การวดั และประเมนิ ผลฐานสมรรถนะ 97
การประเมนิ ผลตามสภาพจริง
8. การตัดสนิ ผู้เรียน ดูพัฒนาการด้านต่าง ๆ รวมทั้ง
ความสามารถที่เติมศักยภาพของผู้เรยี น 8. สามารถเกบ็ รวบรวมหลักฐานการเรยี นรู้ต่าง ๆ
9. นกั เรียนควรมีสว่ นรว่ มในการประเมินตนเองและ ในรูปของแฟ้มสะสมผลงานได้
เพอ่ื น 9. อาจมผี ้ปู ระเมินพร้อมกนั หลายคน
10 ใหค้ วามสำคัญกบั การประเมินเพื่อพฒั นา
สมรรถนะเฉพาะทีค่ รอบคลุมท้งั ความรู้ ทักษะ 10. เน้นการประเมนิ กระบวนการที่มีความซับซ้อน
คณุ ลกั ษณะ และเจตคติ ตามเกณฑ์ได้
จากตารางดังกล่าว จะพบว่าแนวทางในการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะนั้น สามารถใช้
การประเมินตาม สภาพจริงมาเป็นเครื่องมือและวิธีการในการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และตัดสินผลระดับ
ความสามารถของสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลักไดต้ ามศกั ยภาพของผเู้ รยี นเปน็ รายบุคคล
98
1. แนวคิดการจัดกิจกรรม
จากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ตลอดถงึ โครงสร้างและองค์ประกอบของประชากร ความเปลย่ี นแปลง ดงั กลา่ วก่อให้เกิดความ
จําเป็นในการยกระดับและพัฒนาความรู้พื้นฐานของประชากรของประเทศ ตลอดถึงความสามารถทางทักษะ
เจตคติที่เหมาะสมที่จะช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวและดําเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จึงชี้ให้เห็นถึงความ
จําเป็นในการยกระดับพัฒนาประชากรของประเทศเพื่อจะรองรับความเปลี่ยนแปลงและสร้างสังคมที่พึง
ประสงค์ในอนาคตรฐั ได้ให้ความสําคญั ในการจดั การศึกษาแก่ประชาชนในชาตดิ ังจะเหน็ ได้จากบทบัญญัติตาม
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กล่าวไวใ้ น
มาตราที่ 6 ว่า “การจัดการ ศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา ความรู้ คุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสขุ ” และได้กาํ หนดมาตรฐานและการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษาในหมวด 6 มาตรา 48 วา่ “ใหห้ นว่ ยงาน
ต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและให้ถือว่า การประกัน
คุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษาที่ต้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทํารายงาน
ประจําปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนําไปสู่การพัฒนา
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา การรับรองการประกันคุณภาพ ภายนอก” แสดงให้เห็นความสําคัญ
ความจําเป็นและตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพการศึกษา (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 : 23)
จากสาระสําคัญดังกล่าวรัฐมุ่งที่จะพัฒนาประชาชน ทั้งประเทศในด้านการศึกษา โดยเน้นการขยายจัด
การศึกษาให้ได้ท้ังปรมิ าณและคุณภาพให้คนไทย เปน็ มนุษย์ทสี่ มบรู ณ์
บุคคลที่มีส่วนในการพัฒนาให้ประชาชนในชาติบรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญั ติการศึกษา
แหง่ ชาติได้นนั้ คอื ผบู้ ริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาตลอดจนถึงผ้ทู ่ีมีสว่ นเก่ียวข้องกับการศึกษาทุกคน การ
พัฒนาการศึกษาจะให้มีคุณภาพนั้นจําเป็นต้องพัฒนาทั้งระบบทั้งที่สัมพันธ์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ประกอบด้วย กระบวนการบรหิ าร กระบวนการเรยี นการสอน และกระบวนการนเิ ทศ โดยเฉพาะกระบวนการ
นิเทศ ถือว่ามีความสําคัญและจําเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผลการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรยงั มี
คุณภาพไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทั้งสามกระบวนการนี้ จําเป็นต้องได้รับการพัฒนาและปฏิรูปโดยเร็ว และ
ดําเนินการใหม้ ีความสมั พนั ธแ์ ละสนบั สนนุ ซง่ึ กันและกนั ส่งผลต่อนกั เรยี นโดยตรง
99
ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีความใกล้ชิดและมีหน้าที่โดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา
จําเป็นต้องคิดค้นหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพและหาแนวทางที่จะทําให้ครูนําความรู้
ความสามารถของตนเองออกมาพัฒนางานการสอนปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน
เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกับการเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกจิ และสังคม กระบวนการนิเทศภายในเป็นกระบวนการหนึ่งท่ี
มีความจําเป็นที่จะช่วยกระตุ้นให้ครูได้มีการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอน และสามารถ
ยกระดบั ผลสมั ฤทธิท์ ่สี งู ขนึ้
2. วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการมีความรู้ความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนิเทศภาย
ในสถานศึกษา
2. เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมออกแบบและพัฒนาระบบกลไกการนิเทศภายในสถานศึกษา
สู่การยกระดับคณุ ภาพการศึกษา
3. รูปแบบการจดั กจิ กรรม
1. การฟังบรรยายจากวิทยากร
2. การศึกษาเอกสารเสรมิ ความรู้
3. ฝึกปฏบิ ตั งิ านตามใบกจิ กรรมที่ 7
4. ตดิ ตามผลการพัฒนาระบบและกลไกการนิเทศภายในของสถานศึกษา
5. สถานศกึ ษารายงานผลการนิเทศภายในสถานศกึ ษา
6. คัดเลือกรูปแบบการนิเทศภายในของสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างได้ (Best
practice)
100
4. ขนั้ ตอนการจัดกิจกรรม
ท่ี กิจกรรม/ขนั้ ตอน ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ สื่อและเอกสารประกอบ
1 1. สรา้ งความร้คู วามเขา้ ใจ 1.5 ชม. รองถาวร เวชจนั ทร์ 1. Power point เรอ่ื ง
การพัฒนากระบวนการ และคณะ หลักการและแนวคิดการนเิ ทศ
นเิ ทศภายในสถานศกึ ษา ภายในสถานศึกษา
1.1 ผเู้ ขา้ รว่ มสมั นาฟัง 1.1 ความหมายของการ
บรรยายความร้คู วามเขา้ ใจ นเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
กระบวนการนเิ ทศภายใน 1.2 จดุ มุง่ หมายของการ
สถานศึกษา นิเทศภายในสถานศึกษา
1.2 แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ 1.3 หลกั การของการนิเทศ
1.3 สรปุ แนวทางการ ภายในสถานศกึ ษา
กระบวนการนิเทศภายใน 1.4 ขอบข่ายการนเิ ทศ
สถานศึกษา ภายในสถานศกึ ษา
1.5 กระบวนการและ
ขนั้ ตอนการนเิ ทศภายใน
สถานศกึ ษา
1.6 เทคนคิ /วธิ กี ารนเิ ทศ
ภายในสถานศกึ ษา
1.7 กิจกรรมนเิ ทศภายใน
สถานศกึ ษา
2. การประยุกต์ใช้ 1.5 ชม. ศน. ภคั นนั ท์ 1. การสรา้ งและใช้ Google
เทคโนโลยสี ารสนเทศและ สวุ รรณรัตน์ form
การส่ือสารเพ่ือสนบั สนนุ และคณะ 2. การสรา้ งและใช้
การนิเทศภายในโรงเรยี น Google Meet
2 ฝกึ ปฏิบตั ิ (Work shop) 3 ชม. วิทยากรและคณะ 2. ใบกิจกรรม
ผศ.ดร.นพรตั น์
ชยั เรือง
และ อ.วยั วุฒ
อนิ ทวงศ์
3 นำเสนอผลการปฏบิ ัติ 3 ชม. ผู้เข้าอบรม 3. ผลงานและสอ่ื
กจิ กรรม
101
ท่ี กจิ กรรม/ขนั้ ตอน ระยะเวลา ผู้รบั ผดิ ชอบ สือ่ และเอกสารประกอบ
4 แลกเปลย่ี นเรียนรูแ้ ละ 3 ชม. คณะวทิ ยากร 4. แบบบันทึกผลการแลก
วิพากษ์และสรุปผลการ และผ้เู ข้าอบรม เรยี นเปล่ยี นรู้
พฒั นา
5 ตดิ ตามผลการพัฒนาระบบ 12 ชม. คณะกรรมการนเิ ทศ 5. แบบตดิ ตามและ
และกลไกการนเิ ทศภายใน ติดตามฯ ประเมินผลการพฒั นา
ของสถานศกึ ษา
6 คัดเลือกรปู แบบการนิเทศ 6 ชม. คณะกรรมการนเิ ทศ 6. นวัตกรรมการนิเทศภายใน
ภายในของสถานศึกษาท่ี ติดตามฯ ของสถานศึกษา
ประสบผลสำเรจ็ เป็น (Best Practice)
แบบอยา่ งได้ (Best Practice)
5. การประเมินผลการจดั กิจกรรม
ประเด็นการประเมิน ระดบั คุณภาพ
พฤติกรรมการ ดีมาก ดี พอใช้
เขา้ รว่ มกจิ กรรม ผเู้ ขา้ อบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
ตง้ั แตร่ ้อยละ 80 ข้นึ ไป สนใจ ผ้เู ขา้ อบรมเชิง ผู้เขา้ อบรมเชิง
การฝกึ ปฏบิ ัติ ตัง้ ใจฟังการบรรยาย
