เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 101 จาก 150 - พื้นอารมณ์ของเด็ก เด็กที่พื้นอารมณ์เป็นเด็กเลี้ยงยาก หรือควบคุมอารมณ์ตนเองได้ไม่ดี พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้มักจะยื่นสื่อหน้าจอให้ เพื่อให้เด็กอยู่นิ่งและสงบ ซึ่งก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อเด็ก หนักยิ่งขึ้นไปอีก - พ่อแม่ที่มีความเครียดสูง กังวลซึมเศร้า มีโอกาสที่จะทำให้ลูกใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น ด้วยความเป็น Globalization ของเทคโนโลยีที่แพร่กระจายไปยังตลาดทั่วโลกอย่างรวดเร็ว แนวโน้ม ปัญหา และผลกระทบจากเทคโนโลยีจอใสดังกล่าวข้างต้น จึงเกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยในทุกประเทศทั่วโลก มิใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ผลกระทบทางลบจะรุนแรงมากน้อยเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับสภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีการดูแลพัฒนา รวมถึงนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ในประเด็น “ปัจจัยค่านิยม บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองและความสัมพันธ์กับเด็ก” นั้น มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา11 พบว่า เด็กที่พ่อแม่มีรายได้น้อย และการศึกษาน้อย จะใช้สื่อหน้าจอมากกว่า และครอบครัวที่มีรายได้สูง และการศึกษาดีจะมีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้สื่อหน้าจอกับลูกมากกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนของผู้ปกครองในครอบครัวก็สัมพันธ์กับการใช้สื่อหน้าจอของเด็ก และโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ความขัดแย้งในครอบครัวส่งผลอย่างสำคัญต่อการใช้สื่อหน้าจอของเด็กด้วย เพราะเด็กใช้สื่อหน้าจอ เป็นช่องทางหนีออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อหน้า ดังนั้น ในการพิจารณาทางออกของการป้องกันการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวกับสถานะของครอบครัว ควบคู่กับการพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ด้วย 11 Sook Jung Lee et al, Predicting children’s media use in the USA: Differences in cross-sectional and longitudinal analysis, https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2761041/, 2009.
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 102 จาก 150 ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 การใช้สื่อจอใสในเด็กไทยก็เป็นปัญหาหนักที่น่าเป็นห่วง “สังคมที่ไร้ขอบเขต (Boundaryless Society) ในปัจจุบัน สื่อดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิต ผู้คนอย่างมาก คนไทยในขณะนี้ใช้สื่อดิจิทัลกันมาก ทุกคนมีSmart Phone ใช้กัน และไม่ใช่เพียงคนใน สังคมเมือง กระทั่งสังคมชนบทก็ใช้กันอย่างแพร่หลาย ที่สำคัญและเป็นปัญหาคือวิถีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ ผู้ปกครองที่เปลี่ยนไป ยุคดิจิทัลพาให้พ่อแม่หลงเข้าสู่โลกที่มีความซับซ้อนแล้วลืมใส่ใจดูแลลูกหลาน ข้อมูล ขององค์การยูนิเซฟระบุว่า เด็กไทยอายุต่ำกว่า 18 ปีมีถึง 3 ล้านคนที่พ่อแม่ “มีชีวิตแต่ไม่ได้เลี้ยงลูก” เฉพาะเด็กปฐมวัยอายุต่ำกว่า 6 ปีซึ่งมีอยู่ประมาณ 5-6 แสนคน ถูกผลักดันให้ใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่อายุยังน้อย และใช้กันมากโดยไม่ได้วางวินัยกำกับการใช้ด้วย ด้วยเหตุที่เด็กปฐมวัยนั้นยังเรียนรู้ทักษะการใช้ดิจิทัลไม่ มากพอ หากพ่อแม่ไม่มีกระบวนการกำกับดูแลที่ดีพอ ก็ทำให้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ รวมไปถึงพฤตินิสัยของเด็ก (Behavior in way of life)” รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี o เด็กเยาวชนไทยใช้สื่อหน้าจอมาก รายงาน “จับทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563” (Thai Health Watch) โดย สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบข้อมูลจากสถาบันจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ว่า เด็กและ เยาวชนไทยใช้สื่อจอใส สัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง มากกว่าสถิติโลกที่ระบุไว้ว่าไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง และจากการสำรวจเด็กวัย 6 – 18 ปี จำนวนกว่า 15,000 คน พบร้อยละ 61 มีพฤติกรรมเสี่ยงติดเกมออนไลน์ เพราะเล่นเกมมากกว่าวันละ 3 ชั่วโมง ซึ่งเกมออนไลน์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อเด็กและเยาวชนทั้งในเรื่องความ รุนแรง การพนัน และสุขภาพจิต12 สอดคล้องกับการสำรวจโดยกรุงเทพโพลล์13 ที่ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กในเรื่อง “เด็กไทยรุ่น ใหม่ หัวใจสมาร์ตโฟน” โดยเก็บข้อมูลจากเด็กที่มีอายุ 6-14 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,052 คน พบว่า เด็กไทยในปัจจุบันเล่นสมาร์ตโฟน/ ไอแพด ร้อยละ 96.7 โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 74.8 ระบุว่าเป็นเครื่องของ ตัวเอง และร้อยละ 21.9 ระบุว่าเป็นเครื่องของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ขณะที่มีเด็กเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้นที่ระบุว่า ไม่ได้เล่นสื่อหน้าจอ พ่อแม่ไม่ให้เล่น ไม่มีอุปกรณ์ และไม่ชอบเล่น ทั้งนี้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.7 ระบุว่าใช้สื่อหน้าจอเพื่อดูหนัง/ฟังเพลง รองลงมาร้อยละ 78.5 ระบุว่าใช้เพื่อเล่นเกม และร้อยละ 45.2 ใช้เพื่อหาข้อมูล/ ความรู้ประกอบการเรียน สำหรับการใช้เวลาอยู่กับสื่อหน้าจอของเด็กๆ นั้น ร้อยละ 37.0 ระบุว่าประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาร้อยละ 23.6 ระบุว่าประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 11.6 ระบุว่าประมาณ 5-6 ชั่วโมงต่อวัน 12 https://www.thaipbs.or.th/news/content/303804 13 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มกราคม 2562
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 103 จาก 150 แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่ได้เจาะจงโดยตรงที่เด็กปฐมวัย แต่ก็สะท้อนภาพของเด็กเยาวชนไทย ได้ชัดเจนว่า เข้าถึงสื่อดิจิทัลในอัตราที่สูงมาก ถูกปล่อยให้ใช้สื่อเป็นเวลานานกว่าที่ควร และพฤติกรรม การใช้สื่อโน้มเอียงไปทางสันทนาการและเกม มากกว่าเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ o เด็กปฐมวัยก็ใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ปรากฏในพื้นที่เฉพาะเช่น จังหวัดนครปฐม14 โดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้กลุ่ม ตัวอย่างเด็ก 0 – 3 ปีจะยังไม่มีสื่อดิจิทัลเป็นของตนเอง แต่เข้าถึงและใช้สื่อดิจิทัลมาแล้วเป็นเวลา 1 – 2 ปี - เด็กส่วนใหญ่เริ่มใช้สื่อดิจิทัลเมื่ออายุระหว่าง 0 – 2 ปี (ร้อยละ 85) อายุ 3 – 5 ปี (ร้อยละ 28.70) และอายุ 6 – 13 ปี (ร้อยละ 38.45) ตามลำดับ - เด็กส่วนใหญ่ใช้สื่อดิจิทัลครั้งแรกในขณะอยู่กับบิดาหรือมารดา (ร้อยละ 77.80) - ผู้ปกครองให้บุตรหลานใช้สื่อดิจิทัล เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือไอแพด (ร้อยละ 89.60) โดยใช้สื่อดิจิทัลในขณะที่อยู่กับบุตรหลานเฉลี่ยวันละ 1 – 3 ชั่วโมง (ร้อยละ 75) - ผู้ปกครอง 1 ใน 3 บอกว่า ตนเองมีส่วนร่วมในขณะที่บุตรหลานใช้สื่อดิจิทัลทุกครั้ง แม้ส่วน ใหญ่จะระบุว่ามีการกําหนดกติกาในการใช้ (ร้อยละ 69.80) และเคยติดตามการใช้สื่อดิจิทัลของบุตรหลาน (ร้อยละ 71.30) - บางครอบครัว (ร้อยละ 10.90) บอกว่า มีเด็กเคยประสบอุบัติเหตุ เช่น ตกเตียง ตกบันได หก ล้ม ระหว่างการใช้สื่อดิจิทัลของผู้ปกครอง ซึ่งผลวิจัยนี้ชี้ถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง เช่น ให้ใช้สื่อดิจิทัลครั้งแรกในช่วงอายุต่ำ กว่า 1 ปี ซึ่งไม่เป็นไปตามคำแนะนำทางวิชาการที่ให้หลีกเลี่ยงการใช้สื่อเทคโนโลยีในกลุ่ม 0- 2 ปีนอกจากนี้ ยังพบว่า เมื่อถูกห้ามหรือถูกจำกัดเวลาการใช้เด็กจะมีพฤติกรรมหงุดหงิด ไม่พอใจ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ขัดแย้ง ต่อว่า และทำโทษเด็กในบางครอบครัว แม้กระทั่งผู้ปกครองของเด็กอายุ0 – 2 ปี 11 เดือน (ร้อยละ 28.2) ให้ข้อมูลว่าตนก็เคยทะเลาะกับบุตรหลานเกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิทัล o เด็กกรุงเทพมหานคร ใช้สื่อหน้าจอมากไม่แพ้กัน อภิรพี เศรษฐรักษ์ ตันเจริญวงศ์ และคณะ ได้ทำการวิจัยพฤติกรรมการใช้หน้าจอของเด็ก