วันวาน...ที่ผ่านไป
ทองแดง วุฒิเศลา เคยเป็นครูช านาญการพิเศษโรงเรียนบ้านดอน ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต ๑
เกิดวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๐๖ เริ่มเป็นครู ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๕ เกษียณอายุราชการ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ๔๑ ปี ๔ เดือน กับ ๑๒ วัน บนเส้นทางของครู
ภูมิล าเนา บ้านเลขที่ ๑๘ หมู่ที่ ๑ บ้านหนองฮาง ต าบลหนองฮาง อ าเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรล าดับที่ ๔ ของคุณพ่อหลั่น คุณแม่สม วุฒิเศลา ลูกทั้งหมด ๘ คน ๑. นางหนูจันทร์ ทศถวิล อาชีพ เกษตรกร ๒. นายสังคม วุฒิเศลา อาชีพ ครูบ านาญ ๓. นายอุดม วุฒิเศลา อาชีพ ครูบ านาญ ๔ นายทองแดง วุฒิเศลา อาชีพ ครูบ านาญ ๕. นายวีรวิชย์ วุฒิเศลา อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว ๖. เด็กหญิงพิสมัย วุฒิเศลา เสียชีวิตด้วยไข้เลือดออกอายุ ๒ ขวบ ๗. นายภิรมย์ วุฒิเศลา อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว ๘. นายเฉลิมศักดิ์ วุฒิเศลา อาชีพ หัวหน้าวิศวกรโรงงาน บ.ถิระไท
คุณพ่อหลั่น – คุณแม่สม วุฒิเศลา อายุ ๗๒ ปี งานกฐินอุทิศส่วนกุศลให้พ่อหลั่น วุฒิเศลา
ประวัติการศึกษา ปี ๒๕๒๐ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ โรงเรียนบ้านหนองฮาง อ าเภอม่วงสามสิบ ปี ๒๕๒๓ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนม่วงสามสิบอัมพวันวิทยา ปี ๒๕๒๕ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา(ป.กศ.) วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ปี ๒๕๒๖ พิเศษครูมัธยม (พ.ม.) ศึกษาด้วยตนเอง ปี ๒๔๒๘ ปริญญาตรี(บริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประวัติการรับราชการ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ครู ๑ ระดับ ๑ โรงเรียนบ้านภูหล่น อ าเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ๑ เมษายน ๒๕๒๙ ครู ๒ ระดับ ๓ โรงเรียนบ้านหนองฮาง อ าเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ๑ เมษายน ๒๕๓๐ อาจารย์ ๑ ระดับ ๓ โรงเรียนบ้านหนองเสา อ าเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ๑๖ เมษายน ๒๕๓๔ อาจารย์ ๑ ระดับ ๕ โรงเรียนบ้านห้วยหมากเอียก อ าเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ๑ พฤษภาคม ๒๔๔๙ ครูช านาญการ ระดับ ๗ โรงเรียนบ้านดอน อ าเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุด เหรียญจักรพรรดิมาลา(ร.จ.พ.) วันได้รับพระราชทาน ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก(ท.ช.) วันได้รับพระราชทาน ๕ ธันวาคม ๒๕๔๕
ผลงานที่ภาคภูมิใจ ปี ๒๕๓๒ รางวัลรองชนะเลิศหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ระดับประเทศ ส านักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ ชีวิตครอบครัว ปี ๒๕๓๓ รางวัลครูผู้สอนกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยดีเด่น ระดับจังหวัด ส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงราย ปี ๒๕๓๖ รางวัลครูผู้สอนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตดีเด่น ระดับจังหวัด ส านักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงราย ปี ๒๕๒๙ สมรสกับนางกุลนิตย์ บุญมาก มีธิดา ๒ คน ปี ๒๕๕๒ รางวัลครูในดวงใจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สถานศึกษาในเครือไทย-เทค ๑. นางสาวนภัสนันท์ วุฒิเศลา อายุ ๓๓ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว ๒. นางสาวกัลยภัทร วุฒิเศลา อายุ ๓๐ ปี อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว ปี ๒๕๕๖ รางวัลหนึ่งแสนครูดี ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และ สวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
ก่อนที่..วันนี้...จะมาถึง ข้าพเจ้าเริ่มเขียนบันทึกฉบับนี้ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๖๕ ไม่แน่ใจว่าจะเขียน จบตามที่ตั้งใจไว้หรือไม่ เขียนบันทึกนี้ด้วยเหตุผลหลักๆ อยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อมอบส าหรับผู้ที่ให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงเกษียณอายุราชการของ ข้าพเจ้า ประการที่สอง เพื่อมอบให้กับท่านที่ให้เกียรติมาร่วมในงานฌาปณกิจศพ ของข้าพเจ้า ซึ่งไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์ใดจะมาถึงก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ทั้งสอง งาน จุดประสงค์ในการเขียน เพื่อเป็นการร าลึกถึงพระคุณของบิดามารดา ผู้ให้ ก าเนิดและเลี้ยงดู ส่งเสียให้ร่ าเรียน จนมีวันนี้ที่ภาคภูมิใจ ร าลึกถึงพระคุณของครู บาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประศาสตร์วิชาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงปัจจุบัน และเป็นการ รวบรวมประวัติของตนเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลานที่จะต้องไปค้นคว้า สืบหา ให้ยุ่งยาก วุ่นวาย บันทึกฉบับนี้ประกอบไปด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นชีวะประวัติของผู้บันทึกและเหตุการณ์บางช่วงบางตอนที่ ประทับใจเท่าที่พอจะจ าได้ อยากบันทึกไว้เป็นภาพแห่งความทรงจ า เพื่อเตือนสติ ตนเอง อาจเป็นเรื่องไร้สาระส าหรับท่าน ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ส่วนที่สอง ขออนุญาตคัดลอกข้อความจากหนังสือ“”นาฬิกาชีวิต” ของ อาจารย์สุทธิวัสส์ ค าภา ซึ่งข้าพเจ้าได้อ่านอย่างเข้าใจและลองปฏิบัติตามจนเกิดผลดี ต่อสุขภาพ ข้าพเจ้าเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับการด าเนินชีวิตของท่านที่รักสุขภาพ โปรดเสียสละเวลาอ่านสักนิดนะครับ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานของข้าพเจ้า หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งต่อหน้าและลับ หลังทั้งที่เจตนาก็ดีไม่เจตนาก็ดี ขอจงอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย และหากท่านได้ เคยล่วงเกินสิ่งใดใดต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งหมดทั้งสิ้น ทองแดง วุฒิเศลา กันยายน ๒๕๖๖
