท่ีเด็กได้รับมาซ่ึงเป็น
ความสามารถในการสอื่ สารที่อปุ มาอุปไมยไดเ้ ป็น “ร้อยภาษา” (The Hundred Languages of Children)
การจดั ประสบการณแ์ ละกจิ กรรมตามแนวคิดเรจโิ อ เอมเี ลยี สามารถสรุปได้ ดังนี้
1. เด็กมีความกล้าในการตดั สินใจในการทาํ กิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เด็กมคี วามม่งุ มั่น ตงั้ ใจในการทาํ
กจิ กรรมให้สําเร็จมากข้นึ เดก็ มคี วามกระตอื รอื ร้นในการท�ำ งานมากขน้ึ
2. เดก็ ทุกคนได้ทาํ งานศิลปะแบบมสี ่วนร่วมเพือ่ สร้างสรรค์ผลงานออกมาไดด้ ียิง่ ข้นึ
3. การจดั ประสบการณแ์ ละกจิ กรรมชว่ ยสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ เกดิ ความภาคภมู ใิ จและชนื่ ชมในผลงานของตนเอง
และผู้อื่น และเห็นคุณคา่ ในตนเองและผู้อนื่ มากย่งิ ข้ึน
4. การจัดกิจกรรมจะมีการยืดหยุ่นทางด้านเวลาซึ่งช่วยให้เด็กมีเวลาในการคิด ทบทวน แก้ไขผลงาน
ของตนเองและเพอื่ น ๆ สามารถมาดแู ละแสดงความคดิ เหน็ ต่อผลงานของผู้อืน่ ได้
การเตรยี มความพร้อมเด็ก
การเตรยี มความพรอ้ มมีองค์ประกอบท่ีส�ำ คญั 5 ประการ ดังนี้

1 พัฒนาการ : การเตรียมความพรอ้ มต้องสอดคลอ้ งกบั ความสามารถของเด็ก
ตามขน้ั พัฒนาการ

2 ระดบั วฒุ ภิ าวะ : ระดบั ความสามารถเดก็ จะแสดงออกทางพฤตกิ รรมอยา่ งรวดเรว็
3 ความตอ้ งการ : ผใู้ หญต่ อ้ งตอบสนองความตอ้ งการของเดก็ ใหถ้ กู ตอ้ งและเหมาะสม

การยอมรบั และให้ก�ำ ลังใจ

4 ความสนใจ : ครตู อ้ งจดั กจิ กรรมและสภาพแวดลอ้ มใหเ้ ดก็ มโี อกาสคน้ ควา้ ทดลอง
และเรยี นปนเล่นอย่างอสิ ระ

5 ความสามารถ : เดก็ มีความสามารถทีแ่ ตกต่างกัน ขึน้ อยู่กับพนั ธกุ รรม
และประสบการณ์ของแตล่ ะคน

66

วิธกี ารจัดการเรยี นการสอน
ข้ันท่ี 3 : ข้ันสรุปและสะท้อนผลการเรียนรู้
เด็กจัดระเบียบสิง่ ทีเ่ รยี นมาแลว้ และนำ�เสนอท่กี ระดานหนา้ ชน้ั เรยี นหรอื จดั นทิ รรศการ

ข้ันที่ 2 : ข้ันต้ังค�ำ ถามท่ีจะนำ�ไปสกู่ ารด�ำ เนินข้นั ตอนการเรียนรู้
เมอ่ื เดก็ ได้เรอื่ งท่ีสนใจ ให้ครตู ้งั ค�ำ ถามไปสู่การดำ�เนินข้ันตอนการเรียนรู้

ขัน้ ท่ี 1 : ข้นั ประเด็นปัญหาไปสกู่ ารก�ำ หนดหัวเรอ่ื งทจ่ี ะเรยี น
ครนู �ำ ประเด็นใหเ้ ด็กคดิ หัวขอ้ ทีส่ นใจ น�ำ ไปสกู่ ารก�ำ หนดหวั เร่อื ง โดยมีผ้ปู กครองร่วมดว้ ย

ส่อื และแหล่งเรียนรู้

สอ่ื
สื่อท่ีจําเป็นต่อแนวคิดเรจิโอ เอมิเลีย คือ ส่ือศิลปะ ซึ่งมีความเช่ือว่า ศิลปะเป็นสิ่งสําคัญท่ีเด็กสามารถ
สื่อความหมายให้กับผู้ท่ีอยู่รอบข้างให้เข้าใจถึงกระบวนการคิด ตลอดจนจินตภาพของเด็กต่อข้อมูลความรู้ท่ีเด็ก
รับรูม้ า
แหล่งเรยี นรู้
โรงเรยี นจะมหี อ้ งหรอื บรเิ วณทจ่ี ดั เปน็ ท่ที าํ กจิ กรรมทางศลิ ปะทีเ่ รียกวา่ atelier ซึง่ จะจดั อยู่ในบริเวณท่ีเด็ก
ทกุ คนและครทู กุ คนเขา้ ไปทาํ งานได้ รวมถงึ เปน็ ทรี่ วบรวมผลงานจากโครงการตา่ งๆ และงานทส่ี รา้ งจากประสบการณ์
ของเดก็
การจัดส่ิงแวดล้อมภายในห้องเรียนต้องเอ้ืออํานวยต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างสนุกสนาน ท้าทาย
และเชิญชวนให้เด็กเข้าไปค้นหา เรียนรู้ ทํากิจกรรมตามความสนใจของเด็ก โดยต้องมีมุมหนังสือและมุมศิลปะ
ในทุกหอ้ งเรียน
การจดั สง่ิ แวดลอ้ มภายนอกหอ้ งเรยี นตอ้ งมคี วามเปน็ ธรรมชาติ โดยปลกู ตน้ ไมท้ หี่ ลากหลาย ซงึ่ เดก็ สามารถ
ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ได้
มีการจัดเคร่ืองเล่นกลางแจ้งชุดใหญ่ เชื่อมโยงสิ่งปลูกสร้างที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย
อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญั ญาของเดก็ และตอ้ งใหค้ วามสาํ คญั กบั สนามทรายทใ่ี หญม่ ากและเนอ้ื ทรายละเอยี ด
มีอุปกรณ์การเลน่ ทรายทห่ี ลากหลาย รวมถึงสง่ เสริมการเล่นน�ำ้ ท้ังที่อยู่ในภาชนะที่รองรบั และจากสายยาง
บรรยากาศ
เนื่องจากการเรียนการสอนแนวเรจิโอ เอมิเลีย ท่ีจะเน้นให้เด็กได้แสดงความคิด ได้ลงมือทําโครงการ
งานศิลปะ การเรียนรู้จากส่ิงรอบตัว ดังนั้น สภาพแวดล้อมในโรงเรียนต้องเอื้ออํานวยต่อความคิดสร้างสรรค์
และการเรียนรู้ค่อนข้างมาก รวมถึงอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ต้องพร้อม เพื่อให้เด็กได้นํามาใช้ได้อย่างเต็มที่
ดงั นนั้ บรรยากาศการเรียนรู้ตามแนวคดิ เรจโิ อ เอมเิ ลีย จงึ เน้นการกระตนุ้ ใหเ้ ดก็ เกดิ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง โดยครู
มบี ทบาทแคเ่ ป็นผู้ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ใหเ้ ด็กเกดิ ความคดิ จนิ ตนาการเทา่ น้นั

67

บทบาทครู บทบาทเดก็

บทบาทของครู
ต้องเปน็ ผทู้ ่ีชา่ งสงั เกต รู้จักคน้ ควา้ วิจยั เปน็ ผู้ประสานงาน จัดสภาพแวดลอ้ มให้เอ้ือตอ่ การเรียนรู้ของเดก็
เป็นผู้ให้คําปรึกษา เสนอแนะแนวทาง สนับสนุนการเรียนรู้ และช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กเกิดจินตนาการ
และความคดิ สร้างสรรค์ รวมถึงต้องเคารพสิทธใิ์ นการเรยี นรู้ของเด็ก
บทบาทของเด็ก
เด็กต้องใช้ความสามารถและปัญญาของตนเองในการค้นหาคําตอบที่ต้องการรู้และสามารถคิดด้วยภาษา
ของเด็กที่เป็นงานศิลปะ
สรปุ ได้วา่ การเรยี นการสอนไมใ่ ช่การถา่ ยโอนขอ้ มูลความรจู้ ากผู้สอนไปสผู่ ู้เรยี น แต่เป็นการเปดิ โอกาสให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้ในส่ิงท่ีตนเองสนใจ โดยมีครูผู้สอนทําหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ
โดยการสรา้ งสถานการณห์ รอื จดั สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ไดค้ ดิ ไดถ้ าม ไดแ้ กไ้ ขปญั หาดว้ ยตวั เอง เพราะฉะนน้ั
คุณครสู าํ หรับเด็กปฐมวยั ตอ้ งทําหน้าท่ีเหมอื นนักศกึ ษาท่ีมหี น้าทีค่ น้ ควา้ วจิ ัย เปน็ นกั สาํ รวจและตระเวนเก็บข้อมูล
จากทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งทเี่ กยี่ วขอ้ ง เชน่ การประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร การสมั มนา และการไดพ้ บปะกบั ผเู้ ชยี่ วชาญในสาขาตา่ งๆ
เพอ่ื จะนําข้อมลู ทไ่ี ด้ไปปรับใช้ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้สาํ หรบั เด็กๆ ตอ่ ไป
การประเมนิ เดก็
การจัดทําสารนิทัศน์ของเด็กเป็นส่ิงท่ีสําคัญมากอย่างหนึ่งของแนวคิดนี้ การบันทึกข้อมูลจะครอบคลุมถึง
กิจกรรมทุกด้านตลอดเวลาท่ีเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ของการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงเวลา
ของการดาํ เนนิ โครงการทเ่ี ดก็ มกี ารเรยี นรอู้ ยา่ งลมุ่ ลกึ ตลอดจนจดบนั ทกึ ศกั ยภาพของเดก็ ในการแกป้ ญั หาทเี่ กดิ ขนึ้
ระหว่างการเรียนรู้ด้วย ข้อมูลทั้งหมดที่บันทึกไว้จะเป็นประโยชน์ในการประเมินศักยภาพในการเรียนของเด็ก
และนําไปใช้ประกอบการจดั สาระการเรยี นรู้ใหก้ บั เดก็ ๆ ต่อไป
Website ของโรงเรียนในประเทศไทยทส่ี อนตามแนวคิดนี้
British Early Years Centre, International Kindergarten, Bangkok https://www.beyc.co.th/
โรงเรยี น ณ ดรุณ แขวงวงั ทองหลาง เขตวังทองหลาง กรงุ เทพฯ https://www.nadaroon.ac.th
โรงเรียนอนุบาลมณรี ตั น์ แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ http://www.maneerut.com/
68

เอกสารอา้ งองิ
กลุ ยา ตันติผลาชวี ะ. (2545). รูปแบบการเรยี นการสอนปฐมวยั ศกึ ษา. กรุงเทพฯ : เอดิสันเพรสโปรดักส์.
จารุทัศน์ วงศ์ขา้ หลวง. (2551). การศกึ ษาผลงานศลิ ปะของเด็กอายุ 5-6 ปที ี่ไดร้ ับการจดั ประสบการณ์
ตามแนวการศึกษาวอลดอร์ฟและเรกจิโอ เอมิเลีย. ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต,
สาขาวิชาศลิ ปศกึ ษา, มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.
พงศธร วนั หอม. (2560). การพัฒนาการจดั ประสบการณต์ ามแนวคดิ เรกจิโอ เอมิเลีย เพือ่ สง่ เสรมิ พฤติกรรม
กล้าแสดงออก ทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะ
ศึกษาศาสตร์, มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
โสวรทิ ธธ์ิ ร จนั ทรแ์ สงศร.ี (2562). ศลิ ปะส�ำ คญั ไฉนส�ำ หรบั วยั เดก็ : ผา่ นมมุ มองของ Reggio Emilia Approach
[ออนไลน]์ . เข้าถึงจาก https://www.tci-thaijo.or
สำ�นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย :
ตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมเิ ลยี . พิมพค์ รั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ: หา้ งหนุ้ สว่ นจำ�กดั ว.ี ท.ี ซ.ี คอมมวิ นเิ คชั่น.
http://kromdek.blogspot.com/2012/03/blog-post.html
https://sites.google.com/site/learningdiscoverytoyou/hnwy-kar-reiyn-ru-thi-1/
naew-kar-sxn-baeb-rek-ci-xo-xe-mi-leiy
https://www.trueplookpanya.com/education/content/73800/-teaartedu-teaart-teaarttea-teamet-

