The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E

การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ภัทธริดา แสงจันทร์ รายงานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ภัทธริดา แสงจันทร์ รายงานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัย ภัทธริดา แสงจันทร์ สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาดา ช่อสูงเนิน ครูพี่เลี้ยง นางสุพรรณี ใยปางแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วรัญญา ศรีบัว) วันที่....18.…เดือน…มีนาคม…พ.ศ…2567… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ญาดา ช่อสูงเนิน) .................................................................................. กรรมการ (นางสุพรรณี ใยปางแก้ว) .................................................................................. กรรมการ (นางสุพรรณี ใยปางแก้ว)


ชื่อ การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัย ภัทธริดา แสงจันทร์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาดา ช่อสูงเนิน ที่ปรึกษาร่วม ภัทธริดา แสงจันทร์ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีที่ทำการวิจัย 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็น เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มา โดยการใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลัง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E และแบบประเมินทักษะพื้นฐานของทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการประประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มี ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ที่ระดับ .05


กิตติกรรมประกาศ รายงายการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ญาดา ช่อสูงเนิน อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย และนางสุพรรณี ใยปางแก้ว ที่ปรึกษาร่วม ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ อ่าน และตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้เกิดข้อคิดที่เป็นประโยชน์ดูแลให้กำลังใจ แก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยซาบซึ้งในความกรุณาและขอกราบขอบพระคุณ อย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้เชี่ยวชาญ นางสุพรรณี ใยปางแก้ว ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนชุมชน สามพร้าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานีเขต 1 ที่ให้คำแนะนำปรึกษาและเป็น ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือการวิจัยให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู ผู้ปกครองทุกท่าน และขอบใจนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือและอำนวยความ สะดวกในการจัดกิจกรรมตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และสมาชิกครอบครัวของผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแห่ง ความสำเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้วิจัย คุณค่าประโยชน์และอันพึงมีของงานจากวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด้คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการีตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป ภัทธริดา แสงจันทร์


สารบัญ บทคัดย่อ.................................................................................................................... ....... ค กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................ ง สารบัญ....................................................................................................................... ...... จ สารบัญตาราง................................................................................................................ ... ช สารบัญภาพ.................................................................................................................... .. ฌ บทที่ หน้า 1 บทนำ…………………………………………………………………………………………………. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ…………………………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย…………………………………………………………………....... 3 สมมติฐานการวิจัย……………………………………………………………………………….. 3 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………….............. 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย…………………………………………………………………. 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………………………. 3 ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย………………………………………………………………. 3 ระยะเวลาในการวิจัย…………………………………………………………………...... 3 เนื้อหาในการวิจัย…………………………………………………………………............ 4 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………................... 4 ประโยชน์ที่ได้รับ………………………………………………………………….................... 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………........ 5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………… 6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E............. 6 ความหมายของการสืบเสาะหาความรู้…………………………………............ 6 ประเภทของการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้…………………. 7 การจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย………… 8 ขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ….……………………………............ 9


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E…….. 12 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E …….………………… 14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E........................... 17 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์............ 21 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์………….……………. 21 ความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์……………………… 22 ประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์………………………............. 23 ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย……………................. 25 ทักษะการสังเกต………………………………………………………….…………….. 26 ทักษะการจำแนก.................................................................................. 26 ทักษะการสื่อความหมาย...................................................................... 27 บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัย.................................................................................................. 27 ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย.......... 29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย.. 30 ขั้นตอนการดำเนินการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E…... 32 3 วิธีดำเนินการวิจัย............................................................................................ 32 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................ 32 แบบแผนการทดลอง.................................................................................. 32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................. 33 การดำเนินการจัดประสบการณ์................................................................. 37 การวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 37 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................... 37 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 39


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................... 39 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................ 39 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................ 41 วัตถุประสงค์ของการวิจัย........................................................................... 41 สมมติฐานการวิจัย..................................................................................... 41 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................ 41 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................. 41 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................ 41 การวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................... 42 สรุปผลการวิจัย.......................................................................................... 42 อภิปรายผลการวิจัย................................................................................... 42 ข้อเสนอแนะ............................................................................................ .. 43 บรรณานุกรม................................................................................................................... . 45 ภาคผนวก 51 ภาคผนวก................................................................................................ ........ ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ.................................. 52 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 54 ภาคผนวก ค ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.)ของแบบ ประเมินพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย............................................. 56 ภาคผนวก ง ตัวอย่าง แผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E..................................................................................................................... 58 ภาคผนวก จ ตัวอย่าง แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย 66 ประวัติย่อผู้วิจัย........................................................................................................... ...... 70


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลอง.................................................................................. 1 2 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของแบบประเมินทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการประสบการณ์สืบ เสาะหาความรู้แบบ 5E............................................................................... 41 3 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E……………. 42 4 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมินทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย....................................................................... 55 5 ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของแบบประเมินพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 56


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย............................................................................. 5 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E........... 36 3 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย........................................................................................................ 38


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน ทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ เครื่องมือเครื่องใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับ ความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ ทุกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดองค์ความรู้และความ เข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติมากมาย มีผลให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างมาก วิทยาศาสตร์ ทำให้คนได้พัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ซึ่ง เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge for Society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้ วิทยาศาสตร์ (Literacy for All) เพื่อเข้าใจในโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น นำ ความรู้ไปใช่อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่ นำมาใช่ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ การดูแลรักษาตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ที่สำคัญ อย่างยิ่ง คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขัน กับนานาประเทศและดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมโลกอย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560: 92) ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี ความจำเป็นที่จะต้องฝึกให้กับเด็กจนสามารถนำไปใช้อย่างคล่องแคล่วและเกิดความชำนาญในการ เลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับเรื่องราวหรือปัญหาที่ต้องการคำตอบ นักการศึกษาหลายท่านได้ยืนยัน ในทำนองเดียวกันว่า กระบวนการดังกล่าวจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาความคิดรวบยอดและให้ หลักการทางวิทยาศาสตร์ รู้จักการใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาตลอดจนค้นหาความรู้ใหม่ ๆ เชิง วิทยาศาสตร์ได้อยู่เสมอ อีกทั้งสามารถนำไปใช้ในวิชาอื่น ๆ ได้อย่างกว้างขวาง พิมพันธุ์ เดชะคุปต์ (2565: 9) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ความชำนาญหรือความสามารถในการใช้ ความคิด เพื่อค้นหาความรู้รวมทั้งการแก้ปัญหา ซึ่งทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะทาง ปัญญา (Intellectual Skill) เพราะเป็นการทำงานของสมองในรูปแบบการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะการ สื่อความหมาย ได้แก่ การอ่าน การจำ การจำถาวร การพูด การเขียน นอกจากนี้ยังมีทักษะการสังเกต การระบุ การจำแนก การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อสรุปและการใช้ตัวเลข การส่งเสริม ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และปลูกฝังทัศนคติที่ดีของวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก จึงมีความจำเป็น อย่างยิ่งและควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัยเพราะเด็กปฐมวัยเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นการเรียนรู้ที่มี ความสำคัญมากที่สุดของชีวิตมนุษย์และพัฒนาการในแต่ละด้านของเด็กจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิริ


2 มา ภิญโญอนันตพงษ์ (2563: 36-39) กล่าวว่า ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจะเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ให้ความสนใจในการเรียนรู้ต่อสิ่งนั้น ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ทดลอง และสำรวจตามความ สนใจเป็นการฝึกให้เด็กได้รู้จักการคิดหาเหตุผลจากการลงมือปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง เกิดเป็นองค์ ความรู้ของตน เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงมีอิทธิพลต่อชีวิต ในอนาคตของเด็กโดยเฉพาะในภาวะสังคม โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งเทคโนโลยี สารสนเทศและการหลั่งไหลทางวัฒนธรรม (อำพวรรณ์ เนียมคำ. 2559: 1) ซึ่งการจัดกิจกรรมที่จะทำให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้สูงสุดนั้น จะต้องจัดกิจกรรมที่เด็กสนใจ ลงมือค้นคว้ากระทำด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะและสนับสนุนคอย ช่วยเหลือในขณะที่เด็กทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งวิธีการเรียนรู้ของเด็ก คือ เรียนรู้จากการเล่น การใช้ประสาทสัมผัส การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ผู้ใหญ่ ครู ดังนั้น การจัดประสบการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นสนุกสนานและเน้นให้เด็กได้ลงมือฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วย ตนเอง จึงเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก เพราะเป็นกิจกรรมทำให้เด็กเกิดความ สนใจอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเกิดคามกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจใน วิทยาศาสตร์มากขึ้น จนกลายเป็นรากฐานที่สำคัญในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในอนาคต หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 กำหนดไว้ว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา อย่าง สมดุลโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรูที่หลากหลาย บูรณาการผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เป็น ประสบการณ์ตรงโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เหมาะสมกับวัยเพื่อให้เด็กแต่ละคนไล้มีโอกาสพัฒนา ตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข ดังนั้นในการส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้กับเด็กปฐมวัย ครูควรจัดสภาพแวดล้อมหรือ ประสบการณ์ให้เด็กมีโอกาสได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ในการเรียนรู้รากสิ่งที่ใกด้ตัวไปสู่สิ่งที่ไกลตัว เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเป็นช่วงที่สมองของเด็กเจริญเต็มที่เด็กมีความ สนใจที่จะเรียนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้สมอง ของเด็กไต้พัฒนาเต็มที่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัยเป็นการตอบสนองและส่งเสริม พัฒนาการของเด็กในการเรียนรู้โลก ธรรมชาติและพัฒนา ทักษะทางสติปัญญาต่าง ๆ เนื่องจากเด็กใน ระดับปฐมวัยมีธรรมชาติของการสืบเสาะหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์อยู่ในตนเอง เป้าหมายสำคัญของ การจัดประสบการณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ในระดับปฐมวัย คือ ให้ผู้เรียนได้ตระหนักรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านการลงมือปฏิบัติในการสืบหาความรู้อย่างง่าย ๆ ด้วยตนเอง กระบวนการวิทยาศาสตร์มีหลายรูปแบบการสอนที่จะช่วยให้เด็กปฐมวัยเกิดการเรียนรู้ การจัด ประสบการณ์แบบ 5E เป็นกระบวนการเรียนรู้หนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดโดย ให้โอกาส นักเรียนได้ใช้ความคิดของตนเองมากที่สุด เป็นรูปแบบของกระบวนการเรียนรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ คิดค้นขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้วิธีการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องอาศัยทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการค้นพบความรู้หรือประสบการณ์ด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้น ได้แก่ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3. ขั้น อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และ5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) ไม่เน้นการสอนแบบบรรยาย บอกเล่า หรือให้ผู้เรียนเป็นผู้รับเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จากครู


3 หากแต่ครูจะต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองภายใด้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี2560: 2) จากเหตุผลดังกล่าวกล่าว ผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกปฏิบัติการในสถานศึกษาจึงสนใจใน การศึกษว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนการได้รับจัดประสบการณ์หรือไม่ โดยผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E สมมติฐานของการวิจัย ทักษะพื้ นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เด็กปฐมวัย ชาย - หญิงที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวนเด็กปฐมวัยทั้งหมด 70 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาโดยการใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ตัวแปรที่ศึกษาในการวิจัย ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้ เวลาการทดลองจำนวน จำนวน 16 แผน โดยมีระยะเวลาในการจัดประสบการณ์8 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 1 วัน คือ วันพฤหัสบดีวันละ 40 นาที


