1
2
การศกึ ษาคน้ คว้าอิสระ
ผลการจัดประสบการณ์สถานการณจ์ าลองทม่ี ตี อ่ ความสามารถ
ดา้ นการพูดของเด็กปฐมวยั
The Effects of Simulation Experience Provision on Speaking Ability
in Young Children
โดย
นายสทิ ธพิ งษ์ ไตรวงษ์
ตาแหน่ง ครู
โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค
สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาชลบรุ ี เขต ๑
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ
3
บันทกึ ขอ้ ความ
ส่วนราชการ โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค
ท่ี ๓ / ๒๕๖๓ วนั ที่ ๑๘ เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
เร่อื ง รายงานผลการศกึ ษาค้นคว้าอิสระ เร่อื ง ผลการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองที่มีตอ่
ความสามารถด้านการพดู ของเด็กปฐมวัย ภาคเรยี นที่ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๒
............................................................................................................................. ......................................................
เรียน ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค
ข้าพเจา้ นายสิทธิพงษ์ ไตรวงษ์ ตาแหนง่ ครู ครูผู้สอนระดับปฐมวัย และครูประจาชน้ั อนุบาล
ปีที่ ๑ โรงเรยี นบ้านปากคลองโรงนาค สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาชลบรุ ี เขต ๑ ได้
ดาเนนิ การจัดทาคน้ ควา้ อสิ ระในชน้ั เรยี น เร่อื ง ผลการจัดประสบการณส์ ถานการณ์จาลองทม่ี ตี อ่
ความสามารถดา้ นการพดู ของเด็กปฐมวัย ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๒
บดั นข้ี ้าพเจ้าได้สรุปผลการคน้ คว้าอสิ ระในช้นั เรยี นเสร็จสน้ิ แลว้ จงึ ขอรายงานผู้อานวยการ
โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาคทราบ ตามเอกสารงานวิจยั ทส่ี ่งมาพรอ้ มบนั ทกึ ข้อความฉบบั นี้
จึงเรยี นมาเพือ่ โปรดทราบ
ลงช่อื .........................................................
ผู้รายงาน
( นายสทิ ธิพงษ์ ไตรวงษ์ )
ตาแหนง่ ครู คศ.๑ โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค
ความเหน็ และขอ้ เสนอแนะของผูอ้ านวยการโรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.................................................................
(นางสาวบญุ เอื้อ เอี่ยมรตั น์)
ผอู้ านวยการโรงเรียนบา้ นปากคลองโรงนาค
………./.........../............
4
สิทธิพงษ์ ไตรวงษ์ 256๒: ผลการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองท่มี ีตอ่ ความสามารถ
ด้านการพดู ของเด็กปฐมวยั ตาแหน่ง ครู โรงเรยี นบา้ นปากคลองโรงนาค สานักงานเขตพน้ื ท่ี
การศกึ ษาประถมศกึ ษาชลบุรี เขต ๑ .109 หน้า
การศึกษาคร้งั น้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองที่มีต่อ
ความสามารถด้านการพดู ของเด็กปฐมวัย
กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย อายุ ระหว่าง ๓ – ๔ ปี ที่กาลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ ๑
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 256๒ จานวน 30 คน โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค ตาบลอ่างศิลา
อาเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เคร่ืองมือท่ีใช้ในการศึกษาได้แก่แผนการจัดประสบการณ์
สถานการณ์จาลองเพ่ือส่งเสริมความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นแผนการสอนที่ผู้
ศึกษาสร้างข้ึนเองจานวน 24 แผน และแบบประเมินความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย
วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใชค้ า่ เฉลีย่ รอ้ ยละและค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะห์เนอ้ื หา
ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองมี
ความสามารถดา้ นการพูดหลังการทดลองสงู กว่ากอ่ นการทดลอง
//
ลายมือช่อื นสิ ติ ลายมือช่อื ผู้อานวยการโรงเรียน
5
กติ ตกิ รรมประกาศ
การศึกษาค้นคว้าอสิ ระครั้งนี้ประสบความสาเร็จได้ดว้ ยดโี ดยได้รับคาแนะนาและความกรุณา
ชว่ ยเหลืออยา่ งดียงิ่ จากผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ชลาธิป สมาหิโต ผูท้ รงคณุ วุฒิด้านการศกึ ษาปฐมวัย
ที่ได้อุทิศเวลาของท่านช่วยดูแลชี้แนะให้คาแนะนาในขั้นตอนการจัดทาเน้ือหาสาระต่าง ๆ พร้อมทั้ง
ตรวจแกง้ านอย่างละเอยี ด ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการศกึ ษาค้นคว้าอิสระในคร้ังนี้ เป็นอย่างมากทาให้
ผลงานออกมาอยา่ งสมบูรณม์ ีคุณภาพและขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.ปทั มาวดี เลห์มงคล
เป็นอย่างสูง ทไ่ี ดใ้ ห้คาแนะนา เพ่ือความสมบูรณ์และความถูกต้องชัดเจนย่งิ ขึ้น ในการศกึ ษาค้นคว้า
อิสระรวมถึงอาจารย์ทุก ๆ ท่านในคณะศึกษาศาสตร์สาขาปฐมวัยศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ขอขอบพระคุณเปน็ อย่างสงู ได้ให้ความรตู้ ่าง ๆ ทีน่ ามาจดั ทาศึกษาได้
ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านท่ีกรุณาตรวจแก้ไขงานอย่างละเอียดพร้อมท้ังให้
คาแนะนาเพ่ิมเติมในเร่ืองเครอื่ งมือท่ีใช้ และขอขอบพระคุณ ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านปากคลองโรง
นาคเป็นอยา่ งสงู ทใ่ี ห้ความอนเุ คราะหอ์ นุญาตใหจ้ ัดกิจกรรมในโรงเรียนอนุบาลแห่งน้ี รวมถงึ ให้ความ
สะดวกและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการเข้าปฏิบัติกิจกรรมการใช้สถานท่ีในการทดลองและ
เก็บรวบรวมข้อมูลในการศกึ ษาและครูระดับปฐมวยั ทุกทา่ นที่ให้ความช่วยเหลือในระหว่างจัดกิจกรรม
และการเก็บรวบรวมข้อมูลในการศกึ ษาเป็นอยา่ งดี
สุดท้ายขอขอบคุณทุกคนในครอบครัวของผู้ศึกษาที่เป็นกาลังใจให้ความช่วยเหลือตลอดจน
แบ่งเบาภาระหน้าที่เพ่ืออานวยความสะดวกในการศึกษาเป็นอย่างดีเสมอมาและขอขอบคุณเพ่ือนๆ
นิสิตปริญญาโทสาขาปฐมวัยศึกษาที่คอยช่วยเหลือแนะนาประสบการณ์ใหม่ๆที่สามารถนามาใช้ใน
การศกึ ษาค้นควา้ อิสระจนประสบความสาเร็จดว้ ยดี
สทิ ธพิ งษ์ ไตรวงษ์
มีนาคม 256๒
(61)
สารบญั หน้า
สารบญั ตาราง (3)
สารบัญภาพ (4)
บทที่ 1 บทนา 1
ความสาคัญของปัญหา 1
วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา 3
คาถามการศกึ ษา 3
ขอบเขตของการศึกษา 4
ระยะเวลาในการดาเนินการ 4
ประโยชนท์ ่จี ะไดร้ ับ ๕
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 5
๖
บทที่ 2 การตรวจเอกสาร ๗
เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั ความสามารถด้านการพดู ของเด็กปฐมวัย 2๕
เอกสารที่เกย่ี วข้องกับการจดั ประสบการณส์ ถานการณจ์ าลอง ๔๔
งานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง ๔๗
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ๔๘
๔๘
บทที่ 3 วธิ ีการศึกษา ๔๘
กลมุ่ เป้าหมาย ๔๘
คาถามการศกึ ษา ๔๙
เครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการศกึ ษา ๕๔
การสร้างเครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการศกึ ษา ๕๗
การสรา้ งแบบประเมินเพื่อสง่ เสริมความสามารถด้านการพูดของเดก็ ปฐมวยั ๕๘
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
(72)
สารบญั
บทท่ี 4 ผลการศึกษาและขอ้ วจิ ารณ์ หน้า
ผลการศกึ ษา
6๐
ข้อวิจารณ์ 6๐
บทที่ 5 สรปุ ผลการศกึ ษาและขอ้ เสนอแนะ ๖๔
๖๗
สรปุ ผลการศึกษา ๖๗
ขอ้ เสนอแนะ ๖๙
เอกสารและสิ่งอา้ งองิ 7๒
ภาคผนวก ๗๖
๗๘
ภาคผนวก ก รายนามผเู้ ช่ยี วชาญ ๗๙
ภาคผนวก ข แผนการจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
๘๖
ภาคผนวก ค แบบประเมินเชงิ ปฏิบัติการความสามารถดา้ นการพูดของเด็ก
ปฐมวัย ๙๘
ประวัตกิ ารศึกษาและการทางาน
(83)
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หน้า
1
พัฒนาการทางภาษาและความสามารถด้านการพูดในด้านความเข้าใจและ 17
2 การใชภ้ าษา
3 กาหนดการจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลองเพ่ือส่งเสรมิ ความสามารถ 58
4 ดา้ นการพดู
5
คะแนนความสามารถทางการพูดด้านพดู เปน็ คาศัพท์ ก่อนและหลงั ทดลอง 66
คะแนนความสามารถทางการพดู ด้านพูดเป็นเรือ่ งราว ก่อนและหลังทดลอง 68
แสดงการเปรียบเทยี บคะแนนเฉลีย่ ความสามารถด้านการพูดของเดก็ 70
ปฐมวัยกอ่ นและหลังการทดลอง
สารบญั ภาพ (94)
ภาพท่ี หน้า
1 กรอบแนวคิดในการศกึ ษาคน้ ควา้ 53
1
บทที่ 1
บทนา
ปญั หาและความสาคญั
เด็กในวันน้ี คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า" คากล่าวที่เรามักจะพูดถึงเสมอกับมุมมองท่ีมีต่อตัวเด็ก
หรือจะให้มีความสาคับมากกว่าน้ันก็จะกล่าวว่า "เด็ก คือ อนาคตของชาติ" คากล่าวเหล่านี้แสดงให้
เห็นถึงความสาคัญอย่างย่ิงของเด็กที่จะเติบโตในภายหน้า ว่ามีความจาเป็นอย่างย่ิงเพียงใดท่ีจะ
ส่งเสริมและเสริมสร้างให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนคุณภาพของสังคม อันส่งผลดีกับ
ประเทศชาติต่อไปเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว ท่ีรอการแต่งแต้มให้เป็นสีสันลวดลาย สวยงาม หากเรา
แต้มสีมากเกินไป ผ้าขาวนั้นก็จะมองดูไม่สวยงาม ไม่ต่างจากเด็กท่ีรอการขัดเกลา บ่มเพาะให้เติบโต
หากเราอบรมไมด่ ี หรือเลี้ยงดแู บบผิดๆ ก็จะส่งผลเสียกบั ตัวเด็ก จึงตอ้ งส่งเสริมการพัฒนาทง้ั 4 ด้าน
เพ่ือให้เป็นแนวทางในการดารงชีวิตอย่างมีความสุขทั้งในช่วงที่เป็นเด็กปฐมวัยและในอนาคต (กรม
วิชาการ, 2546) เด็กเปน็ วัยทม่ี ีการพฒั นาดา้ นตา่ ง ๆ ได้อยา่ งรวดเรว็ นอกจากการเตรียมความให้กับ
เด็กในด้านต่าง ๆ แล้วต้องสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนของเด็กทาให้เด็กมีความม่ันใจในตัวเอง ซึ่ง
สง่ ผลในการเรียนให้มีประสิทธิภาพมากขน้ึ
ภาษาเป็นเคร่ืองมือสาคัญที่มนุษยใ์ ช้ในการสอ่ื สารหรือส่ือความหมายให้เข้าใจซึ่งกันและกัน
โดยอาศัยกระบวนการพัฒนาทางภาษา ซึ่งประกอบด้วยการรับข้อมูล และการส่งข้อมูลผ่านการคิด
และสัญลักษณ์ ภาษามีความสาคัญต่อการศึกษาในทุกระดับโดยเฉพาะในระดับปฐมวัย พัฒนาการ
ทางภาษาของเด็กอายุ 0 –6 ปี เป็นรากฐานสาคัญและมีความจาเป็นที่สุดต่อการพัฒนาทางด้าน
สติปัญญาและศักยภาพของมนุษย์ เน่ืองจากภาษาเปน็ ระบบทมี่ ีความซบั ซ้อน เป็นเครอ่ื งมือสาคัญใน
การพฒั นาทางดา้ นสติปัญญาของเด็กปฐมวัย เดก็ จะใช้ภาษาในการส่ือสารความคิด ความตอ้ งการของ
ตนเองกับผู้อื่น นอกจากนี้เด็กยังใช้ภาษาเป็นเคร่ืองมือสาคัญในการพัฒนาทักษะทางสติปัญญาและ
พฒั นาทักษะในดา้ นอื่น ๆ ดังน้ันความสามารถด้านการพดู จงึ เป็นความสามารถทส่ี าคัญที่ควรส่งเสริม
ให้แกเ่ ดก็ ปฐมวัย เพราะความสามารถด้านการพูดช่วยให้มนุษย์ดารงอยเู่ ปน็ สังคม สามารถส่ือสารกัน
ได้ ช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบก่อให้เกิดความรู้ใหม่เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความคิด และ
วัฒ นธรรมโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ (ชลาธิป สมาหิโต, 2556) การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนา
ความสามารถด้านการพูดจงึ เป็นส่งสาคญั ต่อเดก็ ปฐมวยั อีกด้านหน่งึ เด็กจึงต้องมีการได้รับการพัฒนา
ภาษาเพื่อให้ใช้ในการสื่อสาร ลาดับคาพูดตามเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนได้อย่างชัดเจนและเข้าในกันได้ตรง
ตามจุดมุ่งหมาย การส่ือสารเรียงลาดับเหตุการณ์เป็นปัจจัยสาคัญในการดาเนินชีวิตและสร้าง
ความสัมพนั ธ์เพอื่ อยรู่ ่วมกับผู้อน่ื ในสังคมอย่างมคี วามสุข โดยเฉพาะความสามารถด้านการพดู ซ่งึ เป็น
ทกั ษะท่ใี ช้กันอยู่ทุกวันในชีวติ ประจาวนั ถ้าสามารถให้เด็กใชภ้ าษาไดช้ ดั เจนและถกู ต้อง คนที่เปน็ ผฟู้ ัง
ก็จะสามารถเข้าใจได้ดี ทาให้การส่ือสารส่งผลบรรลุวัตถุประสงค์ได้แต่ถ้าเด็กมีข้อผิดพลาดในการ
สื่อสาร ไม่สามารถพูดเรียงลาดับเหตุการณ์ได้ถูกต้องการใช้ความสามารถด้านการพูดในก ารส่ือ
2
ความหมายไม่ชัดเจน อาจจะทาให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลท่ีไม่ถูกต้องครบถ้วนไปได้กิจกรรมท่ีส่งเสริม
ด้านความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น ความสามารถด้านการพูดคุย
สนทนา การเล่าเร่อื งเหตุการณ์ต่าง ๆ การเรียงลาดบั เหตกุ ารณ์ท่ีเกิดขนึ้ ได้เปน็ ขั้นตอน การเล่นละคร
การแสดงความคิดเห็น การจาลองเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยให้เด็กมีส่วนร่วม การร่วมเพลง การซักถาม
การเล่านทิ าน การเลน่ บทบาทสมมติ (บบุ ผา เรืองรอง, 2550)
การสร้างสถานการณ์จาลองก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ส่งเสริมความสามารถด้านการพูดใช้ภาษา
สื่อสาร รู้คาศัพท์ พูดเป็นประโยค และพูดเป็นเร่ืองราว ช่วยส่งเสริมความสามารถในการจัด
ประสบการณเ์ ตรียมความพร้อมความสามารถด้านการพูดไดเ้ ปน็ อย่างดี (เยาวพา เดชะคุปต์, 2542)
วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เป็นข้ันตอนท่ีครูดาเนินการเพื่อให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ตาม
วัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน จากประสบการณ์ของผู้ศึกษาท่ีได้มีโอกาสศึกษา
และ พบวิธีการมีหลายวิธี สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับเนื้อหาสาระ (ทิศนา แขมมณี,
2545) ได้ให้ความหมายว่า วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการใช้สถานการณ์จาลอง คือ
กระบวนการท่ีครูใช้ในการช่วยให้เดก็ เกดิ การเรยี นรู้ตามวัตถุประสงค์ทีก่ าหนด โดยให้เด็กลงไปเลน่ ใน
สถานการณ์ท่ีมีบทบาท ขอ้ มูลและกติกาการเล่น ที่สะท้อนความเป็นจริง และมปี ฏิสัมพันธก์ ับส่ิงต่าง
ๆ ที่อย่ใู นสถานการณ์นั้น ๆ โดยใช้ข้อมูลท่ีมสี ภาพคล้ายกบั ขอ้ มลู ในความเปน็ จรงิ ในการตัดสินใจและ
แกป้ ัญหาต่าง ๆ ซึง่ การตดั สินใจน้ันจะสง่ ผลถึงเด็กในลักษณะเดยี วกันท่เี กิดขน้ึ ในสถานการณจ์ รงิ เป็น
วิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เด็กมีโอกาสฝึกทักษะกระบวนการต่าง ๆ จานวนมาก เช่น
กระบวนการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน กระบวนการสื่อสาร กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา
และกระบวนการคดิ เป็นตน้
ผศู้ ึกษาเป็นครปู ระจาชน้ั อนุบาลได้เห็นถงึ ปัญหาของการใช้ความสามารถด้านการพูด พบว่า
เด็ก ๆ ในห้องเรียนมีปัญหาในการสื่อสารไม่สามารถใช้คาศัพท์หรือการเล่าเร่ืองราวได้ถูกต้องเด็กรู้
คาศัพท์จากัดเม่ือจัดกิจกรรมให้เด็กนาเสนอ สิ่งที่ได้สังเกตพบหรือฟังนิทานหรือเรื่องราวแล้วจับ
ใจความนามาเล่าให้เพ่ือนฟังเด็กไม่สามารถลาดับใจความได้ทาให้ผู้ศึกษาสนใจทาการศึกษาโดยการ
ส่งเสริมการจัดประสบการณส์ ถานการณ์จาลองใหเ้ ด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ความสามารถด้านการพูดจาก
ประสบการณ์ตรง ซ่ึงสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้จากการจัดกิจกรรมอย่างสนุกสนาน รวมท้ัง
สามารถฝึกความสามารถด้านการพูดไดอ้ ย่างเข้าใจ นอกจากนี้การจัดประสบการณ์สถานการณจ์ าลอง
น้ันเป็นการจัดประสบการณ์ที่เลือกสถานการณ์จากสถานการณ์จริงท่ีเคยตกเป็นข่าวหรือเหตุการณ์
ปจั จุบนั ทท่ี าให้เด็กสนใจและตระหนกั ทีจ่ ะได้เรยี นรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกดิ ข้ึนรอบตวั
การศึกษาเร่ืองนี้เป็นแนวทางสาหรับครูในการนาไปใช้เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูด
ของเด็กปฐมวัยโดยใช้สถานการณ์จาลอง ในการส่งเสริมความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย
จากสถานการณ์จาลองน้ัน (Gibbons, 1995) การกระทาให้เด็กได้มีทักษะในการคิด ซึ่งจะเป็นทาง
ในการตัดสินใจในชีวิตจริงของเด็ก ไม่ว่าจะอยู่ข้างในหรือนอกโรงเรียน กระบวนการหน่ึงท่ีจะทาให้
เด็กมีทักษะในการคิดได้ก็คือ เด็กจะต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงที่เขาจะต้องตัดสินใจ เม่ือเด็กมี
3
ส่วนร่วมในการตัดสินใจเด็กจะไม่อยู่เฉย จะมีความพยายามในการคิดและตัดสินใจก็จะทาให้
กระบวนการคิดสามารถลงลึกไปได้ เม่ือเกิดกระบวนการคิด ก็จะมีการถ่ายโยงกระบวนการคิดไปสู่
สถานการณ์ในชีวิตจริงซ่ึงเป็นสิ่งสาคัญ การจาลองสถานการณ์เป็นเคร่อื งมือที่เหมาะสมและสามารถ
ทาให้เดก็ ไดม้ ีส่วนร่วมในการเรยี น มีประสบการณ์ในการพัฒนาความคิดหรอื สติปัญญาไดเ้ ป็นอยา่ งดี
เป็นกิจกรรมหน่ึงที่ใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางภาษาสาหรับเด็กปฐมวัย เพ่ือเป็นการ
กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางภาษา เป็นแนวทางในการส่งเสริมความสามารถด้านการพูดให้เด็ก
ปฐมวัยได้อยา่ งเหมาะสมมปี ระสิทธิภาพย่ิงข้ึน
วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษา
การศึกษาในครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ศึกษาผลการจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลองที่มีต่อ
ความสามารถด้านการพดู ของเดก็ ปฐมวยั
คาถามการศึกษา
การจดั ประสบการณส์ ถานการณ์จาลองสง่ เสรมิ ความสามารถด้านการพูดไดห้ รอื ไม่ อยา่ งไร
ขอบเขตของการศึกษา
กลุ่มเป้าหมายทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษา
กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัย อายุ ระหว่าง 3 - 5 ปี ท่ีกาลังศึกษาช้ันอนุบาลปีที่ 1 ภาค
เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 จานวน 30 คน โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค ตาบลอ่างศิลา
อาเภอเมอื งชลบรุ ี จังหวัดชลบุรี
ตวั แปรที่ศกึ ษาประกอบดว้ ย
ตวั แปรตน้ คือ การจัดประสบการณ์สถานการณจ์ าลอง
ตัวแปรตาม คอื ความสามารถดา้ นการพูดของเดก็ ปฐมวัย
ระยะเวลาในการดาเนินการ
การศึกษาครั้งน้ี ทาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ระยะเวลาในการ
ทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน เวลา 9.00 – 9.40 น.ต้ังแต่เดือนธันวาคม 2562 ถึง
กุมภาพนั ธ์ พ.ศ.2563
4
ประโยชนท์ จี่ ะได้รับ
ประโยชน์ท่ีจะไดร้ ับจากการศึกษาในครัง้ นี้
1. เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์การเรียนร้เู พ่ือพัฒนาความสามารถดา้ นการพูดให้ดี
ขน้ึ
2. เป็นแนวทางสาหรับครูและผู้ที่เก่ียวข้องกับการศึกษาปฐมวัยได้นาไปใช้ในการพัฒนา
ความสามารถด้านการพูด
นิยามคาศัพท์เฉพาะ
เดก็ ปฐมวัย หมายถงึ เด็กอายุ ๓ – ๔ ปี ท่ีกาลงั ศึกษาอย่ใู นระดับช้ันอนุบาลปที ี่ 1 ภาคเรยี น
ท่ี 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านปากคลองโรงนาค ตาบลอ่างศิลา อาเภอเมืองชลบุรี จังหวัด
ชลบรุ ี
การจัดประสบการณส์ ถานการณ์จาลอง หมายถึง การจัดกิจกรรมท่ีสอดคลอ้ งกับหน่วยการ
เรียนรูข้ องโรงเรียนเป็นเร่อื งราวเกิดข้ึนมาจากเหตุการณ์ทเี่ กิดข้นึ จรงิ หรอื ข่าว ในสังคมไทยหรือสังคม
ต่างประเทศ โดยมีครูและเด็กร่วมกันคิดคาพูดให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและให้เด็กเป็นผู้
แสดงบทบาทและพดู คาพดู น้ัน มขี ัน้ ตอนการจัดประสบการณ์ดังนี้
ขน้ั นา (ประมาณ 3 - 5 นาที)
ครูนาเด็กเข้าสู่กิจกรรมโดยเลือกกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ดังนี้ การท่องคาคล้องจอง หรือ
การใช้กล่องปริศนาท่ีข้างในกล่องมีสิ่งของที่เกี่ยวกับสถานการณ์จาลองหรือนิทานจะมีเน้ือหา
สอดคล้องกับสถานการณ์จาลอง เพือ่ ทาใหเ้ ดก็ สงบและมีสมาธิเตรยี มความพรอ้ มกอ่ นเขา้ สู่กจิ กรรม
ขัน้ ดาเนินกิจกรรม (ประมาณ 40 - 45 นาท)ี
1. ครูนาภาพข่าวในสถานการณต์ ่าง ๆ ออกมาให้เด็กสงั เกต
2. ครูกระตุ้นให้เด็กใช้ภาษาพูด โดยเน้นให้เด็กพูดคาศัพท์จากข่าว และออกมาพูดเป็น
เรอื่ งราว
3. ครูแบ่งกลุ่มให้เด็ก 5 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน และให้เด็ก ๆ ช่วยกันคิดออกแบบว่า โดย
วางแผนวา่ ต้อง ใชอ้ ปุ กรณ์ใดในการสรา้ งการณ์จาลองและการแก้ไขปญั หา
5
4. ครูให้เด็ก ๆ แตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการอภิปราย นาเดก็ ๆ แต่ละกลุ่มลองปฏบิ ตั ิตามวธิ ีที่
แต่ละกลมุ่ เลอื กไว้
ขัน้ สรปุ (ประมาณ 10 นาท)ี
เด็ก ๆ แตล่ ะกลุ่มส่งตัวแทนออกมาเล่าเรื่องราวทีต่ นเองไปลองกระทาในสถานการณ์จาลอง
และแลกเปลีย่ นความคิดเห็นกับเพ่ือนๆ ในชั้นเรยี น โดยเดก็ ในแตล่ ะกลุ่มจะสลับสบั เปลยี่ นหมุนเวียน
กนั ออกมาเปน็ ตัวแทนเลา่ เร่ืองในแต่ละวัน กลุ่มละคนจนครบ ครูสรุปกิจกรรม
ความสามารถด้านการพูด หมายถึง การแสดงออกทางภาษาของเด็กปฐมวัย ด้วยการใช้
ถ้อยคา เรียบเรียงเป็นภาษาพูด เพ่ือถ่ายทอดความคิด และสื่อสารให้ผู้อ่ืนได้เข้าใจ แบ่งลักษณะ
ความสามารถทางความสามารถด้านการพูดได้ดังน้ี
การรู้คาศัพท์ หมายถึง การรู้จักและบอกชื่อท่ีเกี่ยวกับรูปภาพที่คุณครูได้กาหนดให้โดย
สอดคลอ้ งกบั สถานการณ์จาลองทีอ่ ยใู่ นหนว่ ยการเรียนเป็นคานามหรือคากรยิ า ประกอบดว้ ยคาศัพท์
ดังต่อไปน้ี เช่น บีบแตร เส้ือชูชีพ คาดเข็มขัดนิรภัย กัด แมงกะพรุน ว่ิง เส้ือกันหนาว หมวก ร่ม
ติดคอ ล้าง นมบูด ไฟไหม้ หมอ สวดมนต์ ถอดปลั๊ก ขุด ถล่ม รดน้า ตัด โต๊ะ เข่ือน น้าเน่า
ดื่ม เป็นตน้
ความสามารถด้านการพูดเป็นเรื่องราว หมายถึง การใช้ถ้อยคาที่เหมาะสมท่ีมี ประธาน
กริยา กรรม เรียบเรียงเป็นประโยคท่ีมีความหมายโดยมีคาศัพท์มาเป็นองค์ประกอบแล้วถ่ายทอด
ตามลาดบั เหตุการณอ์ ย่างต่อเน่อื งจากภาพได้
6
บทท่ี 2
การตรวจเอกสาร
การศึกษาเรื่องผลการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองท่ีมีต่อความสามารถด้านการพูด
ของเดก็ ปฐมวยั ผู้ศกึ ษาไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวข้อง ดงั นี้
1. เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กี่ยวขอ้ งกับความสามารถดา้ นการพูดของเด็กปฐมวยั
1.1 ความหมายของความสามารถด้านการพูด
1.2 จดุ ประสงคแ์ ละความสาคญั ของความสามารถดา้ นการพูด
1.3 กระบวนการความสามารถดา้ นการพูด
1.4 การใช้ความสามารถดา้ นการพูด
1.5 การพฒั นาความสามารถด้านการพดู ของเดก็ ปฐมวยั
1.6 แนวคิดทฤษฎเี กย่ี วกับการพฒั นาความสามารถดา้ นการพดู
1.7 แนวทางในการสง่ เสริมความสามารถดา้ นการพูด
2. เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการจดั ประสบการณส์ ถานการณ์จาลอง
2.1 ความหมายของการจดั ประสบการณส์ ถานการณจ์ าลอง
2.2 ความม่งุ หมายในการใชก้ ารจดั ประสบการณ์สถานการณจ์ าลอง
2.3 องค์ประกอบสาคัญของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณจ์ าลอง
2.4 กระบวนการในการสรา้ งสถานการณ์จาลอง
3. งานวิจัยท่เี ก่ียวข้อง
3.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
3.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
7
เอกสารงานวิจัยทเี่ กยี่ วข้องกบั ความสามารถดา้ นการพดู ของเด็กปฐมวัย
ความหมายของความสามารถดา้ นการพดู
ชลาธิป สมาหิโต (2556) กล่าวว่า ความสามารถด้านการพูด หมายถึง เป็นการส่ือสาร
ทาให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเรา ความสามารถด้านการพูดของคนเราพัฒนามาจาก
การเปล่งเสียง เด็กปฐมวยั สื่อสารกับผอู้ ื่นได้ ซึ่งออกมาในรูปแบบของการรอ้ งไห้ การร้องไหจ้ ัดวา่ เป็น
การสือ่ สารข้ันแรกท่ีเด็กส่ือให้ผูใ้ หญ่รับร้ถู ึงความรูส้ ึกไมส่ บาย อึดอัด ไม่ชอบ ไม่พอใจ การเปลง่ ภาษา
ในรปู แบบเช่นนไ้ี ม่ถอื ว่าเป็นความสามารถด้านการพดู
จฑุ า สุกใส (2545) กลา่ วว่า ความสามารถด้านการพูด หมายถึง การแสดงความรู้สกึ จาก
การได้ฟังและการคิด แล้วสื่อออกมาให้ผู้อื่นได้เข้าใจ อาจเป็นการแสดงความรู้สึกนึกคิด ความ
ต้องการ ความรู้และประสบการณ์ โดยการเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคา ซ่ึงต้องอาศัยขบวนการต่างๆ
ทางานอย่างต่อเนือ่ งและประสานกนั คือ ขบวนการหายใจ ขบวนการเปลง่ เสียง ขบวนการแปรเสียง
และการกาหนดเสยี งเพื่อใหผ้ ้ฟู ัง ฟงั แลว้ เข้าใจไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
นงเยาว์ คลิกคลาย (2543) กล่าวว่า ความสามารถด้านการพูด หมายถึง เป็นการสื่อสาร
สร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นโดยใช้น้าเสียง เพ่ือส่ือความหมายไปให้ผู้ฟังรู้หรือเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิด
หรือความต้องการของตนและสาหรบั เด็กปฐมวยั ความสามารถด้านการพูดเป็นเครื่องมอื อย่างหน่ึงใน
การส่อื สารความรู้สกึ นึกคิด หรือความต้องการของตนให้ผอู้ ่นื ได้ทราบ
สภุ าวดี ศรวี รรธณะ (2542) กล่าวว่า ความสามารถดา้ นการพูด หมายถึง พฤติกรรมการ
ตดิ ต่อส่ือสารกันระหว่างบุคคล ด้วยการใช้ถ้อยคา น้าเสียง ภาษา อากัปกิริยา ท่าทาง สหี น้า แววตา
เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด ความต้องการของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจและ
ตอบสนองได้
รังสรรค์ จันต๊ะ (2541) กล่าววา่ ความสามารถด้านการพดู หมายถึง กระบวนการหน่ึงใน
การสื่อสารของมนุษย์ ผู้พูดจะเป็นผู้ส่งสารอันเป็นเน้ือหาสาระข้อมูล ความรู้ กับอารมณ์ความรู้สึก
ความต้องการและความคิดเห็นของตัวเองประกอบกับกริยาท่าทางต่างๆ ส่งไปยังผู้ฟังหรือผู้รับสาร
เพอ่ื ใหไ้ ด้รับทราบและเกดิ การตอบสนองในข้นั ตอนสุดท้าย
ศรียา นิยมธรรม และประภัสสร นิยมธรรม (2541) กล่าวว่า ความหมายของ
ความสามารถดา้ นการพูดไว้ 4 ดา้ น ดังน้ี
ในด้านภาษาศาสตร์ (Linguistic level) หมายถึง ขบวนการท่ีผู้พูดสรรหาถ้อยคา เสียงที่
ต้องการใชม้ ารวมกนั เปล่งออกมาเปน็ ประโยคทถ่ี กู ตอ้ ง ตามหลักไวยากรณ์
8
ในด้านสรีรวทิ ยา (Physiological level) เปน็ ระบบการทางานของเซลล์ประสาท เช่นจดั สรร
ให้อวยั วะต่าง ๆ ของผู้พูดเคล่ือนไหว เพื่อการเปล่งเสียงกระตุ้นการทางานของอวยั วะท่ใี ช้ในการออก
