The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง (โคก หนอง นา โมเดล)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by channarong.56op, 2020-08-30 01:49:09

สรุปการอบรม การพัฒนากสิกรรมฯ

หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง (โคก หนอง นา โมเดล)

“โคก หนอง นา โมเดล”

ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครนายก
สถาบนั การพฒั นาชมุ ชน กรมการพฒั นาชมุ ชน



คำนำ

กรมกำรพัฒนำชุมชม มอบหมายสถาบันการพัฒนาชุมชน โดยให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครนายก จัดทาโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3
ฝึกอบรมปฏิบัติการ หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้
การจัดการพ้ืนที่การเกษตรแบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพ้ืนบ้าน เพื่อเป้าหมาย
การพึ่งตนเอง ภายใต้ “โคก หนอง นา โมเดล” และเพ่ือนารอ่ งการขับเคล่ือนหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่
ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสุขภาวะชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนท้องถ่ินโดยรอบพ้ืนท่ีดาเนินงานของ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนมคี วามเข้มแข็ง บุคลากรในสังกัดของกรมการพัฒนาชุมชนมีศักยภาพและได้รบั
การพฒั นาร่วมกับคนในชุมชน เกดิ การพฒั นาระบบเพื่อรองรบั สังคมผูส้ ูงวัย

อีกทั้งเป็นการสืบสานพระราชปณิธานอันจะส่งผลให้เป็นการสร้างความเข้มแข้งและศักยภาพใน
การแขง่ ขนั ของประเทศผา่ นการพฒั นาเศรษฐกิจฐานรากชุมชนสามารถพึ่งตนเองไดอ้ ย่างย่งั ยนื ดว้ ยการน้อม
นาศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติและขยายผลศูนย์
ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ การจัดตั้งบริษัทรัฐวิสาหกิจเพ่ือสังคม
(Social Enterprise) ร่วมกันกับชุมชนในพื้นท่ีดาเนินงาน พร้อมพัฒนาไปสู่ค่ายพักพิงแบบบูรณาการและ
ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านนา้ อาหาร และพลังงาน ด้วยศาสตรพ์ ระราชา

ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก จึงได้จัดทาเอกสารรายงานผลการฝึกอบรม โครงการศูนย์-
ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรมปฏิบัติการ
หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซ่ึงดาเนินการระหว่างวันท่ี 23 – 27 มกราคม
พ.ศ. 2563 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบผลการดาเนินงาน
ฝึกอบรมและผ้ทู ี่สนใจนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นการพฒั นาและตอ่ ยอดงานฝึกอบรมต่อไป

ศนู ยศ์ ึกษาและพฒั นาชุมชนนครนายก
มีนาคม 2563



สำรบญั

คำนำ หน้ำ
สำรบัญ ก
สำรบญั ตำรำง ข
สำรบัญรูปภำพ ง
บทสรุปสำหรับผูบ้ ริหำร จ

ส่วนท่ี 1 ทม่ี ำของโครงกำร
1. ควำมเปน็ มำ 1
1.1 ความเป็นมา 1
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 1
1.3 กล่มุ เปา้ หมาย 2
1.4. กระบวนการเรยี นรู้ 2
1.5 เน้ือหาหลกั สูตร 2
1.6 กิจกรรมเสรมิ หลักสูตร 2
1.7 ระยะเวลาดาเนนิ การ 2
1.8 สถานท่ีดาเนินการ 2
1.9 งบประมาณ 3
1.10 ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ 3
1.11 ตวั ชี้วัดความสาเรจ็ ของโครงการ 3
2. รำยช่ือทีมวิทยำกรกระบวนกำร 3
3. รำยชอื่ วิทยำกรประจำรำยวชิ ำ

สว่ นม่ี 2 สรุปเนื้อหำวิชำกำร กจิ กรรม และผลกำรดำเนนิ กิจกรรม

1. กจิ กรรมกลุม่ สมั พันธ์ 5

2. วชิ าเรียนรูต้ าราบนผนื ดนิ จากพืน้ ท่ีตน้ แบบ 8

3. กจิ กรรม พัฒนา 3 ขุมพลัง 11

4. วชิ า แลกเปลยี่ นประสบการณ์กบั ปราชญช์ าวบา้ น

“วิถภี ูมิปญั ญาไทยกบั การพง่ึ ตนเอง” 15

5. วชิ า การออกแบบเชงิ ภูมสิ งั คมไทยตามหลกั การพัฒนาภมู สิ ังคมอยา่ งย่ังยนื

เพื่อการพึง่ ตนเองและรองรับภัยพบิ ัติ 19



สำรบญั (ตอ่ )

หนำ้

สว่ นมี่ 2 สรุปเนือ้ หำวชิ ำกำร กจิ กรรม และผลกำรดำเนนิ กิจกรรม (ต่อ)

6. “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ศาสตร์พระราชกบั การพัฒนาทยี่ ัง่ ยืน 23

7. วิชา ฐานการเรยี นรู้ และ Workshop “การจัดการพื้นท่ี ดิน น้าป่า คน”

ณ ศนู ย์ภูมริ กั ษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก 27

8. วชิ า ยทุ ธศาสตร์การขบั เคลอ่ื นปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงส่กู ารปฏิบตั ิ 32

ส่วนที่ 3 กำรประเมินผลโครงกำร 39
1. รูปแบบและวิธีการประเมิน 39
2. การเก็บรวบรวมข้อมูล 39
3. การวเิ คราะหข์ ้อมูล 40
4. ผลการประเมินรายวิชาและผลการประเมนิ โครงการ

ภำคผนวก

สำรบญั ตำรำง ง

ตำรำงที่ หน้ำ
40
ตารางที่ 1 รายชอื่ กลมุ่ เป้าหมาย (จังหวดั นครนายก จงั หวดั ปราจีนบรุ )ี 41
ตารางท่ี 2 รายชือ่ กลุ่มเป้าหมาย (จงั หวดั ปทุมธานี) 42
ตารางที่ 3 รายชือ่ กลมุ่ เป้าหมาย (จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา) 43
ตารางที่ 4 รายช่อื กลมุ่ เปา้ หมาย (จังหวัดนนทบุรี) 45
ตารางท่ี 5 แสดงค่าเฉลี่ยผลการประเมนิ การบรรลวุ ัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ 46
ตารางท่ี 6 แสดงค่าเฉลี่ยความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะ กอ่ นและหลงั 48
ตารางที่ 7 แสดงผลการประเมินประโยชน์ของหัวขอ้ วิชาตอ่ การนาความรู้ไป
49
ปรบั ใช้ในการปฏบิ ัตงิ าน
ตารางท่ี 8 แสดงผลการประเมินด้านการบรหิ ารโครงการฯ



สำรบัญรปู ภำพ

รูปภำพ หน้ำ
7
ภาพกิจกรรมกลุ่มสมั พนั ธ์ 10

ภาพกิจกรรมกล่มุ สมั พันธ์ 13 - 14

ภาพประกอบกจิ กรรม พัฒนา 3 ขมุ พลงั 18

ภาพประกอบวชิ าแลกเปลี่ยนประสบการณก์ บั ปราชญช์ าวบ้าน “วถิ ภี ูมปิ ัญญาไทยกบั 22
การพ่งึ ตนเอง” 26
ภาพประกอบวิชาการออกแบบเชงิ ภมู สิ งั คมไทยตามหลักการพัฒนาภมู สิ ังคมอยา่ ง
ย่งั ยืนเพอ่ื การพง่ึ ตนเองและรองรบั ภยั พิบตั ิ 27 - 31
ภาพประกอบวชิ า “เขา้ ใจ เข้าถงึ พัฒนา” ศาสตร์พระราชกับการพฒั นาที่ยง่ั ยนื 33
38
ภาพประกอบวิชา ฐานการเรียนรู้ และ Workshop “การจดั การพ้นื ท่ี ดนิ น้าปา่ คน”
ณ ศูนยภ์ ูมิรกั ษ์ธรรมชาติ จังหวดั นครนายก
พระราชดารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9

ภาพประกอบวิชายุทธศาสตร์การขบั เคลือ่ นปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่กู ารปฏิบัติ



บทสรปุ ผบู้ รหิ ำร

กรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้สถาบันการพัฒนาชุมชนโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
นครนายก ดาเนินงานโครงการโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมปฏิบัติการ หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเรียนรู้ การจัดการพื้นท่ีการเกษตรแบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญา
พื้นบา้ น เพอ่ื เปา้ หมายการพึง่ ตนเอง ภายใต้ “โคก หนอง นา โมเดล” และเป็นการสืบสานพระราชปณธิ านอนั
จะส่งผลให้เป็นการสร้างความเข้มแข้งและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐาน
ราก ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างย่ังยืน ด้วยการน้อมนาศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งมาเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัติและขยายผลศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปสู่การจัดตั้งบริษัทรัฐวสิ าหกิจเพ่อื สังคม (Social Enterprise) ร่วมกันกับชุมชนในพื้นท่ีดาเนินงาน
พร้อมพัฒนาไปสู่ค่ายพักพิงแบบบูรณาการและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านน้า อาหาร และพลังงาน
ด้วยศาสตรพ์ ระราชา

กลุ่มเป้าหมายในเขตพ้ืนที่บริการ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี
จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนนทบุรี จานวน 100 คน โดยกลุ่มเป้าหมายเป็น
ผู้ที่สนใจและเป็นบุคคลที่ “หัวไว ใจสู้” พร้อมจะพัฒนาพื้นที่ตนภายหลักกสิกรรมธรรมชาติ “โคก หนอง นา
โมเดล” ดาเนินการระหวา่ งวนั ท่ี 23 – 27 เดอื น มกราคม พ.ศ.2563

ขอบเขตเน้อื หำหลกั สูตร ประกอบด้วย
1) เขา้ ใจ เข้าถึง พฒั นา ศาสตร์พระราชากับการพฒั นาทยี่ ง่ั ยืน

2) การออกแบบเชงิ ภูมิสังคมไทยตามหลกั การพฒั นาภูมิสงั คมอย่างยง่ั ยนื เพ่ือการพึ่งตนเอง
และรองรบั ภัยพบิ ตั ิ

โดยมีรายวชิ าดงั นี้
- กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์
- เรียนรู้ตาราบนผนื ดินจากพื้นทต่ี ัวอยา่ ง

- แลกเปล่ียนประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบ้าน “วิถีภูมิปัญญาไทยกับการ
พ่ึงตนเอง”

- การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างย่ังยืนเพื่อการ
พึง่ ตนเองและรองรับภยั พิบตั ิ (โคก หนอง นา โมเดล)

- การประยกุ ต์ทฤษฎีใหมส่ กู่ ารปฏิบัติ “เอาม้ือสามัคคี”

- เขา้ ใจ เข้าถึง พัฒนา ศาสตร์พระราชากบั การพัฒนาท่ยี ่ังยนื
- การจัดการพ้นื ท่ี ดิน น้า ปา่ คน

- ยทุ ธศาสตร์การขับเคล่อื นปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งสู่การปฏบิ ัติ

กจิ กรรมหลักสตู ร ประกอบด้วย
1) ปฐมนิเทศก่อนเข้ารับการฝึกอบรม

2) ปรบั ฐานการเรียนรูด้ ว้ ยกจิ กรรมกลุ่มสัมพันธ์

/3) กจิ กรรม...



3) กจิ กรรมพฒั นา 3 ขมุ พลงั
4) กจิ กรรม “เอามือ้ สามคั ค”ี
5) กจิ กรรม “หาอยู่ หากิน”
6) กจิ กรรมเคารพธงชาติ
7) กจิ กรรมทาบุญ ตกั บาตร
8) กิจกรรม “จิบกาแฟ แลงานศลิ ป์”
9) กจิ กรรมการมอบประกาศนียบัตร
10) กจิ กรรมถา่ ยภาพรว่ มกัน

หลังการสิ้นสุดการฝึกอบรม ได้ประเมินโครงการฯ โดยใช้แบบการประเมินรายวิชาและแบบ
ประเมินผลภาพภาพรวมโครงการ ผลการประเมนิ สรปุ ไดด้ ังน้ี

1. กลมุ่ เป้ำหมำย
กลมุ่ เป้าหมายที่เข้ารบั การฝึกอบรม จานวน 100 คน
1) เพศชาย 62 คน
2) เพศหญิง 38 คน

หมายเหตุ ผ่านการฝึกอบรมครบท้ังหมด จานวน 87 คน
ไม่ผ่านการฝึกอบรมท้ังหมด 13 คน เน่ืองจาก จานวนชั่วโมงการเข้ารับการฝึกอบรมไมค่ รบ

ตามกาหนด
จากกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาการอาเภอ จานวน 100 คน ในเขตพนื้ ท่ีบรกิ าร 5 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จังหวัด
นครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดนนทบุรี มีผู้ตอบแบบ
ประเมนิ จานวน 90 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 90 ของกลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น

จากผลการประเมนิ ข้อมลู ทั่วไปของผู้ตอบแบบประเมินโครงการจานวน รายละเอยี ดดงั นี้
1) เพศ เพศหญงิ คดิ เป็นรอ้ ยละ 38 และเพศชาย คิดเปน็ รอ้ ยละ 62
2) ชว่ งอำยุ กลมุ่ เปา้ หมายสว่ นใหญ่อยชู่ ว่ งอายรุ ะหวา่ ง 50-59 ปี คดิ เป็นร้อยละ 38.89

และรองมา อยใู่ นชว่ ง 40 - 59 ปี และชว่ งอายุ 60 ปี ขึน้ ไป คิดเปน็ รอ้ ยละ 24.44
3) ระดบั กำรศึกษำ กลมุ่ เปา้ หมายส่วนใหญ่ มีระดบั การศึกษาอยู่ใน ต่ากว่าระดับปริญญา

ตรี คิดเปน็ ร้อยละ 64.44
4) ตำแหน่ง กลมุ่ เปา้ หมายสว่ นใหญ่อยใู่ นตาแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญแ่ ละผู้ใหญบ่ ้าน

2. กำรบรรลุวตั ถุประสงคโ์ ครงกำร
จากผลการประเมินโดยส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบประเมินคิดเห็นว่าการบรรลุวัตถุประสงค์ของ

โครงการอยูใ่ น ระดบั มำกทสี่ ุด โดยมีคา่ เฉลย่ี รวมท้ังหมด 4.58

3. ควำมรู้ควำมเข้ำใจและทักษะกอ่ นและหลังกำรฝึกอบรม
ผ้ตู อบแบบประเมินได้ทาการประเมินค่าเฉลีย่ คะแนนโดยรวมก่อนการฝกึ อบรมอยู่ในระดับปานกลาง

คอื 3.27 และคา่ เฉล่ยี คะแนนหลังการฝกึ อบรมอยใู่ นระดบั มากท คอื 4.4 คา่ เฉลีย่ คะแนนเพ่ิมขนึ้ 2.03 โดย
มีความรู้ความเข้าใจและทักษะเพ่ิมขึ้นหลังจากการฝึกอบรมทุกรายวิชา ซ่ึงผลการประเมินในประเด็นความรู้



ความเข้าใจและทกั ษะก่อนและหลังฝกึ อบรมของกลุม่ เป้าหมาย และสรปุ ได้ว่าเม่ือเปรยี บเทียบก่อนได้รับการ
ฝกึ อบรมกบั หลังได้รับการฝึกอบรมนัน้ กลุม่ เป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจและทกั ษะเพ่มิ ข้ึนในทกุ รายวิชาอยู่
ระดับมากทีส่ ดุ

ความรู้ ความเขา้ ใจและทกั ษะก่อนและหลังการฝึกอบรม โดยเปรียบเทียบค่าความต่างระดบั คะแนน
เพ่ิมข้ึนมากท่ีสุด คือ วิชา Workshop “การจัดการพ้ืนท่ี ดิน น้า ป่า คน” และวิชาฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้
ค่าเฉล่ียก่อนการฝึกอบรม อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 2.5 และ 2.3 ตามลาดับ และค่าเฉล่ียหลัง
การฝกึ อบรม อยรู่ ะดับมากท่ีสดุ คิดเปน็ ร้อยละ 4.63 และ 4.66 ตามลาดับ ซง่ึ ค่าเฉล่ียคะแนนเพม่ิ ขน้ึ 2.13
เทา่ กัน

4. ประโยชน์ของหัวข้อวิชำตอ่ กำรนำควำมรู้ไปปรบั ใชใ้ นกำรปฏิบตั งิ ำน
ผู้ตอบแบบประเมินผลโครงการ จานวน 90 คน ได้รับประโยชน์ของหัวข้อวิชาต่อการนาความรู้ไป

ปรบั ใช้ในการปฏบิ ัตงิ านในหัวข้อวชิ ามากท่ีสุด คือ วิชา การประยกุ ตท์ ฤษฎีใหม่ส่กู ารปฏิบตั ิ “เอาม้อื สามัคคี”
อยใู่ น ระดบั มำกทสี่ ดุ ค่าเฉลย่ี คะแนน คือ 4.57

5. ด้ำนกำรบริหำรโครงกำร
ผตู้ อบแบบประเมนิ ส่วนใหญ่คิดว่าการบรกิ ารทัง้ 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก โดยมคี ่าเฉลย่ี ในทุกด้านอยู่

ในระดับมาก ค่าคะแนนเฉล่ีย 4.48 และผลการวิเคราะห์จากตารางดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ตอบแบบ
ประเมนิ มคี วามพึงพอใจตอ่ ภาพรวมของโครงการ โดยเรยี งลาดบั จากมากทส่ี ดุ ไปหานอ้ ยทสี่ ุดสามลาดบั ดงั น้ี

1) การให้บรกิ าร: ด้านวทิ ยากร
การใหบ้ รกิ ารดา้ นวิทยากร อยใู่ นระดับมำก ค่าคะแนนเฉล่ียรวม 4.49

2) การให้บริการ: ด้านการบริการ
การให้บรกิ ารดา้ นการบรกิ าร อยู่ในระดบั มำก ค่าคะแนนเฉลี่ยรวม 4.3

3) การใหบ้ รกิ าร: ดา้ นอาคาร สถานที่
การใหบ้ ริการดา้ นอาคาร สถานที่ อยใู่ นระดบั มำกทส่ี ดุ คา่ คะแนนเฉลี่ยรวม 4.53

4) การใหบ้ ริการ: ดา้ นคณุ ภาพ
การให้บริการ : ดา้ นคุณภาพ อย่ใู นระดบั มำกทสี่ ุด ค่าคะแนนเฉลี่ยรวม 4.62

1

สว่ นท่ี 1
บทนำ
โครงกำรศนู ย์ศกึ ษำและพฒั นำชมุ ชนตำมหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกิจพอเพียง
กจิ กรรมท่ี 3 ฝึกอบรมปฏิบัตกิ ำร
หลกั สูตรกำรพฒั นำกสกิ รรมสูร่ ะบบเศรษฐกิจพอเพยี ง

1. เก่ยี วกับโครงกำร
1.1 ควำมเปน็ มำ
แผนปฏิบัติราชการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565) ของกรมการพัฒนาชุมชน ภายใต้วิสัยทศั น์