และผลงาน ปฏบิ ตั ิการ ตั้งแตร่ ้อยละ ปฏิบตั ิการตง้ั แตร่ ้อย
ผเู้ ขา้ อบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
ต้งั แต่ รอ้ ยละ 80 ขึน้ ไปมี 60-79 สนใจ ต้ังใจฟัง ละ 60 สนใจ ตงั้ ใจฟงั
สว่ นรว่ มกจิ กรรม ทำใบงาน
แสดงความคิดเห็นต้ังใจ การบรรยาย การบรรยาย
ปฏบิ ัติงานและมผี ลงานตรง
ตามเป้าหมายท่ีกำหนด ผูเ้ ข้าอบรมเชิง ผ้เู ขา้ อบรมเชงิ
ปฏบิ ัติการต้ังแต่ ปฏบิ ตั กิ ารตง้ั แต่ ร้อย
รอ้ ยละ 60-79 มีสว่ นรว่ ม ละ 60 มสี ่วนร่วม
กจิ กรรม แสดงความ กจิ กรรม แสดงความ
คดิ เห็นตั้งใจปฏบิ ตั ิงาน คิดเห็นตั้งใจปฏิบตั ิงาน
และมีผลงานตรงตาม และมผี ลงานตรงตาม
เปา้ หมายทกี่ ำหนด เปา้ หมายท่ีกำหนด
102
6. สอ่ื และเอกสารประกอบ
1. Power point เร่อื งหลักการและแนวคดิ การนเิ ทศภายในสถานศึกษา
1.1 ความหมายของการนเิ ทศภายในสถานศึกษา
1.2 จดุ มุง่ หมายของการนิเทศภายในสถานศกึ ษา
1.3 หลกั การของการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
1.4 ขอบขา่ ยการนิเทศภายในสถานศกึ ษา
1.5 กระบวนการและข้ันตอนการนเิ ทศภายในสถานศึกษา
1.6 เทคนคิ /วิธกี ารนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
1.7 กิจกรรมนิเทศภายในสถานศึกษา
2. ใบกิจกรรม
3. เอกสารเสริมความรู้ เรื่องแนวทางการนิเทศภายในสถานศึกษา
4. คมู่ อื การอบรมเชงิ ปฏิบัติการการพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
103
ส่ือประกอบหนว่ ยที่ 7
สอ่ื รายการที่ 1 : Power point การพฒั นากระบวนการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
104
สอื่ รายการท่ี 2 : ใบความรู้ การพัฒนากระบวนการนิเทศภายในสถานศึกษา
1. การพฒั นาระบบและกลไกการนเิ ทศภายในสถานศกึ ษา
1.1 นยิ ามของระบบ
ระบบ คือ ระเบียบเกี่ยวกับการรวมสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีลักษณะซับซ้อนให้เข้าลำดับประสานเป็น
อันเดียวกันตามหลักเหตุผลทาง วิชาการ หรือหมายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึง่ มีความสมั พันธ์ ประสาน
เขา้ กนั โดยกำหนดรวมเป็นอันหนง่ึ อันเดียวกนั (ราชบัณฑิตยสถาน, 2554) นอกจากน้ีความหมายของระบบยัง
รวมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์อย่างเป็นเอกภาพ หรือบรรลุวัตถุประสงค์ (Robbins, Bergman, Stagg, &
Coulter, 2012, 4) คำว่า “ระบบ” ยังมีความหมายรวมข้อกำหนดที่สัมพันธ์กับองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งเป็น
ลักษณะเฉพาะของผลิตและผลสำเร็จของสิ่งนั้น ๆ โดยทุกระบบจะประกอบด้วย ปัจจัยข้อมูล และการแปลง
ขอ้ มลู ไปส่ขู ้อมลู สารสนเทศ ด้วยกระบวนการและแปรสภาพ ไปสู่ผลผลติ หรือผลลพั ธ์ (Rosenblatt, 2017, 5)
ดังนั้น “ระบบ” จึงหมายถึง องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันและเชื่อมโยงกันอย่าง
เป็นเหตุเป็นผลหรือเป็นการรวมกันเปน็ อันหนึง่ หรือเป็นขั้นตอนโดยส่วนประกอบต่าง ๆ ร่วมกันทำงานอย่าง
ผสมผสานกนั เพอื่ ให้บรรลุถึงเปา้ หมายทีก่ ำหนดไว้
1.2 ประเภทของระบบ
ระบบจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบเปิด (Open system) และระบบปิด (Close
system) ลักษณะที่น่าสนใจของทั้งสองระบบได้แก่ระบบเปิด (Open system) คือ ระบบที่ต้องอาศัยการ
ติดต่อสัมพันธ์กับบุคคล องค์การ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ในลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและ
กัน ถือเป็นการทำงานขององค์กรที่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกับ
สิ่งแวดล้อมภายนอกและระบบปิด (Close system) คือระบบที่ไม่ต้องสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
หรือเป็นระบบที่มีความสมบูรณ์ภายในตัวเอง ไม่พยายามผูกพันกับระบบอื่นใด และแยกตนเองออกจาก
สภาพแวดล้อมตา่ ง ๆ ในสังคม นอกจากนี้ประเภทของระบบยังแบง่ เป็นประเภทตา่ ง ๆ อยา่ งหลากหลายขน้ึ อยู่
กับเกณฑ์ที่นำมาใช้จำแนก เช่น 1) ระบบธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงระบบที่แค่เป็นไปตามธรรมชาติหรือปล่อยให้
เป็นไปตามธรรมชาติ หรือโดยอาศยั ธรรมชาติเปน็ ส่วนใหญ่ 2) ระบบท่คี นสร้างขึ้น หมายถงึ ระบบทสี่ รา้ งขนึ้ ซึ่ง
อาจเป็นการสร้างจากระบบธรรมชาติ หรืออาจจะไม่ได้อาศัยระบบธรรมชาติเดิมก็ได้ หรือระบบแบ่งเป็น 2
ระบบ คอื 1) ระบบหลัก หมายถงึ ระบบทไี่ ดว้ างไวเ้ ปน็ หลัก หรอื แนวทางสำหรบั การกำหนด หรอื สำหรับการ
จัดทำระบบรอง เพ่อื ให้เหมาะสมกับสถานการณบ์ างอย่าง และ 2) ระบบรอง หมายถึง ระบบที่ช่วยเสรมิ ระบบ
หลัก ให้สมบูรณ์หรือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหรือระบบแบ่งเป็น 2 ระบบ ประกอบด้วย ระบบใหญ่ หมายถึง
ระบบรวม หรือระบบที่รวบระบบย่อย ๆ ตั้งแต่หนึ่งระบบขึ้นไป เพื่อปฏิบัติงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมี
วตั ถุประสงค์หรอื เป้าหมายเดียวกนั และระบบย่อย หมายถงึ ระบบย่อยของระบบใหญ่เพื่อปฏิบัติงานอย่างใด
อยา่ งหนงึ่
105
สรุป ระบบนิเทศภายใน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ระบบที่มีโครงสร้างความสัมพันธ์เชิง
องค์ประกอบ (Optional - structure system) และระบบโครงสรา้ งความสัมพันธเ์ ชิงกระบวนการ (Process-
structure system) ท่ีมีความเชื่อมโยงอยา่ งเปน็ ขั้นตอนทช่ี ดั เจน
1.3 ลกั ษณะและองคป์ ระกอบระบบ
ตามความหมายของระบบ จะเห็นว่าทุกระบบต้องมีองค์ประกอบหรือสิ่งตา่ ง ๆ ที่ดำเนินงาน
อย่างสัมพันธก์ นั อย่างเป็นกระบวนการเพื่อให้ไดผ้ ลลัพธต์ ามวัตถปุ ระสงค์ที่องค์การได้ตั้งไว้ ดงั นั้นภายในระบบ
จะต้องมีองค์ประกอบ ได้แก่ 1) ปัจจัยนำเข้า (Input) หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ หรือทรัพยากร ซึ่งเป็น
องค์ประกอบแรกที่จะนำไปสู่การดำเนินงานของระบบและรวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อันเป็นที่ต้องการ
ของระบบนั้นด้วยในระบบการศึกษาปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา อาคาร
สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และอื่น ๆ เป็นต้น 2) กระบวนการ (Process) เป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องของระบบ
หมายถงึ การแปรเปลี่ยนสภาพนำเข้าหรือทรัพยากรใหเ้ ปน็ ผลผลิต กระบวนการจะเกิดขึ้นในลักษณะใดขึ้นอยู่
กับประเภทของระบบกระบวนการของระบบ ไดแ้ ก่ วธิ ีการบริหารจัดการ วธิ กี ารสอนต่าง ๆ การจดั ทำกจิ กรรม
การวัดและประเมนิ ผล 3) ผลผลติ (Output & Outcome) หรือผลติ ผล (Product) เป็นองค์ประกอบสุดท้าย
ของระบบ หมายถึง สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ของระบบ หรือความสำเร็จต่าง ๆ ที่มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผลผลติ ของระบบการศึกษา ไดแ้ ก่ นกั เรยี นที่มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับ
ต่าง ๆ หรือนักเรียนที่มีความรู้ความสามารถที่ดำรงชีพอยู่ได้ในอนาคตตามควรแก่อัตภาพ (Hoy & Miskel,
2013, 25; Lunenburg & Ornstein, 2012, 20 - 22 ; Rosenblatt, 2017, 5-7)
จะเห็นได้ว่า แนวคิดองค์ประกอบของระบบมีหลายแนวคิด องค์ประกอบของระบบจะ
ประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับระบบซึ่งจะไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่ว ๆ ไป
แลว้ มกั จะแบง่ องค์ประกอบออกเป็น 2 องค์ประกอบใหญ่ ๆ ได้แก่
1.3.1 องค์ประกอบแบบ 6 M ได้แก่ 1) Man หมายถงึ บคุ ลากร หรือผ้ทู ่ีจะตอ้ งเก่ียวข้องกับ
ระบบงานหรือหมายถึงทุกคนท่ีเก่ียวขอ้ งกับระบบนัน่ เอง อาจจะประกอบไปด้วยผู้บริหารระดับต่าง ๆ ซึ่งจะมี
ทั้งผู้บริหาร ระดับสูง ระดับกลาง และระดับปฏิบัติงาน 2) Money หมายถึง เงินหรือทรัพย์สนิ ที่มีค่าเป็นเงิน
ของระบบ เชน่ เงินทนุ เงินสด เงนิ หมนุ เวยี น เงนิ คา่ ใช้จา่ ย หรอื เงินรายรบั รายจา่ ยตา่ ง ๆ เป็นต้น 3) Material