เสียง และอวยั วะที่ใช้ในการรับฟงั เสียงของผู้พดู และผู้ฟัง
ในด้านความรู้ในเร่ืองเสียง (Acoustic level) ก็คือการท่ีคลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศ
ระหว่างผู้พดู มายงั ผู้ฟัง พรอ้ ม ๆ กบั ที่จะสะทอ้ นไปเข้าหูผู้พูดเองด้วย
ในด้านจิตวิทยา (Psychological level) หมายถึง ความรู้สึกจากการฟังท่ีได้ยินได้ฟังจากผู้
พดู ทาให้เกิดความสมั พันธ์กันท้งั ผูพ้ ดู และผฟู้ ัง โดยท่ีมกี ารคาดหวงั ด้วยกนั ทั้งสองฝา่ ย
ดังน้ันจึงสรุปได้ว่า ความหมายความสามารถด้านการพูดเป็นการติดต่อส่ือสารกับผู้อื่น โดย
การเปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยคาเพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
ซ่ึงความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยในการศึกษาคร้ังนี้เป็นการบอกชื่อเรียกส่ิงของในเรื่อง
คาศัพท์และพูดเรื่องราวตอบโต้สนทนามีปฏสิ มั พันธก์ ับเพื่อนและครูในชีวติ ประจาวนั
ความสาคัญของความสามารถด้านการพูด
สมาพร สามเต้ยี (2545) ได้กลา่ วว่า ความสามารถด้านการพูดมีความสาคัญสาหรับมนุษย์
เป็นอันมากเน่ืองจากเป็นเครื่องมือในการส่ือความหมายที่ดีทส่ี ุดระหวา่ งผู้พูดและผู้ฟังได้รวดเร็วกว่า
การส่อื ความหมายด้วยวธิ อี ื่น ๆ ความสามารถด้านการพูดเปน็ การได้เห็นไดท้ ราบถึงความต้องการของ
ผพู้ ดู ตอ่ ผู้ฟังได้เป็นอย่างดที งั้ ยงั ชว่ ยสร้างความเขา้ ใจต่อมนษุ ย์ดว้ ยกัน เน่อื งจากความสามารถดา้ นการ
พูดต้องใช้ระดับเสียงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ท่ีเหมาะสมและได้เห็นท่าทางในความสามารถด้านการ
พดู
สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542) ได้กล่าวว่า ความสามารถด้านการพูดเป็นเคร่ืองมอื สาคัญของ
การติดต่อส่อื สารท่ีจะนาไปสคู่ วามสาเรจ็ ในชีวิต การฝกึ พูดเปน็ พืน้ ฐานท่จี ะชว่ ยฝกึ ทกั ษะด้านภาษาได้
เปน็ อย่างดซี ่งึ จุดประสงค์ของการฝกึ พดู มดี งั น้ี
1. เพอ่ื ใหเ้ ด็กพัฒนาความสามารถดา้ นการพูดไดค้ ลอ่ งเป็นธรรมชาติ ไดเ้ รยี นรู้คาศัพท์ใหมๆ่
2. พัฒนาความสามารถด้านการพูดได้ชดั เจน ได้ฝึกเสียงที่เป็นปัญหาสาหรับเดก็ เช่น เสียง
“ล” นอกจากนี้ยังควรพูดด้วยเสียงที่น่าฟัง รื่นหู ไม่ดัง ไม่ค่อยจนเกินไป มีความม่ันใจ ใน
ความสามารถด้านการพดู
3. พูดถูกต้องจนเป็นนิสัย เช่น เด็ก ๆ มักจะพูดประโยคปฏิเสธว่า “ผมเปล่าทา” ต้องแก้
เป็น “ผม ไม่ได้ทาครับ” หรือ “ไมไ่ ดท้ าค่ะ”
9
4. เพื่อใช้ภาษาเป็นเคร่ืองมือตดิ ต่อสังคมกับเพ่ือนๆ และบคุ คลอื่น ๆ การท่ีเด็กจะเป็นที่น่า
คบหาสมาคมด้วยย่อมต้องมีภาษาที่สุภาพ ดังนั้นการให้การศึกษาแก่เด็กวัยน้ีย่อมจะต้องฝึกเด็กให้
รู้จักใช้คาสุภาพท้ังหลาย เช่น คาว่า “ขอโทษ” “ขอบคุณ” “ขอบใจ” โดยต้องเป็นแบบให้เด็กและ
ตอ้ งให้เด็กใช้อย่างสม่าเสมอ นอกจากนจี้ ะต้องให้รูจ้ ักกาลเทศะด้วย เสียงที่พูดในหอ้ งเรียนย่อมจะไม่
ต้องดังเหมือนเสยี งท่ใี ชใ้ นสนาม
5. เพื่อพัฒนาความสามารถในการติดต่อกับผู้อ่ืนคือไม่เพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตน
เท่านนั้ แตย่ ังสามารถเขา้ ใจส่งิ ทีค่ นอืน่ พดู สามารถพดู ส่งิ ท่มี ผี ูก้ ล่าวไว้ได้
6. การฝึกเลียนเสียงคาพูดก่อนที่จะบรรยายเร่ืองราวต่าง ๆ หากไม่ฝึกในเรอื่ งนเี้ ดก็ บางคน
จะเล่าเร่ืองไม่ตรงจุด เช่น เด็กอาสาจะเล่าเรื่อง “ไปเท่ียวทะเล” แทนที่จะพูดถึงการไปทะเลเดก็ บาง
คนจะมัวพะวงแต่จุดไม่สาคัญ เช่น มัวแต่พูดเกี่ยวกับการแต่งตัว การซ้ือของต่าง ๆ สาหรับการ
เดนิ ทาง ครูอาจต้องช่วยเตือนเดก็ ใหพ้ ดู เขา้ มาหาเรอื่ งอกี ทหี นึง่
7. เรียนร้เู กยี่ วกับภาษา เชน่ หลักของการออกเสยี ง เสียงวรรณยกุ ต์ การเว้นวรรคการเรยี บ
เรยี งคาให้เป็นประโยค และคาบางคามีความหมายไดห้ ลายอย่าง
สรุปได้ว่าความสาคัญของความสามารถด้านการพูดคือ การพัฒนาทางด้านคาศัพท์ การออก
เสียงได้ถูกต้อง พูดได้ถูกต้องและรู้ความหมาย ใช้ความสามารถด้านการพูดพัฒนาทางด้านสังคมใน
เรือ่ งการสอื่ สาร และความสามารถด้านการพดู มีความสาคัญตอ่ มนุษยเ์ ป็นอยา่ งมาก เป็นการสอ่ื ความ
เข้าใจระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยนั้น พ่อแม่ ครู ผู้ที่เก่ียวข้องต้องหาวิธีการและ
แนวทางต่าง ๆ ให้เด็กสามารถบอกชื่อสิ่งต่าง ๆ ส่ือความหมายพูดเป็นเร่ืองราวได้ ตลอดจนแปล
ความหมายของคาพูดเป็นประโยคสมบรู ณ์ คือ ใคร ทาอะไร ที่ไหน ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
กระบวนความสามารถด้านการพูด
สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542) กล่าวว่า กระบวนการในความสามารถด้านการพูดของเด็ก
ปฐมวยั ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขัน้ ตอน คอื
1. การออกเสยี งทาไดโ้ ดยการเลียนแบบ เด็กเลียนแบบเสยี งคาและสาเนียงจากบุคคลท่ีเด็ก
ติดต่อเก่ียวข้องด้วย เด็กจะเปลี่ยนความสามารถด้านการพูดไปตามส่ิงแวดล้อมใหม่น้ัน เพราะกลไก
การออกเสียงและนิสัยความสามารถด้านการพูดยังไม่มีรูปแบบแน่นอน ด้วยเหตนุ ้ีพ่อแม่และผู้ศึกษา
บางคนจึงเห็นว่าวัยเด็กเล็กเป็นช่วงเวลาท่ีดีท่ีสุดในการเรียนภาษาต่างประเทศ เด็กจะพูดได้เหมือน
เจา้ ของภาษาแตถ่ า้ รอไปเรียนตอ่ เม่ือเดก็ อยูช่ ้นั มธั ยม เดก็ จะพูดภาษาด้วยสาเนียงภาษาแม่ของตน
2. การสร้างคาคือ การเชื่อมโยงกับความหมาย คาหลายๆ คามีเสียงเหมือนกันแต่
ความหมายต่างกัน เช่น สาด สารท ศาสน์ การสร้างคาจงึ ยากกว่าการออกเสียง ท้ังการเชอื่ มโยงเสียง
10
กับความหมาย มีโอกาสผิดได้ง่าย เม่ือเด็กไปโรงเรียนเด็กจะทราบศัพท์ใหม่และความหมายใหม่
เพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ เพราะครูสอนได้โดยตรง และจากประสบการณ์ของเด็กเองจากการอ่านหนังสือฟัง
วิทยุ หรือดูโทรทัศน์ นอกจากนี้เด็กอายุเท่ากันทราบศัพท์จานวนไม่เท่ากัน เน่ืองจากความแตกต่าง
ระหว่างบคุ คล ด้านสตปิ ญั ญา อิทธพิ ลของสิง่ แวดลอ้ ม โอกาสในการเรยี นรู้และแรงจูงใจ
3. การสร้างประโยค ระยะแรกเดก็ อายุ 12 - 18 เดือน พูดประโยคท่ีมคี าเพียงคาเดียวใช้
ทา่ ทางประกอบ เช่น “ขอ” และชไี้ ปที่ต๊กุ ตา หมายความวา่ ขอตกุ๊ ตาใหห้ นู อายุ 2 ปี เดก็ ใชป้ ระโยค
สน้ั ๆ ไดแ้ ล้ว อายุ 4 ปี เด็กจะพดู ประโยคต่าง ๆ ไดด้ ีขึ้น เด็กชอบใชป้ ระโยคคาถามมาก พอเดก็ พูดได้
เดก็ จะพูดไมห่ ยดุ เหมอื นกบั ตอนที่เด็กเดินไดจ้ ะเดินไม่หยดุ เชน่ เดียวกนั
ดังน้ันสรุปได้ว่า กระบวนความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยน้ันเด็กจะเริ่มเปล่งเสียง
ร้องที่ไม่มีความหมายก่อนจากนั้นเด็กจะค่อยๆ พัฒนาเป็นคาพูดเดียวก่อน แล้วค่อยๆ พัฒนาเป็น
ประโยคสน้ั ๆ และมีความซับซ้อนมากขนึ้ ดังนั้นกระบวนความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวยั จึง
ประกอบด้วย 3 ข้ันตอน คือ การออกเสียงการสร้างคา และการสร้างประโยค การจัดประสบการณ์
การเรยี นรู้ส่งเสริมความสามารถด้านการพูดท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับพัฒนาการจะช่วยให้เด็กมี
การพัฒนาความสามารถดา้ นการพูดที่ดีและเหมาะสมกบั วยั มากทส่ี ดุ
การใช้ความสามารถดา้ นการพูด
การใช้ความสามารถด้านการพูดเป็นความสามารถท่ีต้องมีการเรียนรู้ การเรียนรู้
ความสามารถด้านการพูดมี 3 วิธีคอื 1) การลองผดิ ลองถูก 2) การเลยี นแบบ 3) การฝึกการเรียนรู้
ซึ่งการฝึกการเรียนรู้ท่ีดีท่ีสุดคือ การฝึกเด็กโดยมีตัวอย่างที่ดีให้เลียนแบบอย่างถูกต้อง เด็กได้รับ
คาแนะนาและช่วยเหลือให้ทาตามแบบและไดร้ ับการแก้ไขใหพ้ ูดให้ถกู ต้อง
ประดินันท์ อุปรมยั (2526) กล่าวว่า การใช้ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยแบ่ง
ได้เปน็ 4 ประการคือ
1. ความพร้อมของอวัยวะท่ีเก่ยี วกบั ความสามารถด้านการพดู ของเดก็
2. ปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งเดก็ กบั ผใู้ กล้ชดิ และแรงเสรมิ ท่เี ด็กได้รบั
3. สือ่ มวลชน
4. ประสบการณ์สง่ิ แวดล้อมรอบตัวเด็ก
การใช้ความสามารถด้านการพูดปัจจัยท้ัง 4 ประการนี้ มีความเก่ียวข้องกันไม่สามารถ
แยกออกจากกันได้ กล่าวคือ แม้เด็กจะมีความพร้อมของอวยั วะท่ีเกี่ยวกับความสามารถด้านการพูด
แต่ถ้าเด็กไม่เคยได้ยินความสามารถด้านการพูด เด็กจะพูดไม่ได้หรือถ้าได้ยินความสามารถ
11
ด้านการพูดจากท้ังผู้ใกล้ชิด สื่อมวลชน และผู้อื่น แต่อวัยวะในความสามารถด้านการพูดซึ่งรวมถึง
อวยั วะในการได้ยนิ ของเด็กบกพรอ่ งหรือไมพ่ ร้อม เดก็ กไ็ ม่สามารถพดู ได้หรอื พูดได้ไม่ชดั เจน
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การใช้ความสามารถด้านการพูดในเด็กปฐมวัยนั้น ต้องมีองค์ประกอบท่ี
สาคัญ 4 ประการ คือ ความพร้อมของอวัยวะที่เกี่ยวกับความสามารถด้านการพูดของเด็ก การมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับผใู้ กล้ชิดและแรงเสรมิ ท่ีเด็กได้รับ สอ่ื มวลชนและประสบการณ์แวดล้อมตัว
เด็ก ซ่ึงทั้ง 4 องค์ประกอบนี้จะช่วยให้เด็กปฐมวัยใช้ความสามารถด้านการพูดได้อย่างถูกต้องและ
เหมาะสมกับวยั
พฒั นาการความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัย
วรนาท รักสกุลไทย และนฤมล เนียมหอม (2549) ได้กล่าวถึงพัฒ นาการทาง
ความสามารถดา้ นการพูดของเดก็ ปฐมวัย ดังน้ี
1. พฒั นาการความสามารถดา้ นการพดู ของเดก็ ปฐมวยั อายุ 3-4 ปี
- พดู เสียงสระ เสยี งวรรณยกุ ตแ์ ละตัวสะกดได้ชดั ครบทุกเสียง แต่เสียงพยัญชนะ ม น
ห ย ค อ ว บ ก ป ท ต ล จ พ ง ด มกี ารพูดไมช่ ดั เจนบา้ ง และพูดไมค่ ลอ่ ง
- พูดคาศพั ท์ได้ประมาณ 900 - 1,500 คา
- ใช้สรรพนามทเี่ ปน็ พหูพจน์ สรรพนามแทนเพศ คานาม และคากริยาได้
- พูดวลีหรอื ประโยคท่ีมีความยาว 3 คาขนึ้ ไป
- สนทนาได้ประมาณ 5 นาที
- มกั ถาม อะไร ใคร ทีไ่ หน ทาไม
- ใชค้ าสนั ธาน“และ”
2. พฒั นาการความสามารถดา้ นการพูดของเด็กปฐมวัยอายุ 4 - 5 ปี
- พดู เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์และตัวสะกดได้ชัดครบทุกเสียง พูดเสียง พยัญชนะ ฟ
และ ช ได้ชัดเจนขน้ึ พดู ไมค่ ล่องเปน็ บางครั้ง
12
- พดู คาศัพทไ์ ด้ประมาณ 1,500 - 2,000 คา
- ใชค้ ากริยาคาวเิ ศษณ์ คาลงทา้ ย และคาอุทานได้
- พดู ประโยคท่มี ีความยาว 4 คาขึน้ ไป และเปน็ ประโยคที่เป็นเหตุเป็นผล
- เลา่ เรื่องเกย่ี วกบั ตนเองและผอู้ นื่ ได้ โดยผู้ใหญต่ ้องพดู แนะเลก็ นอ้ ย
- ตอบคาถามง่าย ๆ ได้ มกั ถาม เมื่อไร อย่างไร
- ใช้คาสันธาน“แต”่ “เพราะวา่ ”
3. พฒั นาการความสามารถดา้ นการพูดของเด็กปฐมวัยอายุ 5-6 ปี
- พูดเสียงสระ เสียงวรรณยุกต์และตัวสะกดได้ชัดครบทุกเสียง พูดเสียงพยัญชนะ ส
ได้ชดั เจนขนึ้ เสียง ร อาจยังไมช่ ัด
- พูดคาศัพทไ์ ดป้ ระมาณ 2,500-2,800 คา
- ใชค้ าสรรพนาม คากรยิ าคาบุพบทไดถ้ ูกตอ้ ง
- พดู ประโยคทมี่ ีความยาว 5-6 คาขนึ้ ไป เป็นประโยคที่มีความซับซอ้ นขึ้น และมักใช้
ประโยคคาสงั่
- พดู คยุ และแลกเปล่ยี นข้อมูลตา่ ง ๆ กับผูอ้ ่ืนได้อย่างสัมพนั ธ์กับเรอ่ื งทพ่ี ดู
นภาเนตร ธรรมบวร (2544) กล่าวว่า พัฒนาการทางความสามารถด้านการพูดถือเป็น
การแสดงออกทางพัฒนาการภาษาด้านหนึ่ง ซ่ึงมีความสาคัญพอๆ กับการเขียน ความสามารถ
ด้านการพดู เปน็ การรวบรวมประสบการณ์ตา่ ง ๆ ของเด็ก ๆ เข้าด้วยกัน อันไดแ้ ก่ ความรู้สกึ การรบั รู้
การเรยี นรู้ ความจา และความรคู้ วามเขา้ ใจ
กุลยา ตันติผลาชีวะ (2542) กล่าวว่า พัฒนาการความสามารถด้านการพูด เด็กจะเริ่มพูด
เป็นคาเม่ืออายุ 1 ขวบ แสดงท่าทางประกอบได้ แต่ถ้าอายุเกิน 1½ ขวบ แล้วยังไม่พูด ควรปรึกษา
แพทย์ ถ้า 2 ขวบแล้วพูดได้ 1คา ถือว่าพูดช้ามาก เพราะอายุ 1½ ขวบ เด็กควรพูดได้ 4-10 คา ช้ี
รูปได้ เรียกลูกบอลได้ เม่ืออายุ 2ขวบใช้สรรพนามได้ พูดเป็นประโยคบางครงั้ อาจจะไม่รู้เรื่อง แต่จะ
พูดได้ดีข้ึน เดก็ ชายมักพูดช้ากวา่ เด็กหญิง สาเหตุท่ีเด็กพูดช้าท่ีพบนอกจากความผดิ ปกติของหูแล้วยัง
13
พบว่าเกี่ยวกับสภาพจิตใจเช่น อิจฉาน้อง หรือในครอบครวั ใชภ้ าษาแตกต่างกนั มากเด็กสับสน แต่เมื่อ
อายุ 3 ขวบข้นึ ไปถงึ 6 ขวบเด็กจะพดู ได้คลอ่ งเปน็ เร่อื งราว
เบญจมาศ พระธานี (2540) กลา่ วว่าไดส้ รุปข้นั ตอนของพัฒนาการความสามารถด้านการ
พดู ไวด้ งั นี้
1. เสียงแสดงปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex sounds) อายุ 0-2 เดือน เป็นขั้นแรกของการ
เรียนรู้ภาษาและความสามารถด้านการพูด ตั้งแต่เด็กร้องไห้ตอนแรกคลอด ซ่ึงเป็นการแสดงถึงการ
พัฒนาการทางานของอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียงและหายใจที่จะเป็นพื้นฐานของความสามารถด้าน
การพูดต่อไป การร้องไห้ระยะต่อมาจะแสดงถึงความต้องการของเด็กได้หลายอย่างเช่น หิว เปียก
หรือตกใจ เปน็ ต้น
2. เสียงอ้อแอ้ (Babbling) อายุ ½ เดือนถึง 2 ปี เป็นข้ันที่เด็กส่งเสริมด้วยความพอใจท่ีได้
เคล่ือนไหวอวัยวะที่ใช้ในความสามารถด้านการพูด โดยเลียนแบบเสียงของตัวเองซ้าๆ เสียงอ้อแอ้น้ี