“เศรษฐกิจฐานรากม่ันคงและชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565” ท่ีมุ่งเน้นการเป็นกลไกสาคัญ
ในการเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งอย่างย่ังยืนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ม่ันคงด้วยนวัตกรรมและ
การ บูรณาการ ภายใตห้ ลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ในการนี้ กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้จัดทาโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อนาร่องการขับเคลื่อนหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่ ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
และสุขภาวะชุมชน และสนับสนุนให้ชุมชนท้องถ่ินโดยรอบพื้นที่ดาเนินงานของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน
มีความเข้มแข็ง บุคลากรในสังกัดของกรมการพัฒนาชุมชนมีศักยภาพ และได้รับการพัฒนาร่วมกับคนใน
ชมุ ชนเกดิ การพัฒนาระบบ เพ่ือรองรับสังคมผ้สู ูงวัย อกี ท้งั เป็นการสืบสานพระราชปณธิ านอันจะส่งผลให้เป็น
การสร้างความเข้มแข้งและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างย่ังยืน ด้วยการน้อมนาศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งมาเปน็ แนวทางในการปฏิบัติและขยายผลศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียงไปสู่การจัดต้ังบรษิ ัทรัฐวิสาหกิจเพ่ือสังคม (Social Enterprise) ร่วมกันกับชุมชนในพื้นที่ดาเนินงาน
พร้อมพัฒนาไปสู่ค่ายพักพิงแบบบูรณาการและฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านน้า อาหาร และพลังงาน
ดว้ ยศาสตร์พระราชา (Water Energy Food Emergency Aid Shelter Training : WEF EAST)

สถาบันการพฒั นาชมุ ชน มอบหมายให้ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครนายกดาเนินงานตามโครงการ
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรมปฏิบัติการ
หลกั สตู รการพฒั นากสกิ รรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพยี ง เพือ่ ใหก้ ล่มุ เปา้ หมายเรียนรู้การจัดการพื้นทกี่ ารเกษตร
แบบผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพ้ืนบ้าน เพื่อเป้าหมายการพึ่งตนเอง ภายใต้ “โคก หนอง
นา โมเดล”

1.2 วัตถปุ ระสงค์
เ พ่ื อ ส ร้ า ง ค ว า ม รู้ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ศ า ส ต ร์ พ ร ะ ร า ช า ต า ม ห ลั ก ป รั ช ญ า ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ พี ย ง แ ล ะ

สรา้ งความเข้าใจพน้ื ฐานในการปรบั เปลย่ี นวถิ ชี วี ติ ใหส้ มารถพง่ึ ตนเองได้ตามหลกั กสกิ รรมธรรมชาติ

1.3 กล่มุ เป้ำหมำย
บุคคล ประชาชน ภาคีภาคส่วนต่าง ๆ ในเขตพื้นท่ีบริการ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก

จงั หวดั ปราจนี บุรี จังหวดั ปทมุ ธานี จังหวัดนนทบรุ ี และจงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา จานวน 100 คน

2

1.4. กระบวนกำรเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้เน้นการบูรณาการและผู้เรียนเปน็ ศนู ย์กลาง
1) บรรยายและใช้ส่อื นาเสนอประกอบการฝึกอบรม
2) อภิปราย แบ่งกลมุ่ ระดมสมอง และสรุปเติมเต็มโดยวิทยากร
3) กรณีศึกษา (case study) ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เข้าอบรมศึกษา

เรื่องที่สมมติข้ึนจากความเป็นจริง และตอบประเด็นคาถามเก่ียวกับเร่ืองนั้น แล้วนาคาตอบและเหตุผลที่มา
ของคาตอบน้ันมาใช้เปน็ ขอ้ มลู ในการอภปิ ราย เพื่อให้เกดิ การเรียนรู้

1.5 เนื้อหำหลกั สตู ร
1) เข้าใจ เข้าถงึ พัฒนา ศาสตรพ์ ระราชากบั การพฒั นาทย่ี ง่ั ยืน
2) การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืนเพ่ือการพ่ึงตนเองและ

รองรบั ภยั พบิ ตั ิ
โดยมรี ายวิชาดงั นี้
- กจิ กรรมกล่มุ สัมพนั ธ์
- เรียนรูต้ าราบนผนื ดินจากพืน้ ที่ตวั อย่าง
- แลกเปลย่ี นประสบการณก์ บั ปราชญช์ าวบา้ น “วถิ ีภูมิปัญญาไทยกับการพ่ึงตนเอง”
- การออกแบบเชงิ ภมู ิสงั คมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสงั คมอย่างย่งั ยืนเพอื่ การพง่ึ ตนเองและ
รองรบั ภยั พบิ ัติ (โคก หนอง นา โมเดล)
- การประยุกตท์ ฤษฎใี หมส่ กู่ ารปฏิบตั ิ “เอาม้อื สามัคคี”
- เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ศาสตรพ์ ระราชากับการพฒั นาท่ียง่ั ยนื
- การจดั การพน้ื ท่ี ดิน น้า ป่า คน
- ยทุ ธศาสตรก์ ารขบั เคลอ่ื นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ

1.6 กิจกรรมเสริมหลกั สตู ร
1) Wrap up
2) ออกกาลังกายตอนเชา้
3) เข้าแถวเคารพธงชาติ
4) ทาบุญ ตกั บาตร
5) จบิ กาแฟ แลงานศลิ ป์
6) พัฒนา 3 ขุมพลัง

1.7 ระยะเวลำดำเนินกำร
ดาเนินการจดั ฝกึ อบรม ระหวา่ งวันที่ 23 – 27 เดอื น มกราคม พ.ศ.2562

1.8 สถำนท่ดี ำเนินกำร
ณ ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครนายก ตาบลสาริกา อาเภอเมือง จ.นครนายก

1.9 งบประมำณ
งบประมาณที่ไดใ้ ช้ไป จานวน 588,400 บาท (หา้ แสนแปดหม่นื แปดพันสร่ี ้อยบาทถว้ น)

3

1.10 ผลท่คี ำดว่ำจะได้รับ
1) การเตรียมความพร้อมรองรับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมาย

ความยัง่ ยนื โลก (SEP to SDGs) ซงึ่ เป็นแผนระยะยาว
2) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนได้รับการออกแบบ ปรับปรุง และยกระดับเป็นศูนย์ศึกษาและพัฒนา

ชมุ ชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
3) การพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมให้กับกลุ่มเป้าหมายภายใน

กรมการพัฒนาชุมชนและบุคคลภายนอกท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง ตลอดจนได้การทางานแบบบูรณาการความร่วมมือ
ในพนื้ ทีเ่ ป้าหมายอันเปน็ การเช่ือมโยงภาคเี ครือข่าย

1.11 ตวั ชีว้ ัดควำมสำเร็จของโครงกำร
1) ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ในการดาเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพียง
2) ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถดาเนินงานขับเคล่ือนศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพียงในพื้นท่ีของตนเองได้
3) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก สามารถเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาตาม

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในเขตพืน้ ท่ีบรกิ ารของศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนได้

2. รำยชือ่ ทีมวิทยำกรกระบวนกำร ตาแหนง่ ผ้อู านวยการศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชุมชนนครนายก
2.1 นางประภา ปานนิตยกุล ตาแหนง่ นกั วชิ าการพัฒนาชุมชนชานาญการ
ตาแหนง่ นกั ทรัพยากรบุคคลชานาญการ
2.2 นางชนมส์ ติ า พทุ ธชาด ตาแหนง่ นักทรพั ยากรบุคคล
2.3 นางสาวอรวีย์ แสงทอง
2.4 นายชาญณรงค์ จริ ขจรกุล ตาแหนง่ นักทรพั ยากรบุคคล

2.5 นางสาวสฑุ ามาศ อัมรินทร์

3. รำยช่อื วทิ ยำกรประจำรำยวชิ ำ

3.1 วชิ ำ “เข้ำใจ เข้ำถงึ พฒั นำ” ศำสตร์พระรำชำกบั กำรพฒั นำทย่ี ่ังยืน
ผรู้ บั ผิดชอบ นางประภา ปานนติ ยกลุ ผ้อู านวยการศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครนายก

3.2 วิชำ กำรออกแบบเชงิ ภมู สิ งั คมไทยตำมหลักกำรพฒั นำภูมิสงั คมอยำ่ งยัง่ ยืนเพ่อื กำรพึ่งตนเองและ
รองรบั ภยั พบิ ตั ิ

ผูร้ บั ผิดชอบ นางชนม์สิตา พุทธชาด นกั วิชาการพัฒนาชุมชนชานาญการ

3.3 วิชำ ยุทธศำสตรก์ ำรขบั เคล่อื นปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งสกู่ ำรปฏิบัติ
ผู้รบั ผิดชอบ นางชนม์สิตา พุทธชาด นกั วิชาการพฒั นาชมุ ชนชานาญการ

3.4 วิชำ Workshop “กำรจัดกำรพื้นทดี่ นิ นำ้ ปำ่ คน”
ผู้รับผดิ ชอบ นางชนมส์ ิตา พุทธชาด นักวชิ าการพัฒนาชมุ ชนชานาญการ
นายชาญณรงค์ จริ ขจรกลุ นกั ทรพั ยากรบุคคล

4

3.5 วิชำ เรียนรู้ตำรำบนผนื ดนิ จำกพน้ื ที่ต้นแบบ
ผรู้ ับผิดชอบ นางสาวอรวีย์ แสงทอง นักทรพั ยากรบุคคลชานาญการ

3.6 วิชำ ฝึกปฏิบัตฐิ ำนเรยี นรู้ นักวชิ าการพัฒนาชุมชนชานาญการ
ผู้รับผิดชอบ นางชนมส์ ติ า พุทธชาด นักทรพั ยากรบคุ คล
นายชาญณรงค์ จิรขจรกุล
นักทรพั ยากรบุคคล
3.7 วิชำ กจิ กรรมกลุ่มสัมพันธ์
ผู้รบั ผดิ ชอบ นายชาญณรงค์ จริ ขจรกุล

3.8 วิชำ แลกเปล่ยี นประสบกำรณ์กบั ปรำชญช์ ำวบำ้ น “วิถภี ูมิปัญญำไทยกบั กำรพึง่ ตนเอง”
ผู้รับผิดชอบ นางสาวสฑุ ามาศ อัมรินทร์ นักทรพั ยากรบุคคล

3.9 วิชำ กำรประยกุ ตท์ ฤษฎีใหม่ส่กู ำรปฏบิ ตั ิ “เอำม้ือสำมคั ค”ี
ผ้รู ับผดิ ชอบ นางชนม์สติ า พุทธชาด นักวชิ าการพฒั นาชุมชนชานาญการ
นายชาญณรงค์ จิรขจรกุล นกั ทรัพยากรบุคคล

5

บทท่ี 2
สรปุ เนอื้ หำวิชำกำร กิจกรรม และผลกำรดำเนนิ กจิ กรรม

โครงการศูนย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรม
ปฏบิ ัติการ หลกั สตู รการพฒั นากสิกรรมสรู่ ะบบเศรษฐกิจพอเพยี ง มีวตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื สร้างความรู้ความเข้าใจ
ศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และสร้างความเข้าใจพื้นฐานในการปรับเปล่ียน
วิถีชีวิตให้สมารถพ่ึงตนเองไดต้ ามหลกั กสกิ รรมธรรมชาติ โดยเนื้อหาวิชาการและกิจกรรมดงั น้ี

1. วชิ ากจิ กรรมกลุ่มสมั พันธ์
2. วิชาเรียนร้ตู าราบนผนื ดินจากพื้นทตี่ น้ แบบ
3. วิชาพัฒนา 3 ขมุ พลัง
4. วิชาแลกเปล่ยี นประสบการณก์ ับปราชญช์ าวบา้ น “วิถภี ูมปิ ญั ญาไทยกับการพึ่งตนเอง”
5. วิชาการออกแบบเชิงภมู ิสังคมไทยตามหลักการพฒั นาภูมสิ ังคมอย่างยั่งยนื เพื่อการพ่ึงตนเองและ
รองรับภยั พบิ ตั ิ
6. วชิ า“เข้าใจ เข้าถงึ พัฒนา” ศาสตรพ์ ระราชกับการพัฒนาทีย่ ่งั ยืน
7. วชิ าฐานการเรียนรู้ และ Workshop “การจัดการพน้ื ที่ ดนิ น้าป่า คน” ณ ศนู ย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ
จังหวัดนครนายก
8. วิชายทุ ธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงสูก่ ารปฏิบตั ิ

1. วิชำ กิจกรรมกลมุ่ สัมพนั ธ์

1) วิทยำกร
นายชาญณรงค์ จริ ขจรกลุ นกั ทรพั ยากรบคุ คล และทีม ศพช.นครนายก

2) วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้าหมายด้วยกันและทีมวิทยากรเพ่ือให้เกิด

บรรยากาศท่ีดีใน การเรยี นรู้
2. เพ่อื แบง่ กลมุ่ ในการรว่ มกจิ กรรมในแตล่ ะรายวิชา

3) ระยะเวลำ
จานวนรวม 2 ช่ัวโมง

4) ขอบเขตเนอ้ื หำ
การสร้างกจิ กรรมกล่มุ สัมพนั ธ์ ละลายพฤตกิ รรม การสร้างผนู้ ากล่มุ /ผู้นารุ่น

5) เทคนคิ /วธิ ีกำร
วิทยากรเร่ิมต้นโดยการแนะนาตนเอง จากนั้นวิทยากรละลายพฤติกรรมด้วยวิถีการ

“ถอดหัวโขน” ลดอายุให้เหมาะแก่กิจกรรม โดยใช้หลัก 3ค (คึกคัก คล่องแคล่ว คร้ืนเครง) จากนั้น
วิทยากรเข้าสกู่ ระบวนการสรา้ งความพรอ้ มด้วยการมาน่งั เป็นวงกลมแลว้ ใหป้ รบมอื 1 ครัง้ / 2 ครัง้
3 คร้ัง / 5 ครง้ั เขา้ สเู่ พลง “ปรบมอื 5 คร้งั ”

6

วิทยากรให้หยิบอุปกรณ์การทาป้ายช่ือ “เรียกฉันว่า” วิทยากรบอกเป้าหมายของกิจกรรม
เพ่อื ทา บัตรประจาตัวของแต่ละคน แต่จะเป็นเพื่อนร่วมวงเท่านั้นท่ีจะวาดให้ โดยวาดภาพอวัยวะ
ทปี่ ระกอบเป็นใบหน้า จนครบทุกอวัยวะ เมือ่ ทุกคนเข้าใจตรงกนั แล้ว วทิ ยากรเริม่ กิจกรรม โดยบอก
ชื่ออวัยวะให้ผู้ร่วมกิจกรรมวาดทีละอย่าง เม่ือวาดอวัยวะหน่ึงแล้ว ให้ท้ังวงส่งกระดาษให้เพ่ือน
ทางซ้ายมือ วนไปจนครบ จะปรากฏเป็นภาพใบหน้าที่มีอวัยวะครบทั้งหมด วิทยากร บอกให้ทั้งวง
ลุกขึ้น กาหนดเวลา สิบวินาทีให้ถือบัตรประจาตัวไปหาเจ้าของท่ีมีชื่ออยู่ในบัตรน้ัน เมื่อพบเจ้าของ
บตั รให้มอบคนื และกลบั มาน่ังที่เดมิ

วทิ ยากรเขา้ สู่กจิ กรรมการละลายพฤติกรรมโดยใช้เพลง “ลมเพ ลมพดั ” เพือ่ หาผ้ทู าผดิ และ
มาทากิจกรรมลงโทษโดยการเต้นประกอบเพลง สร้างความครื้นแครงและความสนุกสนาน
ในกระบวนการ จากนนั้ วิทยากรใช้เพลง “พายเรือ” เพอื่ เข้าสกู่ ิจกรรมกลุ่ม โดยเร่ิมจากการแบ่งกลุ่ม
เล็กซ่ึงจะให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสร้างความคุ้นเคยและทาความรู้จักกันในกลุ่ม ( กลุ่ม 5 คน, กลุ่ม
10 คน, กลุ่ม 15 คน) วิทยากรสุ่มถามสมาชิกคนใดคนนึงเพื่อสังเกตดูว่าได้จดจาเพ่ือนร่วมกลุ่มได้
มากนอ้ ยเพียงใด

วิทยากรแบ่งกลุ่ม ๆละ 15 คน โดยให้เป็นเพศเดียวกันอยู่กลุ่มเดียวกัน (ชาย / หญิง)
สังเกตเห็นว่า โดยส่วนใหญ่ผู้ท่ีรู้จักกันจะมาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน วิทยากรจึงให้แต่ละกลุ่มนับ 1 ถึง 5
ทุกกลุ่มเพ่อื แยกสมาชกิ ออกเป็น 5 กลุ่มซง่ึ จะไดค้ ละกนั และมสี มาชิกชาย/หญงิ ในปริมาณทใ่ี กล้เคียง
กันทุกกลุ่ม วิทยากรให้สมาชิกกลุ่มทาความรูจ้ ักกนั เบื้องต้น จากน้ันให้ทุกคนยกมือชูน้ิวช้ีข้ึนดา้ นบน
แล้ววิทยากรใช้คาสั่ง “ให้ช้ีไปหาคนในกลุ่มท่ีคิดว่าสมควรจะเป็น ผู้ใหญ่บ้านของกลุ่ม หลังนับ
“1 2 3” เม่ือได้ผู้ใหญ่บ้าน (ผู้นากลุ่ม)แล้ว ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านเลือกผู้ช่วยฯ เลขานุการ และน้องเล็ก
ตามลาดบั (วิทยากรบอกหน้าทค่ี วามรับผิดชอบจของแตล่ ะตาแหนง่ )

วิทยากรให้ทุกกลุ่มกลับมานั่งเป็นกลุ่มแถวตอน 2 แถว และให้ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 5 กลุ่ม เลือก
“กานนั ” (ผู้นารุ่น) เม่ือได้กานันแล้วให้กานันเลือกสารวัตรกา นัน (วิทยากรบอกหน้าที่
ความรับผิดชอบ) วิทยากรสอนวิธีการและสาธิตการใช้คาสั่ง “ใส่รหัส” และให้ทุกคนกลับน่ังที่และ
อย่ใู นความสงบเพอ่ื เข้าส่พู ิธกี ารรับผา้ สีของแตล่ ะกลุ่ม โดยวทิ ยากรให้ตวั แทนนาสลากสีให้ผู้ใหญ่บ้าน
เป็นคนจับสลากและบอกลกู บา้ นวา่ กล่มุ ตวั เองไดส้ ีอะไรโดยไมส่ ่งเสยี งดงั

