The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม
รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 6211120013, 2022-07-12 10:58:04

รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบองค์รวม
รายงานและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

46

ภาคผนวก ข. เอกสารสาคญั ที่เกี่ยวขอ้ ง

หนังสือเชิญ

47

48

49

กาหนดการ

50

การประชาสมั พนั ธ์

แบบวดั ความพึงพอใจ 51
ความพงึ พอใจ
ระดบั ความพงึ พอใจ / ความรู้ความเข้าใจ /
1. เน้อื หาสาระในการสัมมนา การนาความรู้ไปใช้

มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง น้อย น้อยท่สี ุด

543 21

2. การถา่ ยทอดความรู้ของวทิ ยากร

3. เอกสารประกอบการบรรยาย

4. บรรยากาศในการร่วมกิจกรรม
น่าสนใจ
5. ความรูค้ วามเข้าใจในเรอื่ งนี้ กอ่ น
การเข้าร่วมสัมมนา
6. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องน้ี หลงั
การเขา้ ร่วมสัมมนา
7. หัวข้อสัมมนากับระยะเวลาใน
การสัมมนามีความเหมาะสม
8. แผนปา้ ยประชาสมั พนั ธ์ในคร้ังนี้
มีความสวยงาม และเนอ้ื หาในการ
ส่ือสาร
9. โอกาสได้แลกเปล่ียนเรียนรู้กับ
วทิ ยากรขณะสัมมนา
10. โสตทัศนูปกรณ์ คอมพิวเตอร์
ระบบเสียง

52

ภาคผนวก ค. ภาพบรรยากาศการสัมมนา

53

1

2

การจัดการความรู้แบบองค์รวม
Knowledge Management

นางสาวปวรศิ า อนิ ทรเ์ ก้ือ
Miss Pawarisa Inkuea

หลักสตู รนาฏศิลป์ คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครศรธี รรมราช อาเภอเมือง จังหวัดนครศรธี รรมราช 80280

Program in Education Dramatic Arts.
Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, Muang, Nakhon Si Thammarat 80280. Thailand

*Corresponding Author, E-mail: [email protected]

บทคัดยอ่
การจัดการความรู้แบบองค์รวม มีวัตถุประสงค์เพ่ือจัดกิจกรรมการสมั มนาการจัดการความรู้แบบองค์
รวมกับนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ และเพื่อตรวจสอบความพึงพอใจของผู้เข้าสัมมนาสาหรับมารายงานผล
โดยการสมั มนาทางวชิ าการในคร้ังน้ี ผลการศกึ ษาพบวา่ การจดั การความรู้แบบองคร์ วม คือการรวบรวมความรู้
ในตัวบุคคลคน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ท่ีหลากหลายสู่การพัฒนาความรู้ใหม่ซ่ึงประกอบไปด้วย การ
จัดการความรู้ เป้าหมาย เครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ บุคคลสาคัญ และประโยชน์ที่ได้จากกาจัดการความรู้
แบบองค์รวม จากการจัดสัมมนาทางวชิ าการในครั้งนี้ มีผเู้ ขา้ รว่ มทง้ั หมด 37 คน ใช้แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
เร่ืองการจัดการความรู้แบบองค์รวมเป็นเคร่ืองมือเก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากค่าร้อยละ
ค่าเฉล่ีย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผู้ทาแบบประเมินความพึงพอใจท้ังหมด 24 คนเป็น
เพศหญิง 20 คน เพศชาย 4 คนส่วนใหญ่จัดอยู่ในช่วงอายุ 18-23 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาสาขานาฏศิลป์
จากรายงานผลประเมนิ ความพึงพอใจ สรุปไดว้ ่า มีระดบั ความพงึ พอใจอยใู่ นระดับดีมาก

คาสาคญั : การจดั การ ความรู้ องคร์ วม

3

บทนา

การสรา้ งองคค์ วามรูไ้ ด้ดว้ ยตนเอง มคี วามสาคญั มากสาหรับผเู้ รยี นในศตวรรษที่ 21 การจัดการความรู้
แบบองค์รวม เป็นเครื่องช่วยที่จะทาให้ผู้เรียนปรับตัวเข้ากับโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวคิดท่ีเน้นการเรียนรู้เพื่อ
การเปล่ียนแปลงตนเอง เปล่ียนผู้อื่น เปลี่ยนแปลงสังคม และพัฒนาศักยภาพในตัวของผู้เรียน โดยให้เกิดการ
ฝึกฝนปฏบิ ัตอิ ย่างเป็นระบบ รวมทง้ั การรู้จักปฏสิ ัมพนั ธ์การเรียนรู้กับผอู้ น่ื อยา่ งเป็นกลั ยาณมิตร

การจัดการเรียนรู้ คือสถานการณ์อย่างหนึ่งที่มีสิ่งต่อไปน้ีเกิดขึ้น ได้แก่ มีความสัมพันธ์และมี
ปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น ระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม และผู้สอนกับ
ส่ิงแวดล้อม ความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์ก่อให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ผู้เรียนสามารถนา
ประสบการณ์ใหม่นั้นไปใช้ได้การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีระบบระเบียบคลอบคลุมการคาเนินการ
ต้งั แต่การวางแผน การจัดการเรียนรู้ จนถึงการประเมนิ ผล การจดั การเรยี นรู้วา่ หมายถงึ กิจกรรมที่บุคคลได้ใช้
ความร้ขู องตนเองอย่างสร้างสรรค์เพ่อื สนบั สนุนใหผ้ ู้อื่นเกดิ การเรยี นรู้ และมีความผาสขุ ดงั น้นั การจัดการเรียนรู้
จึงเป็นกิจกรรมในแง่มุมต่างๆ 4 ด้านดังนี้ การจัดการหลักสูตร(Curriculum) การจัดการเรียนการสอน
(Instruction) การวัดผล(Measuring) การประเมินผลการเรียนรู้(Evaluation)หลังการเรียนการสอน (วิทยา
พฒั นเมธาดา, 2560)

กระบวนการสาคัญของการจัดการเรียนรู้ คือกระบวนการเรียนรู้ท่ีผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่
ผู้เรียนด้วยการพดู บอกเล่า อธบิ ายเนอ้ื หา เรอื่ งราวท่ีผู้สอนได้เตรยี มการศกึ ษาค้นควา้ มาเป็นอย่างดี ผูเ้ รียนเป็น
ฝา่ ยรบั ฟัง อาจจะมกี ารจดบนั ทึก สาระสาคัญในขณะที่ฟังบรรยายหรืออาจมีโอกาส ซักถามแสดงความคิดเห็น
ได้บา้ ง และผูบ้ รรยายซ่งึ เป็นผเู้ ชยี่ วชาญในเร่ืองนัน้ ๆ กระบวนการเรยี นรูท้ ่ีจัดให้ผูเ้ รียนไดร้ ว่ มมือและชว่ ยเหลือ
กันในการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนท่ีมีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นลักษณะการรวมกลุ่ม
อย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการทางานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่ง
กันและกนั และกระบวนการที่ผสู้ อนมงุ่ ใหผ้ เู้ รียนมโี อกาสสนทนาแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ หรอื ระดมความคิดใน
เรอ่ื งใดเรอ่ื งหนึง่ ซึง่ อาจจะเปน็ เร่อื งหรือปัญหาทเี่ กยี่ วข้องกับบทเรียนหรือกล่มุ ท่ีมีความสนใจร่วมกัน โดยมี
7 จุดมุ่งหมายเพื่อหาคาตอบแนวทางหรอื แก้ปัญหารว่ มกัน การจัดการเรียนรู้แบบนมี้ ุ่งเนน้ ใหผ้ ้เู รียนมีส่วนรว่ ม
ในการเรียนรู้ คือ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติงานและชื่นชมผลงานร่วมกัน (สุวิทย์ มูลคา,
2560)

การเรียนรู้ในยุคศตวรรษท่ี 21 มีผู้ในความสาคัญไว้ว่า ทักษะเพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 มี
ความสาคัญแต่ไม่เพียงพอสาหรับการเรียนรู้เพื่อการดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ปัจจุบันการเรียนรู้(content
หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของนักเรียน โดยครูช่วยแนะนา และช่วย
ออกแบบกิจกรรมท่ีช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ สาระ
วิชาหลัก (Core Subjects) โดยการส่งเสริมความเข้าใจ ในเน้ือหา วิชาแกนหลัก และสอดแทรกทักษะแห่ง

4

ศตวรรษท่ี 21 เข้าไปในทุกวิชาแกนหลัก ดังน้ี 1. ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกาหนดความ
พร้อมของนักเรียนเข้าสู่โลกการทางานท่ีมีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่ ความริเริ่มสร้างสรรค์และ
นวัตกรรม การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และการส่ือสารและการร่วมมือ 2. ทักษะด้าน
สารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี เน่ืองด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยี
มากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการแสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้
หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ในหลายด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านสารสนเทศ ความรู้เกี่ยวกับส่ือและความรู้ด้าน
เทคโนโลยี 3. ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดารงชีวิตและทางานในยุคปัจจุบันให้ประสบความสาเร็จ
นกั เรียนจะต้องพัฒนาทักษะชีวิตท่ีสาคัญ ได้แก่ ความยืดหยุน่ และการปรับตัว การรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์และ เป็นตัว
ของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิต ความรับผิดชอบเชื่อถือได้ ภาวะ
ผู้นา และความรบั ผดิ ชอบ (เพชรา บุดสีทา, 2560)

บทความน้ีมุ่งนาเสนอการจัดการความรู้แบบองค์รวมโดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือจัดกิจกรรมการสัมมนา
การจัดการความรู้แบบองค์รวมกับนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ และเพื่อตรวจสอบความพึงพอใจของผู้เข้า
สัมมนาสาหรับมารายงานผล คาดการณ์เป็นเบื้องต้นว่าจะเป็นองค์ความรู้สาหรับผู้สนใจเปิดโลกทัศน์ที่
เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้ให้มีความเข้าใจสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อย่างเหมาะสม จึงได้
เรยี บเรยี งบทความคร้ังน้ขี นึ้

การจัดการความรู้

การจัดการความรู้ท่จี ะนาเสนอเป็นสาระสาคัญเพ่ือทาความเข้าใจเก่ยี วกบั การศึกษาการจัดการความรู้
แบบองค์รวม ประกอบด้วย ความหมายของการจัดการความรู้ (KM) เป้าหมาย กระบวนการจัดการความรู้
เคร่ืองมอื ในการจดั การเรียนรู้ คนสาคัญทีด่ าเนินการจดั การความรู้ และประโยชน์ ดังน้ี

ความหมายของการจัดการความรู้ (KM)
การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) หมายถึง การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ใน
องค์กรซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพ่ือให้ทุกคนในองค์กรสามารถ
เข้าถงึ ความรู้ และพัฒนาตนเองให้เปน็ ผรู้ ู้ รวมท้ังปฏบิ ัตงิ านได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ (ชนาธิป ลีนิน, 2563)
การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) หมายถึง เครื่องมือเพ่ือใช้ในการบรรลุ
เปา้ หมายอยา่ งน้อย 3 ประการไปพร้อมๆกนั ไดแ้ ก่ บรรลเุ ปา้ หมายของงาน บรรลเุ ป้าหมายการพฒั นาคน และ
บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กร ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยการจัดการให้มีการค้นพบความรู้
ความชานาญที่แฝงเร้นในตัวคน หาทางนาออกมาแลกเปล่ียนเรียนรู้ตกแต่งให้ง่ายต่อการใช้สอยและมี
ประโยชน์เพมิ่ ขน้ึ (สานกั หอสมดุ กลาง มหาวิทยาศลิ ปากร, 2556)
การจัดการความรู้ Knowledge Management คอื การรวบรวม จดั เรยี ง หรอื สร้างองคค์ วามรู้ท่ีมีอยู่
ในองค์กร ท้ังในตัวบุคคลและเอกสาร เพื่อให้คนภายในองค์กรสามารถท่ีจะเข้าถึงความรู้ หรือข้อมูลต่างๆ

5

เหล่านี้ได้ แล้วนามาพัฒนาตัวเองและนาไปใช้เพ่ือพัฒนาองค์กรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด (องค์การถ่ายทอด
ความรู้และเป็นสว่ นรว่ มกบั งานวจิ ยั โปรตอนจากทวปี ยโุ รป, 2560)

ดังนั้น การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) จึงหมายถึง การรวบรวม แล้วนาองค์
ความรู้ทมี่ อี ยใู่ นตัวบุคคล มาแลกเปลย่ี นกระจายความรู้ซงึ่ กันและกนั เพื่อให้บรรลเุ ป้าหมายของการพัฒนางาน
การพัฒนาคน และพัฒนาองค์ ให้ทุกคนในองค์กรได้เข้าถึงความรู้ของตนเองและทาการรวบรวมความรู้จาก
หลายแหลง่ เพ่อื นามาพัฒนาความรู้ของตนเองและพฒั นาองค์กรในการนาไปต่อยอดความรูห้ รือนาความรู้ท่ีได้
ไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ ใหเ้ ห็นถงึ ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลต่อตนเองและองค์กรมากท่ีสุด

เปา้ หมาย
เป้าหมายของการจัดการเรียนรู้น้ันมีความมุ่งหวังเพื่อ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการ
พัฒนาคน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ และ
ความเอ้อื อาทรระหว่างกนั ในทท่ี างาน (พทั ธนันท์ อธติ ัง, 2564, สมั ภาษณ์, ตุลาคม: 24)
กระบวนการจัดการความรู้
กระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิด
พัฒนาการของความรู้ หรือการจัดการความรู้ท่ีจะเกิดขึ้นภายในองค์กร มีท้ังหมด 7 ขั้นตอน ดังน้ี (ชนาธิป ลี
นิน, 2563)
1. การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ
ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร เพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้อะไร ปัจจุบันมีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด
และอยู่ทใ่ี คร
2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เป็นการสร้าง แสวงหา
รวบรวมความรู้ทัง้ ภายใน/ภายนอก รกั ษาความรเู้ ดิม แยกความร้ทู ีใ่ ช้ไม่ได้แล้วออกไป
3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการกาหนดโครงสร้างความรู้ แบ่ง
ชนดิ ประเภท เพอ่ื ให้สบื ค้น เรยี กคืน และใชง้ านได้งา่ ย
4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เป็นการ
ปรบั ปรงุ รปู แบบเอกสารใหเ้ ปน็ มาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน ปรับปรงุ เน้ือหาใหค้ รบถ้วนสมบรู ณ์
5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการทาให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ท่ีต้องการได้ง่าย
และสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ (IT) Web board บอรด์ ประชาสัมพนั ธ์ เปน็ ตน้
6. การแบง่ ปนั แลกเปล่ียนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบง่ ปนั สามารถทาได้หลายวิธีการ
โดยกรณที เ่ี ปน็ ความร้ชู ดั แจง้ (Explicit Knowledge) อาจจดั ทาเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยสี ารสนเทศ
หรือกรณีที่เป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จัดทาเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและ
นวัตกรรม ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ ระบบพเ่ี ลีย้ ง การสบั เปล่ยี นงาน การยมื ตัว เวทแี ลกเปลย่ี นความรู้ เปน็ ตน้

6

7. การเรียนรู้ (Learning) เป็นการนาความรู้มาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และทาให้เป็น
ส่วนหน่ึงของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนาความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้ และ
ประสบการณ์ใหม่ และหมนุ เวียนตอ่ ไปอย่างต่อเนอื่ ง

เคร่อื งมอื ในการจดั การเรียนรู้
เครอ่ื งมอื ในการจัดการเรียนรู้ท่ใี ช้ในการดาเนนิ การจัดการเรียนรู้แบบองคร์ วม ประกอบด้วย โมเดลเซ
กิ และโมเดลปลาทู มีดงั น้ี (ชนาธปิ ลนี ิน, 2563)
1. โมเดลเซกิ (SECI Model) คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์การหลอมรวมความรใู้ นองค์กรระหวา่ ง
ความรฝู้ ังลกึ (Tacit Knowledge) กับความรชู้ ัดแจ้ง (Explicit Knowledge) ใน 4 กระบวนการ เพ่ือยกระดับ
ความรู้ให้สูงข้ึนอย่างต่อเน่ืองเป็นวัฎจักร เริ่มจากการแลกเปล่ียนเรียนรู้ (Socialization) การสกัดความรู้ออก
จากตัวคน (Externalization) การควบรวมความรู้ (Combination) และการผนกึ ฝังความรู้ (Internalization)
และวนกลับมาเริม่ ต้นทาซ้าทีก่ ระบวนการแรก เพ่อื พัฒนาการจัดการความรู้ให้เปน็ งานประจาทย่ี ัง่ ยนื

1.1 การแลกเปล่ียนเรียนรู้ (Socialization) การแบ่งปันประสบการณ์แบบเผชิญหน้าระหว่างผู้รู้
เช่น การประชุม การระดมสมอง ที่มาจากความรู้ การเรียนรู้ และประสบการณ์ของแต่ละบุคคล เฉพาะเร่ือง
เฉพาะพื้นท่ี แล้วนามาแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ท่ีมิใช่เป็นเพียงการอ่านหนังสือ
ค่มู อื หรอื ตารา

1.2 การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (Externalization) การพัฒนาองค์ความรู้ที่ถูกฝังอยู่ในความรู้
ฝังลึกให้ส่ือสารออกไปภายนอก อาจเป็นแนวคิด แผนภาพ แผนภูมิ เอกสารท่ีสนับสนุนให้เกิดการส่ือสาร
ระหว่างผ้เู รียนรดู้ ้วยกนั ทเี่ ขา้ ใจได้ง่าย ซึง่ ความรู้ฝังลกึ จะถูกพัฒนาให้ตกผลึกและถูกกลัน่ กรอง แล้วนาไปสู่การ
แบ่งปนั เปล่ียนเป็นฐานความรู้ใหมท่ ถ่ี กู นาไปใชส้ ร้างผลติ ภณั ฑ์ใหม่ในกระบวนการใหม่

