The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือเตรียมสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ระดับประถมศึกษา ประกอบด้วย แนวข้อสอบพร้อมพร้อมเฉลย โดยรายวิชาแบ่งเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ 5 สาระ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Keskaew_Srikaew, 2022-07-07 06:03:07

คู่มือเตรียมสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา-ประถม

คู่มือเตรียมสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ระดับประถมศึกษา ประกอบด้วย แนวข้อสอบพร้อมพร้อมเฉลย โดยรายวิชาแบ่งเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ 5 สาระ

Keywords: แนวข้อสอบประถม

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 1

คำนำ

การวัดผลประเมินผลเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ทาให้ทราบถึงพัฒนาการ
ด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน และความสามารถ และกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้ของผู้สอน และเป็นองค์ประกอบ
สาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทาให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่จาเป็นในการพิจารณาว่าผู้เรียนเกิดคุณภาพ
การเรียนรู้ตามผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังและมาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนางานวัดผล และการจัดระบบงานวัดผล
ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา จึงมีความสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน
ดังนั้น การวัดประเมินผลการศึกษา เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร
จงึ จาเปน็ ตอ้ งมเี คร่ืองมอื ท่ีมีคุณภาพ มีประสิทธภิ าพและมีมาตรฐาน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษาของผู้เรยี น

ส า นั ก ง า น ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ศึ ก ษ า น อ ก ร ะ บ บ แ ล ะ ก า ร ศึ ก ษ า ต า ม อั ธ ย า ศั ย จั ง ห วั ด น ค ร ร า ช สี ม า
ซ่ึงมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และกากับงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จึงได้จัดทาคู่มือเตรียมสอบเพื่อยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธ์ิทางการศึกษา หลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ขึ้น เพ่ือให้ครูผู้สอนและผู้เก่ียวข้องในการจัดการศึกษา ใช้เป็นเครื่องมือ
ยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ให้กบั ผู้เรียน กศน.

สานกั งาน กศน.จงั หวัดนครราชสีมา
มถิ ุนายน 2565

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 2

สำรบญั หน้ำ

คำนำ 1
สำระกำรเรยี นรู้ : ทกั ษะกำรเรยี นรู้ 2
 ทักษะการเรียนรู้ 8
 เฉลย 16
 สำระกำรเรียนรู้ : ควำมรพู้ ้ืนฐำน 17
 ภาษาไทย 22
 เฉลย 27
 ภาษาอังกฤษ 32
 เฉลย 34
 คณิตศาสตร์ 39
 เฉลย 42
 วทิ ยาศาสตร์ 46
 เฉลย 49
สำระกำรเรยี นรู้ : กำรประกอบอำชีพ 50
 ชอ่ งทางการเข้าสู่อาชีพ 53
 เฉลย 54
 ทกั ษะการประกอบอาชพี 59
 เฉลย 61
 พฒั นาอาชีพใหม้ ีอยมู่ ีกิน 63
 เฉลย 65
 สำระกำรเรยี นรู้ : ทักษะกำรดำเนนิ ชวี ิต 66
 เศรษฐกิจพอเพยี ง 69
 เฉลย 70
 สขุ ศึกษา พลศึกษา 72
 เฉลย 74
 ศิลปศึกษา 77
 เฉลย 79
 สำระกำรเรียนรู้ : กำรพัฒนำสงั คม 80
 สังคมศึกษา 83
 เฉลย

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 3

สำรบญั (ตอ่ )

ศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมือง หนำ้
 เฉลย 84
 การพฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม 87
 เฉลย 89
92
เนื้อหำและจำนวนขอ้ ของกำรทดสอบทำงกำสรศกึ ษำระดับชำติ (N-NET) : Test bluprint
94
คณะผู้จดั ทำ

สำนักงำน กศน.จังหวัดนครรำชสีมำ 4

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 5

สำระกำรเรยี นรู้ : ทักษะกำรเรยี นรู้
รำยวิชำทักษะกำรเรียนรู้ ทร11001

1. กำรเรียนรู้ดว้ ยตนเอง คือข้อใด
ก. การเรียนรทู้ ีผ่ ู้เรยี นตอ้ งศึกษาเรยี นรู้ ด้วยตนเองตามลาพงั
ข. การเรียนรู้ทผ่ี ูเ้ รยี นริเร่มิ ตามท่คี รหู รอื บคุ คลอื่น บอกหรือแนะนา
ค. กระบวนการเรียนรู้ท่ีผู้เรยี นทาการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามลาพังโดยไมพ่ ่งึ พาครูหรือ ผู้สอน
ง. กระบวนการเรียนร้ทู ี่ผเู้ รียนริเร่มิ การเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจความต้องการและความถนดั

2. กำรเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองมีควำมสำคัญอยำ่ งไร
ก. เป็นการเรียนรู้ที่ดีทส่ี ุดของการเรียนรทู้ งั้ หมด
ข. เป็นการเรียนรู้ท่ีสามารถตอบสนองความต้องการของแตล่ ะบุคคล สูก่ ารเรยี นรตู้ ลอดชีวติ
ค. เป็นการเรยี นรู้จาเปน็ ต้องเกดิ ในสถานศึกษาเทา่ น้ัน
ง. เป็นการเรียนรู้ทที่ าใหผ้ ู้เรยี นเป็นผู้ท่มี คี วามสามารถโดยไมต่ ้องพึง่ พาใคร

3. ผู้เรียนท่ีจะจบกำรศึกษำในแต่ละระดบั ต้องมกี จิ กรรมพฒั นำคุณภำพชีวิต (กพช.) กี่ช่วั โมง
ก. ไมน่ อ้ ยกว่า 50 ชวั่ โมง
ข. ไมน่ ้อยกว่า 100 ชั่วโมง
ค. ไมน่ อ้ ยกว่า 200 ช่ัวโมง
ง. ไมน่ ้อยกว่า 300 ชั่วโมง

สำนักงำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 1

4. กำรสง่ เสริมทักษะในกำรแสวงหำควำมรู้ด้วยตนเองผ้เู รยี นควรฝกึ ตนเอง ขอ้ ใดกลำ่ วไมถ่ ูกต้อง
ก. สร้างปัญหาต่าง ๆ
ข. ฝึกนสิ ยั รกั การอ่าน
ค. ชา่ งสงั เกต
ง. คน้ คว้าหาความรู้

5. ทักษะในกำรแสวงหำควำมรดู้ ้วยตนเองเป็นกำรแสดงออกของผ้เู รยี น ในกำรปฏบิ ัติค้นคว้ำหำควำมรู้
ดว้ ยตนเอง และสำมำรถสร้ำงควำมรู้ใหม่เพ่มิ เติม ข้อใดตอ่ ไปนสี้ ำคญั ท่สี ุด
ก. การคิด
ข. การศกึ ษา
ค. การปฏิบตั ิ
ง. การทดลองคน้ คว้า

6. ผเู้ รียนสำมำรถลงทะเบยี นเรียนได้ภำคเรยี นละก่หี น่วยกติ
ก. 14 หนว่ ยกติ
ข. ไม่เกิน 14 หนว่ ยกิต
ค. ไมต่ า่ กว่า 14 หน่วยกิต
ง. ทุกข้อที่กล่าวมา

7. แหลง่ เรียนรหู้ มำยถงึ อะไร
ก. ถ่ิน
ข. ทีอ่ ยู่
ค. บริเวณ
ง. ถกู ทุกขอ้

8. แหล่งเรียนรมู้ บี ทบำทสำคญั อย่ำงยง่ิ ในกำรช่วยพฒั นำคณุ ภำพของมนษุ ย์ในยุคควำมรู้ทีเ่ กิดขนึ้ ใหม่ ๆ
และเปล่ียนแปลงอย่ำงรวดเร็ว ขอ้ ใดกล่ำวไม่ถกู ต้อง
ก. เป็นแหลง่ ทม่ี เี นื้อหาสาระ
ข. เปน็ ส่อื การเรียนร้สู มัยใหม่
ค. เปน็ แหล่งเรียนรู้ทจี่ ากัด
ง. เป็นแหลง่ เรยี นรู้ตลอดชวี ิต

สำนักงำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 2

9. ขอ้ ใดต่อไปนเ้ี ป็นแหลง่ เรยี นรู้
ก. วดั
ข. บ้าน
ค. ปราชญ์
ง. ถูกทกุ ข้อ

10. แหลง่ เรียนรู้แบ่งตำมลกั ษณะกำยภำพและวตั ถปุ ระสงค์ “แหลง่ ท่องเทย่ี ว” เป็นแหล่งเรียนรกู้ ล่มุ ใดตอ่ ไปน้ี
ก. กล่มุ สือ่
ข. กลุ่มบรกิ ารข้อมลู
ค. กลมุ่ ข้อมลู ทอ้ งถิ่น
ง. กลุม่ งานศลิ ปวัฒนธรรม

11. กำรปฏบิ ัตกิ ำรด้ำนวัฒนธรรมประเพณตี ่ำง ๆ เป็นแหล่งเรยี นรู้ประเภทใด
ก. แหล่งเรียนร้ปู ระเภทกจิ กรรม
ข. แหลง่ เรยี นรู้ประเภทสือ่
ค. แหล่งเรียนรปู้ ระเภทบคุ คล
ง. แหล่งเรียนรู้ประเภทธรรมชาติ

12. แหล่งเรยี นรใู้ นชุมชนท่ใี กล้ตวั ผเู้ รยี นมำกที่สุด ขอ้ ใดกลำ่ วผดิ
ก. ห้องสมุดประชาชน
ข. แหล่งเรยี นรู้ประเภทบคุ คล
ค. ศูนยก์ ารเรยี นชมุ ชน (สงั กัดสานกั งาน กศน.)
ง. ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพ่อื การศึกษานครราชสมี า

13. ภมู ิปญั ญำชำวบำ้ นหรือภมู ิปญั ญำท้องถิ่นข้อใดกล่ำวถกู ตอ้ งทส่ี ุด
ก. องคค์ วามรู้
ข. ความรขู้ องชาวบ้าน
ค. ผู้ทรงภูมปิ ญั ญาดา้ นใดดา้ นหน่งึ
ง. ทกั ษะของคนไทยอันเกดิ จากการสง่ั สมประสบการณ์ที่ผา่ นกระบวนการเรียนรู้

สำนักงำน กศน.จังหวดั นครรำชสีมำ 3

14. ควำมสำมำรถในกำรจัดกำรป้องกนั และรกั ษำสขุ ภำพของคนในชมุ ชนเปน็ ภมู ปิ ัญญำไทยในสำขำใด
ก. สาขาเกษตรกรรม
ข. สาขาสวัสดกิ าร
ค. สาขาการแพทย์แผนไทย
ง. สาขาศิลปกรรม

15. กำรศึกษำเรียนรู้จำกภูมิปัญญำ ขอ้ ใดกล่ำวไมถ่ กู ต้อง
ก. เรยี นรจู้ ากการสัมผสั
ข. เรยี นรู้การศึกษาด้วยตนเอง
ค. เรียนรจู้ ากการทาตาม เรยี นแบบ
ง. เรยี นรจู้ ากการทดลอง ลองผดิ ลองถกู

16. ลกั ษณะของรำยงำนท่ีดี ข้อใดตอ่ ไปนี้ไม่ใช่
ก. มีความสะอาดไม่สกปก เลอะเทอะ
ข. เนื้อหาตรงกับหัวข้อเรื่องหรือช่อื รายงาน
ค. สาระเนอ้ื หาเปน็ ประโยชน์ต่อผู้ทารายงานและผู้อื่น
ง. ใช้ภาษาออ่ นหวาน รักษาน้าใจผู้อื่นเสมอ ๆ

17. ข้นั ตอนสดุ ทำ้ ยของกำรเขยี นรำยงำน ข้อใดกล่ำวถูกต้องที่สดุ
ก. การวางโครงเร่อื งรายงาน
ข. การเขา้ รปู เลม่ รายงาน
ค. การเรยี บเรียงเนอื้ หารายงาน
ง. การรวบรวมบรรณานุกรมทา้ ยบท