ปฐมวัยไทยวัย 0 - 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร15 พบว่า เด็กส่วนใหญ่ เคยดูโทรทัศน์และเคยใช้แท็บเล็บ/ สมาร์ตโฟน คิดเป็นร้อยละ 60.8 และ 63.4 ตามลำดับ โดยใช้เวลาดูโทรทัศน์ครั้งละ 36.84 นาที คิดเป็น 78.89 นาทีต่อวัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยการใช้แท็บเล็ต/สมาร์ทโฟน ครั้งละ 29.53 นาทีคิดเป็น 49.23 นาทีต่อวัน ทั้งนี้ เด็กวัย 0-2 ปีซึ่งเป็นช่วงวัยที่ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้สื่อหน้าจอโดยเด็ดขาดนั้น กลับพบว่าเด็ก 0-2 ปีของไทยถึงร้อยละ 32 ใช้สื่อหน้าจอ โดยอายุของเด็กที่เริ่มใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนเร็วที่สุดคือ 14 นนทสรวง กลีบผึ้ง, อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ และคณะ, ความสามารถของผู้ปกครองในการกำกับดูแลการใช้สื่อและพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้สื่อ ออนไลน์ของเด็กอายุ 0 – 13 ปี, www.childhoodbookbank.com, 2563 15 อภิรพี เศรษฐรักษ์ ตันเจริญวงศ์ และคณะ, พฤติกรรมการใช้หน้าจอของเด็กไทยวัย 0 - 3 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร, วารสารวิชาการนวัตกรรม สื่อสารสังคม, 2562
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 104 จาก 150 7 เดือน ส่วนการดูโทรทัศน์นั้น พบว่า กลุ่มตัวอย่างดูตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเร็วกว่าอายุเฉลี่ยของเด็กใน สหรัฐอเมริกาที่เริ่มดูโทรทัศน์เมื่ออายุ 7 เดือน (Zimmerman et al., 2007) ข้อค้นพบดังกล่าวนี้สอดคล้องกับการศึกษาพฤติกรรมการรับสื่อของ เด็กและเยาวชนไทย จากรายงานของกรมกิจการสตรีและ ครอบครัว พ.ศ. 2561 ที่รายงานว่าเด็กและเยาวชนไทยรับชมสื่อโทรทัศน์ สูงสุด โดยใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละ 5.7 ชั่วโมง และใช้สื่ออินเตอร์เน็ตวันละ 3 – 5 ชั่วโมง และยังสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อของเด็กก่อนวัยเรียนและครอบครัว ของกลุ่ม We are happy (2560) ซึ่งสำรวจเด็ก 2 – 6 ปี (อ้างอิงจาก สสส., 2560) ซึ่งพบว่า เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลารับ สื่อโทรทัศน์สูงสุดโดยคิดเป็นค่าเฉลี่ย 50.3 นาที ต่อวัน และสื่ออันดับสองคือ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ซึ่งใช้ เฉลี่ยอยู่ที่ 40.40 นาทีต่อวัน โดยอายุเร็วที่สุดที่เด็กเริ่มใช้หน้าจอคือ 1 ปี ข้อค้นพบของงานวิจัยทั้งสามเรื่องนี้มีความสอดคล้องกัน แต่ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยฉบับแรกเน้น ไปที่เด็กวัย 0 – 3 ปี ซึ่งเป็นอายุที่น้อยกว่ากลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยของทั้งกรมกิจการสตรีและครอบครัว และ กลุ่ม We are happy แต่กลับพบว่า ค่าเฉลี่ยการดูโทรทัศน์และการใช้สมาร์ตโฟนของกลุ่มนี้สูงกว่า และ ยังพบว่า เด็กใช้หน้าจอโทรทัศน์ตั้งแต่แรกเกิด และ หน้าจอแท็บเล็ต/ สมาร์ตโฟนตั้งแต่ 7 เดือน สะท้อนภาพ ว่าในระยะเวลาเพียง 1-2 ปี พฤติกรรมการใช้หน้าจอในเด็กปฐมวัยเร็วขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ในงานวิจัยของอภิรพี เศรษฐรักษ์ ตันเจริญวงศ์ และคณะ ยังพบอีกว่า กลุ่มเด็ก 0-3 ปีในเขต กรุงเทพมหานคร ที่พ่อแม่มีรายได้ครอบครัว เฉลี่ย 50,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนชั้น กลางที่มีฐานะค่อนข้างดี มีค่าเฉลี่ยของปริมาณการดูโทรทัศน์สูงสุดมากกว่าครอบครัวทุกกลุ่มรายได้ คืออยู่ที่ 96.56 นาทีต่อวัน นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่นอนกับปู่ย่า ตายายหรือญาติคนอื่น มีค่าเฉลี่ยการใช้แท็บเล็ตและ สมาร์ตโฟนสูงที่สุด คืออยู่ที่ 164.57 นาทีต่อวัน นอกจากนี้เว็บไซต์ Khunlook.com (2563) โดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ สรุปข้อมูลสำคัญว่า เด็กปฐมวัยได้รับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านจอตั้งแต่แรกเกิด โดยร้อยละ 90 รับสื่อโทรทัศน์ ตามมาด้วยแท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการใช้สื่อของครอบครัว ส่วน เด็กอายุ 0-4 ปี ที่ได้รับสื่อหน้าจอนั้น รวมถึงการถูกเลี้ยงหน้าจอโทรทัศน์ประมาณ 3-5 ชั่วโมงต่อวันด้วย ทั้งนี้ ร้อยละ 85 เป็นสื่อโทรทัศน์ที่ผลิตขึ้นสำหรับผู้ใหญ่หรือเด็กโต และมักถูกเปิดทิ้งไว้ จากข้อมูลเบื้องต้น บวกกับข้อมูลจากประสบการณ์ของกลุ่มผู้บริหาร ครูและผู้ปกครองที่เข้าร่วม ในการประชุมหัวข้อ “สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย : แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนา เด็ก” เห็นได้ชัดว่า ตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิด-19 เด็กปฐมวัยของไทยก็อยู่ในสถานการณ์การใช้สื่อหน้าจอใส ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง เด็ก 0-2 ปีซึ่งเป็นวัยห้ามให้สัมผัสหน้าจอ กลับอยู่กับจอโทรทัศน์ทั้งแบบตั้งใจให้ดู และแบบ เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่แรกเกิด ครอบครัวขาดความรู้ความเข้าใจถึงผลเสียของการใช้สื่อหน้าจอในเด็กเล็ก ปล่อยให้ เด็กอยู่กับสื่อหน้าจอเป็นเวลานาน แม้พ่อแม่ผู้ปกครองจะมีฐานะและการศึกษาดี โดยเฉพาะเด็กจำนวนมาก ซึ่งอยู่กับปู่ย่าตายาย ถูกปล่อยให้ใช้สื่อหน้าจอมากที่สุด
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 105 จาก 150 งานวิชาการชี้ชัดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สื่อจอใสทั้งในระยะสั้นและระยะยาว o ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกัน ได้ระบุในคำแถลงเชิงนโยบายชัดเจนว่า เด็กทารกและ วัยเตาะแตะ (ต่ำกว่า 2 ปี) ต้องได้เรียนรู้ผ่านการสำรวจโดยใช้มือ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้ดูแลที่เด็กไว้ใจ ผูกพันได้ เพื่อพัฒนาสติปัญญา ภาษา การใช้ร่างกาย และทักษะทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งเด็กต้องได้เรียนรู้ผ่าน ปฏิสัมพันธ์กับผู้ดูแลเป็นสำคัญ ไม่ใช่จากสื่อเทคโนโลยี และเด็กก่อนวัยเรียน (3-6 ปี) การใช้สื่อหน้าจออย่าง การดูโทรทัศน์รายการคุณภาพ อาจพัฒนาทักษะทางสติปัญญา ภาษาและสังคม หรือให้ความรู้ในการดูแล ตนเองที่เหมาะสมกับวัยเด็กได้แต่สื่อดิจิทัลสมัยใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกแบบให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถร่วม ใช้เพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาแบบท่องจำ ดังนั้น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกันจึงเห็นว่า พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเข้าใจว่า ทักษะการคิด ขั้นสูง และทักษะสมอง Executive Functions ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการ เรียนของเด็กต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ความมุ่งมั่นในการทำงานให้เสร็จ การกำกับตนเองไม่ให้วอกแวก การควบคุมอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดยืดหยุ่น ฯลฯ จะปลูกฝังในเด็กได้ต้องผ่านการปฏิสัมพันธ์ตอบสนองระหว่างผู้ใหญ่ กับเด็ก และผ่านการเล่นกับเพื่อนแบบอิสระเป็นสำคัญ ไม่ใช่การใช้สื่อหน้าจอ แม้แต่การใช้หนังสือดิจิทัล ที่เรียกว่า e-books ที่มักจะมีภาพแบบ interactive เข้ามา ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่า “อาจจะลดทอนความสามารถ ของเด็กในการทำความเข้าใจในเนื้อหาของหนังสือด้วยตนเอง” o การใช้สื่อหน้าจอมากส่งผลกระทบต่อเด็กปฐมวัยหลายด้าน จากการทบทวนวรรณกรรมจำนวน มากในต่างประเทศเกี่ยวกับปฐมวัยกับการใช้สื่อหน้าจอ16 พบว่า ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของพัฒนาการ ชีวิตมนุษย์ ปัจจัยที่แวดล้อมและส่งอิทธิพลต่อตัวเด็กทั้งปวงรวมทั้งการใช้สื่อหน้าจอ อาจส่งเสริมหรืออาจบั่น ทอนกระบวนการที่อ่อนไหวในช่วงนี้ได้ องค์การอนามัยโลกได้ให้แนวทางและข้อแนะนำว่า เด็กเล็กควรใช้สื่อ หน้าจอสูงสุดไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน o งานวิจัยระยะยาวหลายฉบับชี้ว่า การใช้หน้าสื่อมากในเด็กปฐมวัย ไม่เพียงส่งผลต่อการเป็น โรคอ้วนและสุขภาวะทางกายที่แย่ลงเมื่อเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังทำให้ความเป็นปกติสุขและสุขภาวะจิตใจ ในช่วงวัยเรียนและวัยรุ่นแย่ลงด้วย แม้ในช่วงปฐมวัยเองก็พบว่า เด็กก่อนวัยเรียนที่ใช้สื่อหน้าจอมาก มักจะ ควบคุมพฤติกรรมตนเองไม่ได้ มีอาการไฮเปอร์แอคทีฟ และจดจ่อไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้สื่อหน้าจอ จะส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาและภาษาของเด็ก ด้วยเหตุที่ว่า การอยู่กับหน้าจอ ตัดโอกาสของเด็กในการ สื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์ เล่น และเรียนรู้กับผู้อื่น นอกจากผลต่อเด็กโดยตรงแล้ว งานวิจัยอีกหลายฉบับได้ชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อ หน้าจอของพ่อแม่ผู้ปกครองกับพฤติกรรมปัญหาในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะการใช้สื่อของพ่อแม่ผู้ปกครอง จะทำให้สัมพันธภาพแย่ลง ปฏิสัมพันธ์ที่พึงมีต่อลูกหลานจะช้าลง ไม่ค่อยใส่ใจ และเป็นแบบ Passive ที่ 16 Schwarzer C. et al., Associations of media use and early childhood development: cross-sectional findings from the LIFE Child study, https://www.nature.com/articles/s41390-021-01433-6