4 นิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความจัดเจน วิจัยได้กำหนดความหมายของคำศัพท์ที่ใช้ ในการวิจัย ดังนี้ 1. การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E หมายถึง วิธีการจัดกระบวนการ เรียนการสอนให้กับเด็กชั้นปฐมวัย โดยมุ่งพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ขั้นนำ 1.1.1 ครูนำเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการการสนทนา การร้องเพลง การท่องคำคล้องจอง 1.1.2 เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลงร่วมกันในการทำกิจกรรม 1.2 ขั้นสอน 1.2.1 (ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ Engagement) ครูกระตุ้นเพื่อ สร้างความสนใจแก่เด็กหรือทบทวน ประสบการณ์เดิมของเด็กและกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจอยาก รู้อยากเห็นในความรู้ใหม่นำไปสู่การกำหนด ปัญหาที่ต้องการศึกษา 12.2 (ขั้นที่ 2 ขั้นการสำรวจ Exploration) เด็กดำเนินการสำรวจ ทดลอง ค้นหา และรวบรวมข้อมูล ลงมือปฏิบัติ ได้แก่ สังเกต วัด ทดลอง 1.2.3 (ขั้นที่ 3 ขั้นการอธิบายและลงข้อสรุป Explanation) เด็ก นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ ทดลองและ ค้นคว้า มาสรุปผลและนำเสนอผลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ ทำแผนภูมิความคิดโดยมีการลง ข้อสรุปที่ถูกต้องเชื่อถือได้ 1.2.4 (ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้Elaboration) เด็กอธิบายและ ขยายความรู้เพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่ 1.2.5 (ขั้นที่ 5 ขั้นการประเมินผล Evaluation) เป็นการประเมิน องค์ความรู้ของเด็กตามสภาพจริง ดูจากผลงาน สังเกตพฤติกรรมขณะร่วมกิจกรรม และการตอบ คำถามเพื่อให้ทราบว่าเด็กมีความรู้อะไร อย่างไร 1.3 ขั้นสรุป 1.3.1 เด็กและครูร่วมกันสรุปและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการ ทำกิจกรรม 2. ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กแสดงออกถึง ความสามารถในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่จะนำไปใช้ในทางวิทยาศาสตร์หรือกระบวนทาง วิทยาศาสตร์ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 3 ทักษะ คือ 2.1 ทักษะการสังเกต หมายถึง ทักษะด้านการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาท สัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเพื่อรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ ประสาทสัมผัสที่นำมาใช้ในการสังเกต ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส การสังเกตจำเป็นต้องฝึกให้เกิดความชำนาญและคล่องแคล่ว ความสามารถ ที่แสดงว่ามีทักษะในการสังเกต คือ บอกคุณสมบัติของวัตถุได้โดยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่าง ประเมินปริมาณของวัตถุได้ บรรยายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่สังเกตได้


5 2.2 ทักษะการจำแนก หมายถึง ทักษะด้านการจำแนกประเภท หมายถึง การใช้ ประสาทสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจัดสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ในประเภทเดียวกัน โดยใช้เกณฑ์อย่าง ใดอย่างหนึ่ง เช่น ใช้ความเหมือนความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ วิธีการจำแนกประเภทอาจทำได้ หลายวิธี เช่น แยกประเภทตามตัวอักษรตามลักษณะรูปร่าง ตามสี แสง เสียง ขนาดหรือประโยชน์ใน การนำไปใช้ 2.3 ทักษะการสื่อความหมาย หมายถึง ความสามารถในการรับและเสนอข้อมูล ต่างๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างชัดเจนถูกต้อง โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การพูด การเขียน การแสดงท่าทาง หรือแสดงเป็นสัญลักษณ์ เช่น แผนภูมิ รูปภาพ วงจรต่างๆ เป็นต้น ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการ จัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 2. ได้รับความรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัด ประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 3. ได้แนวทางในการจัดประสบการณ์สำหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยในการจัดประสบการณ์ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดประสบการณ์ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ทักษะ ได้แก่ - ทักษะการสังเกต - ทักษะการจำแนกประเภท - ทักษะการสื่อความหมาย


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบกาณ์ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.1 ความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ 1.2 ประเภทของการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ 1.3 การจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย 1.4 ขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.5 บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.2 ความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.3 ประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ 2.4 ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.5 ทักษะการสังเกต 2.6 ทักษะการจำแนก 2.7 ทักษะการสื่อความหมาย 2.8 บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2.9 ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้ การสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method) เป็นวิธีหนึ่งที่มุ่งให้นักเรียนได้สืบเสาะหาความรู้ ด้วยตนเอง มีคำแปลหลายคำในภาษาไทย เข่น การสืบเสาะ ลืบสวน สอบสวน เป็นต้น แต่ในงานวิจัย นี้ผู้วิจัยใช้คำว่า “สืบเสาะหาความรู้” โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนักการศึกษา หลายท่านได้ให้ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ ดังนี้ 1.1 ความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ เสาวคนธ์สาเอี่ยม (2558: 147) กล่าวว่า การสืบเสาะหาความรู้เป็นการจัดกระบวนการ เรียนรู้โดยให้ผู้เรียนค้นหาความจริง ด้วยการแสวงหาความรู้ มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้ฝึกการคิดอย่างมี เหตุผล การลงมือปฏิบัติ การสำรวจและตรวจสอบ เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ใหม่หรือ


7 สิ่งประดิษฐ์ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้จัดการให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ดังนั้นความรู้ที่ได้จะคงทนถาวรอยู่ในความทรงจำระยะยาว พรรณวิไล ชมชิด (2559: 110) กล่าวว่า การสืบเสาะหาความรู้ การสืบเสาะหาความรู้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้สอนจะต้องเตรียม สถานการณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการคิดการปฏิบัติของผู้เรียน และใช้วิธีการทาง วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ ซึ่งผู้สอนผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำหรืออำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียน บรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ ทิศนา แขมมณี (2560: 141) กล่าวว่า เป็นการดำเนินการเรียนการสอนโดยผู้สอน กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดคำถาม เกิดความคิดและลงมือเสาะแสวงหาความรู้ เพื่อนำมาหาคำตอบและ ข้อสรุปด้วยตนเองโดยผู้สอนจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น การสืบค้น แหล่งข้อมูลการศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปผลข้อมูล การอภิปรายโต้แย้งทางวิชาการ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น เป็นต้น จากการศึกษาความหมายการสืบเสาะหาความรู้ข้างต้นสรุปได้ว่า การสืบเสาะหาความรู้ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดคำถาม เกิดความคิดและลงมือค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 1.2 ประเภทของการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ นักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภทของการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ ดังนี้ วีรยุทธ วิเชียรโชติ (2514 อ้างถึงใน บัญญัติ ชำนาญกิจ, 2561: 2) กล่าวว่า การสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ พิจารณาจากลักษณะการถามระหว่างผู้สอนและผู้เรียน สามารถแบ่งการสอน ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ชนิดที่ครูเป็นผู้ถาม (Passive inquiry) 2. วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ชนิดที่ครูและนักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม (Combined inquiry) 3. วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ชนิดที่นักเรียนเป็นผู้ถาม (Active inquiry) สุคนธ์ สินธพานนท์ (2562: 195) แบ่งประเภทวิธีการสืบเสาะหาความรู้โดยใช้ บทบาท ของครูและนักเรียนเป็นเกณฑ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ครูผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ วิธีนี้ครูจะมีบทบาท สำคัญในการใช้คำถามกระตุ้น เป็นแนวทางให้นักเรียนคิดหาคำตอบ เหมาะสำหรับการเริ่มสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ ครูจะเป็นผู้ตั้งคำถามเป็นส่วนใหญ่คือ ประมาณร้อยละ 90 ส่วนนักเรียนจะเป็นผู้ ตั้งคำถามเองประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น และส่วนใหญ่นักเรียนจะเป็นผู้ตอบคำถาม 2. ครูผู้สอนและนักเรียนร่วมกันในการสืบเสาะหาความรู้ วิธีนี้ครูผู้สอนและ นักเรียน เป็นผู้ดำเนินการในการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกัน โดยครูเป็นผู้ตั้งคำถามเท่า ๆ กับนักเรียน คือประมาณร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะสำหรับการสอนที่นักเรียนได้ผ่านขั้นของ Passive Inquiry มาแล้ว ใน ขั้นนี้เมื่อผู้เรียนถาม ครูผู้สอนไม่ควรใช้คำตอบทันทีแต่ควรจะส่งเสริมหรือถามต่อเพื่อกระตุ้นให้ นักเรียนคิดด้วยตนเอง โดยใช้คำถามนำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งนักเรียนค้นพบคำตอบด้วยตนเอง


8 3. นักเรียนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบนี้ นักเรียน จะตั้งคำถามและตอบคำถามเป็นส่วนใหญ่ ในขั้นนี้จึงมีความสามารถในการสร้างกรอบ ความคิดการสร้างคำถามนำไปสู่การค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งนักเรียนมีส่วนในการตั้งคำถามและตอบ คำถามประมาณร้อยละ 90 จึงนับว่าเป็นจุดประสงค์สูงสุดในการเรียนรู้โดยวิธีสืบเสาะหาความรู้ สรุปได้ว่า ประเภทการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยพิจารณาจากบทบาทของครู และ นักเรียนเป็นเกณฑ์สามารถ แบ่งการสอนออกเป็น 3 ประเภท ได้ดังนี้ 1. ครูผู้สอนเป็นผู้ตั้งคำถามหรือสร้างสถานการณ์ประมาณ 90% เพื่อ กระตุ้นให้นักเรียนได้เกิดกระบวนการคิดในการแสวงหาคำตอบ ส่วนนักเรียนจะมีส่วนในการตั้ง คำถามประมาณ 10% 2. ครูผู้สอนและนักเรียนมีส่วนร่วมกันในการตั้งคำถามหรือสร้าง สถานการณ์ประมาณอย่างละ 50% 3. นักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถามหรือสร้างสถานการณ์ประมาณ 90% ครูมี บทบาทในการ ตั้งคำถามเพียง 10% ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ประเภทครูผู้สอน และ นักเรียนมีส่วนร่วมกันในการตั้งคำถามประมาณอย่างละ 50% 1.3 การจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2563 : 57- 58) ได้กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้สืบ เสาะหาความรู้ซึ่งคล้ายคลึงกับการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ ครูควรจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดย ให้เด็กปฐมวัยได้ลงมือสืบเสาะหาความรู้ตามลักษณะสำคัญของการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็ก ปฐมวัย ดังนี้ 1. การมีส่วนร่วมในคำถาม เด็กตั้งคำถามตามความสนใจเพื่อนำไปสู่ การหาคำตอบ ด้วยการลงมือปฏิบัติ ซึ่งคำถามอาจเกิดจากตัวเด็กเอง มาจากเด็กกับครูร่มกันตั้งคำถามขึ้น หรือมา จากครูเป็นผู้กำหนดและให้เด็กร่วมกันพิจารณาทำความเข้าใจกับคำถามก็ได้ 2. การเก็บข้อมูลหลักฐาน เด็กร่วมวางแผนและลงมือสำรวจตรวจสอบ เพื่อเก็บ รวบรวมข้อมูลหลักฐานด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต การสำรวจ การทดลอง การสืบค้น การ สัมภาษณ์ และบันทึกผลด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามศักยภาพของเด็ก เช่น การวาดภาพ การบอกสิ่งที่พบ ให้ครูจัดบันทึกให้การร่วมบันทึกด้วยการเขียนสัญลักษณ์ลงในตารางหรือการร่วมทำแผนภูมิอย่างง่าย 3. การอธิบายสิ่งที่พบ เด็กร่วมทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ ตรวจสอบ และสร้างคำอธิบายอย่างมีเหตุผลเพื่อตอบคำถามที่ตั้งขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลที่ได้มา 4. การเชื่อมโยงสิ่งที่พบกับสิ่งที่ผู้อื่นพบ เด็กรับทราบข้อมูลหรือคำอธิบายของผู้อื่น แล้วเปรียบเทียบว่าสิ่งที่ตนเองพบกับสิ่งที่ผู้อื่นพบหรือคำอธิบายของตนเองกับของผู้อื่น เหมือนหรือ แตกต่างกันอย่างไร 5. การสื่อสารและให้เหตุผล เด็กสื่อสารนำเสนอการสำรวจตรวจสอบที่ได้ทำและสิ่ง ที่ได้ค้นพบอย่างมีเหตุผลด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การพูด การทำท่าทาง การจัดแสดงผลงาน


9 ลักษณะสำคัญของการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยนั้น ไม่ได้มีลำดับขั้นตอนที่ แน่นอน สามารถย้อนกลับไปมาได้ และสามารถเกิดซ้ำได้ การจัดประสบการณ์ การเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ บางครั้งครูอาจมีบทบาทในการชี้นำการเรียนรู้ของเด็กมากหรือบางครั้งครูอาจเปิด โอกาสให้เด็กสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเองมาก ทั้งนี้ ขึ้นกับหัวข้อเรื่องที่เรียนรู้ ศักยภาพและ พัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็ก 1.4 ขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ชาตรี ฝ่ายลำตา (2558 : 85) กล่าวว่า ขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ชั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นชั้นเริ่มต้นกิจกรรมการเรียนรู้ กระตุ้นให้ นักเรียนเกิดความสนใจ อาจทำได้โดยการถามคำถาม การกำหนดปัญหา การแสดงเหตุการณ์ที่ขัดแย้ง และการแสดงสถานการณ์ที่ทำให้เห็นปัญหา โดยกิจกรรมควรเชื่อมโยงสิ่งที่เป็นประสบการณ์ที่ นักเรียนเรียนรู้มาแล้วและสิ่งที่กำลังเรียนอยู่ และกิจกรรมควรมุ่งพัฒนาให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามผล การเรียนรู้ที่คาดหวัง 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นที่นักเรียนจะรับประสบการณ์เพื่อหา และพัฒนาแนวคิด กระบวนการและทักษะของตน เมื่อกระคุ้นให้นักเรียนเกิดความสนใจแล้ว นักเรียนจะใช้เวลาในการสำรวจและค้นหาแนวคิดของตน กิจกรรมการสำรวจค้นหานี้มีจุดประสงค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้แนวคิดวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ โดยนักเรียนควรได้สำรวจและค้นหาวัสดุสิ่งของ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ และใช้ ทักษะต่างๆ เช่น สังเกต ตั้งและทดสอบสมมติฐาน แก้ปัญหาและหาตัวแปร 3. ขั้นอธิบาย (Explanation) กล่าวว่า การอธิบาย หมายถึง การกระทำที่ทำให้เกิด ความเข้าใจแนวคิดกระบวนการหรือทักษะเป็นการสร้างความสนใจให้นักเรียนพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ในขั้นสร้างความสนใจและขั้นสำรวจและค้นหาที่ผ่านมา และเปิดโอกาสให้แสดงความเข้าใจ กระบวนการ ทักษะของตน ในขั้นนี้ครูสามารถนำเสนอแนวคิดกระบวนการ หรือทักษะของ นักวิทยาศาสตร์ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นตอนที่ท้าหายและขยายความเข้าใจของ นักเรียนและให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักยะเพิ่มเติม ช่วยให้นักเรียนได้เกิดความรู้ที่กร้างขวางมากขึ้นและ นักเรียนควรได้เรียนรู้แบบร่วมมือและการร่วมอภิปรายเป็นกลุ่มด้วย เพราะจะทำให้นักเรียนได้แสดง ความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนแนวคิดที่ตนเข้าใจกับผู้อื่น และได้รับข้อมูลป้อนกลับจากเพื่อน ร่วมชั้น นอกจากนี้ขั้นการขยายความรู้ยังช่วยให้นักเรียนได้เผชิญกับสถานการณ์หรือปัญหาใหม่ 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นสนับสนุนให้นักเรียนได้ประเมินความเข้าใจ และความสามารถของตน การประเมินอย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นตลอดเวลาในทุกขั้นตอนของ กิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับการประเมินอย่างทางการครูสามารถทำได้หลังจากขั้นขยายความรู้ ครูควร วัดและประเมินการเรียนรู้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง และที่สำคัญคือทำให้นักเรียนได้มีโอกาส ประเมินความเข้าใจของตนเองด้วย และครูได้มีโอกาสประเมินพัฒนาการของนักเรียนว่าเป็นไปตาม ผลการเรียนรู้ตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร


10 สรุปได้ว่าขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นนำเข้าสู่บทเรียน โดยการกระตุ้นให้ นักเรียนเกิดความสงสัย และสนใจโดยการสร้างสถานการณ์ที่น่าสนใจ เชื่อมโยงความรู้เดิมที่เรียนมา หรือการถามคำถามเพื่อให้นักเรียนเกิดความสงสัยและกระคุ้นให้นักเรียนกำหนดประเด็นที่จะศึกษา และคิดหาคำตอบ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นที่ให้นักเรียนวางแผนกำหนดแนว ทางการแสวงหาคำตอบที่เป็นไปได้ ให้นักเรียนได้ใช้ทักษะการสังเกต ตั้งสมมติฐานและทดสอบ สมมติฐาน ศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิง หรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลให้นักเรียน คิดหาคำตอบสรุปเป็นความคิดของตน 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ ตรวจสอบมาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอ ในขั้นนี้นักเรียนจะได้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ที่ ได้จากขั้นสำรวจและค้นหาที่ผ่านมา ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าในแนวคิดกระบวนการ และเปิด โอกาสให้แสดงการเข้าใจกระบวนการหรือทักษะของตน 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการขยายความเข้าใจของนักเรียน โดยนำ ความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ทำให้นักเรียนได้ เผชิญกับสถานการณ์หรือปัญหาใหม่ เกิดการขยายความรู้ที่กว้างขวางมากขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นขั้นตอนประเมินความเข้าใจและความสามารถของ นักเรียนด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง มากน้อยเพียงใด โดยครูทำการ วัดและ ประเมินการเรียนรู้ตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและประเมินพัฒนาการของนักเรียนว่าเป็นไปตามผล การเรียนรู้ที่คาดหวังหรือไม่อย่างไร สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2559 : 12) กล่าวว่า ขั้นตอนที่ สำคัญในกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ตามกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำสู่บทเรียนหรือเรื่องที่น่าสนใจซึ่ง อาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการ อภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็น เรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนด ประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ กรูอางให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระ คุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังกับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลัง สนใจเป็นเรื่องที่จะศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ ต้องการศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแขงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความ ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่างๆที่จะช่วยให้ นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามวกขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบ อย่างหลากหลาย


11 2. ชั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างอ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดแนวทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจาก แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบ 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลที่เพียงพอแล้วจากการ สำรวจตรวจสอบแล้วจึงนำข้อมูล ข้อสนเทศ ที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ใน รูปต่าง เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การ ก้น พบในขั้นนี้อาจเป็นได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ได้ 4. ชั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นเพื่อไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้กันคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบาย สถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากแสดงว่ามีข้อจำกัดน้อย ซึ่งจะช่วยให้ เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ นรรัชต์ ฝันเชียร (2563: 38) กล่าวถึง การสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นการฝึกให้นักเรียน เกิดความสนใจใคร่รู้ (Engagement) สำรวจค้นหา (Exploration) อธิบาย (Explanation) ขยาย ความรู้ (Elaboration) และประเมิน (Evaluation) ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ประกอบด้วย 1. การใช้คำถามโดยคุณครูตั้งคำถามกระตุ้นให้นักเรียนสงสัยใคร่รู้ มีความสนใจ ในผลดีผลเสียผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้น 2. ใช้สถานการณ์การที่นำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสงคมที่เป็นปัจจุบันทันด่วน หรือเปืนเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจของนักเรียนและบุคคลทั่วไป ย่อมเป็นการสร้างความสนใจได้ เป็นอย่างดี 3. ใช้กรณีตัวอย่างการใช้กรณีตัวอย่างที่อาจเป็นทั้งเรื่องจริงหรือเรื่องที่สมมุติขึ้น นั้น เป็นการผูกเรื่องที่มีความสลับซับช้อนชวนให้อยากค้นหาคำตอบ 4. ใช้ผลผลิตที่เกิดจากสิ่งที่จะเรียนรู้เป็นการบอกถึงผลที่ได้รับ รวมทั้งผลกระทบ ทั้งในทางที่ดีและไม่ดีที่จะเกิดกับนักเรียนนี้เป็นการสร้างความตระหนักและความสนใจที่มีต่อนักเรียน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้รับโดยตรงที่สามารถนำไปใช้ได้จริง 5. ร่วมกันสรุปประเด็นที่น่าสนใจจากการนำเสนอพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็น เรื่องราว สถานการณ์ต่าง ๆ แล้วจะต้องมีการสรุปประเด็นที่น่าสนใจ โดยมีการจัดลำดับความสำคัญ และเลือกที่จะสำรวจข้อมูลเพื่อนำมาผสมผสานและค้นหาคำตอบ


12 ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ประกอบด้วย 1. ชี้แจงทำความเข้าใจกระบวนการขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรม 2. แนะนำสื่ออุปกรณ์ที่ใช้และข้อควรระวัง 3. ปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอน 4. บันทึกผลลงในแบบบันทึกผล 5. เน้นย้ำคุณลักษณะที่พึงประสงค์และขอในทุกคนได้เคร่งครัดปฏิบัติอย่าง จริงจัง ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและสรุป (Explanation) ประกอบด้วย 1. การนำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรม 2. การวิเคราะห์สังเคราะห์อธิบายให้เหตุผล 3. การเชื่อมโยงคำตอบกับคำถามสถานการณ์กรณีตัวอย่างและผลที่จะเกิดขึ้น 4. สรุปความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) ประกอบด้วย 1. กระตุ้นให้นักเรียนคิดและขยายความ 2. ใช้กรณีตัวอย่าง 3. ใช้คำถามที่คุณครูเตรียมไว้และจากที่นักเรียนตั้งคำถามขึ้นในขณะเรียน 4. มีการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ขั้นที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) ประกอบด้วย 1. ประเมินความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understanding) ที่นักเรียนจะต้องมี ติดตัวออกไปใช้ให้เป็นประโยชน์ 2. ประเมินความรู้ตามมาตรฐานตัวชี้วัดขั้นปีและผลการเรียนรู้ว่าบรรลุตามที่ กำหนด ไว้หรือไม่ โดยใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย 3. ประเมินมาตรฐานการปฏิบัติได้โดยเน้นสมรรถนะสำคัญความสามารถและ ทักษะ ที่นักเรียนต้องปฏิบัติได้ว่าเป็นไปตามที่กำหนดได้หรือไม่อย่างไร 4. ประเมินด้วยคำถามสำคัญที่ได้ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อเป็นการทบทวน ความรู้ ที่ได้รับและเพิ่มเติมสาระสำคัญตามความเหมาะสม 5. ประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยเน้นต้านคุณธรรมจริยธรรมและ คุณลักษณะ ของนักเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา จากการศึกษาขั้นตอนการขั้นตอนการสืบเสาะหาความรู้ข้างต้นสรุปได้ว่า ขั้นตอนการสืบ เสาะหาความรู้จะต้องมีสิ่งเร้าให้เกิดการสืบเสาะหาความรู้ มีปัญหาที่ต้องค้นหาวิธีแก้ไข มี5 ขั้นตอน คือ ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสำรวจและค้นหา ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ขั้นขยายความรู้และขั้น ประเมิน 1.5 บทบาทของครูในการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ชาตรี ฝ่ายคำตา (2558: 85) กล่าวว่า บทบาทครูในกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้น กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น มีดังนี้


13 1. ขั้นสร้างความสนใจ ครูมีบทบาทในการแสดงเหตุการณ์และออกแบบกิจกรรมการ เรียนรู้ สร้างความสนใจ สร้างความอยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามหรือปัญหา ตรวจสอบหรือหาความรู้ เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับหัวข้อที่กำลังเรียน นอกจากนี้ครูยังเป็นผู้ที่เตรียมลำดับขั้นตอนของ กิจกรรม กิจกรรมในขั้นนี้ไม่ควรใช้เวลานานและยากเกินไป ควรจะเป็นกิจกรรมที่ง่ายและใช้เวลาสั้นๆ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา ครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือสนับสนุนให้ นักเรียนได้ทำงานเป็นกลุ่ม สังเกตและฟังขณะนักเรียนทำงานและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้นถาม คำถามเพื่อชี้ประเด็นให้นักเรียนรู้ว่าเขากำลังทำการตรวจสอบอะไร ครูอาจเป็นผู้เริ่มกิจกรรมและให้ เวลาและโอกาสแก่นักเรียนในการสำรวจตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์บนพื้นฐานของความรู้เดิมของนักเรียน ในขั้นนี้ควรให้นักเรียนได้สัมผัสกับวัสดุอุปกรณ์และประสบการณ์เชิงประจักษ์นอกจากนี้นักเรียนควร ได้เรียนรู้แบบร่วมมือ นักเรียนควรมีโอกาสในการปฏิสัมพันธ์ อภิปราย และได้แย้งกับเพื่อนร่วมชั้นใน บรรยากาศที่สร้างสรรค์เพื่อเป็นการทักทาย และเสริมสร้างแนวคิดให้กับตนเองและผู้อื่น 3. ขั้นอธิบาย ครูสนับสนุนให้นักเรียนอธิบายแนวคิด และนิยามตามความเข้าใจของ นักเรียนเอง สอบถามนักเรียนเพื่อให้นักเรียนแสดงหลักฐานและสร้างความกระจ่างกับสิ่งที่สำรวจหรือ ค้นหา เตรียมคำนิยาม คำอธิบายหรือคำศัพท์ใหม่ ใช้ประสบการณ์เดิมของนักเรียนในการอธิบาย แนวคิด ในขั้นนี้ครูอาจให้นักเรียนอธิบายสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง จากนั้นครูอาจนำเสนอการ อธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ กิจกรรมควรเน้นการอธิบายที่เกิดจากนักเรียนเองและควรเชื่อมโยงกับขั้น สร้างความสนใจและขั้นสำรวจและค้นหาด้วย 4. ขั้นขยายความรู้ ครูจัดเตรียมประสบการณ์ หรือสถานการณ์ หรือปัญหาใหม่และ เป็นผู้กระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนแนวคิดตน รวมทั้งให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ นักเรียน 5. ขั้นประเมิน ครูวัดและประเมินพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้เครื่องมือหรือ แบบทดสอบการเรียนรู้ของนักเรียน และกระตุ้นให้นักเรียนประเมินความเข้าใจของตนเอง โสภิดา โครตโนนกอก (2558: 38-39) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูในการจัดประสบการณ์ แบบสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ครูมีหน้าที่ให้คำแนะนำกับนักเรียนมากกว่าบอกให้นักเรียนทำตาม 2. ครูตั้งคำถาม เลือกประเด็นที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคิดและพยายาม ค้นหาคำตอบในขณะที่นักเรียนค้นหาคำตอบ ครูควรแนะนำในการค้นหาคำตอบโดยให้ความชัดเจน กับปัญหา 3. ครูสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนที่ส่งเสริมการสร้างข้อคาดเดา การตั้งข้อสงสัยและ การคิดแก้ปัญหาสนับสนุนให้นักเรียนตั้งสมมุติฐานและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตรวจสอบสมมุติฐาน ด้วยตนเองช่วยนักเรียนในการวิเคราะห์และประเมินความคิดของตนเอง โดยเปิดโอกาสให้มีการ อภิปรายเปิดในชั้นเรียน และพยายามกระตุ้นให้นักเรียนพยายามคิด โดยไม่มีการข่มขู่ เมื่อคำตอบไม่ เป็นตามที่คาดหวัง สรุปได้ว่า บทบาทหน้าที่ครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้จึงเป็นผู้สร้าง สถานการณ์ที่เปิดโอภาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวนักเรียนเอง เป็นผู้จัดหา


