The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานวิชาการลำดับที่ 6 นายพีระพงษ์ รุ่งเรืองศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดมหาสารคามรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดกำแพงเพชร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kpp.nfe_Ebook, 2021-10-19 00:01:19

คู่มือพัฒนาการด้านทักษะการอ่านและการเรียนรู้ของแต่ละวัย

ผลงานวิชาการลำดับที่ 6 นายพีระพงษ์ รุ่งเรืองศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดมหาสารคามรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดกำแพงเพชร

Keywords: 2564

คมู่ อื พัฒนาการด้านทักษะการอ่านและการเรียนรู้ของแตล่ ะวัย
สานกั งาน กศน.จงั หวัดมหาสารคาม

พีระพงษ์ รุ่งเรอื งศิลป์
รองผูอ้ านวยการสานกั งาน กศน.จังหวดั มหาสารคาม

สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธิการ



คานา

การอํานของเด็กเป็นพัฒนาการที่ตํอเนื่องโดยเร่ิมต๎นตั้งแตํปฐมวัย การเตรียมความพร๎อมทักษะ
ดา๎ นการอํานจึงเปน็ ส่ิงจาเป็นท่ีพอํ แมผํ เ๎ู ลี้ยงดจู ะตอ๎ งฝึกทักษะเฉพาะบางอยาํ งตัง้ แตชํ วํ งปฐมวัยกํอนที่เด็กจะเข๎า
เรยี นในชั้นอนุบาล โดยเดก็ ควรมีประสบการณ๑ในการอาํ นผาํ นเรอ่ื งราวประสบ การณ๑ตําง ๆ ที่เด็กสนใจ ท้ังการ
อํานภาพจากหนังสอื นิทาน อํานเครื่องหมายและอํานสัญลักษณ๑ เม่ือเด็กอยํูในวัยอนุบาลเด็กวัยน้ีจะซึมซับและ
เรียนรสู๎ ิ่งตาํ ง ๆ ท่ีอยูํรอบตัวไดง๎ าํ ยและรวดเร็ว คุณครูควรปลูกฝังและสํงเสริมให๎เด็กรักการอํานอยํางสม่าเสมอ
จะชํวยให๎เด็กเกิดความคุ๎นเคยและเคยชินกับการอํานหนังสือจนพัฒนาเป็นนิสัยรักการอําน ซึ่งจะชํวยพัฒนา
ทกั ษะทางภาษา สํงเสริมทักษะการฟงั กระตุ๎นจนิ ตนาการและความคิดรวบยอด เป็นการพัฒนาศักยภาพสมอง
เด็กปฐมวัยผํานการอําน นอกจากน้ี การอํานยังมีสํวนชํวยในการสํงเสริมพัฒนาการทางด๎านอารมณ๑และจิตใจ
อีกด๎วย เด็กที่อํานหนังสือได๎ปกติจะมีการทางานเช่ือมโยงกันของสมองสํวนที่ทาหน๎าที่เก่ียวกับสัญลักษณ๑และ
สมองสวํ นท่ที าหนา๎ ท่เี กีย่ วกบั ภาษา องคป๑ ระกอบพน้ื ฐานหลกั ทที่ าให๎เด็กอํานหนังสอื ถูกต๎อง

สานักงาน กศน.จังหวัดมหาสารคาม จึงได๎จัดทา “คูํมือพัฒนาการด๎านทักษะการอํานและการ
เรียนรู๎แตํละวัย” ขึ้น เพื่อใช๎เป็นแนวทางให๎ผ๎ูจัดกิจกรรมสํงเสริมการอําน หรือผ๎ูท่ีทาหน๎าท่ีรับผิดชอบงาน
ห๎องสมุดของสถานศึกษาในสังกัด และผู๎ที่สนใจ สามารถนาความร๎ูไปปรับใช๎ได๎ตามวัตถุประสงค๑ของการจัด
กิจกรรมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได๎อยํางมปี ระสทิ ธิภาพ

พีระพงษ๑ รุงํ เรอื งศลิ ป์
รองผูอ๎ านวยการสานักงาน กศน.จังหวดั มหาสารคาม

2563

ข หนา้
1
สารบัญ 4
6
เรอ่ื ง 8
พัฒนาการดา๎ นทกั ษะการอาํ นและการเรยี นร๎แู ตํละวยั 11
ผลกระทบของสื่อที่สํงผลตอํ เด็กในวยั เรยี น 13
ประเดน็ ปญั หา และ แนวทางการแกไ๎ ขผลกระทบของส่ือตอํ เด็กในวัยเรียน 14
หลกั การในการสํงเสรมิ พัฒนาวัยรุํน 16
การศกึ ษาตลอดชีวิต 28
องคป๑ ระกอบของการศึกษาตลอดชวี ติ
แนวความคดิ เก่ียวกับการศึกษาตลอดชีวิต
ของเลนํ เสริมพฒั นาการสาหรับเด็กแตลํ ะชํวงวัย
คณะผจู๎ ัดทา

1

พัฒนาการดา้ นทักษะการอ่านและการเรียนรแู้ ต่ละวัย
การอํานของเด็กเป็นพัฒนาการท่ีตํอเน่ืองโดยเร่ิมต๎นตั้งแตํปฐมวัย การเตรียมความพร๎อมทักษะด๎าน
การอํานจึงเป็นสิ่งจาเป็นที่พํอแมํผู๎เลี้ยงดูจะต๎องฝึกทักษะเฉพาะบางอยํางต้ังแตํชํวงปฐมวัยกํอนท่ีเด็กจะเข๎า

เรยี นในชั้นอนบุ าล โดยเด็กควรมีประสบการณ๑ในการอาํ นผาํ นเรอ่ื งราวประสบ การณ๑ตาํ ง ๆ ที่เด็กสนใจ ทั้งการ 2
อาํ นภาพจากหนังสือนิทาน อํานเครื่องหมายและอํานสัญลักษณ๑ เมื่อเด็กอยูํในวัยอนุบาลเด็กวัยนี้จะซึมซับและ
เรยี นรสู๎ งิ่ ตาํ ง ๆ ที่อยํูรอบตัวได๎งาํ ยและรวดเรว็ คุณครูควรปลูกฝังและสํงเสริมให๎เด็กรักการอํานอยํางสม่าเสมอ
จะชํวยให๎เด็กเกิดความค๎ุนเคยและเคยชินกับการอํานหนังสือจนพัฒนาเป็นนิสัยรักการอําน ซึ่งจะชํวยพัฒนา
ทักษะทางภาษา สํงเสรมิ ทกั ษะการฟัง กระตุน๎ จินตนาการและความคิดรวบยอด เป็นการพัฒนาศักยภาพสมอง
เด็กปฐมวัยผํานการอําน นอกจากน้ี การอํานยังมีสํวนชํวยในการสํงเสริมพัฒนาการทางด๎านอารมณ๑และจิตใจ
อีกด๎วย เด็กที่อํานหนังสือได๎ปกติจะมีการทางานเชื่อมโยงกันของสมองสํวนท่ีทาหน๎าที่เกี่ยวกับสัญลักษณ๑และ
สมองสวํ นทีท่ าหน๎าท่เี กี่ยวกบั ภาษา องค๑ประกอบพ้ืนฐานหลักท่ีทาให๎เด็กอํานหนังสือถูกต๎อง ได๎แกํ การท่ีเด็กมี
จานวนคาศัพท๑มากในสมอง รู๎จักเสียงในภาษาสิ่งแวดล๎อมของเด็กและการท่ีเด็กร๎ูจักตัวอักษรและสัญลักษณ๑
จากงานวิจัยพบวํา ถ๎าให๎เด็กเรียนรู๎ภาษาจากพํอแมํหรือครูโดยตรง เด็กจะเช่ือมโยงความหมายของเสียงกับ
ภาพคาศัพทไ๑ ดด๎ ีกวําเดก็ ทเี่ รยี นจากเทปหรือวดิ โี อ

นอกจากนี้ พํอแมํหรือผู๎เลี้ยงดูถือวําเป็นผู๎เปิดโลกการเรียนร๎ูของเด็ก ดังนั้น จะต๎องมีความรู๎ความ
เข๎าใจในการปลูกฝังการรักการอํานอยํางถูกต๎องและเหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยผํานการทากิจกรรมตําง ๆ
รํวมกัน เชํน การทากิจวัตรประจาวัน การเลํน การพูดคุย เพราะเด็กเรียนรู๎จากการเลํน กิจกรรมเหลํานี้จะ
สํงเสริมให๎เด็กมีจานวนคาศัพท๑มากในสมอง รู๎จักเสียงในภาษาส่ิงแวดล๎อม เป็นการพัฒนาทักษะพื้นฐานด๎าน
การอําน ซง่ึ จะชวํ ยใหเ๎ ด็กมีความสามารถในการอํานหนังสือ มีการเรียนรู๎ที่ดีขึ้นเมื่อเข๎าสํูโรงเรียน ดังน้ัน พํอแมํ
ควรเปิดโอกาสให๎ลูกได๎รับประสบ การณ๑ทางภาษา รวมทั้งสร๎างความม่ันใจและให๎กาลังใจลูก (กรมสุขภาพจิต
ISSN 0125-6475 ฉบบั ท่ี 249 เดือนกนั ยายน 2557)

วยั เดก็ อายุ 3 – 6 ปี

เด็กวยั อายุ 3-6 ปี มชี ํวงความสนใจประมาณ 15 -20 นาที ซึ่งเปน็ ชวํ งทนี่ อ๎ ยมากการจัดกิจกรรมให๎
เดก็ ได๎แสดงออกไมํควรให๎นานเกนิ 20 นาที อยาํ งเชํนการใหเ๎ ด็กแสดงละคร การแสดงละครเปน็ การแสดงออก
ของเด็กซง่ึ เด็กในวยั นชี้ อบแสดงจากนิทาน จินตนาการ เพลง บทกลอนและประสบการณ๑ เด็กยังไมํมีความ
สามารถในดา๎ นการหาเหตุผลอยาํ งลึกซึ้ง ดังนน้ั ตัวละครตาํ งๆ ทมี่ บี ทบาทต๎องใหช๎ ดั เจน การแสดงออกในวัยนี้
จะเปน็ การแสดงออกโดยการให๎เด็กไดเ๎ คลอื่ นไหวทางราํ งกาย และเดก็ สามารถจบั จงั หวะดนตรีงาํ ยๆ และ
แสดงออกตามจงั หวะได๎ การทาให๎เดก็ ไดแ๎ สดงออกในลักษณะของรปู แบบหรือทําทางตามตัวอยาํ งเป็นสิ่งท่ีเด็ก
ทาไดย๎ าก ดังนั้นการให๎เด็กได๎แสดงออกจึงควรปลํอยใหเ๎ ด็กมีอสิ ระท่จี ะทาทาํ ใดก็ได๎ตามจินตนาการของเด็กเอง
สงิ่ ทเี่ ด็กทาได๎จะเปน็ ประสบการณง๑ าํ ยๆ ทีอ่ ยํูรอบตวั เดก็ อยาํ งเชํนความสามารถในการทาทําทางเลียน แบบทํา
เดนิ ของสัตว๑ เสียงร๎องของสัตว๑ สง่ิ ท่สี าคญั ในเร่อื งดงั กลําวอยูทํ ี่การเรม่ิ ต๎นสร๎างความรส๎ู ึกทด่ี แี กเํ ด็ก

พฒั นาการเดก็ วัย 6-12 ปี และผลกระทบของส่อื ที่สง่ ผลตอ่ เดก็ ในวัยเรียน

พฒั นาการเดก็ วัย 6-12 ปี และผลกระทบของสื่อ

เด็กวัยเรียนนี้เป็นวัยแหํงการเตรียมพร๎อมทั้งด๎านรํางกาย อารมณ๑ สังคมและสติปัญญา ถ๎าเด็กได๎รับ 3
ส่ิงแวดล๎อมที่ชํวยสํงเสริมพัฒนาการของเด็กทุก ๆ ด๎าน เด็กก็จะสามารถปรับตัวให๎เข๎ากับประสบการณ๑ใหมํ
หรือสิ่งแวดล๎อมใหมไํ ดอ๎ ยํางราบร่นื เด็กในวยั น้ีจะมีการเรียนรเ๎ู พ่มิ ขึ้น เนอ่ื งจากเป็นวยั ที่เข๎าโรงเรียน เด็กจะเริ่ม
เรียนร๎ูในสิ่งท่ีอยใูํ กล๎ตวั กอํ นแล๎วจงึ คอํ ยเป็นประสบการณ๑ไปหาสิ่งแวดล๎อมท่ีอยํูไกลตัวออกไป สาหรับเด็กท่ีเริ่ม
เข๎าเรียน จะสามารถเรียนร๎ูได๎ดี ถ๎าทางโรงเรียนได๎จัดส่ิงแวดล๎อมโดยปลํอยให๎เด็กได๎มีการเคล่ือนไหว และเข๎า
รํวมในกิจกรรมตําง ๆอยํูเสมอ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มหรือเสริมพัฒนาการทางปัญญาของเด็กเป็นอยํางมาก
เนอื่ งจากส่งิ ตําง ๆ จะเปน็ สงิ่ ท่ีชํวยหรอื กํอใหเ๎ กดิ ความอยากร๎อู ยากเหน็ อยากทดลอง ค๎นคว๎าสิ่งเหลํานี้ของเด็ก
ได๎แกํ ภาพยนตร๑ โทรทัศน๑ ภาพการ๑ตูน สิ่งดังกลําวนี้มี อิทธิพลอยํางมากตํอการพัฒนาการของเด็กในด๎าน
อารมณ๑ ภาษาและสติปญั ญา เดก็ วัยเรียนน้ีวุฒิภาวะทุกด๎านกาลังงอกงามเกือบเต็มท่ี ทาให๎เด็กมีความสามารถ
เพ่ิมข้ึนอีกหลายด๎าน เป็นเพราะเด็กได๎เรียนรู๎กว๎างขวางข้ึนในชํวงนี้ ทาให๎เด็กสามารถที่จะคิดและแก๎ปัญหา
ตําง ๆ ด๎วยตวั ของตวั เอง

เดก็ ในวยั น้ีจะเริ่มเรยี นรูโ๎ ลกกว๎างมากขึ้น ชอบความตื่นเต๎น พึงพอใจในส่ิงแปลกใหมํ จะหันเหไปสูํการ
เรียนร๎ูสิ่งตํางๆ จากส่ิงแวดล๎อมนอกบ๎าน เชํน เรียนร๎ูเกี่ยวกับเพ่ือน ครู การเรียน การเลํนกับเพื่อน (Freud :
Psychoanalytic Theory, Latency stage) เด็กจะใฝุเรียนร๎ูและพยายามกระทาส่ิงตํางๆเพ่ือให๎เห็นวําเขา
สามารถทาได๎หรือประสบความสาเร็จ อยากให๎ผ๎ูอื่นยอมรับในความสามารถของตนเอง (Erikson : ทฤษฎีจิต
สงั คม ขั้นท่ี 4) ดังนั้น พํอแมคํ วรชํวยใหเ๎ ด็กได๎เกิดความร๎ูสึกวําเขามีดี มีความสามารถ โดยการสนับสนุนให๎เด็ก
ได๎ทาในสิ่งที่เขาชอบอยํางสุดความสามารถ หาจุดดี-จุดเดํนของตัวเด็กเพ่ือชมเชย เป็นการบํมเพาะความร๎ูสึก
ขยันหมน่ั เพียรใหเ๎ กิดขนึ้ เพราะความสามารถจรงิ ของเดก็ ที่ปฏิบตั ิได๎นั้น ยังต๎องได๎รับการสํงเสริมและชํวยเหลือ
จากผู๎ใหญํและสังคมในการชํวยให๎เด็กมีศักยภาพสูงสุดที่เป็นไปได๎ (Vygotsky : Cultural-Historical Theory,
Zone of Proximal Development) แตํถา๎ ไมํได๎รับการสํงเสรมิ หรอื ได๎รับการสํงเสริมที่มากเกินความสามารถ
ของเดก็ เด็กจะรสู๎ กึ วําตัวเองดอ๎ ยคาํ ไมมํ ีความสามารถ