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 106 จาก 150 ตอบสนองอย่างไม่มีเป้าหมาย มากกว่าด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทัศนคติของพ่อแม่ต่อการใช้สื่อหน้าจอ ก็ส่งผลต่อ นิสัยการใช้สื่อของเด็กปฐมวัยเป็นสำคัญ o เด็กทารกที่ใช้สื่อหน้าจอมาก คุณภาพการนอนจะแย่ลง Cheung และคณะ (2017) พบว่า การใช้หน้าจอทำให้คุณภาพการนอนของเด็กทารกแย่ลง ทุก 1 ชั่วโมงที่เด็กทารกใช้หน้าจอ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ย ปริมาณการนอนต่อวันลดลงวันละ 15.6 นาที (26.4 นาที สำหรับการนอนกลางคืน และ 10.8 นาที สำหรับ การนอนกลางวัน) ซึ่งการนอนหลับที่เพียงพอนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญของพัฒนาการสมองและร่างกายที่ดี o ดิจิทัลเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเด็ก นักวิชาการ จาก World Economic Forum17 ได้เผยแพร่ ข้อมูลวิชาการว่า การใช้สื่อเทคโนโลยีจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ด้านในเด็ก ได้แก่ - การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย ด้วยเหตุที่มีรายงานโรคอ้วนเพิ่มสูงขึ้น และสายตาสั้นสูงขึ้นเป็น สองเท่าจากทศวรรษที่ 1960 ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังรายงานอาการเจ็บที่คอและหลังในเด็กเพิ่มขึ้น ซึ่งมา จากท่าทางที่ไม่เคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าเป็นเวลานาน - การเปลี่ยนการก่อรูปของเส้นใยประสาทในสมอง การออกแบบวิดีโอเกมและแอพพลิเคชั่น ต่าง ๆเกือบทั้งหมดนั้น นักออกแบบดิจิทัลมุ่งให้ผู้ใช้ติด เกิดความอยากเล่นซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อเนื่องตลอดเวลา โดยเฉพาะการมี Auto Play Functions ที่อนุญาตให้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตสามารถกระตุ้นให้เกิดการเล่น โดยอัตโนมัติต่อเนื่อง ไม่มีวันจบ จะส่งผลต่อการก่อรูปเส้นใยประสาท ในรูปของ “วงจรรางวัล” ซึ่งเกิดจาก การเพิ่มขึ้นของสารโดปามีน ที่กระตุ้นให้อยากเล่นตลอดเวลา - การเปลี่ยนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ในการมอง แยกแยะ รับรู้ภาพโดยใช้จินตนาการ มีงานวิจัยบางฉบับชี้ว่า วิดีโอเกมส์หรือดิจิทัลเทคโนโลยีอาจจะช่วยพัฒนาเด็กปฐมวัยในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ ตาม นักวิชาการชี้ว่าความสามารถของสติปัญญาด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะภาษา การใช้ตรรกะเหตุผล และ การมีความสนใจจดจ่อในเวลาที่เหมาะสม ก็ยังต้องส่งเสริมโดยกระบวนการที่ไม่ใช่ดิจิทัล เด็กปฐมวัยจำเป็น จะต้องได้สัมผัสจับต้อง เรียนรู้การประสานมือ-ตา และสร้างความสามารถในการจดจำภาพจากสภาพแวดล้อม รอบตัวก่อน - การเปลี่ยนขอบเขตของ “วัยเด็ก” จากที่เคยยอมรับกันว่า ปีแรกของชั้นมัธยมเป็นปีที่ควรให้ “เด็ก” เริ่มใช้สมาร์ตโฟนได้ กลับกลายเป็นว่า ปัจจุบันเด็ก 8-11 ปีทั่วโลกถึงร้อยละ 39 (ปี 2018) ครอบครอง สมาร์ตโฟนกันเรียบร้อยแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่วัยของการเริ่มใช้จะลดลงเรื่อยๆ การที่เด็กเข้าสู่โลกของโซเชียล มีเดีย ทำให้เด็กที่ยังไม่พร้อมด้านวุฒิภาวะ “มีพื้นที่ที่เป็นอิสระ” อย่างทันทีทันใด โดยที่ตนเองยังไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถจะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในโลกดิจิทัลได้ด้วยตนเอง จึงนับเป็นความเสี่ยงที่สูงมาก - การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางจิตใจ มีการถกเถียงกันมากถึงความรู้สึกว้าเหว่ และ การเปรียบเทียบกับคนอื่นอันเกิดจากการใช้โซเชียลมีเดีย และส่งผลกระทบทางลบต่อภาพลักษณ์ของตนเอง 17 Here are 5 ways digital technology is changing childhoodh,ttps://www.weforum.org/agenda/2018/07/digital- technologychanging-childhood-smartphone/, 2018
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 107 จาก 150 และสุขภาวะทางจิตใจของเด็ก รายงานการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ร้อยละ 35 ของเยาวชน วัยรุ่นที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันมีแนวโน้มเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย o การศึกษาในประเทศไทยพบว่า การใช้สื่อหน้าจอส่งผลลบต่อเด็กปฐมวัยหลายด้าน ศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชยะ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำเสนอ งานวิจัยหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง ในการประชุมหัวข้อ “สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย : แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการ” ได้แก่ - เด็กปฐมวัยใช้สื่อหน้าจอมาก IQ ลดลง งานวิจัยชี้ว่า การใช้สื่อจอใสในปฐมวัยเป็นเรื่องไม่ เหมาะสม เพราะในวัยนี้เด็กควรเรียนรู้พัฒนาผ่านการบูรณาการผ่านประสาทสัมผัส (Sensory Integration) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการฝึกใช้ประสาทสัมผัส สัมผัสของจริง มีการบูรณาการประสาทสัมผัสอย่างแท้จริง รูปที่ 18 สื่อและพัฒนาการด้านสติปัญญา (ที่มา : ศาสตราจารย์นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชยะ (2565)) ภาพกราฟจากงานวิจัยที่ติดตามเด็กวัย 3-6 ปีเพื่อดูผลไอคิวในเด็ก เปรียบเทียบกลุ่มเด็กที่มีการใช้ สื่อหน้าจอ (ที่พ่อแม่เปิดแบบเป็น Background หรือเปิดแช่ทิ้งไว้) แต่เปิดน้อย (สีเขียว) ตลอดทุกช่วงอายุ (3 ขวบ 4 ขวบ 6 ขวบ) พบว่า แนวโน้มสติปัญญาของเด็กยังอยู่ในเกณฑ์ดีที่ 108 114 และ 106 ส่วนสีเหลือง เป็นกลุ่มที่เคยใช้มากมาก่อนแต่ภายหลังใช้ไม่มาก ไอคิวเด็กจะอยู่ในเกณฑ์กลาง ๆ และกลุ่มสีแดงคือกลุ่มเด็ก ที่มีการเปิดสื่อ Background มากตลอดทุกช่วงวัย สติปัญญาเด็กอยู่ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 2 กลุ่มแรก
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 108 จาก 150 งานวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศที่ว่า เด็กกลุ่มที่มีการใช้สื่อมากตลอดทุกช่วงอายุ มีผลต่อ สติปัญญาอย่างมาก แนวโน้มก็คือสติปัญญาของเด็กลดลง รวมทั้งกลุ่มที่มาใช้สื่อหน้าจอมากในช่วงวัยที่โตขึ้น เช่น มาใช้มากในช่วงสถานการณ์โควิด แนวโน้มสติปัญญาของเด็กก็จะค่อย ๆ ถดถอยลงเช่นกัน - เด็กใช้สื่อดิจิทัลมากทำให้พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า การใช้สื่อหน้าจอมากมีผลต่อพัฒนาการด้าน ภาษา ในขณะที่ครูปฐมวัยสะท้อนว่าเด็กในชั้นเรียนที่ใช้สื่อหน้าจอมาก ไม่พูด พูดไม่เป็นภาษาหรือที่มักเรียกว่า “ภาษามนุษย์ต่างดาว” งานวิจัยพบว่า เด็กที่มีการเปิดสื่อ Background พัฒนาการด้านภาษาจะลดลง อย่างไรก็ ตาม พบว่า ถ้าเปิดรายการทางการศึกษาให้เด็กดู สัมพันธภาพระหว่างเด็กกับพ่อแม่ยังเป็นบวก และพัฒนาการ ด้านภาษาของเด็กจะยังเป็นบวก นักวิจัยให้คำแนะนำว่า หากประวิงเวลาไม่รีบให้เด็กดูจอเร็ว พัฒนาการด้านภาษา ก็จะเป็นบวก - การใช้สื่อดิจิทัลมีผลต่อสมองส่วนที่ทำงานด้านภาษา การศึกษาที่สแกนสมองในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับด้านภาษาและการอ่าน พบว่าการนำกระแสประสาทมีแนวโน้มลดลง รูปที่ 19 การใช้สื่อผ่านจอ และสมองด้านภาษา & การอ่าน (ที่มา : Hutton, 2020)