วทิ ยากรบอกขั้นตอน/วธิ ีการการเข้ารับผ้าสี โดยใหต้ วั แทนกลุ่มคือผู้ใหญ่บ้านเป็นคนเข้ารับ
ผา้ สยี งั หนา้ พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 และ รัชกาลที่ 10 จากนนั้ ตวั แทนกลับเข้า
ประจาท่แี ละสง่ ผา้ สีให้สมาชิกจนครบ วทิ ยากรใหท้ ุกคนนาผ้าสวี างไวบ้ นมอื ขวา ตกั ขวา และหลับตา
เพ่ือราลึกถึงพระราชกรณียกิจของท้ัง 2 พระองค์ จากน้ันวิทยากรสั่งลืมตาและให้กล่าวคาปฏิญาณ
ตนตาม เมือ่ กล่าวจบวิทยากรแนะนาพี่เลี้ยงกลุ่มสีและสอนวธิ ีการผูกผ้าสีเมอื่ ผูกเสร็จส้ินแลว้ วิทยากร
แนะนาภารกจิ การดแู ลพื้นทขี่ องแตล่ ะกลมุ่ โดยให้ดตู ามตารางภารกจิ

7

6) ผลกำรเรียนรูโ้ ดยสรุป

ผู้เข้ารับการอบรมได้เครือข่ายกลุ่มสัมพันธ์ผ่านกระบวนการละลายพฤติกรรมและ
กระบวนการแบ่งกลุ่มสีและได้ผู้นากลุ่ม(ผู้ใหญ่บ้าน)และผู้นารุ่น(กานัน) ผู้เข้ารับการอบรม
เกิดการแลกเปลี่ยนกันในระหว่างกิจกรรมและทาความรู้จักกัน เข้าใจถึงกระบวนการกลุ่มที่ต้องมี
ภารกิจรับผิดชอบตลอดจนบทบาทของผใู้ หญ่บ้านและกานนั ที่ต้องทาหน้าที่ในแตล่ ะวัน

8

2. วิชำ เรียนร้ตู ำรำบนผนื ดนิ จำกพน้ื ทตี่ ้นแบบ

1) วิทยำกร
อ. ปัญญา ปุลเิ วคินทร์ และทีมศนู ย์ภมู ิรักษธ์ รรมชาติ

2) วตั ถุประสงค์
เพ่ือสารวจและศึกษา เรียนรู้ตาราจากผืนดิน จากพื้นที่ต้นแบบ/พื้นท่ีศูนย์ศึกษาและพฒั นา

ชมุ ชน
3) ระยะเวลำ

จานวนรวม 2 ชัว่ โมง ณ ศนู ยภ์ ูมริ ักษ์ธรรมชาติ จงั หวัดนครนายก
4) ขอบเขตเนอ้ื หำ

การปรับพ้ืนที่ตามภูมิสังคมในแต่ละภูมิภาค การพัฒนาด้วยการแก้ไขปรับปรุงคุณภาพ
ของคน ดิน น้า ป่า อย่างเป็นระบบ
5) เทคนิค/วธิ ีกำร

ศึกษำเรียนรู้จำกสถำนทจ่ี รงิ วทิ ยากรเรม่ิ ต้นโดยการแนะนาตนเอง และแนะนาสถานทศ่ี ูนย์
ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จากน้ันให้ผู้เข้ารับการอบรมชมคลิปประวัติความเป็นมาของศูนย์ภูมิรักษ์-
ธรรมชาติ เมื่อชมจบแล้วได้เติบเต็มจากวีดิทัศน์ และแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่มเพ่ือลงพ้ืนที่ศึกษา
เรียนรู้ตาราบนผืนดิน พิพิธภัณฑ์ธรรมชำติที่มีชีวิต เป็นพื้นที่แสดงแนวคิดในรูปแบบแปลง
สาธิตแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ซ่ึงในการเรียนรู้แบ่ง
ออกเปน็ 4 โซน ดงั น้ี

1. โซนภำคเหนือ แสดงแนวคดิ ด้านการอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม
2. โซนภำคกลำง แสดงแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่
3. โซนภำคอีสำน แสดงแนวคดิ ดา้ นการอาชีพเสริม
4. โซนภำคใต้ แสดงแนวคิดเรอื่ งพลังงานทดแทน
ภำคเหนือ แสดงแนวคิดและทฤษฎีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ “ปลกู ป่า ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อยา่ ง” ป่าอยา่ งที่๑ ป่าไม้ใช้สอย เปน็ ปา่ ท่ีปลูก
เพอื่ ใชป้ ระโยชน์ เชน่ สรา้ งท่อี ยอู่ าศัย ปา่ อย่างท่ี ๒ ปา่ ไมผ้ ล เปน็ ป่าป่าปลูกเพ่ือบริโภค ป่าอย่างที่ ๓
ปา่ ไมพ้ ลังงาน เช่นไมโ้ ตเรว็ ท่ใี ชเ้ ป็นเชอ้ื เพลิง หรือไมท้ น่ี าไปใชเ้ ป็นพลังงานทดแทน เม่อื ปลกู ปา่ ทงั้ ๓
อย่างแล้ว จะได้ประโยชน์อย่างท่ี๔ เป็นของแถมคือการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้า การปลูกหญ้า
แฝก พืชในพระราชดาริ “กาแพงทมี่ ีชีวติ ในการอนรุ กั ษแ์ ละคืนชวี ติ สธู่ รรมชาติ” วิธกี ารปลูกป่าเปียก
กนั ไฟ มดี ว้ ยกัน ๖ วิธีการ
วธิ ีกำรท่ี ๑ ทาระบบป้องกันไฟไม้ปา่ โดยทาแนวคลองสง่ นา้ และ แนวพชื ชนดิ ต่าง ๆ ปลกู
ตามแนวคลอง
วิธีกำรที่ ๒ สร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าเปียก โดยอาศัย
น้าชลประทานและนา้ ฝน
วิธีกำรที่ ๓ โดยการปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมร่องน้า เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อย ๆ ทวีข้ึนและ
แผ่ขยายออกทงั้ สองดา้ นของรอ่ งน้า

9

วธิ กี ำรท่ี ๔ โดยการสร้างฝายชะลอความชมุ่ ช้ืน
วิธีกำรท่ี ๕ การสูบน้าไปในระดับสูงท่ีสุดเท่าที่จะทาได้แล้วค่อย ๆ ปล่อยน้าลงมา เรียกว่า
“ภูเขาปา่ ” ให้กลายเป็น “ป่าเปยี กที่สามารถปอ้ งกนั ไฟป่าได้”
วิธีกำรท่ี ๖ ปลูกต้นกล้วยเป็นแนวกันไฟ การสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น และการปลูกป่า
ในใจคน
ภำคกลำง แสดงแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ พระบาทสมเด็ดพระเจ้าอยู่หัวทรงมีดาริข้ึน
ครั้งแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นทฤษฎีในการ
บริหารจดั การทรพั ยากรท่ีดนิ ของเกษตรกรเพอ่ื ให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากพ้ืนที่ของตนเอง
ได้คุม้ ค่าสูงสดุ และที่สาคัญสามารถพง่ึ พาตนเองได้ โดยแบ่งพ้ืนท่ีในแปลงหนงึ่ แปลงออกเป็น ๔ สว่ น
ดว้ ยกนั มสี ตู รวา่ ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ ซึ่งแบง่ ดงั น้ี ๓๐ % แรกเป็นพนื้ ท่นี ้า๓๐ % ทีส่ องเป็นพ้นื ท่ีนา
ข้าว ๓๐ % ที่สามเป็นพ้ืนที่ปลูกผัก ผลไม้ และสมุนไพรต่าง ๆ ๑๐ % สุดท้ายเป็นพื้นท่ีปลูกบ้าน
ที่อยอู่ าศยั และโรงเรือน
ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสำน) แนวคิดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล-
อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกดิ จากภาคอีสานมพี ื้นที่ชลประทานน้อยทาให้เกษตรกรมอี ุปสรรคในการทา
การเกษตร เมื่อเกิดภาวะฝนแล้ง ดังนั้นพระองค์ท่านจึงทรงส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎรภาคนี้
โดยใช้สื่อเร่ืองนี้ คือ ธนาคารข้าว มีพ้ืนท่ีทานามาก ฝนฟ้าดี ได้ข้าวมาก ฝนฟ้าไม่ดี ไม่ได้ทานา
พระองค์ทรงมีดาริให้จัดตั้งธนาคารข้าวข้ึน ปีท่ีได้ข้าวมาก เก็บในธนาคารข้าว ปีท่ีไม่ได้ทานา ก็มากู้
ข้าวจากธนาคาร ใช้หน้ีคืนเป็นข้าวโดยคิดดอกเบี้ยราคาถูกๆ เพราะเป็นชาวนาด้วยกนั โรงเพาะเหด็
การเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ ปลา ฯลฯ การแปรรูปผลผลิต ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เช่น น้ายา
อเนกประสงค์ สบู่ แชมพู ฯลฯ การทาปยุ๋ ใชเ้ อง
ภำคใต้ มแี นวคดิ อยู่ทง้ั หมด 5 อย่าง ได้แก่
1. เตาถา่ น โดยใช้เศษก่ิงยางพารา ไม้ผล ทาเป็นถ่าน และไดน้ า้ ส้มควนั ไม้
2. โครงการแก้มลิง พระองค์ท่านเปรียบเทียบว่า ลิงเมื่อเขากินผลไม้หรือกล้วย เขาจะเก็บ
ตุนไว้ท่ีแก้ม แล้วค่อยๆเอาออกมากินทีละน้อย เปรียบเหมือนโครงการแก้มลิง เป็นโครงการที่ทา
แหล่งน้าขนาดเลก็ หรอื คลองซอยต่าง ๆ เป็นแหลง่ ระบายน้า และใชเ้ ม่ือเข้าฤดูแล้ง
3. การพัฒนาแหล่งทานาข้าว “ลุ่มน้าปากพนงั ” จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมลุ่มน้าปากพนงั
เป็นแหล่งผลิตข้าวท่ีสาคัญของภาคใต้ ต่อมามีการทาลายป่าชายเลน การใช้สารเคมี การเล้ียงกุ้ง
ทาให้สภาพแวดล้อมเปล่ียนดินเปรี้ยว ทานาไม่ได้ผล ดังนั้นพระองค์จึงลงไปแก้ปัญหาดินเปร้ียว
เพื่อพลิกฟ้ืนลุ่มนา้ ปากพนงั ให้กลับมาทานาไดอ้ ีก โดยใช้ทฤษฎีแกล้งดิน คือการปล่อยน้าเข้านาแลว้
กกั นา้ ไว้ เสร็จแลว้ สูบน้าออกจากนาให้หมดปลอ่ ยให้ดินแห้งแล้วสูบนา้ เข้านาอีก แลว้ กป็ ล่อยเช่นเดิม
ทาหลายๆ คร้ัง เพอ่ื แกลง้ ใหด้ ินเปร้ียวสุดขีด แล้วลา้ งความเปร้ียวโดยใชน้ า้ หรือใช้ปูนขาว หรือใชน้ ้า
สลับดว้ ยการใส่ปนู ขาว
4. การปั้นอฐิ จากดนิ ในท้องถนิ่ เปน็ การนาเอาทรัพยากรในพนื้ ทมี่ าใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
โดยมสี ว่ นผสม คอื ดนิ 3 ส่วน ซีเมนต์ 1 ส่วน และนา้ พอประมาณ

10

5. การทาน้ามันไบโอดีเซล จากน้ามันพืช โดยกาหนดเป็นโซนปลูกพืชน้ามัน ซ่ึงต่อไป
จะจัดต้ังเปน็ ฐานงานผลิตไบโอดีเซล

หลงั จากท่ผี ู้เข้าอบรมได้ลงพน้ื ที่เรียนรู้ตาราบนผืนดนิ จากพ้นื ที่ตน้ แบบ ไดก้ ลบั มารวมตัวกัน
ท่ีหอ้ งประชุมของศนู ยภ์ มู ิรกั ษแ์ ละ อ.ปญั ญา ปลุ เิ วคนิ ทร์ ไดใ้ หค้ วามรู้เพ่ิมเติม
6) ผลกำรเรียนรโู้ ดยสรปุ

ผู้เข้ารับการอบรมได้เรียนรู้และเห็นถึงสภาพพ้ืนท่ีการปรับกิจกรรมในแต่ละภูมิสังคมในแต่
ละภูมิภาคของทั้ง 4 ภาค รวมถึงเกิดกระบวนการเรียนรู้ ถาม ตอบ กับวิทยากรประจาฐาน
เรียนรู้ในแต่ละฐานเกิดเป็นองค์ความรูใ้ ห้กับคณะผู้เข้ารับการอบรมและเกิดผลตอบรับท่ีดีในการให้
ผู้เข้ารบั การอบรม ลงพ้ืนท่ีศึกษาดูงานเรยี นรูต้ าราบนผนื ดินจากสถานท่ตี วั อย่าง

ภำพประกอบรำยวิชำ

11

3. วิชำ พัฒนำ 3 ขมุ พลงั

1) วทิ ยำกร
อรวยี ์ แสงทอง

2) ระยะเวลำ
จานวน 2 ช่ัวโมง

3) เทคนคิ และวธิ กี ำร
วิทยากร นาออกกาลงั กาย โดยใช้สือ่ ประกอบ ฝกึ สมาธิ
1. ภายในเวลาไม่นานนัก โดยน้อมนาแนวคิด “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ท่ีพระบาทสมเด็จ-
พระเจ้าอยหู่ ัวฯ รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้มาประยุกต์ใช้ในตาบล ในยุคที่สังคมกาลังเปล่ียน ท้ังด้านสังคม
เศรษฐกิจและการเมือง มีหนทางเดียวที่จะพาคนไทยกลับบ้านได้ คือ “วิถีชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง” โดยใชห้ ลกั การพัฒนากสิกรรมธรรมชาตสิ ่รู ะบบเศรษฐกิจพอเพียง
2. ให้ผ้เู ขา้ รบั การอบรมชมวีดีทัศน์ แผ่นดนิ ไทยตอนแผน่ ดินวิกฤต และหลงั จากชมวีดีทัศน์ วทิ ยากร
ตั้งประเดน็ คาถาม ได้อะไรจากชมวีดที ัศนว์ กิ ฤตทเี่ กดิ ขน้ึ
3. ช่วยกันถอดบทเรียนระดมสมอง แผ่นดินไทยแผ่นดินวิกฤต ข้อคิดและมุมมองในการแกไ้ ขปัญหา
เชงิ บวก ให้คิดเป็นกลุม่ สี

สีนำ้ เงิน
- แกป้ ัญหาดว้ ยการ ปลูกป่าเพอื่ ลดโลกรอ้ น ดว้ ยการเพิม่ พ้ืนท่ีปา่ ท่ัวโลก
- งดใช้สารเคมีในการเกษตร
- ลดการใชถ้ งุ พลาสติก
- ใชพ้ ลงั งานทดแทน เช่น พลงั งานนา้ พลงั ลม และโซลา่ เชลล์
- ลดการเผาฝาง ลด PM2.5
- ลดภาคอุตสาหกรรม เกษตรพอเพียงนา

สเี หลือง
วิกฤตต่าง ๆ ทเี กิดขนึ้ เกดิ จาก ต้องแกท้ ี่น้ามอื มนษุ ย์ สร้างจติ สานึกในตวั เองกอ่ น ใชช้ ีวติ อยา่ ง
พอเพียง ความต้องการของมนษุ ย์ ดา้ นอปุ โภค บรโิ ภคมากเกนิ ความจาเป็น
-ลดความอยากลง หนั มาทาเกษตรอนิ ทรีย์ในครัวเรือนกอ่ น
-ไม่จุดไฟเผาปา่ ไมต่ ัดไม้ทาลายปา่
-กระแสค่านิยมเปลยี่ นไป ทาให้คนแกง่ กนิ เทีย่ ว แตง่ ตวั หาเงนิ สร้าง ดว้ ยการทาอาชีพท่ไี มส่ ุจริต
มอื ใครยาวสาวได้สาวเอา

สีชมพู
มุมมองในการแก้ไขปัญหาเชงิ บวก
สิ่งท่ีเห็น ความเปล่ียนแปลงของธรรมชาติทั่วโลกท่ีเกิดจากฝีมือมนุษย์ท่ีมีความรุนแรงมาก เช่น
อุทกภัย วาตะภยั
วธิ ีการแก้ไข
- ปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมเริ่มจากตัวบคุ คล เชน่ ลด ละ เลกิ การใชส้ ารเคมี

12

- ปรบั เปล่ียนวถิ ีชวี ติ ให้สามารถพึ่งตนเองได้
- ลดการเปาทาลายป่า เพิ่มการปลูกป่าทดแทน
- ลดการใชว้ ัสดุยอ่ ยสลายยาก เชน่ ถุงพลาสตกิ Reduce Reuse Recycle
- ให้ความรู้กับประชาชนใหร้ จู้ ักอยู่และพงึ่ พาธรรมชาติ
- ทา่ งรอดของมวลมนษุ ยชาติ คอื การเดินทางสายกลาง

สีแดง
ข้อคดิ และมุมมองในการแกไ้ ขปญั หาเชงิ บวก
- นาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาปรบั ใช้ในชวี ิตประจาวนั อย่างเหมาะสม
- สร้างจิตสานึกใหท้ ุกคนรู้จกั คิด รูจ้ กั ใช้ รูจ้ กั ทา
- การสร้างทรัพยากรอยา่ งคุม้ คา่
- รู้จกั รักษาและเพ่ิมมลู คา่ สงิ่ ท่มี อี ยู่ให้เพ่มิ ขนึ้
- ระเบิดจากข้างใน
- รณรงคป์ ระชาสัมพันธ์ในการรักษาสิ่งแวดล้อม
- นาหลกั กสิกรรมธรรมชาตมิ าใช้อน่างเป็นรูปธรรม

สีเขียว
ปญั หำ
- เกดิ จากขาดจติ สานึกความรับผิดชอบ ในการใช้ดนิ นา้ ลม ไฟ หรือร้เู ทา่ ไม่ถึงกาล
- คนโลภ เห็นแก่ตัว ไม่พอเพยี ง ตดิ สขุ
แกป้ ัญหา
- แก้ที่ตวั เรา
- แก้ท่ชี มุ ชน หมบู่ า้ น สังคม
- แกร้ ะดบั ชาติผา่ นผ้แู ทน

4) ผลกำรเรียนรโู้ ดยสรปุ
จากปัญหาท่ีพบ ตามวีดีทัศน์ และเสนอเสนอ มุมมอง เป็นประโยชน์มากต่อการนาไปใช้

การพัฒนากสกิ รรมธรรมชาตสิ ู่ระบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง กอปรกบั การพัฒนาของกรมการพัฒนาชมุ ชน
ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพฒั นาประเทศท่เี หมาะสม ตามระบบโครงการทางสังคมในมิติต่าง ๆ
ทุกระบบ และสร้างฐานความรู้ให้เป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปล่ียนแปลงอย่างรู้เท่าทัน ควบคู่ไปกับ
การกระจายความเจริญและการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลระหว่างสังคมชนบทและสังคมเมือง
ตามปรากฏการณ์และสถานการณ์ของสังคม อย่างเป็นธรรมและท่ัวถึงโดยใช้ฐานความรู้ของ
คน ชุมชน ในการแก้ไขปัญหา โดยมีเป้าหมายท่ีจะนาพาชีวิตเข้าสู่แนวทางตามวิถีชีวิตเศรษฐกิจ
พอเพียง (โคก หนอง นา โมเดล)