พํอแมํควรทาความเข๎าใจวําเด็กในวัยน้ีมีความร๎ูความเข๎าใจในส่ิงตํางๆรอบตัวมากข้ึน สามารถคิดหา
เหตุผล แก๎ปัญหาอยํางเป็นระบบ และสามารถเข๎าใจกฎเกณฑ๑ตํางๆได๎ก็จริง แตํก็มีข๎อจากัดวําความรู๎ความ
เข๎าใจเหลํานี้ก็จะต๎องอยํูในรูปธรรม เชํน การสอนให๎เด็กทาความดี (นามธรรม) พํอแมํจะต๎องยกตัวอยํางให๎อยูํ

ในรูปของพฤติกรรมทีเ่ ด็กสามารถปฏิบตั ิได๎ เชนํ การตัง้ ใจเรยี น เช่อื ฟังคาส่ังสอนของผู๎ใหญํ เป็นการทาความดี 4
(Piaget : Constructivist Theory, Concrete operational stage)

ทกั ษะการเรยี นร๎ูของเด็กวัยน้ีจะเป็นลกั ษณะการใชก๎ ล๎ามเน้ือมัดเล็ก คอื การประสานกันระหวํางมือกับ
สายตา เชํน การตํอบล็อก การเขียนหนังสือ จะเห็นได๎วําเด็กวัยนี้เป็นวัยท่ีมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล๎อมจาก
บ๎านสํูโรงเรียน ดังนั้น ทักษะการเข๎าสังคมในกลุํมเพื่อน และทักษะทางภาษาเป็นเรื่องท่ีสาคัญเป็นอยํางยิ่ง
กระบวนการพฒั นาตาํ งๆจะเปน็ ในลักษณะของกระบวนการทางสังคมเข๎ามาหลํอหลอมในตัวเด็ก เพราะวัยเด็ก
ตอนปลายไมํต๎องการเลํนตามลาพังท่ีบ๎านหรือทาส่ิงตํางๆรํวมกับสมาชิกของครอบครัวอีกตํอไป เพ่ือนจึงเป็น
บุคคลอนั ดับแรกๆทเี่ ด็กจะเลอื กปฏบิ ัติตาม ท้ังด๎านการแตํงกาย ความคิด และพฤติกรรม เมื่อเกิดความขัดแย๎ง
ข้ึนระหวํางพํอแมํกับเพ่ือนเด็กมักจะทาตามและให๎ความสาคัญกับกลุํมเพื่อนมากกวํา ซ่ึงทาให๎เด็กเกิดการ
เรียนร๎ูทักษะการเข๎าสังคมหลายอยํางท่ีเป็นประโยชน๑ เชํน เด็กจะเรียนรู๎ถึงการยอมรับและมีความรับผิดชอบ
การมีน้าใจนกั กีฬา และการมีพฤตกิ รรมที่สังคมยอมรับ เพอ่ื เปน็ รากฐานในการเป็นสมาชิกทด่ี ขี องสงั คมตํอไป

จากท่ีกลําวมาข๎างต๎น จะสามารถเห็นได๎วํา ชํวงอายุของเด็กในวัยเรียน 6-12 ปีนั้น ถือเป็นชํวงสาคัญ
ของเด็กในการเรียนรู๎ทักษะชีวิต และพัฒนาการตํางๆทางด๎านสติปัญญา (higher cognitive functions) เป็น
ชํวงท่ีการทางานของสมองมีการพัฒนาอยํางรวดเร็วและเต็มที่ ดังน้ันธรรมชาติและพฤติกรรมการเรียนร๎ูของ
เดก็ ในชวํ งวัยเรียนจงึ มีการเปลยี่ นแปลงและแสดงให๎เห็นถึงการเจริญเติบโตที่คํอนข๎างเดํนชัดในแตํละขวบปี ซ่ึง
สามารถสรุปได๎ดังตอํ ไปนี้

อายุ 6 ปี
เดก็ วยั นส้ี ามารถมองเหน็ ความแตกตํางระหวาํ งสง่ิ ของได๎ เชํน ความแตกตํางของลวดลายตําง ๆ เข๎าใจ

ความหมายของหนา๎ -หลังและบน-ลาํ งของตัวเด็ก แตํไมํเข๎าใจระยะใกลห๎ รอื ไกลของสถานที่ เดก็ วัยนยี้ ังคิดถึงแตํ
เรือ่ งปัจจบุ ัน คิดถงึ แตํเรื่องที่ตนเองพวั พันอยํูด๎วย มีสมาธิจดจอํ กับกจิ กรรมคํอนข๎างสน้ั สนใจการกระทา
กิจกรรมตาํ ง ๆ แตจํ ะไมํสนใจความสาเร็จของกิจกรรมนัน้ ๆ เดก็ จะกระตือรือร๎นทางานท่ีตนเองสนใจ แตํเมื่อ
หมดความสนใจจะเลิกทาทนั ที โดยไมสํ นใจวาํ งานนั้นจะสาเรจ็ หรอื ไมํ

อายุ 7 ปี
เดก็ วยั นจ้ี ะมีความอยากรูอ๎ ยากเห็น สามารถจาเหตุการณท๑ ี่ผํานมาได๎ มีความสนใจท่จี ะทาส่งิ ตําง ๆ

และจะพยายามทาให๎สาเรจ็ รูจ๎ กั ชอบหรอื ไมชํ อบสง่ิ นัน้ สิ่งน้ี มีสมาธจิ ดจํอกบั กิจกรรมยังคํอนข๎างสัน้ จะสนใจ
สง่ิ ตํางๆทลี ะอยําง ดังนนั้ ถ๎ามีงานหลายอยาํ งให๎เด็กทา ควรจะแบํงหรือกาหนดให๎เปน็ สํวน ๆ ไมํควรใหพ๎ ร๎อม
กันทีเดยี ว เพราะจะทาให๎เด็กเบื่อ

อายุ 8 ปี
เดก็ วัยนจี้ ะมีความอยากรอ๎ู ยากเหน็ สนใจซกั ถามมากขึ้น ชอบทาสิ่งใหมํ ๆ ทตี่ นไมเํ คยทามากอํ น มี

สมาธิจดจอํ กบั กิจกรรมนานขึ้น มคี วามสนใจทจี่ ะทางานให๎สาเร็จ มีความพิถพี ิถนั และรบั ฟังคาแนะนาในการ

ทางานมากขนึ้ สามารถเข๎าใจคาช้แี จงงําย ๆ มคี วามสนใจในการเลํนตําง ๆ สามารถแสดงละครงาํ ย ๆ ได๎ สนใจ
การวาดภาพ ดูภาพยนตร๑ โทรทัศน๑ การ๑ตนู ฟังวิทยุ และชอบนทิ าน สนใจในการสะสมส่ิงของ
อายุ 9 ปี

เด็กวัยนเี้ ป็นวัยทีร่ ๎ูจกั ใช๎เหตผุ ล สามารถตอบคาถามอยาํ งมเี หตผุ ล มคี วามรูใ๎ นด๎านภาษา และความรู๎
รอบตัวกวา๎ งข้นึ ชอบอาํ นหนงั สอื ทกี่ ลาํ วถงึ ข๎อเท็จจริง สามารถแกป๎ ัญหาและร๎จู ักหาเหตุผลโดยอาศยั การ
สงั เกต ในวยั นีต้ ๎องการอสิ รภาพเพิ่มขึ้น สนใจทจี่ ะสะสมสงิ่ ของ และจะเลยี นแบบการกระทาตําง ๆ ของคนอ่ืน
อายุ 10 ปี

วัยนีเ้ ปน็ วยั ทีส่ มองกาลังพฒั นาเตม็ ท่ี การเรยี น การหาเหตผุ ล ความคดิ และการแก๎ปัญหาดีขึ้น สามารถ
ตดั สินใจดว๎ ยตนเอง และมีการไตรํตรองกอํ นตัดสินใจ ไมํทาอยํางหุนหนั พลนั แลนํ มคี วามคดิ ริเริ่ม เด็กชายชอบ
เรียนดาราศาสตร๑ วทิ ยาศาสตร๑ เดก็ หญงิ จะสนใจเกย่ี วกบั การเรือน การสร๎างมโนภาพเก่ียวกบั เวลา แมํนยาและ
กว๎างขวางขนึ้ ทาให๎สามารถศึกษาประวัตศิ าสตร๑สาคัญ วนั เดอื นปี ได๎ สามารถเข๎าใจสิ่งตําง ๆได๎อยาํ งรวดเร็ว
อายุ 11-12 ปี

เด็กวัยนี้จะมีเพ่ือนวยั เดียวกัน มีการเลํนเป็นกลํุม บางคนจะเริ่มแสดงความสนใจในเพศตรงข๎าม สนใจ
กีฬาที่เลนํ เป็นทีม กจิ กรรมกลางแจ๎ง สัตว๑เล้ียง งานอดิเรก หนังสือ การ๑ตูน จะมีลักษณะเป็นคนท่ีเปลี่ยนแปลง
ได๎งําย ๆ อาจกลายเป็นคนเจ๎าอารมณ๑ และชอบการวิพากษ๑วิจารณ๑ จะเห็นวําความคิดเห็นของกลุํมเพ่ือนมี
ความสาคัญมากกวําความคิดเห็นของผู๎ใหญํ และจะมีความกังวล เร่ิมเอาใจใสํการเปล่ียนแปลงของ
รํางกาย ต๎องการใหผ๎ ู๎อื่นเขา๎ ใจและยอมรบั ในการเปลี่ยนแปลงของตนดว๎ ย
ผลกระทบของสื่อทสี่ ่งผลต่อเดก็ ในวยั เรียน

5

ในยุคปัจจุบันการเรียนรู๎ของเด็กได๎มีการเปิดกว๎างข้ึน และเข๎าถึงได๎งํายกวําเม่ือกํอน เน่ืองจาก
วิวัฒนาการทางด๎านเทคโนโลยีและสารสนเทศ รวมไปถึงชนิดของส่ือ เคร่ืองมือ และอุปกรณ๑ multimedia

ตาํ งๆมกี ารพฒั นารปู แบบใหมํๆออกมา เพื่อเออ้ื ตํอการเรียนรู๎ และใชป๎ ระโยชน๑ อยํางไรก็ตามสื่อนับวําเป็นเพียง 6
ชํองทาง หรือ เครื่องมือในการส่ือสารเทํานั้น สํวนท่ีสาคัญคือเน้ือหา และ การนาเสนอของสื่อสาระท่ีเป็น
ตวั ชวี้ ัดความเหมาะในการรับสื่อ เนอ่ื งจากเดก็ ในวัยน้ียังไมํมีวุฒิภาวะ และ การไตรํตรองที่รอบคอบเพียงพอตํอ
การเลือกรับ หรือ เสพสื่อ ดังน้ันผลกระทบของส่ือจึงเป็นเหมือนดาสองคม ซ่ึงสามารถสํงให๎เกิดทั้งผลดีท่ีเป็น
ประโยชน๑ และ ผลเสียทีก่ ํอใหเ๎ กิดโทษตอํ เดก็ ในวัยเรียนไดเ๎ ชํนกนั

ผลกระทบของส่ือตอ่ พัฒนาการดา้ นมิติสมั พนั ธ์
รปู แบบของอุปกรณ๑ multimedia ตาํ งๆในปัจจบุ ันถูกออกแบบให๎มกี ารประสาทสัมผัสตาํ งๆพร๎อมกัน

ไมํวําจะเป็นคอมพวิ เตอร๑ วดี ีโอเกมใหมํๆท่ชี ํวยฝึกทักษะการเชอื่ งโยงของการใชป๎ ระสาทสัมผัส และ การ
เคลื่อนไหวให๎กับเดก็ ได๎ เชํน เกมเตน๎ เกมเครื่องดนตรใี นแบบตาํ งๆ (กลอง กตี า๎ ร๑ คยี ๑บอร๑ด) ซ่ึงการเลนํ เกม
ประเภทน้ีเอื้อให๎เกดิ พัฒนาการดา๎ นมติ สิ ัมพันธ๑ และถือวําเป็นกิจกรรมท่ีใช๎เพื่อความบันเทิง ผอํ นคลายสาหรับ
เด็กได๎

ผลกระทบของสื่อตอ่ พัฒนาการดา้ นสงั คม และ ปฏิสัมพนั ธ์
ในปัจจุบันการส่ือสารติดตํอ หรือ ทาความร๎ูจักผําน social networking ตํางๆ สามารถชํวย

พฒั นาการด๎านสังคม และปฏิสมั พันธ๑ได๎ในระดับหนึ่งถ๎ามีการใช๎อยํางเหมาะสม ด๎วยสังคมในโลก cyber ที่เปิด
กว๎างและคํอนข๎างไร๎ข๎อจากัดสามารถเป็นประโยชน๑ในการเรียนร๎ูสังคมตํางวัฒนธรรมได๎ รวมไปถึง
community ตํางๆท่ีมีการทากิจกรรมสร๎างสรรค๑และเกิดประโยชน๑ตํอการใช๎เวลาวํางเชํน web 2.0 ที่เป็น
interactive website สามารถเป็นชํองทางหนึ่งในการสร๎างแรงจูงใจให๎เด็กได๎แสดงออกด๎านความนึกคิด และ
ความสามารถ

ผลกระทบของสื่อต่อการเรียนร้ดู า้ นภาษา
สื่อ multimedia ในรูปแบบตํางๆสามารถเอ้ือตํอพัฒนาการทางด๎านภาษาให๎กับเด็กในวัยเรียนได๎

หลากหลายวิธี
 การดูหนัง soundtrack ที่สามารถเลือก subtitle ภาษาตํางๆได๎ สามารถชํวยฝึกทักษะด๎านการอําน
และความรด๎ู า๎ นคาศัพท๑ การสนทนา
 การฟังเพลงภาษาตาํ งชาติ สามารถชํวยการเรยี นด๎านประสาทการฟังและสร๎างความค๎ุนเคยในการออก
เสียง
 การเลํนเกมภาษา สามารถฝึกทักษะความเข๎าใจในการส่ือสารผํานการสังเกต และการตอบสนองของ
ตวั คาแรกเตอรใ๑ นเกมส๑ โดยบางครงั้ อาจเริ่มจากการไมรํ ๎ูภาษานน้ั ๆเลยก็ได๎

