The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Punika chomchuen, 2020-10-22 03:06:15

Civil-final

Civil-final

41

ตวั อยา ง โครงสรา งรายวชิ าเพิม่ เตมิ หนาท่ีพลเมือง ๒ รหัสวชิ า ส๑๒๒๐๒ ช้ันประถมศึกษาปท ่ี ๒

ลาํ ดบั ช่ือหนวยการเรยี นรู ผลการเรียนรู สาระสาํ คญั จํานวนชัว่ โมง นา้ํ หนัก
ที่ คะแนน
๑ ……………………………….. ……………… ……………… ๑๐
๒ ……………………………….. ……………… ……………… ๑๐ ๒๕
๓ ……………………………….. ……………… ……………… ๑๐ ๒๐
๔ ……………………………….. ……………… ……………… ๑๐ ๒๐
ระหวางป ๒๕
ปลายป/ปลายภาค (การทดสอบคณุ ลักษณะ) ๙๐
รวม ๑๐
๑๐๐

การออกแบบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู
การประเมินรายวิชาเพิ่มเติมหนาท่ีพลเมืองจะตองกําหนดเกณฑการประเมินใหชัดเจนเหมาะสม

เพราะเกณฑการประเมินเปนแนวทางในการใหคะแนนที่ประกอบดวยเกณฑดานตาง ๆ เพ่ือใชประเมินคาผล
การปฏบิ ัตขิ องผเู รียน เกณฑเหลา นี้ คอื สงิ่ สําคญั ท่ีผูเรยี นควรประพฤตจิ นกลายเปนลกั ษณะนสิ ยั

ครูผสู อนสามารถออกแบบวัดและประเมนิ ผลในระดับชน้ั เรียน ไดดังนี้
๑. กาํ หนดผลการเรียนรู / คุณลักษณะที่จะประเมนิ
๒. วเิ คราะหพฤติกรรมสําคัญจากผลการเรียนรเู พ่ือกําหนดหลกั ฐานการเรียนรู
๓. เลือกใชว ธิ กี ารเคร่ืองมอื ใหเหมาะสมกบั พฤตกิ รรมทจี่ ะประเมิน
๔. กําหนดเกณฑการประเมินพฤติกรรม (Scoring Rubrics)

ตวั อยาง การออกแบบการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู

ผลการเรียนรู พฤติกรรมสําคัญ ช้ินงาน / ภาระงาน การประเมนิ
วิธกี าร เครอื่ งมือ
ปฏบิ ัติตนตามกฎ ระเบยี บ - การปฏบิ ัติตน - การแตงกายถูกระเบยี บ การประเมิน - เกณฑ
และหนาท่ที ี่ตอ งปฏบิ ัตติ น - การเขาแถวเปนระเบียบ การปฏิบตั ิ การประเมนิ
ในโรงเรียน
- แบบ
ปฏิบัตติ นตามบทบาท - การปฏบิ ัติตน - การดูแลพนื้ ท่ีที่ไดร บั ประเมนิ
หนา ท่ีในฐานะสมาชิกท่ีดี มอบหมาย การประเมิน - เกณฑ
ของหองเรียนและโรงเรียน - การเปน ผนู าํ และสมาชิก การปฏบิ ตั ิ การประเมนิ
ทีด่ ี - แบบ
ประเมนิ

42

ตวั อยา ง เกณฑก ารประเมนิ

ประเดน็ การประเมนิ ระดับคณุ ภาพ
การแตง กาย ดี พอใช ปรับปรงุ
แตง กายสะอาดเรยี บรอ ย แตงกายสะอาดเรียบรอย แตงกายไมสะอาด
การเขา แถว ถูกระเบยี บสม่ําเสมอ แตไมถกู ระเบียบ ตอ งใหค รู และไมถูกระเบยี บ
ตกั เตอื น
ปฏบิ ัตติ นตามบทบาท เขาแถวตรงเวลา ไมพดู คยุ เขาแถวตรงเวลา ไมพ ดู คุย เขาแถวไมตรงเวลา
หนา ที่ ขณะเขาแถว ขณะเขาแถว โดยครตู อง และพดู คยุ ขณะเขาแถว
การเปนผูนาํ และ ตกั เตือน
สมาชกิ ทีด่ ี ปฏบิ ตั ิหนาท่ีทไ่ี ดรบั ปฏิบตั ิหนา ทท่ี ไี่ ดร บั ไมป ฏิบัตหิ นา ท่ีทไี่ ดรับ
มอบหมายไดเ รยี บรอย มอบหมายไดเรียบรอย มอบหมาย
ดวยตนเอง โดยมีครูเปน ผใู หคาํ แนะนาํ
ปฏิบตั ติ นเปนผนู าํ ท่ดี ี ปฏบิ ตั ติ นเปน ผนู าํ ทด่ี ี ไมป ฏิบตั ิตนเปนผูนําท่ีดี
และเปน สมาชกิ ทด่ี ี หรอื เปน สมาชิกท่ีดขี อง หรอื เปน สมาชิกท่ีดี
ของกลุม กลมุ โดยมคี รูเปน ผแู นะนํา

43

ตวั อยา ง แบบประเมินพฤติกรรมรายบุคคล ประจาํ หนวยการเรียนรู

พฤติกรรม รวม
ปฏบิ ัติตนตาม การเปนผนู าํ และ
ลําดับท่ี ชอ่ื - สกุล การแตง กาย ระเบยี บแถว บทบาทหนาท่ี เปน สมาชิกท่ีดี
๓๒๑ ๓๒๑
๑ ๓๒๑๓ ๒ ๑

๓ =๓
๔ =๒
๕ =๑






เกณฑการใหคะแนน
ดี
ปานกลาง
ปรับปรงุ

ลงชือ่ …………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

44

การตดั สนิ ผลการเรยี น
เม่ือครูผูสอนจัดการเรียนการสอนและวัดและประเมินผลในแตละหนวยการเรียนรูจบครบท้ังรายวิชา

และประเมินผลปลายป / ปลายภาค (การทดสอบคุณลักษณะ) แลวนําคะแนนทั้ง ๒ สวนมารวมกันเพ่ือตัดสิน
ผลการเรยี น ดงั ตวั อยา ง

ตัวอยาง การตัดสินผลการเรยี นรายวิชาเพิ่มเติมหนาท่ีพลเมอื ง

หนวยการเรยี นรู คะแนนเต็ม คะแนนทไี่ ด
๑. ……………………………………………………………………………… ๒๕ ๒๐
๒. ……………………………………………………………………………… ๒๐ ๑๕
๓. ……………………………………………………………………………… ๒๐ ๑๕
๔. …………………………………………………….………………………… ๒๕ ๒๐
(๙๐) ๗๐
รวมคะแนนระหวางเรียน (๑๐) ๘
ปลายป/ ปลายภาค (การทดสอบคุณลักษณะ) (๑๐๐) ๗๘*

รวม

* คะแนนที่นําไปตดั สนิ ผลการเรยี น เม่อื เทยี บกับเกณฑนักเรยี นจะไดผ ลการเรียน ๓.๕

การใหร ะดับผลการเรียน
การตัดสินเพื่อใหระดับผลการเรียนรายวิชาเพิ่มเติมหนาท่ีพลเมือง สถานศึกษาสามารถใหระดับผล

การเรียนดังนี้
ระดับประถมศึกษาปท่ี ๑ - ๓ สามารถใหระดับผลการเรียนหรือระดับคุณภาพการปฏิบัติของผูเรียน

เปน ระบบตวั เลข ระบบตวั อกั ษร ระบบรอยละ และระบบที่ใชค ําสําคญั สะทอนมาตรฐาน
ระดับประถมศึกษาปท่ี ๔ - ๖ ใหใ ชตวั เลขแสดงระดบั ผลการเรยี นเปน ๘ ระดบั
ระดับมัธยมศึกษา ใหใ ชต ัวเลขแสดงระดับผลการเรยี นเปน ๘ ระดบั

การรายงานผลการเรียน
การรายงานผลการเรียนเปนการสื่อสารใหผูปกครองและนักเรียนทราบความกาวหนาในการเรียนรู

ของผูเรยี น ซึ่งสามารถรายงานเปน ระดบั คุณภาพการปฏบิ ัติของผเู รียนทส่ี ะทอนผลการเรียนรู ทั้งน้ีสถานศึกษา
ตองสรุปผลการประเมินและจัดทํารายงานผลการประเมินใหผูปกครองและนักเรียนทราบเปนระยะ ๆ
หรืออยางนอ ยภาคเรียนละ ๑ ครั้ง

45

ตวั อยาง แบบสรุปผลการประเมนิ ผลการเรยี นรูรายบคุ คล (สาํ หรับคร)ู

ลาํ ดบั ชอื่ - สกลุ ปฏิบตั ติ นตาม ความเหน็ ผลการเรียนรู ……………… ความเห็น
ที่ กฎ ระเบียบ เพม่ิ เตมิ ปฏิบัตติ นตาม ๓๒๑ เพิม่ เตมิ
และหนาที่ท่ี บทบาทหนา ที่
ตอ งปฏิบัติตน ในฐานะสมาชกิ ความเหน็ ……
ในโรงเรียน ท่ีดขี องหองเรยี น เพิ่มเติม
๑ ๓๒๑ และโรงเรยี น
๒ ๓๒๑









ลงชอ่ื …………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

บรรณานกุ รม 46

กลุม Thai Civic Education. (๒๕๕๖). กรอบแนวคดิ หลักสตู รการศึกษาเพ่ือสรางความเปน พลเมือง
ในระบอบประชาธปิ ไตยของไทย (Conceptual framework for Thai Democratic
Citizenship Education Curriculum). กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั เทคนิค อิมเมท จํากดั .

ชยพร กระตา ยทอง. (2552). การพัฒนารายวชิ าเพิม่ เติมภาษาไทยแบบองิ มาตรฐานดว ยกระบวนการ
ออกแบบยอนกลับ เพ่ือเสริมสรางความสามารถการวิเคราะหแ ละการอา นเชิงวเิ คราะห
ของนกั เรียนมธั ยมศกึ ษาตอนตน . วทิ ยานิพนธด ษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑติ
วทิ ยาลยั จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั .

ทศิ นา แขมมณี และคณะ. (๒๕๔๒). ทฤษฎีการเรยี นรูเพอื่ พัฒนากระบวนการคดิ . กรุงเทพมหานคร:
สํานกั งานคณะกรรมการปฏริ ูปการศึกษาแหงชาต.ิ
. (๒๕๔๘). ศาสตรก ารสอนองคค วามรเู พ่ือการจดั กระบวนการเรยี นรทู ม่ี ปี ระสิทธภิ าพ.
กรุงเทพมหานคร: สํานกั พมิ พแหง จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย.

พระธรรมปฏ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต). (2546). พุทธธรรม. (พิมพครงั้ ท่ี 22). กรุงเทพมหานคร: ธรรมสาร.
พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยตุ โฺ ต). (254๙). ประชาธปิ ไตยจรงิ แท. ..คอื แคไหน. กรุงเทพมหานคร: ผลธิ มั ม

ในเครอื บริษัท สํานกั พิมพเพ็ทแอนดโฮม จาํ กดั .
ภูมพิ ลอดลุ ยเดช, พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหา. (๒๕๕๐). คาํ พอ สอน. ประมวลพระบรมราโชวาทและ

พระราชดาํ รสั เกีย่ วกับเดก็ และเยาวชน. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พกรงุ เทพมหานคร.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (๒๕๕๔). พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรงุ เทพมหานคร: บริษทั

ศิริวฒั นาอนิ เตอรพริน้ ท จํากัด.
วลัย อศิ รางกรู ณ อยุธยา (พานชิ ). (๒๕๕๔). ครสู งั คมศึกษากับการพัฒนาทักษะแกนกั เรยี น.กรุงเทพมหานคร:

คณะครศุ าสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
. (๒๕๔๙). ประมวลบทความกิจกรรมพฒั นาผเู รียนสูมาตรฐานการเรียนรู กลุมสาระการเรียนรู
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม. กรงุ เทพมหานคร: ศนู ยต าํ ราและเอกสารทางวิชาการ
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
. (๒๕๔๙). หลกั สูตรการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานเพ่อื พฒั นาความเปน พลเมืองไทยและพลเมืองโลก:
บทบาทสาํ คญั ของกลมุ สาระการเรยี นรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม. ประมวลบทความ เร่อื ง
หลักสตู รและการพัฒนาหลกั สูตรตามแนวปฏิรปู . กรงุ เทพมหานคร: ศูนยตําราและเอกสาร
ทางวชิ าการจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย.
ศภุ ณฐั เพมิ่ พูนวิวฒั น และจารวุ รรณ แกวมะโน. (๒๕๕๗). คูม ือการอบรมสรา งจิตสํานกึ พลเมืองสําหรับ
เยาวชนระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน . กรงุ เทพมหานคร: สถาบนั พระปกเกลา.
สคุ นธ สนิ ธพานท. (๒๕๓๘). การใชวธิ สี อนแบบธรรมสากัจฉาเพือ่ สรางศรทั ธา และวิธีคิดตามหลัก
พุทธธรรมแกนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๓. นนทบรุ .ี วิทยานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต แขนงวิชา
หลกั สูตรและการสอน สาขาวิชาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช.
. (๒๕๕๒). พฒั นาทกั ษะการคิด...พชิ ิตการสอน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพเลี่ยงเชียง.
. (๒๕๕๔). วิธสี อนตามแนวปฏิรูปการศึกษาเพือ่ พฒั นาคุณภาพของเยาวชน. กรงุ เทพมหานคร:
โรงพมิ พเลี่ยงเชยี ง.
สุมน อมรววิ ัฒน. (๒๕๔๙). คา นยิ มศึกษาเพื่อสันติภาพทย่ี ่ังยนื . ประมวลบทความ เรอื่ ง หลักสูตรและ
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวปฏริ ปู . กรุงเทพมหานคร: ศูนยต ําราและเอกสารทางวชิ าการ
จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั .

47
สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน. (2552). ตวั ช้ีวดั และ

สาระการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพชมุ นุมสหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทย จํากดั .
. สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน. (2552). แนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล
การเรยี นรู ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พช มุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จํากัด.
. สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน. (2552). แนวทางการจดั การเรยี นรู ตามหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พช มุ นุมสหกรณ
การเกษตรแหง ประเทศไทย จํากดั .
. สํานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน. (2552). แนวทางการจัดกจิ กรรมพัฒนาผูเรียน
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช ุมนมุ
สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จาํ กดั .
. สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน. (2552). แนวทางการพฒั นา การวัดและประเมิน
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช มุ นุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย จาํ กดั .
. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน. (2552). แนวทางการบริหารจดั การหลักสตู ร.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพชมุ นุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย.
. สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน. (2552). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พชุมนุมสหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทย จาํ กัด.

ASEAN Secretariat, USAID and SEAMEO. (2012). ASEAN Curriculum Sourcebook. USA: Very
Memorable, Inc.

Department of Education, Science and Training, Australian Government. (2003). Values
Education Study Executive Summary, Final Report. Commonwealth of Australia:
Australia.

Leo, J. D. (2006). Values within EIU/ESD: Reorienting Teacher Education to Address
Sustainability & International Understanding. 22-25 August 2006, Penang: Malaysia.
(copies)

Llewellin, Sandie. (2001) “Planning Lessons and Schemes of work” in Citizenship Learning to
Teach Citizenship in the Secondary School. 2nd Edition edited by Liam Gearon, London:
Routledge.

Ministry of Education, Singapore. (2014). 2014 Syllabus character and Citizenship Education
Primary and Secondary. Student Development curriculum Division: Singapore (copies).

SEAMEO and UN-HABITAT. (2007). SEAMEO Resource Package: Human Values-based
Water, Sanitation, and Hygiene Education. SEAMOLEC Indonesia: Jakarta.

Wiggins, G. and McTighe, J. (2005). Understand by design. New Jersey: Pearson Merrill
Prentice Hall.

48

ภาคผนวก

49

คําอธบิ ายของคาํ หลกั ในจดุ เนน และขอบขา ยรายวชิ าเพ่ิมเติมหนาทพี่ ลเมือง

คําหลักตอไปนี้เปนคุณลักษณะของความเปนพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยที่ครูควรจะจัดการเรียนรู
ใหผูเรียนไดตระหนัก เห็นความสําคัญ มีความเขาใจที่ถูกตอง คิดอยางมีวิจารณญาณและนําไปปฏิบัติไดอยาง
ถกู ตอ งเหมาะสม

คําหลกั คําอธิบาย
ความเปน ไทย - หมายถึง สิ่งที่บง บอกถึงลกั ษณะของคนไทย ศิลปะ วัฒนธรรม
ความกตญั กู ตเวที ขนบธรรมเนียม และประเพณีของไทย
- ผทู ร่ี ักความเปน ไทย คือ ผทู ีม่ คี วามภาคภูมิใจ เห็นคุณคา ชน่ื ชม อนุรกั ษ
ศลิ ปะ ดวยการปฏิบัติตน สบื ทอด และเผยแพรค ุณลักษณะของคนไทย ตลอดจน
ศิลปะ วฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณที ดี่ งี ามของไทยใหคงอยู
สืบไป
- หมายถงึ การรูคุณและตอบแทนคุณผูมีพระคุณ รวมทัง้ ทรพั ยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอ ม ทที่ ุกคนไดพึ่งพาอาศยั ในการดํารงชีวติ
- เปนคุณธรรมสําคญั อยางหน่ึงของความเปน มนุษย เพราะมนษุ ยต องพ่ึงพา
ซึง่ กนั และกนั รวมทงั้ ตองพง่ึ พาทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ ม เพ่ือให
สามารถดํารงชีวติ อยูไดดวยดี
- การตอบแทนคุณผูมีพระคณุ ไดแ ก การเช่ือฟงและปฏิบตั ิตามคําแนะนาํ
ส่งั สอน ใหค วามเคารพยกยอง ชว ยเหลือและเอาใจใสด แู ล
- การตอบแทนคุณของทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม ไดแ ก การใช
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งประหยัดและคุม คา การดูแลรกั ษาและไมทาํ ลาย
ส่งิ แวดลอ ม
- ศลิ ปะ มคี วามหมายกวา งครอบคลมุ การแสดงออก และการสรา งสรรค
ทุกดานของมนุษย กูรดู านศิลปะหลายคนไดใหความหมายของ “ศลิ ปะ”
ไวต า ง ๆ กัน ดังนี้
๑. ศิลปะ คือ ส่งิ ท่ีสรางสรรคขึน้ จากการเลียนแบบธรรมชาติ
๒. ศลิ ปะ คือ การแสดงออกเก่ยี วกับ ความเชื่อ ความศรทั ธา ความงาม
๓. ศิลปะ คือ การถายทอดความรูสกึ โดยใชสดั สวน รปู ทรง และ
ความกลมกลนื ขององคป ระกอบตาง ๆ
๔. ศิลปะ คือ ความชาํ นาญในการถา ยทอดประสบการณ และจินตนาการ
ใหเ ปน วตั ถุทีม่ ีสุนทรียภาพ
- ศิลปะไทยมเี อกลกั ษณเ ฉพาะ มคี วามงดงาม ทีช่ าวตางชาติชนื่ ชม
มหี ลายแขนง เชน สถาปต ยกรรมในการสรางวดั วงั จิตรกรรมไทย
หัตถกรรมไทย ดนตรี นาฏศิลป เปน ตน

