The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มหลักสูตรอบรมภาวะผู้นำเชิงวิชาการ วันที่30-31พ.ศ.65

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suban.sk45, 2022-12-26 10:10:50

เล่มหลักสูตรอบรมภาวะผู้นำเชิงวิชาการ วันที่30-31พ.ศ.65

เล่มหลักสูตรอบรมภาวะผู้นำเชิงวิชาการ วันที่30-31พ.ศ.65

47

จากเอกสารหลักฐาน เช่น แผนพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษา แผนการจัดการเรียนรู้ บันทึกหลังสอน รายงานการ
ประชุม เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า เอกสารหลักฐานต่าง ๆ นั้น เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน ไม่ใช่การสร้างเอกสาร
หลกั ฐานเพม่ิ เตมิ

5. การเก็บรวบรวมขอ้ มูลในส่วนของการสงั เกตและสัมภาษณ์น้นั ควรกระทำดว้ ยความระมดั ระวงั ต้องสร้าง
ความรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าการจับผิดหรือการกล่าวโทษ และควรพูดคุยสอบถามด้วยความสุภาพและสร้างความ
ไว้วางใจเป็นอันดับแรก ก่อนทจ่ี ะสอบถามเพื่อการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป

ส่วนที่ 2 บทบาทหนา้ ที่ของหนว่ ยงานท่ีเกย่ี วข้อง
ระดับสถานศกึ ษา
ให้สถานศกึ ษาระดบั การศึกษาขั้นพ้นื ฐานดำเนินการดังตอ่ ไปน้ี
1. ให้สถานศึกษาแต่ละแห่งจัดให้มรี ะบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเพื่อเป็นกลไกใน
การควบคมุ ตรวจสอบคณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษา ให้เกดิ การพฒั นาและสร้างความเชื่อม่ันให้แก่สงั คม ชุมชน
และผมู้ สี ่วนเกี่ยวขอ้ ง
2. การจดั ให้มีระบบการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาภายในสถานศึกษาดำเนนิ การ ดงั นี้

2.1 กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษา
ปฐมวัยระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ โดยให้สถานศึกษาและ
ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการและถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ สถานศึกษาอาจกำหนดมาตรฐานการศึกษาของ
สถานศึกษาเพ่ิมเตมิ นอกเหนือจากที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้ได้

2.2 จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ
จำเป็นของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยสะท้อนคุณภาพความสำเร็จอย่างชัดเจนตามมาตรฐานการศึกษาของ
สถานศกึ ษา

2.3 ดำเนนิ การตามแผนพัฒนาการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษา
2.4 ประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยกำหนดผู้รับผิดชอบ ในการ
ประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ทั้งระดับบุคคลและระดับสถานศึกษา และกำหนดการประเมินผลและ
ตรวจสอบคณุ ภาพการศกึ ษาภายในสถานศึกษา อยา่ งนอ้ ยภาคเรยี นละ 1 คร้ัง โดยวธิ ีการและเครอ่ื งมือทีห่ ลากหลาย
และเหมาะสม
2.5 ติดตามผลการดำเนินการเพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และนำผล
การติดตามไปใชป้ ระโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนา
2.6 จัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง (Self-Assessment Report : SAR) ตามมาตรฐานการศึกษา
ของสถานศึกษา นำเสนอรายงานผลการประเมินตนเองต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ความเห็นชอบ
และจัดสง่ รายงานดังกลา่ วต่อสำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาเปน็ ประจำทุกปี
2.7 พฒั นาสถานศึกษาใหม้ ีคุณภาพโดยพิจารณาจากรายงานผลการประเมนิ ตนเอง (Self-Assessment
Report : SAR) และตามคำแนะนำของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พนื้ ฐาน เพ่อื ใหก้ ารประกันคณุ ภาพการศึกษาเปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธิภาพและพัฒนาอยา่ งตอ่ เนื่อง
3. สถานศึกษาแต่ละแห่งให้ความร่วมมือกับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ.) เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะของสำนักงานรับรองมาตรฐาน

48

และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เพื่อนำไปสู่การพัฒนา
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา

ระดบั สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษา
สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาในฐานะหน่วยงานท่ีกำกบั ดูแลสถานศึกษา ดำเนินการดงั ต่อไปนี้
1. ศึกษา วิเคราะห์ รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ตลอดจนให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและ
แนะนำสถานศกึ ษา เพือ่ ให้การประกนั คณุ ภาพการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่งพัฒนาอยา่ งต่อเนื่อง
2. จัดส่งรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (Self-Assessment Report : SAR) พร้อมกับ
ประเด็นที่ต้องการให้มีการประเมินผลและติดตามตรวจสอบซึ่งรวบรวมได้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียกับสถานศึกษา ไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เพอ่ื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู และแนวทางในการประเมนิ คุณภาพภายนอก
3. ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ และแนะนำสถานศึกษา เพื่อให้การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
พัฒนาอยา่ งตอ่ เน่อื ง
4. ติดตามผลการดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะของ
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน
การศกึ ษาของสถานศกึ ษา
5. ใหค้ วามร่วมมือกับสำนกั งานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในการจดั บุคคลหรือ
หน่วยงานท่ไี ดร้ บั การรับรองจากสำนักงาน เพื่อการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
6. สำนกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา อาจมอบหมายบุคคลท่ีไม่ไดเ้ ป็นผปู้ ระเมนิ เข้ารว่ มสังเกตรับฟังหรือให้ข้อมูล
เพิ่มเติมในการประเมินคณุ ภาพภายนอกดว้ ยก็ได้

ระดบั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน
1. กำหนดนโยบายด้านการศึกษา กำหนดมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย ระดับการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏบิ ัติการประกัน
คุณภาพการศึกษา
2. ส่งเสริม สนับสนุน ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้การประกันคุณภาพ
การศกึ ษาของสถานศึกษาพัฒนาอย่างต่อเน่ือง
3. วิเคราะห์ และสรุปผล ตามข้อเสนอแนะของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(สมศ.) เพือ่ เป็นข้อเสนอแนะเชงิ นโยบายที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาระดับการศึกษาปฐมวัย
และระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
4. ให้ความรว่ มมือกบั สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในการจดั บคุ คลหรือ
หนว่ ยงานที่ได้รับการรบั รองจากสำนักงาน เพอื่ การประเมนิ คณุ ภาพภายนอก
หลังจากกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎกระทรวงการประกันคณุ ภาพการศกึ ษา พ.ศ. 2561 นโยบายปฏิรปู
ระบบการประเมินและการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา และประกาศมาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย
ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน และระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ พ.ศ.2561 สำหรับให้สถานศึกษาใช้
เป็นแนวทางดำเนนิ งาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา และเตรียมการสำหรับการประเมนิ คุณภาพ

49

ภายนอก สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาชั้นพื้นฐานจึงได้จัดทำคูม่ ือ สำหรับใหส้ ำนักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาและ
สถานศึกษาใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏบิ ัติเพือ่ การพัฒนาระบบการประกนั คุณภาพภายในของสถานศกึ ษาใหเ้ ขม้ แขง็

โดยคู่มือนี้ มีจำนวน 5 เล่ม มีเนื้อหาสาระครอบคลุมรายละเอียดตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพ
การศกึ ษา พ.ศ. 2561 ซง่ึ นำเสนอหลกั การ เหตผุ ล แนวคิด และกรณีตัวอย่างเกยี่ วกับการพฒั นาตามรบบการประกัน
คุณภาพภายในของสถานศึกษา ดังนี้

50

เลม่ ท่ี ชือ่ เอกสาร ตัวอยา่ งเอกสาร QR-Code

1 แนวทางการพฒั นา
ระบบการประกนั
คณุ ภาพภายในของ
สถานศกึ ษา

2 การกำหนดมาตรฐาน
การศึกษาของ
สถานศึกษา

3 การจัดทำแผนพัฒนา
การจัดการศกึ ษาของ
สถานศกึ ษา

4 การประเมนิ คุณภาพ
ภายในและการจดั ทำ
รายงานการประเมินต
เอง

5 การเตรียมความพร้อม
ของสถานศกึ ษาเพอื่ เขา้
รับการประเมนิ คณุ ภาพ
ภายนอก

51

ใบกิจกรรมที่ 2.1 : การพฒั นาระบบการประกนั คุณภาพภายในสถานศึกษา

คำชแ้ี จง : ใหผ้ ู้เขา้ ร่วมอบรมกำหนดรปู แบบการบริหารและการจัดการระบบการประกนั คุณภาพ
การศกึ ษาของสถานศึกษา ตามกฎกระทรวงการประกนั คุณภาพการศกึ ษา พ.ศ. 2561
ชือ่ -สกุล...................................................โรงเรียน..................................เลขที่ ..............

52

1. แนวคดิ การจดั กิจกรรม

พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2553 หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในมาตรา 63-69 ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษาว่า ได้ กำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการจัดการด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยกำหนด
ขอบเขตครอบคลุมไปถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและพัฒนาสื่อ การ
พัฒนาบุคลากร การพัฒนาความสามารถของผู้เรียน การวิจัย การจัดตั้งกองทุนและหน่วยงานกลาง เพื่อวาง
นโยบายและบรหิ ารงานเกี่ยวกบั เทคโนโลยกี ารศกึ ษา

ยุคดิจิทัล (Digital era) คือ ยุคของอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีความรวดเร็วในการ
สือ่ สารการส่งผา่ นขอ้ มลู ความรตู้ ่าง ๆ ทม่ี ีอย่ใู นสงั คมไมว่ ่าจะเปน็ ขา่ วสาร ภาพหรือวิดโี อที่ทกุ คนสามารถเข้าถึง
ได้อย่างรวดเร็วทกุ ทีแ่ ละทกุ เวลา

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตมีอัตราการ เปลี่ยนแปลงท่ี
รวดเร็วมากเมื่อเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการ
สถานศึกษาเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาจึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนทัศนคติและ
แนวคิดการบริหารของตนเองให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สถานศึกษามีความ
ทนั สมยั สามารถบรหิ ารจัดการสถานศึกษาไดอ้ ย่างมีคุณภาพในทุก ๆ ดา้ น

ดิจิทัลเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการบริหารงานของสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ
บริหารงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารอาคารสถานที่และ
สภาพแวดล้อม การบริหารกิจการนักเรียน และการสร้างความสัมพันธ์กบั ชุมชน ซึ่งงานของสถานศึกษาในทกุ
ด้านจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลของสถานศึกษาเพื่อการตัดสินใจในการบริหารงานของผู้บริหาร
สถานศึกษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT (Information and
communication technology) มาใช้การเพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารและการจัดการความรู้ใน
งานดา้ นตา่ งๆตามทก่ี ล่าวมาแล้วของสถานศกึ ษา

2. วัตถุประสงค์

1. ผู้เข้าร่วมการอบรมมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ และการใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และ
ดจิ ทิ ลั เทคโนโลยที างการศึกษา

53

2. ผู้เข้าร่วมการอบรมสามารถประยุกต์ใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัลเทคโนโลยี ในการจัด
การศกึ ษาของสถานศึกษาได้

3. รปู แบบการจัดกิจกรรม

1. การฟงั บรรยายจากวทิ ยากร
2. การศึกษาเอกสารเสรมิ ความรู้
3. ฝกึ ปฏิบัติงานตามใบกิจกรรม
4. การแลกเปล่ียนเรียนรจู้ ากกรณศี ึกษา

4. ขนั้ ตอนการจดั กิจกรรม

ขน้ั ตอน ระยะเวลา สือ่ และเอกสารประกอบ

1. สร้างความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ 09.00-12.00 1. Power point รูปแบบ และการใช้สื่อ

และการใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัล

ดิจิทลั เทคโนโลยีทางการศึกษา เทคโนโลยีทางการศึกษา

1.1 ผู้เข้าร่วมการอบรมฟังบรรยาย 2. เอกสารเสริมความรู้ เร่อื งรูปแบบ และ

เกี่ยวกับรูปแบบ และการใช้สื่อ นวัตกรรม การใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และ

เทคโนโลยี และดิจทิ ลั เทคโนโลยีทางการศึกษา ดิจทิ ัลเทคโนโลยีทางการศึกษา

1.2 ผู้เขา้ รว่ มการอบรมสรปุ เนื้อหาเรื่องสื่อ

นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัลเทคโนโลยี

ในการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษาได้

2. การประยุกต์ใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี 13.00-16.30 1. ใบกิจกรรมที่ 3.1 รูปแบบ และการใช้

และดิจิทัลเทคโนโลยี ในการจัดการศึกษาของ สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัล

สถานศึกษาได้ เทคโนโลยีทางการศกึ ษา

2.1 ผู้เขา้ ร่วมการอบรมฝึกปฏบิ ัติใบกิจกรรมท่ี

3.1 รูปแบบ และการใช้สื่อ นวัตกรรม

เทคโนโลยี และดิจทิ ลั เทคโนโลยีทางการศกึ ษา

54

5. การประเมินผลการจดั กจิ กรรม

ประเด็นการประเมนิ ดีมาก ระดับคณุ ภาพ พอใช้
เข้ารว่ มการอบรม/กจิ กรรม ดี เขา้ ร่วมการอบรม/
พฤตกิ รรมการเข้า ร้อยละ 80 ขึ้นไป ของ กจิ กรรม นอ้ ยกวา่ ร้อย
ร่วมกจิ กรรม ระยะเวลาทงั้ หมด เข้าร่วมการอบรม/ ละ 60 ของระยะเวลา
กิจกรรม ร้อยละ 60 - ทง้ั หมด
การฝกึ ปฏบิ ัตแิ ละ - มีสว่ นรว่ มในกิจกรรม 79 ของระยะเวลา - มีส่วนร่วมใน
ผลงาน ระหว่างการอบรม ท้ังหมด
- มีส่วนร่วมในกิจกรรม กจิ กรรมระหวา่ งการ
ผลการประเมินช้ินงานใน อบรม
ระดับดีมาก (ตั้งแต่ 15 ระหว่างการอบรม ผลการประเมินช้ินงาน
คะแนน ข้ึนไป) ผลการประเมินชิน้ งาน ในระดับพอใช้ (น้อย
ในระดับดี (12 – 15 กว่า 12 คะแนน)
คะแนน)

6. สอ่ื และเอกสารประกอบ

1. Power point รูปแบบ และการใช้สื่อ นวตั กรรม เทคโนโลยี และดิจิทัลเทคโนโลยีทางการศกึ ษา
2. ใบความรู้ เร่ือง รูปแบบ และการใชส้ ือ่ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดจิ ิทลั เทคโนโลยที างการศกึ ษา
3. ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 รปู แบบ และการใชส้ ือ่ นวตั กรรม เทคโนโลยี และดิจทิ ลั เทคโนโลยีทางการศึกษา

55

ส่อื ประกอบหนว่ ยท่ี 3

สื่อรายการที่ 1 : รูปแบบ และการใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัลเทคโนโลยีทาง
การศึกษา

56

สื่อรายการที่ 2 : ใบความรู้ เรื่อง รูปแบบ และการใช้สื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยี และดิจิทัล
เทคโนโลยีทางการศึกษา

1. ดจิ ทิ ัลเทคโนโลยกี ับการบริหารสถานศึกษา
ดิจิทัลเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อการบริหารงานของสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ

บริหารงานวิชาการ การจัดการเรียนการสอน การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารอาคารสถานที่และ
สภาพแวดล้อม การบริหารกิจการนักเรียน และการสร้างความสมั พันธ์กับชุมชน ซึ่งงานของสถานศึกษาในทุก
ด้านจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลของสถานศึกษาเพื่อการตัดสินใจในการบริหารงานของผู้บริหาร
สถานศึกษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ICT (Information and
communication technology) มาใช้การเพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารและการจัดการความรู้ใน
งานดา้ นตา่ งๆตามทกี่ ลา่ วมาแลว้ ของสถานศึกษา

เทคโนโลยีในปัจจบุ ันท่ีผู้บริหารสถานศึกษาจะตอ้ งรูจ้ ักนำมาใช้ให้เกิดประโยชนต์ ่อการบรหิ ารจัดการ
สถานศกึ ษาไดแ้ ก่

