The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัย ภาคเรียนที่1 (107)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kan, 2023-01-28 03:47:35

วิจัย ภาคเรียนที่1 (107)

วิจัย ภาคเรียนที่1 (107)

ฌก ++ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน THE DEVELOPMENT OF LEARNING ACHIEVEMENT OF GRADE 3 ON UNIT 6 FRACTIONS BY 5STEPs COLLABORATIVE LEARNING PROCESS กานติมา บุญเพ็ง วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


ฌก


ฌก การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน THE DEVELOPMENT OF LEARNING ACHIEVEMENT OF GRADE 3 ON UNIT 6 FRACTIONS BY 5STEPs COLLABORATIVE LEARNING PROCESS กานติมา บุญเพ็ง วิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา คณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


ฌก หัวข้องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เสนอโดย นางสาวกานติมา บุญเพ็ง สาขาวิชา คณิตศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงานการ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ .............................................................................. ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ( รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ) วันที่ ............. เดือน .......................... พ.ศ. ............... คณะกรรมการที่ปรึกษา ............................................................................... อาจารย์ที่ปรึกษา ( รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ) ............................................................................... อาจารย์ที่ปรึกษา (นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ )


ฌก หัวข้องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ผู้วิจัย นางสาวกานติมา บุญเพ็ง ครูพี่เลี้ยง นางประยงค์ งามจิตร อาจารย์นิเทศ นางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน 2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ที่ใช้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 53 คน กลุ่มเป้าหมาย โรงเรียนหนอง สำโรงวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2565 เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 14 แผน รวม 16 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็น แบบทดสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง กลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบทีแบบ กลุ่มเดียวและการทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.00 คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 27.14 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 11.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.52 และเมื่อเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ก


ฌก 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบแบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ข


ฌก Thesis Title THE DEVELOPMENT OF LEARNING ACHIEVEMENT OF GRADE 3 ON UNIT 6 FRACTIONS BY 5STEPs COLLABORATIVE LEARNING PROCESS Author Ms. Kantima Boonpeng The associate teacher Mrs. Prayong Ngamjit The university supervisor Ms. Pontipa Lasak Academic Year 2022 ABSTRACT The objectives of this research were 1) to develop learning activities in mathematics on fractions using 5 STEPs Collaborative Learning Process to study and compare math learning achievements. Of the students in grade 3 on fractions using learning activities using the 5-step cooperative learning process during pre-school and after school. 3, 53 people, target group Nong Samrong Wittaya School Office of Udon Thani Primary Education Service Area 1, academic year 2022. The instruments used in this research were 1) a learning management plan that organized the 5 STEPs Collaborative Learning Process on the subject of fractions of students in Udon Thani Primary Educational Service Area. Grade 3, 14 plans, total 16 hours. 2) The mathematics learning achievement test on Fractions of Grade 3 students was a multiple choice test with 4 choices of 15 items. single group experimental scheme Pre-test and post-test The statistics used in the data analysis were percentage, mean ( ), standard deviation (S.D.). Statistics used for hypothesis testing were single-group t-test and non-independent ttest. The results showed that 1. Grade 3 students who had an achievement in mathematics studying with the 5 STEPs Collaborative Learning Process received an average score before school of 4.00 points, representing a 27.14 percent average score. After school, the score was 11.93, ค


ฌก representing 79.52%, and when comparing the average score after school with the 75% criteria, it was found that the average score after school was not less than 75%. 2. Grade 3 students who have academic achievement in mathematics studying with the 5 STEPs Collaborative Learning Process have higher than average scores after school. ง


ฌก กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจากรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ประธานสาขาวิชา และนางสาวพรทิพา หล้าศักดิ์ซึ่งเป็นอาจารย์นิเทศก์ที่ได้เอาใจใส่ ให้คำปรึกษาอธิบาย ชี้แนะตรวจแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนได้ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์อย่างดียิ่งเกี่ยวกับการทำวิจัย ในครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณที่ให้ความกรุณาเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นายรชตพล มีชั้นช่วง นางประยงค์ งามจิตร และนางชาลิสา สรรพโส กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการทำวิจัย นางประยงค์ งามจิตร คุณครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาให้ คำปรึกษา คำแนะนำและเสนอข้อคิดเห็นที่มีคุณค่ายิ่งต่อการทำวิจัย ขอบพระคุณ นายรชตพล มีชั้นช่วง นางประยงค์ งามจิตร และนางชาลิสา สรรพโส ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือให้คำเสนอแนะ ให้ คำปรึกษา เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการโรงเรียนหนองสำโรงวิทยา คณะครูกลุ่มสาระ คณิตศาสตร์ ที่อำนวยความสะดวกในการเก็บข้อมูลทุกอย่าง และขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ปีการศึกษา 2565 ที่ให้ความร่วมมือในการทดลองปฏิบัติการวิจัยเพื่อหา คุณภาพของเครื่องมือและการทดลองภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมในการทดลองปฏิบัติการวิจัยเพื่อหา คุณภาพเครื่องมือและการทดลองภาคสนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล นอกเหนือจากบุคคลที่ได้กล่าวมาแล้ว ขอขอบพระคุณแก่ทุกท่านที่ให้คำชี้แนะขอกราบ ขอบพระคุณบุพการี ขอขอบคุณ พี่ เพื่อน น้องๆ ที่คอยช่วยเหลือ ห่วงใย สนับสนุน ให้กำลังใจกับผู้วิจัย ตลอดเวลา คุณประโยชน์และคุณค่าที่เกิดจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณแม่ คุณพ่อ และครูอาจารย์ทุก ท่านที่ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่ผู้วิจัย นางสาวกานติมา บุญเพ็ง จ


ฌก สารบัญ หน้า บทคัดย่อ....................................................................................................................................................ก ABSTRACT................................................................................................................................................ค กิตติกรรมประกาศ.....................................................................................................................................จ สารบัญ.......................................................................................................................................................ฉ สารบัญตาราง............................................................................................................................................ญ สารบัญภาพ................................................................................................................................................ฎ บทที่ 1 บทนำ...........................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความสำคัญ..........................................................................................1 วัตถุประสงค์การวิจัย......................................................................................................3 สมมุติฐานการวิจัย..........................................................................................................3 ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................................4 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................5 ประโยชน์ที่ได้รับ.............................................................................................................6 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................................7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์.................................................7 รูปแบบการสอน Active learning.................................................................................9 ฉ


ฌก สารบัญ (ต่อ) หน้า กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ..................................................................19 3 วิธีการดำเนินการศึกษา..............................................................................................................25 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...........................................................................................25 แบบแผนการทดลอง.....................................................................................................25 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา............................................................................................26 การเก็บรวบรวมข้อมูล..................................................................................................28 การวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................29 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.....................................................................................29 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................................31 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3.......................................................................................................31 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75......................................33 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ..............................................33 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.......................................................................................35 วัตถุประสงค์การวิจัย....................................................................................................35 สารบัญ (ต่อ) ช


ฌก สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ สมมุติฐานการวิจัย........................................................................................................35 วิธีการดำเนินการวิจัย...................................................................................................35 สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................37 อภิปรายผลการวิจัย......................................................................................................37 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................39 เอกสารอ้างอิง ..........................................................................................................................................40 ภาคผนวก.................................................................................................................................................42 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย............................43 ภาคผนวก ข แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence :IOC) เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแผนการ จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3................................................................................................................45 ภาคผนวก ค ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence :IOC)เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญการหาค่าดัชนีความสอดคล้องขอแผนการ จัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3................................................................................................................56 สารบัญ (ต่อ) ซ


ฌก สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ง ค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน ผลการทดสอบค่าเฉลี่ยของสมมติฐานทางสถิติ ( t-test for Dependent Sample )...............59 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ..................................................59 ประวัติผู้วิจัย.............................................................................................................................................82 สารบัญ (ต่อ)


ฌก สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตารางความแตกต่างระหว่าง Active Learning กับ Passive Learning .................................................................12 2 ตารางความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้ที่ครูเป็นศูนย์กลาง...................................................13 3 ตารางความแตกตางระหว่างการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้ที่ครูเป็นศูนย์กลาง (ต่อ) ......................................14 4 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง.....................................................................................25 5 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และภาพรวม ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3................................................31 6 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และภาพรวม ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบแบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (ต่อ).........................32 7 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ด้วย การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample)...................................................................................................................33 8 คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ..........................................................................................33 ญ


ฌก สารบัญภาพ ตารางที่ หน้า 1 แผนภาพของขั้นตอนใน การสอนแบบ Active learning ...................................................................................................16 2 แผนภาพิจกรรมสำหรับการเรียนแบบ Active Learning....................................................................................................18 3 กรอบแนวคิดการวิจัย...................................................................................................................................................................................22 4 ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน................................................................................23 ฎ