ผลกระทบของส่ือตอ่ การเรียนร้เู ชงิ พฤติกรรม

สื่อ นบั วาํ เป็นการนาเสนอของโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) เน่อื งจากเดก็ ในวยั เรยี นมคี วามอยากร๎ู 7
อยากเห็น และยังมีวุฒิภาวะในการเลือกรับ และไตรํตรองไมํเพียงพออาจสํงผลกระทบให๎เกิดพฤติกรรมที่ไมํ
เหมาะสมได๎ โดยการเรียนร๎ูพฤติกรรมสาคัญตําง ๆ ทั้งท่ีเสริมสร๎างสังคม (Prosocial Behavior) และ
พฤติกรรมที่เป็นภัยตํอสังคม (Antisocial Behavior) ได๎เน๎นความสาคัญของการเรียนรู๎แบบการสังเกตหรือ
เลียนแบบจากตัวแบบ ซ่ึงอาจจะเป็นได๎ทั้งตัวบุคคลจริง ๆ เชํน ครู เพื่อน หรือจากภาพยนตร๑โทรทัศน๑ การ๑ตูน
หรือจากการอํานจากหนังสือได๎ การเรียนรู๎โดยการสังเกตประกอบด๎วย 2 ขั้น คือ ข้ันการรับมาซ่ึงการเรียนรู๎
เป็นกระบวนการทางพุทธิปัญญา และขน้ั การกระทา ตัวแบบที่มีอิทธิพลตํอพฤติกรรมของบุคคลมีทั้งตัวแบบใน
ชีวิตจริงและตัวแบบท่ี เป็นสัญลักษณ๑ เพราะฉะนั้นพฤติกรรมของผ๎ูใหญํในครอบครัว โรงเรียน สถาบัน
การศึกษา และผ๎ูนาในสังคมประเทศชาติและศิลปิน ดารา บุคคลสาธารณะ ยิ่งต๎องตระหนักในการแสดง
พฤติกรรมตาํ ง ๆ เพราะยอํ มมผี ลตํอพฤตกิ รรมของเยาวชนในสงั คมน้ัน ๆ

ผลกระทบของสื่อต่อการเรยี นร้เู ชงิ วิชาการ
สื่อเป็นชํองทางในการเรยี นรูท๎ เ่ี ปิดกว๎างและเข๎าถึงได๎งํายที่สุด เชํน สอ่ื โทรทัศนเ๑ ปน็ ชํองทางใหเ๎ ดก็

เขา๎ ถึงและตดิ ตามขําวสารทเี่ ป็นความร๎รู อบตัว หรอื อนิ เตอร๑เป็นชํองทางในการคน๎ ควา๎ ความรู๎ และวิชาการ
ตํางๆ ในปจั จบุ นั ท่ที ักษะด๎านการใชเ๎ ครอ่ื งมือคอมพิวเตอร๑ของเดก็ ในวยั นมี้ กี ารพัฒนารวดเรว็ และสงู ขึน้ การ
เรยี น-การสอนผํานอนิ เตอร๑เน็ต (e-learning) สามารถเปน็ ประโยชนต๑ อํ เดก็ ได๎ โดยเฉพาะในกรณที ี่เด็กมคี วาม
บกพรํอง หรอื ขอ๎ จากดั ทางรํางกายท่ลี าบากตํอการเดนิ ทาง การใช๎สื่อทางอนิ เตอร๑เน็ตเป็นชํองทางด๎านการ
เรยี นชํวยในการลดข๎อจากัดของระยะทาง และเวลาในการเรยี นได๎ รวมไปถึงเนือ้ หาสาระดา๎ นวชิ าการทเี่ ดก็
สามารถคน๎ หาได๎มากมายโดยไมตํ ๎องไปเรียนพิเศษ ซึ่งถอื วําเป็นการประหยดั คาํ ใช๎จํายได๎อีกดว๎ ย

ประเดน็ ปญั หา และ แนวทางการแก้ไขผลกระทบของส่ือตอ่ เด็กในวยั เรียน
ด๎วยสภาวะทางด๎านเศรษฐกิจ และ สังคมในปัจจุบันท่ีมีความกดดัน และการแขํงขันสูง ทาให๎พํอ-แมํ

ผ๎ูปกครองไมํสามารถมีเวลาใกล๎ชิดดูแลเด็กได๎เทําที่ควร อีกท้ังวิวัฒนาการทางด๎านเทคโนโลยีการส่ือสารที่
กา๎ วหน๎าอยํางรวดเร็ว ทาให๎เกิดสื่อประเภทตํางๆมากมาย และสามารถเข๎าถึงได๎งํายในปัจจุบัน จึงทาให๎ส่ือเข๎า
มามีบทบาทและถือได๎วําเป็นชํองทางการเรียนรู๎ท่ีมีอิทธิพลอยํางมากตํอเด็ก ไมํวําจะเป็นสื่อสารมวลชน เชํน
โทรทัศน๑ วิทยุ ส่ือส่ิงพิมพ๑ตํางๆ เชํน นิตยสาร หรือแม๎กระท่ังสื่อเชิงกิจกรรม เชํน เกมส๑ อินเตอร๑เน็ต เว็ปไซด๑
ประเภท social networking ตํางๆ (hi5, facebook, bimbo, etc) สังเกตได๎วําเด็กและเยาวชนในยุคนี้ใช๎
เวลากับส่ือตํางๆเหลําน้ีมากกวําอยูํกับพํอ-แมํด๎วยซ้า และด๎วยประเภท และ ความหลากหลายของส่ือตํางๆ
เหลํานี้ ทาใหก๎ ารรู๎เทาํ ทันสือ่ ของเดก็ หรือแม๎แตํของผ๎ูปกครองเองไมํเพียงพอ เม่ือเด็กในวัยน้ียังขาดวุฒิภาวะใน
การเลือกรบั ส่อื บวกกับการขาดความรู๎ ความเข๎าใจของพํอ-แมํตํอผลกระทบของส่ือ จึงกํอให๎เกิดความเส่ียงใน
การรับร๎ู หรือเสพสื่อของเด็กในทางท่ีไมํถูกต๎อง ไมํความเหมาะสมสาหรับการเรียนรู๎เพ่ือประโยชน๑เชิง
พฒั นาการของเด็กไดง๎ ําย

ปัญหาตํางๆท่ีเกี่ยวกับผลกระทบด๎านลบของสื่อตํอเด็กนับวําเป็นประเด็นสาคัญในปัจจุบัน โดยเฉพาะ
ปัญหาของเด็ก และ พฤติกรรมติดเกมส๑ท่ีเป็นขําวเกิดข้ึนมากมาย โดยสํวนมากการตีแผํขําวสารของ

ส่ือสารมวลชนมักมุํงเน๎นประเด็นปัญหาไปท่ีตัวเด็ก และ สื่อ จนทาให๎เกิดทัศนคติในแงํลบตํอส่ือประเภทๆ
แท๎จริงแล๎ว เทคโนโลยี และส่ือตํางๆโดยสํวนมากล๎วนสร๎างขึ้นเพ่ือเป็นประโยชน๑ตํอผ๎ูรับ ผลท่ีเกิดข้ึนจาก
ผลกระทบของส่ือตํอเด็ก สํวนใหญํมักเกิดข้ึนจากพฤติกรรมในการเสพส่ือของเด็ก หรือส่ือสาระท่ีไมํเหมาะสม
จากส่อื มากกวาํ ท่จี ะเปน็ ประเภทของสือ่ นน้ั ๆ จริงๆแลว๎ สอ่ื มปี ระโยชน๑ตํางๆมากมายตํอการเรียนรู๎ของเด็กในวัย
เรียน สื่อเป็นเพียงสิ่งเร๎าให๎เด็กเกิดพฤติกรรมตอบสนองเทํานั้น ซ่ึงอาจเป็นทั้งผลดี และ ผลเสียยํอมขึ้นอยํูกับ
การเลอื กรบั และ เลอื กใชส๎ อื่ อยาํ งถูกต๎องเหมาะสม ดังน้นั การวเิ คราะห๑ถึงผลกระทบของสื่อจึงควรให๎ความรู๎ท้ัง
ในแงบํ วก และ แงํลบ โดยระบถุ ึงเงื่อนไข และ วิธีการเลือกรับ หรือ นาส่ือไปใชใ๎ นทางที่เอ้ือประโยชน๑ พร๎อมท้ัง
คาแนะนา หรือ คาเตือนในกรณที อี่ าจเกดิ โทษข้ึน

สาหรบั การควบคมุ และสรา๎ งสรรคส๑ อ่ื เชิงนโยบายภาครัฐนั้น สามารถเห็นได๎จากการจัดเรตต้ิงสื่อ และ
สื่อสาระตํางๆ เชํน การจัดเรตต้ิงรายการโทรทัศน๑ ถึงความเหมาะสมในการรับชมตามวัยตํางๆ อยํางไรก็ตาม
ประโยชน๑ท่เี ดก็ จะไดร๎ บั จากมาตรการ และวิธีการเหลํานี้มากน๎อยแคํไหน ขึ้นอยูํกับความรํวมมือของผู๎ใหญํ พํอ
แมํ ผ๎ูปกครองเป็นสํวนสาคัญ เนื่องจากเด็กในวัยน้ีต๎องการคาแนะนา และการอบรมดูแลอยํางใกล๎ชิด แตํเม่ือ
ขาดสวํ นสาคัญในจดุ นีไ้ ป ปัญหาตํางๆที่เกิดข้นึ จากผลกระทบของสอ่ื ตํอเด็กก็ไมํสามารถได๎รับการปูองกัน แก๎ไข
ให๎เกดิ ผลทดี่ ี และถูกต๎องจริงๆเสียที ดังนั้นการลงโทษ หรือ ห๎ามไมํให๎เด็กใช๎ส่ือเด็ดขาด อาจเป็นการตัดโอกาส
ในการเรียนรู๎ของเด็กไปด๎วย เพราะฉะน้ันทางออกที่ดีท่ีสุด คือการให๎เวลาในการเอาใจใสํดูแลเด็กที่เพียงพอ
พํอ-แมํ ผ๎ูปกครองควรใช๎เวลาในการเรียนร๎ูไปกับเด็ก แม๎กระท่ังในกรณีท่ีเกิดปัญหาขึ้น การทาความเข๎าใจตํอ
ความตอ๎ งการของเด็ก และ การให๎เวลากับเดก็ ในการควบคุมพฤติกรรมกค็ วรทาอยํางคํอยเป็นคํอยไป พร๎อมกัน
นั้นก็ควรมีการสํงเสริมกิจกรรมด๎านการเรียนร๎ูวิธีอื่นให๎กับเด็ก ให๎เด็กได๎มีชํองทางในการใช๎เวลาวํางและให๎เกิด
ประโยชน๑ เพราะสุดท๎ายแล๎วปัญหาตํางๆจะไมํเกิดขึ้น หรือสามารถแก๎ไขได๎ถ๎าผ๎ูใหญํให๎การเอาใจใสํ และ
สนบั สนุนการเรยี นร๎ูที่ถูกต๎องให๎กับเด็กอยาํ งถกู วิธี

8

หลักการส่งเสริมพัฒนาวัยรุ่น (อายุ 12-18 ปี)
หลักการในการส่งเสรมิ พัฒนาวัยร่นุ

วัยรุํนเป็นวัยท่ีมีพลังแฝงในตัวมากมายและพร๎อมท่ีจะเรียนร๎ูสิ่ง ตํางๆในชีวิต สนใจส่ิงแวดล๎อมและ 9
อยากมีประสบการณ๑แปลกใหมํท่ีท๎าทายความสามารถ สมควรสํงเสริมให๎เรียนรู๎ในส่ิงที่ดี เหมาะสม เพิ่ม
ความสามารถในทุกๆด๎านไปพร๎อมกันมาตั้งแตํเล็ก พํอแมํสํวนใหญํมุํงเน๎นพัฒนาในด๎านการเรียนเป็นสํวนใหญํ
แตํความเป็นจริงพบวําวัยรุํนขาดการสํงเสริมในเรื่องการพัฒนาอารมณ๑และสังคม ขาดประสบการณ๑ชีวิตอยําง
มาก จนทาให๎การควบคุมอารมณ๑ตนเองได๎ยาก ผํอนคลายไมํเป็น ปรับตัวเข๎ากับคนอ่ืนๆได๎น๎อย กลัว ไมํกล๎า
แสดงออกตํอหน๎าผู๎อื่น รับผิดชอบตนเองได๎ลาบากติดการพึ่งพาผ๎ูใหญํ มองเหตุการณ๑ตํางๆในมุมแคบ ไมํ
รอบคอบ แตํการท่ีจะทาให๎วัยรํุนสนใจในกิจกรรมที่พํอแมํสรรหามาให๎นั้น เพ่ือท่ีจะพัฒนาเบี่ยงเบนพฤติกรรม
ไปในทางท่ีดแี ละเปน็ ประโยชน๑ตํอตัววัยรํนุ เองนน้ั จะทาอยาํ งไร

1. เข้าใจวัยรุ่น วัยนี้มีความเป็นสํวนตัวมากข้ึน พ่ึงผ๎ูใหญํน๎อยลง ติดเพ่ือน ฟังความเห็นของเพ่ือน
มากกวาํ พํอแมํ ถ๎าจะอยากใหล๎ ูกเขา๎ กิจกรรมอะไรก็ต๎องขยายโอกาสให๎เพ่ือนๆเขาด๎วย เรียกวําเรียนรู๎กันท้ังกลํุม
ไปเลย การกระตุน๎ ให๎วยั น้สี นใจ อยากร๎ูอยากเห็น ค๎นคว๎าหาข๎อมูลเพ่ิมเติมและอยากลองทาในสิ่งท่ีดีๆน้ันทาได๎
ไมํยากแตํพํอแมํ ต๎องเป็นแบบอยํางท่ีดีด๎วย การรํวมคิด รํวมวางแผน คิดหลายๆด๎านท้ังด๎านการเงิน การ
เดินทาง การเตรียมตัว จะชํวยให๎วัยรํุนมองได๎รอบดา๎ นข้นึ ย่ิงทาหรอื มปี ระสบการณ๑หลากหลายจะชํวยให๎วัยรํุน
เข๎าใจตนเอง ร๎ูวําตนเองชอบอะไร ไมํชอบอะไร ถนัดทางไหน ซึ่งจะเป็นสํวนหน่ึงในการค๎นหาเอกลักษณ๑ของ
ตนเอง

2. มองให้รอบด้าน เพราะชีวิตมีเร่ืองที่ต๎องเรียนรู๎และพัฒนาตนเองหลายด๎าน ท้ังด๎านกีฬา ดนตรี
ศิลปะ ภาษา ทักษะการพูด การเข๎าสังคม การเดินทาง การผจญภัย การชํวยเหลือผ๎ูอื่น การแก๎ปัญหาเฉพาะ
หน๎า การทากับข๎าว ทาขนม ซํอมส่ิงของ ใช๎คอมพิวเตอร๑ การปรับตัวเข๎ากับสถานการณ๑ใหมํ การควบคุม
อารมณ๑ การผํอนคลายตนเอง เป็นตน๎ อยําสํงเสรมิ แตํการเรยี นโดยใหเ๎ รียนพเิ ศษมากๆเพราะจะทาให๎วัยรํุนขาด
ประสบการณ๑ในดา๎ นอื่นไปอยํางนาํ เสียดาย

3. กิจกรรมหลากหลาย ที่เหมาะสม ท๎าทาย สนุก เชํน การเข๎าคํายผจญภัย คํายนักกีฬามือใหมํ คําย
YMCA YPDC ฝึกรอ๎ งเพลง วาดรูป วํายน้า เลํนสกี เรียนเทนนิส ทาขนม เย็บผ๎า เต๎นรา ราละคร เป็นต๎น สลับ
ไปมาเพ่ือไมํให๎เบือ่ ความสนกุ หรอื มีเรือ่ งท๎าทาย คาดเดาไมํไดล๎ วํ งหนา๎ จะเป็นหัวใจในการจัดกิจกรรมท่ีดึงความ
สนใจวยั รุนํ ได๎ นาน