สิ่งเดียวท่ีจะพาคนไทยกลับบ้านได้ คือ ต้องน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของ
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ฯ รชั กาลท่ี 9 มาเป็นแนวทางในการดาเนินชีวติ

13

ภำพประกอบกจิ กรรม

วทิ ยำกร
นางชนม์สิตา พุทธชาติ และ ทมี ศพช.นครนายก

การพัฒนา 3 ขุมพลัง “จิตอาสา” การพัฒนาพลังสมาธิ พลังจิตใจ พลังกาย โดยเริ่มจาก
การปลุกสมองให้พร้อมสาหรับการรับรู้เร่ืองราวใหม่ ๆ ที่จะได้รับ วิทยากรให้น่ังน่ังสมาธพิ รอ้ มกบั
มีเสียงดนตรีดังเบา ๆ ให้จิตใจสงบ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ต่อด้วยการออกกาลังกายเบา ๆ เพื่อเป็นการ
กระตุ้นร่างกาย โดยใช้การออกกาลังกาย 10 ท่าพญายม หลังจากนั้นวิทยากรได้นาเล่นกิจกรรม
เพ่ือเรยี กความพรอ้ ม

14
เ มื่ อ เ กิ ด ค ว า ม พ ร้ อ ม แ ล้ ว วิ ท ย า ก ร ใ ห้ แ ต่ ก ลุ่ ม แล ก เ ป ล่ี ย น ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ดี ดี เ ล่ า สู่ กั น ฟั ง
โดยใหผ้ ู้ฟงั ในกลุ่มตง้ั ใจฟงั ให้จบก่อนจะซักถามโดยมีเวลาจากัดใหท้ ุกคนในกลมุ่ ได้เลา่ ประสบการณ์
ทุกคน จากนั้นให้แต่ละกลุ่มคัดเลือกตัวแทนที่เห็นว่าเหมาะสมท่ีจะไปแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อน
ผู้เข้าอบรมในที่ประชุมได้ฟัง เมื่อได้ตัวแทนกลุ่มแล้วจึงให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มนาเสนอ
ไดร้ บั รู้เร่ืองราวและแลกเปลี่ยนประสบการณก์ นั เกดิ เป็นความประทับใจให้ผู้เข้าอบรม

ภำพประกอบกิจกรรม

เม่อื ฟ้าสาง ( 06.30 น.) ผู้เข้าเอารมไดร้ ว่ มกันปลกุ ตน้ รวงผึ้ง บรเิ วณอาคารรวงผง้ึ (หอ้ งอาหารใหม่)
และทาการห่มดินร่วมกับการใส่ปุ๋ย (แห้งชาม น้าชาม) และเดินทางไปศึกษาดูงานพร้อมกับการทากิจกรรม
ตลอดท้ังวนั ที่ ศูนย์ภมู ริ ักษ์ธรรมชาติ

ภำพประกอบกิจกรรม

15

4. วิชำ แลกเปลี่ยนประสบกำรณก์ บั ปรำชญ์ชำวบำ้ น “วิถภี มู ปิ ัญญำไทยกบั กำรพึง่ ตนเอง”

1) วิทยำกร
นายเล่ียม บตุ รจนั ทา

2) วัตถุประสงค์
2.1 เพ่อื ให้ผู้เข้ารับการฝกึ อบรมไดม้ โี อกาสแลกเปล่ยี นกบั ปราชญ์ เร่ือง การพึ่งตนเอง
2.2 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การเปลย่ี นแนวคิดตามวิถีภมู ปิ ัญญาไทยกบั การพ่ึงตนเอง

3) ระยะเวลำ
จานวนรวม 3 ช่วั โมง

4) ขอบเขตเนือ้ หำ
การนาวิธีภูมิปัญญาไทยมาปรับใช้กับการพึ่งตนเองในการดารงชีวิต (ภูมิปัญญาไทยด้าน

วถิ ีชีวิตการพง่ึ ตนเองที่แตกตา่ งกันตามลักษณะภมู ิสังคมของแตล่ ะพน้ื ท)่ี
5) เทคนคิ /วธิ กี ำร

การบรรยาย เป็นกระบวนการเรยี นรู้ท่ีวิทยากรเปน็ ผ้ถู า่ ยทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่
ผู้เข้าอบรมโดยการพูดบอกเล่า อธิบายเนื้อหาเรื่องราวท่ีวิทยากรได้เตรียมการศึกษาค้นคว้ามา
เป็นอย่างดีและเป็นเร่ืองราวเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตของผู้บรรยายโดยตรง และวิทยากรมีความ
ชานาญ เชี่ยวชาญ ในด้านภูมิปัญญาและวิถีการพ่ึงพาตนเอง และในขณะที่ฟังการบรรยาย
ผู้เข้าอบรมมีโอกาส ซักถามแสดงความคิดเห็นได้ ซ่ึงเป็นวิธีการถ่ายทอดสาหรับผู้เข้าอบรมจานวน
มากและเหมาะสมกบั เนอ้ื หาการถ่ายทอด และขณะการบรรยาย วทิ ยากรได้ใช้เพลงและมีอารมณ์ขัน
เพื่อสร้างความคนุ้ เคยพรอ้ มกับกระตุน้ ให้ผ้เู ข้าอบรมไดต้ ่นื ตัวและมีความสนใจในเนอ้ื หาการบรรยาย
6) ผลกำรเรยี นรู้โดยสรุป

จากการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากวิทยากร นายเล่ียม บุตรจันทา เป็นปราชญ์
ชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นเกษตรกรนักคิด นักปฏิบัติ และเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้
กับประชาชน ผู้ท่ีสนใจใฝ่รู้เร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง ท้ังการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั สามารถสรุปผลการเรยี นไดด้ ังนี้

1. ประสบกำรณ์ชวี ิตในช่วงแรก
นายเล่ียม บุตรจันทา หรือพ่อเลี่ยม ถือเป็นผู้รู้ด้านเกษตรที่คนท่ัวไปรู้จักกันดีมากที่สุดคน
หนึ่ง เป็นคนชาวอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์ อาชีพปลูกอ้อย และมันสาปะหลัง ทามานานตั้งแต่เด็ก
จนหนี้สนิ พอกพนู เนอื่ งจากเก็บเกย่ี วผลผลิตได้เพยี งปีละ 1 คร้งั แตค่ ่าใช้จา่ ยมีอยู่ทกุ วัน จนทะเลาะ
กับสมาชิกในครอบครัว เน่ืองจากปัญหาหน้ีสิน สุดท้ายก็หาทางออกด้วยการกินเหล้า เผาความกลัด
กลุ้ม เม่ือปี 2529 ได้ตัดสินใจขายทีด่ ิน เพ่ือนาเงินไปใช้หนีท้ ั้งหมด เหลือเงินจากการใชห้ นี้จานวน
1 แสนบาท จงึ อพยพถ่ินฐานพรอ้ มภรรยาและลูกอีก 1 คน มาอยู่ อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา
และซ้ือที่ดิน 1 แปลง จานวน 50 ไร่ พร้อมแผ้วถางป่าจนเป็นพ้ืนท่ีโล่ง โดยประกาศจะไม่ปลูกมัน
และอ้อย อีกต่อไป เมื่อปี 2534 โดยทาอาชีพทาไร่ เห็นพ่ีน้องปลูกข้าวโพด ก็เลยทดลองปลูกบ้าง
ปลูกไปไม่นานก็ขาดทุนเหมือนเดิม ปัญหาหนี้สินก็ตามมา ไปกู้เถ้าแก่มาลงทุน เม่ือปี 35 เป็นหนี้
ธกส. เพราะดอกเบี้ยต่า ปีแรกไปกู้ธกส. มาใช้หน้ีเถ้าแก่ พอถึงเวลาทาไร่ก็ยืมเงินเถ้าแก่มาลงทุน

16

ทาอย่างนี้อยู่หลายปี สุดท้ายก็กลายเป็นหน้ีสินอีกเช่นเดิม และปี 2536 ยอดหนี้ก็เพ่ิมจานวน
มหาศาล สุดทา้ ยก็กินเหลา้ และเมาเหมือนเดมิ

2. ประสบกำรณ์ชีวติ ในกำรพึง่ ตนเองตำมหลักพระรำชำ
ตั้งแต่ปี 35 – 39 ชีวิตมีแต่เร่ืองเมา ทะเลาะกับครอบครัว สุดท้ายได้ไปเรียนรู้ข้างนอก
มีคนไปชวนให้เข้าอบรมกับ ตชด. อยากไปอบรมมาก เพราะคิดว่าถ้าได้ไปอบรมจะห่างจากภรรยา
และมีเหล้ากินนอกบ้านวันท่ีไปอบรม ได้แนวคิดจากผู้ใหญ่วิบูลย์ ซึ่งเป็นวิทยากร ผู้ใหญ่ได้เล่า
ประสบการณ์ พร้อมแนวคิดเชิงดูถูกว่าเกษตรกรไม่รู้จักตนเอง เมื่อเลิกสัมมนากลับมาบ้านเริ่มมีไฟ
ในตัวเอง ก็เริ่มทาบัญชี ขอสมุดจากลูกชายมาจดบันทึกบัญชีเอง เกือบจะไม่ได้ทาต่อ เพราะถามลกู
ชายว่าแม่ให้เงินไปโรงเรียนใช้จ่ายอะไรบ้าง และถามภรรยาว่าใช้จ่ายอะไร แต่ก็โดนด่าหาว่าไมไ่ วใ้ จ
ก็ถามค่าใช้จ่ายภรราอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ พอหลังจากนั้นเมียด่าอยู่สักอาทิตย์ ในที่สุดก็เลิกด่า
เพราะถามทุกวนั และลงบัญชีทุกวนั พอต้นปี 39 ได้สรุปบัญชีรบั จ่ายในครัวเรือน และก็เรียกภรรยา
พร้อมลูกชายทั้ง 2 มาน่ังคุยกัน พอภรรยาเห็นบัญชีหันมาบอกเลยว่า “ถ้าแกเลิกเหล้าได้ก็จะมเี งิน
ถึง 40,000 กวา่ บาทใช้หนี้ ธกส.” พอหนั มาอา่ นบัญชีของแมบ่ า้ น แม่บ้านก็ดา่ อีก บอกว่าสิ่งที่เขา
ซื้อไป 20,000 บาทนั้นใช้ในครอบครัวซึ่งดีกว่าที่พ่อเล่ียมหมดไปกับการกินเหล้า เล่นโป สุดท้าย
ภรรยาก็ถามว่า “จะอยู่กับเมียก็ให้เลิกอบายมุข หรือถ้าจะเลือกอบายมุขต้องก็เลิกกับเมีย”
กล็ องหันไปเหน็ ลกู ชาย 2 คน ถามลกู ว่าเลอื กใครระหว่างพ่อ กับแม่ ลูกชายทง้ั 2 ตอบเหมอื นกันว่า
เลือกแม่ เม่ือไดย้ ินคาตอบของลกู ชายทงั้ 2 ก็เริ่มทบทวนตวั เองว่าทาไมลูกถงึ เลอื กอย่กู ับแม่และชีวิต
ทาไมมนั เศรา้ อย่างน้ี สุดท้ายก็เลยตัดสินใจทจ่ี ะเลิกอบายมุข เสรจ็ แลว้ ก็กลับมาดูรายจ่ายของภรรยา
เห็นว่ารายจ่ายของภรรยาหมดไปกับค่าพืชผักสวนครัว จึงตัดสินใจปลูกทุกอย่างที่กิน และกิน
ทุกอยา่ งท่ปี ลูก
การเริม่ ตน้ ของความสุขก็เกิดขึน้ กับครอบครัว คอื ทไ่ี ด้ร่วมกันรดน้าตน้ ไม้ ถอนหญา้ ร่วมกัน
ทาให้นึกถึงความสุขของ วันเก่า ๆ ที่ได้ร่วมกันมา จึงต้ังชื่อสวนว่า “สวนออนซอน” แปลว่า สวนที่
เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ความรักที่เราได้เริ่มต้นกันมานึกถึงอดีตท่ีเริ่มจีบภรรยาเดินบนคันนา
ร่วมกัน พอเหน่อื ยจากการถางหญ้าเรากม็ านงั่ หยอกล้อกนั ในสวน ดงั นนั้ ในปี 2540 จงึ ประกาศเป็น
วาระครอบครัวว่าจะไม่ปลูกอะไร เพื่อนาไปขายอีกแล้ว แต่จะปลูกสิ่งท่ีเรากิน ทั้งข้าว พืชผัก
และผลไม้ต่าง ๆ รวมถึงได้ไปฟัง ดร.สุเม ธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒ น า
และคุณวิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดฉะเชิงเทรา พูดถึงเร่ืองป่า 3 อย่าง ประโยชน์
4 อยา่ ง ทสี่ ร้างประโยชนแ์ ละคุณค่ามหาศาล จึงไดเ้ ร่ิมปลกู ป่าตงั้ แต่ปี 2542 ทง้ั ไมก้ นิ ผล ไมย้ ืนตน้
และไม้ใช้สอยต่าง ๆ ผสมกับพืชผักหลากหลายชนิด ปัจจุบันมีเนื้อที่ป่าประมาณ 13 ไร่ มีทุกอย่าง
ที่เราอยากกนิ ทาให้ไม่ตอ้ งซือ้ อะไร เพราะของกินมที กุ ชนิด สว่ นของใช้ เช่นสบู่ แชมพู น้ายาลา้ งจาน
หรือน้ายาซกั ผ้า ก็ทาใชเ้ อง จากนั้นก็ทาเกษตรผสมผสาน ตามศาสตร์พระราชา ทเ่ี นน้ เรอื่ งการพึง่ พา
ตัวเองเป็นหลัก เม่ือเหลือกินก็แบ่งปัน เหลือจากแบ่งปันก็ขาย จนมีชาวบ้านมาขอซื้อผลผลิตและ
พืชผักต่าง ๆ จากนั้นอีก 6 ปี ก็สามารถใช้หน้ีก้อนสุดท้ายได้หมด สาคัญกว่านั้น เมื่อเป็นป่าทาให้
ไมต่ ้องซอ้ื ปุ๋ย เพราะเศษวชั พืชหรอื ใบไมต้ ่าง ๆ เปน็ ปยุ๋ ได้ท้งั หมด นีค่ ือศาสตร์พระราชา

17

จากการบอกเล่าของวิทยากร จุดเริ่มต้นสาคัญของการพึ่งตนเอง คือ ต้องรู้ตนเอง รู้ปัญหา
ที่เกิดขึ้นและต้องแก้ไขปัญหาที่เหตุ ซึ่งพ่อเลี่ยมเริ่มจากการทาบัญชีครัวเรือน ซึ่งจะช่วยให้มีแผน
และแนวทางในการดาเนินชีวติ และบัญชีครัวเรอื นมีความสาคญั ดังนี้

- ที่ผ่านมาเราทาอะไร ดูได้จากบัญชี เช่นไปซื้อของท่ีไหน เม่ือไหร่ พอเห็นบัญชีก็เหน็ ภาพ
ขึน้ มา

- จะทาอะไรบ้าง กด็ ูไดจ้ ากบัญชวี า่ เราควรจะทาอะไรเพมิ่ เติม
- เป็นเคร่อื งมอื ของการเรียนรู้
- ทาใหค้ นมรี ะเบยี บวินัยในการใช้สอย
- ทาใหม้ สี มาธิ เพราะทุกเยน็ เราตอ้ งน่งั นึกแล้วว่าเราใช้จา่ ยอะไรไปบา้ ง จงึ เกิดสมาธขิ น้ึ
บัญชีจะบ่งบอกว่าอะไรคือปัญหา ปัญหาคือใช้จ่ายในสิ่งท่ีไม่จาเป็น บัญชีจะเป็นตัวกากับ
ข้อมูล สามารถนาข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นตัวท่ีช้ีให้เห็นปัญหา บัญชีเป็นภูมิคุ้มกันใครทาได้ต่อเนือ่ ง
เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ถ้าไม่ทาไม่รู้ปัญหา บัญชีถ้าดูดี ๆ จะบอกปัญหา กินเหล้า สูบบุหร่ี ตัวเลข
จะบ่งบอก ทาใหเ้ ราคดิ ว่า ทาไมฟมุ่ เฟือยกบั สิ่งเหลา่ น้ี เลิกไดไ้ หม นอกจากนน้ั บัญชียังมคี วามสาคญั
กับ เร่ืองข้าว อาหาร ยารักษาโรค ของใช้ในครัวเรือน ดูแลเร่ืองดินได้โดยการทาปุ๋ยคอก ใครทา
บัญชีได้ชีวิตก็จะดี บัญชีจะบอกว่าเราควรทาอะไร ไม่ควรทาอะไร ส่ิงสาคัญคือตัวท่ีเป็นปัญหา
เราตอ้ งพ่งึ พาคนอ่นื ตลอด

3. หลกั สำคญั ในกำรเรยี นรู้ไปสกู่ ำรปฏิบตั ติ อ้ งรูจ้ รงิ
โดยเฉพาะรู้ 5 เรือ่ ง คอื
- คนเราต้องรูจ้ กั ตนเอง
- รู้จักปัญหาของตวั เอง ไดเ้ รยี นรู้ตัวเองวา่ ปัญหาหนี้สินมาจากการใชช้ ีวติ ของตวั เอง
- รจู้ ักตวั เองว่าอยบู่ นฐานทรพั ยากรอะไรบา้ ง
- รู้จกั การใช้ทรพั ยากร และ
- รู้จักว่าตัวเราคือใคร อาชพี อะไร

4. กำรวำงแผนชวี ิต
นายเลย่ี ม บตุ รจนั ทา วางแผนชีวิตไว้ 3 ช่วง คอื ปจั จุบนั อนาคต และก่อนตาย ทาในส่ิงท่ี

ไมเ่ บยี ดเบียนตวั เองและธรรมชาติ
“สวนออนซอน” ของพ่อเล่ียมจึงกลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทุกวันน้ีปลูกต้นไม้ไว้

5 ชนิด ไว้ ใชห้ ลังเกษยี ณ น่นั ก็คอื มะคา่ ยางนา ตะเคยี น มะฮอกกะนี และพะยูง ชนดิ ละพัน
ต้น รวม 5,000 ต้น พ่อเล่ียมบอกว่าตอนน้ีจะเกษียณตอนไหนก็ได้ ถ้าเริ่มเกษียณปุ๊บจะมีเงิน
50 ลา้ นใช้ คดิ จากฐานเพราะตน้ ไม้ที่ปลูกไว้มีคนมาขอซื้อต้นละ 1 หมืน่ บาท จากทัง้ แนวคิดของพ่อ
เล่ียม อาจเร่ิมต้นถามตัวเองว่าตัวอายุเท่าไหร่ ถ้าคิดจะเร่ิมต้นจะปลูกป่าก็ให้บวกระยะเวลาเข้าไป
10-20 ปี เช่น นาย ก. ประกอบอาชีพวิศวกร, เสมียน, นักบัญชี, หรือจะเป็นชาวสวน ชาวบ้าน