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ ดังนั้น ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของคนในชาติจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความเจริญของประเทศ ดังจะ เห็นจากจุดมุ่งหมายของการศึกษาคณิตศาสตร์ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ฉบับ ปรับปรุง 2560 ที่ให้ความสำคัญไว้ว่า คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิดอย่างมีระบบ สามารถแก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้แล้วยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ , 2560) อีกทั้งคณิตศาสตร์ยังเน้นให้นักเรียนหาวิธีและกระบวนการคิดเพื่อให้มีองค์ความรู้และหลักการ ต่างๆเกี่ยวกับคณิตศาสตร์แล้วนำความรู้ไปพัฒนาและแก้ปัญหาในชีวิต (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2547) ทั้งนี้คณิตศาสตร์เป็นสิ่งที่สำคัญและควรที่มุ่งจะพัฒนาให้เกิดขึ้นในตัว ของนักเรียน ดังที่สภาครูคณิตศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NCTM, อ้างถึงในวิรัลยุพา คงภักดี, 2561 ) ได้กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องเป็นจุดเน้นที่สำคัญของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งการ แก้ปัญหาจะต้องได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ ซึ่งหนึ่งในด้านที่สำคัญอย่างยิ่งได้แก่ ด้านทักษะและ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นความสามารถที่จะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้อย่างสูงสุด โดย ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นและต้องการพัฒนาในตัวนักเรียนได้แก่ 1) ทักษะการ แก้ปัญหา 2) ทักษะการสื่อสารและสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ 3) ทักษะการเชื่อมโยง 4) ทักษะการ ให้เหตุผล และ 5) ทักษะการคิดสร้างสรรค์(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) โดยทักษะที่เป็นหัวใจในการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือทักษะการแก้ปัญหา เพราะการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นการเรียนรู้จากการ แก้ปัญหา (ชรินทร์ สงสกุล, 2559) ซึ่งตรงกับ (วิทวัส หมูคำ , 2560) กล่าวว่า การแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญในการเรียนคณิตศาสตร์ ช่วยฝึกกระบวนการคิด และทักษะในการแก้ปัญหา เข้าด้วยกันทำให้ผู้เรียนคณิตศาสตร์สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้โดยการ แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นกระบวนการแก้ปัญหาถือว่ามี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ใช้กันเป็นที่แพร่หลายและเป็นที่ ยอมรับ ได้แก่กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ซี่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการเรียนรู้ตั้งคำถาม 2) ขั้นการเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ 3) ขั้นการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ 4) ขั้นการเรียนรู้เพื่อการ สื่อสาร และ 5) ขั้นการเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม (พิมพันธ์ เดชะคุปต์,2563)


2 ในการจัดการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายนั้น ครูเป็นบุคคลที่สำคัญประการหนึ่งที่ช่วยให้ หลักสูตรหรือการเรียนรู้ของนักเรียนประสบความสำเร็จ เนื่องจากครูเป็นผู้ที่กำหนดแนวทางในการเรียน การสอนในชั้นเรียนจะต้องหาวิธีการสอนให้เหมาะสมกับสภาพนักเรียน มีวิธีการที่หลากหลายแต่บริบท ของชั้นเรียนไทยส่วนใหญ่พบว่ามีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการสอนให้ความรู้และทักษะในการคิด คำนวณเป็นหลัก โดยครูเป็นเพียงผู้บอกบรรยาย และสาธิตเนื้อหาทางด้านคณิตศาสตร์ ไม่ได้เน้น กระบวนการคิดของนักเรียน ตามแนวคิดของ Inprasitha (2003, อ้างถึงใน ธวัตรชัย เดนชา, 2558) และ สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ ครูขาดการฝึกทักษะให้กับผู้เรียน ครูไม่ได้ผลิตสื่อการสอนที่ตรงตาม กระบวนการแก้โจทย์ปัญหา อีกทั้งครูยังนิยมการสอนที่เน้นเนื้อหาเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือไม่คำนึกถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล (ชานนท์ ปิติสวโรจน์, 2560) ซึ่งตรงกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติที่ให้ความสำคัญไว้ว่า การสอนโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ทำให้ นักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วจะสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ส่วนนักเรียนที่เรียนรู้ได้ช้าหรือฟังบรรยายไม่ทัน หรือไม่เข้าใจเนื้อหาจะเกิดความเบื่อหน่าย มีเจตคติที่ไม่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้ผลการเรียนต่ำ (หริ ลักษณ์ บานชื่น, 2549) โดยมณีรัตน์ บุญท้วม (2555, อ้างถึงในธวัตรชัย เดนชา, 2558 ) ได้ให้คำแนะนำ ไว้ว่า ครูจะต้องลดบทบาทของตนเองมาเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการ แก้ไขปัญหาและการแสดงแนวคิดของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (2553, อ้างถึงในวิรัลยุพา คงภักดี , 2561) ที่ได้เสนอแนวคิดในทางการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนที่มีทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไว้หลายประการ เช่น ครูควรเปิดโอกาสให้นักเรียนมี ส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยตนเอง สนับสนุนให้นักเรียนใช้ยุทธวิธีแก้ปัญหามากกว่า หนึ่งรูปแบบ ฝึกให้นักเรียนสร้างปัญหาใหม่เอง เปิดอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับยุทธวิธี และกระบวนการ แก้ปัญหาที่เหมาะสม รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในสาระจำนวนและพีชคณิต เมื่อวัดผลสัมฤทธิ์นักเรียน พบว่า นักเรียนขาดทักษะกระบวนการคิด ทักษะการแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปใช้ ดังนั้น ในการจัดการ เรียนการสอนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยพิจารณาว่าควรนำการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง (5 STEPs Collaborative Learning Process) มาพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความคิด ใช้ทักษะการแก้ปัญหา มีปฏิสัมพันธ์ กันและได้รู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทำให้ผู้เรียนเกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลดการแข่งขันเป็น รายบุคคล จนเกิดการพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง และมุ่งส่งเสริมทักษะทางสังคม เพื่อให้ผู้เรียนเรียน อย่างมีความสุข เกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ


3 กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน (5 STEPs Collaborative Learning Process) หรือ CO-5STEPs เป็นแนวทางการสอนที่มีการดัดแปลงมาจากกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน โดยเพิ่มเติมการทำงานกลุ่มแบบรวมพลัง เพื่อให้มีการจัดการเรียนรู้บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้ง ยังเน้นหารให้นักเรียนร่วมมือกันทำงานช่วยเหลือกัน เด็กเก่งช่วยเหลือเด็กเรียนช้า โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ เกิดความเสมอภาค ไม่ทิ้งนักเรียนคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลัง (ณัฐพงศ์ ฉลาดแย้ม ,2563) ซึ่งมีกระบวนการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นเสนอสิ่งเร้าและระบุคำถามสำคัญ (Stimulating and key Questioning Collaboratively) 2) ขั้นแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์อย่างรวมพลัง (Searching and Analyzing Collaraboratively) 3) ขั้นรวมพลังอภิปรายและสร้างความรู้ (Discussing and Constructing Collaboratively) 4) ขั้นสื่อสารและสะท้อนคิดอย่างรวมพลัง (Communicating and Reflecting Collaboratively) 5) ขั้นรวมพลังประยุกต์และตอบแทนสังคม (Applying and Serving Collaboratively) จากเหตุผลข้างต้นผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ด้วยการทดลอง จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ที่ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมุติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


4 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ดรงเรียนหนองสำโรงวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 55 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 โรงเรียนหนองสำโรง วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีนักเรียนทั้งสิ้น 28 คน ที่ได้มาจาก การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling ) 3. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน 4. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ดังนี้ 3.1 เรื่อง การพับกระดาษเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เวลา 2 ชั่วโมง 3.2 เรื่อง เศษส่วนที่ตัวเศษเป็น 1 เวลา 1 ชั่วโมง 3.3 เรื่อง เศษส่วนที่ตัวเศษน้อยกว่าตัวส่วน เวลา 1 ชั่วโมง 3.4 เรื่อง เศษส่วนที่เท่ากับ 1 เวลา 1 ชั่วโมง 3.5 เรื่อง การเปรียบเทียบเศษส่วนที่ตัวส่วนเท่ากัน (ใช้ภาพ) เวลา 1 ชั่วโมง 3.6 เรื่อง การเปรียบเทียบเศษส่วนที่ตัวส่วนเท่ากัน (ใช้สัญลักษณ์) เวลา 1 ชั่วโมง