18. กำรจัดกำรควำมรู้เรียกส้นั ๆ วำ่ อะไร
ก. MK
ข. KM
ค. LO
ง. QA

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 4

19. เป้ำหมำยของกำรจัดกำรควำมรู้ คืออะไร
ก. พฒั นาคน
ข. พัฒนางาน
ค. พัฒนาองค์กร
ง. ถกู ทุกข้อ

20. ขอ้ ใดถูกต้องมำกทีส่ ดุ
ก. การจัดการความรู้ "ไม่ทา -ไมร่ "ู้
ข. การจดัการความร้นู ้ันจะตอ้ งใหค้ นทมี่ พี ้ืนฐานคล้าย ๆ กันมาร่วมกันคิดเปน็ กลุ่ม
ค. การจดั การความร้เู ป็นเปา้ หมายของการทางาน
ง. การจดกั ารความรู้ไมม่ กี ารลองผดิ ลองถูก

21. ในโมเดลปลำทใู นสว่ นของตวั ปลำมีหลกั กำรทำงำนอยำ่ งไร
ก. การกาหนดเปา้ หมายของการจัดการความรู้ทช่ี ัดเจน
ข. ความรู้ท่ไี ด้รับจากการ แลกเปล่ียน เรยี นรู้
ค. การแลกเปลย่ี นความรู้ซงึ่ กนั และกนั
ง. ถูกทุกข้อท่ีกล่าวมา

22. ชุมชนนักปฏบิ ตั ิ (CoP) คอื อะไร
ก. การจัดการความรู้
ข. เปา้ หมายของการจดั การความรู้
ค. วิธีการหนง่ึ ของการจดั การความรู้
ง. แนวปฏิบตั ิของการจดั การ

23. ทฤษฎี “คิดเป็น” เปน็ แนวคดิ ของบคุ คลใดต่อไปนี้
ก. ดร.ทกั ษณิ ชินวตั ร
ข. ดร.โกวิท วรพพิ ัฒน์
ค. พล.อ.ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา
ง. พล.อ.ประวิตร วงษส์ ุวรรณ

สำนักงำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 5

24. เปำ้ หมำยของ “คิดเป็น” ขอ้ ใดกลำ่ วถูกตอ้ ง
ก. ความหวงั
ข. ความรัก
ค. ความสุข
ง. ความจาดี

25. ลักษณะของบุคคลทร่ี ู้จกั คดิ เป็น ขอ้ ใดตอ่ ไปนก้ี ล่ำวไม่ถกู ตอ้ ง
ก. มีข้อมลู ทางวชิ าการ
ข. มีข้อมูลสงั คมสง่ิ แวดล้อม
ค. เลอื กแนวทางตดั สินใจท่ดี ีที่สดุ
ง. เลอื กตามใจตนเอง

26. กระบวนกำรเรยี นรู้ตำมทศิ ทำงของ “คดิ เปน็ ” ใครสำคัญที่สุด
ก. ผู้เรียน
ข. ผูส้ อน
ค. ผ้อู านวยการ
ง. ผูก้ ่อตั้งทฤษฎีนี้

27. “วจิ ัย” หมำยควำมวำ่ อย่ำงไร
ก. การคาดเดาอย่างเป็นระบบ
ข. การหาคาตอบทีส่ งสยั ทอ่ี ยากร้อู ยา่ งเป็นระบบ
ค. การประเมินด้วยสายตาแล้วได้คาตอบอยา่ งเป็นระบบ
ง. การลงพ้ืนทีห่ าคาตอบโดยใชแ้ อปพลิเคชนั อย่างเดียวอยา่ งเปน็ ระบบ

28. ขอ้ ใดต่อไปนี้ไมใ่ ช่ประโยชน์ของกำรวิจยั
ก. ฝกึ การศกึ ษาคน้ คว้าจากแหล่งความรตู้ ่าง ๆ
ข. ฝกึ การเปน็ คนช่างคดิ ชา่ งสงั เกต อดทน
ค. ฝึกการจดบันทกึ เขยี นเรยี บเรยี งอย่างเป็นระบบ
ง. ฝึกการทางานคนเดยี วให้ประสบความสาเรจ็

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 6

29. ขน้ั ตอนแรกของกำรทำวจิ ยั คอื ขอ้ ใด
ก. หาความยาก ง่าย
ข. รายงานผลของการหาคาตอบ
ค. ต้ังคาถาม
ง. หาคาตอบ

30. ข้อมลู ใดต่อไปน้ไี ม่อยู่ในรปู แบบกำรเขียนวจิ ัยอยำ่ งง่ำย
ก. ชื่อเรื่องท่ีวจิ ยั
ข. ชอ่ื ผวู้ ิจัย
ค. เหตผุ ลที่ทาวิจัย
ง. รูปภาพประกอบ

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 7

เฉลยสำระกำรเรียนรู้ : ทักษะกำรเรียนรู้
วิชำทกั ษะกำรเรียนรู้ ทร11001

1. ตอบ ง. กระบวนกำรเรียนรทู้ ่ผี ูเ้ รียนรเิ รมิ่ กำรเรียนรู้ด้วยตนเอง ตำมควำมสนใจควำมต้องกำรและควำมถนัด
อธิบำย การเรียนรู้ด้วยตนเอง หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนริเร่ิมการเรียนรู้ด้วย ตนเองตามความสนใจ
ความต้องการ และความถนัด มีเป้าหมายในการเรียนรู้ และแสวงหาแหล่งทรัพยากรของการเรียนรู้ เลือกวิธี
การเรียนรู้ จนถึงการประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเอง โดยจะดาเนินการ ด้วยตนเองหรือร่วมมือ
ชว่ ยเหลอื กับผูอ้ ่นื หรอื ไมก่ ็ได้ ซง่ึ ผู้เรียนจะตอ้ งมีความรบั ผิดชอบและเปน็ ผ้คู วบคุมการเรียนของตนเอง

2. ตอบ ข. เปน็ กำรเรียนรูท้ ่ีสำมำรถตอบสนองควำมตอ้ งกำรของแต่ละบุคคล สูก่ ำรเรยี นร้ตู ลอดชวี ิต
อธิบำย การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองมคี วามสาคัญดังนี้ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองมีความสาคญั อย่างไร

1. บุคคลที่เรียนรู้โดยการริเร่ิมของตนเองจะเรียนได้มากกว่า ดีกว่า มีความต้ังใจ มีจุดมุ่งหมาย
และมีแรงจูงใจ สูงกว่า สามารถนาประโยชน์จากการเรียนรู้ไปใช้ได้ดีกว่าและยาวนานกว่าคนที่เรียน
โดยเปน็ เพียงผ้รู บั หรอื รอการถา่ ยทอดจากครู

2. การเรียนรู้ด้วยตนเองสอดคล้องกับพัฒนาการทางจิตวิทยาและกระบวนการทางธรรมชาติ
ทาให้บุคคลมีทิศทางของการบรรลุวุฒิภาวะจากลักษณะหน่ึงไปสู่อีกลักษณะหนึ่ง คือ เมื่อตอนเด็ก ๆ
เป็นธรรมชาติที่จะต้องพ่ึงพิงผู้อื่นต้องการผู้ปกครองปกป้องเลี้ยงดู และตัดสินใจแทนให้เมื่อเติบโตมีพัฒนาการ
ขึ้นเร่ือย ๆ พัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอิสระไม่ต้องพึ่งพิงผู้ปกครอง ครู และผู้อื่น การพัฒนาเป็นไปในสภาพ
ท่ีเพมิ่ ความ เปน็ ตัวของตวั เอง

3. การเรียนรู้ด้วยตนเองทาให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ซ่ึงมีลักษณะท่ีสอดคล้องกับพัฒนาการ ใหม่ ๆ
ทางการศึกษา เช่น หลักสูตร ห้องเรียนแบบเปิดศูนย์บริการวิชาการ การศึกษาอย่างอิสระมหาลัยเปิด
ลว้ นเนน้ ใหผ้ ู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรเู้ อง

4. การเรียนรู้ด้วยตนเองทาให้มนุษย์อยู่รอด การมีความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เกิดข้ึนเสมอทาให้มี
ความจาเปน็ ทจ่ี ะต้องศึกษาเรียนรู้ การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองจงึ ตอ้ งเป็นกระบวนการต่อเนอ่ื งตลอดชวี ติ

3. ตอบ ค. ไม่น้อยกว่ำ 200 ชว่ั โมง
อธิบำย กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือ กพช. หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้นักศึกษา
เป็นผู้รู้จักคิด รู้จักทา เป็นผู้คิดเป็น ทาเป็น และแก้ปัญหาเป็น โดยนักศึกษาสามารถเลือกทากิจกรรมพัฒนา
คุณภาพชีวิตได้ตามความสนใจ หรือความถนัด เน้นการนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษา
เรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติท่ีสอดคล้องกับวิถี ชีวิต เพ่ือพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และส่ิงแวดล้อม รวมถึง
มีการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในแต่ละระดับการศึกษาจะต้องปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต
รวมแล้วไมน่ ้อยกว่า 200 ชัว่ โมง โดยมีขอบขา่ ยเนื้อหาทงั้ ในภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบตั ิ

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 8

4. ตอบ ก. สรำ้ งปัญหำต่ำง ๆ
อธิบำย การสง่ เสรมิ ทกั ษะในการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเองผู้เรยี นควรฝกึ ตนเอง ดงั นี้
1. ฝึกใหม้ ีนสิ ยั รักการอ่าน ชา่ งจด –จา และบนั ทกึ กิจกรรมการอา่ นซงึ่ สามารถจัดทาได้ในหลาย ๆ การเรยี นรู้
2. เปน็ คนชา่ งสงั เกต เพราะถือว่าการสังเกตชว่ ยใหผ้ ู้เรียนรอบรู้ และเข้าใจได้ดีพอ ๆ กับการเรยี นรู้ โดยวธิ ีอื่น
3. ฝึกให้รู้จักการค้นคว้าหาความรู้ โดยดาเนินกิจกรรมการค้นคว้ามาก ๆ หนังสือจะเป็นปัจจัยสาคัญ

ในการทีจ่ ะชว่ ยให้การฝึกวธิ นี ไ้ี ด้ผล
4. ฝึกค้นควา้ จากปัญหาต่าง ๆ ทอี่ ย่ใู นความสนใจ และเกี่ยวข้องกบั ตน
5. ฝกึ หาคาตอบจากคาถามต่าง ๆ
6. ศกึ ษาข้อความหรอื บทความท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั วิธกี ารแสวงหาความรใู้ ห้ตนเองได้อ่านอย่างสมา่ เสมอ

5. ตอบ ก. กำรคดิ
อธิบำย ทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเป็นการแสดงออกของผู้เรียนในการปฏิบัติ ค้นคว้า
หาความรู้ด้วยตนเอง และสามารถสร้างความรู้ใหม่เพ่ิมเติม จากการคิด ศึกษา ทดลอง ค้นคว้า และปฏิบัติ
ด้วยตนเองท่ีเชื่อมสัมพันธ์กับความรู้เดิมท่ีมีอยู่ ทาการศึกษาจากแหล่งรวมความรู้ต่าง ๆ ตามความสนใจ
หรือ ความต้องการของตนเองโดยมีวิธีการค้นคว้าหาความรู้จากการกาหนดปัญหาในการสืบค้นความรู้
การวางแผนในการสืบค้น ความรู้ การดาเนินการสืบค้นความรู้ตามแผนท่ีกาหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูล
จากการสืบค้นความรู้การดาเนินการสืบค้นความรู้ตามแผนที่กาหนดไว้ การวิเคราะห์อมูลจากการสืบค้น
ความรู้ การบันทึกจัดเก็บและสรุปผลจากการสืบค้นความรู้ โดยอาจปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจากครู
หรือบคุ คลอื่น