คาํ หลัก 50
วัฒนธรรม คําอธิบาย
ขนบธรรมเนยี มประเพณี - วฒั นธรรม หมายถึง ลักษณะทีแ่ สดงถงึ ความเจรญิ งอกงาม อันเปน แบบแผน
ในการประพฤติปฏบิ ัติ และการแสดงออกซง่ึ ความรูสึกนึกคิดของคนในสังคม
เดียวกนั เปน สิง่ ทเี่ กดิ จากการสงั่ สม เลอื กสรร ปรบั ปรุงแกไข จนถือวา เปนส่ิงดีงาม
เหมาะสมกบั สภาพแวดลอ ม และมกี ารสบื ทอดเปน มรดกทางสังคม
- ยเู นสโกแบงมรดกทางวฒั นธรรมเปน ๒ สว น คือ มรดกทางวัฒนธรรมทจี่ ับตอง
ได เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุ และมรดกทางวฒั นธรรมที่จับตองไมได
อันเปนเร่ืองเก่ียวกับภูมปิ ญญา ระบบคณุ คา ความเชอื่ พฤติกรรมและวถิ ีชีวิต
- วัฒนธรรมมคี วามสาํ คญั ตอ การดาํ รงอยขู องความเปน ชาติ ชาติท่ีไมม ี
วฒั นธรรมของตนเองจะคงความเปนชาตอิ ยูไมได ในอดีต จนี เคยถูกชาวตาด
เขายดึ ครอง และตัง้ ราชวงศห งวนขึ้นปกครอง แตกถ็ ูกชาวจนี ซงึ่ มีวฒั นธรรม
ทส่ี ูงกวา กลนื เปนชาวจีนจนหมดสิ้น
- วัฒนธรรมในแตล ะสงั คมอาจคลา ย หรอื แตกตา งกันได กเ็ นือ่ งมาจาก
ความเช่อื เช้อื ชาติ ศาสนา และถนิ่ ที่อยู สังคมที่ประกอบดวยผคู น
อนั หลากหลายทเี่ รียกวา พหุสังคม ยอ มมีความแตกตา งหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมดวยเชน กนั การอยูรว มกันในสงั คมที่มีความหลากหลายเชน นี้
จึงตองมีความเขาใจซงึ่ กันและกัน ใหเ กยี รตแิ ละเคารพซึ่งกันและกนั ดว ย
- วฒั นธรรมมีการเปลี่ยนแปลงได เน่ืองจากสถานการณที่เปล่ียนแปลงไป และ
การแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะปจจบุ นั ท่เี ทคโนโลยีการสื่อสาร
มคี วามเจริญกาวหนา การเล่ือนไหลทางวัฒนธรรมจึงแพรกระจายไปอยางรวดเร็ว
การเลือกรับวัฒนธรรมอยา งมีวิจารณญาณจึงเปน สิ่งจําเปน ไมควรรบั วัฒนธรรม
ตามกระแสนยิ ม แตควรเลือกรับเฉพาะสิ่งทมี่ คี ุณคาตอการดําเนนิ ชีวติ
- เปน คําทีใ่ ชเ รียกรวมกัน หมายถงึ สงิ่ ท่คี นในสังคมหน่ึง ๆ นิยมประพฤตปิ ฏบิ ัติ
ตอเนือ่ งกนั มา เพราะถือวา มีคุณคาท่ีกอใหเ กิดความสขุ ความเจริญแกชีวิตและ
สังคม ขนบธรรมเนยี มประเพณขี องไทย เชน การมสี ัมมาคารวะตอผใู หญ ชายไทย
ตองเปนผูนาํ ครอบครวั หญิงไทยตองมีกริ ยิ ามารยาทเรยี บรอ ย หญงิ ไทยตอง
รักนวลสงวนตวั ไมย อมรับการแสดงความรสู ึกทางเพศอยา งเปด เผยในท่ีสาธารณะ
คนไทยถอื วาศรี ษะเปนของสงู สวนเทาเปนของต่าํ การลงแขกชวยงานตาง ๆ
- ขนบธรรมเนยี มไทยที่เกยี่ วกับศีลธรรม จรรยาเปนส่ิงทม่ี คี ุณคา ตอสงั คม
ผใู ดฝา ฝน ถือวา ละเมิดกฎของสงั คม ถือเปน ความผิด ความชวั่ เชน การที่
ชาวไทยพทุ ธแสดงกิริยาลบหลดู ูหมิ่นพระพทุ ธรูป ศาสนสถาน และ
ศาสนวัตถุ สวนขนบธรรมเนียมไทยบางเรื่องอาจไมเ ครงครัด ผูที่ไมทําตาม
ขนบธรรมเนียมอาจถกู มองวาไมมีการศึกษา ไมมสี มบัติผูดี เชน แตง กาย
ไมถ ูกกาลเทศะ ปฏบิ ัติตัวไมเ หมาะสมกบั กาลเทศะ
- ประเพณีไทยซึ่งเปน ท่รี ับรแู ละชน่ื ชมของชาวตา งชาติ เชน สงกรานต
ลอยกระทง แหเทยี นพรรษา บญุ บ้ังไฟ นอกจากน้ียงั มีประเพณีในทอ งถ่ิน
ตาง ๆ ทเี่ ปน เอกลักษณของทองถ่นิ นั้น อนั เปน สง่ิ ท่ีนักทองเทยี่ วตา งชาติ
ซึง่ สนใจดา นวฒั นธรรมชนื่ ชอบ เชน แหเทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี
ผตี าโขน จ.เลย ปอยสา งลอง จ.แมฮ อ งสอน

51

คาํ หลกั คําอธบิ าย
ภูมปิ ญญาทองถิ่น หมายถงึ องคความรู ความสามารถ เทคนิคของผูค นในแตล ะทองถิน่
ที่นํามาใชใ นการแกปญ หาและพฒั นาการดําเนนิ ชวี ิตไดอยา งเหมาะสม
กับยุคสมยั ทส่ี บื ทอดมาอยางตอ เนอ่ื ง
ภูมิปญญาไทย - หมายถึง องคความรู ความสามารถ เทคนิคของคนไทย ทนี่ ํามาใช
ในการแกป ญ หาและพัฒนาการดําเนนิ ชีวิตไดอ ยางเหมาะสมกับยุคสมยั
ทีส่ ืบทอดมาอยางตอเนอื่ ง อนั เปน ทยี่ อมรบั ในระดับชาติ
- ลกั ษณะทส่ี ําคญั ของภูมิปญญาไทย คือ
๑. เปนท้ังความรู ทักษะ ความเช่อื และพฤติกรรม
๒. แสดงถงึ ความสัมพันธระหวางคนกับคน คนกบั ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม
คนกบั สิง่ เหนือธรรมชาติ
๓. เปน กิจกรรมทุกอยางในวิถีชีวติ ของคนไทย
๔. เปน เรื่องการแกปญ หา การจัดการ การปรับตวั เพื่อความอยรู อดในการ
ดาํ เนินชวี ิต
๕. มีการเปลย่ี นแปลงใหเหมาะกบั ยุคสมัย
ความรกั ชาติ ความรกั ชาติ การแสดงออกถึงความรักชาติ มดี ังน้ี
๑. การแสดงความเคารพ และปฏิบตั ติ นอยางเหมาะสมตอสัญลักษณ
ทเี่ กยี่ วกับชาติ เชน รองเพลงชาติ ยนื ตรงเคารพธงชาติ ประดับธงชาตถิ กู ตอง
ตามระเบียบทร่ี าชการกําหนด
๒. การเปน พลเมอื งดี และธํารงรกั ษาไวซึง่ ความเปนชาติไทย เชน เสยี ภาษี
เคารพกฎหมาย บํารงุ รักษาและไมทําลายสาธารณสมบตั ิ ใชสทิ ธเิ ลือกต้งั
สอดสอ งการกระทาํ ท่ีจะทําลายความมน่ั คงและความสงบเรียบรอยของชาติ
บานเมือง
ยึดมน่ั ในศาสนา การยดึ มัน่ ในศาสนา คือ การศึกษาหลักธรรมคาํ สอนใหเ ขา ใจอยางถองแท
ปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมคําสอนของศาสนาที่ตนนับถือ และทาํ หนา ที่
เปนศาสนกิ ชนท่ดี ีในการทาํ นุบาํ รงุ และปกปองคุมครองศาสนา
เทิดทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ  การเทิดทนู สถาบันพระมหากษัตริย คือ
๑. การแสดงความเคารพ และปฏบิ ัติตนอยางเหมาะสมตอองคพ ระมหากษัตรยิ 
และพระบรมวงศานุวงศ
๒. การแสดงความเคารพ และปฏิบตั ิตนอยางเหมาะสมตอสัญลกั ษณทเ่ี ก่ียวกับ
สถาบันพระมหากษตั รยิ 
๓. ซาบซึง้ ในพระราชกรณยี กิจ และนอมนําแบบอยางของพระราชจริยวัตร
พระราชดาํ รัส หลักการทรงงาน ตลอดจนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาใชใ นการดาํ เนินชีวิตและการงาน เพ่ือความสขุ ความเจรญิ ของตนเอง สงั คม
และประเทศชาติ ตลอดจนเผยแพรใหเปนที่ปรากฏแกสังคม

52

คาํ หลัก คาํ อธบิ าย
ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง ระเบยี บในการดําเนินชีวิต ในทน่ี จ้ี าํ กดั เฉพาะเรื่อง ความซือ่ สัตย
สจุ รติ ความขยนั หมนั่ เพยี รและอดทน การใฝหาความรู ความตง้ั ใจปฏบิ ัติ
หนา ที่ และการยอมรับผลท่ีเกิดจากการกระทําของตนเอง อันเปน
คณุ ลักษณะสาํ คัญที่ตองการปลกู ฝงใหเกิดข้ึนในคนไทย เพือ่ ใหเ ปน คนดี
มคี วามรูแ ละความสามารถ เพอื่ ความสขุ ความเจริญในชวี ิต และเปน กาํ ลงั
สําคัญในการพฒั นาประเทศชาติ
ความซ่ือสัตยสุจริต - หมายถึง การยดึ มั่นในความถูกตอง การประพฤติตามความเปน จรงิ
และความถกู ตองตอตนเอง ผอู ่นื และประเทศชาติ ท้งั ทางกาย วาจาและใจ
เชน ทําตามสัญญาที่ใหไ วตอ ตนเองและผูอื่น พูดความจรงิ ไมน าํ ส่งิ ของ
ของผูอ่นื (ท่ีเจา ของไมอนญุ าต) หรอื ของสว นรวมมาเปน ของตน
การหลกี เล่ียงทจ่ี ะปฏิบัตติ ามกฎหมาย
- ผทู มี่ คี วามซอ่ื สัตยสจุ ริตจะประสบความสําเรจ็ และความเจริญในชวี ิต
และการงาน เปน ที่ไวว างใจ อยูร ว มกับผูอ ่ืนได และเปนพลเมอื งดีของ
ประเทศชาติ
ความขยนั หมั่นเพยี รและอดทน - หมายถึง การทําหนาที่การงานดวยความพยายาม เขม แข็ง อดทน
ไมทอถอย เปน คุณธรรมจรยิ ธรรมทีน่ าํ ไปสูความสาํ เร็จ
ใฝหาความรู - หมายถึง ความต้ังใจแสวงหาความรจู ากแหลง เรียนรูตาง ๆ ท่เี ชื่อถือได
อยางสมา่ํ เสมอ
- การใฝห าความรเู ปนคุณสมบตั ขิ องผูท่ีพฒั นาตนเองอยตู ลอดเวลา เพอ่ื ใหมี
ความรู ความสามารถ รเู ทา ทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับตัวและพง่ึ ตนเองได
ในการดําเนนิ ชีวิตและการงาน
ความต้งั ใจปฏิบัติหนา ท่ี - หมายถงึ ความเอาใจใส มงุ มนั่ ในการทําหนาท่ีของตนใหเ กดิ ผลสําเร็จ และ
ผลดีตอ ตนเอง สงั คม และประเทศชาติ
การยอมรับผลที่เกิดจาก - หมายถึง ความรบั ผดิ ชอบในผลทเี่ กดิ ข้ึนจากการกระทําของตน เมื่อเกดิ
การกระทาํ ของตนเอง ผลเสียหายก็ไมโยนความผดิ ใหแกผ ูอน่ื นอ มรบั ความผิดพลาด แลว นํามา
พจิ ารณาไตรตรอง เพ่ือปรบั ปรุงแกไขมิใหเกดิ ความเสยี หาย หรอื
ความผดิ พลาดขึน้ อีก ผูท่มี ีความรับผิดชอบควรพจิ ารณาไตรตรองใหรอบคอบ
ถงึ ความดีงาม ความถกู ตองเหมาะสม ผลดแี ละผลเสยี ทจี่ ะเกิดข้ึน กอนที่จะ
ตัดสินใจกระทําการใด ๆ

53

คาํ หลัก คาํ อธิบาย
ระบอบการปกครอง - ประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปน ประมขุ
แบบประชาธิปไตย หมายถงึ ประเทศท่ีใชร ะบบรัฐสภา (Parliamentary System) โดยท่พี ระมหากษตั รยิ 
อันมี มพี ระราชอํานาจในฐานะที่ทรงเปน ประมุขเทานัน้ สว นอาํ นาจนิตบิ ญั ญัตแิ ละอาํ นาจบริหารนน้ั
พระมหากษัตริย เปน ของประชาชนทีเ่ ลือกและมอบอาํ นาจใหตวั แทนใชอ าํ นาจแทน แตตองใชอํานาจ
ทรงเปนประมขุ ในพระปรมาภไิ ธยของพระมหากษัตรยิ  เนื่องจากประชาชนเห็นความสาํ คัญของสถาบัน
(Constitutional พระมหากษัตริย เพราะการบัญญัติกฎหมาย การออกคําส่งั การบรหิ ารราชการในนามของ
Monarchy) ประชาชนดว ยกันเอง อาจไมไดรับการยอมรบั เทา ทคี่ วร หรืออาจขาดเอกภาพในการปกครอง
ประเทศได
หลกั อาํ นาจอธิปไตย - ประชาธิปไตยหมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมตปิ วงชนเปน ใหญ การถือเสียงขางมาก
ของปวงชน เปน ใหญ (พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔) เพราะประชาธิปไตยต้งั อยูบ นหลัก
(Popular ปรชั ญามนุษยนยิ มที่เชอื่ วามนุษยมคี ุณคา มีศกั ด์ิศรี มีคุณภาพ สามารถทีจ่ ะปกครองกนั เองได
Sovereignty) ไมควรท่ีจะใหอาํ นาจสงู สดุ ในการปกครองประเทศไปอยูก บั ใครคนเดยี ว หรือกลมุ คนสวนนอ ย
กลุมเดียว หากแตควรทีจ่ ะใหประชาชนทุกคนมสี ว นในการกําหนดความเปน ไปของสังคม
และประเทศชาติรว มกัน คงเปนไปไมไ ดทจี่ ะใหทกุ คนมีความคดิ เหน็ เหมือนกนั หมดทุกคน
หากกลมุ หน่งึ มคี วามคิดเหน็ อยางหน่งึ แตอีกกลุมหน่ึงมคี วามคิดเหน็ อีกอยางหน่งึ บางคร้ัง
การกําหนดความเปนไปของสังคมและประเทศชาติจําเปน ตองเลือกทจ่ี ะปฏบิ ตั อิ ยางใดอยางหนง่ึ
เทานั้น ดงั น้ันสังคมและประเทศท่เี ปน ประชาธิปไตยจงึ ตองใหส มาชิกทกุ คนในสังคมลงมติ
เพอื่ ใหทราบความคดิ เหน็ ของคนสวนใหญ และนํามาใชเ ปนแนวทางในการกําหนดความเปนไป
ของสังคมและประเทศชาติ
คารวธรรม
- เห็นคณุ คา - เดมิ มนษุ ยก ีดกัน รังเกยี จเดียดฉนั ท เอารดั เอาเปรยี บ ขมเหงรงั แก ทํารา ยประหตั ประหารกนั
และเคารพศกั ด์ศิ รี เมื่อมนุษยม ีอารยะขน้ึ จงึ ไดเห็นความสาํ คญั ของการปฏิบตั ติ อกันโดยคาํ นึงถึงคุณคาและศักดิ์ศรี
ความเปน มนุษย ความเปนมนุษยและสทิ ธมิ นุษยชน หรือทีไ่ ทยเราเรยี กวา “เห็นคนเปนคน” นัน่ เอง ในอดีต
และสิทธมิ นษุ ยชน สังคมตะวันตกมีการทาํ รา ยกันอยางปาเถื่อนมาก จงึ ตระหนักในเรื่องนส้ี ูง การเห็นคุณคาและ
เคารพศกั ดิ์ศรีความเปน มนุษยแ ละสทิ ธิมนุษยชนหมายถึงการยอมรบั วามนุษยทุกคน ทกุ เชอ้ื ชาติ
ลวนมคี ุณคา มีศักดิ์ศรี และมีสทิ ธขิ ั้นพื้นฐาน เชน ความเสมอภาคของบุคคล สทิ ธใิ นรางกายและ
ชีวิต สทิ ธใิ นการศกึ ษา สิทธทิ างสาธารณสุข สทิ ธิในการยตุ ิธรรม สทิ ธิในทางศาสนา
สทิ ธิทางการเมือง สิทธใิ นการแสดงความคดิ เหน็ ทัง้ นี้ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติ
ไดร บั รองปฏญิ ญาสากลวาดวยสทิ ธมิ นุษยชน (Universal Declaration of Human Right –
UDHR) เม่ือวันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘

54

คําหลัก คําอธบิ าย
- ใชส ิทธิ - สิทธิ หมายถงึ อาํ นาจอนั ชอบธรรม เชน บุคคลมีสิทธิและหนาทีต่ ามรัฐธรรมนูญ เขามีสิทธิ
โดยไมล ะทิ้งหนา ท่ี ในทีด่ นิ แปลงน้ี หรอื อาํ นาจท่ีกฎหมายรบั รองใหก ระทาํ การใดๆ โดยสุจรติ ไดอยา งอิสระ แตตอง
- ใชเสรีภาพ ไมก ระทบกระเทือนถึงสทิ ธิของคนอ่นื (พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔)
อยา งรบั ผิดชอบ - ระบอบประชาธิปไตยทีม่ ีหลักการพ้ืนฐานสําคญั ท่วี า มนษุ ยม ศี กั ดิ์ศรี มคี ุณคา จึงใหประชาชน
มสี ิทธิและเสรภี าพมาก ทั้งนี้ ก็เพื่อใหประชาชนมสี วนรวมพัฒนาสงั คมและประเทศชาตใิ นฐานะ
- ซ่อื สตั ยสจุ ริต เจาของอํานาจสงู สุด แทนท่ีจะมีสว นรว มไดเพยี งในฐานะผูใตป กครองเทาทผ่ี ปู กครองจะอนุญาต
และมคี วามโปรงใส ใหเ ทานั้น
- หลายครัง้ คนสวนใหญม ักคดิ ถึงสิทธทิ จี่ ะได สทิ ธทิ ่จี ะมีเพียงดา นเดียว แตสิทธิในระบอบ
ประชาธปิ ไตยนนั้ ประชาชนมีสทิ ธทิ ่ีจะใหสงิ่ ท่ดี ี ส่ิงท่ีมปี ระโยชนตอ สังคมและประเทศชาติ
ดว ย ซ่งึ กค็ ือหนาท่ี สิทธิและหนาท่เี ปนสิ่งทต่ี องอยคู ูกนั อยางสมดุลเสมอ บคุ คลยอมไมอาจ
มีสทิ ธไิ ดหากไมทาํ หนาท่ี
- เสรีภาพ หมายถึง ความสามารถทจี่ ะกระทาํ การใดๆ ไดตามทีต่ นปรารถนาโดยไมมีอุปสรรค
ขัดขวาง เชน เสรภี าพในการพดู เสรภี าพในการนบั ถือศาสนา ความมสี ทิ ธิทจี่ ะทําจะพูดได
โดยไมละเมิดสิทธขิ องผูอ่นื (พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)
- ในระบอบเผด็จการประชาชนมกั จะถูกจาํ กัดเสรภี าพ พอเปล่ยี นมาเปนระบอบประชาธิปไตย
คนท่ัวไปมักเขาใจวาบคุ คลยอมมีเสรภี าพไดอ ยางเต็มทจี่ ะทําอะไรก็ไดตามใจชอบ การใชเ สรภี าพ
ของบุคคลนัน้ อาจไปกระทบ หรือละเมิดตอ เสรภี าพของบคุ คลอื่นได หรืออาจกลา วไดว า
การใชเสรีภาพตอ งมีความรับผิดชอบกาํ กบั อยูด วยเสมอ อันหมายถึงความรบั ผดิ ชอบตอตนเอง
และผูอ่ืน
- ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจึงตองเขา ใจถงึ หลักการทว่ี า “ใชสทิ ธแิ ตไมล ะทง้ิ หนาที่”
และ “ใชเ สรีภาพอยา งรบั ผดิ ชอบ” แตมิไดห มายความวา เสรีภาพของคนอ่นื ทําใหเราตองมี
เสรีภาพนอ ยลงแตอยางใด เพราะมนษุ ยที่มีอยคู นเดยี วและมีเสรีภาพทจ่ี ะทําอะไรก็ไดตามใจ
ชอบท้ังหมดไมม ีอยูจรงิ มีแตมนุษยท ่ีอยูรวมกบั คนอืน่ เพราะมนษุ ยเปน สิ่งมีชวี ติ ทต่ี องพึ่งพา
อาศยั กัน มนุษยจ งึ ตองอยูรว มกนั เปน สังคม ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยพึงยนิ ดีท่ีจะใช
เสรีภาพของตนเพ่ือใหค นอืน่ ไดใ ชเสรภี าพเทา เทียมกบั ตน
- สภาพทบ่ี ุคคลมเี สรภี าพท่จี ะทาํ อะไรก็ไดต ามใจชอบโดยไมจํากัดนั้นเปนลกั ษณะของอนาธปิ ไตย
ซงึ่ มาจากคาํ วา “อน” ทแ่ี ปลวาไมมี และคําวา “อธิปไตย” ที่แปลวาอํานาจสงู สดุ “อนาธิปไตย”
จงึ หมายถงึ สภาวะท่ีไมมีอาํ นาจสงู สดุ ทุกคนใหญหมด ใครจะทาํ อะไรก็ไดตามใจชอบ นา จะเปน
ภาวะทีจ่ ลาจล สบั สน วนุ วายเปนอยางยิ่ง ดงั น้นั จะเหน็ ไดวา การเขา ใจวา ประชาชนควรมี
เสรีภาพทีจ่ ะทําอะไรก็ไดตามใจชอบนั้นคืออนาธปิ ไตย ไมใชประชาธิปไตย
- ซ่ือสตั ย หมายถึง ประพฤติตรงและจรงิ ใจ ไมคิดคดทรยศ ไมค ดโกงและไมห ลอกลวง
สจุ ริต หมายถึง ความประพฤติชอบ (พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)
ความโปรงใส (Transparency) ในทีน่ ้ีหมายถึงการเปดเผยความจริง ความพรอ มที่จะถกู
ตรวจสอบไดท้ังนเี้ พื่อใหเ กิดการทจุ ริตไดยาก คนในระบอบประชาธปิ ไตยตองซื่อสตั ยส ุจริต
และมคี วามโปรง ใสดว ย มใิ ชเพยี งเรียกรองใหผ ูอน่ื ซอ่ื สตั ยส ุจรติ และมคี วามโปรง ใสเทา นั้น