4. สง่ เสริมพฒั นาการทุก ด้านไปพรอ้ มกนั วัยรํุนแตํละคนมีจุดเดํน ความชอบ ความถนัดแตกตํางกัน
แตํกย็ งั มสี วํ นทตี่ อ๎ งพัฒนาด๎านอื่นอีก ดังนั้นการเลือกกิจกรรมเฉพาะจนเกิดการเรียนรู๎ด๎านเดียว เชํน การเรียน
พเิ ศษ การเรียนเปียโน คอมพวิ เตอร๑ ฝึกพูดภาษา ทากับข๎าว วํายน้า จะฝึกได๎ส้ันๆ เชํน 1 ชั่วโมงตํอสัปดาห๑แตํ
สม่าเสมอจะชํวยให๎เกิดความสามารถเกิดข้ึนในระยะยาวได๎ แตํจะได๎เพื่อนหรือต๎องปรับตัวเข๎ากับคนอ่ืนน๎อย
กวําเมื่อเปรียบเทียบกับการ เข๎าคํายฤดูร๎อนระยะยาว ที่เน๎นการอยูํรวมกับคนอื่น ชํวยตัวเอง ต๎องตัดสินใจ
ได๎ตน่ื เต๎นผจญภัย ต๎องแก๎ปัญหาเฉพาะหน๎า จะชํวยพัฒนาทักษะในด๎านอารมณ๑ การปรับตัวและการเข๎าสังคม
ไดจ๎ ริงจัง

5. ใหต้ ัดสนิ ใจด้วยตวั เอง การพูดคุยวางแผน ซ่ึงเป็นพื้นฐานท่ีสาคัญมากในการให๎วัยรุํนเรียนร๎ูถึงการ
ค๎นหาข๎อมูลซึ่ง พํอแมํอาจชํวยค๎นหาในบางสํวน แตํเขาต๎องหัดวางแผน ติดตํอ สอบถาม และนามาปรึกษา

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพํอแมํ คิดลํวงหน๎าถึงความเป็นไปได๎ในด๎านบวกและลบ วิเคราะห๑ความเสี่ยง
ประเมินความเสี่ยงและหาสาเหตุของความเสีย่ ง โอกาสอนั ตราย หาวิธปี อู งกนั ความเสย่ี ง การลดความเสี่ยงด๎วย
วิธกี ารตํางๆ หรือการแก๎ไขปัญหา ถ๎าเกิดเหตุการณ๑นั้นขึ้น มีชํองทางออก ทางหนีทีไลํอยํางไร วิเคราะห๑โอกาส
ตาํ งๆ ข๎อดีขอ๎ เสียของแตํละทางเลือก กอํ นทจ่ี ะใหต๎ ัดสินใจดว๎ ยตัวเองและไปสมัครเข๎ารํวมกจิ กรรม

6. สนับสนุน และตดิ ตามผล พอํ แมํมีบทบาทสูงมากในการสํงเสริมพัฒนาวัยรํุนในทางท่ีเหมาะสม ถ๎า
ไมไํ ปติดกับการเรํงรัดในเร่ืองการเรียนมากมาย ไมํวําวัยรํุนจะเลือกตัดสินอะไรพํอแมํยังมีหน๎าที่กระตุ๎นให๎เขาได๎
เรียนรู๎ ผลกระทบของการตัดสินใจหรือประสบการณ๑นั้นๆให๎มากที่สุด ถึงแม๎วําการตัดสินใจของวัยรุํนอาจไมํ
ตรงกบั ใจของพํอแมํก็ตาม แตํการบังคับวัยรุํนให๎ทาตามที่พํอแมํส่ังก็มักไมํสาเร็จ การจูงใจให๎วัยรุํนมองเห็นทาง
สนใจและอยากทาอะไรด๎วยตวั เองในทิศทางที่เหมาะสมจึงเปน็ วิธีการท่ีไดผ๎ ลเสมอ มา

เทคนคิ พอ่ แม่ท่ีวยั ร่นุ ไมช่ อบ
การท่ีจะใชช๎ วี ิตอยํกู บั ลูกวยั รุํนไดอ๎ ยํางมีความสขุ ท้ังสองฝุายนั้น จาเป็นต๎องมีความร๎ูพ้ืนฐานในเร่ืองนี้ไว๎

เพอ่ื หลีกเล่ียงและปูองกันปัญหา ตํอไป ส่ิงทว่ี ัยรํุนไมชํ อบวิธกี ารของผใ๎ู หญํ คอื
1. การบีบบังคับ ใหท๎ างานตามทีพ่ ํอแมํสัง่ โดยไมเํ น๎นใหว๎ ยั รนุํ มีสํวนรํวมในการแสดงความคดิ เหน็ หรอื

ถามความสมคั รใจ
2.ลงโทษรนุ แรงไมสํ มกบั ความผดิ หรือตีด๎วยความโกรธสงํ ผลตํอความสัมพันธ๑ทด่ี ีของพอํ แมํลูกไปเลย

หรอื ทาใหเ๎ กดิ การเลียนแบบความก๎าวรา๎ วและวยั รํนุ เองกจ็ ะมองตัวเองไมํดีเชนํ กนั ยง่ิ ถ๎าวัยรนุํ ไมํได๎รสู๎ ึกวาํ ตวั เอง
ทาผดิ การลงโทษเชํนนี้จะทาใหเ๎ กดิ การเกบ็ กดความไมพํ อใจความโกรธและคดิ ท่ีจะแกแ๎ ค๎นได๎

3.ไลํออกจากบ๎าน หรือตัดพอํ ตดั ลกู กนั สํวนมากพอํ แมํพดู ออกมาเพราะควบคุมความโกรธและผิดหวัง
ไมํได๎ มไิ ด๎ต้ังใจจะไลํออกจากบ๎านจรงิ ๆหรือจะไมํรับไวเ๎ ปน็ ลูก เพียงแตํในชํวงน้ันไมํอยากเหน็ หนา๎ ลูก การพดู แคํ
หนเดียวแตผํ ลกระทบทีเ่ กดิ กับวยั รํุนมมี หาศาล เพราะวัยรุํนจะร๎ูสกึ วาํ ความสัมพนั ธ๑ทม่ี ีตํอกนั ส้นิ สดุ เกนิ กวําทจี่ ะ
แก๎ไขแลว๎ รสู๎ กึ ไมํเป็นทต่ี ๎อนรบั ไมใํ ช๎สวํ นหนึง่ ของบ๎านอีกตํอไป ไมํมีความเปน็ มติ ร ไมํมีใครรัก และรู๎สกึ วําตัวเอง
ไมมํ ีคณุ คําเมื่อมปี ญั หากับพํอแมใํ หมใํ นเวลาตํอมาความทรงจาท่ีร๎ูสึกวําตนเองไมํเปน็ ทตี่ ๎องการกจ็ กลับมาซา้ เตมิ
ได๎อีก

4. ประจานใหอ๎ บั อาย เป็นการทาร๎ายจิตใจอยํางรนุ แรง ทาใหเ๎ กดิ ความไมํม่นั ใจ กลวั คนอืน่ ไมํยอมรบั
5. ประชดประชนั เป็นการระบายความโกรธของผูใ๎ หญทํ หี่ ลายคนนยิ มใช๎ อาจทาให๎คนฟังรู๎สกึ ผดิ อับ
อายเพิ่มขึ้น หรืออาจไปกระต๎ุนความโกรธและไปเพิ่มการตํอตา๎ นของวัยรํุนได๎ หรือ ลาเลิกบุญคุณ จู๎จี้ ขี้บนํ ดํา
วาํ เป็นคนไมํดเี ลวไมสํ มควรเกิดมาเป็นพํอแมํลูกกัน
6. ไมํฟังเหตผุ ลไมํฟังเรอื่ งราวให๎จบหา๎ มเถียงหรือทาเร่ืองเล็กให๎เป็นเรอื่ งใหญํ
7. ทายังกบั เป็นเด็กเล็กๆ คอยทาทุกอยํางให๎ คิดแทน ตดั สินใจแทน วนํุ วาย ก๎าวกาํ ยกับเร่ืองสวํ นตัว
มากเกนิ ไปจนราคาญ
8. ไมํตอ๎ นรับไมํใสํใจรงั เกียจเพ่ือนของเขาหรือบังคับใหเ๎ ลกิ คบเพื่อน

9. เฉยเมยไมํใสใํ จไมสํ นใจไมํแสดงความเป็นหํวงมองแงํรา๎ ยเสมอ
10. ทาตัวข้นึ ๆ ลงๆ กฎเกณฑ๑ไมแํ นํนอน

11

การศึกษาตลอดชีวติ

ความหมายของการศึกษาตลอดชีวติ 12
การศึกษาตลอดชีวิต หมายถงึ การศึกษาทเ่ี กดิ จากการผสมผสานระหวํางการศึกษาในระบบ

การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั เพ่อื ให๎สามารถพฒั นาคุณภาพชวี ติ ไดอ๎ ยํางตอํ เน่ืองตลอดชีวติ
คุณคาํ และความจาเปน็

คุณคา่ และความจาเปน็ ของการศึกษาตลอดชีวิตมดี ังน้ี
1. ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยํางรวดเร็ว โดยเฉพาะในด๎านเทคโนโลยีและขําวสาร จาเป็นต๎อง

พัฒนาประชาชนให๎สามารถที่จะใช๎ประโยชน๑จากเทคโนโลยีและขําวสารในการแก๎ปัญหาและพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตได๎อยํางมีประสิทธิภาพความสามารถดังกลําวนี้จักต๎องได๎รับการพัฒนาอยํางตํอเนื่องตั้งแตํเกิดจนตาย

2. ในปัจจุบันนี้ ลาพงั ทรพั ยากรทางการศกึ ษาที่มีอยูํในความรับผิดชอบของรัฐบาล ไมํเพียงพอที่จะ
พฒั นาคุณภาพของประชาชน ใหท๎ ันตํอการเปล่ียนแปลงได๎จึงจาเป็นที่จะต๎องระดมทรัพยากรทางการศึกษาที่มี
อยอํู ยาํ งมหาศาลในภาคเอกชนและประชาชน โดยเฉพาะอยํางยิ่ง ภูมิปัญญาที่มีอยูํในท๎องถ่ินทั่วประเทศ มาใช๎
ประโยชน๑ในการจัดการพัฒนาคุณภาพของประชาชนอยํางกว๎างขวาง โดยมีผู๎เป็นเจ๎าของทรัพยากรอั นทรง
คณุ คําดงั กลําวเปน็ ผเ๎ู ขา๎ มามบี ทบาทในการดาเนินงานอยาํ งเต็มทีเ่ ปน็ การเสริมสร๎างสัมพันธภาพระหวํางภาครัฐ
ภาคเอกชน และภาคประชาชน

3. ปัจจบุ นั น้ี สงั คมไดม๎ องขา๎ มบุคลากรที่ทรงคุณคาํ ทางการศกึ ษาซ่งึ มีอยํเู ป็นจานวนมากในชมุ ชน
ตาํ ง ๆ อนั ไดแ๎ กํ ข๎าราชการทีเ่ กษยี ณอายุและผู๎รทู๎ มี่ ีอยํูในท๎องถ่นิ เชนํ พระสงฆ๑ ผ๎ูสูงอายุ ภูมิปัญญาทอ๎ งถิ่น
บุคคลอันทรงคุณคําดงั กลาํ วน้ี ควรทจี่ ะไดร๎ ับการสงํ เสรมิ ให๎เขา๎ มามสี ํวนรวํ ม ในการหลํอหลอมและพฒั นา
คณุ ภาพชวี ติ ของประชาชนอยํางเตม็ ที่

4. เมอ่ื วิเคราะห๑จนถงึ ทสี่ ุดแลว๎ หวั ใจในความสาเร็จของการกระจายอานาจหรอื กระจาย
ความเจรญิ ไปสํทู ๎องถนิ่ ยํอมจะขึ้นอยกํู บั คุณภาพของคนในท๎องถิ่นเปน็ สาคญั คุณภาพดังกลําวนี้จักเกิดข้นึ ได๎ก็
ตํอเม่ือคนในทอ๎ งถิ่น ได๎รับการพฒั นาด๎านความร๎ู ความคิด และความสามารถอยาํ งตํอเนื่อง อันจะยังผลให๎เกดิ
อานาจตํอรองขึ้นโดยธรรมชาติ ทาใหส๎ ามารถเรยี กร๎องพิทักษส๑ ทิ ธิผลประโยชน๑ ตลอดจนสามารถมสี ํวนรวํ มใน
การตดั สนิ ใจดา๎ นการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยได๎อยํางมปี ระสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล

5. แนวทางการจัดการศึกษาตลอดชีวิต จักชํวยใหป๎ รับเปล่ยี น และกาหนดสัมพนั ธภาพระหวําง
การศกึ ษาในโรงเรียน การศึกษานอกโรงเรยี นและการศกึ ษาตามอัธยาศัย โดยใหค๎ วามสาคัญเปน็ พิเศษตํอ
การศึกษาตามอธั ยาศัย เพราะเปน็ กระบวนการทีส่ ํงเสริมใหแ๎ ตลํ ะคน สามารถใชป๎ ระโยชนจ๑ ากการประกอบ
กจิ กรรมตําง ๆ ในชีวิตประจาวนั เพ่อื พัฒนาความรู๎ ความคิด และความสามารถของตนเองได๎อยาํ งกวา๎ งขวาง
และดาเนนิ ตํอเน่อื งไปตลอดชีวติ ผทู๎ ่ีกาลังศึกษาอยํูในระบบ และนอกระบบ หรือแมแ๎ ตผํ ท๎ู ่ผี ํานการศึกษาใน
ระบบและนอกระบบมาแลว๎ ก็ยังมคี วามจาเป็นต๎องมีการศึกษาตามอัธยาศยั สบื เนื่องตํอไปตลอดชวี ิตเชนํ กนั

6. การสํงเสริมการศกึ ษาตลอดชวี ิต เป็นการคืนการศกึ ษาใหแ๎ กชํ ุมชนอนั หลากหลาย เพราะชุมชน
จักมโี อกาสได๎ฟ้นื ฟูและพัฒนากระบวนการจดั การศึกษาของชมุ ชน (Indigenous Education) ตลอดจนฟ้นื ฟู
และพัฒนาภูมปิ ัญญาของชุมชนใหม๎ ีคุณคําและมคี วามหมายตอํ การแก๎ปัญหาและพฒั นาคุณภาพชวี ิตของคนใน

ชมุ ชนได๎อยาํ งเหมาะสมกบั ยุคสมยั
7. การสงํ เสริมการศึกษาตลอดชีวิต จกั เปน็ การฟน้ื ฟูและพัฒนาความสมั พนั ธ๑ระหวาํ ง การศึกษากับ

การดาเนนิ ชีวติ ซ่งึ จะนาไปสูํการฟนื้ ฟูและพัฒนาวัฒนธรรมของคนในชมุ ชน การจดั การศึกษาทสี่ อดคล๎องกบั
วัฒนธรรม หรอื ใชว๎ ฒั นธรรมของชมุ ชนเป็นพ้นื ฐาน กย็ อํ มจะเป็นการจัดการศึกษาทมี่ ีความหมายตํอการ
แกป๎ ญั หาและพัฒนาวิถีชวี ิตในชมุ ชนนน้ั โดยตรง ในขณะเดียวกันก็เป็นการจดั การศึกษาท่ีสํงเสริมใหค๎ นใน
ชมุ ชนมที ัศนะอนั กว๎างไกล มีความรู๎ความเข๎าใจทนั ขาํ วสารข๎อมลู และความเปล่ียนแปลงในด๎านตําง ๆ อยาํ ง
กว๎างขวางดว๎ ย ทาให๎คนในท๎องถ่ินตํางมีทางเลือกในการแก๎ปัญหาและพัฒนาวถิ ีชวี ิตได๎อยาํ งหลากหลาย