ชีวิตในวัยเด็ก นับเป็นความโชคดีของข้าพเจ้าที่เกิดมาในครอบครัวที่คุณพ่อ มีแนวคิดที่จะส่งลูกเรียน เพราะคุณพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าอยาก เรียนหนังสือ แต่คุณปู่มีลูกมากและฐานะยากจนจึงส่งลูกเรียนได้ แค่คนเดียวที่เป็นลูกชายคนโต ต่อมาคุณลุงก็ได้เป็นครูใหญ่สมใจ คุณปู่ ส่วนคุณพ่อจบแค่ชั้น ป ๔ ตอนเป็นหนุ่มคุณพ่อเล่าให้ฟังว่า ไปปั่นสามล้อหาเงินที่กรุงเทพ ภาษาอีสานเรียกว่า “ถีบสามล้อที่ เมืองละคร” เพื่อหาเงินมาแต่งงาน ในที่สุดก็ได้มาแต่งงานอยู่กิน กับคุณแม่ ข้าพเจ้า พี่ชายและน้องชายมีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ ทุกคน ยกเว้นพี่สาวคนโตเรียนต่อแค่ชั้น ป.๕ ก็ออกกลางคัน เพราะทนความล าบากไม่ได้ สมัยนั้นต้องไปเรียนต่อ ในตัวอ าเภอ เพราะโรงเรียนในหมู่บ้านมีถึงแค่ ป.๔ ตอนจบชั้น ป. ๗ ข้าพเจ้า ท าให้คุณพ่อผิดหวัง เพราะไม่มีชื่อติดท าเนียบนักเรียนที่สอบไล่ได้ ที่ ๑ ของโรงเรียน ซึ่งพี่ชายทั้งสองคนเคยท าไว้ได้ เมื่อจบชั้น ป.๗ ข้าพเจ้าได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนม่วงสามสิบ อัมพวันวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจ าอ าเภอที่ตั้งใหม่ สมัย ที่พี่ชายทั้งสองคนจบชั้น ป.๗ ต้องไปเรียนต่อชั้น ม.ศ. ๑ ในตัว จังหวัด ที่โรงเรียนเบญจมมหาราชอุบลราชธานี ข้าพเจ้าเป็น นักเรียนรุ่นที่ ๒ ต้องช่วยกันถางป่าหนามแท่ง(ไม้หนามยืนต้นชนิด หนึ่งขึ้นตามพื้นที่ที่เป็นดินทราย) เพื่อท าเป็นสนามฟุตบอลของ โรงเรียน เมื่อท าเสร็จพวกเราก็ได้สนามฟุตบอลที่ปูพื้นด้วยทราย ละเอียดสีขาวนวล เวลาวิ่งเล่นฟุตบอลต้องเหนื่อยหน่อยเหมือน เล่นฟุตบอลชายหาด รุ่นของข้าพเจ้ามีนักเรียนอยู่ ๒ ห้อง มี จ านวนทั้งหมด ๘๓ คน
เพื่อนคนสนิท-ภูพานราชนิเวศน์ เพื่อนชายร่วมห้อง ม.ศ.๓/๑
ความภูมิใจตอนเรียน ม.ศ. ๓ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน ข้าพเจ้ามีโอกาสเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปตอบปัญหากับเพื่อน อีก ๒ คน (ทีมละ ๓ คน) ในรายการเยาวชนอยากรู้ที่จัดโดยยุว พุทธิกะสมาคมอุบลราชธานีทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่ง ประเทศไทยจังหวัดอุบลราชธานี ผลการแข่งขันได้รางวัลรอง ชนะเลิศอันดับที่ ๑ สมัยนั้นคุณพ่อมีธุรกิจโรงสีข้าวเล็กๆ เพื่อสีข้าวให้กับชาวบ้าน ค่าบริการสีข้าวคือได้ร าข้าวมาใช้เลี้ยงหมู ขายหมู ขายข้าว ส่งลูก เรียนหนังสือ ได้ปรายข้าวมาใช้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ข้าพเจ้าไป โรงเรียนโดยปั่นจักรยานไปเป็นระยะทาง ๑๐ กิโลเมตรเพื่อไป โรงเรียนคุณพ่อจะให้ซื้อน้ ามันดีเซลเพื่อมาใช้กับโรงสี วันละ ๑๐ ลิตร โดยใช้แกลลอนน้ ามัน ๕ ลิตร ๒ แกลลอนผูกติดกันแล้วเอา เชือกพาดตะแกรงหลังจักรยาน แกลลอนน้ ามันจะอยู่สองข้าง ของตะแกรงหลังจักรยาน ราคาน้ ามันสมัยนั้นน้ ามันลิตรละ ๓ บาท ๑๐ ลิตร เป็นเงิน ๓๐ บาท แต่ปั๊มน้ ามันเขาลดให้ ๒ บาท เหลือ ๒๘ บาท ข้าพเจ้าได้ส่วนต่างเป็นค่าขนมครั้งละ ๒ บาท ในช่วงฤดูปักด าก่อนไปโรงเรียนเวลาประมาณตีห้า ข้าพเจ้า และน้องชายต้องน าควายไปไถนา(บ้านกับทุ่งนาห่างกันประมาณ ๒ กิโลเมตร) ตอนนั้นพี่ชายทั้งสองคนเรียนอยู่ในตัวจังหวัด พี่สาว ท างานโรงงานที่กรุงเทพ แต่ละวันข้าพเจ้าและน้องชายช่วยกันไถ นารอจนกว่าคุณแม่จะท ากับข้าว ห่อข้าวให้ เสร็จประมาณ ๖ โมง ครึ่ง เราจึงได้เตรียมตัวไปโรงเรียน ปั่นจักรยานไปโรงเรียนสอง คนใช้จักรยานคนละคัน ซ้อนท้ายกันไม่ได้เพราะถนนไม่ดี
ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ไปกลับวันละ ๒๐ กิโลเมตร ถนนหนทาง บางช่วงก็เป็นดินทราย บางช่วงก็เป็นลูกรัง ปั่นไปก็หยอกล้อกัน ไปกับเพื่อนๆ ทั้งหมู่บ้านเดียวกันและต่างหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กัน เหตุการณ์ที่ฝังใจไม่รู้ลืมตอนเรียน ม.ศ. ๓ มีหนังมาฉายที่ โรงหนังในตัวอ าเภอช่วงกลางวัน ข้าพเจ้าและเพื่อนๆเกือบทั้ง ห้องโดดเรียนไปดูหนัง เรื่อง “ไผ่สีทอง” ซึ่งน าแสดงโดยสรพงษ์ ชาตรี และสุพรรษา เนื่องภิรมย์ ตอนดูก็มีความสุขดี แต่พอรุ่ง เช้าอีกวัน ทุกคนที่โดดเรียนถูกคุณครูฝ่ายปกครองเรียกไปยืนหน้า เสาธง “กอดอก” เสียงคุณครูฝ่ายปกครองประกาศ อายก็อาย “นายทองแดง ก็เป็นกับเขาด้วย” คุณครูที่ปรึกษา กระซิบแต่เสียง ดัง “รู้ไหมพวกนี้มีความผิดอะไร โดดเรียนไปดูหนัง ไผ่สีทอง ก็ เลยต้องมาเป็น ไผ่สองที” คุณครูฝ่ายปกครองว่าแล้วก็ฟาดไม้ เรียวไปที่ก้น คนละ ๒ ที จนครบกันทุกคน นอกจากจดจ าการถูก ครูเฆี่ยนแล้ว ยังจ าบทกลอนที่พระเอกเขียนจดหมายถึงนางเอก ได้อย่างขึ้นใจเช่นกัน “จากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็ปีกว่า ตาที่พบ สบตา พาประสาน ตาที่สบ คอยล่อทรมาน กว่าจะพบ แววหวาน สงสาร ตา ถ้าถามว่า ข้ารักมากแค่ไหน จะขอให้ สัจจา ประสาซื่อ หัวใจ พร้อม ถอดวาง กลางฝ่ามือจะยื่นถือ ให้นาง อย่างวางใจ... ไผ่สี ทอง”