1.1 Cloud Computing เป็นเสมือนมีบริการ Server บน Internet ซึ่งสถานศึกษาไม่จำเป็นต้อง
วาง ระบบ Server ของตนเองในสถานศึกษา ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณของสถานศึกษาในการใช้
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูล (Storage) การใช้ Softwareและการลงทุนด้าน
Hardware รวมทั้งการลงทุนด้านบุคลากรผู้ดูแลระบบ เนื่องจากผู้ให้บริการ Cloud จะเป็นผู้รับผิดชอบเอง
เอกชนที่ให้บริการ Cloud เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, IBM/SoftLayer and
Google Compute Engine. ค่าใชจ้ า่ ยในการใช้บริการ Cloud ขึ้นกบั Applications หรอื Software ท่ีจะใช้
ขนาดความจุที่ตอ้ งการในการเกบ็ ขอ้ มลู (Storage) และการเชอ่ื มต่อ (Connectivity)

1.2 Mobility Devices ได้แก่อุปกรณ์พกพาที่สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ทั้งหลาย โทรศัพท์มือถือ
Smart Phones, Tablet PC และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆมีความสามารถเข้าถึงอย่างอิสระเพื่อการใช้งาน
แบบเคลื่อนที่ได้ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มี Applications ที่ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์บุคลากร
สถานศึกษา หรือแม้แต่นักเรียนก็สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
จากสถติ ิผู้ใชโ้ ทรศัพท์เคลื่อนท่ีในปี คศ. 1990 มเี พียง 0.2 %ของประชากร แตใ่ นปี คศ. 2015 เพ่ิมข้ึนถงึ 50%
ของประชากรในขณะที่อดีตใช้ได้พียงการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว (Single purpose) แต่ปัจจุบันนี้เป็นแบบ
Multipurpose

1.3 Social Network ในยคุ ท่ีสื่อสงั คมออนไลน์มีอิทธิพลต่อทัศนคติ พฤตกิ รรมและความเช่ือของคน
ในสังคมเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น LINE, Facebook, Twitter, WeChat หรือ Instagram ซึ่งผู้บริหาร
สถานศึกษาต้องสามารถที่จะเลือกใช้สื่อสังคมออนไลน์เหล่านั้นอย่างถูกต้องเหมาะสมกับลักษณะงานการ
บริหารของสถานศึกษา เช่น ใช้กลุ่ม LINE เพื่อการสื่อสารที่รวดเร็วทั่วถึงเฉพาะกลุ่มในการสื่อสารข้อมูล
ความรู้ความเข้าใจในการทำงานที่ไม่เป็นทางการ แต่ไม่ควรใช้ในการสั่งงานหรือการบริหารที่เป็นทางการ
เป็นต้น

57

ปัจจุบันน้ีสื่อสังคมออนไลน์สามารถใช้เปน็ เครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการบริหารงานหรอื ทำลายบรรยากาศการ
บริหารงานของสถานศกึ ษาได้เชน่ กนั

1.4 Internet of Things (IoT) ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ภายในปึ คศ. 2020 นี้การใช้อุปกรณ์
ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะใช้การเชื่อมต่อผ่านInternetเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้
สำนักงานในบ้าน Smart Phones, Tablet PC หรือ แม้กระทั่งนาฬิกาของใช้ส่วนบุคคล IoT นี้จะสามารถ
นำมาใช้ในการสร้างนวัตกรรมกา รจัดการเรียนการสอนการจัดโครงสร้างและระบบการบริหารให้เป็น Smart
Office ได้ หรือแมแ้ ตก่ ารนำแนวคิด Work at Home มาใช้ในอนาคต

จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนี้ถ้ารู้จักนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ให้
เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น การจัดการเรียนการสอน ครูต้องไม่ใช้ Power Point หรือโปรแกรมนำเสนอ
งานอ่นื ๆแทนกระดานดำเท่านนั้ แต่ครูตอ้ งสามารถเช่ือมโยงข้อมูลความรจู้ ากโลกภายนอกสู่ห้องเรียนโดยผ่าน
Internet ก็จะทำให้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น ครูสามารถเล่นบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ได้ดี
นกั เรยี นสามารถเรยี นรู้แบบสืบสอบ ( Inquiry learning) หรือเรยี นรู้แบบร่วมมือ ( Collaborative learning)
ในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนได้อยา่ งสนุกสนาน นอกจากน้คี รอู าจารยย์ ังสามารถสร้างบรรยากาศช้ันเรียนให้
เป็นแบบชั้นเรียนดิจิทัล(Digital classroom) ได้อีกด้วย ผู้เขียนเห็นว่าเทคโนโลยไี ม่สามารถมาสอนแทนครูได้
แต่ครูที่ไม่ใชเ้ ทคโนโลยีจะต้องถูกแทนทโี่ ดยครูที่มีความสามารถใช้เทคโนโลยีในการบรหิ ารดา้ นอื่นไม่ว่าจะเป็น
การบรหิ างานบุคคล การบรหิ ารกิจการนักเรียน การบริหารงบประมาณการเงิน งานธรุ การ งานอาคารสถานที่
และสภาพแวดล้อมตลอดจนงานความสัมพันธ์กับชุมชน เหล่านี้สถานศึกษาจะต้องสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อ
การบริหารต้องนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่าย มาใช้ในการบรหิ ารจัดการสถานศึกษาอย่างเหมาะสม
กบั ยุคสมัยอย่างคมุ้ คา่

1.5 ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ Cybersecurity เนื่องจากปัจจุบนั ปัญหาเร่ืองภัยคุกคามทาง
ไซเบอร์ (Cyber Security) จะยงั คงเติบโตอย่างต่อเนื่องตาม เทคโนโลยที ่ที ันสมยั มากขึ้น หนว่ ยงานภาครัฐจะ
ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตีทางไซเบอร์ จากผู้ไม่หวังดี ทั้งจากการโจมตีเพื่ออาศัยความน่าเชื่อถือ
ของหน่วยงานภาครัฐมาใช้หลอกลวง ประชาชนอีกต่อหนึ่ง และการ โจมตีเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือซอง
หน่วยงาน อันเกิดจากสาเหตุ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการแสดงพลังของ กลุ่มบุคคลที่ต่อต้านนโยบายของ
รฐั บาล การมงุ่ ทำลาย ชอื่ เสียง การก่อกวน หรือแม้กระทั้งการโจมตเี พ่ือทดสอบ ความสามารถของตนเองเพื่อ
แสดงให้กลุ่มแฮคเกอร์ด้วยกันได้รับรู้ ในอนาคตการโจมตีทางไซเบอร์จะมีการ ปรับเปลี่ยนวิธีการหรือมีความ
รุนแรงเพิ่มมากขน้ึ เนอ่ื งจากสามารถหาเครื่องมือในการโจมตีไดง้ ่ายจากอินเตอรเ์ นต็ และเว็บไซต์ซึ่งจะทำให้มี
แฮคเกอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นได้ง่าย รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเรื่องความม่ันคงปลอดภัย ทางไซเบอร์ (Cyber
Security) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษา ความ มั่นคงปลอดภัยไซ
เบอร์ ท่ีผ่านการทำประซาพิจารณ์เพ่ือรบั ฟังมุมมองทเี่ ปน็ ประโยชน์และ การได้รบั การยอมรับ จากภาคเอกซน
และภาคประซาซน แต่ส่ิงที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ประซาซน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรของหน่วยงาน ภาครัฐใน
ทุกระดับ จะต้องตระหนักถึงความสำคัญการเฝ้าระวัง และการปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรการรักษาความ
ม่ันคงปลอดภัยทางไซเบอรซ์ องหนว่ ยงาน เพื่อปองกนั ตนเองและหนว่ ยงานให้ปลอดภยั จากการถูกโจมตี

58

นอกจากนี้การติดตามสถานการณ์ ด้านความมั่นคงปลอดภัยทำงไซเบอร์ก็มีความสำคัญที่จะช่วยให้สามารถ
พรอ้ ม รับมอื กับภยั คกุ คามใหม่ๆ ทเ่ี กดิ ข้ึนได้อย่างทนั ท่วงที

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ หมายความว่า มาตรการหรือการดำเนินการที่กำหนดข้ึน
เพอ่ื ป้องกันรับมือและลดความเลย่ี งจากภยั คุกคามทางไซเบอร์ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อนั กระทบ
ต่อ ความมั่นคงซองรัฐความมัน่ คงทางเศรษฐกิจความม่ันคงทางทหาร และความสงบเรยี บร้อยภายในประเทศ
“ภัยคุกคามทางไซเบอร์” หมายความว่า การกระทำ หรือการดำเนินการใดๆ โดยมิชอบโดยใช้คอมพิวเตอร์
หรือระบบคอมพิวเตอร์หรอื โปรแกรมไม่พึงประสงคโ์ ดยมุง่ หมายให้เกดิ การประทุษร้าย ต่อระบบคอมพิวเตอร์
ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวซองและเป็นภัยอันตราย ท่ีใกล้จะถึงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหรือ
ส่งผลกระทบต่อการทำงานของคอมพิวเตอรร์ ะบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมลู อ่นื ทีเ่ กีย่ วช้อง

2. Cloud Computing
Cloud computing คือเทคโ นโ ลยีระบบ

คอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแบบเครือข่ายออนไลน์ทุก
รูปแบบ ตั้งแต่หน่วยประมวลผล บริการซอฟต์แวร์
แอปพลิเคชัน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน IT
ต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับองค์กร เช่น ระบบเซิร์ฟเวอร์
หน่วยจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย ระบบจำลอง
คอมพวิ เตอร์ ไปจนถึงเทคโนโลยีจำพวก AI (Artificial
Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์)
2.1 ประโยชนข์ อง Cloud Computing
2.1.1 มีความเสถียรในการใช้งาน เนื่องจากระบบจะมีคำสั่งในการ Backup ข้อมูล หรือ กู้
ฐานข้อมูลกลับ (Data Recovery) ช่วยให้ดูแลระบบได้งา่ ยข้ึน และยังมีระบบดา้ นความปลอดภยั ตา่ งๆ ที่ช่วย
สง่ เสริมด้าน Cyber Security และป้องกันการโจมตที างไซเบอร์
2.1.2 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะใช้รูปแบบบริการ
แบบเช่าผา่ นผู้ให้บรกิ าร โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องตดิ ตัง้ พัฒนาและขึ้นระบบเองท้ังหมด ลดความยุ่งยากและบุคลากร
ที่ต้องดแู ลระบบ
2.1.3 สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นมาทันที ผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อรองรับ
ผใู้ ชบ้ ริการ การสรา้ งและลบจึงสามารถทำได้ทันที โดยไม่มขี อ้ จำกดั เรื่องเวลา
2.1.4 เพิ่มขนาดทรัพยากรได้ง่ายดายและรวดเร็ว ตามปริมาณการใช้งานหรือลดการใช้งาน
ของผู้ท่ตี อ้ งการใช้
2.1.5 เข้าถึงบริการได้จากทุกที่ ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลผ่านเครือข่าย Internet ผ่านผู้
ใหบ้ ริการจึงไม่มขี ้อจำกัดเรอื่ งสถานทีแ่ ละอปุ กรณ์

59

2.2 ประเภทของ Cloud Computing
2.2.1 Public Cloud คือ โครงสร้าง Cloud computing ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานได้

แต่ไม่สามารถเข้าถึงระหว่างกันได้หากไม่ได้รับอนุญาต โดยจะมีทรัพยากรจากผู้ให้บริการต่างๆ เช่น ระบบ
Hardware เสมือน ระบบเครือข่ายหรือ Network และระบบ Software รวมถึงระบบความปลอดภัย เช่น
Cloud firewall เพื่อเพิ่มความปลอดภัย สำหรับการใช้งาน โดยการใช้งานจะเป็นในรปู แบบ pay-as-you-go
หรือจ่ายตามการใชง้ านจรงิ

2.2.2 Private Cloud คือ โครงสร้าง Cloud แบบส่วนตัว เสมือนการใช้งานแบบ Public
cloud แต่องค์กรจะต้องลงทุนด้านทรัพยากรทั้งหมด โดยผู้ให้บริการจะดำเนินการดูแลระบบให้ทั้งหมด ท้ัง
การติดตั้ง ความปลอดภยั ตลอดจนการคิดโซลูชันต่างๆ ในการทำงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการใช้งาน
มากย่งิ ขึน้

2.2.3 Hybrid Cloud คือ โซลูชันการใช้งานที่ผสมผสานระหว่างข้อดีของ Private Cloud
และ Public Cloud มาใช้ร่วมกัน โดยจะมีการแบ่งการทำงานภายในจากระบบท้ัง 2 เพื่อให้เกดิ ประสทิ ธิภาพ
สงู สุดในการทำงาน

2.3 รปู แบบของบรกิ าร Cloud Computing
รปู แบบของ Cloud Computing ท่ไี ดร้ ับความนิยม ไดแ้ ก่ Software as a Service (SaaS),

Platform as a Service (PaaS) และ Infrastructure as a Service (IaaS) ซึ่งแต่ละแบบจะเหมาะกับการใช้
งานทต่ี า่ งกัน ดงั นี้

2.3.1 Software as a Service (SaaS) คือ บริการที่ให้ใช้หรือเช่าใช้บริการ Software และ
Application ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์ เช่น Google Document,
Office365, Gmail เป็นตน้

60

2.3.2 Platform as a Service (PaaS) คือ การให้บริการด้าน Platform สำหรับนักพัฒนา
โดยผ้ใู หบ้ ริการ Cloud จะจดั เตรียมส่ิงทจี่ ำเปน็ ไว้เพ่อื ความสะดวกตอ่ การพฒั นา Software และ Application
เช่น Google App Engine, Azure DB และ Amazon RDS เปน็ ตน้

2.3.3 Infrastructure as a Service (IaaS) คือ บริการที่ครอบคลุมเฉพาะในส่วนของ
โครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอที ได้แก่ ระบบเครือข่าย (Network) ระบบจัดเก็บข้อมูล (Database) ระบบ
ประมวลผล (CPU) ไปจนถงึ อุปกรณพ์ นื้ ฐาน เชน่ Servers และ ระบบปฏบิ ตั ิการ (OS) ในรปู แบบระบบเสมือน
(Virtualization) โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องลงทนุ ซ้ือ Hardware ทีม่ รี าคาแพง เชน่ Dropbox, iCloud Drive, Google
Drive, Open landscape Cloud, Google Compute Engine, Amazon Web Services, Microsoft Azure
เปน็ ต้น

2.4 ตัวอย่างการประยกุ ต์ใช้ Cloud Computing ในองคก์ ร
2.4.1 Compute Engine – ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการสร้าง Cloud Server สำหรับทำ

Web Server หรอื Mail Server เปน็ ตน้
2.4.2 Test and Development – องค์กรที่มีการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาใช้งานด้วย

ตนเองอาจพบปัญหาระบบที่มีอยู่ที่ไม่เพียงพอ หรือต้องเสียเวลาในการขึ้นระบบซึ่งค่อนข้างยาก ซับซ้อนและ
ใช้เวลานาน เมื่อใช้ Cloud นักพัฒนาสามารถทดสอบระบบบน Cloud ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถย้าย
Application จากระบบหนง่ึ ไปอีกระบบหน่ึงไดอ้ ย่างงา่ ยดาย โดยไมต่ อ้ งจำเป็นตอ้ งขนึ้ ระบบขน้ึ ใหม่

2.4.3 Big Data Analytics - เนื่องจากข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกๆ ปี องค์กร
ขนาดใหญ่จึงเลือกที่จะลงทนุ หรือพัฒนา Big Data เพื่อรองรับการเติบโตและการประมวลผลในอนาคต ซึ่งใน
ปัจจุบนั ก็มีผูใ้ ห้บริการ Big Data เปน็ จำนวนมาก ตัวอย่างที่เรารจู้ กั เชน่ Google เปน็ ต้น

2.4.4 Disaster Recovery – ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง อาจเกิดจากความไม่สงบ สงคราม
หรือภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาติ การมองหาไซต์สำรองหรือ DR Site จึงมีความสำคญั และจำเป็นอยา่ งมาก ทำให้เรา
มัน่ ใจได้วา่ ไมว่ า่ จะเกดิ เหตกุ ารณอ์ ะไรขนึ้ ระบบของเราจะยังสามารถทำงานต่อไปได้