8. การสงํ เสรมิ การศึกษาตลอดชวี ิต จกั ชํวยสํงเสริมความหมายและคุณคําของพระพทุ ธศาสนาใน
สงั คมไทย เพราะสาระสาคญั ของคาสอนในพระพุทธศาสนา คือการช้ีแนะแนวทางให๎มนุษย๑พฒั นาตวั เองอยํู
สม่าเสมอและตํอเนอื่ ง เพือ่ จะได๎สามารถพง่ึ ตนเองในการแก๎ปญั หาในการดาเนนิ ชีวิตไดอ๎ ยํางมปี ระสทิ ธิภาพ
มากขน้ึ ตามลาดับ ถงึ ขน้ั ทหี่ มดปญั หาและมชี วี ติ ทเี่ ปน็ อิสระ สะอาด สวาํ ง สงบ อยาํ งแท๎จรงิ คาสอนในเร่ือง
มรรคมีองค๑แปด หรอื ไตรสกิ ขา แทท๎ ่ีจริงแลว๎ ก็คือแนวทางในการพฒั นาตน ซ่ึงจะยังผลให๎สามารถดาเนินชวี ติ ได๎
อยํางถูกต๎อง เหมาะสมยง่ิ ขนึ้ ตามลาดับน่นั เอง (อ๎างอิงข๎อมูลมาจาก วัชระ: http://hrd.obec.go.th สบื ค๎นเม่ือ
วันที่ 25 สิงหาคม 2553)

ลกั ษณะของการศึกษาตลอดชีวิต
เปน็ ท่ีทราบกนั แล๎ววํา การศึกษาตลอดชวี ิตเปน็ รปู แบบของการเรียนรู๎ของมนุษย๑ ทเี่ กิดขน้ึ ตลอดชีวิต

ของมนุษย๑ทุกคนนบั ต้ังแตํวยั แรกเกิดจนกระท่งั สิน้ ชวี ิต การศึกษาตลอดชีวิตจงึ เปน็ ส่งิ ท่ีมีควบคกํู บั สงั คมมนุษย๑
ซ่งึ สามารถสรุปลกั ษณะสาคญั ของการศึกษาตลอดชวี ติ ได๎ดังน้ี

1. การศึกษาตลอดชวี ิต เป็นการศึกษาของทุกคนตง้ั แตํกํอนวยั เรยี นจากเด็กถึงวยั ชรา โดยมจี ดุ หมาย
เพ่อื พัฒนาทรัพยากรมนษุ ย๑ในชํวงตาํ ง ๆ ของชีวิต เนอ่ื งจากการเปลย่ี นแปลงทางสังคม การเมือง วิทยาศาสตร๑
และเทคโนโลยี ทาให๎ทุกคนต๎องเรียนรูส๎ ่งิ ใหมํ ๆ เพอื่ ปรบั ตนเองให๎กา๎ วทันในยคุ ของโลกาภวิ ฒั น๑

2. กระบวนการเรียนร๎ูตลอดชวี ิต จาเปน็ ต๎องบูรณาการการเรยี นร๎ูทงั้ ในโรงเรียนนอกโรงเรยี น และ
การเรียนรต๎ู ามอัธยาศยั กลาํ วคือ มนุษยเ๑ รียนรจ๎ู ากกระบวนการสงั คมประกิต (Socialization) นนั่ คือ เรียนรู๎
จากครอบครวั จนมาถงึ การเรียนรจู๎ ากสถาบันการศกึ ษา

3. ทกุ หนวํ ยงานในสงั คม จะเข๎ามามีบทบาทในการจดั การศึกษา อาทิ หอ๎ งสมุด พพิ ิธภัณฑ๑ วัด
สถานประกอบการ ทที่ างาน ชุมชน ตลอดจนสถาบันทางการศกึ ษา องค๑กรตาํ ง ๆ อาสาสมัคร ฯลฯ ทง้ั นี้ การ
จดั กจิ กรรมการศึกษาของแตํละสถาบนั มวี ัตถปุ ระสงค๑เพอ่ื พฒั นาศักยภาพของมนษุ ย๑ ตลอดจนสนองความ
ตอ๎ งการเรยี นรขู๎ องบคุ คลวัยตาํ ง ๆ

4. รปู แบบกจิ กรรมการศึกษาตลอดชวี ติ ตอ๎ งยึดหลักแหงํ ความเสมอภาค ยดื หยุนํ หลากหลาย
ปรับเปลี่ยน ไดต๎ ามสถานการณ๑ ความเหมาะสม และสามารถสนองความต๎องการของผ๎ูเรียนทุกระดับ
ยุทธศาสตรใ๑ นการจดั กจิ กรรมนนั้ สามารถทาไดห๎ ลาย ๆ วธิ ี หรือผสมผสานบูรณาการ โดยใช๎ส่ือประเภทตําง ๆ
หรอื สอ่ื ประสม เชํน เรียนรูจ๎ ากครผู ส๎ู อน วิทยุ โทรทศั น๑ วีดิทศั น๑ คอมพวิ เตอร๑ แบบเรียนสาเรจ็ รปู หนงั สือพมิ พ๑

13

การประชมุ การอบรม ฯลฯ ท้งั น้ีจะต๎องสอดคล๎องกับวถิ ชี ีวติ ของบคุ คลน้นั ๆ 14
5. ระบบการจัดการศึกษาตลอดชีวติ จะต๎องดาเนินการตั้งแตรํ ะดับชาติ ระดับภาค และระดับ

ทอ๎ งถ่ิน โดยมีกรอบแนวคดิ และโครงสรา๎ งในการปฏบิ ัตงิ านทส่ี อดคล๎องกนั ต้ังแตนํ โยบาย จุดมํงุ หมาย
กลุมํ เปูาหมาย รปู แบบการจดั การวางแผน โครงสรา๎ งการจัดองค๑กร การบรหิ ารงาน และการจดั การ ตลอดจน
การจัดกิจกรรมทตี่ ๎องคานึงถึง วตั ถุประสงคข๑ องการเรียนร๎ู หลกั สตู ร ยทุ ธศาสตรใ๑ นการเรียนรู๎ สอื่ การวดั ผล
ประเมินผล เป็นตน๎ ทัง้ นีจ้ ะต๎องดาเนนิ การอยํางเปน็ ระบบ (อา๎ งองิ ข๎อมูลมาจาก วชั ระ:http://hrd.obec.go.th
สืบคน๎ เม่อื วันท่ี 25 สงิ หาคม 2553)

องค์ประกอบของการศึกษาตลอดชีวิต
การศึกษาตลอดชวี ิตมีองค๑ประกอบท่ีสาคัญ คือ

1. การจดั การศึกษาในโรงเรยี น (formal education) หมายถึง การจดั กิจกรรมการศึกษาที่มี
โครงสรา๎ งท่ชี ดั เจนแนนํ อนและมีลาดบั มกี ารแบํงชนั้ เรียนตามอายุ จดั การเรียนการสอนตามลาดบั ชนั้ ตง้ั แตํ
ระดับตน๎ จนถึงระดบั สูงโดยมีลกั ษณะทีส่ าคัญคือมหี ลักสตู รเวลาเรียนทแ่ี นํนอน มกี ารจากัดอายุผเู๎ รียน มีการ
ลงทะเบียนเรียนและมีการวดั ผล การประเมนิ ผลเพื่อรบั ประกาศนียบัตร การเรยี นเน๎นในเรอ่ื งอนาคตสวํ นใหญํ
มีสถานที่แนนํ อนในการเรยี น

2. การจดั การศกึ ษานอกโรงเรยี น (non-formal education) หมายถึง การจดั กจิ กรรม การศกึ ษาท่ี
จดั ข้นึ นอกโรงเรยี นปกติ โดยมีกลํุมเปาู หมายผู๎รบั บริการเป็นประชาชนอยูนํ อกโรงเรยี น มีวัตถปุ ระสงค๑ในการ
เรียนทีช่ ดั เจน โดยมกี ระบวนการจดั การเรยี นการสอน ทีย่ ืดหยุํน และสอดคล๎องกับสภาพความต๎องการของ
กลมํุ เปาู หมายที่หลากหลาย ซึ่งมีลักษณะท่ีสาคญั คือ มหี ลักสตู ร เวลาเรยี น มีการลงทะเบียน มกี ารประเมนิ ผล
เพ่อื รบั ประกาศนยี บัตร ไมํจากดั อายุ เป็นการเรียนนอกโรงเรยี น เน๎นการเรียนเรอ่ื งท่ีเปน็ สภาพปัจจบุ ัน เพ่อื
แกป๎ ญั หาในชีวติ ประจาวัน มีเวลาเรียนทไี่ มํแนํนอน

3. การศกึ ษาตามอัธยาศยั (informal education) หมายถงึ การศกึ ษาที่เกดิ ขึ้นตามวถิ ีชีวิตท่ีเปน็
การเรียนรูจ๎ ากประสบการณ๑ จากการทางาน บุคคล ครอบครวั ส่ือ ชุมชน แหลํงความรูต๎ ําง ๆ เพ่ือเพ่ิมพนู
ความรู๎ ทักษะ ความบันเทงิ และการพฒั นาคุณภาพชวี ิต โดยมีลกั ษณะที่สาคัญคือ ไมมํ หี ลกั สูตร ไมํมีเวลาเรยี น
ท่แี นนํ อน ไมํจากัดอายุ ไมมํ ีการลงทะเบยี น และไมมํ ีการสอบ ไมํมกี ารรับประกาศนยี บัตร มหี รอื ไมํมีสถานที่
แนํนอนเรยี นที่ไหนก็ได๎ ลักษณะการเรยี นสํวนใหญํเป็นการเรียนเพื่อความรูแ๎ ละนนั ทนาการ อกี ทง้ั ไมํจากดั เวลา
เรยี น สามารถเรียนไดต๎ ลอดเวลาและเกิดขน้ึ ในทกุ ชวํ งวัยตลอดชีวติ

การศึกษาท้ังสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบโรงเรยี น นอกระบบโรงเรยี น และการศกึ ษาตาม
อธั ยาศยั สามารถเทยี บโอนผลการเรียนของผ๎เู รียนได๎ โดยความร๎ู ทักษะ และประสบการณท๑ ่ไี ด๎จากการศึกษา
ในรปู แบบตาํ ง ๆ และ หรอื จากการประกอบอาชีพมาเทียบโอนเป็นผลการเรียนของหลักสูตรใดหลักสูตรหนง่ึ ใน
ระดับที่กาลงั ศึกษาอยูํ ซ่ึงจะสอดคล๎องตามความต๎องการของบคุ คล ชุมชน และสงํ ผลตอํ การพัฒนาประเทศ
ชาติในทสี่ ุด (อ๎างอิงขอ๎ มูลมาจาก วัชระ: http://hrd.obec.go.th สืบคน๎ เม่อื วนั ท่ี 25 สิงหาคม 2553)

แนวความคดิ เกี่ยวกับการศึกษาตลอดชีวิต

การศึกษาตลอดชวี ิตมใิ ชํเรื่องใหมํ แตํมมี านานแลว๎ ในคัมภรี ก๑ รุ อานมีคาสอนวาํ บคุ คลพึงเรยี นรู๎ต้งั แตํ
อยใํู นเปลถึงหลุมฝงั ศพ (from cradle to grave) หรอื จากครรภม๑ ารดาถึงสุสาน (from womb to tomb)
คอมนิ ิอสุ (comenius)นกั ศึกษาในสมยั นน้ั ได๎พูดถึงรายละเอยี ดของกระบวนการศึกษาตลอดชวี ติ วําควรจดั ใหม๎ ี
โรงเรยี น สาหรับทกุ คน กลําวคือ โรงเรียนสาหรบั ทารกแรกเกิด เดก็ กอํ นวยั เรียน เด็กเยาวชนวยั เรยี น คนหนุํม
สาว และคนชรา ในชวํ ง 60 กวาํ ปที ่ผี ํานมาน้ีได๎มกี ารเผยแพรเํ รือ่ งเหลํานี้เป็นภาษาองั กฤษ และเพ่ิมความสนใจ
ไปสํูทวั่ โลก ในการประชมุ ระหวํางชาติวําดว๎ ยการศึกษาผู๎ใหญํ (world conference on adult education)
ที่จัดโดย Unesco ท่กี รงุ มอนตรีอัล ประเทศแคนาดา ค.ศ.1960 ทกี่ รุงโตเกียว ประเทศญ่ปี นุ ค.ศ.1972 และท่ี
กรุงไนโรบี ค.ศ.1986 ได๎พฒั นาแนวคดิ การศึกษาตลอดชีวิต อันมีสาระสาคญั ดังน้ี

1. มนษุ ยแ๑ สวงหาความร๎ู และพัฒนาตนเองอยูํตลอดเวลา เพราะมนุษย๑เราเรียนรู๎จากธรรมชาติ
ส่งิ แวดลอ๎ ม และสังคมทุกขณะ เชํน จากการ ทามาหากิน การเลนํ การพักผอํ น การเขา๎ รวํ มพิธกี รรม และการ
สมาคม เป็นต๎น

2. การศึกษาท่ีแท๎จริงไมไํ ด๎จากดั แตเํ พียงในโรงเรียนแตํครอบคลมุ ถึง การศึกษานอกโรงเรยี น
การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเกดิ ไดต๎ ามโอกาส จึงไมํมี วันสน้ิ สุด

3. การศึกษาตลอดชีวติ เปิดโอกาสให๎คนทว่ั ไปได๎รบั การศึกษา เพราะสามารถเลอื กเรียนตามรูปแบบ
ท่ีตนตอ๎ งการ ยืดหยุนํ ไดต๎ ามโอกาส ทุกคน สามารถ เรียนรไู๎ ดจ๎ ากทกุ แหํงตามโอกาสจะอานวย ฉะน้นั มนษุ ย๑จึง
มโี อกาสท่จี ะพัฒนาชีวิตให๎สมบรู ณ๑ยงิ่ ข้นึ โดยการศกึ ษาอยํางไมมํ ีจดุ จบไปตลอดชวี ิต (อา๎ งองิ ข๎อมลู มาจาก
วชั ระ: http://dnfe5.nfe.go.th สืบคน๎ เม่อื วนั ท่ี 26 สิงหาคม 2553)

การจัดการศึกษาตลอดชีวิตแนวปฏิบัตเิ พื่อให้ประชาชนไดร้ บั การศกึ ษาตลอดชวี ติ
1. การศึกษาในระบบโรงเรียนจะต๎องไมสํ นิ้ สดุ เพียงเมื่ออยํูในโรงเรียนแตจํ ะต๎องจัดใหบ๎ ุคคลเม่ือจบ