6. ตอบ ข. ไมเ่ กนิ 14 หนว่ ยกิต
อธิบำย การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 น้ัน
ผู้เรียนจะต้องลงทะเบียนเรียนเป็นรายวิชา ซึ่งครอบคลุมทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือกตามโครงสร้างหลักสูตร คือ
จะต้องเรียนวิชาบังคับ จานวน 36 หน่วยกิต วิชาเลือก จานวน 12 หน่วยกิต รวมท้ังหมด 48 หน่วยกิต
และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) จานวน 200 ช่ัวโมง ทั้งนี้ ในแต่ละภาคเรยี น ผู้เรียนสามารถลงทะเบยี นได้
ภาคเรียนละไม่เกิน 14 หน่วยกิต การท่ีจะศึกษาให้จบหลักสูตรได้ อย่างมีคุณภาพนั้น ผู้เรียนจึงมีความจาเป็น
ในการทจี่ ะวาง แผนการเรียนรูด้ ว้ ยตนเองซงึ่ ผ้เู รียนจะต้องมคี วามรับผดิ ชอบในการเรยี นรู้ของตน

7. ตอบ ง. ถกู ทุกข้อ
อธิบำย แหล่งเรียนรู้ หมายถึง ถ่ิน ท่ีอยู่ บริเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ที่ ท่ีมีสาระเน้ือหาที่เป็นข้อมูล
ความรู้หรอื องค์ความรู้

8. ตอบ ค. เปน็ แหลง่ เรยี นรู้ทจี่ ำกัด
อธบิ ำย แหล่งเรียนรมู้ บี ทบาทสาคัญอยา่ งยง่ิ ในการช่วยพฒั นาคณุ ภาพของมนษุ ย์ในยคุ ความรทู้ เ่ี กิดข้นึ ใหม่ ๆ
และเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ดังตอ่ ไปนี้

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสีมำ 9

1. เป็นแหล่งท่ีมีสาระเนื้อหา ที่เป็นข้อมูลความรู้ให้มนุษย์เกิดโลกทัศน์ที่กว้างไกลกว่าเดิมช่วยให้เกิดความสนใจ
ในเรื่องสาคัญช่วยยกระดับความทะเยอทะยานของผู้ศึกษาจากการนาเสนอสาระ ความรู้ หรือภาพในอุดมคติ
หรอื เสนอผลสาเร็จและความก้าวหน้าของงานหรอื ชิ้นงาน หรอื เทคโนโลยี หรอื บุคคลตา่ ง ๆ ของแหล่งเรยี นรู้
2. เปน็ สื่อการเรียนร้สู มัยใหม่ใหท้ ั้งสาระ ความรู้ กอ่ ใหเ้ กดิ ทกั ษะและชว่ ยให้เกดิ การเรยี นรู้ ได้เร็วและมากยิง่ ขน้ึ
3. เป็นแหล่งช่วยเสริมการเรียนรู้ของการศึกษาประเภทต่าง ๆ ท้ังการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศัย
4. เป็นแหล่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ท่ีบุคคลทุกเพศ วัย ทุกระดับความรู้ ความสามารถ เรียนรู้ได้ ด้วยตนเอง
ตลอดเวลาโดยไม่จากดั
5. เป็นแหล่งที่มนุษย์สามารถเข้าไปปฏิสัมพันธ์ในการหาความรู้ จากแหล่งกาเนิด หรือ แหล่งต้นตอของความรู้
เช่น จากโบราณสถาน โบราณวตั ถุ พันธุ์ไม้ พนั ธ์ุ สัตว์ สภาพชีวติ ความเป็นอยู่ ตามธรรมชาติของสัตว์ เปน็ ต้น
6. เปน็ แหลง่ ท่มี นุษย์สามารถเขา้ ไปปฏิสัมพนั ธ์ให้เกิดประสบการณต์ รง หรือ ลงมือ ปฏบิ ัตไิ ด้จริง เชน่ การประดษิ ฐ์
เคร่ืองใชต้ า่ ง ๆ การซ่อมเครื่องยนต์ เป็นตน้ ชว่ ยกระตุน้ ใหเ้ กดิ การสนใจ ความใฝร่ ู้
7. เป็นแหล่งที่มนุษย์สามารถเข้าไปปฏิสัมพันธ์ให้เกิดความรู้เก่ียวกับวิทยาการใหม่ ๆ ท่ี ได้รับการคิดค้นข้ึน
และยังไม่มีของจริงให้เห็น เช่น การดูภาพยนตร์ วีดีทัศน์ หรือส่ืออ่ืน ๆ ในเรื่อง เกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดคน้
สง่ิ ต่าง ๆ ขึน้ มาใหม่
8. เป็นแหล่งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในท้องถ่ินกับผู้เข้าศึกษาในการทากิจกรรมร่วมกัน
ช่วยสร้างความร้สู ึกของการเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมเกิดความตระหนักและเหน็ คุณค่าของแหลง่ เรียนรู้
9. เป็นส่ิงท่ีช่วยเปล่ียนทัศนคติค่านิยมให้เกิดการยอมรับส่ิงใหม่ แนวความคิดใหม่ เกิด จินตนาการและความคิด
สร้างสรรค์กับผ้เู รยี น
10. เป็นการประหยัดเงินของผูเ้ รียนในการใชแ้ หลง่ เรียนรขู้ องชุมชนให้เกิดประโยชนส์ งู สดุ

9. ตอบ ง. ถกู ทุกข้อ
อธิบำย แหล่งเรียนรู้ หมายถึง ถ่ิน ท่ีอยู่ บริเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง ที่ ท่ีมีสาระเนื้อหาที่เป็นข้อมูล
ความรหู้ รือองคค์ วามรู้

10. ตอบ ค. กลุ่มขอ้ มลู ท้องถ่นิ
อธิบำย แหล่งเรียนรู้แบง่ ตามลกั ษณะกายภาพและวัตถปุ ระสงค์เปน็ 5 กลมุ่ ดงั นี้
1. กลุ่มบริการข้อมูล ได้แก่ ห้องสมุด อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ศูนย์การเรียน
สถานประกอบการ
2. กล่มุ งานศิลปวฒั นธรรมประวัตศิ าสตร์ ไดแ้ ก่ พพิ ิธภัณฑ์ อทุ ยานประวัติศาสตร์ อนุสรณ์ สถาน อนุสาวรีย์
ศูนย์วฒั นธรรม หอศิลป์ ศาสนสถาน เปน็ ตน้

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 10

3. กลุ่มขอ้ มูลทอ้ งถ่นิ ได้แก่ ภมู ปิ ญั ญา ปราชญช์ าวบา้ น สอื่ พ้ืนบา้ น แหลง่ ท่องเท่ียว
4. กลุ่มส่ือ ได้แก่ วิทยุ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว โทรทัศน์ เคเบิลทีวี ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ต
หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (e-book)
5. กลุ่มสันทนาการ ได้แก่ ศนู ย์กีฬา สวนสาธารณะ สวนพฤษศาสตร์ ศนู ย์นันทนาการ เปน็ ต้น

11. ตอบ ก. แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทกจิ กรรม
อธิบำย ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้ จาแนกตามลกั ษณะ มี 6 ประเภท ดงั น้ี
1. แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล หมายถึง บุคคลท่ีมีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ ท่ีสามารถ ถ่ายทอดความรู้
ที่ตนมีอยู่ให้อยู่สนใจหรือผู้ต้องการเรียนรู้ ได้แก่ บุคคลที่มีทักษะความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาวิชาชีพ
ต่าง ๆ รวมทั้งผู้อาวุโสท่ีมีประสบการณ์ พัฒนาเป็นภูมิปัญญาท้องถ่ิน ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน
และภมู ปิ ัญญาไทย
2. แหลง่ เรยี นรูป้ ระเภทธรรมชาติ หมายถงึ สง่ิ ตา่ ง ๆที่เกิดขึน้ โดยธรรมชาติและให้ประโยชนต์ ่อ มนุษย์ เชน่ ดนิ น้า
อากาศ พืช สัตว์ ปา่ ไม้ แรธ่ าตุ เป็นตน้ แหลง่ เรียนรู้ประเภทน้ี เชน่ อทุ ยาน วนอทุ ยาน เขตรกั ษาพันธ์ุสตั ว์ ปา่ สวน
พฤกษศาสตร์ ศูนย์ศกึ ษาธรรมชาติ
3. แหล่งเรียนรู้ประเภทวัตถุและสถานท่ี หมายถึงอาคาร ส่ิงก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด
ศาสนสถาน ศูนย์การเรียน พิพิธภัณฑ์ สถานประกอบการ ตลาด นิทรรศการ สถานท่ีทางประวัติศาสตร์
เป็นต้น
4. แหล่งเรียนรู้ประเภทสื่อ หมายถึง สิ่งท่ีติดต่อให้ถึงกันหรือชักนาให้รู้จักกัน ทาหน้าที่เป็น สื่อกลาง
ในการถ่ายทอด เนื้อหา ความรู้ ทักษะและเจตคติ ไปสู่ทุกพ้ืนท่ีของโลกอย่างทั่วถึงและ ต่อเน่ือง ท้ังส่ือสิ่งพิมพ์
และสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ม่ี ที ั้งภาพและเสยี ง
5. แหล่งเรียนรู้ประเภทเทคนิคส่ิงประดิษฐ์คิดค้น หมายถึง สิ่งที่แสดงถึงความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี
และนวัตกรรมด้านต่าง ๆ ซ่ึงเป็นส่ิงประดิษฐ์คิดค้นหรือทาการพัฒนาปรับปรุง ช่ วยให้มนุษย์ เรียนรู้
ถงึ ความกา้ วหนา้ เกดิ จินตนาการแรงบนั ดาลใจในการสรา้ งสรรค์ ทัง้ ความคดิ และสงิ่ ประดษิ ฐต์ ่าง ๆ
6. แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม หมายถึง การปฏิบัติการด้านวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ การปฏิบัติงาน
ของหน่วยราชการ ตลอดจนความเคลื่อนไหวเพ่ือแก้ปัญหาและปรับปรุงพัฒนาสภาพต่าง ๆ ในท้องถิ่น การเข้าไป
มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ จะทาให้เกิดการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม อาทิ ประเพณีงานทอดกฐิน งานบุญ
การรณรงคป์ ้องกนั ยาเสพตดิ การสง่ เสรมิ การเลือกตงั้ ตามระบอบ ประชาธปิ ไตย การรณรงค์ความปลอดภยั ของเด็ก
และสตรีในทอ้ งถน่ิ
12. ตอบ ง. ศนู ยว์ ิทยำศำสตร์เพอื่ กำรศึกษำนครรำชสีมำ
อธบิ ำย แหลง่ เรยี นรู้ในที่น้ีจะกล่าวถึงเฉพาะแหล่งเรียนรูใ้ นชมุ ชนท่ีใกลต้ ัวผเู้ รยี นมากที่สุด 3 ประเภท คือ

1. แหล่งเรยี นรู้ประเภทบุคคล
2. ศูนย์การเรยี นชุมชน (สังกัด สานักงาน กศน.)
3. ห้องสมดุ ประชาชน

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสีมำ 11

13. ตอบ ข. ควำมรู้ของชำวบ้ำน
อธิบำย ภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถ่ิน หมายถึง ความรู้ของชาวบ้าน ซ่ึงเรียนรู้จากปู่ย่า ตา ยาย
ญาติพ่ีน้อง และความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน หรือผู้มีความรู้ในหมู่บ้าน ในท้องถิ่นต่าง ๆ ท่ีใช้ในการดาเนินชีวิต
ให้เป็นสุข ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นเร่ืองการทามาหากิน เช่น การจับสัตว์ การปลูกพืชการเล้ียงสัตว์ การทอผ้า
การทาเคร่ืองมือการเกษตร เป็นต้น

14. ตอบ ค. สำขำกำรแพทย์แผนไทย
อธิบำย สาขาการแพทย์แผนไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและรักษาสุขภาพของ
คนในชุมชน โดยเน้นใหช้ มุ ชนสามารถพ่งึ พาตนเองด้านสุขภาพแผนโบราณไทย เปน็ ตน้