69

7 การจดั การเรยี นรู้เชิงรกุ
ตามแนวคิดวอลดอร์ฟ
(Waldorf Education)

ความเปน็ มา

รดู อลฟ์ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner, 1861-1925) นกั ปราชญผ์ กู้ อ่ ตง้ั การศกึ ษาวอลดอรฟ์ เกดิ เมอื่ ปี ค.ศ. 1861
ในฮงั การี มคี วามเชอื่ วา่ การศึกษา คือ การชว่ ยคนใหด้ ำ�เนนิ วิถชี วี ติ แห่งตนที่ถูกต้องตามธรรมชาติด้วยการใหเ้ ดก็
ท�ำ กจิ กรรมตามแตต่ นสนใจ โดยมคี รแู ละผปู้ กครองเปน็ ผปู้ อ้ งกนั เดก็ จากการรบกวนของโลกสมยั ใหมแ่ ละเทคโนโลยี
สง่ิ ทเ่ี ด็กสัมผัสตอ้ งเป็นธรรมชาตทิ ่ีบริสทุ ธิ์
โรงเรยี นของวอลดอรฟ์ แหง่ แรกกอ่ ตง้ั ขนึ้ หลงั สงครามโลกครง้ั ทห่ี นงึ่ เอมลิ มอลต์ ผอู้ �ำ นวยการโรงงานยาสบู
เป็นนักอุตสาหกรรมที่ต้องการเปลี่ยนทิศทางของสังคม จึงได้เชิญสไตเนอร์ไปบรรยายแนวคิดของเขาให้คนงาน
ในโรงงานฟังและได้รับการร้องขอจากทางโรงงานให้เปิดโรงเรียนตามปรัชญาของเขาให้แก่บุตรหลานของคนงาน
รวมทง้ั เปดิ หลักสูตรการศกึ ษาผ้ใู หญด่ ้วย
การศกึ ษาวอลดอรฟ์ เป็นส่วนหน่ึงของการเคล่ือนไหวตามมนษุ ยปรัชญา (Anthroposophy) การเคลอ่ื นไหว
ตามปรชั ญานก้ี ่อให้เปดิ การพฒั นาในศาสตรส์ าขาตา่ งๆ ไดแ้ ก่ การแพทย์ เภสชั กรรม สถาปัตยกรรม เกษตรกรรม
การธนาคารชุมชน วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแบบเกอเธต์ การละคร ดนตรี และศิลปะ ตลอดเวลา 80 ปี ที่ผ่านมา
นบั ตงั้ แตม่ กี ารกอ่ ตง้ั โรงเรยี นวอลดอรฟ์ แหง่ แรกขน้ึ การศกึ ษาของวอลดอรฟ์ ไดแ้ พรห่ ลายไปทวั่ โลก ปจั จบุ นั มโี รงเรยี น
อนุบาลตามแนวน้ี เป็นโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 640 โรงเรียน และสถาบันฝึกหัดครูกว่า 50 แห่ง
ใน 56 ประเทศ ทั่วโลก

ความเช่ือของการจัดการศึกษาตามแนวคดิ วอลดอรฟ์

รดู อรฟ์ สไตเนอร์ นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวเยอรมนั เชอ่ื วา่ “สงิ่ แวดลอ้ มทดี่ จี ะชว่ ยใหเ้ กดิ การเรยี นรทู้ ด่ี ”ี การจดั
บรรยากาศท้ังในและนอกชั้นเรียนจึงเป็นเร่ืองสำ�คัญ เช่น การจัดสีท่ีนุ่มนวล แสงสว่างจากธรรมชาติ ตลอดจน
เสียงท่ีเกิดจากส่ิงแวดล้อม เช่น นกร้อง ใบไม้ไหว น้ำ�ไหลริน จะสร้างความรู้สึกอบอุ่น อ่อนโยน และสดช่ืน
ในจิตใจเด็ก หลักการแนวคิดวอลดอร์ฟให้ความสำ�คัญกับการพัฒนามนุษย์ท่ีสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก
ท่ีกำ�ลังเติบโต
หัวใจของการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ คือ การสร้างความสมดุลของจิตมนุษย์ 3 ประการ ได้แก่
ความคดิ ความรู้สึก และการกระท�ำ โดยไมม่ กี ารรบกวนจากเทคโนโลยีภายนอก ความสงบทางจิตใจจะช่วยให้เดก็
เรยี นรจู้ ากการใช้วนิ ัยในตนเอง ดังน้ี

1. รูปกาย
(Body)

3. ส�ำ นกึ และ 2. จติ ใจ
จิตวิญญาณ (Soul)

(Spirit)

71

กระบวนการพัฒนาของกาย ใจ และจิตวิญญาณ ในช่วงวัยแรกของชีวิต (0-7 ปี) เด็กจะมีจุดเด่นอยู่ท่ี
การเติบโตทางกายซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก ในช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงวัยท่ีโดดเด่นในการพัฒนาพลังเจตจำ�นง
แตใ่ นทางใจและจติ ส�ำ นกึ ยงั ไมม่ คี วามเดน่ ชดั เทา่ เดก็ ยงั ไมส่ ามารถแยกโลกภายในใจกบั โลกภายนอกไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ
จนเมอ่ื เด็กเข้าสชู่ ่วงวยั ทส่ี อง วัยประมาณ 7-14 ปี ระดบั พัฒนาการทางดา้ นอารมณค์ วามรสู้ กึ จึงจะแสดงออกมา
อยา่ งเดน่ ชดั เมอื่ เขา้ สชู่ ว่ งวยั ทสี่ าม กลา่ วคอื วยั 14-21 ปี เดก็ จะเกดิ ความตอ้ งการแสวงหาความหมายและสจั ธรรม
ของชีวิต
ด้วยเหตุนี้ การกระทำ�ใดๆ อันแสดงถึงคุณลักษณะที่ดีงามในเชิงสำ�นึกของเด็กวัย 7 ขวบปีแรกของชีวิต
สว่ นใหญ่มกั จะเกิดจากความเคยชิน มากกวา่ ทจ่ี ะเกิดจากการพจิ ารณา วเิ คราะห์แยกแยะจนเกดิ ความกระจา่ งแจ้ง
ในเชงิ ปญั ญา ชว่ งเรยี นรู้ 7 ปแี รกของชวี ติ เดก็ มคี วามเขา้ ใจจากการเรยี นรใู้ นเชงิ เชาวนป์ ญั ญาหรอื สง่ิ ทเี่ ปน็ นามธรรม
คอ่ นข้างน้อย ส่วนใหญ่เด็กจะเรยี นรู้ไดด้ ที ่สี ดุ โดยผา่ นรูปธรรม การปฏบิ ตั หิ รือลงมอื กระทำ�ดว้ ยตนเอง ด้วยเหตุน้ี
เราจงึ มกั พบว่า เด็กต้องการทจ่ี ะลงมอื กระทำ�มากกวา่ ทีจ่ ะเปน็ ผคู้ อยนง่ั ฟังคำ�สอนหรอื บทเรยี นต่างๆ
กล่าวโดยสรุป การเรียนรู้ โดยผ่านการลงมือกระทำ�อย่างสมำ่�เสมอจะนำ�ไปสู่ความเคยชินในการปฏิบัติ
ดังน้ัน ส่ิงแวดล้อมรอบตัวเด็กในช่วงวัยน้ีจึงต้องเป็นสิ่งแวดล้อมท่ีดี เพราะจะส่งเสริมให้เด็กได้เป็นผู้ลงมือกระทำ�
ส่งิ ต่างๆ อันเปน็ พ้ืนฐานส�ำ คญั ตอ่ การพฒั นาไปสูค่ วามเป็นมนษุ ยท์ ี่ดีงาม
การศึกษาแบบวอลดอร์ฟมุ่งหมายที่จะดึงศักยภาพซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนให้แสดงออกมา ไม่ใช่
มุง่ จะนำ�ขอ้ มูลความรูจ้ ากภายนอกใส่เข้าไปในเดก็ เพอ่ื การผลติ ซ้�ำ
การศึกษาแบบวอลดอร์ฟให้ความสำ�คัญกับวัยเด็กว่า วัยเด็กเป็นช่วงเวลาที่สำ�คัญของความเป็นมนุษย์
ซ่ึงมนุษย์ทุกคนต้องก้าวผ่านและควรจะได้รับการเรียนรู้และประสบการณ์ท่ีเหมาะสมซึ่งจะทำ�ให้เติบโตเป็นมนุษย์
ทส่ี มบรู ณ์ได้

หลกั การส�ำ คัญของการจัดการศกึ ษาหรือการจัดประสบการณ์ตามแนวคิดวอลดอรฟ์

การจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรตู้ ามแบบวอลดอรฟ์ เปน็ วธิ กี ารตามแบบธรรมชาตซิ ง่ึ วธิ กี ารจดั ประสบการณ์
การเรียนรู้จะเป็นการจัดกระทำ�ทั้งระบบ ต้ังแต่บรรยากาศของโรงเรียน ส่ิงแวดล้อมและห้องเรียนต้องเป็นไป
ตามวิถีธรรมชาติ โดยกระตุ้นการเรียนรู้เร่ิมจากการแสดงแบบให้เด็กเห็นตามบรรยากาศจูงใจ โรงเรียนอนุบาล
วอลดอร์ฟจึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยมุ่งให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาพลังเจตจำ�นงของตนตามวัย แนวทาง
ในการจัดการเรียนการสอนต้องคำ�นึงถึงปจั จัยตา่ งๆ ดงั นี้
1. แบบแผนจังหวะชีวิตของเด็กและห้องเรียน (Rhythm) ต้องเป็นไปอย่างสม่ำ�เสมอ แบบแผน
การดำ�เนินชีวิตที่สมำ่�เสมอจะทำ�ให้เป็นเร่ืองง่ายสำ�หรับเด็กที่จะดำ�เนินภารกิจซ่ึงกระทำ�อยู่ทุกวันให้เสร็จสิ้น
เป็นการช่วยเสริมให้เด็กพัฒนาพลังเจตจำ�นงข้ึนมาอย่างเป็นธรรมชาติ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ของโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟยังต้องคำ�นึงถึงความสมดุลระหว่างกิจกรรมกลุ่มกับกิจกรรมอิสระเฉพาะตน
และกิจกรรมที่ต้องการสมาธิกับกิจกรรมท่ีใช้การเคล่ือนไหวด้วย แบบแผนจังหวะท่ีสมำ่�เสมอจะช่วยพัฒนาเด็ก
ให้สามารถทำ�กิจกรรมต่างๆ ได้นานข้นึ
2. การทบทวนหรอื ท�ำ กจิ กรรมซ�ำ้ (Repetition) โดยปกตเิ ดก็ จะมคี วามตอ้ งการกระท�ำ ในสงิ่ เดมิ ซ�้ำ ๆ กนั
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อโลกรอบตัว การทำ�ซ้ำ�ยังเป็นการพัฒนาพลังเจตจำ�นงของเด็กให้มี
ความแน่วแน่มากขึ้น เมื่อเด็กได้ทำ�ซำ้�จนเกิดความชำ�นาญก็จะเกิดความรู้สึกว่า ตนสามารถทำ�ส่ิงต่างๆ ได้เอง
และจัดการส่ิงแวดล้อมรอบตัวได้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะพัฒนามาเป็นความม่ันคง มีความเช่ือม่ันในตนเองต่อไป
ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ กิจกรรมพ้ืนฐานในโรงเรียนอนุบาลวอลดอร์ฟจึงเกิดข้ึนอย่างสมำ่�เสมอทุกวัน ขณะที่
กิจกรรมหลักกจ็ ะเปน็ แบบเดยี วกนั โดยท่ีเน้อื หาของกิจกรรมแตล่ ะอย่างก็จะมีการทวนซ�้ำ ติดตอ่ กันถึงสามสปั ดาห์
เพ่อื ใหเ้ ดก็ ได้มโี อกาสซึมซบั ทำ�ความเข้าใจอยา่ งถ่องแท้ตอ่ สิง่ ต่างๆ ท่ีเรียน
72