หมายถึง ตัวสินค้าหรอื วสั ดทุ ่ใี ชใ้ นการผลติ สนิ คา้ ซง่ึ เปน็ อีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคญั ของระบบไม่น้อย
4) Machine หมายถึง เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงงาน หรือในสำนักงาน ซึ่งนับว่าเป็น
องค์ประกอบที่สร้างปัญหาให้กับระบบอย่างสำคัญประการหนึ่งเหมือนกัน 5) Management หมายถึง การ
บริหารระบบ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ระบบเกิดปัญหา เพราะการบริหารที่ไม่ดีหรือการบริหาร และ 6)
Morale หมายถึง ขวัญและกำลังใจของบุคคลในระบบหรอื หมายถึงค่านิยมของคนท่ีมีต่อระบบหรือต่อองค์กร
มากกวา่
106
1.3.2 องค์ประกอบแบบ 4 ส่วน ประกอบด้วย 1) ปัจจัยนำเข้า (Input) ข้อมูลหรือระบบ
ข้อมูลที่ใช้เข้าสู่ระบบเพือ่ ประโยชนใ์ นการนำไปใช้เป็นสารสนเทศเพือ่ การบริหาร หรือเพื่อการตัดสินใจ ข้อมูล
หลายอย่างมีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น 2) กระบวนการ
(Processing) ได้แก่การปฏิบัติงานตามขั้นตอนต่าง ๆ การควบคุมการปฏิบัติงาน การตรวจสอบผลการ
ปฏิบัติงาน การรวบรวมผลข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล การ Update ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลเพื่อให้
ได้ Output 3) ผลผลิต (Output) ผลการปฏบิ ัตงิ านตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ัตงิ าน ข้อมูลท่ีได้จาก
การประมวลผล ใบรายงานต่าง ๆ จากการปฏิบัติงานใบบันทึกการปฏิบัติงาน และการทำทะเบียนและบัญชี
ตา่ ง ๆ และ 4) ผลลัพธ์ (Feedback) ข้อมลู ย้อนกลบั หรอื ผลสะทอ้ นที่ได้จากการปฏิบตั งิ าน
สรุป กรอบความคิดของระบบประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ปัจจัย
นำเข้า (Input) ปัจจัยกระบวนการ (Processing) ปัจจัยผลผลิตและผลลัพธ์ (Output & Outcome) และ 4)
ผลยอ้ นกลบั (Feedback)
1.4 วงจรและกระบวนการพัฒนาระบบ
ขั้นตอนหลักของการพัฒนาระบบซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน (Atkins, 1980, 45-46) ได้แก่
1) การวางแผนระบบ (System Planning) เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาระบบโดยการทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงความคิดอย่างเป็นทางการ ว่ามีการร้องขอให้มีระบบใหม่ประกอบด้วย การสำรวจเบื้องต้น และ
การศกึ ษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบ 2) การศกึ ษาความตอ้ งการของระบบ (System Requirements)
เป็นการจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการสร้างแนวทางที่ต้องการพัฒนา ประกอบด้วย การ
วิเคราะห์ระบบและการปฏิบัติการ การสำรวจความต้องการของระบบผู้ใช้ การใช้วิธีการสนับสนุนในด้าน
เทคนิควิธีการต่าง ๆ การออกแบบและทบทวนเกี่ยวกับแนวความคิดที่ต้องการให้เป็นทางเลือกต่าง ๆ การ
ประเมนิ ทางเลอื กและจัดทำแผนในการพฒั นา 3) การพัฒนาระบบ (System Development) เปน็ ขน้ั ตอน ท่ี
เร่มิ ต้นด้วยการยอมรบั แนวความคิด ซ่ึงไดม้ ีการออกแบบและประเมินในข้ันตอนท่ีผา่ นมาน้นั และจะจบลงด้วย
การพัฒนาให้เป็นระบบที่มีความสมบูรณ์โดยสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ประกอบด้วยการกำหนด
ลักษณะเฉพาะทางเทคนิคของระบบ การพฒั นาเทคนิคท่ีใชใ้ นการสนับสนนุ ระบบ การประยุกตล์ ักษณะเฉพาะ
ให้เข้ากับโปรแกรมทาง คอมพิวเตอร์การทดสอบโปรแกรม การพัฒนาคู่มือการดำเนินการและการควบคุม
ระบบ การฝกึ ฝนผใู้ ช้ระบบ การปฏบิ ัตติ ามแผนการทดลองเปลีย่ นแปลงแผนและการทดสอบทั้งระบบ และ 4)
การนำระบบไปปฏิบัติ (System Implementation) เป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากที่มีการทดสอบระบบแล้ว ก็
จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงในขั้นนี้จะต้องมีการปรับแต่งเพื่อให้ระบบมีความเหมาะสมกับการใช้งานอีกครั้งหน่ึง
และจะต้องมกี ารทบทวนผลการปฏิบตั ิหลังจากที่ไดม้ ีการนำเอาระบบไปสู่การดำเนินการจริง ทงั้ น้เี พ่อื ให้ระบบ
มีการพัฒนาขึ้นมีความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อีกทั้งยังเป็นการรักษาระบบให้คงอยู่ต่อไป และ 5)
การประเมินระบบ ซึ่งการประเมินระบบประกอบด้วยประสิทธิผลและประสิทธิภาพของระบบ หรือการ
ประเมนิ ความถกู ต้อง ความเหมาะสมและความเปน็ ประโยชนข์ องระบบ เปน็ ตน้
107
แนวคิดการพัฒนาระบบในปัจจุบัน มีนักการศึกษาได้ศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาระบบในมิติ
ต่าง ๆ มากข้ึน เช่น โรเซ็นบลัตต์ (Rosenblatt, 2017, 5-7) สรุปแนวคิดกระบวนการพัฒนาระบบที่มี 5
ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การวางแผน (Planning) 2) การวิเคราะห์ (Analysis) 3) การออกแบบ (Design) 4)
การนำไปสู่การปฏิบัติ (Implement) 5) การสนับสนุนและรักษาระบบ (Support & Security) ส่วนเดนนิส
วิกซอน และโรท์ (Dennis, Wixon, & Roth, 2006, 8-34) และแนวคิดของเดนนิส วิกซอน และทากาเด็นท์
(Dennis, Wixon, & Tegarden, 2010, 2-15) กล่าวถึงขั้นตอนการพัฒนาระบบ (Basic Systems Model)
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 1) การวางแผน (Planning) 2) การวิเคราะห์ (Analysis) 3) การออกแบบ (Design)
4) การนำไปสู่การปฏิบัติ (Implement) นอกจากนี้แนวคิดการพัฒนาระบบของแซ็ทซินเจอร์, เจ็คสัน, และ
เบริ ์ท (Satzinger, Jackson, & Burd, 2016, 35-36) ซงึ่ ประกอบด้วย 4 ขน้ั ตอน ไดแ้ ก่ 1) การวิเคราะหร์ ะบบ
(system Analysis) 2) การออกแบบ (Design system) 3) การพัฒนาระบบ (System Development) และ
4) การนิเทศความก้าวหน้าและการนำระบบไปใช้ (Advance Design & Deployment System) ซึ่ง
สอดคล้องกับแนวคิดของแนวคิดการพัฒนาระบบของเอ็ดเวิร์ด (Edwards, 1985, 20) ซ่ึงประกอบด้วย 4
ขั้นตอนได้แก่ 1) การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) 2) การออกแบบ (System Design) 3) การ
ตรวจสอบระบบ (System Check) และ 4) การประเมินระบบ (Evaluation system) ขณะเดียวกัน โอภาส
เอี่ยมสริ ิวงศ์ (2560, 31-32) ไดศ้ ึกษาแนวทางการวิเคราะหร์ ะบบไว้ว่า การวเิ คราะหร์ ะบบเป็นกระบวนการทำ
ความเข้าใจและระบุรายละเอียดถงึ ปัญหา ดงั นัน้ หากองค์กรมีปัญหา อนั เปน็ ผลพวงมาจากสภาพแวดล้อมต่าง
ๆ จึงต้องเร่งปรับปรุงด้วยการพัฒนาระบบเดิมที่เป็นอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยวิธีการที่ครอบคลุมทุกมิติ
เช่น ปรับปรุงระบบบริการ ปรับวิธีการสนับสนุนและการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่ม
สารสนเทศ การปรับระบบควบคมุ ท่ีดี มีการลดต้นทุน เปน็ ต้น
สรุป กระบวนการพัฒนาระบบแบ่งออกเป็นระยะ (Phases) ได้แก่ ระยะการวางแผน
(Planning Phase) ระยะการวิเคราะห์ (Analysis Phase) ระยะการออกแบบ (Design Phase) ระยะการ
สร้างและพัฒนา(Development Phase) ระยะการนำระบบไปใช้ (Implementation Phase) ระยะแสดง
ผลสมั ฤทธิ์ (Results Phase) และ ระยะสะท้อนผล (Feedback Phase)
1.5 การวิเคราะหแ์ ละตรวจสอบระบบ
การวิเคราะห์ระบบ (System analysis) คือ การศึกษาวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบ
พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขตามความต้องการของผู้ใช้งานและความเหมาะสมต่อสถานะทางการเงินของ
องคก์ ร การออกแบบระบบ (System Design) คือ การสรา้ งแบบพิมพเ์ ขยี วของระบบใหม่ตามความต้องการใน
เอกสารความต้องการระบบ กำหนดสิ่งที่จำเป็น ได้แก่ ปัจจัยนำเข้า ปัจจัยกระบวนการ ปัจจัยผลผลิตหรือ
ผลลัพธ์ ตลอดจนการประมวลผล เพื่อประกันความน่าเชื่อถือ มีความถูกต้องแม่นยำการบำรุงรักษาได้ และ
ความปลอดภัยของระบบ ได้แก่
1.5.1 การวิเคราะห์ความต้องการระบบ (System requirement) เป็นการรับทราบปัญหา