15. ก. เรยี นรูจ้ ำกกำรสัมผัส
อธิบำย การศกึ ษาเรียนรู้จากภูมิปญั ญา
1. เรยี นรจู้ ากการบอกเลา่ เรอ่ื งราว การเทศน์
2. เรยี นรู้จากการปฏบิ ตั ิจรงิ
3. เรยี นรจู้ ากการทาตาม เลยี นแบบ
4. เรียนรจู้ าการทดลอง ลองผดิ ลองถกู
5. เรยี นร้จู ากการศกึ ษาด้วยตนเอง
6. เรียนรู้จากการต่อวิชา
7. เรยี นรจู้ ากการสอบแบบกล่มุ

16. ตอบ ง. ใช้ภำษำออ่ นหวำน รกั ษำนำ้ ใจผอู้ ื่นเสมอ ๆ
อธิบำย ลักษณะของรายงานท่ีดี
1. เนื้อหาตรงกับหวั ข้อเรอื่ งหรือช่ือรายงาน
2. สาระเน้อื หาเปน็ ประโยชนต์ ่อผทู้ ารายงานและผู้อ่าน
3. เน้ือหาสาระถูกตอ้ งเทย่ี งตรง โดยรวบรวมข้อมลู จากแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศท่ีเชอ่ื ถอื ได้
4. การใชภ้ าษาที่ถกู ตอ้ ง สละสลวย เนอ้ื หาสมั พนั ธ์กัน กระชับ รดั กุม อา่ นแลว้ เขา้ ใจง่าย
5. มีรูปภาพ ตาราง แผนภูมิ ฯลฯ ประกอบเนือ้ หา
6. มีรูปแบบการเขยี นทถ่ี ูกตอ้ งทั้งปกนอก ปกใน คานา สารบญั บท/ตอน ของเน้อื หาสาระ การอ้างองิ
บรรณานกุ รม ฯลฯ
7. มีความสะอาด ไม่สกปรกเลอะเทอะ

17. ตอบ กำรเข้ำรูปเล่มรำยงำน
อธิบำย ขนั้ ตอนของการเขียนรายงาน
1.การเลือกเรือ่ งรายงาน
2. การสารวจแหล่งความรู้สารสนเทศเก่ียวกับเรอ่ื งรายงาน
3. การรวบรวมบรรณานกุ รมเบื้องตน้
4. การอ่านจบั ใจความและบันทกึ ข้อมูล

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 12

5. การวางโครงเรือ่ งรายงาน
6. การเรียบเรียงเน้อื หารายงาน
7.การรวบรวมบรรณานกุ รมท้ายบท
8. การเขา้ รูปเล่มรายงาน

18. ตอบ ข. KM
อธิบำย การจัดการความรู้ (Knowledge Management) หมายถึงการจัดการกับความรู้และ ประสบการณ์
ท่ีมีอยู่ในตัวตน และความรู้เดินชัดนามาแบ่งปันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและองค์กรด้วยการผสมผสาน
ความสามารถของคนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อการ พัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนา
องค์กรใหเ้ ปน็ องค์กรแห่งการเรียนรู้
19. ตอบ ข. พฒั นำงำน
อธิบำย หัวใจของการจัดการความรู้คือ การจัดการความรู้ท่ีอยู่ในตัวบุคคล โดยเฉพาะบุคคล
ที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจนประสบผลสาเร็จ กระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหว่างคนกับคน
หรือกลุ่มกับกลุ่ม จะก่อให้เกิดการยกระดบั ความรู้ท่ีส่งผลต่อเป้าหมายของการทางานนนั่ คือ เกิดการพัฒนา
ประสิทธิภาพของงาน คนเกิดการพัฒนา และส่งผลต่อเนื่องไปถึงองค์กร เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ผลท่ีเกิดขึ้นกับการจัดการความรู้จึงถือว่ามีความสาคัญต่อ การพัฒนาบุคลากรในองค์กร ซ่ึงประโยชน์
ที่จะเกดิ ขนึ้ ต่อบุคคล กลุ่ม หรือองค์กร

20. ตอบ ก. กำรจัดกำรควำมรู้ "ไมท่ ำ -ไม่ร้"ู
อธิบำย การจัดการความรู้หากไม่ปฏบิ ัติจะ ไมเ่ ข้าใจเรื่องการจัดการ ความรู้ นัน่ คอื " ไมท่ า ไม่รู"้ การจัดการ
ความรู้จึงเป็นกิจกรรม ของนักปฏิบัติกระบวนการ จัดการความรู้ จึงมีลักษณะเป็นวงจรเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง
สม่าเสมอ เป้าหมายคอื การพฒั นางาน และพัฒนาคน

21. ตอบ ค. กำรแลกเปล่ยี นควำมร้ซู ่งึ กันและกัน
อธิบำย โมเดลปลาทู เพ่ือให้การจัดการความรู้หรือ KM เป็นเรื่องท่ีเข้าใจง่ายจึงกาหนดให้การจัดการ
ความรู้เปรียบเหมือนกับปลาทูตัวหนึ่งมีส่ิงท่ีต้องดาเนินการจัดการความรู้อยู่ 3 ส่วน โดย กาหนดว่าส่วนหัว
คือการกาหนดเป้าหมายของการจัดการความรู้ท่ีชัดเจนส่วนตัวปลาคือการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งกันและกัน
และสว่ นหางปลาคอื ความาร้ทู ่ีได้รับจากการแลกเปล่ยี นเรียนรู้

22. ตอบ ก. กำรจัดกำรควำมรู้
อธิบาย ชุมชนนักปฏิบัติหรือชุมชนแห่งการเรียน (CoP) ในชุมชนมีปัญหาซับซ้อน ท่ีคนในชุมชนต้องร่วมกัน
แก้ไขการจัดการความรู้จึงเป็นเร่ืองที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ และให้ข้อเสนอแนะในเชิงสร้างสรรค์
การรวมกลุ่มเพ่ือ แก้ปัญหาหรือร่วมมือกันพัฒนาโดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเรียกว่า “ชุมชน
นักปฏิบัติ” บุคคลในกลุ่มจึงต้องมีเจตคติที่ดีในการแบ่งเป็นความรู้ นาความรู้ที่มีอยู่มาพัฒนากลุ่มจากการ
ลงมือปฏบิ ตั ิและเคารพในความคิดเห็นของผู้อน่ื

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 13

23. ตอบ ข. ดร.โกวทิ วรพพิ ัฒน์
อธิบำย ประมาณปี พ.ศ. 2513 เป็นต้นมา ท่านอาจารย์ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์และคณะได้นาแนวคิด
เร่ือง “คิดเป็น” มาเป็นเป้าหมายสาคัญในการจัดการศึกษาผู้ใหญ่หลายโครงการ เช่น โครงการการศึกษา
ผู้ใหญ่ แบบเบ็ดเสร็จ โครงการรณรงค์เพื่อการรู้หนังสือแห่งชาติ โครงการการศึกษาประชาชน
และการศึกษาผู้ใหญ่ขั้นต่อเน่ือง เป็นต้น ต่อมาท่านย้ายไปเป็นอธิบดีกรมวิชาการ ท่านก็นา “คิดเป็น”
ไปเป็นแนวทาง จัดการศึกษาสาหรับเด็กในโรงเรียนจนเป็นที่ยอมรับมากข้ึน เพ่ือให้การทาความเข้าใจกับ
การคิดเป็นง่ายขึ้นพอที่จะให้คน ท่ีจะมามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนตามโครงการดังกล่าว
เข้าใจและสามารถดาเนินการกิจกรรม การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักการ “คิดเป็น” ได้จึงมีการนาเสนอ
แนวคิด

24. ตอบ ค. ควำมสุข
อธิบำย เป้าหมายของ “คิดเป็น” เป้าหมายสุดท้ายของการเป็นคน “คิดเป็น” คือ ความสุข
คนเราจะมีความสุขเมื่อตัวเราและสังคมสิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกันอย่างราบรื่นทั้งทางด้านวัตถุ
กายและใจ

25. ตอบ ง. เลือกตำมใจตนเอง
อธิบำย กระบวนการปรับตนเองกับสังคมส่ิงแวดล้อมให้ผสม กลมกลืนจึงต้องดาเนินไปอย่างต่อเน่ืองและ
ทันการ คนท่ีจะทาได้เช่นน้ีต้องรู้จักคิด รู้จักใช้สติปัญญา รู้จัก ตัวเองและธรรมชาติสังคมสิ่งแวดล้อมเป็น
อย่างดี สามารถแสวงหาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องอย่างหลากหลายและพอเพียง อย่างน้อย 3 ประการ คือ ข้อมูล
ทางวิชาการ ข้อมูลทางสังคมสิ่งแวดล้อม และข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับ ตนเองมาเป็นหลักในการ วิเคราะห์
ปญั หาเพ่อื เลือก แนวทางการตดั สนิ ใจทดี่ ีท่ีสดุ ในการแก้ปัญหา หรือ สภาพการณท์ ี่เผชิญอยู่อย่างรอบคอบ
จนมีความพอใจ แล้วก็พร้อมจะรับผิดชอบการตัดสินใจนั้นอย่างสมเหตุสมผล เกิดความพอดีความสมดุล
ในชวี ิตอย่างสนั ตสิ ุข เรียกได้ว่า “คนคิดเปน็ ”

26. ตอบ ก. ผเู้ รยี น
อธิบำย กระบวนการเรียนรู้ตามทิศทางของ “คิดเป็น” น้ีผู้เรียนสาคัญที่สุดผู้สอนเป็นผู้จัดโอกาส
จัดกระบวนการ จัดระบบข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้ รวมทั้งการกระตุ้นให้กระบวนการคิด การวิเคราะห์
ได้ใช้ข้อมูลอย่างหลากหลายลึกซึ้งและพอเพียงนอกจากนั้น “คิดเป็น” ยังครอบคลุมไปถึงการหล่อหลอม
จติ วิญญาณของคนทางาน กศน. ทป่ี ลูกฝังกันมาจากพส่ี ูน่ ้องนับสิบ ๆ ปี

27. ตอบ ข. กำรหำคำตอบท่ีสงสยั ที่อยำกรู้อยำ่ งเปน็ ระบบ
อธิบำย การวจิ ัยเป็นการหาคาตอบท่ีสงสัยที่อยากรู้อย่างเปน็ ระบบ ไมใ่ ช่คาดเดาหรอื สรปุ เอาเอง คาตอบนนั้
จึงจะเชอ่ื ถือได้

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 14

28. ตอบ ง. ฝกึ กำรทำงำนคนเดียวให้ประสบควำมสำเร็จ
อธบิ ำย ประโยชน์ของการวิจัย สาหรบั ผู้ทาวจิ ยั เอง มีหลายประการดงั นี้
1. ทาให้มีความสนใจ กระตือรือรน้ สงสยั อยากร้อู ยากเหน็ ในสิ่งรอบตวั
2. ฝึกการเป็นคนมเี หตผุ ล เม่ือมปี ญั หา ข้อสงสยั ตอ้ งหาคาตอบทถี่ ูกต้อง ไมใ่ ชก่ ารคาดเดาหรือ สรปุ เอง
3. ฝึกการศกึ ษาคน้ ควา้ จากแหลง่ ความรูต้ า่ ง ๆ
4. ฝกึ การเป็นคนชา่ งคดิ ช่างสงั เกต อดทน
5. ฝึกกการจดบนั ทึก เขยี นเรยี บเรยี งอยา่ งเปน็ ระบบ
6. ฝึกการทางานรว่ มกับผู้อืน่
ประโยชนข์ องการวจิ ัย สาหรับผู้อนื่ /หน่วยงาน/สังคม
1. ความรู้ใหม่ ท่ีนาไปใชใ้ นการพฒั นางานดา้ นตา่ ง ๆ
2. นวตั กรรมส่งิ ประดิษฐ์ใหม่ ๆ