55

คําหลกั คําอธบิ าย
- ยึดหลัก - เสมอภาค หมายถึง มสี วนเทากนั เทาเทยี มกัน
ความเสมอภาค - ยุตธิ รรม หมายถึง ความเทยี่ งธรรม ความชอบธรรม ความชอบดวยเหตผุ ล เท่ียงธรรม
และความยตุ ิธรรม ไมเ อนเอยี งเขาขางใด ชอบดวยเหตผุ ล (พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)
- ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยยอ มมคี วามเสมอภาคในความเปน มนุษย เชน สทิ ธิ
ทางการเมอื งการปกครอง สทิ ธิเลอื กตงั้ สิทธิในฐานะมนษุ ยหรือท่ีเรยี กวา สทิ ธมิ นุษยชน
ความเสมอภาคในฐานะท่ีเปนมนุษย ความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา การเมือง เศรษฐกจิ
สงั คม เปนตน
- การมีความเสมอภาคนน้ั มิไดห มายความวา ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยจะตอ งมี
ความเสมอภาคเสมอภาคกันทุกเรอ่ื งท้ังหมด ความเสมอภาคนี้หมายถึงความเสมอภาคกัน
ในฐานะมนษุ ย แตป ระชาชนในระบอบประชาธิปไตยอาจมีบทบาท หนา ที่ทีแ่ ตกตา งกันได
เชน ครูยอมมีความเสมอภาคกบั นักเรียนในฐานะที่เปนมนุษย และในฐานะทเี่ ปน พลเมือง
แตก ารท่ีครเู ปนผทู าํ หนา ท่สี อน มอบหมายภารกจิ การเรียน วัดและประเมนิ ผลผูเ รยี น และ
นกั เรียนเปน ผเู รียน รบั มอบภารกิจการเรยี น รับการวดั และประเมนิ ผลจากครูนัน้ มิได
หมายความวาครูกบั นกั เรียนไมเสมอภาคกัน
สามคั คธี รรม - ภราดรภาพ หมายถึง ความเปน ฉนั พีน่ องกัน
- ยดึ หลัก - ปรองดอง หมายถึง ออมชอม ประนีประนอม ยอมกัน ไมแกงแยงกัน ตกลงกนั ดวย
ภราดรภาพ ความไกลเ กลีย่ ตกลงกันดว ยไมตรีจิต
ปรองดอง สมานฉันท - สมานฉันท หมายถึง ความพอใจรว มกัน ความเหน็ พองกัน (พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน
พ.ศ. ๒๕๕๔)
- ความเสมอภาคในระบอบประชาธปิ ไตยนนั้ ตองเปนความเสมอภาคท่ียึดหลักความยดึ เหนี่ยว
กันในสงั คม (Social Coherence) ไมใชความเสมอภาคแบบตวั ใครตวั มัน (Individualistic)
หรอื ความเสมอภาคแบบไมย อมเสยี เปรยี บกนั ถาคนหน่ึงได ๕ สวน คนอื่น ๆ กต็ อ งได ๕ สวน
เทา กัน นอยกวานเ้ี ปน ไมย อมกนั ตองแยงชงิ กนั ขดั แยง ทะเลาะเบาะแวง กนั แตเสมอภาค
ในระบอบประชาธปิ ไตยน้หี มายถงึ สขุ ทุกขเ สมอกนั หากใครในสงั คมมีความสขุ คนอนื่ ๆ
กพ็ รอมที่จะสุขดว ย และหากใครในสงั คมมีความทกุ ข คนอ่ืน ๆ กพ็ รอมทจ่ี ะทุกขดวย
พรอมทีจ่ ะชว ยกันทงั้ ยามสุขและทุกข ไมเลือกท่ีรกั มักท่ชี งั ไมก ดี ก้ันกัน มใิ ชคอยแตจะอจิ ฉา
ริษยา ไมใ หใครไดเปรยี บใครอยตู ลอดเวลา ท้งั หมดน้ีก็คือหลกั ภราดรภาพในระบอบ
ประชาธิปไตยนัน่ เอง ซึง่ ก็คอื ความเปนพ่นี องกนั ไมแบงแยกรงั เกยี จเดยี ดฉันทกนั
มีความสมคั รสมานรักใครกลมเกลยี วกนั (Solidarity)
- ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยตองยดึ หลักการประสานกลมกลืน (Harmony) คือ
การกา วไปดว ยกนั ทํางาน และพฒั นาไปพรอมกัน ดวยสํานกึ ความเปนอันหนึ่งอันเดยี วกัน
ของสังคม ไมใชจ ําใจตองประนีประนอม ยอมลดราวาศอกใหกัน อันอาจเปนความจาํ เปน
ตอ งอยรู วมกันที่ไมย ง่ั ยนื

56

คําหลัก คําอธบิ าย
* แตกตา ง - ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยไมจําเปน ตองมีความคิดเห็น มคี วามปรารถนาตองการ
แตไมแตกแยก เหมือนกนั ทกุ เรื่อง ตรงกันขาม ระบอบประชาธิปไตยตองการคนท่ีมีความคิดเหน็ ทแ่ี ตกตาง
หลากหลาย เพราะอาจจะทาํ ใหไ ดท างเลือกทีด่ ีทสี่ ดุ ของสงั คมก็ได และถา ไมม ีความคดิ เห็น
ทีแ่ ตกตางหลากหลาย สังคมโลกก็อาจจะไมพฒั นาเลย เชน อาจจะยังเช่ือวา โลกแบนและเปน
ศูนยกลางของจักรวาลอยกู ็ได ประชาธิปไตยจึงไมหลบหนคี วามขดั แยง หากแตประชาชน
ในระบอบประชาธิปไตยจะตองชวยกนั ทาํ ใหความขัดแยงน้ันนําไปสกู ารสรางสรรค
- ตามหลกั ประชาธิปไตยสากล หามไมใหเ ลือกปฏิบัตโิ ดยไมเ ปนธรรมตอ บุคคลเพราะเหตุ
แหง ความแตกตางในเรอ่ื งถิ่นกําเนดิ เชอ้ื ชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย หรอื
สขุ ภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกจิ หรือสงั คม ความเช่อื ทางศาสนา การศึกษาอบรม
หรือความคิดเห็นทางการเมือง
- ใชห ลักสันติวิธี - สันติวิธี หมายถึง วธิ ีทจ่ี ะกอใหเ กิดความสงบ (พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔)
- จดุ มุงหมายสาํ คญั ประการหนึ่งของประชาธปิ ไตยกเ็ พ่ือใหประชาชนไมตองทะเลาะ ทาํ ราย
ประหัตประหารกนั ดว ยความรุนแรงอนั อาจนํามาซ่ึงความไมสงบสขุ แตกแยกกนั ทว่ั ไป ดังนั้น
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตอ งเรยี นรูทจี่ ะใชห ลกั สันติวิธดี วย
- ยึดหลักเสยี ง - ฝายทเ่ี ปนเสยี งขางมาก ไมควรใชเสยี งขางมากละเมิดสทิ ธิและเสรีภาพข้ันพ้นื ฐานของฝายเสยี ง
ขา งมากและเคารพ ขา งนอ ย ดงั ที่เรยี กวา “ปกครองโดยเสียงขา งมากและเคารพสทิ ธิของเสยี งขางนอย (Majority Rule
สทิ ธิของเสยี งขางนอ ย and Minority Rights)” เชน ฝา ยเสยี งขา งมากไมพ ึงใชม ติเพื่อจดั สรรงบประมาณใหแกพ้ืนทข่ี อง
(Majority Rule and พวกตนโดยไมคาํ นงึ ถึงความเดอื ดรอ นและความจําเปน ของคนสว นนอ ย
Minority Rights)
- เห็นความสําคัญ - ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยตองรูจักแยกแยะประโยชนข องสว นตวั กบั ประโยชนของ
ในประโยชนข อง สวนรวม ตามปกติคนสวนใหญม กั เหน็ ประโยชนข องสวนตนเปนสาํ คัญ แตในการอยูรว มกัน
สว นรวม ในสงั คมทุกคนตองเห็นความสําคญั ในประโยชนข องสวนรวม เชน แมวา ผสู มัครรบั เลือกต้ัง
จะหยบิ ยื่นประโยชนใ หแกเราเปนการสวนตวั แตในการใชสิทธเิ ลอื กตัง้ เราตอ งยึดหลกั ประโยชน
ของสวนรวมเปน สําคัญ
- มจี ิตสํานึก - ประชาธปิ ไตยตงั้ อยบู นพืน้ ฐานการอยรู ว มกันในสงั คม คนในระบอบประชาธปิ ไตยจึงตอ งมี
รวมหมู (Team สาํ นึกความเปน กลมุ เปน สังคมเดยี วกนั เสมอ สามารถทํางานรว มกบั ผอู ืน่ ได และพรอมท่ีจะรบั
Spirit) และทํางาน ผลทอ่ี าจเกิดข้นึ ไดร วมกัน (Accountability)
เปนหมคู ณะ (Team
Working)
- มจี ิตสาธารณะ - ประชาธปิ ไตยเปน เร่ืองของทุกคนในสังคมและสังคมจะอยูรว มกนั อยางผาสุกไดนน้ั ทุกคน
(Public-Mindedness) นอกจากจะมชี ีวติ สวนตัวของแตละคนแลว ทุกคนยงั ตองเสียสละ พรอมท่ีจะเสนอตวั ชวยกัน
และการมีจิตอาสา รับผดิ ชอบในกิจการทเ่ี ปนสาธารณะ ท้งั ในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สงั คม ประเทศชาติ และ
(Volunteerism) ประชาคมโลก
การมีสวนชวยในการ
พฒั นาครอบครัว
โรงเรียน ชุมชน สังคม
และประเทศชาติ
อยางยั่งยนื

57

คาํ หลกั คําอธบิ าย
ปญ ญาธรรม
- ยึดหลกั เหตุผล - การใชเสียงขางมากนน้ั อาจบอกไดแ ตความชอบ ความพึงพอใจ ความตอ งการ แตไมส ามารถ
ความจรงิ และ ตดั สินความจริง ความถูกตองไดท ั้งหมด ดงั น้นั ประชาธิปไตยทด่ี จี ําเปนตองต้งั อยูบ นหลัก
ความถูกตอง ความจรงิ ความถูกตอง ความดีงาม หรือหลกั ธรรมาธิปไตย ดว ยเหตนุ เ้ี สียงขางมากในระบอบ
ประชาธปิ ไตยจงึ จําเปนตองรับฟงเสียงขางนอ ยดวยเหตุผล หากเสยี งขา งนอยมเี หตผุ ลที่ดกี วา
ฝายเสยี งขา งมากก็ควรทจ่ี ะยอมรบั ความคดิ เห็นของเสียงขางนอย และความจริง ความถูกตอง
การท่ีจะเปนสังคมประชาธิปไตยทยี่ ดึ หลักเหตุผล ความจริง ความถกู ตองได คนในสังคม
มีสติปญ ญา มคี วามรู และมีคุณธรรม ดว ยการไดรับการศึกษาท่ีมีคณุ ภาพ
- รูทันขอมูล - ในยคุ เทคโนโลยสี ารสนเทศทสี่ ่อื และขอ มูลขา วสารมีความสําคญั มากขึ้น คนในระบอบ
ขาวสาร ประชาธปิ ไตยจาํ เปน ตองเห็นความสาํ คัญ ติดตาม และสามารถคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณในขอ มลู
(Information ขาวสารเพ่ือใหร เู ทาทนั รวมถึงตอ งรแู ละเขาใจวิธกี ารและกระบวนการผลติ ส่ือและเทคโนโลยี
Literacy) และ สารสนเทศดพี อสมควร เนอื่ งจากผูผลิตสือ่ สามารถใชสอ่ื และขอมลู ขา วสารโนมนา วใหประชาชน
รทู ันสอื่ (Media ทุกคนเชื่อ คลอ ยตาม และทําส่งิ ทผี่ ผู ลติ สอ่ื ตอ งการ ยง่ิ ไปกวา นัน้ ในปจ จบุ นั ประชาชน
Literacy) ยังสามารถเปนผผู ลิตสอ่ื และเผยแพรข อมูลขา วสารเอง เชน การนําเสนอ หรอื แบง ปน (Share)
สาระผา นสื่อสงั คมสมยั ใหมและสือ่ ออนไลนต า ง ๆ การกระทาํ ดงั กลา วจะตอ งกระทาํ
ดว ยความมสี ติ พิจารณาไตรตรองถึงผลที่จะเกิดขึ้น
- ติดตามตรวจสอบ - ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยจําเปนตอ งรทู นั ขาวสาร โดยเฉพาะขา วสารทางการเมอื ง
การปฏบิ ัตงิ าน อยางนอยตอ งมขี อมลู เก่ียวกับการปฏิบตั ิงานของบุคลากรทางการเมือง เพ่ือใหทราบวา
ของบุคลากร มผี ลกระทบตอประชาชนอยางไร ประชาชนควรสนบั สนนุ หรือคดั คาน ควรเตรียมตัวอยางไร
ทางการเมือง และโดยเฉพาะอยา งย่ิงประชาชนตองใชในการตัดสินใจในทางการเมืองและการเลือกต้ัง
- มีความกลา หาญ - ประชาชนในระบอบประชาธปิ ไตยนอกจากจะตองซื่อสัตยสจุ ริตและมคี วามโปรง ใสแลว
ทางจรยิ ธรรม จะตอ งกลา ทจ่ี ะยืนหยัดในความจริง ความถูกตอง ไมป ลอยใหค วามเท็จ ความไมถูกตองดํารงอยู
(Moral Courage) กลา ที่จะพดู แสดงออก และคัดคาน ท้ังนี้ ครตู อ งฝก ใหผเู รียนมคี วามกลาหาญทางจริยธรรม
กลา ที่จะยนื หยดั และกลา ท่จี ะยืนหยัดในสิง่ ทถ่ี ูกตองอยา งมวี จิ ารณญาณโดยคํานึงถงึ ความปลอดภยั ดว ย เพื่อทจ่ี ะ
ในสิ่งท่ถี กู ตอง ยืนหยัดในความจริงและความถกู ตองใหย ัง่ ยืนมากทส่ี ดุ
(Moral
Assertiveness)
- มีทักษะการคิด - ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตอ งมีทกั ษะการคิดอยางมีวิจารณญาณ ท้งั คดิ วิเคราะห
อยางมีวิจารณญาณ สังเคราะห เปรยี บเทยี บ ประเมนิ คา สบื สาวหาสาเหตุ แกป ญหา สรางสรรค รวมถงึ ทักษะการใช
เหตุผล การต้ังคาํ ถาม การวิจัย การคนควา การรวบรวมขอมลู การโตแยง อนั จําเปน ตองใช
ในกิจกรรมตาง ๆ ของสงั คม เชน การพดู คยุ แลกเปลยี่ น เสวนา อภิปราย โตว าที การออกเสยี ง
ประชามติ การเลือกต้ัง และการมสี วนรว มทางการเมืองอนื่ ๆ
- ทกั ษะการสื่อสาร - ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตอ งมที กั ษะการสอื่ สารในระบอบประชาธปิ ไตย ไดแก
ในระบอบ การฟง การอา น การคน ควา การจบั ใจความ การสรุปความ การยอ ความ การขยายความ
ประชาธิปไตย การตคี วาม การแปลความ การพูด การเขียน การโตว าที การอภิปราย การวจิ ารณ
การกลาแสดงออก การแสดงความคดิ เหน็ และการรับฟง ความคดิ เหน็ ของผูอน่ื

58

คาํ หลัก คําอธบิ าย
- พฒั นาความรู - ในระบอบประชาธิปไตยถือวาประชาชนเปน ผมู ีอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ คุณภาพ
ความคดิ จิตใจ ของประชาธิปไตยจงึ อยูที่คณุ ภาพของประชาชน ดังนนั้ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
พฤติกรรมและ ตอ งพัฒนาความรู ความคดิ เจตคติ พฤตกิ รรมและการทํางานของตนเองอยเู สมอ จงึ จะสามารถ
การทํางาน ทาํ ใหประชาธปิ ไตยสาํ เร็จผลดว ยดไี ด
ของตนเองอยูเ สมอ - ในระบอบเผด็จการประชาชนมีสวนรวมทางการเมืองอยางจาํ กัดเพียงในฐานะผูใ ตป กครอง
- มีสวนรว ม แตประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตองมีสวนรวมทางการเมอื งอยางสรา งสรรคในฐานะ
ทางการเมอื ง เจา ของประเทศไดห ลากหลายวธิ ี แตท ้ังนตี้ องพฒั นาประชาชนใหมีสว นรว มทางการเมือง
อยา งสรางสรรค อยางมีคณุ ภาพ
- มีความรูพ ื้นฐาน - ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตอ งมคี วามรูพืน้ ฐานทางการเมือง ไดแ ก ความหมาย
ทางการเมือง และความสําคัญของการเมืองการปกครอง ระบอบการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ
(Political ประวัตศิ าสตรก ารเมืองการปกครองของไทย สถาบันและกระบวนการทางการเมืองการปกครอง
Literacy) ของไทยในปจ จุบนั การเลอื กตั้งสมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวฒุ สิ ภา
การบริหารราชการแผนดินของไทยในปจ จบุ นั การเลือกตั้งสมาชิกสภาทอ งถ่นิ และผูบ รหิ าร
ทอ งถน่ิ สภาพปญหา สาเหตุ และแนวทางแกไขปญหาการเมอื งการปกครองของไทย
การมสี ว นรวมของประชาชนในการพฒั นาการเมืองการปกครองของไทย

59

การเรียนการสอนรายวชิ าเพิ่มเตมิ หนา ท่พี ลเมอื ง: แนวปฏบิ ัติสําคญั

การเรียนการสอนรายวิชาเพิ่มเติมหนาท่ีพลเมืองมีจุดเนนสําคัญ คือ ตองการใหเยาวชนไทยเปนพลเมือง
ที่ดีของสังคมไทย คือ มีความเปนไทย รักชาติ ยึดมั่นในศาสนา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย เปนพลเมืองดี
ท่ีมีวิถีชีวิตและมีสวนรวมในการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
อยรู วมกนั ในสังคมอยางปรองดอง สมานฉนั ท พรอมดว ยคุณลักษณะความมวี ินัยในตนเอง ดงั นั้น การเรียนการสอน
รายวิชาเพิ่มเติมน้ี จึงเนนท่ีการปฏิบัติลงมือทํา (Action) เพื่อใหเปนพลเมืองที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลตอ
กระบวนการเรียนการสอน ผูสอนจะตองทําใหการเรียนการสอนมีความหมายและมีคุณคาแกผูเรียน เพื่อจะทําให
เกดิ ประโยชนท่แี ทจ รงิ แกเยาวชนและสงั คมโดยรวม

แนวปฏิบัติสาํ คญั ทจี่ ะทําใหการเรยี นการสอนหนา ทีพ่ ลเมอื งบรรลวุ ตั ถุประสงค มีดังนี้
1. ผูสอนตองเขาใจมโนทัศน (Concept) สําคัญของรายวิชาน้ี นั่นคือ การเขาใจในจุดเนนที่เปนพ้ืนฐาน
สําคัญ ซึ่งวัตถุประสงคของรายวิชาน้ีตองการพัฒนาทักษะ คานิยม และคุณลักษณะ ซ่ึงสะทอนดวยการปฏิบัติ
(Action)
2. การวางแผนการสอนจะตองเนนการพัฒนาท่ีตอเน่ือง (Continuous Development) ของกระบวนการคิด
กระบวนการสืบคน กระบวนการแกปญหา รวมท้ังกระบวนการพัฒนาคานิยม เพ่ือใหผูเรียนเกิดการเรียนรูและ
นาํ ไปสูการเปล่ยี นแปลงที่พึงประสงค ดังนนั้ การวางแผนการสอนควรเปด โอกาสใหผ เู รยี นไดท าํ กิจกรรม ดงั น้ี

1) ต้งั คาํ ถามดว ยตนเองเพอ่ื การสืบคน
2) มีสว นรว มในกจิ กรรมทหี่ ลากหลายในการสืบคนขอ มูล
3) ฝกการวิเคราะหโดยใชขอมูลจริง (Real Data) ในสภาพจริง ทั้งนี้ มีผูเชี่ยวชาญการสอน
สังคมศึกษาหลายทานเสนอวาตองเปดโอกาสใหผูเรียนไดสํารวจ (Survey) หรือสัมภาษณ จากแหลงขอมูลที่เปน
ปฐมภูมิ
4) ผูเรียนทํางานเปนกลุมรวมกันกับเพื่อน รวมทั้งบุคคลอื่นในชุมชนตามโอกาสและวุฒิภาวะ
ของผูเ รียน
5) นําเสนองาน หรือผลงานดวยวิธีการท่ีหลากหลาย เชน จัดอภิปราย ทําปายนิเทศ จัดนิทรรศการ
แสดงบทบาทสมมตุ ิ จัดทาํ Video Clip เปนตน
3. การสอนหนาที่พลเมืองตองเนนความเช่ือมโยง หรือความเก่ียวของ (Relevant) การลงมือทํา หรือ
ปฏบิ ัตอิ ยา งตอเนอ่ื ง (Engaging) และเรยี นรูอยา งกระตอื รอื รน (Active Learning)
3.1 ความเช่ือมโยง หรือความเกี่ยวของ (Relevant) คือ การใชประเด็นจริง (Real Issue) ท่ีเปน
ปจจุบันที่เก่ียวของกับความคิดของคนวาจะถูก หรือผิด ดี หรือไมดี มีคุณคา หรือไมมีคุณคา เพ่ือการเรียนรู
ของผูเรียนจะเช่ือมโยงกับประสบการณจริง แตในกรณีใชประเด็นจริง ผูสอนควรใชวิจารณญาณ เพราะ
บางประเดน็ อาจมคี วามออ นไหว (Sensitive) ตอสังคม รวมท้งั ควรคาํ นงึ ถงึ วยั และวฒุ ภิ าวะของผูเรียนดว ย
3.2 การลงมือทํา หรือปฏิบัติอยางตอเน่ือง (Engaging) การเรียนจากประสบการณจริง ถือวา
เปนหลักการสําคัญของการสอนหนาท่ีพลเมืองและเปนที่ยอมรับของนักการศึกษาท่ัวโลก ดังนั้น การลงมือทํา
(ปฏิบัติ) อยางตอเนื่องกับประเด็นจริง (Real Issue) หรือเหตุการณจริง ท้ังในระดับครอบครัว หองเรียน โรงเรียน
หรอื ชุมชน จงึ เปนสิง่ สําคัญ ตัวอยางตอไปนี้ เปนขอเสนอแนะในประเด็นจริง หรือเหตุการณจริง ที่อาจนํามาใชกับ
ผลการเรียนรขู องรายวิชาหนาที่พลเมืองได