หรอื ความต้องการของผ้ใู ช้หรอื เจ้าของงานหรือรวมเรียกวา่ ข้นั ตอนของการเก็บรายละเอยี ด
108
1.5.2 การกำหนดรายละเอียดหรือบริบทของระบบ (Context description) ขั้นตอนนี้เป็น
ขั้นตอนของการกำหนดบริบทตา่ ง ๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
1.5.3 การจัดลำดับเนื้อหาสาระ (Context diagram) เป็นการออกแบบโครงสรา้ งบรบิ ทโดย
อาศัยข้อมูลในขั้นตอน 2 นักวิเคราะห์ระบบบางราย มีความถนัดที่จะทำขั้นตอนนี้ก่อนขั้นตอนที่ 2 ซึ่งไม่มี
ผลเสยี แตอ่ ยา่ งไร
1.5.4 การจัดแผนผังกระบวนการ (Process hierarchy chart) เป็นการเขียนผงั การไหลของ
ขอ้ มูลในระดบั ต่าง ๆ ที่ปรากฏตามขนั้ ตอนท่ี 3
1.5.5 การจัดทำข้อมูลให้เป็นขั้นตอน (Data Flow Diagram, DFD) เป็นขั้นตอนของการ
เขียนผงั การไหลของข้อมูลในระดบั ตา่ ง ๆ ทป่ี รากฏตามขนั้ ตอนที่ 4
1.5.6 กระบวนการอธิบายรายละเอยี ด (Process description) เปน็ การอธบิ ายรายละเอียด
กระบวนการใหช้ ัดเจนขึน้ โดยท่ัวไปจะอธิบายในจดุ สน้ิ สดุ ของกระบวนการ (End process) ของแตล่ ะสว่ นงาน
(Root)
1.5.7 จัดรูปแบบข้อมูล (Data Modeling) เป็นขั้นตอนการกำหนด Cardinality เพื่อ
พิจารณาความสมั พนั ธ์ของ Entities ทงั้ หมดทเ่ี กดิ ข้ึนในระบบ
1.5.8 ลำดับความสำคัญและความเหมาะสม (Data dictionary) เป็นขั้นตอน กำหนด
Attribute ท่อี ้างถงึ ใน Data modeling เพอื่ กำหนดรายละเอียดเบื้องตน้ สำหรบั ใชใ้ นระบบ
อย่างไรก็ตาม การกำหนดความต้องการของการพัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบควรจะ
รวบรวมงานละเอียดทุกอย่างของระบบ และแยกแยะงานหรือขั้นตอนการทำงานหรือกิจกรรมในระบบออกมา
แล้วทำการกำหนดเป้าหมายของแต่ละงาน สิ่งที่นักวิเคราะห์ระบบควรจะใช้ความสนใจในการกำหนดความ
ตอ้ งการของระบบ คือ 1) ผลลพั ธ์ (Output) ท่จี ะตอ้ งไดร้ บั 2) ข้อมูลนำเข้า (Input) ที่จะต้องนำมาใชใ้ นระบบ
เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการ 3) ขั้นตอนการทำงาน (Operation) ซึ่งจะต้องมีขึ้นในการผลิตผลลัพธ์ 4)
ทรัพยากร (Resource) ซงึ่ จะถูกใชใ้ นขนั้ ตอนการผลติ และ 5) มาตรการควบคมุ การทำงานในแตล่ ะระบบและ
ในทางบัญชี ดังนั้นแนวทางการกำหนดขั้นตอนการพัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบควรจะให้ความสนใจว่า
อะไรคือความต้องการที่แท้จริงในขณะนี้ซึ่งจะต้องมีข้ึนในระบบใหม่ อะไรที่เป็นความต้องการในอนาคต (ของ
ระบบใหม)่ อะไรคอื ข้อจำกดั ในองค์กรหรือความต้องการของระดับบริหาร เชน่ ระยะเวลาท่จี ำกัด ข้อจำกดั ต่าง
ๆ และอะไรที่จะใช้ในการควบคมุ ขั้นตอนการทำงาน
การตรวจสอบระบบเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นจะต้องมี เพราะสามารถนำไปใช้ในการ
ตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบใหม่ว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ข้างต้นหรือไม่ หัวข้อที่ควรจะใช้เป็น
มาตรฐานในการตรวจสอบ มดี ังนี้
1.5.9 เป้าหมาย (Goal) ระบบใหม่ที่เราทำการออกแบบเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้
หรอื ไม่ ข้ันตอนหลกั มอี ยใู่ นระบบหรอื ไม่ ขนั้ ตอนท่ีไมส่ ำคญั มหี รอื ไม่
109
1.5.10 เวลา (Time) เวลาในการทำงานในแต่ละขั้นตอน (Overall processing time)
รวมถึงเวลาการทำงานของคอมพวิ เตอร์ (Response time)
1.5.11 ต้นทุน (Cost) หมายถึง ต้นทุนของระบบในการดำเนินการในแต่ละปี ต้นทุนในการ
บำรุงรักษา ต้นทุนในการติดต้ังระบบ ต้นทนุ ในการดำเนินงาน ต้นทุนในการลงทุน
1.5.12 คุณภาพ (Quality) ระบบที่ทำขึ้นดีหรือไม่ ในแง่ของการทำงานมีความซ้ำซ้อน
หรือไม่จากการเร่มิ ใชร้ ะบบใหม่ ขอ้ มลู และสารสนเทศตา่ ง ๆ มคี วามถกู ต้องแมน่ ยำข้ึนหรอื ไม่
1.5.13 ความสามารถของระบบ (Capacity) หมายถึง ความสามารถในการรองรับงานใน
ปจั จุบันและรวมท้ังงานในอนาคต
1.5.14 ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) ตรวจสอบว่าระบบใหมด่ กี วา่ ระบบที่ใช้อยูเ่ ดิมหรอื ไม่
1.5.15 ประสิทธผิ ล (Productivity) ขอ้ มลู ของผู้ใช้มีคุณภาพดขี ้ึนหรือไม่ รวมท้ังการจัดการ
ข้อมูลของผ้ใู ช้ (User) พัฒนาไปในทางท่ีดขี ึ้นหรอื ไม่ การตัดสนิ ใจโดยใชข้ ้อมลู ท่ีไดม้ ารวดเร็วขนึ้ หรือไม่
1.5.16 ความถูกต้อง (Accuracy) มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแก่ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากระบบอีก
หรือไม่ ระดบั บริหารให้ความไวว้ างใจแก่ระบบใหมม่ ากกวา่ ระบบเก่าหรือไม่
1.5.17 ความยืดหยุ่น (Flexibility) ความสามารถในการรองรับความต้องการใหม่ ๆ ที่
เกิดขึน้ ในระบบ
1.5.18 ความน่าเชอ่ื ถอื (Reliability) เปรยี บเทยี บระบบเก่ากับระบบใหมใ่ นแง่ของความเร็ว
ในการใช้ระบบออนไลน์ (Online) โปรแกรมหรือความล้มเหลวของระบบ ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดที่ทำให้
ระบบทำงานไมไ่ ด้ มีมากหรอื น้อยเพียงใด
1.5.19 การยอมรับ (Acceptance) ทำการตรวจสอบว่าระบบได้รับการยอมรับจากผู้ใช้
หรอื ไม่
1.5.20 การควบคุม (Controls) มีระบบการรกั ษาความปลอดภัยที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
เพ่อื ป้องกันความผิดพลาดของระบบที่อาจเกิดจากการฉ้อโกง หรือเกดิ จากการสูญเสียข้อมลู หรือมีเหตุการณ์ท่ี
ไมค่ าดฝนั
1.5.21 เอกสาร (Documentation) มีเอกสารเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ (Hardware) โปรโตคอล
(Protocols) ซอฟตแ์ วร์ (Software) คมู่ ือ (User Manual) พอเพียงหรือไม่
1.5.22 การอบรม (Training) มีการจัดการอบรมทีเ่ พียงพอสำหรบั ผู้ใชร้ ะบบหรือไม่
1.5.23 อายุการใช้งานของระบบ (System life) อายุของระบบ นับเปรียบเทียบกับ
ระยะเวลาในการออกแบบและการติดตั้งต้องคุ้มค่าในการลงทุนหากอายุการใช้งานสั้น อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะ
พฒั นาระบบใหม่
สรุป การตรวจสอบระบบควรเป็นจุดสำคัญที่ได้จากการศึกษาระบบเดิมที่ใช้อยู่ (Existing
system) และจากขั้นตอนนี้จะใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและเตือนความจำในระหว่างทำการออกแบบใน
ส่วนของรายละเอยี ด โดยมีจดุ มุ่งหมายสำคญั ประกอบดว้ ย การตรวจสอบคณุ ภาพ(Quality) ความสามารถ
110
(Capacity) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผล (Productivity) ความถูกต้อง (Accuracy) และความ
ยืดหยนุ่ (Flexibility) ของระบบ
2. ระบบนเิ ทศ ติดตามและประเมินสถานศกึ ษา
2.1 หลกั การการนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมิน
การนิเทศและการประเมินเป็นส่ิงที่มีความสัมพันธก์ ันอย่างยิ่ง หรืออัตนัยหนึ่งสามารถกลา่ วไดว้ ่าการ
นิเทศและการประเมินเป็นสิ่งที่ทำควบคู่กันไปได้ คือการนำผลลัพธ์ของการเรียนรู้มาเทียบกับเป้าหมายท่ี
ตอ้ งการเพ่ือให้ทราบว่ามีความห่างชนั้ ของระดับความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมท่ีต้องการกับระดับท่ีผู้เข้าอบรม
มีอยู่มากน้อยเพียงใด พร้อมกำหนดแนวทางการแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาต่อไปการวัดและประเมินผลเป็น
กระบวนการตัดสินความรู้ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของผู้ปฏิบัตงิ านในสภาพการณ์ต่าง ๆ ทั้งสภาพจรงิ
หรือคล้ายสภาพจริงที่ประสบในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนตอบสนองโดยการแสดงออก ลงมือกระทำ
หรือผลิตจากกระบวนการทำงานตามท่ีคาดหวังและผลผลิตทีม่ ีคุณภาพจะเป็นการสะท้อนภาพ เพื่อลงข้อสรปุ
ถงึ ความรู้ความสามารถและทกั ษะตา่ ง ๆ ของผูเ้ รียนว่ามมี ากนอ้ ยเพียงใดน่าพอใจหรือไมแ่ ละอยูใ่ นความสำเร็จ
ระดับใด ดังเช่น การประเมินผลผู้เรียนหลักการที่สำคัญ คือเป็นการประเมินที่สะท้อนจุดประสงค์การเรียนรู้
และบรู ณาการกับการสอน การประเมินมคี วามตอ่ เนื่องและเป็นประโยชน์ (สุวมิ ล ว่องวานชิ , 2546, 68) ความ