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 109 จาก 150 อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์นพ. วีระศักดิ์ ชลไชยะ ชี้ว่า เนื่องจากสมองของเด็กยังมีความยืดหยุ่นสูง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบมาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจ ยอมรับและปรับการเลี้ยงดู การให้ ใช้สื่อหน้าจอ และสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกหลาน เด็กปฐมวัยก็สามารถจะกลับมาสร้างสมองที่ดีให้ลูกได้ งานวิจัยผลกระทบต่อการอ่านจากการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก งานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดตามเด็กในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต ตั้งแต่ 6 เดือน ต่อเนื่อง 12เดือน และ18-24เดือน ซึ่งส่วนใหญ่เด็กจะได้รับสื่อBackground มากถึง 3- 5ชั่วโมง แต่ปรากฏว่า เมื่อเข้าช่วงวัย4 ปีแนวโน้มการใช้หน้าจอลดลงเหลือประมาณ 1.7ชั่วโมงและช่วงวัย6 ปีได้รับสื่อประมาณ 2-3ชั่วโมง เมื่อวิเคราะห์พบว่า สาเหตุที่ลดลงเพราะเด็กเข้าเรียนอนุบาล เวลาที่ได้ดูจอจึงน้อยลง แพทย์ทางด้าน พัฒนาการเด็ก จึงสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยได้เข้าโรงเรียนอนุบาลหรือสถานพัฒนาเด็ก ในช่วงเด็ก 6 ปี ส่วนใหญ่การใช้สื่อหน้าจอยังไม่มาก ครั้นถึง 9 ปีกลับปรากฏว่าข้อมูลทั้งในวันหยุด และ วันธรรมดา เด็กใช้สื่อหน้าจอสูงขึ้น เฉลี่ยรวมกัน 9-10ชั่วโมงต่อวัน (เป็นเด็กกลุ่มเศรษฐานะ Middle– High) ศาสตราจารย์ นพ.วีระศักดิ์ชลไชยะ - เด็กใช้สื่อดิจิทัลมาก พัฒนาการทักษะสมอง EF จะถดถอยศาสตราจารย์นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชยะ ยังได้นำเสนอข้อมูลที่พบว่า หากเปิดสื่อหน้าจอให้เด็กดูมาก โดยเฉพาะสื่อที่มีความเร็ว เปลี่ยนภาพเร็ว ๆ เช่น การ์ตูน จะทำให้ทักษะสมอง EF แต่ละด้านลดลง เด็ก 4 ขวบที่ดูการ์ตูนเพียง 10 นาที เมื่อให้เล่นเกม Head to Shoulder ซึ่งใช้ในการประเมินทักษะสมอง EF ด้านการยับยั้งและการยืดหยุ่น โดยให้เด็กทำตรงตามคำสั่ง หรือให้เด็กพลิกแพลงไปจากคำสั่ง เช่น บอกหัวแต่ให้เด็กจับเท้า หรือบอกเข่าแต่ให้เด็กจับไหล่ เด็กกลุ่มนี้ แนวโน้มทักษะสมอง EF จะติดลบ แต่ถ้าให้เด็กดูรายการการศึกษาสำหรับเด็กจากสื่อหน้าจอ หรือทำกิจกรรม ที่พัฒนาประสาทสัมผัส เช่น วาดรูป ระบายสี แนวโน้มทักษะสมอง EF จะพัฒนา
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 110 จาก 150 รูปที่ 20 ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อของเด็ก กับทักษะสมอง EF (ที่มา : Lillard AS & Peterson J, 2011 อ้างใน วีระศักดิ์ ชลไชยะ, 2565) จากรูปที่ 20 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อของเด็กกับทักษะสมอง EF โดย Lillard AS & Peterson J ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเรื่อง “The Immediate Impact of Different Types of Television on Young Children’s Executive Function” ในวารสารการแพทย์ Pediatrics 2011; 128: 644 – 649 พบว่า รายการ การ์ตูนทีวีที่มีภาพเคลื่อนไหวรวดเร็วมีผลระยะสั้นต่อทักษะสมอง EF การควบคุมตนเอง และ Delayed Gratification (DG) โดยในกลุ่มสีเขียว คือ กลุ่มเด็กที่มีการเปิดใช้สื่อทีวีเป็น background ในบ้าน (เปิดแช่ทิ้งไว้) ในช่วง 3 ปีแรก ทักษะสมอง EF ของเด็กจะเป็นบวก ในขณะที่กลุ่มสีแดงเปิดสื่อมาก โดยเฉพาะเปิดสื่อให้เด็กมี โอกาสได้ดูเกิน 1 ปี ทักษะสมอง EF จะติดลบ นอกจากนี้ยังพบว่า เนื้อหารายการที่เด็กดูก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาทักษะสมอง EF ด้วยเช่นกัน โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่า นอกจากเด็กเริ่มดูทีวีตั้งแต่อายุน้อย ๆ ใช้เวลาดูเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลเสีย ต่อพัฒนาการและทักษะสมอง EF แล้ว การที่เด็กดูรายการผู้ใหญ่ หรือสื่อที่นำเสนอภาพเคลื่อนไหวเร็ว ๆ จะทำให้การพัฒนาทักษะสมอง EF ลดลงด้วย ดังนั้น การฝึกวินัยในการดูสื่อ และการเลือกสื่อให้เหมาะสม กับช่วงวัยของเด็กจึงมีความสำคัญอย่างมาก - การใช้หน้าจอพร้อมกันหลายจอ (Media Multitasking) เกี่ยวข้องกับทักษะ EF การศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่องการใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกัน (Media Multi-Tasking) โดยติดตาม ปัญหาพฤติกรรมตอนอายุ 6 ปี พบว่าถ้าเด็กเล็กมีการใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกัน เช่นเด็กอายุ 18 เดือน
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 111 จาก 150 พ่อแม่เปิดทีวีไว้ แล้วให้เด็กดูมือถือไปด้วย แนวโน้มจะทำให้การเลี้ยงลูกเชิงบวกของพ่อแม่เมื่อลูกอายุ3-4 ปี ลดลง นำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมของลูกเมื่ออายุ 6 ปีได้ และยังพบว่า หากพ่อแม่ใช้การเลี้ยงลูกเชิงบวกและเด็กมี การกำกับควบคุมตัวเองดีการใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกันที่วัย 9 ปีจะลดลง “รายงานสังเคราะห์ สถานการณ์ปัญหาที่สำคัญของเด็กปฐมวัยเพื่อการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็ก เล็กแบบรอบด้าน” รายงานว่า แม้ว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านสติปัญญาสูงขึ้น ร้อยละ 8.6 แต่ก็ทำให้พัฒนาการทางพฤติกรรมที่สมวัยลดลงถึงร้อยละ 8.9 เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ โดยอาจ ทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ได้น้อยลง และความสามารถทางสังคมลดลงด้วย “ผมกลัววันที่เทคโนโลยีมีความสำคัญกว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน เมื่อนั้นโลกเราจะอยู่ในยุคแห่งความโง่เขลา” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ o จากการใช้สื่อหน้าจอในปฐมวัย จะพัฒนาไปสู่การติดเกมในวัยถัดไป รองศาสตราจารย์ นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อมูลว่า การติดเกมซึ่งเป็นปัญหาหนักที่กำลังกระทบต่อพัฒนาการของเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นนั้น สัมพันธ์กับการใช้สื่อหน้าจอในช่วงปฐมวัย - เด็กติดเกมเพิ่มขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (American Psychiatric Association) จัดให้การติดเกมเป็นโรคชนิดหนึ่ง ทั้งเกมทั้งอินเทอร์เน็ตมีคุณสมบัติที่ทำให้เกิด อาการติด คือเด็กจะมีความหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้น เมื่อไม่ได้ใช้จะมีอารมณ์หงุดหงิดกระวนกระวายใจ มีอาการ คล้าย ๆ การใช้สารเสพติด คือต้องใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่รู้ว่ามีผลกระทบด้านลบ แต่ก็ไม่สามารถลดหรือ ควบคุมการใช้ได้หากกลับใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้แนวโน้มเด็กติดเกมในซีกโลกตะวันออก จะมีมากกว่าเด็กซีกโลกตะวันตก พบว่าเด็กไทย 1 ใน 7คน หรือ 2.5 ล้านคนกำลังเป็นกลุ่มเสี่ยงของการติดเกม คิดเป็นร้อยละ 14.4 ซึ่งสูงกว่าในหลายประเทศ เช่น จีน เยอรมนี สหรัฐอเมริกา เป็นต้น แต่รายงานในระยะหลังพบว่า เด็กไทยอาจติดเกมเพิ่มขึ้นมากเป็นร้อยละ 30-40 และอายุมัธยฐานโรคติดเกมในเด็ก (Primary Gaming Disorder) ลดลงทุกปี โดยในปีพ.ศ. 2565 อยู่ที่วัย 13 ปี - เด็กยิ่งเข้าถึงสื่อหน้าจอตั้งแต่อายุน้อย จะมีโอกาสติดเกม ติดอินเทอร์เน็ตมากขึ้น พบว่า เด็กที่ติดส่วนใหญ่ พ่อแม่เริ่มให้ใช้สื่อหน้าจอตั้งแต่อายุยังน้อย ยิ่งใช้เวลาเล่นมากก็ยิ่งติดมาก - ผู้ใหญ่เข้าใจผิดว่า การที่เด็กเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นการเข้าถึงความรู้แต่แท้ที่จริงแล้วหา เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะกลับเป็นภัยคุกคาม ที่เด็กจะเข้าถึงสื่อเรื่องอื่น เช่น เรื่องเพศ สื่อลามก ฯลฯ ได้ง่ายตั้งแต่ ประถมต้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะนำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมอื่น ๆ ตามมาอีกหลายประการ - การเข้าถึงสื่อวิดีโอเกมที่รุนแรง มีงานวิจัยที่ยืนยันชัดเจนว่าการเล่นเกมที่มีความรุนแรง ทำให้ พฤติกรรม ความคิด อารมณ์ของผู้เล่นเป็นไปในทางก้าวร้าวมากขึ้น ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นลดลง