60

ประชาธปิ ไตยในโรงเรยี น เชน จัดใหมีกรรมการหอ งเรียน สภานักเรียน
การแกปญหา เชน จัดกจิ กรรมการดูแลสิง่ แวดลอมและสาธารณสมบตั ิ
วันสาํ คัญ / เหตุการณสําคัญ เชน จดั กจิ กรรมการเฉลมิ พระเกียรติ
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั และ
สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชินีนาถ
จดั กจิ กรรมวันรฐั ธรรมนูญ วนั ประชาธปิ ไตยสากล
การรณรงค เชน จดั กิจกรรมรณรงคการตอตานการฉอราษฎรบังหลวง
การมีจิตสาธารณะ เชน จัดกิจกรรมชวยเหลือผูประสบภัยตาง ๆ หรือ
ผูท่ีเดอื ดรอน
การยอมรับ- เชน การทําแบบวัดเจตคติ การทําวจิ ัยเกยี่ วกับ
ในความหลากหลาย- ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ทางวฒั นธรรม
3.3 เรียนอยางกระตือรือรน (Active) การเรียนอยางกระตือรือรน ก็คือ การเรียนที่ผูเรียนตอง “ทํา”
หรือ “do” ทั้งน้ี การเรียนโดยผานการอภิปราย (Discussion) เปนวิธีที่สําคัญในการเรียนรายวิชาหนาที่พลเมือง
เพราะการอภิปรายเปนทักษะท่ีสําคัญในการเรียนและทักษะของความเปนพลเมือง (Citizenship skill) เพ่ือแสดงออกซ่ึง
สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การอภิปรายโดยทั่วไปคงไมใชการอภิปรายท่ีเกี่ยวของกับประเด็น
ความเปนพลเมือง (Citizenship Discussion) Sandie Llewellin (2001) นักการศึกษาดานความเปนพลเมือง
(Citizenship Education) ไดเสนอวา การอภิปรายที่เก่ยี วของกับความเปนพลเมืองควรมลี ักษณะ ดงั นี้
1. เปนประเด็นทีเ่ กดิ ขึ้นจริง (Real Life Issue)
2. เก่ียวขอ งกับวถิ ชี วี ิตของประชาชน (Deal with Public Dimension of Life )
3. เกี่ยวของกับเยาวชนในฐานะเปนพลเมืองคนหน่ึง (Relate to Young People as Citizens)
3.4 การเรียน (Learning) การเรียนรูเรื่อง หนาท่ีพลเมืองจะมีประสิทธิภาพ ตอเม่ือมีบรรยากาศของ
หองเรียนที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไมมีบรรยากาศของการใชอํานาจ หรือทําใหผูเรียนเกิดความไมสบายใจ
กลยุทธส าํ คัญที่จะทาํ ใหผ เู รียนในบรบิ ทของสงั คมไทยเรียนรูอยางมีประสทิ ธิภาพ คือ
1. จัดการทํางานเปนกลุมเล็ก เพื่อใหผูเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นไดท่ัวถึงกวาการทํางาน
ในกลมุ ใหญ
2. เปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนกําหนดกติกาในการทํางาน คุณภาพของงาน ประเด็นการอภิปราย
หรือประเด็นที่จะศึกษาตลอดจนการจัดกิจกรรมท่ีเกี่ยวของ เพื่อท่ีผูเรียนเกิดความรูสึกวาการเรียน หรือการทํางานนั้น
มคี วามหมายและมคี ุณคา จะไดทาํ งานอยางตอเนื่องและตั้งใจ (Engaging)
3. เปดโอกาสใหผูเรียนทุกคนแสดงความคิดเห็นและเมื่อมีขอสรุปความคิดเห็นของทุกคน
ควรจะอยูในขอสรุปนน้ั ๆ ดว ย
4. ครูควรสรางความรูสึกวาการประสบความสําเร็จ คือ การเรียนรู หรือการทํางาน โดยผาน
กระบวนการตาง ๆ เปนรางวลั ทนี่ าภูมใิ จ
5. ครูควรคํานึงถึงการเรียนรูหลาย ๆ รูปแบบ (Learning Style) ของผูเรียน การจัดกิจกรรม
จึงควรมีหลากหลาย เชน การสาธิต การตอบคําถาม การอภิปราย การคนควาวิจัย การทําโครงการ การสํารวจ
การแกปญหา การใชเกม การแสดงบทบาทสมมติ การใชสถานการณจําลอง การใชกรณีศึกษา (Case Study)
โดยมีการทาํ งานกลุมเลก็ และรายบุคคล

61
6. กรณีการเรียนรูท่ีเปนกระบวนการควรจัดใหครบข้ันตอนอยางตอเน่ือง แตครูก็อาจนํา
บางขั้นตอนมาจัดกิจกรรมแยกได เชน กิจกรรมการวิเคราะห ซึ่งเปนกิจกรรมที่อยูในขั้นตอนของกระบวนการเรียน
การสอนหลายรูปแบบสามารถนํามาจัดเปนกิจกรรมแยกออกมาไดตามความเหมาะสม เปนการฝกความสามารถ
ในการวเิ คราะห หรอื การจดั การกับขอมลู ตาง ๆ แกผ เู รียน
7. ครูควรมีการวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนอยางตอเน่ืองตลอดเวลาในการจัด
การเรียนรูเพ่ือสะทอนการปฏิบัติของผูเรียนในสภาพจริง ท้ังน้ี การวัดและประเมินหนาท่ีพลเมืองตองมีการประเมิน
ภาระงานที่เก่ียวกับกิจกรรมใหผูเรียนปฏิบัติ การสรางลักษณะนิสัย รวมทั้งกระบวนการทํางานและคุณภาพงาน
ดว ยวิธกี ารและเครื่องมือการวดั และประเมินผลทีห่ ลากหลาย
จากหลักการสอนท้ัง 4 หลัก ขางตน Sadie Llewellin (2001) ไดสรุปหลักการสอนวาเปน R-E-A-L:
Relevant, Engaging and Active Learning และแสดงความเห็นวาการทํางานในลักษณะโครงงาน (Project Work)
เปนกิจกรรมท่ีสําคัญในการเรียนการสอนหนาที่พลเมือง เพราะเปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดรับผิดชอบในการเรียนรู
มีวินัย และเปนการเรียนรูที่เปน Active Learning ผูเรียนไดมีโอกาสศึกษาประเด็นตาง ๆ ในสังคมท่ีเกิดข้ึนจริง ศึกษา
ปญหาอุปสรรค และเรียนรูในการแกไข เรียนรูบทบาทของพลเมืองดีในสังคมเพ่ือการเตรียมตัวเปนพลเมืองดีของชาติ
ในอนาคต

62

การจดั เนือ้ หาและกิจกรรมการเรยี นรรู ายวิชาเพิ่มเตมิ หนาทีพ่ ลเมือง

๑. จัดเนือ้ หาตามจดุ เนนแตละจดุ เนน ในทุกชัน้ ป โดยบูรณาการจุดเนนท่ี ๕ ความมีวนิ ัยในตนเอง ทส่ี อดคลอง
กบั ผลการเรยี นรแู ละสาระการเรียนรูข องจุดเนน ที่ ๑ - ๔ ทเ่ี ก่ยี วของ

ตวั อยางระดับประถมศกึ ษา

ระดับชน้ั จุดเนน ผลการเรียนรู สาระการเรยี นรู บรู ณาการวนิ ยั ในตนเอง
ป.๕ ๑. ความเปนไทย ๑. เหน็ คณุ คา และ มารยาทไทย - ต้ังใจปฏิบตั หิ นา ท่ี
ปฏบิ ตั ิตนเปนผมู ี - การสนทนา - ยอมรบั ผลท่ีเกดิ จาก
๑.๑ ลกั ษณะท่ดี ี มารยาทไทย - การปฏิบตั ติ น การกระทําของตนเอง
ของคนไทย ตามกาลเทศะ

- การตอนรับ
ผมู าเยอื น
๒. รคู ุณคาและ
บํารุงรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอม

กจิ กรรมหลัก
1. สาธิตมารยาทไทย และใหป ฏิบัตติ าม
2. อธบิ ายประโยชนจากการมมี ารยาทไทยทดี่ ีงาม
3. เขยี นตารางผลกระทบตอการมมี ารยาทไทยในเร่ืองตา งๆ
4. กําหนดสถานการณและใหน ักเรียนแสดงบทบาทสมมตติ ามสถานการณนัน้ ๆ
5. นักเรียนเขียนบนั ทึกประสบการณการนาํ มารยาทไทยไปใชจ ริงในชวี ติ ประจาํ วนั
6. นกั เรียนเขียนบนั ทึกประจําวันทแ่ี สดงถงึ การดแู ลรักษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
7. ครูใหน กั เรยี นทาํ แบบสํารวจความพงึ พอใจตอการมมี ารยาทไทยและการดแู ลรักษา

ทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ ม
ตัวอยางระดับมธั ยมศึกษา

ระดับชนั้ จดุ เนน ผลการเรยี นรู สาระการเรยี นรู บูรณาการวินยั ในตนเอง
ม.๒ ๓. ความเปน ปฏบิ ตั ิตน การติดตามขา วสาร ใฝห าความรู อดทน
พลเมอื งดีในระบอบ เปนพลเมืองดี ความกลา หาญ
ประชาธปิ ไตยอนั มี ตามวถิ ี ทางจรยิ ธรรม
พระมหากษัตรยิ  ประชาธิปไตย การเปนผนู าํ
ทรงเปน ประมุข เปน สมาชกิ ท่ดี ี

๓.๑ การดาํ เนิน
ชีวติ ตามวถิ ี
ประชาธปิ ไตย

63
กจิ กรรมหลัก
๑. ตดิ ตามขา วสาร วเิ คราะห และสรปุ ขา วตลอดสปั ดาห
๒. วิเคราะหขา วทเ่ี ปนประเด็นปญหาทางสังคม การเมือง เศรษฐกจิ และส่งิ แวดลอ ม
๓. เสนอความคิดเห็นทเี่ ปนรูปธรรมในการแกปญหาจากขอ ๒ ในปา ยนิเทศของโรงเรยี น (กจิ กรรม
ท้ังหมดเปนกิจกรรมกลมุ ที่ตองมกี ารวางแผน มอบหมายงาน ทาํ งานอยา งตอเนื่อง)
๒. จัดเน้ือหาแบบบูรณาการใน ๕ จดุ เนน โดยตองวิเคราะหผลการเรียนรใู นแตล ะจดุ เนนวา เก่ยี วของ หรือ
เชื่อมโยง หรอื มปี ระเด็นรว มกันในเนือ้ หาตาง ๆ และตงั้ เปน Theme (หัวเร่ือง)
ตัวอยาง
ประถมศึกษาปท่ี ๖
จดุ เนน ท่ี ๓ ความเปนพลเมอื งดีในระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตริยท รงเปนประมุข

๓.๑ การดาํ เนินชวี ิตตามวถิ ปี ระชาธิปไตย
ผลการเรยี นรู
- ปฏิบัติตนและแนะนาํ ผูอนื่ ใหป ฏบิ ัตติ ามขอตกลง กติกา กฎ ระเบยี บ ของหองเรยี น และ
โรงเรยี น
- เหน็ คุณคาและปฏบิ ัติตนตามบทบาทหนาท่ี มีสว นรว มและรับผิดชอบในการตดั สินใจ
จดุ เนนที่ ๔ ความปรองดอง สมานฉันท
๔.๑ การอยูรวมกันในสงั คมแหง ความหลากหลาย
ผลการเรยี นรู
- ยอมรับความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในประเทศไทย และอยูร ว มกบั ผูอ่ืนอยา งสันติ
และพงึ่ พาอาศัยกนั
จดุ เนน ท่ี ๕ ความมีวนิ ัยในตนเอง
ผลการเรียนรู
- ปฏิบตั ติ นเปนผูใฝห าความรู
- ตัง้ ใจปฏบิ ตั หิ นา ท่ี
- ขยันหมัน่ เพียร
Theme: เคารพกตกิ า ปฏบิ ัตติ ามหนา ที่ อยูอยางสนั ตสิ ุข
สาระการเรยี นรู
- ขอตกลง กฎ กตกิ า ในหองเรยี นและโรงเรียน
- บทบาทหนาทตี่ าง ๆ ของการเปนสมาชกิ ทีด่ ี
- กิจกรรมตา ง ๆ ของหองเรยี น
- ความหลากหลายทางสังคมวฒั นธรรมในประเทศไทย
กิจกรรมหลกั
๑. วิเคราะหคณุ คา ขอตกลง กฎ กติกา กบั ชีวติ ประชาธิปไตยในหองเรยี นและโรงเรยี น
๒. เสนอแนวทางในการดูแลสาธารณสมบตั ิ สวนรว มในหองเรียนและโรงเรยี นตามบทบาทของตนเอง
๓. สํารวจและอภิปรายรวมกันถึงการใชสิทธิ หนาที่ และการใชเสรีภาพอยางรับผิดชอบในหองเรียน
และโรงเรยี น

64
๔. สํารวจและอภิปรายรวมกันถึงการทําหนาที่เปนสมาชิกท่ีดีของหองเรียนและโรงเรียน ในประเด็น
การเปนผนู าํ การเปนสมาชกิ ทด่ี แี ละการถอื ประโยชนข องสว นรวมตอการรวมกิจกรรมตา ง ๆ
๕. ระดมสมองเสนอแนวทางการอยูรวมกันอยางสนั ตสิ ุข ในขณะท่สี ังคมมีความหลากหลายทางสงั คม-
วัฒนธรรม
๖. ทําแบบวดั ทศั นคติของตนเองตอการอยรู ว มกันอยางสนั ติสขุ ในประเดน็ ดงั น้ี

- เคารพซ่ึงกนั และกัน
- ไมแ สดงกริ ยิ าวาจาดูหมน่ิ ผูอ่ืน
- ชว ยเหลอื กนั และกัน
- แบง ปน
๗. คนควา สถานการณขัดแยงในประเทศไทย และเสนอแนวทางแกไขปญหาในประเดน็ ละเมิดสทิ ธิ
และการรักษาสิง่ แวดลอม
ตวั อยา ง
มัธยมศกึ ษาปท ่ี ๓
จุดเนนท่ี ๑ ความเปน ไทย

๑.๑ ความเปนไทย: ลักษณะทีด่ ีของไทย
ผลการเรียนรู
- มีสวนรว ม แนะนําผอู ื่นใหอนรุ กั ษแ ละยกยองผมู มี ารยาท
- แสดงออก แนะนําผอู น่ื และมสี วนรวมในกิจกรรม เอื้อเฟอ เผอื่ แผ และเสียสละ
๑.๒ ศลิ ปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีไทย
ผลการเรียนรู
- เห็นคุณคา อนรุ ักษ สืบสาน และประยุกต ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศลิ ปวัฒนธรรม และ
ภมู ิปญ ญาไทย
จดุ เนน ท่ี ๕ ความมีวนิ ัยในตนเอง
ผลการเรยี นรู
ปฏบิ ัติตนเปนผมู ีวนิ ยั ในตนเอง: ความซ่ือสตั ยสจุ ริต ขยนั หม่นั เพียร อดทน ใฝห าความรู ต้งั ใจ
ปฏบิ ัติ ยอมรบั ผลที่เกิดจากการกระทําของตนเอง
Theme: ภูมิใจในความเปนไทย
สาระการเรยี นรู
- มารยาทไทย
- เอ้ือเฟอ เผอื่ แผ และเสียสละ
- ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไทย และภูมิปญ ญาไทย
กิจกรรมหลกั
๑. นักเรียนจดั กิจกรรมรณรงคม ารยาทไทย
- เชญิ วทิ ยากรมาอธิบาย / สาธติ
- จดั ประกวดมารยาทไทยของนกั เรียนในระดบั ตา ง ๆ
๒. รวมกันอภปิ รายและจัดกจิ กรรมที่แสดงความเอ้อื เฟอเผ่อื แผและเสียสละในรปู กิจกรรมจติ สาธารณะ

65
๓. ทาํ แบบสํารวจขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภมู ิปญญาไทยทมี่ ีคุณคาตอการอนุรกั ษ
และสบื สาน
๔. วิเคราะหผ ลการสํารวจจากขอ ๓ และนักเรยี นแตล ะช้นั รวมจดั นิทรรศการ แสดงขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี ฯลฯ ที่ไดรบั การเสนอ ๔ อนั ดับแรก พรอมทง้ั เสนอแนวทางการประยุกตข นบธรรมเนยี มประเพณี
ศลิ ปวฒั นธรรมเหลานน้ั
๓. ผลการเรียนรูบางขอในจุดเนนตาง ๆ เชน จุดเนนที่ ๑ และ ๒ นักเรียนแตละช้ันอาจจัดกิจกรรมตาง ๆ
รว มกันได ทง้ั นี้ ขึ้นอยูกบั การวางแผนจดั หนวยการเรียนรูท่ีเอื้อตอการจัดกิจกรรมของทุกชั้นรวมกัน ซ่ึงนาจะ
มีผลตอการพฒั นานักเรียนมาก (Impact)

๔. การวางแผนจัดหนว ยการเรยี นรูอาจจดั ใหส อดคลองกบั เหตุการณ สถานการณ ที่เก่ียวของกับจดุ เนน
ทง้ั ๕ จุดเนน

66

การใชเ ทคนิค / กระบวนการ / วธิ สี อน
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรรู ายวิชาเพิม่ เตมิ หนา ทีพ่ ลเมือง

การจัดกิจกรรมการเรียนรูหนาที่พลเมืองใหบรรลุเปาหมายตามจุดเนนท้ัง ๕ น้ัน เพื่อใหเยาวชน
มีคุณลักษณะที่ดีของคนไทย เห็นคุณคาความสําคัญและมีสวนรวมมือในการอนุรักษศิลปวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมและประเพณีไทย เห็นคุณคาและแสดงออกถึงความรักชาติ ยึดมั่นในศาสนา และเทิดทูน
สถาบันพระมหากษัตริย เปนพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
ดวยการดําเนินชีวิตตามวิถีประชาธิปไตย มีสวนรวมทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความปรองดอง สมานฉันท สามารถอยูรวมกันในสังคม
แหง ความหลากหลาย มกี ารจัดการความขดั แยงและสนั ตวิ ิธี ตลอดทัง้ เปนผูมีวนิ ยั ในตนเองดวยการประพฤติตน
เปนคนซื่อสัตยสุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทน ใฝหาความรู ต้ังใจปฏิบัติหนาท่ี และยอมรับผลท่ีเกิดจาก
การกระทําของตนเอง

การจัดการเรียนรูใหบรรลุเปาหมายดังกลาวน้ัน ผูสอนจะตองใชกระบวนการ เทคนิค วิธีสอนที่มี
ขั้นตอนเนนสูการปฏิบัติจริง อีกทั้งยังตองใชกระบวนการคิดท่ีหลากหลายในการจัดกิจกรรมการเรียนรูอีกดวย
ทัง้ น้ี ในการจัดการเรียนการสอนในแตล ะระดับช้ันจะมีผลการเรียนรูท่ีกําหนดไวอยางชัดเจนท่ีจะนําพาผูเรียน
บรรลุตามเปาหมายที่กําหนด ดังนั้น ผูสอนจึงควรแสวงหาและเลือกใช กระบวนการ เทคนิค วิธีสอน
อยางเหมาะสม ซ่ึงตัวอยางกระบวนการ วิธีสอน วิธีคิดท่ีนําเสนอน้ีเปนเพียงสวนหนึ่งท่ีสามารถนําไปใช
ในการจดั การเรียนรูได

๑. การจัดการเรียนรูโ ดยใชท ักษะกระบวนการเผชญิ สถานการณ (Conflict Situation Skills)
ทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณเปนกระบวนการเรียนรูอยางหน่ึงที่ฝกใหผูเรียนไดเรียนรู

ดวยตนเอง ไดมีโอกาสสัมพันธกับส่ิงท่ีจะเรียนรู หรือมีกัลยาณมิตร ชวยใหเกิดการเรียนรู และสามารถนํา
ประสบการณจ ากการเรียนรนู น้ั มาเปนแนวทางในการเลือกและตัดสินใจ โดยผานการวิเคราะหและประเมินคา
เพอ่ื นําไปสูการปฏิบตั ิ
ขัน้ ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู

จากแนวคดิ ของ สมุ น อมรวิวัฒน ไดเสนอการใชกระบวนการเผชญิ สถานการณ ประกอบดว ย
๔ ข้นั ตอน คือ