29. ตอบ ค. ตั้งคำถำม
อธิบำย ขั้นตอนแรก คาถามที่ต องการคาตอบ คืออะไร เป็นข้ันตอนที่สาคัญมาก เพราะการวิจัย
จะเร่ิมตน้ จากปญั หาความสนใจ ความต้องการหาคาตอบในเร่อื งใด เร่อื งหนึง่ ของผู้วจิ ยั เอง

ขั้นตอนท่ีสอง วิธีการหาคาตอบท่ีต้องการรูป ทาอย่างไร ข้ันตอนนี้ผู้วิจัยต้องแสดงว่าจะมีแนวทาง/
วิธีการหาคาตอบอย่างไรบ้าง โดยต้องเขียนรายละเอียดให้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมของการดาเนินการวิจัย
ทง้ั หมด

ขั้นตอนที่สาม รายงานผลการหาคาตอบเป็นข้ันตอนสุดท้ายเมื่อได้รับคาตอบจากการวิจัยแล้วนามา
เขียนเป็นรายงานให้ผู้อ่ืนทราบว่า ทาไมจึงสนใจทาวิจัยเรื่องนั้น ๆ มีวิธีการทาวิจัยอย่างไร และผลที่ได้
จากการทาวิจยั เปน็ อย่างไร

30. ตอบ ง. รูปภำพประกอบ
อธบิ ำย การเขยี นรายงานการวจิ ยั อยา่ งง่าย ๆ สว่ นใหญจ่ ะประกอบดว้ ยหัวขอ้ ต่อไปน้ี
1. ชื่อเร่ืองท่ีวิจัย 2. ชื่อผู้วิจัย 3. เหตุผลที่ทาวิจัย (ทาไมจึงทาวิจัยเร่ืองนี้) 4. อยากทราบอะไรจากการวิจัย
(วัตถุประสงคการวิจัย) 5. วิธีการดาเนินการวิจัย (ขั้นตอน/วิธีการ/ระยะเวลาการวิจัย) 6. ผลการวิจัย
(ขอ้ คน้ พบจากการวิจยั )

สำนักงำน กศน.จงั หวดั นครรำชสีมำ 15

สำนักงำน กศน.จงั หวดั นครรำชสีมำ 16

สำระกำรเรยี นรู้ : สำระควำมรูพ้ ้นื ฐำน
รำยวิชำภำษำไทย พท11001

1. “ปำ้ รตั นำเป็นแมค่ ำ้ ขำยถ่ำน รำ้ นของแกเปน็ ห้องแถวสองห้องติดกันอยตู่ ลำดริมคลอง
หำ่ งจำกหอ้ งแถวของฉนั ไปเพียงรอ้ ยกว่ำเมตรเทำ่ นั้นเอง” ขอ้ ควำมใดเป็นใจควำมสำคญั
ก. อยตู่ ลาดริมคลอง
ข. ป้ารตั นาเป็นแม่คา้ ขายถ่าน
ค. ร้านของแกเปน็ หอ้ งแถวสองหอ้ งติดกัน
ง. ห่างจากห้องแถวของฉันไปเพยี งร้อยกว่าเมตร

2. บุคคลใดตอ่ ไปนมี้ มี ำรยำทในกำรฟงั
ก. สมพงษ์ ชอบพูดแทรกขณะฟังการอภิปราย
ข. สมยศ ฟงั เพลงในห้องประชุมและวจิ ารณน์ ักร้อง
ค. สมศักดิ์ ต้ังใจฟงั ครอู ธิบายเละถามปญั หาเมื่อครูสอนจบ
ง. สมใจ พดู โทรศัพท์มอื ถือในบางเวลาทฟ่ี ังบรรยายจากวทิ ยากร

3. กำรกลำ่ วคำอวยพร ควรใช้คำพดู อยำ่ งไรจึงจะเหมำะสม
ก. พูดเสียงชัดเจน
ข. พูดสนั้ กะทดั รัดได้ใจความ
ค. นาคาพูดของบคุ คลอ่นื มาอ้าง
ง. พดู ตลกเฮฮาให้คนอ่ืนสนใจ

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 17

4. ข้อใดไมใ่ ช่ลักษณะกำรพูดทดี่ ี
ก. พดู คาทส่ี ุภาพ
ข. พดู ดว้ ยนา้ เสียงนุ่มนวล
ค. พูดคาท่ีเป็นความจรงิ
ง. พูดเรอ่ื งตลกเฮฮาส่อเสยี ด

5. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ขอ้ ปฏิบัติของผ้มู ีมำรยำทในกำรพดู
ก. พดู ด้วยน้าเสียงนุ่มนวล ชวนฟงั
ข. กลา่ วคาขอโทษในโอกาสทก่ี ระทาการล่วงเกนิ ผูอ้ ่ืน
ค. ใหโ้ อกาสผู้อนื่ ได้พูดบา้ ง ไม่พคู ตดั บทในระหว่างผู้อน่ื กาลังพดู
ง. พูดแทรกเพ่ือแสดงความคดิ เหน็ เมือ่ ไมเ่ ห็นด้วยกับคาพูดของผู้พดู

6. จดุ มงุ่ หมำยที่สำคญั ในกำรอำ่ นคอื ข้อใด
ก. อา่ นเพอ่ื จับผดิ
ข. อ่านเพื่อความเข้าใจ
ค. อา่ นครง้ั เดยี วใหจ้ บ
ง. อา่ นเพื่อให้เกิดความรู้ ทนั เหตุการณ์

7. ข้อใดอำ่ นออกเสยี งไดถ้ ูกต้อง
ก. คุณศพั ท์ อา่ นว่า คนุ - สับ
ข. คุณธรรม อ่านว่า คนุ - ทา
ค. คุณภาพ อา่ นว่า คนุ - นะ - พาบ
ง. คณุ ความดี อา่ นว่า คนุ - นะ - ความ – ดี

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 18

8 . อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปนแ้ี ลว้ ตอบคำถำมใหถ้ ูกตอ้ ง

คนตาบอดสีจะไม่ได้รบั อนญุ าตให้มีใบขับขี่ยานพาหนะในครอบครอง เนอ่ื งจากอาการบอดสีของตา
เป็นอุปสรรคสาหรบั การบอกสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน

( ที่มา : หนังสอื พิมพไ์ ทยรัฐ. ( 9 ธนั วาคม 2554). ตาบอด

ข้อควำมใดเปน็ ใจควำมสำคัญ
ก .คนตาบอดสขี บั รถ
ข .คนตาบอดสีกับใบขับข่ี
ค .คนตาบอดสจี ะไมไ่ ดร้ ับอนญุ าตใหม้ ีใบขับข่ี
ง .อาการบอดสีของตาเป็นอปุ สรรคสาหรบั การบอกสญั ญาณไฟจราจรบนท้องถนน

9. กำรอำ่ นกลอนสุภำพข้อใดถกู ต้อง มีคน/รักรสถอ้ ย/อร่อยจิต
ก. ถึงบางพูด/พดู ดเี ปน็ ศรีศกั ด์ิ มีคนรัก/รสถ้อย/อร่อยจิต
ข. ถงึ บางพูด/พดู ดี/เป็นศรีศักด์ิ มีคน/รกั รสถ้อย/อรอ่ ยจิต
ค. ถึงบางพูด/พูดดเี ปน็ /ศรีศกั ด์ิ มคี นรกั /รสถ้อย/อรอ่ ยจิต
ง. ถึงบางพดู /พดู ดีเป็น/ศรีศักด์ิ

.10ขอ้ ใดเปน็ กำรสร้ำงนิสยั รักกำรอำ่ น
ก. ไก่น่งั คุยกับเพ่ือนเมื่อมีเวลา
ข. เอกกบั โทน่งั คยุ กันในห้องสมุด
ค. นกอ่านหนงั สือทกุ ครั้งที่มเี วลาวา่ ง
ง. แดงชอบดแู ต่รปู ภาพในหนังสอื เรยี น

11. มำรยำททีด่ ขี องกำรอำ่ นหนงั สอื ในหอ้ งสมดุ ตรงกับข้อใด
ก. อา่ นหนงั สือโดยไมส่ ง่ เสียงดงั รบกวนผอู้ ่นื
ข. อา่ นหนงั สอื แลว้ ขีดเสน้ ใต้ข้อความทอี่ ่าน
ค. อ่านหนงั สอื แลว้ ฉีกหนา้ ท่ชี อบเกบ็ ไว้
ง. อ่านหนงั สือแล้วพับหน้าหนงั สอื

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสีมำ 19

12. ขอ้ ใดเปน็ รปู แบบคำลงท้ำยจดหมำยถงึ พระภกิ ษุทว่ั ไป
ก. ขอนมสั การด้วยความเคารพ
ข. ขอนมัสการมาด้วยความเคารพยิ่ง
ค. ขอนมัสการมาดว้ ยความเคารพอย่างสูง
ง. ขอนมัสการพระคุณท่านดว้ ยความเคารพอย่างสงู

13. ขอ้ ใดจดั ทำรูปเล่มรำยงำนไดถ้ ูกต้อง
ก. ปกนอก ปกใน คานา สารบญั เนือ้ เรอ่ื ง บรรณานุกรม ปกหลัง
ข. ปกนอก ปกใน สารบัญ คานา เน้ือเร่ือง บรรณานุกรม ปกหลัง
ค. ปกนอก สารบญั คานา เนอ้ื เร่อื ง บรรณานุกรม ปกหลงั
ง. ปกนอก คานา สารบญั เนอ้ื เร่ือง บรรณานุกรม ปกหลงั

14. ข้อใดอ่ำนออกเสยี งสำมญั ทัง้ หมด
ก. ใครมาหา
ข. ไปโรงเรยี น
ค. ทานอาหาร
ง. แดงเหลอื งเขยี ว

15. ข้อใดเปน็ ประโยคขอรอ้ ง
ก. เธออยู่กบั ใคร
ข. อย่าพดู เสียงดงั
ค. ฉันอยากเป็นทหารเรือ
ง. ชว่ ยหยบิ สมดุ บนโต๊ะให้หนอ่ ยค่ะ

16. ข้อใดใช้อกั ษรยอ่ ไดถ้ ูกต้อง
ก. บา้ นฉนั มพี นื้ ท่ี 200 ตรม.
ข. น้องเกดิ วนั ที่ 1 มค. 2505
ค. ชูศรีจบการศึกษาบัณฑิต(ก.ศ.บ.)
ง. แมค่ ้าขายมะมว่ งราคา กก.ละ 50 บาท

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 20

17. สำนวนในข้อใด หมำยถงึ ผ้ทู ีม่ ีควำมจัดจำ้ น เจนสังคม
ก. อดเปรี้ยวกินหวาน
ข. ไกแ่ ก่แม่ปลาชอ่ น
ค. เห็นช้างข้ีข้ตี ามช้าง
ง. ไกเ่ ห็นตนี งู งูเหน็ นมไก่

18. คำในข้อใดเป็นคำภำษำตำ่ งประเทศทงั้ หมด
ก. ผกั เขย เตา้ หู้
ข. ข่าว เคก้ ศอก
ค. คุกกี้ วิดีโอ โซฟา
ง. โกง คปู อง บา้ นเรือน

19. ขอ้ ใดเปน็ ประโยชน์ของนิทำน
ก. ใชบ้ อกวิธีทา
ข. ใชย้ กตวั อยา่ ง
ค. ใช้อธบิ ายแนวคดิ
ง. ใชบ้ อกข้อคดิ เตอื นใจ

20. บคุ คลใดตอ้ งใชค้ วำมรู้ในกำรพดู เพ่อื ประกอบอำชีพ
ก. บริกร
ข. พิธกี ร
ค. จิตรกร
ง. กรรมกร

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 21

เฉลยสำระกำรเรียนรู้ : ควำมร้พู ืน้ ฐำน
รำยวชิ ำภำษำไทย (พท11001)