คาดหวังผลจากการประเมินตอ้ งกำหนดชัดเจน ตงั้ แตเ่ รม่ิ ประเมนิ พ่อแม่ ผ้เู รียนต้องมีสว่ นรับรู้จดุ ประสงค์การ
เรยี นรู้ การประเมนิ ต้องยุตธิ รรมและเท่าเทยี มกนั การประเมินตอ้ งเป็นการสร้างสรรค์ ให้ขอ้ มลู ป้อนกลับที่เป็น
ประโยชน์ สง่ เสรมิ การเรียนร้แู ละจดุ เนน้ ทตี่ อ้ งพัฒนาและการประเมนิ ต้องสมดลุ และครอบคลมุ
ระบบการนิเทศ ติดตามและการประเมินจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้บริหารหน่วยงานในการบริหารจัดการ
และพัฒนา แผนงาน/โครงการต่าง ๆ ของหน่วยงาน ให้บรรลุเป้าหมายอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ท้ังในระยะสนั้ และ
ระยะยาว รวมทง้ั สอดคลอ้ งตามตวั ชี้วัดผลสำเรจ็ ของการดำเนินงานในแต่ละระดับที่ได้กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติ
งานประจำปี การนิเทศประเมินผลเป็นเงื่อนไขสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการการดำเนินงานของแผนปฏิบัติ
ราชการประจำปีหรือแผนพัฒนาต่าง ๆ ของหน่วยงานให้สามารถบรรลุเป้าหมาย ตรงตามความต้องการของ
ประชาชนและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนา การดำเนินงาน/โครงการในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้อง
รับรู้รับรู้ข้อมูลของแผนงาน/โครงการ ข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความสำคัญต่อการควบคุม กำกับ
ดแู ล รวมถงึ การตัดสินใจ เรง่ รดั ใหค้ ำแนะนำแก้ปัญหา หรอื ดำเนินการอนื่ ใดเพือ่ ให้เป็นไปตามเป้าหมายตั้งแต่
เรมิ่ ต้น จนสนิ้ สุดกระบวนการตามแผน ดงั นั้น ระบบการนเิ ทศ ติดตามและประเมนิ จึงเป็นเครื่องมือ/กลไกของ
ผู้บริหารที่จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพครบวงจร (กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม, 2560, 1-2) โดยเริ่มจากการได้รับทรัพยากรไปเพื่อดำเนินงาน โดยจะมุ่งเน้นการนิเทศการใช้
ทรัพยากรเมื่อเทียบกับเวลา (Input monitoring) และการนิเทศความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานเม่ือ
เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ (Performance monitoring) การวางระบบการนิเทศ ติดตาม และประเมินใน
ทีน่ จี้ ึงเปน็ การสรา้ งระบบเพ่ือท่ีจะนำไปสู่การปรับปรงุ แก้ไขในเชงิ การบรหิ ารจดั การสถานศกึ ษาหรอื องคก์ าร
111
และเพื่อให้งานดำเนินต่อไปจนจบตามเวลา นอกจากนี้จะมีนิเทศ ติดตามและประเมินเมื่อผลที่เกิดขึ้นทั้งใน
ส่วนของผลผลิต (Output) และผลลพั ธ์ (Outcome) วา่ เป็นไปตามท่ตี งั้ เป้าหมายหรือเปน็ ไปตามวัตถุประสงค์
หรอื สิ่งทกี่ ำหนดไว้ล่วงหนา้ เพียงใด
2.2 องค์ประกอบระบบนิเทศ ติดตามและการประเมิน
องค์ประกอบระบบการนิเทศ ติดตามและประเมิน โดยทั่วไปประกอบด้วยตัววัดผล (Indicator) คือ
สิ่งที่จะใช้ในการบอกว่าการใช้ความรู้ ทักษะ และการแสดงพฤติกรรมของผู้รับการนิเทศ ซึ่งอยู่ในระดับใด ใด
นั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ในกระบวนการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย (Target) คือ ระดับของ
ความรู้ ทักษะและพฤติกรรม ที่ต้องการให้ผู้รับนิเทศและสามารถปฏิบัติได้ ตลอดจนการเปรียบเทียบ
(Comparison) กับผลก่อนดำเนินการ โดยองค์ประกอบที่เป็นหัวใจของกระบวนการนิเทศและประเมิน
(กฤษดา กรุดทอง, 2557, 28) ได้แก่ 1) การวัด (Measurement) เป็นกระบวนการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมไป
ตรวจสอบข้อมูลจากโครงการให้ได้ค่าเป็นตัวเลขและปริมาณออกมา 2) เกณฑ์ (Criteria) เป็นมาตรฐานที่ใช้
เปรียบเทียบเพื่อตัดสินสรุปคุณค่าของโครงการ จำแนกออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย (1) เกณฑ์สมบูรณ์
(Absolute Criteria) เป็นการตัดสินคุณค่าของโครงการ โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน (2) เกณฑ์
สัมพันธ์ (Relative Criteria) เป็นการตัดสินคุณค่าของโครงการโดยเปรียบเทียบกับโครงการอื่น (3) เกณฑ์
พฒั นา (Growth Criteria) เป็นการตัดสินคุณคา่ ของโครงการ โดยเปรยี บเทยี บกับสภาพเดิมของโครงการ และ
3) การตัดสินใจ (Decision) เป็นการชี้ขาดหรือสรุปผลโดยเปรียบเทียบผลการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนด ขณะที่
วิธีการนิเทศและประเมินก็สามารถดำเนินได้ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ วิธีการวิจัย (Evaluation Research) คือ
การใช้ระเบียบวิธีวิจัยในการประเมินผลการนเิ ทศ โดยมีหลักเกณฑ์เป็นระบบท่ีนา่ เชื่อถือได้มากยิง่ ขึ้น แต่อาจ
ใช้ทรัพยากรแรงงานและงบประมาณมาก อีกทั้งการดำเนินงานก็ต้องใช้ระยะเวลานาน วิธีการวิเคราะห์
(Analytical Evaluation) คือการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน เช่น การวิเคราะห์ทรัพยากรนำเข้าหรือปัจจัย
การผลิต (Input) กระบวนการผลิต (Process) และผลผลิต (Product) การประเมินระบบนี้นำเอาหลักการ
วิจยั มาดดั แปลงใหง้ ่าย เพื่อมิใหเ้ สยี เวลา เสยี ค่าใชจ้ ่ายหรือเสียค่าแรงงานมากจนเกนิ ไป จึงทำใหก้ ารเก็บข้อมูล
ไม่ละเอียดเท่ากับ แต่ถึงอย่างไรก็ได้ตัวบ่งชี้เพียงพอสำหรับการพิจารณาถึงสภาพที่แท้จริงได้ (สมหวัง พิธิยา
นวุ ัฒน์, 2535, 36)
ระบบการนิเทศ ติดตามและประเมิน ส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ส่วนของ
ปัจจัยนำเข้า (Input) ส่วนของกระบวนการ (Process) และส่วนผลลัพธ์ (Output, Goal) (กระทรวง
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม, 2560, 1-2) ซ่งึ สามารถอธบิ ายรายละเอยี ดได้ ดังนี้
2.2.1 ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ปัจจัยที่หน่วยงานจะต้อง “มี” เพื่อนำเข้าสู่ระบบการนิเทศ
ติดตามและการประเมินแผนหน่วยงาน อันได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติงาน ผู้ประเมิน ผู้ถูกประเมิน
และเคร่อื งมอื ในการประเมนิ ฯลฯ ซ่ึงแผนหน่วยงานมีอยู่แล้ว
112
2.2.2 ส่วนของกระบวนการ (Process) คอื การดำเนนิ งานตามแผนซึ่งได้กำหนดไว้ แผนท่ีได้กำหนด
ไว้สามารถ ไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถระดมความคิดในการ
ปรับเปลย่ี นวิธกี ารดำเนนิ งาน ท่ีจะสามารถนำไปสู่การบรรลุแผนที่กำหนดไวไ้ ด้ ซ่งึ การรวบรวมข้อมลู ในรปู แบบ
รายงานสู่หน่วยการนิเทศ ติดตามและประเมิน เครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศผลการดำเนินงาน ได้แก่ แบบ
รายงาน แบบนิเทส ติดตามผลการดำเนินงาน แบบติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนปัญหาและ
อุปสรรคในการดำเนนิ งาน
2.2.3 ส่วนของผลลัพธ์ (Output, Goal) เป็นการนิเทศ ติดตามและประเมินผลช่วงสุดท้ายหรือ
อาจถกู เรยี กว่า “การประเมินแผนปฏบิ ตั งิ าน” ซง่ึ จะไดแ้ สดงให้เห็นว่าเมื่อส้ินสดุ การดำเนินงานของแผนปฏิบัติ
งานที่ผ่านมาในแต่ละปี ผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจัดทำรายงานผลการ
นิเทศแผนปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมาย โดยเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ แบบรายงานแบบ แบบ
ประเมินผลการดำเนินงานตามแผน โดยมีเน้ือหาที่สำคัญในการประเมินได้แก่ ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ตอ่ ผลการดำเนนิ งานของสถานศกึ ษาในภาพรวม
หลักการกำกับติดตามและประเมิน ของ COSO มี 5 องค์ประกอบหลัก (ชริดา แซ่ล้ี, 2556, 25) แต่
เพม่ิ เติมในส่วนอ่นื ๆ ให้ชดั เจนข้นึ ดังนี้
องคป์ ระกอบท่ี 1 สภาพแวดล้อมของการกำกับติดตาม (Monitoring Environment) สภาพแวดล้อม
ของการกำกับติดตาม หมายถงึ ปจั จัยตา่ ง ๆ ซ่งึ รว่ มกันสง่ ผลให้มกี ารกำกบั ติดตามขึ้นในหน่วยรับตรวจหรือทำ
ให้การกำกับติดตามที่มีอยู่ได้ผลดีขึ้น ได้แก่ 1) มาตรฐานหรือวิธีปฏิบัติงาน 2) ผู้บริหารและพนักงานให้