3. ความรู้สึกเกรงขาม (Reverence) ความรู้สึกเกรงขามต่อการดีงามก่อให้เกิดความสงบในใจเด็ก
การที่ครูปฏิบัติต่อทุกสิ่งด้วยความเคารพ นอบน้อม จะนำ�พาเด็กให้กลายเป็นผู้ท่ีมีสำ�นึก รู้คุณต่อสิ่งแวดล้อม
รอบตัว ซงึ่ ทำ�ใหเ้ ด็กเหน็ คุณค่าของชวี ติ และการดำ�รงอยอู่ ยา่ งมคี วามหมาย
สำ�หรับกิจกรรมพื้นฐานในโรงเรียนอนุบาลวลลดอร์ฟน้ัน แต่ละกิจกรรมจะมีลำ�ดับที่แน่นอนของตน
ตามตารางเวลาท่ีก�ำ หนดไว้ ไดแ้ ก่

1. การเลน่ 2. กิจกรรมวงกลม
สรา้ งสรรค์ (Creative Play)
3. การเลา่ นิทาน
หรือการเลน่ อสิ ระ
(Free Play)

8. ทัศนศกึ ษา กจิ กรรมพ้ืนฐาน 4. ศิลปะสีน�ำ้
ในโรงเรียนอนุบาล

วอลดอร์ฟ

7. หตั ถกรรม 5. ศลิ ปะสเี ทียน
และงานปนั้

6. การทำ�อาหาร

กิจกรรมประจำ�วนั

กิจกรรมประจำ�วันของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันไปตามสภาพและวัฒนธรรมของท้องถิ่น กิจกรรม
ในแต่ละวันของเด็กจะเรียบง่าย โรงเรียนอนุบาลเปรียบเหมือนครอบครัวใหญ่ ครูเปรียบเหมือนแม่ที่ดูแลบ้าน
อย่างมีความสุข

บทสรุป

ประโยชน์ท่ีเด็กได้รับจากการศึกษาแนววอลดอร์ฟทำ�ให้เด็กมีอิสระ พัฒนาตนเต็มศักยภาพที่ตนมี
มคี วามคดิ แยบคาย สดใส มีพลังและสร้างสรรค์ มคี วามเมตตา กลา้ หาญ ใฝร่ ู้ เอ้ืออาทร เพื่อให้การอบรมเลี้ยงดู
และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำ�หรับเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างเหมาะสม ต้องคำ�นึงถึงหลักพัฒนาเด็ก
ตามธรรมชาตหิ รอื Natural Childhood

73

เอกสารอา้ งองิ
บษุ บง ตนั ตวิ งศ์. (2552). การศึกษาวอลดอร์ฟ (Waldorf Education). กรงุ เทพฯ : สภาการศึกษา.
https://nontster.wordpress.com/2009/05/13/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%
B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%
E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F
-waldorf-education/
นายแพทยพ์ ร พนั ธโ์ุ อสถ. (2543). การเรยี นรขู้ องเดก็ ปฐมวยั ไทยตามแนวคดิ วอลดอรฟ์ . กรงุ เทพฯ : ส�ำ นกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ.
สำ�นักนายกรัฐมนตรี. แนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf). https://sites.google.com/site/learning
discoverytoyou/hnwy-kar-reiyn-ru-thi-1/naew-kar-sxn-baeb-wx-ld-xrf.
74

8 การจัดการเรยี นรเู้ ชิงรกุ
(ดWว้ ยภhาษoาlธeรรLมชaาตnแิ gบบuอaงคgร์ eวม)

ความเปน็ มา

ภาษาธรรมชาติ (Whole Language) เป็นคำ�ท่ีพบครั้งแรกในหนังสือภาพของเด็กที่เขียนโดย จอห์น
อามอส โคมินิอุส ในยุคคริสต์ศตวรรษท่ี 17 (กู๊ดแมน : 2513) ซ่ึงเป็นหนัวสือเล่มเล็กๆ ท่ีเหมือนย่อโลกไว้
และภาษาธรรมชาตนิ ัน้ เตม็ ไปด้วยภาพสิ่งต่างๆ – ช่ือ – คำ�อธบิ ายสงิ่ เหลา่ น้นั
ส่วนความหมายของภาษาธรรมชาติของโคมินิอุสจะไม่เหมือนความหมายในปัจจุบันเสียทั้งหมด แต่ก็ได้
ชี้ให้เห็นลักษณะเด่นสำ�คัญท่ีคำ�นึงถึงวิธีการเรียนรู้แบบเด็กๆ ด้วยการใช้ภาษาเช่นเดียวกับปัจจุบันที่เราใช้นี้เอง
โคมินิอุสเชื่อว่า เด็กๆ สามารถค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ได้ด้วยการนำ�เสนอด้วยสิ่งท่ีเด็กคุ้นเคยในชีวิตอยู่แล้ว เด็กจะ
เข้าใจสิ่งของท่เี ป็นรูปธรรมได้ โดยการใชภ้ าษาถิน่ หรือภาษาในชีวติ ประจำ�วนั ของเด็ก
นักการศึกษาในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17-20 ได้ระบุว่า หลักการของการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็น
ธรรมชาติแบบองค์รวมในยุคนี้คล้ายกันกับแนวทางของโคมินิอุส ความรู้จะเกิดข้ึนอย่างพร่ังพรูจากกระบวนการ
เรียนรู้และพัฒนาภาษาพูด ภาษาเขียน ซึ่งครูจะเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กๆ นั้นอาศัยภาษาเป็นสื่อในการแก้ปัญหา
ต่างๆ อย่างมีความหมายในการกระบวนการเรียนรู้ทั่วๆ ไปของเด็กในโรงเรียน (กู๊ดแมน สมิธ เมอร์ริดิธ
และกดู๊ แมน : 2530)

นักทฤษฎีสำ�คัญท่ีใหค้ วามเข้าใจเรอ่ื งภาษาธรรมชาติ

ดิวอ้ี (2481, 2486) ไดก้ ล่าวถงึ การเรียนร้ภู าษาของเดก็ ก่อนการพัฒนาเขา้ สกู่ ารใชภ้ าษาอย่างถกู ตอ้ งตาม
หลกั ภาษา (อารี สณั หฉวี : 2535) วา่ เกดิ จากประสบการณต์ รง โดยการลงมอื กระท�ำ ดว้ ยตนเอง (Learning by doing)
และไดส้ รา้ งทฤษฎที เ่ี ปน็ กญุ แจส�ำ คญั ของความคดิ เรอ่ื ง พลงั ของการสะทอ้ นความคดิ ตอ่ การสอนของครู (Reflective
teaching) ท่ีผู้เรียนต้องเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ ครูผู้สอนควรบูรณาการด้านภาษาให้กลมกลืนไปกับ
การเรียนรทู้ กุ เร่อื งในหลักสตู รซึง่ สอดคล้องกบั แนวคิดของ
เพียเจต์ (2498) ท่ีมีอิทธิพลต่อกระบวนการสอนภาษาธรรมชาติ โดยกล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้จากกิจกรรม
โดยการเคลอ่ื นไหวของตนเองจากการไดส้ มั ผสั กบั สงิ่ แวดลอ้ มและสรา้ งองคค์ วามรขู้ นึ้ ภายในตน กระบวนการเรยี นรู้
มใิ ชเ่ กดิ จากการรบั เขา้ (Passive) แต่เพยี งอยา่ งเดียว เดก็ จะเป็นผู้กระทำ�การเรียนรู้ (Active) ในการคดิ ด้วยตนเอง
การเรยี นรขู้ องเดก็ เกดิ ขนึ้ จากการมปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั สงิ่ แวดลอ้ มผา่ นการเลน่ จะชว่ ยใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นรภู้ าษาจากกจิ กรรม
ทท่ี �ำ รว่ มกนั และเป็นรายบคุ คล
กู๊ดแมน (2513) ได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกแนวการสอนภาษาแบบองค์รวมจนมีผู้ให้ความสนใจ
นำ�ความคิดไปใช้ในประเทศต่างๆ และมีผู้ให้การสนับสนุนเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2513
เป็นต้นมา เขากลา่ วว่า ภาษาเปน็ เร่อื งสำ�คัญส�ำ หรับชีวติ เด็ก เดก็ ต้องเรียนรภู้ าษาและต้องใช้ภาษาเพอ่ื การเรียนรู้
ครตู อ้ งตระหนักในความส�ำ คัญนี้

ปรชั ญาและแนวคดิ

การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) มีวิวัฒนาการมาจากหลายศาสตรแ์ ละหลาย
แนวคิดในกลุ่มนักภาษาศาสตร์ นักสังคมวิทยา นักจิตวิทยาพัฒนาการและการเรียนรู้ แนวการสอนภาษา
แบบธรรมชาตเิ ปน็ ปรัชญาแนวคิด ไมใ่ ชว่ ิธีการสอนภาษาอย่างทเี่ ข้าใจผดิ กนั
นกั การศกึ ษาไดช้ ใ้ี หเ้ หน็ พฒั นาการทางดา้ นการคดิ และการใชภ้ าษาของเดก็ โดยการเรยี นรผู้ า่ นประสบการณ์
ตรงจากส่ิงท่ีเรียนอย่างมีความหมาย เด็กจะรับและซึมซับข้อมูลทางภาษาจากสภาพแวดล้อมในบริบททางสังคม
วัฒนธรรม และการใช้ภาษาร่วมกันกับผู้คนท่ีอยู่แวดล้อมใกล้ชิดซ่ึงจะทำ�ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาได้ดี โดยเด็ก
จะไม่เกิดความรู้สึกยากลำ�บากในการเรียนรู้เหมือนแนวการสอนภาษาในระบบโรงเรียนแบบเดิม แนวทางการจัด
ประสบการณ์เพื่อพัฒนาทางภาษาของเด็กในโรงเรียนจึงควรให้ตอบสนองธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก
และเหมาะสมกับขั้นพัฒนาการของเดก็ แตล่ ะวัย
76

การเรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติแบบองค์รวมช่วยสรา้ งสรรคป์ ัญญาเดก็ ไทยได้อย่างไร

การสอนภาษาอย่างธรรมชาติแบบองค์รวมน้ัน เริ่มจากครูต้องเข้าใจจุดเน้นของการเรียนรู้ภาษา
แนวธรรมชาติ คือ ต้องเขา้ ใจพฒั นาการทางภาษาของเด็ก ซึ่งประกอบไปดว้ ยความสามารถทางภาษา 4 ดา้ น คือ
การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซ่งึ มกี ระบวนการคิดเปน็ แกนสำ�คญั เพราะการใชภ้ าษาของเดก็ ในรูปแบบ
ตา่ งๆ ล้วนแล้วแตม่ าจากความคิดทัง้ สน้ิ ดังจะไดเ้ ห็นไดจ้ ากแผนภมู ิ

ฟงั พดู
คดิ

อา่ น เขียน

การเรียนรูข้ องเดก็ ปฐมวัยไทย : ตามแนวการเรียนรขู้ องภาษาอยา่ งธรรมชาตแิ บบองค์รวม, ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา

ดังน้ัน ในความหมายของภาษาธรรมชาติ การพัฒนามนุษย์จึงควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนาความคิดก่อน
โดยมีภาษาเป็นหน่วยสำ�คัญในการช่วยใหค้ นเราได้พัฒนาความคิดอย่างตอ่ เนอื่ ง
องคป์ ระกอบการเรยี นรู้ 3 สว่ น
1. การจัดสภาพแวดลอ้ มในรูปแบบของการสอนภาษาธรรมชาติ
2. กระบวนการเรียนรูแ้ บบธรรมชาติตามวัยวุฒิของเดก็
3. การจดั การเรียนการสอนของครู

เด็ก

องคป์ ระกอบ
การเรียนรู้

3 ส่วน
ครู สภาพแวดล้อม

การเรียนรูข้ องเด็กปฐมวยั ไทย : ตามแนวการเรียนรู้ของภาษาอย่างธรรมชาติแบบองคร์ วม, ส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา

77

องค์ประกอบท่ี 1 การจดั สภาพแวดล้อมในรปู แบบของการสอนภาษาธรรมชาติ
เร่ิมต้นโดยการจัดพ้ืนที่ภายในห้องเรียนที่สามารถตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กที่มี
ความแตกต่างหลากหลายได้ในเรื่องของประสบการณ์และความพร้อมในการเรียนของแต่ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่ม
ความสนใจ การจัดห้องเรียนจึงควรเป็นสถานท่ีที่เด็กได้อยู่ในโลกของภาษา ตัวหนังสือ สัญลักษณ์ท่ีมีความหมาย
ตอ่ เรื่องทเ่ี รยี น มุมท่เี ด็กสนใจ โดยเดก็ สามารถเข้าไปเรยี นรู้ ซึมซับไปดว้ ยภาษาไดต้ ลอดเวลา
องคป์ ระกอบท่ี 2 กระบวนการเรียนรแู้ บบธรรมชาตติ ามวยั วุฒิของเดก็
ครูต้องมีความเชื่อม่ันและไว้วางใจในตัวเด็กว่า เขาสามารถทำ�งานต่างๆ ได้ ถ้ามีความสนใจ มีฉันทะ
เกิดขึ้นแล้ว พฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดข้ึนเอง โดยครูต้องระลึกรู้ว่า ธรรมชาติของเด็กจะเกิดมาพร้อมกับ
ความสามารถในการเรียนรู้ มีสมองไว้คิดและมีประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพ่ือการรับรู้ผ่านผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น
ผิวกาย ทำ�ให้สามารถเรียนรู้ ซึมซบั ส่ิงต่างๆ โดยธรรมชาติ
ราเคล (Rachel Keidar) ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมภาษาสำ�หรับเด็กปฐมวัยในการสัมมนา เรื่อง
“การศึกษาปฐมวัยสร้างคนสร้างชาติ” (อ้างในสถาบันแห่งชาติเพ่ือการศึกษาสำ�หรับเด็กปฐมวัย : พ.ศ. 2542)
ไดอ้ ธิบายทักษะความสามารถทางภาษาทงั้ 4 ด้าน ฟงั -พดู -อา่ น-เขียน ไว้ ดงั น้ี
การฟงั และการพูดของเดก็
เมื่อเด็กมีโอกาสได้ยินเสียงแม่พูด แม้ว่า ยังพูดไม่ได้ แต่จะเกิดการเรียนรู้ภาษาพูด เพราะการสอนเด็ก
ให้พูดนั้น เด็กจำ�เป็นต้องได้ยินได้ฟังภาษาพูดก่อน ยิ่งได้ฟังมากจะเข้าใจชัดเจน ยิ่งเรียนรู้คำ�ศัพท์ต่างๆ มาก
การเรยี นรู้วิธพี ดู เปน็ ประโยคยาวๆ ท�ำ ให้เดก็ มพี ัฒนาการดา้ นภาษาอยา่ งรวดเรว็ ย่งิ ข้ึน
การอ่านและการเขยี น
เราใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางภาษา ทั้งภาษาเขียนและภาษาพูด ผู้ใหญ่จำ�เป็นต้องสื่อความหมายกัน
ด้วยภาษาเขียน การอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวันจึงเป็นส่ิงจำ�เป็นในการให้โอกาสเด็กเรียนรู้เพ่ือพัฒนาภาษาเขียน
ขณะท่ีอ่านควรชี้นิ้วตามตัวหนังสือประกอบไปด้วย เนื้อหาท่ีอ่านควรสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวและพยายาม
เชอ่ื มโยงกับประสบการณเ์ ดมิ ของเดก็ ตลอดเวลา
องคป์ ระกอบที่ 3 การจัดการเรียนการสอนของครู
บทบาทของครูอนุบาลที่ถูกต้อง กระตุ้นและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก โดยการพัฒนาเด็กต้องเริ่มจาก
ตัวครูก่อน ครูต้องเข้าใจพัฒนาการหรือวัยวุฒิ รวมถึงกระบวนการอบรมเล้ียงดูให้ถูกต้อง มีความเช่ือม่ันและกล้า
ทเ่ี ปลยี่ นแปลงแนวคดิ ไปในทางทด่ี ขี นึ้ เพราะครมู บี ทบาทส�ำ คญั มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความรสู้ กึ ความคดิ และการแสดงออก
ของเดก็ ครสู ามารถท�ำ ใหเ้ ดก็ เรยี นรภู้ าษา เขา้ ใจความหมาย เหน็ โครงสรา้ งของภาษาอยา่ งองคร์ วม เชน่ การเรยี นรู้
จากนทิ านทั้งเร่ือง
ความแตกตา่ งการเรยี นรภู้ าษา 2 รูปแบบ
เม่ือมีการเปล่ียนแปลง เกิดการเรียนรู้ภาษาธรรมชาติขึ้นในห้องเรียนใดแล้ว จะเห็นความแตกต่าง
ในการจัดการเรียนการสอนภาษารูปแบบเดิมและแบบภาษาธรรมชาติตามตารางซึ่งได้ถอดความมาจากหนังสือ
“Whole Language Catalog” โดย Kenneth S. Goodman และคณะ พ.ศ. 2534 ขอน�ำ เสนอเพ่อื ให้เหน็ แนวคดิ
และแนวทางการเรียนรู้ทแ่ี ตกต่างกัน ดังน้ี
78

รปู แบบเรียนรู้ภาษาแบบเดิม รปู แบบเรียนรภู้ าษาตามธรรมชาติ

• เน้นการสอนโดยตรงจากครูซง่ึ ถูกควบคมุ โดย • เน้นการเรยี นรู้ของผู้เรียนซง่ึ ได้รับการแนะนำ�ำ
หลักสูตร โปรแกรมการสอนทีก่ ำ�ำกบั อยู่ ช่วยเหลอื โดยครู แต่ไมใ่ ชถ่ ูกควบคมุ แตค่ รูเปน็
ผเู้ รยี นรู้ร่วมกนั ไปพร้อมกบั เดก็
• มพี ฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ ตน้ แบบของการเรยี นรู้ (สกนิ เนอร)์ • การเรยี นรดู้ ้านสตปิ ญั ญาจะเปน็ รปู แบบควบคู่
ไปกับดา้ นสงั คม (ไวกอตสกีและฮอลลิเดย์)
• การเรยี นรู้เป็นแนวทางท่ตี ้องเริ่มต้นจากง่ายไปหา • ทกุ สง่ิ เลก็ ๆ นอ้ ยๆ มองวา่ เป็นการเรียนรทู้ อี่ ยู่
ยากและซบั ซอ้ น จากทักษะยอ่ ยไปสทู่ กั ษะใหญ่ขึน้ ภายใตอ้ งคร์ วมทีม่ ีความหมายต่อเดก็ ทั้งหมด
ท่เี ดก็ ซมึ ซับประสบการณ์ไว้
• การเรยี นพูด-เขียนให้ถูกตอ้ งเป็นส่งิ จำ�ำเปน็ ที่ต้อง • การเรยี นรู้ถกู มองว่า เปน็ ผลของกระบวนการ
สรา้ งนิสัย ดงั นัน้ หากพูดหรือเขยี นผิดต้องแกไ้ ข ทางสติปัญญาทีน่ า่ จะไดร้ บั การช่วยเหลือ
ใหถ้ ูกตอ้ ง ถือวา่ คำ�ำผิดเป็นสง่ิ ร้ายแรง สนบั สนนุ จากครูและเพอ่ื นๆ ร่วมกนั
• เมอ่ื ถือวา่ ความถูกตอ้ งเป็นสิง่ สำ�ำคัญ ดงั นั้น • การกล้าทดลอง กลา้ เส่ยี ง ซึ่งอาจทำ�ำให้เกิด
การปล่อยให้เดก็ ทดลอง กลา้ ทำ�ำอะไรนอกรูปแบบ ข้อผิดพลาดข้นึ บา้ ง ถอื ว่า เปน็ สิ่งสำ�ำคญั สูงสุดต่อ
จงึ เป็นส่ิงไม่พงึ ประสงค์ การเรียนรขู้ องเดก็ เพอ่ื สร้างกำ�ำลังใจและความมั่นใจ
• ผู้เรียนทกุ คนต้องเรียนและทำ�ำส่ิงที่ครสู อนให้ได้ • ผู้เรียนแตล่ ะคนถูกมองว่า มคี วามแตกตา่ งกัน
เหตนุ ้เี องเด็กจำ�ำนวนมากจึงตอ้ งประสบกับ ในการเรียนรแู้ ละมรี ะดบั การพัฒนาไดไ้ ม่เท่ากัน
ความลม้ เหลวอยูเ่ สมอ แตล่ ะคนมวี ิถีทางของตนเอง ดังนัน้ จึงไมม่ คี ำ�ำว่า
“ความล้มเหลว” เกิดข้นึ
• ความสามารถในการทำ�ำงานใหถ้ กู ต้อง ทงั้ การพูด • ความสามารถทจี่ ะเขา้ ใจและประยกุ ต ์ นำ�ำความรู้
และการเขยี นจะใชเ้ ป็นหลกั ฐานเคร่อื งวดั ผล ไปใช้ และสามารถคดิ ได้อยา่ งผรู้ ู้ จะใชเ้ ป็นรากฐาน
คะแนนการเรยี นรู้ การเรยี นรเู้ ชน่ เดยี วกับความสามารถในการใช้
วิธกี ารต่างๆ ในการทำ�ำงานในสถานการณ์ต่างๆ

การเรยี นรู้ของเดก็ ปฐมวัยไทย : ตามแนวการเรยี นรู้ของภาษาอย่างธรรมชาตแิ บบองคร์ วม, สำ�นักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา

จากตารางเปรียบเทียบการเรียนรู้ภาษารูปแบบน้ีทำ�ให้เห็นภาพสังเขปของพฤติกรรมการสอนของครู
และการเรียนรู้ของเด็กท่ีเกิดขึ้นในโรงเรียนซึ่งมีความแตกต่างกันมาก โดยสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยการใช้
กระบวนการคดิ เป็นแกนการเรยี นรู้ ดังนี้

79

แผนผงั การเรียนรูแ้ ละพัฒนาภาษาของเดก็ 2 แนวทาง ทส่ี วนทางกนั อย่างชัดเจน

เด็กเกิดทักษะในการใช้ภาษาพูด/เขียนตามที่ครูสอนและถูก ความเชอ่ื ในความสามารถศกั ยภาพของมนษุ ยท์ ม่ี มี าแตก่ ำ�ำเนดิ
ฝึกมา โดยมีโอกาสใช้ความคิด ความเข้าใจ ความสนใจ และความเขา้ ใจธรรมชาติการเรียนรูข้ องมนุษย์
จินตนาการของตัวเองน้อย