2.4.5 Storage and Backup - การเก็บข้อมูลบน Data center ของตนเองอาจยังปลอดภยั
หรือมีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่การจัดเก็บ การใช้บริการ Cloud ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ามีข้อมูลสำรองกรณีท่ี
ตอ้ งการใช้ โดยไมม่ ีข้อจำกัดเร่อื งของการปรับขนาดในอนาคต

3. Mobile Devices
Mobile Devices คือ อุปกรณ์เคล่ือนที่ โดยจะครอบคลุมถึงอุปกรณ์ทมี่ ีขนาคเล็กพอท่ีจะพกพาไว้

ได้ตลอด (Caudill, 2007) และอาจจะรวมถึงอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ PDAS และ iPods แต่จะไม่รวมถึง
Laptops เพราะถึงแม้ว่า Laptops จะสามารถพกพาได้ แต่ Laptops ไม่สะดวกในการพกพาได้ตลอดเวลา
ดังนั้น Mobile Devices ควรจะเป็นอุปกรณ์ด่าง ๆ ที่มีขนาดเล็กพอที่จะสามารถพกพาไว้ใช้ในชีวติ ประจำวัน
(Mellow, 2005)

61

3.1 Mobile Devices ทีส่ ามารถนำไปใช้ในการจัดการความรู้ ได้แก่
3.1.1 PDAs อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพาที่มีฟังก์ชันหลักคล้ายกับ Personal Information

Manager ซึ่งรูปแบบที่ใช้ในปัจจุบันก็จะมีการรวบรวมไว้ซึ่งความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยใช้
Modem ที่สนับสนุนการใช้งานโทรศัพท์มือถือ, GSM Cards, การผสานเข้ากับเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือหรือ
สามารถเช่ือมต่อเข้ากับ Wireless LAN Cards ซึ่งเป็นสื่อกลางในการเชือ่ มตอ่ เขา้ กบั High Bandwidths โดย
มี Operating Systems ท่คี ล้ายคลึงกบั เคร่ืองคอมพวิ เตอร์ส่วนบคุ คลทั่วไป

3.1.2 Smart Phones คือ อุปกรณ์ที่มีฟังก์ชันเหมือนกับโทรศัพท์มือถือและมี OS ที่
คลา้ ยคลงึ กบั PDAs

3.1.3 Mobile Phones หรือ โทรศัพท์มือถือ คือ Mobile Devices ซึ่งรองรับฟังก์ชัน
เกยี่ วกบั การส่ือสารโทรศัพท์ ซึ่งโทรศัพท์มือถือในปจั จุบัน มกั จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตและรองรับการ ใช้
งานการส่งข้อความสั้น (Short Message Service) อีกทั้งหากโทรศัพท์มือถือนั้นรองรับภาษาจาวา ก็จะ
สามารถติดตง้ั โปรแกรมประยกุ ต์ท่ที ำงานได้ซบั ซ้อนมากย่งิ ขน้ึ (Derballa & Pousttchi, 2004)

3.2 ข้อดขี อง Mobile Devices
ลักษณะเด่นของ Mobile Devices โดยทั่วไปคือ มักจะเป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นจึง

สามารถพกพาได้สะดวกในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ด้วยความสามารถอันหลากหลายของ Mobile Devices ใน
ปัจจุบัน เช่น การเชื่อมต่ออินเทอร์เนต็ การถ่ายภาพ บันทึกเสียงและความสามารถในด้านอื่น ๆ ทำให้มีความ
สะดวกในการนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่จำเป็นต้องมี Permanent Physical
Connection to Cable Network (Georgiev, Georgieva & Smrikarov, 2004) ซง่ึ ตา่ งจากการใชเ้ ทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ต้ังโต๊ะท่ีไมส่ ามารถใช้งานได้ตลอดเวลาทตี่ ้องการ (Caudill, 2007) ในปจั จบุ ัน เครือข่ายเคล่ือนที่
(Mobile Networks) และความสามารถของ Mobile Devices ทำใหก้ ารเข้าถงึ ระบบสารสนเทศในทกุ รูปแบบ
สามารถทำไดโ้ ดยผ่านเครือข่ายไรส้ าร ท้ังน้ีในทางเทคนิคสามารถทำไดโ้ ดยการใช้ระบบและบริการใหม่ ๆ เพ่ือ
ช่วยในการทำงานนอกสถานที่ โดยผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนท่ี ซึ่งส่งผลให้เกิดแนวความคิดของ Mobile
Knowledge Management หรือเรียกวา่ mKM (Tazari, Grimm, Finke, MBalfanz & Windlinger, 2004)

3.3 ข้อจำกดั ของการนำ Mobile Devices
อุปกรณ์เคลื่อนที่แต่ละประเภทและแต่ละรุ่นนั้นมีความแตกต่างกันทางด้านขนาดหน้าจอ

ความสามารถในการป้อนข้อมูลเข้า ความสามารถทางด้น Bandwidth และ Transfer modes (Derballa &
Pousttchi, 2004) ดงั นัน้ การออกแบบการนำเสนอข้อมูลจงึ สามารถทำได้ยาก สง่ิ แรกทีค่ วรทำคอื การประเมนิ
เกีย่ วกบั เทคโนโลยีทก่ี ลุ่มเป้าหมายนน้ั ใช้อยู่ (Viteli, 2000) เพอื่ ท่ีจะได้ออกแบบการนำเสบอข้อมูลได้เหมาะสม
และตรงกบั ความต้องการของผใู้ ช้งาน

62

3.4 Mobile Device Management
Mobile Device Management หรือ MDM คือ ซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการและ

ควบคมุ อุปกรณภ์ ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น Computer, Tablet, Smart Phone โดยสามารถจัดการและดูแล
ความปลอดภัย ให้กับอปุ กรณท์ ล่ี งทะเบียนเข้ากับ MDM

ซอฟตแ์ วร์ MDM มอี ยูใ่ นตลาดหลายบริษัทด้วยกนั ซ่งึ แตล่ ะบรษิ ทั ก็จะมจี ุดเด่นจุดด้อยในแต่
ละแบบแตกต่างกันไป แต่โดยรวมทุก ๆ บริษัทจะมีฟังค์ชันการใช้งานที่คล้ายคลึงกัน เช่น การส่งคำสั่งติดตั้ง
ผา่ นระบบไร้สาย เพียงแคเ่ คร่อื งเช่อื มตอ่ อินเทอร์เน็ต

โดยส่วนมาก ซอฟแวร์ตัวนี้จะสามารถรองรับได้หลายแพลตฟอร์ม สามารถแบ่งการบริหาร
จดั การตวั อปุ กรณไ์ ด้ ดังต่อไปน้ี

3.4.1 การจัดการดา้ นความปลอดภยั กรณีทเ่ี ครือ่ งขององค์กรสญู หายหรือเคร่ืองไม่สามารถ
อยู่ในความครอบครองของเจ้าหน้าที่อีกต่อไป MDM สามารถที่จะทำการลบข้อมูลหรือทำลายข้อมูลที่อยู่
ภายในเครื่อง ทำใหข้ อ้ มลู ขององค์กรไม่ถูกเผยแพร่ออกไป

3.4.2 การจัดการด้านข้อบังคับ กรณีที่ใช้เครื่องขององค์กร องค์กรสามารถตั้งค่าอนุญาตให้
ใช้หรือไม่ให้ใช้การใชง้ านบางอย่างได้ เช่น ไม่อนุญาตให้ใช้งานกล้อง ไม่อนุญาตให้ติดตั้งโปรแกรมหรืออาจตั้ง
ค่ากรณที ่ีเจ้าหนา้ ที่เดินเข้ามาทำงาน จะไม่ให้ใชง้ านกล้องเลยก็ไดเ้ ชน่ กัน

3.4.3 การจัดการด้านการติดตั้ง ในกรณีที่องค์กรต้องการให้เครื่องที่เจ้าหน้าที่ใช้ (ติดตั้ง
MDM) ติดตั้ง e-mail, ติดตั้งโปรแกรม ตัว MDM เองสามารถส่งคำสั่งให้เครื่องติดตั้งโปรแกรมตามคำสั่งของ
Admin ทด่ี แู ลไดเ้ ลย

63

4. Social Network
Social network (เครือข่ายสังคมออนไลน์) คือ การที่มนุษย์สามารถเชื่อมโยงถึงกัน ทำความรู้จกั

กัน สื่อสารถึงกันได้ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ในรูปแบบการให้บรกิ ารผา่ นเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงระหว่างบคุ คล
ต่อบุคคล ไปจนถึงบุคคลกับกลุ่มบุคคล ไว้ด้วยกันนั่นเอง โดยเว็บไซด์เหล่านี้จะมีพื้นท่ีใหผ้ ู้คนเขา้ มารู้จักกัน มี
การให้พื้นที่บริการเครื่องมือต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างเครอื ข่าย สร้างเนื้อหาตามความสนใจ
ของผู้ใช้ จนกลายเป็นชุมชนที่ทำให้ผู้ใชส้ ามารถแชร์ข้อมูล ตัวตน และทุก ๆ สิ่งที่สนใจ เชื่อมโยงเข้ากับคนใน
เน็ตเวริ ค์ ด้วยวิธกี ารต่าง ๆ ประกอบกับแนวโน้มการใช้บริการ Social network มีแนวโน้มการใช้บริการท่ีเพิ่ม
มากขึ้น เห็นได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการปรับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้ Social network เข้ามาเป็น
สว่ นหนึง่ ในการติดต่อส่ือสาร และรับขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพ่ิมขึน้ ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการใช้
งานระบบ Social network ให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้นนั่นเอง Social network จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่
องค์กรสามารถนำมาปรับใช้ในองค์กร เพอ่ื เป็นช่องทางหน่ึงในการติดต่อสื่อสารกับบคุ ลากรภายในองค์กรและ
กับทั้งบุคคลต่าง ๆ ภายนอกองค์กรได้ เพราะเป็นช่องทางที่มีต้นทุนต่ำ เป็นเครื่องมือการสื่อสารรูปแบบใหม่
เป็นการแนบชิดกับลูกค้าและคนในองค์กร เป็นการลดการนินทาว่าร้ายจากคนในองค์กร เป็นช่องทางหนึ่งใน
การกระจายองค์ความรู้ และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร อีกด้วยแต่ Social network เป็น
เครื่องมือที่มีข้อเสียและข้อจำกัดเช่นกัน กล่าวคือ เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารระหว่างบุคคลถึง
บุคคลได้อย่างรวดเร็วในลักษณะเป็นเครือข่าย ดังนั้น หากข้อความหรือข้อมูลที่สื่อผ่าน Social network
เปน็ ไปในทางลบ ย่อมหมายถงึ ภาพลักษณ์ในดา้ นลบแก่องค์กรที่ส่ือสารไปยังบุคคลต่าง ๆ อยา่ งรวดเร็วเช่นกัน
อีกทั้งข้อจำกัดของ Social network ที่ต้องคำนึงถึงประเภทขององค์กรว่าจะสามารถสื่อสารด้วย Social
network ไปยังกลุ่มเป้าหมายขององค์กรตนเองได้หรือไม่ดังนั้น Social network จึงเป็นช่องทางหนึ่ง ท่ี
องค์กรสามารถศึกษาและหาช่องทางในการมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรตนเองได้ในอนาคต เพื่อเป็นการ
สรา้ งโอกาสหน่ึงในการทำดำเนนิ งานขององค์กรต่อไป

4.1 ความหมายของ Social Network (เครือขา่ ยสงั คมออนไลน์)
กติกา สายเสนีย์ (2550) ได้ให้ความหมายของ Social network คือ การที่ผู้คนสามารถทำ

ความรจู้ กั และเช่อื มโยงกันในทิศทางใดทศิ ทางหน่งึ หากเป็นเว็บไซต์ทีเ่ รยี กว่าเป็น เว็บ Social network ก็คือ
เว็บไซต์ทเี่ ชอื่ มโยงผคู้ นไว้ด้วยกัน

อนงค์นาฎ ศรีวิหค (2551) ได้ให้ความหมายของ Social network คือ การเชื่อมโยง
ประชากรเข้าด้วยกนั

อิทธิพล ปรีติประสงค์ (2552) ได้ให้ความหมายของ Social network คือ เครือข่ายสังคม
ออนไลน์ เป็นปรากฏการณข์ องการเช่ือมต่อระหว่างบคุ คลในโลกอินเตอร์เน็ต และยงั หมายรวมถึงการเชื่อมต่อ
ระหวา่ งเครอื ข่ายกบั เครือขา่ ยสงั คมออนไลน์

64

สรุปได้ว่า Social network หมายถึง สังคมหรือการรวมตัวกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของ
กลุ่มคนรูปหนึ่งที่ปรากฏตัวเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ตที่เรียกว่า ชุมชนออนไลน์ (Community online) ซึ่งมี
ลักษณะเป็นสังคมเสมือน (Virtual community) สังคมประเภทนี้จะเป็นการให้ผู้คนสามารถทำความรู้จัก
แลกเปลี่ยนความคิด แบ่งปันประสบการณร์ ่วมกันและเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง โดยมีการขยายตัว
ผ่านการติดต่อสื่อสารกันอย่างเป็นเครือข่าย (Network) เช่น เว็บไซต์ Facebook, Twitter, YouTube เป็น
ตน้

4.2 ประเภทของ Social Network ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
4.2.1 เผยแพร่ตัวตน (Identity network) ใช้สำหรับนำเสนอตัวตน และเผยแพร่เรื่องราว

ของตนเองทางอินเตอร์เนต็ สามารถสรา้ งอัลบม้ั รปู ของตวั เอง สรา้ งกลุม่ เพื่อน และสร้างเครือขา่ ยขน้ึ มาได้
4.2.2 เผยแพร่ผลงาน (Creative network) เป็นสังคมที่คนในสังคมต้องแสดงออกและ

นำเสนอผลงานของตัวเอง ได้จากทุกมุมโลกจึงมีเว็บไซต์ท่ีใหบ้ รกิ ารพื้นที่เสมอื นเป็นห้อง (Gallery) ที่สามารถ
นำเสนอผลงานของตัวเองได้ในรูปแบบของวีดีโอ ภาพ หรือเสียงเพลง ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมประเภทน้ี
เชน่ Youtube Flickr

4.2.3 ความสนใจตรงกนั (Interested Network) เวบ็ ไซต์ประเภทน้คี ลา้ ย ๆ กบั เว็บเผยแพร่
ผลงาน คือ รวบรวมผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันมาไว้ด้วยกัน แต่ต่างกันที่ Interested network เจ้าของเว็บไม่
ต้องเปน็ เจา้ ของผลงาน แคแ่ ชร์ลิง้ ค์หรอื เวบ็ ที่ตวั เองสนใจ เช่น Pinterest, Digg

4.2.4 ร่วมกันทำงาน (Collaboration network) เป็นเครือข่ายสังคมที่ต้องการความคิด
ความรู้และการต่อยอดจากผู้ใช้ที่เป็นผู้รู้ เพื่อให้ความรู้ที่ได้ออกมา มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและเกิดการ
พัฒนาในที่สุด ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมประเภทนี้ เช่น Wikipedia เป็นสารานุกรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่
รวบรวมความรู้ ข่าวสาร และเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้มากมาย Google Maps ใช้สร้างแผนที่ของตัวเอง หรือจะ
แบง่ ปนั แผนท่ีให้คนอ่ืนได้ใช้ดว้ ย จึงทำให้มีสถานทส่ี ำคัญ หรอื สถานท่ีตา่ ง ๆ ถกู ปกั หมุดเอาไว้ พร้อมกับข้อมูล
ของสถานที่นน้ั ๆ ไวแ้ สดงผลจากการคน้ หา

65

4.2.5 โลกเสมือน (Gaming/Virtual Reality) เป็นสังคมที่ทำให้ผู้ใช้สร้างตัวละครขึ้นมา
สมมตเิ ป็นตวั เรา และใช้ชีวิตอยบู่ นโลกไซเบอร์และทำในสิ่งท่บี างคร้ังเราทำไมไ่ ด้จริง ๆ สว่ นใหญ่สังคมประเภท
น้ีจะเป็นเกมส์ออนไลน์น่ันเอง เช่น Audition, Dota เป็นต้น