วันหยุดเสาร์อาทิตย์คุณพ่อจะฝึกให้ลูกๆ ทุกคนช่วยกันท างาน ช่วยสีข้าว ช่วยเลี้ยงหมูบ้าง ปั้นคันนาบ้าง ซ่อมแซมห้างนา(เถียง นา) ขุดจอมปลวกที่อยู่กลางทุ่งนา(โพน) เพื่อให้คุณแม่ปลูกพริก มะเขือ แตงกวา ถั่ว ผักกาด และผักอื่นๆ ในช่วงหน้าฝน ส่วน หน้าแล้งไม่มีน้ าจึงปลูกไม่ได้ ถ้าไม่มีงานที่บ้านเราสี่คนพี่น้องก็จะ ไปรับจ้างดายหญ้าออกจากไร่ปอกระเจา(เสียหญ้าปอ) ได้ค่าแรง วันละ ๑๒ บาท ๕๐ สตางค์ ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาให้ค่าแรงวันละ ๒๕ บาท แต่พวกเราเป็นเด็กเขาให้ครึ่งราคา หรือไป ลอกปอ (ปอ กระเจาเมื่อโตเต็มที่เขาจะตัดแล้วมัดประมาณ ๑ คนอุ้ม ไปแช่น้ า จนเส้นใยของปอเปื่อยยุ่ยได้ที่ แล้วลอกเอาเส้นใยของปอไปล้าง น้ าจนสะอาดเป็นสีขาวแล้วตากจนแห้ง น าไปขายเข้าโรงงานท า กระสอบ ได้ค่าจ้างมัดละ ๕๐ สตางค์ ทั้งวันถ้าคนท าเร็วๆ ก็จะได้ ถึงวันละ ๒๐ บาท แต่ข้าพเจ้ากับพี่ๆและน้องชายอย่างเก่งก็จะได้ เพื่อนร่วมห้อง ม.ศ.๓/๑
คนละ ๑๐–๑๕ บาท ต่อวัน เมื่อได้เงินค่าจ้างพวกเราก็จะน าไปให้คุณ แม่ เป็นคนเก็บเพื่อไว้ใช้จ่ายในครอบครัว คุณแม่เป็นคนประหยัด และสอนพวกเราเสมอเรื่องความประหยัด เช่นเรื่องการใช้ ถุงพลาสติกสมัยนั้นถุงไม่ค่อยจะมีส่วนใหญ่จะใช้ใบตอง ใบไม้ในการ ห่อของไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ ถุงพลาสติกถ้าได้มาใช้เสร็จแล้ว คุณแม่จะสอนพวกเราให้ล้างให้สะอาดเอาไปผึ่งให้แห้งสนิท แล้วน า กลับมาใช้อีก เวลามีงานบุญ งานรื่นเริง มีมหรสพ คุณแม่ก็จะจ่ายเงินให้เป็น ครั้งๆ ไป คนละ ๒-๓ บาท สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ถ้าไปกับคุณพ่อก็ จะไปนั่งเฝ้าคุณพ่อและเพื่อนๆ ของคุณพ่อนั่งกับแม่ค้าที่เขาขายไข่ ต้ม ส้มต า ไก่ย่าง เขามักจะเรียกแม่ค้าแบบนี้ว่า “สาวตะเกียงน้อย” วันรุ่งขึ้นจมูกก็จะด าด้วยเขม่าของควันตะเกียงน้ ามันก๊าด แม่ค้าจะปู เสื่อและนั่งขายของกับพื้น ผู้ใหญ่เขาจะเดิมพันกันด้วยการเอาไข่ต้ม มากระทบกัน(ตีกัน) ของใครแตกคนนั้นก็จะเป็นคนจ่ายเงินค่าไข่ทั้ง สองฟองให้แม่ค้า ข้าพเจ้าก็จะได้กินไข่ต้มฟรีแทบทุกงาน กินกับ ส้มต า(ต าบักหุ่ง) ก็อร่อยดี พ่อค้าแม่ค้าที่พวกเราชอบไปยืนดูคือคนที่เขาขาย ลูกโป่งสวรรค์ ลูกโป่งที่เขาบิดตกแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะคุณแม่ สั่งก าชับห้ามซื้อของเล่น ของที่กินไม่ได้ ขนมที่มีขายในงานสมัยนั้น เช่น ขนมตะโก้ ขนมชั้น ราคาชิ้นละสลึง เวลาเราซื้อแม่ค้าจะห่อ ใบตองให้ ขนมโก๋ ขนมปลา ไอติมปั่น อมยิ้ม ลูกกวาด ของหวาน ลอดช่อง ก๋วยเตี๋ยว และอื่นๆ อีกมากมาย บรรยากาศของงานจะมีแสงสว่างในบริเวณที่มหรสพแสดงเท่านั้น เพราะเขาใช้ไฟฟ้า จากการปั่นไดนาโมโดยใช้เครื่องยนต์(เครื่องท าไฟ) ส่วนบริเวณขายของก็มีแสงตะเกียงระยิบระยับเป็นแนวยาวตามถนน
ที่แม่ค้านั่งขายของ มหรสพสมัยนั้นที่โด่งดัง คือ หมอล า เมืองอุบลเป็นแบบ ฉบับของล าเรื่องต่อกลอน ที่มีชื่อเสียงคือคณะเพชรอุบล มีพระเอกคือ ป. ฉลาดน้อย ส่งเสริม นางเอกคือ อังคณา คุณไชย เจ้าของบทเพลงและเป็น ต้นฉบับเพลงสาวอุบลรอรัก ถ้าเป็นหมอล าเวียงในแบบฉบับของล าขอนแก่น ก็จะเป็นคณะระเบียบวาทศิลป์ ข้าพเจ้าเคยฟังหมอล าคณะนี้จนสว่าง (ซอด แจ้ง) ถึงสองครั้ง วงดนตรีที่โด่งดังสมัยนั้นของเมืองอุบล คือคณะเพชรพิณ ทอง หัวหน้าวงนพดล ดวงพร แล้วยังมีวงดนตรีของ ดาว บ้านดอน (เจ้าของ บทเพลงคนขี่หลังควาย แปรจ๋า รอรักใต้ต้นกระโดน) วงดนตรีเทพพร เพชร อุบล (เจ้าของบทเพลงอีสานบ้านเฮา อาลัยพระธาตุพนม) ที่จะไปแสดงล้อม ผ้าเก็บเงิน แถวบ้านบ่อยๆ นอกจากนั้นก็จะการละเล่นการแสดงต่างๆ ที่จะต้องซื้อตั๋วเข้าไปชม เช่น บ้านผีสิง การแสดงของสัตว์ รถไต่ถัง มายากล เกมโชว์ต่างๆ การละเล่นอีก หลายอย่าง การแสดงแบบผู้ใหญ่ๆ ก็มีเมียงู จ้ าบ๊ะ ที่ผู้ใหญ่เขาจะต้องซื้อตั๋ว เข้าไปดูครั้งละ ๕ บาท บางครั้งก็จะมีหนังเร่มาฉายล้อมผ้าเก็บเงินค่าเข้าดู หนังกลางแปลง(ขายยา) ถ้าเป็นของบริษัทโอสถสภาเต็กเฮงหยูจ ากัด คนก็ จะไปดูกันเนืองแน่นเพราะจอใหญ่ และหนังใหม่กว่าหนังขายยาทั่วไป ตอน เช้ามืดอีกวันขณะที่รถขายยาก าลังโฆษณาขายยาตามหมู่บ้าน พวกเราเด็กๆ ก็จะพากันไปหาเศษเหรียญที่เขาท าหล่นในบริเวณงาน มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้า ได้ธนบัตรฉบับละ ๑๐ บาท ดีใจมากเลย เพราะส่วนใหญ่จะได้แค่เหรียญสลึง เหรียญห้าสิบสตางค์ ถ้าเป็นเหรียญบาทก็ถือว่าสุดยอดแล้วเพราะสมัยนั้น ก๋วยเตี๋ยวถ้วยละห้าสิบสตางค์ ของหวานถ้วยละสลึง ข้าพเจ้าเคยเจอกับเหตุการณ์ที่เรียกว่านาทีแห่งชีวิต ในช่วงอายุประมาณ หกขวบเศษ เพราะไปกินผลไม้ที่เป็นพิษที่อยู่ตามร่องน้ าในทุ่งนา เก็บกินตาม ประสาเด็ก น้ าลายฟูมปาก ต้องส่งเข้าโรงพยาบาลในตัวเมืองสลบไม่รู้สึกตัว อยู่สองวัน คุณแม่เล่าให้ฟังว่าทุกคนในหมู่บ้าน พูดกันว่า “บักอั้ง(ชื่อเล่น) ลูก แม่สมคงไม่ฟื้นแล้ว เตรียมจัดงานศพได้เลย” แต่เดชะบุญวันที่สามหมอถอด เครื่องช่วยหายใจ ข้าพเจ้าหายใจด้วยตัวเองได้ และมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่เขียน บันทึกนี้ นับเป็นเป็นเหตุการณ์เฉียดตายครั้งแรก แต่ต่อมาอีกสองปีคุณแม่ก็ เสียลูกสาวไปด้วยโรคไข้เลือดออก(น้องคนที่สองของข้าพเจ้า)
เหตุการณ์ครั้งที่สองแม้ไม่เฉียดตายแต่ก็เป็นอุบัติเหตุครั้งส าคัญของ ชีวิต ตอนนั้นอายุเก้าขวบเรียนอยู่ชั้น ป.๓ แข่งจักรยานกับญาติผู้พี่ เท้าขวาหลุดเข้าไประหว่างโซ่ กับสเตอร์ท าให้หัวแม่เท้าขวาเกือบขาด ต้องพักการเรียนอยู่สองเดือน เหตุการณ์ครั้งที่สามเมื่อมาอยู่เชียงราย แล้วประมาณปี พ.ศ. 2540 รถชนเสาไฟฟ้าบริเวณสี่แยกหนองสี่แจ่ง สลบ อาการสลึมสลือได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า อาจารย์ทองแดงๆ ฟื้นอีกที อยู่โรงพยาบาลโอเวอร์บุ๊ค จนบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าคนที่มาช่วยและ เจ้าของเสียงคนนั้นเป็นใคร ครั้งที่สี่เหตุเกิดเพราะฤทธิ์ของน้ าเมา เลิก เรียนแวะงานขึ้นบ้านใหม่เพื่อนครูที่บ้านหลิ่งกุญชร แล้วฝืนขับรถกลับ บ้านทั้งที่ทุกคนห้ามไม่ให้กลับ ขับรถไปถึงบ้านร่องบัวทอง ผ่านโค้งหัก ศอกไปได้ พอถึงทางตรงแล้ววูบรถไปชนกับบ่อน้ าข้างทาง สลบมา รู้สึกตัวอีกทีอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวรณ์เวียงชัย ต้อง ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้เมตตาให้ความช่วยเหลือในทุกๆ เหตุการณ์ ชื่อนั้นส าคัญไฉน เคยมีคนถามข้าพเจ้าว่าท าไมไม่เปลี่ยนชื่อที่มัน ดูดีกว่านี้ ข้าพเจ้าก็พูดเล่นๆว่า ก็มันดีอยู่แล้วมีใครบ้างจะมีชื่อเหมือน หมาในหลวง ร.