ภาษาพูด/เขียนเกิดข้ึนจากแบบฝึกหัดและตำ�ำราภาษาไทย เกิดความรู้ ความเข้าใจ การเรียนรู้ภาษาอย่างธรรมชาติ
ที่จำ�ำกัดถูกกำ�ำหนดโดยผู้ใหญ่ มีหรือไม่มีความหมายสำ�ำหรับ (Whole Language Approach)
เด็กปจั เจกบคุ คล
ความหมายแรกของภาษาอยา่ งธรรมชาติ คือ
แตง่ เป็นเรือ่ งราว 1. การเรยี นรภู้ าษาแบบองคร์ วมไปพรอ้ ม ๆ กนั

ยากซบั ซอ้ นข้นึ ฟงั พดู
ประโยคง่าย ๆ
คำ�ำจากงา่ ยไปยาก ค่กู ับเด็ก สมอง

อ่าน เขียน

สอนจากทกั ษะยอ่ ยเปน็ ลำ�ำดบั ขนั้ ตอนทตี่ อ้ งผา่ นทกั ษะจากงา่ ย 2. ภ า ษ า จ ะ เ กิ ด ขึ้ น แ ล ะ พั ฒ น า ผ ่ า น ก า ร ใ ช ้ ภ า ษ า อ ย ่ า ง มี
ไปหายาก โดยครูเป็นผู้กำ�ำหนด แต่ทักษะย่อยเป็นสิ่งไม่มี ความหมายและตามคุณค่าในวฒั นธรรมประเพณแี ละบริบท
ความหมายต่อเดก็ ฯลฯ 3. ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนรอบข้างได้อย่างมีความสุข ส่ือสาร
ไดต้ ามตอ้ งการ
ตวั อกั ษรเสยี งสูง-กลาง-ต่�่ำำ 4. ภาษาเขยี นไดจ้ ากภาษาทแ่ี วดลอ้ มรอบตวั ทเี่ ดก็ เหน็ คนุ้ เคย
และรู้จักความหมายตามท้องถิ่น
วรรณยุกต์

ตัวสะกดเปน็ คำ�ำ ภาษาพดู /ภาษาเขยี นของเดก็ จะพฒั นาก้าวหน้าปรบั แกไ้ ขเอง
สระง่าย ๆ ผสมกบั ตวั อักษรเป็นคำ�ำ ตัวสะกดตา่ งๆ ขึ้นเรอื่ ย ๆ จากง่ายไปยาก ซบั ซ้อนข้นึ เร่ือย ๆ ตามการใชภ้ าษา
ก ไก่ - ฮ นกฮกู คกู่ บั ภาพ จับเสยี งที่สัมพันธก์ บั ตัวอกั ษร ของผใู้ หญ่ ซึง่ ประกอบไปดว้ ยหลกั ภาษา ไวยากรณ์

เรมิ่ สอนภาษาดว้ ยการใหร้ จู้ กั และจำ�ำสว่ นยอ่ ยของภาษา ในที่สุด เด็กจะเข้าใจภาษา เกิดความสามารถใช้ภาษาพูด
ภาษาเขียนได้ใกล้เคียง ถูกต้องตามระบบมาตรฐาน
ทลี ะทักษะย่อยก่อนตามหลกั ภาษา ไวยากรณท์ ผี่ ใู้ หญ่ ของหลักภาษา ไวยากรณไ์ ปส่สู ่วนยอ่ ย ตัวอกั ษร สระ
กำ�ำหนด

การเรยี นรู้ของเดก็ ปฐมวยั ไทย : ตามแนวการเรยี นรขู้ องภาษาอย่างธรรมชาตแิ บบองคร์ วม, ส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา

80

เอกสารอ้างอิง
สำ�นักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550). สำ�นักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มงานพัฒนา
เด็กปฐมวัย กระทรวงศึกษาธิการ. การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยไทย : ตามแนวการเรียนรู้ภาษา
อยา่ งธรรมชาติแบบองคร์ วม. กรงุ เทพฯ : หา้ งหุ้นสว่ นจ�ำ กดั ว.ี ที.ซี คอมมิวนิเคชัน่ .
Dewy, J. (1976). Moral Principle in Education. Boston : Houghton Mifflin.
Goodman, Kenneth S. (1976). “Reading : A Psycholinguistic Guessing Game,” Current Topics
in Language. ed. Nancy Ainsworth Johnson, Cambridge : Wintrop Publishers.
Piaget, J. (1963). The origins of intelligence in children. New York: W.W. Norton & Company, Inc.
Piaget,J. (1986). The construction of reality in the child. N.Y.: Ballantine Book
Smith, Brooks, Kenneth Goodman and Robert Meredith. (1970). Language and Thinking in
the Elementary School. New York : Holt, Rinehart and Winston.
Smith, E. B., Goodman, K. S. & Meredith, R. (1976). Language and Thinking in School. 2nd ed.
NY: Holt, Rinehart and Winston.

81

9 การจัดการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ
ด้วยการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
โครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวยั

ความเป็นมา

สำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ร่วมกับมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสถาบัน
ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำ�เนินโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย”
มเี ปา้ หมายเพอื่ พฒั นาการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรส์ �ำ หรบั เดก็ ปฐมวยั โดยมงุ่ ปลกู ฝงั ใหเ้ ดก็ ปฐมวยั
เปน็ ผ้มู ีเจตคตทิ ี่ดตี อ่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยดี ว้ ยกิจกรรมท่ีสร้างความสนกุ ความเพลิดเพลิน ความสนใจใคร่รู้
และความกระตือรอื รน้ ฝึกทักษะการสงั เกต รู้จักตง้ั คำ�ถามและหาคำ�ตอบด้วยตนเอง
วตั ถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพอ่ื ให้เดก็ มีโอกาสไดเ้ รยี นรูใ้ นส่งิ ทีต่ นเองสนใจ
2. เพอ่ื ใหเ้ ดก็ เกดิ การเรียนรทู้ ่ีลึกซงึ้ ขึ้น ต่อยอดจากการทดลองในหอ้ งเรียน
3. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละจติ วทิ ยาศาสตร์ของเด็กปฐมวยั
4. เพอ่ื ส่งเสริมความสามารถพ้ืนฐานดา้ นการเรียนรู้ ภาษา สงั คม และการเคล่ือนไหวของเด็กปฐมวยั

ลักษณะของโครงงานวิทยาศาสตรป์ ฐมวัย

โครงงานวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาค้นคว้า สำ�รวจตรวจสอบ ทดลอง เพ่ือให้ได้คำ�ตอบ
ในเร่ืองท่ีเด็กสนใจ อาจบูรณาการข้ามสาระการเรียนรู้หลายสาระซ่ึงควรเน้นท่ีสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
หรือเทคโนโลยีเป็นหลัก กระบวนการจัดประสบการณ์เร่ิมจากง่ายไปสู่ความซับซ้อน เช่ือมโยงเรื่องท่ีจะสอน
ให้สัมพนั ธ์กบั ส่งิ แวดลอ้ มรอบตัวเดก็

หัวขอ้ โครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ฐมวัยควรมลี กั ษณะ ดังนี้

2. เก่ยี วขอ้ งกบั
ประสบการณ์สว่ นใหญ่

ของเด็กในกล่มุ

1. เปน็ ส่ิง 3. เป็นเรื่องท่ีไม่ซบั ซอ้ น
ทีอ่ ยู่รอบตัวเดก็ หรอื งา่ ยจนเกนิ ไป

7. มคี วามเหมาะสม หัวข้อโครงงาน 4. มีความเหมาะสม
กับสภาพสังคม วิทยาศาสตร์ กบั วัยของเด็ก
และวฒั นธรรม และทรพั ยากร
ของท้องถ่นิ นน้ั ๆ ปฐมวยั
หรอื อุปกรณ์ทม่ี ีอยู่

6. เปิดโอกาสให้ผูป้ กครอง 5. กระบวนการท�ำ โครงงาน
เข้ารว่ มกิจกรรมด้วย มีกิจกรรมท่หี ลากหลาย
เชน่ ทดลอง สร้างช้ินงาน
วาดรูป

83

ประเภทของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ปฐมวัย
โครงงานวิทยาศาสตร์สำ�หรับเด็กปฐมวัยมีหลายประเภท เช่น โครงงานประเภทสำ�รวจ โครงงานประเภท
ทดลอง โครงงานประเภทประดิษฐ์หรือเป็นโครงงานสะเต็ม (STEM เป็นการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตร์)
การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้โครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ฐมวัย
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557) ได้เสนอแนวทางการจัดประสบการณ์
การเรียนรแู้ บบโครงงาน โดยต้องจดั ประสบการณ์ใหเ้ ดก็ ไดพ้ ัฒนาทกั ษะกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ดังน้ี
1. การต้ังคำ�ถาม ครูกระตุ้นให้เด็กเกิดข้อคำ�ถามข้อสงสัยกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ให้เด็กเกิดข้อคำ�ถาม
โดยชวนเดก็ สงั เกต สำ�รวจ
2. การสำ�รวจตรวจสอบ เก็บรวบรวมข้อมูล ครูกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เชน่ การสังเกต การส�ำ รวจ การทดลอง การวัด การสือ่ ความหมาย การบนั ทึกขอ้ ผลการส�ำ รวจตรวจสอบ
3. การตอบค�ำ ถามทตี่ ้งั ขน้ึ โดยใช้ผลจากการสำ�รวจตรวจสอบข้อมูลมาสรา้ งคำ�อธบิ ายทม่ี ีเหตุผล
4. การนำ�เสนอผลการสำ�รวจท่ีตั้งข้ึน โดยใช้ผลจากการสำ�รวจตรวจสอบที่เหมาะสมกับวัย เช่น
การวาดภาพ การแสดงทา่ ทาง การสรา้ งสรรคผ์ ลงานประดิษฐ์
บทบาทครูและบทบาทนักเรยี น

บทบาทครู บทบาทนักเรยี น

1. กระตนุ้ ให้เดก็ ตงั้ คำ�ำถาม 1. ค้นหาประเดน็ ขอ้ สงสยั ต้งั คำ�ำถามท่ีสนใจอยากรู้
2. พจิ ารณารว่ มกบั เดก็ ในการเลอื กคำ�ำถาม 2. ลงความเหน็ ทสี่ นใจ รว่ มกนั กำ�ำหนดหวั ขอ้ โครงงาน
ทสี่ ำ�ำรวจตรวจสอบได้ 3. คดิ วธิ หี าคำ�ำตอบและมสี ว่ นรว่ มในการวางแผน
3. วางแผนประสานงาน 4. บนั ทกึ รวบรวมขอ้ มลู อธบิ าย สรปุ สงิ่ ทไี่ ดเ้ รยี นรู้
4. จดั เตรยี มสอ่ื อปุ กรณ์ อยา่ งเปน็ ขนั้ ตอน
5. รวบรวมขอ้ มลู 5. นำ�ำเสนอและแสดงผลงาน
6. วางแผนเลอื กวธิ เี กบ็ ขอ้ มลู รว่ มกบั เดก็
7. ใชค้ ำ�ำถามกระตนุ้ ใหเ้ ดก็ ทำ�ำกจิ กรรม
8. ครบู นั ทกึ สรปุ ความรทู้ เ่ี ดก็ ไดเ้ รยี นรใู้ นโครงงาน
9. ใหค้ ำ�ำแนะนำ�ำในการนำ�ำเสนอและการจดั แสดง
ผลงาน

ร่องรอยการเรยี นรเู้ พ่ือการจัดทำ�รายงานโครงงาน

1. บนั ทึกคำ�ำถามของเด็ก 2. บันทกึ คำ�ำพดู จากการสนทนา 3. ภาพถ่าย ภาพวาด
ถงึ ประสบการณ์เดิม ขณะทำ�ำกิจกรรม