4.2.6 Peer to Peer (P2P) P2P เป็นการเชื่อมต่อกันระหวา่ ง Client (เครื่องผู้ใช้, เครื่องลกู
ข่าย) กับ Client โดยตรง โปรแกรม Skype จึงได้นำหลักการนี้มาใช้เป็นโปรแกรมสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต
และกม็ ี BitTorrent เกดิ ข้นึ มาเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการแบ่งปันไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างกวา้ งขวางและรวดเร็ว
แตท่ ว่ามนั กก็ ่อใหเ้ กดิ ปญั หาเรื่องการละเมิดลิขสทิ ธ์ิ

4.3 เหตผุ ลที่องคก์ รควรปรับสู่ Social Network
4.3.1 ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ด้วยรูปแบบของการใช้ Social Network ท่ี

ผู้บริหารสามารถควบคุมและดูแลได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถส่งข้อความที่ตัวเองต้องการส่งได้เมื่อไรก็ได้
เขา้ ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราไดท้ นั ที และยงั สามารถสื่อสารออกไปในวงกว้างได้อีกด้วย จึงถอื ว่าเป็นเครื่องมือที่
มศี ักยภาพมากในยคุ ของส่ืออนิ เทอรเ์ น็ตเช่นนี้

4.3.2 แนบชิดกับบุคคลภายนอกและคนในองค์กร ผู้บริหารสามารถให้ความเป็นกันเองกับ
บุคคลภายนอกหรือคนในองคก์ รของคุณ ดว้ ยการใช้ Social network โดยไม่จำเปน็ ตอ้ งส่งเฉพาะเรื่องงานเข้า
ไปเท่านั้น การส่งเรื่องส่วนตัว หรือกิจกรรมต่าง ๆ ของตนในแต่ละวัน ก็จะทำให้สู้รับข้อมูล รู้สึกเป็นกันเอง
และรู้สึกใกล้ชิดกับผู้บริหารมากขึ้น ทำให้เกิดความสัมพันธ์อีกรูปแบบหน่ึงระหว่างคุณกับบุคคลภายนอกหรือ
แม้แต่กับคนในองค์กรของคุณ และนอกจากนี้ยังเป็นเครือ่ งมอื ทำให้คุณรู้ว่า คนในองค์กรของคุณตอนนี้เค้าคดิ
หรือทำอะไรอยู่บ้าง ทำให้คุณสามารถเข้าใจคนในองค์กรของคุณได้ดีมากขึ้น นอกเหนือจากมุมมองด้านการ
งานเพียงอยา่ งเดียว

4.3.3 ลดการนินทาว่าร้ายจากคนในองค์กร เมื่อคุณอยู่ในโลก Social network เดียวกับคน
ในองค์กรของคุณ และทำให้คนในองค์กรคุณที่รู้ว่าคุณอยู่ในนี้เช่นเดียวกันจะมีการระมัดระวังการพูดจาหรือ
กล่าวร้ายต่อองค์กรหรือตัวคุณได้ เพราะมีหลาย ๆ ครั้งที่คนในองค์กรมักจะเขียนอะไรที่ไม่ดีต่อองค์กรที่ตน
ทำงานอยู่ หรือผู้บริหารที่ได้ทำงานด้วย เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่า เขียนไปแล้วผู้บรหิ ารหรอื องค์กรจะไม่มีทาง
มาเจอข้อมูลเหลา่ นี้ และบางคร้งั มกั เกดิ จากอารมณ์ชั่ววบู ซ่งึ การทีค่ ุณอยใู่ น Social network เดียวกับเคา้ จะ
ชว่ ยลดเหตุการณ์แบบนลี้ งไปไดม้ าก ๆ เลยทเี ดียว

4.3.4 สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร ตอนนี้หากผู้บริหารมีการใช้ Social network เป็น
ช่องทางในการสื่อสารอีกวิธีหนึ่ง สื่อหรือสังคมก็จะเริ่มให้ความสนใจกับการพัฒนาของผู้บริหารที่มีการนำ
เทคโนโลยีรูปแบบใหม่มาใช้กับการสื่อสาร ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้บริหารและองค์กรมีความทันสมัยและ
ภาพลักษณท์ ด่ี ีมากยิ่งขนึ้

66

4.3.5 ช่องทางกระจายองค์ความรู้ ผู้บริหารหลาย ๆ คนมักเป็นคนเก่ง แต่มักไม่มีโอกาสใน
การถ่ายทอดความรู้ หรือเทคนิคอะไรดี ๆ ดังนั้นการมี Social network จะทำให้ผู้บริหารสามารถใช้เป็น
ช่องทางในการ กระจายความรู้ที่ตัวเองแก่คนทั่วไป และคนในองค์กรได้อีกด้วย เพียงทิปเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณ
ส่อื สารออกมา อาจจะเปน็ ความรู้สิ่งใหมส่ ำหรับคนอน่ื ๆ ได้อยา่ งมากเลยทีเดียว

4.3.6 สร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายครั้งที่
ผู้บริหารมักไม่เข้าใจ เรื่องของ Internet และเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในโลกของ Social
network จะทำให้คุณได้เปิดโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่าน Social network และ
Internet ซง่ึ จะทำให้ผูบ้ รหิ ารมีมุมมองท่ีกว้างไกลมากขึ้น เมื่อคุณสามารถเขา้ ใจเทคโนโลยแี ละรจู้ ัก รวมถึงการ
นำมาประยกุ ตใ์ ช้ในการบริหารของคณุ ได้

5. Internet of Things (IoT)
Internet of Things (IoT) คือ การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูล

ถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องป้อนข้อมูล การเชื่อมโยงนี้ทำให้เราสามารถสั่งการ ควบคุมการใช้งาน
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จนถึงการเชื่อมโยงการใช้งานอุปกรณ์
อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ากับการใช้งานอื่นๆ เช่น Smart Device, Smart Grid,
Smart Home, Smart Network, Smart Intelligent Transportation ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่อุปกรณ์
อิเลก็ ทรอนกิ ส์เปน็ เพยี งสอื่ กลางในการสง่ และแสดงข้อมลู เท่านัน้

67

แกนหลักของการควบคุมและใช้งานอุปกรณ์ IoTนั้นอยู่ที่ I หรือ Internet ดังนั้นอุปกรณ์เหล่านี้ จึง
ต้องพึ่งพาสญั ญาณอินเทอร์เน็ตในการรับ - ส่ง, จัดเก็บ หรือประมวลผลและจัดการข้อมลู ต่าง ๆ ภายในระบบ
ตามคำส่ังท่ีมนุษย์ป้อนลงไป โดยอาจมกี ารทำงานแบบ M2M (Machine to Machine) หรือ M2H (Machine
to Human) ก็ได้ และอุปกรณ์ IoT บางอย่างก็รองรับการสั่งงานจากระยะไกล (Remote) ผ่านเครือข่าย
อินเทอรเ์ นต็ หรอื แอปพลิเคชันท่เี ช่ือมตอ่ อุปกรณเ์ ขา้ ไว้ดว้ ยกันไดด้ ้วยเช่นกัน

โดยอุปกรณ์ IoT แต่ละตัวจะมี เซนเซอร์ (Sensor) เพื่อตรวจจับ รับ และปล่อยสัญญาณของข้อมูล
ไปยังระบบ Cloud ผ่านทางบลูทูธ Wi-Fi สัญญาณดาวเทียม สัญญาณมือถือ หรือ LPWAN (Low Power
Wide Area Networks) หรือเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยตรงและเมื่อได้รับ “ข้อมูล” เป็นที่
เรียบร้อย ซอฟต์แวร์ภายในก็จะทำการประมวลผลสิ่งที่ได้รับ และแสดงผลต่าง ๆ ออกมาตามที่ระบบได้
ประมวลผลไว้ เช่น การสแกน รหัสควิ อาร์ (QR code) เพือ่ ชำระเงนิ ผ่านตสู้ ินค้า หากไปซื้อของและเลือกชำระ
เงินแบบ Self-checkout ที่ตู้คิดเงิน เมื่อยิงบาร์โค้ดสินค้าทั้งหมดแล้วกดชำระเงินโดยการจ่ายด้วย QR code
ระบบกจ็ ะประมวลผลและแสดงผล QR code ที่สามารถยกมือถือขึน้ มาสแกนเพ่ือชำระเงนิ ได้ เปน็ ตน้

5.1 ประเภทของอปุ กรณ์ IoT
อุปกรณ์ IoT ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Smart Devices หรือ Connected Devices

สามารถแบ่งประเภทของอุปกรณ์ IoT ไดเ้ ปน็ 3 ประเภทหลัก ดงั นี้
5.1.1 อุปกรณ์ IoT ที่นิยมใช้งานในหมู่ผู้ใช้ทั่วไป (Consumer Internet of Things) เป็น

อุปกรณ์ IoT สำหรับการใช้งานส่วนตัวหรือการใช้สอยภายในบ้าน ที่เข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตของเราราบรื่น
และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยส่วนมากแล้วอุปกรณ์ IoT ชนิดนี้มักมีอายุการใช้งานที่สั้นและมีรุ่นใหม่ ๆ
ออกมาอยู่เสมอ เช่น PC, Tablet, Smartphone, Smart Watch, Gadget, Router Wi-Fi, Smart TV,
Smart Car รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ในตระกูล Smart Home เช่น หลอดไฟ, ตู้เย็น, แอร์ หรือ
เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชนิดอื่น ๆ ที่สามารถสั่งการผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือเองก็นับเป็นอุปกรณ์ IoT
ด้วยเช่นกนั

5.1.2 อุปกรณ์ IoT เชิงพาณิชย์ (Commercial Internet of Things) เป็นอุปกรณ์ที่เราพบ
เห็นไดภ้ ายใน หา้ งรา้ น โรงแรม โรงพยาบาล หรอื สถานทีส่ าธารณะต่าง ๆ มกั เปน็ ส่งิ ทีช่ ่วยอำนวยความสะดวก
ในการใช้ชีวติ ภายนอกบ้าน ได้แก่ ป้ายไฟ/จอทวี โี ฆษณา ไฟจราจร ระบบการจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน ระบบ
ขนส่งสาธารณะที่รองรับการใช้งาน Smart card อุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เสริมความงาม
ที่นำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจวินิจฉัยและรักษาคนไข้ รวมไปกล้องตรวจจับความเร็วและ
กล้องวงจรปิด

5.1.3 อุปกรณ์ IoT ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Internet of Things) เป็นอุปกรณ์
IoT ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเชื่อมต่อและควบคุมเครื่องจักรในแวดวงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความแม่นยำใน
การทำงาน ช่วยทุ่นแรงมนุษย์ และควบคุมคุณภาพสินค้า ทำให้กระบวนการผลิตเปน็ ไปด้วยความรวดเร็วและ
มปี ระสิทธิภาพ และนอกจากน้ียงั มีการใชง้ าน Cloud computing เขา้ มาชว่ ยในการจดั เก็บขอ้ มลู ให้เปน็ ระบบ
และสามารถเรียกใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย อุปกรณ์ IoT ประเภทนี้มักมีขนาดใหญ่และ มีอายุการใช้
งานท่ียาวนานกวา่ อปุ กรณ์ IoT รูปแบบอืน่ ๆ เชน่ แขนกลทใ่ี ช้ในโรงงานผลิต สายพาน เครอ่ื งตรวจวัดอุณหภมู ิ

68

5.2 ข้อดี - ขอ้ จำกดั ของอปุ กรณ์ IoT
5.2.1 ขอ้ ดีของอุปกรณ์ IoT
5.2.1.1 ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต เพิ่มทางเลือกในการใช้จ่ายให้กับ

ผบู้ รโิ ภคมากข้ึน
5.2.1.2 อุปกรณ์ตา่ ง ๆ สามารถเช่ือมต่อกนั ได้แบบอตั โนมัติ ไมเ่ สียเวลาในการโอนย้าย

ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์
5.2.1.3 การทำงานมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดที่อาจเกินจาก

การทำงานของมนุษย์เพราะใช้งานเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ และประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวเพราะ
เคร่ืองจกั รสามารถทำงานไดแ้ บบไม่หยุดพกั

5.2.2 ข้อจำกดั ของอุปกรณ์ IoT
5.2.2.1 สามารถใช้งานได้เฉพาะบนพื้นที่ที่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทั่วถึง

เท่านั้นความปลอดภัยของข้อมูลตำ เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างถูกจัดเก็บเอาไว้บนระบบ Cloud ทำให้เสี่ยงต่อ
การถูก Hack ข้อมลู หากไม่ไดม้ กี ารเข้ารหสั ข้อมลู ทซี่ ับซ้อน

6. ความม่นั คงปลอดภยั ทางไซเบอร์ Cyber Security
การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หมายความว่ามาตรการหรือการดำเนินการที่กำหนดขึ้น

เพื่อ ป้องกันรับมือและลดความเลี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ทัง้ จากภายในแลภายนอกประเทศ อันกระทบ
ต่อ ความมั่น คงซองรัฐความมั่น คงทางเศรษฐกิจความมั่น คงทางทหาร และความสงบ เรียบร้อย
ภายในประเทศ “ภัย คุกคามทางไซเบอร์” หมายความว่า การกระทำ หรือการดำเนินการใดๆ โดยมิชอบ โดย
ใช้ คอมพิวเตอร์ หรือระบบ คอมพวิ เตอร์ หรอื โปรแกรมไม่พึงประสงค์โดยมุ่งหมายใหเ้ กิดการประทุษ ร้าย ต่อ
ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิว เตอร์หรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวซองและเป็นภัยอันตราย ที่ใกล้จะ ถึงที่จะ
ก่อให้เกิดความเสียหายหรือส่งผลกระทบต่อการ ทำงานซองคอมพิวเตอร์ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลอื่นที่
เก่ียวข้อง

69

6.1 ประเภทของภัยคกุ คามทางไซเบอร์

ประเภทภัยคุกคาม คำอธิบาย

1. เน้อื หาที่เป็นภัยคุกคาม ภัยคุกคามทเ่ี กดิ จากการใช้/เผยแพร่ข้อมูลที่

(Abusive Content) ไม่เปน็ จรงิ หรือไม่เหมาะสม (Abusive Content)

เพ่ือทำลายความนา่ เชื่อถือของบุคคลหรือสถาบัน

เพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ ความไม่สงบ หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เซ่น

ลามก อนาจาร หมิน่ ประมาท และรวมถงึ การโฆษณาขายสินคา้ ตา่ งๆ

ทางอเี มลท่ีผู้รบั ไม่ได้มีความประสงคจ์ ะรบั ข้อมลู โฆษณานน้ั ๆ

(SPAM)

2.การโจมตีสภาพความพร้อมใช้ง ภัยคุกคามทเ่ี กิดจากการโจมตีสภาพความพร้อมใชง้ านของระบบ

าน ของระบบ (Availability) เพ่ือทำให้บริการต่างๆของระบบไม่สามารถให้บริการไดต้ ามปกติ

มีผลกระทบ

ตั้งแตเ่ กดิ ความล่าข้าในการตอบสนองของบรกิ ารจนกระทั่งระบบไม่

สามารถใหบ้ รกิ ารตอ่ ไปได้

ภยั คกุ คามอาจจะเกิดจากการโจมตีท่ีบรกิ าร ของระบบโดยตรง เซน่

การโจมตปี ระเภท DOS (Denial of Service) แบบต่างๆ

หรอื การโจมตีโครงสรา้ งพื้นฐานทีส่ นบั สนนุ การใหบ้ ริการของ ระบบ

เซ่น อาคาร สถานที่ ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ

3. การฉ้อฉล ภยั คุกคามที่เกิดจากการฉ้อฉล ฉ้อโกงหรือการหลอกลวงเพื่อ

ฉ้อโกงหรือหลอกลวงเพอื่ ผลประโยชน์ (Fraud) สามารถเกดิ ไดใ้ นหลายลกั ษณะ เซ่น

ผลประโยชน์ (Fraud) การลักลอบใช้งานระบบ หรือทรัพยากรทางสารสนเทศ

ท่ีไม่ได้รบั อนุญาตเพ่อื แสวงหาผล ประโยชน์ ของตนเอง

หรอื การขายสินค้าหรือซอฟต์แวร์ ทลี่ ะเมดิ สิขสทิ ธ์ิ

4. ความพยายามรวบรวมข้อมูล ภยั คุกคามท่เี กิดจากความพยายามในการรวบรวมข้อมลู จุดออ่ นของ