๙ แต่ความเป็นจริง กว่าคุณพ่อจะตั้งชื่อนี้ให้เพราะ ใน สมัยที่ข้าพเจ้าเกิดในพื้นที่ต าบลหนองฮาง อ าเภอ ม่วงสามสิบ มีผู้คง แก่เรียนท่านหนึ่งที่เป็นแบบอย่างและเป็นที่ยกย่องเชิดชูของคนทั้ง อ าเภอเพราะท่านบวชเรียนและสอบได้มหา เปรียญ ๙ ประโยค คุณ พ่ออยากให้ลูกเก่งเหมือนท่าน จึงตั้งชื่อ ข้าพเจ้าเหมือนท่าน เพราะ ท่านชื่อ “มหาทองแดง” นี่เป็นเหตุผล และเป็นความภูมิใจ ที่ข้าพเจ้าไม่ เคยคิดที่จะเปลี่ยนชื่อเลย และมีอีกค าถามหนึ่งที่มีคนเคยถามว่า “ท าไมคนอีสานจึงนิยมกิน เนื้อวัวมากกว่าเนื้อควาย” ที่จริงแล้วเป็นวัฒนธรรม ความเชื่อที่สืบทอด กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนอีสานใช้ควาย(อีสานออกเสียงไม่มีสระอา) ไถนา จึงมีความเชื่อว่าควายเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณ จึงไม่นิยมกินเนื้อควาย
ช่วงเปลี่ยนผันของชีวิต เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบชั้น ม.ศ. ๓ คุณพ่อบอก ว่าไม่ต้องเรียนต่อดีไหม ออกมาเป็นภารโรงดีกว่าเงิน เดือนก็พอๆกับครู เพราะลุงภารโรงที่โรงเรียนบ้านหนองฮางจะเกษียณอายุ คุณพ่อคุยกับ ครูใหญ่ไว้แล้ว ดูเหมือนว่าคุณพ่อจะเอาจริง ข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่าจะท า ยังไงดีเพื่อนหลายคนเขาก็จะไปสอบเรียนต่อในเมืองกัน ภารโรง ไม่ได้ อยู่ในความคิดเราเลย วันที่เพื่อนๆ ไปสมัครสอบเรียนต่อในเมืองข้าพเจ้า แอบเตรียมตัวแต่งชุดนักเรียนโดดขึ้นรถโดยสารไปกับเพื่อนโดยไม่บอก คุณพ่อ คุณแม่ เพราะคิดว่าถ้าบอกแล้วกลัวพ่อไม่ให้ไป มีเงินติดตัวไม่กี่ บาท ในที่สุดคุณแม่ต้องขึ้นรถอีกเที่ยวหนึ่งตามไปเพื่อเอาเงินไปส่งให้ คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณพ่อบอกว่าในเมื่อลูกอยากเรียนก็ให้มันไปเถอะ ถ้า สอบไม่ได้ค่อยมาเป็นภารโรงก็ได้ คุณพ่อให้คุณแม่ตามเอาเงินไปส่ง ข้าพเจ้าไปสมัครสอบชิงทุนครูต าบลซึ่งอ าเภอม่วงสามสิบ รับ ๒ คน และสมัครสอบเรียนต่อ ปวช.(ช่างไฟฟ้า) ที่วิทยาลัยเทคนิคอุบลฯ ปรากฏว่า วิทยาลัยเทคนิคประกาศก่อน ข้าพเจ้าสอบผ่าน คุณพ่อก็พาไป มอบตัวจ่ายเงินค่าเทอม ค่าชุดนักศึกษา และอื่นๆ เป็นเงินประมาณ ๑,๒๐๐ บาท เข้าเรียนได้ ๑ สัปดาห์ ผลการสอบคัดเลือกครูต าบลที่ไป สอบไว้ก็ประกาศ ปรากฏว่าข้าพเจ้าสอบได้ จึงตัดสินใจเรียนครู เพราะ ได้ทุนการศึกษาภาคเรียนละ ๒,๕๐๐ บาท และเมื่อเรียนจบ แล้วจะได้ บรรจุเป็นครูโดยไม่ต้องสอบบรรจุ จะสอบเพียงสัมภาษณ์เพื่อเลือก โรงเรียนเท่านั้น ข้าพเจ้าเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูอุบลราชธานี ระดับ ป.กศ. (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา) ในปีการศึกษา ๒๕๒๓ – ๒๕๒๔ ซึ่งเป็น รุ่นสุดท้ายหลังจากนั้นสถาบันฝึกหัดครูได้ยกเลิกหลักสูตร ป.กศ. พวกเรา จึงตั้งชื่อรุ่นว่า “บั้นท้าย ป.กศ.” จบการศึกษาในเดือนมีนาคม ๒๕๒๕ ซึ่ง เป็นปีที่สมโภชน์ ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ มีเพื่อน ที่จบรุ่นเดียวกัน ๙๐ คน ข้าพเจ้าเรียนจบ ป.กศ ปีเดียวกันกับครูสลา คุณวุฒิ จบป.กศ.สูง เมื่อบรรจุครู ครูสลา ตั้งวงดนตรีครู ชื่อวง“เทียนก้อม” ออกเทปคาสเซท ชุดครูป.๑ ครูสลาเป็นนักร้องน า ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ครู คอยเป็นกอง เชียร์ ช่วยสนับสนุนซื้อม้วนเทป เพื่อสนับสนุนโครงการอาหารกลางวัน นักเรียน ยังเก็บม้วนเทปสีเขียวนั้นไว้เป็นที่ระลึกจนถึงทุกวันนี้
ในช่วงที่เรียนวิทยาลัยครู ข้าพเจ้าได้ไปพักอยู่กับลูกเขยและลูก สาวคุณลุงฝ่ายแม่ บ้านหลังนั้นคุณพ่อได้ซื้อไว้กับคุณลุงโดยลงทุนกัน คนละครึ่ง แถวนั้นเขาเรียกบ้านนาควาย เป็นทุ่งนาพื้นที่ต่ า ฤดูฝนน้ า ท่วม ยังไม่ค่อยมีบ้านผู้คนมากนัก(ปัจจุบันเป็นตึกรามบ้านช่องเต็ม หมดแล้ว) เนื่องจากลูกเขยลุงเป็นคนประหยัด ท่านรับราชการใน ต าแหน่งสาธารณสุขจังหวัด เวลาไปเรียนข้าพเจ้าต้องปั่นจักรยานเอา หลานชายซ้อนท้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชันอุบลฯด้วย เพราะ โรงเรียนอยู่ระหว่างทาง แล้วจึงเลยไปวิทยาลัยครู ระยะทางที่ปั่น จักรยานไปเรียนประมาณ ๖ กิโลเมตร ไปกลับวันละ ๑๒ กิโลเมตร บางวันหลานชายไม่ไปโรงเรียน ก็จะขึ้นรถเมล์ไปเรียน ในสมัยนั้น รถเมล์ในตัวเมืองอุบลมี ๔ สาย คือเมล์เทา เมล์ขาว เมล์เหลือง และ เมล์ชมพู ข้าพเจ้าขึ้นรถเมล์ชมพู เพราะวิ่งผ่านหน้าวิทยาลัยครู ค่ารถ ตลอดสาย ๑ บาท นักศึกษาครึ่งราคา ห้าสิบสตางค์ ในขณะที่ข้าวราด แกง ที่โรงอาหารจานละ ๕ บาท ตอนนั้นเขามีหลักสูตรให้เลือก ๒ หลักสูตร ข้าพเจ้าเลือกเรียนหัตถศึกษา อีกห้องเขาเรียนดนตรี ห้องของข้าพเจ้ามีเพื่อนๆ รวมทั้งข้าพเจ้า ๔๕ คน มีอาจารย์ที่ ปรึกษา คือ ท่านอาจารย์ทิพวดี ไชยยงยศ เป็นเหตุบังเอิญว่าข้าพเจ้า เกิดวันเดียวกับท่าน (๒๑ มีนาคม) ปัจจุบันท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง ในขณะที่อายุ แปดสิบกว่าปีแล้ว ท่านจะมาร่วมกิจกรรมรุ่นของพวก เราเป็นประจ าทุกปี
เพื่อนๆ ร่วมห้อง
เพื่อนๆ ร่วมห้อง ป.กศ. ฝึกประสบการณ์โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม
วันที่ได้เป็นครู