ความสำคัญกบั การกำกับติดตามมากขนึ้ รวมทง้ั รบั ผิดชอบดแู ลหนว่ ยงานของตน 3) การกำกับติดตามภายในท่ี
มีอยู่นั้นได้ผลตามวัตถุประสงคท์ ี่ดีขึ้น 4) ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ นโยบาย เป้าหมายและแผนงานที่ชัดเจน
5) ให้ความสำคัญต่อความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมในการดำเนินการ 6) คัดเลือกและพัฒนาทักษะความรู้
ความสามารถพนักงานอยา่ งสมำ่ เสมอและต่อเนื่อง 7) จัดโครงสรา้ งองคก์ รให้มลี ักษณะของการแบ่งแยกหน้าท่ี
ที่เหมาะสมและชัดเจน 8) การมอบอำนาจการดำเนินการตามระดับชั้นและการอนุมัติที่เหมาะสมชัดเจน และ
9) การบรหิ ารงานของคณะกรรมการมีการบริหารงานท่มี ปี ระสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล
องค์ประกอบที่ 2 การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) การประเมินความเสี่ยงเป็นเครื่องมือ
ทางการบริหารอีกอย่างหนึง่ ที่จะช่วยใหอ้ งค์กร ทราบถึงเหตุการณ์ความเสี่ยงหรอื ความไม่แน่นอนที่อาจทำให้
ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายขององค์กรล่วงหน้าได้ เพื่อให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลความเสี่ยงที่ถูกต้อง ตรง
สภาพที่เป็นจริงและทันเวลาและเพื่อสร้างมาตรการและระบบการกำกับติดตาม ภายในให้สัมพันธ์กับความ
เสี่ยงที่มีอยู่ ก่อนท่ีจะประเมินความเสี่ยงจะต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ในระดับต่าง ๆ ของกิจกรรมโดย
วัตถุประสงค์เหล่านั้นจะต้องสอดคล้องกัน และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร ที่สำคัญคือต้องมีการ
ประเมินความเส่ียง มีการระบุความเส่ียง วเิ คราะห์และประเมินความเส่ียงท่ีอาจทำใหห้ นว่ ยงานหรือองค์กรไม่
สามารถบรรลวุ ัตถุประสงค์ได้ นำไปส่กู ารกำหนดพน้ื ฐานการจัดการความเสี่ยง
113
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการกำกับติดตาม (Monitoring Activities) ซึ่งหมายถึง การกระทำ
(Action) ที่สนบั สนนุ การปฏบิ ตั ิงานให้เปน็ ไป ตามนโยบายแนวทางวธิ กี ารปฏิบัตงิ านคำส่ังต่าง ๆ ท่ฝี ่ายบริหาร
กำหนด การกำกับติดตามสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ 1) การกำกับติดตามแบบป้องกัน (Preventive
Monitoring) 2) การกำกับติดตามแบบค้นพบ (Detective Monitoring) 3) การกำกับติดตามแบบแก้ไข
(Corrective Monitoring) และ 4) การกำกับติดตามแบบส่งเสริม (Directive Monitoring) เป็นวิธีการกำกับ
ตดิ ตามทส่ี ง่ เสริมหรอื กระตุน้ ให้เกดิ ความสำเรจ็ โดยตรงกบั วัตถปุ ระสงค์ทตี่ ้องการ
องค์ประกอบที่ 4 สารสนเทศและการสื่อสารองค์กร (Information & Communication) ข้อมูล
ข่าวสารมีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานของบุคลากร ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างราบร่ืน
มีความชัดเจนในการสั่งการ การรายงานผลต่าง ๆ ลักษณะสารสนเทศต้องมีความเหมาะสมกับการใช้
มีความถูกต้องสมบูรณ์ สะท้อนผลตามความเป็นจริง มีความเป็นปัจจุบัน ความทันเวลามีความสะดวกในการ
เข้าถึง ส่วนการสื่อสาร (Communication) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ องค์ประกอบข้อมูลสารสนเทศและ
การสื่อสารในองค์กร (Information & Communication) มี 3 หลักการ ไดแ้ ก่ 1) หลกั การกจิ การควรจัดให้มี
จัดวางและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้เพื่อสนับสนุนการทำหน้าที่ของระบบการกำกับ
ติดตามภายในของกิจการ 2) หลักของกิจการควรจะสื่อสารข้อมูลภายในกิจการ ทั้งวัตถุประสงค์และความ
รับผิดชอบต่อการกำกับติดตามภายในของทุกภาระงานท่ีเป็นประเดน็ ทีจ่ ำเป็นต่อการทำหน้าท่ีของระบบ และ
3) หลักการกิจการควรจะสอื่ สารแก่ผู้ทเ่ี กี่ยวข้องภายนอก
องคป์ ระกอบท่ี 5 การติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation) การกำกับติดตาม ภายใน
ขององคก์ รจำเป็นต้องมีการนเิ ทศและประเมินผล การติดตามและประเมนิ ท่ีมีประสิทธิผล มีหลายแบบ เชน่ 1)
การติดตามและประเมนิ ระหว่างการดำเนนิ งาน หมายถึง การสงั เกต การนิเทศระบบรายงานความคบื หน้าของ
งาน รวมทั้งการสอบทานหรือการยืนยัน ผลงานระหว่างการปฏิบัติงาน 2) การติดตามและประเมินผลอิสระ
(Independent Evaluation) เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นใน ช่วงเวลาที่แล้วแต่จะกำหนด หรือการประเมิน
อิสระอาจหมายถึง การประเมินโดยผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดระบบกำกับติดตามภายใน เพื่อให้
สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเป็นอิสระ เช่น การประเมนิ จากผู้ตรวจสอบภายใน เป็นต้น 3) การตดิ ตามและ
ประเมินด้วยตนเอง (Monitoring Self-Assessment , CSA) เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติร่วมกัน ระหว่าง
ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้มีความรู้ด้านการกำกับติดตาม และผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกิจกรรมกำกับ
ตดิ ตาม และประเมนิ ผลร่วมกันในด้านท่ีไดร้ ับมอบหมายใหด้ ำเนนิ งานนั้น และ 4) การรายงานผลการประเมิน
และการส่ังการแกไ้ ข หนว่ ยงานจะต้องจดั ทำรายงานผลการประเมินท่สี ำคัญเสนอผบู้ ริหารทีร่ ับผดิ ชอบ
สรุปองค์ประกอบของการติดตามและประเมินประกอบด้วย 1) องค์ประกอบสภาพแวดล้อม
(Environment) 2) องค์ประกอบการจัดกิจกรรม (Activities) 3) องค์ประกอบสารสนเทศและการสื่อสาร
(Information & Communication) 4) องค์ประกอบประเมินผล (Evaluation) และ 5) องค์ประกอบการ
สะท้อนผลการปรับปรุง (Feedback & Adapting) และกำหนดวิธีการนิเทศโดยการใช้วิธีผสานวิธี (Mixed
Method) เช่น การติดตามและประเมินเชิงปริมาณ การติดตามและประเมินเชิงคุณภาพและการตรวจเยี่ยม
เปน็ ต้น
114
2.3 ข้ันตอนการนเิ ทศและประเมิน
สำนักงานสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (2558, 4-5) กำหนดขั้นตอนการติดตามและ
ประเมินของมหาวทิ ยาลัย มี 7 ข้ันตอน ไดแ้ ก่
2.3.1 แต่งตั้งคณะกรรมการตดิ ตามและประเมินการดำเนินงานของมหาวทิ ยาลัย
2.3.2 คณะกรรมการการติดตามและประเมิน กำหนดเป้าหมายการนิเทศและประเมินการ
กำหนดเกณฑก์ ารประเมินผล ตลอดจนโปรแกรมการนิเทศ การตรวจสอบและประเมนิ ผลงานมหาวิทยาลยั
2.3.3 คณะกรรมการการตดิ ตามและประเมิน จัดทำสรปุ ข้อหารือเกย่ี วกับโปรแกรมการนิเทศ
พรอ้ มทง้ั นำเสนอผบู้ รหิ ารให้ความเหน็ ชอบจากสภามหาวิทยาลยั และแจ้งใหผ้ ู้บริหารทราบ
2.3.4 คณะกรรมการการติดตามและประเมิน จัดทำโปรแกรมการตรวจสอบ (Audit
Program) และปรึกษาหารือกับ คณะผูบ้ ริหารและส่งให้คณะผ้บู รหิ ารจัดเตรียมข้อมูลตามโปรแกรม โดยส่งให้
คณะกรรมการนิเทศฯ ภายในเวลาที่คณะกรรมการนิเทศฯ กำหนด โดยฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนิเทศฯ
ประชมุ เชิงปฏิบัตกิ ารกับหนว่ ยงานเพื่อจดั เตรียมขอ้ มูล
2.3.5 คณะกรรมการการตดิ ตามและประเมิน วเิ คราะห์ สังเคราะหข์ ้อมูล รบั ฟงั ความคิดเห็น
จากผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยกร่างรายงานผลการนิเทศ โดยคณะผู้บริหารประชุมร่วมกับฝา่ ยเลขานุการเพื่อสอบ
ทานรา่ งรายงานกอ่ นเสนอคณะกรรมการนเิ ทศพิจารณา
2.3.6 คณะกรรมการการติดตามและประเมินพิจารณาร่างรายงานผลการประเมนิ หารือและ
รับฟังความเห็นจากคณะผู้บริหารเกี่ยวกับร่างรายงานผลการประเมินเพื่อปรับปรุงรายงานให้มีความสมบูรณ์
และความถกู ต้องมากท่ีสดุ
2.3.7 คณะกรรมการการติดตามและประเมินจัดทำรายงานขั้นสุดท้ายเสนอนายกสภา
มหาวิทยาลยั เพอ่ื พิจารณาเสนอ สภามหาวทิ ยาลยั
ระบบที่มีกระบวนการขั้นตอนหรือกลไกในการดำเนินการอย่างชัดเจน มีความเชื่อมโยงกัน
อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็น
องค์ประกอบสำคญั ของการดำเนินการตามระบบติดตามและประเมิน ประกอบดว้ ย