ขน้ั ท่ี ๑ การรวบรวม ขา วสาร ขอมลู ขอเท็จจริง ความรูและหลักการ
ขัน้ ท่ี ๒ การประเมนิ คา และประโยชน
ข้ันท่ี ๓ การเลือกและการตัดสินใจ
ขั้นที่ ๔ การปฏิบตั ิ
การนาํ ทกั ษะกระบวนการเผชญิ สถานการณมาใชในการเรียนการสอนในโรงเรียน สามารถดาํ เนินการ
ตามข้นั ตอนดังนี้
๑. ข้ันนําเขาสูบทเรียน ผูสอนอาจจะนําสถานการณท่ีเปนขาว ภาพขาวจากแหลงตาง ๆ ซ่ึงเกิดข้ึน
จริง บทความ หรือกรณีศึกษามากระตุนใหผูเรียนไดตอบคําถามในประเด็นสําคัญท่ีผูสอนกําหนด เพื่อใหเกิด
ความตระหนักในปญหาท่ีเกิดข้ึน หรือเห็นความสําคัญท่ีจะตองศึกษาในเร่ืองท่ีผูสอนนําเสนอ ซึ่งเปนเร่ืองที่
สอดคลอ งกับบทเรียน

67
๒. ขั้นสอน

๑) การรวบรวมขาวสาร ขอ มลู ขอเท็จจรงิ ความรู และหลักการ
ข้ันตอนนเ้ี ปนข้นั พืน้ ฐานของการเผชญิ สถานการณและการแกปญหา ผูสอนอาจจะมอบหมาย

ใหผเู รยี นไดไ ปศึกษาคนควา หาความรู เพ่อื ใหไดขอ มูลเกยี่ วกับเร่ืองท่ศี กึ ษา หรือขาวสารการกระทําที่สอดคลอง
กับเรื่องที่ศึกษา ซึง่ ผสู อนอาจจะหาแหลงขอมูล ความรหู รอื แหลง ขา วสารใหแ กผเู รียน

๒) การประเมนิ คณุ คา และประโยชน
เมื่อผูเรียนไดศึกษาความรู หรือขาวสารขอมูล หรือสถานการณท่ีผูสอนมอบหมายแลว

จะตองนํามาศึกษาวิเคราะหคุณคา หรือประโยชน ในข้ันตอนน้ีจะตองฝกใหผูเรียนรูจักหลักและวิธีการคิด
ในรูปแบบตาง ๆ เพื่อใหไดขอคิดวาสถานการณ หรือขอมูลท่ีไดศึกษานั้นมีคุณคามากนอย หรือมีประโยชน
เพียงไร อาจจะใชเกณฑหรือวิธีการประเมินตามความเหมาะสม ซ่ึงอาจจะใชเกณฑดานคุณธรรม จริยธรรม
เกณฑมาตรฐานและคานิยมของสังคม หรือกรอบทฤษฎี การคิดประเมินคามีความสําคัญและมีผลตอการเลือก
การตัดสินใจ ในขั้นการประเมินคุณคานี้ ผูสอนอาจจะจัดทําเปนแบบฝกหรือมีคําถามเพ่ือฝกใหผูเรียนไดรูจัก
วเิ คราะห เพื่อเปนพืน้ ฐานของการประเมินคา และประโยชนหรือโทษของเรื่องทศ่ี กึ ษากไ็ ด

๓) การเลือกและการตัดสนิ ใจ
ขั้นตอนนี้ จะเปนข้ันตอนท่ีตอเน่ืองจากข้ันตอนท่ี ๒ เม่ือผูเรียนไดประเมินคุณคา

และประโยชนจากขอมูลและขาวสารแลว จะมองเห็นชองทางวาถาตนเองไดประสบกับสถานการณดังกลาว
หรือสถานการณที่คลายคลึงกันนั้น ผูเรียนจะสามารถเลือกและตัดสินใจอยางไร จึงจะถูกตองหรือไดรับ
ประโยชนอยางแทจริง เพื่อจะไดไมเ กิดปญหาจากการตัดสินใจทีผ่ ิดพลาด

ในขั้นนี้ผูสอนอาจจะสรางสถานการณที่เปนกรณีตัวอยางปญหาในชีวิตจริงของผูเรียน
อาจจะเปนปญหาในครอบครัว โรงเรียน สังคม และตั้งประเด็นคําถามใหผูเรียนไดฝกทักษะในการเลือกและ
การตดั สนิ ใจในการแกป ญหาอยางมหี ลักการ

๔) การปฏิบตั ิ
เม่ือผูเรียนไดฝกทักษะต้ังแตข้ันการรวบรวมขาวสาร ขอมูล ขอเท็จจริง ความรูและหลักการ

ไดฝกการประเมินคณุ คาและประโยชน ตลอดจนการเลือกและตัดสนิ ใจไปแลว ขั้นตอนท่ีสําคัญ คือควรจะฝกให
ผเู รียนไดรูจักนําไปปฏิบัติ ซ่ึงในบางสถานการณ ผูเรียนสามารถนําไปปฏิบัติไดจริง จะทําใหผูเรียนไดพิสูจนวา
การที่ตนไดตัดสินใจเลือกน้ัน เม่ือนําไปปฏิบัติจริงแลว ไดผลดีหรือไดรับประโยชนอยางไร ตัดสินใจถูกตอง
หรือไม แตในกรณีสถานการณนั้นไมเหมาะสมกับการนําไปปฏิบัติดวยตนเอง ผูสอนอาจจะออกแบบกิจกรรม
ใหผูเรียนไดพิสูจนความรูในแงปฏิบัติ โดยการสัมภาษณจากบุคคล ผูท่ีมีประสบการณหรือผูมีความรู หรือ
จากผลงานของนักวชิ าการ ที่ไดพิสูจนหรือทดลองปฏิบัติแลวเปนการยืนยันและเปนการสนับสนุนการตัดสินใจ
ของผูเ รียน

๓. ข้ันสรุป เม่ือผูสอนไดดําเนินการใหผูเรียนทํากิจกรรมจนครบทุกข้ันตอนของกระบวนการเผชิญ
สถานการณแลว ผูสอนควรใหผูเรียนไดชวยกันสรุปแนวคิดหรือความรูและประสบการณท่ีตนไดรับ
เปนการยา้ํ เตือนใหเกดิ ความกระจางชดั ขึ้น

๔. ข้ันการวัดและการประเมินผล ผูสอนควรมีวิธีการวัดและการประเมินผลใหครอบคลุมทั้งดาน
พุทธพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย มีการกําหนดเครื่องมือวัดและประเมิน พรอมท้ังกําหนดเกณฑการวัดและ
การประเมนิ ผลใหช ดั เจน

68

ประโยชน
๑. ทําใหผูเรียนไดฝกทักษะการคนควาหาความรูจากแหลงขอมูลตาง ๆ อยางหลากหลาย ตลอดจน
เปนผูท่ีทันตอ เหตุการณปจ จุบนั ทาํ ใหเปนบคุ คลแหงการเรียนรู
๒. ผูเรียนรูจักวิเคราะหสถานการณ วิเคราะหขอมูลขาวสารท่ีไดรับมาอยางเปนผูที่รูเทาทัน
มีหลักเกณฑในการวิเคราะหสถานการณอยางหลากหลาย โดยคํานึงถึงเกณฑมาตรฐานของสังคมและเกณฑ
ดา นคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
๓. ผูเรียนรูจักการเลือกและการตัดสินใจ โดยอาศัยพื้นฐานจากสถานการณท่ีเกิดข้ึนจริง ซ่ึง
มีหลากหลาย เพ่ือนําไปประยุกตใชในชีวิตปจจุบัน เนื่องจากผูเรียนไมอาจจะเผชิญสถานการณท่ีรุนแรง หรือ
รายแรงไดจริง แตการท่ีไดเรียนรูตัวอยางเหตุการณจริง จะทําใหผูเรียนสามารถฝกทักษะการเลือก
และการตดั สนิ ใจในการแกป ญ หาอยางมีหลกั การ
๔. ผเู รยี นสามารถปฏิบัติตนในการเผชิญสถานการณและแกปญหาชีวิตจริง ซึ่งจะตองใชวิธีการปฏิบัติ
โดยอาศัยหลักธรรมของศาสนามาเปนแนวทาง เพื่อใหการปฏิบัติตนบรรลุผลโดยมีการฝกฝนตนเองใหมี
สติสัมปชัญญะ รูเทาทันปญหาและสถานการณท่ีกําลังเผชิญเพื่อจะไดปฏิบัติตนไดอยางถูกตอง การเผชิญ
สถานการณมีหลายระดับ ทั้งในบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน และประเทศชาติ ตลอดจนระดับโลก ซึ่งทุกระดับจะมี
การแกปญหาโดยใชวธิ ีคดิ อยางถกู ตอ ง
ขอ จาํ กัด
การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนท่ีจะไดผลบรรลุจุดประสงคของเร่ืองที่จะสอนน้ัน จะตองใชเวลามาก
ผูสอนตองออกแบบกิจรรมใหผูเรียนไดศึกษาความรู และฝกปฏิบัตินอกหองเรียนบาง ซึ่งทําใหผูสอนบางคน
จะเห็นวาเปน เรือ่ งยุง ยาก มองขา มการเลอื กนาํ ทกั ษะกระบวนการเผชญิ สถานการณไปใชก ับการเรยี นการสอน
๒. การจัดการเรียนรโู ดยใชกระบวนการ (Learning Process)
การจัดการเรียนรูที่เนนกระบวนการ เปนการจัดการเรียนรูท่ีใหผูเรียนเกิดการเรียนรูตามข้ันตอน
อยา งตอเน่ืองจนบรรลุตามเปาหมายที่กาํ หนด ผูสอนเปน ผูว างแผนนาํ ผเู รียนผานขนั้ ตอนตางๆของกระบวนการ
ทีละข้ันอยางเขาใจตรงกัน ครบวงจร ผูเรียนเขาใจและรับรูขั้นตอนของกระบวนการน้ัน และยังสามารถนํา
กระบวนการนน้ั ไปใชใ นสถานการณใ หมได และสามารถนาํ ไปใชในชีวติ ประจาํ วันจนเปนนิสยั
กระบวนการไมใชวิธีสอนแตเปนแนวทางในการดําเนินงานเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งอยางมีลําดับข้ันตอน
ตอเนอื่ งกันตงั้ แตตนจนจบ ทาํ ใหง านสาํ เรจ็ ตามเปาหมายอยางมีประสิทธิภาพ กระบวนการเปนทักษะที่จําเปน
และตองฝกฝนใหผูเรียนมีทักษะในการทํางาน ดังน้ัน ผูสอนจะตองจัดกิจกรรมการสอนที่เปนข้ันตอนชัดเจน
และควรมีหลกั การจดั กจิ กรรมดงั น้ี
๑. กจิ กรรมตองมีความนา สนใจ นาติดตาม ไมนา เบื่อหนาย
๒. มีความเหมาะสม สามารถทําใหผูเรยี นบรรลุจุดประสงคการเรยี นรู
๓. เปน กจิ กรรมท่สี รางสรรค ทาทายความสามารถ ย่ัวยุใหผูเรียนรวมกิจกรรมและสนองตอการเรียนรู
ของผูเรยี น
๔. กิจกรรมตองสอดคลองกับธรรมชาตขิ องรายวชิ า และสอดคลองกับจดุ ประสงค
๕. กจิ กรรมตองเนนใหผ ูเรียนปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง คนพบการเรียนรูและสรุปผลการเรียนรู ดวย
ตนเอง ผเู รยี นรจู ักวางแผนการเรยี นรูด วยตนเอง
๖. ผูเรียนตองไดฝกทักษะรายบุคคล ฝกการทํางานเปนกลุม วิเคราะหเปน มองเห็นแนวทางในการ
แกปญ หา สามารถทาํ งานไดอยา งเปนระบบ

69

ในการจัดการเรียนการสอนเร่ืองใดเรื่องหน่ึงเพื่อใหบรรลุเปาหมายหรือจุดประสงคการเรียนรู ผูสอน
อาจใชก ระบวนการหลากหลาย อาจเปน ๒ – ๓ กระบวนการก็ได

กระบวนการทีส่ ามารถนํามาใชในการเรยี นรูหนาท่พี ลเมอื ง ไดแก
๑. กระบวนการสรางความตระหนัก เปนกระบวนการที่ตองการใหผูเรียนสนใจ เอาใจใส รับรู เห็น
คุณคา ของสงิ่ ทก่ี าํ หนดหรอื สงิ่ ทศ่ี ึกษา และเกิดความคดิ ทจ่ี ะหาวธิ ีแกป ญ หา ซง่ึ มีข้นั ตอนดงั น้ี

๑) สังเกต ผูส อนจดั สถานการณ หรือใหข อมูลที่เกีย่ วของ ใหผูเรยี นสนใจ รบั รู เอาใจใส และ
เหน็ คณุ คา

๒) วิเคราะหวิจารณ ใหตัวอยาง สถานการณ ประสบการณตรง เพื่อใหผูเรียนจําแนกแจก
แจงหาสาเหตุของสถานการณที่กําหนด หรือสถานการณตรง พิจารณาผลเสียท่ีเกิดข้ึนทั้งระยะส้ัน และ
ระยะยาว

๓) สรุป ใหผูเรียนอภิปรายหาเหตุผล ขอมูลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตนเพ่ือประเมิน
คณุ คา ของส่ิงทีศ่ กึ ษา และวางเปาหมายเพือ่ พัฒนาตอ ไป

๒. กระบวนการสรางคา นยิ ม เปน กระบวนการทีก่ ําหนดทิศทาง หรือแนวทางในการดาํ รงชวี ิตที่ถกู ตอง
เหมาะสม มีขนั้ ตอนดังนี้

๑) สังเกต ตระหนัก ผูสอนใหผูเรียนสังเกตภาพเหตุการณ สถานการณ แลวพิจารณาส่ิงท่ี
กาํ หนดใหวาคืออะไร เหมาะสมหรอื ไม ควรอนรุ กั ษหรือไม เพราะเหตุใด

๒) ประเมินเชิงเหตุผล ใหผูเรียนประเมินส่ิงท่ีกําหนดใหวาคืออะไร ดีหรือไม เพราะเหตุใด
ผเู รยี นชอบหรอื ไมชอบ เพราะเหตุใด

๓) กําหนดคานิยม ผูเรียนแตละคนแสดงความเชื่อ ความพอใจ ในการกระทํา สถานการณ
ตา ง ๆ พรอมเหตผุ ล

๔) วางแนวปฏิบตั ิ ผูเรยี นชวยกนั กําหนดแนวทางปฏิบตั ิตามเหตุผลทีผ่ เู รยี นกําหนด โดยมี
ผสู อนรว มรบั ทราบกติกา การกระทํา

๕) ปฏบิ ัติดว ยความชืน่ ชอบ ผเู รียนปฏบิ ัติตามคานิยมทต่ี นกําหนด เมื่อเกิดความช่นื ชอบ
ก็จะปฏิบัติดวยความเตม็ ใจและเหน็ คณุ คา

๓. กระบวนการสรา งเจตคติ เปนกระบวนการที่แทรกอยใู นทกุ เน้ือหา เปนความรูสึกที่มีตอส่ิงท่ีเรียน
อาจเปน ความคิด หลักการ การกระทํา เหตกุ ารณ สถานการณ เปน ตน มีข้ันตอนดงั น้ี

๑) สังเกต ผสู อนเสนอขอมูล รูปภาพ สถานการณ ใหผูเรียนพิจารณาการกระทําท่ีปรากฏวา
ผเู รยี นมีความรูสึกอยางไร ดีหรือไม เชน ภาพคนท้ิงขยะลงแมน้ําลําคลอง ผูเรียนรูสึกอยางไร ชอบหรือไมชอบ
เพราะเหตุใด

๒) วิเคราะห ใหพิจารณาผลท่ีเกิดข้ึน ผลที่ตามมา แยกเปนการกระทําท่ีเหมาะสม ไดผล
เปน ทีน่ า พอใจ หรือการกระทําทีไ่ มเหมาะสม ไดผลไมเปนที่นาพอใจ

๓) สรุป ผูเรียนสรุปความรูสึก ความคิดเห็นอยางมีเหตุผลวาจะเลือกปฏิบัติอยางไร
แนวความคดิ ที่ถกู ตองควรเปนอยางไร

๔. กระบวนการกลุม เปนกระบวนการท่ีฝกใหท าํ กิจกรรมสาํ คญั คือ
๑) มีผูนําและมีการแบงหนาท่ีรับผิดชอบ กระบวนการกลุมจะตองมีการรวมกลุมต้ังแต

๒ คนขึ้นไป มีบทบาทแตกตางกันไปตามหนาท่ี คือ ผูนํากลุม และสมาชิกในกลุม ผูนํากลุมจะทําหนาท่ี
นําในความคิด เสนอความคิด ประสานความคิด กระตุนใหสมาชิกคิดวางแผน และกําหนดภาระงาน รวมท้ัง
ติดตามประสานสัมพันธเพ่ือใหงานนั้นสําเร็จดวยดี ถาในกลุมมีบุคคลที่มีภาวะความเปนผูนําหลายคนก็ตอง

70
ผลัดเปล่ียนกันเปนผูนํา หรือผูตาม มีการเสนอความคิดเห็น รับฟงความคิดเห็นของสมาชิกอยางมีเหตุผล
มีการแบงหนา ทคี่ วามรับผิดชอบ แตตองชว ยเหลอื กนั เมือ่ มีปญหา

๒) การวางแผน มีการระดมพลังสมอง วางแผนการทํางาน กําหนดจุดประสงค และข้ันตอน
หรือวิธีการดาํ เนนิ การ

๓) ปฏบิ ตั ติ ามแผน เมื่อวางแผนงานดวยการพิจารณาไตรตรองจากกลุมอยางดีแลว สมาชิก
ในกลุม จะปฏบิ ตั ิตามแผนดวยความรับผิดชอบ

๔) ประเมินผลการปฏิบัติงาน ระหวางการดําเนินงานตามแผน ผูนํากลุมและสมาชิกจะตอง
ตดิ ตามผลการปฏบิ ตั ิงานเปนระยะๆ เพือ่ แกไขหรือปรับปรุงงานใหดีขน้ึ

๕) ปรับปรุงและพัฒนา มีการประเมินผลรวมและช่ืนชมในผลงานของกลุม หากยังไมเปน
ท่พี อใจ หรอื ไดแ นวทางทีย่ ังไมเหมาะสมจะตอ งมีการปรบั ปรุงและพัฒนาตอไป

๕. กระบวนการปฏิบัติ เปนกระบวนการท่ีทําใหผูเรียนฝกปฏิบัติจนเกิดทักษะ เกิดความชํานาญ
จนสามารถทาํ ไดอยา งคลองแคลว มีขนั้ ตอนดงั น้ี

๑) สังเกตรับรู ใหผูเรียนไดเห็นตัวอยางที่หลากหลายจนเกิดความเขาใจและเกิดความคิด
รวบยอด

๒) ทําตามแบบ ใหผูเรียนทําตามตัวอยางท่ีแสดงใหเห็นทีละข้ันตอนจากพ้ืนฐานไปสูงาน
ทย่ี งุ ยากซับซอนย่ิงข้นึ

๓) ทําเองโดยไมมีแบบ ใหผูเรียนปฏิบัติเองโดยไมตองดูตัวอยาง เปนการฝกใหทําเองตั้งแต
ตนจนจบ

๔) ฝกใหชาํ นาญ การฝกขนั้ น้ีผเู รยี นจะสามารถปฏบิ ัตดิ วยความชํานาญจากการฝก ปฏิบัติ
ดว ยตนเอง หรอื ทําไดด ว ยตนเองอยางอตั โนมัติจากงานชิ้นเดมิ หรืองานท่ผี สู อนกาํ หนดใหใ หม

๖. กระบวนการสรางความคิดรวบยอด เปนกระบวนการที่ตองการใหผูเรียนเกิดการรับรู บอกได
อธบิ ายได และเขาใจในสิง่ ทเ่ี รยี น วาคอื อะไร หมายถงึ สิง่ ใด มีข้ันตอนดังนี้

๑) สังเกต ใหผูเรียนรับรู ศึกษา พิจารณาส่ิงท่ีผูสอนนําเสนอ วามีลักษณะอยางไร เชน
ยกตัวอยา งภาพ คํา ขอความตา ง ๆ ใหผเู รียนพิจารณา

๒) จําแนกความแตกตาง ใหผูเ รยี นบอกขอแตกตางของสิ่งทสี่ ังเกตวาตางกนั อยางไร
๓) หาลักษณะรวม ใหผูเรียนพิจารณาภาพรวมของส่ิงท่ีสังเกต รับรู วามีอะไรที่เหมือนกัน
หรอื คลา ยคลงึ กนั ซ่ึงเปน แนวทางในการนาํ ไปสรปุ เปนหลักเกณฑ วธิ กี าร คําจาํ กดั ความ หรอื นิยามได
๔) ระบุชอ่ื ความคิดรวบยอด ใหผูเรียนระบุวาส่ิงที่รับรู ส่ิงท่ีกําหนดใหคืออะไร เรียกวาอะไร
หรือมวี ิธีการอยา งไร
๕) ทดสอบและนาํ ไปใช ใหผเู รยี นนาํ ความรูไปทดลอง ทดสอบ สังเกต ทําแบบฝกหัด ปฏิบัติ
หรอื ตรวจสอบคาํ ตอบดวู าใชห รอื ไม นําไปใชต ามคณุ ลักษณะท่ผี ูเ รียนรบั รมู าหรือไม เพ่อื ประเมนิ ความรู
๗. ทักษะกระบวนการ ๙ ประการ เปนกระบวนการปฏิบัติหรือกระบวนการทํางานท่ีครบข้ันตอน
ต้ังแตแ รกเริม่ จนแลว เสรจ็ อยางดมี ีคุณภาพเปน ท่ีนาพอใจ ทักษะกระบวนการเปนวิธีการทํางานท่ีผูเรียนควรฝก
ปฏิบัติจนเปนนิสัย ไมวาปฏิบัติงานใดๆ ก็สามารถปฏิบัติไดจนสําเร็จเปนอยางดี มีประสิทธิภาพ ผูสอนจะใช
ทักษะกระบวนการ ๙ ประการ หรืออาจเรียกส้ัน ๆ วา ทักษะกระบวนการ สอดแทรกในการสอนได ข้ันตอน
ของทกั ษะกระบวนการ ๙ ประการ มดี ังน้ี