การศกึ ษาจากโรงเรียนไปแล๎วสามารถเขา๎ มาเรียนไดอ๎ ีก กลําวคือ โรงเรยี นจะต๎องทาหนา๎ ทเ่ี ป็นผูเ๎ ตรยี มความ
พรอ๎ มด๎านความรู๎ความสามารถ และปลูกฝงั แนวคิดเก่ียวกับการศึกษาตลอดชีวติ แกํนักเรียนเพ่ือให๎ นกั เรียน
สามารถมที ัศนคติ แรงจงู ใจที่จะใฝรุ ู๎ และสามารถเรียนรูไ๎ ด๎ดว๎ ยตนเองหลงั จากจบการศึกษาจากโรงเรยี นแลว๎

2. ทุกหนวํ ยงานในสังคมมบี ทบาทในการจดั การศกึ ษา อาทิ ห๎องสมุด พิพธิ ภณั ฑ๑ สวนสตั ว๑ สโมสร
ศาลาประชาคม วัด ทที่ างาน เปน็ ตน๎ อนั เปน็ การจดั การเครือขาํ ยการเรียนรู๎ของสถาบนั การศกึ ษา องค๑กร
ภาครฐั และเอกชน เป็นการจัดประสบการณก๑ ารเรยี นร๎ูให๎แกํผู๎เรียน เชนํ บริการขาํ วสาร ข๎อมลู ตํางๆ เพ่ือเปน็
แหลํงความร๎ูใหผ๎ เู๎ รียนสามารถศกึ ษาคน๎ ควา๎ ไดด๎ ๎วยตนเอง

3. การจัดประสบการณ๑การเรียนร๎ูให๎ผเู๎ รยี น ควรจะจดั หลกั สตู รในลกั ษณะของการบรู ณาการ
สอดคล๎องกับวถิ ชี วี ิตและประสบการณข๑ องผ๎เู รียน เพ่ือ เสริมทกั ษะ ความรู๎ และพฒั นาคุณภาพของผ๎ูเรยี น โดย
ใหถ๎ ือการงาน หรอื ชีวติ เป็นสวํ นหนงึ่ ของการเรียนรู๎

4. หลกั สูตรการศึกษาตลอดชวี ติ จะต๎องครอบคลมุ บทบาทของมนษุ ย๑ ตั้งแตเํ กิดจนตายตั้งแตชํ ีวติ
สวํ นบคุ คล ครอบครวั การงาน การพักผํอน สังคมการเมือง เศรษฐกจิ ฉะนนั้ จะต๎องพฒั นาใหม๎ ีเคร่ืองมือทจ่ี ะ
เรียนร๎ู สามารถใชแ๎ หลํงวิทยาการ มีแรงจงู ใจท่ีจะคิดศึกษาหาความรไู๎ ปตลอดชีวิต

15

5. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั จะต๎องเก้ือกูลกัน สังคมจะต๎องสํงเสริมให๎มีแหลํง
วิชาทีท่ กุ คนมโี อกาสใช๎สื่อทกุ ประเภท และศึกษา หาความรจ๎ู ากแหลงํ ตาํ งๆ อาทิ ห๎องสมุด วทิ ยุ โทรทัศน๑
พพิ ิธภณั ฑ๑ ฯลฯ

แนวคดิ การศกึ ษาตลอดชีวิตได๎นาไปใช๎โดยจัดการศึกษาตลอดชํวงอายุของบุคคลในรปู แบบตาํ งๆ ทัง้
ในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรยี น และการศึกษาตามอัธยาศัย ท้งั นีจ้ ะต๎องปรบั โครงสรา๎ งขององคก๑ รที่จัด
การศึกษาให๎สอดคล๎องกบั นโยบาย หลกั การศึกษาตลอดชีวิตโดยยึดการบรู ณาการความเสมอภาค ความเป็น
ประชาธปิ ไตย และความสอดคลอ๎ งกับวิถีชีวติ (อา๎ งองิ ข๎อมูลมาจาก http://dnfe5.nfe.go.th สบื คน๎ เมอื่ วันที่
26 สิงหาคม 2553)

16

ของเล่นเสรมิ พัฒนาการสาหรับเดก็ แตล่ ะช่วงวัย

การพัฒนาการท้งั ทางด๎านราํ งกายและสติปัญญาในวัยเด็ก อยาํ งหนึ่งที่สาคญั ชวํ ยใหม๎ พี ัฒนาการที่เร็ว 17
ข้นึ คอื ของเลนํ และการเลนํ ของเดก็ ๆ ของเลนํ มหี ลายรปู แบบ และหลายประเภทกช็ วํ ยเสริมพฒั นาการแตกตําง
กนั ไป ปกติพํอแมํมักจะเลอื กของเลํนแบบงาํ ยๆจาพวก ของเลนํ เสรมิ พัฒนาการ ของเลนํ ฝึกสมอง ตวั ตํอไม๎
จก๊ิ ซอวไ๑ ม๎ เลโก๎

การเข๎าใจถึงพัฒนาการของเด็กในแตํละวัยจึงเป็นส่ิงสาคัญ ซ่ึงพํอแมํมีสํวนที่สาคัญที่สุด หากได๎เลือก
ของเลํนให๎ลูกได๎อยํางถูกต๎องเหมาะสมแล๎วซึ่งต๎องปลอดภัยด๎วย ก็จะชํวยเสริมพัฒนาการได๎ดียิ่งข้ึนนั่นเอง
ดงั นั้นหากจะเลอื กของเลนํ สามารถแบงํ ตามชวํ งอายเุ พ่อื เป็นแบบอยาํ งให๎พํอแมํได๎ดงั น้ี

อายุ 0-2 เดอื น
การเลํนและของเลนํ : ยังเลนํ ไมํเปน็ สามารถตอบสนองตํอเสียงและหันศีรษะหาเสียง ควรพดู คยุ

หรอื รอ๎ งเพลงเหกํ ลํอม
ประโยชน๑ของเลนํ เด็ก : กระตุ๎นการรบั รู๎ เสยี งและประสาทสัมผสั

อายุ 2-2.5 เดือน
การเลํนและของเลนํ
1. ชอบจบั ตาดขู องท่ีเคลื่อนไหว ควรแขวนของเลํนท่มี ีสฉี ูดฉาดและมเี สียงไว๎ให๎ดู ในระยะ

ไมเํ กิน 8 น้วิ เชํน โมบายปลาตะเพียน เศษผา๎ สีตํางๆ มีกร๐งุ กร๋ิงท่ปี ลาย ไม๎ไผทํ าสีผูกเรียงใกล๎ ๆ กัน และมเี สียง
เวลาลมพัด

ประโยชนข๑ องเลํนเดก็ : กระตนุ๎ การใช๎สายตา และการฟังเสียง
2. เลนํ กบั มอื ของตวั เอง รูจ๎ ักขยาน้วิ มือเลํน ควรหาของเลํนท่ีมีสสี ดใส และมเี สยี งกร๐งุ กริ๋งใสํในมอื เดก็
เชนํ ลกู เขยํากลม ๆ ข๎างในมีเสยี งกรง๐ุ กรงิ๋ เวลาที่ขยับไปมาเดก็ จะชอบมาก

ประโยชนข๑ องเลํนเดก็ : ฝกึ ฟงั เสยี งสงั เกตวํา เม่ือเคาะหรอื เขยําเสียงจะดงั และทาให๎เด็กสนใจดูมือ
ชํวยใหค๎ วามสัมพนั ธ๑ ระหวํางการใชม๎ ือ
กบั สายตาพัฒนาไปเรว็ ขน้ึ

อายุ 2.5-3 เดือน
การเลนํ และของเลํน
1. ชอบเลํนปดั วตั ถุที่มองเหน็ และมือยื่นไปถึง ของเลนํ ควรเปน็ ลกู บอลนม่ิ ๆ แขวนไว๎เหนือเปลหรอื

เตยี งใหห๎ าํ งจากตาประมาณ 10 นิ้ว เวลา เด็กตํอยหรือปัดไปมา ถา๎ มเี สยี งด๎วยยิง่ ดี
ประโยชนข๑ องเลํนเดก็ : ฝกึ สายตากบั การใช๎มือใหส๎ มั พนั ธ๑ กนั ดยี ิ่งข้นึ และฝึกสังเกตเสยี งทีไ่ ดย๎ ิน

เวลาลกู บอลถูกปัดไปมา

อายุ 3-4 เดอื น
การเลํนและของเลนํ
1. ชอบเลนํ และจับส่งิ ตํางๆ ท่ีอยูํใกลต๎ วั ของเลนํ ควรเปน็ แบบคานมหาสนุกซง่ึ ไมํแกวงํ หรือโยนตวั หนี

เด็กไปอีกทาง เพ่อื ไมํให๎เด็กหงุดหงิด
ประโยชนข๑ องเลนํ เด็ก: ฝกึ ใหเ๎ ด็กใช๎มือจบั สงิ่ ตํางๆ และสังเกตด๎วยการสัมผสั ไดค๎ วามร๎สู กึ แข็ง น่ิม

อายุ 4-6 เดอื น
การเลนํ และของเลํน
1. อยากดู อยากยื่นแขนออกไปแตะและจบั วตั ถตุ าํ งๆ มากขึ้น ควรหาของตํางๆ ให๎เดก็ ดู และจบั มาก

ๆ เชนํ ตุ๏กตายางเปน็ รูปตาํ งๆ มผี ิวหยาบแตํ นํมุ นิ่ม ลกู บอลทาด๎วยผ๎าสาลี หรอื ผา๎ ล่ืนๆ ถ๎ามีเสียงดงั เวลาท่ีกา
บีบ เขยาํ เดก็ ย่งิ ชอบ ของเลนํ อาจเป็นกลํอง กระดาษแขง็ สีตํางๆ บรรจุเมลด็ ผลไม๎ไว๎ขา๎ งในกไ็ ด๎ แตสํ ่งิ ท่ีใหเ๎ ด็ก
จับต๎องเป็นวตั ถุทไ่ี มมํ ีพิษภัย หรอื เป็นอนั ตรายเม่อื เด็กเอาใสปํ าก

ประโยชน๑ของเลํนเด็ก: ฝึกการใช๎ มอื นิ้วมือ หยิบจบั สิง่ ตาํ งๆ ได๎ ความรูส๎ ึกหยาบ แข็ง น่ิม ลน่ื และ
ฝกึ สงั เกตฟังเสยี ง

2. ชอบเลนํ น้าเวลาอาบนา้ ควรใหข๎ องเลํนท่ลี อยนา้ ได๎ เชนํ ตก๏ุ ตาทาดว๎ ยยางหรือ พลาสตกิ ลกู บอล
ใส ๆ มขี องอยูํข๎างในและมีเสียงเวลานา้ กระเพ่ือม

ประโยชนข๑ องเลนํ เดก็ : ฝกึ การ ใช๎มือ นิว้ มือ หยิบจบั สิง่ ตาํ งๆ สังเกตการเคลื่อนไหวของสง่ิ ท่ีลอย
น้าได๎

อายุ 6-8 เดอื น
การเลํนของเลนํ
1. รูส๎ กึ คนั เหงอื กเม่ือฟนั ใกลข๎ ึ้น ควรให๎ยางหรอื พลาสติกสาหรบั กัด อาจใช๎ผกั สดชนิ้ โต ๆ ก็ ได๎ เชนํ

แตงกวา ควา๎ นเมล็ดออก ล๎างให๎สะอาด
ประโยชน๑ของเลํนเด็ก: ชํวยให๎เดก็ คลายคัดเหงือกได๎ ยงิ่ คัดมากย่ิงอยากใชเ๎ หงือกย้า ทาให๎เหงือก

แข็งแรง
2. ชอบเลนํ กับเงาตวั เองในกระจก เลนํ จ๏ะเอ๐ หรือซอํ นหา ของเลํนอาจเป็นพลาสติกในแบบกลอกกลง้ิ

ลกู แก๎ว
ประโยชน๑ของเลํนเด็ก : ฝกึ การ สังเกตและเคล่ือนไหวสายตา

3. ชอบเลนํ ล้ินชกั เลํนกระดาษ และฉีกกระดาษ
ประโยชน๑ของเลํนเด็ก : ฝกึ การใช๎มือ นิ้วมือให๎คลอํ งแคลวํ ขน้ึ

4. ชอบเสียงกระทบกัน ของเลํนควรเป็นของไมํแตก และทาใหเ๎ กิดเสียงดังได๎ เชํน ของเลํนไขลานเดนิ
ได๎ หมนุ ได๎ มีเสียง

ประโยชนข๑ องเลนํ เด็ก: ฝกึ การสงั เกตและเคลอื่ น ไหวสายตา ขณะท่ขี องเลํนไขลานเคล่ือนที่

อายุ 8-9 เดือน
การเลนํ ของเลนํ
1. ชอบโยกตวั เป็นจังหวะเวลาไดย๎ ินเสียงเพลงควรเปดิ เพลงให๎เด็กฟัง

ประโยชนข๑ องเลํนเด็ก: ฝกึ ฟังเสียงและจงั หวะ เพลง 19
2. ชอบจับตอ๎ งสิ่งของตาํ งๆ สนใจในเรื่องน้าหนัก รปู ราํ ง พยายามนาส่งิ ของตาํ งๆมารวมเขา๎ ดว๎ ยกัน
และจบั แยกออกของเลนํ ควรเปน็ วัสดุท่ที า เปน็ รปู ตาํ งๆอาจเปน็ กลอํ งกระดาษแข็งสตี ํางๆ บรรจเุ มล็ดผลไม๎
หรอื ก๎อนกรวดไว๎ข๎างใน

ประโยชนข๑ องเลํนเดก็ : ฝึกการ สงั เกตรปู รํางตํางๆ ถ๎าหากวัสดุนัน้ มีอะไรอยํูข๎างใน กจ็ ะจับเคาะ
เขยาํ ฝึกการฟังเสียงและรส๎ู ึกถงึ นา้ หนักของวสั ดนุ ้นั ดว๎ ย

อายุ 9-10 เดือน
การเลํนของเลนํ
1. ชอบหยิบของเล็ก ๆ โดยใช๎น้ิวหัวแมํมอื และนิ้วชี้ ขอบเลํนรแู ละซอกตาํ งๆ ตามเกา๎ อี้ ของเลนํ ควร

เป็นพวกกลํองหรือหีบเจาะร๎ูไวข๎ า๎ งบน ใหญพํ อท่เี ด็กจะหยิบของชน้ิ เล็ก ๆ เชํน หมุดไม๎ หรอื พลาสตกิ สีตํางๆ ใสํ
ลงไป

ประโยชน๑ของเลํนเดก็ : ฝึกการใช๎ปลายนว้ิ หยบิ ใสํ กดลงไปในรหู รือชอํ งทีเ่ จาะไวบ๎ นกลอํ ง และฝึก
การใชส๎ ายตาและมือให๎สัมพันธก๑ ัน

2. ชอบเลนํ ดึงเชือกที่ติดกบั ของเลํน ทาให๎ของเลํนเคลือ่ นที่ได๎
ประโยชน๑ของสนามเดก็ เลนํ : ฝึกการใช๎กล๎ามเนือ้ แขนและการเคล่ือนไหวสายตา

อายุ 10 เดอื น –1 ปี
การเลํนและของเลํน

1. ชอบเลํนตบแผละ และเลยี นแบบการกระทาของผู๎ใหญํ เลํนซนมาก ชอบรื้อของ
ประโยชนข๑ องเลนํ เดก็ : ฝกึ การ ใช๎มอื และแขน การสงั เกตและสงํ เสริมการเรยี นรู๎