5 3.7 เรื่อง การเรียงลำดับเศษส่วนที่ตัวส่วนเท่ากัน เวลา 1 ชั่วโมง 3.8 เรื่อง การเปรียบเทียบเศษส่วนที่ตัวเศษเท่ากัน (ใช้ภาพ) เวลา 1 ชั่วโมง 3.9 เรื่อง การเปรียบเทียบเศษส่วนที่ตัวเศษเท่ากัน (ใช้สัญลักษณ์) เวลา 1 ชั่วโมง 3.10 เรื่อง การเรียงลำดับเศษส่วนที่ตัวเศษเท่ากัน เวลา 1 ชั่วโมง 3.11 เรื่อง การบวกเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน เวลา 1 ชั่วโมง 3.12 เรื่อง การลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน เวลา 1 ชั่วโมง 3.13 เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน (1) เวลา 1 ชั่วโมง 3.14 เรื่อง โจทย์ปัญหาการบวกและโจทย์ปัญหาการลบเศษส่วนที่มีตัวส่วนเท่ากัน (2) เวลา 2 ชั่วโมง 5. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 16 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 1 – 25 กรกฎาคม 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน (5 STEPs Collaborative Learning Process) หรือ CO-5STEPs เป็นแนวการสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning) เน้นให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งประยุกต์ความรู้ได้บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์นักเรียนมีการ ปฏิบัติกิจกรรมแบบทำงานกลุ่มรวมพลัง โดยทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน เด็กเก่งช่วยเด็กเรียนช้ากว่าเด็กถนัด กว่าช่วยเด็กถนัดน้อยกว่า เพื่อให้มีความสุขในการเรียน บทบาทของผู้เรียน ส่วนบทบาทของครูเป็นผู้ อำนวยความสะดวก ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 ขั้นเสนอสิ่งเร้าและระบุคำถามสำคัญ เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนสงสัย 1.2 ขั้นแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์อย่างรวมพลัง เป็นขั้นสำคัญเพื่อพิสูจน์ สมมติฐานเพื่อหา


6 คำตอบของคำถามสำคัญโดยครูอาจออกแบบให้ หรือครูกับผู้เรียนร่วมกันวางแผน หรือผู้เรียนวางแผนเอง ครูออกแบบการเก็บข้อมูลสารสนเทศให้เอง 1.3 ขั้นอภิปรายและสร้างความรู้ เป็นขั้นสื่อความหมายข้อมูลหลังจากการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยผู้เรียนมีโอกาสเสนอหน้าชั้นเรียน ผู้เรียนมีแปลความหมายข้อมูล เพื่อการสรุปผล/สร้างความรู้ ด้วยตัวนักเรียนเอง มีการสะท้อนความคิดกัน และแต่ละกลุ่มปรับแก้ไขความรู้ที่สร้างขึ้นเอง ครูเชื่อมโยง ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างไปยังความรู้ที่ถูกต้อง 1.4 ขั้นสื่อสารและสะท้อนคิดอย่างรวมพลัง เป็นชั้นผู้เรียนนำเสนอความรู้และการ เรียนรู้ที่ได้จากการสร้างความรู้ด้วยความเข้าใจหน้าชั้น รวมทั้งผลงาน ตลอดจนกระบวนการสร้างความรู้ 1.5 ขั้นประยุกต์และตอบแทนสังคม เป็นขั้นที่ผู้เรียนร่วมด้วยช่วยกันแบบรวม พลัง ประยุกต์ความรู้ หรือนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ เช่น ในชีวิตการเรียนในสาระอื่นๆ ในครอบครัวใน ชุมชนทำให้ได้ชิ้นงานใหม่/ภาระงานใหม่ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ความสามารถทางด้านสติปัญญา (Cognitive Domain) ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของผู้เรียนที่เกิดขึ้นจากการใช้กิจกรรมกระบวนการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง ที่วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตาม จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระ 3. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ปี การศึกษา 2565 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้รับองค์ความรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ที่มีขั้นตอนที่เหมาะสมสำหรับใช้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์ ของนักเรียนในด้านกระบวนการทำงาน กระบวนกาแสวงหาความรู้และการประยุกต์ใช้องค์ ความรู้ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ 2. ได้ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์


7 บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นำเสนอตามลำดับหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. รูปแบบการสอน Active learning 3. กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กำหนด ความสำคัญ สาระการเรียนรู้ คุณภาพของผู้เรียน และสาระมาตรฐานการเรียนรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ ,2560:1-28) ดังนี้ 1. ความสำคัญของคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผนสามารถ วิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผนตัดสินใจแก้ปัญหา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็น เครื่องมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนา ทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เทียมกับนานาชาติ การศึกษา คณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงการส่งเสริมให้


8 ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะ ด้านการคิด การวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสาร และการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่ากันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขัน และอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพ เมื่อจบการศึกษาหรือ สามารถศึกษาต้อในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม ตามศักยภาพของผู้เรียน 2. สาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น 2.1 สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับ จำนวนจริง อัตราส่วน การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม ระบบสมการ อสมการกราฟ ดอกเบี้ย และมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรมและการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใช้ในสถานการณ์ ต่างๆ 2.2 สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและ ความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่างๆ การคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้ เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ 2.3 สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บ รวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนำเบื้องต้น ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบาย 3. มาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้กำหนด มาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ดังนี้ มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวน การดำเนินการของ จำนวน ผลที่เกิดจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการและการนำไปใช้


9 4. คุณภาพผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ได้กำหนด คุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต เรื่อง เศษส่วน ดังนี้ 4.1 มีความรู้สึกเชิงจำนวนเกี่ยวกับเศษส่วนที่ไม่เกิน 1 มีทักษะการบวก การลบ เศษส่วนที่มีตัว ส่วนเท่ากัน และนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ รูปแบบการสอน Active learning 1. ความหมายของ Active Learning ได้มีนักการศึกษาและนักวิชาการที่สนใจการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้ให้ ความหมายและคำอธิบายเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ดังต่อไปนี้ Meyers and Jones (1993:4) ได้ให้ความหมายของ Active Learning ไว้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนประยุกต์ข้อมูลสารสนเทศ มโนทัศน์ หรือทักษะใหม่ๆในการเรียนรู้ เป็นความรู้ที่เกิด จากประสบการณ์ การสร้างสรรค์ การทดสอบ และการปรับปรุงแก้ไขของผู้เรียน Marks (1970:23) ได้ให้ความหมายว่า Active Learning เป็นการจัดประสบการณ์แบบ ปฏิบัติการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้ค้นพบแนวคิดทางคณิตศาสตร์จากการปฏิบัติการ เช่น การวัด การนับกระดาษ การชั่งน้ำหนัก กิจกรรมที่ทำด้วยมือแบบต่างๆ การสังเกตและการทดลองแบบ วิทยาศาสตร์หลังจากนั้นให้นักเรียนสรุปข้อเท็จจริง และกฎเกณฑ์ต่างๆ Shenker, Goss & Bernstein (1996:1) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก เป็นการจัดการเรียนรู้ ที่ต้องการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในบทบาทการเรียนรู้ของตนเองมากกว่าการสร้างความรู้หรือทัศนะใหม่ๆมา ใช้โดยเป็นผู้รับฝ่ายเดียว การที่ผู้ใดกระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองและนำไปสู่การคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตนกำลังทำ อยู่ Petty (2004:1) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้โอกาสผู้เรียนได้มี ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ผู้สอนจะเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากกว่าการที่ผู้เรียนได้รับความรู้จาก การบรรยายเพียงอย่างเดียว ศิริพร มโนพิเชฐวัฒนา (Siriporn Manopischaedwatthana 2547:25) ได้กล่าวว่า Active Learning เป็นการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้มีบทบาทในการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ ของตนเองอย่างกระปรี้กระเปร่า โดยการลงมือทำ และคิดสิ่งที่ตนกำลังทำจากข้อมูลหรือกิจกรรมการ