1.3 การควบรวมความรู้ (Combination) การจัดระบบ และบูรณาการความรู้ท่ีต่างรูปแบบเข้า
ด้วยกัน เช่น นาความรู้ไปสร้างต้นแบบใหม่ ไปสร้างสรรค์งานใหม่ ได้ความรู้ใหม่ โดยความรู้ชดั แจง้ ได้จากการ
รวบรวมความรู้ภายในหรือภายนอกองค์กร แล้วนามารวมกัน ปรับปรุง หรือผ่านกระบวนการท่ีทาให้เกิด
ความรู้ใหม่ แล้วความรู้ใหมจ่ ะถกู เผยแพรแ่ ก่สมาชิกในองค์กร

1.4 การผนึกฝังความรู้ (Internalization) การส่งต่อความรู้ชัดแจ้ง สู่ความรู้ฝังลึก แล้วมีการ
นาไปใชใ้ นระดบั บคุ คล ครอบคลุมการเรียนรแู้ ละลงมอื ทา ซงึ่ ความรชู้ ดั แจ้งถูกเปลีย่ นเปน็ ความรฝู้ ังลึกในระดับ
บคุ คลแล้วกลายเป็นทรัพยส์ ินขององค์กร

2. โมเดลปลาทู (Tuna Model) เปรียบการจัดการความรู้ เหมือนกับปลาทูหนง่ึ ตัวที่มี 3 ส่วนสัมพันธ์
กัน ส่วน “หัวปลา” (Knowledge Vision- KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการ
จัดการความรู้ โดยก่อนที่จะทาจดั การความรู้ ตอ้ งตอบให้ไดว้ า่ “เราจะทา KM ไปเพอื่ อะไร ?” โดย “หัวปลา”
น้ีจะต้องเป็นของ “คุณกิจ” หรือ ผู้ดาเนินกิจกรรม KM ท้ังหมด โดยมี “คุณเอื้อ” และ “คุณอานวย” คอย
ช่วยเหลือ ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing-KS) หมายถึง ส่วนของการแลกเปล่ียนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็น
ส่วนสาคัญ ซึ่ง “คุณอานวย” จะมีบทบาทมากในการช่วยกระตุ้นให้ “คุณกิจ” มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้

7

โดยเฉพาะความรู้ซ่อนเร้นท่ีมีอยู่ในตัว “คุณกิจ” พร้อมอานวยให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้แบบเป็นทีม ให้
เกิดการหมุนเวียนความรู้ ยกระดับความรู้ และเกิดนวัตกรรม ส่วน “หางปลา” (Knowledge Assets-KA)
หมายถึง ส่วนของ “คลังความรู้” หรือ “ขุมความรู้” ที่ได้จากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู้” ท่ีได้จาก
กระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู้ “ตวั ปลา” ซงึ่ เราอาจเก็บสว่ นของ “หางปลา” น้ดี ว้ ยวิธีตา่ ง ๆ เช่น ICT ซงึ่ เป็น
การสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ท่ีเด่นชัด นาไปเผยแพร่และแลกเปล่ียนหมุนเวียนใช้ พร้อมยกระดับ
ตอ่ ไป

คนสาคัญทด่ี าเนินการจดั การความรู้ (ชนาธปิ ลนี ิน, 2563)
1. ผู้บริหารสูงสุด (CEO) สาหรับวงการจัดการความรู้ ถ้าผู้บริหารสูงสุดเป็นแชมเปี้ยน (เห็นคุณค่า
และดาเนินการผลักดัน KM) เรื่องท่ีว่ายากทั้งหลายก็ง่ายข้ึน ผู้บริหารสูงสุดควรเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมจัดการ
ความรู้ โดยกาหนดตวั บุคคลที่จะทาหน้าที่ “คณุ เอื้อ (ระบบ)” ของ KM ซ่งึ ควรเปน็ ผู้บริหารระดับสูง เช่น รอง
อธิบดี, รองผอู้ านวยการใหญ่
2. คุณเอ้ือ (Chief Knowledge Officer : CKO) ถ้าการริเร่ิมมาจากผู้บริหารสูงสุด “คุณเอ้ือ” ก็
สบายไปเปลาะหนึ่ง แต่ถ้าการริเริ่มที่แท้จริงไม่ได้มาจากผู้บริหารสูงสุด บทบาทแรกของ “คุณเอื้อ” ก็คือ นา
เป้าหมาย/หัวปลา ไปขายผู้บริหารสูงสุด ให้ผู้บริหารสูงสุดกลายเป็นเจ้าของ “หัวปลา” ให้ได้ บทบาทต่อไป
ของ “คุณเอื้อ” คือ การหา “คุณอานวย” และรว่ มกับ “คุณอานวย” จดั ให้มกี ารกาหนด “เปา้ หมาย/หัวปลา”
ในระดับย่อยๆ ของ “คณุ กิจ/ผปู้ ฏิบัติงาน”, คอยเชอ่ื มโยง “หวั ปลา” เขา้ กับวิสยั ทัศน์ พันธกิจ เปา้ หมาย และ
ยุทธศาสตร์ขององค์กร, จัดบรรยากาศแนวราบ และการบริหารงานแบบเอื้ออานาจ (Empowerment), ร่วม
Share ทักษะในการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพ่ือประโยชน์ในการดาเนินการจัดการความรู้โดยตรง และ
เพ่ือแสดงให้ “คุณกิจ” เห็นคุณค่าของทักษะดังกล่าว, จัดสรรทรัพยากรสาหรับใช้ในกิจกรรมจัดการความรู้
พร้อมคอยเชื่อมโยงการจัดการความรู้เข้ากับกิจกรรมสรา้ งสรรค์อ่ืนๆ ท้ังภายในและนอกองค์กร, ติดตามความ
เคลื่อนไหวของการดาเนินการให้คาแนะนาบางเรื่อง และแสดงท่าทีชื่นชมในความสาเร็จ อาจจัดให้มีการยก
ย่องในผลสาเร็จ และใหร้ างวลั ทอี่ าจไม่เน้นสิ่งของแตเ่ นน้ การสรา้ งความภาคภมู ใิ จในความสาเรจ็
3. คุณอานวย (Knowledge Facilitator : KF) เป็นผู้คอยอานวยความสะดวกในการจัดการความรู้
ความสาคัญของ “คณุ อานวย” อย่ทู กี่ ารเปน็ นกั จุดประกายความคิดและการเป็นนักเชื่อมโยง โดยตอ้ งเชื่อมโยง
ระหว่างผู้ปฏิบัติ (“คุณกิจ”) กับผู้บริหาร (“คุณเอ้ือ”), เช่ือมโยงระหว่าง “คุณกิจ” ต่างกลุ่มภายในองค์กร,
และเชื่อมโยงการจัดการความรู้ภายในองค์กร กับภายนอกองค์กร โดยหน้าท่ีท่ี “คุณอานวย” ควรทา คือ -
ร่วมกับ “คุณเอ้ือ” จัดให้มีการกาหนด “หัวปลา” ของ “คุณกิจ” อาจจัด “มหกรรมหัวปลา” เพื่อสร้างความ
เป็นเจ้าของ “หัวปลา” - จัดตลาดนัดความรู้ เพื่อให้ คุณกิจ นาความสาเร็จมาแลกเปล่ียนเรียนรู้ ถอดความรู้
ออกมาจากวิธีทางานท่ีนาไปสู่ความสาเร็จนั้น เพ่ือการบรรลุ “หัวปลา” - จัดการดูงาน หรือกิจกรรม “เชิญ
เพื่อนมาช่วย” (Peer Assist) เพ่ือให้บรรลุ “หัวปลา” ได้ง่าย หรือเร็วข้ึน โดยที่ผู้น้ันจะอยู่ภายในหรือนอก
องค์กรก็ได้ เรียนรู้วิธีทางานจากเขา เชิญเขามาเล่าหรือสาธิต - จัดพ้ืนท่ีเสมือนสาหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และสาหรับเก็บรวบรวมขุมความรู้ที่ได้ เช่น ใช้เทคโนโลยีการส่ือสารและสารสนเทศซึ่งรวมท้ังเว็บไซต์ เว็บ

8

บอร์ด เว็บบล็อก อินทราเน็ต จดหมายข่าว เป็นต้น - ส่งเสริมให้เกิดชุมชนแนวปฏิบัติ (CoP-Community of
Practice) ในเรอ่ื งที่เป็นความรู้ หรือเปน็ หวั ใจในการบรรลุเป้าหมายหลักขององค์กร - เชือ่ มโยงการดาเนินการ
จัดการความรู้ขององค์กร กับกิจกรรมจัดการความรู้ภายนอก เพ่ือสร้างความคึกคักและเพ่ือแลกเปล่ียนเรียนรู้
กบั ภายนอก

4. คุณกิจ (Knowledge Pracititoner : KP) “คุณกิจ” หรือผู้ปฏิบัติงาน เป็นพระเอกหรือนางเอก
ตัวจริง ของการจัดการความรู้ เพราะเป็นผู้ดาเนินกิจกรรมจัดการความรู้ประมาณร้อยละ 90-95 ของทั้งหมด
“คุณกิจ” เปน็ เจา้ ของ “หวั ปลา” โดยแทจ้ ริง และเป็นผทู้ ่ีมีความรู้ (Explicit Knowledge) และเปน็ ผทู้ ตี่ ้องมา
แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ใช้ หา สร้าง แปลง ความรเู้ พ่อื การปฏิบตั ใิ หบ้ รรลุถึง “เป้าหมาย/หวั ปลา” ท่ตี ั้งไว้

5. คุณประสาน (Network Manager) เป็นผู้ที่คอยประสานเช่ือมโยงเครือข่ายการจัดการความรู้
ระหว่างหนว่ ยงาน ใหเ้ กดิ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงท่ีกวา้ งข้ึน เกดิ พลงั ร่วมมือทางเครือข่ายในการเรียนรู้และ
ยกระดับความรูแ้ บบทวีคูณ

ประโยชน์
ประโยชน์ของการจัดความรู้แบบองค์รวมน้ันสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ป้องกันการสูญ
หายของภูมิปัญญา ในกรณีที่บุคลากรเกษียณอายุ ลาออก หรือเสียชีวิต เพ่ิมศักยภาพในการแข่งขันและความ
อยู่รอด และเป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์ ในการพัฒนาความสามารถที่จะแบ่งปันความรู้ท่ีได้เรียนรู้มาให้กับ
คนอนื่ ๆ ในองค์กร และนาความรู้ไปปรบั ใช้ (พทั ธนันท์ อธิตงั , 2564, สัมภาษณ์, ตลุ าคม: 24)
จากที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการจัดการความรู้แบบองค์รวม ส่ิงท่ีองค์กรหรือบุคคลจาเป็นต้อง
นามาใช้สาหรับการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งทาให้เราเกิดการกระจายความรู้ที่หลากหลายเป็นส่ิงหน่ึงท่ี
จะเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ในคร้ังต่อไป มีกระบวนการคิด กระบวนการทางานที่หลายหลาน รู้จักการวางแผน
และการนาไปใช้ รู้จักการระดมความคิดและการนาไปต่อยอด ซ่ึงกระบวนจัดการเรียนรู้เป็นการพัฒนาความรู้
ในรูปแบบหน่ึง ท่ีจะทาให้องค์กรรู้จักสร้างและแสวงหาความรู้ภายในองค์กรมาแยกแยะ กลั่นกรอง และนาไป
ปรับปรุงให้สมบูรณ์เพ่ือให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่และการหมุนเวียนความรู้ เกิดกระบวนการเรียนรู้จาก
องค์กรและการนาความรู้ไปใชค้ รั้งต่อไป ซึ่งเคร่ืองมือในการจัดการองค์ความรู้ ได้นามาสองตัวอย่าง เครื่องมือ
แรกคือ โมเดลเซกิ เป็นการแลกเปล่ียนประสบการณ์การเรียนรู้ ระดมสมอง ความคิด เพ่ือพัฒนาความรู้มาใช้
ในองค์กร เครื่องที่สองคือ โมเดลปลาทู การจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีคนสาคัญในการดาเนินจัดการ
เรียนรู้ เพื่อหาผู้เริ่มโครงการในการเร่ิมดาเนินกิจกรรม จากนั้นจึงจะหาผู้กาหนดเป้าหมาย และหาผู้คอยในการ
จัดการเรียนรู้เป็นคนจุดประกายความคิดในเร่ืองท่ีสนใจ ซ่ึงผู้จัดการเรียนรู้จะเป็นคนวางหน้าที่การทางานให้
แต่ละคน และเชิญบุคคลที่เป็นผู้รู้มาแลกเปล่ียนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยจะมีผู้ประสานงานคอยอานวยความ
สะดวกในการจัดการเรยี นรู้ใน จะเห็นได้ว่าโมเดลปลาทูจะนามาใชม้ ากท่ีสุดในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกดิ การเรียนรู้
และการถา่ ยทอดความรูอยา่ งเป็นขน้ั ตอนและเป็นระบบในการทางานแบบองค์กรต่อไป

ความพงึ พอใจการจดั สมั มนาการจัดการความรูแ้ บบองค์รวม

9

ความพึงพอใจการจดั สมั มนาการจดั การความรู้แบบองค์รวม ผู้ศกึ ษารายงาน สถานภาพของผ้ตู อบ
ปีการศึกษา 2564 ในครั้งนี้ ผู้รายงานจะนาเสนอใน เพื่อวัดความพึงพอใจโครงการสัมมนาการจัดการความรู้
แบบองค์รวม แบบสอบถามในลักษณะ google from แบ่งข้อคาถามเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่1 สถานภาพของ
ผู้ตอบ ประกอบด้วย เพศ อายุ และอาชีพ ตอนท่ี 2 คาถามวัดความพึงพอใจต่อการจัดสัมมนาโครงการการ
จดั การความร้แู บบองค์รวม ประกอบด้วย ข้อที่ 1 เน้ือหาสาระในการสัมมนา ข้อที่ 2 การถา่ ยทอดความรู้ของ
วทิ ยากร ขอ้ ท่ี 3 เอกสารประกอบการบรรยาย ข้อท่ี 4 บรรยากาศในการร่วมกจิ กรรมน่าสนใจ ข้อท่ี 5 ความรู้
ความเขา้ ใจในเร่ืองน้ีก่อนการเข้ารว่ มสัมมนา ขอ้ ที่ 6 ความรู้ความเข้าใจในเร่ืองนี้หลงั การเข้ารว่ มสัมมนา ข้อท่ี
7 หัวข้อสัมมนากับระยะเวลาในการสัมมนามีความเหมาะสม ข้อท่ี 8 แผนป้ายประชาสัมพันธ์ในครั้งน้ีมีความ
สวยงาม และเน้ือหาในการสื่อสาร ข้อที่ 9 โอกาสได้แลกเปล่ียนเรียนรู้กับวิทยากรขณะสัมมนา และข้อที่ 10
โสตทัศนูปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ระบบเสียง ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ผู้ศึกษาได้นาแบบสอบถามเพื่อวัดความพึง
พอใจดงั กลา่ วไปทดลองเกบ็ ขอ้ มลู ผลการประเมินสรุปได้ดังนี้

ตอนท่1ี สถานภาพของผตู้ อบ

เพศ จานวน ร้อยละ
ชาย 4 16.7
หญิง 20 83.3
รวม 24 100

จากตารางที่ 1 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จานวน 24 คน คิดเป้นร้อยละ 83.3
รองลงมา คอื เพศชาย จานวน 4 คน คดิ เป็นร้อยละ 16.7 ตามลาดับ

จากผลของตัวเลข ผู้ศึกษาเห็นว่ามีความสอดคล้องเป็นส่ิงท่ีเป็นจริงตามตารางข้างต้น เพราะในวันที่
วนั ที่ 24 กนั ยายน 2564 สมั มนาเรอ่ื งการจัดการความรแู้ บบองค์รวม ซงึ่ เป็นนกั ศึกษาสาขานาฏศิลป์ จากท่ีได้
ไปตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาเพศหญิง มากกว่าเพศชาย ผลแสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง
จานวนตามเพศจึงมคี วามถูกตอ้ ง ดังตาราง

ตารางท่ี 2 แสดงจานวนร้อยละของกลมุ่ ตวั อย่างจานวนตามอายุ

อายุ จานวน ร้อยละ
95.8
18-23 ปี 23
0
24-35 ปี 0 0
36-45 ปี 0 0
46-55 ปี 0

10

56 ปีข้ึนไป 1 4.2
รวม 24 100

จากตารางท่ี 2 ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อายุ 18-23 ปี จานวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 95.8
รองลงมา คือ อายุ 56 ปขี ึ้นไป จานวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ 4.2 ตามลาดับ

จากผลของตวั เลข ผศู้ กึ ษาเหน็ ว่ามีความสอดคล้องกบั ผรู้ ับการอบรม เพราะในวันที่วนั ที่ 24 กันยายน
2564 สัมมนาเร่ืองการจัดการความรู้แบบองค์รวม ซึ่งเป็นนักศึกษาช้ันปีท่ี 1 นักศึกษาชั้นปีท่ี 2 และนักศึกษา
ชั้นปีที่ 3 จากท่ีได้ไปตรวจสอบพบว่าสว่ นใหญ่อายุ 18-23 ปี มากกว่าอายุ 56 ปีข้ึนไป ผลแสดงจานวนร้อยละ
ของกลมุ่ ตัวอยา่ งจานวนตามอายุจงึ มคี วามถูกต้อง ดังตาราง

ตารางท่ี 3 แสดงจานวนรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่างจานวนตามอาชพี

อาชีพ จานวน รอ้ ยละ
95.8
นักศกึ ษา 23 4.2
100
ขา้ ราชการ 1

รวม 24

จากตารางที่ 3 ผตู้ อบแบบสอบถามสว่ นใหญเ่ ป็นนักศึกษา จานวน 23 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 95.8
รองลงมา คือ รับขา้ ราชการ จานวน 1 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 4.2 ตามลาดับ