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 112 จาก 150 จิตอาสาหรือ Prosocial Behavior มีแนวโน้มลดลง อาจนำไปสู่พฤติกรรมรุนแรงต่าง ๆ เช่น การทำร้ายผู้อื่น รวมถึง การทำร้ายตนเองด้วย - เด็กที่เล่นเกมหรือติดอินเทอร์เน็ต การเชื่อมโยงของเซลประสาทในสมองจะลดลงถึงร้อยละ 24 ปริมาตรของสมอง Parietal ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดความจำลดลงร้อยละ 27 ในเด็กที่เล่นเกม ออนไลน์มาก การทำงานของเซลล์ประสาทจะมีปริมาตรของ NAA (N-acetylaspartate) ลดลง ปริมาตร NAA เป็นสารชนิดหนึ่งที่ชี้บ่งถึงการทำงานของเซลล์ประสาทว่าดีหรือไม่ดี - สมองของคนติดเกมเหมือนสมองของคนติดยาเสพติด การศึกษาวิจัยจำนวนมากชี้ว่า กลไก ของการเล่นเกมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมอง กล่าวคือ ในเวลาที่เล่นเกม จะทำให้เกิดการหลั่งสาร Dopamine ซึ่งคล้ายกับการใช้สารเสพติดเป็นประจำ การใช้โคเคน ยาบ้า และสารเสพติดต่าง ๆ จะกระตุ้นให้ สารโดปามีนเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา จนในที่สุดเมื่อใช้มากขึ้น สมองจะเสียหาย ตัวอย่างเช่น สมองของเด็กที่ เล่นเกมชื่อ MMORPGs สารโดปามีนจะเพิ่มขึ้นบริเวณสมองส่วนหน้า เหมือนสมองของคนที่ติดโคเคน เพราะ วงจรประสาทการให้รางวัล (Reward Pathway of Brain) จะถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา เด็กบางคนที่ติดเกม มากจึงเสี่ยงต่อการมีอาการทางจิต เมื่อสมองเริ่มดื้อด้านชา จะเกิดอาการซึมเศร้า มีปัญหาพฤติกรรม ปัญหา การฆ่าตัวตาย ตามมาได้ “จากประสบการณ์ของจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น พบว่าปัจจุบันมีเด็กประมาณวัย 4 - 8 ขวบมี พฤติกรรมก้าวร้าว เอาแต่ใจ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ที่รุนแรง จนพ่อแม่ต้องพามาพบจิตแพทย์เมื่อพูดคุยซักถาม แล้วปรากฏว่าบรรยากาศในบ้านต่างคนต่างอยู่ พ่อแม่ลูกอยู่หน้าจอคนละจอ ทำนอง “ตัวอยู่ด้วยกันแต่ว่าใจไม่ได้ มีปฏิสัมพันธ์กัน” ซึ่งส่วนหนึ่งอธิบายได้ด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยา ที่ว่า หากเด็กได้มีปฏิสัมพันธ์อยู่กับคน อยู่กับ พ่อแม่ เด็กก็มีจิตใจอ่อนโยน แต่หากอยู่กับเทคโนโลยีจิตใจจะกระด้าง ใช้อารมณ์รุนแรงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม พ่อแม่บางคนเมื่อมาพบแพทย์แล้วเริ่มรู้ตัว เริ่มการกำกับการใช้สื่อในเด็กลดลง มี ปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวกันมากขึ้น มีกิจกรรมที่เป็นด้านบวกร่วมกันมากขึ้น เด็กที่มีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง ก็ สามารถสงบลงได้ กลับมาเป็นเด็กปกติธรรมดาได้” รองศาสตราจารย์ นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 113 จาก 150 เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ภาวะการใช้สื่อจอใสที่หนักขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วงปี พ.ศ.2563-2564 ทำให้ประเทศทั่วโลกต่างออก มาตรการจำกัดการออกจากเคหสถาน (Lockdown) สถานที่ทำงานของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งในภาครัฐและ เอกชนหยุดการดำเนินการในสำนักงาน ให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) สถานศึกษาประกาศ หยุดเรียน เด็กต้องอยู่บ้านและเรียนทางออนไลน์ การใช้สื่อหน้าจอในเด็ก จึงกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ ความเป็นห่วง o วารสาร Journal of School Health18 ซึ่งคณะนักวิจัยที่นำโดยมหาวิทยาลัย Anglia Ruskin (ARU) แห่งประเทศสหราชอาณาจักร ได้สำรวจสภาวะการใช้สื่อหน้าจอในเด็กและเยาวชนจากทั่วโลก พบว่า สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 สอดคล้องกับงานวิจัยของ Christina Bergmann และคณะ (2022)19 ที่พบว่า ในประเทศแคนาดา พ่อแม่ผู้ปกครองร้อยละ 89 ยอมรับว่าลูกหลานวัย 5-11 ปีร้อยละ 95 ใช้มือถือเกินกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันซึ่งเกินมาตรฐานที่กำหนดโดยหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐ ในประเทศ เยอรมนีการใช้หน้าจอของเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวัน ในประเทศชิลีการใช้มือถือ ในเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คือเป็นมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ในกลุ่มเด็กวัย 5-12 ปีของประเทศ ตูนีเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 111 และโดยเฉลี่ยในหลายประเทศ เด็กวัย 3-7 ปีใช้สื่อหน้าจอมากขึ้นวันละ 50 นาที รูปที่ 21 สถานการณ์โควิด-19 กับภาวะการใช้สื่อจอใส (ที่มา : Christina Bergmann และคณะ (2022)) 18 ARU., Children’s health fears due to rise in screen time, https://www.newswise.com/articles/children-s-health-fears-dueto-rise-in-screen-time, 2022 19 Bergmann C. et al., Young Children Screen Time during the First COVID-19 Lockdown in 12 Countries, https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/?term=Kartushina+N&cauthor_id=35132065, 2022
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 114 จาก 150 บทความในวารสารเน้นแสดงความเป็นห่วงในเรื่องความเสี่ยงต่อสายตาของเด็ก เช่น ดวงตาเมื่อยล้า ขึ้น โดยเฉพาะหากมีการใช้หลายหน้าจอไปพร้อม ๆ กัน จะทำให้สายตาเมื่อยล้าขึ้นถึงร้อยละ 22 การมอง ด้วยสองตา(Binocular Vision) ของเด็กไม่เข้าที่ ตาแห้ง และมีปัญหาการหักเหในการมอง อาจทำให้เสี่ยงต่อ ภาวะสายตาสั้นและสายตายาว การศึกษาในประเทศจีนยังพบว่า เด็กสายตาสั้นเพิ่มขึ้น 1.4-3 เท่าในปี 2020 เมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ปีก่อน นอกจากความกังวลเรื่องสายตาแล้ว นักวิชาการยังแสดงความกังวลในเรื่อง ความเมื่อยล้าที่ลำคอและไหล่ของเด็กกับพฤติกรรมเนือยนิ่ง ที่จะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กรุ่นนี้ต่อไป o งานวิจัยของสสส.ร่วมกับนิด้า และ สสย.20 พบว่ายุคโควิด-19 เด็กไทยทั้งวัยประถม และมัธยม ใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์ถึงร้อยละ 89 ผู้ปกครองอนุญาตให้เด็กใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึงร้อยละ 77.67 รองลงมาคือ 4-6 ชั่วโมง ร้อยละ 16.3 และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป ร้อยละ 11.91 โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชน ยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้นเท่านั้น และผู้ปกครองส่วนใหญ่ ก็เริ่มให้ เด็กได้ใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปีซึ่งยังเป็นวัยที่เด็กควรงดการเข้าถึงสื่อออนไลน์ สอดคล้องกับข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันวิจัยเพื่อ การประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย21 ที่พบว่า เด็กปฐมวัยใช้เวลากับ หน้าจอ (Screen Time) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในที่นี้ นับเฉพาะเวลาที่เด็กเล่นเกมส์หรือดูรายการผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บแล็ต โทรศัพท์มือถือเท่านั้น ไม่ได้นับรวมเวลาที่เด็กปฐมวัยใช้กับการเรียนออนไลน์ o จากการระดมความคิดเห็นของนักวิชาการในการประชุมหัวข้อ “สถานการณ์การใช้สื่อจอใส ในเด็กปฐมวัย : แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู” พบข้อมูลที่น่าสนใจในประเทศไทย สอดคล้องกับข้อมูล ข้างต้นว่า - สถานการณ์โควิดผลักดันให้เกิดการใช้สื่อดิจิทัลมากขึ้น สถานการณ์โควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ การใช้สื่อดิจิทัลพุ่งขึ้นมากทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก มาตรการล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่บ้าน “หยุดเชื้อเพื่อชาติ” เด็ก ๆ อยู่กับบ้าน ไม่ได้ไปโรงเรียน ในขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองยังต้องทำมาหากิน แต่ทำอยู่ที่บ้าน (Work From Home) เต็มเวลา ก็ไม่ต้องการให้เด็กรบกวนการทำงาน ให้เด็กอยู่นิ่งๆในที่ที่ปลอดภัยจากอันตรายหรือโรค วิธีที่จะทำให้เด็กอยู่นิ่งได้ จึงเป็นการยื่นสื่อหน้าจอให้เด็ก ไม่ว่าสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต เพราะการให้เด็กเล็ก อยู่กับสื่อดิจิทัลนั้น พ่อแม่ไม่ต้องนั่งอยู่ด้วยก็ได้ สื่อดิจิทัลสามารถตรึงเด็กนิ่งได้เป็นเวลายาวนาน นี่จึงเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กมีโอกาสใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น รวมไปถึงการเรียนที่เริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบ การเรียนออนไลน์ในเวลาต่อมา ดังนั้น เกือบ 2 ปีที่เด็กไม่ได้ไปเรียนรู้ที่โรงเรียน ผนวกเข้ากับการใช้สื่อหน้าจอมากเมื่ออยู่บ้าน ก็ส่งผลให้เด็กปฐมวัยไทยอยู่ในสภาวะพัฒนาการถดถอย 20 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.), การประชุมเพื่อนำเสนอผลการวิจัย ภายใต้โครงการการศึกษาการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชน ไทยในอนาคต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย, สยามรัฐออนไลน์, 2564 21 วีระชาติ กิเลนทอง, 2565