18

ธรรมดาสามัญ เมื่อลงมือปลูกขณะอายุ 35 ปี (อายุขนาดน้ีไม่มีเงินเก็บซะที) บวก 20 ปีอายุก็แค่
55 ปี

สมมติปลูกไว้ 3,000 ต้น โดยไม่ตายเลยหรือไม่มีคนมาขโมยตัด จะก่ีไร่ก็ตาม ให้คูณราคา
ต้นไม้กับจานวนต้นท่ีมี ซึ่งไม้แต่ละต้นราคาจะไม่เท่ากัน ไม้เนื้อแข็งและอายุมาก ย่อมมีราคาดี
ส่วนไม้เน้ืออ่อนแม้ราคาไม่แพงเท่า แต่เป็นความต้องการของตลาดเฟอร์นิเจอร์ เพราะน้าหนักเบา
ตัวอย่างเช่น กรณีมไี ม้ 2,000 ตน้ เฉลย่ี ต้นละ 1 หมนื่ บาท ขายยกลอ็ ตจะมีรายได้เทา่ กบั 20 ล้าน
บาท คดิ แบบพอเพยี ง ทาแบบพออยู่พอกนิ มเี หลือกแ็ บง่ ปนั คนอ่ืน ถา้ เอา 2 หารรายไดจ้ ากการขาย
ไม้ก็จะมีเงินไว้ใช้เลี้ยงลูกเล้ียงหลานอย่างสบาย ๆ ลูกจ้างท่ีฝันหวงั เก็บเงนิ ไว้ใช้หลังเกษียณ (ไม่มพี อ
ให้เก็บ) น่ีเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นจริงได้ ไม่ต้องคิดจะร่ารวยอะไรมากมาย แต่น่ีเป็นการเพิ่มพ้ืนทสี่ ี
เขยี วใหก้ ับโลก มอี าหารปลอดภยั ใหก้ นิ เองและขายให้คนอืน่ ได้กินดว้ ย

ภำพประกอบรำยวชิ ำ

19

5. วิชำ กำรออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตำมหลักกำรพัฒนำภูมิสังคมอย่ำงย่ังยืนเพื่อกำรพ่ึงตนเองและ
รองรับภัยพบิ ัติ

1) วิทยำกร
ผศ.พเิ ชษฐ โสวทิ ยสกุล

2) วตั ถุประสงค์
เพ่ือให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบพ้นื ท่ีเชิงภูมสิ ังคมไทยตามหลักการ

พฒั นาภมู สิ ังคมอย่างย่งั ยนื เพอื่ การพึง่ ตนเองและรองรบั ภัยพิบตั ิ (โคก หนอง นา โมเดล)
3) ระยะเวลำ
จานวน 4 ช่วั โมง
4) ขอบเขตเนอื้ หำ
1. สถานการณ์และภาวะวิกฤตของโลก ประเทศ ชุมชน (น้า อาหาร พลังงาน)
2. แนวทางแกไ้ ขและรองรับภยั พบิ ตั ดิ ว้ ยการบรหิ ารจัดการพ้นื ท่ี “โคก หนอง นา”
3. กรณีศกึ ษาความสาเร็จ “โคก หนอง นา”
ท้ังน้ี วทิ ยากรโครงการจะต้องมอบหมายให้แต่ละกลุ่มรวบรวมขอ้ มลู ความรู้ ขอ้ เสนอแนะ/คาแนะนา
จากวทิ ยากรผเู้ ชยี่ วชาญมาสรุปรายละเอียด และนาไปปรบั ปรงุ พฒั นางานกลุ่มใหด้ ียงิ่ ขึ้น โดยจะตอ้ ง
นาเสนอขอ้ มลู

5) เทคนิค / วิธกี ำร
วิทยากรบรรยายประกอบส่ือ Power point เก่ียวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักการ

ออกแบบตามบรบิ ทพ้นื ท่ีเชิงภมู ิสังคมไทยตามหลักการพฒั นาภูมสิ ังคมอย่างยัง่ ยืนเพอื่ การพึ่งตนเอง
และรองรบั ภัยพบิ ัติ (โคก หนอง นา โมเดล) และส่อื วดี ทิ ัศนป์ ระกอบการบรรยาย

6) ผลกำรเรยี นรโู้ ดยสรุป
1. กรมกำรพัฒนำชมุ ชน เดินหน้ำเสริมสร้ำงควำมเขม้ แข็งชมุ ชน ขับเคล่ือนโคกหนองนำ โมเดล

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรง
พระราชทานเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
โดย ดร.วิวฒั น์ ศลั ยกาธร ไดน้ ามาใชบ้ รหิ ารจดั การท่ดี นิ และเรยี กอยา่ งง่ายว่า "โคก หนอง นา โมเดล"
อันเป็นแนวทางของการที่จะช่วยทาให้มนุษย์สามารถดารงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยังยืน
ขจดั ปัญหาส่งิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทเ่ี ป็นวกิ ฤตของโลกใหห้ มดส้นิ ไป ท้ังภัยแลง้ นา้ ทว่ ม อาหาร ไม่
ปลอดภยั ด้วยสารเคมี ยาฆา่ แมลง ฝุ่นละออง ป่าไมล้ ดลงจนทาใหธ้ รรมชาติขาดสมดลุ

กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้า
เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ Earth Save ร่วมขับเคล่ือนให้แนวทางตามแนวพระราชดาริของ
พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมไปยังทุกตาบลทุกหมู่บ้าน
ดว้ ยการสรา้ งความรู้ ความเข้าใจ และเพิ่มทกั ษะให้กบั บุคลากรกรมการพฒั นาชมุ ชน นาแนวทางและ
วิธีการบริหารจัดการพน้ื ทีด่ ้วยรปู แบบ "โคก หนอง นา โมเดล" มาปรบั ใช้

20

นอกจากนั้น ยังได้ปรับปรุงและพัฒนาพนื้ ที่ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน วิทยาลัยการ-
พัฒนาชุมชน และศูนย์พัฒนาอาชีพ 18 แห่ง ทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และสร้าง
ครัวเรือนตวั อย่างที่มกี ารนาเอา "โคก หนอง นา โมเดล" มาบริหารจัดการพ้ืนท่ีอย่างน้อยหม่บู ้านละ
1 ครอบครัว ซ่ึงการดาเนินงานจะยึดหลักการมีส่วนร่วม และการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันของพี่นอ้ ง
ประชาชน ให้ประชาชนสามารถเรียนรู้และนาไปปรับประยุกต์ใช้ตามภูมิสังคมและภูมินิเวศน์
ของ แต่พนื้ ที่ เพอ่ื ใหเ้ กิดการ "พอกนิ พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น" เปน็ ขน้ั พ้ืนฐาน

ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง คอื ทางรอดของประเทศ กล่าวคอื การพฒั นาภายใต้ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง จะนามาซ่ึงความพออยู่ พอกิน และการพึ่งตนเอง การพัฒนาหรือการแปลง
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสกู่ ารปฏิบัติอย่างเป็นข้นั เปน็ ตอนนัน้ และ
สิ่งทจ่ี ะต้องทราบและทาความเข้าใจให้ถอ่ งแทม้ ี 5 ข้อ ดงั น้ี

1) ความหมายและความสาคญั ของปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2) ทฤษฎีใหม่จานวนกว่า 40 ทฤษฎี ทั้งทางด้านการจัดการดิน น้า ป่าไม้ และคน
มอี ะไรบ้าง
3) มีวิธีการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งจะต้องสร้างพ้ืนฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้
ของประชาชนส่วนใหญเ่ ปน็ เบอ้ื งต้นกอ่ น โดยใช้วธิ ีการและอุปกรณ์ทป่ี ระหยดั แต่ถูกต้องตามหลักวิชา
และเม่ือได้พ้ืนฐานท่ีม่ันคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ
และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นในลาดับต่อไป หรือก้าวสู่เศรษฐกิจพอเพียงข้ันก้าวหน้า
คอื พอเพยี ง แบง่ ปนั และแขง่ ขนั ได้ น่นั เอง
4) เทคนิคหรือนวัตกรรม ที่สามารถถอดบทเรียนได้มากกว่า 47,000 บทเรียน
จากโครงการในพระราชดาริ 4,741 โครงการ
5) มีการบรหิ ารแบบคนจน ดังพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหา-
ภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ในหลวงรชั กาลท่ี 9 เนือ่ งในโอกาสวนั เฉลมิ พระชนมพรรษา
วนั ที่ 4 ธันวาคม 2534 ณ ศาลาดสุ ิดาลัย
2. สถำนกำรณ์วกิ ฤตโลก (นำ้ อำหำร พลังงำน)
- น้า จากสภาพความแปรปรวนของภูมิอากาศ การเติบโตข องประชากร โลก
การเปลี่ยนแปลงวิถีการดาเนินชีวิตและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นในขณะท่ีทรัพยากรน้าจาก
ธรรมชาตซิ งึ่ มบี ทบาทสาคญั ต่อการดารงชีวิตของมนษุ ย์มปี ริมาณลดลง อาจนาไปส่คู วามขัดแย้งเร่ือง
น้าอย่างรุนแรงในอนาคต จึงเป็นท่ีมาของคาว่า Water Footprint หรือร่องรอยการใช้น้า มีตัวเลข
จากองค์การสหประชาชาติยืนยันว่าแม้โลกจะมีน้าเป็นองค์ประกอบถึง 3 ใน 4 ส่วน แต่ประชากร
1 ใน 5 ของโลกกลับขาดแคลนน้าสะอาดสาหรับการบริโภคส่งผลให้มีคนเสียชีวิตจากโรคภัยท่ีเกิด
จากการขาดแคลนน้าสะอาดสาหรับการบรโิ ภคถงึ ปีละ 27 ลา้ นคน สาเหตุสาคัญที่ทาให้ปัญหาเร่ือง
น้ากลายเป็นวกิ ฤติโลก มิใช่เพียงอัตราการเติบโตของประชากรโลกเท่านัน้ หากยังเกิดจากการอพยพ
เข้ามาส่สู ังคมเมอื งมากข้นึ ภาคอุตสาหกรรมเติบโต
- อาหาร สถานการณ์ราคาอาหารโลกได้เข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะราคาธัญพืช ข้าวเจ้า
และข้าวสาลีได้เพิ่มข้ึนมากที่สุด ราคาข้าวเจ้าเพ่ิมขึ้นเป็นเท่าตัวต้ังแต่เดือนมีนาคมท่ีผ่านมา

21

โดยภาพรวมแล้วในรอบ 3 ปี ราคาอาหารได้เพ่ิมขึ้นเร่ือย ๆ ถึงเกือบเท่าตัว และจากราคาอาหารท่ี
เพิ่มข้ึน ทาให้ประเทศยากจนที่ต้องนาเข้าอาหารประสบวิกฤตอย่างหนัก ราคาอาหารในประเทศท่ี
เพิ่มมากข้ึน ทาให้คนจนในประเทศไม่มีเงินพอท่ีจะซ้ืออาหาร จึงนาไปสู่การเดินขบวนประท้วงและ
ความวุ่นวายในหลายประเทศ ท่หี นกั ทส่ี ดุ เห็นจะเปน็ ในทวีปแอฟริกา นอกจากนัน้ ประเทศในเอเชีย
ใต้ก็ประสบปัญหาอย่างหนัก เช่น อินเดียและบังคลาเทศ รวมไปถึงประเทศแถบอเมริกากลาง
อยา่ งเชน่ ไฮติ กเ็ กดิ การจลาจลวุ่นวายขน้ึ

- แหล่งพลงั งานธรรมชาตปิ ระเภทสรา้ งทดแทนใหม่ไมไ่ ด้ เช่น นา้ มนั ถ่านหนิ กา๊ ซธรรมชาติ
กาลังขาดแคลน จวนเจียนจะหมดโลก ทาให้พลังงานยิ่งมีราคาแพงมากขึ้น ความหวาดวิตกว่า
พลงั งานจะหมดโลก มรี าคาแพง ทาใหม้ นษุ ย์รู้สกึ ว่าเกิดวิกฤตพลงั งานท่ีตอ้ งเรง่ แกไ้ ขจดั การ ปอ้ งกนั
การผลิตและการใช้พลังงานของมนุษย์ ทาให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือส่ิงแวดล้อมทาง
ธรรมชาตอิ ย่างรุนแรง อย่างชนิดท่ไี ม่เคยเกิดข้นึ มาก่อน เช่น การใช้พน้ื ทปี่ ่าเพือ่ สรา้ งเข่อื นผลิตไฟฟ้า
พลังน้าได้ทาลายระบบนิเวศของป่าไปทวั่ โลก การขนส่งนา้ มนั ก่อให้เกิดมลพิษทางน้าจากการรั่วไหล
ของน้ามนั และการร่วั ไหลของสารกัมมนั ตภาพรงั สีจากโรงไฟฟา้ พลังงานนิวเคลียรแ์ ละกากนิวเคลียร์
การเกิดควันพิษ หมอกพิษในเมืองต่าง ๆ ท่ัวโลก ฯลฯ ผลจากการใช้พลังงานมาก ทาให้โลกเกิด
อาการร้อนผิดปกติที่เรียกว่าปฏิกิริยาเรือนกระจก และเกิดช่องโหว่ในบรรยากาศชั้นโอโซน
ท่ีก่อผลกระทบต่อสขุ ภาพมนุษย์
3. แนวทำงแกไ้ ขและรองรบั ภัยพิบัตดิ ว้ ยกำรบริหำรจัดกำรพื้นที่ “โคก หนอง นำ”

ท่ า ม ก ล า ง ปั ญ ห า ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ส ภ า พ ภู มิ อ า ก า ศ ท่ี มี ส า เ ห ตุ ห ลั ก ม า จ า ก ก า ร ใ ช้
ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรขอบเขตของมนุษย์ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสมดุลระบบนิเวศและ
ส่ิงแวดล้อมการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นภัยคุกคามต่อแหล่งอาหารเช่นความแห้งแล้งน้าท่วม
โรคระบาดโดยเฉพาะอย่างย่ิงภาวะวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างมากคือการเกิดภัยแลง้
ท่ี นับวันจะมีความรุนแรงเพ่ิมข้ึนทุกปี ที่ผ่านมาประเทศไทยรับมือกับปัญหาภัยแล้งในหลากหลาย
รูปแบบเช่นการสร้างอ่างเก็บน้าการสร้างเขื่อนหรือการจัดทาระบบชลประทานซ่ึงรูปแบบเหล่าน้ี
สามารถใช้แก้ไขปัญหาได้ในบางพื้นท่ีของประเทศไทยเท่านั้นสาหรับพื้นที่ห่างไกลนอกเขต
ชลประทานที่มีพื้นท่ีถึง 121,200,000 ไร่ ยังคงต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้าเพ่ือใช้ใน
การเกษตร

โคกหนองนาโมเดลจึงเป็นรปู แบบหนง่ึ ของการแกไ้ ขปัญหาของเรอื่ งการจัดการนา้ ท่ีสถาบัน
เศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติได้น้อมนาพระราชดารัสในรัชกาลที่ 9 ด้านการทา
เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารจัดการน้าและพื้นท่ีการเกษตร
โดยมีการผสมผสานกบั ภมู ิปัญญาพื้นบา้ นใหส้ อดคลอ้ งกัน
หลักการออกแบบพน้ื ที่ตามหลักภูมสิ งั คม (Geosocial) มีตัวแปรสาคัญ 5 ประการ ได้แก่

1) ไฟ (ทิศทางของแสง) สารวจ ทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และทิศทางการขึ้นของ
ดวงอาทิตย์

2) ลม การออกแบบบ้านให้มีทิศทางของช่องลมสอดรับกับลมท่ีพัดมาในแต่ละฤดูกาล
จะชว่ ยลด การใช้พลังงานในบ้าน และเพื่อให้บา้ นเย็นอยู่สบาย โดยตามหลกั ปกติ ลมฝนจะพดั มาทาง

22

ทิศตะวนั ตกเฉียงใต้ และลมหนาวหรือลมข้าวเบาจะพัดมาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ท้ังนีค้ วรวาง
ตาแหนง่ อาคาร บ้านเรอื น ลานตากข้าว และลานนวดขา้ ว ไม่ให้ขวางทศิ ทางลมหนาว

3) ดิน วางแผนการขุดหนองน้า และการปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสม โดยนาดินท่ีขุด
หนองมาทาโคก ให้โคกอยู่ทางทิศตะวันตกและปลูกไม้ใหญ่ไว้บนโคก พร้อมปลูกป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง เมอื่ ตน้ ไม้สงู ใหญ่จะชว่ ยบงั แดดและใหร้ ม่ เงา

4) น้า ขุดหนองน้า โดยดูทางไหลของนา้ เข้าและออกจากพ้ืนท่ี วางตาแหน่งหนองนา้ ในทิศ
ที่ให้ลมร้อนพัดผ่าน จะทาให้บ้านร่มเย็น ขุดหนองให้มีขอบคดโค้งเพ่ือเพ่ิมพื้นที่เพาะปลูก
และทาตะพักให้ลดหลั่นตามระดับความสูง โดยชั้นแรกควรมีความสูงเท่ากับระดับของแสงแดด
ท่ีสอ่ งลงไปถึง ปลูกไมน้ ้าหรอื พชื นา้ เพ่อื ใหป้ ลาสามารถวางไข่ อนบุ าลสตั วน์ ้าและเปน็ ทีอ่ ยอู่ าศัย

5) คน ออกแบบใหเ้ หมาะสมกบั ความตอ้ งการ ฐานะ และกาลังของเจา้ ของทดี่ นิ
4. กรณศี ึกษำควำมสำเร็จ “โคก หนอง นำ”

โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปี 5 พ.ศ. 2560
จ.เชียงใหม่ โครงการฯ ในปีท่ี 5 นี้ ได้ดาเนนิ งานเดนิ หนา้ ขยายผลจดั การ ดนิ นา้ ปา่ อยา่ งย่ังยนื ตาม
ศาสตร์พระราชา ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด "แตกตัวทั่วไทย
เอาม้ือสามัคคี" เพื่อน้อมราลึกในพระมหากรณุ าธคิ ุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหา-
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ท่ีพระราชทานองค์ความร้ศู าสตร์พระราชา ในการบริหาร
จัดการ ดิน น้า ป่า แก่พสกนิกรชาวไทย ส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวความสาเร็จ
ของผู้นาศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้
สู่การลงมือปฏิบัติ พร้อมขยายผลความสาเร็จของโครงการฯ จากลุ่มน้าป่าสักสู่ลุ่มน้าอ่ืน ๆ
อันจะนาไปสู่การแกป้ ัญหา นา้ ทว่ ม นา้ แลง้ อยา่ งยงั่ ยนื