จากผลของตัวเลข ผู้ศึกษาเห็นว่ามีความสอดคล้องผู้รับการอบรม เพราะในวันท่ีวันท่ี 24 กันยายน
2564 สัมมนาเร่ืองการจัดการความรู้แบบองค์รวม ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีท่ี 1 นักศึกษาช้ันปีท่ี 2 และนักศึกษา
ชัน้ ปีที่ 3 จากที่ได้ไปตรวจสอบพบว่าจานวนของนกั ศกึ ษา มากกวา่ อาชีพขา้ ราชจึงมคี วามถูกต้องดังตาราง

ตารางที่ 4 ค่าเฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจการเข้าร่วมการสัมมาการจัดการ
ความรู้แบบองค์รวม

ความพงึ พอใจ S.D X ระดบั ความพึงพอใจ
1. เนอื้ หาสาระในการสมั มนา .44 4.75 มากท่ีสดุ
2. การถ่ายทอดความรูข้ องวิทยากร .33 4.87 มากทส่ี ดุ
3. เอกสารประกอบการบรรยาย 1.02 4.54 มากทส่ี ดุ
4. บรรยากาศในการร่วมกิจกรรมนา่ สนใจ .46 4.70 มากท่สี ดุ
5. ความรู้ความเข้าใจในเร่ืองนี้ ก่อน การเข้าร่วม .55 4.70 มากทส่ี ุด
สัมมนา

11

6. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ หลัง การเข้าร่วม .41 4.79 มากท่ีสดุ
สัมมนา .38 4.83 มากทีส่ ุด
7. หัวข้อสมั มนากับระยะเวลาในการสัมมนามีความ .64 4.62 มากทีส่ ุด
เหมาะสม .44 4.75 มากที่สดุ
8. แผนปา้ ยประชาสมั พนั ธ์ในครง้ั น้ีมคี วามสวยงาม .44 4.75 มากทส่ี ุด
และเนื้อหาในการสื่อสาร
9. โอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรขณะ
สมั มนา
10. โสตทศั นูปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ระบบเสยี ง

จากตารางท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลความพงึ พอใจ พบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในข้อ
ท่ี 1 ถงึ ข้อท่ี 10 อย่ใู นระดบั มากทีส่ ุด

จากผลของตัวเลข จะเห็นได้ว่าทุกขอ้ มีคาตอบอยูใ่ นระดบั มากท่สี ดุ ผ้ศู กึ ษาเหน็ ถึงความสอดคล้องโดย
ขอยกประเด็นเรยี งลาดับ ดงั นี้

ค่าเฉลี่ยร้อยละ 4.87 การถ่ายทอดความรู้ของวิทยากร จากบรรยากาศของการสัมมนา เน่ืองจาก
วทิ ยากรได้ให้องค์ความร้มู าก่อนโดยการสง่ รายละเอยี ดของเนื้อหาใหผ้ เู้ ข้ารบั การสมั มนาอา่ นก่อนลว่ งหน้าที่จะ
มีการบรรยาย ทาให้ประเด็นทน่ี าเสนอเปน็ สงิ่ ท่ีเข้าใจง่ายของผู้เข้ารับการอบรม อีกท้งั บคุ ลิกภาพของผู้บรรยาย
เป็นกันเอง สนุกสนาน ทักทายผู้เข้าร่วมการสัมมนาอย่างเป็นกันเอง จึงเป็นส่วนส่งเสริมให้ได้ผลการวัดความ
พึงพอใจในประเด็นน้ีจึงสูง นอกจากน้ีเม่ือผู้ศึกษาตรวจสอบ ประเด็นข้อคาถาม “ความรู้ความเข้าใจในเรื่องน้ี
ก่อน การเขา้ ร่วมสัมมนา” ยงั ไดค้ า่ เฉลยี่ ร้อยละ 4.83 จงึ มีความสอดคล้องกบั สิ่งท่ผี ูศ้ ึกษาวเิ คราะห์ขา้ งต้น

ข้อเสนอแนะจากแบบประเมินความพึงพอใจประเด็นท่ี 3 กิจกรรมท่ีดีอยากให้มีการจัดกิจกรรมใน
ลกั ษณะนีเ้ พ่มิ

สรปุ
การจัดการความรู้แบบองค์รวม คือ การพัฒนามนุษย์และการจัดการเรียนรู้ที่คานึงถึงมิติอัน

หลากหลายของบุคคล ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา การรู้คิด สุนทรียภาพ และมิติอ่ืน ๆ แล้วแต่จะ
กาหนดความหมาย การจัดการศึกษาแบบองค์รวมคิดถึงภาวะท้ังหมดในชีวิตของบุคคล แม้ชีวิตจะมี
องค์ประกอบย่อยมากมาย หากแต่ละองค์ประกอบมีบริบทภายในตนและเช่ือมโยงกับองค์ประกอบอ่ืนอย่าง
เป็นพลวัต การจัดการศึกษาจึงต้องมีลักษณะบูรณาการสอดคล้องและเกื้อหนุนต่อการพัฒนาชีวิต แนวคิด
การศึกษาแบบองค์รวมมีพื้นฐานมาจากจิตวิทยากลุ่มเกสตอลต์ (Gestalt Psychology) ซ่ึงเป็นกลุ่มที่เน้น
ความเป็น “ส่วนรวมทั้งหมด (whole)” การศึกษาพฤติกรรมของบคุ คลตอ้ งพิจารณาเป็นองค์รวม จะแยกทีละ
ส่วน (part) ไม่ได้ เพราะคุณค่าขององค์รวมมีมากกว่าการนาส่วนย่อย ๆ มาบวกกัน (ราชบัณฑิตยสถาน,

12

2557) การจัดการความรู้แบบองค์รวม ส่ิงท่ีองค์กรหรือบุคคลจาเป็นต้องนามาใช้สาหรับการบริหารงานอย่าง
เปน็ ระบบ ซงึ่ ทาใหเ้ ราเกดิ การกระจายความรู้ทหี่ ลากหลายเป็นส่ิงหน่งึ ทีจ่ ะเกดิ เปน็ องค์ความรใู้ หมใ่ นครง้ั ต่อไป
มีกระบวนการคิด กระบวนการทางานท่ีหลายหลาน รู้จักการวางแผนและการนาไปใช้ รู้จักการระดมความคิด
และการนาไปต่อยอด ซึ่งกระบวนจัดการเรียนรู้เป็นการพัฒนาความรู้ในรูปแบบหนึ่ง ที่จะทาให้องค์กรรู้จัก
สร้างและแสวงหาความรู้ภายในองค์กรมาแยกแยะ กลั่นกรอง และนาไปปรับปรุงให้สมบูรณ์เพ่ือให้เกิด
กระบวนการเรียนรู้ใหม่และการหมุนเวียนความรู้ เกิดกระบวนการเรียนรู้จากองค์กรและการนาความรู้ไปใช้
คร้ังต่อไป ซ่ึงเครื่องมือในการจัดการองค์ความรู้ ได้นามาสองตัวอย่าง เครื่องมือแรกคือ โมเดลเซกิ เป็นการ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ ระดมสมอง ความคิด เพ่ือพัฒนาความรู้มาใช้ในองค์กร เคร่ืองท่ีสองคือ
โมเดลปลาทู การจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยมีคนสาคัญในการดาเนินจัดการเรียนรู้ เพ่ือหาผู้เร่ิม
โครงการในการเริ่มดาเนินกิจกรรม จากนั้นจึงจะหาผู้กาหนดเป้าหมาย และหาผู้คอยในการจัดการเรียนรู้เป็น
คนจุดประกายความคิดในเร่ืองที่สนใจ ซึ่งผู้จัดการเรียนรู้จะเป็นคนวางหน้าที่การทางานใหแ้ ต่ละคน และเชิญ
บุคคลที่เป็นผู้รู้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซ่ึงกันและกัน โดยจะมีผู้ประสานงานคอยอานวยความสะดวกในการ
จัดการเรียนรู้ใน จะเห็นได้ว่าโมเดลปลาทูจะนามาใช้มากท่ีสุดในยุคปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการ
ถา่ ยทอดความรอู ย่างเปน็ ขนั้ ตอนและเป็นระบบในการทางานแบบองค์กรต่อไป

ผลการวัดความพึงพอใจ ผูเ้ ขา้ ร่วมสว่ นใหญเ่ ปน็ เพศหญิงมากกว่าเพศชาย คดิ เป็นรอ้ ยละ 83.3 ซึง่ อยู่
ในช่วงอายุ 18-23 ปี ร้อยละ 95.8 ประเด็นดังกล่าวมีความสอดคล้องกับปรากฏการณ์ของผู้เข้ารับการอบรม
เพราะเป็นนักศึกษาสาขานาฏศิลป์ทั้ง 3 ช้ันปี ซ่ึงมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายจริง ผลการวัดความพึงพอใจ จากข้อ
คาถาม 10 ข้อ ประกอบดว้ ย ข้อท่ี 1 เนื้อหาสาระในการสัมมนา ข้อท่ี 2 การถา่ ยทอดความรขู้ องวิทยากร ขอ้ ท่ี
3 เอกสารประกอบการบรรยาย ข้อที่ 4 บรรยากาศในการร่วมกิจกรรมน่าสนใจ ข้อที่ 5 ความรู้ความเข้าใจใน
เร่ืองนี้ก่อนการเข้าร่วมสัมมนา ข้อท่ี 6 ความรู้ความเข้าใจในเร่ืองน้ีหลังการเข้าร่วมสัมมนา ข้อท่ี 7 หัวข้อ
สัมมนากับระยะเวลาในการสัมมนามีความเหมาะสม ข้อท่ี 8 แผนป้ายประชาสัมพันธ์ในคร้ังนี้ มีความสวยงาม
และเนื้อหาในการส่ือสาร ข้อท่ี 9 โอกาสได้แลกเปล่ียนเรียนรู้กับวิทยากรขณะสัมมนา และข้อท่ี 10
โสตทัศนปู กรณ์ คอมพิวเตอร์ ระบบเสยี ง ผลการวัดพบวา่ ประเด็นท่อี ยใู่ นระดบั มากทส่ี ุดมี 1 ประเด็น คือ การ
ถ่ายทอดความรู้ของวิทยากร (x̄=4.87) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ หัวข้อสัมมนากับระยะเวลาในการ
สัมมนามคี วามเหมาะสม (x̄=4.83) ตามลาดับ

จากผลการสัมมนาการจัดการความรู้แบบองค์รวมข้างต้นสอดคล้องกับผลการวิจัยที่ นลินทิพย์ พิมพ์
กลัด และคณะ (2560) พบว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยองค์รวมอาศัยหลักการทรงงานของ
พระบาทสมเดจ็ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทร มหาภมู พิ ลอดุลยเดชฯ ประกอบด้วย หนึง่ ความเข้าใจโดยเน้นให้
ความสาคัญในความแตกต่างระหว่างผู้เรียนและความต้องการ ของผู้เรียน สองความเข้าถึง หมายถึงการที่
ผู้สอนได้ทาการออกแบบการเรียนรู้ท่ีเอื้ออา นวยต่อการพัฒนาผู้เรียนที่มีความแตกต่าง กัน โดยการสร้ าง

13

สถานการณ์การเรียนรู้การบูรณาการข้ามศาสตร์และการได้รับประสบการณ์ตรง สามการพัฒนาโดยใช้วงจร
PDCA ผลการประเมินแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยองค์รวมพบว่ามีผู้เรียนจานวน 6 กลุ่มที่มีแนวโน้มการ
พัฒนาการเรียนรู้แบบ ไลร่ ะดบั ท่ดี ีขึ้น จานวน 2กลมุ่ ทม่ี ีการพัฒนาแนวโน้มแบบก้าวกระโดดจานวน 2กลุ่มท่ีมี
พัฒนาการเรียนรู้แบบถดถอยโดยภาพรวม คุณภาพการเรียนรู้แบบองค์รวมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก(
=4.28,S.D.= 0.39) โดยทักษะระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ( = 4.48 , S.D.=0.43) เป็นลาดับหนึ่ง
รองลงมาคือ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ความรับผิดชอบ ( = 4.47 , SD.=0.38) และด้าน ปัญญา( =
4.23,S.D=0.43)ตามลาดับ และการอภิปรายรายคณะว่าการจัดทีมที่ต้องทา งานร่วมกับสมาชิกที่ไม่เคยทา
งานร่วมกัน มากก่อนทา ให้เกิดการปรับตัวเพ่ือให้สามารถทา งานร่วมกันได้การสร้างสถานการณ์เรียนรู้โดย
การสอบกรณีศึกษาส่งผลทา ให้ผู้เรียน มีความกระตือรือร้นและมีการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้านมากข้ึน และ
การลงภาคสนามพบว่าผู้เรียนต้องผสมผสานทักษะหลายทักษะ เข้าด้วยการโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการ
อดทน การเรียนรู้การทา งานเป็นทีม การประยุกต์ใช้ความรู้ทางการบริหารจัดการและ การจัดการความ
ท้อถอยในการทา งาน ในทางปฏิบตั พิ บจุดออ่ นในการดา เนนิ งานคอื การบรหิ ารเวลา

14

References
ชนาธปิ ลนี นิ . (2563). การจดั การความรคู้ อื อะไร : KM?. เขา้ ถึงเมื่อ 2564, กนั ยายน : 16 จาก

http://ks.rmutsv.ac.th/th/whatiskm
นลินทิพย์ พมิ พ์กลดั และคณะ. (2560). แนวทางการจดั การเรียนรู้แบบองคร์ วม. เข้าถึงเมอ่ื 2564,

พฤศจิกายน : 4 จาก file:///C:/Users/Administrator/Downloads/
พัทธนนั ท์ อธติ ัง. (2564). เปา้ หมายและประโยชน์. สัมภาษณ์. ตุลาคม: 24
เพชรา บุดสีทา. (2560). แนวทางการจัดการเรยี นร้ใู นศตวรรษท่ี 21. เขา้ ถึงเมอ่ื 2564, พฤศจิกายน : 4

จาก https://fms.kpru.ac.th/pr-all/pr-km/pr-km-2560/4908/
ไพโรจน์ เนียมนาค. (2554). การจดั สมั มนา. เขา้ ถึงเมื่อ 2564, พฤศจิกายน : 4 จาก

https://coggle.it/diagram/YJvaZUneslllISPC
ราชบัณฑติ ยสภา. (2557). การศึกษาแบบองค์รวม. เขา้ ถงึ เมอื่ 2564, พฤศจิกายน : 4 จาก

http://legacy.orst.go.th/?knowledges
วิทยา พฒั นเมธาดา. (2560). การจัดการเรยี นรู้ (Learning Management). เขา้ ถึงเมื่อ 2564, พฤศจิกายน

: 4 จาก https://www.kansuksa.com/8/
สวุ ทิ ย์ มลู คา. (2560). วธิ กี ารจดั การเรยี นรู้. เข้าถึงเม่ือ 2564, พฤศจิกายน : 4 จาก

https://cilt.wu.ac.th/backEnd/myfile/attUKPSF/Meaning_TeachingMethod.pdf
สานักหอสมดุ กลาง มหาวิทยาศลิ ปากร. (2556). คณะกรรมการการจัดการความรู้ สานักหอสมดุ กลาง

มหาวิทยาลยั ศิลปากร. เข้าถงึ เม่ือ 2564, พฤศจิกายน : 4 จาก
www.resource.lib.su.ac.th/km/index.php/component/content/category/79-plankm
องค์การถา่ ยทอดความรูแ้ ละเป็นส่วนรว่ มกับงานวิจัยโปรตอนจากทวปี ยุโรป. (2560). การจัดการความรู้.
เขา้ ถึงเม่ือ 2564, พฤศจกิ ายน : 4 จาก http://www.protoneurope.org/?s
นลินทิพยพ์ ิมพ์กลัด และคณะ. (2560). แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบองคร์ วม. สืบคน้ เมอ่ื 2564.
พฤศจิกายน : 2 จากfile:///C:/Users/GT%20COMPUTER/Downloads/129360A1-339717-
1-10-20180619%20(1).pdf

15

ผเู้ ขียน
นางสาวปวรศิ า อินทร์เกอ้ื

นักศึกษาปริญญาตรี ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ านาฏศลิ ป์ คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรีธรรมราช
เลขท่ี 1 หมู่ที่ 4 ตาบลทา่ งิ้ว อาเภอเมือง
จงั หวัดนครศรีธรรมราช 80280
E-mail: [email protected]

ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร. ธรี วฒั น์ ช่างสาน
อาจารย์ผู้สอนรายวชิ าการสัมมนาทางวิชาการนาฏศลิ ป์
มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครศรีธรรมราช
เลขท่ี 1 หมู่ท่ี 4 ตาบลทา่ ง้วิ อาเภอเมือง
จงั หวดั นครศรธี รรมราช 80280
E-mail: [email protected]

1

2

รายงานผลการสัมมนาทางวิชาการ
เรือ่ ง การจัดการเรียนรแู้ บบบรู ณาการ

นางสาวรุ่งทวิ า เบญจาธกิ ลุ
รหัสประจาตวั นักศึกษา 6211120013

รายงานฉบบั นเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของการศึกษารายวิชา
สัมมนาการพฒั นาองค์ความรแู้ ละนวัตกรรมทางด้านนาฏศลิ ป์ 2053904

สาขานาฏศิลป์ คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั นครศรีธรรมราช

ภาคเรยี นท่ี 1/2564



คานา

รายงานการจัดสัมมนาทางวิชาการนาฏศิลป์เรื่องการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษารายวิชาสัมมนาการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมทางด้านนาฏศิลป์ 2053904มีวัตถุประสงค์เพื่อ
จัดกิจกรรมการสัมมนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับนักศึกษาและเพื่อรายงานผลการจัดสัมมนาการ
จัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการของนักศึกษาสาขาวชิ านาฏศลิ ป์ สาระสาํ คัญของเอกสารประกอบดว้ ย บทท่ี1 บท
นํา ประกอบไปดว้ ย หลักการและเหตผุ ล วัตถปุ ระสงค์ ขอบเขตการศึกษา คําสําคัญ และประโยชน์ที่คาดวา่ จะ
ได้รับ บทท่ี2 วรรณกรรมท่ีเก่ียวข้อง ประกอบด้วย ความรู้เรื่องการบูรณาการและถอดเทปองค์ความรู้การ
สัมมนาวิชาการเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ บทที่ 3 วิธีดําเนินการ ประกอบด้วย ขั้นการเตรียมการ
ขั้นการดําเนินงาน และขั้นสรุป บทท่ี4 รายงานผล ประกอบด้วยผลความพึงพอใจ และบทท่ี5 สรุปและ
ข้อเสนอแนะ

ขอขอบคุณผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ธีรวัฒน์ ช่างสาน อาจารยป์ ระจําสมั มนาการพฒั นาองค์ความรู้และ
นวัตกรรมทางด้านนาฏศิลป์ ที่ชี้แนะการพัฒนาเอกสารจนสมบูรณ์เป็นส่ือท่ีดีมีประโยชน์ ขอบคุณอาจารย์ญา
ดา จลุ เสวก ที่เสียสละเวลามาเป็นวทิ ยากรในโครงการสัมมนา เพื่ออธิบายในเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา
การให้นักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ขอบคุณเพ่ือน ๆ น้อง ๆ สาขาวิชานาฏศิลป์ทุกคนที่เป็น
กําลังใจในการพฒั นาสร้างผลสัมฤทธิ์ทดี่ ีของงานเอกสารครง้ั น้ี จึงขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้

รุ่งทิวา เบญจาธิกุล
20 / ต.ค. / 64



สารบญั หนา้

คํานาํ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ก
สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………………................................. ข
สารบญั ภาพ…………………………………………………………………………………………………………………..……………………….. ค
บทท่ี 1 บทนาํ …………………………………………………………………………………………………………………………………………. 1
1
หลกั การและเหตุผล……………………………………………………………………………………………..………………………… 1
วตั ถปุ ระสงค…์ ………………………………………………………………………………………………………………………………… 2
ขอบเขตการศึกษา………………………………………………………………………………………………………………………….. 2
คําสําคญั ……………………………………………………………………………………………………………………………………….… 3
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ…………………………………………………………………………………….……………..………. 4
บทที่ 2 วรรณกรรมทเี่ ก่ียวขอ้ ง……………………………………………………………………………………………………..………..… 4
ความรเู้ ร่อื งการจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการ………………………………………………………………………………… 12
ถอดเทปองคค์ วามรูก้ ารสมั มนาวชิ าการเรอ่ื งการจัดการเรียนรแู้ บบบรู ณาการ 27
บทท่ี 3 วิธดี ําเนินการ…………………………………………………………………………………………………………………….……..….. 27
ข้นั การเตรียมการ……………………………………………………………………………………………………………….……..…... 27
ขน้ั การดําเนนิ งาน…………………………………………………………………………………………………………………….….… 30
ขั้นสรุป………………………………………………………………………………………………………………………………………..…. 34
บทท่ี 4 รายงานผลการดําเนินการสมั มนาทางวิชาการเรอื่ งการจัดการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ……………….. 34
สรปุ ผลความพงึ พอใจ…………………………………………………………………………………………………………..…….…. 37
บทที5่ สรปุ และขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………..……….… 40
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………………………………………. 42
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………………………………...……….…



สารบัญภาพ

ภาพท่ี 1 : การจดั การเรียนการสอนแบบบูรณาการ………………………………………………………………….. หนา้
ภาพที่ 2 : ความหมายของการจัดการเรยี นร้แู บบบูรณาการ……………………………………………………... 13
ภาพที่ 3 : เปา้ หมายของการเรยี นร้แู บบบรู ณาการ…………………………………………………………………... 14
ภาพที่ 4 : ลกั ษณะของการจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการ…………………………………………………………... 14
ภาพท่ี 5 : รปู แบบของการจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการ…………………………………………………………... 15
ภาพท่ี 6 : การบรู ณาการภายในกลมุ่ วชิ าหรอื สาขาวิชาเดยี วกนั ………………………………………………... 16
ภาพที่ 7 : การบรู ณาการระหว่างวชิ า……………………………………………………………………………………... 17
ภาพท่ี 8 : ขั้นตอนการจัดการเรียนรแู้ บบบรู ณาการ…………………………………………………………………. 17
ภาพท่ี 9 : ลกั ษณะทีส่ าํ คญั โดยรวมของการบูรณาการทีด่ ี…………………………………………………………. 20
ภาพที่ 10 : Case Study การจัดการเรียนสอนแบบบูรณาการ กิจกรรมละครสรา้ งสรรค์…………….. 20
ภาพที่ 11 : กระบวนการการจดั การเรียนสอนแบบบรู ณาการ กิจกรรมละครสรา้ งสรรค์………………. 21
ภาพที่ 12 : ผลท่ีเกดิ ขึน้ จากการจดั การเรยี นสอนแบบบรู ณาการ กจิ กรรมละครสรา้ งสรรค์………….. 21
ภาพที่ 13 : การใหค้ ะแนนจากการจัดการเรยี นสอนแบบบูรณาการ กิจกรรมละครสรา้ งสรรค์………. 22
ภาพท่ี 14 : ผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาแลกเปล่ียนประสบการณก์ ับทา่ นวทิ ยากร…………………………………….… 23
25

1

บทท่ี 1
บทนา

หลักการและเหตผุ ล

โลกแห่งการเรียนรู้ในปจั จุบันมีส่ิงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันน้ันจะเปน็ สิ่งท่ีเก่ียวเน่ืองสัมพันธก์ ัน
กับศาสตร์ในสาขาต่างๆ ผสมผสานกันทําให้ผู้เรียนท่ีเรียนรู้ศาสตร์เด่ียวๆ มาไม่สามารถนําความรู้มาใชใ้ นการ
แกป้ ญั หาได้ ดงั น้ันการจดั การเรียนร้แู บบบูรณาการจะชว่ ยให้สามารถนาํ ความรู้ ทักษะจากหลายๆ ศาสตร์มา
แก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง การจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการจึงทําให้เกิดความสัมพันธ์เช่ือมโยงความคิดรวบยอด
ของศาสตร์ตา่ งๆ เข้าด้วยกัน ทําให้เกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of learning) ของศาสตร์ตา่ งๆ เข้า
ดว้ ยกัน ทาํ ใหผ้ เู้ รยี นมองเห็นประโยชน์ของสงิ่ ทเี่ รยี นและนาํ ไปใชไ้ ด้จริง

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือตอบ
ปัญหาที่สงสัยด้วยการผสมผสานสาระกระบวนการวิธีสอน เทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติด้วยการสอดแทรก
สาระความรู้อ่ืนๆและคุณธรรมจริยธรรมอย่างเหมาะสม เกิดความสมบูรณ์อย่างสมดุลเสมือนเป็นชีวิตของ
ผู้เรียนสําหรับการจักการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือการเชื่อมโยงรวมท้ังสอดแทรกเน้ือหาทักษะกระบวนการ
ทักษะปฏิบัติของสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวเร่ืองท่ีต้องการสอนอย่างเหมาะสม หรืออย่างสมดุล หรืออย่าง
สมบูรณ์ การเช่ือมโยงดังกล่าวทําให้ผู้เรียนได้พัฒนาปัญญาด้านต่าง ๆ หรือกล่าวว่าเป็นพัฒนาของปัญญา
(Multiple Intelligences)พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2551: 12-15)

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ มีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับผู้เรียน เพราะการเรียนรูแบบบูรณา
การเปนการจัดการเรียนการสอนที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ เปนการเรียนรูที่เช่ือมโยงเน้ือหาสาระหลายศาสตร์
เขาด้วยกันอยางมีความหมาย และสามารถนําไปประยกตุใชในชีวิตจริงเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ
เชื่อมโยงความรู้กับประสบการณ์ในการท่ีจะไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบลง
มือทํา

ด้วยเหตนุ ี้ผู้จัดการสัมมนาในคร้ังนี้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการ (Integrated Instruction)
มีความสําคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสอนท่ีเชื่อมโยงความรู ความคิดรวบยอด หรือทักษะเขาดว้ ยกัน เพ่ือให้
เกิดการเรียนรู้แบบองครวม ท้ังดานพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ซ่ึงสอดคลองตามแนวการจัดการศึกษา
ตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหงชาตพิ .ศ.2542 มาตรา23 ท่ีเนนความสําคญั ท้ังความรูคุณธรรม กระบวนการ
เรียนรแู ละบูรณาการตามความเหมาะสม ซ่ึงเปนไปตามสภาพจริงของสงั คม

วัตถุประสงค์

การสัมมนา ในครง้ั น้ีมวี ัตถุประสงคท์ ี่สําคญั คือ
1. เพอื่ ศกึ ษาการพฒั นาแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกบั นักศกึ ษา
2. เพ่ือตรวจสอบความพึงพอใจของการสัมมนาเรอื่ งการจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการสําหรับนําใชเ้ ป็น
แนวทางพฒั นา ปรับปรุงการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการจัดสมั มนาทางวชิ าการในลําดับต่อไป

2

ขอบเขตของการศกึ ษา

การสัมมนาในคร้ังนี้ มขี อบเขตที่น่าสนใจคอื
1. ขอบเขตด้านเนอ้ื หา

มงุ่ ศึกษาความรู้ ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการกับนักศึกษา สร้างทักษะกระบวนการ
ทาํ งานการจัดสัมมนาและวัดความพงึ พอใจในการเข้าร่วมการสัมมนาการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยการ
จัดการสัมมนาเร่ืองการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรอาจารย์ญาดา จุลเสวก
ประธานหลักสูตรนาฏศิลป์มาให้ความรใู้ นครั้งนี้

2. ขอบเขตด้านสถานท่ี
มุ่งการจัดโครงการสัมมนา เร่ืองการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การจัดสัมมนาในรายวิชาสัมมนา
การพัฒนาและการจักการเรียนรู้ ในห้องClassroomผู้จัดสัมมนานางสาวรุ่งทิวา เบญจาธิกุล นักศึกษาสาขา
นาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช .
2.1 วิทยากร
อาจารย์ญาดาจุลเสวก ประธานหลักสูตรนาฏศิลป์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครศรธี รรมราช
2.2 นักศึกษา
นักศึกษาสาขานาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั นครศรธี รรมราช จํานวน32 คน
3. ขอบเขตดา้ นระยะเวลา
การจัดโครงการสัมมนา เรือ่ งการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ ในครงั้ น้ี จะใช้เวลาในการปฏิบตั ิงาน
วันที่ 9 - 16 กนั ยายน ในภาคเรยี นที่ 1/2564

คาสาคญั ของการศกึ ษา

สัมมนา หมายถึง การประชุมเพ่ือแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในเรื่องใดเรื่อง
หน่ึง ผลของการสัมมนาถือว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะผู้ที่เกี่ยวข้องจะนําไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ โดยมี
จดุ มุ่งหมายเพ่อื อบรม ฝึกฝน ชแ้ี จง แนะนาํ ส่ังสอน ปลูกฝังทัศนะคติและให้คําปรึกษา ในเร่ืองที่เกี่ยวข้องหรือ
แสวงหาข้อตกลงด้วยวธิ กี ารอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็นอย่างเสรี ซักถาม ถกเถียง ปรึกษาหารือ ภายใน
หัวข้อที่กําหนด ซึ่งผลจากการสัมมนา จะช่วยให้ระบบและวธิ ีการทํางานมีประสิทธภิ าพสูงขึ้น (ไพโรจน์ เนียม
นาค, 2554)

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการ หมายถึง การจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือตอบ
ปัญหาท่ีสงสัยด้วยการผสมผสานสาระกระบวนการวิธีสอน เทคนิคที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติ ด้วยการสอดแทรก
สาระความรู้อ่ืนๆ และคุณธรรมจริยธรรมอย่างเหมาะสม เกิดความสมบูรณ์อย่างสมดุลเสมือนเป็นชีวิตของ
ผู้เรียนสําหรับการจักการเรียนรู้แบบบูรณาการ คือการเช่ือมโยงรวมท้ังสอดแทรกเน้ือหาทักษะ กระบวนการ
ทักษะปฏิบัติของสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับหัวเร่ืองท่ีต้องการสอนอย่างเหมาะสม หรืออย่างสมดุล หรืออย่าง

3

สมบูรณ์ การเชื่อมโยงดังกล่าวทําให้ผู้เรียนได้พัฒนาปัญญาด้านต่าง ๆ หรือกล่าวว่าเป็นพัฒนาของปัญญา
(Multiple Intelligences) พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยินดสี ุข (2551: 12-15)

ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รบั

ภายหลังจากการสมั มนาคาดการณ์ว่าจะได้รบั ประโยชนค์ ือ
1. ได้ความรแู้ ละเขา้ ใจเกี่ยวกับการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการมากขึน้
2. ได้ผลจากการตรวจสอบความพงึ พอใจของการสมั มนาเรื่องการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการสําหรับ
นาํ ใชเ้ ป็นแนวทางพฒั นา ปรับปรุงการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมการจดั สัมมนาทางวชิ าการในลาํ ดบั ตอ่ ไป

4

บทที่ 2
ทบทวนวรรณกรรม

วรรณกรรมทเี่ กีย่ วขอ้ งในครั้งนี้ ผศู้ กึ ษาจะให้รายละเอยี ดที่เก่ียวข้องกับวรรณกรรมและทฤษฎีที่ใช้มา
ประกอบ ดงั นี้

1. ความรู้เร่ืองการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
1.1 ความหมายของการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการ
1.2 ลักษณะและรปู แบบของการจัดการเรยี นรู้แบบบรู ณาการ
1.3 จดุ มุ่งหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ
1.4 ข้ันตอนของการจัดการเรยี นรแู้ บบบูรณาการ
1.5 คุณค่าและประโยชนท์ ่ีไดจ้ ากการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการ
1.6 การประเมินผลจากการจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการ

2. ถอดเทปองคค์ วามรกู้ ารสัมมนาวิชาการเร่อื งการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

1. ความรู้เรอ่ื งการจดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการ

ความรเู้ ร่ืองการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการจะให้รายละเอียด ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการ ลักษณะและรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการ ข้ันตอนของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ คุณค่าและประโยชน์ท่ีได้จากการจัดการเรียนรู้แบบ
บูรณาการดงั น้ี

1.1 ความหมายของการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
ในเรอื่ งความหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบบูรณาการหรอื วธิ ีการสอนแบบบรู ณาการ มผี ู้ทรงคุณวฒุ ิ
และนักวิชาการศึกษาได้ให้ความหมายไวม้ ากมาย ดังตอ่ ไปนี้
พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และพเยาว์ ยนิ ดีสขุ (2551: 12-15) ได้ให้ความหมาย การบรู ณาการการเรียนการ
สอน หมายถึง การจัดกิจกรรมเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือตอบปัญหาท่ีสงสัยด้วยการผสมผสานสาระ
กระบวนการวธิ ีสอน เทคนิคท่ีเน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติดว้ ยการสอดแทรกสาระความรู้อื่นๆและคุณธรรมจริยธรรม
อย่างเหมาะสม เกิดความสมบูรณ์อย่างสมดุลเสมือนเป็นชีวิตของผู้เรียนสําหรับการจักการเรียนรู้แบบบูรณา
การ คือการเชื่อมโยงรวมท้ังสอดแทรกเนื้อหาทักษะกระบวนการ ทักษะปฏิบัติของสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ กับ
หัวเร่ืองทต่ี ้องการสอนอยา่ งเหมาะสม หรืออย่างสมดลุ หรืออย่างสมบรู ณ์ การเช่ือมโยงดังกล่าวทําให้ผู้เรียนได้
พฒั นาปัญญาด้านต่าง ๆ หรอื กล่าวว่าเป็นพฒั นาของปัญญา (Multiple Intelligences)
สงัพ ยุทรานนท์ (2532:221) ได้ให้ความหมายของ หลักสูตรบูรณาการว่าเป็นหลักสูตรท่ีมีการ
ผสมผสานกันระหวา่ งเนอ้ื หาวิชามากท่สี ดุ ไม่ปรากฏเด่นชดั ว่าวิชาใดวิชาหนึ่งเปน็ หลักสําคัญของหลักสูตร การ
จัดหลักสูตรแบบบูรณาการ เป็นการหนีจากการเน้นเน้ือหาวิชาเป็นอย่างมาก การจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ
อาจทําได้โดยลักษณะหน่งึ หรอื หลายลกั ษณะรวมกนั

5

สุมานิน รุ่งเร่ืองธรรม (2552:32) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง การจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เพื่อการเรียนรู้ท่ีมีความหมาย ให้เข้าใจความเป็นไป ที่สําคัญของสังคม
เพอ่ื ดัดแปลงพฤตกิ รรมของผู้เรยี นใหเ้ ข้ากบั สภาพชีวติ จนไดย้ ิ่งกวา่ เพ่มิ

ดังน้ันการเรียนการสอนแบบบูรณาการหรือการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึงการจัดการ
เรียนการสอนที่เชื่อมโยงผสมผสานศาสตร์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดแบบองค์รวม ซ่ึงเป็นประสบการณ์ตรง
ให้แก่ผู้เรียน เน้นความสนใจ ความสามารถ และความต้องการของผู้เรียน โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนท่ี
สอดคล้องกับจุดประสงค์และชีวิตประจําวัน ทําให้เกิดความ สมบูรณ์ท้ังด้านความรู้ ทักษะ และคุณธรรม
จรยิ ธรรม