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 115 จาก 150 - เด็กปฐมวัยใช้สื่อหน้าจอเพิ่มขึ้นในช่วงโควิด งานวิจัยของศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชยะ พบว่าในช่วงปีพ.ศ. 2563 – 2564 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอ ออนไลน์ (ไม่รวมเวลาเรียนออนไลน์) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ในปี 2563 เด็กอายุ 5 ปีใช้เวลาหน้าจอเกือบ 600 นาทีต่อสัปดาห์ เมื่อเข้าปี 2564 เด็กวัยนี้ใช้เวลาหน้าจอมากกว่า 800 นาทีต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 200 นาที ต่อสัปดาห์ ส่วนเด็กอายุ 6 ปี ในปี 2562 ใช้เวลาหน้าจอประมาณ 400 นาทีต่อสัปดาห์ ปี 2563 ใช้เวลา หน้าจอประมาณ 600 นาทีต่อสัปดาห์ และในปี 2564 ใช้เวลาหน้าจอประมาณ 800 นาทีต่อสัปดาห์ เท่ากับ เพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละประมาณ 200 นาทีต่อสัปดาห์ การเพิ่มมากขึ้นของเวลาหน้าจอก็หมายถึงเวลาที่ควรทำ กิจกรรมอื่นที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการที่หลากหลายรอบด้านลดลงไป - พ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถช่วยลูกหลานให้ใช้สื่อหน้าจออย่างเหมาะสม ในการส่งเสริม ความรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีของบุตรหลานนั้น งานวิจัยพบว่าผู้ปกครอง (และครู) ยังมีความสามารถที่จะ แนะนำ ช่วยเหลือ และสนับสนุนเด็กและเยาวชนได้จำกัด22 ข้อมูลชี้ว่า ผู้ใหญ่อายุ 31 ปีขึ้นไปมีทักษะการ รู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศน้อยกว่าเด็กและเยาวชนอายุ 11-30 ปี และระดับทักษะของผู้ใหญ่มีแนวโน้มลดลง ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอายุ 51-70 ปีมีทักษะระดับพื้นฐานเท่านั้น ในแง่นี้ ครัวเรือนข้ามรุ่นจึงประสบ ปัญหาในการสนับสนุนหรือดูแลติดตามเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อหน้าจอ - ภัยออนไลน์สูงขึ้น เมื่อเด็กยังไม่มีความพร้อม และผู้ใหญ่รอบตัวยังไม่สามารถช่วยได้ โอกาสที่ เด็กจะประสบกับความเสี่ยงและผลกระทบทางลบจากสื่อออนไลน์จึงสูงขึ้น แม้จะยังไม่มีข้อมูลภัยออนไลน์ที่ เด็กปฐมวัยพบโดยตรง แต่ก็สามารถอ้างอิงจากผลสำรวจเด็กไทยกับภัยออนไลน์ ปี 2562 และปี 2563 ที่จัดทำ โดย COPAT กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย (2563) ได้ว่า ปัจจุบัน เด็กไทยช่วงอายุ 6-18 ปีต้องเผชิญพฤติกรรมเสี่ยงภัยออนไลน์จำนวนมาก เช่น การพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก ให้ข้อมูลส่วนตัว แชร์ภาพและสถานที่อยู่ของตนเอง นัดพบกับเพื่อนออนไลน์ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแก ทุบตี ทำร้าย ทารุณกรรมทางเพศ บางรายถูกถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอแล้วนำไปประจาน ข่มขู่เรียกเงิน ทั้งนี้ เว็บไซต์หรือเนื้อหาข้อมูลที่ผิดกฎหมายหรือเป็นอันตรายที่เด็กเข้าถึงมากที่สุด 4 อันดับแรก คือ ความรุนแรง ร้อยละ 49 การพนันร้อยละ 22 สื่อลามกอนาจารร้อยละ 20 และสารเสพติดร้อยละ 16 และมีเด็กจำนวนมาก ที่มีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์(Cyber Bullying) ดังนั้น การที่เด็กปฐมวัยใช้เวลาอยู่หน้าจอออนไลน์มากขึ้น ในช่วงโควิด-19 จึงเป็นโอกาสที่จะ เผชิญความเสี่ยงต่อภัยออนไลน์มากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง - สภาพของเด็กหลังจากเปิดเรียนในปี พ.ศ.2565 ครูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจำนวนมาก ต่างได้ รายงานถึงพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในชั้นเรียนที่ถดถอย จากที่เคยพัฒนาภาษา ทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือ ช่วยตนเองได้ แต่เมื่อกลับมาเรียนอีกครั้งในวัยที่โตขึ้นเกือบ 2 ปี กลับพบว่า เด็กปฐมวัยจำนวนไม่น้อย ไม่ สามารถทำกิจกรรมหรือช่วยตนเองได้ “อยู่ชั้นอนุบาล 3 แต่พฤติกรรมกลับเหมือนอนุบาล 1” บางคนมีปัญหา ปัสสาวะรดที่นอน และหลายคนติดมือถือ จนไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้ และที่สำคัญ 22 มหาวิทยาลัยมหิดลและกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, 2020 (อ้างถึงในศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว, 2565)
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 116 จาก 150 เด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นกันแทบทุกคน และมีโทรศัพท์มือถือให้เล่นเป็นประจำ เหล่านี้คือภาพสะท้อนว่า เด็กอยู่ในภาวะที่ไม่ได้รับการตอบสนองจากการเลี้ยงดูที่เหมาะสมจากที่บ้านในช่วง แพร่ระบาดโควิด ดังที่ควรจะเป็น สถานการณ์ดังกล่าว ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว หรือ คิด for คิดส์ (2565) ได้สรุปว่า “เด็กถูกผลักให้ใช้สื่อออนไลน์ ทั้งที่ยังขาดทักษะพื้นฐานและการรู้เท่าทันสื่อ” o พัฒนาการที่ถดถอยของเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์โควิด พัฒนาการด้านร่างกาย - Indoor Generation เด็กรุ่นนี้มีพฤติกรรม Lean Back นั่ง ๆ นอน ๆ ติดอยู่กับหน้าจอ ขาดการเล่น ไม่ได้ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ขาดโอกาสสัมผัสธรรมชาติ ไม่ได้เล่นในพื้นที่สาธารณะ พ่อแม่ก็ไม่ได้พาลูกทำกิจกรรม ทางกาย มีพฤติกรรมรากงอก (Sedentary Behavior) ไม่ชอบเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรง ซึ่งจะส่งผล ในระยะยาว คือการขาดเจตคติเชิงบวกต่อกิจกรรมทางกาย กลายเป็นลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพที่ไม่ชอบ เคลื่อนไหว อันอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เสี่ยงต่อการเป็นโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน ฯลฯ และเด็กรุ่นนี้อาจมีอายุสั้นกว่าคนรุ่นพ่อแม่ - เด็กในเศรษฐานะยากจนขาดสารอาหารที่สำคัญ ซึ่งแต่เดิมเมื่อโรงเรียนเปิด เด็กจะได้รับอาหารมื้อกลางวัน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่เมื่อโรงเรียนปิด เด็กอาจไม่ได้ดื่มนม ไม่มีอาหารกลางวัน ส่วนเด็กที่ติดอยู่กับ สื่อหน้าจออาจบริโภคไม่เหมาะสม กินขนมที่มีคุณค่าทางอาหารต่ำ หรือพ่อแม่ไม่จัดหาอาหารที่มีประโยชน์ให้ ลูกพฤติกรรมการกินของเด็กอาจเปลี่ยนไป - เด็กขาดวินัยในการกินการนอน หากในครอบครัวขาดการกำกับชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง คงเส้นคงวา เด็กจะมีนิสัยการกิน และการนอนที่เปลี่ยนไป กิน-นอนไม่เป็นเวลา ขาดการฝึกฝนวินัยและ ลักษณะนิสัยที่ควร ต่างจากที่เคยถูกฝึกฝนกิจวัตรประจำวันเมื่อเข้าเรียนในสถานพัฒนาเด็ก มีรายงานว่าเด็กนอน น้อยลง นอนดึกมากขึ้น ทั้งจากการใช้สื่อหน้าจอมากขึ้น มีงานวิจัยว่าเด็กอายุ 1 ปีที่ใช้สื่อหน้าจอในช่วงค่ำก่อน นอน ทำให้เด็กนอนน้อยลงเกือบ 30 นาที การนอนไม่เพียงพอส่งผลต่อการทำงานของสมองเด็กโดยตรง รวมถึงพัฒนาการโดยรวมด้วย - เด็กสายตาบกพร่องมากขึ้น มาตรการปิดเมือง ทำให้เด็กอยู่กับบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่มี เวลาในการดูแล มักยื่นสื่อหน้าจอให้ง่าย ๆ เด็กจึงเสี่ยงต่อการใช้เวลาอยู่กับสื่อเพียงลำพังนานขึ้น ปราศจาก การกำกับดูแล ใช้เวลาในแต่ละวันอยู่กับสื่อดิจิทัลนานขึ้น จนเกิดภาวะติดเกม ติดโซเชียล ซึ่งผลจากการใช้ สายตาจับจ้องหน้าจอนาน ๆ ทำให้สายตาของเด็กเมื่อยล้า พบว่าช่วงล็อคดาวน์เด็กมีแนวโน้มสายตาสั้นมาก ขึ้น ทั้งจากแนวโน้มว่าเป็นอาการเริ่มต้นของสายตาสั้น หรือสายตาสั้นที่เป็นอยู่แล้วสั้นลงกว่าเดิม