14 วัสดุอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าเป็นผู้ถามคำถามต่าง ๆ ที่จะช่วยนำทางให้ นักเรียนค้นหาควานรู้ต่าง ๆ 1.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้ 1.6.1 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของไวก็อตสกี้ Berk and Winsler (1995: อ้างถึงใน วัฒนา มัคคสมัน. 2564: 34) กล่าวไว้ว่า เด็ก จะเกิดการเรียนรู้พัฒนาสติปัญญา และทัศนคติขึ้นเมื่อมีการปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกันกับผู้อื่นเช่น ผู้ใหญ่ ครู เพื่อน บุคคลเหล่านี้จะให้ข้อมูลสนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์และการ ทำงานร่วมกันนั้น โดยการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นใน Zone of Proximal Development หมายถึง สภาวะที่เด็กเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายแต่ไม่สามารถคิดแก้ปัญหาได้โดยลำพัง เมื่อได้รับการช่วยเหลือ แนะนำจากผู้ใหญ่หรือจากการทำงานร่วมกับเพื่อนที่มีประสบการณ์มากกว่า เด็กจะสามารถแก้ปัญหา นั้นได้และเกิดการเรียนรู้ขึ้น การให้ความช่วยเหลือแนะนำในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้ของเด็ก (Assisted Learning) เป็นการให้การช่วยเหลือแก่เด็กเมื่อเด็กแก้ปัญหาโดยลำพังไม่ได้ เป็นการช่วย อย่างพอเหมาะเพื่อให้เด็กแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง วิธีการที่ครูเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กเพื่อให้การ ช่วยเหลือเด็กเรียกว่า Scaffolding เป็นการแนะนำช่วยเหลือให้เด็กแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยการ ให้การแนะนำ (Clue) การช่วยเตือนความจำ (Reminders) การกระตุ้นให้คิด (Encouragement) การแบ่งปัญหา ที่สลับซับซ้อนให้ง่ายลง (breaking the problem down into step) การให้ตัวอย่าง (Providing and Example) หรือสิ่งอื่น ๆ ที่จะช่วยเด็กแก้ปัญหาและเรียนรู้ด้วยตนเอง การให้การ ช่วยเหลือ (Scaffolding) มีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้ 1. เป็นกิจกรรมการร่วมกันแก้ปัญหา 2. เข้าใจปัญหาและมีวัตถุประสงค์ที่ตรงกัน 3. บรรยากาศที่อบอุ่นและการตอบสนองกับความต้องการ 4. รักษาสภาวะแห่งการเรียนรู้ของเด็ก (ZPD) 5. สนับสนุนให้เด็กควบคุมตนเองในการแก้ปัญหา ครูมีหน้าที่ในการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองและ ให้ คำแนะนำด้วยการอธิบาย สาธิต และให้เด็กมีโอกาสทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะกับเพื่อนที่มี ความสามารถมากกว่า ครูมีหน้าที่กระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาหรือวิธีการอื่น ๆ เช่น การวาด การเขียน การ ทำงาน ศิลปะหลาย ๆ รูปแบบ เพื่อเป็นการจัดระบบการคิดของเด็กเอง แล้วให้โอกาสเด็กแสดงออก ตาม วิธีการต่าง ๆ ของเด็กเองเพื่อครูจะได้รู้ว่าเด็กต้องการจะทำอะไร จากทฤษฎีเชาว์ปัญญาของไวก็อตสกี้ (Vygotsky) พบว่า เด็กจะเรียนรู้ต้องให้เป็นผู้ ลงมือทำและมีส่วนในการเรียนรู้ พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กแต่ละวัยจะเพิ่มขึ้นถึงขั้นสูงสุดตาม ศักยภาพของแต่ละบุคคลได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก เช่น ญาติหรือ เพื่อนวัยเดียวกัน การช่วยเหลือจากครู จะช่วยให้เด็กทุกคนเกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนการมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและเด็กนั้นมีความสำคัญมาก


15 1.6.2 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมอนเตสเซอรี่ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2561: 71-72) กล่าวถึงหลักการสอนแบบมอนเตสเซอรีไว้ว่า การเรียนการสอนจะให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเด็ก จิตใจและการเรียนรู้ เด็กต้องได้รับการ ยอมรับนับถือในความแตกต่างของลักษณะเฉพาะบุคคล แต่ทุกคนสามารถซึมซาบการเรียนรู้ด้วย ตนเองได้ หากเด็กได้มีโอกาสและอิสระในการเลือกทำกิจกรรมที่ครูจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมไว้อย่างมี จุดหมาย การสังเกตและสนับสนุนของครูจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุด หลักการสอนของมอนเตสเซอ รีที่สำคัญคือครูจะไม่ใช้ผู้ชี้นำเด็ก แต่เปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการทำกิจกรรมตามระดับพัฒนาการ และอัตรา ด้วยวิธีการเรียน ดังนี้ 1. เด็กเรียนรู้จากการสัมผัสและคิดค้นพบด้วยตนเอง 2. สื่อการเรียนรู้จะต้องออกแบบเฉพาะเพื่อสร้างการเรียนรู้สำหรับเด็ก 3. ครูต้องเป็นผู้จงใจให้เด็กเกิดการค้นพบ และเรียนรู้ด้วยตัวเด็กเองจาก การ สังเกตเห็นของเด็ก 4. งานการเรียนรู้แต่ละเรื่องต้องสอดคล้องกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล 5. เด็กมีอิสระในการเลือกอุปกรณ์และกิจกรรมการเรียนได้ตามความ สนใจ โดย ครูเตรียมไว้ให้พร้อม 6. เด็กเริ่มเรียนรู้แต่ละงานจากง่ายไปยาก และทำตามลำดับงานเมื่องาน เสร็จแล้วแต่ละชิ้นจึงขึ้นงานใหม่ 7. สาระที่เด็กเรียนรู้เน้นสัมผัสสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันและวิชาการพื้นฐาน ความพร้อม 8. สาระหลักที่ต้องเรียนร่วม ได้แก่ การอ่าน การเขียน เลขคณิต สุขอนามัย และการเคลื่อนไหว 1.6.3 ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ทิศนา แขมณี (2558: 91) อธิบายว่า พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของบุคคลมีการ ปรับตัวผ่านกระบวนการซึมซาบหรือดูดซึม (Assimilation) และกระบวนการปรับโครงสร้างทาง ปัญญา (Accommodation) พัฒนาการเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรับและซึมซาบข้อมูล หรือประสบการณ์ใหม่ เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาเดิมที่มีอยู่ หากไม่สามารถ สัมพันธ์กันได้ จะเกิด ภาวะไม่สมดุลขึ้น (Disequilibrium) บุคคลจะพยายามปรับสภาวะให้อยู่ในภาวะสมดุล (Equilibrium) โดยกระบวนการปรับโครงสร้างของปัญญา (Accommodation) คน ทุกคนจะมีการ พัฒนาเชาว์ปัญญาไปตามลำดับขั้น จากการมีปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์รวมทั้งการถ่ายทอดความรู้ ทางสังคม วุฒิภาวะ และกระบวนการพัฒนาความสมดุลของบุคคลนั้น 1.6.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดของบรูเนอร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2560: 26) ได้กล่าวถึงทฤษฎี เกี่ยวกับแนวคิดของบรูเนอร์ (Bruner) ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้จากของจริงและขั้น การเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรมสำหรับเด็กปฐมวัย เด็กควรจะได้เรียนรู้จากของจริงบรูเนอร์เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด คือ การให้เด็กค้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูมีบทบาทในการจัดเตรียมสื่อ


16 อุปกรณ์การเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้าทายความคิด และการกระทำเพื่อให้เด็กได้ใช้ กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา บรูเนอร์ เชื่อว่าพัฒนาการทางสติปัญญาเป็นกระบวนการ ที่ต่อเนื่องไป ตลอดชีวิต และบรูเนอร์ยังแบ่งขั้นตอนการเรียนรู้ออกเป็น 3 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นการเรียนรู้ด้วยการกระทำ (Enactive representation) เป็นขั้นการเรียนรู้ ที่เกิดจากประสาทสัมผัส ดูตัวอย่างและกระทำเป็นช่วงตั้งแต่เกิดจนถึง 2 ขวบ เช่น กรณีที่เด็กเล็ก ๆ นอนอยู่ในเปลและเขย่ากระดิ่ง ขณะที่เขย่าบังเอิญกระดิ่งตกข้างเปล เด็กจะหยุดนิดหนึ่งแล้วยกมือขึ้น ดูเด็กทำท่าทางประหลาดใจ และเขย่ามือเด็กก็จะไม่ได้ยินเสียงกระดิ่งนั่น เพราะเด็กคิดว่ามือนั้น คือ กระดิ่งและเมื่อเขย่ามือเด็กก็จะไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง นั่นแสดงว่าเด็กสามารถถ่ายทอดสิ่งของ (กระดิ่ง) แทนประสบการณ์ด้วยการกระทำ ขั้นนี้จะตรงกับขั้น Sensory Motor ของเพียเจต์ 2. ขั้นการเรียนรู้ด้วยการลองดูและจินตนาการ (Iconic Representation) เป็น ขั้นที่เด็กเรียนรู้ในการมองเห็น และการใช้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ จากตัวอย่างของเพียเจต์ คือเมื่อเด็ก อายุมากขึ้น 2-3 เดือน ทำของเล่นตกข้างเปล เด็กจะมองหาของเล่นนั้น ถ้าผู้ใหญ่แกล้งหยิบเอาไปเด็ก จะหงุดหงิด ร้องไห้ เมื่อมองไม่เห็นของ บรูเนอร์ กล่าวว่า การที่เด็กมองหาของเล่นและ ร้องให้หรือ แสดงการหงุดหงิดเมื่อไม่พบของ แสดงให้เห็นว่าในวัยนี้เด็กมีสภาพแทนใจ ซึ่งต่างกับเด็ก ที่คิดว่าการ สั่นมือและการสั่นกระดิ่งเป็นของสิ่งเดียวกัน เมื่อกระดิ่งตกหายไม่สนใจแต่ยังคงสั่นมือ ต่อไปขั้นนี้ตรง กับขั้น Concrete Representation ของเพียเจต์ 3. ขั้นการเรียนรู้โดยการใช้สัญลักษณ์ (Symbolic Representation) เป็นขั้น ที่ เด็กสามารถจะเข้าใจการเรียนรู้ที่เป็นนามธรรมต่าง ๆ ได้ เป็นพัฒนาการด้านความรู้และความเข้าใจ เด็กสามารถที่จะคิดหาเหตุผล และในที่สุดจะเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ ขั้นตอนนี้ตรงกับขั้น Formal Operation ของเพียเจต์ วิธีการสอนตามแนวคิดของบรูเนอร์ คือให้ทำความเข้าใจกับปัญหา และมีความ ต้องการที่จะแก้ไข 1. ให้ผู้เรียนเผชิญกับปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา และมีความต้องการที่จะแก้ไข 2. ระบุปัญหาที่เผชิญให้ชัดเจน 3. คิดตั้งสมมุติฐานเพื่อคาดคะเนคำตอบของปัญหา 4. เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้พิสูจน์สมมติฐานที่กำหนด 1.6.5 ทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดของดิวอี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2565: 26-27) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีเกี่ยวกับแนวคิดของจอห์น ดิวอี้ (Dewey) สรุปไว้ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นจากการที่เด็กได้ลงมือ ปฏิบัติ ลงมือกระทำกับวัตถุ ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสำรวจ เพื่อให้เด็กค้นพบความสัมพันธ์ของ สิ่งของต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์ตรง ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล ความคิด หรือเหตุการณ์ จนกระทั่ง สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุนการคิด และกระตุ้น ท้าทายให้เด็ก พยายาม และช่วยให้เด็กขยาย หรือสร้างงานของตนโดยการสนทนา พูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งที่เด็ก กำลังทำร่วมกัน และช่วยให้เด็กเผชิญกับปัญหา เรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเองจอห์น ดิวอี้ เชื่อว่า การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัตินั้นจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ถาวร หากมองโดยภาพรวมแล้ว แนวคิดของ จอห์น ติวอี้ สามารถนำมาพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้เพราะ สอดคล้อง