4. แบบบันทึกผลการทดลอง 5. แบบบนั ทึกการสงั เกต
ของเดก็

84

การเขยี นรายงานโครงงานวิทยาศาสตรป์ ฐมวัย
1. ชือ่ /หัวขอ้ โครงงาน
2. ชอ่ื ผู้จดั ทำ�โครงงาน
3. ชือ่ ครูท่ีปรกึ ษา
4. ระยะเวลา
5. ทีม่ าของโครงงาน
6. วัตถปุ ระสงค์
7. ข้ันตอนการทำ�โครงงาน
8. ผลการทำ�โครงงานของเด็กหรือร่องรอยจากการศึกษาหาคำ�ตอบข้อสงสัยของเด็ก เช่น ภาพถ่าย
ภาพวาด สงิ่ ประดษิ ฐ์ แผนภาพ แผนภูมิ
9. สรุปผลทเ่ี กดิ จากผเู้ รยี น
แนวทางการประเมนิ โครงงานบา้ นนักวทิ ยาศาสตรน์ ้อย ประเทศไทย
1. ลกั ษณะโครงงาน
2. วตั ถุประสงคข์ องโครงงาน
3. ทมี่ าของโครงงาน
4. การส่งเสรมิ ความสามารถพื้นฐานด้านต่างๆ
5. ใช้ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์พืน้ ฐานสำ�หรับเด็กปฐมวัย 8 ทกั ษะ ได้แก่ การสงั เกต การวดั
การคำ�นวณ การจำ�แนกประเภท การหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติและมิติกับเวลา การจัดกระทำ�
และสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล และการพยากรณ์หรือการทำ�นาย (ควรมีอย่างน้อย
4 ทกั ษะ)
6. หลักฐานการท�ำ กิจกรรมของโครงงาน
7. การสรุปผล
8. มแี บบรายงานสรปุ กิจกรรมสอดคลอ้ งกับสมุดบันทกึ ผล (Logbook) จ�ำ นวน 20 กิจกรรม

ตัวอย่างคำ�ถามเพอ่ื การพัฒนาพฤติกรรมของผูเ้ รยี นให้มีทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

ทักษะขัน้ พ้ืนฐาน ความหมาย พฤตกิ รรมของเดก็ ตัวอยา่ งคำ�ถาม
ทางวิทยาศาสตร์ ทม่ี ีทักษะ เพอ่ื พฒั นาทักษะ

1. ทกั ษะการสังเกต การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใด เด็กใช้ประสาทสัมผัสอย่างใด • เด็กสังเกตรูปร่าง ลักษณะ
อย่างหน่ึงหรือหลายอย่าง อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ของพืช เช่น พืชที่มีลำ�ต้น
ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ลน้ิ ผิวกาย รวมกันเพื่อสังเกต สำ�รวจ ตั้งตรงสูงขึ้นไปมีต้นอะไรบ้าง
เข้าไปสัมผัสวัตถุ/เหตุการณ์ และเรยี นรเู้ กยี่ วกบั สงิ่ ตา่ งๆ ได้ พืชที่เป็นเถาเล้ือยเกาะกับ
โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของ อยา่ งเหมาะสม ตน้ อ่ืนมีอะไรบา้ ง
ผู้สังเกตลงไปในการเสนอ
ข้ อ มู ล ข้ อ มู ล ท่ี ไ ด้ จ า ก
ก า ร สั ง เ ก ต ค ว ร เ ป็ น ข้ อ มู ล
เชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปรมิ าณ
แ ล ะ ข้ อ มู ล ท่ี ไ ด้ จ า ก ก า ร
เปลย่ี นแปลง

85

ทักษะขน้ั พนื้ ฐาน ความหมาย พฤตกิ รรมของเด็ก ตัวอยา่ งค�ำ ถาม
ทางวิทยาศาสตร์ ที่มีทกั ษะ เพ่อื พัฒนาทักษะ

2. ทกั ษะการวัด ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ใช้ เด็กบอกปริมาณของวัตถุ • การเปรยี บเทยี บโตะ๊ สองตวั
เครื่องมือวัดหาปริมาณของ ตา่ งๆ ที่สามารถมองเห็นได้ ว่า ตวั ใดสงู กวา่ กัน
3. ทกั ษะการจ�ำ แนก ส่งิ ตา่ งๆ ได้อยา่ งถกู ต้อง โดย • กอ้ นหนิ กอ้ นใดหนกั กวา่ กนั
ประเภท มีหน่วยกำ�กับ อาจเป็นหน่วย
ไมเ่ ปน็ มาตรฐาน และรวมไปถงึ
การใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง
เหมาะสมหรือใกล้เคียงกับ
ความเป็นจรงิ

ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร จั ด เด็กแบ่งพวกหรือเรียงลำ�ดับ • เด็กแยกเมล็ดพืชเหล่านี้
จำ�แนกหรือเรียงลำ�ดับวัตถุ วั ต ถุ ห รื อ สิ่ ง ท่ี มี อ ยู่ ใ น ไดอ้ ยา่ งไร เพราะเหตใุ ดหนจู งึ
หรือส่ิงที่อยู่ในเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ โดยมีกฎเกณฑ์ แยกเมล็ดพืชในลักษณะนี้
ออกเป็นประเภทต่างๆ โดย ซึ่งอาจเป็นความเหมือน • เด็กคัดแยกบล็อกไม้ได้
มีเกณฑ์ในการจำ�แนกหรือจัด ความแตกต่าง หรือความ อย่างไร เพราะอะไรจึงแยก
จ�ำ พวก ไดแ้ ก่ ความเหมอื นกนั สัมพันธ์อย่างใดอย่างหน่ึง เชน่ นัน้
ความแตกต่างกัน ความ อยา่ งเหมาะสมกบั วยั
สัมพันธ์ร่วมกัน

4. ทักษะการค�ำ นวณ ความสามารถในการนับ • เด็กนับจำ�นวนสิ่งของได้ • ดินสอในกลอ่ งน้ีมีก่แี ทง่
จำ�นวนของสิ่งของ โดยใช้ ถูกตอ้ ง • เพอ่ื นคนไหนสงู ทส่ี ุด
ตัวเลขแสดงจำ�นวนการนับ • เด็กใช้ตัวเลขแสดงจำ�นวน
น้ันได้และสามารถบอกได้ว่า นับได้และตัดสินได้ว่า ของ
ส่ิงของในแต่ละกลุ่มมีจำ�นวน ในแต่ละกลุ่มมีจำ�นวนเท่ากัน
เทา่ กันหรือตา่ งกนั หรอื ตา่ งกัน
• เดก็ บอกลกั ษณะต่างๆ เชน่
ความกวา้ ง ความยาว ความสงู
น�ำ้ หนกั ได้

5. ทักษะการหาความสมั พันธ์ ความสามารถในการระบุ • เด็กวาด/บอกรูป 2 มิติ • บล็อกไม้ที่หนูเหน็ มกี ม่ี ิติ
ระหวา่ งมิติกบั มติ ิ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ ตา่ งๆ และ 3 มิติได้ • หลงั คาอยสู่ ว่ นใดของบ้าน
และมติ กิ ับเวลา ท่ีวัตถุน้ันครอบครองอยู่และ • เด็กบอกทิศทาง ตำ�แหน่ง • ถ้ า ตั้ ง นำ้ � แข็ ง ก้ อ น ใ ห ญ่
เป็นการบอกความสัมพันธ์ ของวัตถุได ้ ทิ้งไว้นาน ๆ น้ำ�แข็งจะเป็น
ของรปู รา่ ง ลักษณะ ตำ�แหนง่ • เ ด็ ก บ อ ก ค ว า ม สั ม พั น ธ์ อยา่ งไร
เหตุการณ์ และเวลา ระหว่าง 2 มติ ิ กบั 3 มติ ไิ ด้
• เ ด็ ก บ อ ก ค ว า ม สั ม พั น ธ์
ระหวา่ งต�ำ แหนง่ ทอ่ี ยขู่ องวตั ถุ
หนึง่
• เด็กกะระยะมิติของวัตถุ
ที่ กำ � ลั ง เ ค ลื่ อ น ที่ กั บ มิ ติ
ของเวลา

86

ทกั ษะขนั้ พน้ื ฐาน ความหมาย พฤตกิ รรมของเด็ก ตวั อยา่ งค�ำ ถาม
ทางวทิ ยาศาสตร์ ทม่ี ที กั ษะ เพื่อพฒั นาทกั ษะ

6. ทกั ษะการจดั กระท�ำ การนำ�ข้อมูลที่ได้จากการ • เด็กเลือกรูปแบบที่จะใช้ • ข้อมูลเกี่ยวกับความสูงของ
และสือ่ ความหมาย สงั เกต การวดั การทดลองจาก ในการเสนอขอ้ มลู ไดเ้ หมาะสม เด็กปฐมวัยจะมีวิธีการจัด
ข้อมูล แหลง่ อืน่ ๆ มาจดั กระทำ�ใหม่ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ กระทำ�ใหเ้ ข้าใจงา่ ยไดอ้ ย่างไร
โดยอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น • เ ด็ ก จ ะ นำ � เ ส น อ ผ ล ก า ร
การจดั ล�ำ ดบั การจดั กลมุ่ หรอื รูปภาพ บันทึกการเจริญเติบโตของ
การน�ำ เสนอขอ้ มลู รปู แบบใหม่ • เด็กบอกเหตุผลในการ ถ่วั งอกไดอ้ ยา่ งไร
เลือกรูปแบบท่ีจะใช้ในการ
เสนอข้อมลู ได้
• เด็กออกแบบการเสนอ
ข้อมูลตามรูปแบบที่เลือกไว้
ได้
• เด็กเปล่ียนแปลงข้อมูลให้
อยู่ในรูปใหม่ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย
• เด็กนำ�เสนอข้อมูลตาม
รูปแบบท่ีเลือกไว้ได้ โดย
ทำ�ให้ผู้อื่นสามารถเข้าใจได้
เป็นอย่างดี
• เด็กบรรยายลักษณะของ
ส่ิงใดส่ิงหนึ่งด้วยข้อความ
ทก่ี ะทดั รดั สอื่ ความหมายให้
ผอู้ ่นื เขา้ ใจได้

7. ทักษะการลงความคดิ เห็น ความสามารถในการอธิบาย • เด็กอธิบายส่ิงที่ได้จาก • เพราะเหตใุ ดใบไม้
จากข้อมลู หรอื สรปุ โดยเพม่ิ ความคดิ เหน็ การสังเกต แล้วเพ่ิมความ จึงมีสีเขยี ว
ให้กับข้อมูลท่ีได้จากการ คิ ด เ ห็ น ใ ห้ กั บ ข้ อ มู ล ท่ี ไ ด้ • ทำ�ไมฝนจงึ ตก
สังเกต โดยใช้ความรู้หรือ จากการสังเกตหรือสำ�รวจ • ผา้ ผนื นคี้ ลา้ ยกับอะไร
ประสบการณ์เดิมมาช่วย ตรวจสอบอย่างมีเหตุผล โดย • ไอศกรีมแท่งนี้รสชาติ
เพ่ือสรุปความเห็นเกี่ยวกับ อาศัยความรู้และประสบการณ์ เหมือนอะไร
ข้อมูลนัน้ ๆ เดมิ มาชว่ ยเพอ่ื สรา้ งค�ำ อธบิ าย
เกย่ี วกบั ส่ิงท่คี น้ พบ

8. ทักษะการพยากรณ์ การคาดคะเนคำ�ตอบของ • เ ด็ ก ค า ด ค ะ เ น ห รื อ เ ด า • สิ่ ง ข อ ง ช นิ ด ใ ด บ้ า ง ท่ี
หรือการท�ำ นาย คำ�ถามท่ีสงสัย ก่อนลงมือ เหตุการณ์ท่ีควรจะเป็น เช่น แม่เหล็กสามารถดูดได้และ
หาคำ�ตอบ โดยการใช้ความรู้ ฝนจะตก เพราะก้อนเมฆเป็น ดูดไม่ได้
หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย สีด�ำ • ส่ิงของใดท่ีจม-ลอยน้ำ�ได้
ในการคาดคะเนเหตุการณ์ • เด็กบอกเกี่ยวกับแม่เหล็ก
อย่างเหมาะสมกับวัย ที่สามารถดูดส่ิงของบางอย่าง
ได้และไม่สามารถดูดส่ิงของ
บางอยา่ งได้