การ "เอามือ้ สามัคค"ี หรือ "การลงแขก" ตามประเพณดี ั้งเดิมของคนไทย ถกู นามาเป็นกลวิธี
ในการขบั เคล่อื นเพื่อประสานความสามัคคีเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ เขา้ ไว้ดว้ ยกัน และขณะเดียวกัน
ก็เป็นเครื่องมือในการขยายเครือข่ายท่ีมีประสิทธิภาพอีกด้วย นอกจากนั้น ยังเป็นการแลกเปลี่ยน
ความรู้จากการปรับปรุงพื้นที่ตามแนวทางศาสตร์พระราชาในสภาพภูมิสังคมท่ีแตกต่างกัน
โดยโครงการได้กาหนดพ้ืนท่ีเป้าหมาย "เอาม้ือสามัคคี" ข้ึน ใน 4 พื้นท่ี คือ กรุงเทพฯ จ.ราชบุรี
จ.อดุ รธานี และจ.เชยี งใหม่

23

6. “เข้ำใจ เข้ำถงึ พัฒนำ” ศำสตร์พระรำชกบั กำรพัฒนำที่ยง่ั ยนื

1) วทิ ยำกร
ดร.วิวัฒน์ ศลั ยกาธร (อ.ยักษ)์

2) วัตถปุ ระสงค์
เพ่อื ให้ผู้เข้ารบั การฝึกอบรมเข้าใจศาสตร์พระราชาและการพฒั นาทย่ี ัง่ ยืน

3) ระยะเวลำ
จานวน 4 ช่ัวโมง

4) ขอบเขตเนอื้ หำ
1. หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. หลกั การทรงงาน “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา” พระราชดารัสของ ร.9
3. บนั ได 9 ขน้ั สู่ความพอเพียง
4. เรียนรจู้ ากกรณตี วั อย่าง “โคกหนองนา โมเดล”

5) เทคนคิ / วธิ ีกำร
วิทยากรผู้เช่ียวชาญ บรรยายเพ่ือให้มีความรู้ ความเข้าใจ หลักหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ

พอเพียง การทรงงาน และพระราชดารัส “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ของในหลวง ร.๙ และเรียนรู้
จากกรณีตัวอย่าง “โคกหนองนา โมเดล” โดยใช้สื่อ สื่อ Power point และส่ือวีดิทัศน์ประกอบ
การ บรรยาย

6) ผลกำรเรยี นร้โู ดยสรปุ
"อาจารย์ยักษ์" หรือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร (วิทยากร) ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง

และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้ก่อต้ังศูนย์กสิกรรมมาบเอื้อง ศูนย์กสิกรรมที่มีวัตถุประสงค์
หลักในการขับเคล่ือนศาสตร์ของพระราชา ท้ังเป็นหนึ่งคนสาคัญผู้ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง วันน้ีมาเล่าให้ฟังถึงศาสตรพ์ ระราชาและความมุง่ มั่นท่ีจะเดินตามรอยพระบาท

ศาสตรข์ องพระราชา หลกั การคอื การประยกุ ต์ด้วยหลกั ทฤษฎีใหม่ ไดแ้ กก่ ารออกแบบพ้นื ที่
เพื่อการจัดการนา้ และการฟื้นฟรู ะบบนิเวศ การจัดการดินและจัดการป่า ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์
4 อยา่ ง ภายใตห้ ลักการโคกหนองนาโมเดล
1. หลักปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียง

"ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย-
เดชบรมนาถบพิตร ทรงชีถ้ งึ แนวทางการดาเนินชีวิตของประชาชนในทกุ ระดบั ท้งั ในระดับครอบครัว
ชุมชน หรือระดับประเทศ ในการปฏิบัติงานหรือบริหารพัฒนาประเทศให้ดาเนินไปด้วยความไม่
ประมาท พระองคท์ รงทาตวั อย่างให้คนไทยไดเ้ ห็นผา่ นโครงการพระราชดารทิ ่ีประสบความสาเรจ็ กว่า
4,741 โครงการ มากกว่า 47,000 บทเรยี น ทาให้ทัว่ โลกให้การยอมรับและมอบรางวัลใหพ้ ระองค์
อาทิ รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (IUSS Humanitarian Soil Scientist Award)

24

และรางวัลความสาเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime
Achievement Award) เป็นต้น
2. หลกั กำรทรงงำน “เข้ำใจ เขำ้ ถึง พัฒนำ” พระรำชดำรัสของ ร.9

หลักการ “เขา้ ใจ เขา้ ถงึ พฒั นา” ตามแนวพระราชดาริ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหา-
ภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักการสาหรับการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ท่ีสามารถประยุกต์ใช้ได้
กับหลาย ๆ ประเด็น

เข้าใจ : ทาอะไรต้องเข้าใจปัญหา เข้าใจหนทางแก้ไข เข้าใจกระบวนการจัดการ และปรับ
ความเข้าใจระหว่างผ้ใู ห้ ผู้รับเสียกอ่ น ให้เข้าใจซ่งึ กนั และกนั

เข้าถึง : เมื่อเข้าใจระหว่างกันทุกประการครบถ้วนแล้ว ต้องเข้าถึงการกระทา
สรา้ งความรว่ มมือจากผูเ้ กี่ยวขอ้ ง เขา้ ถงึ เครอื่ งไม้เครือ่ งมือและวัสดอุ ุปกรณ์ และความสามัคคีร่วมจิต
ร่วมใจของผู้ปฏิบตั ิ รว่ มมือร่วมไมก้ ันทางาน

พัฒนา : เมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว เข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาก็จะดาเนินการไปอย่าง
ยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบท่ีติดลบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการเมือง หากแต่นาไปสู่
ความสมดลุ มั่นคง และยัง่ ยนื

3. บันได 9 ขนั้ สู่ควำมพอเพียง
ขั้นที่ ๑ พอกนิ
พ้ืนฐานท่สี ดุ ของมนุษย์ คือ ความตอ้ งการปจั จัย ๔ และประการสาคัญทสี่ ดุ ของปัจจยั ๔

คือ อาหาร ขั้นท่ี ๑ ของแนวทางแก้ปัญหาท่ียั่งยืนคือ ตอบคาถามให้ได้ว่า “ทาอย่างไรจึงจะพอกนิ ”
โดยให้ความสาคัญกับ ข้าวปลาอาหาร ไม่ให้ความสาคัญกับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง”
ในการแลกเปลย่ี นตามมาตรฐานสากล โดยยดึ หลกั ว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาสขิ องจรงิ ”
ของบันไดข้นั ที่ ๑ ทเ่ี กษตรกรตอ้ งก้าวขา้ มใหไ้ ด้

ขัน้ ท่ี ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอรม่ เย็น
บันไดขั้นที่ ๒-๔ พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดขึ้นได้พร้อมกัน ด้วยคาตอบเดียวคือ

“ปลกู ปา่ ๓ อยา่ ง ประโยชน์ ๔ อย่าง” ซง่ึ ปา่ ๓ อยา่ งจะใหท้ ั้ง อาหาร เคร่ืองน่งุ หม่ สมนุ ไพรสาหรับ
รกั ษาโรค ทง้ั โรคคน โรคพชื โรคสัตว์ ให้ไม้สาหรับทาบ้านพักท่อี ย่อู าศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน
กับชุมชน กับโลกใบน้ี ซ่ึงเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรไทย ซึ่งได้รับ
การพิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริง และยังสามารถย้อนกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซึ่งสะสม
พอกพูนจากการทา เกษตรเชิงเด่ียว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลน
นาภัยแลง้ ท้งั หมดลว้ นแก้ไขได้จากแนวคดิ ปา่ ๓ อยา่ งประโยชน์ ๔ อยา่ ง

ขั้นที่ ๕-๙ คือ เศรษฐกจิ พอเพยี งข้นั กำ้ วหน้ำ
ขัน้ ที่ ๕-๖ บุญและทาน

เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่เน้น
การแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทาบุญ ไม่เน้นการสะสมเป็นของส่วนตัว แต่เน้นการให้ทาน
และสะสมโดยมอบใหเ้ ป็นทรัพย์สินส่วนรวมโดยวดั หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเป็นศูนยก์ ลาง
เปน็ การฝึกจิตใจ ให้ละซ่ึงความโลภ และกเิ ลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาชอ่ งว่างระหวา่ งชนชั้น

25

ข้ันที่ ๗ เกบ็ รักษำ
ขั้นต่อไปหลังจากสามารถพึ่งตนเองได้ พอมี พอเหลือทาบุญ ทาทานแล้ว คือการรู้จัก

เก็บรักษา ซ่ึงเป็นการต้ังอยใู่ นความไม่ประมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของ
การเอาตัวรอดในเวลาเกดิ วกิ ฤตการณ์ โดยยึดแนวทางตามวิถีชวี ติ ชาวนาสมยั ก่อนซง่ึ เกบ็ รกั ษาข้าวไว้
ในยุ้งฉางเพือ่ ใหพ้ อมกี นิ ขา้ มปี คัดเลือกและเก็บรกั ษา “ข้าวพนั ธ์ุ” ไวส้ าหรับเป็นพนั ธุ์ขา้ วในปีต่อไป
ซ่ึงผิดกับวิถีชาวนาในปัจจุบันท่ีใช้วิธีการขายข้าวทั้งหมด แล้วนาเงินท่ีขายได้ไปซือ้ พันธ์ุข้าวเพอ่ื ปลกู
ในปีต่อไป ส่งผลให้เกิดการขาดความมั่นคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย
ความประมาท เพราะหากเกิดภัยแล้ง นา้ ท่วม ผลผลิตไม่ได้ตามท่ีตงั้ ใจไว้ ย่อมหมายถึงปัญหาหน้ีสิน
และการขาดแคลนพันธุ์ข้าวสาหรับปลูกในปีต่อไป นอกจากเก็บพันธ์ุข้าวแล้ว ยังเน้นให้รู้จักวิธีการ
ถนอมอาหาร การสะสม อาหารไวก้ นิ ในยามหน้าแลง้ ดว้ ยการแปรรูปอาหารหลากชนิด อาทิ ปลาร้า
ปลาแห้ง มะขามเปียก พริกแหง้ หอม กระเทยี ม เพอ่ื เก็บไว้กินในอนาคต

ขน้ั ท่ี ๘ ขำย
เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขาย
สามารถทาได้ แต่ทาภายใต้การรู้จักตนเอง รู้จกั พอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของทขี่ าย คือ
ของที่เหลือจากทุกข้ันแล้วจึงนามาขาย เช่น ทานาอินทรีย์ ปลูกข้าวปลอดสารเคมี ไม่ทาลาย
ธรรมชาติ ได้ผลผลติ เก็บไว้พอกิน เก็บไว้ทาพันธ์ุ ทาบญุ ทาทาน แล้วจึงนามาขายด้วยความรู้สึกของ
การ “ให”้ อยากทจ่ี ะใหส้ ่ิงดี ๆ ทีเ่ ราปลูกเอง เผ่อื แผ่ใหก้ บั คนอนื่ ๆ ไดร้ ับส่งิ ดี ๆ นัน้ ๆ ดว้ ย
ข้ันท่ี ๙ (เครือ) ขำ่ ย กองกำลงั เกษตรโยธิน
คอื การสร้างกองกาลงั เกษตรโยธนิ หรอื การสร้างเครือข่ายเช่ือมโยงทงั้ ประเทศเพ่ือขยายผล
ความสาเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการดาเนินชีวิตของค น
ใ น สังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต ๔ ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์ส่ิงแวดล้อม
ภยั ธรรมชาติ (Environmental Crisis) วิกฤตการณโ์ รคระบาดทั้งในคน สัตว์ พืช (Epidemic Crisis)
วิกฤตเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง (Economic Crisis) วิกฤตความขัดแย้งทางสังคม/สงคราม
(Political/Social Crisis)

26

ภำพประกอบรำยวิชำ

27
7. วิชำ ฐำนกำรเรียนรู้ และ Workshop “กำรจัดกำรพื้นที่ ดิน น้ำป่ำ คน” ณ ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชำติ
จงั หวัดนครนำยก

วิทยำกร อ.ปัญญำ ปุลเิ วคินทร์ และ ทีม ศนู ย์ภมู ริ ักษธ์ รรมชำติ
เม่ือเดินทางถึงศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ได้ตั้งแถวเตรียมความพร้อมก่อนจะเข้าไปด้านใน เม่ือเข้าไป
ดา้ นในมกี ารต้อนรบั ด้วยน้าสมุนไพรธรรมชาตจิ ากผกั สวนครัว และรวมตัวเขา้ แถวกล่าวคาปฏิญาณ เคารพธง
ชาติ (08.00 น.) ไหว้พระสวดมนต์ และกลา่ วบทพจิ ารณาอาหาร (รบั ประทานอาหารเช้า)ตามลาดับ

ภำพประกอบกิจกรรม

อ.ปัญญา ปลุ ิเวคินทร์ ไดเ้ ขา้ มาพบ และใหค้ วามร้ถู งึ หลักกสกิ รรมธรรมชาติ การให้ความรู้ ดนิ น้า ปา่
คน จากน้ันวิทยากรจากศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติได้เข้ามาแบ่งกลุ่มเพื่อทากิจกรรมในภาคเช้าและบ่าย ซึ่งใน
ภาคเชา้ จะแบง่ เป็น 2 กจิ กรรม คือ

1. เรยี นรู้กลมุ่ พชื สมนุ ไพร ซึ่งเป็นการแบง่ กลุ่มพืชสมนุ ไพรตามรสชาดประกอบไปด้วย 7 รส ได้แก่
รสจืด รสเมาเบื่อ รสขม รสฝาด รสหอมระเหย รสเปร้ียว และรสเผ็ดร้อน และการทาน้ายาอเนกประสงค์
(แชมพสู มุนไพร , สบูก่ อ้ นและสบู่เหลวสมุนไพร)

28

2. กำรทำนำ้ ยำสระผมจำกผลิตภณั ฑ์มกรูด (ธรรมดา , เขม้ ข้น) ข้ันตอนเบ้ืองตน้ การนามะกรูดมา
เผาไฟ จากนน้ั เชอื นเอาแต่ผวิ แลว้ นามาป่นั ใหล้ ะเอยี ด (น้า 1 สว่ น มะกรูด 1 ส่วน) นามากรองดว้ ยผ้าขาวบาง
2 ชั้นและบรรจใุ ส่ขวด (สามารถเก็บไวใ้ นตู้เย็นประมาณ 1 เดอื น)

ภำพประกอบกิจกรรม

29

ในภาคบ่ายกระบวนการเรยี นร้แู บง่ เป็น 3 ฐานการเรียนรู้ คือ

1. ฐำนคนมีน้ำยำ (การทาน้าหมักชีวภาพ , การทาปุ๋ยหมักชีวภาพ) อัตราส่วนในการทาน้าหมักชีวภาพ คือ
วัตถุดิบ 30 ส่วน น้า 30 ส่วน กากน้าตาล 10 ส่วน , อัตราส่วนการทาปุ๋ยหมักชีวภาพ คือ วัตถุดิบจาก
ธรรมชาติ (แกลบดิบ,เปลอื กถ่ัว,ใบไม้แหง้ ) 3 ส่วน มูลสตั ว์ 3 สว่ น น้าหมกั ชีวภาพ 1/200 ใสพ่ อประมาณ
(สัมผสั ดวู า่ ร้สู กึ ช้นื )

ภำพประกอบกิจกรรม

30
2. ฐำนฅนรกั ษแ์ มธ่ รณี (การห่มดิน เลยี้ งดนิ ใหด้ นิ เลย้ี งพืช) การนาเศษใบไม้ หญ้า หรอื ฟาง ฯลฯ มาคลุมดิน
และใส่ป๋ยุ หมกั ชวี ภาพ+น้าหมักชวี ภาพ (แหง้ ชาม นา้ ชาม) เพอ่ื เป็นการสร้างจุลทรีย์ให้กบั ดนิ เปน็ การเลยี้ งดิน
ใหด้ นิ เลีย้ งพืช

ภำพประกอบกิจกรรม

3. ฐำนกำรทำคลองไส้ไก่ (ลงมือปฏิบัติขุดคลองไส้ไก่ในพ้ืนท่ี 1 งาน) การสาธิตการขุดคลองไส้ไก่ ซ่ึงจะ
ประกอบดว้ ยตวั คลองไส้ไก่ หลมุ ขนมครก (ไว้รองรบั น้า) และคันนาทองคา

ภำพประกอบกจิ กรรม

31
หลังจากเสร็จสนิ้ การทากิจกรรมฐานเรียนร้แู ล้ว ในชว่ งรับประทานอาหารเย็นทางทมี วทิ ยากรศูนยภ์ มู ิ
รักษ์ธรรมชาตไิ ดจ้ ัดกิจกรรม “หาอยู่ หากนิ ” โดยมีอปุ กรณ์ในการประกอบอาหารให้แต่ละกลุ่ม และในแต่ละ
กลุ่มจะต้องทากิจกรรมเพ่ือหาวัตถุหลักในการประกอบอาหาร ส่วนพืชผักสวนครัว สมุนไพรท่ีจะประกอบ
อาหารน้นั สามารถหาไดภ้ ายในพชื ทีข่ องศนู ยภ์ มู ิรักษธ์ รรมชาติ และรับประทานอาหารรว่ มกนั
ในภาคคา่ วิทยากรไดแ้ บ่งให้แต่ละกลมุ่ สรุปกิจกรรมท่รี ่วมกนั ทาในวันนี้ ประกอบไปด้วยกจิ กรรมท่ไี ด้
กล่าวมาข้างต้น และการสรุปบันได 9 ข้ัน ได้แก่ 1. พอกิน 2. พอใช้ 3. พออยู่ 4. พอร่มเย็น 5. การทาบุญ
6. การทาทาน 7. เก็บ 8. ขาย 9. ขา่ ย

ภำพประกอบกิจกรรม

ผลกำรเรียนรู้โดยสรุป
ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนเรยี นรู้และประโยชนท์ ี่ได้รบั จากการทาหลักกสิกรรมธรรมชาติ การ
ทา โคก หนอง นา รวมถงึ กจิ กรรมการทาปุ๋ยหมักและน้าหมักชีวภาพในการนาไปประยกุ ต์ใช้ต่อยอด การห่ม
ดนิ ทถ่ี ูกต้องเพอื่ ทีจ่ ะใหเ้ กิดจลุ นิ ทรียซ์ ึง่ เปน็ การเล้ยี งดิน ให้ดนิ เล้ียงพชื การขุดคลองไส้ไกท่ ่ีถูกวธิ แี ละยงั ช่วยใน
การกักเก็บน้าไว้ใช้หน้าแล้งและเป็นการชะลอน้าในฤดูฝน ตลอดจนการลดรายจ่ายให้ครัวเรือนในการทา
ผลติ ภัณฑ์จากสมุนไพรทีป่ ลูกเองนามาตอ่ ยอดเปน็ แชมพู สบู่ น้ายาอเนกประสงค์ และยงั สามารถเตรยี มการ
รองรับหากเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตท่ีอาจเกิดขึ้นได้ ผู้เข้ารับการอบรมเกิดจิตสานึกและเกิดเป็นพลังที่จะนา
กระบวนการทไ่ี ด้รบั การเรยี นรไู้ ปปฏิบตั ิยงั ครอบครัวและชุมชน และการสรา้ งพลงั เครือข่าย “เอำมอ้ื สำมคั คี”
ของรนุ่ การอบรมน้ี