10 เรียนการสอนที่ได้รับผ่านทางการอ่าน พูด ฟัง คิด เขียน อภิปราย แก้ปัญหา และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อทดแทนกันสอนแบบบรรยาย ศักดา ไชกิจภิญโญ (Sakda Chaikitpinyo 2548:12) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning คือ คือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนหาความหมายและทำความเข้าใจด้วยตนเองหรือร่วมกันกับเพื่อน เช่น ร่วมกันสืบค้นหาคำตอบ ร่วมอภิปราย ร่วมนำเสนอ และสรุปความคิดรวบยอดร่วมกัน หรืออีกนัย หนึ่งคือ การเปลี่ยนผู้เรียนจากการเป็นผู้นั่งฟังอย่างเดียว (passive) มาเป็นผู้เรียนที่ร่วมกิจกรรมการ แสวงหาความรู้ที่ผู้สอนกำหนด ปราวีณญา สุวรรณณัฐโชติ (Praweenya Suwannatthachote 2551:1) กล่าวว่าการเรียนรู้เชิง รุกเป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียน ดำเนินกิจกรรมต่างๆในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมี ความหมาย ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ในระดับลึก โดยผู้เรียนจะสร้างความเข้าใจและค้นหาความหมายของ เนื้อหาสาระโดยเชื่อมกับประสบการณ์เดิมที่มี แยกแยะความรู้ใหม่ที่ได้รับกับความรู้เก่าที่มี สามารถ ประเมิน คุณค่าเดิมและสร้างแนวคิดของตนเองซึ่งเรียกว่ามีการเรียนรู้เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเรียนรู้ ระดับผิวเผิน โดยเน้นการรับรู้ข้อมูลและจดจำข้อมูลเท่านั้น ผู้โดยลักษณะนี้จะเป็นผู้เรียนที่เรียนรู้วิธีการ เรียน (Learning How to learn) เป็นผู้เรียนที่กระตือรือร้นและมีทักษะที่สามารถเลือกรับรู้ข้อมูล วิเคราะห์และสังเกตข้อมูลได้อย่างมีระบบ สัญญา ภัทรากร (Sanya Phattarakorn 2552:13) ได้ กล่าวถึง การจัดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวาไว้ว่าหมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับ ผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน มีความร่วมมือ กันระหว่างผู้เรียน ผู้เรียนจะได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆอัน จะนำไปสู่การสร้างความรู้จากสิ่งที่ปฏิบัติใน ระหว่างการเรียนการสอน ด้วยการพูดและการฟัง การเขียน การอ่าน และการสะท้อนความคิด ดังนั้น ความหมายของ Active Learning สรุปได้ว่า เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การคิด วิเคราะห์ การสังเคราะห์ การระดมสมอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นต้น และยังต้องมีปฏิสัมพันธ์ กับผู้สอนและผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกัน ผู้สอนจะลดบทบาทในลักษะณะการบรรยายลง และเพิ่มบทบาทใน การกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรมต่างๆ 2. คุณลักษณะที่สำคัญของการเรียนรู้แบบ Active Learning การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นรูปแบบหรือวิธีการเรียนรู้ที่มีคุณลักษณะที่เน้น บทบาทของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยจะมีธรรมชาติของการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ดังจะขอกล่าวถึงคุณลักษณะที่ สำคัญ ของการเรียนรู้แบบ Active Learning ดังต่อไปนี้Meyers and Jones (1993:6) ได้กล่าวถึง ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ว่า หลักการสำคัญของการเรียนรู้จากประกอบไปด้วย


11 องค์ประกอบหลัก 5 ประการด้วยกัน ได้แก่ การเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้แสดงออกเกี่ยวกับการได้พูด (Talk) ได้ฟัง (Listen) ได้อ่าน (Read) ได้เขียน (Write) และได้สะท้อน (Reflect) ความรู้สึก ความ คิดเห็นจากความรู้ที่ผู้เรียนได้รับไปแล้ว Bonwell, Charles C., and James, A Eison (1991) ได้สรุปถึง ธรรมชาติของการเรียนรู้แบบ Active Learning ว่าจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ ดังนี้ 1. เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งลดการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียนให้น้อยลง และ พัฒนาทักษะ ที่จำเป็นให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนโดยลงมือกระทำมากกว่าที่นั่งฟังเพียงอย่างเดียว 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เช่น อ่าน อภิปราย และเขียน 4. ในการสำรวจพื้นฐานและคุณค่าที่มีอยู่ในผู้เรียน 5. ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดระดับสูงในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลการ นำไปใช้ 6. ทั้งผู้เรียนและผู้สอนรับข้อมูลป้อนกลับจากการแสดงความคิดได้อย่างรวดเร็ว Shenker, J.I, Goss, S.A. and Bernstein, D.A. (1996) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของการจัดการ เรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ว่าการเรียนรู้แบบ Active Learning ต้องการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน บทบาทการ เรียนรู้ของตนเองมากกว่าการรับความรู้หรือทักษะใหม่ๆมาใช้โดยเป็นผู้รับฝ่ายเดียว การที่ ผู้เรียนได้กระทำสิ่ง ต่างๆด้วยตนเองจะนำไปสู่การคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ เป็นการเรียนรู้ที่มี คุณค่า น่าตื่นเต้น สนุกสนาน สอดคล้องกับความรู้ความสามารถและความสนใจของผู้เรียน Brandes & Ginnis (1986) กล่าวถึงการเรียนรู้แบบ Active Learning ในฐานะการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้สรุปถึงความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นกับการเรียนรู้ที่ผู้สอนเป็น ศูนย์กลาง โดย ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับความรู้ฝ่ายเดียว (Passive Learning) ไว้ดังนี้


12 ตารางที่ 1 ตารางความแตกต่างระหว่าง Active Learning กับ Passive Learning Active Learning Passive Learning - เน้นการทำงานเป็นกลุ่ม - เน้นการร่วมมือกันระหว่างผู้เรียน - เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย - ผู้เรียนรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตน - ผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะประสบการณ์และ อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ - ผู้เรียนเป็นเจ้าของความคิดและการทำงาน - เน้นทักษะการวิเคราะห์และการแก้ปัญหา - ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง - ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนหลักสูตร - ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น - เน้นการบรรยายจากผู้สอน - เน้นการแข่งขัน - เป็นการสอนรวมทั้งชั้น - ผู้สอนรับผิดชอบการเรียนรู้ของผู้เรียน - ผู้สอนเป็นผู้ชี้นำและจัดเนื้อหาเองทั้งหมด - ผู้สอนเป็นผู้ใส่ความรู้ลงในสมองผู้เรียน - เน้นความรู้ในเนื้อหาวิชา - ผู้สอนเป็นผู้วางกฎระเบียบวินัย - ผู้สอนเป็นผู้วางแผนหลักสูตรแต่ผู้เดียว - ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับความรู้ที่ผู้สอนถ่ายทอด Active Learning Passive Learning - ใช้วิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย - จำกัดวิธีการเรียนรู้และกิจกรรม Silberman (1996:xi) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ไว้ว่า 1. มีปฏิสัมพันธ์ ผู้เรียนมีการพูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และยังเป็นการร่วมมือกัน และ มีการ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 2. มีการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้เรียน 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน Sherman; & Sherman (2004:22) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นรูปแบบการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และได้สรุปความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้ที่ครูเป็น ศูนย์กลาง โดยนักเรียนเป็นผู้รับฝ่ายเดียว ไว้ดังนี้


13 ตารางที่ 2 ตารางความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้ที่ครูเป็นศูนย์กลาง ประเด็น Active Learning Passive Learning บทบาทของ ผู้เรียน - เน้นการท่องจำเนื้อหา หลักการ โดยขาดการ เชื่อมโยงความรู้หรือ ประสบการณ์ - เน้นสร้างความรู้และความ เข้าใจ - จดจำเนื้อหาและหลักการโดย อาศัย ความเข้าใจที่ได้รับจาก ประสบการณ์ - ค้นหาความคิดใหม่ๆด้วยตนเอง - ถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนได้ - แสดงความคิดเห็นและเสนอ ผลงานได้อย่างเหมาะสม บทบาทผู้สอน - เสนอความรู้ให้แก้ผู้เรียน - ควบคุมห้องเรียนให้มี - - บรรยากาศเป็นทางการ - จัดกิจกรรมตามประสบการณ์ ของ ผู้เรียน - ใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้เกิดการ สื่อสาร การอภิปราย และ วิพากษ์ระหว่างผู้เรียน - ใช้สื่อการเรียนการสอน ยกตัวอย่างและ อธิบายให้ เหมาะสมกับวัย ประสบการณ์ ของผู้เรียน - นำจุดประสงค์การเรียนรู้มา อภิปราย และพูดคุยร่วมกับ ผู้เรียน - ช่วยเหลือผู้เรียนให้สร้างความรู้ ด้วย ตนเอง - ร่วมมือกับผู้สอนคนอื่นๆ ทักษะการคิด - คาดหวังกับคำตอบของผู้เรียน - เน้นเนื้อหา - เน้นทักษะการวิเคราะห์การ แก้ปัญหา และการคิดระดับสูง หลักสูตร - เน้นทักษะเพียงอย่างเดียว - เน้นการสร้างมโนทัศน์ วิธีสอน - เน้นการบรรยายและการ อภิปรายทั้งห้องเรียน - มีวิธีสอนที่หลากหลาย และใช้ เทคนิค การเรียนรู้แบบกลุ่ม ร่วมมือ