เกิดขนึ้ โดยสัญชาติญาณของความเป็นมนุษย์จึงพบได้ในเดก็ ทุกคน แม้กระทง่ั หูหนวก หตู ึง แต่การส่ง
เสยี งอ้อแอ้ในเด็กเหลา่ นจ้ี ะไม่พัฒนาต่อไปตามปกติ เพราะไม่ไดย้ นิ เสยี งของตวั เอง
3. การส่งเสียงเพื่อสื่อความหมาย (Socialized Vocal Play) อายุ 5-6 เดือน เป็นขน้ั ที่เร่ิม
ส่งเสียงเพื่อการสื่อสารกับผู้อ่ืน โดยเด็กจะฟังเสียงอ่ืนและส่งเสียงโต้ตอบเป็นครั้งคราว ขั้นท่ีคาบ
เกี่ยวกับการส่งเสริมอ้อแอ้น้ี บางคร้ังเด็กจะส่งเสียงอ้อแอ้เล่นคนเดียว บางครั้งส่งเสยี งเพ่ือโต้ตอบคน
รอบข้าง
4. คาแรกท่ีมีความหมาย (The First Meaningful Word) อายุ 8 - 10 เดือน เป็นขั้นท่ี
เด็กเข้าใจคาพดู ที่เคยได้ยนิ จากการเชื่อมโยงพูดกับเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วสะสมเป็นความรู้ภายใน เมื่อ
เดก็ มีความพรอ้ มจะเลยี นแบบการออกเสยี งผู้อน่ื และออกเสยี งคา ๆ นน้ั ได้ถกู ตอ้ งในเวลาตอ่ มา
5. วลี ประโยค และภาษาเด็ก (Phrases, Sentences, and Jargon) อายุ 12 - 24 เดือน
เป็นขั้นที่เด็กเริ่มเป็นคาที่ยาว 2 พยางค์ หรือคา 2 คามารวมกันเป็นวลีและประโยค ซึ่งมีความ
ซับซ้อนมากขึน้ ตามอายุโดยเฉลย่ี เดก็ อายุ 1 ปี จะพดู วลีหรอื ประโยคทย่ี าว 1 คา เดก็ อายุ 2 ปี จะพูด
วลีหรือประโยคที่ยาว 2 คา อายุ 3 ปี จะพูดวลีหรอื ประโยคที่ยาว 3 คา เดก็ อายุ 4 ปีจะพูดวลีหรือ
ประโยคท่ียาว 4 คา แตใ่ นบางคร้ังเด็กจะมีการทดลองใช้คาศัพท์ซึ่งอาจจะมลี ักษณะของการหยุดคิด
(Pause) พู ดซ้า ๆ ใช้คาเอ้ออ้า บ่ อย ๆ คล้ายคน ติดอ่าง (Normal Disfluency) ลัก ษณ ะ
ความสามารถด้านการพูดเช่นน้ีเกิดขึ้นในช่วงที่เด็กอายุ 2-6 ปี ซ่ึงจะค่อยๆ หายไปเม่ือเด็กเรียนรู้
ความสามารถด้านการพูดคาศัพท์ต่าง ๆมากขน้ึ หรือในบางคร้ังเด็กเองอยากพูดอยากอธิบายบางส่ิง
บางอย่างแต่ไม่ทราบว่าจะใช้คาศัพท์อะไรเด็กจะใช้พยางค์ที่ไม่มีความหมายบนกับพยางค์ที่มี
14
ความหมาย (Jagon) ความสามารถด้านการพูดลักษณะน้ีควรจะหายไปเม่ือเด็กมีอายุ 2½ ปี เพราะ
เดก็ มกี ารขยายคาศพั ทม์ ากข้นึ
6. พัฒนาการการแปลเสียง เสยี ง จังหวะ และภาษา (Articulation, voice, Rhythm, and
Language Development) อายุ 5-7 ปี เปน็ ขั้นท่เี ดก็ มกี ารเรยี นรู้การใช้เสียงพดู ให้ถูกต้องและมกี าร
ขยายคาศัพท์โครงสร้างและความซับซ้อนของประโยคมากขึ้น เด็กจะพัฒนาส่ิงเหล่าน้ีได้ค่อนข้าง
สมบรู ณใ์ กลเ้ คียงผู้ใหญร่ าวอายุ 7-8 ปี ดังนนั้ จึงสรุปไดว้ า่ พัฒนาความสามารถดา้ นการพูดของเดก็
ปฐมวัย เริ่มพัฒนาการความสามารถด้านการพูดออกเสียง พูดทีละคาแทนประโยค 1
ประโยค เม่ือเด็กโตข้ึนความพรอ้ มทางด้านภาษาดีขึน้ สามารถท่ีจะนาคาทท่ี าหน้าที่ตา่ ง ๆ กันมารวม
ประกอบกันเป็นประโยค ในท่ีสุดเด็กจะสามารถเรียนรู้การผูกประโยคต่าง ๆ เป็นการสอ่ื ความหมาย
ความคิด ความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดี ดังน้ันพัฒนาการทาง
ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยจึงได้แสดงไว้ตามตารางพัฒนาการทางภาษาและ
ความสามารถด้านการพูดในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา (สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต
กระทรวงศกึ ษาศิการ, 2546)
15
ตารางท่ี 1 พฒั นาการทางภาษาและความสามารถด้านการพดู ในด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา
อายุ ความเข้าใจภาษา การใชภ้ าษา
1 - เมื่อได้ยินเสยี งดังจะสะดุ้ง ขยบั ตวั - เด็กร้องไหเ้ ม่ือหวิ หรอื ไมส่ บาย
เดอื น ขยบิ ตา หรอื ร้องไห้
3 - เม่ือได้ยนิ เสียงแมอ่ ยู่ใกล้ ๆ เด็กจะยิม้ - ทาเสยี งอ้อแอ้เมอ่ื มีความพึงพอใจ
เดือน หรือนง่ิ ฟงั
6 - หันไปมองยังท่ีมาของเสียงทไี่ มด่ ังนัก - เลน่ เสียงที่ละพยางค์เช่น กา-กา อา-อา
เดือน เปน็ ต้น เริ่มเลน่ เสียงต่าง ๆ
9 - ทาตามคาสั่งได้ เชน่ บ๊ายบาย - ทาเสยี งโตต้ อบไม่เปน็ ภาษา เม่ือมคี นมา
เดือน - หยุดเล่นเม่อื ถกู ดุ หรอื บอกวา่ อยา่ พดู ดว้ ย
- เลียนเสยี งแปลกๆ เช่น สุนขั เห่า เสียง
จ้ิงจก
12 - หนั ไปหาเมอ่ื ถกู เรียกชื่อ - การเล่นเสียงเป็นภาษายงั มีอยู่ แตเ่ พ่ิม
เดอื น - เข้าใจคาพูดทไ่ี ด้ยินบอ่ ย ๆ เชน่ “เอา” จานวนพยางค์มากข้นึ
“ไมเ่ อา” - เรมิ่ พดู คาท่ีมคี วามหมายได้ 2-3 คา เช่น
- เขา้ ใจคาศพั ทไ์ ด้ 10 คา พอ่ แม่ หม่า ไป เป็นต้น
- ตอบสนองคาพดู โดยใช้ทา่ ทางงา่ ย ๆ เชน่
พยักหน้า หรอื สน่ั หัว
18 - เขา้ ใจและทาตามคาส่ังงา่ ย ๆ ได้ เชน่ - ยงั พดู ไม่เป็นภาษาบางคร้ังอาจพูดคาท่มี ี
เดอื น “ไปเอารถมา”“นงั่ ลง” “ยืนขน้ึ ” เปน็ ความหมายและไม่มีความหมายปนกนั โดนมี
ตน้ น้าเสยี งแบบผู้ใหญ่
- ชี้ส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกายได้ 1-3 อยา่ ง - พดู เปน็ คาท่มี ีความหมายได้ประมาณ 10-
- ชส้ี ่ิงของหรอื บคุ คลทค่ี นุ้ เคยได้ เมือ่ 20 คา โดยมากจะใช้คาพูดเม่อื เรยี กชอ่ื สิ่ง
บอกใหช้ ้ี ตา่ ง ๆ ที่เด็กเห็นบ่อย ๆ เช่น หมาแมว
เชน่ “แมอ่ ยู่ไหน” “พ่ออยไู่ หน” - บอกความตอ้ งการง่ายๆ ได้ เชน่ “เอา”
“นาฬิกาอยู่ไหน” “ไป”
- เขา้ ใจคาศพั ท์ 50 คา - พดู โต้ตอบโดยพดู ซ้าหรอื พูดเลียนแบบ
คาพูดผู้อื่น
- ชอบออกคาสั่งโดยใช้คาพดู รว่ มกับท่าทาง
16
ตารางท่ี 1 (ต่อ)
อายุ ความเขา้ ใจภาษา การใช้ภาษา
2 ปี - ช้ีสว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายได้ 5 อยา่ ง - พดู คาทมี่ คี วามหมายได้ 50-400 คา
-เข้าใจคาถามไดม้ ากขึน้ เชน่ “นีอ้ ะไร - พูดเป็นประโยชน์ที่ยาว 2-3 คาได้ เชน่
...” “เอามา” “ไปเทยี่ ว”
“...อย่ไู หน” - ยังคงชอบเลียนคาพูดของผ้อู ่นื
- ช้ีรูปสิง่ ของตา่ ง ๆ เม่ือบอกใหช้ ไ้ี ด้ - พดู เสยี งวรรณยุกตไ์ ด้ทุกเสียง
- เขา้ ใจคาศพั ท์ 1,200 คา - พูดแบบไมเ่ ป็นภาษาลดลงอย่างมากจน
แทบไม่มี
3 ปี - แสดงความสนใจท่ีจะฟงั คาพูดเมอื่ แม่ - บอกช่ือตนเองได้
อธิบายให้เด็กฟัง - ชอบพดู คนเดยี วในขณะที่ทาสิง่ ต่าง ๆ
-ชอบฟังนิทาน - ชอบถามคาถามมากข้นึ เช่น “สีอะไร”
- ชส้ี ว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายได้ไมต่ า่ กวา่ “น่ันใคร”
7 อยา่ ง - พูดคาศัพทไ์ ด้ 900-1,200 คา
- เขา้ ใจคากริยาง่าย ๆ ได้ - พูดเปน็ ประโยคได้ประมาณ 3 คา แต่อาจ
- เขา้ ใจคาศพั ท์ 2,400-3,600 คา พดู ไม่ชัด
- เขา้ ใจคาทเ่ี ป็นประโยคยาว ๆ ได้เชน่ - ชอบเลา่ เหตุการณ์ทีก่ าลงั ประสบอยู่
- มีการพดู ไมค่ ล่องได้
- พูดเสียงสระไดช้ ัดเจนทกุ เสียง
“หนกู ินข้าวใหเ้ สรจ็ กอ่ นแล้วแมจ่ ะพาไป - บอกช่อื ตนเองได้
น่ังรถ” - ชอบพูดคนเดยี วในขณะท่ีทาสงิ่ ตา่ ง ๆ
- เขา้ ใจคาบุพบทเช่น บนใต้ ข้นึ ลง เปน็ - ชอบถามคาถามมากขน้ึ เชน่ “สอี ะไร”
ตน้ “นน่ั ใคร”
- พดู คาศัพทไ์ ด้ 900-1,200 คา
- พูดเป็นประโยคไดป้ ระมาณ 3 คา แต่อาจ
พูดไม่ชดั
- ชอบเล่าเหตกุ ารณ์ที่กาลงั ประสบอยู่
- มกี ารพดู ไม่คลอ่ งได้
- พดู เสยี งสระได้ชดั เจนทกุ เสียง
17
ตารางที่ 1 (ต่อ)
อายุ ความเขา้ ใจภาษา การใชภ้ าษา
4 ปี - เขา้ ใจคาศัพท์ 4,200-5,600 คา - พูดให้คนอ่นื เข้าใจไดด้ ีแตพ่ ูดไม่ชดั
- มีทกั ษะในการฟังดขี นึ้ และตั้งใจฟังได้ - พูดเปน็ ประโยคยาว ๆ ได้ 4 คาโดยเฉลย่ี
นานข้ึน - เล่าเรื่องไดโ้ ดมีเนอ้ื หาท่ตี ่อเน่ืองกัน
- พูดโอ้อวดและวิจารณ์ผอู้ ืน่
- ชอบถาม “ทาไม” “เม่อื ไหร่”
- พดู ไดต้ ้งั แต่ 1,500-1,800 คา
- ใช้ประโยคไดซ้ ับซอ้ นไดม้ ากขึน้ มลี ักษณะ
ทางไวยากรณ์เกอื บสมบูรณ์
- สามารถบอกคาตรงกันขา้ มได้เชน่ “ช้างตัว
ใหญ่” “กระตา่ ยตวั เล็ก”
- เสยี งพยญั ชนะทพี่ ดู ไดเ้ พิ่มเตมิ คือ ท ต ล
จพงต
5 ปี - เข้าใจคาศพั ท์ 6,500-9,600 คา - พูดคาศัพทป์ ระมาณ 2,000 คาขึ้นไป
- พูดไดเ้ ป็นประโยคไดป้ ระมาณ 4-5 คา
- ใชไ้ วยากรณไ์ ด้ถูกต้องเกอื บเท่าผู้ใหญ่
- สามารถบอกได้ว่าของสิ่งนนั้ ทาด้วยอะไร
เช่น “บ้านทามาจากอะไร”
- เสียงพยัญชนะทอ่ี อกได้ชัดเพมิ่ ขน้ึ คอื ฟ ช
6 ปี - เข้าใจคาศพั ท์ได้ประมาณ 13,500- - พูดได้ประมาณ 2,500 คาขนึ้ ไป
15,000 คา - พูดเปน็ ประโยคยาวได้ 6 คาโดยเฉลี่ย
- รจู้ กั ใช้คาเปรียบเทยี บขนาดรปู ร่าง
- เสยี งพยัญชนะทอ่ี อกไดช้ ดั เพม่ิ ขน้ึ คอื ส
สว่ นเสยี ง ร เด็กจะพดู ได้เม่อื อายุ 7 ปี ขนึ้
ไป
18
แนวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั การพฒั นาทางความสามารถด้านการพดู
ทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ัญญาของ Piaget
ทฤษฎีของ Piagetเชื่อว่าการเรยี นรภู้ าษาเป็นผลจากความสามารถทางสตปิ ัญญา เด็กเรยี นรู้
จากการมีปฏิสมั พันธ์กับโลกรอบตัวของเขา เด็กจะเป็นผู้ปรับสิ่งแวดล้อมโดยการใช้ภาษาของตน ดัง
ตัวอย่างตอ่ ไปนี้
1. เดก็ มีอิทธพิ ลตอ่ วิธกี ารทแี่ มพ่ ูดกบั เขา จากผลการวจิ ัยปรากฏวา่ แมจ่ ะพดู กบั ลกู แตกต่าง
ไปจากพูดกับผู้อน่ื เพื่อรักษาการมีปฏิสมั พันธ์ต่อกนั แม่จะพดู กบั เดก็ เล็ก ๆ ตา่ งจากเด็กโตและผู้ใหญ่
จะพูดประโยคท่ีสนั้ กว่า งา่ ยกวา่ เพื่อการสอื่ สารที่มีความหมาย
2. เด็กควบคุมส่ิงแวดล้อมทางภาษา เพื่อได้ข้อมูลท่ีถูกต้อง เด็กต้องการค้นพบว่าเสียงที่ได้
ยินมคี วามหมายอยา่ งไร มีโครงสร้างเพื่อองคป์ ระกอบพื้นฐานอะไร
3. การใช้สิ่งของหรือบุคคลเป็นส่ิงสาคัญในการสร้างความเข้าใจพ้ืนฐานว่า ผู้ใหญ่เห็นหรือ
ได้ยินเขาพูด เด็กอาจเคลื่อนไหวตัวหรือ จับ ขว้าง ปา บีบ ของเล่น เพ่ือสร้างความเข้าใจเพื่อเป็น
พื้นฐาน และความจาเป็นของความเจริญทางภาษา การเรียนรเู้ ก่ียวกบั ตนเอง เก่ียวกับผู้อื่นเกี่ยวกับ
สง่ิ ของ เกี่ยวกับเหตแุ ละผล เก่ียวกับสถานที่ มิติ เกี่ยวกบั การเกิดข้นึ ซา้ ๆ ของกริ ยิ าและส่ิงของ มีสว่ น
ช่วยให้เด็กแสดงออกทางภาษาอย่างมีความหมาย น่ันคือเด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่ง
ตา่ ง ๆ ในสง่ิ แวดล้อม
Piaget ยืนยันว่า พัฒนาการความสามารถด้านการพูดของเด็กเป็นไปพร้อม ๆ กับ
ความสามารถด้านการให้เหตุผล การตัดสิน และด้านตรรกศาสตร์ เด็กต้องการสิ่งแวดล้อมท่ีจะ
ส่งเสริมให้เด็กสรา้ งกฎระบบเสยี ง ระบบคา ระบบประโยค และความหมายของภาษา นอกจากนี้เด็ก
ยงั ตอ้ งการฝึกภาษาดว้ ยวธิ ีการหลาย ๆ วิธี
Piaget ได้แบ่งขั้นพัฒนาการทางสตปิ ัญญาออกเป็น 4 ข้ัน โดยแต่ละขั้น ทเี่ กิดขึ้นจะเป็นตัว
นาไปสขู่ ้นั ตอ่ ไป หรอื ขน้ั ตอนแตล่ ะข้นั มคี วามเกย่ี วข้องสัมพันธ์กนั คือ
ขนั้ การใช้กล้ามเน้ือและประสาทสัมผัส (Sensormotor Stage) จะอยู่ในช่วงระยะแรกเกิดถึง
2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้แสดงออกโดยการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การมอง การดูดการ
ไขว่คว้า เป็นระยะท่ีพัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กเกิดข้ึนจากการใช้ประสาทสัมผัส
ต่าง ๆ เด็กในวัยนี้แสดงให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทา เด็กสามารถแก้ปัญหาได้แม้ว่าจะไม่
สามารถอธิบายได้ด้วยคาพูด การทางานของประสาทสัมผัส เช่น การเคล่ือนไหวต่าง ๆเป็นการทีเ่ ด็ก
19
เร่มิ เรยี นรูท้ ี่จะปรับตวั ให้เข้ากบั ส่ิงแวดล้อมซงึ่ ถือว่าเปน็ สงิ่ จาเป็นสาหรับพฒั นาการทางด้านสตปิ ญั ญา
และความคิดของเดก็ ในวัยนี้
1. ขั้นเตรียมสาหรับความคิดท่ีมีเหตุผล (Pre - operational or Pre - conceptual
Stage) อยใู่ นชว่ ง อายุ 2 – 7 ปี Piaget ไดแ้ บ่งพฒั นาการข้นั นีอ้ อกเป็นขัน้ ยอ่ ย ๆ 2 ขน้ั ไดแ้ ก่
1.1Pre - conceptual Thought อยู่ในช่วงเด็กอายุระหว่าง 2 – 4 ปี เด็กในวัยนี้มี
ความคิดรวบยอด (Concept) ในเร่ืองต่าง ๆ แล้วเพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่มีเหตุผลเด็ก
สามารถใช้ความหมายของสัญลักษณ์ แต่การใช้ภาษานั้น ยังเป็นภาษาท่ีเก่ียวข้องกับตนเองเป็นส่วน
ใหญ่ (Egocentric) เด็กในวัยนี้ชอบเล่นสมมุติโดยใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ก้านกล้วยแทนม้าหรือ
สมมุตใิ ห้ต๊กุ ตาเปน็ สงิ่ มีชวี ติ พูดคยุ กนั ได้
1.2Intuitive Thought อยู่ในช่วงเด็กอายุระหว่าง 4 – 7 ปี พัฒนาการทางสติปัญญา
ของเด็กในช่วงน้ียังคงอยู่ในข้ัน Pre - conceptual Thought กล่าวคือ การคิดของเด็กวัยนี้แม้ว่าจะ
เร่มิ มเี หตุผลขึ้น แต่การคดิ และการตัดสินใจกย็ ังขึ้นอยกู่ ับการรับรู้มากกวา่ ความเข้าใจ พัฒนาการทาง
สตปิ ัญญาของเดก็ ในช่วงน้ี จะต่างจาก Pre - conceptual Thought ตรงท่ีเดก็ วยั นี้เริ่มมปี ฏิกิริยาต่อ
สิ่งแวดล้อมมากข้ึน มีความสนใจอยากรู้อยากเห็น และมีการซักถามมากขึ้น มีการเลียนแบบ
พฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้าง ใช้ภาษาเป็นเครือ่ งมือในการคดิ อย่างไรก็ตามความเข้าใจของเด็ก
วยั นี้ก็ยังขน้ึ อยู่กับสิ่งทร่ี ับรจู้ ากภายนอกอยู่น่นั เอง
2. ขั้นการคิดอย่างมีเหตุผลเชิงรูปธรรม (Concrete Operational Stage) อยู่ในช่วงอายุ