เมื่อเรียนจบ ป.กศ. ในเดือนมีนาคม ๒๕๒๕ ข้าพเจ้าและ เพื่อนๆ ก็ได้สอบสัมภาษณ์เลือกโรงเรียน โดยสอบที่องค์การ บริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ข้าพเจ้าเลือกลงที่โรงเรียนบ้าน ภูหล่น อ าเภอศรีเมืองใหม่ เพราะมีเพื่อนสนิทชวนไปลงด้วยกัน (สุบรรณ ลาสา ปัจจุบันเป็น ผอ.สพป.เขต ๓ อุบล จะเกษียณอายุ ปี ๒๕๖๗) เพราะที่อ าเภอของข้าพเจ้าไม่มีต าแหน่งให้บรรจุ วันรายงานตัวที่ส านักงานศึกษาธิการอ าเภอศรีเมืองใหม่ ตอนนั้นส านักงานประถมศึกษาอ าเภอยังไม่มี ครูใหญ่เดินทาง มารอรับ แต่วันนั้นเข้าโรงเรียนกับครูใหญ่ไม่ได้เพราะมันเป็น เวลาพลบค่ าไม่สามารถซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ครูใหญ่ไปได้ เลย ต้องพักค้างคืนที่บ้านเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้อ าเภอ วันรุ่งขึ้นเพื่อนพาเข้า โรงเรียนโดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ ทางไปโรงเรียนคงจะเรียก ”ถนน” ไม่ได้ เพราะต้องลัดเลาะชายป่าเข้าไป บางช่วงเป็นทางเกวียน ต้องขับรถตามรอยเกวียน หลบตอไม้ บางช่วงเป็นโขดหินใหญ่ ต้องขับรถอ้อมไปอีกทาง บางช่วงเป็นดินทราย คันนา รวม ระยะทาง จากอ าเภอถึงโรงเรียน ๒๕ กิโลเมตร ข้าพเจ้ารู้สึก ตื่นเต้น ที่จะได้เป็นครู ไม่รู้สึกถึงความล าบากจากการเดินทางเลย แม้แต่น้อย เมื่อถึงโรงเรียนก็มีนักเรียนมารอต้อนรับครูใหม่ด้วยความดีใจกัน ทั้งโรงเรียน เพราะครูใหญ่ไปแจ้งไว้ก่อนแล้ว นักเรียนมีทั้งหมด ๑๔๐ กว่าคน มีครูรวมกับข้าพเจ้า ๘ คน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กถึง ประถมศึกษาปีที่ ๖ ลูกศิษย์ ป.๖ รุ่นแรกอายุน้อยกว่าข้าพเจ้าเพียง ๖ ปี(ปัจจุบันอายุ ๕๔ ปี) ดูการแต่งตัวของนักเรียน บรรยากาศของสนาม โรงเรียนแล้ว มันเหมือนกับในหนังเรื่อง “ครูบ้านนอก” ยังไงยังงั้น
หากท่านเคยดูหนังเรื่องครูบ้านนอกที่น าแสดงโดย ปิยะ ตระกูล ราษร์ วาสนา สิทธิเวช แล้วบรรยากาศอย่างเดียวกันเลย พอพูดถึงหนัง “ครูบ้านนอก” สร้างโดยพระนครฟิล์ม ซื่งเข้า ฉายในโรงหนัง ปี ๒๕๒๑ ฉากก่อนที่พระเอกจะบรรจุครู ถ่ายท าที่ ว.ค.อุบล ก็แอบภูมิใจที่สถาบันที่เราเคยเรียนเป็นที่ถ่ายท าหนัง ตอนเริ่มเรื่องผู้สร้างได้สอดแทรกสุภาษิตอีสาน(ผญา) ที่ข้าพเจ้า ประทับใจที่บอกว่า “ถ้าเจ้าได้ขึ้นขี่ซ้าง กั่งห่มเป็นพญา อย่าสิลืม ชาวนา ที่ขี่ควายคอนกล้า” ซึ่งเป็นค าสอนที่ใช้เตือนสติว่าถ้าได้ดิบ ได้ดี เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว อย่าลืมที่มาของตัวเอง อย่าลืมบ้านเรา ซึ่งยังใช้ได้กับยุคปัจจุบัน ร้านตะวันแดงมหาซน ณ เชียงใหม่ มี สุภาษิตนี้ติดไว้หน้าเวทีอย่างเด่นชัด ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้สอนชั้นเด็กเล็ก เพราะครูคนเก่า เขาขอขึ้นชั้นไปสอนชั้นที่สูงขึ้น ข้าพเจ้าเป็นครูที่อายุน้อยที่สุด และเป็นครูใหม่ เขาให้ท าอะไร สอนอะไร ชั้นไหน ก็ต้องท าหมด ครูใหญ่ ก็จะใช้ให้เขียนสมุดหมายเหตุประจ าวันแทนเป็นประจ า แต่ก็ดีใจที่ได้เรียนรู้งาน ท างานร่วมกับพี่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปรับปรุง เสาธง ประตูโรงเรียน สวนหย่อม ท าป้ายสุภาษิตค าคมติดตาม ต้นไม้ ส่วนที่พักต้องพักที่อาคารโรงฝึกงานที่มีห้องเล็กๆ อยู่ ด้านหลังเพราะมีบ้านพักครูเพียงหลังเดียวและมีครูพักอยู่สอง ครอบครัวแล้ว ช่วงตอนเย็นหลังเลิกเรียนเสียงจักจั่นร้องระงมไป ทั่วบริเวณโรงเรียน มันช่างวังเวง คิดถึงบ้านซึ่งบ้านข้าพเจ้ากับ โรงเรียนอยู่ห่างกันเป็นระยะทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร ต้อง เดินทางผ่าน ๔ เขตอ าเภอ
เมื่อความมืดเข้ามาเยือน ต้องอาศัยแสงสว่างจากตะเกียงน้ ามันก๊าด ช่วงแรกๆ รู้สึกกลัวเหมือนกันเพราะอยู่คนเดียว ได้ประมาณสอง เดือนก็เริ่มชิน วันหยุดเสาร์อาทิตย์เด็กนักเรียนก็จะมาชวนขึ้นภู(เขา) ซึ่งเป็นเทือกเขาหินติอต่อกับอ าเภอโขงเจียม หาหน่อไม้ หาเห็ด ติด จักจั่น เก็บผักหวาน เวลาซักผ้า หรืออาบน้ าต้องไปที่ล าธารข้าง โรงเรียน ก็ยังดีที่เด็กๆนักเรียนมาช่วยดูแล คงเพราะเห็นเป็นครูใหม่ สภาพหมู่บ้านในเขตบริการของโรงเรียนบ้านภูหล่น มี ๒ หมู่บ้าน คือบ้านภูหล่นที่อยู่ติดกับโรงเรียน บ้านแสนตอ ห่างจาก โรงเรียนประมาณ ๒ กิโลเมตร เดินทางด้วยเท้าเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นทางเกวียน มีแหล่งน้ าที่มีปลาชุกชุมคือห้วยตาหวัง ป่าสน เขาต้นใหญ่ขึ้นเรียงรายเต็มไปหมด ชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านมีความ เชื่อและนับถือผี ซึ่งข้าพเจ้ามีประสบการณ์เจอกับตนเองหลายครั้ง ฐานะของชาวบ้านส่วนใหญ่ยากจนมาก อาชีพท านาตามไหล่เขา ท า ไร่ข้าวโพด หาของป่า (หน่อไม้ ผักหวาน เห็ด จักจั่น เผือก มัน กลอย) ขายตามฤดูกาล เนื่องจากในหมู่บ้านและโรงเรียนไม่มีไฟฟ้า ทั้งหมู่บ้านจึงมีโทรทัศน์ขาวด า ๑๔ นิ้ว(ซิงเกอร์) อยู่เพียงเครื่องเดียว ที่บ้านครูใหญ่ ใช้แบตเตอรี่ซึ่งต้องเอาไปชาร์ทไฟในตัวอ าเภอ ครูใหญ่จึงต้องเก็บเงินค่าดูทีวีครั้งละ ๑ บาทต่อคน สมัยนั้นมีการ ถ่ายทอดสดการชกมวยชิงแชมป์โลก แชมป์โลกขวัญใจชาวไทยสมัย นั้นคือ เขาทราย แกแล็คซี่ ถ่ายทอดสดมวยทีไรเสาสัญญาณก็ชอบมี ปัญหา ต้องขึ้นหลังคาเพื่อไปปรับหาคลื่นอยู่เป็นประจ า ชาวบ้านก็นั่ง รอดูกันเต็มถนน(ดินทราย)หน้าบ้านครูใหญ่ รอด้วยใจจดใจจ่อ นานๆ ที ก็จะมีหนังขายยามาฉายที่วัด ชาวบ้านโดยเฉพาะเด็กๆ ก็จะตื่นเต้น วิ่งตามหลังรถเวลาเขาขับรถมาโฆษณาตกกลางคืน ก็เอาเสื่อ(สาด) ไปปูบริเวณใกล้ๆ จอหนัง ดูแล้วก็เป็นบรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง
สอนประจ าชั้นเด็กเล็ก อบรมนักเรียนหน้าเสาธง
ฝึกซ้อมวอลเล่บอล นักเรียน กิจกรรมหน้าเสาธง
นักเรียน ป.๖ รุ่นที่ ๒ รถมอเตอร์ไซด์คู่ชีพ คันแรก ซูซูกิแฟมมิลี่