17 กับแนวการจัดประสบการณ์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 คือประสบการณ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเกิดในตัวเด็ก โดยประสบการณ์นั้นเกิดจากการที่เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือ กระทำจริง สำรวจ ทดลอง ปฏิสัมพันธ์กับวัตถุสิ่งของ บุคคลและธรรมชาติรอบตัวเด็กตามบริบทของ สภาพแวดล้อม จากทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ที่กล่าวมา ข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้จะพัฒนาจากการที่เด็กรับประสบการณ์ ที่เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการเรียนรู้ โดยการสังเกต สำรวจ สืบค้นข้อมูล เปรียบเทียบ ทดลองโดยการจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้นั้นจะต้องเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก จากรูปธรรม ไปหานามธรรม เด็กได้เรียนรู้จากของจริงและจากการลงมือปฏิบัติ โดยมีเพื่อน ครู หรือ บุคคลใน สังคมที่จะ ช่วยเหลือให้เด็กได้พัฒนาและได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ไปในทางที่ถูกต้อง และ เหมาะสมกับช่วง วัยของเด็ก 1.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E งานวิจัยต่างประเทศ ฟาเซเลียน เอบราฮิม และโซรากี(Fazelian, Ebrahim and Soraghi. 2010 อ้าง ถึงใน ศิริพรรณ คุณพระเนตร. 2559: 65) ได้ศึกษาผลของรูปแบบการเรียนการสอนแบบ 5E ต่อการ เรียนรู้และความคงทนในการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีผล การเรียนรู้และความคงทนในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้รูปแบบ การเรียนการสอนแบบ 5E ยังกระตุ้นให้นักเรียนเพิ่มระดับการเรียนรู้และขยาย โดเมนของความรู้เป็น ผลให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสอน แบบปกติ Karen McLean, Mellita Jones, Clare Schaper. (2013 อ้างถึงใน ศิริพรรณ คุณ พระเนตร. 2559: 65) DESPITE WIDESPREAD การรับรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในเด็ก ปฐมวัยคุณภาพและปริมาณการสอนวิทยาศาสตร์ใน เด็กปฐมวัยยังคงเป็นปัญหา วิธีหนึ่งในการแก้ไข ปัญหานี้คือการใช้ความคุ้นเคยของครูปฐมวัยกับ วรรณกรรมสำหรับเด็กและการเล่นการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมแนวทางการสอนวิทยาศาสตร์แบบ สืบเสาะหาความรู้ในเด็กปฐมวัย การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการใช้วรรณกรรมสำหรับ เด็กเพื่อให้การเชื่อมโยงเฉพาะประเด็นกับ ประสบการณ์การเล่นแบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในสถานที่สำหรับเด็กปฐมวัยก่อนวัย เรียน เพื่อให้เข้าใจถึงอิทธิพลที่มีต่อความเชื่อมั่นของครูปฐมวัย ที่มีต่อเธอ/ความสามารถในการสอน วิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมโดยใช้กรณีศึกษา แบบเล่าเรื่อง แหล่งที่มาของข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์ครูกึ่งโครงสร้างวารสารสะท้อนแสงของครูและ วิดีโอดิจิทัล ผลการวิจัยชี้ให้เห็น ว่าการใช้วรรณกรรมสำหรับเด็กเป็นคำเชิญชวนในการจัดเตรียมบริบท สำหรับการเล่นแบบสืบ เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยให้ครูปฐมวัยพัฒนาความมั่นใจและ ความสามารถในการสอน วิทยาศาสตร์โดยการสอบถามแบบจำลองที่ได้รับแจ้งจากผลการศึกษานี้จะถูกนำเสนอเพื่อการ ตรวจสอบเพิ่มเติม Tayebeh Tajari and Fariba Haghani (2013) ได้ทำการศึกษาผลการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ที่มีต่อการพัฒนาการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนขั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหา


18 ความรู้ 5E และกลุ่มควบคุมที่เรียนรู้แบบทั่วไป ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบ กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการพัฒนาการ คิดวิเคราะห์สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนการสอนแบบทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ ระดับ 0.05 Amna N. Noho M.Pd. (2013 อ้างถึงใน ศิริพรรณ คุณพระเนตร. 2559: 64) งานวิจัยนี้เกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการ สอบถามแนวทางใน PAUD ความคิดสร้างสรรค์ใน การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่รูปแบบการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ในการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อค้นหาว่า ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนในทักษะ วิทยาศาสตร์กระบวนการสามารถเป็นได้หรือไม่ ปรับปรุง โดยวิธีการสอบถาม งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นที่ TKIT Al Ishlah เมืองโกรอนตาโล งานวิจัยนี้ดำเนินการเป็น สองรอบ รวบรวมข้อมูลผ่านการสังเกต และการสัมภาษณ์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิง ปริมาณ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดย การเปรียบเทียบผลการเรียนของนักเรียนในรอบที่ 1 และรอบ 2 ในขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพถูก วิเคราะห์โดยข้อมูลการลดแสดงข้อมูลและข้อสรุป ผลการศึกษาแสดง ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของ ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนในทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วย วิธีการสืบเสาะหาความรู้ ในวงจรที่ 2 การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 23% จากเงื่อนไขเริ่มต้น ก่อนการศึกษาโดยที่ตัว บ่งชี้แต่ละตัวเพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับเวลาที่สังเกต จากการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปได้ว่า ความคิด สร้างสรรค์ของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของนักเรียนสามารถปรับปรุงได้ด้วยวิธีการสืบเสาะหา ความรู้ ขอแนะนำให้ครูใช้วิธีการสอบถามเพื่อปรับปรุงกระบวนการวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนและ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ Trisna MULYENI, Martini JAMARIS, Yetti SUPRIYATI (2019 อ้างถึงใน ศิริพร รณ คุณพระเนตร. 2559: 64) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของ นักเรียนระดับประถมศึกษาด้านดนตรีและทักษะ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เมื่อ เทียบกับกลุ่มควบคุม จากผลการวิจัย สรุปได้ว่า กิจกรรมบูรณาการเหล่านี้มีประสิทธิผลในการพัฒนา ทั้งแนวคิดดนตรีและทักษะกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการ สืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน 23 คนจากชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีอายุประมาณ 7 ขวบ ใช้วิธีการแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ในการสอน วิทยาศาสตร์ รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสังเกต ในชั้นเรียนการสัมภาษณ์ครูและผลงานของ นักเรียน ข้อมูลเชิงปริมาณรวบรวมจากการทดสอบ ประสิทธิภาพที่วัดโดยใช้เครื่องมือวัดระดับ คะแนน การปรับปรุงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานตรวจสอบโดยใช้สถิติเชิง พรรณนาและการทดสอบที ผลการศึกษาพบว่าทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานดีขึ้น หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การศึกษายังเผยให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำ ให้วิธีการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบ สืบเสาะหาความรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น พื้นฐาน เช่น การใช้แผ่นงานการ ร้องเพลงและการมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งเพื่อนและครู


19 งานวิจัยในประเทศ สุคนธ์ พร้อมมูล (2559: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ส่งผลต่อการพัฒนา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยชั้น ปีที่ 3 และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และศึกษา ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ที่ ส่งผลต่อการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 3 ประชากรที่ใช้ในการ วิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 จำนวน 29 คน เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 จำนวน 28 คน และเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 จำนวน 28 คน รวมทั้งหมด 85 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเทศบาล 2 (อ่อนอุทิศ) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 จำนวน 29 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนเทศบาล 2 (อ่อน อุทิศ) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลนครสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งได้มาโดยวิธีการ สุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) แผนการจัดประสบการณ์ แบบประเมินพัฒนาการความสามารถใน การคิดวิเคราะห์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t-test แบบ Dependent สวาท สมะวรรธนะ (2560: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังจัดประสบการณ์แบบ 5E เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของ เด็กปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านดอรัง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณ์แบบ 5 E และแบบทดสอบวัดความสามารถ ด้านทักษะทางวิทยาศาสตร์และทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัย แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่ง ทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อย ละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาดรฐาน ศศิพร ทำบุญ (2561: บทคัดย่อ) การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อ พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อ เปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 3) เพื่อศึกษาดัชนี ประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) โดยใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์


20 เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ (บ้านเก่า) สังกัดกองการศึกษา เทศบาล ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 18 คน ซึ่ง ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม และห้องเรียนแต่ละห้องนักเรียนคละตามความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1)แผนการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จำนวน 40 แผน 2)ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ จำนวน 8 ชุด 3)แบบประเมินความสามารถทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 ชุด สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ ( E1/E2 ) ค่า ดัชนีประสิทธิผล และวิเคราะห์ความแตกต่างโดยใช้ t-test (Dependent Samples) สมศิริกัญญา ไพบูรย์ (2562: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อ พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยการจัดประสบการณ์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E 3) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน หลังการเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 จํานวน 14 คนที่กําลังศึกษา อยู่ใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนบ้านโคกระกา สังกัดกอง การศึกษา เทศบาลตำบลบ้านบัว อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive sampling) โดยมีเหตุผลในการเลือกคือเป็นห้องที่ผู้วิจัยเป็นครูประจําชั้น ผู้วิจัย รู้จักนักเรียนที่อยู่ในห้อง จึงมีความสะดวกในการทดลอง และ นักเรียนมีความสามารถในการคิด ใกล้เคียงกันเครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แผนการจัดประสบการณ์การ แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E และ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน จํานวน 24 ข้อ ซึ่งมีค่าความยาก (P) อยู่ ระหว่าง 0.37 ถึง 0.76 ค่าอํานาจจําแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.25 ถึง 0.84 และมีค่า ความเชื่อมั่นทั้ง ฉบับเท่ากับ 0.77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่า คะแนนเฉลี่ย (X) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เกศแก้ว นาทองคำ (2565: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์แบบสืบเสาะหาความรู้ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ใน ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสีดากระพี้ประชาสรรค์ อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 จำนวน 9 คน ได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์แบบสืบ เสาะหาความรู้ที่มีต่อทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและแบบทดสอบวัดทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ


21 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2558: 117) ได้กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์คือ ความชำนาญ และความสามารถในการใช้การคิดและกระบวนการการคิดเพื่อ ค้นหา ความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหา ชนกพร ธีระกุล (2559: 33) ได้กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถึง การแสดงออกทางพฤติกรรมที่เกิดจากการคิด เป็นทักษะทางสติปัญญา (Intellectual Skil) ที่ นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสืบสาะหาความรู้และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถแสดงออกได้จาก การปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หรือกิจกรรมวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ในชั้นเรียนได้ วรรณทิพา รอดแรงค้า (2544: 157 อ้างถึงใน สุภาพร มาตรทอง, 2559: 41) กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการใช้กระบวนการต่าง ๆ ได้แก่การ สังเกต การวัด การจำแนกประเภท การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา การใช้ตัวเลขการจัด กระทำและการสื่อความหมายข้อมูล การลงความคิดเห็นจากข้อมูล การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ การกำหนดและควบคุมตัวแปร การทดลองและการตีความหมาย ข้อมูลและการงลงข้อสรุปอย่างคล่องแคล่วถูกต้องและแม่นยำ สรศักดิ์ แพรดำ (2544: 21 อ้างถึงใน สุภาพร มาตรทอง, 2560: 41) กล่าวว่าทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการปฏิบัติการสืบเสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง ประกอบด้วย การสังเกต การตั้งคำถาม การทดลอง การเปรียบเทียบ การสรุปพาดพิง การสรุป หลักเกณฑ์การสื่อความหมาย การนำไปใช้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2560: 8) กล่าวว่า ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง พฤติกรรม ความสามารถ ความชำนขาญในการใช้ กระบวนการ ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาค้นคว้า ทดลองเพื่อสืบเสาะหาข้อเท็จจริงในการแก้ไข ปัญหาต่าง ๆและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในขณะที่ทำการค้นคว้า ทดลอง ผู้ทดลองมีโอกาสฝึกฝน ทั้ง ทางด้านปฏิบัติ และ พัฒนาความคิดไปด้วย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ พัทธนันท์ ไตรทามา (2563 : 30) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการทางสติปัญญา ที่ใช้ในการแสวงหาความรู้เพื่อแก้ปัญหา อย่างใดอย่างหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้แก่เด็กในระดับอนุบาล เพื่อจะได้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ในขั้นสูงต่อไป ศศิธร เวียงวะลัย (2564: 161) ได้กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถึง ทักษะทางสติปัญญาที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ โดยอาศัยการฝึกปฏิบัติและฝึกฝนความคิดอย่างเป็น ระบบ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ หมายถึง เป็นการค้นพบสิ่งใหม่ที่ได้จากการ แสวงหาความรู้ในการปฏิบัติ ค้นคว้า ทดลองอย่างมีระบบ เพื่อหาข้อเท็จจริงในการตอบสนองความ อยากรู้ การแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผลจนเกิดเป็นความชำนาญและคล่องแคล่ว