71
1) ตระหนักในปญหาและความจําเปน ผูสอนยกสถานการณตัวอยางใหผูเรียนเขาใจและ
ตระหนัก
ในปญหาและความจําเปนของเร่ืองที่จะศึกษา หรือเห็นประโยชน เห็นความสําคัญของเรื่องที่จะศึกษานั้น ๆ
หรืออาจยกกรณีตัวอยางท่ีสะทอนใหเห็นสภาพท่ีเปนปญหาความขัดแยงของเรื่องที่ศึกษาโดยใชสื่อประกอบ
เชน รูปภาพ วีดิทัศน สถานการณจริง ขาว กรณีตัวอยาง สไลด การอภิปราย การซักถาม การพาไปดู
สถานการณที่เปน จริง ฯลฯ กระตนุ ใหผเู รียนเห็นสภาพปญหา เหน็ ความจาํ เปน ดวยตนเอง
๒) คิดวิเคราะห วิจารณ ผูสอนกระตุนใหผูเรียนคิดวิเคราะห วิจารณ ตอบคําถาม หรือ
ทําแบบฝก โดยการแสดงความคิดเห็นเปนกลมุ หรอื รายบุคคล เพอ่ื ใหผูเรียนเห็นสาเหตขุ องปญ หาน้นั ๆ
๓) สรางทางเลือกอยางหลากหลาย เปดโอกาสใหผูเรียนแสวงหาทางเลือกในการแกปญหา
อยางหลากหลาย โดยรวมกันวิเคราะหข อ ดี ขอ เสีย หรอื ขอจาํ กัด
๔) ประเมินและเลือกทางเลือกท่ีเหมาะสม ใหผูเรียนวิเคราะหและตัดสินทางเลือก โดย
พิจารณาขอดีขอเสีย ขอจํากัด ปจจัย วิธีดําเนินงาน ผลผลิตตางๆ เปนตน และเลือกแนวทางท่ีเหมาะสมท่ีสุด
จากการอภิปรายหรอื ระดมพลงั สมองของกลุม
๕) กาํ หนดและลําดับขน้ั ตอนในการปฏบิ ัติ ใหผูเรียนรว มกันวางแผนปฏบิ ตั งิ านดงั น้ี

o การศึกษาขอมูลขน้ั พืน้ ฐาน
o กาํ หนดวัตถุประสงค
o กาํ หนดข้ันตอนการทาํ งาน
o กาํ หนดผูรบั ผิดชอบ
o กําหนดระยะเวลาการทํางาน
o กําหนดวิธีการวดั ผลและประเมินผล
๖) ปฏิบัติดวยความช่ืนชอบ เมื่อกําหนดข้ันตอนการทํางานแลว ผูเรียนก็จะปฏิบัติงาน
ตามแผน ผูสอนจะติดตาม ดูแล ชวยเหลือ เม่ือมีปญหา หากไมมีปญหาขณะปฏิบัติงานนั้น ผูเรียนก็จะทํางาน
ดว ยความสนใจ กระตือรอื รน และเพลดิ เพลนิ ในการทํางาน ผสู อนควรชมเชยเพือ่ ใหข วญั กาํ ลงั ใจ
๗) ประเมินระหวางปฏิบัติ ในระหวางทํางานน้ันอาจมีปญหา และอุปสรรคบางใหผูเรียน
ประเมินผลการทํางานวามีปญหาอยางไร มีอุปสรรคอะไร ควรหาทางแกปญหาอยางไร นําไปปรับปรุงในการ
ทาํ งานขัน้ ตอนตอ ไป
๘) ปรบั ปรุงใหดีขน้ึ อยูเสมอ ใหผูเรียนนําผลการประเมินมาแกไขปญหาเพื่อปรับปรุงงานให
ดขี ้ึนและมีประสทิ ธิภาพยงิ่ ขน้ึ
๙) ประเมินผลรวมเพอื่ ใหเกิดความภูมิใจ เมอ่ื ผูเรยี นปฏิบัตงิ านตามแผนจนแลวเสร็จ ผูเรียน
สรุปผลการดําเนินงานในภาพรวม เปรียบเทียบกับสภาพผลงานกอนดําเนินการและหลังการดําเนินการ หรือ
เปรียบเทียบกับวัตถุประสงคท่ีกําหนดวาไดผลเปนท่ีนาพอใจหรือไม มีผลพลอยไดอื่น ๆ อยางไร มีผลกระทบ
อยา งไร ผูเรยี นมคี วามพอใจ ภูมิใจในผลงานของตนหรือกลมุ เพียงใด และควรเผยแพรใ หผูอื่นรบั รูดว ย
ในการจัดการเรียนรูโดยใชทักษะกระบวนการ ๙ ประการนี้ บางขั้นตอนผูสอนอาจรวมข้ันตอนก็ได
แมจะเขยี นไมค รบ ๙ ขนั้ แตในการปฏิบัตจิ ริงจะตองครบวงจรของการทํางาน คือ มีการวางแผน มีการปฏิบัติ
และมีการประเมนิ ผล กถ็ ือวา เปน ทักษะกระบวนการได
ในการเขียนแผนการจัดการเรยี นรู ผูสอนควรศึกษากระบวนการตา ง ๆและสอนกระบวนการควบคูกัน
ไปกับเน้อื หา เพ่ือไมใ หหลงกระบวนการ ผูส อนอาจเขียนขน้ั ตอนของกระบวนการกาํ กับไวหนา ขอ กไ็ ด

72

๓. การจัดการเรยี นรแู บบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
โมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) เปน แนวคดิ ในการจัดการเรียนการสอน ของ ทิศนา แขมมณี ซ่ึงมาจาก

แนวคิดทางการศึกษาของ จอหน ดิวอี้ (John Dewey) ซึ่งเปนผูคิดเร่ืองการเรียนรูโดยการกระทํา (Learning
by Doing) ผูเรียนเรียนรูโดยการลงมือปฏิบัติ ผูสอนเปนผูจัดประสบการณการเรียนรูใหแกผูเรียน ผูเรียน
มีสวนรวม (Active Participation) โดยการมีสวนรวมอยางกระตือรือรน มีใจจดจอผูกพันกับสิ่งท่ีทํา ศึกษา
คนควา รวบรวมขอมูล แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณระหวางกัน ผูเรียนรูจักสรางองคความรูดวย
ตนเอง ไดเรียนรูกระบวนการคูก บั การปฏิบตั ิ และสามารถนาํ ไปประยุกตใชไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ

การจัดการเรียนรู CIPPA Model มาจากแนวคดิ หลัก ๕ แนวคดิ ซงึ่ เปนแนวคิดพื้นฐานในการจดั
การศึกษาไดแก

1. แนวคดิ การสรางความรู (Constructivism)
๒. แนวคิดเร่ืองกระบวนการกลุมและการเรียนแบบรวมมือ (Group Process and Cooperative
Learning)
๓. แนวคิดเกย่ี วกับความพรอมในการเรียนรู (Learning Readiness)
๔. แนวคิดเก่ยี วกบั การเรียนรูก ระบวนการ (Process Learning)
๕. แนวคิดเก่ยี วกบั การถายโอนการเรียนรู (Transfer of Learning)
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู
ในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ตามรูปแบบของทิศนา แขมมณี
(๒๕๔๘: ๒๘๓ – ๒๘๔) มีข้นั ตอนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรูด งั นี้
ข้นั ท่ี ๑ การทบทวนความรูเ ดมิ
ข้นั น้เี ปน การดงึ ความรูเดิมของผเู รยี นในเร่ืองทีจ่ ะเรยี น เพ่ือชวยใหผูเรียนมีความพรอมในการเช่ือมโยง
ความรูใหมกับความรูเดิมของตน ผูสอนอาจใชวิธีการตางๆ ไดอยางหลากหลาย เชน ผูสอนอาจใชการสนทนา
ซักถามใหแกผูเ รียนเลา ประสบการณเดมิ หรือใหผูเรียนแสดงโครงความรูเดิม (Graphic Organizer) ของตน
ขั้นที่ ๒ การแสวงหาความรูใหม
ข้ันน้ีเปนการแสวงหาขอมูลความรูใหมของผเู รียนจากแหลงขอมูล หรือแหลงความรูตางๆ ซง่ึ ผสู อน
อาจจดั เตรียมมาใหผเู รยี นหรือใหคําแนะนําเกย่ี วกบั แหลงขอมลู ตา ง ๆ เพื่อใหผ ูเรียนไปแสวงหาก็ได ในขนั้ นี้
ผูส อนควรแนะนาํ แหลงความรูต า งๆ ใหแ กผูเรยี นตลอดทั้งจดั เตรยี มเอกสารสือ่ ตางๆ
ขน้ั ที่ ๓ การศึกษาทําความเขา ใจขอมูล/ความรใู หม และเชื่อมโยงความรใู หมกับความรเู ดมิ
ขน้ั นีเ้ ปน ขนั้ ทีผ่ ูเรียนศกึ ษาและทาํ ความเขา ใจกับขอมูล/ความรทู ห่ี าได ผเู รยี นสรา งความหมายของ
ขอ มูล / ประสบการณใ หม โดยใชกระบวนการตางๆ ดวยตนเอง เชน ใชกระบวนการคิดและกระบวนการกลุม
ในการอภปิ รายและสรปุ ความเขา ใจเก่ยี วกับขอมูลน้ันๆ ซง่ึ จําเปน ตองอาศัยความเช่ือมโยงกับความรเู ดิม
ในขั้นน้ีผูสอนควรใชกระบวนการตางๆ ในการจัดกิจกรรม เชน กระบวนการคิด กระบวนการกลุม
กระบวนการแสวงหาความรู กระบวนการแกปญหา กระบวนการสรางลักษณะนิสัย กระบวนการทางสังคม
เพื่อใหผูเรยี นสรางความรูขน้ึ มาดวยตนเอง
ขัน้ ท่ี ๔ การแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจกลุม
ข้ันน้ีเปนข้ันที่ผูเรียนอาศัยกลุมเปนเคร่ืองมือในการตรวจสอบความรูความเขาใจของตน รวมทั้ง
ขยายความรูความเขาใจของตนใหกวางข้ึน ซ่ึงจะชวยใหผูเรียนไดแบงปนความรูความเขาใจของตนแกผูอ่ืน
และไดรับ ประโยชนจากความรูความเขาใจของผอู ืน่ ไปพรอม ๆ กัน ผเู รยี นแตล ะคนในกลมุ จะชวยเหลือกนั

73

ขนั้ ท่ี ๕ การสรปุ และการจัดระเบียบความรู
ข้ันน้ีเปนข้ันของการสรุปความรูท้ังความรูเดิมและความรูใหม และจัดสิ่งที่เรียนใหเปนระเบียบ เพื่อ
ชว ยใหผูเรยี นจดจําส่งิ ทเี่ รียนรูไ ดงาย
ผูส อนควรใหผ เู รียนสรปุ ประเดน็ สาํ คัญประกอบดวยมโนทศั นหลกั และมโนทศั นย อยของความรูทั้งหมด
แลวนํามาเรียงใหไดสาระสําคัญครบถวน ผูสอนอาจใหผูเรียนจดเปนโครงสรางความรู จะชวยสรางความรูและ
จดจําขอ มลู ไดงา ย
ขน้ั ท่ี ๖ การปฏิบตั ิและ/หรือการแสดงผลงาน
ข้ันน้ีจะชวยใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงผลงานการสรางความรูของตนเองใหผูอ่ืนรับรู เปนการชวยให
ผเู รียนไดตอกยาํ้ หรือตรวจสอบความเขาใจของตนเอง และชวยสงเสริมใหผูเรียนใชความคิดสรางสรรค แตหาก
ตองมีการปฏิบัติตามขอมูลท่ีได ขั้นนี้จะเปนขั้นปฏิบัติและมีการแสดงผลงานที่ไดปฏิบัติดวย ในขั้นนี้ผูเรียน
สามารถแสดงผลงานดวยวิธีตางๆ เชน การจัดนิทรรศการ การอภิปราย การแสดงบทบาทสมมุติ เรียงความ
วาดภาพ ฯลฯ และอาจจัดใหม ีการประเมินผลงานโดยมีเกณฑที่เหมาะสม
ข้นั ที่ ๗ การประยุกตใ ชความรู
ขั้นนี้เปนขั้นการสงเสริมใหผูเรียนไดฝกฝนการนําความรูความเขาใจของตนเองไปใชในสถานการณ
ตาง ๆ ท่ีหลากหลาย เพ่ือความชํานาญ ความเขาใจ ความสามารถในการแกปญหาและความจําเปนในเร่ือง
น้ัน ๆ เปนการใหโอกาสผูเรียนใชค วามรใู หเปนประโยชน เปนการสง เสริมความคดิ สรางสรรค
หลังจากประยุกตใชความรู อาจมีการนําเสนอผลงานจากการประยุกตอีกคร้ังก็ได หรือไมมี
การนาํ เสนอผลงานในข้นั ที่ ๖ แตน าํ มารวมแสดงในตอนทายหลังขัน้ การประยุกตใชก็ไดเชน กนั
ข้นั ที่ ๑ – ๖ เปนกระบวนการของการสรา งความรู (Construction of Knowledge)
ข้ันท่ี ๗ เปนข้นั ตอนท่ีชวยใหผ ูเรยี นนาํ ความรูไปใช (Application) จงึ ทําใหรูปแบบน้ีมีคุณสมบตั ิ
ครบถวนตามหลัก CIPPA
ประโยชน
๑. ผูเรียนรจู กั การแสวงหาขอ มลู ขอเทจ็ จริงจากแหลง การเรยี นรูตางๆ และสามารถเช่ือมโยง
ความรูใหมกับความรเู ดิมเพื่อนาํ มาใชในการเรยี นรู
๒. ผเู รยี นไดฝก ทกั ษะการคดิ ท่หี ลากหลาย เปน ประสบการณท ี่จะนาํ ไปประยกุ ตใชในชีวติ ประจําวัน
๓. ผเู รยี นรจู ักการทํางานรว มกับผูอ่นื รูจกั วธิ ีการแลกเปล่ียนเรียนรรู วมกัน
ขอ จาํ กดั
ผูเรยี นจะตอ งมีความรับผดิ ชอบในการทาํ กิจกรรมตา งๆ รว มกบั กลมุ จงึ จะทําใหผลงานบรรลุเปาหมาย
ไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ
๔. การจดั การเรยี นรโู ดยใชกระบวนการสืบเสาะหาความรู (Inquiry Process)
การจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการสืบเสาะหาความรู เปนกระบวนการท่ีสงเสริมใหผูเรียนไดสืบคน
เสาะหา สํารวจ ตรวจสอบ และคนควาดวยวิธีการตาง ๆ จนเกิดความเขาใจและรับรูความรูนั้น
อยางมีความหมาย เปน การพัฒนากระบวนการคิดระดับสงู ใหแกผ ูเรียน ฝกใหส งั เกต การถาม – ตอบ การส่ือสาร
เช่อื มโยงบรู ณาการการนาํ เสนอ สรา งองคความรู โดยมผี ูสอนเปนผกู ํากับ ควบคมุ ใหคําปรึกษา ชี้แนะ ชวยเหลือ
กระตุนใหผูเรียนอยากรูอยากเห็น และสืบเสาะหาความรูจากการถาม พยายามหาคําตอบ หรือสรางองคความรู
ใหมดวยตนเองผา นกระบวนการคิด กระบวนการปฏบิ ัติ และสามารถนําไปประยกุ ตใ ชในการดาํ เนินชวี ิต

74

การจัดกิจกรรมการเรียนรู
๑. ข้ันสรางความสนใจ (Engagement) เปนการนําเขาสูบทเรียนโดยนําเรื่องที่สนใจ อาจมาจาก

เหตกุ ารณทก่ี าํ ลังเกิดขึน้ อยูใ นชว งเวลานน้ั หรือเช่ือมโยงกับความรูเดิมท่ีเรียนมาแลว เปนตัวกระตุนใหนักเรียน
สรา งคาํ ถามเปน แนวทางทใี่ ชใ นการสาํ รวจตรวจสอบอยา งหลากหลาย

๒. ขั้นสํารวจและคนหา (Exploration) เม่ือทําความเขาใจในประเด็นหรือคําถามท่ีสนใจ มีการ
กาํ หนดแนวทางการสํารวจตรวจสอบ ต้ังสมมติฐาน กําหนดทางเลือกท่ีเปนไปได ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวม
ขอมูล ขอสนเทศ หรือปรากฏการณตาง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทําไดหลายวิธี เชน การทดลอง กิจกรรม
ภาคสนาม การศึกษาขอ มลู จากเอกสารตางๆ

๓. ขั้นอธิบายและลงขอสรุป (Explanation) เมื่อไดขอมูลเพียงพอ จึงนําขอมูลท่ีไดมาวิเคราะห
แปรผล สรปุ ผล นําเสนอผลทีไ่ ดในรปู แบบตาง ๆ เชน บรรยายสรปุ สรางแบบจาํ ลอง หรือรปู วาด

๔. ขั้นขยายความรู (Elaboration) เปนการนําความรูที่สรางข้ึนไปเช่ือมโยงกับความรูเดิม แนวคิด
ท่ไี ดจะชวยเชอื่ มโยงกบั เร่ืองตางๆ ทําใหเ กดิ ความรูกวางขน้ึ

๕. ขั้นประเมิน (Evaluation) เปนการประเมินการเรียนรูดวยกระบวนการตาง ๆ วานักเรียน
มคี วามรูอ ะไรบาง อยางไร และมากนอ ยเพยี งใด จากนั้นจะนําไปสกู ารนําความรไู ปประยุกตใชในเรอ่ื งอื่น ๆ

ประโยชน
กระบวนการสืบเสาะหาความรูชวยใหนักเรียนเกิดการเรียนรูทั้งเน้ือหา หลักการ ทฤษฎี ตลอดจน
การลงมือปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหไ ดค วามรู
ขอ จาํ กัด
ผูสอนจะตองลดบทบาทของการเปนผูอธิบายในข้ันท่ี ๓ ผูสอนจะเปนเพียงผูเสนอแนะ ใหคําแนะนํา
และยอมรบั ฟง ความคดิ เห็นของผูเรยี น
๕. วธิ สี อนแบบธรรมสากัจฉา (The Use of Dhammasakaccha)
วิธีสอนแบบธรรมสากัจฉา เปนวิธีสอนท่ีใชหลักการสนทนาเปนสําคัญ เปนการสนทนาแลกเปล่ียน
ความคดิ เหน็ และอภปิ รายรว มกัน ซึ่งอาจจะเปนการสนทนาระหวางผูสอนและผูเรียน หรืออาจเปนการสนทนา
อภิปรายรวมกันในหมูผูเรียน วิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉาเปนวิธีการท่ีพระพุทธเจาทรงใชบอย วิธีหนึ่ง
พระพุทธเจามักทรงใชถามนําคูสนทนาเขาสูความเขาใจธรรมะ ทรงสงเสริมใหมีการสนทนากันในหมูสาวก
ปจจุบันนักการศึกษาไดนําหลักการสอนแบบธรรมสากัจฉามาประยุกตใชในการจัดการเรียนรู โดยแทรกวิธีคิด
ตามหลักพทุ ธธรรมเขาไปในกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู วธิ คี ดิ ตามหลกั พุทธธรรมที่พระพรหมคุณาภรณ
(ประยุทธ ปยุตฺโต) ไดอธิบายวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการไว ๑๐ วิธี คือ วิธีคิด แบบสืบสาวปจจัย วิธีคิดแบบ
แยกแยะสวนประกอบ วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา วิธีคิดแบบอริยสัจหรือแบบแกปญหา วิธีคิดตามหลักการ
และความมุงหมาย (วธิ ีคดิ แบบอรรถสัมพันธ) วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบคุณคาแทและคุณคา
เทียม วิธีคิดแบบอุบายปลุกเราคุณธรรม วิธีคิดแบบเปนอยูในปจจุบัน และวิธีคิดวิเคราะหในลักษณะตาง ๆ
(วธิ ีคิดแบบวิภชั ชวาท)
ขนั้ ตอนการจดั กิจกรรมการเรียนรู
สุมน อมรวิวัฒน และ สุคนธ สินธพานนท ไดเสนอหลักการในการจัดระบบการเรียนการสอน
แบบธรรมสากัจฉาไววา ผูเรียนจะตองรูจักแสวงหาความรู เพ่ือนํามาเปนพ้ืนฐานในการคิดวิเคราะห
และประเมินคาความรู รวมสนทนาอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็นกัน วิจารณ พูดโตตอบกัน และซักถาม
กันอยางมีเหตุผล และสามารถนําผลการคิดวิเคราะหไปพิสูจนความรูดวยการปฏิบัติ ผูเรียนตองปฏิบัติตน
เปนกัลยาณมติ ร

75
๑. ขั้นนาํ เขา สูบ ทเรียน

ผูสอนนําขาว หรือสถานการณตาง ๆ มาเสนอผูเรียน เพื่อใหเห็นปญหาและหาแนวทางในการ
แกไขปญหา และเหน็ คณุ คา ของการแกป ญ หาอยา งถูกตอง