87

เอกสารอา้ งอิง
พัทธนันท์ ไตรทามา. (2563). การพัฒนาทักษะพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด
ประสบการณก์ ารเรยี นรตู้ ามแนวสะเตม็ ศกึ ษา. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาครศุ าสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าวจิ ยั
หลักสตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร.
สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). แนวทางการจดั ท�ำ โครงงานวิทยาศาสตรป์ ฐมวัย
เอกสารหมายเลข 1 เอกสารอบรมครูปฐมวยั การเรยี นรูเ้ ด็กปฐมวัยดว้ ยโครงงานวทิ ยาศาสตร.์
https://liketoreadsk1.files.wordpress.com/
สภุ าณี ทพิ ยเ์ ทพ และคณะ. (2563). รปู แบบการเรียนรโู้ ครงงานบ้านนกั วทิ ยาศาสตรน์ อ้ ย. วารสาร มจร. อบุ ล
ปรทิ รรศน.์ 5 (2). หน้า 243 - 262.
88

10 แบบสะเต็มการจดั การเรยี นรเู้ ชงิ รกุ
ระดับการศกึ ษาปฐมวยั

การเปลยี่ นแปลงทางสงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกจิ และเทคโนโลยที รี่ วดเรว็ ในศตวรรษท่ี 21 สง่ ผลตอ่ วถิ ชี วี ติ
และการจดั การศกึ ษา ดังนนั้ การเตรียมคนรุ่นใหมใ่ หม้ ีทักษะท่ีจาํ เปน็ ในศตวรรษท่ี 21 จงึ เป็นสิง่ สําคัญ โดยทักษะ
ทจี่ าํ เปน็ ดงั กลา่ วหรอื “four Cs” ประกอบดว้ ยทกั ษะการสอ่ื สาร (Communication) ทกั ษะการสรา้ งสรรค์ (Creativity)
ทักษะการคดิ วพิ ากษ์ (Critical Thinking) และทักษะความร่วมมอื (Collaboration) (Partnership for 21st Century
Skills, 2011)
การจัดการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยมุ่งเน้นการพัฒนาให้เด็กเกิดทักษะที่จําเป็นอย่างเหมาะสมตามวัย
พรอ้ มกบั การสง่ เสรมิ พฒั นาการและการเรยี นรู้ เนอ่ื งจากเดก็ ในวยั นเี้ ปน็ วยั ทชี่ อบเรยี นรู้ ชา่ งสงั เกต และชอบลงมอื
ปฏิบัติ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มสู่สตีมศึกษาหรือการจัดการเรียนรู้บูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
วิศวกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตร์ ทีเ่ รยี กว่า สะเตม็ ศกึ ษา (Science, Technology, Engineering and Mathematics
- STEM Education) จัดเป็นแนวทางหนึ่งในการจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยให้มีกระบวนการเรียนรู้
และทักษะท่ีจําเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งมีความเข้าใจในพ้ืนฐานของสาระวิชาที่เหมาะสมตามวัย ตลอดจน
การสร้างเจตคติทด่ี ตี อ่ การเรียนรขู้ องเดก็ ปฐมวยั

ความเป็นมาของสะเต็มศกึ ษาสู่สตมี ศกึ ษา

การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีต้นกําเนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตรท์ ลี่ ดต�ำ่ ลง ประกอบกบั การขาดความสนใจในวทิ ยาศาสตรแ์ ละการประกอบอาชพี ในสาขา
ท่ีเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รัฐบาลจึงมีนโยบายผลักดันให้เกิด
การจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วศิ วกรรมศาสตร์ และคณติ ศาสตรศ์ กึ ษาขนึ้ มา โดยในปี ค.ศ. 2001
ผูบ้ รหิ ารสถาบนั วทิ ยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) ได้กาํ หนดคาํ STEM Education หรือสะเต็ม
ศกึ ษา ซงึ่ เปน็ การจดั การเรยี นรทู้ บี่ รู ณาการศาสตรต์ า่ งๆ เขา้ ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์
ตลอดจนคอมพิวเตอร์และสารสนเทศทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงสังคมศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนนําความรู้
มาสรา้ งหรือพัฒนาสิง่ ทสี่ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์ในโลกปัจจบุ ันและเพ่ือช่วยสง่ เสรมิ ทักษะพน้ื ฐานท่ีจําเป็นในโลก
ของศตวรรษที่ 21 (Breiner et al., 2012; Pecen et al., 2012) ในการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวคดิ สะเตม็ ศกึ ษาในระดบั
ชั้นต่างๆ ได้มีการนํามาใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์เป็นจุดเร่ิมต้นและสามารถนําการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดนี้ไปใช้
ในวชิ าอนื่ ๆ ไดแ้ ก่ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ โดยผา่ นการบูรณาการ (Becker and Park, 2011)
นอกจากนี้ นักวิชาการยังได้บูรณาการวิชาอื่นเพ่ิมเติมจากศาสตร์ต่างๆ ที่มีในสะเต็ม ได้แก่ ศิลปะ ซ่ึงการจัด
การเรียนรู้สตีมศึกษานั้น (STEAM Education) เป็นการนําจุดเด่นของธรรมชาติและวิธีการสอนของแต่ละศาสตร์
สาขาวิชามาผสมผสานกันอยา่ งลงตัว (Yakman, 2013)
สําหรับประเทศไทย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวท.) ได้นํา
สะเต็มศึกษาเป็นแนวทางท่ีสําคัญในการจัดการศึกษาและพัฒนาครูตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา
และมธั ยมศกึ ษา โดยใชส้ ะเตม็ ศกึ ษาเปน็ แนวทางในการพฒั นาทกั ษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ของผเู้ รยี น (พรทพิ ย์ ศริ ภิ ทั ราชยั ,
2556 อ้างถึงเอเอส ทีวี ผู้จัดการออนไลน์, 2556) สําหรับสตีมศึกษาเป็นแนวคิดในการบูรณาการศิลปะ
ในสะเต็มศึกษาท่ีสามารถนํามาใช้ได้อย่างเหมาะสมกับธรรมชาติการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในระดับปฐมวัย
ซ่งึ มผี ู้ทส่ี นใจในการพฒั นาให้เหมาะสมกบั การจัดการเรยี นร้สู ําหรับเดก็ ปฐมวยั ผ่านงานวจิ ยั ในระยะต่อมา

ศาสตรส์ ะเต็มศกึ ษา

การจัดการเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยมุ่งเน้นการส่งเสริมพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปัญญา โดยมีการปูพื้นฐานที่สําคัญในการเรียนรู้ในศาสตร์ต่างๆ สําหรับสะเต็มศึกษาสู่สตีมศึกษา
มีการบูรณาการศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ โดยมีรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปนี้
90

วทิ ยาศาสตร์
การเรียนรู้กฎเกณฑ์ตา่ งๆ ตามธรรมชาติและความเปน็ ไปของโลก โดยมีหลักการที่เกย่ี วข้องกบั ฟิสิกส์ เคมี
และชีววทิ ยา ซ่งึ มงุ่ เนน้ การหาขอ้ เท็จจรงิ หลักการ และแนวคดิ ทางวิทยาศาสตร์ท่สี ามารถนาํ ไปประยุกต์ใชไ้ ด้จรงิ
ในชีวิตประจําวัน ในส่วนของวิทยาศาสตร์สําหรับเด็กน้ันเก่ียวข้องกับธรรมชาติที่สร้างความรู้สึกของการสงสัย
หรอื ความสนใจใฝ่รู้ โดยมีความเก่ียวข้องกบั การทดลอง การสืบเสาะหาความรู้ และใชค้ ําถาม
ในการศึกษาปฐมวัย วิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตประจําวัน ความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับ
สิ่งต่างๆ รอบตัว เมื่อเด็กๆ สามารถบอกเก่ียวกับความคิดของพวกเขาว่า ทําไมบางสิ่งเกิดข้ึน อาจเรียกได้ว่า
เด็กสร้างสมมตุ ฐิ าน
เทคโนโลยี
การประมวลเอาองคค์ วามรทู้ กั ษะ กระบวนการ และอปุ กรณต์ า่ งๆ มาใชใ้ นการสรา้ งหรอื ผลติ เปน็ สง่ิ ประดษิ ฐ์
ทางเทคโนโลยเี พอ่ื อาํ นวยความสะดวกใหก้ บั บคุ คลและองคก์ รในการดาํ รงชีวติ ท่ีสะดวกสบายมากยง่ิ ขึน้
วิศวกรรมศาสตร์
องค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใดๆ ที่สามารถนําไปใช้
ในการแกป้ ญั หาได้ โดยกระบวนการแกป้ ญั หาอาจบรู ณาการเชอ่ื มโยงแนวคดิ ทางวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี
และวิศวกรรมศาสตร์ เริ่มจากการระบุปัญหา จากน้ันก็มุ่งสู่การคิดเกี่ยวกับวิธีการและหาทางแก้ปัญหา โดยเป็น
ผเู้ รยี นรผู้ า่ นกระบวนการเหลา่ น้ี ในการเพม่ิ ศลิ ปะใหแ้ กเ่ ดก็ ในการจดั การเรยี นรเู้ ปน็ การสรา้ งโอกาสใหแ้ นวคดิ สะเตม็
มคี วามชัดเจนในวธิ กี ารท่สี ร้างสรรค์และจนิ ตนาการ การอธบิ ายความคิดใหเ้ ป็นภาพทีช่ ัดเจน
คณิตศาสตร์
การคดิ เชงิ คณติ ศาสตร์ ประกอบดว้ ย การเปรยี บเทียบ การจัดประเภทการทาํ งานกบั แบบรูป การจําแนก
รูปร่าง ภาษาเป็นส่วนสําคัญในคณิตศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการเปรียบเทียบ โดยใช้คําว่า ใหญ่กว่า เล็กกว่า
สูงกว่า ต่ำ�กว่า ไกลกว่า และใกล้กว่า ระดับของการคิดข้ันสูงทางคณิตศาสตร์นํามาสู่การเล่น เมื่อพวกเราช่วยให้
เด็กรู้ว่า การเปรียบเทียบที่สัมพันธ์ท่ีบางส่ิงสามารถใหญ่กว่าอีกส่ิงหน่ึงหรือเล็กกว่าอีกสิ่งหนึ่งในเวลาเดียวกัน
และสิ่งต่างๆ เหลา่ น้นั สามารถจําแนกดว้ ยวิธกี ารอน่ื ท่ีแตกตา่ งกัน

การบรู ณาการสะเต็มศกึ ษาสู่สตีมศึกษา

แนวทางการบรู ณาการ
1. แนวทางการจดั การเรยี นรแู้ ยกตามศาสตรต์ า่ งๆ จะยดึ ตามมาตรฐานและการปฏบิ ตั ขิ องแตล่ ะศาสตร์
2. แนวทางการจัดการเรียนรู้บูรณาการซึ่งประกอบด้วยการปฏิบัติการสอนและการเรียนรู้ เมื่อรายวิชา
ต่างๆ มีการบูรณาการอย่างมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนในการบูรณาการ โดยอาจมีศาสตร์หน่ึงเป็นหลัก
หรอื ทกุ ศาสตร์บรู ณาการ โดยได้รบั การผสมผสานอย่างเท่าเทยี มกนั
แนวทางการจดั ประสบการณบ์ รู ณาการสะเตม็ ศกึ ษาสสู่ ตมี ศกึ ษาเพอ่ื พฒั นาเดก็ ปฐมวยั ในยคุ ดจิ ทิ ลั
การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาสู่สตีมศึกษาเป็นการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบบูรณาการที่สามารถดําเนินการ
ไดห้ ลากหลายในระดับปฐมวยั (Moomow, 2013 ; Breineret al., 2012, Pecenet al., 2012 ; O’Neill et al., 2012
; Becker and Park, 2011 ; Nadelsonet al., 2012) สามารถสรปุ ได้ ดงั นี้
1. การจดั ศูนย์การเรยี นหรอื มุมประสบการณ์ (Creating STEAM Learning Centers)
ในระดับปฐมวัยมีการจัดศูนย์การเรียนเป็นปกติในช้ันเรียน ครูปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพสามารถ
ออกแบบและเปลย่ี นแปลงศนู ยก์ ารเรียนตามปกติใหม้ ีความน่าสนใจสําหรับเด็ก