14 ตารางที่3 ตารางความแตกตางระหว่างการเรียนรู้เชิงรุก กับการเรียนรู้ที่ครูเป็นศูนย์กลาง (ต่อ) ประเด็น Active Learning Passive Learning ลักษณะกิจกรรม - เรียนเป็นรายบุคคลหรือเรียน ทั้งห้องเรียน - เรียนร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย กลุ่ม ใหญ่และรายบุคคล วิธีประเมิน - ใช้แบบทดสอบแบบเลือกตอบ เติมคำในช่องว่าง ถูกผิด - เน้นการหาคำตอบที่ถูกที่สุด - ประเมินจากแฟ้มสะสมงาน โครงงาน นิทรรศการ และ สังเกตการทำงานของ ผู้เรียน - ประเมินโดยใช้แบบทดสอบให้ เหมาะสม ศักดา ไชกิจภิญโญ (Sakda Chaikitpinyo 2548 : 12) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ประกอบไปด้วยลักษณะดังต่อไปนี้ 1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ 2. ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 3. ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดชั้นสูง คือ วิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินผล 4. ผู้เรียน มีทัศนคติ อยากรู้อยากเรียน เช่น กระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม ทวีวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ (Taweewat Watthanakuljaroen 2551 : 2) ได้เสนอลักษณะของการ เรียนรู้เชิงรุก ดังนี้ 1. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงกับการแก้ปัญหา ตาม สภาพจริง (Authentic situation) 2. จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้กำหนดแนวคิด การวางแผน การยอมรับ การประเมินผล และ การนำเสนอผลงาน 3. บูรณาการเนื้อหารายวิชาเพื่อเชื่อมโยง ความเข้าใจในวิชาต่างๆที่แตกต่างกัน 4. จัดบรรยากาศในชั้นเรียนให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) 5. ใช้กลวิธีของกระบวนการกลุ่ม (Group processing) 6. จัดให้มีการประเมินผลโดยกลุ่มเพื่อน (Peer assessment)


15 จะเห็นได้ว่า ลักษณะของการเรียนรู้แบบ Active Learning นั้น ผู้เรียนจะมีบทบาทสำคัญในการ เรียนรู้โดยจะเป็นผู้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในชั้นเรียน มีการสร้างปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียนทั้ง กับเพื่อนและ ครูผู้สอนผ่านการอ่าน การพูด การฟัง การเขียน การอภิปรายและการสะท้อนคิดเป็นสำคัญเพื่อ สามารถ สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง และผู้เรียนจะเกิดความกระตือรือร้นในการเรียน และได้พัฒนาทักษะ ขั้น สูงในการคิดรูปแบบต่างๆ ในขณะที่ครูผู้สอนจะเป็นผู้คอยชี้แนะประสบการณ์ คอยเป็นผู้อำนวยความ สะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนผ่านการใช้กระบวนการคิดและกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย 3. ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ได้มีนักการศึกษาที่สนใจการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยได้เสนอขั้นตอนของการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ดังนี้Baldwin; & William (1988:187) ได้เสนอขั้นตอนของการ จัดการเรียนรู้เชิงรุกไว้ 4 ขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นเตรียมความพร้อม เป็นขั้นที่ผู้สอนนำผู้เรียนเข้าสู่เนื้อหาโดยการสร้างแรงจูงใจให้ ผู้เรียน เกิดความกระตือรือร้นและอยากที่จะเรียนรู้ต่อไป 2. ขั้นปฏิบัติงานกลุ่ม เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนเข้ากลุ่มย่อย เพื่อทำงานร่วมกันและสรุป ความ คิดเห็นของกลุ่ม ทั้งนี้จะต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มอื่นๆโดยที่ผู้สอนต้องคอยเสริม ข้อมูลหรือ ความรู้ที่สำคัญให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 3. ขั้นประยุกต์ใช้ เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดหรือทำแบบทดสอบหลังเรียน 4. ขั้นติดตามผล เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าอิสระเพิ่มเติมโดยจัดทำเป็นรายงาน หรือ ให้ผู้เรียน เขียนบันทึกประจำวัน รวมถึงให้ผู้เรียนเขียนสรุปความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ในคาบเรียนนั้น ๆ Johnson; et al (1991:29 – 30) เสนอว่า การจัดการเรียนรู้เชิงรุก สามารถทำตามขั้นตอนได้ ดังนี้ 1. ขั้นนำ (Advance Organizer) ใช้เวลา 3 ถึง 5 นาที ในขั้นนี้จะเป็นการที่ผู้สอนแสดง ให้ผู้เรียนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหา ที่จะสอนกับสิ่งที่ผู้เรียนมีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้ง ระบุโครง ร่างเนื้อหา แนวคิด ประเด็นหลักในการสอนเพื่อทำให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญและเกิดความ อยากรู้และอยาก เรียนรู้เรื่องนั้นมากยิ่งขึ้น 2. ขั้นสอน (Collaborative activities) ใช้เวลา 10 - 15 นาที ในขั้นนี้ผู้สอนจะสอน เนื้อหาแล้ว ตามด้วยกิจกรรมอื่น จากการวิจัยพบว่าสมาธิหรือความสนใจของผู้เรียนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ภายในเวลา 15 นาที ดังนั้น ผู้สอนจึงควรใช้เวลาในการแนะนำเนื้อหา 10 - 15 นาที แล้วตามด้วย


16 กิจกรรมอื่นในเวลา 3 - 4 นาที เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศและให้โอกาสที่ผู้เรียนจะสร้างปฏิสัมพันธ์ กับผู้สอน เช่น ตั้งคำถามให้ตอบ ให้ผู้เรียนช่วยกันคิดเป็นกลุ่ม เพื่อผู้เรียนจะได้จำเนื้อหาที่เรียนได้นานกว่า การอภิปรายร่วมกันทั้งชั้นเรียน ใน ขั้นนี้ผู้สอนจะทำซ้ำกันไปในเนื้อหาที่แบ่งไว้เป็นตอน ๆ จนครบเนื้อหา ที่จะสอน 3. ขั้นสรุป (Individual Summaries) ใช้เวลา 4 – 6 นาที ในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้องสรุป เนื้อหาที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการสรุปตามความเข้าใจของตนเอง โดยเขียนใจความสำคัญของเนื้อหา ลงใน แผ่นกระดาษ แล้วแลกเปลี่ยนกันอ่านกับเพื่อนข้าง ๆ กัน หรือผู้สอนอาจสุ่มให้ผู้เรียนออกมาอ่านให้ เพื่อน ๆ ฟังหน้าชั้นเรียน จากแนวคิดในเรื่องขั้นตอนการสอนของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ได้นำเสนอ ข้างต้น ผู้เขียนได้สังเคราะห์ขั้นตอนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ไว้เป็นแผนภาพของ ขั้นตอนใน การสอนแบบ Active learning ได้ ดังนี้ ภาพที่ 1 แผนภาพของขั้นตอนใน การสอนแบบ Active learning จากแผนภาพการสังเคราะห์ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ข้างต้นนี้ จะ เป็นการที่ ผู้สอนเริ่มต้นจากการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนเพื่อให้เกิดความรู้สึกอยากรู้ อยากเรียนให้มาก ที่สุด จากนั้นผู้สอนก็จะเสนอสถานการณ์ตัวอย่างที่มีความหลากหลายและน่าสนใจให้แก่ผู้เรียนได้รับทราบ ต่อ ด้วยการให้ผู้เรียนช่วยกันอภิปรายแสดงความคิดเห็นร่วมกันในชั้นเรียนเพื่อสะท้อนความคิดของตน ขั้นกระตุ้นความ สนใจ ขั้นให้เห็น สถานการณ์ท้า ทาย ขั้นอภิปราย สะท้อนคิด ขั้นร่วมผลิตองค์ ความรู้ ขั้นช่วยกันดู สะท้อนเรียน