๒. ขัน้ สอน
๑) แสวงหาความรู ผูสอนออกแบบกิจกรรมหรือกําหนดประเด็น เพื่อใหผูเรียนแสวงหา

ความรูดวยการคนควาหาความรูจากเอกสาร ตํารา หนังสือประเภทตาง ๆ ปายนิเทศ สื่ออุปกรณตาง ๆ
ตลอดจนแหลง ความรดู านเทคโนโลยี แลวนํามาแลกเปลี่ยนความรูและชวยกันสรุป โดยมีผูสอนคอยชวยชี้แนะ
อยางมีเมตตา

๒) คนพบความรู / สนทนาแลกเปลี่ยนความรู ขณะที่ผูเรียนแสวงหาความรูดวยวิธีการ
ตาง ๆ อยางหลากหลาย ผูเรียนก็ยอมคนพบความรูไปดวย ซึ่งถาจะใหคนพบความรูที่ตรงประเด็นผูสอน
ควรจดั ทําใบงานกาํ หนดหวั ขอ หรอื ตั้งประเด็นคาํ ถามเพื่อเปน การกํากบั ผูเรยี นใหศึกษาขอมูลความรูไดตรงตาม
เปาหมาย

๓) การวิเคราะหและประเมินคาความรู ผูสอนควรไดนําวิธีคิดรูปแบบตาง ๆ แทรกเขามา
เพื่อใหผ เู รียนไดรจู กั วิเคราะหแ ละประเมินคาความรูอ ยางมเี หตุผล ผูสอนอาจนํากรณีตัวอยางมาใหผูเรียนไดฝก
คิดหาสาเหตุของปญหา หรือคิดวิธีแกปญหาโดยใชวิธีคิดวิเคราะหแบบใดแบบหน่ึง เชน วิธีคิดตามหลัก
พทุ ธธรรม คดิ วเิ คราะห คดิ สังเคราะห คิดอยางมีวิจารณญาณ ฯลฯ ตอจากนั้นใหผูเรียนไดฝกการสรุปประเด็น
ของขอมลู ความรแู ละประเมินคาโดยวิธีแลกเปลย่ี นความคิดเห็นกนั ในกลมุ และเสนอตอชัน้ เรยี น

๔) พิสูจนความรูหรือขั้นปฏิบัติ เปนขั้นท่ีผูสอนไดจัดกิจกรรมฝกปฏิบัติ พิสูจนความรู
ใหผูเรียนทุกคนไดวางแผนการปฏิบัติตนและเลือกแนวปฏิบัติ เพื่อนําไปปฏิบัติจริงท้ังในเวลาเรียนและ
นอกเวลาเรียน โดยจะใหผเู รียนเลือกแนวทางปฏบิ ตั ติ นที่คลายคลึงกันในกลุมของตน เพ่ือจะไดรูถึงปญหาและ
สาเหตุของปญหาในการปฏบิ ตั ิ และนาํ มาอภปิ รายรว มกันเพอื่ หาแนวทางแกไข

ในข้ันปฏิบัตินี้ผูสอนควรใหเวลาผูเรียนไดมีโอกาสปฏิบัติจริงตามแนวทางท่ีกลุมของตนไดเลือกไว ซึ่ง
อาจจะใชเ วลาสัก ๑ – ๒ สัปดาห เปน อยางนอ ย

๓. ขั้นสรปุ
๑) ใหผูเรียนทุกคนสรุปผลการปฏิบัติการและพิสูจนความรู ตามทางเลือกของผูเรียน

แตละกลุม โดยสมาชิกแตละกลุมนําผลการสรุปมาเลาสูกันฟง ใหทราบถึงผลการปฏิบัติวาเปนอยางไร
มีเร่ืองใดท่ีเปนปญหาอุปสรรค หาสาเหตุของปญหา และชวยกันเสนอแนวทางแกไข ถาบุคคลใดไดผลดีจาก
การปฏิบตั ิ ใหชว ยกนั หาสาเหตุของผลการปฏิบัตินัน้ ซ่ึงอาจใชวิธคี ิดแบบทผ่ี ูเรยี นคิดวาเหมาะสม

๒) ใหนําผลการสรุปของแตละกลุมมาแลกเปล่ียนกันดวยวิธีการตาง ๆ เชน พูด เขียน ฯลฯ
เพอื่ แสดงความม่ันใจวาขอมูลท่ไี ดรบั การพิสูจนด วยการปฏิบตั นิ ัน้ เปนไปได มคี ณุ คา และปฏิบัติไดผ ลจริง

ประโยชน
การจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชวิธีการสอนแบบธรรมสากัจฉาน้ี ผูเรียนจะไดมีสวนรวมในการ
อภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็นกัน ซ่ึงจะทําใหผูเรียนมีความกระตือรือรนท่ีจะแสวงหาความรูเพื่อมาเปน
พ้ืนฐานในการสนทนา อภิปรายรว มกนั ใชก ระบวนการคดิ ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารตัดสนิ ใจปฏบิ ัติ
ขอ จํากดั
การฝกใหผ ูเ รียนใชท ักษะการคดิ ในข้ันวเิ คราะหแ ละประเมินคาความรู อาจตอ งใชเ วลานานถา ผูส อน
ยังไมเ คยฝก ใหผ ูเรียนใหร ูจักคิดมากอน

76
๖. วธิ สี อนแบบแกป ญหา (Problem Solving)

วิธีสอนแบบแกปญหา เปน วิธีสอนทม่ี งุ เนนใหผ เู รียนไดเ รยี นรูดว ยตนเอง เพ่ือใหผูเรียนคิดเปน ทําเปน
และแกปญ หาเปน ซ่งึ มรี ากฐานมาจากความจริงในชีวิตของมนุษยที่ตองเผชิญกับปญหาตาง ๆ ทุกขณะ ดังน้ัน
ถา มนษุ ยร จู กั แกป ญ หาไดก จ็ ะสามารถดําเนนิ ชวี ิตอยูในสงั คมไดอยา งราบรื่น นอกจากน้นั ยงั เปนวิธีสอนที่เปนไป
ตามหลักจิตวิทยาแหง การเรียนรูท่วี า “การเรยี นรจู ะเกิดข้นึ ไดเ มือ่ มปี ญ หาเกิดข้นึ ”
ขนั้ ตอนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู

ขัน้ ท่ี ๑ ตัง้ ปญ หา ผสู อนสามารถดําเนินการใหผูเรียนเกิดปญหาหรือขอสงสัย เชน การใชคําถามนําสู
ปญ หา การเลา ประสบการณหรอื เหตกุ ารณในชีวิตประจําวัน หรือการสรางสถานการณใหเกิดปญหา ใหผูเรียน
คิดคาํ ถาม หรือปญหา

ข้ันที่ ๒ ตั้งสมมุติฐาน เปนข้ันตอนที่ใชเหตุผลในการคิดวิเคราะหปญหาและคาดคะเนคําตอบ
พิจารณาแยกปญหาใหญออกเปนปญหายอย แลวคิดอยางเปนระบบ โดยนําความรูความเขาใจ ขอมูล และ
ประสบการณเ ดิมทเ่ี คยศกึ ษามาแลวมาคดิ แกป ญ หา คาดคะเนคาํ ตอบ

ขั้นที่ ๓ วางแผนแกป ญ หา หรือออกแบบวิธีการหาคําตอบจากสมมตฐิ านท่ตี ้ังไว โดยศกึ ษาถงึ สาเหตุ
ที่เกิดปญหาขึ้น และใชเหตุผลในการคิดหาวิธีการแกปญหาไดตรงกับสาเหตุ ซ่ึงจะตองสรางทางเลือก หรือ
วิธีการแกปญหาใหหลากหลาย แลวใชเหตุผลในการพิจารณาเลือกวิธีแกปญหาท่ีดีท่ีสุด มีความเปนไปไดมาก
ท่สี ดุ พรอ มทง้ั เตรยี มอปุ กรณ เครอื่ งมอื ทจ่ี ะใชใ หพ รอ ม

ข้ันท่ี ๔ เก็บรวบรวมขอมูลและวิเคราะหขอมูล เมื่อกําหนดหรือวางแผนแกปญหาแลวผูเรียน
ลงมือปฏิบัติตามแผนท่ีวางไว จดบันทึกขอมูลที่ไดเพื่อนําเสนอขอมูล ผานการวิเคราะหและการตรวจสอบ
ความถูกตองของขอมลู จดั กระทําขอมลู แลว นําเสนอขอ มูลในรูปแบบทเี่ ขาใจไดงา ย

ข้ันที่ ๕ สรุปผล เปน ขนั้ ท่ีนําขอมลู มาพจิ ารณา แปลความหมายระหวางสาเหตุกบั ผลท่เี กดิ ขึ้น เพ่อื
หาคําตอบตามสมมตฐิ านแลว จงึ สรุปเปน หลักการกวาง ๆ

ขน้ั ท่ี ๖ การตรวจสอบและการประเมนิ ผล เมอ่ื ไดขอสรุปเปนหลักการกวา ง ๆ แลวนาํ มาพจิ ารณา
อกี คร้ังวาขอ สรุปนา เชื่อถือหรือไม

ประโยชน
วิธีสอนแบบแกปญหามีประโยชนตอผูเรียน ทําใหไดคิดแกปญหาดวยตนเอง ฝกการสังเกต วิเคราะห
การหาเหตุผล ใชข อมลู ในการตัดสินใจ ทาํ ใหม ีประสบการณตรงดวยการลงมอื ปฏิบัติ
ขอ จาํ กดั
ปญหาท่ีเสนอตองนาสนใจ และเหมาะสมกับวัยของผูเรียน ผูสอนตองมีความสามารถในการชวยให
คาํ แนะนาํ ในการแกปญหาใหผเู รียน มกี ารฝกทักษะการคดิ ในการแกปญหาอยา งเปนระบบ
๗. วธิ สี อนแบบสาธติ (Demonstration Method)
วิธีสอนแบบสาธิตเปนวิธีการที่ผูสอนเปนผูถายทอดความรูใหผูเรียนเกิดการเรียนรูในเน้ือหาสาระ
พรอมทง้ั แสดงกระบวนการปฏิบตั ิประกอบคําอธบิ ายตามขัน้ ตอนการสาธิตนั้นๆ แลวใหผูเรยี นซักถาม อภปิ ราย
และสรุปผลการเรียนรูจ ากการสาธติ

77
การจัดกจิ กรรมการเรียนรแู บบสาธติ

การสาธติ แบง ออกเปน ๓ ลกั ษณะ คือ
๑. การสาธิตสาํ หรบั ผเู รยี นท้ังหอ ง (Class Demonstration)
๒. การสาธติ สาํ หรับกลุมยอย (Group Demonstration)
๓. การสาธิตเปนรายบุคคล (Individual Demonstration )
การสาธิต มีรูปแบบการสาธิตหลายแบบ เชน ผูสอนเปนผูสาธิต ผูสอนและผูเรียนรวมกันสาธิต
ผูเรียนสาธิตเปนกลุม ผูเรียนสาธติ เปนรายบุคคล วทิ ยากรสาธิต
ข้ันตอนการจดั การเรยี นรูแบบสาธิต
๑. ขั้นเตรียมการสาธิต กําหนดจุดประสงคของการสาธิตใหชัดเจน ศึกษาเน้ือหาในบทเรียน
อยางละเอียด กําหนดขั้นตอนในการสาธิต จัดเตรียมเคร่ืองมืออุปกรณสําหรับสาธิต จัดเตรียมสถานที่สาธิต
กอนการสาธิตในชั้นเรียนทุกคร้ังผูสอนจะตองทดลองกระบวนการสาธิตทุกข้ันตอน จัดเตรียมเอกสารและ
วธิ ีการวดั ประเมนิ ผลท่ีชดั เจน กาํ หนดเวลาในการสาธิตใหเ หมาะสม
๒. ข้นั สาธิต

๑) บอกจดุ ประสงคการสาธิตและเร่ืองท่จี ะสาธติ ใหผูเ รยี นทราบ
๒) บอกข้ันตอนของกิจกรรมท่ีผูเรียนตองปฏิบัติ เชน ตําแหนงท่ีผูเรียนนั่ง การจดบันทึก
การสังเกต การต้งั คาํ ถาม การสรุปข้นั ตอน การสาธติ
๓) แนะนําสื่อการเรียนใหผูเรียนทราบ วาจะใชสื่อประเภทใดและแหลงการเรียนรูที่จะศึกษา
คน ควา เพ่ิมเติมมีอะไรบาง
๔) ดําเนินการสาธิตอยางชาๆ เพ่ือใหผูเรียนไดเห็นข้ันตอนอยางละเอียด แมการสาธิตจะตอง
อาศัยทักษะการทํางานท่ีรวดเร็ว แตผูสอนตองทําการสาธิตคร้ังแรกอยางชาๆ เพื่อใหผูเรียนเขาใจข้ันตอน
การสาธติ หลงั จากทส่ี าธิตครบทุกขั้นตอนแลว ผูสอนอาจยอนกลับมาสาธิตใหเร็วข้ึน เพ่ือใหเห็นธรรมชาติของ
การทํางานทีต่ อ เนื่อง หรอื อาจกลับมาสาธติ เฉพาะบางขั้นตอนท่ีเหน็ วา ซบั ซอน
๕) ใหผูเรียนมีสวนรวมในการสาธิต ผูสอนอธิบายใหผูเรียนฟงไปดวยระหวางการสาธิตแตละ
ขั้นตอน โดยเนนใหผูเรียนสังเกตข้ันตอนการทํางานแตละขั้นตอนที่ผูสอนสาธิตในขณะที่มีการสาธิตนั้น
ผูสอนอาจต้ังคําถามใหผูเรียนตอบ ซึ่งเปนการเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีสวนรวมท่ีดี เพราะการซักถามจะทําให
ผเู รียนเขา ใจและมีความมนั่ ใจย่ิงข้นึ วาจะสามารถทําดว ยตนเองได
๓. ขน้ั สรุปการสาธติ
๑) สรุปขัน้ ตอนหรอื สิ่งทส่ี ําคัญ คอื ผูสอนใหผูเรียนสรุปผลจากที่เห็นตามลําดับขั้นตอนตาง ๆ
จากการสาธิต เพ่อื ประเมนิ วาผูเรียนมคี วามเขา ใจในการเรียนน้นั ๆ มากนอยเพยี งใด
๒) ผูสอนสรุปดวยการตั้งคําถาม เพื่อใหผูเรียนพิจารณาจากข้ันตอนตาง ๆ ท่ีสาธิต หรือ
กระบวนการสาธิต
๔. ขัน้ วดั และประเมินผล
ผสู อนอาจใชวิธกี ารตางๆ เพ่ือประเมินวาผูเรยี นมคี วามรู ความเขาใจเกี่ยวกบั เร่ืองทสี่ าธิต ถามี
เวลาอาจใหผูเ รยี นคนใดคนหนง่ึ ออกมาสาธติ ใหด ู
ประโยชน
วธิ สี อนแบบสาธิตทําใหผูเรียนมีความเขาใจกระจางชัดในสิ่งท่ีเรียนรู สามารถปฏิบัติตามขั้นตอน
ของการสาธิตได ผเู รยี นมีประสบการณตรงจากการฝกปฏิบัตติ ามแบบ

78

ขอจาํ กัด
ผูสอนตองใชเวลาในการเตรียมการสาธิต ขณะทําการสาธิตผูสอนจะตองใชเทคนิคในการบริหาร
จัดการชั้นเรียนเพ่ือใหผูเรียนติดตามการสาธิตอยางตอเนื่อง ถาผูเรียนกลุมใหญเกินไปอาจทําใหผูเรียน
ไมส ามารถมองเห็นการสาธติ ไดท ่ัวถึง
การนาํ กระบวนการคดิ มาใชในการจดั การเรยี นการสอนหนา ทพี่ ลเมือง
การคิดเปนกระบวนการทางสมอง หรือพฤติกรรมที่เกิดข้ึนในสมองท่ีมีการคนหาหลักการ หรือ
ความจริง แลววิเคราะหเน้ือหา ขอสรุป ซึ่งการคิดน้ันอาจจะเกิดจากส่ิงเรา หรือความจริงที่ไดรับรวมกับ
ประสบการณเดิมที่มีอยู ในการจัดการเรียนรูในรายวิชาเพิ่มเติมหนาท่ีพลเมือง นอกจากจะเนนการจัด
การเรียนรูที่ลงสูการปฏิบัติจริงแลว ครูผูสอนพึงนํากระบวนการคิดในรูปแบบตาง ๆ มาใชในการจัดกิจกรรม
การเรียนรูเพื่อใหบรรลุเปาหมายตามผลการเรียนรู กระบวนการคิดมีมากมายหลายวิธี และนักการศึกษา
แตละทา นกเ็ สนอขนั้ ตอนการคิดทแ่ี ตกตา งกนั ไป แตใ นทน่ี จ้ี ะขอยกตัวอยา งบางวธิ ี ดงั น้ี
๑. การคิดวิเคราะห (Analyzing)
ทศิ นา แขมมณี และคณะ ไดใ หค วามหมายและข้นั ตอนการคดิ วเิ คราะห ดงั นี้
การคิดวิเคราะหเปนการจําแนกแยกแยะสิ่งใดส่ิงหน่ึง / เรื่องใดเร่ืองหนึ่ง เพื่อคนหาองคประกอบ
และความสมั พันธระหวา งองคป ระกอบเหลานั้น เพ่อื ชว ยใหเ กดิ ความเขาใจในเรอื่ งนัน้
ข้นั ตอนการคิด
๑. ศึกษาขอมูล
๒. ต้ังวัตถปุ ระสงคในการวิเคราะหขอมูล
๓. กําหนดเกณฑในการจาํ แนกแยกแยะขอมูล
๔. แยกแยะขอมลู ตามเกณฑที่กาํ หนดเพือ่ ใหเหน็ องคประกอบของสง่ิ ท่วี เิ คราะห
๕. หาความสมั พนั ธระหวา งองคป ระกอบตางๆ และความสัมพันธของขอมลู ในแตล ะองคประกอบ
๖. นําเสนอผลการวิเคราะห
๗. นาํ ผลการวเิ คราะหมาสรปุ ตอบคาํ ถามตามวตั ถปุ ระสงค
๒. การคิดสังเคราะห (Synthesizing)
ทศิ นา แขมมณี และคณะ ไดใหค วามหมายและขน้ั ตอนการคิดสังเคราะหไววา การคดิ สังเคราะหเ ปน
การนําความรูทผ่ี า นการวิเคราะหม าผสมผสานสรา งสง่ิ ใหมท่ีมลี ักษณะตางจากเดิม
ขั้นตอนการคดิ สังเคราะห
๑. กาํ หนดวัตถปุ ระสงคของสง่ิ ใหมท ีต่ องการสราง
๒. ศึกษาวเิ คราะหขอ มูลที่เก่ียวขอ ง
๓. เลือกขอมลู ท่ีสอดคลองกับวตั ถปุ ระสงค
๔. นําขอมลู มาทํากรอบแนวคดิ สาํ หรับสิ่งใหม
๕. สรางส่งิ ใหมต ามวัตถปุ ระสงคโ ดยอาศัยแนวคดิ ที่กาํ หนด รวมกบั ขอ มูลอ่ืนๆ ทเี่ กยี่ วของ
๓. การคิดอยางมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)
การคิดอยางมีวิจารณญาณ เปนกระบวนการคิดท่ีใชเหตุผลโดยมีการศึกษาขอเท็จจริง หลักฐาน และ
ขอมูลตาง ๆ เพ่ือประกอบการตัดสินใจ แลวนํามาพิจารณาวิเคราะหอยางสมเหตุผล กอนตัดสินใจวาส่ิงใด
ควรเชื่อ หรือไมควรเช่ือ ผูที่มีความคิดอยางมีวิจารณญาณ จะเปนผูมีใจกวาง ยอมรับฟงความคิดเห็นของผูอ่ืน

79
อยางมีเหตุผล ไมยึดถือความคิดเห็นของตนเอง กอนจะตัดสินใจในเรื่องใดก็จะตองมีขอมูลหลักฐานเพียงพอ
และสามารถเปล่ียนความคิดเห็นของตนเองใหเขากับผูอื่นได ถาผูนั้นมีเหตุผลท่ีเหมาะสมถูกตองกวา เปนผูที่มี
ความกระตือรอื รนในการคน หาขอ มลู และความรู กลาวไดว า ผูทมี่ ีความคิดอยา งมีวจิ ารณญาณจะเปนผูม ีเหตผุ ล

บลูมและกาเย ไดใ หแ นวคิดเกยี่ วกับกระบวนการคดิ อยา งมีวิจารณญาณวาเปนกระบวนการท่ีเริ่มจาก
สญั ลกั ษณท างภาษา จนโยงมาเปน ความคิดรวบยอด เปน กฎเกณฑ และนาํ เกณฑไ ปใช โดยมีขัน้ ตอนดังนี้

๑. สงั เกต ใหผ ูเรยี นสังเกต รบั รู และพจิ ารณาคาํ ขอความ หรือภาพเหตุการณท่ีเกิดขึ้น ใหทํากิจกรรม
การรับรู เขาใจ ไดความคิดรวบยอดที่เชื่อมโยงความสัมพันธของส่ิงตาง ๆ สรุปเปนใจความสําคัญครบถวน
ตรงตามหลักฐานขอ มูล