32

8. วชิ ำ ยทุ ธศำสตร์กำรขับเคลอื่ นปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพียงสกู่ ำรปฏบิ ตั ิ

1) วิทยำกร
นางชนมส์ ติ า พทุ ธชาด

2) วตั ถุประสงค์
เพ่ือมแี นวทาง/เป้าหมายในการขบั เคลือ่ นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่สี อดคลอ้ ง

กับบรบิ ทพน้ื ที่

3) ระยะเวลำ
จานวนรวม 4 ช่วั โมง

4) ขอบเขตเนอ้ื หำ
๑. ศาสตร์พระราชา วเิ คราะหบ์ ริบทพ้ืนท่ี
๒. กาหนดวธิ ีการแก้ไขแตล่ ะปัญหาในแต่ละพ้นื ท่ี
๓. กาหนดยทุ ธวธิ ีใชก้ ลยุทธ์ในการสรา้ งการเรียนรู้ใชฐ้ านเรยี นรเู้ ปน็ เครื่องมือ
๔. กาหนดยทุ ธศาสตร์การขับเคล่อื นปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงสู่การปฏิบตั ิในสถานทจ่ี ริง

5) เทคนิค / วิธีกำร
๑. สอนโดยใชส้ อ่ื นาเสนอ PPT
2. บรรยาย/แบ่งกลุ่ม ออกแบบรายบคุ คลและนาเสนอ
๒. วิทยากรวิพากษ์

6) ผลกำรเรยี นรโู้ ดยสรปุ
1. ศำสตร์พระรำชำ

“เป้ำหมำยในกำรพัฒนำของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว คือ กำรพัฒนำท่ีย่ังยืน
เพื่อปรับปรุงชวี ิตควำมเป็นอยขู่ องคน โดยไม่ทำลำยสิง่ แวดล้อม ให้คนมีควำมสุข โดยต้องคำนึง
เรื่องสภำพภูมิศำสตร์ ควำมเชื่อทำงศำสนำ เช้ือชำติ และภูมิหลังทำงเศรษฐกิจ สังคม แม้ว่ำ
วิธีกำรพัฒนำมีหลำกหลำย แต่ที่สำคัญคือนักพัฒนำจะต้องมีควำมรัก ควำมห่วงใย ควำม
รบั ผดิ ชอบ และกำรเคำรพในเพือ่ นมนุษย์ จะเห็นไดว้ ่ำกำรพัฒนำเกีย่ วขอ้ งกบั มนษุ ยชำติและเป็น
เรื่องของจิตใจ”

พัฒนา หมายถึง การพัฒนาที่ประชาชนเริ่มต้นด้วยตนเอง พึ่งพาตนเองได้ และมีต้นแบบ
ในการเผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนได้เรียนรู้และนาไปประยุกต์ใช้ 3. การประยุกต์แห่งศาสตร์
พระราชา ต้องทาให้ด้วยความรัก ความปรารถนาและด้วยใจ ต้องประยุกต์ใช้อย่างย่ังยืน ไม่ยึดติด
ตารา ปรับตามบุคคล ภูมิสังคม สภาพพื้นที่และสถานการณ์ คนในเมืองคิดว่ำเงินจะทำให้อยู่รอด
ขณะท่คี นชนบทคิดว่ำข้ำวปลำอำหำรทำให้อย่รู อด

33

การสืบสานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นกระบวนการนาศาสตร์พระราชาไปสู่
การปฏิบัติให้เกิดผล หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการนาความรู้ในศาสตร์ท้ัง ๓ ด้าน หรือ ๓ มิติ ท้ังด้านเศรษฐกิจ
สังคม วัฒนธรรม และส่ิงแวดล้อม สู่การพัฒนาประเทศให้ม่ันคง ย่ังยืน ไปสู่การปฏิบัติจริง หรือเดินตาม
รอยเทา้ พอ่ ในการปฏิบัตติ น ปฏบิ ัตงิ าน เพือ่ การพัฒนาประเทศอย่างยง่ั ยืน ประกอบดว้ ย การนาองค์ความรู้
ด้านการกาหนด เป้าหมายของการเรียนรู้หรือการพัฒนางาน องค์ความรู้ด้านเน้ือหา ความรู้จากโครงการ
พระราชดาริ และอื่น ๆ รวมทั้งการนาองค์ความรู้ในวิธีทรงงานมาใช้ในการดาเนินชีวติ การทางานของบคุ คล
ครอบครัว ชุมชน หรือ ขององค์กร มูลนิธิ หน่วยงานท้ังภาครัฐและภาคเอกชนต่าง ๆ เพ่ือการพัฒนาตนเอง
พัฒนางาน ดาเนินชีวิต ดาเนินงานในหนา้ ท่ีความรับผิดชอบด้วยองค์ความรู้ตามศาสตร์พระราชา หรือเรยี ก
อีกอย่างหน่งึ ว่า “เดินตาม รอยเท้าพ่อ สานต่องานที่พ่อทา” นับต้ังแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิ-
พลอดุลยเดช เสด็จข้ึนครองราชย์สมบัติเป็นประมุขแห่งประเทศไทยเป็นต้นมา พระองค์ได้ทรงประกอบ
พระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ แก่ชาวไทยตลอดพระชนมายุของพระองค์ โดยพระราช-
กรณียกิจท่ีสาคัญของพระองค์ คือ การเสด็จพระราชดาเนินเยือนประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศ
ดงั ในปฐมพระบรมราชโองการในระหวา่ งพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษก

เมื่อวันท่ี ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข
แกม่ หาชน ชาวสยาม” ซึง่ ในขณะน้ันสภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ ยังคงบอบชา้ จากสงครามโลกครั้ง
่ท่ี ๒ ประชาชนเดือดร้อน ชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง ฐานะยากจน ดังนั้น เม่ือเสด็จฯ กลับจากการไปศึกษา
ท่ีประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ จึงได้พระราชทานพระราชดาริในการช่วยเหลือพสกนิกรให้
มีสภาพความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น การทรงงานพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙
ในแต่ละช่วงเวลานั้น พระองค์ทรงใช้ศาสตร์ความรู้แขนงต่าง ๆ มาบูรณาการหลักการทรงงานของพระองค์
เพื่อใหป้ ระชาชนของพระองค์น้ัน ได้รบั ประโยชนส์ ูงสดุ

“ศาสตร์พระราชา คือ การลงไปศึกษาเรียนรู้จากชุมชน ให้ชุมชนบอกว่าปัญหาคืออะไร
ความต้องการของประชาชนคอื อะไร โดยตอ้ งคานึงถงึ ความต่อเน่ืองและยั่งยนื ” ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นไดว้ ่าเป้าหมาย
ในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ คือ การพัฒนาท่ีย่ังยืนเพื่อปรับปรุงชีวิตความ
เป็นอยู่ของคน โดยไม่ทาลายส่ิงแวดล้อม ให้คนมีความสุข โดยต้องคานึงเรอื่ งสภาพภูมศิ าสตร์ ความเช่ือทาง
ศาสนา เชอื้ ชาติ และภูมหิ ลังทางเศรษฐกิจ สงั คม แม้ว่าวิธีการพฒั นา มหี ลากหลาย แต่ทสี่ าคัญคอื การพัฒนา

34

จะต้องมีความรัก ความห่วงใย ความรับผิดชอบ และการเคารพในเพ่ือน มนุษย์จะเห็นได้ว่าการพัฒนา
เก่ยี วข้องกบั มนษุ ยชาติ และเปน็ เรอ่ื งของจิตใจ

หลัก ๒๓ ข้อในการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ หลักการทรงงานของ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ ท่ีเรียบง่ายเนน้ การปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิน่ ทีร่ าษฎร สามารถนาไป
ปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ ทรงยึดการ
ดาเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับส่ิงที่อยู่รอบตัวและสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมี
ความละเอียดรอบคอบ และทรงคิดค้นหาแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด มีคุณค่าและ
ควรยึดเป็นแบบอย่างในการเจริญรอยตามเบื้องพระยคุ ลบาท นามาปฏิบัติเพ่ือให้บังเกิดผลต่อตนเอง สังคม
และประเทศชาติ สบื ไป หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี ๙ มดี ังต่อไปน้ี

๑. ศึกษาขอ้ มลู อย่างเป็นระบบ ทรงศกึ ษาข้อมลู รายละเอียดอยา่ งเป็นระบบ ท้ังจากขอ้ มลู เบ้ืองตน้
จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าท่ี นักวิชาการและราษฎรในพื้นท่ี เพื่อให้ได้รายละเอียด ท่ีถูกต้อง
เพอ่ื ทจี่ ะพระราชทานความชว่ ยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตรงตามความตอ้ งการของประชาชน

๒. ระเบิดจากข้างใน พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคนทรงตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน”
หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนภายในชุมชน ให้มีสภาพพร้อมท่ีจะร่วมพัฒนาเสียก่อนแล้ว
จึงออกมาสูส่ ังคมภายนอก มใิ ชก่ ารนาเอาความเจริญหรือบุคคลจากสงั คมภายนอกเข้าไปหาชุมชนในหมู่บ้าน
ทีย่ งั ไมท่ นั ไดม้ โี อกาสได้ตั้งตัวหรอื เตรียมพร้อม

๓. แกป้ ัญหาท่จี ุดเลก็ ทรงแกป้ ัญหาในภาพรวม (Macro) กอ่ นเสมอ แต่การแกป้ ัญหาของพระองค์
จะเร่มิ จากจดุ เล็ก ๆ (Micro) คอื การแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ ท่ีคนมกั จะมองข้าม “ ถา้ ปวดหวั คิดอะไรไม่ออก
ก็ต้องแกไ้ ขการปวดหัวน้ีก่อน มนั ไมไ่ ดแ้ ก้อาการจรงิ แตต่ อ้ งแก้ปวดหวั ก่อน เพอ่ื จะให้อยใู่ นสภาพที่คดิ ได้...”

๔. ทาตามลาดับขั้นตอน ทรงเร่ิมต้นจากส่ิงท่ีจาเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ สุขภาพ
สาธารณสุขเมือ่ มรี า่ งกายสมบรู ณแ์ ข็งแรงแล้วก็จะสามารถทาประโยชน์ด้านอน่ื ๆ ตอ่ ไปได้ จากน้นั จึงเปน็ เรื่อง
สาธารณูปโภคขัน้ พ้ืนฐาน และสงิ่ จาเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหลง่ น้าเพื่อการเกษตร การอปุ โภค
บรโิ ภค ทเ่ี อือ้ ประโยชนต์ อ่ ประชาชนโดยไม่ทาลายทรพั ยากรธรรมชาติ รวมถึงการใหค้ วามรู้ทางวิชาการและ
เทคโนโลยีเน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ราษฎรสามารถนาไปปฏิบัติได้ และเกิดประโยชน์สูงสุด
“ การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องทาตามลาดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของ
ประชาชนส่วนใหญ่เปน็ เบื้องตน้ กอ่ น ใชว้ ิธกี ารและอุปกรณ์ท่ีประหยัด แตถ่ กู ตอ้ งตามหลักวชิ า เม่อื ไดพ้ นื้ ฐาน
ท่ีม่ันคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงข้ึนโดย
ลาดบั ต่อไป...”

๕. ภูมิสังคม การพัฒนาใด ๆ ต้องคานึงถึงสภาพภูมิประเทศของบริเวณน้ันว่าเป็นอย่างไร และ
สังคมวิทยาเกี่ยวกับนิสัยใจคอของคนตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถ่ินที่มีความแตกต่างกัน
“การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศทางภูมิศาสตร์ และภูมิประเทศทางสังคมศาสตร์ ในสังคมวิทยา
คอื นิสยั ใจคอของคนเรา จะไปบงั คับใหค้ นอน่ื คิดอยา่ งอน่ื ไม่ได้ เราตอ้ งแนะนาเราเขา้ ไป ดูวา่ เขาตอ้ งการอะไร
จริง ๆ แลว้ ก็อธิบายใหเ้ ขาเขา้ ใจหลกั การของการพฒั นานก้ี จ็ ะเกิดประโยชน์อยา่ งยง่ิ ”

๖. องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) หรือมองอย่างครบวงจรในการที่จะพระราชทาน
พระราชดาริเกี่ยวกับโครงการหน่ึงน้ันจะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดข้ึนและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

35

ดังเช่น กรณีของ “ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ
แนวทางหนึ่งท่พี ระองค์ทรงมองอย่างองค์รวมตงั้ แต่การถือครองทีด่ นิ โดยเฉลย่ี ของประชาชนคนไทย ประมาณ
๑๐ - ๑๕ ไร่ การบรหิ ารจัดการทดี่ ินและแหล่งนา้ อนั เปน็ ปจั จัยพืน้ ฐานที่สาคัญในการประกอบอาชีพ เมอ่ื มีน้า
ในการเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีข้ึนและหากมีผลผลิตมากขึ้นเกษตรกรต้ องรู้จักวิธีการจัดการ
และการตลาดรวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็งเพื่อพร้อมท่ีจะออกสู่การเปล่ียนแปลง
ของสังคมภายนอกไดอ้ ย่างครบวงจรนัน้ คอื ทฤษฎใี หม่ ข้ันที่ ๑, ๒ และ ๓

๗. ไมต่ ิดตารา มลี กั ษณะของการพฒั นาท่อี นุโลม และลอมชอมกบั สภาพธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ้ มและ
สภาพของสังคม จิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติดตารา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยี ท่ีไม่เหมาะสมกบั
สภาพชีวติ ความเป็นอยูท่ แ่ี ท้จรงิ ของคนไทย

๘. ประหยัด เรยี บงา่ ย ได้ประโยชนส์ งู สุด ในเรื่องของความประหยดั นี้ประชาชนไทย ทราบกันดีว่า
เร่ืองส่วนพระองค์ก็ทรงประหยัดมาก เราเคยเห็นว่าหลอดยาสีพระทนต์นั้น ท่านทรงใช้อย่างคุ้มค่า อย่างไร
หรอื ฉลองพระองคแ์ ต่ละองค์ทรงใช้อยู่เปน็ เวลานาน ขณะเดียวกันในการพฒั นาและชว่ ยเหลอื ราษฎร ทรงใช้
หลักในการแก้ปัญหาด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ราษฎรสามารถทาได้เอง หาได้ในท้องถ่ิน
และประยุกตใ์ ช้ส่งิ ทม่ี อี ยู่ในภูมิภาคนนั้ มาแก้ไขโดยไม่ตอ้ งลงทุนสูง หรอื ใชเ้ ทคโนโลยีท่ีไมย่ ุ่งยากนัก

๙. ทาให้ง่าย (Simplicity) ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงาน การพัฒนาประเทศ
ตามแนวพระราชดาริ ดาเนินการไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และท่ีสาคัญอย่างย่ิง คือ สอดคล้องกับ
สภาพ ความเป็นอยู่และระบบนเิ วศโดยรวม ตลอดจนสภาพสังคมของชุมชนนั้น ๆ ทรงโปรดที่จะทาส่ิงทีย่ าก
ให้กลายเป็นง่าย นาส่ิงท่ีสลับซับซ้อนให้เข้าใจง่ายอันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎธรรมชาติเป็นแนวทาง
น่ันเองแต่การทาส่งิ ท่ี ยากให้กลายเปน็ งา่ ยนนั้ เปน็ ของยาก ฉะนนั้ คาวา่ “ทาให้งา่ ย” หรอื Simplicity จึงเป็น
หลักคิดสาคัญทีส่ ดุ ของ การพฒั นาประเทศในรปู แบบของโครงการอนั เนอื่ งมาจากพระราชดาริ

๑๐. การมีส่วนร่วม ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนา “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหาร
เพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชนหรือเจ้าหน้าท่ีทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
เร่อื งท่จี ะต้องคานงึ ถึงความคดิ เหน็ ของประชาชนหรอื ความตอ้ งการของสาธารณชน “สาคญั ทส่ี ดุ จะต้องหดั ทา
ใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็น แม้กระท่ังความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาดน้ัน
แท้จริงคือ การระดมสติปัญญาและประสบการณ์ อันหลากหลายมาอานวยการปฏบิ ัติบริหารงานให้ประสบ-
ผลสาเรจ็ ทสี่ มบรู ณ์นน่ั เอง”

๑๑. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก “การปฏิบัติงานทุกอย่างของข้าราชการมีผลเกี่ยวเนื่องถงึ
ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้น จึงจาเป็นท่ีข้าราชการทุกคน จะต้องทา
หน้าท่ีทุก ๆ ประการให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ โดยเต็มกาลังสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ เพ่ือผลการปฏิบัติ
ราชการทุกอย่างจักได้บรรลุความสาเร็จอย่างสูง และบังเกิดประโยชน์อย่างดี ที่สุดแก่ตน แก่หน้าท่ี
และแก่แผ่นดนิ ”

๑๒. บริการรวมที่จุดเดียว (One Stop Services) ทรงมีพระราชดาริให้บริการ “ศูนย์ศึกษา
การพฒั นาทัง้ ๖ แหง่ ” ใหเ้ ป็น “การบริการรวมท่จี ุดเดียว” เปน็ รปู แบบการบรหิ ารแบบเบด็ เสรจ็ ท่ีเกิดข้นึ เป็น
คร้ังแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยโดยทรงให้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเน่ืองมาจาก
พระราชดาริ”เป็นต้นแบบในการบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อประโยชน์ท่ีจะมาขอใช้บริการจะ

36

ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายโดยจะมีหน่วยงานราชการต่าง ๆ มาร่วมดาเนินการ และให้บริการประชาชน
ณ ทแ่ี ห่งเดียว โดยทรงเน้นเรอื่ งรูร้ ักสามัคคีและการรว่ มมือรว่ มแรงรว่ มใจกันด้วยการปรับลดช่องว่างระหว่าง
หนว่ ยงานที่เกยี่ วข้อง

๑๓. ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติทรงเข้าใจถึงธรรมชาติและต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับ
ธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติ
เข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเส่ือมโทรมได้พระราชทานพระราชดาริ “การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลกู ”
ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟ้นื ฟูธรรมชาติ หรือแม้กระท่ังการปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง เพื่อทา
ให้ มนษุ ยแ์ ละธรรมชาติเกอื้ กลู กนั

๑๔. ใช้อธรรมปราบอธรรม ทรงนาความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์
ของธรรมชาติเป็นหลกั การแนวปฏิบัติทีส่ าคัญในการแกป้ ัญหาและปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงสภาวะท่ีไม่ปกติเข้าสู่
ระบบที่เป็นปกติ เช่น การทาน้าดีขับไล่น้าเสีย หรือเจือจางน้าเสียให้กลับเป็นน้าดีตามจังหวะการขึ้นลง
ตามธรรมชาตขิ องนา้ การบาบัดนา้ เนา่ เสียโดยใช้ผกั ตบชวา ซง่ึ มีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิง่ สกปรกปนเปอ้ื นใน
น้า ดังพระราชดารสั ความว่า “ใชอ้ ธรรมปราบอธรรม”

๑๕. ปลูกป่าในใจคน เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดินด้วยความต้องการของมนุษย์ ทาให้ต้องการ
บริโภคและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและสร้างความเสียหายให้แก่
สิ่งแวดลอ้ มไม่รู้จกั พอ ปัญหาความไม่สมดลุ จึงบงั เกดิ ขนึ้ ดงั นนั้ ในการฟนื้ ฟูธรรมชาตใิ หก้ ลับคืนมาจะต้องปลกู
จิตสานึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคน
เหล่านน้ั ก็จะพากันปลกู ต้นไม้ลงบนแผน่ ดนิ และจะรักษาตน้ ไม้ดว้ ยตนเอง”

๑๖. ขาดทุน คือ กาไร (Our loss is gain) การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและ
การที่คนอยู่ดีมีสุขน้ันเป็นการนับท่ีเน้นมูลค่าเงินไม่ได้ จากพระราชดารัสดังกล่าว คือหลักการใน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว รัชกาลท่ี ๙ ทม่ี ีตอ่ พสกนิกรไทย “การให”้ และ “การเสียสละ” เป็นการกระทา
อันมีผลเปน็ กาไร คอื ความอยดู่ มี สี ขุ ของราษฎร ซง่ึ สามารถสะทอ้ นให้เห็นเป็นรูปธรรมชดั เจนได้ “...ถ้าเราทา
อะไรท่ีเราเสีย แต่ในท่ีสุดเราเสียนั้นเป็นการได้ทางอ้อม... ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรมีรายได้
รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทาโครงการต่อไป... ถ้ารู้รักสามัคคี รู้เสียสละ คือการได้
ประเทศชาติกจ็ ะก้าวหนา้ และการที่คนอยู่ดมี ีสุขน้นั เป็นการนบั ทเี่ ป็นมลู คา่ เงนิ ไมไ่ ด.้ ..”