2.3.8 ผู้ออกแบบระบบ การติดตามและประเมนิ จะต้องมีกลไกการดำเนินงาน กล่าวคือ การ
ดำเนินงานจะต้องกำหนดแนวปฏิบัตงิ านแตล่ ะขัน้ ตอน หากมีขั้นตอนการดำเนนิ งานท่ชี ดั เจน กช็ ่วยให้ผู้ปฏิบัติ
สามารถปฏบิ ตั ิงานได้ถูกต้อง ตรงข้ามหากผู้ออกแบบระบบติดตามและประเมินไม่ชัดเจน เป็นเหตุให้การนิเทศ
และประเมนิ ไมบ่ รรลุตามวตั ถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดได้ ดังน้นั ผ้อู อกแบบระบบ จึงมีความสำคัญอย่าง
ยง่ิ ตอ่ การนเิ ทศและประเมิน ผ้อู อกแบบระบบจะต้องเขา้ ใจระบบงานเปน็ อย่างดี จงึ จะทำใหอ้ อกระบบได้อย่าง
มีประสทิ ธิภาพ
115
2.3.9 ผู้ดูแลระบบ คือ ผู้ท่ีมีหน้าที่ในการกำกับดูแล แก้ปัญหาหรือพัฒนาระบบให้สามารถ
ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องทำให้ผู้ปฏิบัติงานในการนิเทศและประเมิน สามารถปฏิบัติงานตาม
ระบบได้อย่างเรียบร้อย ดังนั้นผู้ดูและระบบต้องบริหารจัดการกับเครื่องมือต่าง ๆ ในการนิเทศและประเมิน
สามารถเพมิ่ ลบ แก้ไข ข้อมูลหนว่ ยงาน ยุทธศาสตร์ ตวั ชี้วัด พนื้ ท่ีการดำเนนิ งาน ประเภทงบประมาณ รวมถึง
บริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการในระบบ ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์
ขอ้ มลู หรือการประมวลผลข้อมวล
2.3.10 ผ้ปู ฏบิ ัติงานตามระบบ คอื บุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีมีหน้าท่ีในการดำเนินงานติดตาม
และประเมิน ซึ่งกล่าวคือ ผู้ที่ต้องนำระบบที่ได้ออกแบบไปสู่การปฏิบัติ ผู้ติดตามและประเมินจึงต้องศึกษา
ระบบ และ วิเคราะห์ระบบให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงานได้เป็น
อยา่ งดี หากมีการออกแบบระบบไว้ถกู ต้องและเหมาสม
2.3.11 ผ้บู รหิ ารจัดการระบบ คอื บุคคลท่ีมีหน้าท่ีกำหนดผลผลิตของระบบ ปฏิบัติงานหรือ
ทีมงานรับผิดชอบระบบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม กำหนดผู้รับผิดชอบประเภทต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ
ลักษณะงานหรือแผนงาน/โครงการ กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของหน่วยงานหรือผลผลิตของหน่วยงาน
นอกจากนี้ ผู้บริหารระบบยังมีหน้าที่ติดตามและสั่งการ ดูแลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงาน เร่งรัด ติดตาม
ควบคุม ประเมนิ ผลการดำเนินงาน รวมถงึ การพจิ ารณาอนุมัตใิ หด้ ำเนินการตามระบบ
กล่าวโดยสรุปวงจรหรือขั้นตอนการดำเนินงานใด ๆ รวมถงึ การนิเทศจะประกอบดว้ ยข้ันตอน
พื้นฐาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน (Planning หรือ Project Design) เป็นการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ
เกี่ยวกับโครงการ เพื่อสร้างวิสัยทัศน์อันนำไปสู่การกำหนด รายละเอียดในแต่ละส่วนของโครงการ ได้แก่ การ
กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน และผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ 2) การ
ดำเนินงาน (Implementation) เป็นขั้นตอนของการบริหารงานเพื่อดำเนินกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ในส่วน
ของการวางแผน ซ่ึงเปน็ การบรหิ ารจัดการทรัพยากรให้ไปสเู่ ป้าหมายของโครงการ 3) การนิเทศ (Monitoring)
เป็นขั้นตอนที่มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินโครงการ เพราะเป็นการนิเทศกำกับการ ดำเนินงานของโครงการ
เพื่อปรับปรุงและเพื่อตรวจสอบผลสำเร็จของโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ 4) การสรุปและ
รายงานผลการนิเทศ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่แสดงให้เห็นผลการดำเนินการนิเทศและประเมิน และถือเป็นขั้นตอน
สำคัญที่ผูด้ ำเนินการต้องเสนอผลต่อผู้บริหารหน่วยงาน และ 5) ขั้นสะท้อนผลการนิเทศให้แก่ผู้ที่รับการนเิ ทศ
เปน็ ข้นั ตอนท่ีมีความสำคญั อกี ขัน้ ตอนหนึ่งของการนเิ ทศเพ่ือเป็นข้อมลู ในการวางแผนพัฒนางานในปตี อ่ ไป
116
2.4 แนวคดิ การวิเคราะห์ระบบการนิเทศ ติดตามและประเมิน
ระบบการนิเทศ ติดตามและประเมิน โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แต่ส่ิง
สำคัญคือหลักการทั่วไปของการนิเทศ ติดตามและประเมินโดยทั่วไปเป็นกระบวนการดำเนินการโดยให้
ความสำคัญ 8 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์บริบท (Contexts, C) ได้แก่ ความสอดคล้องกับ
วัตถุประสงค์ของระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์ปัจจัยนำเข้า (Inputs, I) ได้แก่
บุคลากร แผนการดำเนินงาน งบประมาณ วัสดุ และอุปกรณ์ ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์กระบวนการ
(Process, P) ได้แก่ กิจกรรม การดำเนินงาน ตามแผน การเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ขั้นตอนที่ 4
การวิเคราะห์ผลผลิต (Products, P) ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจของผู้ใช้ระบบ ขั้นตอนที่ 5 การวิเคราะห์
ผลกระทบ (Impact, I) ได้แก่ การนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดด้วยการปฏิบัติจริง สร้างผลิตภัณฑ์ การได้รับ
การยอมรับของชุมชนและสังคม ขั้นตอนที่ 6 การวิเคราะห์ประสิทธิผล (Effectiveness, E) ได้แก่ การ
ประเมินผลที่เกิดกับตัวผู้เข้าร่วมใช้ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ ขั้นตอนที่ 7 การวิเคราะห์ความยั่งยืน
(Sustainability Evaluation, S) ได้แก่ ผู้ใช้งานระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ นำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนา
องค์กร และขั้นตอนที่ 8 การวิเคราะห์การถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation, T) ได้แก่ ผู้ใช้งาน
ระบบสนบั สนนุ การบริหารจัดการ นำความรู้ทไี่ ด้รบั ไปถ่ายทอด และขยายผลไดอ้ ย่างถกู ต้อง
เป้าหมายเบื้องต้นของการวิเคราะห์ระบบการนิเทศ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน
คือ การจำแนกหรือการนิยามสิ่งที่ต้องการประเมินทีผ่ ู้ปฏบิ ัติงานได้สร้างขึ้นจากงานที่ปฏิบตั ิ ผลผลิต ผลลัพธ์
จากการปฏิบัติงาน การปกป้องผู้ปฏิบัติงานจากผู้ใช้แรงงาน การสร้างสรรค์ระบบการนิเทศ ติดตามและ
ประเมินผลปฏิบัติงานโดยทั่วไปประกอบด้วยการพัฒนาจากผลการนิเทศ ติดตามและประเมินผลการกำหนด
มาตรวัด การกำหนดแนวทางการสะท้อนกลับ และการกำหนดปฏิทินการดำเนินการ (Judy Capko, 2003,
43-48) ดังตัวอย่างของการศึกษาในงานวิจัยง ชริดา แซ่ลี้ (2556, 73-79) ได้พบว่า ประสิทธิผลของการนิทศ
และติดตามภายในระบบงานบริการช่างและคลัง พัสดุของโครงการแกรนพาร์คอพาร์ทเม้นท์ตามแนวทาง
COSO 2013 มี 5 องคป์ ระกอบ ไดแ้ ก่ สภาพแวดลอ้ ม การกำกบั ติดตาม การประเมินความเสี่ยง กิจกรรมการ
กำกับตดิ ตาม สารสนเทศและการส่ือสาร การนเิ ทศประเมนิ ผลอยู่ในระดับพอใช้ โดยมรี ะบบการกำกับติดตาม
ภายใน และการปฏิบัติตามระบบการกำกับติดตาม ส่วนใหญ่สอดคล้องกับแต่ละปัจจัยขององค์ประกอบการ
กำกับติดตาม ภายในตามแนวของ COSO มีระบบการกำกับติดตาม ภายในที่ควรปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ
ยิ่งขึ้น ได้แก่ การระบุปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัจจัยภายในที่กระทบต่อการให้บริการงานซ่อม บำรุง
ล่าช้า ไม่บรรลุตามแผนที่กำหนดไว้ การกำหนดนโยบายการตรวจนับทรัพย์สินประจำปี การตรวจนับ
ประจำเดือนสำหรับพัสดุต่าง ๆ ที่อยู่ในคลังพัสดุ และจัดทำรายงานผลการตรวจนับทุกครั้ง มีการสอบทาน
ความเหมาะสมของรายการท่ีเบิก การกำหนดแผนงานซ่อมบำรุงไว้ล่วงหน้า การปรับปรุงข้อมูลในระบบ
สารสนเทศให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ การจัดทำรายงาน ข้อมูลสำคัญ ๆ จากระบบในระดับผู้ปฏิบัติงานจนถึง
ระดับผ้บู รหิ าร โดยเชื่อมโยงขอ้ มลู ระหวา่ งกันได้อยา่ งถกู ต้อง และรวดเรว็
117