นับเป็นความโชคดีของครู ป.กศ. ที่บรรจุปี ๒๕๒๕ ก่อนหน้านี้เขา มีการสอบปรับวุฒิ พิเศษครูมัธยม(พ.ม.) เพื่อเลื่อนต าแหน่ง ปีละ ครั้ง กว่าจะสอบผ่านต้องใช้เวลาอย่างเร็วสุดสองปี แต่ในปีนี้มีการ เปิดสอบสองรอบพวกเราครูใหม่ไฟก าลังแรงก็สมัครสอบทั้งสองครั้ง ส่วนใหญ่ที่สอบด้วยกันจะสอบผ่านภายในปีเดียวแล้วมีการปรับวุฒิ ข้าพเจ้าก็ได้รับสิทธินั้นด้วยซึ่งเป็นผลดีต่อการเลื่อนขั้นเงินเดือนในปี ๒๕๒๖ จากบรรจุต าแหน่ง ครู ๑ ระดับ ๑ ขั้น ๑,๗๘๐ บาท ปรับเป็น ๒,๔๘๕ บาท ในเดือนกรกฎาคม เดือนตุลาคม ปี ๒๕๒๖ เลื่อน ๑ ขั้น เป็น ๒,๖๒๕ บาท และเลื่อนต าแหน่งเป็นครู ๒ ระดับ ๒ จากนั้น ข้าพเจ้าก็สมัครเรียนต่อระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรร มาธิราช วิชาเอก บริหารการศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๒๗ – ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นรุ่นที่ ๔ ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อลงทะเบียนเรียนแล้วทางมหาลัย จะส่งหนังสือเป็นชุดๆ มาให้ที่ โรงเรียนตอนอ่านหนังสือเตรียมสอบที่บ้านพักครู(ย้ายจากโรงฝึกงานขึ้น พักที่บ้านพักครู) ก็ต้องใช้แสงจากตะเกียงน้ ามันก๊าด ตื่นเช้ามาก็จะมี เขม่าสีด าๆ ติดจมูกทุกวัน มีอยู่คืนหนึ่งขณะนั่งอ่านหนังสือมีเสียงคนเดิน ขึ้นบันไดเสียงดัง กึก กึก กึก ห้องข้าพเจ้าอยู่ติดบันไดจึงได้ยินเสียง ชัดเจน เปิดหน้าต่างชะโงกหน้าไปดูก็ไม่มีอะไร เลยตะโกนเรียก พี่มหาๆ (คุณครูสิทธิพงษ์ ที่พักอยู่กับลูกและภรรยาอีกห้องหนึ่ง) เงียบไม่มีเสียง ตอบอีกสักครู่เสียง กึก กึก กึก ลงบันไดไป รู้สึกกลัว กลัวขโมยจะมา ขโมยรถมอเตอร์ไซด์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ๆ พอตอนเช้าทานข้าวกับคุณครูสิทธิ พงษ์ จึงเล่าให้ฟัง คุณครูสิทธิพงษ์ก็บอกอย่างไม่ลังเลว่าหมานะสิ จากนั้นก็สบายใจขึ้น พอตกเย็นลูกชายครูสิทธิพงษ์ก็จมน้ าตายในสระ ของโรงเรียน ถามหมอดูในหมู่บ้าน เขาบอกว่าผีมาเอาไปตั้งแต่เมื่อคืน แล้ว เท่านั้นแหละขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลย จากนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดๆ เกี่ยวกับผี หลายต่อหลายครั้ง
อบรมพละฯ วิชาสุดท้ายในการสอบ พ.ม. อบรม บริหารการศึกษา มสธ.
ปริญญาตรี รุ่น ๔ ปีการศึกษา ๒๕๒๘
เนื่องจากสภาพชุมชนเป็นบ้านป่าเชิงเขา มีภูเขาล้อมรอบ จึง เป็นแหล่งเพาะเชื้อไข้มาลาเรีย การเดินทางไปหาหมอยากล าบาก ในตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ที่นั่นมีเด็กนักเรียนและชาวบ้านเสียชีวิตจากไข้ มาลาเรียหลายคน เวลาไปร่วมงานศพของชาวบ้านที่มีฐานะยากจน เขาไม่มีโลงศพ จะเอาศพวางกับเสื่อมีไม้สองขาส่วนหัว ส่วนขา และ ตรงกลางแล้วมีไม้ไผ่ยาวประมาณคนตายพาดตรงกลางเอาผ้าทอมือ ผืนใหญ่ๆ คลุมไว้ ใครอยากดูหน้าคนตายก็เปิดผ้าดูได้เลย เวลาไปป่า ช้าก็เอาเชือกผูกห้วท้ายมีคนหามสี่คน ตอนแรกค่อนข้างท าใจล าบาก เห็นแล้วสงสาร แต่ก็ท าอะไรไม่ได้เพราะเขาเป็นอย่างนี้มานานแล้ว พออยู่ไปนานเข้าก็ชินกลายเป็นเรื่องธรรมดา โรงเรียนบ้านภูหล่น สังกัดกลุ่มโรงเรียนสงยาง สปอ.ศรีเมือง ใหม่ มีโรงเรียนในกลุ่ม จ านวน ๖ โรงเรียน โรงเรียนบ้านภูหล่น เป็น โรงเรียนที่ใหญ่อันดับที่ ๒ ในกลุ่ม รองจากโรงเรียนบ้านหินโงม ซึ่งมี นักเรียน ๒๐๐ กว่าคน กลุ่มโรงเรียนสงยางมีครูทั้งหมดประมาณ ๖๐ คน เวลาประชุมกลุ่ม ซึ่งส่วนใหญ่จะไปประชุมที่โรงเรียนบ้านหินโงม เพราะเป็นที่ตั้งส านักงานกลุ่มห่างจากภูหล่นไปทางลัดประมาณ ๔ กิโลเมตร นอกจากงานสอนประจ าชั้นเด็กเล็กแล้ว ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ สอนพละศึกษาชั้น ป.๕ ป.๖ ไม่ใช้หลักสูตรใดๆ ภาคปฏิบัติเพียงอย่าง เดียว เลยต้องฝึกเล่นวอลเล่บอลไปพร้อมกับเด็กๆ เพื่อน ามาสอนเด็ก เพราะกลุ่มโรงเรียนเขามีการแข่งขันทุกปี นับเป็นก้าวแรกที่เป็นผู้ ฝึกสอนวอลเล่บอล (ประสบความส าเร็จตอนอยู่ห้วยหมากเอียกได้รอง แชมป์วอลเล่บอลนักเรียนชายโปลิเทคนิคคัพตอนนั้นโรงเรียนเม็งราย มหาราชเป็นแชมป์ อยู่โรงเรียนบ้านดอนปี ๒๕๕๗ แชมป์วอลเล่บอล มัธยมต้นทั้งชายและหญิงโรงเรียนขยายโอกาสอ าเภอเวียงชัย)
ทางที่สะดวกต้องย้อนเข้าไปเกือบถึงตัวอ าเภอจึงจะมีถนนไปบ้านหิน โงม ระยะทางประมาณ ๓๔ กิโลเมตร แต่ครูส่วนใหญ่ยังไม่มีรถ มอเตอร์ไซด์ ส่วนรถยนต์ในกลุ่มโรงเรียนมีครูใหญ่โรงเรียนบ้านหิน โงม ซึ่งเป็นประธานกลุ่มมีเพียงคนเดียว ครูในโรงเรียนของข้าพเจ้า ก็จะเตรียมตัวเดินทางแต่เช้าเพราะต้องเดินเท้าลัดทุ่งนา แอ่งน้ า ลัด ป่าเขาไป รองเท้าต้องถอดแล้วเอาเชือกรองเท้าผูกติดกันแล้วเอา พาดบ่าไปเอาไปใส่กันตอนถึงที่ประชุม ทุกคนเตรียมกระติบข้าว สะพายหลังไปคนละกระติบ ส่วนกับข้าว ทางกลุ่มโรงเรียนจะเตรียม ให้โดยเก็บเงินจากครูในกลุ่มครั้งละ ๓๐-๕๐ บาทต่อคน ครูใหญ่คน ละ ๑๐๐ บาท อาหารโปรดของครูสมัยนั้น ลาบวัว ประชุมแต่ละครั้ง จะมีการฆ่าวัว ครั้งละตัว วาระประชุมก็จะมีเรื่องข้อราชการแจ้งให้ ทราบ เรื่องหารือในกลุ่ม ภาคเช้าก็จะเสร็จเรียบร้อย ส่วนภาคบ่าย ใครที่ชอบรื่นเริงก็จะอยู่ต่อมีการร้องร าท าเพลงกัน เพราะโรงเรียน บ้านหินโงมมีไฟฟ้าแล้ว ส่วนครูโรงเรียนข้าพเจ้าก็จะพากันเดินทาง กลับโรงเรียนเส้นทางเดิม
คณะครูผู้หญิงช่วยกันท าอาหารกลางวัน งานประชุมกลุ่ม
ภูหล่นเป็นชื่อเรียกภูเขาหินที่ไม่ได้ติดกับเทือกเขาใดๆ ที่มีผู้ เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นภูเขาที่หล่นมาจากฟ้า จึงเรียกว่า ภูหล่น เป็นสถานที่ส าคัญของเกจิอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านเป็นคนบ้านค าบง ต าบลสงยาง อ าเภอศรีเมืองใหม่ ที่ห่าง จากภูหล่นประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อสมัยท่านบวชเป็นสามเณร ได้เดินทางมาวิปัสนากัมมัฎฐาน กับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่ เป็นพระอาจารย์ของท่าน ตอนที่ข้าพเจ้าท าการสอนที่โรงเรียน บ้านภูหล่นยังไม่ได้รับการพัฒนามีเพียงถ้ าภูหล่นที่หลวงปู่นั่ง วิปัสนา ต่อมาลูกศิษย์ของหลวงปู่(หลวงพ่อสีทน กมโล) ได้พัฒนา เป็นวัดภูหล่น เป็นสถานปฏิบัติธรรม ส าหรับสาธุชนทั่วไปและลูก ศิษย์ ที่ตามรอยการปฏิบัติธรรมของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ถ้ าภูหล่น ปฐมสมถ-วิปัสสนาสถานพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระประธานภายในวิหารวัดภูหล่น