ระหว่าง 7 – 11 ปี พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยน้ี เดก็ สามารถใช้สมองคิดอย่างมีเหตผุ ลแต่
กระบวนการคิดและการใชเ้ หตุผลในการแก้ไขปญั หายงั ตอ้ งอาศยั สง่ิ ท่เี ป็นรูปธรรมกล่าวคือจะตอ้ งเป็น
วัตถุหรือเหตุการณ์ท่ีเด็กได้พบเห็นจริง ๆ เด็กวัยนี้สามารถเข้าใจถึงเรื่องความคงท่ีของปริมาณ
(Conservation of Quantity) ได้แล้ว โดยที่เด็กสามารถเข้าใจได้ว่าของแข็งหรือของเหลวจานวน
หนงึ่ ถึงแม้ว่ารูปร่างจะเปลีย่ นไป แต่นา้ หนักหรอื ปรมิ าณก็ยังคงเทา่ เดิม จดุ เด่นของเด็กในวยั นค้ี ือ เด็ก
เร่ิมมีเหตุผล สามารถคิดกลับไปกลับมาได้ (Reversibility) เด็กเร่ิมมองเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ได้
หลายแงม่ มุ ขนึ้ เดก็ จะมีความเขา้ ใจและสามารถตั้งเกณฑ์ทีจ่ ะนามาใชจ้ ัดแบ่งสิ่งตา่ งๆ ให้เปน็ กลมุ่ หรือ
เป็นหมวดหมู่ได้ และเด็กในวัยน้ียังสามารถมองวัตถุได้ถึง 2 ลักษณะในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ เด็ก
สามารถมองถึงขนาด ความยาวไปพร้อมกับน้าหนกั ของวัตถุได้
3. ข้ันการคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรม (Formal Operational Stage) อยู่ในช่วงอายุ
ระหว่าง 11 – 15 ปี ในข้นั นี้ โครงสร้างของการงอกงามทางความคิดของเด็กได้มาถึงข้ันสูงสุด เด็ก
จะเรม่ิ เข้าใจกฎเกณฑ์ทางสังคมได้ดีข้ึน สามารถเรียนรู้โดยใช้เหตุผลมาอธบิ ายและแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ
ท่ีเกิดขึ้นได้ เด็กจะรู้จกั วธิ ีคิดตัดสินปัญหา และพัฒนาการทางความคิดของเด็กในวยั น้ีจะเปน็ ไปอยา่ ง
20
รวดเรว็ เด็กจะมองเห็นความสัมพันธ์ของสง่ิ ต่าง ๆ ได้มากขึ้น มีความสนใจในสง่ิ ท่ีเป็นนามธรรมและ
สามารถเขา้ ใจเรอื่ งของนามธรรมได้ดขี ้ึน
การสอนภาษาแบบองค์รวม (Whole Language)
บุบผา เรืองรอง (2550) การสอนภาษาแบบองค์รวมหรือการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
(Whole Language Approach) คือ การที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาทั้งด้านการฟงั พูด อา่ น เขียนไป
ตามธรรมชาติ อย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อนหรือเขียน
ก่อน แตจ่ ะเน้นให้เด็กได้ลงมือทาดว้ ยตนเอง เช่น อา่ นนิทาน เลา่ เร่ืองราว ฟงั นิทานทคี่ รหู รือเพื่อนเล่า
เขยี นคาที่ตนสนใจจากเรื่องทีไ่ ดอ้ า่ นหรือได้ฟงั
การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) เกิดจากหลกั การและแนวคิด
ของนักการศึกษา นักวิจัยทางภาษาท่ีมีชื่อเสียง คือ Piaget เชื่อว่า การท่ีเด็กได้เคล่ือนไหวสัมผัสสิ่ง
ต่างๆ รอบตวั จะเป็นการคิดสรา้ งความรขู้ น้ึ ภายในตนหรอื เด็กเป็นผูก้ ระทา (Active) มใิ ช่การรบั เข้าไป
เฉยๆ (Passive) การเรียนรู้ของเด็กเกิดจากอิทธิพลของสังคมและผู้อื่น จึงเน้นใหเ้ ด็กมีปฏิสัมพนั ธ์กับ
ผู้ใหญ่ ซึ่งการเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับภาพ เสียงกับตัวอักษร เป็นความรู้เกี่ยวกับ
ตวั อกั ษรที่เป็นองค์ประกอบหน่งึ ของการอา่ นของเดก็ เชือ่ ว่าการสอนภาษาเป็นความสาคญั ท่ีเด็กจะใช้
เพื่อการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวนั ของเด็กและภาษามีความหมายต่อชีวิตการเรียนภาษาต้องมาจาก
ส่งิ ท่ีเป็นจริงและเก่ียวข้องกับเด็ก โดยเรียนภาษาแบบองค์รวมคือ เรียนฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อม
กัน การสอนภาษาแบบธรรมชาติแพร่หลายในประเทศ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และ
แคนาดา มาต้ังแต่ ปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา สาหรับประเทศไทยมูลนิธิไทย-อิสราเอลนามาเผยแพร่
ในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2539 มนี กั การศกึ ษาไทยนาไปใชแ้ ละศึกษาวจิ ยั
- เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็น
ผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกนั ระหว่างเด็กกบั ครู ต้ังแต่วางแผนการ
เรียนว่า จะทาอะไร ทไ่ี หน เม่ือไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรและใครรว่ มรับผิดชอบบา้ ง
- คานึงถึงการมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสังคม เพราะเด็กจะต้องอยู่ในสังคม ห้องเรียนเป็น
สังคมหน่ึง ที่ครูสร้างความรู้สึกท่ีดีให้เด็กอยู่ในกลุ่มเพื่อนอย่างมีความสุข โดยไม่มีกลุ่มเด็กเรียนเก่ง
เรยี นอ่อนในหอ้ งเรยี น
- สนับสนุนให้เด็กใช้ภาษาแบบองค์รวมเพื่อใช้ในชีวิตประจาวัน ดังนั้นเด็กจะได้ ฟัง พูด
อ่านเขียน เพ่ือสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย มิใช่การทาแบบฝึกหัดและแยกสอนทักษะภาษา-
เด็กเรียนรู้ภาษาจากการเลียนแบบ ดังน้ัน ครู พ่อแม่ และทุกคนท่ีอยู่รอบตัวเด็กจึงมีความหมายต่อ
การเรียนรภู้ าษาของเด็ก เด็กจะเหน็ ผู้ใหญ่ใช้ภาษาหลายจดุ มงุ่ หมาย หลายวิธกี ารเพราะเป็นเครื่องมือ
21
ส่ือสารของคนเรา เช่น ฟังเพลงเพื่อความบันเทิง หรือฟังบรรยายเพ่ือเก็บความรู้ การอ่านเพื่อ
เพลิดเพลิน หรอื การอา่ นเพอ่ื เกบ็ ความรู้ เปน็ ต้น
- ผู้ใหญ่เป็นนกั อ่านท่ีดีให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง และผ้ใู หญ่อ่านหนังสอื ใหเ้ ด็กฟัง ใหเ้ ดก็ มี
โอกาสซึมซับภาษา (immersion) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษาเชื่อว่าเด็กทุกคนเรียนรู้ภาษาได้โดยครู
ทราบเช่นกนั ว่า เด็กเรียนรภู้ าษาแบบธรรมชาติเปน็ อย่างไร
- เด็กสามารถเกิดประสบการณ์ทางภาษาได้ตลอดเวลาในวันหน่ึงๆ ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้า
นอน ดังน้ัน การที่เด็กมาโรงเรียน เขาได้รู้ ได้เห็นสัญลักษณ์ทางภาษารอบตัว เช่น ป้ายทะเบียนรถ
ป้ายชอ่ื รา้ นคา้ เครื่องหมายจราจร เปน็ ตน้ เด็กได้ยิน ไดฟ้ งั ไดส้ นทนาโตต้ อบ เป็นการใช้ภาษา
- เด็กอยใู่ นส่ิงแวดล้อมท่ีมีภาษาหรือตัวหนังสือ ในห้องเรียนจะมีหนงั สือสาหรับเด็กอย่าง
เพียงพอกับจานวนเด็ก มีมุมอ่าน มุมเขียน มุมห้องสมุด มีป้ายประกาศต่างๆ ที่ทาให้เด็กคุ้นเคยกับ
ภาษา เช่น ป้ายชื่อ ป้ายติดผลงาน ป้ายข่าวและเหตุการณ์ มีมุมหุ่น มุ มนิทานให้เด็กได้ใช้
ความสามารถดา้ นการพดู เล่าเร่อื งราว เปน็ ตน้
- เด็กได้เรียนภาษาอย่างมีความสุข โดยครูจัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจ มีความ
สนุกสนาน เน้อื หาทเ่ี รียนมีอยู่จรงิ ในชวี ิตประจาวนั
- เดก็ ได้รับการสนับสนุนจากครูและพ่อแม่ให้อา่ นหนังสือ โดยโรงเรียนมีหนังสือให้เด็กยืม
กลับบ้านไปอ่าน
- ครูจัดหาหนังสือเพ่ิมเติมให้เด็กเสมอ อาจจะหมุนเวียน เปลี่ยนสลับระหว่างห้องเรียน
และไดร้ บั ความร่วมมอื จากผปู้ กครองจัดหามาใหย้ ืม
ดังนนั้ การเรยี นรหู้ รอื การพัฒนาความสามารถดา้ นการพูดนัน้ เด็กจะมกี ารพัฒนาจากการซึม
ซับภาษาหรือคาศัพท์ จากการบอกท่ีได้ลงมือกระทาในสถานการณ์จาลอง ได้สวมบทบาทได้พูด
คาศพั ท์ที่แปลกใหม่ เชอ่ื มประโยคไปสู่เรอ่ื งราว พูดบอ่ ย ๆ ซ้า ๆ เด็กได้ซึมซับความสามารถด้านการ
พูดเป็นไปอย่างธรรมชาติจากการเรียนรู้บ่อย ๆ ผา่ นประสบการณ์จากชวี ติ ประจาวัน และส่ิงแวดลอ้ ม
ท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ทางภาษายังส่งผลให้เด็กมีความรัก สนใจในภาษาหรือการพัฒนาความสามารถ
ด้านการพูดในเด็ก ทาให้เด็กเรียนรู้ได้ดี มีความสนใจการเรียนรู้โดยไม่รู้สึกเบ่ือหน่ายหรือรู้สึกถูกยัด
เหยยี ด ทาให้เด็กเรียนรู้ความสามารถดา้ นการพดู อย่างเปน็ ธรรมชาติ
แนวทางในการส่งเสรมิ ความสามารถดา้ นการพดู
เด็กปฐมวัยมีความอยากรอู้ ยากเห็น และความต้องการที่จะส่ือสารกับผู้อืน่ เป็นสิ่งเร้าให้เกิด
การแสดงออกทางความคิดในด้านความสามารถด้านการพูด แต่เด็กมีถ้อยคาในการสอื่ สารที่ค่อนข้าง
22
จากัด จึงพยายามแสวงหาการใช้คาพูดด้วยตัวเอง ส่ิงเร้าท่ีมีประโยชน์ต่อความสามารถด้านการพูด
ของเด็กคือ การเปิดโอกาสให้เด็กพูดถึงส่ิงที่ชอบด้วยคาพูดของเขาเอง ดังนั้นครูควรจะได้ศึกษาถึง
พัฒนาการด้านภาษาและความสามารถด้านการพูดของเด็กในแต่ละช่วงอายุเพ่ือจัดกิจกรรม
ตอบสนองความสามารถดา้ นการพูดไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตอ่ ไป
เยาวพา เดชะคุปต์ (2542) กล่าวว่า แนวทางในการสง่ เสริมพัฒนาการทางความสามารถ
ดา้ นการพดู จะตอ้ งคานงึ ถงึ ตวั ครู การจัดบรรยากาศ และจดุ มุ่งหมายของกิจกรรม ดังตอ่ ไปน้ี
1. การฝึกพูดควรฝึกในกลุ่มเล็ก ๆ เพ่ือให้มีการตอบสนองระหวา่ งครู และนักเรียนให้ มาก
ที่สดุ
2. การฝึกพูดควรอยู่ในลักษณะที่เป็นธรรมชาติท่ีสุด ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาในกลุ่มย่อย
หรือในขณะทีเ่ ดก็ กาลังเลน่
3. บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในความสามารถด้านการพูด ควรเป็นบรรยากาศที่เด็กรู้สึก
อบอุ่นปลอดภัยสบายใจท่จี ะแสดงออก และมอี ิสระ
4. ใหเ้ ดก็ เกิดนสิ ยั ท่ดี ใี นความสามารถด้านการพดู และสามารถใชค้ าพดู ไดอ้ ย่างเหมาะสม
5. เปดิ โอกาสให้เดก็ เล่าประสบการณข์ องตนเอง
นิรมล ช่วงวัฒนชัย (2541) กล่าวว่า แนวทางในการส่งเสริมความสามารถด้านการพูด
ตวั อย่างการจดั ประสบการณ์การเรียนร้ทู ี่ส่งเสริมความสามารถดา้ นการพดู ดงั น้ี
1. กิจกรรมการอธิบายหรอื เล่าถึงภาพท่ีเห็น
2. ทาท่าประกอบความสามารถดา้ นการพูด
3. เล่านิทาน
4. ลาดับเรือ่ งตามนิทาน
5. เรยี กช่ือและอธบิ ายลกั ษณะสงิ่ ของ
6. จาและอธิบายลักษณะสิ่งของ
23
7. อธิบายขนาดและสีของสงิ่ ของ
ดงั นั้นจึงสรุปได้ว่า แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการทางความสามารถด้านการพูดสามารถ
จัดประสบการณ์การเรียนรไู้ ด้อย่างหลากหลาย เช่น การเล่าเร่ืองจากข่าวสถานการณ์ท่ีเกดิ ข้ึนจริงให้
เด็กได้รับประสบการณ์จริงที่มีอยู่ใกล้ตัวเด็ก รวมทั้งสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก ความสามารถด้านการพูด
แสดงความรู้สึก การให้เด็กได้แสดงออกในโอกาสต่าง ๆ ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย การจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จาลอง เด็กได้พูดได้ตอบเกี่ยวกบั เนื้อเร่ืองของสถานการณ์
และได้สวมบทบาท จงึ น่าจะเปน็ วิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กมากที่สุดและ
ได้ผลดีท่ีสุด
งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ งกบั ความสามารถด้านการพูด
งานวจิ ัยในประเทศ
สนอง สุทธาอามาตย์ (2545) ได้ทาการศึกษาเกี่ยวกับความสามารถด้านการฟังและ
ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยท่ีได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการประกอบ
อาหารศึกษากับเด็กอายุ 5-6 ปี โรงเรียน พ ระราม ๙ ก าญ จน าภิเษก จานวน 15 คน
ผลการศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประเสริมประสบการณ์โดยการประกอบอาหาร
มีความสามารถด้านการฟังและความสามารถด้านการพูดแตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดับ
0.01 โดยเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยการประกอบอาหารมี
ความสามารถด้านการฟังและความสามารถด้านการพูดสงู กว่าเดก็ ปฐมวยั ที่ได้รับการจัดกจิ กรรมเสริม
ประสบการณต์ ามปกติ
สมศรี ปาณะโตษะ (2551) ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยท่ีได้รับการจัด
กิจกรรม การประดิษฐ์หุ่นร่วมกับผู้ปกครองอาสาโดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ
ระดับความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์หุ่นรว่ มกับ
ผ้ปู กครองอาสากลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้เป็นนักเรียนชาย – หญิงอายุระหว่าง 5 - 6 ปี ซึ่ง
กาลังศึกษาอยู่ในช้ันเด็กเล็ก 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย
ศรีนครนิ ทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายประถม) สงั กดั สานักงานเขตวัฒนากรุงเทพฯจานวน 15 คน ซ่ึง
ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงมาหนึ่งห้องเรียนจากน้ันใช้คะแนนจากแบบทดสอบวัดความสาม ารถ
ดา้ นการพูดที่ผ้ศู ึกษาสรา้ งข้ึนเปน็ ตัวแปรแบง่ เปน็ ระดับสูงกลางและต่าแล้วสุ่มแต่ละระดับมาระดับละ
5 คน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีคือแผนการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์หุ่นร่วมกับผู้ปกครองอาสา
และแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการพูดที่ใช้การวิเคราะห์ค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบทั้ง
ฉบับด้านท่ี 1 ความสามารถด้านการพูดคาศัพท์มีค่าเท่ากับ .796 ด้านที่ 2 ความสามารถด้านการ
พูดเป็นประโยคมคี ่าเท่ากับ .890 ด้านท่ี 3ความสามารถด้านการพูดเป็นเรื่องราวมีค่าเท่ากับ .889
ในการศึกษาคร้ังน้ีใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One – Group Pretest – Posttest design และ
24
วเิ คราะห์ข้อมูลโดยใชค้ ่าสถิติ t- test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง
ระดับความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์หุ่นร่วมกับ
ผูป้ กครองอาสาโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับดีมากและความสามารถดา้ นการพูดของเด็กปฐมวัย
หลังการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์หุ่นร่วมกับผู้ปกครองอาสามีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ .01ซึ่งแสดงวา่ แผนการจัดกิจกรรมการประดิษฐห์ นุ่ รว่ มกับผู้ปกครองอาสาสามารถ
สง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กปฐมวยั มคี วามสามารถดา้ นการพูดสงู ขนึ้ อยา่ งชดั เจน
งานวิจยั ต่างประเทศ
Simpson (1998) ได้ศึกษาลักษณะความสามารถด้านการพูดของเดก็ ปฐมวัย 4 ปี ที่ได้รับ
การจัดประสบการณ์เล่านิทานแบบเล่าเรื่องซ้า ผลการวิจัยพบว่าการเล่าเร่ืองซ้าช่วยส่งเสริม
ความสามารถดา้ นการส่อื สารมากขึน้ อย่างมีนยั สาคญั กล่าวคือ ช่วยให้เดก็ พัฒนาความสามารถในการ
ถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจนละเอียดลออ ครอบคลุมความหมายที่ต้องสื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจซึ่ง
ความสามารถนี้วัดได้เป็นจานวนคาต่อประโยค (Length of a T-unit) ไม่ได้วัดที่ปริมาณคา ซ่ึง
Miller (1951) ถือวา่ ความสามารถนี้เป็นเคร่ืองมือท่ีสามารถวัดความซับซ้อนของรูปประโยคได้เป็น
อย่างดี
Johnston (1995 อ้างใน ปานใจ จารุวณิช, 2548) ได้ทาการศึกษาความสามารถด้าน
การพูดและพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเด็กปฐมวัยอายุ 4-5 ปี ต่อการมีปฏิสัมพันธ์การอ่านกับ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากการศึกษาพบว่าการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทาให้มีการพัฒนา
ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตเิ ม่ือเดก็ ได้ใช้เวลาอย่างน้อย42นาที
ต่อสัปดาห์ แตก่ ารใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอรใ์ ห้เด็กไม่มผี ลต่อพฤตกิ รรมการอ่านของเดก็ ปฐมวัย
Thomson (1981 อ้างใน สนอง สุทธาอามาตย์, 2545) ได้ศึกษาลักษณะความสามารถ
ดา้ นการพูดของเด็กปฐมวัย 4 ปที ไ่ี ดร้ ับการจัดประสบการณก์ ารเล่านทิ านแบบเลา่ เรอ่ื งซา้ ผลการวิจัย
พบว่า การเล่าเรื่องซ้าช่วยส่งเสริมความสามารถด้านการส่ือสารมากขึ้น กล่าวคือ ช่วยให้เด็กพัฒนา
ความสามารถในการถา่ ยทอดภาษาใหช้ ัดเจนละเอียดลออ ครอบคลุม ความหมายที่ตอ้ งใช้สื่อให้ผู้อ่ืน
ได้รับรู้และเข้าใจซึ่งความสามารถนี้วัดได้เป็นจานวนคาต่อประโยค (Length of T-unit) ไม่ได้
วัดท่ปี ริมาณคาซึง่ Miller (1951) ถอื วา่ ความสามารถน้ีเป็นเครื่องมือที่สามารถวัดความซบั ซ้อนของ
รปู ประโยคไดเ้ ป็นอย่างดี
สรุปได้ว่าการศึกษาเกยี่ วกับผลการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองท่ีมีต่อความสามารถ
ดา้ นการพดู ของเด็กปฐมวยั สามารถจัดกจิ กรรมไดห้ ลากหลายกจิ กรรมท่ีสามารถส่งเสริมความสามารถ
ดา้ นการพูดแตไ่ ม่มผี ู้ใดทาการศึกษาการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองที่มตี ่อความสามารถด้าน
การพดู ของเด็กปฐมวยั ดังนนั้ ผู้ศึกษาจึงสนใจศกึ ษาและพัฒนาความสามารถด้านการพูดของนักเรียน
ในระดับปฐมวัย โดยการใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองเป็นสื่อการสอน เน่ืองจาก
25
สถานการณ์จาลองเป็นที่มีเร่ืองราวที่น่าสนใจ เด็กได้ลงมือกระทา สวมบทบาทที่สามารถบอกเล่า
เรอื่ งราวในเหตกุ ารณ์ท่ีจาลองขึ้น ทาให้เด็กมีความสุขสนกุ สนาน เพลิดเพลินและเพ่ือเปน็ แนวทางใน
การพัฒนาความสามารถด้านการพดู ของเด็กปฐมวยั ต่อไป
เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ยี วข้องกบั การจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
ความหมายของการจัดประสบการณส์ ถานการณจ์ าลอง
มีนักการศึกษาทใ่ี ห้ความหมายของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง ดังนี้
Gredler (1992) กล่าวว่า ความหมายของการจัดประสบสถานการณ์สถานการณ์จาลอง
นนั้ ควรเป็นสถานการณ์ท่หี ลากหลาย ท้งั นีเ้ พอ่ื กระตุน้ ความสนใจของเด็กทาใหเ้ ด็กแตล่ ะคนอยากสวม
บทบาท และเลือกใช้ภาษาได้อยา่ งเต็มที่และสร้างสรรคจ์ ากประสบการณต์ นเองเพื่อแกป้ ัญหาและหา
ขอ้ สรุปในการแสดงสถานการณด์ ้วยตนเอง โดยครสู ามารถประเมนิ ความสามารถในการเลือกใช้ภาษา
ใหถ้ ูกต้องตามหน้าทข่ี องภาษามากกวา่ หลกั ไวยากรณ์
Jones (1982) กล่าวว่า ความหมายของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองเป็น
เหตุการณ์หน่ึงซงึ่ ไม่ใช่การจดั ประสบการณเ์ รยี นรู้โดยครแู ตเ่ ดก็ เปน็ ผูเ้ ข้าร่วมในเหตุการณ์นน้ั และเป็น
ผูท้ ี่ทาให้เหตุการณ์นั้นดาเนินต่อไปโดยได้รับมอบหมายหน้าที่ภารกิจในสังคมและ ความ
รบั ผดิ ชอบท่ีเกยี่ วข้องอยู่ในสถานการณน์ ้นั ซึ่งต้องมีการแก้ปัญหาและการตดั สินใจรวมอยู่ด้วย ส่วนครู
จะเป็นผู้กาหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาจบของสถานการณ์ นอกจากน้ีครูมีหน้าที่อธิบายรายละเอียด
ตา่ งๆ ที่สาคัญในสถานการณ์นั้นกาหนดว่าใครเป็นใคร ใครทาหน้าที่อะไร มีหน้าที่รบั ผิดชอบในเรื่อง
ใดบ้าง
Holden (1981) กล่าวว่า ความหมายของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองเป็น
การจาลองสถานการณ์ให้ใกลเ้ คยี งกบั สถานการณ์จริง ส่วนมากจะอย่ใู นรูปแบบของการแก้ปัญหา ครู
ทาหน้าท่ีเป็นเพียงผู้ควบคุม จะนาของจริงต่างๆ มาเป็นส่ือในการกระตุ้นผู้เข้าร่วมให้ใช้ทักษะของ
ภาษาทุกด้านในการรับข้อมูลพร้อมๆ กัน ผู้เข้ารว่ มสถานการณ์แต่ละคนจะได้รับบัตรแสดงขอบข่าย
หน้าท่ีความรับผดิ ชอบ และขอ้ มูลจาเป็นเพม่ิ เติม นอกจากนี้ ทกุ คนตอ้ งปฏิบัติตามหนา้ ที่ของตนอยา่ ง
จริงจัง
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าวว่า ความหมายของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
คือกระบวนการที่ครูใช้ในการชว่ ยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวตั ถุประสงค์ทวี่ างไว้ โดยใหเ้ ด็กลงไปเล่น
บทบาทในสถานการณ์ท่ีมี เร่ืองราว และกฎกติกาการเล่น ที่สะท้อนความให้เห็นความจริง และมี
ปฏสิ ัมพันธก์ บั สิง่ รอบข้างต่างๆทีอ่ ยู่ในสถานการณ์นน้ั โดยใช้เน้ือหาที่มสี ภาพคลา้ ยกับเนอ้ื หาในความ
26
เป็นจริง ในการรู้จักตัดสินใจและรู้จักการแก้ปัญหาต่างๆซ่ึงการตัดสินใจนั้นจะส่งผลถึงผู้เล่นใน
ลกั ษณะเดยี วกันกบั ทเี่ กิดขนึ้ ในสถานการณจ์ ริง
สุวิทย์ มูลคา (2545) กล่าว่า ความหมายของการจัดรูปแบบการจัดประสบการณ์
สถานการณจ์ าลองว่าเป็นกระบวนการท่ีครูให้เดก็ เข้าไปอยู่ในการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
ทีส่ ร้างข้ึนมา ซึ่งการจดั ประสบการณส์ ถานการณ์จาลองนั้นจะมลี ักษณะคลา้ ยคลึงกับสภาพความเป็น
จรงิ มากที่สุด ทั้งสภาพแวดลอ้ มและปฏิสัมพันธ์โดยการมีบทบาท ข้อมูล และกติกาไว้เพอื่ ใหเ้ ด็กได้ฝึก
การคิดแก้ปัญหา และตัดสินใจจาสภาพการณ์ที่เขากาลังเผชิญอยู่ ซึ่งเด็กจะต้องใช้ข้อมูลท้ังหมดท่ี
ได้รับ ประกอบกบั วิจารณญาณของตนเอง ใหป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทีต่ ามสถานการณน์ น้ั ให้ดีทสี่ ุด
ไสว ฟกั ขาว (2544) กล่าวว่า ความหมายของการจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลองเป็น
การจัดการเรียนการสอนที่พยายามให้เด็กได้เรียนรู้จากสถานการณ์ ที่มีความใกล้เคียงกับความเป็น
จริงมากท่ีสุด โดยการสร้างการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองขึ้นในห้องเรียน แล้วให้เด็กแสดง
บทบาทของตนเองตามสถานการณ์นนั้
จากความหมายของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองดังกล่าวข้างต้นสรุปว่าการจัด
ประสบการณ์สถานการณ์จาลองหมายถึงการจดั สภาพแวดล้อมโดยจาลองสถานการณห์ รอื เลียนแบบ
สภาพเหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับสภาพที่เป็นจริงมากที่สุด โดยเด็กแสดงบทบาท และสามารถคิด
ตดั สินใจในการแกป้ ัญหาจากสถานการณ์ทีต่ นกาลังเผชิญอยู่ และทาให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในสิ่งตา่ งๆ
เพือ่ นาไปสกู่ ารปฏิบตั ิจริงตอ่ ไป
ความมุ่งหมายในการใชก้ ารจัดประสบการณส์ ถานการณจ์ าลอง
Jeame (1996) กล่าวว่า ความมุ่งหมายในการใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองไว้
ดงั น้ี
1. ใช้ในการสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง (To Break the Ice) เราใช้การจัด
ประสบการณ์สถานการณ์จาลองในการแนะนาให้นักเรียนรู้จักซง่ึ กันและกนั และรู้จักกันมากขึ้น หรือ
ใช้แนะนาวิชาท่ีเรยี นกิจกรรมบางอยา่ งสามารถใช้ในการสรา้ งบรรยากาศ ซึ่งชว่ ยเสริมการมีส่วนร่วม
ในห้องเรียน การเลือกใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองเพื่อจุดมุ่งหมายน้ี ควรจะมีข้อจากัด
เปน็ กจิ กรรมสนั้ ๆท่ีควรจะกระทาและเสร็จใน 1-2 ชั่วโมงการเรยี นการสอน
2. เพื่อท่ีจะบอกความจริง (To Import Facts) การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองมัก
ไม่ค่อยใช้เดี่ยวๆในการสอนความรู้เก่ียวกับข้อเท็จจริง มีการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
มากมายท่ีออกแบบมาเพื่อใช้ในการให้ข้อมูลโดยมีความมุ่งหมายเพ่ือทาให้นักเรียนมีความรู้และ
ประสบการณม์ ากขนึ้
27
3. เพ่ื อพั ฒ น าความ รู้ให้ ห นัก แน่ น (To Develop Empathic Sensitivity) ก ารจัด
ประสบการณ์สถานการณ์จาลองส่วนมากถูกออกแบบมาเพ่ือท่ีจะผูกมัดนักเรียนในเร่ืองท่ีเกี่ยวกับ
วฒั นธรรมความเป็นอยู่การเลือก ความกดดัน ความรู้สกึ ขัดแย้งของคนในบทบาทอื่นๆ ในวัฒนธรรม
และเวลาอ่ืนๆการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนมีสายตาที่กว้างไกล
สง่ เสริมพฒั นาการรับร้ทู ี่ถูกตอ้ งมากข้ึน ทาให้เข้าใจ และมีเหตผุ ลมากขึ้น
4. เพื่อสารวจอนาคต (To Explore the Future) ความซับซ้อน และความช่าชองของการ
จัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองคอมพิวเตอร์นั้น มีวัตถุประสงค์เพ่ือการทานาย แต่การจัด
ประสบการณ์สถานการณ์จาลองท่ีใช้ในห้องเรียนก็สามารถออกแบบเพื่อทานายหรือเพิ่มประสบการณ์
ท่เี กีย่ วเนอื่ งกับอนาคตใหแ้ ก่นักเรียนฉากหรือสถานการณ์บางอยา่ งท่จี ะเกดิ ข้นึ ในอนาคตถูกจาลองอยู่
ในแบบจาลองหรือความคิดรวบยอดก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือการวิเคราะห์อนาคตท่ีจะ
เปน็ ไปได้ กิจกรรมเหล่าน้ีใช้เพ่อื พัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ จินตนาการและเพ่มิ ความสามารถในการที่
จะต่อสู้กับการเปล่ียนแปลงที่ถูกควบคุม การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองทาให้เกิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหามากขึ้นและมีความสามารถในการประเมนิ ผลระยะยาวของการกระทา
ต่างๆ
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าววา่ ความมุ่งหมายของการใช้การจดั ประสบการณ์สถานการณ์
จาลองวิธีสอนโดยใช้สถานการณ์จาลอง เป็นวิธีการที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริง
และเกิดความเขา้ ใจในสถานการณห์ รอื เร่ืองท่มี ีตวั แปรจานวนมากทีมคี วามสมั พันธ์กันอยา่ งซบั ซอ้ น
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548) กล่าวว่า ความมุ่งหมายของการใช้การจัดประสบการณ์
สถานการณ์จาลองวิธีสอนน้ีคือ มุ่งฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการใช้ทักษะต่างๆ ท่ีได้เรียนภาคทฤษฎีไปแล้ว
ก่อนเข้าสู่สถานการณ์จริง เพราะในสถานการณ์จริงอาจมีปัญหาด้านผลกระทบต่อชวี ิตและทรพั ย์สิน
ในกรณีที่เกิดผิดพลาด นอกจากน้ียังเปน็ การฝึกการตดั สินใจแก้ปัญหาตา่ งๆ ท่ีเกิดจากสถานการณ์ การ
กลา้ แสดงออกอันจะเป็นการเตรียมพร้อมสาหรบั การเขา้ สู่สถานการณ์จริงต่อไป
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) กล่าวว่า ความมุ่งหมายของการใช้การจัดประสบการณ์
สถานการณจ์ าลองวธิ สี อนโดยใช้สถานการณ์จาลอง มีจุดมงุ่ หมาย คือ
1. เพื่อให้ผู้เรียนได้พบและรู้จักแก้ปัญหาในปัจจุบันและท่ีอาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
2. เพ่ือให้ผู้เรียนรู้จักหัดคิดสามารถนาเหตุผลมาอภิปราย เพ่ือใช้ประกอบการตัดสิน
แกป้ ญั หา
28
3. เพ่ือให้ผู้เรียนได้พัฒนาในการทางานเป็นกลุ่ม รู้จักวิพากษ์วิจารณ์ อดทนต่อการถูก
วจิ ารณ์ มวี ินัยในตนเอง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื สานึกในสิทธขิ องตนเองและผอู้ ื่น
4. เพื่อเป็นการเปล่ียนกิจกรรมการสอนจากการสอนจากการยึดผู้สอนเปน็ ศูนย์กลางมาเป็น
การสอนท่ียดึ ผูเ้ รียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง
และ อินทริ า บณุ ยาทร (2542) กลา่ วว่า ความมงุ่ หมายของการใชก้ ารจดั ประสบการณ์โดย