ของระบบ (Information ระบบของผู้ไม่ประสงคด์ ี (Scanning) ด้วยการเรยี ก ใชบ้ ริการตา่ งๆท่ี

Gathering) อาจจะเปิดไวบ้ นระบบ เช่นข้อมูลเกยี่ วกับ ระบบปฏิบตั กิ าร ระบบ

ซอฟตแ์ วร์ทต่ี ิดตัง้ หรือใช้งาน ข้อมลู บญั ชชี ่อื ผู้ใช้งาน (User

Account) ท่มี ีอยู่บนระบบเป็นต้น รวมถงึ การเก็บรวบรวม

หรอื ตรวจ สอบข้อมูลจราจร บนระบบเครือขา่ ย (Sniffing)

และการล่อลวงหรอื ใช้เลห่ ก์ ลตา่ งๆ เพื่อให้

ผู้ใช้งานเปิดเผยข้อมูลทีม่ ีความสำคญั ของระบบ (Social

Engineering)

ประเภทภยั คกุ คาม 70
5. การเช้าถงึ หรือเปล่ยี นแปลง
แกน)ขอ้ มลู คำอธิบาย
สำคัญโดยไมไ่ ด้รบั อนุญาต ภยั คกุ คามทเี่ กิดจากการทผ่ี ู้
(Information Security) ไมไ่ ดร้ ับอนุญาตสามารถเข้าถึงขอ้ มูลสำคัญ (Unauthorized
6. ความพยายามจะบุกรุก Access) หรอื เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล (Unauthorized
เข้าระบบ (Intrusion modification) ได้
Attempts) ภัยคุกคามทเี่ กดิ จากความพยายามจะบุกรกุ /เจาะเข้าระบบ
(Intrusion Attempts) ทงั้ ที่ผ่านจุดออ่ นหรือ ซอ่ งโหว่ทเ่ี ป็น
7. การบกุ รกุ หรือเจาะระบบ ทร่ี ู้จักในสำธารณะ (CVE- Common Vulnerabilities and
ไดส้ ำเรจ็ (Intrusions) Exposures) หรอื ผา่ นจดุ อ่อนหรอื ซอ่ ง โหวใ่ หม่ทย่ี ังไม่เคย
พบมากอ่ น เพอื่ จะได้เขา้ ครอบครองหรือทำให้เกิด ความขัดข้อง
กับบริการตา่ งๆของระบบ ภัยคกุ คามนรี้ วมถึงความพยายาม
จะบกุ รุก/เจาะระบบผ่านซ่องทางการตรวจสอบบัญชีช่ือผูใ้ ช้งานและ
รหสั ผา่ น (Login) ด้วยวธิ ีการส่มุ /เดาขอ้ มูล
หรอื วิธีการทดสอบรหัสผา่ น ทกุ ค่า (Brute Force)
ภยั คกุ คามทเ่ี กดิ กับระบบท่ถี ูกบุกรกุ /เจาะเขา้ ระบบไดส้ ำเร็จ
(Intrusions) และระบบถูกครอบครองโดยผู้ท่ีไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต

8. โปรแกรมไม่พงึ ประสงค์ ภยั คุกคามทเี่ กิดจากโปรแกรมหรอื ซอฟต์แวรท์ ่ีถกู พฒั นาขึ้นเพ่ือสง่ ให้
(Malicious Code) เกดิ ผลลพั ธท์ ่ีไม่พงึ ประสงค์ กับผู้ใช้-งาน,หรือระบบ (Malicious
Code) เพื่อทำให้เกดิ ความขัดขอ้ งหรือเสยี หาย
9. ภัยคกุ คามอืน่ ๆ กบั ระบบที่โปรแกรมหรือ ซอฟต์แวรป์ ระสงค์ร้าย นีต้ ดิ ต้ังอยูโ่ ดย
นอกเหนอื จากท่ีกา ปกติโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ ประสงคร์ า้ ยประเภทนี้ต้องอาศัย
หนดไว้ข้างต้น (Other) ผู้ใช้งานเปน็ ผ้เู ปิดโปรแกรมหรือ ซอฟต์แวร์ก่อน จงึ จะสำมารถ
ติดตงั้ ตวั เองหรือทำงานได้ เซ่น Virus, Worm, Trojan หรอื
Spyware ตา่ งๆ
ภัยคุกคามประเภทอื่นๆนอกเหนอื จากท่ีกำหนดไว้ขา้ งตน้
ระบไุ วเ้ พื่อเป็น ตวั ชี้วดั ถงึ ภยั คุกคามประเภทใหมห่ รอื
ไมส่ ามารถจัดประเภทได้ตามที่ระบุ ไวข้ ้างต้นโดยจำนวนภยั
คกุ คามอน่ื ๆในข้อนีม้ จี ำนวนมากขน้ึ แสดงถงึ ความจำเป็นท่ีจะต้อง
ปรบั ปรุงกำรจดั แบง่ ประเภทภัยคกุ คามน้ีใหม่

71

6.2 การแบง่ ประเภทภัยคุกคามทางไซเบอร์

ประเภทภัยคุกคาม คำอธบิ าย

1. Application/Service/OS เหตุการณท์ เ่ี กดิ จากการ Configuration แอปพลเิ คขัน/การใหบ้ ริการ/

configuration problem ระบบปฏิบตั ิการ ทผ่ี ิดพลาด

2. Denial of Service (DoS) เหตุการณ์ที่ผู้บุกรุกส่งขอ้ มลู และ packet จำนวนมาก ไปยงั เครือขา่ ย

หรอื เครือ่ งของหน่วยงาน เพ่ือใหเ้ ครือ่ งใหบ้ ริการหยุดชะงกั

3. Fraud เหตุการณ์ทเี่ กิดจากการฉ้อฉล ฉ้อโกงหรือการหลอกลวง

เพอ่ื ผลประโยชน์ (Fraud) สามารถเกดิ ไดใ้ นหลายลักษณะ เขน่

การลกั ลอบใชง้ านระบบ หรือทรัพยากรทาง สารสนเทศ

ที่ไม่ไดร้ บั อนุญาตเพอ่ื แสวงหาผลประโยชน์ ชองตนเอง

หรอื การชายสินคา้ หรือซอฟต์แวร์ที่ละเมดิ ลิขสิทธ์ิ

4. Information Gathering เหตุการณ์ท่ีตรวจพบความพยายามของผู้บกุ รุกในการค้นหาขอ้ มลู

สำคัญ เพื่อใช้สำหรับการโจมตเิ ข้าสู่ระบบ

5. Information Leak เหตกุ ารณท์ ่ีตรวจพบการรวั่ ไหลของข้อมลู สำคัญจากช่องทางต่างๆ เชน่

Social media ทีอ่ าจจะส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคง ปลอดภยั

6. Malware Detected การบกุ รุกที่เกิดจากการโจมตีของมลั แวรไ์ ปยงั เครือข่าย และเครื่อง

ให้บริการของหน่วยงานไดแ้ ก่ Backdoor, Trojan, Virus, Worm และ

Botnet

7. Server Compromise เหตุการณท์ ี่ตรวจพบว่าเครื่องใหบ้ ริการ (Server)

ของหนว่ ยงานถูกบุกรกุ

และเข้าถงึ โดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตโดยผบู้ กุ รกเป็นที่เรยี บร้อย

8. Service Unavailable การทำให้บริการมปี ัญหาหรือเกดิ เหตุขัดข้อง จนไม่สามารถให้บรกิ ารได้

9. Suspicious Activity การเชอ่ื มต่อข้อมูล และ Traffic ที่ผดิ ปรกติ

และมคี วามเชื่อมโยงทจ่ี ะเป็น การบุกรุกระบบ

10. Web Compromise Web Application หรอื เว็บไซต์ ถกู ยึดครองโดยไมไ่ ดร้ ับอนญุ าต

ที่มา: ส่วนความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ฝ่ายวิศวกรรมและปฏิบัติการ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์

(องคก์ ารมหาชน)

72

6.3 แนวทางการรกั ษาความมัน่ คงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับบุคคลและหนว่ ยงาน
6.3.1 สำหรบั บคุ คล
6.3.1.1 ระมัดระวังในการใช้อินเทอร์เน็ต โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ไม่

เหมาะสมไม่เปิดไฟล์ท่ีไม่มีการตรวจสอบแน่ชัดหรือเปิดไฟล์จาก บุคคลที่ไม่รู้จัก และระมัดระวังการเปิดไฟล์
ผ่าน social media ทงั้ 'น้ีเพ่ือหลีกเลี่ยงพวกมัลแวร์

6.3.1.2 ไมใ่ ช้รหสั ผา่ นบนโลก cyber เป็นรหัสชดุ เดยี วกันทุกระบบ
6.3.1.3 ติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย และพิจารณาข้อมูลก่อน
การแชร์ข้อมลู ต่อ เพอ่ื ปอ้ งกนั ตนเองเปน็ ต้นตอ ตอ่ การส่งแพรก่ ระจายไวรสั
6.3.2 สำหรับหน่วยงาน
6.3.2.1 ตรวจสอบและยืนยันสิทธิการเข้าระบบที่สำคัญของบัญชีผู้ใช้ให้สอดคล้องกับ
ความจำเป็นในการ เข้าถงึ ระบบและขอ้ มลู
6.3.2.2 เพิ่มมาตรการป้องกันเว็บไซต์สำคัญด้วยระบบป้องกันการโจม ตีของ ไวรัส
Web Application Firewall หรอื DDos Protection
6.3.2.3 แจง้ เจ้าหนา้ ทขี่ องหนว่ ยงานใหเ้ พมิ่ ความระมัดระวังในการใช้อนิ เตอรเ์ น็ต โดย
หลีกเลี่ยงความ เหมาะสม ป้องกนั ข้อความจาก social media
6.3.2.4 หากพบพิรธุ วา่ ระบบถูกโจมตี เช่น ไม่สามารถเข้าใช้งานระบบ/เว็บไซต์ได้หรือ
มคี วามล่าขา้ ปกติ ควรตรวจสอบ Log การ login ย้อนหลงั ทุกๆ เดอื น
6.3.2.5 ตั้งค่าระบบงานที่สำคัญให้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆตามที่กฎหมายกำหนดไว้ใน
การแกไขหรือ น้องกันทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้กับบุคคลและหน่วยงาน ผู้บริหารต้องมี
ส่วนร่วมในการรับทราบและให้แนวทางในการแก้ปัญหาที่ให้ถูกต้อง เพื่อให้สร้างความมั่นคงให้ทางไซเบอร์
และใหผ้ ใู้ ชจ้ ำเปน็ ต้องมคี วามรูแ้ ละความเข้าใจในปัญหาจากการคุกคามวา่ เกิดข้ึนได้อยา่ งไรตน้ ตอเกิดจากอะไร
เพราะไม่ว่าจะ มีระบบน้องกันที่ดีขนาดไหนหากเกิดช่องโหว่ในระบบก็สามารถถูกแฮกเกอร์ เจาะเข้าระบบได้
เช่นกัน ผู้ใช้งานทุกคนควรมีความระมัดระวังในการไข้งานระบบ ไซเบอร์ เพื่อให้ทุกคนมีความตระหนักรู้ใน
เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยและควรมีไหวพริบในขณะที่กำลังเจอกับปัญหา ถือเป็นการรู้จั กป้องกันการ
ก่อให้เกิดปัญหาทางความ มั่นคงทางไซเบอร์อีกด้วยเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้นได้
ตลอดเวลา

73

7. คุณลักษณะผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษายุคดิจทิ ัลล
ผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารและ

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (ICT) และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาเพื่อการใช้ ICT ให้
เหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างคุ้มค่าแท้จริง ดังนั้นคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดจิ ิทัลจึงควร
เป็นดงั ตอ่ ไปน้ี

7.1 กำหนดวิสัยทัศน์ด้าน ICT ของสถานศึกษาให้ชัดเจนว่าต้องการไปในทิศทางใด และจะ
นำมาใชก้ ับการบรหิ ารสถานศึกษาในเร่ืองใดบา้ ง

7.2 การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
Hardware, Software, Network และเครือข่ายไร้สายต่างๆของสถานศึกษาให้ครู อาจารย์ บุคลากรและ
นักเรียนทุกคนสามารถใช้และเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว สะดวกต่อการใช้งาน พร้อมทั้งจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ
เพอ่ื สนบั สนนุ อย่างเพียงพอ

7.3 การสร้างวัฒนธรรมการทำงานและบรรยากาศสถานศึกษาใหม้ ีการใช้ ICT อยา่ งแพร่หลายไม่
ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอนของครู การบริหารงานสถานศึกษาในด้านต่างๆ ตลอดจนการให้นักเรียน
สามารถใช้และเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรตู้ า่ ง ๆ ผ่าน Internet ได้ตลอดเวลา

7.4 การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรทุกคนของสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้าน ICT อย่าง
ตอ่ เนอ่ื งสมำ่ เสมอ

7.5 ผู้บริหารสถานศึกษาต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสามารถใช้ ICT ในการปฏิบัติงานอย่างได้
เหมาะสม

7.6 ส่งเสริมสนับสนุนสร้างแรงจูงใจครูอาจารย์บุคลากรทุคนของสถานศึกษาให้นำความรู้
ความสามารถด้านICT และเทคโนโลยตี ่างๆทสี่ ถานศึกษาจัดให้มาสรา้ งนวตั กรรมใหม่ ๆ ในการจดั การเรยี นการ
สอนหรอื การปฏบิ ัตงิ าน

7.7 จัดให้มีระบบการกำกับติดตามและการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ ICT ของสถานศึกษาท้ัง
ครูอาจารย์ บุคลากรทุกคนและนักเรียนว่าสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายอย่างถูกต้อง
เหมาะสมหรอื ไม่

คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลข้างต้นนี้มีผลต่อการใช้ภาวะผู้นำ ICT (ICT
Leadership) ของผู้บริหารสถานศกึ ษาเปน็ อยา่ งมากเพราะภาวะผนู้ ำ ICT หมายถึง ความสามารถของผบู้ รหิ าร
ในการเรียนรู้เข้าใจ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้าน ICT สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่าง เหมาะสมและเกิด
ประโยชน์สูงสดุ ตอ่ สถานศึกษา

74

8. ปญั หา อุปสรรค และแนวทางแกไ้ ขในการบรหิ ารสถานศกึ ษายคุ ดิจิทัล
การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนั้นอาจจะเกิดปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น

Hardware, Software, หรือ Network ต่าง ๆ รวมทั้งความรู้ความสามารถของผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นครู
อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และปัญหาการใช้เทคโนโลยี ICT ที่ไม่เหมาะสม ต่าง ๆ เหล่านี้จึง
จำเป็นทผ่ี บู้ รหิ ารสถานศกึ ษาต้องมีการดำเนินการดงั นี้

8.1 กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับ ICT ของสถานศึกษาไม่ว่าจะเป็น
Hardware, Software, หรือ Network ตา่ ง ๆ ในแตล่ ะช่วงเวลาเชน่ 2 ปี 3 ปี เป็นต้น และต้องจดั ทำคู่มือการ
ใชร้ ะบบ ICT ของสถานศึกษาสำหรบั ครู อาจารย์ บุคลากรและนักเรียนทุกคน

8.2 แต่งตั้งคณะกรรมการหรือบุคคลที่จะให้ดูแลรับผิดชอบระบบ ICT ของสถานศึกษาที่ชัดเจน
ไม่ควรให้งาน ICT เป็นงานฝากให้ครู อาจารย์หรือบุคลากรบางคนช่วยดูแล เพราะจะขาดความต่อเนื่องและ
ทิศทางที่ชัดเจน