อายุ 1-1.5 ปี
การเลํนและของเลนํ

1. เด็กจะสนกุ กบั สงิ่ ใหมํ ๆ ที่พบเห็น ชอบปีนปาุ ยข้ันบนั ได มดุ ใต๎โตะ๏ เข๎าไปใต๎ตู๎
ประโยชน๑ของเลนํ เดก็ : เรยี น ร๎ูสงิ่ ตํางๆ ฝกึ การเคลือ่ นไหวให๎ คลํองแคลวํ

2. ชอบขวา๎ ง ปา ตอก ถอดให๎หลุด ของเลนํ ควรเปน็ พวกกลํอง กระป๋อง ภาชนะตาํ งๆ ท่ีไมํแตก ซึ่งมี
รูปรํางตํางๆ หบี ไม๎ใหญํมีล๎อเล่อื นใหเ๎ ด็กผลกั เลํน ปีนขึน้ ไปนั่ง หรือขว๎างของลงไปในหีบและกระดานฆ๎อนตอก

ประโยชน๑ของเลํนเด็ก: ฝกึ การสงั เกตดว๎ ยการ สัมผสั ลูบคลา เรยี นรร๎ู ูปทรง และฝึกกลา๎ มเนอื้ มอื
น้ิวมือ แขน ขา ให๎แขง็ แรง ฝกึ การกะระยะ และการใช๎ตาและมอื ใหท๎ างานประสานกัน

3. เม่ือเดก็ ชอบเดนิ ของเลนํ ควรเป็นประเภททีล่ ากไปมาได๎ เชํน ขบวนรถไฟทีท่ าด๎วยไม๎แล๎วโยกเปน็
คนั ๆ ได๎

ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: ฝกึ การทรงตัวได๎อยาํ งดีเมื่อเด็กหนั มาดู บํอยๆ วํารถทีล่ ากเลํน

ตามปกติหรือไมํ และทาให๎เด็กเกดิ ความรส๎ู กึ ภมู ใิ จในความสาเร็จเมอ่ื นารถแตลํ ะคนั มาตํอกนั และ ลากไปมา 20
ได๎

4. ชอบเลนํ นา้ อยํางมาก มักเอามือตนี า้ เทนา้ เลํน อาจนาขาดพลาสตกิ ทีต่ ดั และเจาะรใ๎ู ห๎นา้ ไหล
ไดม๎ าให๎เดก็ เลํน นอกจากน้ีเด็กชอบทดลองท้งิ ของตาํ งๆ ลงไปในน้าเพ่อื ดวู าํ อะไรบา๎ งลอยน้าหรือจมนา้

ประโยชน๑ของเครือ่ งเลํนเด็ก: พฒั นา ความร๎ูสกึ ในการสัมผสั และทาใหเ๎ กิดการเรยี นรู๎วําสิ่งของ
ใดบ๎างท่ีลอยน้า หรือจมน้า

5. ชอบเคลื่อนไหว มีความพยายามทาสิง่ ยากๆ
ประโยชนเ๑ คร่ืองเลํนสนาม: เป็นการควบคุมและฝึกกล๎ามเนื้อและทาใหเ๎ กิดความม่ันใจในตวั เอง

อายุ 1.5-2 ปี
การเลนํ และของเลนํ

1. กระดานฆ๎อนตอก
ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลํนเด็ก: ฝกึ ทักษะการเคลอ่ื นไหว ช๎า-เร็ว

2. ของเลํนทีล่ ากจูงและผลกั ไปมาได๎
ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลนํ เด็ก:๑ ฝกึ ตาและมือให๎ทางานประสานกนั และฝกึ ทักษะการใชก๎ ลา๎ มเนื้อมือ

ข๎อมือ
3. ไมบ๎ ล็อกขนาดรูปราํ ง ตํางๆ กนั ประมาณ 5-6 ช้ิน
ประโยชน๑ของเครือ่ งเลนํ เด็ก: ฝกึ สงั เกตเรยี นร๎ู การวางซ๎อน
4. หีบหรอื กลอํ งซ๎อนเป็นเถาหรอื เป็นชดุ อาจทาดว๎ ยไม๎ พลาสติกหรอื กระดาษแข็ง ให๎เด็กจบั เรยี ง

ขนาดหรือซ๎อนกัน เชนํ ถว๎ ยพลาสติก หมอ๎ เล็ก ๆ
ประโยชน๑ของเครอื่ งเลนํ เด็ก: วางเรยี ง และฝกึ ความคิดเปรียบเทยี บขนาดรูปราํ ง

5. กลํองมรี ู เป็นรปู ตาํ งๆ ใหเ๎ ดก็ เลอื กหยิบบลอ๏ กรปู ทรงหยํอนลงรูตามรูปได๎
ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: ฝกึ การสงั เกตรปู ทรง ฝึกการใชส๎ ายตา และมือให๎สัมพนั ธ๑กัน

6. ของเลํนทเ่ี ป็นภาพฉลอุ ยูํในกรอบเปน็ ชดุ ๆ เรียงลาดับตามขนาดใหญํไปเลก็ หรือส้ันไปยาวและถอด
ออกเรียงใหมํได๎

ประโยชน๑ของเคร่ืองเลํนเดก็ : ฝกึ การสังเกตขนาด ความยาว และฝกึ การใชก๎ ล๎ามเน้อื มือ
7. ภาพตดั ตํอ ประมาณ 3-6 ช้นิ เป็นรูปตาํ งๆ เชนํ บ๎าน สตั ว๑ อาจทาดว๎ ยพลาสติก กระดาษแข็ง ให๎
เด็กนามาเรยี งกันโดยวธิ ลี องผิดลองถูก

ประโยชนข๑ องเครื่องเลํนเด็ก: ฝกึ การสังเกต เปรียบเทียบ ฝกึ การคดิ การจา โดยตอํ เป็นภาพให๎
สมบูรณ๑

8. ลกู ปัดขนาดใหญํสีตํางๆ มเี ชือกเหนียว ๆ สาหรับร๎อยลูกปัด
ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: ฝึกการสงั เกต ขนาด สี และฝึกการใช๎สายตาและมอื ให๎สัมพนั ธก๑ ัน

9. สตั ว๑ หรอื ต๏ุกตาหรือลกู บอลทีท่ าดว๎ ยวัสดนุ มํุ ๆ เชํน ผ๎า ยาง ใหเ๎ ดก็ จับ ขยาเลนํ หรอื โยนเลํนแบบ
ลกู ชํวง

ประโยชน๑ของเคร่ืองเลนํ เด็ก: พฒั นา ความรูส๎ กึ และการเรยี นร๎ใู นการสมั ผสั ฝกึ การใช๎สายตา
ประสานกบั กล๎ามเนื้อนิว้ มือ แขน ให๎คลอํ งแคลํว

10. ตกุ๏ ตาวํายน้าได๎เวลาไขลาน หรือบบี ถงุ ลมแล๎วกระโดดได๎
ประโยชน๑ของเคร่อื งเลํนเด็ก: เด็กสนุกตํอการ สมั ผัส การบีบพฒั นากล๎ามเนื้อมือ ถ๎าไขลานแลว๎

ต๏ุกตาวํายนา้ ขยบั แขนไปมาได๎ หรือบบี ในนา้ ก็พํุงกระโดดไดเ๎ ดก็ ยิง่ สนใจ
11. ของเลํนท่บี ีบจบั แลว๎ มีเสียง หรือทาใหเ๎ กิดเสียง
ประโยชนข๑ องเครื่องเลํนเดก็ : เดก็ สนุกเมื่อบบี รัดแลว๎ เกิดเสียง ฝกึ ทัง้ ฟังเสยี งและพัฒนา

กลา๎ มเน้ือมอื
12. ขั้นบันไดอาจทาดว๎ ยพลาสตกิ หรอื ไมห๎ รือเปน็ หบี แขง็ ใบใหญํๆ ใหเ๎ ด็กวางซอ๎ นเรียงเปน็ บนั ไดหรือ

ใชเ๎ กา๎ อีเ้ ตี้ยๆใหเ๎ ดก็ ก๎าวเลํน กระโดดขน้ั –ลง
ประโยชนข๑ องเครอ่ื งเลนํ เดก็ : ฝึกการใชท๎ กั ษะการ ทรงตวั พัฒนากล๎ามเน้ือแขน ขา ลาตวั

13. ของเลนํ ท่ีใชต๎ กั ตวงทรายเลนํ ในบอํ ทราย เชนํ พล่ัว ช๎อน ถัง ทาด๎วยพลาสติก
ประโยชนข๑ องเครื่องเลนํ เดก็ : ฝึกการใช๎กล๎าม เนื้อน้ิวมือ มอื แขน

14. หนังสอื รปู ภาพ มีภาพชัดเจน เหมือนของจรงิ
ประโยชน๑ของเครอ่ื งเลนํ เด็ก: ฝึกการสงั เกต รูจ๎ ักซ่อื สตั ว๑ สิ่งของ ผัก ผลไม๎ และฝึกพูดจากภาพ

อายุ 2-3 ปี
การเลนํ และของเลนํ

1. เด็กเดินได๎ตรงและยืนขาชิดกนั ได๎ มากขน้ึ ควรใหเ๎ ลํนเก่ียวกบั การทรงตวั และใหว๎ งิ่ ปีนปาุ ย
กระโดด เขยํงควบม๎า

ประโยชนข๑ องเครอื่ งเลํนเด็ก: ฝึก การเคลือ่ นไหวให๎ดขี ึ้น
2. ชอบเลํนของเลํนท่ีออกแรงมาก ๆ เชํน ของเลํน ทดี่ ึงออกและใสํใหมํได๎ ลูกบอลลกู โตๆ แตเํ บา ๆ
สาหรับเลํนเตะและขวา๎ ง เลนํ กระดานฆ๎อนตอก ข่ีรถจกั รยาน 3 ลอ๎

ประโยชน๑ของเครื่องเลนํ เด็ก: พัฒนา กล๎ามเน้ือใหญํ คือ แขน ขา ฝึกการกะระยะ และฝึกการใช๎
สายตา มอื และเท๎าให๎ทางานประสานกัน

3. อยากรอู๎ ยากเหน็ ทุกสิ่งทุกอยําง ควรให๎เลํนของเลํนท่ีใชป๎ ระสาทสมั ผัส เชนํ ภาพตดั ตํอยาํ งงํายๆ
ประมาณ 3-6 ชิ้น ภาพตํอปลาย (โดมิโน) กลํองหยอดบล๏อกรปู ทรงตาํ งๆ และใหเ๎ ลนํ สรา๎ งสิ่งตํางๆด๎วยไมบ๎ ลอ๏ ก

ประโยชนข๑ องเครือ่ งเลนํ เด็ก: ฝึก การสังเกตและการเปรียบเทยี บความเหมือนความตําง ฝกึ การใช๎
สายตาและมือใหส๎ มั พนั ธก๑ นั และฝึกความคิดสรา๎ งสรรค๑

4. ชอบเลนํ เลยี นแบบการกระทาของผู๎ใหญํ เชํนการแตํงตัว การทางาน ควรหาของเลนํ เปน็ พวกตุ๏กตา

มีเส้ือผ๎าสวม-ถอดได๎ ของใชใ๎ นบา๎ นจาลอง เชนํ หมอ๎ ขา๎ ว หม๎อแกง เตา กระทะ เตารีด ที่รองรีด โตะ๏ เก๎าอี้ เตียง 22
นอนเล็ก ๆ

ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลํนเด็ก: ฝึก ทักษะความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งตัวเดก็ กบั บุคคลรอบ ๆ ตวั เดก็ และ
ฝึกการเลํนเลยี นแบบ

5. ชอบเลนํ คนเดยี ว และเรมิ่ เลนํ กบั เด็กอ่ืน แตํจะมีเรื่องทะเลาะกนั เชํน แยงํ ของเลํน ควรเร่ิมสอน
ระเบยี บ วินยั จดั กจิ กรรม ร๎องเพลง และเลํานิทาน สอนเด็ก

ประโยชนข๑ องเครื่องเลนํ เด็ก: ฝกึ การเลนํ เป็นกลุํม การควบคมุ อารมณ๑และระเบยี บวินัย
6. ชอบเลํนของเลํนอ่นื ๆ เชนํ เดยี วกบั เดก็ วยั 1-2 ปี

อายุ 3-4 ปี
การเลนํ และของเลนํ

1. เดก็ วยั นี้กล๎ามเน้อื ใหญํทแ่ี ขน ขา แขง็ แรงขน้ึ ควรสงํ เสรมิ ให๎วิ่ง กระโดด ปีนปาุ ย
ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลนํ เด็ก: พฒั นา กล๎ามเน้ือใหญํให๎แขง็ แรง เคล่ือนไหวกระฉบั กระเฉงขน้ึ

2. การควบคุมการทางานของกลา๎ มเน้อื เล็กทมี่ ือดีขึ้น ควรให๎เลํนของเลนํ ทส่ี วมเข๎ากนั ได๎ ดงึ ออกมาได๎
และของเลนํ ทห่ี มนุ เปน็ เกลยี ว เลนํ โยนรับของเบาๆ และควรฝึกใหผ๎ กู เชือกรองเทา๎ ตดิ กระดมุ เส้ือเอง

ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: พัฒนากลา๎ มเน้ือเลก็ ใหแ๎ ขง็ แรง ทางานคลํองแคลวํ ขึ้น
3. การทรงตวั ดขี ึน้ ควรฝกึ เดินบนกระดานแผนํ เดียว เดินบนเส๎นตรง ยนื ขาเดยี ว ชอบการเลํนทีเ่ พิ่ม
ความรนุ แรง พลิกแพลง และโลดโผน ควรฝึกใหร๎ ๎จู ักม๎วนตัว กล้งิ ตวั ปีนปุาย และกระโดดจากทสี่ งู

ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: ฝกึ การทรงตวั ให๎ ดขี ้ัน ฝกึ ความเชอ่ื มั่นในตวั เองความกล๎า และการ
ตดั สินใจ

4. ชอบการเลนํ อสิ ระ การเลํนเลียนแบบลกั ษณะทําทางของบคุ คลและสตั ว๑ การเลํนสมมติกับต๏ุกตา
การเลนํ ประกอบเรื่องหรือนิทาน การแสดงทําทางประกอบเพลง หรอื กจิ กรรมเข๎าจงั หวะ และเรมิ่ สนใจการเลนํ
เปน็ กลํุมเล็กๆ กบั เด็กอน่ื ๆที่ใชเ๎ วลาส้นั

ประโยชนข๑ องเครื่องเลนํ เด็ก: พฒั นาการดา๎ น อารมณ๑ สังคม และสติปัญญา
5. ชอบเลนํ ของเลนํ ท่ยี ากมากข้นึ และของเลนํ ท่ีทาให๎ออกกาลงั กายมากก ๆ เชํน เลนํ เครอ่ื งเลํน
สนาม ไดแ๎ กํ ชิงชา๎ บนั ได ไตํ ไม๎ลน่ื บํอทราย เลนํ กอํ สรา๎ งสิ่งตํางๆ

ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลนํ เด็ก: ฝึกความเชอ่ื มน่ั ในตัวเอง และพัฒนากลา๎ มเนื้อใหญํที่แขน ขา ให๎
แขง็ แรง

อายุ 4-6 ปี
การเลํนและของเลํน

23

1. การเจริญเตบิ โตของลาตวั ทอํ นบนชา๎ แขนและขายาว มอื สั้น เท๎าเจรญิ ช๎า ควรสงํ เสรมิ ให๎ กระโดด
กระโดดเชอื ก เขยํง ปนี ปาุ ย ฝึกใหเ๎ ลํน ผาดโผน เลํนเกมทเี่ น๎นการควบคุมความเรว็ ของรํางกาย เชํน เกมท่ีเลํน
เป็นวงกลม เชํน การฟักไขํ บอลม๎า เกมที่เกี่ยวกับการหนี เชนํ ไลจํ ับ ไลํแตะ

ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลํนเด็ก: พฒั นา ความแข็งแรงของกล๎ามเนือ้ ใหญํ และฝึกทักษะการทางานของ
รํางกาย และกลา๎ มเน้ือ

2. สายตาสามารถมองเหน็ ไกล ๆ สายตาและมอื ทางานประสานกันได๎รวดเร็วและดีข้ึน ควรให๎เลํนกบั
ลูกบอลใหญํ ๆที่เบา ๆ ให๎โยน เหว่ียงว่ิงรับ

ประโยชนข๑ องเครื่องเลนํ เด็ก: ฝึก ใหส๎ ายตา มอื เท๎า แขน ขา ลาตวั ทางานประสานกันไดด๎ ีข้ึน
3. ชอบเลํนการรุนแรง ผาดโผน ใช๎ความเร็วและออกแรงมาก ควรใหเ๎ ลนํ เครื่องเลนํ สนาม เชํน โหน
ชิงชา๎ โหนราวไตํเหว่ยี งตวั และฝึกให๎เลํนยนิ นาสติก วาํ ยน้า

ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลนํ เด็ก: ฝกึ ความกลา๎ และการตัดสินใจ พฒั นากล๎ามเนื้อใหญํ
4. มีจินตนาการ ชอบสมมตเิ ป็นเรอื่ งราวแสดงทําทางประกอบเร่ือง หรอื เลนํ บทบาทสมมติ เชนํ เลํน
เก่ยี วกับบ๎าน พํอแมํลกู เกย่ี วกับร๎านขายของ ชอบเลํนเลียนแบบ และการเลํนสรา๎ งสรรค๑ ชอบทําทางประกอบ
เพลงหรือกจิ กรรมเขา๎ จงั หวะ

ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลํนเด็ก: พัฒนาการ ดา๎ นอารมณ๑สังคมและสตปิ ญั ญา
5. สามารถเลนํ และทางานเป็นกลมุํ ใหญํได๎ ควรใหเ๎ ลนํ เกมเปน็ กลมํุ ใหญํ ๆ เชํน มอญซํอนผ๎าทาตาม
ผูน๎ า และใหเ๎ ลํนเกมแขํงขนั เชนํ ว่งิ เปยี้ ว
6. ของเลนํ ที่ควรจัดหาใหเ๎ ด็กวยั 3-6 ปี ได๎แกํ

6.1 เครือ่ งเลนํ สนาม เชํน ชงิ ชา๎ ราวไตํแบบโคง๎ บันไดหรือราวโหน ไม๎ลื่น ไมํกระดก ไม๎กระดาน
ยาว ฝกึ ทรงตัว อโุ มงค๑ บํอทราย

ประโยชน๑ของเครื่องเลนํ เด็ก: ฝกึ ทกั ษะการเคลอื่ นไหวให๎คลํองแคลํว ฝึกการทรงตวั ใหม๎ ั่นคง
พฒั นากลา๎ มเนื้อ

6.2 เครอ่ื งเลนํ ท่ีมีลกู ล๎อขับขไ่ี ด๎ เชํน รถจักรยาน 3 ล๎อ
6.3 ของเลํนทส่ี ํงเสรมิ ทกั ษะทางภาษา เชํน

- โดมิโน (ภาพตอํ ปลาย) เป็นภาพสัตว๑ ส่งิ ของ ผกั ผลไม๎ ตวั พยญั ชนะ และคา
- หนงั สือภาพ หนงั สอื นทิ าน เทปเลํานิทาน เพลง เทปเพลง
- ภาพชุดเหตกุ ารณ๑ ชดุ ละ 4-5 ภาพ
ประโยชนข๑ องเคร่อื งเลนํ เด็ก: ฝึก การสังเกต เปรียบเทยี บ ร๎ูจกั ชอ่ื เรยี กสง่ิ ตาํ งๆ ร๎จู กั
พยัญชนะ รจู๎ กั คา ฝึกการฟัง พูด และการเรียงลาดับเรื่องราว
6.4 ของเลนํ ทีส่ งํ เสริมทักษะทางคณิตศาสตร๑ เชํน
- โดมิโน จุด / ตัวเลข
- กระดานจาแนกจานวน

- กระดานตัดตํอภาพสตั ว๑ ผลไม๎ สิ่งของเรยี งขนาด
- กระดานตดั ตอํ รปู ทรง
- กลํองหยอดบลอ็ กรูปทรง
ประโยชน๑ของเครอ่ื งเลํนเด็ก: ฝึกการสังเกต เปรียบเทียบ จาแนก จดั ลาดบั และเรยี นร๎ู
เก่ียวกับตวั เลข จานวน ขนาด รูปทรงเรขาคณิต
6.5 ของเลนํ ใหร๎ ๎ตู ักสิง่ ตาํ งๆ และฝึกการสังเกตเปรียบเทยี บเชนํ
- กระดานเปรยี บเทยี บสี กลอํ ง หยอดสี
- กระดานเปรยี บเทยี บความเหมือนความตํางและหาความ สัมพนั ธ๑ของส่ิงตาํ งๆ
- ภาพตดั ตํอ (6-20 ชิ้น)
ประโยชน๑ของเครือ่ งเลนํ เด็ก: ฝกึ การจา และเรยี กช่ือส่ิงตาํ งๆ ได๎ถกู ต๎อง รจ๎ู กั สรี ูปราํ งลักษณะ
6.6 ของเลนํ ฝึกการใชป๎ ระสาทสมั พนั ธ๑ ซึ่งเปน็ ของเลํนที่เด็กจะไดต๎ อก ตํอ หยอด กด รอ๎ ย ปกั เยบ็
ผูก เก่ยี ว รดู เชนํ
- กระดานซ๎อนตอก
- กระดานปักหมุด
- ลูกปดั เม็ดโต ๆ ใช๎เชอื กและเข็มไมร๎ ๎อยได๎
- กรอบผ๎าฝึกตดิ กระดุม รูดซิบ ผกู โบ ผกู เชือก
- ขวดและอํางใสนํ ้าไวก๎ รอกใสํขวด
ประโยชน๑ของเครื่องเลนํ เด็ก: ฝึก ทกั ษะการใช๎สายตาและมอื ใหส๎ ัมพนั ธ๑กัน
6.7 ของเลํนพัฒนากลา๎ มเน้ือเลก็ ใหญํ ซึ่งเปน็ ของเลนํ ท่เี ด็ก กา บบี เขยํา เคาะ ตี เตะ ดงึ ลาก จูง
ไถ โยน ผลกั เลื่อน เชํน
- ของเลนํ ท่ีใชต๎ ี เชํน กลองแบบตาํ งๆ
- เคร่อื งดนตรีทีใ่ ชเ๎ คาะ/เขยํา
- ลูกบอลขนาดใหญํแตํเบา และขนาดกลาง
- ถงุ ถัว่ ถงุ ทราย
ประโยชนข๑ องเครื่องเลํนเด็ก: พฒั นา กล๎ามเน้อื นว้ิ มือ แขน ขา ลาตัวใหแ๎ ข็งแรง หยบิ จบั ส่งิ
ตาํ งๆ ไดม๎ นั่ คง และเคล่อื นไหวไดค๎ ลํองแคลวํ ฝึกการฟังเสยี ง และการเคลอื่ นไหวตามจังหวะ
6.8 ของเลํนที่ให๎เลนํ เลยี นแบบและสมมติตามจนิ ตนาการเชนํ
- ของเลํนจาลอง เชํน เมือง ฟารม๑ หมบูํ า๎ น บ๎าน ทหาร สวนสตั ว๑ เคร่ืองเรอื น เครอ่ื งครัว และ
ของใช๎ตํางๆ
- ชดุ เส้อื ผา๎ ผู๎ใหญทํ ่ไี มํใช๎ เชํน เคร่ืองแบบ ทหาร ตารวจ หมอ นางพยาบาล ลูกเสอื กระเปา๋
รองเทา๎ เครือ่ งแตํหนา๎ ท่ใี ช๎ หมดแลว๎
- ต๏ุกตาและหนํุ
ประโยชน๑ของเครื่องเลํนเด็ก: พฒั นาการ รบั รู๎ ความคดิ ฝันและเลยี นแบบจากของจรงิ ทาให๎

เดก็ รูจ๎ ักปรบั ส่ิงใหมใํ หเ๎ ข๎ากบั สิ่งที่ค๎นุ เคย หรอื รจู๎ ักแลว๎ คดิ และเข๎าใจตามท่เี ป็นจรงิ 26
6.9 ของเลํนที่ให๎เลนํ สรา๎ งและสงํ เสรมิ ความคิดสรา๎ งสรรค๑ เชํน
- พลาสติกสร๎างสรรค/๑ กลํองไหวพรบิ
- ไมบ๎ ล๏อกขนาดและรูปทรงตํางๆ
- กลอํ งกระดาษขนาดตาํ งๆ
- วัสดุทีใ่ ช๎ในการวาดภาพ ระบายสี เชํน กระดาษ ดินสอสี สีเทียน สฝี ุน สโี ปสเตอร๑ พูกํ นั
- วัสดทุ ี่ใช๎ในการปนั้ เชนํ ดนิ เหนียว ดนิ น้ามัน
- วสั ดุทใ่ี ชใ๎ นการประดิษฐ๑ เชนํ กรรไกร แปูงเปยี ก กระดาษ ใบไม๎ เศษผา๎ ถุงกระดาษมีก๎น

กวา๎ งๆ
ประโยชนข๑ องเคร่อื งเลนํ เด็ก: ฝกึ การสรา๎ งตามโครงรํางท่ีกาหนดให๎และพัฒนาความคดิ

สร๎างสรรคส๑ ิ่งทเี่ ด็กสนใจทา ใหเ๎ ดก็ ได๎ทดลองด๎วยตนเองแบบลองผิดลองถกู เขา๎ ใจ ลักษณะและคณุ สมบตั ิของสง่ิ
ตาํ งๆ คดิ อยาํ งมีเหตุผล และรูจ๎ ักกฎเกณฑท๑ างธรรมชาติ โดยไมมํ ีใครสอนรวมท้งั ถํายทอดสิ่งที่อยใํู นความคิด
ออกมาเปน็ รปู ท่มี องเหน็ ได๎

6.10 ของเลํนที่สงํ เสริมประสบการณ๑เกี่ยวกับโครงสรา๎ งกลไกของเลนํ เชํน
- ของเลนํ ทีเ่ คลื่อนท่ไี ด๎ดว๎ ยแรงลมไขลาน ใชแ๎ บตเตอรี่ และมเี คร่ืองบังคับตาํ งๆ อาจมีไฟและ

เสยี งดว๎ ย
- ของเลนํ ลอยนา้ แบบตาํ งๆ ทาดว๎ ยยาง
- ลกู โปงุ
- เครื่องชง่ั น้าหนกั แบบงํายๆ
ประโยชน๑ของเคร่ืองเลนํ เด็ก: สํง เสรมิ ความรแ๎ู ละทักษะทางวทิ ยาศาสตร๑ ทาใหเ๎ ด็กอยากร๎ู

อยากเหน็ และสนใจสรา๎ งสิ่งใหมํ ๆ รจู๎ ักโครงสรา๎ งและการเคลือ่ นท่ีของส่งิ ตํางๆ
6.11 ของเลนํ ที่ฝกึ การแก๎ปัญหาและกล๎าแสดงออก ซง่ึ เปน็ ของเลํนในการเลนํ เกมตาํ งๆ เชํน
- เสอื ตกถัง
- หมากฮอส
- หมากเก็บ
- อีตัก
ประโยชนข๑ องเคร่ืองเลํนเด็ก: ฝึก ความกล๎าเผชญิ กบั ส่งิ แปลกใหมํ ร๎ูจักสารวจและทดลอง

เข๎าใจปัญหาได๎รวดเรว็ รูจ๎ กั คิดตดั สนิ ใจ มคี วามมัน่ ใจ กลา๎ แสดงออก และฝึกการใช๎ ประสาทดา๎ นตํางๆ ให๎
สมั พันธก๑ นั

แบบประเมนิ

แบบประเมนิ เรอื่ ง การออกแบบของเล่น เพ่อื พัฒนาสมอง สาหรับเด็กปฐมวัย อายุ3-7ปี
ผอู้ อกแบบ : นายณัฐวรรธน์ ศานตนนั ทน์

นกั ศึกษาหมเู่ รยี น คบ.24(4)/4 วิชาเอกศลิ ปศกึ ษา โปรแกรมวชิ าศลิ ปกรรม
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

___________________________________________
คาช้ีแจง :

1. แบบประเมินนีม้ จี ดุ มุ่งหมาย เพือ่ การประเมินผลการออกแบบวิชา 2002902 โครงการศกึ ษา
ศิลปะสว่ นบุคคล เรอ่ื ง การออกแบบของเลน่ เพ่ือพฒั นาสมอง สาหรบั เด็กปฐมวัย อายุ 3-7 ปี

2.ผลจากการประเมินคาถามดังกล่าวนี้ เป็นแนวทางของการประเมินผลการออกแบบเพ่ือศกึ ษา
วิชา 2002902 โครงการศกึ ษาศิลปะส่วนบคุ คล ตามหลักสูตรครศุ าสตร์บณั ฑติ มหาวิทยาลยั ราชภฎั จนั ทร
เกษม โดยมไิ ด้มีการเกี่ยวข้องเพื่อจาหน่ายผลิตภัณฑใ์ ดๆทง้ั ส้ิน

27

แบบสอบถามนีเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการศกึ ษา โครงการ การออกแบบของเลน่ เพ่ือพัฒนาสมอง สาหรบั เด็ก
ปฐมวัย เป็นอยา่ งมาก ขอขอบพระคุณในความอนุเคราะหใ์ นการใหข้ ้อมลู ของทา่ น

_______________________________________
นายณัฐวรรธน์ ศานตนนั ทน์

นักศกึ ษาหมู่เรียน คบ. 24(4)/4 วชิ าเอกศิลปศึกษา โปรแกรมวิชาศิลปกรรม
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม

28

คณะผู้จดั ทา

******************************

ท่ีปรกึ ษา ผ๎ูอานวยการสานักงาน กศน.จังหวดั มหาสารคาม
นายจักรกรชิ บุญเดช

คณะกรรมการจัดทา รองผ๎ูอานวยการสานกั งาน กศน.จงั หวดั มหาสารคาม
นายพีระพงษ๑ รํงุ เรืองศิลป์ ครชู านาญการพิเศษ
นางทพิ วรรณ๑ แกว๎ บรรจักร๑ นกั วชิ าการศกึ ษาปฏบิ ัตกิ าร
นางสาวบุษกร สวุ รรณศรี ครอู าสาสมัครการศึกษานอกโรงเรยี น
นายธนาคร ภูดนิ ดาล ครอู าสาสมัครการศึกษานอกโรงเรยี น
นางสาวณชิ าพร สรุ าช นกั วิชาการศกึ ษา
นางสาวมณนิ ทรฎ๑ ราชแสนเมือง


Click to View FlipBook Version
Previous Book
คู่มือ การใช้แบบฝึกทักษะ ลำดับและอนุกรม เล่มที่ 1 เรื่องลำดับ ปรับปรุง ปีการศึกษา 2563
Next Book
MAJLIS PERPISAHAN & SAMBUTAN HARI LAHIR