1.2 ลกั ษณะและรปู แบบของการจดั การเรยี นรูแ้ บบบรู ณาการ
นักวิชาการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะสําคัญและรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณา
การไว้ดังตอ่ ไปน้ี
สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2546: 25-31) กล่าวว่าการบรู ณาการมีหลายลักษณะ หลายแนวคิด ข้ึนอยู่กับ
ครแู ต่ละคนและความเหมาะสม ซ่งึ แบ่งลกั ษณะออกไดด้ งั น้ี
1. การบูรณาการเชิงเน้ือหาสาระ เป็นการผสมเชือ่ มโยงเน้ือหาสาระในลักษณะการหลอมรวมกันโดย
ต้ังเป็นหนว่ ยหรอื หวั เรือ่ งเนื้อหาที่นาํ มารวมก็ต้องมคี วามสัมพนั ธก์ ันและคลา้ ยคลงึ กัน
2. การบรู ณาการเชิงวิธกี าร เป็นการผสมวธิ ีการสอนแบบตา่ งๆ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ที่ใช้วิธีสอนหลายๆวธิ ี ใชส้ ื่อการสอนแบบประสม ใช้เทคนิคท่ีหลากหลายเพื่อให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้และ
ฝึกปฏิบัติอย่างสัมพันธ์กันมากท่ีสุด โดยอาจใช้เทคนิคการสนทนา การอภิปราย การใช้คําถาม การบรรยาย
การคน้ ควา้ ทางานกลุ่ม การไปศกึ ษานอกห้องเรียน การนําเสนอข้อมูล เปน็ ต้น
3. การบูรณาการความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนพัฒนาวิธีการแสวงหาความรู้ด้วย
ตนเอง โดยมีกระบวนการเรียนรู้ท่ีมีขั้นตอนอยู่ในใจแต่สามารถยืดหยุ่นได้ซ่ึงอาจใช้กระบวนการ เช่น
กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการสรา้ งความคดิ รวบยอด เปน็ ต้น
4. การบูรณาการความรู้ ความคิดกับคุณธรรม ใช้การสอดแทรกคุณธรรมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว จนกระท่ัง
เกิดการซึมซับเป็นธรรมชาติ เช่นการสอนเร่ืองสิทธิหน้าท่ีและเสรีภาพ เพ่ือให้นักเรียนจะได้เป็นผู้ท่ีมีความรู้คู่
คณุ ธรรม
5. การบูรณาการความรู้กับการปฏิบัติเป็นการเชื่อมโยงความรู้ไปกับการปฏิบัติซึ่งจะทําให้ความรู้น้ัน
ตดิ ตัวไปยาวนานไมล่ มื ง่าย
6. การบูรณาการความรู้ในโรงเรียนกับชีวิตจริงของนักเรียน ความรู้ที่ครูจัดให้นักเรียน ไม่ควรแปลก
แยกกบั ชีวิตจริง เพราะจะทําให้นักเรียนไม่เห็นคุณค่า ไม่มีความหมาย และไม่เกิดประโยชน์ ดังน้ันส่ิงท่ีครูสอน
ควรเช่ือมโยงกับชวี ิตของนกั เรยี น เพอ่ื นาํ ไปปรบั ปรงุ พฒั นาคณุ ภาพชีวติ
วัฒนาพร ระงบั ทุกข์ (2542: 46-47) และกรมวิชาการ (2544: 4) ตา่ งกล่าวถึงลักษณะสําคัญของ
การบรู ณาการการสอดคลอ้ งกัน ดังน้ี
1. เปน็ การบูรณาการระหวา่ งความรแู้ ละกระบวนการเรียนรู้

6

2. เป็นการบูรณาการระหวา่ งพฒั นาการทางดา้ นความรู้และทางดา้ นจติ ใจ
3. เปน็ การบรู ณาการระหวา่ งความรู้และการปฏิบตั ิ
4. เปน็ การบรู ณาการระหวา่ งสิ่งทอี่ ยใู่ นห้องเรียนและส่งิ ที่อยู่ในชวี ิตจรงิ
5. เป็นการบูรณาการระหว่างวิชาตา่ ง ๆ
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2540: 7) ได้แบ่งลักษณะการสอนแบบ บรู ณาการมี 2
แบบคือ การบูรณาการภายในวชิ าและการบรู ณาการระหวา่ งวิชา การบรู ณาการภายในวิชา มีจุดเนน้ อยู่ภายใน
วิชาเดยี วกนั ส่วนการบูรณาการระหว่างวชิ า เปน็ การเชอื่ มโยงหรอื รวมสาสตรต์ ่าง ๆตง้ั แต่สองวชิ าขึ้นไปภายใต้
หัวเร่ือง (Therme) เดียวกัน เป็นการเรียนรู้โดย ใช้ความรู้ความเข้าใจและทักษะในศาสตร์หรือความรู้ในวิชา
ต่างๆมากกว่า 1 วิชาข้ึนไปเพอ่ื การ แก้ปญั หาหรือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเช่ือมโยง
ความรู้หรือระหว่าง วิชาต่าง ๆ มากกว่า 1 วิชาขึ้นไป เพือ่ การแก้ปัญหาหรือแสวงหาความรู้ ความเข้าใจ ใน
เรื่องใด เรื่องหน่ึง การเช่ือมโยงความรู้และทักษะระหว่างวิชาต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีลึกซ้ึง
ไม่ใช่เพียงผิวเผินและมีลักษณะใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากขึ้น การสอนแบบบูรณาการทั้งสองแบบมีหลักการ
เช่นเดยี วกันกล่าวคือ มีการกําหนดหัวเรื่องเช่อื มโยงความคิดรวบยอดต่างๆ มีการวางแผนการจัดกิจกรรมและ
โครงการต่าง ๆ ทผ่ี ้เู รยี นจะต้องศึกษา ลงมือปฏบิ ัติ และได้นาํ ไปจดั การสอนแบบบรู ณาการ 4 รูปแบบคือ
1. การสอนแบบบูรณาการการสอดแทรก (Infusion Instruction) การสอนรูปแบบนี้ครูผู้สอนวิชา
หนึ่งสอดแทรกเน้ือหาวิชาอนื่ ๆ เข้าไปในการสอนของตนเป็นการวางแผนการสอน และเปน็ การสอนโดยครูคน
เดียว
2. การสอนบูรณาการแบบขนาน (Parallel Instruction) การสอนตามรูปแบบน้ี ครูตัง้ แต่ 2 คนข้ึน
ไปสอนต่างวิชากัน ต่างคนต่างสอนแต่ต้องวางแผนการสอนร่วมกัน โดยมุ่งสอนหัวเร่ือง/ความคิดรวบยอด/
ปัญหาเดียวกัน (Theme/ConceptProblem) ระบุส่ิงที่ร่วมกันและตัดสินใจร่วมกันว่าจะสอนหัวเรื่อง
ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น ๆ อย่างไรในวิชาของแต่ละคน งานหรือการบ้านที่มอบหมายให้นักเรียนทําจะ
แตกตา่ งกนั ไปแตล่ ะวชิ า แต่ท้งั หมดจะตอ้ งมีหวั เรื่อง/ความคดิ รวบยอด/ปญั หารว่ มกนั
3. การสอนบูรณาการแบบสหวิทยาการ (Multidisciplinary Instruction) การสอนตามรูปแบบนี้
คล้ายๆกับการสอนบูรณาการแบบขนาน กล่าวคือครูตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปสอนต่างวิชากัน มุ่งสอนหัวเรื่อง
ความคิดรวบยอด/ปัญหาเดียวกันต่างคนต่างแยกกันสอนส่วนใหญ่ แต่มีการมอบหมายงานหรือโครงงาน
(Project) ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ครูทุกคนจะต้องวางแผนร่วมกันเพ่ือที่จะ
ระบุว่าจะสอนหัวเรื่อง ความคิดรวบยอด/ปัญหานั้น ๆ อย่างไรและวางแผนร่วมกัน (หรือกําหนดงานที่จะ
มอบหมายให้นักเรียนร่วมกันท่า) และกําหนด ว่าจะแบ่งโครงงานนั้นออกเป็นโครงงานย่อย ๆ ให้นักเรียน
ปฏบิ ัติแตล่ ะรายวชิ าอย่างไร
4. การสอนบูรณาการข้ามวิชาหรือเป็นคณะ (Transdisciplinary Instruction) การสอนตามรูปแบบ
นี้ครูท่ีสอนวิชาต่างๆ จะร่วมกันสอนเป็นคณะหรือเป็นทีมร่วมกันวางแผน ปรึกษาหารือและกําหนดหัวเร่ือง
ความคดิ รวบยอด/ปญั หาร่วมกัน แลว้ รว่ มกนั ดําเนนิ การสอนนกั เรยี นกลุ่มเดยี วกัน

7

1.3 จุดมุ่งหมายของการจดั การเรียนรแู้ บบบรู ณาการ
มนี กั วชิ าการศกึ ษาหลายทา่ นได้กล่าวถงึ จดุ ม่งุ หมายของการจดั การเรียนร้แู บบบรู ณา การดังน้ี
สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2546: 16-17) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการบูรณาการ หลักสูตรและการ
สอนแบบบรู ณาการดังนี้
1. เพอื่ ให้นกั เรยี นเกดิ ความตระหนกั วา่ การเรียนรู้ทุกส่ิงมีความสัมพนั ธซ์ ่ึงกันและกัน ในชวี ิตคนเราทุก
สิ่งทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ หลักสูตรบูรณาการจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตของนักเรียนมากกว่าและ
นกั เรยี นจะเกดิ แรงจงู ใจในการเรยี นมากกวา่ หลักสตู รแบบเดมิ
2. เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้ท่ีสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซ่ึงในการแก้ปัญหานักเรียน จะต้องอาศัย
ความร้จู ากหลายสาขาวชิ าในเวลาเดยี วกัน
3. เพ่อื ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้โดยตรงอย่างมีจุดหมายและมีความหมาย นักเรียนมีส่วน
ร่วมในการตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนและช่วย สร้างความเข้าใจให้นักเรียน
อย่างลกึ ซง้ึ
4. เพื่อสนองความสนใจของนักเรียนแต่ละคน โดยการเรียนรู้โดยตามเอกัตภาพออกแบบกิจกรรมให้
นักเรียนได้เรียนรู้ตามท่ีตอ้ งการจะรู้ บรรยากาศในช้ันเรียนจะไม่เครียด สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเรียนอย่าง
สนุกสนานและบรรลุผลในการเรยี นใหม้ ากขึ้น
5. มีการถ่ายโอนและค้นคว้าความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา ความคิด ทักษะและเจตคติ ช่วยให้ผู้เรียน
เข้าใจความคิดรวบยอดท่ีเรียนได้อย่างลึกซ้ึงเป็นระบบ และถ่ายโอนความเข้าใจจากเร่ืองหน่ึงไปสู่อกี เรื่องหนึ่ง
ไดด้ ี
6. ส่งเสริมการเรียนรู้ที่จะทํางานร่วมกัน ให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัย มีความพึงพอใจ มีความรู้สึกเป็น
สว่ นหนึง่ ของหมู่คณะและยอมรับผู้อนื่ เต็มใจท่ีจะทํางานรว่ มกับกลมุ่ และเป็นสมาชิกท่ีดีของกล่มุ
7. ชว่ ยพฒั นาค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม มาตรฐานการทํางาน วินัยในตนเอง ส่งเสริมความสามารถ
ในการทาํ งาน และการควบคมุ อารมณข์ องผเู้ รยี น
8. ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการแสดงออกทางศิลปะดนตรีไปพร้อม ๆกับทางด้าน
ความรู้เนื้อหาสาระ อีกทั้งให้ผเู้ รยี นมโี อกาสไดร้ ่วมกจิ กรรมในสังคม
ธาํ รง บัวศรี (2536: 180-182 ) กล่าวถึงการกําหนดจุดมุ่งหมายของการสอนแบบบูรณาการนั้น ควร
คํานึงถึงลกั ษณะสาํ คัญ ดังต่อไปนี้
1. เป็นการบูรณาการระหว่างความรแู้ ละกระบวนการเรียนรู้ เพราะในปัจจุบันมีปริมาณความรู้มากขึ้น
เป็นทวคี ูณ รวมทงั้ มคี วามสลบั ซบั ซ้อนขึ้นเปน็ ลาํ ดบั การเรียนการสอนด้วยวิธเี ดิมเชน่ การบอกเล่า การบรรยาย
การท่องจํา อาจจะไม่เพียงพอท่ีจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้ ผู้เรียนควรเป็นผู้สํารวจความสนใจ
ของตนเองว่าความรู้ที่หลากหลายน้ันอะไร คือสิ่งที่ตนเองสนใจอย่างแท้จริง ตนเองจะแสวงหาความรู้เพื่อ
ตอบสนองความสนใจเหล่าน้ไี ด้ อยา่ งไร เพยี งใด และด้วยกระบวนการอะไร

8

2. เป็นการบูรณาการระหว่างพัฒนาการทางความรู้และการพัฒนาการทางจิตใจน่ันคือ การให้
ความสําคัญแก่จิตพิสัย เจตคติ ค่านิยม ความสนใจในและสุนทรียภาพแก่ผู้เรียนในการแสวงหาความรู้ด้วย
ไมใ่ ช่เนน้ แตเ่ พียงองคค์ วามรหู้ รือพทุ ธพิ สิ ัยแต่เพยี งอยา่ งเดยี ว

3. เป็นการบูรณาการระหว่างความรู้และการกระทําความสัมพันธ์ของการบูรณาการ ระหว่างความรู้
และการกระทาํ ในขอ้ น้ยี งั มนี ยั แหง่ ความสําคัญ และความสัมพันธด์ ังไดก้ ล่าวไว้ แล้วในข้อท่ีสองเพียงแต่เปล่ียน
จิตพสิ ยั เปน็ ทกั ษะพสิ ยั เทา่ นน้ั

4. การบูรณาการระหว่างสิ่งท่ีเรียนในโรงเรียนกับสิ่งท่ีเป็นอยู่ในชีวิตประจําวันของผู้เรียน คือ การ
ตระหนักถึงความสําคัญแห่งคุณภาพชีวิตของผู้เรียน เมื่อได้ผ่านกระบวนการการ เรียนการสอนตามหลักสูตร
แลว้ สิ่งท่ีเรียนท่ีสอนในหอ้ งเรยี นจะตอ้ งมีความหมายและมีคณุ คา่ ต่อชีวิตผเู้ รยี นอยา่ งแทจ้ รงิ

5. เป็นการเรียนรู้ระหว่างวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ เจตคติ และการกระทําท่ีเหมาะสมกับ
ความต้องการและความมั่นใจของผู้เรียนอย่างจริงจัง ตอบสนองต่อคุณค่าในการดํารงชีวิตของผู้เรียนแตล่ ะคน
การบูรณาการความรู้ของวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการและเพ่ือตอบปัญหาท่ีผู้เรียน
สนใจ จงึ เป็นขั้นตอนสาํ คัญท่ีควรจะกระทาํ ในขน้ั ตอนของการบูรณาการหลกั สูตรการเรยี นการสอน

Lardizabal and others. (1970: 142) ไดก้ ล่าวถงึ จุดมุง่ หมายใน การสอนแบบบรู ณาการไวด้ งั นี้
1. เพอื่ พัฒนาและส่งเสริมให้เด็กรู้สึกปลอดภัย มีความพงึ พอใจ มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ
และยอมรบั ผ้อู ื่น
2. ส่งเสริมการเรยี นรทู้ จี่ ะทํางานรว่ มกันระหวา่ งครูกบั นกั เรยี น
3. ช่วยพัฒนาค่านิยมบรรยากาศในช้ันเรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาจริยธรรม มาตรฐานการ
ทํางาน มาตรฐานของกล่มุ ความซาบซงึ้ ในการทํางานและความซือ่ สัตย์
4. ช่วยพัฒนาวินัยในตนเอง โดยส่งเสริมความสามารถในการทํางานและการควบคุมอารมณ์ของ
นกั เรยี น
5. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาความสามารถทางด้านการแสดงออกด้านศิลปะ ดนตรี การ
ละคร ฯลฯ เชน่ เดยี วกนั กับทางดา้ นสังคม วทิ ยาศาสตร์ และวรรณคดี
6. เพื่อนกั เรยี นมีโอกาสไดร้ ่วมกิจกรรมในสังคม เต็มใจท่ีจะทํางานร่วมกับกลุ่มและเป็นสมาชิกท่ีดีของ
กล่มุ
7. ช่วยวดั ผลการเรยี นรโู้ ดยการนาํ วธิ กี ารตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียนรู้แก่ผู้เรียนท้ังรายบุคคล
และกลุม่
จากท่ีนกั วิชาการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถงึ จุดมุ่งหมายของการจัดการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ สามารถ
สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการ เพอ่ื พฒั นาและส่งเสริม ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะใน
การคิด การแก้ปัญหาต่าง ๆ จากการฝึกปฏิบัติประสบการณ์ตรงตามกระบวนการที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามท่ีตนเองต้องการ มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ได้ฝึกทักษะตามความสามารถ
รวมท้ังพัฒนาทักษะในหลายด้านด้วยกัน ท้ังด้านการยอมรับตนเอง การควบคุมอารมณ์ วินัยในตนเอง การ
ทํางานกลุ่ม ค่านิยม คุณธรรม จรยิ ธรรม