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 117 จาก 150 พัฒนาการด้านจิตใจ - เด็กเครียดมากขึ้น จากการที่ไม่ได้ออกไปไหน ต้องอยู่กับบ้าน ไม่ได้เล่น ไม่มีเพื่อน ไม่มีกิจกรรม ทางร่างกาย เด็กบางส่วนอาจมีภาวะเป็นโรคซึมเศร้าหลังการสูญเสีย (PTSD - Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ ACEs (Adverse Childhood Experiences - การมีประสบการณ์อันเลวร้าย ในวัยเด็ก ซึ่งเป็นบาดแผลทางความทรงจำที่จะส่งผลต่ออนาคตและส่งผลต่อมิติทางสุขภาพ เช่น พัฒนาการ ไม่สมวัย อาจเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ หรือภูมิคุ้มกันย่ำแย่ เป็นต้น) เด็กบางส่วนอาจมี ความเครียดจากการสูญเสียพ่อแม่ ผู้ปกครอง บุคคลที่รักในครอบครัวไปกับโรคระบาดโควิด บางคนต้องถูก ย้ายไปอยู่กับครอบครัวอื่น และมีรายงานว่า เด็กบางส่วนมีปัญหาทางอารมณ์จากการเผชิญความรุนแรง ในครอบครัว อันอาจเนื่องมาจากความเครียดของพ่อแม่ผู้ปกครอง จากความจำกัดทางเศรษฐกิจ สังคม ความกลัวจากโรคระบาดโควิด หรือจากการที่ต้องดูแลลูกช่วงปฐมวัยด้วยตนเองตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ฯลฯ จนทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ และหันมาระบายความเครียด และความรุนแรงลงกับเด็ก - เด็กเครียดจากภาวะ “ติดจอ” มากขึ้น การติดสื่อหน้าจอติดเกมหรือติดอินเทอร์เน็ต ที่ใช้หน้าจอ เป็นเวลานาน เป็นภาวะที่สร้างความเครียดได้ง่าย จากการใช้สายตาเพ่งมากเกินไป การไม่ได้เคลื่อนไหว การไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ทำให้สมองถูกใช้งานอย่างไม่เหมาะสมเกิดเป็นอารมณ์หงุดหงิดง่าย และหากถูกดึง สื่อหน้าจอออกไปจากมือ มักจะทนไม่ได้ เกิดความไม่พอใจ ก้าวร้าวรุนแรง - การสูญเสียกิจวัตรที่แน่นอนในชีวิตประจำวัน กระทบต่อวิถีชีวิตของเด็ก เมื่อไม่มีตารางหรือกิจวัตร ที่ชัดเจนแน่นอน เด็กมักจะรู้สึกสับสน ไม่รู้จะทำอะไรในแต่ละวัน หากในบ้านไม่มีการกระตุ้นดูแลที่เหมาะสม เด็กมักจะรู้สึกเบื่อ เหงา สับสน ไม่มั่นใจ และหงุดหงิด มากขึ้น - สัญญาณความเครียดในเด็ก สถานการณ์โควิด-19 กระทบต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็ก ปฐมวัย ซึ่งเด็กไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองมีความเครียด แต่ผู้ใหญ่สามารถสังเกตได้จากสัญญาณต่อไปนี้23 23 Integris Health, Signs of Stress in Your Child, https://integrisok.com/resources/on-your-health/2021/february/covid/impacton-children, 2021
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 118 จาก 150 ▪ หงุดหงิดง่าย ดูงุ่นง่าน ▪ การนอนไม่เป็นเวลา ▪ มีอาการที่เกี่ยวกับการกินและการขับถ่าย; จุกเสียด ท้องผูก ปวดท้อง ถ่ายเหลว ▪ กลัวการจากพราก ▪ ทุบตี กัด หรืองอแงถี่ขึ้น ▪ กลับมาปัสสาวะรดที่นอน แม้จะเคยฝึกได้แล้ว พัฒนาการด้านสังคม - เด็กขาดทักษะทางสังคม ขาดการเล่นกับเพื่อน ขาดการเข้ากลุ่ม ขาดการพบปะสังสรรค์กับ เครือญาติ ครูปฐมวัยต่างรายงานว่าเมื่อกลับไปโรงเรียนหลังโควิด-19 เด็กเล่นกับเพื่อนไม่เป็น แยกตัวลำพัง นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ศึกษาภาวะที่เด็กต้องใส่หน้ากากอนามัยยาวนาน รวมทั้งการไม่ได้พบปะกับผู้คนทั้ง เพื่อนในวัยเดียวกันและคนอื่น ๆ ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้การ “อ่านคน” ได้ดี ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติ แล้ว เด็กจะเรียนรู้ทักษะสังคม และค่อย ๆ รู้จักการ“อ่านคน” ผ่านการมองเห็นสีหน้า แววตา การเคลื่อนไหว ของรูปปาก และภาษากาย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทาง “อวจนภาษา” หรือภาษาที่ไม่ผ่านการพูด ซึ่งมีความสำคัญ และมีบทบาทมากยิ่งกว่า “วจนภาษา”(ภาษาที่ผ่านการพูด) แต่เมื่อเกิดโควิด-19 เด็กปฐมวัยในรุ่นนี้มีโอกาสสูญเสีย ความสามารถนี้ไปอย่างน่าเสียดาย - เด็กสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ปกติเด็กจะเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมของครอบครัว หรือชุมชน สถานการณ์โควิดทำให้เด็กสูญเสียหรือพลาดเหตุการณ์ สำคัญในชีวิตหลายอย่าง เช่น งานเทศกาลต่าง ๆ แคมปิ้ง งานวันเด็ก วันลอยกระทง วันสงกรานต์ หรือ แม้กระทั่งวันสำคัญของครอบครัว ฯลฯ ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยสร้างการเรียนรู้ สร้างความประทับใจ และ หล่อหลอมให้เด็กเกิดจิตสำนึกต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม ในหลายมิติ เมื่อเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เด็กหายไป สื่อดิจิทัลก็ไม่สามารถทดแทนให้ได้ พัฒนาการด้านสติปัญญา - ความสามารถในการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) การที่โรงเรียนปิดเป็นเวลานาน แม้ว่าจะมี การเรียนออนไลน์ แต่ก็ไม่สามารถทำให้การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ดี และไม่ต่อเนื่อง ทั้งครูก็ไม่สามารถดูแล ช่วยเหลือการเรียนรู้ของเด็กได้ใกล้ชิดเหมือนการเรียนในห้องเรียน พ่อแม่เองก็ไม่มีเวลา หรือไม่มีความรู้ ความสามารถในการช่วยเหลือเรื่องการเรียนของลูก การเรียนรู้ของเด็กในช่วงโควิด-19 จึงไม่พัฒนาก้าวหน้า และจำนวนมากถึงกลับเข้าขั้นถดถอย เมื่อบวกกับการใช้เวลาจำนวนมากอยู่กับสื่อดิจิทัล ส่งผลให้วิธีการเรียนรู้ ของเด็กเปลี่ยนไปเป็น Passive Learning เด็กขาดความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 119 จาก 150 - การเรียนออนไลน์ไม่ได้ผล นโยบาย “โรงเรียนหยุด แต่ไม่หยุดเรียนรู้” ที่รัฐกำหนดนั้น มีงานวิจัยที่ชี้ ว่า ไม่สามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากการเรียนทางไกลของเด็กปฐมวัยมีอุปสรรค ปัญหาหลายประการ เช่น การจัดการเรียนรู้ที่ขาดความใกล้ชิดกับเด็ก ขาดการเรียนรู้ในลักษณะกิจกรรม ขาด เรียนรู้แบบสบตา Face-to-Face ขาดการประเมินผลการเรียนรู้ และขาดการติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้พัฒนาในระดับปฐมวัย นอกจากนี้ เด็กมีปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยเฉพาะเด็ก ในครอบครัวยากจนหรืออยู่ในชนบทห่างไกล พ่อแม่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกให้เรียนรู้แบบออนไลน์ได้ ผลสัมฤทธิ์การเรียนจึงต่ำ การมีส่วนร่วมของนักเรียนก็ต่ำ เด็กขาดแรงจูงใจและขาดความกระตือรือร้นที่จะ เรียน ขาดความใส่ใจในการเรียน ทั้งนี้ เด็กที่มีความต้องการพิเศษก็ไม่สามารถเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้เช่นกัน นักวิชาการชี้ว่า แท้ที่จริงการเรียนออนไลน์ในปฐมวัย อาจเป็นการบั่นทอนการเรียนรู้ของเด็ก เพราะ สื่อดิจิทัลไม่มีมิติสัมพันธ์ จับต้องสูดดมกลิ่นไม่ได้ ทั้งเป็นการเรียนแบบแยกตัวที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ในขณะที่ ตามธรรมชาติแล้ว เด็กจะเรียนรู้ได้ดีโดยผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทุกส่วน ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย เรียนกันแบบกลุ่ม เรียนแบบมีผู้ประคับประคอง ดังนั้น การให้เด็กเล็กเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์จึง ได้ประสิทธิผลที่ต่ำมาก - พ่อแม่ไม่สามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่บ้านในลักษณะของ Home-Based Learning ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ งานวิจัยพบว่า ผู้ปกครองอ่านหนังสือให้ลูกฟังน้อยลงในช่วงสถานการณ์โควิด ไม่สามารถ ส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้หรือทำกิจกรรมกับลูกตามที่โรงเรียนมอบหมายได้ งานวิจัยยังชี้ว่า ในช่วงที่มีมาตรการ ปิดเมืองเด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองลดลง และเวลาเฉลี่ยที่เด็กทำการบ้านและอ่านหนังสือลดลงในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งอาจเป็นเพราะครอบครัวไม่มีหนังสือให้เด็กอ่าน หรือไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ - การใช้สื่อดิจิทัลมากทำให้เด็กมีปัญหาสมาธิ ความสนใจสั้น เด็กปฐมวัยที่กลับมาเรียน มีสมาธิสั้นลง ไม่จดจ่อ เด็กไม่สนใจเข้ากลุ่มกิจกรรม เดินงุ่นง่านไปทั่วห้องเรียน ตรงตามข้อมูลวิชาการที่ชี้ว่า เด็กยิ่งใช้สื่อ หน้าจอมากขึ้น จะสัมพันธ์กับพฤติกรรมสมาธิสั้นมากขึ้น ควบคุมตัวเองได้น้อย มีความอยากเรียนรู้น้อยลง วอกแวกง่าย ทำงานไม่เสร็จ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะต้องเข้ารับการรักษาโดยจิตแพทย์และกินยามากขึ้น ประมาณ 2-3 เท่า - สมองและการเรียนรู้ถูกกระทบในระยะยาว เช่น ไอคิวลดลง หรือสติปัญญาต่ำลง งานวิจัยของ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการติดตามพัฒนาการและการเรียนรู้ ของเด็ก 3 เดือน -3 ปีจำนวน 605 คน โดยติดตามเป็นช่วงๆ พบว่า ค่าเฉลี่ยไอคิวของเด็กในช่วงก่อนโควิด อยู่ที่ 100 และในช่วงสถานการณ์โควิดได้วิจัยในเด็ก 118 คนพบว่าในปี 2563 ไอคิวเด็กลดลงเหลือ 86 และ ในปี 2564 ไอคิวลดลงเหลือ 79 - ในช่วงสถานการณ์โควิด พื้นที่เรียนรู้สาธารณะปิดบริการเช่น แหล่งเรียนรู้ชุมชน ลานกิจกรรม สนามเด็ก เล่น สวนสาธารณะ ลานออกกำลังกาย ดังนั้น หากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลา ไม่มีความรู้หรือทักษะในการ จัดหากิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กตามวัย ที่สามารถจะทำที่บ้านได้ ก็เท่ากับประตูการเรียนรู้ของเด็กไม่ว่าที่บ้าน หรือนอกบ้านในช่วงเวลาโควิด ได้ปิดลงเกือบทุกบาน