8.3 กำหนดตัวชีว้ ัดการใชง้ านของระบบ ICT ในการปฏิบตั ิงานต่างๆของสถานศกึ ษา เชน่ สัดส่วน
จำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อครู ต่อ นักเรียน การใช้ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
ของจำนวนคาบท้ังหมดต่อสัปดาห์ นกั เรยี นไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เขา้ มาใช้บริการสืบค้นข้อมูลความรู้หรือเข้า
มาศกึ ษาหาความรู้ หรอื ฝึกทกั ษะภาษาอังกฤษในระบบทสี่ ถานศึกษาจัดไวใ้ ห้ เป็นต้น

8.4 จัดให้มีระบบการกำกับติดตาม ประเมินผลการใช้งาน ICT ของสถานศึกษาในทุก ๆ ด้านทุก
สน้ิ ปีการศึกษาเพื่อนำมาเปน็ ข้อมูลในการปรบั ปรุงพัฒนาอย่างตอ่ เนื่อง

8.5 แสวงหาแหลง่ เงนิ ทนุ จากชุมชนเพื่อขอการสนับสนุนเกี่ยวกับโครงสร้างพ้ืนฐานด้าน ICT ของ
สถานศึกษาเท่าที่จะทำได้โดยใชม้ าตรการทางภาษีที่ผู้บริจาคเงินสนับสนุนสามารถนำใชเ้ ป็นค่าลดหย่อนได้ถึง
สองเทา่

โดยสรุปจะเห็นได้ว่าการบรหิ ารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลนี้ ผบู้ รหิ ารจำเปน็ ต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถที่จะเลือกใช้กับการบริหาร
สถานศึกษาให้ได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่าและเพียงพอต่อการใช้งาน โดยเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษาในโครงการ
ประชารัฐของกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาการศึกษาของชาติ ผู้บริหาร
สถานศึกษาจะต้องแสดงศักยภาพทางด้านการบริหารและจัดสภาพแวดล้อมต่างๆของสถานศึกษาให้มีความ
ทันสมัยเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อภาพลักษณ์ของ
สถานศึกษาในชุมชนแล้วยังจะทำให้สถานศึกษาเป็นที่ไว้วางใจของชุมชนในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้
อยา่ งยงั่ ยืน

75

ทม่ี าของข้อมลู
1. https://tips.thaiware.com/1658.html#what-is-cloud-computing
2. https://netway.co.th/kb/blog/cloud-managed-services/cloud-computing-

%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3
3. https://hardcoreceo.co/cloud-computing-intoduction/
4. http://km.prd.go.th/iot-platform/
5. https://tips.thaiware.com/1809.html#what-is-iot-and-how-does-it-work
6. http://dspace.bu.ac.th/bitstream/123456789/643/1/chanida_wong.pdf
7. https://wtc.co.th/new-normal-solution/mobile-device-management
8. http://www.bablog.mju.ac.th/jamnian/wp-content/uploads/2010/08/social-

network.pdf
9. http://edutech14.blogspot.com/2014/05/social-network-social-media.html
10. https://hp.anamai.moph.go.th/web-

upload/4xceb3b571ddb70741ad132d75876bc41d/202106/m_news/35025/204968/file_downl
oad/bd850fabd3c380ea90126d006e012b13.pdf

76

1. แนวคิดการจดั กิจกรรม

ตามทสี่ ำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดนโยบายการพัฒนา
หลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ทั้งระบบสู่การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเสริมสร้าง
สมรรถนะผู้เรียน และเตรยี มผเู้ รียนใหส้ อดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 เป็นยุทธศาสตร์หน่ึงของ
การปฏิรูปการศึกษานั้น ที่จะทำให้ผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ เป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง
ตามมาตรฐานการศึกษาชาติ ด้วยการดำเนินการให้สถานศึกษาพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา จัดกระบวนการ
จัดการเรียนรู้ ตามาตรฐานและตัวชี้วัดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
2560)

ดังนั้น เพื่อให้หลักสูตรสถานศึกษา มีความทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรยี น บริบทและ
มาตรฐานการศกึ ษาของสถานศึกษา และเพ่อื ให้ครูสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ทเ่ี สริมสร้างสมรรถนะผู้เรียน
และเตรียมผู้เรยี นให้สอดคลอ้ งกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษท่ี 21 ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เกดิ ประสิทธิผลต่อ
ผเู้ รียน ตามเจตนารมณข์ องหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พ.ศ.2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) สำนักงานเขตพ้ืนที่
การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษากิจกรรมการ
พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2560)
ให้แก่ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา ครแู ละบคุ ลากร ในสังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษานครศรธี รรมราช

2. วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ใหผ้ ู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการการพฒั นาหลักสตู รสถานศึกษา
2. เพ่ือพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษาทมี่ คี ุณภาพสมู่ าตรฐานการศกึ ษา
3. เพอ่ื ประเมินการใช้หลักสตู รสถานศึกษาทีส่ อดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบท

ของสถานศกึ ษาสหู่ ลักสูตรสมรรถนะ

77

3. รูปแบบการจัดกิจกรรม

1. การฟงั บรรยายจากวิทยากร
2. การศึกษาเอกสารเสรมิ ความรู้
3. ฝกึ ปฏบิ ัติงานตามใบกจิ กรรม
4. การแลกเปลี่ยนเรยี นรูจ้ ากกรณีศกึ ษา

4. ขัน้ ตอนการจัดกจิ กรรม

ข้นั ตอน ระยะเวลา ส่อื และเอกสารประกอบ

1. การ สร้างคว ามรู้คว ามเข้าใจ ใน 09.00-12.00 1. Power point การสร้างความรู้ความ

กระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มี เข้าใจกระบวนการพัฒนาหลักสูตร

คุณภาพและมาตรฐาน สอดคล้องกับความ สถานศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐาน

ต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน

สถานศกึ ษาสู่หลกั สตู รสมรรถนะ ช ุ ม ช น แ ล ะ บ ร ิ บ ท ข อ ง ส ถ า น ศ ึ ก ษ า สู่

หลกั สูตรสมรรถนะ

2. เอกสารใบความรู้ กระบวนการการ

พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีคุณภาพ

และมาตรฐาน สอดคล้องกับความ

ต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ

สถานศกึ ษาสหู่ ลกั สตู รสมรรถนะ

2.การวิเคราะห์บริบท ชุมชนของ 13.00-15.00 1. Power point การวิเคราะห์บริบท

สถานศึกษาและความต้องการของผูเ้ รยี น เพ่ือ ชุมชนของสถานศึกษาและความต้องการ

เชื่อมโยงกับหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้อง ของผู้เรียน เพื่อเชื่อมโยงกับหลักสูตร

กับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบรบิ ท สถานศึกษา ที่สอดคล้องกับความ

ของสถานศกึ ษาสู่หลกั สตู รสมรรถนะ ต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ

สถานศกึ ษาสหู่ ลกั สตู รสมรรถนะ

2. เอกสารใบความรู้ การวิเคราะห์บริบท

ชุมชนของสถานศึกษาและความต้องการ

ของผู้เรียน เพื่อเชื่อมโยงกับหลักสูตร

สถานศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการ

ของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ

สถานศึกษาสหู่ ลกั สตู รสมรรถนะ

78

ขั้นตอน ระยะเวลา ส่อื และเอกสารประกอบ
4. การแลกเปลีย่ นเรียนรจู้ ากผ้เู ขา้ รว่ มอบรม
3. ใบกิจกรรมการวิเคราะห์บริบท ชุมชน

และความต้องการของผู้เรยี น

15.00-16.30

5. การประเมนิ ผลการจัดกจิ กรรม

ประเด็นการประเมิน ดีมาก ระดบั คุณภาพ พอใช้
ผูเ้ ขา้ อบรมมีคะแนน ดี ผูเ้ ขา้ อบรมมคี ะแนน
ทดสอบความรู้ความ ร้อยละ 80 ข้นึ ไป ร้อยละ 50-59
เขา้ ใจ (กอ่ น-หลัง ผ้เู ข้าอบรมมคี ะแนน
อบรม) รอ้ ยละ 60-79
พฤตกิ รรมการเข้า
รว่ มกจิ กรรม ผเู้ ขา้ อบรมตั้งแตร่ ้อยละ 80 ผเู้ ข้าอบรม ตง้ั แต่ร้อยละ ผูเ้ ข้าร่วมอบรมตั้งแต่

การฝกึ ปฏบิ ตั ิและ ข้ึนไป สนใจ ตัง้ ใจฟงั การ 60-79 สนใจ ต้ังใจฟัง รอ้ ยละ 50-59 สนใจ
ผลงาน
บรรยาย การบรรยาย ตง้ั ใจฟงั การบรรยาย

- ผเู้ ข้าอบรมต้ังแต่ ร้อยละ - ผเู้ ข้าอบรมต้ังแต่ รอ้ ย - ผูเ้ ข้าอบรมตั้งแต่

80 ข้ึนไปมีส่วนร่วม ละ 60-79 มสี ว่ นรว่ ม รอ้ ยละ 50-59 มี

กจิ กรรม แสดงความ กิจกรรม แสดงความ ส่วนรว่ มกจิ กรรม

คิดเห็นตัง้ ใจปฏิบัติงานและ คดิ เห็นตง้ั ใจปฏบิ ตั งิ าน แสดงความคิดเหน็

มผี ลงานตรงตามเป้าหมาย และมผี ลงานตรงตาม ตัง้ ใจปฏิบัติงานและ

ทีก่ ำหนด เป้าหมายทีก่ ำหนด มีผลงานตรงตาม

เป้าหมายที่กำหนด

6. สื่อและเอกสารประกอบ

1. Power point การสร้างความรู้ความเข้าใจกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีคุณภาพ
และมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของผ้เู รียน ชมุ ชนและบรบิ ทของสถานศึกษาสู่หลกั สูตรสมรรถนะ

2. Power point การวิเคราะห์บริบท ชุมชนของสถานศึกษาและความต้องการของผู้เรียน
เพื่อเชื่อมโยงกับหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ
สถานศกึ ษาสู่หลกั สูตรสมรรถนะ

79

3. Power point การประเมินและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ผู้เรยี น ชุมชนและบริบทของสถานศกึ ษา

4. เอกสารใบความรู้ กระบวนการการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐาน
สอดคล้องกบั ความต้องการของผเู้ รยี น ชุมชนและบริบทของสถานศกึ ษาสหู่ ลักสตู รสมรรถนะ

5. เอกสารใบความรู้ การวิเคราะห์บริบท ชุมชนของสถานศึกษาและความต้องการของผู้เรียน
เพื่อเชื่อมโยงกับหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบทของ
สถานศกึ ษาสหู่ ลักสูตรสมรรถนะ

6. เอกสารใบความรู้ การประเมินปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของ
ผู้เรยี น ชุมชนและบรบิ ทของสถานศกึ ษา

7. ใบกิจกรรม

80

ส่ือประกอบหนว่ ยท่ี 4

สอ่ื รายการที่ 1 : Power point กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรสถานศกึ ษา

81

สื่อรายการที่ 4 : ใบความรู้ กระบวนการการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีคุณภาพและ
มาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของผเู้ รยี น ชมุ ชนและบริบทของสถานศกึ ษาสูห่ ลักสตู รสมรรถนะ

สื่อรายการที่ 5 : ใบความรู้ การวิเคราะห์บริบท ชุมชนของสถานศึกษาและความต้องการของ
ผู้เรียน เพื่อเชื่อมโยงกับหลักสูตรสถานศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ชุมชนและบริบท
ของสถานศกึ ษาสหู่ ลกั สตู รสมรรถนะ

สื่อรายการที่ 6 : ใบความรู้ การประเมินปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับความ
ตอ้ งการของผเู้ รยี น ชมุ ชนและบริบทของสถานศึกษา

ส่ือรายการที่ 7 : ใบกจิ กรรม

82

ใบกิจกรรมที่ 7 : การวิเคราะห์ การประเมินและการปรบั ปรงุ หลักสตู รสถานศึกษา

รายชื่อสมาชิกในกลมุ่
1. ชือ่ -สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
2. ชือ่ -สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
3. ชือ่ -สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................

83

1. แนวคดิ การจดั กจิ กรรม

โลกสมัยใหม่เต็มไปด้วยการเปล่ียนแปลงทีท่ ้าทาย อีกทั้งการเปลีย่ นแปลงยังเป็นไปอย่างรวดเรว็ โลก
ได้เคลื่อนสู่ “สังคมความรู้” ( Knowledge-based society) ทักษะที่จำเป็นในสังคมความรู้ คือทักษะการคิด
วเิ คราะห์ ทกั ษะในการเลอื กสรรและประมวลข้อมลู ข่าวสารท่มี ีอยู่อยา่ งมากมาย ไม่ใชท่ ักษะดา้ นการท่องจำอีก
ต่อไป แต่ในสภาพปจั จบุ ัน ครูยังสอนดว้ ยวิธีการบรรยายโดยยึดเน้ือหาจากหนังสือเรียน ไม่ได้ยึดมาตรฐานการ
เรียนรู้ ตัวชี้วัด ตามหลักสูตร การสอนเป็นการสอนเนื้อหา ไม่ได้เน้นสอนทักษะกระบวนการ อันนำไปสู่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำเมื่อเทียบกับนานาประเทศ ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนในยุคนี้ จึงควรมุ่งให้
ผู้เรียนเกิดการสร้างทักษะแห่งอนาคตใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ขั้นพื้นฐานที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ในสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ รู้จักตัวเอง รู้จักโลก และมี
เป้าหมายในการดำเนินชีวติ

ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างผู้เรียนทุกคนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษแห่งศตวรรษที่ 21 (21st
Century Skills) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช จึงได้จัดโครงการเสริมสร้างและ
พัฒนาภาวะผูน้ ำทางวชิ าการของข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา หน่วยที่ 5 เรื่องการพัฒนาการจัดการ
เรยี นรเู้ ชิงรกุ (Active learning) ทีเ่ นน้ ผ้เู รียนเป็นสำคัญ เพือ่ พัฒนาสมรรถนะผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี 21

2. วตั ถปุ ระสงค์
1. ผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ที่เน้นผู้เรียนเป็น

สำคญั เพือ่ พฒั นาสมรรถนะผ้เู รยี นในศตวรรษท่ี 21
2. ผู้เข้าอบรมสามารถพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ที่เน้น

ผเู้ รียนเปน็ สำคญั เพอ่ื พัฒนาสมรรถนะผ้เู รยี นที่สอดคลอ้ งกับทกั ษะในศตวรรษที 21
3. ผู้เข้าอบรมสามารถนิเทศติดตาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active

learning) ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตรงตามความต้องการและบริบท
ของสถานศึกษา

84

3. รูปแบบการจัดกจิ กรรม

1. การฟังบรรยายจากวิทยากร
2. การศกึ ษาเอกสารเสริมความรู้
3. ฝกึ ปฏิบัตงิ านตามใบกจิ กรรม
4. การแลกเปลยี่ นเรียนร้จู ากกรณีศกึ ษา

4. ข้ันตอนการจดั กจิ กรรม

ขัน้ ตอน ระยะเวลา ส่ือและเอกสารประกอบ

1.การพฒั นาศักยภาพครดู ้านการจัดการ 09.00-12.00 1. Power point การพัฒนาศักยภาพครู
เรยี นรู้เชิงรุก (Active learning) ทเ่ี น้นผู้เรยี น
เป็นสำคัญ เพ่ือพฒั นาสมรรถนะผู้เรียนที่ ด้านการจดั การเรยี นรู้เชงิ รุก (Active
สอดคล้องกบั ทักษะในศตวรรษที 21
learning) ทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั เพื่อ
2. การออกแบบกิจกรรมการจัดการ
เรียนรูเ้ ชงิ รุก (Active learning) ทเ่ี น้นผเู้ รียน พฒั นาสมรรถนะผเู้ รียนท่สี อดคลอ้ งกับ
เปน็ สำคัญ เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนท่ี
สอดคลอ้ งกับทักษะในศตวรรษที 21 ทักษะในศตวรรษท่ี 21

3. การจัดการเรยี นรูส้ วู่ ิจยั ในชัน้ เรยี น 2. เอกสารใบความรู้ การพฒั นาศกั ยภาพ
4. การนิเทศ ติดตาม การจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active learning) ครูด้านการจัดการเรยี นรูเ้ ชิงรุก (Active