9

1.4 ขน้ั ตอนของการจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการ
มนี กั วิชาการศกึ ษาหลายท่านไดก้ ลา่ วถงึ ข้ันตอนการจัดการเรยี นรู้แบบบรู ณาการ ดงั ตอ่ ไปนี้
อัจฉรา ชีวพันธ์ (2538: 27-31) ได้เสนอแนวทางในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหรือข้ันตอนไว้
ดังน้ี
1. วิเคราะห์เนื้อหา ในการสอนแตล่ ะคร้ังผู้สอนจะต้องวิเคราะห์เนื้อหาให้ถ่องแท้ เพ่ือจัดหาแนวทาง
ในการจัดทําสื่อ กิจกรรมให้เหมาะสม ตลอดจนนึกดวู ่าเน้ือหาใดสามารถบูรณาการกับกลุ่มประสบการณ์ใดได้
บ้างและจะใช้วิธกี ารใด
2. เลอื กลลี าใหเ้ หมาะสม การเลือกหาวธิ กี ารในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้บรู ณาการไดอ้ ย่าง
เหมาะสมจะช่วยให้การดําเนินการเป็นไปอย่างราบร่ืน และประสมผสานกันระหว่างกลุ่มประสบการณ์ต่าง ๆ
ดงั น้ันผ้สู อนควรพิจารณาใหไ้ ดว้ า่ เน้ือหาควรใชก้ ิจกรรมใด
3. จัดให้กลมกลืน หลังจากผู้สอนสามารถเลือกหากิจกรรมและวธิ ีการจัดการเรียนการสอนท่ีมีความ
สมบูรณ์ได้แล้ว ผู้สอนควรคํานึงถึงความกลมกลืนของเน้ือหาและกิจกรรมว่าเหมาะสมสอดคล้องเพียงใด ใช้
เวลามากนอ้ ยแค่ไหน เหมาะกบั กาลเทศะหรือไม่
4. สร้างความนิยมช่ืนชมในกิจกรรมการเรียนการสอนซ่ึงจะบรรลุเป้าหมายที่ต้ังไว้ ข้ึนอยู่กับ
องคป์ ระกอบอยา่ งหน่งึ คือความประทับใจและเจตคติของผูเ้ รยี น ดังนั้นการท่ผี ู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้สร้าง
ความนิยมชื่นชอบให้ผู้เรียน จึงนับว่าสําคัญอย่างย่ิงเพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจอย่างท่อง
แท้ ตลอดจนเหน็ คณุ ค่าของสงิ่ ท่ีเรียน
5. จดจําได้อย่างดี การเรียนการสอนท่ีมีกฎเกณฑ์ที่ชว่ ยให้ผู้เรียนจดจําไดด้ ีขึ้น มีผลดี กับผู้เรียนอย่าง
ย่งิ ถ้าผสู้ อนไดม้ คี วามพยายามใหผ้ ูเ้ รียนไดม้ กี ารจดจําอย่างมีเหตุผล มีหลกั เกณฑ์ไม่จ้าแบบนกแกว้ นกขนุ ทอง
6. มีทักษะในการนําไปใช้เป้าหมายสุดท้ายเป็นการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนจะต้องเกิดทักษะท่ี
สามารถนําความรคู้ วามเขา้ ใจไปใชใ้ นชีวิตประจาํ วันไดอ้ ย่างดดี ้วย ไม่อยู่ในลักษณะท่ี “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่
รอด”
อรทยั มลู คาํ และคนอน่ื ๆ (2542) ไดก้ ําหนดขั้นตอนการสอนให้ผู้เรียนเกิดบูรณาการท่ีมีชือ่ วา่ สตอริ
ไลน์ เมททอด (Story Line Method) ไวด้ ังตอ่ ไปนี้
แนวทางการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้ Story Line Method
1. สังเคราะห์และวิเคราะห์เน้ือหาของรายวิชา หรือกลุ่มประสบการณ์แล้วก้าหนดองค์รวมแห่งองค์
ความรทู้ ่ีพึงประสงค์ไวใ้ หช้ ัดเจนในรปู ของหวั เรื่อง
2. เขียนแผนการสอนโดยใช้เส้นทางการเดินเร่ือง (Topic Line) เป็นกรอบในการเขียน โดยมีหัวเร่ือง
เปน็ ตวั กาํ หนดเน้อื หา
3. จัดกิจกรรมตามหัวเร่ืองที่กําหนดและจัดเรียงเป็นตอน ๆ (Episode) ด้วยการใช้คําถามหลักเป็น
ตวั กําหนดกจิ กรรมการเรียนรู้
4. เส้นทางเดินเรื่องท่ีใช้เป็นกรอบดาํ เนินการโดยวิธี Story Line Method ประกอบด้วย ขั้นตอน
สําคัญ 4 องค์ ก็คือ ฉาก ตวั ละคร วถิ ีชีวิตและเหตุการณ์ ซึ่งเหตกุ ารณ์แต่ละองค์จะประกอบดว้ ยประเดน็ หลัก

10

บางประเด็นที่ยกข้ึนมาพิจารณาเป็นพเิ ศษ โดยการต้ังคําถามแล้วให้นักเรียนไปค้นควา้ หาคําตอบ คําถามน้ีจะ
โยงไปยังคําตอบทสี่ ัมพนั ธก์ ับเน้อื หาวชิ าตา่ งๆ

จากข้ันตอนในการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการบูรณาการ ท้ังหมดที่กล่าวมาพอสรุปเป็นข้ันตอนได้ 4
ข้ันตอน ดังนี้

1. ข้ันนํา ครูเป็นผู้สร้างประเด็นหรือนํานักเรียนเข้าสู่ปัญหา โดยนํานักเรียนเข้าสู่สถานการณ์จริงที่
เก่ยี วข้องกับชวี ิตประจําวันของตัวนักเรียนเอง

2. ขั้นปฏิบัติ นักเรียนนําผลจากการได้รับประสบการณ์จริงที่ได้จากข้ันนํามาวิเคราะห์เพ่ือหาแนว
ทางแกไ้ ขปญั หา หรือพัฒนางานโดยกระบวนการกลมุ่ แล้วบรู ณาการเนอ้ื หาวิชาอ่ืน ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งกนั ไว้ดว้ ยกนั

3. ขน้ั สรุป นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ นาํ ผลการวเิ คราะห์มาแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนานั้นไปสู่การปฏิบตั ิจริง
ตามขั้นตอนการแก้ไข หรือพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับของกลมุ่ โดยมผี สู้ อนเปน็ ผู้แนะแนวทาง

4. ขนั้ ประเมินผล ทุกกลุ่มนําเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาช้ินงานท่ีไดร้ ับการแก้ไขหรือ
ปรับปรุงแล้วต่อทุกกลุ่มร่วมกัน ผู้สอนเป็นผู้ช้ีแนะแนวทางที่ถูกต้องและเช่ือมโยง การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา
งานแตล่ ะกล่มุ ใหเ้ กิดการบรู ณาการระหว่างกัน

1.5 คณุ ค่าและประโยชนท์ ี่ไดจ้ ากการจัดการเรยี นรูแ้ บบบูรณาการ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 51-52) ไดก้ ล่าวถงึ ประโยชนข์ องการบูรณาการดงั ตอ่ ไปนี้

1.เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้เรียนสามารถจดจําความรู้ท่ีเรียนไปไดน้ าน (Retention) ซึ่งจะ
เร่ิมตน้ ดว้ ยการทบทวนความร้เู ต็มและประสบการณ์เดมิ ของผูเ้ รยี น

2.ผู้เรียนมสี ่วนรว่ มในการเรียน (Participate) ทงั้ ทางด้านรา่ งกาย จิตใจ สติปัญญา และสงั คมเป็นการ
พฒั นาในทุกดา้ น

3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทํากิจกรรมตามประสบการณ์ชีวิตของตนและเป็นประสบการณ์ในชีวิตจริง
ของผเู้ รยี น

4.ผู้เรยี นได้ฝกึ ทกั ษะต่าง ๆ ซ้ํากันหลายครั้งโดยไม่รู้สึกเบ่ือหน่าย

5.ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดระดับสูง คิดไตร่ตรอง คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา
คิดริเร่มิ สร้างสรรค์

6.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทํางานกลุ่มต้ังแต่สองคนขึ้นไป จนถึงเพ่ือนทั้งชั้นเรียนตามที่กําหนดใน
กจิ กรรมเพ่ือพัฒนาทักษะมนษุ ย์สมั พนั ธ์

7.ผู้เรียนสร้างเร่ืองตามจินตนาการท่ีกําหนดเป็นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
การเมือง วถิ ีชีวิตผสมผสานกนั ไป

11

8.ผู้เรยี นไดเ้ รยี นรจู้ ากสิ่งใกล้ตัวไปยงั สิ่งไกลตวั เรยี นเกยี่ วกับตวั เรา บ้าน ชุมชน ประเทศไทย ประเทศ
เพ่อื นบ้านและโลกตามระดบั ความซบั ซ้อนของเนื้อหาและสตปิ ญั ญาของผู้เรียน

9. ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนาน เห็นคุณค่าของงานที่ทําและงานที่จะนําไปเสนอต่อ
เพ่อื น ชุมชน ทาํ ใหเ้ กดิ ความตระหนักเหน็ ความสําคัญของการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง

สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2546: 22-23) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการบูรณาการหลักสูตรและการเรียน
การสอนดังน้ี

1.ทาํ ให้ผ้เู รยี นเข้าใจเนอื้ หาในลกั ษณะองคร์ วม มองเห็นความสําคัญระหวา่ งเนื้อหาวิชา ทําให้นักเรียน
ระลึกถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้นักเรียนมีความรู้ทั้งลึกและกว้าง ทําให้เป็นผู้ท่ีมีทัศนะกว้างไกล ลด
ความซบั ซอ้ นของเนื้อหาแต่ละวิชา และทําให้มเี วลาเรียนมากข้ึน

2.ทําใหผ้ ูเ้ รยี นได้เรยี นรจู้ ากประสบการณ์จรงิ โดยผสมผสานความรู้ คุณธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอัน
พึงประสงค์และมีเจตคติที่ดี เป็นการเพ่ิมศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการการเรียนรู้
ตลอดชวี ติ และสามารถนาํ ความร้ทู ่ีได้ไปใช้ในชีวติ จรงิ อย่างเหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ

3.ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้หลายรูปแบบท่ีเน้นนักเรียนเป็นสําคัญ ส่งเสริมกระบวนการคิด
การจัดการ การเผชิญหน้าสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาและการ
ประยกุ ต์ใชท้ ักษะตา่ ง ๆ

4.ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย รู้จักเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อ่ืน โดยคํานึงถึงความ
คิดเหน็ และผลประโยชน์ของสว่ นรวมเป็นหลกั

5.ช่วยแกป้ ญั หาด้านขาดครูสอนในแตล่ ะรายวชิ า

6.ช่วยทําให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพและปัญหาสังคมได้ดีกว่า สามารถพิจารณาปัญหาและที่มาของปัญหา
อยา่ งกว้าง ๆ ใชค้ วามรอู้ ยา่ งหลากหลายสมั พนั ธก์ นั ส่งเสริมใหเ้ กิดทกั ษะและความสามารถในการแก้ปญั หาทั้ง
ผู้เรยี นและผสู้ อน รวมทงั้ ส่งเสรมิ การค้นคว้าวิจยั

7.ชว่ ยทําให้การสอนและการศึกษามีคุณค่ามากข้ึน สามารถช่วยเน้นการพัฒนาทักษะท่ีจําเป็นให้เกิด
การคดิ ทีร่ วบยอดทกี่ ระจา่ งขน้ึ ถูกต้องและสามารถปลกู ฝังค่านยิ มที่พงึ ประสงค์ ได้อีกดว้ ย

8.ส่งเสริมให้นักเรียนมีความพงึ พอใจ การยอมรับผู้อน่ื การรูส้ กึ เป็นส่วนหน่ึงของหมู่ คณะและเกิดการ
เรยี นรู้จากการกระทาํ รว่ มกัน

9.ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนาน เห็นคุณค่าของงานที่ทํา และงานที่จะไปน่าเสนอต่อ
เพอื่ น ชมุ ชน ทําใหเ้ กิดความตระหนักเห็นความสาํ คญั ของการเรียนรดู้ ้วยตนเอง

12

ธีรชัย ปรุ ณโชติ (2540: 82) ไดใ้ ห้เหตผุ ลท่ีสนับสนุนคุณค่าและประโยชน์ของการสอนแบบบูรณาการ
ว่า

1.จะช่วยให้ผู้เรยี นนั้นได้เขา้ ใจถงึ ความสัมพันธ์ระหวา่ งวิชาต่าง ๆความสมั พันธร์ ะหวา่ งวิชากบั ชีวติ จริง
2.จะช่วยให้เกิดความสัมพันธ์เช่ือมโยงความคิดรวบยอดในศาสตร์ต่าง ๆทําให้เกิดการเรียนรู้ท่ีมี
ความหมาย
3.ช่วยให้เกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงสิ่งท่ีเรียนกับชีวิตจริงและชีวิตนอกห้องเรียนกับสิ่งที่
เรยี น
จากคุณค่าและประโยชน์จากการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการท้ังหมด สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้
แบบบูรณาการนั้น เป็นการจัดการเรียนการสอนท่ีสมดุลกับการใช้ชีวิตจริงของผู้เรียนเป็นอย่างย่ิง เป็นการ
เรียนการสอนท่ีเหมาะกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันท่ีมากไปด้วย เทคโนโลยีต่าง ๆที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต
ของมนุษย์ และเปน็ การทาํ ใหเ้ หน็ คณุ ค่าในการทจ่ี ะจดั การเรยี นการสอนเพือ่ ความสมดุลอย่างแท้จริง
1.6 การประเมนิ ผลจากการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการ
วิเศษ ชิณวงศ์ (2544: 27-28) การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการน้ันสอดคล้องกับ การจัด
กระบวนการเรียนรู้ตามแนวปฏิรูปที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ กล่าวคือนักเรียนไดเ้ รียนรู้จากการได้คิดและปฏิบัติ
จริงตามความสนใจและความถนัดของตนเองอย่างมีความสุข เรียนรู้จากกลุ่มและเพื่อน เรียนรู้อย่างเป็นองค์
รวม (บูรณาการเข้าด้วยกัน) และเรยี นร้ตู าม กระบวนการเรยี นรูข้ องตนเอง
การวัดและการประเมินผลการเรียนการสอนดังกล่าวต้องสอดคล้องกับสภาพจริง คือการประเมิน
ความสามารถเริ่มต้ังแต่การประเมินการคิดวางแผน กระบวนการทํางาน คุณธรรม จริยธรรมระหว่างการ
ทาํ งาน ความต้งั ใจ จนมผี ลงานทสี่ าํ เรจ็ เป็นชิ้นงานตามเปา้ หมาย
นอกจากน้ี ควรมีการประเมินแบบอิงการปฏิบัติ (Performance - Based) และการประเมินแบบองิ
การสังเกต (Observation - Based) ซึ่งช่วยให้ครูและนักเรียนสามารถบูรณาการการเรียนการสอนกับการ
ประเมินผลเข้าด้วยกัน เพ่ือปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมให้ สมบูรณ์ยิ่งข้ึน และการสอนกับการประเมิน
จะไม่แยกจากกัน ท้ังครูและนักเรียนมีส่วนร่วมในการ สอนและการประเมินจึงทําให้การจัดการเรียนรู้แบบ
บรู ณาการสมั พันธก์ ับชวี ิตจรงิ มากทีส่ ดุ
ดังนั้นสรุปได้ว่า วิธีการประเมินจะต้องมีความหลากหลายต่อเน่ือง โดยอาจจะมีการประเมิน
ตลอดเวลาตามกิจกรรมการเรียนรู้ ใช้วิธีการสังเกต ตรวจสอบรายงาน บันทึกการปฏิบัติงาน การให้ความ
รว่ มมอื ภายในกลุ่ม การประเมนิ ช้ินงานหรอื บางคร้ังอาจมีมีการประเมนิ ความรู้ควบค่กู นั ไปดว้ ย

2. การถอดเทปการสัมมนาวิชาการ เรอื่ งการจดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการ

การถอดเทปการสมั มนาวิชาการเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ เป็นสาระการสัมมนาที่จัดโดย
นางสาวนางสาวรุ่งทิวา เบญจาธิกุล และมีอาจารย์ญาดา จุลเสวก ประธานสาขาวิชานาฏศิลป์ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั นครศรีธรรมราชเป็นวิทยากร มีผู้เขา้ รบั การอบรมจาํ นวน32คน ในวันที่ 16 เดอื นกันยายน 2564 ต้ังแต่

13

เวลา 16.30 น.- 18.30 ณ ห้อง Google Classroom สัมมนาการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมทางด้าน
นาฏศลิ ป์ สาระสําคัญไดจ้ าการถอดเทปมีดังน้ี
หวั หน้าโครงการ : กล่าวเปิด สวสั ดีท่านวทิ ยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านดิฉันนางสาวรุ่งทิวา เบญจาธิกุล
นักศึกษาช้ันปีที่ 3 สาขาวิชานาฏศิลป์ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หัวหน้าโครงการ
สัมมนาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการซ่ึงวันน้ีนะคะเราได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์ญาดา
จุลเสวกมาเป็นวิทยากรบรรยายในโครงการน้ีซึ่งมีวัตถุประสงค์เพ่ือ เป็นส่ือพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน
รายวิชาการสัมมนานาฏศลิ ป์และเพมิ่ เติมองค์ความรู้ทไ่ี ดเ้ พ่ือเป็นการตอ่ ยอดพฒั นาการในการเตรียมตัวเป็นครู
นาฏศิลป์ในโอกาสต่อไปค่ะ วิทยากรในวันน้ีเป็นอาจารย์ผู้มากความสามารถท่านสําเร็จการศึกษาในระดับ
ปริญญาโท การศึกษามหาบัณฑิตสาขาศิลปศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปจั จุบันท่านรับตําแหน่ง
ประธานหลักสูตรนาฏศิลป์และปฏิบัติงานท่ีภาควิชานาฏศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จากประสบการณ์และผลงานเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของท่านจึงได้
เชิญท่านมาเป็นวิทยากรในวันน้ีค่ะ และในโอกาสต่อจากนี้นะคะดิฉันขอนําท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน พบ
กับอาจารยญ์ าดา จลุ เสวก
วิทยากร : กราบสวัสดีอาจารย์ธีรวัฒน์ ช่างสาร นะคะแล้วก็ สวัสดีผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านนะคะ วันน้ี ส่ิงท่ี
เราจะพดู ถงึ มนั เปน็ เรอื่ งของการบรู ณาการ การพฒั นาแผน สรา้ งแผนบูรณาการในรายวิชานาฏศลิ ป์ ด้วยความ
ทเ่ี ราเปน็ ครูนาฏศลิ ป์ ขออนญุ าตเร่มิ เลยนะคะกอ่ นทีเ่ ราจะเขา้ ไปถึงการเขยี นแผนเนี่ยเราก็ตอ้ งเข้าใจก่อนว่า
การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการมีอะไรบ้าง ถ้าพูดถึงการบูรณาการนะคะ การบูรณาการในความคิด
ของนักศึกษาหรือผ้เู ขา้ อบรม นักศึกษาคดิ วา่ การบูรณาการคืออะไรคะ

ภาพที่ 1 : การจดั การเรียนการสอนแบบบรู ณาการ
ทม่ี า : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