ปี ๒๕๒๗ มีครูบรรจุใหม่มาอีก ๓ คน ในจ านวนนี้มีครูสาวจาก เชียงใหม่หนึ่งคนท าให้พบเนื้อคู่และได้แต่งงานในปี ๒๕๒๙ มีลูก สาว ๒ คน ปัจจุบันลูกสาวประกอบธุรกิจส่วนตัว
ข้าพเจ้าท าการสอนที่โรงเรียนบ้านภูหล่นอยู่ ๔ ปี ปี ๒๕๒๙ ก็ ได้ย้าย กลับภูมิล าเนา โรงเรียนบ้านหนองฮาง อ าเภอม่วง สามสิบ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเรียนชั้นประถม ท าการสอนอยู่ ที่โรงเรียนบ้านหนองฮางเพียงปีเดียวก็ย้ายติดตามคู่สมรส มาที่ จังหวัดเชียงราย ในปี ๒๕๓๑ เพราะคู่สมรสสอบโอนย้ายมาสอนที่ โรงเรียนเวียงชัยวิทยาคม อ าเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ข้าพเจ้าเลยกลายเป็นประชากร ของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา โรงเรียนบ้านหนองเสา ปี ๒๕๓๑ – ๒๕๓๔ ท าการสอนที่โรงเรียนบ้านหนองเสา อ าเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เดินทางจากบ้านพักครู เวียงชัยวิทยาคมไปโรงเรียนบ้านหนองเสาระยะทาง ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร โดยรถมอเตอร์ไซด์ เดินทางวันจันทร์ตอนเช้าและ พักค้างที่บ้านเพื่อนครูในหมู่บ้าน แล้วกลับวันศุกร์ เพราะถนน หนทางในตอนนั้นไปมาล าบากมาก ได้รับมอบหมายให้สอน ประจ าชั้น ป.๒ ช่วงนั้นถือว่ายังเป็นครูผู้มีอุดมการณ์อย่างแรง กล้า ทุ่มเทเวลาให้กับงานอย่างเต็มที่ แต่งหนังสือเด็กเข้า ประกวดได้รับรางวัลรองชนะเลิศระดับประเทศ ได้รับคัดเลือก เป็นครูดีเด่นกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยระดับจังหวัด
สอนประจ าชั้น ป. ๒
โรงเรียนบ้านห้วยหมากเอียก ปี ๒๕๓๔ – ๒๕๔๙ ท าการสอนที่โรงเรียนบ้านห้วยหมาก เอียก อ าเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ช่วงที่ย้ายไปใหม่ๆ โรงเรียนบ้านห้วยหมากเอียกยังสังกัด สปอ. (ส านักงานการ ประถมศึกษาอ าเภอ) เวียงชัย เพราะยังไม่ได้แยกอ าเภอเวียง เชียงรุ้ง อยู่ที่โรงเรียนบ้านห้วยหมากเอียกที่เดียว ๑๕ ปี อยู่ หลายสังกัด ช่วงแรกสังกัด สปอ.เวียงชัย ต่อมาสังกัด สปก. เวียงเชียงรุ้ง ต่อมาเป็น สปอ.เวียงเชียงรุ้ง ต่อมาเป็นส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาเชียงรายเขต ๑ (สพท.) ปัจจุบันสังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต ๑ ปี ๒๕๓๔-๒๕๓๖ สอนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ป.๔ – ป.๖ และเป็นครูประจ าชั้น ป.๖ ปี ๒๕๓๗ ส านักงานคณะ กรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(สปช.) ได้อนุมัติให้โรงเรียน บ้านห้วยหมากเอียก เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา (รุ่นเดียวกับโรงเรียนบ้านดอน) เปิดสอนชั้น ม.๑เนื่องจากไม่มี ครูเอกภาษาไทย ข้าพเจ้าจึงได้รับมอบหมายให้สอนวิชา ภาษาไทย ม.๑ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากโรงเรียนขยาย โอกาสครูผู้สอนยังไม่มีประสบการณ์ในการสอนระดับ มัธยมศึกษา ส านักงานการประถมศึกษา (สปจ.) จังหวัด เชียงราย จึงจัดหลักสูตรฝึกอบรมครูผู้สอนมัธยมศึกษาตอนต้น ทุกรายวิชา ปี ๒๕๓๗ อบรมครู ม.๑ ปี ๒๕๓๘ อบรมครู ม.๒ ปี ๒๕๓๙ อบรมครู ม.๓
ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้พัฒนาตนเองในการเป็นครูผู้สอน ภาษาไทยระดับมัธยมต้น ในช่วงอบรมและฝึกประสบการณ์ ครูผู้สอนภาษาไทยมัธยม ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานรุ่นครู ภาษาไทยมัธยมของ สปจ.เชียงราย อาจเนื่องมาจากมีครูชายไม่กี่ คน เพราะประธานรุ่นเป็นคุณครูผู้หญิงที่อาวุโสและจบเอก ภาษาไทย ในช่วงนั้นมีโอกาสท างานร่วมกับกรมวิชาการสมัยท่าน คุณหญิง ดร.กรรษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นอธิบดีกรมวิชาการ เนื่องจากมีโครงการพัฒนาวิชาการโรงเรียนขยายโอกาสทาง การศึกษาอ าเภอเวียงชัย-เวียงเชียงรุ้ง รวม ๘ โรงเรียน ตอนนั้น ข้าพเจ้าได้รับผิดชอบงานวิชาการของโรงเรียน จึงเป็นหนึ่งใน คณะกรรมการของโรงเรียนจ านวน ๓ คน รวมทั้งท่าน ผอ. มี โอกาสได้อบรมและเรียนรู้กับนักวิชาการของกรมกรมวิชาการ การศึกษาดูงานโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ในหลาย ภูมิภาค โอกาสที่น่าเสียดายเป็นอย่างมากในขณะนั้น เพราะความ เขลาของตัวเอง ท่าน ดร.เอิบบุญ ผู้อ านวยการศูนย์หนังสือ กรม วิชาการ ท่านบอกให้ “ทองแดงเธอสอนนักเรียนมีปัญหาอะไรบ้าง และใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างไร เขียนให้ฉันซักหนึ่งหน้ากระดาษ มา คราวหน้าส่งให้ฉันนะ” พบท่านอีกครั้งท่านถาม ลืมไปเลย ไม่ได้ เขียนส่งให้ท่าน ช่วงนั้นหลงเมามัวในธุรกิจเครือข่าย ไม่ใส่ใจเรื่อง อื่นๆเลย ท่านด่าเอาหลายยกและบอกว่า “ฉันจะให้เธอเป็นต าแหน่ง อาจารย์สามท าไมไม่สนใจ ใครจะได้ไม่ได้อยู่ที่ฉันนี่” ยังเถียงท่านอีก “ก็ ผมเป็นซีห้าอยู่ครับคิดว่าไม่มีสิทธิท าซีแปด” ความเป็นคนไม่มีวาสนา ไม่มีวิสัยทัศน์ คิดทีไรก็หดหู่ใจทุกที และรู้สึกผิดอยากกราบขอโทษท่าน ที่เมตตา แต่เรากลับมองไม่เห็นโอกาส