13.00-16.30 learning) ท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ เพ่ือ
พัฒนาสมรรถนะผ้เู รียนทีส่ อดคล้องกับ

ทักษะในศตวรรษที 21

3. Power point การออกแบบกิจกรรม
การจัดการเรียนรู้เชงิ รกุ (Active
learning) ที่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคญั เพ่ือ
พฒั นาสมรรถนะผเู้ รยี นท่ีสอดคล้องกับ
ทักษะในศตวรรษที 21
4. เอกสารใบความรู้ การออกแบบ
กจิ กรรมการจัดการเรียนร้เู ชงิ รุก (Active
learning) ทเี่ นน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ เพ่ือ
พัฒนาสมรรถนะผูเ้ รยี นท่ีสอดคลอ้ งกับ
ทักษะในศตวรรษที 21
5. Power point การจัดการเรียนรู้สูว่ จิ ยั
ในช้ันเรยี น

ข้ันตอน ระยะเวลา 85

สอ่ื และเอกสารประกอบ
6. เอกสารใบความรู้ การจัดการเรยี นรู้สู่
วิจยั ในช้ันเรียน
7. Power point การนิเทศ ตดิ ตาม การ
จัดการเรยี นรเู้ ชิงรุก (Active learning)
8. เอกสารใบความรู้ การนเิ ทศ ติดตาม
การจดั การเรียนรเู้ ชงิ รกุ (Active
learning)
9. ใบกิจกรรม

5. การประเมินผลการจัดกิจกรรม

ประเด็นการประเมิน ดมี าก ระดบั คุณภาพ พอใช้
ผู้เข้าอบรมมคี ะแนน ดี ผู้เขา้ อบรมมีคะแนน
ทดสอบความรู้ความ รอ้ ยละ 80 ข้นึ ไป ร้อยละ 50-59
เขา้ ใจ (ก่อน-หลงั ผู้เข้าอบรมมคี ะแนน
อบรม) ผเู้ ข้าอบรมตั้งแต่ร้อยละ 80 ร้อยละ 60-79
พฤติกรรมการเขา้ ขึน้ ไป สนใจ ต้งั ใจฟังการ
ร่วมกิจกรรม บรรยาย ผูเ้ ข้าอบรม ตั้งแต่รอ้ ย ผู้เขา้ รว่ มอบรมต้ังแต่
- ผเู้ ขา้ อบรมต้ังแต่ ร้อยละ
การฝกึ ปฏบิ ัติและ ละ 60-79 สนใจ ต้ังใจ รอ้ ยละ 50-59 สนใจ
ผลงาน 80 ข้นึ ไปมสี ว่ นรว่ ม
กจิ กรรม แสดงความ ฟังการบรรยาย ตัง้ ใจฟังการบรรยาย
คดิ เห็นตั้งใจปฏิบตั ิงาน
และมผี ลงานตรงตาม - ผเู้ ข้าอบรมต้ังแต่ รอ้ ย - ผู้เข้าอบรมตั้งแต่
เปา้ หมายทก่ี ำหนด
ละ 60-79 มสี ่วนรว่ ม รอ้ ยละ 50-59 มี

กิจกรรม แสดงความ ส่วนรว่ มกจิ กรรม

คดิ เห็นต้งั ใจ แสดงความคดิ เหน็

ปฏิบตั งิ านและมี ต้งั ใจปฏบิ ตั งิ านและ

ผลงานตรงตาม มผี ลงานตรงตาม

เปา้ หมายที่กำหนด เป้าหมายท่ีกำหนด

6. ส่ือและเอกสารประกอบ

1. Power point การพฒั นาศักยภาพครูดา้ นการจดั การเรียนร้เู ชงิ รุก (Active learning) ท่ีเนน้ ผเู้ รยี น
เป็นสำคญั เพอื่ พฒั นาสมรรถนะผู้เรียนที่สอดคล้องกบั ทักษะในศตวรรษท่ี 21

2. Power point การออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรกุ (Active learning) ที่เน้นผู้เรียนเปน็
สำคัญ เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะผ้เู รยี นท่สี อดคล้องกับทกั ษะในศตวรรษที 21

86

3. Power point การจดั การเรยี นรู้สวู่ จิ ัยในชน้ั เรยี น
4. Power point การนิเทศ ตดิ ตาม การจัดการเรยี นรูเ้ ชงิ รุก (Active learning)
5. ใบความรู้ การพฒั นาศกั ยภาพครดู ้านการจัดการเรยี นรู้เชิงรุก (Active learning) ทเ่ี นน้ ผู้เรียนเป็น
สำคญั เพ่อื พัฒนาสมรรถนะผู้เรยี นที่สอดคล้องกบั ทักษะในศตวรรษที 21
6. ใบความรู้ การออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ เพือ่ พฒั นาสมรรถนะผเู้ รียนท่ีสอดคลอ้ งกบั ทกั ษะในศตวรรษที 21
7. ใบความรู้ การจัดการเรยี นร้สู วู่ ิจยั ในช้ันเรียน
8. ใบความรู้ การนิเทศ ตดิ ตาม การจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ (Active learning)
9. ใบกิจกรรม การจดั การเรยี นรู้เชงิ รกุ (Active learning) เพ่ือพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนทสี่ อดคล้องกับ
ทกั ษะในศตวรรษที 21

87

สือ่ ประกอบหนว่ ยท่ี 5

สื่อรายการที่ 1 : Power point การพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
(Active learning)

สือ่ รายการท่ี 2 : Power point การออกแบบกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้เชิงรกุ (Active learning)
สื่อรายการที่ 3 : Power point การจดั การเรยี นรสู้ วู่ จิ ยั ในชั้นเรียน
สื่อรายการท่ี 4 : Power point การนเิ ทศ ติดตาม การจดั การเรียนร้เู ชิงรุก (Active learning)
สื่อรายการที่ 5 : ใบความรู้ การพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้เชิง (Active
learning) ทเ่ี นน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะผู้เรียนท่ีสอดคลอ้ งกับทกั ษะในศตวรรษที 21
สื่อรายการที่ 6 : ใบความรู้ การออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)
ท่เี นน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั เพื่อพฒั นาสมรรถนะผู้เรยี น ที่สอดคลอ้ งกับทักษะ ในศตวรรษที 21
สอ่ื รายการท่ี 7 : ใบความรู้ การวิจยั ในชนั้ เรยี น
สื่อรายการท่ี 8 : ใบกิจกรรม การนเิ ทศตดิ ตามการจัดกระบวนการเรียนร้เู ชิงรุก (Active learning) ที่
เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
สอ่ื รายการท่ี 9 : ใบกจิ กรรมการวจิ ยั ในช้นั เรยี น

88

ใบกิจกรรมที่ 9 : การจดั การเรียนรเู้ ชิงรกุ (Active learning) ท่เี น้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญ

คำชีแ้ จง : ให้ผูเ้ ขา้ อบรม ออกแบบเครือ่ งมอื นิเทศติดตามการจดั กระบวนการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)
ที่เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั

รายชื่อสมาชิกในกลมุ่
1. ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
2. ชื่อ-สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
3. ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................

89

1. สาระสำคญั
การประเมินผลที่ใช้วิธีการ เครื่องมือ และเกณฑ์ที่หลากหลายเป็นการประเมินผลการเรียนรู้ ทักษะ

และคุณลักษณะต่าง ๆ ของผู้เรียนรู้อย่างเต็มเวลาของกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละหลักสูตร โดยครูผู้สอน
มอบหมายให้ผู้เรียนทำกิจกรรม ปฏิบัติหรือสร้างผลงาน เพื่อแสดงตัวอย่างของความรู้และทักษะที่ตนมี
ซึ่งกิจกรรมที่นำมาใช้ในการประเมินนั้นเปน็ ส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้มากกว่าเป็นการทดสอบ โดยเกบ็
รวบรวมขอ้ มลู ตา่ ง ๆ มาใชใ้ นการประเมินผู้เรยี น อาจทำควบคไู่ ปกับการทดสอบความรู้ และปฏิบตั ิต่าง ๆ

2. วัตถปุ ระสงค์

เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถออกแบบและใช้เครื่องมือการวัดและประเมินผลได้สอดคล้องกับ
สมรรถนะ

3. เน้ือหา
1. ความหมายของการวดั และประเมนิ ผล
2. การประเมนิ ผลตามสภาพจริง
3. ความสอดคล้องของการวดั และประเมนิ ผลฐานสมรรถนะกบั การประเมินผลตามสภาพจรงิ

4. รูปแบบการจัดกิจกรรม
1. บรรยาย/ดูคลิปวิดโี อ (90 นาท)ี
2. แบ่งกลุ่มทำกจิ กรรม (210 นาที)
3. ฟงั การบรรยาย/ดูคลิปวดิ โี อ
4. ฝกึ ปฏบิ ตั ใิ บกิจกรรม
5. ศึกษาเอกสารเสรมิ ความรู้

4. ขัน้ ตอนการจดั กิจกรรม ระยะเวลา 90
90 นาที
ขน้ั ตอน สือ่ และเอกสารประกอบ
1. ฟังบรรยาย 210 นาที PowerPoint/คลปิ วิดีโอ
2. ปฏิบัตกิ ิจกรรม แลกเปลีย่ นเรยี นรูแ้ ละ
สะท้อนผลการปฏิบตั งิ าน เอกสารเสรมิ ความรู้

5. การประเมินผลการจัดกจิ กรรม

1. ประเมินพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมกิจกรรมของผู้เข้ารบั การอบรม
2. ประเมินผลงานจากใบกจิ กรรม

เอกสารเสรมิ ความรูเ้ ร่อื ง การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ

1. ความหมายของการวดั และประเมินผล
1.1 การวัด (Measurement) หมายถงึ การกำหนดตวั เลขใหก้ บั วตั ถุ ส่งิ ของ ปรากฎการณ์ หรือ

พฤติกรรมตา่ ง ๆ ของผู้เรยี น
1.2 การประเมิน (Assessment) หมายถึง กระบวนการเกบ็ ข้อมูล ตีความ บันทึก และใช้ข้อมูล

เกี่ยวกับคำตอบของผู้เรียนผ่านภาระงาน / ช้ินงาน ว่าผู้เรียนรู้อะไร ทำอะไรได้ ด้วยวิธีการและเครื่องมือที่
หลากหลาย รวมทั้งใช้ในการตัดสินผล

1.3 ระดบั ประเมินผลการเรียนรู้
1.3.1 การประเมินผลการเรียนรู้ (Assessment of Learning: AoL)
เป็นกระบวนการประเมินที่มีการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ

ผลการเรียนรู้ของนักเรียนเมื่อสิ้นสุดกระบวนการจัดการเรียนรู้ มุ่งไปเพื่อวัดสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้เพื่อนำมา
ตัดสินคุณค่าในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียน เป็นการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ (Summative
Evaluation)

1.3.2 การประเมินเพื่อการเรยี นรู้ (Assessment for Learning: AfL)
เป็นการประเมนิ ระหวา่ งการจดั การเรียนรู้ (Formative Assessment) มีวตั ถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้โดยอาศัยสารสนเทศที่ครูได้จากนักเรียน ในขณะจัดการเรียนการสอนเพื่อ
นำมาปรบั กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือชว่ ยเหลอื นกั เรียนสะทอ้ นผลให้นักเรยี นอยา่ งต่อเน่ือง สามารถ

91

กระตุ้นให้กำลังใจนักเรียน โดยครูและนักเรียนสามารถติดตามความก้าวหน้าในจุดประสงค์การเรียนรูไ้ ด้อยา่ ง
สมำ่ เสมอ

1.3.3 การประเมินเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการเรียนรู้ (Assessment as Learning: AaL)
การประเมินที่นักเรียนประเมินตนเองเป็นการเปลี่ยนบทบาทของนักเรียนให้เป็นผู้

เชื่อมโยงการประเมินและการเรียนรู้เข้าด้วยกนั รวมทั้งการเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ เป็นการพัฒนา
ถึงขน้ั อภิปัญญา (Metacognition) จะเกิดไดต้ ้องอาศัยการกำกับติดตามในการเรียนรู้ของตนเอง
2. การประเมนิ ผลตามสภาพจริง

2.1 ความหมาย
การประเมินผลที่ใช้วิธีการ เครื่องมือ และเกณฑ์ที่หลากหลายเป็นการประเมินผลการเรียนรู้

ทักษะ และคุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียนอย่างเต็มเวลาของกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละหลักสูตร โดยครูผู้สอน
มอบหมายให้ผู้เรียนทำกิจกรรมซึ่งกิจกรรมที่นำมาใช้ในการประเมินนั้นเป็นส่วนหนึ่งเพื่อแสดงตัวอย่างของ
ความรู้และทักษะที่ตนมีเรียนรู้มากกว่าเป็นการทดสอบ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ในการประเมิน
ผู้เรียนอาจดสอบความรู้ และปฏิบัตติ ่าง ๆ

2.2 ลกั ษณะของการประเมินตามสภาพจรงิ
2.2.1 งานที่ไดร้ ับมอบหมาย สอดคล้องกับชีวิตจรงิ
2.2.2 เป็นการประเมินดว้ ยวิธีการ เครือ่ งมอื และเกณฑท์ ่ีหลากหลาย
2.2.3 นอกจากครู ผู้เรยี นได้มีโอกาสประเมนิ ตนเองเพื่อการแก้ไขข้อบกพร่อง สามารถพัฒนา

ตนเองและผลงานได้
2.2.4 มีปฏิสัมพันธ์หลายระดับ ทั้งครู ผู้ปกครอง นักเรียน ที่ให้ความร่วมมือไปตามบทบาท

ของตนเอง
2.2.5 เป็นการพฒั นาการคิดระดบั สูง ผา่ นกิจกรรมที่ต้องใช้การคิดและการแก้ปัญหาตา่ ง ๆ
2.2.6 สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้
2.2.7 เป็นการประเมินอย่างต่อเนื่อง ประเมินได้ทุกเวลา เป็นการประเมินแบบไม่เป็น

ทางการ
2.2.8 เป็นการบูรณาการศาสตร์ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ เพื่อการสร้างผลงานที่เป็น

การแสดงตัวอยา่ งของความรูแ้ ละทักษะตา่ ง ๆ
2.3 ประโยชนย์ องการประเปน็ ผลตามสภาพจรงิ
2.3.1 เป็นการประเมินผลเพือ่ พัฒนาการเรยี นรู้ หรือความก้าวหน้าของผู้เรียนมากกว่าใชแ้ ค่

เพอื่ การตดั สนิ ผล
2.3.2 ลกั ษณะงานเป็นกิจกรรมปลายเปดิ ทำใหค้ รผู สู้ อนสามารถใช้ในการพฒั นากลยุทธ์การ

สอนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

92

2.3.3 แสดงถึงกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการแก้ปัญหา ที่มีความยุ่งยากสลับชับซ้อน
ไดเ้ ปน็ อย่างดี