นักศกึ ษา : การเอาศาสตรต์ า่ งๆ มารวมกนั
วทิ ยากร : จรงิ ๆแลว้ เนย่ี การบรู ณาการของแต่ละคนจะมีคาํ จํากดั ความของคําว่าบูรณาการที่แตกตา่ งกัน แตว่ ่า
อนั นข้ี ออนญุ าตสรุปมาให้ การจดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการ หมายถึงการผสมผสานกระบวนความรู้หรือศาสตร์
องค์ความรู้ในส่วนของรายวิชาต้ังแต่ 2 แขนงข้ึนไป มาจัดประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเช่ือมโยงหัวข้อหรือเนื้อหา
สาระสาขาวิชาต่างๆท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความรู้แบบองค์

14

รวมมีความหลากหลายและสามารถนําไปประยุกตใ์ ช้ นักศึกษาพอเข้าใจความหมายของการเรียนรู้แบบบูรณา
การ ถา้ ตามความหมายตรงนีน้ กั ศกึ ษาเขา้ ใจว่าอยา่ งไร

ภาพท่ี 2 : ความหมายของการจัดการเรียนรูแ้ บบบูรณาการ
ที่มา : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

นกั ศกึ ษา : ก็คอื การนาํ เอาวชิ าอืน่ มาเข้ากับวิชาท่ีเป็นนาฏศิลป์
วิทยากร : ก็คือการเอาวิชาอ่ืนมาบวกกัน อาจจะบวกกันด้วยเรื่องขององค์ความรู้ในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งก็ได้หรือ
ว่ามีแกนเรื่องหลักแล้วต่างคนต่างเอาองค์ความรู้ของแต่ละรายวิชามารวมกัน หรืออาจจะเป็นการผสมผสาน
องค์ความรู้ในวิชาเดียวกันแต่ตนละเร่ืองกันโดยเอาองค์ความรู้ท้ังสองอันมาเช่ือมโยงกันมาผนวกกัน ถ้าพูด
อย่างน้นี ักศกึ ษาพอเข้าใจไหมคะ
นกั ศกึ ษา : เขา้ ใจคะ่ /เข้าใจครับ
วิทยากร : สมมุติถ้าเป็นการเชื่อมโยงศาสตร์อาจจะเป็นศาสตร์ในทางด้านศิลปะ มาผนวกกับศาสตร์ทางด้าน
วิทยาศาสตร์ ถามวา่ จําเป็นต้องมีแค่ 2 แขนงน้ไี หมท่ีจะนาํ มาผนวกกนั
นักศึกษา : ไม่จาํ เป็นครบั

ภาพที่ 3 : เป้าหมายของการเรียนรู้แบบบรู ณาการ
ท่มี า : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

15

วทิ ยากร : ไมจ่ ําเปน็ นะคะ เราสามารถบรู ณาการได้มากกว่า 2 ศาสตร์หรือมากกวา่ 2 องค์ความรู้ขึ้นไปก็ได้ใน
ส่วนของเป้าหมายของการเรียนรู้แบบบูรณาการ มีจุดมุ่งหมายหลักๆคือ เป้าหมายท่ี1ต้องการให้ผู้เรียน
สามารถเช่ือมโยงสิ่งท่ีเรียนกับส่ิงที่เกิดข้ึนในชีวิตจริงได้ สังเกตไหมคะจะมีนักเรียนหรือนักศึกษาบางคนที่เก่ง
มากมากเลยเก่งในเร่ืองของวิชาการมากๆอาจจะเก่งคณิต เก่งภาษาอังกฤษ แตอ่ าจจะไม่เก่งในศาสตร์ของชวี ิต
จริง อาจจะไม่เก่งในเร่ืองของการแก้ปัญหาในชีวิตจริงนะคะ ในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจึงมี
จุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเรียนรู้จากส่ิงที่เรียนในห้องเรียนและสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ไปแก้ปัญหาไปดําเนินใน
ชีวติ จรงิ ได้ เป้าหมายท่ี 2 เพื่อชว่ ยขจัดความซ้ําซ้อนของเนื้อหาต่างๆเป็นการลดภาระของผู้เรียนและก็เป็นการ
ลดภาระของผู้สอน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และสามารถสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเองโดยต้อง
คํานึงถึงความสามารถของผู้เรียนเป็นสําคัญ ซึ่งแน่นอนว่าการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการในลักษณะน้ีมีค่า
มากกวา่ แคก่ ารทอ่ งจําแลว้ กค็ วามเขา้ ใจ เพราะสุดทา้ ยแลว้ เดก็ จะตอ้ งนาํ สิ่งทีเ่ รยี นรู้หรอื ประสบการณ์ต่างไปใช้
ในชีวิตจริงได้ การศึกษาในโรงเรียนประถมหรือมัธยมแต่ละกลุ่มสาระเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ถ้าสมมุติว่าเรา
สามารถจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการได้ โดยการที่เราเอา 2 ศาสตร์วิชาหรือมากกว่าน้ันมาบูรณาการ
เข้าด้วยกัน จะทําให้เด็กมีภาระงานท่ีลดน้อยลง แต่เด็กจะเกิดกระบวนการเรียนรู้แล้วก็กระบวนการทํางาน
มากข้ึนอันนคี้ อื เป้าหมายหลกั ของการจัดการเรยี นรแู้ บบบรู ณาการการเรยี นรู้

ภาพท่ี 4 : ลักษณะของการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
ทมี่ า : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

วิทยากร : ลักษณะของการจัดการเรียนรแู้ บบบูรณาการมที งั้ หมด 4 ประเดน็ หลกั ๆ
1.การบรู ณาการภายในสาขาวิชา เราอาจจะบูรณาการในส่วนของนาฏศิลป์อย่างเดียว แต่ถ้าสมมุตวิ ่า

นักศึกษาลองไปดูหลักสูตรถ้าเรื่องไหนท่ีมันสามารถเอามาบูรณาการได้นักศึกษาสามารถจับ 2 เร่ืองหรือ 3
เรื่องเอามาบูรณาการกันได้ โดยทอี่ าจจะให้ชนิ้ งานกบั นกั เรยี นแค่ชน้ิ เดยี วแตว่ ่าตอบโจทย์ท้ังสาระทั้ง 3 สาระที่
นักศกึ ษาต้ังไวถ้ า้ แบบนี้เราเรยี กว่าบรู ณาการในสาขาวชิ า

2. การบรู ณาการระหว่างสหวิทยาการ เป็นการผสมผสานเนื้อหาองค์ความรู้ระหว่าง 2 สาขาวิชา แต่
จะยึดสาขาใดสาขาหนง่ึ เปน็ หลกั อะคะ่ เช่น การทมี่ ีครู 2 คนตา่ งคนต่างสอนวิชาของตน จัดกิจกรรมการเรียนรู้
ของตนเองเป็นสว่ นใหญ่ มาวางแผนการสอนร่วมกนั ในการใหง้ านหรอื โครงการที่มีหัวเร่ืองประเดน็ เดียวกัน อัน
นี้คอื ในส่วนของสหวทิ ยาการ

16

3. การบูรณาการแบบพหุวิทยาการ จะเป็นการผสมผสานต้ังแต่ 2 สาขาวิชาหรือ 2 องค์ความรู้ข้ึนไป
โดยที่ให้ยึดสาขาใดสาขาหน่ึงเป็นแกนหลัก คือ จะเป็นรูปแบบที่ครูผู้สอนต่างวิชามาร่วมวางแผนกําหนดหัว
เรอื่ งหรอื ปัญหารว่ มกนั มกี ารมอบหมายใหผ้ เู้ รียนทํางานร่วมกนั โดยยึกวชิ าใดวิชาหนึ่งเป็นหลกั อะค่ะ

4. การบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา การบูรณาการในลักษณะน้ีนะคะเราจะไม่ยึดสาขาใดสาขาหนึ่ง
เป็นแกนหลัก เพราะทุกสาขาจะมีความสําคัญเท่าๆ เช่น ครูผู้สอนทั้ง4 คน ซ่ึงแต่ละคนสอนคนละวิชามาร่วม
กนั วางแผนและมอบหมายงานใหน้ กั เรียน โดยงานชิน้ น้คี ะแนนเต็ม 100 คะแนน คะแนนในแตล่ ะวิชาก็จะต้อง
แบ่งเป็น 25 คะแนนเท่าๆกัน อันน้ีคือลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการแบบข้ามสาขาวิชา แต่ว่า
อาจารย์อยากให้นักศึกษาให้ความน่าสนใจในส่วนของอันที่ 4 นะคะ เพราะว่าการท่ีเราสามารถบรู ณาการข้าม
ศาสตร์สาขาวิชาได้ จะเป็นการลดภาระของผู้เรียนเป็นอย่างมากแล้วก็จะทําให้ผู้เรียนเห็นความสําคัญของ
project หรือว่าเห็นความสําคัญของโครงการท่ีเราให้ไปเน่ืองจากว่าเขาเห็นวา่ มันสามารถบรู ณาการไดห้ ลายๆ
สาขารายวิชาค่ะ เขาจะรู้สึกเหมือนว่าเขาทํางาน 1 ชิ้นแล้วเขาได้คะแนนเขาได้ผลตอบรับท่ีมันมากกว่า 1
รายวชิ า

ภาพที่ 5 : รูปแบบของการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการ
ที่มา : อาจารย์ญาดา จุลเสวก

วิทยากร : ในหัวข้อต่อมานะคะเป็นรูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ซ่ึงท่ีสําคัญๆนะคะเรา
สามารถแยกออกได้เปน็ 2 ประเด็นใหญ่ๆก็คือ 1.การบรู ณาการภายในกลุ่มวิชาหรือว่าสาขาวิชาเดียวกันกับ 2.
การบูรณาการระหวา่ งรายวิชา แต่ว่าเดี๋ยวนี้นอกจากการบูรณาการในเร่ืองของรายวชิ าแล้วเน่ีย มันจะมีการบูร
ณาการที่เป็นการบูรณาการในเร่ืองของแนวคิดหลักการทฤษฎเี ข้ามาอีก เช่นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง หรือว่าการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่บูรณาการกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21 อันนีก้ ็จะเป็นสิ่งท่ีนอกเหนอื จากการบูรณาการในรายวิชาหรือว่าระหวา่ งรายวิชา

17

ภาพที่ 6 : การบรู ณาการภายในกล่มุ วิชาหรอื สาขาวิชาเดยี วกัน
ที่มา : อาจารย์ญาดา จุลเสวก

วทิ ยากร : คราวนี้เรามาดูกนั ค่ะวา่ การบูรณาการภายในกลมุ่ วชิ าหรือว่าสาขาวชิ าเดียวกันมันเป็นยังไง เขาบอก
วา่ การบูรณาการภายในกลมุ่ วชิ าหรอื สาขาวชิ าเดยี วกันเขาจะให้เรากําหนดหัวเรื่องขึ้นมาแล้วบูรณาการกับของ
วิชาต่างๆ คําว่ากลุ่มวิชาหรือสาขาวิชาเดียวกัน เช่น ดนตรี+นาฏศิลป์+ศิลปะ 3 วิชาน้ีคือกลุ่มสาขาวิชา
เดียวกนั หรือว่าถ้าอย่างเป็นกลุ่มสาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์เขาก็จะมีวิชาฟิสิกส์+วิชาเคมี+วิชาชวี ะ เพราะเขาก็ถือ
วา่ พวกน้ีเปน็ กลุ่มสาขาวชิ าเดียวกนั

ภาพท่ี 7 : การบูรณาการระหวา่ งวชิ า
ท่ีมา : อาจารย์ญาดา จลุ เสวก

วิทยากร : สมมุติว่าอันน้ีอาจารย์กําหนดตรีมให้เป็นตรีมดอกบัว นักศึกษาคิดว่า ถ้าให้บูรณาการกับศิลปะ
นักศกึ ษาจะบูรณาการไดด้ ้วยวิธีการไหนคะ
นักศึกษา : กค็ อื ให้นักเรยี นไปเหมอื นกับว่าใหน้ ักเรียนไปว่าวาดรปู ดอกบัวมาครบั
วทิ ยากร : วาดรูปดอกบวั ทาํ อะไรได้อีกคะถา้ เป็นในส่วนของศิลปะนักศกึ ษาลองชว่ ยกันคิดค่ะ
นักศึกษา : ทาํ เปน็ สง่ิ ประดิษฐค์ ่ะ
วทิ ยากร : นกั ศกึ ษาใหน้ ักเรยี นวาดรปู และทาํ เปน็ สงิ่ ประดิษฐ์ได้ 2 อย่างแลว้ นะ ในส่วนของศิลปะซึ่งจริงๆแล้ว
การวาดรูปเราอาจจะไม่จําเป็นว่าต้องเป็นรูปดอกบัวก็ได้ถูกไหมคะ เราอาจจะเป็นรูปเคร่ืองแต่งกายชุดระบํา
ดอกบัวหรือว่าให้เขาวาดเป็นรูปท่ารําก็ได้ถ้าเด็กมีความถนัด ใครมีความคิดเห็นนอกเหนือจากน้ีมีอะไรอีกไหม
คะ

18

นกั ศึกษา : การระบายสี
วิทยากร : การระบายสีในส่วนของงานอย่างน้ีค่ะ เราก็ต้องไปตรวจสอบดูอีกว่าระดับชั้นที่เราสอนเป็น
ระดับชั้นไหนถูกไหมคะ ถ้าสมมุติว่าเป็นเด็กป.1 ป.2 อย่างนี้เราอาจจะให้เขาผลิตดอกบัวง่ายๆได้อาจจะไม่ถึง
ข้ันไปวาดรูปภาพ วาดรูปท่ารํา เขาอาจจะยังเรียนศิลปะได้ไม่ถึงขั้นน้ัน แล้วถ้าเรามาพูดการบูรณาการในส่วน
ของวิชาดนตรีล่ะคะ นักศึกษาลองคิดสิคะเราสามารถเอาดอกบัวไปบูรณาการอะไรได้บ้างกับวิชาดนตรี
อาจารย์ถามก่อนว่าในฐานะที่เราเป็นครูนาฏศิลป์ ในขอบข่ายของวิชานี้ศิลปะดนตรีและนาฏศิลป์นักศึกษาจะ
เอาอะไรท่ีเปน็ แกนหลัก
นักศึกษา : นาฏศิลป์
วทิ ยากร : ในฐานะท่ีเราเปน็ ครนู าฏศิลป์ เรากต็ อ้ งเปน็ ผูบ้ กุ เบิกก่อนถูกไหมคะ เราก็เอานาฏศิลป์เป็นแกนหลัก
ก็คือเราจะสอนระบําดอกบัวถูกไหม สมมุติว่าเราจะสอนระบําดอกบัวแล้วในระบําดอกบัวมันมีแค่ท่ารําหรือ
เปลา่ หรอื มันมีอะไรอกี
นักศึกษา : มีเพลง มีจังหวะค่ะอาจารย์
วิทยากร : มันมีเพลงถูกไหมคะ มีดนตรี มีจังหวะถูกไหมคะ อาจารย์ถามวา่ ถ้าเราเอาไปบรู ณาการในส่วนของ
ดนตรีเราสามารถเอาไปบรู ณาการยงั ไงได้บ้าง
นักศกึ ษา : ใชใ้ นการบรรเลง
วิทยากร : ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆการที่เราสร้างดนตรีขึ้นมาใหม่มันอาจจะเป็นเรื่องยากเกินไป ถ้าสมมุตวิ ่าเรา
เอาโน้ตเพลงให้เขาลองเล่นดนตรีซ่ึงดนตรีง่ายๆที่เด็กสามารถเล่นได้ถ้าเป็นเด็กเล็ก เช่นอังกะลุงอังกะลุง ถ้า
เป็นเด็กโตขึ้นมาหน่อยซ่ึงเราสามารถให้เขาบูรณาการได้ก็คือเป่าขลุ่ยเป็นเพลงระบําดอกบัว ถามว่าการบูรณา
การในลักษณะนี้ในเด็ก 1 ห้อง เด็กจําเป็นว่าจะต้องได้ทั้งศิลปะดนตรีและก็นาฏศิลป์ไหม ไม่จําเป็นนะคะเรา
อาจจะแบ่ง Pass สมมุติว่าใครสนใจนาฏศิลป์แต่ว่าเปน็ โปรเจคร่วมกันเราอาจจะให้เขานําเสนอนิทรรศการซึ่ง
เป็นนิทรรศการเล็กๆที่อาจจะจัดในห้องเรียนก็ได้เป็นการนําเสนอนิทรรศการอาจจะมีการประกวดวาดภาพ
ดอกบวั หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพดอกบวั และก็ในงานนั้นก็จะมีการนําเสนอการแสดงการแสดงระบําดอกบัว
พร้อมกับดนตรีที่เด็กได้ฝึกซ้อมแต่ละคนเขาก็จะมีหน้าท่ีรับผิดชอบนี้อันน้ีคือการบูรณาการในกลุ่มวิชาหรือ
สาขาวิชาเดยี วกันนะคะ
วิทยากร : ต่อมาเป็นการบูรณาการระหว่างรายวิชา แปลว่ามันจะต้องมีต้ังแต่ 2 สาขาวิชาข้ึนไปถูกไหมคะ
อาจจะเป็น 2 สาขาวิชาก็ได้หรือมากกว่า 2 สาขาวิชาก็ได้นะคะ อาจารย์ขออนุญาตใช้ตรีมเดิมก็คือครีมของ
ดอกบวั นักศึกษาคดิ วา่ ดอกบวั 1 ดอกตรงนี้นกั ศึกษาสามารถบูรณาการกบั รายวชิ าอะไรไดบ้ ้างใน 8 กล่มุ สาระ
นักศึกษา : การงานอาชพี คณิตศาสตร์
วทิ ยากร : การงานอาชีพนกั ศึกษาจะบรู ณาการยังไงในส่วนไหน
นกั ศกึ ษา : ในการประดิษฐค์ รับ
วทิ ยากร : ในส่วนของงานประดิษฐ์ ในการทําอาหารหรือแม้ในส่วนของเครื่องแตง่ กายถูกไหมคะย่ิงถ้าเป็นเด็ก
โตเขาสามารถสร้างสรรค์เคร่ืองแต่งกายไดเ้ ลยอาจจะจะได้ชุดที่แบบสวยงามโดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ เด็กเขาจะ
ทาํ ได้ เพียงแตเ่ ราตอ้ งเปิดโอกาสใหเ้ ขาไดเ้ รียนรนู้ ะคะอนั น้คี อื ในสว่ นของการงานอาชพี แต่ว่าเราอย่าลืมว่าการ