17 จากนั้นใน ขั้นตอนต่อมาผู้เรียนและผู้สอนก็จะร่วมกันสร้างผลิตองค์ความรู้ที่ได้จากการสะท้อนคิดร่วมกัน และจากนั้นใน ขั้นสุดท้ายผู้เรียนก็จะสะท้อนสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในครั้งนั้นด้วยการเขียนบันทึก แลกเปลี่ยนกันอ่าน แล้ว ครูผู้สอนก็จะคอยเติมเต็มองค์ความรู้ที่เกิดจากการช่วยกันสะท้อนจากผู้เรียนให้มี ความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 4. องค์ประกอบสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนได้แก่ 4.1 ปัจจัยพื้นฐาน (Basic Element) ซึ่งประกอบไปด้วยการพูดและการฟัง (talking and listening) การเขียน (writing) การอ่าน (reading) และการสะท้อนความคิด (reflecting) 4.2 กลยุทธ์ในการเรียนรู้(Learning and Strategies) ซึ่งประกอบไปด้วยวิธีการเรียนรู้ แบบกลุ่ม เล็ก(small group) การร่วมมือในการทํางาน (Cooperative work) การใช้กรณีศึกษา(Case study) การใช้ สถานการณ์จำลอง(simulations) การอภิปราย(discussion) การแก้ปัญหา(problem solving) และการ เขียนบันทึกประจำวัน(journal writing) 4.3 ทรัพยากรที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ (Teaching resources) ซึ่งประกอบไปด้วย การ อ่าน (reading) การมอบหมายการบ้าน (homework assignment) การใช้วิทยากรภายนอก (outside speakers) การใช้เทคโนโลยีในการสอน (teaching technology) การเตรียมอุปกรณ์ทางการศึกษา (prepared education materials) และการใช้โทรทัศน์ทางการศึกษา (commercial and education television) ทั้ง 3 องค์ประกอบสำคัญข้างต้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยให้เกิดการขับเคลื่อนในการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และเป็นเสมือนแนวทางที่ผู้สอนจะต้องดำเนินการเรียนการสอนให้ อยู่ใน กรอบทั้ง 3 ประการนี้ เพื่อเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่า กลวิธีในการจัดการเรียนรู้ในขณะนั้น เป็นการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning อย่างแท้จริง 5. กิจกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จากการสังเคราะห์การจัดกิจกรรมในการเรียนรู้แบบ Active Learning ของนักการศึกษาหลาย ท่าน ได้แก่ Meyers; & Jones(1993) Silberman(1996) Parkenson; Windale(1998) และ Staff of Center for Teaching; & Learning at Carolina(2001)


18 ภาพที่ 2 แผนภาพิจกรรมสำหรับการเรียนแบบ Active Learning จากแผนภาพข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning นั้น สามารถ ทำได้โดยการใช้การอภิปราย การแสดงบทบาทสมมติ การแสดงละคร การใช้สถานการณ์จำลอง การใช้ กรณีศึกษา การอ่านอย่างกระตือรือร้น การเขียนอย่างกระตือรือร้น การทำงานกลุ่มเล็กๆ และการใช้เกม ใน การประกอบการจัดการเรียนรู้ ดังนั้นบทบาทของครูผู้สอนในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จะต้องคำนึงถึงประเด็น สำคัญที่จะเป็นการขับเคลื่อนให้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด กล่าวคือ 1. ครูผู้สอนจะต้องลดบทบาทของตนเองให้เป็นเพียงผู้ชี้แนะ คอยแนะนำและอำนวย ความ สะดวกให้แก่ผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง 2. ครูผู้สอนจะต้องสร้างบรรยากาศในการมีส่วนร่วมและการปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ผู้เรียนในชั้น เรียน และระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อผู้เรียนจะได้เกิดพฤติกรรมการกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูด กล้าคิด กล้าวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเป็นการสะท้อนคิด 3. ครูผู้สอนจะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนกล้าคิด คอยกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นคว้าหา คำตอบ ด้วยตนเองและมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น Active for active learning Discuss Role playing Drama Simulation Case Study Active reading Active writing Small group work Games


19 4. ครูผู้สอนจะต้องมีใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้เรียนและคอยสร้างแรงจูงใจใน การ เรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 5. ครูผู้สอนจะต้องออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือคิด ลงมือ ปฏิบัติลงมือทำด้วยตนเองเพื่อสะท้อนความคิดในสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน (5 STEPs Collaborative Learning Process) หรือ CO-5STEPs เป็นแนวการสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning ) เน้นให้รู้เรียนสร้าง ความรู้ด้วยตัวเองรวมทั้งประยุกต์ความรู้ได้บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนมีการปฏิบัติกิจกรรม แบบทำงานกลุ่มรวมพลัง โดยทุกคนร่วมด้วยช่วยกันเด็กเก่งช่วยเด็กเรียนช้ากว่า เด็กถนัดกว่าช่วยเด็กถนัด น้อยเพื่อให้มีความสุขในการเรียน บทบาทของผู้เรียนเป็นผู้เรียนรู้ (Learner)ส่วนบทบาทของครูเป็นผู้ อำนวยความสะดวก (Facilitator) โดยมีลักษณะเด่น หรือลักษณะเฉพาะดังนี้ คือ 1) เป็นแนวการสอนอยู่ บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง 2) หลังการสร้างความรู้แล้ว ครูต้อง มีการจัดกิจกรรมให้นักเรียนนำความรู้แล้วครูต้องมีการจัดกิจกรรมให้นักเรียนนำความรู้ไป หรือประยุกต์ ความรู้ได้ผลงาน/ภาระงานไปตอนแทนสังคม3) เป็นการจัดการเรียนรู้เน้นการทำงานกลุ่มแบบรวมพลัง เด็กร่วมมือช่วยเหลือกันและกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันความเสมอภาคกัน 4) วิธีสอนสำคัญที่ใช้ใน Collaborative 5 STEPs คือ (1) วิธีสอนแบบสืบสอบ (2) วิธีสอนแบบโครงงาน (3) วิธีสอนต่างๆที่ในการ เรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมเป็นฐาน เช่น เกม กรณีตัวอย่าง บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง ใช้ประเด็นทาง สังคม เป็น 5)เทคนิคสำคัญที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้แนวนี้ คือ (1) เทคนิคพัฒนาการคิด เช่น การใช้ คำถามการใช้ผังกราฟิก การใช้ใบกิจกรรมการใช้พหุปัญญา เป็นต้น (2) การใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ ( Co-operative Learning ) โดยเฉพาะ Think-pair-share, Team-pair-solo, Pair-Discussion,Peer to Peer,Peertutoring,Peer assessment, round robin, Rally table เป็นต้น แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบรวมพลังกลุ่มที่มาร่วมตัวกันอาจ 2 คน หรือ 4 คนต่อ 1กลุ่ม ที่มี การคละเพศ คละความสามารถ ความสนใจและคละความสามารถ (เก่ง กลาง อ่อน) ทำงานร่วมมือกัน แบบคนเก่งช่วยสอนคนที่อ่อน หรือเรียนรู้ช้า คนที่มีความสามารถปานกลางก็ร่วมด้วยช่วยกันจนงาน สำเร็จและทุกคนบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ถ้าเป็นการเรียนรู้ก็พบว่าเด็กอ่อนมีผลการเรียนรู้สูงขึ้น เด็กปาน กลางก็มีการพัฒนาสูงขึ้นเช่นกัน อันเป็นการแสดงความร่วมใจร่วมพลังในการเรียนรู้ร่วมดันเพื่อให้เด็กๆมี ความเท่าเทียมกัน บรรลุตามมาตรฐานที่กำหนดจงใช้หลักให้เด็กช่วยเหลือกันและกัน “คนเก่งอาสาเรียน ช้าขอร้อง”