91

2. การจดั การเรยี นรู้ผา่ นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process)
การจัดการเรียนรู้บนพื้นฐานของการสืบเสาะซึ่งเป็นแนวทางท่ีทําให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ โดยผ่านการสาํ รวจตรวจสอบหรอื การทดลอง อาจใช้ 5E Teaching, Learning and Assessing Cycle
ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ท่ีมีการนําเข้าสู่บทเรียนด้วยเรื่องท่ีผู้เรียนสนใจหรือเกิดจากการอภิปรายในกลุ่มซึ่งเน้น
ไปทป่ี ระเดน็ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั วศิ วกรรมศาสตร์ มกี ารกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นสรา้ งคาํ ถาม กาํ หนดประเดน็ ทจ่ี ะศกึ ษา ขอบเขต
ที่จะศึกษา และใชว้ ธิ กี ารตรวจสอบทีห่ ลากหลาย การจัดการเรียนร้ดู ้วยวิธนี ้ีชว่ ยเพ่ิมความสามารถในการให้เหตุผล
ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเจตคติท่ีดตี อ่ วิทยาศาสตร์
3. การใชป้ ญั หาเป็นฐานหรือโครงงานเป็นฐานหรอื การจดั ประสบการณ์แบบโครงการ
ครูสามารถใช้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมศาสตร์เป็นหลักเพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการถาม
คาํ ถามและแกป้ ญั หา โดยใชค้ วามรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ าชว่ ยในการแกป้ ญั หา มกี ารสะทอ้ นความคดิ จากประสบการณ์
ผเู้ รยี นมโี อกาสทาํ งานรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ และใชส้ อื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ สใ์ นการชว่ ยหาแนวทางแกป้ ญั หาจนนาํ ไปสกู่ ารสรา้ ง
เปน็ โครงงานเพอื่ สรา้ งสง่ิ ประดษิ ฐข์ นึ้ มาใชใ้ นการแกป้ ญั หา โดยมกี ารออกแบบเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสวยงามในเชงิ ศลิ ปะ
4. การจัดประสบการณก์ ารเรียนร้แู บบหน่วยบูรณาการ
การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มสู่สตีมศึกษา ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบ
ของศาสตร์ต่างๆ ที่จะสามารถบูรณาการเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ท่ีต้องการจัดการเรียนรู้ได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบ
ของหลกั สูตรในเร่อื งนน้ั ๆ สําหรับเดก็ ปฐมวัยนนั้ ควรเลอื กเนอื้ หาที่ใกล้กบั บริบทของเด็กในชวี ิตประจําวัน
เอกสารอ้างอิง
Becker, K. and K. Park. (2011). “Effects on Integrative Approached among Science, Technology,
Engineering, and Mathematics (STEM) Subject on Students’ Learning: A Preliminary
Meta-Analysis”. Journal of STEM Education 12 (5&6): 23-37.
Breiner. J. M., S. S. Harkness, C. C. Johnson and C. M. Koehier. (2012). “What is STEM? A Discussion
About Conceptions of STEM in Education and Partnership”. School Science Mathematics 112
(1): 3-11.
Lantz, H. B. (2009). Science, Technology, Engineering, and Mathematics (STEM) Education What
Form? What Function? (online). http://www.currtechintegrations.com/pdf/STEM EducationArticle.
pdf., March 6, 2015.
O’Neill, T., L. Yamagata, J. Yamakata and S. Togioka. (2012). “Teaching STEM Means Teacher Learning”.
Phi Delta Kappan. 94 (1): 36-40.         
Nadelson, L. S., A. Seifert, A. J. Moll and B. Coats. (2012). I-STEM Summer Institute: An Integrated
Approach to Teacher Professional Development in STEM. Journal of STEM Education. 23 (2):
69-83.
Pecen, R. R., J. L. Humston and F. Yilduz. (2012). “Promoting STEM to Young Students by Renewable
Energy Applications”. Journal of STEM Education 13 (3) : 62-73.
Yakman, G. (2013). STEAM Education Program Description. [Online].www.steamedu.com, 25 Apirl 2014.

92

การประเมินพัฒนาการเด็กกับมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และตัวบ่งช้ีในหลักสูตร
การศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560

หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 ได้กล่าวเกย่ี วกับการประเมินพฒั นาการ ไวด้ งั น้ี
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมนิ พฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม
และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมปกติท่ีจัดให้เด็กในแต่ละวัน
ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนำ�มาจัดทำ�สารนิทัศน์หรือจัดทำ�ข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็น
ระบบด้วยการรวบรวมผลงานสำ�หรับเด็กเป็นรายบุคคลท่ีสามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับว่า
เดก็ เกดิ การเรยี นรแู้ ละมคี วามกา้ วหนา้ เพยี งใด ทงั้ น้ี ใหน้ �ำ ขอ้ มลู ผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็ มาพจิ ารณา ปรบั ปรงุ
วางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเน่ือง
การประเมินพัฒนาการควรยึดหลกั ดงั น้ี
1. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยา่ งเปน็ ระบบ
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทกุ ด้าน
3. ประเมินพฒั นาเด็กเปน็ รายบุคคลอย่างสม่ำ�เสมอตอ่ เนือ่ งตลอดปี
4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำ�วันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
ไมค่ วรใช้แบบทดสอบ
5. สรปุ ผลการประเมนิ จัดท�ำ ข้อมลู และนำ�ผลการประเมินไปใช้พฒั นาเดก็
สำ�หรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม
การสนทนากับเด็ก การสมั ภาษณ์ การวิเคราะห์ขอ้ มลู จากผลงานเดก็ ทีเ่ ก็บอย่างมีระบบ
ดงั แผนภาพแสดงความเชอ่ื มโยงของหลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 กบั การประเมนิ
พฒั นาการ

93

แผนภาพแสดงความเช่อื มโยงของหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
กบั การประเมินพฒั นาการ

หลักสูตรสถานศึกษา กิจวัตรประจําวัน การประเมินพฒั นาการ
ปฐมวยั การจัดประสบการณ

มาตรฐานคุณลักษณะ
ทพี่ ึงประสงค

ตวั บงชี้ หนวยการจัด ๑. การวเิ คราะหม าตรฐาน ตวั บง ชี้ ํสาหรับเ ็ดกอา ุย ๓ - ๖ ป
สภาพที่พึงประสงค ประสบการณ สภาพท่พี งึ ประสงค
สาระการเรยี นรู แผนการจดั และกําหนดประเด็นการประเมิน
- ประสบการณสาํ คัญ ประสบการณ
- สาระทีค่ วรเรยี นรู - จุดประสงคการเรยี นรู ๒. การกําหนดวิธีการและเครือ่ งมอื 117
- สาระการเรียนรู ท่ีใชประเมินพฒั นาการ
- กิจกรรมการเรยี นรู
- ส่อื ๓. การกาํ หนดเกณฑก ารประเมนิ และ คูมือหลัก ูสตรการ ึศกษาปฐม ัวย ุพทธ ัศกราช ๒๕๖๐
- การประเมินผล ระดับคณุ ภาพ
- บนั ทึกผลหลงั การจัด
กจิ กรรม ๔. การดําเนนิ การเกบ็ รวบรวมขอมูล
๕. การสรปุ ผลการประเมนิ พฒั นาการ

๖. การรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
และการนําขอมูลไปใช

(ทมี่ า : คู่มอื หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560 ส�ำ หรับเดก็ อายุ 3-6 ปี
สำ�นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา

สำ�นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ)

94

แนวคดิ เก่ียวกบั การประเมินตามสภาพจรงิ
ในแนวคิดการประเมินตามสภาพจริงเพ่ือสนับสนุนพัฒนาการและการประเมินการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
ของบษุ บง ตันติวงศ์ และศศิลักษณ์ ขยันกิจ, 2552 ได้กล่าวไว้ ดังแผนภาพ

การวางแผน

- ศกึ ษาข้อมูลพ้นื ฐาน
ปรัชญา
หลกั สตู ร มาตรฐานการเรียนรู้ การจดั ระบบขอ้ มลู
การประกันคณุ ภาพ
- ก�ำ หนดกรอบของการประเมนิ
- เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
วตั ถุประสงค์ ชว่ งเวลา การเกบ็
การบันทกึ แหลง่ ขอ้ มูล วิธกี าร บริบท

การน�ำ ผลการประเมนิ ไปใช้ เด็ก การสงั เกต กจิ วตั รประจ�ำ วัน
ผปู้ กครอง การสมั ภาษณ์ กจิ กรรมท่คี รชู แ้ี นะ
ครู การเก็บผลงาน กิจกรรมทีเ่ ดก็ รเิ รม่ิ
- บันทกึ ขอ้ มลู
- วางแผนการจดั ประสบการณ์
- สง่ เสริมเด็กรายบคุ คลหรือกลมุ่ ใหญ่ การบรรยาย การนับ/แจกแจงความถ่ี การประมาณคา่
- ปรับเปล่ียนแผนหรือหลักสูตร บนั ทกึ การเลา่ เรือ่ ง แบบส�ำ รวจรายการ มาตรประมาณค่า
- ส่ือสารข้อมูลการประเมนิ แผนภาพ ภาพรา่ ง ตารางการมีสว่ นรว่ ม รบู ริคส์
ภาพถา่ ย การแจกแจงความถ่ี
การส่ือสารกับเด็ก เทปเสียง วีดิทศั น์
การสื่อสารกบั ผ้ปู กครองและนักวิชาชพี อ่นื

การแปลข้อมลู - สรุปขอ้ มูล
แฟ้มสะสมงาน
แบบสรปุ ข้อมูลรายบุคคล
- พจิ ารณาอย่างใครค่ รวญ แบบสรุปข้อมลู กลมุ่ ใหญ่
- คัดเลอื กหลกั ฐานที่สะทอ้ น
พัฒนาการและการเรียนรู้
- วเิ คราะห์เชื่อมโยงกบั ทฤษฎี
พัฒนาการและการเรียนร/ู้
มาตรฐานการเรยี นรู้

(ที่มา : บษุ บง ตนั ตวิ งศ์ และศศลิ ักษณ์ ขยันกิจ, 2552)

95

ตัวอยา่ งแบบประเมนิ พัฒนาการตามสภาพจริงสำ�หรบั เด็กปฐมวัย
ช่ือ-สกลุ เดก็
อาย ุ ปี เดือน
วัน เดอื น ปี ท่ปี ระเมนิ พัฒนาการ

ภาพวาดหรอื ภาพถ่ายผลงานศลิ ปะของเดก็

ครู : ผลงานของหนูชอื่ อะไรคะ
เด็ก :
ครู : เลา่ ให้คุณครฟู ังหน่อย จากภาพ ใคร ทำ�อะไรบ้าง
(กระตนุ้ ด้วยคำ�ถามให้เด็กเลา่ เรื่องจากผลงานทต่ี นเองทำ�)
ข้อสังเกตเพมิ่ เตมิ

บันทึกการสงั เกต
ชือ่ -สกุลเด็ก
อาย ุ ปี เดือน
วัน เดือน ปี ทปี่ ระเมินพฒั นาการ
ชอ่ื กจิ กรรมทเ่ี ด็กเลน่
พฤติกรรมทไ่ี ด้จากการสังเกต

ทีม่ า : การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวัยเม่ือต้องเรียนทบ่ี ้าน ของณฐั ิกา สรุ ยิ าวงษ์

96


Click to View FlipBook Version