นอกจากนั้นโรงเรียนบ้านห้วยหมากเอียกยังได้เข้าร่วม โครงการระบบนิเวศน์ในนาข้าว ร่วมกับโรงเรียนบ้านโป่ง อ าเภอ เวียงเชียงรุ้ง และโรงเรียนเครือข่ายในหลายอ าเภอ ได้แก่อ าเภอ เมือง(โรงเรียนบ้านดู่) อ าเภอเชียงแสน(โรงเรียนบ้านสันธาตุ) อ าเภอดอยหลวง(โรงเรียนบ้านดอนงาม) อ าเภอแม่สรวย (โรงเรียนบ้านป่าถ่อน) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียน เป็นส าคัญ พาผู้เรียนไปศึกษาในนาข้าว สังเกตการณ์เจริญเติบโต ของข้าว วัชพืชในนาข้าว สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนาข้าว การงดใช้ สารเคมีในนาข้าวเพื่อรักษาสมดุลของสิ่งมีชีวิต หลายสิบปีผ่านไป กว่าที่ประเทศไทยเราจะได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ ซึ่งในขณะนั้น ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(สปช.) ยังไม่มี การอบรมวิธีการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นส าคัญให้กับครูในสังกัดเลย มูลนิธิการศึกษาไทย ซึ่งขณะนั้นมี ดร.มารุต จาติเกตุ ซึ่งเป็นเพื่อน ร่วมรุ่นกับ ดร.กรรษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นผู้อ านวยการ มี วิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเป็นผู้ให้การฝึกอบรม ได้เรียนรู้ ทักษะวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย มีโอกาสศึกษา ดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียนเครือข่ายนิเวศน์ในนาข้าว จังหวัดอุทัยธานี ถือเป็นหนึ่งประสบการณ์ดีๆ ที่ยังจดจ า
กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับครูโรงเรียนเครือข่าย
อบรมครูภาษาไทย สปจ.เชียงราย ผู้ฝึกสอน วอลเล่บอลหญิง มัธยมต้น เข้าค่ายยุวกาชาด กลุ่มโรงเรียนป่าซาง
นอกจากเหนือจากงานหลักในการจัดการเรียนการสอนแล้ว ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เรียนรู้และรับผิดชอบ งานพิเศษต่างๆ หลาย งาน ไม่ว่าจะเป็นงานสารบรรณของโรงเรียน งานพัสดุ งาน วิชาการ ท างานอยู่ 15 ปี มีโอกาสร่วมงานกับผู้บริหารถึงห้าท่าน ที่โรงเรียนบ้านห้วยหมากหมากเอียก (ท่านที่ล่วงลับไปแล้ว ท่าน อาจารย์ใหญ่นาค พิมพิลา ท่านผอ.ทองพูน มาไกล ท่านผอ.สุ เกียรติ สุรินธรรม) ในยุคนั้นคอมพิวเตอร์ก าลังเป็นที่รู้จักใหม่ใน วงการครูรอบนอกอย่างเรา จึงได้สมัครอบรมหลักสูตรการใช้ โปรแกรมดอส(ตอนนั้นยังไม่ใช้โปรแกรมวินโดว์) เพื่อการเรียน การสอน และหลักสูตรการซ่อมบ ารุงคอมพิวเตอร์เบื้องต้น ที่ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเชียงราย คุณครูที่อบรม ด้วยกันคือคุณครูอรุณ แสงบุญเรือง รุ่นพี่ที่เป็นคู่ซี้จนทุกวันนี้ ถือ ได้ว่ามีโอกาสพัฒนาตนเองในเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ นอกรั้วโรงเรียน หลังเลิกเรียนได้เรียนรู้วิถีชุมชน คนที่น าพา ไปก็คือคุณครูอรุณ แสงบุญเรือง ก็จะพาเข้าหมู่บ้านไปรู้จักผู้น า ชุมชน ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน ก านัน นักเลงประจ าหมู่บ้าน เพราะ คุณครูอรุณบรรจุที่โรงเรียนแห่งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ ถือเป็นครูเก่า ครูแก่คนหนึ่ง ไปร่วมกิจกรรมชุมชนแล้วเลยไปร้านคาราโอเกะมี โอกาสได้ฝึกร้องเพลงก็ตอนนี้แหละ จ าได้ว่าร้านที่เคยไปเที่ยว เลิกกิจการไปหลายร้านน่าจะมากกว่าสิบร้าน ทั้งในตัวเมือง เชียงราย เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง นี่ก็คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญกับ โรคร้าย ในปี ๒๕๖๒
ปี ๒๕๔๒ ได้รับโอกาสจากท่านสมบัติ นุชนิยมอดีตรองผอ. สพป.ชร.เขต 1 (หัวหน้าการประถมศึกษาอ าเภอเวียงเชียงรุ้ง ขณะนั้น) ท่าน ผอ.ทัศนีย์ สุรินธรรม ชักชวนเป็นทีมงานไป ศึกษาดูงานศูนย์เครือข่ายพัฒนาชีวิตครูภาคเหนือ ที่มีส านักงาน ตั้งอยู่ที่อ าเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ เมื่อศึกษาดูงานเสร็จแล้ว ได้มาจัดประชุมแกนน าและก่อตั้งเครือข่ายพัฒนาชีวิตครูจังหวัด เชียงรายขึ้นในเดือนธันวาคม ๒๕๔๒ มีส านักงานชั่วคราวตั้งอยู่ที่ สปอ.เวียงเชียงรุ้ง ท่านสมบัติ นุชนิยม เป็นประธานเครือข่าย ท่านเทอดชาติ ชัยพงษ์ เป็นรองประธาน ผอ.ทัศนีย์ สุรินธรรม ท า หน้าเป็นเลขานุการ ส่วนข้าพเจ้ารับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน กับ เครือข่ายระดับอ าเภอระดับภาค และระดับประเทศ เก็บรวบรวม ข้อมูลเครือข่ายระดับจังหวัด ประสานงานกับธนาคารออมสิน ใน สมัยนั้นท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นผู้อ านวยการธนาคารออม สิน ที่มอบนโยบายให้กับธนาคารออมสินทั่วประเทศ สนับสนุน โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ร่วมกับองค์กรครู ส านักงาน คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร ทางการศึกษา(สก.สค.) นับได้ว่าเป็นโครงการที่ช่วยเหลือพี่น้อง เพื่อนครูในจังหวัดเชียงรายให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นับพันคน นอกจากได้รับการพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ข้าพเจ้ายัง ได้รับประสบการณ์ในการท างานร่วมกับ ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ ธนาคารออมสินในเขตจังหวัดเชียงราย ได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ใน สก.สค. มีโอกาสไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายทั่ว ประเทศ นับเป็นประสบการณ์ชีวิตดีๆ อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจดจ า
อบรมเครือข่าย พัฒนาชีวิตครู ภาคเหนือ โรงแรมริมกก ประชุมเครือข่าย พัฒนาชีวิตครูเชียงราย ร้านอาหารฌาร์ค า ประชุมเครือข่าย พัฒนาชีวิตครู ภาคเหนือ โรงแรมเวียงอิน
บนเส้นทางเพิ่มรายได้จากงานอดิเรก ในปี ๒๕๓๕ มีเพื่อนครูชวนเข้าไปศึกษาธุรกิจขายตรง ลองเปิด ใจศึกษา เพราะเคยเป็นตัวแทนของ บริษัทเอวอน บริษัทออริเฟม ขายเครื่อง ส าอางค์มาแล้ว ลองศึกษาดูและลงมือท าอย่างทุ่มเทอยู่ หลายปี หลายบริษัท เท่าที่จ าได้จนถึงปัจจุบัน มีมากกว่า ๔๐ บริษัท หลงอยู่ในวังวนของเครือข่าย เพราะมีความเชื่อว่าจะสามารถสร้าง รายได้แบบยั่งยืนให้กับตนเองและครอบครัวได้ แต่ก็ยังไม่ส าเร็จ อย่างจริงจัง สิ่งที่ได้เป็นประสบการณ์ชีวิต การกล้าแสดงออก การ ได้รับการยอมรับ รู้จักผู้คนหลากหลายอาชีพ หลากหลายพื้นที่ มี เพื่อนมากขึ้น แอมเวย์