ดงั น้ัน การนเิ ทศภายในสถานศึกษาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกบั ผลผลิต ซงึ่ เป็นองค์ประกอบ
สำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมั่นใจได้ว่า ระบบมีประสิทธิผลและได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา วิธีการ
นเิ ทศมหี ลายแบบ ดงั นี้ 1) การนิเทศผลระหวา่ งการดำเนนิ งาน (On Going Monitoring) หมายถึง การสังเกต
การนิเทศ ระบบรายงานความคืบหน้าของงาน รวมทั้งตรวจทานหรือการยืนยันผลงานระหว่างการปฏิบัตงิ าน
2) การประเมินผลอิสระ (Independent Evaluation) เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นใน ช่วงเวลา ที่แล้วแต่จะ
กำหนด หรือการประเมินอิสระอาจหมายถึง การประเมินโดยผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เกี่ยวข้องกับการกำหนด
ระบบ เพื่อให้สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเป็นอิสระ 3) การประเมินการกำกับติดตามด้วยตนเอง
(Monitoring Self-Assessment, CSA) เป็นการจัดประชุมเชิงปฏิบัติร่วมกัน ระหว่างผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้
มีความรู้ด้านการกำกับติดตาม ติดตามและผู้อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกิจกรรมติดตาม และประเมินผล
ร่วมกันในด้านที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานนั้น 4) การรายงานผลการประเมินและการสั่งการแก้ไข ต้อง
จัดทำรายงานผลการประเมินที่สำคัญเสนอผู้บริหารที่รับผิดชอบ เช่น การจัดทำรายงานแสดงผลความ
คลาดเคลื่อนของการดำเนินงานเปน็ ระยะ ๆ เป็นตน้
จากข้อมลู หลักการ แนวคดิ ของการพัฒนาระบบการนิเทศเพื่อการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา
ดังกลา่ ว ผู้เขียนสรปุ ระบบและกลไกการนิเทศการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา ดังแผนภาพต่อไปน้ี
แผนภาพ รปู แบบจำลองการนเิ ทศภายในเพื่อการจดั การเรียนการสอน
118
ใบกิจกรรมที่ 7.1 : เร่อื ง การสร้างความรู้ความเข้าใจการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชื่อ-สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
กลมุ่ เป้าหมาย แนวทางการสร้างความเขา้ ใจ หมายเหตุ
กรรมการสถานศกึ ษา
ครแู ละบคุ ลากร
ผู้ปกครอง
นกั เรยี น
เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา
อน่ื ๆ
119
กิจกรรมท่ี 7.2 : เรอ่ื ง การกำหนดวตั ุประสงค์และเปา้ หมายการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชือ่ -สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
ระดบั วัตถุประสงค์ เปา้ หมาย หมายเหตุ
ห้องเรียน
ระดบั ฝา่ ยงาน
ระดบั
สถานศกึ ษา
อน่ื ๆ
120
กิจกรรมท่ี 7.3 : เร่อื ง การกำหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดของการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
ระดับ มาตรฐาน (Standard) ตัวชว้ี ดั (Indicator)
หอ้ งเรียน
ระดบั ฝ่ายงาน
ระดับสถานศึกษา
อืน่ ๆ
121
กิจกรรมท่ี 7.4 : เร่อื ง การวิเคราะห์ความตอ้ งการและความจำเป็นในการนิเทศภายใน
สถานศึกษา
ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
ดา้ น ประเด็น/รายละเอียดของการพัฒนา หมายเหตุ
ครู
ผเู้ รยี น
การจดั การเรียนการ
สอน
สอ่ื และเทคโนโลยี
การวดั และ
ประเมนิ ผล
อน่ื ๆ
122
กิจกรรมท่ี 7.5 : เร่อื ง การวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบของการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชือ่ -สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
องคป์ ระกอบ ประเดน็ ศึกษา หมายเหตุ
บริบทและ
สภาพแวดลอ้ ม
ปจั จัยนำเข้า
กระบวนการ
การตดิ ตามและ
ประเมนิ
การสรปุ และ
รายงานผลการ
นเิ ทศ
องคป์ ระกอบ ประเดน็ ศกึ ษา 123
ผลผลติ และ
ผลลัพธ์ หมายเหตุ
การสะท้อนกลับ
การสง่ ต่อ
124
กิจกรรมท่ี 7.6 : เรอ่ื ง การวิเคราะห์รูปแบบและวิธีการดำเนินงานนิเทศภายในสถานศึกษา
ชื่อ-สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
รูปแบบ วิธกี ารดำเนนิ งาน หมายเหตุ
1.
2.
3.
4.
125
กิจกรรมท่ี 7.7 : เร่อื ง การวิเคราะห์กระบวนการและข้นั ตอนการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชื่อ-สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
ขน้ั ตอน แนวทางหรือแนวปฏิบตั ิ หมายเหตุ
1.
2.
3.
4.
ขน้ั ตอน แนวทางหรือแนวปฏบิ ัติ 126
5.
หมายเหตุ
6.
127
กิจกรรมท่ี 7.8 :
เร่อื ง การวิเคราะหก์ ารเสรมิ สรา้ งขวัญและกำลังใจ (Reinforcing) แกผ่ รู้ บั การนิเทศ
ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
วิธีการ แนวทางหรอื แนวปฏิบตั ิ หมายเหตุ
128
กิจกรรมท่ี 7.9 :
เรอ่ื ง การวเิ คราะหก์ ารสะทอ้ นผลการนิเทศภายใน (Feedback)
ชือ่ -สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
วิธกี าร แนวทางหรอื แนวปฏบิ ตั ิ กลุ่มเปา้ หมาย หมายเหตุ
1.
2.
3.
4.
129
กิจกรรมท่ี 7.10 : เรอ่ื ง การออกแบบระบบการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชือ่ -สกุล...................................................โรงเรยี น..................................
130
กิจกรรมท่ี 7.11 : เร่อื ง การกำหนดปฏิทินการดำเนินงานการนิเทศภายในสถานศึกษา
ชื่อ-สกลุ ...................................................โรงเรยี น..................................
วัน/เดอื น/ปี กจิ กรรม ผรู้ ับผดิ ชอบ หมายเหตุ
คณะทำงาน
ทปี่ รึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษานครศรธี รรมราช
วา่ ท่รี ้อยตรนี พดล รักษ์แก้ว รองผู้อำนวยการสำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษานครศรีธรรมราช
นายถาวร เวชจันทร์ รองผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษามธั ยมศึกษานครศรธี รรมราช
นางวิมพ์วิภา รักสม
ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
ผูร้ บั ผิดชอบโครงการ ปฏิบัตหิ น้าท่ีผูอ้ ำนวยการกลุม่ พัฒนาครู
นายสุบรรณ์ เกราะแก้ว
นางสาคร สภุ ัทรประทปี รองผูอ้ ำนวยการสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษานครศรธี รรมราช
ศึกษานเิ ทศก์ชำนาญการพเิ ศษ
คณะกรรมการจดั ทำหลักสตู ร ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพเิ ศษ
นายถาวร เวชจันทร์ ศกึ ษานเิ ทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
นางจริ า ชชู ว่ ย ศึกษานเิ ทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
นายไตรรงค์ สาดแว ศกึ ษานิเทศก์ชำนาญการพเิ ศษ
นางสรุ ชั นี อยู่สบาย ศึกษานเิ ทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
นายวเิ ชียร ปาณะพงศ์ ศกึ ษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
นางภัคนนั ท์ สุวรรณรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
นายสบุ รรณ์ เกราะแกว้ ศึกษานิเทศกช์ ำนาญการ
นางสาวรตั นน์ รี วโรสขุ ศึกษานิเทศก์
นางสาวสุภาพร อนิ บญุ นะ ศกึ ษานเิ ทศก์
นางสาวธฤตา ชนะสิทธิ์ ลูกจา้ งช่วั คราว
นางสาวขวัญจิรา รตั นพงษ์ ครชู ำนาญการพิเศษ
นางสาวกนกกานต์ ลบลาย ครูชำนาญการ
นางสาวสุกญั ญา ยอดเวียน ครชู ำนาญการ
นางศภุ ลกั ษณ์ สมภูเวช ครูชำนาญการ
นายจิรพล ลวิ า ครู
นางทพิ ย์สรุ ี คงแกว้ ครู
นางสาวทิพย์สุดา โกยวาณิชย์
นายไพรตั น์ ไทยสุชาติ
นายประดษิ ฐ์ เยาว์แสง
บรรณาธกิ ารกิจ ศกึ ษานิเทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
นายสบุ รรณ์ เกราะแก้ว ศกึ ษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
นางสุรชั นี อย่สู บาย ศกึ ษานิเทศก์ชำนาญการพเิ ศษ
นายวเิ ชยี ร ปาณะพงศ์
ศกึ ษานิเทศกช์ ำนาญการพเิ ศษ
ออกแบบปก ครชู ำนาญการ
นายสบุ รรณ์ เกราะแก้ว
นายจริ พล ลิวา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
ร่วมกับ
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ดาวน์โหลดเอกสาร