ใช้สถานการณ์จาลอง ประกอบด้วย
1. เพื่อฝึกการคิดวินิจฉัยแก้ปัญหา การควบคุมสถานการณ์ การตัดสินใจในสถานการณ์ที่
ผ้เู รยี นอาจตอ้ งพบในชีวิตจริง
2. เพื่อฝึกการทางานเป็นกลุ่ม สร้างความสัมพันธ์กับสมาชิกในกลุ่ม การยอมรับความ
คิดเหน็ ของผอู้ ่นื การมีวินยั ในตนเอง
3. เพอื่ ฝึกความกล้าของผเู้ รียน ให้กลา้ คิด กล้าทา กลา้ แสดงออก เพือ่ นาไปสกู่ ารตดั สินใจที่
ดีในการแกป้ ญั หาตอ่ ไปในอนาคต
สรุปได้ว่า ความมุ่งหมายของการใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองวิธีสอนโดยใช้
สถานการณ์จาลอง เป็นการสอนท่ีมุ่งให้เด็กได้เรียนรู้จากสภาพคล้ายความเป็นจริง มีจุดมุ่งหมายท่ี
สาคญั ดงั น้ี คอื
1. ให้เด็กรูจ้ กั การใชท้ ักษะต่าง ๆ ท่ีไดเ้ รียนภาคทฤษฎีไปแล้วกอ่ นเข้าสู่สถานการณ์จริง
2. ม่งุ ฝึกการคิดวินิจฉัยแกป้ ญั หา การควบคมุ สถานการณ์ การตัดสนิ ใจในสถานการณ์ทเ่ี ด็ก
อาจตอ้ งพบในชีวิตจริง
3. มงุ่ ฝึกการใช้ทักษะด้านต่าง ๆ ท่ีสาคัญ เช่น กระบวนการคิด การมีส่วนร่วมในการเรียน
เป็นตน้
4. มุ่งใหเ้ ด็กเรยี นรู้จากสถานการณ์คล้ายความเปน็ จริง
5. มุ่งให้เด็กได้พบและรู้จักแก้ปัญหาในปัจจุบันและที่อาจเกิดข้ึนในอนาคตได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
6. มุ่งให้เด็กคิดแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้ กล้าคิดกล้าทามากย่ิงขึ้น และเตรียมความพร้อม
สาหรบั การเข้าส่สู ถานการณ์จริง
29
7. มุ่งใหเ้ ดก็ รูจ้ ักทางานเป็นกล่มุ ยอมรับการวิพากษ์วจิ ารณ์ และฝกึ ความอดทน
จากความมุ่งหมายในการใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองดังกล่าวข้างต้นสรุปว่า
การจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลองสร้างขึน้ เพ่อื ใหเ้ ดก็ ไดพ้ บกับสภาพปัญหา และสามารถคิดโดย
ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาซ่ึงอาจเกิดขึ้นในอนาคต เด็กไดพ้ ัฒนาการทางานกลุ่มโดยสร้างบรรยากาศ
ความเป็นกันเองใหร้ ูจ้ ักกันมากข้นึ เด็กมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนมากข้นึ และเดก็ มีสายตา
กว้างไกลโดยรบั รู้ เข้าใจ มเี หตผุ ล และสามารแกป้ ัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ ไดด้ ี
องค์ประกอบสาคัญของการจดั ประสบการณ์โดยใช้สถานการณจ์ าลอง
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลอง มี
องค์ประกอบทีส่ าคัญดงั นี้
1. มีครแู ละเด็ก
2. มีสถานการณ์ ขอ้ มลู บทบาทและกติกา ที่สะทอ้ นความเปน็ จรงิ
3. เดก็ ในสถานการณม์ ีปฏสิ ัมพนั ธ์กันหรอื มีปฏิสัมพนั ธ์กบั ปัจจัยต่าง ๆ ในสถานการณน์ น้ั
4. เดก็ มีการใช้ขอ้ มลู ท่ใี ห้ในการตดั สินใจ
5. การตัดสนิ ใจส่งผลตอ่ เด็กในลักษณะเดียวกนั กับทเ่ี กิดขน้ึ ในสถานการณจ์ รงิ
6. มีการอภิปรายเกี่ยวกับสถานการณ์ ข้อมูล และกติกาของสถานการณ์ วิธีการเล่น
พฤติกรรมการเล่น และผลการเล่น เพ่อื การเรยี นรู้
7. มผี ลการเรยี นรขู้ องเด็ก
กระบวนการในการสร้างสถานการณ์จาลอง
ไสว ฟกั ขาว (2544) กล่าววา่ กระบวนการสรา้ งสถานการณจ์ าลอง จะตอ้ งประกอบไปดว้ ย
1. กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนรู้
2. คัดเลอื กสถานการณท์ ี่จะนามาใชใ้ นกิจกรรมการเรียน
3. กาหนดโครงสรา้ งของสถานการณ์ซึ่งประกอบด้วย
30
- การจัดสถานการณใ์ หเ้ หมือนจริง
- บทบาทของเดก็
- ลาดับขนั้ ตอนของสถานการณ์และปญั หาจากสถานการณ์
- การอภิปรายและสรุปหลงั การใชส้ ถานการณ์จาลอง
นอกจากน้ี กระบวนการสร้างสถานการณ์จาลอง ทาได้ดังต่อไปนี้ เสริมศรี ลักษณศิริ
(2540)
1. เล่าใหฟ้ งั ถึงสถานการณ์ท่เี กิดข้ึน
2. ใหด้ วู ีดโี อหรอื ภาพยนตร์เกี่ยวกับสถานการณท์ เี่ กดิ ขนึ้
3. ใหด้ ูภาพซ่งึ ลาดับตามเหตุการณห์ รอื ดภู าพแลว้ เลา่ ประกอบ
4. ให้ดูจากสถานทที่ ่ตี กแตง่ ให้เหมือนสถานทีจ่ รงิ และมผี ้แู สดงบทบาทดว้ ย
5. ให้ดูจากเกมจาลองสถานการณ์ หรือให้ดูจากการแสดงบทบาทสมมุติหรือจากการแสดง
นาฏการ
ขนั้ ตอนของการจดั ประสบการณ์โดยใชส้ ถานการณจ์ าลอง
Twelger (1969 อ้างใน สุวิทย์ มูลคา, 2545) กล่าวว่า ข้ันตอนของการจัดประสบการณ์
สถานการณ์จาลองว่า ในการออกแบบสร้างการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองเพ่ือการสอนควร
พิจารณาถึงเนอ้ื หาทต่ี ้องการสอน วธิ ีการจัดการเรียนรู้ท่ใี ห้ผลดีท่ีสุด และทาอย่างไรระบบที่ออกแบบ
จงึ จะสมบรู ณ์ โดยมลี าดับขนั้ ตอนในการออกแบบการจัดประสบการณส์ ถานการณ์จาลองดังตอ่ ไปน้ี
1. วางขอบเขตปัญหาการสอน ผู้กาหนดปญั หาจะต้องรู้ให้ลกึ ซึ้งว่าปัญหาคืออะไร ปัญหาท่ี
เกิดข้ึนน้นั มคี วามม่งุ หมายอย่างไร อาศยั อะไรเปน็ สภาวะแวดล้อมทจ่ี ะชว่ ยให้เขา้ ใจปญั หา
2. พิจารณาสภาพของระบบที่จะนามาใช้ในสถานการณ์ ผู้ออกแบบต้องพิจารณาว่าจะใช้
เดก็ ก่ีคน ใชเ้ คร่ืองมอื อะไรช่วย ใช้วิธีการอยา่ งไร ใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์อะไร หลักการดาเนินงาน จะเปน็ ไป
ในรูปแบบใด และจะสร้างปรัชญาการสอนแนวใด หรือกล่าวโดยสรุปคือ จะต้องคานึงถึง
31
ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการวางขอบเขตของปัญหาได้เหมาะสมและถูกต้องตาม
วตั ถปุ ระสงค์
3. ปรับสภาพการเข้าสู่ปัญหา เพ่ือจะให้ปัญหาน้ันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เราต้องอาศัย
สภาพการณ์ที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสมกับปัญหา หรือเลือกวิธีการที่จะช่วยนาปัญหาไปสู่
จดุ หมายปลายทางที่กาหนดไว้
4. กาหนดวตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ ต้องกาหนดออกมาในรูปของพฤตกิ รรมทว่ี ดั ได้
5. กาหนดเกณฑ์ในการวัดผล เน่ืองจากเกณฑใ์ นการวัดผลแบบนจี้ ะต้องใช้วัดพฤติกรรมเด็ก
จึงต้องสรา้ งเกณฑอ์ อกเปน็ 2 แบบ คอื
5.1วัดผลข้นั สุดทา้ ยในการเรยี นรู้
5.2วดั ขีดระดบั ความสามารถทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป
6. เสนอผลของการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง ผลของการจัดประสบการณ์
สถานการณจ์ าลองมีขอ้ ไดเ้ ปรยี บวิธีการเรยี นร้รู ปู แบบอ่ืน ๆ หลายอยา่ ง คอื
6.1สามารถสร้างอารมณแ์ ละสร้างทศั นคตใิ หเ้ ป็นไปตามวตั ถุประสงค์
6.2 ก าร จั ด ป ร ะ ส บ ก าร ณ์ ส ถ าน ก าร ณ์ จา ล อ ง ส าม าร ถ ร ว บ ร ว ม พ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ จ ะ ชี้
ความสามารถของเด็กและความจาไว้ด้วยกัน คือ เด็กจะมีพัฒนาการท้ังด้านความจาและพัฒนาขีด
ความสามารถ
6.3การจดั ประสบการณ์สถานการณ์จาลองจะจูงใจให้เด็กประกอบกจิ กรรมนาน
6.4เด็กสามารถเลือกตอบสนองต่อสภาวการณ์ทางสังคมจากการจัดประสบการณ์
สถานการณ์จาลองได้
6.5การจัดประสบการณส์ ถานการณ์จาลองจะช่วยปรบั ความแตกต่างระหว่างบุคคลของ
เดก็ ให้เขา้ กันได้เป็นอยา่ งดแี ละเป็นไปตามตอ้ งการ
6.6การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองจะดึงดูดความสนใจของเด็กไว้ได้ ทั้งในการ
ทาแบบฝึกหดั และแมแ้ ต่ในการเรยี นเนอื้ หาหลายอยา่ ง
32
6.7การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลองสามารถท่ีจะชักจูงเด็กให้เข้าสู่พฤติกรรมที่
ตอ้ งการ
7. กาหนดชนิดของเคร่ืองมือ ที่จะนามาสร้างในส่วนของการจัดประสบการณ์สถานการณ์
จาลอง เชน่ ใชเ้ ครื่องมอื ชว่ ยสอน เกมการจดั ประสบการณส์ ถานการณจ์ าลอง เป็นต้น
8. เลือกส่ือหลายๆ อย่างเข้ามาใช้ เลือกสื่อท่ีมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด เป็นเคร่ืองมือ
พัฒนาการจดั ประสบการณ์สถานการณจ์ าลอง
9. พฒั นาระบบการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง แก้ไขข้อบกพร่องในแต่ละข้นั ตอน
เพอื่ ให้การจัดประสบการณส์ ถานการณจ์ าลองสมบรู ณท์ ่ีสุด
10.ทดลองใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง เพ่ือหาข้อจากัดของการจัด
ประสบการณ์สถานการณจ์ าลองท่ีสร้างขึ้นอาจทดลองกับคนกลมุ่ เล็ก หรอื แบบหนงึ่ ต่อหนงึ่ ก็ได้
ทศิ นา แขมมณี (2550) กลา่ วว่า ขน้ั ตอนของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลองมี
1. การเตรยี มการ
2. การนาเสนอสถานการณจ์ าลอง
3. การเลอื กบทบาท
4. การเล่นในสถานการณจ์ าลอง
5. การอภปิ ราย
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548) กล่าววา่ ขั้นตอนการจดั ประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลอง มี
3 ขนั้ ตอนดงั นี้
1. ขั้นเตรียม
2. ขัน้ สอน
3. ขน้ั สรุปอภปิ รายผล
ไสว ฟักขาว (2544) กลา่ ววา่ ขน้ั ตอนการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลอง ไว้ 4
ข้นั ตอน ดงั น้ี คอื
ขนั้ ที่ 1: ขั้นปฐมนเิ ทศ
ขนั้ ที่ 2: ขัน้ แสดงบทบาทตามสถานการณ์
ขนั้ ที่ 3: ขัน้ อภิปราย
33
ขน้ั ท่ี 4: ข้นั สรุปและประเมินผล
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า ขั้นตอนการการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ตอ้ งประกอบไปดว้ ย 3 ขนั้ ตอน ดงั นี้
1. ขั้นเตรียมการสอน
1.1กาหนดจุดประสงค์
1.2กาหนดสถานการณ์จาลอง
2. ขน้ั ตอนดาเนินการสอน
1.1 ครูเสนอสถานการณ์จาลองโดยอาจใช้วธิ ีต่อไปน้ี
1.2เด็กศึกษาปัญหาและหาแนวทางที่จะแก้ปัญหา อาจแบ่งเป็นกลุ่มยอ่ ยร่วมกันแสดง
ความคดิ เห็น
1.3เดก็ เสนอแนวทางแกป้ ญั หา
3. ขั้นตอนอภิปรายและสรุปผล
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) กล่าวว่า ข้ันตอนของการจัดประสบการณ์แบบใช้สถานการณ์
จาลอง จะต้องประกอบไปด้วย
1. ขน้ั นา
2. ข้ันการเขา้ รว่ ม
3. ข้ันแสดง
4. ขั้นอภปิ ราย
5. ขน้ั สรุปและประเมินผล
จากที่นักวิชาการได้กาหนดขั้นตอนของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลอง สรุปได้
ว่ามีข้ันตอนท่ีสาคัญ คือ ขั้นเตรียมการสอน โดยครูกาหนดวัตถุประสงค์ กาหนดสถานการณ์ เตรียม
อุปกรณ์สาหรับเด็ก รวมถึงกาหนดกฎเกณฑ์และกติกาให้พร้อม ข้ันดาเนินการสอน เป็นข้ันท่ีครูเริ่ม
เสนอสถานการณ์ให้กับเด็ก โดยครูจะต้องให้คาแนะนาแก่เด็กให้เข้าใจถึงสถานการณ์ต่างๆ ได้มาก
34
ทีส่ ดุ และขั้นอภปิ รายและสรปุ ผล เดก็ และครรู ่วมกันสรุปและอภปิ รายบทเรยี น หลงั จากจบการจาลอง
สถานการณ์
ข้ันเตรียมการจดั ประสบการณโ์ ดยใช้สถานการณจ์ าลอง
มีนักวิชาการได้ กล่าวถึง ขั้นเตรียมการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลองไว้
คลา้ ยคลึงกนั ดงั น้ี
ทิศนา แขมมณี (2550) กลา่ ววา่ การเตรยี มการการจัดประสบการณ์ ครเู ตรียมสถานการณ์
จาลองทจ่ี ะใช้สอน โดยอาจสรา้ งข้ึนเองเพื่อให้สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์โดยตรง ซ่ึงถา้ จะสร้างขึ้นเอง
ครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการสร้าง รวมท้ังมีประสบการณ์ในสถานการณ์น้ันในความเป็นจริง
หรือครูอาจเลือกสถานการณ์จาลองที่มีผู้สร้างไว้แล้ว หากตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการสถานการณ์
จาลองท่ีวางจาหน่ายมีจานวนไม่น้อย ครูสามารถศึกษาได้จากรายการและคาอธิบายซ่ึงจะบอก
วัตถปุ ระสงค์และลักษณะของสถานการณ์จาลองไว้ สถานการณจ์ าลองโดยทว่ั ไปมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
เป็นสถานการณ์จาลองแท้ กับสถานการณ์จาลองแบบเกม หรือท่ีเรียกว่า เกมจาลองสถานการณ์
สถานการณ์จาลองแท้ จะเป็นสถานการณ์การเล่นท่ีให้เด็กได้เล่น เพ่ือเรียนรู้ความจริง เช่น ครูอาจ
จาลองสถานการณ์น้ันในการตดั สินใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ ส่วนเกมจาลองสถานการณ์ มีลักษณะเป็น
เกมการเล่น แต่เกมการเล่นนีม้ ีลกั ษณะที่สะท้อนความเปน็ จริง ในขณะท่ีเกมธรรมดาท่ัว ๆ ไป อาจจะ
ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงอะไรเกมจาลองสถานการณ์น้ีมีอยู่ 2 ประเภท คือ เป็นเกมจาลอง
สถานการณ์แบบไมม่ ีการแข่งขัน เช่น เกมจาลองสถานการณ์การเลือกตั้ง เกมจาลองสถานการณก์ าร
เลือกอาชพี และเกม จาลองสถานการณ์การเลือกตั้ง เกมจาลองสถานการณ์การเลือกอาชีพ และเกม
จาลองสถานการณ์แบบมีการแข่งขัน เช่น เกมจาลองสถานการณ์มลภาวะเป็นพิษ เกมจาลอง
สถานการณ์การค้าขาย เป็นต้น
เม่ือมีสถานการณ์จาลองแล้ว ครูจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจในสถานการณ์จาลองน้ัน
และควรลงเล่นด้วยตนเอง เพ่อื จะไดท้ ราบถึงอุปสรรคขอ้ ขดั ข้องต่าง ๆ ในการเลน่ จะได้จดั เตรียมการ
ป้องกันหรือแก้ไขไว้ให้พร้อม เพื่อช่วยให้การเล่นเป็นไปอย่างสะดวกและราบร่ืน ต่อจากน้ันจึง
จัดเตรียมวัสดุ อปุ กรณ์ในการเลน่ ไวใ้ ห้พรอ้ ม รวมท้ังการจัดสถานทีเ่ ล่นใหเ้ อือ้ อานวยต่อการเล่น
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า ข้ันเตรียมการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง มีรายละเอียด ดังน้ี
1. กาหนดจุดประสงค์ ครูต้องกาหนดให้ชัดเจนว่า มุ่งหมายให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ
เกิดการเรียนรู้อะไรบ้าง การกาหนดจดุ ประสงค์ทชี่ ัดเจนจะช่วยใหก้ ารสรา้ งสถานการณ์จาลองงา่ ยข้นึ
35
2. กาหนดสถานการณ์จาลอง ครูต้องพิจารณาเลือกสถานการณ์ท่ีเป็นจริงในสังคมมา
ดดั แปลงให้เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนในห้องเรยี น และต้องเป็นสถานการณ์ท่ีเปิดโอกาส
ให้เด็กได้คิด วิเคราะห์ วินิจฉัย ตัดสินใจท่ีใกล้เคยี งกบั ความเป็นจริงที่เปน็ การก่อให้เกดิ การเรียนรแู้ ละ
ทกั ษะท่ีต้องการ
3. กาหนดโครงสร้างของสถานการณ์จาลอง ซึง่ ประกอบดว้ ยสิง่ ต่อไปนี้
3.1กาหนดจดุ ประสงค์ของสถานการณจ์ าลอง
3.2กาหนดบทบาทของผรู้ ่วมกิจกรรมแตล่ ะคน
3.3เตรยี มขอ้ มูล เนื้อหา
3.4กาหนดสถานการณต์ า่ ง ๆ ใหเ้ หมือนจรงิ ในสงั คม
3.5ลาดับขั้นของเหตกุ ารณ์ เวลา และปัญหาจากสถานการณ์
4. กาหนดและจัดเตรยี มอปุ กรณ์ต่าง ๆ ทจ่ี ะใช้ให้พร้อม
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) กล่าวว่า ขั้นตอนเตรียมของการจัดประสบการณ์โดยใช้
สถานการณ์จาลอง จะตอ้ งประกอบไปด้วย ขนั้ นา ซงึ่ ครูเสนอสถานการณท์ ่ีจะนามาซึ่งปัญหาแนะนา
เด็กให้รจู้ ักหลักเกณฑ์พ้ืนฐานและข้อมูลที่จาเป็นแก่การปฏิบัติ แนะนาวิธีการเรียน วัตถุประสงค์ วิธี
แสดง เตรียมอุปกรณ์ และเคร่อื งมือต่าง ๆ ท่ีจาเป็น และต่อมาเป็น ข้ันการเข้าร่วม โดยแบ่งเด็กเป็น
กลุ่มย่อย กาหนดบทบาท คดั เลือกผ้แู สดงบอกกติกา วิธีการแสดงและการให้คะแนน
สรุปได้ว่า ข้ันตอนการเตรียมการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลองนั้น ครูควรเร่ิม
จากการกาหนดวัตถปุ ระสงค์ กาหนดสถานการณ์ เตรยี มอุปกรณ์เคร่อื งมอื ตา่ ง ๆ ที่จาเปน็ สาหรบั เด็ก
รวมถึงกาหนดบทบาท กฎเกณฑ์และกติกาให้พร้อม เพื่อให้เด็กท่ีเข้าร่วมในกิจกรรมได้ทราบและ
บรรลุจุดมงุ่ หมายของการเรียนรู้
ขัน้ ดาเนินการจดั ประสบการณ์
ทศิ นา แขมมณี (2550) กล่าวว่า ขนั้ ดาเนินการจัดประสบการณ์ในขณะท่ีเด็กกาลังเล่นใน
สถานการณ์จาลองน้ัน ครูควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพ่ือสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็ก และจด
บันทกึ ข้อมลู ทจ่ี ะเป็นประโยชน์ต่อการเรยี นรูข้ องเด็กไว้ นอกจากนั้นต้องคอยดูแลใหก้ ารเลน่ ดาเนินไป
อยา่ งไม่ติดขัด ใหค้ าปรกึ ษาตามความจาเป็น รวมท้ังช่วยแกป้ ัญหาต่าง ๆ ทีอ่ าจเกดิ ขึน้
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า ขั้นดาเนินการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ไว้ ดังนี้
1. ครูเสนอสถานการณจ์ าลองโดยอาจใชว้ ธิ ีตอ่ ไปน้ี
36
1.1เล่าให้ฟังถึงสถานการณท์ ่ีเกดิ ขึ้น
1.2ใหด้ ูรปู ภาพแล้วเลา่ ประกอบ
1.3ใหด้ ภู าพยนตรส์ ถานการณ์ทเี่ กิดขน้ึ
1.4ใหด้ ูจากฉากทีจ่ ดั ไว้ และมผี ู้แสดงบทบาทประกอบ
2. เด็กศกึ ษาปัญหาและหาแนวทางท่จี ะแก้ปัญหา อาจแบ่งเป็นกลมุ่ ย่อยร่วมกันแสดงความ
คดิ เห็น
3. เด็กเสนอแนวทางแก้ปญั หา
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) อธิบาย ข้ันดาเนินการจัดประสบการณ์แบบใช้สถานการณ์
จาลองว่า เด็กเร่ิมแสดงตามข้อตกลง ครูมีหน้าท่ีแนะนาและดูแลให้การแสดงดาเนินไปตาม
วัตถุประสงค์ ครูอาจสังเกตแล้วบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อนามาวิเคราะห์สาหรับการ
แกไ้ ขพฤติกรรมบางอย่างทไี่ ม่พงึ ประสงคต์ ่อไป
ขั้นตอนอภิปรายและสรุปผล
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าวว่า เน่ืองจากการจัดประสบการณ์สอนโดยใช้สถานการณ์
จาลองเป็นการสอนท่ีมุ่งช่วยเด็กให้มีความเข้าใจเก่ียวกับความเป็นจริงท่ีสถานการณ์น้ันจาลองขึ้นมา
ดงั นนั้ การอภิปรายจงึ ควรม่งุ ประเดน็ ไปที่การเรยี นรู้ความเปน็ จรงิ ว่า ในความเป็นจริง สถานการณ์เป็น
อยา่ งไร และอะไรเป็นปัจจยั ทมี่ ีอิทธิพลต่อสถานการณน์ ั้น ๆ ซึง่ เด็กมักไดเ้ รยี นรู้จากการเล่นของตนใน
สถานการณ์นั้น จงึ ทาให้เกิดความเข้าใจอยา่ งลึกซึ้ง เมื่อไดเ้ รียนรู้ความเป็นจรงิ แล้ว การอภิปรายอาจ
ขยายต่อไปวา่ เราควรจะให้สถานการณ์น้ันคงอยู่ หรือเปลี่ยนแปลงเป็นอยา่ งไร และจะทาอย่างไรจึง
จะทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงขึ้นได้
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า ข้ันตอนอภปิ รายและสรุปผลของการจัดประสบการณ์
โดยใช้สถานการณ์จาลองไว้ว่า ขั้นอภิปรายและสรุปผลเป็นขั้นตอนจะต้องร่วมกันอภิปรายโดย
พยายามค้นหาว่าอะไรเกิดขึ้น หรือทาไมจงึ เกิดสภาพน้ัน การอภิปรายจะช่วยครูในการประเมินผลว่า
การจัดกิจกรรมครงั้ น้ีสาเร็จผลตามวัตถุประสงค์หรอื ล้มเหลว หรือมีจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขปรับปรุง
เพื่อจะใชส้ ถานการณจ์ าลองนั้นซา้ อีกทสี่ าคัญทีส่ ดุ ในการสอน เพราะทกุ ฝา่ ย
เสริมศรี ลกั ษณศิริ (2540) กลา่ ววา่ ข้ันตอนอภปิ รายและสรุปผลของการจัดประสบการณ์
แบบใช้สถานการณ์จาลองไว้ว่า ครูและเด็กช่วยกันสรุปเหตุการณ์ความคิดเห็น เปรียบเทียบ
ประสบการณ์ท่ีเด็กได้รับจากสถานการณ์จาลองกับสถานการณ์ท่ีเป็นจริง เช่ือมโยงกิจกรรมที่ปฏิบัติ
37
ไปสู่เน้ือหาวิชาที่เรียน ตลอดจนสรุปวิธีการที่จะนาไปใช้ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังมีการ
ประเมินผลบทเรียนพรอ้ มท้ังเสนอแนะการปรับปรงุ บทเรียนตอ่ ไป
38
จุดเดน่ ของการจดั ประสบการณโ์ ดยใชส้ ถานการณจ์ าลอง
มีนักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนะถึงจุดเด่นของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ไว้ดงั น้ี
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าววา่ จุดเด่นของการจดั ประสบการณโ์ ดยใช้สถานการณ์จาลอง
มีดงั น้ี
1. เป็นการจัดประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนได้อย่าง
เข้าใจ เกิดความเข้าใจ เน่ืองจากได้มีประสบการณท์ ่เี หน็ ประจักษ์ชัดดว้ ยตนเอง
2. เป็นการจัดประสบการณ์ที่เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูงมาก เด็กได้เรียนอย่าง
สนกุ สนาน การเรียนรมู้ ีความหมายตอ่ ตัวเด็ก
3. เป็นการจัดประสบการณ์ที่เด็กมีโอกาสไดฝ้ ึกทักษะกระบวนการต่าง ๆ จานวนมาก เช่น
กระบวนการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน กระบวนการส่ือสาร กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา
และกระบวนการคดิ เปน็ ต้น
จากการทนี่ กั วิชาการ สรปุ จุดเดน่ ของการสอนโดยใช้สถานการณ์จาลอง ได้ดงั นี้
1. เปน็ การจดั ประสบการณ์ท่ีดงึ ดดู ความสนใจของเดก็ เกดิ ความสนกุ สนาน
2. ส่งเสริมใหเ้ ด็กทางานกลมุ่ ซึง่ ต้องเคารพในกตกิ าการเรียน
3. ส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ มีสว่ นรว่ มในกจิ กรรม
4. สง่ เสริมการแสดงออก และท่าทางการพดู
5. พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา กลา้ ตัดสนิ ใจ
6. เปน็ การเรียนทีท่ าให้เด็กต่ืนตวั กลา้ แสดงความคดิ เห็น
7. ทาใหเ้ ด็กเกิดความเข้าใจได้ง่าย ประจักษด์ ้วยตนเอง
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548) กล่าวว่า จุดเด่นของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง มดี ังน้ี
1. ทาใหเ้ ข้าใจสถานการณ์จรงิ ได้ก่อนปฏบิ ตั งิ านจริง
2. สง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละการกล้าแสดงออกของเด็ก
3. ฝกึ การปฏบิ ตั งิ านรว่ มกันระหว่างเด็กกับเดก็ และเด็กกบั ครู
39
4. ช่วยนาสถานการณ์ท่ีมีข้อจากัดในการปฏิบัติจริงมาฝึกได้ก่อนใช้ทักษะข้ันสูงใน
สถานการณ์จริงต่อไป
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า การจดั ประสบการณโ์ ดยใช้สถานการณ์จาลองมีจุดเด่น
ดงั น้ี
1. เป็นวิธีท่ีดึงดูดความสนใจ จูงในให้เกิดความพยายาม และเกิดความสนุกสนานในการ
เรียน
2. ฝึกเด็กให้เคารพในกฎ กติกา การมนี ้าใจเปน็ นกั กีฬา การทางานเปน็ กล่มุ
3. เด็กได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ เรียนรกู้ ารตัดสินใจ เรยี นรวู้ ิธีการแก้ปัญหา นับเป็นวิธเี รียน
ท่ีได้ความร้แู บบคงทน
4. เด็กมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมอย่างจริงจงั
5. เป็นวธิ ีทีม่ ีประสิทธภิ าพมากสาหรบั เดก็ ที่มีแรงจูงใจตา่
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) กล่าวว่า จุดเด่นของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ประกอบด้วย
1. เป็นการถา่ ยทอดความรู้อย่างมีระบบ
2. เปล่ียนบทบาทของครจู ากผู้สอนมาเปน็ เพยี งผแู้ นะแนวทาง
3. เปน็ ประโยชน์ตอ่ การใช้เปน็ แนวทางในการตัดสินปญั หาอื่นๆ ตอ่ ไป
4. ชว่ ยให้เด็กไดเ้ ผชิญปญั หามากมายในระยะเวลาอันจากดั
5. สง่ เสรมิ การแสดงออกทางทา่ ทางประกอบการแสดงและการพดู
6. ชว่ ยพัฒนาความรูส้ ึกและทศั นคติของเดก็ ที่มีต่อผอู้ ืน่
7. ชว่ ยพฒั นาทกั ษะในการแกป้ ญั หาและการตดั สินใจ
8. ช่วยให้ปัญหาที่ยุ่งยากเป็นปัญหาที่ง่ายขึ้น การตัดสินปัญหาแม้จะผิดพลาดก็ไม่ทาให้
เกิดผลเสยี หาย
40
9. ช่วยให้เด็กได้พบกับสภาพการณ์ก่อนที่จะเกิดในชีวิตจริง และทุกคนมีส่วนร่วม
ในการเรียน
10. ชว่ ยใหเ้ ดก็ ตน่ื ตัว ให้ความรว่ มมอื โดยไมค่ ิดถงึ การแขง่ ขัน และกลา้ แสดงความคดิ เหน็
11.ชว่ ยให้เดก็ เกดิ แรงจงู ใจในการเรียน ทาให้เกิดความสนกุ สนานรา่ เรงิ
ขอ้ จากัดของการจัดประสบการณ์โดยใชส้ ถานการณจ์ าลอง
ทิศนา แขมมณี (2550) กล่าวว่า ข้อจากัดของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ไว้ ดงั น้ี
1. เป็นการจัดประสบการณ์ท่ีต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องมีวัสดุอุปกรณ์ และข้อมูล
สาหรบั ผ้เู ล่นทุกคน และสถานการณจ์ าลองบางเร่ืองมีราคาแพง
2. เป็นการจัดประสบการณ์ ที่ใช้เวลามาก เพราะต้องให้เวลาแก่ผู้เล่นในการเล่นและ
การอภปิ ราย
3. เป็นการจัดประสบการณ์ท่ีต้องใช้เวลาในการเตรียมการมาก ครูต้องศึกษารายละเอียด
และลองเลน่ ดว้ ยตนเอง และในกรณีท่ีต้องสร้างสถานการณเ์ อง ยงิ่ ต้องใช้เวลาเพ่ิมข้ึน
4. เปน็ การจัดประสบการณ์ทต่ี ้องพง่ึ สถานการณ์จาลอง ถ้าไม่มีสถานการณ์จาลองทต่ี รงกับ
วัตถุประสงค์หรือความต้องการ ครูต้องสร้างขึ้นเอง ถ้าครูไม่มีความรู้ความเข้าใจในการสร้าง
สถานการณ์เพยี งพอ ก็จะไม่สามารถสร้างได้
5. เป็นการจัดประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นและแสดงออกอย่างหลากหลาย
จงึ เป็นการยากสาหรบั ครใู นการนาการอภิปรายให้ไปสู่การเรยี นรตู้ ามวตั ถปุ ระสงค์
ชาญชัย ยมดิษฐ์ (2548) กล่าวว่า ข้อจากัดของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง มีดงั น้ี
1. ตอ้ งใช้เวลามากในการเตรียม
2. ส้ินเปลอื งคา่ ใชจ้ ่ายมาก
3. ต้องอาศยั ความสามารถและการตัดสนิ ใจของครูทีม่ ีทักษะและประสบการณ์
4. ถา้ ควบคมุ ไม่ดจี ะไม่ไดผ้ ลตามบทเรยี นทต่ี อ้ งการ
41
อินทิรา บุณยาทร (2542) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์จาลองมี
ขอ้ จากดั ดงั นี้
1. สถานการณจ์ าลองไมใ่ ช่สถานการณ์จริง จึงเป็นสถานการณ์ทงี่ า่ ยกวา่ สถานการณจ์ รงิ
2. ครตู อ้ งใชเ้ วลาในการเตรียมสรา้ งสถานการณ์ และมักจะได้ผลไมค่ ้มุ ทุน ครูจงึ ไม่นิยมทา
3. ถ้ามคี วามซบั ซ้อนเด็กจะสบั สน ถ้างา่ ยไปเดก็ ก็เบื่อหน่าย
4. ไม่สามารถปรับใหเ้ ข้ากบั ความตอ้ งการเฉพาะของแตล่ ะบคุ คล
เสริมศรี ลักษณศิริ (2540) กล่าวถึง ข้อจากัดของการจัดประสบการณ์โดยใช้สถานการณ์
จาลอง ประกอบไปดว้ ย
1. การแสดงความรสู้ กึ เกย่ี วกับสถานการณจ์ ริงๆ โดยใชส้ ถานการณ์จาลอง เปน็ การยกทจี่ ะ
ทาให้ใกล้เคยี งกับความเป็นจริง
2. บางครั้งการแสดงไปกระทบกระเทือนใจเด็กบางคน ทาให้เด็กไม่กล้าแสดงความรู้สึกท่ี
แท้จรงิ จากขอ้ 2 อาจทาใหก้ ารเรยี นการสอนไม่บรรลตุ ามทค่ี าดหวงั ไว้
จากการที่นักวิชาการได้กล่าวถึงข้อจากัดของการสอนโดยใช้สถานการณ์จาลองไว้ สรุป
ประเดน็ ท่ีนา่ สนใจได้ ดังนี้
1. ค่าใช้จ่าย ตอ้ งใช้เวลาในการสร้างสถานการณ์ จึงมกั ไดผ้ ลไม่คมุ้ ทุน
2. ถ้าเปน็ สถานการณ์ท่ซี บั ซ้อนจะทาใหเ้ ด็กสับสน แตถ่ า้ งา่ ยเกิดไปเดก็ ก็เบื่อหน่าย
3. ถ้าครไู มส่ ามารถคุม้ สถานการณไ์ ด้จะทาใหไ้ มไ่ ดผ้ ลตามตอ้ งการ
4. ครูจะตอ้ งใชเ้ วลาในการเตรยี มตัวมาก
5. เปน็ การสอนทย่ี ากสาหรับครูทจี่ ะนาการอภปิ รายไปสกู่ ารเรียนไดต้ ามวัตถุประสงค์
ประโยชนข์ องการจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง
ครูควรจัดการเรียนการสอนโดยใช้การจัดประสบการณ์สถานการณ์จาลอง เพราะการจัด
ประสบการณ์สถานการณ์จาลองมีประโยชนต์ ่อนกั เรียนหลายประการ เหน็ ได้จากที่ผูศ้ ึกษาหลายท่าน
ได้กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการจดั ประสบการณ์สถานการณจ์ าลองดงั ต่อไปนี้
1. การจัดประสบการณ์สถานการณจ์ าลองเป็นการขยายขอบเขตและความหลากหลายของ
สถานการณ์เพื่อการส่ือสารที่เด็กฝึกปฏิบตั ิหรือมีส่วนรว่ ม ซ่ึงเด็กจะมีประสบการณ์หลากหลายในการ
ใช้ภาษา