1. ตอบ ข. ป้ำรตั นำเปน็ แม่คำ้ ขำยถำ่ น
อธิบำย ใจความสาคญั หมายถึง ใจความท่ีสาคญั และเด่นที่สุดในยอ่ หนา้ เป็นแก่น ของยอ่ หนา้ สามารถ
เปน็ ใจความหรอื ประโยคเด่ียว ๆ ได้ โดยไมต่ ้องมีประโยคอ่ืนประกอบ ส่วนใจความรอง หมายถงึ ประโยค
ทข่ี ยายใจความสาคัญ เป็นใจความสนบั สนนุ ใจความสาคัญให้ชดั เจนข้นึ อาจเป็นการอธบิ าย ให้
รายละเอยี ด ให้คาจากัดความ ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบ หรอื แสดงเหตผุ ลอยา่ งถี่ถ้วน

2. ตอบ ค. สมศกั ด์ิ ต้งั ใจฟงั ครอู ธบิ ำยเละถำมปญั หำเมื่อครสู อนจบ
อธบิ ำย ผ้ทู ี่มมี ารยาททดี่ ีในการฟังตอ้ งปฏิบตั ิดังนี้
1. ตั้งใจฟงั
2. ไมร่ บกวนสมาธขิ องผอู้ ่ืน
3. ควรใหเ้ กียรตวิ ิทยากร ไม่คยุ และไมถ่ ามทดสอบความรู้ผพู้ ดู
4. ฟงั ให้จบ

3. ตอบ ข. พดู สั้นกะทัดรดั ไดใ้ จควำม
อธิบำย การกล่าวคาอวยพรควรปฏบิ ัตดิ งั นี้
1. ใช้คาพูดงา่ ย ๆ สนั้ ไดใ้ จความ และนา้ เสียงสุภาพนุ่มนวล
2. ใช้คาและข้อความท่ีมีความหมายท่ดี ี และเหมาะสมกบั โอกาสและผฟู้ งั
3. อา้ งสิง่ ศกั ดิ์สทิ ธอ์ิ วยพรใหผ้ ฟู้ งั ในโอกาสน้นั ๆ
4. พูดใหผ้ ฟู้ งั ประทบั ใจ

4. ตอบ ง. พดู เรือ่ งตลกเฮฮำส่อเสยี ด
อธบิ ำย การพดู ทีด่ จี ะต้องดีในดา้ นตา่ งๆ ดงั น้ี
1. ดดี ว้ ยเนื้อหาสาระถูกตอ้ งเหมาะสมกบั ผฟู้ ัง
2. ดดี ้วยลลี าการพดู
2.1 น้าเสียง ไม่ดังเกินไปหรอื เบาเกนิ ไป ใชก้ ารเน้นเสยี งหรือการใชเ้ สียงสูง ต่า เปน็ ต้น
2.2 พดู ถูกต้องตามหลกั การใช้ภาษา ใช้คาควบกล้า อกั ษรควบ อักษรนา คาสมาส สนธิ เปน็ ต้น
2.3 การแบง่ วรรคตอน การใชอ้ กั ษรย่อหรือการใชค้ าที่เน้น ใหถ้ กู ตอ้ ง
3. ดีด้วยความพร้อม ทัง้ สภาพรา่ งกาย เน้ือหาสาระ อปุ กรณ์และการแตง่ กาย

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสีมำ 22

5. ตอบ ง. พูดแทรกเพอื่ แสดงควำมคิดเห็นเมอ่ื ไมเ่ ห็นด้วยกบั คำพดู ของผู้พดู
อธบิ ำย มารยาทในการพดู ท่ดี ี มดี ังน้ี
1. พูดจาไพเราะ
2. ไมแ่ ยง่ กนั พดู
3. พูดดว้ ยคาสุภาพไม่หยาบคาย
4. พูดด้วยน้าเสยี งทนี่ ุม่ นวล
5. ไมพ่ ูดแทรกจังหวะผูอ้ นื่
6. พูดดว้ ยหนา้ ตายิม้ แยม้ แจม่ ใส
7. ใช้ความดงั ของเสียงให้พอเหมาะ ไม่เสยี งเบาหรอื ดังเกนิ ไป
8. ไมพ่ ูดนินทาว่าร้ายผู้อื่น
9. เปดิ โอกาสให้ผู้ฟงั ซักถามหรอื แสดงความคิดเห็น

6. ตอบ ง. อ่ำนเพ่ือให้เกิดควำมรู้ ทันเหตุกำรณ์
อธิบำย จดุ มุ่งหมายของการอ่าน ประกอบด้วย
1. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ตามที่ผู้อ่านต้องการ
2. เพอื่ ใหเ้ พลดิ เพลนิ โดยเฉพาะการอ่านนิทาน นิยาย นวนิยาย เป็นตน้
3. เพ่ือนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ โดยศกึ ษาจากเนอ้ื หาสาระ หรอื ตวั อย่างของผู้ที่ประสบความสาเร็จ และ
นาไปปฏิบตั ิ
4. เพอ่ื ใหเ้ ปน็ บคุ คลทนั สมัย ทันเหตกุ ารณ์ มคี วามรูร้ อบดา้ น

7. ตอบ ค. คุณภำพ อำ่ นว่ำ คุน - นะ - พำบ
อธบิ ำย เพราะขอ้ อื่นๆ อ่านผิด คาอ่านที่ถกู ตอ้ งคือ
คุณศพั ท์ อ่านวา่ คุน - นะ - สับ
คุณธรรม อ่านว่า คุน - นะ - ทา
คุณภาพ อ่านว่า คนุ - นะ - พาบ
คุณความดี อ่านว่า คุน - ความ – ดี

8. ตอบ ค. คนตำบอดสีจะไมไ่ ดร้ บั อนุญำตใหม้ ใี บขบั ขี่
อธบิ ำย ใจความสาคัญ หมายถงึ ใจความท่ีสาคญั และเด่นท่สี ดุ ในยอ่ หน้า เปน็ แก่นของยอ่ หนา้ สามารถ
เป็นใจความหรอื ประโยคเดย่ี ว ๆ ได้ โดยไมต่ อ้ งมีประโยคอ่นื ประกอบ สว่ นใจความรอง หมายถงึ ประโยค
ท่ขี ยายความใจความสาคัญ เป็นใจความสนับสนุนใจความสาคัญใหช้ ัดเจนข้ึน อาจเป็นการอธิบาย ให้
รายละเอียด ใหค้ าจากัดความ ยกตวั อย่าง เปรียบเทียบ หรือแสดงเหตุผล อยา่ งถถี่ ้วน

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 23

9. ตอบ ข. ถงึ บำงพูด/พูดดี/เปน็ ศรีศักด์ิ/มีคนรกั /รสถอ้ ย/อร่อยจิต
อธบิ ำย กลอนสภุ าพจะแบ่งจงั หวะการอา่ นคาในแต่ละวรรคเปน็ 3 ชว่ ง ดังนี้ คือ
ถ้าวรรคละ 6 คา จะแบง่ อา่ นเปน็ 2 - 2 - 2
ถ้าวรรคละ 7 คา จะแบง่ อา่ นเปน็ 2 - 2 - 3
ถา้ วรรคละ 8 คา จะแบ่งอ่านเปน็ 3 - 2 - 3
ถ้าวรรคละ 9 คา จะแบ่งอ่านเป็น 3 - 3 - 3

10. ตอบ ค. นกอ่ำนหนงั สือทุกครัง้ ท่ีมเี วลำวำ่ ง
อธบิ ำย การสรา้ งนสิ ัยรกั การอา่ น สามารถปฏบิ ตั ไิ ดด้ งั นี้
1. อ่านหนงั สือที่ตนเองชอบ
2. อา่ นอย่างมีสมาธิ และจับใจความได้
3. อ่านหนงั สือทกุ คร้ังทวี่ ่าง
4. ควรมหี นังสือตดิ ตัวเสมอเพื่ออา่ นได้ทกุ คร้ังท่ตี ้องการ
5. ควรอ่านและจดบันทกึ ข้อความ คติทต่ี นเองชอบ

11. ตอบ ก. อ่ำนหนงั สอื โดยไม่ส่งเสียงดังรบกวนผอู้ นื่
อธิบำย การอ่านหนังสอื ในห้องสมดุ ตอ้ งไมส่ ง่ เสียงหรอื ทาเสียงดังรบกวนผู้อนื่ ไม่เล่นขณะอา่ นหนงั สือ
ไมใ่ ชด้ ินสอ ปากกา หรอื สีตา่ งๆ ขีดเขียนส่ิงใดลงในหนงั สือ ไม่พบั หนา้ ตา่ งๆ ของหนงั สือ ไม่ทานขนม
หรอื อาหาร และเมื่ออา่ นหนังสือเสร็จควรเก็บไว้ทีเ่ ดิม

12. ตอบ ก. ขอนมัสกำรดว้ ยควำมเคำรพ
อธบิ ำย การเขยี นหนังสอื หรอื จดหมายถึงพระภิกษุ จะเปน็ แบบทางการหรือจดหมายสว่ นตัว มีคา
เฉพาะแตกต่างจากหนังสอื ทวั่ ไป คือเม่ือเขยี นที่อยู่ วนั ที่ เรอื่ ง ทห่ี วั หนังสือแล้ว คาขึ้นตน้ ใช้ "นมัสการ"
เชน่ นมัสการเจ้าอาวาสวัดทีเ่ ขยี นไปหา ถ้าพระผู้รับจดหมายเป็นพระภิกษุธรรมดาทั่วไป ใชส้ รรพนาม
วา่ "ท่าน" ส่วนผู้เขียนจดหมายใชส้ รรพนามแทนตนว่า ดิฉนั , ผม, กระผม หรอื ชอ่ื หน่วยงาน คาลงท้าย
ใช้ "ขอนมสั การดว้ ยความเคารพ"

13. ตอบ ก. ปกนอก ปกใน คำนำ สำรบัญ เนือ้ เรอ่ื ง บรรณำนุกรม ปกหลัง
อธิบำย การจัดรูปแบบการเขยี นรายงาน เรียงลาดบั ตามนี้
1. ปกนอก
2. ปกใน (รายละเอียดเหมือนหนา้ ปกนอกแต่ใชก้ ระดาษสขี าว)
3. คานา
4. สารบัญ
5. เน้ือเรอ่ื ง
6. บรรณานกุ รม
7. ปกหลัง

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสีมำ 24

14. ตอบ ข. ไปโรงเรยี น
อธบิ ำย วรรณยกุ ตม์ ี 4 รูป 5 เสยี ง เสียงวรรณยุกต์ที่ใช้อย่ใู นภาษาไทย มี 5 เสียง
เสยี งสามัญ คือ เสยี งกลางๆ เช่น กา มา นา ทา เป็น ชน
เสียงเอก กา่ ข่า ป่า ดึก จมูก ตก หมด
เสียงโท เช่น ก้า คา่ ลาก พราก กลง้ิ สร้าง
เสยี งตรี เช่น ก๊า ค้า มา้ ช้าง โน้ต มด
เสยี งจัตวา เชน่ กา๋ ขา หมา หา หลวิ สวย หาม ป๋ิว จิว๋

15. ตอบ ง. ช่วยหยบิ สมดุ บนโตะ๊ ใหห้ นอ่ ยค่ะ
อธิบำย ประโยคขอร้อง คือประโยคทมี่ ีขอ้ ความแสดงความตอ้ งการใหช้ ่วยเหลือในลักษณะตา่ ง ๆ
มกั จะมีคาวา่ โปรด กรุณา ช่วย วาน อยหู่ น้าประโยค และมักจะมคี าวา่ หน่อย ซิ นะ อยู่ทา้ ย
ประโยค เช่น โปรดมานัง่ ข้างหน้าให้เตม็ ก่อน กรุณาอย่าจอดรถขวางประตู เปน็ ตน้

16. ตอบ ง. แมค่ ำ้ ขำยมะมว่ งรำคำ กก. ละ 50 บำท
อธบิ ำย ตารางเมตร อกั ษรยอ่ คอื ตร.ม.
มกราคม อักษรย่อคือ มค..
การศกึ ษาบัณฑิต อกั ษรย่อคือ กศ.บ.
กโิ ลกรัม อกั ษรยอ่ คือ กก.