๒. อธิบาย ใหผูเรียนอธิบายหรือตอบคําถาม แสดงความคิดเห็น เห็นดวย หรือไมเห็นดวยกับส่ิงที่
กาํ หนด เนนการใชเหตผุ ลดวยหลกั การ กฎเกณฑ อางหลักฐานขอ มลู ประกอบใหน าเช่อื ถือ

๓. รับฟง ใหผูเรียนไดฟงความคิดเห็นท่ีแตกตางจากความคิดเห็นของตน ไดฟงและตอบคําถาม
ตามความคิดเห็นที่แตกตางกัน เนนการปรับเปล่ียนความคิดอยางมีเหตุผล ไมใชอารมณ หรือถือความคิดเห็น
ของตนเองเปนใหญ

๔. เชื่อมโยงความสัมพันธใหผูเรียนไดเปรียบเทียบความแตกตางและความคลายคลึงของส่ิงตาง ๆ
จัดกลุมทเี่ ปนพวกเดียวกนั หาเหตุผล หรือกฎเกณฑมาเชื่อมโยงในลักษณะอุปมาอุปไมย

๕. วิจารณ จัดกิจกรรมใหผูเรียนวิเคราะหเหตุการณ คํากลาว แนวคิด หรือการกระทําที่กําหนด แลว
ใหจําแนกหาขอดี ขอดอย สวนดี สวนดอย สวนสําคัญ หรือสวนที่ไมสําคัญจากส่ิงน้ัน ดวยการยกเหตุผล
และหลกั ฐานมาประกอบ เชน บอกวา การกระทํานนั้ ไมเหมาะสม เพราะอะไร ทาํ ถกู ตองเพราะอะไร

๖. สรุป ใหผูเรียนพิจารณาการกระทํา หรือขอมูลตาง ๆ ท่ีเช่ือมโยงเก่ียวของกัน แลวสรุปผล
อยางตรงไปตรงมาตามหลักฐานขอมูล เชน การกระทําน้ันผูเรียนเห็นวาเปนการกระทําที่ถูกตอง ควรประพฤติ
ปฏบิ ตั อิ ยา งไร มเี หตุผลสนับสนนุ อยางไร ขอความท่ีกลา วมานัน้ เช่ือถือไดหรอื ไมอ ยา งไร

กลาวไดวา การฝกทักษะใหผูเรียนรูจักคิดโดยใชวิธีการคิดตาง ๆ น้ัน จะเปนพื้นฐานสําคัญท่ีนําไปสู
การตัดสินใจอยางถูกตองเหมาะสม เปนทักษะหน่ึงตามจุดหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ ที่มุงพัฒนาผูเรียนใหมีสมรรถนะสําคัญในดานความสามารถในการคิด เนนความสามารถ
ในการคดิ วเิ คราะห การคิดสงั เคราะห การคดิ อยา งสรา งสรรค การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ และการคิดอยางเปน
ระบบ เพ่ือนําไปสูการสรางองคความรู หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเก่ียวกับตนเองและสังคมไดอยาง
เหมาะสม ดังนั้น ครูผูสอนจึงตองศึกษาหาความรูเก่ียวกับกระบวนการคิดตาง ๆ เพ่ือนํามาใชในการพัฒนา
ผูเ รียน

ตัวอยางหนว ยการเรียนรู 80

๑. ตัวอยา งหนว ยการเรยี นรูระดับประถมศกึ ษา

ส๑๒๒..... หนา ที่พลเมอื ง ๒ กลุมสาระการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๒ เวลา ๕ ชวั่ โมง

๑. หนวยการเรยี นรูที่ ๓ ชอ่ื หนว ยการเรยี นรู สมาชิกท่ดี ี
๒. ผลการเรยี นรู

๖. ปฏิบัตติ นตามกฎ ระเบยี บ และหนา ทท่ี ่ตี องปฏิบัตติ นในโรงเรยี น
๗. ปฏิบัติตนตามบทบาทหนา ทใ่ี นฐานะสมาชิกทด่ี ขี องหองเรยี นและโรงเรียน
๑๐. ปฏิบัติตนเปน ผมู วี ินยั ในตนเอง
3. สาระสําคญั / ความคิดรวบยอด
การปฏิบตั ติ นตามกฎ ระเบยี บ และหนาท่ี ตามบทบาทหนาท่ใี นฐานะสมาชิกที่ดีของหองเรียนและ
โรงเรยี น และมคี วามตัง้ ใจปฏิบัติหนา ท่ี เปนพื้นฐานของการเปน พลเมืองดี
4. สาระการเรยี นรู
๑. กฎ ระเบียบ และหนาทท่ี ี่ตอ งปฏิบัตใิ นโรงเรียน

- การแตงกาย
- การเขาแถว
- การดูแลพ้ืนท่ีทีไ่ ดร ับมอบหมาย
๒. บทบาทหนา ทีข่ องการเปน สมาชิกท่ีดขี องหองเรียนและโรงเรียน
- การเปนผูนาํ และการเปนสมาชกิ ท่ีดี
- หนา ท่ีและความรบั ผดิ ชอบ
๓. คุณลักษณะของผมู วี นิ ัยในตนเอง
- ต้งั ใจปฏบิ ตั หิ นาที่
๕. สมรรถนะสําคญั ของผูเรยี น
ความสามารถในการใชท ักษะชีวติ
๖. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค
มวี นิ ัย
๗. ช้ินงาน / ภาระงาน
ภาระงานรวบยอด
- การแตง กายถูกระเบียบ
- การเขาแถวเปน ระเบียบ
- การดูแลพ้นื ทท่ี ่ีไดร ับมอบหมาย
- การเปน ผูนําและสมาชิกท่ดี ี
๘. การวัดและประเมินผล
๑. เกณฑการประเมนิ
๒. แบบประเมินพฤตกิ รรมรายบุคคล
- ครูประเมินนกั เรียน
- นักเรียนประเมนิ ตนเอง
- เพื่อนประเมินเพ่อื น
๓. แบบสรุปผลการประเมิน

เกณฑการประเมนิ 81

ประเด็นการประเมิน ระดับคุณภาพ
การแตงกาย ดี พอใช ปรับปรุง
แตง กายสะอาดเรยี บรอ ย แตง กายสะอาดเรยี บรอย แตง กายไมส ะอาด
การเขาแถว ถูกระเบียบสมา่ํ เสมอ แตไมถูกระเบยี บ ตอ งใหค รู และไมถ ูกระเบียบ
ตกั เตือน
ปฏิบตั ิตนตามบทบาท เขา แถวตรงเวลา ไมพ ดู คยุ เขา แถวตรงเวลา ไมพูดคยุ เขา แถวไมต รงเวลา
หนาที่ ขณะเขา แถว ขณะเขา แถว โดยครตู อง และพูดคุยขณะเขา แถว
การเปนผนู ําและ ตักเตือน
สมาชิกที่ดี ปฏิบตั ิหนา ที่ท่ีไดร ับ ปฏิบตั ิหนาท่ีท่ไี ดรบั ไมปฏิบตั ิหนา ท่ีทไี่ ดรบั
มอบหมายไดเ รยี บรอย มอบหมายไดเรียบรอย มอบหมาย
ดวยตนเอง โดยมีครูเปน ผูใหคาํ แนะนาํ
ปฏิบตั ิตนเปน ผนู าํ ท่ีดี ปฏิบัตติ นเปน ผนู ําที่ดี ไมปฏิบัติตนเปนผนู าํ ที่ดี
และเปน สมาชิกทด่ี ี หรอื เปน สมาชิกที่ดีของ หรือเปน สมาชิกที่ดี
ของกลุม กลมุ โดยมคี รเู ปน ผูแนะนาํ

วธิ กี ารคิดคะแนน
การคิดคะแนน ใหนําคะแนนจากผลการประเมินของครู เพ่ือน และตนเอง มาคิดคะแนนรวมกัน

โดยกาํ หนดสัดสวนคะแนน ดังน้ี
ครู ใหคดิ คะแนนเต็ม ๑๒ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน คิดเปน รอ ยละ ๖๐
เพือ่ น ใหคดิ คะแนนเต็ม ๔ คะแนน จากคะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน คดิ เปน รอยละ ๒๐
ตนเอง ใหค ดิ คะแนนเต็ม ๔ คะแนน จากคะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน คิดเปน รอยละ ๒๐

แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบุคคล (สาํ หรบั ครู) 82

ช่ือ - สกุล พฤตกิ รรม รวม
สมาชกิ กลุม ปฏิบัติตนตาม การเปนผูนําและ ๑๒
ลําดบั ท่ี การแตงกาย ระเบียบแถว บทบาทหนา ที่ เปน สมาชิกท่ดี ี
๑ ๓๒๑ ๓๒๑
๒ ๓๒๑๓ ๒ ๑







๑๐

เกณฑการใหค ะแนน =๓
ดี =๒
ปานกลาง =๑
ปรับปรุง

ลงชอ่ื …………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

แบบประเมินพฤติกรรมรายบคุ คล (สาํ หรบั ตนเอง) 83

ช่อื - สกลุ พฤติกรรม รวม
สมาชกิ กลุม ปฏิบตั ติ นตาม การเปน ผูน ําและ ๑๒
ลําดบั ท่ี การแตง กาย ระเบยี บแถว บทบาทหนาที่ เปนสมาชิกที่ดี
๑ ๓๒๑ ๓๒๑
๒ ๓๒๑๓ ๒ ๑







๑๐

เกณฑการใหค ะแนน =๓
ดี =๒
ปานกลาง =๑
ปรบั ปรุง

ลงชื่อ…………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

แบบประเมินพฤติกรรมรายบคุ คล (สาํ หรับเพ่ือน) 84

ชื่อ - สกุล พฤตกิ รรม รวม
สมาชกิ กลุม ปฏิบัติตนตาม การเปน ผูน ําและ ๑๒
ลําดบั ท่ี การแตงกาย ระเบยี บแถว บทบาทหนา ท่ี เปนสมาชิกที่ดี
๑ ๓๒๑ ๓๒๑
๒ ๓๒๑๓ ๒ ๑







๑๐

เกณฑการใหค ะแนน =๓
ดี =๒
ปานกลาง =๑
ปรบั ปรุง

ลงชือ่ …………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

แบบสรุปผลการประเมิน (สําหรบั คร)ู 85
รวม
ลาํ ดับท่ี ช่อื -สกลุ สรุปผลการประเมิน ตนเอง (๒๐)
๑ สมาชกิ กลุม ครู เพอื่ น (๔)
๒ (๑๒) (๔)







๑๐

ลงชือ่ …………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………

๙. กจิ กรรมการเรียนรู 86

กจิ กรรมที่ ๑ (๑ ชว่ั โมง)
๑. ครแู ละนักเรยี นรวมกนั พิจารณาวา เพื่อนคนใดแตง กายถูกระเบียบและเรยี บรอย พรอมท้ังใหเ หตุผล
ประกอบ
๒. ครูใหน ักเรียนท่ีแตง กายถูกระเบียบและเรยี บรอย เลาวธิ กี ารแตง กายทถ่ี ูกระเบยี บและเรียบรอ ย
ครูและนกั เรยี นรว มกันสรุป
๓. นกั เรียนสาํ รวจการแตง กายของตนเองวาถูกระเบียบและเรยี บรอ ยหรือไม หากแตงกายถูกระเบยี บ
และเรยี บรอย ใหช ว ยเหลือเพื่อนทแ่ี ตง กายไมถูกระเบยี บและเรียบรอย
๔. นักเรียนบันทกึ การแตงกายทถี่ ูกระเบียบและเรยี บรอ ยดวยตนเอง

กจิ กรรมท่ี ๒ (๑ ชั่วโมง)
๕. ครสู รางสถานการณจําลองการแจกสงิ่ ของใหนักเรียนมารบั และใหน ักเรียนแสดงความรูสกึ
และความคดิ เหน็ เก่ยี วกับพฤตกิ รรมการรับสิง่ ของของนักเรยี นและเพ่ือน
๖. กรณีที่นักเรียนแยง กันรับสิ่งของ ใหครสู รางสถานการณจาํ ลองการแจกส่ิงของใหน ักเรียนมารับ
โดยใหน กั เรียนเขาแถวรับสิง่ ของ และใหนกั เรยี นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั พฤติกรรมการรบั สิ่งของของ
นักเรียนและเพอื่ น
๗. ครูเชือ่ มโยงใหเห็นความสาํ คัญของการเขาแถวทเ่ี ปน ระเบียบเรยี บรอ ย
๘. นกั เรียนสาธิตการเขา แถวอยางเปนระเบยี บ ในกรณีตา ง ๆ เชน การเขาแถวเคารพธงชาติ
การเขา แถวรบั บริการ
๙. นกั เรียนบันทึกการเขาแถวเคารพธงชาติและการเขาแถวรับบริการของตนเองและเพื่อน

กิจกรรมท่ี ๓ (๑ ช่วั โมง)
๑๐. แบง นกั เรยี นเปนกลุม เลนเกมสรา งปราสาท ใหแตล ะกลมุ สงตัวแทนมารบั วัสดุ / อปุ กรณจากครู
๑ ชุด (กระดาษหนงั สือพิมพเ กา ๑ ฉบบั กระดาษกาว ๑ มวน กระดาษ A๔ ๑ แผน )
๑๑. ครบู อกกติกาและเวลาในการเลนเกมใหทุกกลุมทราบ และใหค ํานงึ ถึง ผลงานจะตอ ง...สูงทสี่ ุด
แข็งแรงทีส่ ุด และสามารถยายจากท่หี นงึ่ ไปยังทหี่ นึ่งได โดย...ไมลม
๑๒. นักเรยี นเรมิ่ เลน เกม เม่อื หมดเวลา ใหต วั แทนของแตล ะกลมุ ยกผลงานมาสง และใหแตละกลมุ
ออกมาอธบิ ายวิธที าํ พรอ มทงั้ บอกวาไดอ ะไรจากการเลน เกมนี้ ในประเดน็ ตอไปน้ี

- บทบาทผูน ําและการเปน สมาชิกทีด่ ี
- กระบวนการทํางานกลมุ
- ต้ังใจปฏบิ ัติหนา ที่
๑๓. ครูและนักเรยี นรวมกนั ตรวจผลงานและรวมกนั สรปุ ขอคดิ ท่ีไดจ ากการเลนเกม
๑๔. ครูเชอ่ื มโยงประเดน็ บทบาทผูนํา การเปน สมาชิกท่ีดี และกระบวนการทาํ งานกลมุ ไปสู
การปฏบิ ตั ติ นตามบทบาทหนาทใ่ี นฐานะสมาชิกทด่ี ีของหองเรียนและโรงเรียน
๑๕. นักเรยี นชวยกนั บอกบทบาทหนา ท่ขี องตนเองท่ีมตี อหองเรียนและโรงเรียน

87
กจิ กรรมที่ ๔ (๒ ช่วั โมง)
๑๖. นักเรียนเลา ประสบการณก ารดแู ลพืน้ ท่ีท่ีไดร บั มอบหมายในหอ งเรียน
๑๗. ครูเชื่อมโยงใหเห็นความสําคัญของการปฏิบัตหิ นา ที่ท่ีไดรับมอบหมายดวยความรับผิดชอบ
๑๘. นักเรียนแบงกลุม ดูแลพื้นทใี่ นโรงเรยี น และชว ยกนั กาํ หนดบทบาทหนาท่ีและความรบั ผดิ ชอบของ
สมาชิกในกลุม และนาํ ไปปฏิบตั ิ
๑๙. ครแู ละนกั เรยี นรวมกนั ประเมนิ การทาํ งานกลุมในพ้ืนที่ท่ีรบั ผดิ ชอบ
๑๐. สื่อการเรียนรแู ละแหลงการเรียนรู
๑. สงิ่ ของทใี่ ชแจกในสถานการณจ าํ ลอง
๒. เกมสรางปราสาท
๓. วัสดุ / อุปกรณป ระกอบการเลน เกมสรา งประสาท (กระดาษหนังสอื พมิ พเ กา ๑ ฉบบั กระดาษกาว
๑ มวน กระดาษ A๔ ๑ แผน ) ตอ ๑ กลุม

88

๒. ตวั อยา งหนวยการเรยี นรูระดบั มัธยมศึกษา

ส๒๑๒..... หนา ที่พลเมือง ๑ กลมุ สาระการเรียนรสู ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี ๑ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๖ ช่วั โมง

๑. หนวยการเรียนรทู ่ี ๓ ช่อื หนวยการเรียนรู พลเมืองดีตามวิถปี ระชาธิปไตย
๒. ผลการเรียนรู

๒. แสดงออกถงึ ความเอ้ือเฟอเผือ่ แผ และเสียสละตอสงั คม
๖. ปฏบิ ัตติ นเปนพลเมืองดตี ามวิถปี ระชาธิปไตย
๑๐. ปฏิบัตติ นเปนผูมีวินัยในตนเอง
๓. สาระสาํ คัญ / ความคิดรวบยอด
พลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตยตองมีสวนรวมในกิจกรรมตาง ๆ ของสังคม ตัดสินใจโดยใชเหตุผล
มคี วามเออ้ื เฟอ เผือ่ แผ และเสยี สละตอสังคม มีความขยนั หมั่นเพียรและต้ังใจปฏบิ ัตหิ นาที่
๔. สาระการเรยี นรู
๑. พลเมอื งดตี ามวถิ ีประชาธิปไตย

- มสี ว นรว มในกจิ กรรมตา ง ๆ ของสังคม
- การตดั สินใจโดยใชเ หตุผล
๒. ความเออ้ื เฟอเผื่อแผแ ละเสียสละ
๓. ความขยันหมนั่ เพยี รและตั้งใจปฏิบัตหิ นาที่
๕. สมรรถนะสําคญั ของผูเ รยี น
ความสามารถในการใชทักษะชีวิต
๖. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
๑. มีวนิ ัย
๒. ใฝเ รียนรู
๓. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน
๔. มีจิตสาธารณะ
๗. ช้ินงาน / ภาระงาน
ภาระงานรวบยอด
- บันทึกการเขารว มกจิ กรรมท่เี ปนประโยชนต อสงั คม
๘. การวดั และประเมนิ ผล
๑. เกณฑการประเมนิ
๒. แบบประเมินพฤติกรรมรายบคุ คล

89

เกณฑการประเมนิ

ประเด็น ระดบั คุณภาพ
การประเมิน ดมี าก ดี พอใช ปรับปรุง
๑. ปฏบิ ัตหิ นาที่ มสี วนรว มในการ มีสว นรวมในการ มีสวนรว มในการ มสี ว นรว มในการ
เปนพลเมอื งดี ดาํ เนนิ โครงการ ดาํ เนนิ โครงการ ดําเนินโครงการ ดําเนนิ โครงการ
(การมสี วนรวม) หรือกจิ กรรม และ หรอื กิจกรรม และ หรอื กจิ กรรม และ หรือกิจกรรม
๒. มวี ินัยในตนเอง มสี วนรว มในการ มีสวนรว ม มสี วนรว มในการ แตไ มมสี ว นรวม
(ขยันหมนั่ เพยี ร และ ตดั สินใจ ในการตัดสนิ ใจ ตัดสินใจในการ ในการตัดสินใจ
ตัง้ ใจปฏิบัติหนาท่ี) ในการแกปญ หา ในการแกป ญหา แกป ญหาโดยมี ในการแกปญหา
๓. ความ และรบั ผิดชอบ ครเู ปน ผแู นะนาํ
เออื้ เฟอเผ่ือแผ ในผลทเ่ี กดิ ขน้ึ
และเสียสละตอสังคม ปฏิบัตหิ นา ทที่ ีไ่ ดรบั ปฏิบัติหนาท่ที ี่ไดรบั ปฏบิ ัติหนาท่ที ่ีไดรบั ไมเ ตม็ ใจที่จะปฏิบัติ
มอบหมาย มอบหมาย มอบหมายดวย หนาทีท่ ่ไี ดรบั
ดว ยความไมยอทอ ดว ยความไมย อทอ ความไมย อทอโดยมี มอบหมาย
และมกี ารตรวจสอบ และมกี ารตรวจสอบ ครเู ปนผแู นะนาํ
ปรบั ปรงุ งานทไ่ี ดร บั แตไมน ําผล
มอบหมายเพ่ือเพิ่ม มาปรับปรงุ งาน
ประสทิ ธิภาพ
ของงาน
อุทิศกําลังกาย หรือ อทุ ิศกําลงั กาย หรอื อุทิศกําลังกาย หรอื อทุ ศิ กาํ ลงั กาย หรอื
กําลังทรัพยใหแ ก กําลังทรัพยใหแก กําลังทรพั ยใหแก กําลังทรัพยใหแก
ผูอื่นโดยไมห วงั ผูอ่นื โดยไมห วงั ผอู ืน่ โดยไมห วงั ผอู ่นื โดยหวัง
ผลตอบแทนและ ผลตอบแทน ผลตอบแทน ซึง่ มี ผลตอบแทน
ไมกระทบตอตนเอง ครูเปนผูแนะนาํ
และผอู นื่

90

แบบประเมนิ พฤติกรรมรายบคุ คล

ลาํ ดบั ท่ี ชือ่ - สกลุ ความเออ้ื เฟอเผ่ือแผ ปฏบิ ตั ิหนา ที่ มีวินัยในตนเอง
๑ และเสียสละตอสังคม เปน พลเมืองดี (ขยันหม่ันเพียร และ รวม
๒ (การมีสวนรวม) ตัง้ ใจปฏิบัติหนา ท่ี)
๓ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๔ ๓ ๒ ๑ ๑๒






๑๐

เกณฑก ารใหคะแนน = ๔
ดมี าก = ๓
ดี = ๒
พอใช = ๑
ปรบั ปรุง

ลงชื่อ…………………………………………………………
(…………………………………….……………….)
………./……………/………


Click to View FlipBook Version