22 2.2 ความสำคัญของทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ขนิษฐา จีนาภักดิ์ (2562: 58) กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มี ความสำคัญต่อการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย คือ ทักษะการสังเกตทักษะการ จำแนกประเภท ทักษะการสื่อความหมาย ประสาท เนื่องเฉลิม (2563: 25) กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับ เด็กปฐมวัย เป็นทักษะที่เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ จากสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก โดยจัดในรูปแบบของ กิจกรรม ให้โอกาสเด็กได้ทดลอง ลงมือปฏิบัติจริงตามความสนใจซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ 1. ฝึกให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริงอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน ช่วยให้เป็นคน คิดกว้าง มองไกลรู้จักคิด วิเคราะห์ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผลด้วยตนเอง 2. ช่วยให้เด็กปฐมวัยเป็นคนช่างสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยความสนใจและตั้งใจมี ความกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น 3. ช่วยให้มีความเข้าใจและรับรู้ได้รวดเร็ว มีเหตุผล รู้จักจำแนกและเปรียบเทียบสิ่ง ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว 4. ช่วยให้เป็นผู้ที่เห็นคุณค่าและประโยชน์ของสภาพแวดล้อมที่ตนเองอยู่ว่ามนุษย์ และสิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องกันต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน 5. ช่วยพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้มีความคล่องแคล่วคล่องตัวจากการทำ กิจกรรมที่ต้องใช้การเคลื่อนไหว 6. ช่วยให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อมได้ดี รู้จักใช้เวลาวางให้ เป็นประโยชน์ 7. ช่วยให้เด็กฉลาด มีไหวพริบ สามารถคิดหาคำตอบได้หลายทาง 8. ช่วยให้เด็กมีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลินและได้รับประโยชน์จากการทำ กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ 9. ช่วยฝึกทักษะการคิดและยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่น รู้จักการเป็นผู้นำและ ผู้ตามที่ดี 10. ช่วยให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาทักษะในการดำรงชีวิตประจำวันด้วยการใช้ทักษะ พื้นฐานเบื้องต้น เช่น ทักษะด้านการสังเกตได้สังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว การเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวหรือการฝึกการจำแนกประเภทของสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันได้อย่าง คล่องแคล่ว สรุปได้ว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญเป็น อย่างมาก เพราะเป็นการตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็น อยากลองค้นคว้าทดลองของเด็กปฐมวัย ทำให้เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิติประจำวันได้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ มีเหตุผลเพื่อ นำไปสู่การแก้ปัญหาต่อไป


23 2.3 ประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ พัชรี ผลโยธิน (2558: 30) ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน (Basic Science Process Skills) มี 8 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาท สัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันเข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ โดยมี จุดประสงค์เพื่อหารายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ 2. ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึง ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหา ปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับและรวมไปถึงการใช้เครื่องมืออย่าง ถูกต้อง 3. ทักษะการคำนวณ (Using numbers) หมายถึง ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร ตัวเลขที่แสดงค่าปริมาณของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งได้จากการสังเกตการวัดหรือการทดลอง 4. ทักษะการจำแนกประเภท (Classification) หมายถึง ความสามารถในการจัด จำแนกหรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่โดยมีเกณฑ์ที่ใช้ในการ พิจารณา 3 ประการ คือความเหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ 5. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างมิติของวัตถุกับเวลา (Space / Space Relation - ship and space / time relationship) หมายถึง ความสามารถในระบุความสัมพันธ์ระหว่างสิ่ง ต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มิติกับ 3 มิติ สิ่งที่อยู่หน้ากระจกเงากับภาพในกระจกเป็นซ้าย ขวา ของกันและกันอย่างไร ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนังกับอีกวัตถุหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของ วัตถุกับเวลาหรือมิติของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไปกับเวลา มิติ (Space) ของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างบริเวณที่ วัตถุนั้นครอบครองอยู่ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะเช่นเดียวกับวัตถุนั้น โดยทั่วไปแล้วมิติของวัตถุจะมี 3 มิติ (Dimensions) ได้แก่ ความกว้าง ความยาว ความหนาหรือความสูงของวัตถุ 6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Organization data and communication) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง และจากแหล่งอื่น ๆ มาจัดใหม่ โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น การจัดเรียงลำดับ การจัดแยกประเภท เพื่อให้ ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลชุดนั้น ๆ ดีขึ้น โดยการนำเสนอในรูปตาราง แผนภูมิ แผนภาพ กราฟ 7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง ความสามารถในการ นำเสนออธิบายข้อมูลที่มีอยู่ซึ่งได้มาจากการสังเกต การวัด การทดลอง โดยเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือประสบการณ์เดิม เพื่อสรุปความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลนั้น ๆ 8. ทักษะการพยากรณ์ (Prediction) หมายถึง ความสามารถทำนาย หรือคาดคะเน สิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการลังเกตปรากฏการณ์ซ้ำๆ และนำความรู้ที่เป็นหลักการกฎหรือ ทฤษฎีในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยในการทำนาย การทำนายทำได้ภายในขอบเขตของข้อมูล (Interpolating) และภายนอกขอบเขตข้อมูล (Extrapolating) ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการมี 5 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะการตั้งสมมตฐาน หมายถึง ความสามารถในการให้คำอธิบายซึ่งเป็น คำตอบล่วงหน้า ก่อนที่จะดำเนินการทดลอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง


24 2. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ความสามารถในการกำหนด ความหมายและขอบเขตของคำหรือตัวแปรต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตและวัดได้ 3. ทักษะกำหนดและควบคุมตัวแปร หมายถึง ความสามารถที่ชี้บ่งได้ว่าตัวแปรตัว ใดเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดเป็นตัวแปรตาม ตัวแปรใดเป็นตัวแปรควบคุมในการหาความสัมพันธ์ที่ เกิดขึ้นระหว่างตัวแปรสมมติฐานหนึ่งหรือในปรากฏการณ์หนึ่ง 4. ทักษะการทดลอง หมายถึง ความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบสมมติฐาน ด้วยการทดลอง โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่ออกแบบ ไว้ใช้วัสดุอุปกรณ์และการบันทึกผลการทดลองอย่างถูกต้อง 5. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป หมายถึง ความสามารถในการ บอกความหมายของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ และอยู่ในรูปแบบที่ใช้ในการสื่อความหมาย ซึ่งอาจจะอยู่ใน ตาราง กราฟ แผนภูมหรือรูปภาพ รวมทั้งบอกความหมายของข้อมูลเชิงสถิติ ลงข้อสรุป โดยการ นำเอาความหมายของข้อมูลที่ได้ทั้งหมด สรุปเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ ต้องการศึกษาภายในขอบเขตการทดลองนั้น ๆ แอบรัสคาโท (Abruscato. 2000 : 40-44 อ้างถึงใน วณิชชา สิทธิพล. 2565: 16) กล่าวว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญและสามารถใช้ทักษะเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้ใน ห้องเรียน ซึ่งประกอบด้วยทักษะวิทยาศาสตร์กระบวนการที่สำคัญ 13 ทักษะ เป็นทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน 8 ทักษะและทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ คือ 1. ทักษะการสังเกต (Observing) คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า รับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานที่สำคัญ 2. ทั กษ ะการใช้ค วาม สัมพั น ธ์ระห ว่างมิติกับ เวลา (Using Space/Time Relationship) คือ ความสามารถในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูป 3 มิติ กับ 2 มิติ ระหว่าง ตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุหนึ่งกับวัตถุหนึ่งและหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งที่อยู่ของวัตถุ หนึ่งกับเวลาที่ใช้ตลอดเวลาการเปลี่ยนแปลงของวัตถุเมื่อเวลาที่เปลี่ยนไป 3. ทักษะการใช้ตัวเลข (Using Number) คือ เปืนความสามารถในการนำตัวเลขมา กำหนดคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น ความกว้าง ความยาว ความสูง พื้นที่ปริมาตรหรือจำนวนของต่าง ๆ รวมทั้งการคำนวณเบื้องต้น เช่น การหาค่าเฉลี่ย หรืออัตราส่วน 4. ทักษะการจำแนก (Classifying) คือ ความสามารถในการแยก จัดกลุ่มสิ่งของ ต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กันด้วยลักษณะ ขนาด สี ประเภท 5. ทักษะการวัด (Measuring) คือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของ สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับและการใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง 6. ทักษะการสื่อสาร (Communicating) คือ ความสามารถแสดงผลของข้อมูลจาก การสังเกต การทดลอง นำมาจำแนกเรียงลำดับและนำเสนอด้วยการเขียน แผนภาพ แผนผัง แผนที่ 7. ทักษะการพยากรณ์ (Predicting) คือ ความสามารถในการคาดคะเนล่วงหน้า โดยใช้การสังเกตปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ 8. ทักษะการลงความเห็น (Inferring) คือ ความสามารถในการนำเสนอข้อมูลที่ได้ จากการสังเกตนำไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม เพื่อสรุปหรืออธิบายสิ่งที่พบ


25 9. ทั ก ษ ะ ก ารก ำห น ด แ ล ะ ค ว บ คุ ม ตั ว แ ป ร (Controlling Variables) คื อ ความสามารถในการชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตามและตัวแปรที่ต้องควบคุมในสมมติฐานหนึ่ง ๆ 10. ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (Interpreting Data) คือ ความสามารถในการแปลความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ 11. ทักษะการตั้งสมมติฐาน (Formulating Hypothesis) คือ ความสามารถในการ คาดการณ์ว่าตัวแปรต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นการลงข้อสรุปของคำอธิบายโดยอาศัยการ สังเกตหรือการสรุปอ้างอิงเป็นพื้นฐาน 12. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ(Defining Operationally) คือ ความสามารถในการกำหนดความหมายและขอบเขตของคำต่าง ๆ ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องการทดลอง ให้เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตหรือวัดได้ 13. ทักษะการทดลอง (Experimenting) คือ ความสามารถในการจัดกระบวนการ ปฏิบัติทดลอง เพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่กำหนดไว้ สรุปได้ว่า ประเภทของทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ทักษะการสังเกต ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับเวลา ทักษะการใช้ตัวเลข ทักษะการจำแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อสาร ทักษะการพยากรณ์ ทักษะการลงความเห็น ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป ทักษะการตั้งสมมติฐาน ทักษะการกำหนดนิยามเชิง ปฏิบัติการและทักษะการทดลอง 2.4 ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาเด็กให้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านต่าง ๆ นั้น ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการจัดประสบการณ์และกิจกรรมให้สอดคล้องกับ ความสามารถ ความสนใจ วุฒิภาวะและธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กได้มีโอกาสฝึกฝนลงมือปฏิบัติโดยใช้ ประสาทสัมผัสหลาย ๆ ด้านให้มากที่สุด ซึ่งเด็กจะได้ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์การใช้ทักษะที่ จำเป็นด้านต่าง ๆ ในการคิดค้นและหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองต้องการรู้ ทั้งนี้ทักษะที่เกี่ยวข้องและ จำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย มีความคิดเห็นจากนักการศึกษาเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ดังนี้ ประภาพรรณ สุวรรณศุข (2558: 367-381) กล่าวว่า การที่จะส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยมี ทักษะในการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ครูจะต้องพัฒนาให้เด็กมีทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับการสังเกต การ จำแนกประเภท การแสดงจำนวนและการสื่อสาร พัชรี ผลโยธิน (2558 : 24-31) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ควรสำหรับ เด็กปฐมวัยว่าควรเป็นทักษะการสังเกต ทักษะการจำแนกและการเปรียบเทียบ ทักษะการวัดและ ทักษะการสื่อความหมาย ซาร์ควิส (Sarquis. 2009: 16 อ้างถึงใน วณิชชา สิทธิพล. 2560: 16) กล่าวว่า ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของเด็กปฐมวัย คือ การสังเกต การสื่อสาร การจำแนก การวัด และการจัดกระทำขอมูล