20 ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอนมีรายละเอียดดังนี้ 1. ขั้นเสนอสิ่งเร้าและระบุคำถามสำคัญ เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนสงสัย (ask) จากสิ่ง เร้า สมองเกิดภาวะสมดุล (disequilibrium) มีการทบทวนประสบการณ์เดิมของผู้เรียน ( elicitprior knowledge) คือ การคาดคะเนคำตอบ หรือตั้งสมมติฐาน หรือจินตนาการคำตอบ คำตอบอาจไม่ถูกต้อง หรือผิดหรือเป็นมโนทัศน์คลาดเคลื่อนก็เป็นได้ซึ่งครูไม่มีการเฉลยคำตอบ โดยมีเทคนิคการคาดคะเน คำตอบ คือ 1) ให้ตอบคำถามเป็นรายบุคคล 2)ให้ตอบเป็นทีม 2. ขั้นแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์อย่างรวมพลัง เป็นขั้นสำคัญเพื่อพิสูจน์ สมมติฐานเพื่อหาคำตอบของคำถามสำคัญโดยครูอาจออกแบบให้ หรือครูกับผู้เรียนร่วมกันวางแผน หรือ ผู้เรียนวางแผนเอง ครูออกแบบการเก็บข้อมูลสารสนเทศให้เอง ด้วยการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น ใบ กิจกรรมใบงาน ใบทดลอง รวมทั้งใบความรู้ และอาจใช้ใบสรุปความรู้แจกให้ผู้เรียน 3. ขั้นอภิปรายและสร้างความรู้ เป็นขั้นสื่อความหมายข้อมูลหลังจากการวิเคราะห์ข้อมูล โดยผู้เรียนมีโอกาสเสนอหน้าชั้นเรียน ผู้เรียนมีแปลความหมายข้อมูล เพื่อการสรุปผล/สร้างความรู้ด้วยตัว นักเรียนเอง มีการสะท้อนความคิดกัน และแต่ละกลุ่มปรับแก้ไขความรู้ที่สร้างขึ้นเอง ครูเชื่อมโยงความรู้ที่ ผู้เรียนสร้างไปยังความรู้ที่ถูกต้อง และเป็นขั้นที่ครูอาจให้ทำแบบฝึกหัดเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและ ทักษะต่างๆ 4. ขั้นสื่อสารและสะท้อนคิดอย่างรวมพลัง เป็นขั้นผู้เรียนนำเสนอความรู้และการเรียนรู้ ที่ได้จากการสร้างความรู้ด้วยความเข้าใจหน้าชั้น รวมทั้งผลงาน ตลอดจนกระบวนการสร้างความรู้ติดที่ ผนัง หรือกระดานหน้าชั้นเรียนด้วยหลัก 3p วางแผนการพูด( Planning) ซ้อม/เตรียม (Preparation) นำเสนอหน้าชั้นเรียน (Presentation) พร้อมฝึกการสร้างบุคลิกภาพภายในและบุคลิกภาพนอกขณะ นำเสนออย่างมั่นใจและมีคุณภาพจากนั้นให้มีการสะท้อนคิด ข้อดี ข้อเด่น และสิ่งอยากรู้ 5. ขั้นประยุกต์และตอบแทนสังคม เป็นขั้นที่ผู้เรียนร่วมด้วยช่วยกันแบบรวม พลัง ประยุกต์ความรู้ หรือนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ เช่น ในชีวิตการเรียนในสาระอื่นๆ ในครอบครัวใน ชุมชนทำให้ได้ชิ้นงานใหม่/ภาระงานใหม่ การสร้างชิ้นงานเรียงตามลำดับง่ายไปหายาก ดังนี้ 1) รายงาน การบอกเล่า การถ่ายทอดความรู้ (Extension) 2) ผลงานระดับคิดริเริ่ม หรือผลงานนำความรู้ประยุกต์ใน สถานการณ์ใหม่ (Invention) และ 3) รายงานโครงงานประเภทต่างๆ (Innovation) โดยสรุปการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน เป็นแนวการสอนที่ครูสามารถนำวิธีสอนต่างๆ เทคนิคการสอนที่เสริมสร้างการคิด เทคนิคการสอนที่เสริมสร้างการทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือกันอย่าง


21 มีน้ำใจต่อกัน อีกทั้งเทคนิคการคิดเพื่อให้เกิดความเสมอภาค ได้ผลการเรียนรู้เป็นภาพมาตรฐานการ เรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ ในการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่ม ครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำการเรียนแบบร่วมมือรวมพลัง เป็นเทคนิคการ สอนหนึ่งที่ผู้วิจัยได้นำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ที่พัฒนาโดยแกน แบบทีม-คู่-เดียว(team-pair-solo) มาใช้ ในการจัดการเรียนรู้โดยครูกำหนดปัญหา หรือโจทย์หรืองานให้ทำ แล้วจากนั้นสมาชิกจะทำงานร่วมกันทั้ง กลุ่มจนทำงานสำเร็จ จากนั้นจะแบ่งสมาชิกเป็นคู่ ให้ทำงานร่วมกันจนเสร็จ แล้วขั้นสุดท้ายให้สมาชิกแต่ ละคนทำงานเดี่ยวจนสำเร็จ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพโดยใช้องค์ประกอบ สำคัญของกลุ่ม คือ 1)หัวหน้า 2) สมาชิก 3) กระบวนการกลุ่มเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน เรียนปาน กลาง 2 คนและเรียนอ่อน 1 คน เพื่อให้สมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถต่างกัน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ มีการสร้างบรรยากาศในการทำงานกลุ่ม ทั้งบรรยากาศด้านกายภาพ และบรรยากาศด้านจิตใจ บรรยากาศทางกายภาพ คือ บรรยากาศที่สถานที่ทำงานเป็นกลุ่ม เป็นทีม มีลักษณะสะอาด สะดวกสบายทำให้เกิดความสุขในการทำงาน ส่วนบรรยากาศทางจิตใจ คือ บรรยากาศที่ผู้ทำงานมี ความคุ้นเคยกัน ไว้วางใจมีมิตรสัมพันธ์กัน ด้วยความเป็นผู้มีระเบียบวินัยในตนเอง การทดสอบผลการ เรียนของนักเรียนจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ตอนที่สองจะ พิจารณาคะแนนทดสอบเป็นรายบุคคล โดยในการทดสอบทดสอบนักเรียนต่างคนต่างทำข้อสอบ แต่เวลา เรียนต้องร่วมมือกัน การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องเรียนร่วมกัน รับผิดชอบงานกลุ่ม ร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุตามจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน ในการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก เป็นการจัดกิจกรรมให้เด็กปฏิบัติร่วมกัน (Learning by doing) โดยครูสร้างสื่อการเรียนรู้ประเภทใบงาน ใบกิจกรรม หรือใบทดลอง ใบงาน (Work sheet) คือ เอกสารที่ครูเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ครูจัดทำเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติตาม ขั้นตอนคล้ายกับหนังสือสอนทำอาหาร การปฏิบัติตามของนักเรียนจะเป็นการทำให้นักเรียนสร้างความรู้ ใหม่ได้ด้วยตนเองลักษณะใบงานประกอบด้วย 1. ชื่อเรื่องที่ต้องการให้ปฏิบัติ 2. เวลาที่ใช้ 3. อุปกรณ์/สื่อ/วัสดุที่ใช้/เครื่องมือ 4.ขั้นตอนการทำ 5. คำถามที่ต้องการให้ตอบหลังทำกิจกรรม เป็นต้น


22 วัตถุประสงค์ของการใช้ใบงาน คือ การให้นักเรียนสร้างความรู้เองโดยผ่านการทำกิจกรรมตามใบ งานใบงานอาจเรียกว่า ใบกิจกรรม เป็นขั้นตอนให้นักเรียนมีภาระงาน ( task ) ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำงาน อย่างหนัก คือต้องคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ในห้องเรียนปกตินั้น ครูให้ใบงานนักเรียน และเตรียมใบ ความรู้เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ ดังนั้นใบความรู้ครูอาจจะจัดเป็นชุดๆ ตามความสามารถของเด็กแต่ละคน และใบความรู้ต้องประกอบด้วย ความรู้นี้เด็กต้องผูกพันกับการอ่าน ใช้การคิดจัดกลุ่ม จัดระบบ วิเคราะห์ และสรุปผล กรอบแนวคิดการวิจัย จากการที่ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมีตัวแปรต้นและตัวแปรตาม ดังนี้ ภาพที่3 กรอบแนวคิดการวิจัย กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม


23 ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน (5 STEPs Collaborative Learning Process) หรือ CO-5STEPs เป็นแนวการสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning) เน้นให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งประยุกต์ความรู้ได้บนฐานวิธีการทางวิทยาศาสตร์นักเรียนมีการ ปฏิบัติกิจกรรมแบบทำงานกลุ่มรวมพลัง โดยทุกคนร่วมด้วยช่วยกัน เด็กเก่งช่วยเด็กเรียนช้ากว่าเด็กถนัด กว่าช่วยเด็กถนัดน้อยกว่า เพื่อให้มีความสุขในการเรียน บทบาทของผู้เรียน ส่วนบทบาทของครูเป็นผู้ อำนวยความสะดวก ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเสนอสิ่งเร้าและระบุคำถามสำคัญ 1.1 ครูทบทวนความรู้เดิมที่เป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยใช้สถานการณ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจมากยิ่งขึ้น 1.2 ครูยกตัวอย่างปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนร่วมกันสังเกต แล้วร่วมกันบอกสิ่งที่เห็น ครูคอย กระตุ้นให้นักเรียนถามคำถามที่อยากรู้ ขั้นที่ 2 ขั้นแสวงหาสารสนเทศและวิเคราะห์อย่างรวมพลัง 2.1 ครูอาจออกแบบให้ หรือครูกับผู้เรียนร่วมกันวางแผน หรือผู้เรียนวางแผนเอง ครู ออกแบบการเก็บข้อมูลสารสนเทศให้เอง ด้วยการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น ใบกิจกรรมใบงาน ใบทดลอง รวมทั้งใบความรู้ และอาจใช้ใบสรุปความรู้แจกให้ผู้เรียน ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและสร้างความรู้ 3.1 นักเรียนแต่ละคู่หันหน้าเข้าหากันกับผู้อื่นเพื่อนำเสนอผลงาน โดยสลับกันถามตอบ 3.2 นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องที่เรียน และทำแบบฝึกทักษะ ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและสะท้อนคิดอย่างรวมพลัง 4.1 นักเรียนแต่ละคู่นำเสนอความรู้ที่ได้จากการร่วมกิจกรรม ร่วมกันบอกข้อดี ข้อบกพร่อง และสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ขั้นที่ 5 ขั้นประยุกต์และตอบแทนสังคม 5.1 นักเรียนร่วมกันประยุกต์ความรู้ หรือนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ เช่น ในชีวิต การเรียนในสาระอื่นๆ ในครอบครัวในชุมชนทำให้ได้ชิ้นงานใหม่/ภาระงานใหม่