๑๗. การพึ่งพาตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดาริเพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นด้วย
การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรงพอที่จะดารงชีวิตได้ต่อไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ
การพฒั นาใหป้ ระชาชนสามารถอยใู่ นสังคมได้ตามสภาพแวดล้อมและสามารถ “พึง่ ตนเองได้” ในทส่ี ดุ

๑๘. พออยู่พอกิน ให้ประชาชนสามารถอยู่อย่าง “พออยู่พอกนิ ” เสียก่อน แล้วจึงค่อยขยับ ขยาย
ให้มีขีดสมรรถนะท่ีก้าวหนา้ ต่อไป การพัฒนาเพอ่ื ให้พสกนิกรท้ังหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวติ ได้เร่ิม
จากการเสด็จฯ ไปเยี่ยมประชาชนทุกหมู่เหล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทยได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่
ของราษฎรด้วยพระองค์เองจึงทรงสามารถเข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึง้ ในการพัฒนานั้น
หากมองในภาพรวมของประเทศมิใช่งานเล็กน้อยแต่ต้องใช้ความคิดและกาลังของคนท้ังชาติจึงจะบรรลุผล
สาเร็จด้วยพระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๙ จึงทาให้คนท้ังหลายได้ประจักษ์ว่า
แนวพระราชดาริในพระองค์น้ัน “เรยี บงา่ ยปฏิบตั ไิ ดผ้ ล” เป็นท่ียอมรับโดยทั่วกัน

37

๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดารัส
ชี้แนะแนวทางการดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์
ทางเศรษฐกจิ และเมอ่ื ภายหลังไดท้ รงยา้ แนวทางการแก้ไข เพือ่ ใหร้ อดพ้นและสามารถดารงอยู่ไดอ้ ย่างมั่นคง
และย่ังยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ดังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงท่ีได้
พระราชทานไว้ดงั นี้ ความพอเพยี ง หมายถึง ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล รวมถึงความจาเป็นทจี่ ะต้องมี
ระบบภูมิคุ้มกันในตัวท่ีดีพอสมควร ต่อมามีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปล่ียนแปลงท้ังภายนอกและ
ภายใน ทั้งน้ี ต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและความระมดั ระวังอย่างย่ิงในการนาวิชาการตา่ ง ๆ มาใช้
ในการ วางแผนและการดาเนินการทุกขั้นตอนขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ
โดยเฉพาะ เจา้ หนา้ ที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนกั ธรุ กจิ ในทกุ ระดบั ให้มีสานกึ ในคุณธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต
ดาเนนิ ชีวิต ดว้ ยความอดทน ความเพียร มสี ตปิ ัญญาและความรอบคอบ เพอื่ ใหส้ มดุลและพรอ้ มต่อการรองรับ
การ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและกว้างขวางท้ังด้านวัตถุ สังคม ส่ิงแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลก
ภายนอก ได้เป็นอยา่ งดี

๒๐. ความซือ่ สัตยส์ จุ ริต จรงิ ใจต่อกัน “คนท่ไี ม่มีความสจุ ริต คนที่ไม่มคี วามมน่ั คงชอบแต่มกั งา่ ยไม่
มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมท่ีสาคัญอันใดได้ผู้ท่ีมีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่าน้ัน จึงจะทางาน
สาคัญยิ่งใหญ่ท่ีเป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงที่สาเร็จ” “ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจแม้จะมีความรู้น้อยก็
ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ”
“ผู้ว่า CEO ต้องเป็นคนที่สุจริต ทุจริตไม่ได้ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไปข้าราชการหรือ
ประชาชนทีม่ กี ารทุจริต ถา้ มีทุจริตแล้วบ้านเมืองพงั ทเ่ี มอื งไทยพังมาเพราะมกี าร ทจุ ริต”

๒๑. ทางานอย่างมีความสุข ทรงพระเกษมสาราญ ทรงมีความสุขทุกคราท่ีจะช่วยเหลือประชาชน
ซ่ึงเคยรบั ส่ังครัง้ หนงึ่ ว่า “ทางานกบั ฉัน ฉนั ไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมคี วามสุขร่วมกนั ในการทาประโยชน์
ให้กบั ผ้อู ่นื ”

๒๒. ความเพียร : พระมหาชนก จากพระราชนพิ นธ์ “พระมหาชนก” เป็นพระราชนิพนธ์ท่ีทรงใช้
เวลาค่อนข้างนานในการคิดประดิษฐ์ด้วยการทาให้เข้าใจง่ายปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน
อีก ท้ังภาพประกอบและคติธรรมต่าง ๆ ได้ส่งเสริมให้หนังสือเล่มน้ีมีความศักดิ์สิทธ์ิที่หากคนไทยน้อมรับมา
ศึกษา วิเคราะห์และปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตริย์ผู้เพียรพยายาม แม้จะไม่เห็นฝ่ังก็ยังว่ายน้าต่อไป
เพราะถ้าไม่ เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปูปลาและไม่ได้พบกับเทวดาที่มาช่วยเหลือมิให้จมน้า เช่นเดียวกับ
พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยูห่ วั รชั กาลท่ี ๙ ที่ทรงริเร่ิมทาโครงการต่าง ๆ ในระยะแรกท่ีไมม่ คี วามพรอ้ มในการ
ทางานมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์สว่ นพระองค์ทง้ั สน้ิ แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัยมุ่งม่นั พัฒนา
บา้ นเมืองให้ บงั เกิดความร่มเย็นเปน็ สุข

๒๓. รู้ รัก สามัคคี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ มีพระราชดารัสในเร่ือง “รู้ รัก
สามัคคี”มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสามคาท่ีมีค่าและมีความหมายลึกซ้ึงพร้อมท้ังสามารถปรับใช้ได้ทุกยุคทุก
สมัย

รู้ : การที่เราจะลงมือทาส่ิงใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยท้ังหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ ถึงวิธีการ
แก้ปญั หา

38

รัก : คือ เม่ือเรารู้ครบด้วยกระบวนการความแล้ว จะต้องมีความรักการพจิ ารณาที่จะเข้า ไปลงมอื
ปฏิบตั แิ ก้ไขปัญหานั้น ๆ คือ การสร้างฉนั ทะ

สามัคคี: การที่จะลงมือปฏิบัตินั้น ควรคานึงเสมอว่าเราจะทางานคนเดียวไม่ได้ ต้องทางานร่วมมอื
รว่ มใจเปน็ องค์กรเป็นหมู่คณะ จึงจะมีพลังเขา้ ไปแกป้ ัญหาให้ลลุ ว่ งไปไดด้ ว้ ยดี

การทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงยึดการดาเนินงานในลักษณะ
ทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและ
ทรงคิดคน้ หาแนวทางพฒั นาเพ่อื มงุ่ สปู่ ระโยชนต์ อ่ ประชาชนสูงสุด

2. กำหนดยทุ ธวิธใี นกำรสรำ้ งกำรเรยี นรู้ ใช้ฐำนเรยี นร้เู ปน็ เครอ่ื งมอื
วิทยากรใหผ้ ู้เข้าอบรมแต่ละคนคิดในประเด็นคาถาม ดงั นี้
1. กสิกรรมทท่ี าอย่ใู นวนั น้ีมีลักษณะอยา่ งไร?
คาตอบส่วนใหญ่ของผู้เข้าอบรมคือมีการทากสิกรรมที่ยังพึ่งพาธรรมชาติ มีการใช้สารเคมีบ้าง
เพื่อใหไ้ ด้ผลผลติ ท่มี าก มกี ารทาเกษตรเชงิ เดีย่ วเยอะ สว่ นน้อยท่มี ีการจดั รูปแบบเป็นศนู ยเ์ รียนรู้
2. กสกิ รรมทีอ่ ยากทาในอนาคตหลังจากไดร้ บั การอบรมไปแล้วมีลกั ษณะอย่างไร?
คาตอบส่วนใหญ่ของผู้เข้าอบรม คือกลับไปพลิกฟื้นแผ่นดนิ ปรับการเพาะปลูกตามหลักกสกิ รรม
ธรรมชาติ ปลกู ปา่ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยปลกู ไม้ 5 ระดับ (สงู กลาง เต้ยี เรย่ี ดนิ กนิ หวั )
บรหิ ารจดั การระบบแปลงโดยพิจารณาจากลักษณะ ดิน น้า อากาศ ไฟ คน บริหารจัดการน้าด้วยการขุด
คลองไสไ้ ก่ หม่ ดิน เลยี้ งดินใหด้ นิ เลย้ี งพืช ทาหลมุ ขนมครก โดยเอาทกั ษะทีเ่ รยี นรูจ้ ากการอบรมไปปรับใช้
ตามบรบิ ทของพ้ืนทต่ี นเองประกอบกับภูมปิ ัญญาทม่ี ีอยู่เพอ่ื ใหม้ ฐี านเรียนร้ใู นแปลงของตนเองด้วย

ภำพประกอบรำยวชิ ำ

39

บทท่ี 3

กำรประเมนิ ผลโครงกำร

โครงกำรศูนย์ศึกษำและพัฒนำชุมชนตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพยี ง
กิจกรรมท่ี 3 ฝึกอบรมเชิงปฏบิ ัติกำร หลกั สูตรกำรพฒั นำกสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกจิ พอเพยี ง

วันที่ 23 – 27 เดอื น มกรำคม พ.ศ. 2563
ณ ศูนย์ศึกษำและพฒั นำชมุ ชนนครนำยก

1. รูปแบบและวธิ ีกำรประเมิน
การประเมนิ ผลโครงการโดยใช้แบบสอบถาม ใช้ คาถามปลายเปิด (Open Ended Question) เป็นคาถาม

ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถ ตอบได้อย่างเต็มท่ี ซ่ึงคาดว่าน่าจะได้คาตอบที่แนน่ อน สมบูรณ์ ตรงกับสภาพ
ความเป็นจริงได้มากกว่าคาตอบท่ีจากัดวงให้ตอบ และคาถามปลายปิด (Close Ended Question)
เป็นคาถามที่มีแนวคาตอบไว้ให้ ผ้ตู อบเลอื กตอบจากคาตอบที่กาหนดไว้เท่านัน้ ซึ่งแบบออกเปน็ 3 ตอน ดงั นี้

ตอนที่ 1 ข้อมลู ผ้ตู อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ความคิดเหน็ โครงการศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชงิ ปฏิบตั กิ าร หลกั สูตรการพฒั นากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพยี ง
ตอนท่ี 3 ความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะอืน่ ๆ
2. กำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดาเนินการเก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามการประเมินผลโครงการฯ และ
วิธีการสังเกตการณ์ เก็บข้อมูลโดยการสังเกตโดยตรงจากปฏกิ ิริยา ท่าทาง หรือเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์
ท่เี กิดข้ึนในขณะใดขณะหนง่ึ และจดบนั ทกึ ไว้โดยไมม่ ีการสัมภาษณ์
3. กำรวิเครำะหข์ ้อมูล
1) การตรวจสอบข้อมูล ทาการตรวจสอบความถูกต้องสมบรู ณ์ของ แบบสอบถามทั้งหมดท่ีได้รับกลับคืน
มาจากกลุ่มตัวอย่าง โดยแยกแบบสอบถามทีไ่ มส่ มบรู ณ์ออก
2) การลงรหัสขอ้ มลู นาข้อมูลของแบบสอบถามท้ังหมดมาแปรเป็นสญั ลกั ษณ์ ตวั เลขแทนคา่ ตัวแปรตา่ ง ๆ
ทาการลงรหสั ตามท่กี าหนดไว้
3) การบันทึกข้อมูล นาแบบสอบถามท่ีผ่านการลงรหัส บันทึกข้อมูลลงในเคร่ืองคอมพิวเตอร์
ด้วยโปรแกรมสาเรจ็ รูปทางสถิติ เพือ่ คานวณคา่ ทางสถติ ิ วเิ คราะห์ข้อมลู ทางสถติ ิ และวเิ คราะหข์ ้อมูลท่ีไดจ้ าก
แบบสอบถาม

40

4. ผลกำรประเมินรำยวิชำและผลกำรประเมินโครงกำร
4.1 กลมุ่ เปำ้ หมำยทเ่ี ข้ำรับกำรฝึกอบรม จำนวน 100 คน

1.1 เพศชาย 62 คน
1.2 เพศหญิง 38 คน

หมำยเหตุ ผ่านการฝึกอบรมครบทงั้ หมด จานวน 87 คน
ไม่ผ่านการฝึกอบรมท้งั หมด 13 คน เนื่องจาก จานวนชัว่ โมงการเข้ารับการฝึกอบรมไม่ครบ

ตามกาหนด

4.2 รำยชือ่ กลุม่ เป้ำหมำยจำนวน 5 จังหวัดในเขตพน้ื ทีบ่ รกิ ำร
จงั หวัดนครนำยก

ลำดบั ท่ี ชอื่ -สกุล อำเภอ
1 นางอานวย มูลเสถยี ร เมืองนครนายก
2 นายภวู ดล คานาย เมืองนครนายก
3 นายชัชวาลย์ สวา่ งเวยี ง เมอื งนครนายก
4 วา่ ที่ ร.ต. หริ ญั พมิ พาลยั
5 นายเอกพงษ์ พันธศ์ ริ ิ บ้านนา
6 นายพาสรรค์ ทรพั ยเ์ อนก บ้านนา
7 นายสมบตั ิ อินทชิต บา้ นนา
8 นายพยนต์ ย่งิ ประเสริฐ ปากพลี
9 นายเศรษฐพร ระวังป่า ปากพลี
10 นายประพาส เสนพี งษ์ ปากพลี
11 นายอภิชาติ วนั โดะ๊ องครกั ษ์
12 นายสุเทพ นาคแกมทอ องครักษ์
13 นายสังวร พลอาสา องครักษ์
เมอื งนครนายก

ลำดับท่ี จังหวดั ปรำจนี บุรี อำเภอ
1 เมืองปราจีนบรุ ี
2 ชื่อ-สกุล เมอื งปราจนี บุรี
3 นางบุญสม ลา้ นทอง เมอื งปราจีนบรุ ี
4 นางศรีสกุล สขุ เกษม
5 นางนาคา้ ง เหลก็ ศริ ิ กบินทร์บุรี
6 นางอารีวัล เสมา กบนิ ทรบ์ ุรี
7 นางนติ ยา สอนหดั กบินทรบ์ รุ ี
นายสุรชัย แกว้ โสนด
นางสาวปวีณา ขอมีกลาง นาดี

41

8 นายจิรทปิ มว่ งงาม นาดี
9 นางสาวสมุ าลา ไชยพงษ์ บ้านสร้าง
10 นางอาภรณ์ นาคศิริ บา้ นสร้าง
11 นายวสันต์ ธัญญเจรญิ บา้ นสร้าง
12 ร.ท ปรชี า ผลาหาญ ประจนั ตคาม
13 นางเรณู น้อยแสง ประจันตคาม
14 นายทรงคณุ กตั พงษ์ ประจนั ตคาม
15 นายอมร เงาทอง ศรีมหาโพธิ
16 นายสุรชัย จาจด ศรมี หาโพธิ
17 นายสัมพันธ์ เออื เฟอ้ื ศรีมหาโพธิ
18 นายเสกสรรค์ จันทร์ศรี ศรีมโหสถ

ลำดบั ที่ จงั หวัดปทมุ ธำนี อำเภอ
1 หนองเสอื
2 ชอ่ื -สกุล หนองเสอื
3 นายสมโพธิ์ มแี ย้ม หนองเสอื
4 นายธนายทุ ธ เชยเอม หนองเสือ
5 นางสาวชัชญานนั ท์ ป่ันพิมาน ลาดหลุมแกว้
6 นางสาวก่งิ กาญจน์ ปล้มื สวัสดิ์ หนองเสอื
7 นางสาวธนพร โพธมิ์ ัน่ หนองเสอื
8 นางรุ่งนภา คุย่ ต่วน หนองเสอื
9 นางบังเอิญ กาพล คลองหลวง
10 นางสาวก่ิงทพิ ย์ จน่ั คา คลองหลวง
11 นายอดลุ ย์ วเิ ชียรชัย ลาดหลุมแกว้
12 นายอานวย สงั วาลย์เล็ก ลาดหลุมแกว้
13 นายมานะ หอ่ ผล
14 นายทรงพล เกตแุ ก้ว เมอื ง
15 นางใกล้รุ่ง ผวิ ออ่ น เมือง
16 นางดวงตา เรอื งสุข ลาลกู กา
17 นายสมศกั ด์ิ วเิ ชียรสมุทร สามโคก
นายสมศกั ด์ิ ฉา่ ศรี สามโคก
นางสาวสกุณา ลางคณุ เสน


Click to View FlipBook Version