2.3.4 สง่ เสรมิ ใหม้ ีการใช้วธิ กี าร เคร่อื งมอื และเกณฑ์ที่หลากหลาย
2.3.5 สามารถใชไ้ ด้ท้ังรายบคุ คลและรายกล่มุ
2.3.6 สนองต่อความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
2.3.7 ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในระหว่างกระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการ
จัดการเรยี นรู้และการประเมนิ ผลระหวา่ งผเู้ รยี น ผสู้ อน และผปู้ กครอง
2.3.8 เป็นการสะท้อนให้เน้นการสังเกตสภาพงานปัจจุบัน (Current work) ของนักเรียน
และสิง่ ทนี่ กั เรยี นได้ปฏิบัติจรงิ
2.4 หลักการประเมินผลตามสภาพจรงิ
2.4.1 เปน็ การวดั และประเมนิ ความก้าวหนา้ ของนกั เรียน
2.4.2 เนน้ การประเมินทกั ษะกระบวนการท่ชี ับซ้อน
2.4.3 เปน็ การสะทอ้ นใหเ้ หน็ สภาพงานปจั จบุ นั ของนักเรียน และสิ่งท่นี กั เรยี นไดป้ ฏิบัติ
2.4.4 อาจมีผปู้ ระเมนิ พรอ้ มกนั หลายคน
2.4.5 การประเมินต้องดำเนินไปพรอ้ มกับการเรยี นการสอนอย่างต่อเนอ่ื ง
2.4.6 มีลักษณะการประเมินที่เน้นการปฏิบัติ และการประเมินทักษะกระบวนการหรือแฟ้ม
สะสมงาน
2.5 แนวทางปฏิบตั ใิ นการประเมินผลตามสภาพจรงิ
2.5.1 ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของหลกั สูตร
2.5.2 กำหนดขอบเขตการประเมิน เช่น ความรู้ ทักษะ และกระบวนการ และคุณลักษณะ
เป็นตน้
2.5.3 กำหนดผู้ประเมิน โดยพิจารณาผู้ประเมินจะมีใครบ้าง เช่น นักเรียนประเมินตนเอง
เพือ่ นประเมินเพอื่ น ครปู ระเมนิ นกั เรียน ผ้ปู กครองประเมินนกั เรยี น
2.5.4 เลือกใช้เทคนิคและเครื่องมือในการประเมินให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
2.5.5 กำหนดเวลา สถานที่ในการประเมิน เช่น ผลงานนักเรียน หรือระหว่างที่นักเรียนทำ
กิจกรรม หรือระหวา่ งทท่ี ำโครงงาน/งานกลมุ่
2.5.6 นำสารสนเทศหรือขอ้ มลู /คะแนน มาวิเคราะหผ์ ล และจดั การข้อมลู
2.5.7 กำหนดเกณฑ์ในการประเมิน หรือกำหนดระดับคุณภาพ และรายละเอียดคุณภาพให้
สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

93

2.6 การเปรียบเทียบลักษณะของการวัดและประเมินผลที่มีใช้อยู่โดยทั่วไปกับการวัดและ

ประเมินผลตามจริง

ที่ การวัดและประเมนิ ผลท่ีมใี ช้อย่โู ดยท่ัวไป การวดั และประเมินผลตามสภาพจริง

1 เน้นท่พี ฤตกิ รรมเดย่ี ว เนน้ การใชค้ วามคิด ยุทธศาสตรใ์ นการเรียนร้ทู ี่ชับ
2 หยดุ การเรยี นการสอนในขณะประเมิน ซ้อนหลายเชิง
การเรยี นการสอนดำเนินไปตามปกติ

3 แยกตัวออกจากการสอนหรือวงจรการเรยี น เป็นเหตุการณต์ ่อเน่ือง โดยเป็นส่วนประกอบหนง่ึ ใน
การสอน หรอื วงจรการเรียนของผเู้ รียน

4 แคบ กวา้ ง

5 ใชต้ ัวเลข ใชข้ ้อความ

6 ขยายการใชแ้ บบทดสอบต่อไป ใชว้ ิธีการประเมินหลายชนิด

7 ผู้เรยี นเป็นผรู้ บั รูท้ ไ่ี ม่มีปฏิกริ ิยา ผ้เู รียนคอื ผสู้ รา้ งความรู้ทโี่ ดดเด่น

8 ไม่เป็นสภาพจรงิ ของกระบวนการเรยี นรู้ เป็นสว่ นหนึง่ ของกระบวนการเรยี นรูโ้ ดยปกติ

9 ครอู ยนู่ อกระบบการประเมิน ครเู ปน็ ส่วนหนงึ่ ของระบบการประเมิน
10 อาศัยการวดั ประเมินจากบุคคลภายนอก อาศยั การประเมินผลโดยตนเอง (ผู้เรียน) เป็นสำเร็จ

11 ใชเ้ กณฑ์มาตรฐานตายตัว เป็นตัวกำหนด ใช้เกณฑ์ท่ยี ดื หยุ่นหลากหลาย เป็นตัวกำหนด

ความสำเร็จ ความสำเรจ็

12 อาศยั วธิ ีคิดท่เี หมอื นกนั กับคำตอบท่ีถกู ต้อง อาศยั วิธีคดิ และคำตอบที่ต่างกนั ได้

เพยี งคำตอบเดยี ว

13 จดุ เนน้ อย่ทู ่ีการแยกทักษะตา่ ง ๆ ออกจาก จุดเนน้ คือ การบรู ณาการการเรยี นรทู้ กุ ด้านเข้า

กัน ด้วยกนั

14 การวดั ผลอยใู่ นขอบเขตของแต่ละวชิ า ใชก้ ระบวนการของสหวิทยาการ

94

2.7 หกส่งิ ท่คี วรประเมนิ ในการประเมินตามสภาพจริง
2.7.1 ผลการเรยี นด้านวชิ าการ คอื ความรู้ ความเข้าใจในสาระการเรียนรู้
2.7.2 การใช้เหตุผล คือ การใช้กระบวนการแก้ปัญหา การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์

การใช้ กระบวนการสรา้ งความรู้
2.7.3 ทักษะและสมรรถนะ เช่น ทักษะการนำเสนอ ทักษะการเขียน ทักษะการทำงาน

เป็นทีม ทักษะการวิจัย ทักษะการจัดระบบและวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการให้เทคโนโลยี ทักษะการ ความ
อดทนและฝา่ ฟันอุปสรรค ทักษะการแกป้ ญั หาความขดั แยง้

2.7.4 เจตคติ เช่น การพัฒนาเจตคติต่อการเรียน การรักเรียน ความเป็นพลเมืองดี
ใฝร่ ู้ใฝ่เรยี น นักอา่ น อัตมโนทศั น์ ความรกั ธรรมชาติ

2.7.5 นิสัยการทำงาน เช่น การทำงานได้สำเร็จตรงตามเวลา ใช้เวลาอย่างมีค่า ความ
รบั ผดิ ชอบ

2.8 วธิ ีการประเมินตามสภาพจรงิ
วิธีในการประเมินสภาพจริงที่มีการบูรณาการกิจกรรมการเรียนการสอน กับการประเมิน

ครูผู้สอน จึงควรประเมินผู้เรียนในทุกด้าน คือ ประเมินด้านความรู้ ความคิด ด้านการแสดงออก และ
กระบวนการปฏิบัติผลผลิตของภาระงานและด้านคุณธรรมจริยธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตลอ ดจน
คา่ นยิ ม ดงั น้ี

2.8.1 การประเมินความรู้และความคิด (Knowledge) โดยมีวิธีการดังนี้ ใช้วิธีการสื่อสาร
ครผู สู้ อนอาจประเมนิ โดย

2.8.1.1 การถามตอบในช้นั เรยี น
2.8.1.2 การพบปะพดู คุยกับผเู้ รยี น
2.8.1.3 การพดู คยุ กับคนอื่น
2.8.1.4 การอภิปรายในช้ันเรยี น
2.8.1.5 การสอบปากเปลา่
2.8.1.6 การอ่านบันทึกเหตุการณ์ของผเู้ รียน
2.8.1.7 การตรวจแบบฝึกหัดและการบา้ น
ใช้เครอ่ื งมือวดั ท่คี รผู ูส้ อนเป็นผสู้ รา้ ง โดยเครือ่ งมืออาจมีรูปแบบต่าง ๆ ดังน้ี
2.8.1.8 แบบทดสอบอัตนัย
2.8.1.9 แบบทดสอบแบบสัน้ ๆ
2.8.1.10 แบบทดสอบแบบเลือกตอบ สำหรับแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ครูผู้สอน
ควรใช้อะไรบ้างในกรณีที่ต้องการทราบพื้นฐานความสามารถเบื้องต้นของผู้เรียน และควรเลือกใช้วิธีการให้
ผูเ้ รยี นเขยี นตอบใหม้ าก ๆ เพอื่ ผ้เู รียนจะได้แสดงความคิดเห็นไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง

95

2.8.2 การประเมินการแสดงออกและกระบวนการปฏบิ ตั ิ (Performance and process)
ครูผู้สอนประเมินได้โดยสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนทั้งรายบุคคล รายกลุ่ม และ

ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกลมุ่ เชน่
2.8.2.1 การประเมนิ การแสดงออก คือ การประเมนิ ในขณะท่ีครผู ูส้ อนจัดกิจกรรมการ

เรยี นการสอนโดยมีกิจกรรมให้ผเู้ รียนทำงานและกิจกรรมต่าง ๆ สงิ่ ท่คี วรประเมิน คือ การสงั เกตสีหน้าท่าทาง
การพูดโต้ตอบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน การแสดงออกที่สนุกสนานเพลิดเพลิน รวมทั้งการ
แสดงออกในการพดู โต้ตอบพัฒนาการทางด้านภาษา ความเข้าใจเร่ืองทเ่ี รยี นของผู้เรยี น

2.8.2.2 การประเมนิ กระบวนการ เปน็ การประเมนิ ผเู้ รียนท่คี วบคกู่ ับการแสดงออก ส่ิง
ท่ีประเมิน คอื การสงั เกตการเคลื่อนไหว กริยา ท่าทาง ความรว่ มมือ ความคลอ่ งตวั ความอดทนการใช้อุปกรณ์
เคร่อื งมอื ตา่ ง ๆ ในขณะการปฏิบตั ิงาน รวมท้ังการสังเกตการมีปฏสิ ัมพันธก์ ับเพอื่ น

2.8.3 การประเมินกระบวนการและผลผลิต (Process and Product) เป็นการประเมิน
ความเข้าใจ กระบวนการเรียนรู้ยองผู้เรียน โดย

2.8.3.1 ประเมินจากผลผลิตของผู้เรียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้รู้ว่าผู้เรียนเกิดการ
เรยี นรูจ้ ากการสำรวจ คน้ ควา้ ทดลอง และการทำโครงงานต่าง ๆ

2.8.3.2 ประเมินจากกระบวนการที่ทำให้เกิดผลผลิต เช่น แผนงานโครงงาน ผลการ
สาธิต การจดั นทิ รรศการ แผนภาพ แผนภูมิ เกมส์ตา่ ง ๆ และโครงงานกลุ่ม เป็นต้น

2.8.4 การประเมินแฟ้มผลงาน (Portello Assessment) เป็นการประเมินความสำเร็จของ
ผู้เรียน จากผลงาน โดยผู้เรียนสามารถเลือกใช้วิธีการและตัดสินใจเลือกผลงานที่เป็นช้ินงานที่ดีที่สุด
หรอื ผลงานท่ีแสดงถงึ ความสนใจ ความสามารถ ทกั ษะ เจตคติและพัฒนาการของผู้เรยี น ซงึ่ แสดงให้เห็นถึงสิ่ง
ท่ผี ู้เรยี นประสบความสำเรจ็ หรอื ภาคภมู ใิ จ ท้ังน้ีผูเ้ รยี นสามารถประเมนิ ตนเอง และผู้อื่นเปน็ ผู้ประเมนิ ดว้ ย เชน่
ครูผู้สอน เพื่อน และผู้ปกครอง สำหรับการประเมินจากแฟ้มผลงาน เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบร่องรอย
ของการเรียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ครูผู้สอนได้จากการประเมินข้างต้น แล้วการประเมินแฟ้มผลงานจะช่วย
ตรวจสอบความเที่ยงและความเชื่อมั่นจากการประเมิน ที่ครูผู้สอนได้ประเมินผู้เรียนตลอดภาคเรียน
ส่วนประกอบที่สำคัญที่ได้จากการประเมินแฟ้มผลงานของผู้เรียน คือ ความรู้สึก ความคิด และการประเมิน
ตนเองของผู้เรียน คือ ความอันจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จัก "ศักยภาพ" ของตนเองได้เป็น
อยา่ งดี

2.8.5 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ด้านเจตคติ คุณธรรมจริยธรรมและค่านิยม
วิธีการประเมนิ ท่ีเหมาะสม และได้ขอ้ มลู ตรงกับสภาพความเป็นจรงิ นัน้ ครผู ูส้ อนควรใช้วิธกี ารสงั เกตพฤติกรรม
ของผู้เรียนในขณะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้สังเกตเองหรือให้ผู้เรียนเขียนบันทึก
ประจำวัน เพื่อนๆ สังเกตตลอดจนให้ผู้เรียนประเมินตนเอง โดยจะมีข้อมูลจาก ผู้ประเมินหลายฝ่าย มีวิธีการ
ประเมนิ ทีห่ ลากหลายวิธแี ละมกี ารประเมินหลายๆครง้ั เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ เช่น

96

2.8.5.1 แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

2.8.5.2 แบบสำรวจรายการ

2.8.5.3 แบบประเมินค่า

สิ่งที่ต้องประเมินและวิธีการประเมินดังกล่าวข้างต้นเป็นการให้เห็นภาพผลรวมของ

ผู้เรียนตลอดปี หรือตลอดภาคเรียน เป็นการประเมินที่มุ่งเน้นเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน

มากกว่าการนำคะแนนที่ได้ของผู้เรียนแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันเพื่อจัดกลุ่ม ดังนั้นครูผู้ สอนจะต้องระลึก

เสมอว่า การประเมินสภาพจริงเป็นการประเมินท่ีเน้นผูเ้ รียนเป็นสำคญั และควรใชว้ ิธีการประเมนิ ที่หลากหลาย

เพ่อื ใหผ้ ลของการประเมินนั้น ๆ มีความเทีย่ งตรง และเชอ่ื ถือได้

2.8.6 เกณฑ์การใหค้ ะแนน (Scoring rubrics) สามารถทำได้ 2 ลกั ษณะ

2.8.6.1 ให้คะแนนในลักษณะภาพรวม เพื่อเป็นตัวแทนของคุณภาพของผลงาน

ทัง้ หมดรวมกนั

2.8.6.2 ให้คะแนนในลักษณะ วิเคราะห์งานเป็นส่วนย่อย ออกเป็นรายงานหรือ

ประเด็นในการประเมนิ เพอื่ วิเคราะหร์ ะดับคุณภาพในแตล่ ะด้าน

2.9 ความสอดดคลอ้ งของการวัดและประเมนิ ผลฐานสมรรถนะ กับการประเมนิ ตามสภาพจริง

สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา ในช่วง

เวลาที่เหมาะสมซึ่งในหลักการของการประเมินผลตามสภาพจริงนั้นมีความสอดคล้องกับหลักการของการวัด

และประเมินผลฐานสมรรถนะ ดังปรากฏในตารางดา้ นลา่ ง

การวดั และประเมนิ ผลฐานสมรรถนะ การประเมินผลตามสภาพจรงิ

1. บูรณาการการจดั การเรยี นรู้ และการประเมินการ 1. สง่ เสรมิ ใหเ้ กิดความร่วมมอื ในระหว่าง

เรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ และดำเนินการ

ประเมนิ ผลพร้อมกบั การเรยี นการสอนอยา่ งต่อเนอ่ื ง

2. ผลลพั ธก์ ารเรียนรเู้ ชิงสมรรถนะ เป็นเปา้ หมาย 2. ต้องสอดคลอ้ งกับเปา้ หมายการเรียนรู้

การเรียนรู้

3. เน้นการรวบรวมหลักฐานการเรียนรู้ เพอ่ื การ 3. เปน็ การวัดและประเมินความกา้ วหน้า ใช้

ประเมนิ สมรรถนะของผ้เู รยี น สารสนเทศในการพัฒนาผู้เรยี นมากกว่าแค่ตัดสินผล

4. การประเมินการเรียนรู้ คำนึงถึงการประเมนิ เพ่ือ 4. สามารถใช้สารสนเทศในการประเมนิ เพอื่ พฒั นา
พฒั นาและการประเมินเพ่อื สรุปผล รวมท้ังใชใ้ นการสรุปผลได้
5. การประเมินการเรียนรู้ คำนึงถงึ ความแตกต่าง 5. สามารถประเมินได้ทั้งรายกลมุ่ และบุคคล โดย
ของผเู้ รยี น คำนึงถึงความแตกตา่ งต่างระหวา่ งบุคคล
6. ใช้เครือ่ งมือทหี่ ลากหลายสำหรบั ประเมนิ การ 6. เปน็ การประเมนิ ด้วยวธิ ีการเครอ่ื งมือ และเกณฑ์
เรยี นรู้ ทีห่ ลากหลาย
7. วธิ ีการประเมิน ใหค้ วามสำคญั กบั การเรียนรูท้ ี่ 7. งานท่ีมอบหมายสอดคล้องกบั ชวี ติ จริง และ
สมั พนั ธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน สะท้อนสิ่งท่ีนักเรียนปฏิบัติได้จรงิ


Click to View FlipBook Version