17. ตอบ ข. ไกแ่ ก่แม่ปลำช่อน
อธิบำย อดเปรยี้ วกนิ หวาน หมายถึง อดใจไว้กอ่ นเพราะหวงั ส่ิงที่ดกี ว่าขา้ งหน้า
ไก่แก่แม่ปลาช่อน หมายถึง ผู้ท่มี ีความจัดจ้าน เจนสังคม
เหน็ ช้างขขี้ ้ตี ามช้าง หมายถงึ ทาเลียนแบบคนใหญ่คนโตหรือคนม่ังมที ง้ั ๆ ท่ตี นไมม่ กี าลงั ทรพั ย์
หรือความสามารถพอ
ไก่เหน็ ตนี งู งเู ห็นนมไก่ หมายถงึ ตา่ งฝ่ายต่างรู้ความลับของกันและกัน

18. ตอบ ค. คกุ กี้ วดิ ีโอ โซฟำ
อธบิ ำย ทุกคาในขอ้ คเป็น .คายืมภาษาอังกฤษท่ีนามาใช้ในภาษาไทย โดยมีลักษณะและหลกั การ
สงั เกต ดงั นค้ี ายืมภาษาอังกฤษสว่ นใหญเ่ ป็นคาหลายพยางค์ เชน่ ช็อกโกแลต แคปซลู โฟกัส เทรนเนอร์
คอมพวิ เตอร์ ไวโอลิน เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เปน็ ตน้
คายมื ภาษาอังกฤษสว่ นใหญ่เป็นคาทับศัพท์เช่น คกุ กี้ เคก้ กีตาร์ วิดโี อ โซฟา เป็นต้น

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 25

19. ตอบ ง. ใชบ้ อกขอ้ คิดเตือนใจ
อธบิ ำย นทิ านมปี ระโยชน์ดังนี้
1. ได้รับความร้เู พิ่มเติม
2. ไดร้ ับความเพลดิ เพลิน สนุกสนาน
3. ได้ขอ้ คดิ เตือนใจนาไปใชป้ ระโยชน์

20. ตอบ ข. พิธกี ร
อธิบำย บริกร คอื พนกั งานทท่ี าหน้าท่ีรบั ใชแ้ ละให้บริการภายในโรงแรม หรอื ร้านอาหาร
พิธกี ร หรือผู้ประกาศ ตอ้ งใชเ้ สียงและภาษาในการส่ือสารอย่างถกู ตอ้ ง ชดั เจน เช่น การออกเสียงตวั ร
ล การอ่านเว้นวรรคตอน การออกเสียงควบกล้า การออกเสียงสูง ต่า เปน็ ตน้
จิตรกร คือ นักวาดภาพตามจินตนาการและมโนคติ โดยถ่ายทอดออกมาเป็นรปู ร่างผา่ นสีสนั
กรรมกร คือ คนงาน ผใู้ ชแ้ รงงาน

สำนักงำน กศน.จังหวัดนครรำชสีมำ 26

สำระกำรเรยี นรู้ : ควำมรูพ้ ื้นฐำน
วชิ ำภำษำองั กฤษ รหัสรำยวชิ ำ พต 11001

1. A : Thank you.
B : _______________________
a. You’re welcome
b. I’m sorry
c. O.K
d. No

2. A : How are you?
B : _______________________.
a. How are you?
b. I’m fine, thanks
c. And you?
d. ok

3. A : Hi, my name is Tim Young.
B : _______________________.
a. How are you?
b. Hello, my name is Sam Smith.
c. It’s alright
d. ok

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 27

4. A : Nice to meet you.
B : _______________________.
a. Googbye.
b. Ok.
c. How are you?
d. Nice to meet you too.

5. A : See you later
B : _______________________.
a. Googbye.
b. Take care.
c. Yes, see you later.
d. Nice to meet you too.

6. A : It’s time to say good bye, see you
B : _______________________.
a. Ok.
b. See you.
c. Yes, see you later.
d. Nice to meet you too.

7. Which word has different sound?
a. bee
b. fee
c. see
d. kneen

8. Which word is different?

a. dog

b. bat

c. cat

d. rat

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 28

9. January is the__________ month of the year.
a. one
b. first
c. two
d. second

10. Mother Day is on the __________ of August.
a. ten
b. twelve
c. twelfth
d. twenty

11. Choose the job to put next to the right picture.

a. teacher
b. soldier
c. postman
d. policeman

12. A : What’s your job?
B : I am _____________

a. a teacher
b. a secretary
c. a nurse
d. a doctor

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 29

13. What does this sign mean?

a. stop
b. turn
c. u-turn
d. parking

14. What does this sign mean?

a. turn light
b. turn left
c. don’t turn light
d. don’t turn left

15. A: Please________the room after ten a.m.
B: Alright. I’ll do that.
a. clean
b. open
c. lock
d. see

สำนักงำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 30

16. A: Please open the window.
B: ________________
a. Yes, certainly.
b. With pleasure
c. O.K
d. No problem

17. I________ a student.
a. am
b. is
c. are
d. my

18. Thai people have______hair.
a. red
b. black
c. green
d. light blue

19. The bird is_________ the tree.
a. on
b. in
c. under
d. is

20. The weather is______ in December.
a. winter
b. cool
c. hot
d. cold

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 31

เฉลยสำระกำรเรยี นรู้ : ควำมรู้พืน้ ฐำน
วชิ ำภำษำองั กฤษ พต 11001

1. ตอบ a. You’re welcome
อธบิ ำย เปน็ การกลา่ วตอบรบั ด้วยความยินดี

2. ตอบ b. I’m fine, thanks
อธิบำย ฉนั สบายดี ขอบคณุ

3. ตอบ b. Hello, my name is Sam Smith.
อธบิ ำย สวสั ดี ฉันช่ือ ซมั สมิท

4. ตอบ d. Nice to meet you too.
อธบิ ำย ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน

5. ตอบ c. Yes, see you later.
อธบิ ำย ได้ เจอกนั ใหม่

6. ตอบ b. See you.
อธิบำย แลว้ เจอกนั

7. ตอบ d. kneen
อธิบำย ออกเสียงแต่งตา่ งจากคาอ่ืน

8. ตอบ a. dog
อธบิ ำย สุนัข

9. ตอบ b. first
อธบิ ำย ลาดับที่ 1

10. ตอบ c. twelfth
อธิบำย ท่ีสบิ สอง

11. ตอบ d. policeman
อธิบำย ตารวจ

สำนักงำน กศน.จังหวัดนครรำชสมี ำ 32

12. ตอบ a. a teacher
อธิบำย ฉันเปน็ ครู

13. ตอบ c. u-turn
อธิบำย สญั ลกั ษณย์ ูเทริ น์

14. ตอบ b. turn left
อธบิ ำย สัญลกั ษณ์เล้ยี วซ้าย

15. ตอบ a. clean
อธบิ ำย ทาความสะอาด

16. ตอบ c. O.K
อธบิ ำย กรณุ าเปดิ หน้าตา่ งดว้ ย ตกลง

17. ตอบ a. am
อธบิ ำย ฉนั เปน็ นกั เรยี น

18. ตอบ b. black
อธบิ ำย คนไทยมผี มสีดา

19. ตอบ a. on
อธบิ ำย นกอยบู่ นต้นไม้

20. ตอบ d. cold
อธบิ ำย อากาศหนาวในเดือนธันวาคม

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 33

สำระกำรเรียนรู้ : ควำมรู้พ้ืนฐำน
รำยวิชำ คณิตศำสตร์ รหัสรำยวชิ ำ พค11001

1. จำนวนนับใดต่อไปน้ีทม่ี ี 3 เปน็ ตวั ประกอบ
2 3 6 15 20 24

ก. 2 3 6 15
ข. 3 6 15 24
ค. 6 15 20 24
ง. 2 6 15 24

2. ห.ร.ม. ของ 2 x 3 x 2 x 3 และ 2 x 2 x 3 x 5 ตรงกบั ขอ้ ใด
ก. 2 x 2
ข. 2 x 2 x 3
ค. 2 x 2 x 3 x 3 x 5
ง. 2 x 3 x 2 x 3 x 2 x 2 x 3 x 5

3. ตัวหำรรว่ มมำกของ 27, 45, 54, 63 คือข้อใด
ก. 3
ข. 5
ค. 7
ง. 9

สำนกั งำน กศน.จังหวัดนครรำชสีมำ 34

4. ปลูกทุเรียน 200 ตน้ ปลกู เงำะ ของทเุ รียน ดังนั้น คิดเปน็ เงำะท้ังหมดก่ตี ้น



ก. 130
ข. 150
ค. 170
ง. 190

5. ข้อใดเรยี งลำดบั จำกมำกไปน้อยได้ถกู ตอ้ ง
ก. 1.555 1.505 1.050 1.515
ข. 3.920 3.901 3.109 3.009
ค. 4.001 4.011 4.101 4.111
ง. 8.330 8.333 8.033 8.303

6. ลุงโสม มที ี่ดิน 120 ไร่ ปลกู ขำ้ ว 30 ไร่ ท่ีเหลือปลูกกลว้ ย ลุงโสมปลกู กล้วยคิดเป็นร้อยละเท่ำไร
ของทีด่ นิ ท้ังหมด
ก. 25
ข. 36
ค. 60
ง. 75

7. กศน.อำเภอหนง่ึ มีนกั ศึกษำทั้งหมด 420 คน เปน็ นกั ศึกษำชำย 189 คน มีนกั ศึกษำหญงิ ร้อยละเทำ่ ไร
ก. 55
ข. 58
ค. 60
ง. 62

8. ในกำรสอบวชิ ำคณิตศำสตร์ สมชยั สอบได้ 15 คะแนน ถ้ำคะแนนเตม็ 30 คะแนน สมชัยสอบได้
กเี่ ปอเซ็นต์
ก. 15
ข. 20
ค. 30
ง. 50

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 35

9. ขดุ สระน้ำกว้ำง 6 เมตร ยำว 8 เมตร ลกึ 2 เมตร สระนำ้ จะมีควำมจกุ ่ลี ูกบำศกเ์ มตร
ก. 16
ข. 48
ค. 96
ง. 192

10. จำกรปู เรขำคณติ ทก่ี ำหนดให้มพี น้ื ทกี่ ่ตี ำรำงหน่วย
6 หน่วย

3 หน่วย
7 หน่วย

ก. 10.5
ข. 16
ค. 19.5
ง. 39

11. ขอ้ ใดเป็นรูปเรขำคณิตสำมมิตทิ ป่ี ระกอบดว้ ยรปู สำมเหล่ยี มและรูปส่เี หลย่ี ม
ก.

ข.

ค.

ง.