24 ขั้นที่ 1 ขั้นเสนอสิ่งเร้าและระบุคำถามสำคัญ ขั้นที่ 2 ขั้นแสวงหาสารสนเทศและ วิเคราะห์อย่างรวมพลัง ขั้นที่ 3 ขั้นอภิปรายและสร้างความรู้ ขั้นที่ 4 ขั้นสื่อสารและ สะท้อนคิดอย่างรวมพลัง ขั้นที่ 5 ขั้นประยุกต์และตอบแทนสังคม 1. ครูทบทวนความรู้เดิมที่เป็นพื้นฐานในการสร้างองค์ ความรู้ใหม่โดยใช้สถานการณ์เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจ มากยิ่งขึ้น 2. ครูยกตัวอย่างปัญหาเพื่อให้ผู้เรียนร่วมกันสังเกต แล้ว ร่วมกันบอกสิ่งที่เห็น ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนถามคำถาม ที่อยากรู้ 1. ครูอาจออกแบบให้ หรือครูกับผู้เรียนร่วมกันวางแผน หรือผู้เรียนวางแผนเอง ครูออกแบบการเก็บข้อมูล สารสนเทศให้เอง ด้วยการสร้างสื่อการเรียนรู้ เช่น ใบ กิจกรรมใบงาน ใบทดลอง รวมทั้งใบความรู้ และอาจใช้ใบ สรุปความรู้แจกให้ผู้เรียน 1. นักเรียนแต่ละคู่หันหน้าเข้าหากันกับผู้อื่นเพื่อนำเสนอ ผลงาน โดยสลับกันถามตอบ 2. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเรื่องที่เรียน และทำแบบฝึกทักษะ 1. นักเรียนแต่ละคู่นำเสนอความรู้ที่ได้จากการร่วมกิจกรรม ร่วมกันบอกข้อดี ข้อบกพร่อง และสิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม 1. นักเรียนร่วมกันประยุกต์ความรู้ หรือนำความรู้ไปใช้ใน สถานการณ์ใหม่ เช่น ในชีวิตการเรียนในสาระอื่นๆ ใน ครอบครัวในชุมชนทำให้ได้ชิ้นงานใหม่/ภาระงานใหม่ ภาพที่ 4 ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน


25 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ผู้รายงานได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 54 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัดการในแต่ละ ห้องเรียนแบบคละความสามารถ 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ห้อง 1 จำนวน 28 คน ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง (Purposive sampling ) แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง(Experiment Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง การทดลอง One Group Pretest – Posttest Design ( พวงรัตน์ ทวีรัตน์ , 60-61) กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 ตารางที่ 4 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง


26 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน การสุ่มตัวอย่าง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน จำนวน 14 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนเป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อใช้ทดสอบวัดความสามารถ ก่อนการทดลอง และหลังการ ทดลอง เป็นแบบทดสอบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 15 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ผู้ศึกษากำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดทฤษฎี การจัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครูหนังสือเรียน วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการ 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนหนองสำโรงวิทยา กลุ่มสาระการเรียนรูh คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2.1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาบทที่ 6 เรื่อง เศษส่วน 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง จำนวน 14 แผน รวม 16 ชั่วโมง 2.16 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยง เพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน


27 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปหาคุณภาพจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ (ความ เที่ยงตรง) โดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 2.1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา และครูพี่เลี้ยง 2.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ปีการศึกษา 2565 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการ สร้างและหาประสิทธิภาพดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎีวิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัด การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 2.2.2 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) คู่มือการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แล้วจุดประสงค์การ เรียนรู้และเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2.2.3 สร้างแบบทดสอบตามจุดประสงค์ที่สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2.2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ โดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ข้อสอบที่มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 2.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคณิตศาสตร์ ด้านการสอน การวิจัย และด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง


28 ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบข้อนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.6 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการหาค่า IOC โดยจะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป และปรับปรุงข้อสอบที่มีค่าไม่ถึง 0.5 ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบมีค่าตั้งแต่ 0.60- 1.00 2.2.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา เรียนวิชาคณิตศาสตร์ผ่านมาแล้วและ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจ จำแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.32-0.80 มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.41- 0.85 2.2.8 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับโดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน KR-20 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับตั้งแต่ 0.90 ขึ้นไป 2.2.9 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3/1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลอง ภาคสนามต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 14 แผน โดย ให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ รวมพลัง


29 3. ทำการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ชุดเดิมกับการทำการทดสอบก่อนเรียนไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไป วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ที่ผู้วิจัยค้นคว้าสร้างขึ้น 2. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน 3. เมื่อจบการทดลอง จึงทดสอบหลังการทดลอง (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ฉบับที่ใช้ในการทดสอบก่อนการทดลอง 4. นำคำตอบที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาตรวจให้คะแนนแล้วจึงนำไป วิเคราะห์โดยใช้ t – test ( Independent Samples) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และของแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เมื่อ IOC เป็นดัชนีความสอดคล้อง เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ


30 2. สถิติที่ใช้อธิบายลักษณะของข้อมูลพื้นฐานเป็นกลุ่ม/รายบุคคล 2.1 ค่าเฉลี่ย ( ) 2.2 ค่าร้อยละ 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ 3. สถิติที่ใช้การวิเคราะห์วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Test Analysis Programs (TAP) 3.1 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ 4.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 75 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) 4.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample)


31 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็นรายบุคคล และภาพรวมดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 5 ตารางที่ 5 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และภาพรวม ที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 4 26.67 11 73.33 2 4 26.67 11 73.33 3 7 46.67 15 100.00 4 3 20.00 11 73.33 5 5 33.33 11 73.33 6 3 20.00 12 80.00 7 4 26.67 12 80.00 8 7 46.67 12 80.00 9 4 26.67 13 86.67 10 6 40.00 12 80.00 11 0 00.00 11 73.33 12 2 13.33 11 73.33 13 5 33.33 13 86.67 14 3 20.00 13 86.67 15 1 6.67 11 73.33


32 ตารางที่ 6 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และภาพรวม ที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้แบบแบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (ต่อ) เลขที่ ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 16 4 26.67 14 93.33 17 4 26.67 12 80.00 18 4 26.67 11 73.33 19 7 46.67 12 80.00 20 5 33.33 12 80.00 21 5 33.33 14 93.33 22 5 33.33 12 80.00 23 3 20.00 11 73.33 24 5 33.33 11 73.33 25 2 13.33 12 80.00 26 3 20.00 11 73.33 27 4 26.67 12 80.00 28 5 33.33 11 73.33 คะแนนเฉลี่ย ( x̄) 4.00 27.14 11.93 79.52 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) 1.68 1.09 จากตารางที่ 6 พบว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูล คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่องเศษส่วน ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรวม พลัง 5 ขั้นตอน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.14 คะแนนเฉลี่ย หลังเรียนเท่ากับ 11.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.52


33 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างหลัง เรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ผู้วิจัยได้นำคะแนนของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 7 ตารางที่ 7 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t-test One-Sample) คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ร้อยละ t-test 11.93 1.09 79.52 3.31** **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 7 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างเรียน กับเกณฑ์ ร้อยละ 75 พบว่านักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เท่ากับ 11.93 คิดเป็นร้อยละ 79.52 เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ตอนที่ 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนเปรียบเทียบ กันด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ดังแสดงผลการวิเคราะห์ในตาราง ที่ 8 ตารางที่ 8 คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ผลการทดลอง ( x̄) S.D. ร้อยละ t-test ก่อนเรียน 4.00 1.65 27.14 27.28** หลังเรียน 11.93 1.07 79.52 **มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


34 จากตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนกับ หลังเรียน พบว่านักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 27.14 และ คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 11.93 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 79.52 เมื่อเปรียบเทียบกันด้วยการทดสอบที แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample) ผลปรากฏว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


35 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ ร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน 2. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถม ศึกษปีที่ 3 เรื่อง เศษส่วน ที่ใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมุติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง เศษส่วน โดยใช้ กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลัง 5 ขั้นตอน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้อง จำนวน 53 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนหนองสำโรงวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


Click to View FlipBook Version