19

อาชีพค่ะมันไม่ได้มใี นเรือ่ งของประดษิ ฐ์หรอื วา่ ในเรอื่ งของการทําอาหาร และมันยังมีในเรื่องของเทคโนโลยีดว้ ย
ถูกไหมคะ อาจารย์ถามว่าถ้าสมมุติว่าเราจะบูรณาการกับเขาทั้งกลุ่มสาระ เราจะบูรณาการในส่วนของ
เทคโนโลยียงั ไงบ้าง
นกั ศึกษา : ในการทําโปสเตอร์
วิทยากร : ในการทําโปสเตอร์ การที่เราจะเขาเรียกอะไรนะท่ีเราจะนําเสนอเราจะต้องเตรียมงานในส่วนของ
การทําโปสเตอร์ก็เป็นส่วนหนึ่งท่ีจําเป็นการประชาสัมพันธ์ถูกไหมคะ แล้วถ้าสมมุติเราจะบูรณาการกับ
วิทยาศาสตรจ์ ะสามารถบรู ณาการอะไรกับวทิ ยาศาสตร์ไดค้ ะ่
นักศึกษา : ศึกษาเหยื่อหุ้มค่ะของดอกบัวกลบี ดอกคะ่
วทิ ยากร : ในเร่อื งของเซลลเ์ นอื้ เย่อื แต่ถา้ สมมตุ ิว่าเป็นเด็กท่ีเป็นประถมอย่างน้ีค่ะ เด็กเขาก็สามารถเขียนพวก
กลีบช่วงทเ่ี ปน็ สายบัวมาดูเซลล์ในเร่ืองของเซลล์ที่เขาต้องเรียนก็ไดใ้ นส่วนตรงนั้น กับสาขาวิชาคณิตศาสตร์ละ
คะเราจะบูรณาการยงั ไงคะเร่ืองไหนได้บ้างคะ
นักศกึ ษา : การหารอบวงของดอกบวั รปู ทรงของดอกบัวคะ่
วิทยากร : แลว้ ถ้าเรานาํ ไปใช้ในเรือ่ งของการขายเราสามารถนําดอกบวั ไปใช้ได้ไหม
นกั ศึกษา : ได้คะ่ /ไดค้ รับ
วิทยากร : นอกจากในสว่ นของคณติ ศาสตร์เรากส็ ามารถเอาไปทาํ ไดไ้ หมคะวชิ าอะไรอีก
นกั ศึกษา : ภาษาไทยค่ะ เชน่ ให้นักเรยี นหาความหมายของดอกบัว หรอื เอาดอกบวั มาแต่งเปน็ กลอนคะ่
วิทยากร : แล้วถ้าสมมตุ ิวา่ เราจะให้เขาบรู ณาการกบั ภาษาตา่ งประเทศเราจะบรู ณาการได้ยงั ไงบ้าง
นักศกึ ษา : หาคาํ ศพั ท์ค่ะเกย่ี วกบั สว่ นประกอบของดอกบวั เป็นภาษาองั กฤษค่ะ
วทิ ยากร : คําศัพทท์ ี่เกี่ยวกบั องค์ประกอบของดอกบวั แลว้ มีอะไรอกี บ้างคะ
อาจารย์ธรี วฒั น์ ชา่ งสาน : เลน่ เกมเตมิ คําภาษาองั กฤษของดอกบัว
วทิ ยากร : เกมภาษาอังกฤษกไ็ ด้ค่ะได้อะไรอกี คะ
นักศึกษา : การเขียนโปสเตอร์โฆษณาโฆษณาค่ะหมายถึงโปสเตอร์เก่ียวกับภาษาอังกฤษเชิญชวนเข้าร่วม
กิจกรรมภาษาองั กฤษค่ะ
วิทยากร : การเขียนชื่อว่าหรือว่าโปสเตอร์เป็นภาษาอังกฤษก็จะช่วยพฒั นาได้นะคะหรือเราอาจจะให้เขาแต่ง
ประโยคอะไรก็ไดท้ เี่ ก่ียวกับดอกบัวให้แลว้ กใ็ หน้ ําเสนออย่างนีค้ ่ะ ใหแ้ ตง่ นิทานทําเป็นหนังสือเล่มเล็กก็ไดท้ ่ีเป็น
ภาษาองั กฤษหรือว่าเปน็ ภาษาจีนญ่ีปุ่นท่ีเขาเรียน ทีน้ีนักศึกษาพอจะแยกออกไหมคะว่าระหว่างการบูรณาการ
ในรายวชิ าหรอื ในกลุ่มศาสตร์เดียวกันกับการบรู ณาการระหว่างรายวิชา
นกั ศกึ ษา : แยกออกครับ/แยกออกค่ะ

20

ภาพท่ี 8 : ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ท่ีมา : อาจารยญ์ าดา จุลเสวก

วิทยากร : ในส่วนของหัวข้อถัดไปนะคะ ก็จะเป็นในส่วนของข้ันตอนการจัดการเรียนรู้แบบบรู ณาการนะคะ
อันนเี้ ป็นขนั้ ตอนจรงิ ๆหลายคนเขาให้ข้ันตอนท่ีแตกตา่ งกันนะคะ แต่ว่าในข้ันตอนที่แตกตา่ งกันสามารถสรุปได้
เป็น 6 ข้ันแบบที่ชัดเจน ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการอ่ะค่ะก็จะมี 1.การกําหนดหัวข้อ
เลอื กหวั เรือ่ งทเี่ ราจะสอน 2. การพัฒนาหวั เรือ่ งโดยที่เรากาํ หนดวตั ถุประสงค์การเรียนรู้ 3. กําหนดเน้ือหาย่อย
4. วางแผนเตรียมสื่อทรัพยากรสําหรับการเรียนรู้ 5. การดําเนินกิจกรรม 6. การประเมินผลปรับปรุงแล้วก็
พฒั นา ซ่ึงสุดท้ายปลายทางค่ะเด็กจะตอ้ งมีการประเมินผลแล้วก็พัฒนา เพราะฉะน้ันเราอาจจะปรับเปลี่ยนได้
อาจจะเอา 2 กบั 3 ค่กู ัน 3 กับ 4 คกู่ นั อย่างน้คี ะ่ โดยท่ีเราต้องร่วมกันวางแผนกับอาจารย์ทา่ นอน่ื ดว้ ยนะคะ

ภาพท่ี 9 : ลกั ษณะท่ีสําคญั โดยรวมของการบรู ณาการทีด่ ี
ทมี่ า : อาจารยญ์ าดา จุลเสวก

วิทยากร : โดยรวมของการบูรณาการที่ดีจะต้องประกอบด้วย 5 ลักษณะก็คือ 1. จะต้องมีความรู้และ
กระบวนการเรียนรู้ เดก็ จะต้องเกิดความรู้ เด็กจะต้องเกิดกระบวนการเรียนรู้โดยที่เขาจะเรียนรู้เองแล้วให้เรา
เป็นแค่โค๊ชคอยให้คําแนะนําในการท่ีเขาจะทําสิ่งต่างๆ 2. มีพัฒนาการทางจิตใจ 3. มีการกระทําของผู้เรียน
ร่วมด้วย ดงั นั้นการบูรณาการท่ีดีมันจะไม่ใช่แค่การท่ีเราเดินเข้าไปในห้องเรียนแล้วสอน ในการบูรณาการเนี่ย
เด็กคนจะต้องมีส่วนร่วมในการคิดในการทําแล้วก็ในการประเมินผลด้วยนะคะ 4. เชื่อมโยงสิ่งต่างๆท่ีเรียนกับ
ส่ิงท่ีเป็นอยู่ในชีวิตจริงของผู้เรียนได้ อนั น้ีเหมือนอันแรกท่ีเราบอกเลยนะคะและ 5. มีเนื้อหาวิชาตา่ งๆแปลว่า
จะไม่ไดม้ แี คร่ ายวชิ าเดียวแตจ่ ะตอ้ งมีวิชาอ่ืนอยดู่ ว้ ย

21

ภาพท่ี 10 : Case Study การจัดการเรยี นสอนแบบบูรณาการ กิจกรรมละครสร้างสรรค์
ท่ีมา : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

วิทยากร : อันนี้เป็นตัวอย่างท่ีดีท่ีเคยทําแล้วก็เอามาเป็น Case Study ให้นักศึกษาได้เรียนรู้อาจจะไม่ได้
สมบรู ณ์ Perfect 100% นะคะแต่วา่ อนั น้ีก็ถือว่าเป็นกิจกรรมท่ีค่อนข้างประสบความสําเร็จในการทําในตอน
นั้นนะคะ กิจกรรมน้ีก็คือกิจกรรมละครสร้างสรรค์ อนั น้ีคือเดก็ จะทําเองทั้งหมดเลยโดยที่ตวั อาจารย์ผู้สอนเอง
เน่ียจะเป็นแค่ไลค์โค้ดในในการสอนในบางเร่ือง แต่ว่าเราจะไม่ก้าวก่ายการทํางานของเขาเราจะมีแค่การ
ตดิ ตามผลงาน แตเ่ ราจะไม่บอกว่าอันนี้ดอี ันนี้ไม่ดีอันนี้ถูกอนั นี้ผิด เราจะไม่พดู แบบน้ีเลยเพราะฉะนั้นความคิด
อันนจี้ ะเปน็ ความคดิ ทีเ่ ขาได้ใช้ความคดิ ของตัวเองลว้ นๆนะคะ

ภาพที่ 11 : กระบวนการการจดั การเรียนสอนแบบบูรณาการ กิจกรรมละครสร้างสรรค์
ทม่ี า : อาจารย์ญาดา จุลเสวก

วิทยากร : การบูรณาการหรือการทําอะไรก็แล้วแต่ เราต้องมีการวางแผนนะคะอันนี้เราจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้น
หลักๆนะคะ ข้ันที่1 หาแนวทาง ต้องบอกก่อนเลยว่าในโรงเรียนยังไม่มีอาจารย์ที่ทําในเรื่องของการบรู ณาการ
ข้ามศาสตร์นะคะคือคนยงั ไมเ่ ขา้ ใจวา่ การบูรณาการขา้ มศาสตรเ์ ป็นยงั ไงก็เลยประชุมอาจารยท์ ีส่ อนในระดับชัน้
พอดีว่าอาจารย์อะคะสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 แล้วก็มีประชุมระดับช้ันพอดีก็เลยใช้เวลาท่ีหลังจาก
เลกิ ประชุมแล้วเนีย่ ขอประชมุ ในระดบั ช้ันระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ทุกรายวชิ าเลยแล้วก็บอกวา่ เราจะจัดการ
เรียนการสอนแบบบูรณาการ โดยที่เราจะต้องการที่จะให้เด็กลดภาระเน่ืองจากว่าเด็กจะต้องทําส่ิงน้ีอยู่แล้วแต่
เราอยากให้เดก็ ได้คะแนนมากกวา่ ในรายวิชาเราแล้วกอ็ ยากให้เด็กเนี่ยบูรณาการกบั ศาสตร์อ่นื ๆโดยทม่ี อี าจารย์
เขาเป็นโค้ชให้แต่ละส่วนแบบน้ีค่ะแล้วอาจารย์เขาก็โอเคเราก็เลยหาหัวข้อที่เป็นหัวข้อกลางจากว่าสาขา
นาฏศิลปเ์ ป็นแกนหลักอันนี้ก็เลยต้ังเป็นหัวข้อละครสร้างสรรค์ขึ้นมาเสร็จแล้วเน่ียเม่ือเราได้หัวข้อที่เป็นหัวข้อ
แกนกลางแล้วค่ะ เราก็เลยหาหัวข้อย่อยท่ีโยงกับกลุ่มสาระท่ีสนใจนะคะถามว่าแต่กลุ่มสาระเนี่ยสนใจทั้ง 8
กลุ่มสาระไหมก็ตอบว่าไม่นะคะแต่มี 6 กลุ่มสาระที่ให้ความสนใจซึ่งอีก 2 กลุ่มอะค่ะคือไม่ใชว่ ่าเขาไม่สนใจแต่

22

ว่าเขายังไม่แน่ใจว่าเขาสามารถบูรณาการกับรายวิชาเขาได้มากน้อยแค่ไหนเขาก็เลยยังไม่ตัดสินใจในตอนน้ัน
นะคะก็เลยมกี ลุ่มสาระนะคะ
วิทยากร : เสร็จแล้วเน่ียพอเราให้หัวข้อหลักหัวข้อย่อยแล้วเราก็มาออกแบบการบูรณาการร่วมกันมีการตกลง
ในส่วนของการให้คะแนนนะคะว่าแตร่ ายวิชาเนี่ยจะให้คะแนนเด็กตรงไหนบ้างนะคะอันนี้คือข้ันที่ 1 ต่อไปข้ัน
ท่ี 2 การปฏบิ ัติ เรากท็ าํ การพดู คยุ ชแ้ี จงกับนักเรียนซ่ึงแปลว่าเขาจะต้องมีโปรเจคร่วมกันตอนน้ันสอนม.4 สอน
อยู่ 7ห้องค่ะ เด็กๆอาจจะต้องทําละครสร้างสรรค์แล้วจะให้คะแนนเป็นคะแนนห้อง แล้วก็ให้คะแนนทั้งห้อง
เลยนะคะจากนั้นก็แบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแบบว่าเราให้เป็นคะแนนห้องเด็กทุกคนจะไม่ต้องมีหน้าที่ทุกอย่าง
แต่หมายความว่าถา้ สมมตุ วิ ่ามสี บิ หนา้ ทเ่ี นยี่ ใครจะลงมากทีส่ ดุ มากแค่ไหนใหเ้ ลือกตามความถนัดของตัวเองใคร
จะอยู่ในคลาสของการเขียนบททีมเขียนบทเขาจะมี 3-4 คนเขาก็จะมีเขียนบทของเขาทีมทําฉากเขาก็จะมีทีม
เขากจ็ ะแบง่ ตามความถนดั ของตัวเอง ถามว่าเราเป็นคนสอนบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ความถนัดของตัวเองแปลวา่
เพ่อื นเขารูว้ ่าเพอ่ื นแต่ละคนเน่ียมีความถนัดอะไรบา้ ง เขาก็จะเสนอว่าเนี่ยจะชอบอ่านนิยาย เขาขอเขียนบทได้
ไหมอ่ะ แกวาดรูปสวยอ่ะแกลองออกแบบฉากไหม ซ่ึงอันน้ีเด็กเขาก็จะตกลงกันเองเราก็จะไม่ก้าวก่ายแต่เราก็
จะมีข้อแม้วา่ เด็กทุกคนจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างน้อย 1 หน้าท่ี ซึ่งเด็กบางคนน่ะค่ะทําทั้งเบ้อื งหน้าและ
เบื้องหลังเลยเป็นนักแสดงด้วยเป็นคนทําด้วยก็มี เป็นนักแสดงด้วยทําประชาสัมพนั ธ์ด้วยก็มี เป็นนักแสดงดว้ ย
เขียนบทด้วยก็มี เพราะฉะน้ันเนี่ยอันนี้ก็คือทําตามความถนัดของเขานะคะ ข้อ3 การกํากับติดตามการ
ดาํ เนนิ งานอย่างเปน็ ระยะ ซึ่งเรากจ็ ะติดตามทกุ อาทิตย์เม่ือเขามีความคบื หน้าอยา่ งไรบ้างเขาก็จะมารายงานให้
ฟงั ว่ามนั มีความผิดพลาดแบบนี้มปี ญั หาแบบนแี้ ละนี่คอื สิ่งทเ่ี กิดขึน้ ในการท่เี ด็กทาํ งานรว่ มกนั

ภาพที่ 12 : ผลท่ีเกิดข้นึ จากการจดั การเรียนสอนแบบบูรณาการ กจิ กรรมละครสรา้ งสรรค์
ทีม่ า : อาจารยญ์ าดา จลุ เสวก

วิทยากร : คือจริงๆจะบอกก่อนว่าอันนี้ค่ะคร้ังแรกเลยที่ทําทําขึ้นเพอ่ื อยากแก้ปัญหาเด็กเน่ืองจากวา่ เด็กเมื่อ
ผลจากม.4 ขนึ้ ไปม.5 เด็กจะตอ้ งรบั ผดิ ชอบในการทาํ งาน เด็กจะตอ้ งทําเป็นทีมงานในการทํากีฬาสีของแตล่ ะสี
แต่ว่ากลายเป็นว่าเด็กม.5 เนี่ยพอข้ึนไปสามารถทํากีฬาสีได้ไม่ประสบความสําเร็จได้เท่าท่ีควรเพราะว่าเขาไม่
สามารถจัดการปัญหาได้ เขาไม่มีการกระบวนการทํางานท่ีดี ก็เลยคิดว่าจะใช้ละครสร้างสรรค์ตรงน้ีมาเป็นตัว
แก้ปัญหานนั้ เพราะฉะนัน้ ในการทาํ แบบน้คี ะ่ สาํ หรบั ตัวแทนผูส้ อนเองอาจารย์ผสู้ อนเองก็จะได้ทั้ง 2 อย่างก็คือ
บรู ณาการแลว้ กใ็ ห้วจิ ัยในช้นั เรียนดว้ ย 1 เล่ม กต็ ้องบอกก่อนว่าปญั หามอี ย่แู ล้วแต่เราจะทํายงั ไงที่จะให้เขาเน่ีย
แก้ปัญหาได้เองมันจะไม่บอกเขาเราจะไม่เคลียร์ปัญหาให้เขาอาจารย์จะไม่เคลียร์ปัญหาให้เขา สุดท้ายก็จะได้
วิธีทเี่ ขาสามารถทาํ งานเพ่ือนได้ ซง่ึ อนั น้ีเรากจ็ ะใจเย็นๆค่ะกค็ ืออยา่ เรง่ รัดเขาตอ้ งไดว้ ันน้ีพรุ่งนี้ เพราะว่าเขาเอง


Click to View FlipBook Version