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสีมำ 36

12. จำกรูปถ้ำนำลูกบำศก์มำประกอบกัน จะตอ้ งใชล้ ูกบำศก์ทงั้ หมดกี่ลกู

ก. 14
ข. 18
ค. 24
ง. 26
13. แผนภมู แิ ทง่ แสดงจำนวนนักศึกษำทีจ่ บกำรศกึ ษำของสถำนศกึ ษำ กศน.แห่งหนง่ึ ระหวำ่ งปี
กำรศกึ ษำ 2553-2557

จำกแผนภมู ิ ปกี ำรศกึ ษำทมี่ ีนักศึกษำจบกำรศึกษำมำกทีส่ ดุ ต่ำงจำกปกี ำรศกึ ษำทม่ี นี กั ศกึ ษำจบ
กำรศกึ ษำนอ้ ยที่สุดกค่ี น
ก. 75
ข. 100
ค. 175
ง. 200

สำนักงำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 37

14.จำกแผนภำพใน 1 สปั ดำห์ขำยไอศกรีมได้ทง้ั หมดกีแ่ ทง่

จนั ทร์
องั คำร
พธุ
พฤหัสบดี
ศกุ ร์

กำหนดให้ แทนไอศกรมี 25 แท่ง
ก. 18
ข. 180
ค. 450
ง. 500

15.สมมติระยะก้ำวเทำ้ ของนำยสชุ ำติ ยำวก้ำวละประมำณ 60 เซนติเมตร นำยสชุ ำตทิ ดลองเดนิ ก้ำว
เทำ้ วดั รอบสนำมหญำ้ รปู สเี่ หล่ยี มจตั ุรสั ได้ 40 ก้ำว ดงั นั้นสนำมหญ้ำนม้ี พี ื้นที่ประมำณกตี่ ำรำงเมตร

ก. 24
ข. 36
ค. 40
ง. 60

สำนักงำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 38

เฉลยสำระกำรเรียนรู้ : ควำมรพู้ นื้ ฐำน
รำยวชิ ำ คณิตศำสตร์ รหสั รำยวชิ ำ พค11001

1. ตอบ ข. 3 6 15 24

คาอธบิ าย/เหตผุ ล 3= 1x3
6 = 2x3
15 = 5 x 3
24 = 2 x 2 x 2 x 3

2. ตอบ ข. 2 x 2 x 3
คาอธบิ าย/เหตุผล 2 x 2 x 3 x 3 2 x 2 x 3 x 5
ห.ร.ม. คอื 2 x 2 x 3

3. ตอบ ง. 9
คาอธิบาย/เหตุผล
3) 27 45 54 63
3) 9 15 18 21
35 67
ห.ร.ม. คอื 3 x 3 = 9

4. ตอบ ข. 150 200 x 3 = 150
คาอธบิ าย/เหตผุ ล 4

5. ตอบ ข. เพราะเรยี งจากมากไปน้อยได้ถกู ตอ้ ง
คาอธิบาย/เหตผุ ล เพราะเรียงจากมากไปน้อย ถกู ตอ้ ง

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 39

6. ตอบ ง. 75 90 x 100 = 75
คาอธิบาย/เหตผุ ล 120

7. ตอบ ก. 55 420 – 189 = 231
คาอธิบาย/เหตผุ ล
มนี ักศึกษาหญิง = 231

คิดเป็นรอ้ ยละ = 231 x 100 x 1 = 23100 = 55
420 420

8. ตอบ ง. 50 15 X 100 = 50%
คาอธบิ าย/เหตผุ ล 30

9. ตอบ ค. 96
คาอธิบาย/เหตผุ ล 6 x 8 x 2 = 96

10. ตอบ ค. 19.5

คาอธิบาย/เหตุผล 1 x สูง x ผลบวกของด้านคขู่ นาน
2 =
1
2 x 3 x (6 + 7)

= 19.5

11. ตอบ ค.
คาอธิบาย/เหตุผล เพราะเป็นรูปพรี ะมดิ

12. ตอบ ค. 24
คาอธบิ าย/เหตุผล 2 x 3 x 4 = 24

13. ตอบ ค 175
คาอธิบาย/เหตผุ ล 550 - 375 = 175

สำนักงำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 40

14. ตอบ ค. 450
คาอธบิ าย/เหตผุ ล 18 x 25 = 450

15. ตอบ ข. 36 60 x 40 = 2,400 เซนตเิ มตร คดิ เป็น 24 เมตร
คาอธบิ าย/เหตผุ ล สนามยาว
ดงั นัน้ สนามยาวดา้ นละ 24 = 6 เมตร
4
พืน้ ที่ ดา้ น x ดา้ น
=6x6

= 36 ตารางเมตร

สำนกั งำน กศน.จงั หวดั นครรำชสมี ำ 41

สำระกำรเรยี นรู้ : ควำมรู้พน้ื ฐำน
รำยวชิ ำวทิ ยำศำสตร์ (พว11001)

1. กระบวนกำรในข้อใดนำไปใช้ในกำรทำโครงงำนไดส้ มบูรณท์ ส่ี ดุ
ก. วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์
ข. การกาหนดปญั หา การทดลอง การสรปุ ผล
ค. การกาหนดปัญหา การตง้ั สมมติฐาน การสรุป
ง. การต้ังสมมตฐิ าน การทดลอง การวบรวมขอ้ มูล

2. เคร่อื งมือใดเหมำะสมทีส่ ดุ สำหรบั ใช้ตวงสำรละลำยให้ได้ 5 มลิ ลลิ ติ ร
ก. หลอดทดลอง
ข. ไพเพท
ค. เวอรเ์ นียรค์ าลิเปอร์
ง. ขวดรูปกรวย

3. พิจำรณำข้อมลู ต่อไปนี้แล้วตอบคำถำม ขอ้ 3
ก. กหุ ลำบท่ปี ลูกในโรงเรยี นสขุ วทิ ยำมีกี่สำยพนั ธ์ุ อะไรบ้ำง
ข. มะพรำ้ วทปี่ ลกู ในภำคใตข้ องประทศไทยมกี ี่สำยพันธ์ุ อะไรบำ้ ง
ค. ยำงพำรำทปี่ ลูกในทกุ ภำคของประทศไทยมกี ส่ี ำยพนั ธ์ุ อะไรบำ้ ง

ข้อใดเหมำะเปน็ คำถำมเพ่ือทำโครงงำน
ก. ก เท่านน้ั
ข. ข เท่านัน้
ค. ข และ ค
ง. ก ข และ ค

สำนกั งำน กศน.จงั หวัดนครรำชสมี ำ 42

4. สง่ิ มชี ีวติ กลมุ่ ใดมีชอ่ งปำกและช่องทวำรหนักแยกออกจำกกนั เป็นกลมุ่ แรก
ก. ฟองนา้
ข. หนอนตัวกลม
ค. หนอนตวั แบน
ง. แมงกะพรุน

5. สิง่ มีชวี ติ ในขอ้ ใดสำมำรถสบื พนั ธุโ์ ดยกำรสร้ำงสปอร์ได้ทุกชนดิ
ก. รา เห็ด สาหร่ายเซลล์เดยี ว
ข. ยสี ต์ เฟิร์น สาหร่ายหลายเซลล์
ค. เฟิรน์ สาหรา่ ยเซลลเ์ ดียว
ง. สาหร่ายเซลลเ์ ดยี ว สาหร่ายหลายเซลล์

6. ระบบนิเวศแหง่ หนง่ึ มสี งิ่ มีชีวติ ตอ่ ไปนี้ เหยย่ี ว พชื นก งู แมลง
นักศกึ ษำสมำรถเขยี นห่วงโซอ่ ำหำรไดอ้ ย่ำงไรจึงถกู ต้องเหมำะสมกบั ควำมสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชวี ิตทกุ ชนิด
ก. แมลง →นก→งู → เหย่ยี ว
ข. แมลง→ นก→เหย่ียว→งู
ค. พชื →แมลง→งู→ เหยย่ี ว
ง. พชื → แมลง→นก→ง→ู เหย่ียว

7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ธำตุ
ก. ทองคา
ข. ทองแดง
ค. ทองเหลอื ง
ง. ทองคาขาว

8. ข้อใดไม่ควรเทลงทอ่ ระบำยน้ำมำกที่สดุ
ก. นา้ ส้มสายชู
ข. ผงฟู
ค. สที าบา้ น
ง. นา้ เกลือ

สำนกั งำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 43

9. สำรละลำยกลโู คสท่ีเขม้ ข้นรอ้ ยละ 30 โดยมวลต่อปริมำตร หมำยถึงขอ้ ใด
ก. ในสารละลาย 30 กรัม มีกลูโคสละลายอยู่ 100 cm3
ข. ในสารละลาย 100 กรัม มีกลโู คสละลายอยู่ 30 cm3
ค. ในสารละลาย 30 cm มกี ลโู คสละลายอยู่ 100 กรัม
ง. ในสารละลาย 100 cm3 มกี ลโู่ คสละลายอยู่ 30 กรัม

10. วตั ถทุ ่ีตกอย่ำงอิสระในแนวดิ่ง จะมีควำมเร็วมำกทสี่ ุดท่ีตำแหน่งใด
ก. จุดเริม่ ต้น
ข. กอ่ นถึงพ้นื โลก
ค. ตกกระทบพน้ื โลก
ง. ชว่ งกึ่งกลางของความสูง

11. เทอื กเขำหิมำลัย เปน็ แนวเทือกเขำสูงท่ีสดุ ในโลกเกดิ จำกปรำกฎกำรณข์ องแผ่นเปลือกโลกในขอ้ ใด
ก. การกระจายตวั ออกจากกนั
ข. การแยกออกจากกัน
ค. การเกดิ ขึน้ ใหม่
ง. การชนกนั

12. วงจรไฟฟำ้ มแี รงดนั ไฟฟำ้ 110 โวลต์ มกี ระแสไฟฟำ้ ไหลผำ่ น 10 แอมแปร์ จะมคี วำมต้ำนทำนเท่ำไร
ก. 11 โอหม์
ข. 110 โวลต์
ค. 120 โอหม์
ง. 1100 โวลต์

สำนกั งำน กศน.จังหวดั นครรำชสมี ำ 44

13. พจิ ำรณำขอ้ มูลตอ่ ไปน้แี ล้วตอบคำถำมข้อ 13
ก. 1 ปแี สงคือระยะทำงทแ่ี สงใช้เวลำเดนิ ทำงนำน 1 ปี หรอื 9.5 ล้ำนล้ำนกิโลเมตร
ข. ดวงอำทิตย์เป็นดำวฤกษท์ ่ีใกล้โลกมำกที่สุดอณุ หภมู ทิ ี่แกนกลำงสงู ถงึ 15 ลำ้ นเคลวนิ
ค. เมื่อสังเกตจำกพน้ื โลก จะเหน็ ดวงอำทติ ย์ขนึ้ ทำงทศิ ตะวนั ออกและตกทำงทิศตะวันตก ทกุ วัน

ข้อใดถูกต้อง
ก. ค เท่านนั้
ข. ค และ ข
ค. ข เทา่ นน้ั
ง. ก ข และ ค

14. นกั ธรณวี ทิ ยำศกึ ษำเปลือกโลกโดยกำรขดุ ลกึ ลงไปจำกผวิ โลก 2 บริเวณดว้ ยกัน พบว่ำ
บรเิ วณที่ 1 พบหนิ แกรนิต ประกอบดว้ ย แร่ซลิ กิ ำ และอะลมู ินำ
บริเวณที่ 2 พบหินบะซอลต์ ประกอบดว้ ย แร่ซิลกิ ำ เหลก็ ออกไซด์ และแมกนีเซยี ม
ขอ้ ใดเป็นขอ้ สรุปทถี่ ูกตอ้ งของนักธรณีวิทยำ
ก. บริเวณท่ี 1 และบริเวณ 2 เปน็ เปลือกโลกช้ันบนสุด ส่วนทเ่ี ปน็ ทวีป
ข. บริเวณท่ี 1 และบรเิ วณที่ 2 เปน็ เปลือกโลกทอ่ี ยู่ใตท้ ะเลและมหาสมทุ ร
ค. บริเวณที่ 1 เปน็ เปลอื กโลกท่เี ป็นทวีป บรเิ วณ 2 เป็นเปลือกโลกทอ่ี ยู่ใตท้ ะเลมหาสมทุ ร
ง. บริเวณที่ 1 เปน็ เปลือกโลกทอ่ี ยใู่ ตท้ ะเลมหาสมทุ ร บริเวณที่ 2 เป็นเปลือกโลกทเ่ี ป็นทวปี

15. ดวงอำทติ ย์แผ่รังหลำยชนดิ มำยงั โลก รงั สอี ัลตรำไวโอเล็ตเป็นชนดิ หนงึ่ ทท่ี ำใหผ้ วิ หนงั ไหม้เกรียม
แตม่ แี กส๊ ชนดิ หน่ึงท่ีช่วยดูดกลนื รงั สีนีไ้ มใ่ หต้ กสูพ่ นื้ โลกมำกเกนิ ไป แก๊สชนดิ นี้คอื อะไร
ก. O2
ข. O3
ค. CO
ง. CO2

สำนกั งำน กศน.จงั หวัดนครรำชสีมำ 45


Click to View FlipBook Version