26 ชาร์เลสเวิสท์และลินด์ (Charlesworth; & Lind. 2012: 68 อ้างถึงใน วณิชชา สิทธิพล. 2560: 16) กล่าวว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย คือ วิทยาศาสตร์ พื้นฐานที่ประกอบด้วย การสังเกต การเปรียบเทียบ การจำแนก การวัดและการสื่อความหมายข้อมูล สรุปได้ว่าการส่งเสริมและพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยนั้นมี ความสำคัญมาก ซึ่งครูควรจัดกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เหมาะสมกับความ ต้องการและความสามารถตามวัยเด็ก ซึ่งผู้วิจัยได้นำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้ 2.5 ทักษะการสังเกต นักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของทักษะการสังเกต ไว้ดังนี้ สรวงพร กุศลส่ง (2553, น. 139) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เข้าไปสัมผัสโดยตรง กับวัตถุหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการรวบรวมข้อมูล Abruscato (2001, p. 40, อ้างถึงใน สุลักขณ์ รอดมา 2554: 37) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง การใช้ประสามสัมผัสทั้งห้ารับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม รอบตัว ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ภพ เลาหไพบูลย์ (2542: 15 อ้างถึงใน สุภาพร มาตรทอง, 2556: 45) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือปรากฏการณ์ ต่าง ๆ โดยไม่ใส่ความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557: 9) กล่าวว่า ทักษะการสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็น รายละเอียดของสิ่งของนั้น ๆ โดยไม่ใส่ความคิดของผู้สังเกตลงไปการมองเห็น เป็นการสังเกตที่ใช้ตา ช่วยในการสังเกตัดกษณะและสมบัติของวัตถุ เข่น ขนาด รูปร่าง สีของวัตถุ และสังเกตว่าวัตถุเหล่านั้น อาจมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างไร 2.6 ทักษะการจำแนก นักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของทักษะการจำแนก ไว้ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 173)กล่าวว่า การจำแนกเปรียบเทียบเป็น ทักษะพื้นฐานที่ใช้ในการจัดระเบียบข้อมูล ซึ่งในการจำแนกเด็กต้องสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อ แตกต่างของคุณสมบัติ ถ้าเด็กเล็กมากอาจจำแนกสี จำแนกรูปร่างได้ การจำแนกหรือเปรียบเท สำหรับเด็กปฐมวัย ต้องใช้คุณสมบัติเห็นเป็นรูปธรรมเด็กจึงทำได้ สรวงพร กุศลส่ง (2553 : 139) กล่าวว่า ทักษะการจำแนกประเภท หมายถึง ความสามารถในการจำแนก จัดกลุ่มหรือจัดหมวดหมู่ เรียงลำดับของวัตถุและสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ สภาพแวดล้อมหรือประสบการณ์ต่าง ๆ เด็กได้พบโดยมีลักษณะที่เหมือน แต่กต่างและสัมพันธ์กัน ซึ่ง เด็กสามารถจำแนกได้และนำเสนอข้อมูลบอกเกณฑ์และวิธีในการจำแนกวัตถุต่าง ๆ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2553: 77) กล่าวว่า การจำแนกประเภท หมายถึง การที่ใช้จัดจำพวกวัตถุหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษา


27 ออกเป็นหมวดหมู่ โดยจัดสิ่งที่สมบัติบางประการร่วมกันให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งการจำแนกเป็นพวก นั้นต้องมีเกณฑ์ในการจำแนกด้วย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2554: 11) กล่าวว่า การจำแนกประเภท หมายถึง การจัดจำแนกสิ่งของหรือเหตุการณ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ โดย พิจารณาจากลักษณะที่เหมือนกัน สัมพันธ์กัน หรือแตกต่างกันของสิ่งของหรือเหตุการณ์หรือ ปรากฏการณ์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2560: 68) กล่าวว่า การจำแนกประเภท หมายถึง การแบ่งพวก หรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งที่มีอยู่ในปรากฏการณ์โดยมี เกณฑ์ซึ่งอาจเป็นความเหมือนความแตกต่างหรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง สรุปได้ว่า ทักษะการจำแนก หมายถึง ความสามารถเปรียบเทียบและบอกข้อแตกต่างของ คุณสมบัติในการแยกสิ่งของตามเกณฑ์ ความเหมือน ความแตกต่างหรือความสัมพันธ์ 2.7 ทักษะการสื่อความหมาย นักการศึกษาได้กล่าวถึงความหมายของทักษะการสื่อความหมายไว้ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 173) กล่าวว่า ทักษะการสื่อสารจำเป็นมากใน กระบวนการวิทยาศาสตร์เพราะการสื่อสารเป็นการบอกว่าเด็กได้สังเกต จำแนก เปรียบเทียบหรือวัด เป็นหรือไม่ เข้าใจข้อมูลหรือสิ่งที่ศึกษาระดับใด ด้วยการกระตุ้นให้เด็กแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน อภิปรายข้อค้นพบ บอกและบันทึกสิ่งที่พบ สรวงพร กุศลส่ง (2553: 152) กล่าวว่า ทักษะการสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การทดลอง หรือการวัด มาจัดให้สัมพันธ์กันมาก ขึ้น แล้วเสนอให้บุคคลอื่นเข้าใจได้โดยเสนอในรูปของกราฟ แผนภูมิ เขียนบรรยาย การพูด การใช้ สัญลักษณ์ รูปภาพและความรู้สึกต่าง ๆ เช่น รายละเอียดจากการสังเกตผลที่ได้จากการศึกษา โดย การสื่อความหมายดีหรือไม่ สรุปได้ว่า ทักษะการสื่อความหมายข้อมูล หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการนำเสนอ ข้อมูลที่ตนมีอยู่เดิมหรือได้รับมาใหม่ ที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง มาจัดกระทำแล้ว นำเสนอให้บุคคลอื่นเข้าใจได้ด้วยวิธีการของตนเอง เช่น การพูด การวาดภาพและการแสดง ท่าทาง สื่อความหมาย 2.8 บทบาทครูกับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมการสอนเพื่อส่งเสริมการฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก ปฐมวัยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กปฐมวัยควรได้รับการฝึกฝนทักษะแต่ละทักษะอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องทุกวัน โดยให้เด็กลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อฝึกทักษะต่าง ๆ ด้วยตนเองโดยครูควรตระหนักถึง การจัดสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กสนับสนุนความอยากรู้อยากเห็นให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ลองผิด ลองถูกตามความสามารถของเด็กเเต่ละวัยอย่างอิสระเพื่อตอบสนองความต้องการและความสามารถ เฉพาะตัวของเด็กด้วยการฝึกทักษะต่าง ๆ ผ่านทางการเล่นตามเวลาที่เหมาะสม เพียงพอสำหรับเด็ก ชุลีพร สงวนศรี (2550 : 71) กล่าวถึง สิ่งที่ครูปฐมวัยควรคำนึงถึงในการจัด กิจกรรม ส่งเสริมการฝึกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยคือ


28 1. ครูไม่ควรคาดหวังการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ จากเด็กอย่างรวดเร็วเพราะสิ่งที่ครู คิดว่าง่ายอาจเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก 2. การเรียนรู้ของเด็กไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุก สถานการณ์ที่แวดล้อมเด็ก เพียงแต่ครูควรเป็นผู้สังเกตและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นตามวัยของ เด็ก เพื่อเด็กจะได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ในสถานการณ์นั้นได้อย่างเต็มที่ 3. การฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ครูควรคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากที่สุด ด้วยการจัด กิจกรรมที่ระมัดระวังและมีการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ 4. ครูควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเองและเลือก กิจกรรมตามความสนใจโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดกิจกรรมให้มีความหลากหลายเพียงพอกับความ ต้องการของเด็เด็กเเต่ละคน 5. ครูควรใช้คำถามถามเด็กเพื่อกระตุ้นความคิดเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ควร คาดหวังคำตอบว่าจะต้องถูกเสมอไป เพียงแต่คอยส่งเสริมให้เด็กได้กล้าคิด กล้าแสดงออกและได้ใช้ ความสามารถตามวัย 6. ครูควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กสนใจอยากรู้ อยากทดลองเพื่อให้ได้คำตอบ อย่างมีเหตุผล พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง กิจกรรมที่ครูจัดควรเป็นกิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมแสดงความ คิดเห็นว่าควรจะเป็นกิจกรรมประเภทใดโดยครูใช้คำถาม เช่น เด็ก ๆ คิดว่าเราควรจะจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เรื่องผักหลากสีมีประโยชน์ได้อย่างไร เป็นต้น 7. กิจกรรมบางกิจกรรมครูอาจจัดซ้ำ ๆ ได้ถ้าเด็กพอใจและสนใจ เด็กจะทำซ้ำแล้ว ซ้ำอีกเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวจากการสังเกต ค้นคว้า ทดลอง เลียนแบบ ด้วยวิธีการของเด็ก โดยผ่านทางการเล่นจะทำให้เด็กเกิดทักษะที่ช่วยพัฒนาประสาทสัมผัสรับรู้และการเคลื่อนไหว 8. ครูควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกทักษะด้านต่าง ๆ หลาย ๆ ด้านพร้อมกันไป เพื่อให้เกิดความชำนาญและพร้อมที่จะเรียนรู้ทักษะในขั้นสูงต่อไป นอกจากนี้นิรมล ช่างวัฒนชัย (2556 : 53-54) กล่าวถึง บทบาทของครูปฐมวัยในฐานะ ครูวิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้ 1. ครูควรหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับความรู้ของเด็ก เพราะเด็กเเต่ละคนคนมีพื้นฐาน ไม่เท่ากันเมือทราบข้อมูลพื้นฐานแล้วจะทำให้ง่ายต่อการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก 2. ครูควรจัดเตรียมประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยครูทำหน้าที่ในการคัดสรร กิจกรรมที่เหมาะสมในการทกิจกรรมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัย 3. ครูควรจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนที่เอื้อต่อการกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ที่ จะนำพาไปสู่ความคิดเชื่อมโยงและมีการสร้างกระบวนการคิดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ครูควรแนะนำวัสดุ อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจ เช่น การ นำเสนอ การสาธิตและการชักชวนให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติซึ่งจะช่วยเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ได้ นอกจากนี้การถามคำถามเด็กช่วยกระตุ้นให้เด็กอยากค้นหาคำตอบด้วยตนเอง 5. ครูควรส่งเสริมการสำรวจค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ ช่วยให้เด็กรับรู้สภาพแวดล้อมตามสภาพจริง


29 6. ครูควรสอดแทรกทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เข้ากับเนื้อหาการเรียนรู้อื่น ๆ จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้แบบบูรณาการ สามารถเชื่อมโยงสิ่งเร้าเข้าหากันอย่างเป็นระบบจนเกิดทักษะ ขั้นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต 7. ครูควรยอมรับฟังความคิดเห็นของเด็ก ฝึกให้เด็กได้มีการบันทึกข้อมูลเพื่อเตือน ความจำและสามารถสรุปความคิดรวบยอดด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตย 8.ครูควรฝึกให้เด็กคิดหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อ ค้นหาคำตอบที่เด็กสงสัยด้วยตนเอง ด้วยการใช้คำถามกระตุ้นการคิด 9. ครูควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ร่วมอภิปรายซักถามข้อสงสัย จากคำตอบที่เด็กค้นพบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ระหว่างเพื่อน ๆ และครู สรุปได้ว่า ครูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ปฐมวัยเพื่อที่เด็กจะได้รับประโยชน์จากการฝึกทักษะต่างๆ กับเพื่อนและครูที่โรงเรียน การฝึกทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นั้น เด็กควรได้รับการส่งเสริมและฝึกทักษะอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทุกวัน ด้วยกิจกรรมที่เร้าความสนใจเน้นผู้เรียนีเป็นสำคัญ ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นโดยผ่านการเล่น 2.9 ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ชุลีพร สงวนศรี (2550 : 73) กล่าวถึง ประโยชน์ของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยดังตอไปนี้ 1. เด็กสามารถนำประสบการณ์จากการฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี 2. เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสส่วนต่าง ๆ พร้อมกับการได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส่งผลให้พัฒนาการทางสมองเพิ่มขึ้น 3. เด็กมีความสามารถนำประสบการณ์เดิมที่ได้รับมาใช้ประโยชน์โดยนามาผนวกเข้า กับประสบการณ์ใหม่ ๆ ช่วยให้มีประสบการณ์กว้างขวางขึ้น 4. เด็กมีความสามารถในการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม สติปัญญาเพิ่ม มากขึ้น 5. เด็กจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความเป็นจริงของชีวิตและความสมดุลกัน ระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 6. เด็กมีความสามารถนำทักษะที่เกี่ยวข้องมาเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหา ค้นคว้า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี 7. เด็กสามารถเข้าใจการใช้ชีวิตด้วยการนำประโยชน์จากทักษะแต่ละด้านมาเป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ดี 8. เมื่อเด็กประสบผลสำเร็จจะช่วยส่งเสริมให้มีเจตคติที่ดีต่อการค้นหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ นิตยา ประพฤติกิจ (2555 : 213) กล่าวว่า จากการที่เด็กได้มีประสบการณ์ทาง วิทยาศาสตร์จะช่วยเสริมสร้างเด็กในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1. สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง 2. ได้ประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับชีวิต


30 3. พัฒนาความคิดรวบยอดพื้นฐาน 4. เพิ่มพูนทักษะการสังเกต 5. มีโอกาสใช้เครื่องมือและวัสดุที่เคยพบเห็น 6. รู้จักวิธีแก้ปัญหาโดยมีครูเป็นผู้ช่วย 7. เพิ่มพูนความรู้พื้นฐานจากการสืบค้น 8. พัฒนาด้านประสารทสัมผัส ร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและสังคม 9. พัฒนาด้านภาษาจากการซักถามและตอบครูทำให้เพิ่มพูนคำศัพท์ สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยได้รับประโยชน์จากทักษะพื้นฐานทาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ประสาท สัมผัสทั้งห้า เพื่อสำรวจค้นคว้าทดลองและแสวงหาความรู้ ความจริง ทางวิทยาศาสตร์ด้วยความ สนุกสนาน เพลิดเพลินจากกิจกรรมที่ครูจัดให้โดยผ่านการเล่น 2.10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ วิจัยต่างประเทศ Weber. 1971 อ้างถึงใน ณัฐพล บุตรหิน (2563: 22) ทำการวิจัยเพื่อศึกษาถึงการ พัฒนาด้านทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การวิจัยครั้งนี้ศึกษาถึง 2 ลักษณะ คือ ทักษะการลง ความเห็น และทักษะการดำเนินการทดลองกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองซึ่งเป็นกลุ่มที่เรียนโดยใช้หลักสูตร SCIS (Science Curiculum Improvement Study) และกลุ่มควบคุมซึ่งเรียนโดยใช้หลักสูตรเดิม ผลการวิจัยปรากฏว่ากลุ่มทดลอง มีผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ทักษะสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 01 Lind & Karren (1998: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนการ สอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยเด็กได้รับการจัดกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ให้รู้จัก ตั้งสมมติฐานในการเรียนรู้ ฝึกทักษะในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และการใช้ภาษาโดยเน้นการสังเกตสิ่ง ต่าง ๆจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นการเรียนรู้แบบค้นพบ จากการวิจัยพบว่า เด็กมีความสามารถในการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ และควรได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก Anderson (1998: บทคัดย่อ) ศึกษาผลการกระตุ้นการอ่านทักษะวิทยาศาสตร์ด้าน การสังเกตและการอ่านเนื้อหาที่เด็กสนใจมีอิทธิพลต่อความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก โดย ทำการศึกษา กับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในห้องเรียนต่าง ๆ การทดลองแข่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เด็ก จะได้รับการกระตุ้นการอ่านโดยวิธีการกระตุ้นให้เกิดการอยากรู้ อยากเห็น และเกิดความสนใจใน เนื้อหา กลุ่มที่สอง ได้รับการฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตและอ่านเนื้อเรื่องที่น่าสนใจจากการ ทดลอง พบว่า เด็กที่ได้รับการฝึกทักษะวิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกต และการอ่านเนื้อหาจากเรื่องที่ ตนสนใจ มีความรู้ความคิดรวบยอดได้ดีกว่า เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตต้องใช้ประสาท สัมผัสหลาย ๆ ด้านเพื่อให้ความรู้และความรู้ที่ได้ แสดงให้เห็นถึงความสนใจในเรื่องนั้น ซึ่งช่วย ส่งเริม การสรุปความทำให้เด็กเกิดความรู้ ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการเรียนรู้จักการ ค้นพบด้วยตนเอง ฟอกซ์ (Fox. 2010: บทคัดย่อ) ทำการศึกษาเรื่องบทบาทของการวาดที่มีผลต่อ ทักษะการสังเกต ในวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน พบว่า การวาดภาพ มีบทบาทสำคัญ ในการช่วยให้เด็กเห็นความสำคัญกับเรื่องที่พวกเขากำลังศึกษาในระหว่างการ


31 สังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทำให้เด็กได้ฝึกฝนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และมีความละเอียด รอบคอบในรายละเอียดมากขึ้นซึ่งสอดคล้องนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพในทุกสาขาที่จะวาดภาพเมื่อ ความเข้าใจในสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ด้วยการสังเกตของพวกเขา ดังนั้นการมุ่งเน้นให้เด็กใช้การวาด ภาพเพื่อบันทึกสิ่งที่พวกเขาเห็นตามทักษะการสังเกต ทำให้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน ทางวิทยาศาสตร์ถูกสร้างขึ้น วิจัยในประเทศ ปริญญา ภูหวล (2563 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยโดยใช้ 20 กิจกรรม โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็ก ปฐมวัยชาย - หญิง อายุ 5 - 6 ปี โรงเรียนคำโพนคำม่วงวิทยา จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 11 คน ใช้ เวลาในการทดลอง 10 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยมี ระดับทักษะทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พัทธนันท์ ไตรทามา (2563: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ตรวจสอบประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) ตรวจสอบประสิทธิผลของ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยตามเกณฑ์ประสิทธิผลตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป 3) เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 โรงเรียนอนุบาลเซกา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บึงกาฬ ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ 2)แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย และ 3) แบบสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples t-test) สวาท สมะวรรธนะ (2560: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทักษะทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังจัดประสบการณ์แบบ 5E เพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของเด็ก ปฐมวัยหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางวิทยาศาสดร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E และเพื่อเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดประสบการณ์แบบ 5E กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านดอรัง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณ์แบบ 5E และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะทาง วิทยาศาสตร์และทักษะการสื่อสารของเด็กปฐมวัย แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ One-Group Pretest-Posttest Design สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


32 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ ได้รับการจัดประสบกาณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ก่อนและหลังการการจัดประสบกาณ์สืบเสาะหา ความรู้แบบ 5E โดยมีหัวข้อในการดำเนินการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การดำเนินการจัดกิจกรรม 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เด็กปฐมวัย ชาย - หญิงที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี ที่กำลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีสังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวนเด็กปฐมวัยทั้งหมด 70 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนสามพร้าว อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 22 คน ซึ่งได้มาโดยการใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดประสบ กาณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5 E (Oen Group Pretest-Posttest Desing) ดังตารางที่ 1 ตางรางที่ 1 แบบแผนการทดลอง ก่อนการทดลอง ทำการทดลอง หลังทดลอง T1 x T2


33 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง X แทน การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E T1 แทน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัด ประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E T2 แทน ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัด ประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1. แผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E จำนวน 8 แผน แผนละ 40 นาทีสัปดาห์ละ 1 แผน รวม 8 สัปดาห์ 2. แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แบบ ประเมิน 3 ทักษะ ดังนี้ 2.1 ทักษะการสังเกต 2.2 ทักษะการจำแนก 2.3 ทักษะการสื่อความหมาย การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและ พัฒนา ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 1.2 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสาร และตำราที่เกี่ยวข้องกับแผนการจัดประสบการณ์ สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.3 ดำเนินการสร้างแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E จำนวน 8 แผน โดยมีแผนการจัดประสบการณ์1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัด กิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน คือ วันพฤหัสบดี ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับ หน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลองแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E 1.4 นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข 1.5 นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 1.6 นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ที่แก้ไขแล้วไปทดลอง ใช้กับกลุ่มตัวอย่าง โดยขั้นตอนการสร้างแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้างตามลำดับดัง แสดงในภาพที่ 2


34 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5 E 2. แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้างและพัฒนาตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1. ศึกษาเอกสารตำราเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 2.2 สร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โดย กำหนดคะแนนเป็น 1,2,3 ระดับคะแนน ดังนี้ ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องกับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหา ความรู้แบบ 5E ดำเนินการสร้างแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E จำนวน 8 แผน โดยมีแผนการจัดกิจกรรม 1 แผน ใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาใน การจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน คือ วันพฤหัสบดี ในกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงแก้ไข นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ที่แก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่าง นำแผนการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง


35 1 หมายถึง เด็กปฏิบัติได้โดยให้ผู้อื่นบอกทุกครั้ง 2 หมายถึง เด็กปฏิบัติได้ด้วยตนเองเป็นบางครั้งและบางครั้งต้อง ให้ผู้อื่นบอก 3 หมายถึง เด็กปฏิบัติได้ด้วยตนเองทุกครั้ง 2.3 ดำเนินการสร้างคู่มือในใช้แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยสำหรับเด็กปฐมวัยทั้ง 3 ทักษะ 2.4 นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและ คู่มือดำเนินการประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้าน การศึกษาปฐมวัย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ หาค่า IOC และปรับปรุง โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อเห็นว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้อง 2.5 นำคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาค่าดัชนี (Index of item Objective Congruence: IOC) ซึ่งได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 2.6 ปรับปรุงแก้ไขคู่มือการใช้แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 2.7 นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ผ่าน การหาคุณภาพแล้วไปจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จากขั้นตอนการสร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น สรุปได้เป็นขั้นตอน ดังแสดงในภาพที่ 3


36 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย สร้างคู่มือแบบประเมินของเด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับแบบประเมินทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยแต่ละชุดที่สร้างขึ้น นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่สร้างเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อตรวจสอบพิจารณาความถูกต้อง ความชัดเจนของภาษาและ ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดและปรับปรุงแก้ไข นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและคู่มือ ดำเนินการสังเกตที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยเพื่อตรวจสอบคุณภาพ หาค่า IOC และปรับปรุงนำ คะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาค่าดัชนี (Index of item Objective Congruence: IOC) ซึ่งได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ ปรับปรุงแก้ไขคู่มือการใช้แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ผ่าน การหาคุณภาพแล้วไปจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยเป็นแนวทางการสร้างแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย


37 การดำเนินการจัดประสบการณ์ ผู้วิจัยนำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดประสบการณ์มาให้คะแนนและตรวจสอบความถูกต้อง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ ดังนี้ 1. นำแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการ วิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขแล้ว นำไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองดำเนินการทดสอบก่อนการจัด ประสบการณ์ 2. ดำเนินการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน คือ วันพฤหัสบดี วันละ 40 นาที รวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วดำเนินการประเมินทักษะหลังการจัดประสบการณ์ (Posttest) กับเด็กปฐมวัยโดยใช้แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ชุดเดียวกันกับแบบ ทักษะก่อนการจัดประสบการณ์ 4. นำข้อมูลไปวิเคราะห์และสรุปผล การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะพื้นฐานขทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานของทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการศึกษาคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัย 1.1 ดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ (IOC) ในการวิจัย มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538) เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ ΣR แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 หาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ 1.3 หาความเชื่อมั่นของผู้ให้คะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย ซึ่งคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบคอนบาร์ค ข้อ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ


38 2. สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูล สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติประกอบด้วย 2.1 ค่าเฉลี่ย ( ) 2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)


39 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลจากการทดลองและการแปลความหมายจากการวิเคราะห์ ข้อมูลเกิดความเข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยจึงใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาคันคว้าครั้งนี้ ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัย โดยนำข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานของทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E (One Group Pretest-posttest Design) 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้นำคะแนนแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และ หลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ดังที่แสดงใน ตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ระยะการจัดประสบการณ์ N S.D. ก่อนการจัดประสบการณ์ 22 17.95 2.46 หลังการจัดประสบการณ์ 22 21.95 2.73 จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการ จัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.95 และหลังได้รับการจัด ประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.95 ตามลำดับ


40 2. การเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ผู้วิจัยได้นำคะแนนทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มาหาค่าสถิติพื้นฐาน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มาเปรียบเทียบกัน ดังแสดงใน ตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ก่อนการทดลง หลังการทดลอง S.D. S.D. 1. ทักษะการสังเกต 2.58 0.50 2.79 0.51 2. ทักษะการจำแนก 2.29 0.52 2.73 0.54 3. ทักษะการสื่อความหมาย 2.08 0.27 2.88 0.33 รวม 6.95 1.29 8.40 1.38 จากตารางที่ 3 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สืบเสาะหาความรู้แบบ 5E มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์


Click to View FlipBook Version