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 120 จาก 150 แนวทางการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กจากการใช้สื่อจอใสและความเครียด “หลักการของมนุษย์ก็คือ การอยู่กับคน ทำให้จิตใจอ่อนโยน การที่อยู่กับเทคโนโลยีก็ทำให้คนจิตใจแข็งกระด้าง” ธรรมชาติของมนุษย์ต้องการสังคม แต่ปัจจุบันนี้ สังคมได้ย้ายมาอยู่ในโลก Virtual อยู่ในจอกัน หมดแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เลิกเรียนแล้วเด็กพากันไปเตะบอล ไปเล่นลูกแก้ว ไปขี่จักรยานหรือไปรวมกันที่ พื้นที่ชุมชน วัด หรือบ้านของใครสักคน เดี๋ยวนี้ทุกคนเลิกเรียน รอพ่อแม่มารับ แล้วก็อยู่หน้าจอ หรือเด็กในเมือง เลิกเรียนแล้ว ก็ไปเรียนพิเศษ ระหว่างนั่งรถไฟฟ้าเขาก็ใช้หน้าจอท่องโซเชียลหรือเล่นเกม จึงเป็นเรื่องยากที่จะ บอกลูกให้เลิกเล่นเกม เพราะใคร ๆ ก็เล่นกัน ที่สำคัญพ่อแม่จะหนักแน่นกับกฎกติกาที่ตัวเองหวังไว้ได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด กฎทุกอย่างรวนไปหมด รวมทั้งต้องเรียนออนไลน์เด็กทุกคนต้องมีDevice อย่างน้อยหนึ่งอย่างเพื่อเรียน ออนไลน์ รองศาสตราจารย์.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี o หลักการสำคัญคือเสริมพลัง ศักยภาพของพ่อแม่ ศาสตราจารย์คลินิก แพทย์หญิงวินัดดา ปิยะศิลป์ประธานชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แห่งประเทศไทย ได้ย้ำว่า พ่อแม่ผู้ปกครองคือบุคคลสำคัญ ที่ใกล้ชิดกับเด็กที่สุด มีบทบาทต่อการ พัฒนาดูแล และป้องกันปัญหาต่าง ๆ แก่ลูกหลานได้ดีที่สุด ดังนั้น หัวใจสำคัญของการลด ป้องกัน และ แก้ไขปัญหาการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยและทุกวัย คือการเสริมพลังศักยภาพของพ่อแม่ผู้ปกครอง
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 121 จาก 150 “เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความตระหนักในปัญหา และ ไม่เท่าทันกระแสสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และจำนวนมากอยู่ในเศรษฐานะยากจน เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ปัญหาต่าง ๆ ก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาการติดสื่อ ดิจิทัล ติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต ท่ามกลางความจริงของประเทศไทยที่ว่า ปัญหานี้มีขนาดของปัญหาหนักเกิน กว่าจำนวนจิตแพทย์ที่มีอยู่จะรับมือไหว ยากที่จะทำการบำบัดรักษา เด็กจึงอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวเป็นปกติได้ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตระหนักถึงปัญหา และควรต้องมีโอกาสได้รู้ว่า จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ด้วยตนเอง วิธีแก้ปัญหาของพ่อแม่ในปัจจุบันคือการพาลูกไปพบแพทย์ แต่แพทย์ไม่สามารถดูแลแก้ไขได้หาก พ่อแม่ไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงลูก พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า ตนคือคนสำคัญที่สุดของลูก จะเป็นคนที่ดึงลูกออกจากสื่อ จากเกมได้ แต่ส่วนใหญ่ในขณะนี้ยังไม่ตระหนักมากพอ จึงไม่ยอมลงทุนลงแรงปรับเปลี่ยนตนเอง สร้างสัมพันธ์ ที่ดี หากิจกรรมทดแทนหรือสละเวลามาทำกิจกรรมร่วมกับลูก พาลูกเล่น ออกกำลังกาย ไปสวนสาธารณะ เป็นต้น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่ส่วนที่เกี่ยวข้องจึงต้องมุ่งไปที่ การหาวิธีการหรือกระบวนการที่จะเสริม พลังพ่อแม่ สร้างความตระหนัก สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวกแก่พ่อแม่” ศาสตราจารย์คลินิก พญ. วินัดดา ปิยะศิลป์ นักวิชาการที่เข้าร่วมการประชุมหัวข้อ “สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย : แนวทางและ นวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัย” จัดโดยคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยฯ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2565ได้ร่วมกันสังเคราะห์แนวทางและข้อแนะนำการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย ดังนี้ o เสริมพลังศักยภาพ ด้วยการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง คือคำตอบสำคัญ กระบวนการเสริม ศักยภาพพ่อแม่ทุกกลุ่มทุกระดับ ทำได้โดยพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือ จัดห้องเรียนพ่อแม่ อบรมให้ความรู้ทั้ง On Site และ Online ในความรู้ที่สำคัญและจำเป็น เช่น เรื่องการเลี้ยงดูเชิงบวก ปัจจุบันกลุ่มพ่อแม่ส่วนใหญ่ ที่ได้รับการอบรมมักเป็นกลุ่มระดับชนชั้นกลางขึ้นไป แต่ยังมีกิจกรรมนี้ในพ่อแม่กลุ่มชนชั้นกลางส่วนล่าง ซึ่ง เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ส่งเสริมให้พ่อแม่กับลูกมีกิจกรรมครอบครัวเชิงบวก รวมถึง การช่วยเหลือพ่อแม่ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นต้น ทั้งนี้ควรดำเนินการโดยหลากหลายหน่วยงาน ที่เป็นระบบ นิเวศน์รอบครอบครัวและตัวเด็กปฐมวัย เช่น โรงพยาบาล รพ.สต. อบรมพ่อแม่ทันทีที่ฝากครรภ์และต่อเนื่อง ตลอดช่วงหลังคลอด ที่พาลูกไปฉีดวัคซีนและตรวจวัดพัฒนาการ โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจัดอบรมให้
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 122 จาก 150 ความรู้พ่อแม่อย่างต่อเนื่อง วัด โบสถ์ มัสยิด ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองไปทำกิจกรรมทางศาสนา และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนจัดการอบรมโดยตรง เป็นต้น o ความรู้ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ในการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กหลังโควิด-19 การเลี้ยงลูกเชิงบวกคือเกราะป้องกันลูกจากปัญหาพฤติกรรม งานวิจัยพบว่าหากพ่อแม่เลี้ยง ลูกเชิงบวกมาตั้งแต่ต้น ความรู้สึกผูกพัน มีอารมณ์ที่มั่นคงและสัมพันธภาพที่อบอุ่นกับพ่อแม่ (Secure Attachment) ที่เกิดขึ้น จะเป็นเกราะป้องกันเด็กจากการติดหน้าจอ ติดเกม การติดอินเทอร์เน็ตได้ รวมทั้งทำ ให้ทักษะสำคัญต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาพร้อมกันไปด้วย เช่น ทักษะสมอง EF- Executive Functions ทักษะล้มแล้วลุกได้Resilience เป็นต้น และหากลูกมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นแล้ว การเลี้ยงลูกเชิงบวกก็ยังสามารถช่วยให้ ลูกกลับมาเป็นปกติได้ โดยพ่อแม่ผู้ปกครองพึงเข้าใจว่า ความผูกพันที่มั่นคงนี้ต้องสร้างตั้งแต่ 2-3 ปีแรกของชีวิต ด้วยการให้ความรักความอบอุ่น มีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองลูกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อวางพื้นฐานของบุคลิกภาพ พื้นฐานของการมีมุมมองต่อตนเองและต่อสิ่งรอบตัวในทางบวก และพื้นฐานของการมีความสัมพันธ์ทางบวก กับผู้อื่น การเลี้ยงลูกเชิงบวก การสื่อสารเชิงบวก รวมถึงโรงเรียนที่ใช้วินัยเชิงบวก จะเสริมสร้างการเห็นคุณค่า ในตนเอง (Self-Esteem) ที่ดีให้เด็กได้ และหากลูกมีปัญหาแล้ว แม้พ่อแม่มาปรับทีหลังจะพอแก้ไขได้แต่ก็ไม่ ดีเท่าที่ควร เสมือนวัตถุที่ชำรุดแล้วเอามาซ่อมแซมทีหลัง คุณภาพย่อมจะแตกต่างจากเดิม ดังนั้น หากรัฐและ สังคมมีกระบวนการทำให้พ่อแม่ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาได้ดีกว่ามาก Resilience : ปรับตัวเพื่ออยู่รอดคือทักษะสำคัญในโลกยุคหลังโควิด กระแสโลกไร้พรมแดน และสถานการณ์โควิด ที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันทันทีและรุนแรงไปทั่วโลก ทำให้เห็นว่าการปรับตัวให้อยู่รอด ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้นสำคัญมาก ทักษะ Resilience หรือความสามารถในการ “ปรับตัว ล้มแล้วลุกได้” เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังในเด็ก โดยพ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญและต้องเป็นแบบอย่างในการปรับตัว เรียนรู้พัฒนา ตัวเอง พ่อแม่ต้องฝึกตนให้ตระหนักรู้อารมณ์ตัวเอง ควบคุมอารมณ์ ความหุนหันพลันแล่น และจัดการกับ ความเครียดของตัวเอง เช่นเดียวกันเมื่อเด็กประสบปัญหาอุปสรรค หากสามารถเอาชนะได้เด็กจะเกิดพลังฮึดสู้และ ใช้พลังนั้นฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป เด็กจำเป็นต้องเด็กเรียนรู้Sense of Failure เพื่อก้าวผ่านไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งทักษะนี้สร้างได้ตั้งแต่ปฐมวัย พ่อแม่ต้องได้รู้ว่า 5 สิ่งที่สื่อดิจิทัลไม่สามารถให้ลูกแทนพ่อแม่ได้รองศาสตราจารย์ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ชี้ว่า พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจว่า แม้สื่อดิจิทัลอาจจะให้ความรู้ ข้อมูล หรือนันทนาการแก่เด็กได้ แต่ไม่สามารถให้สิ่งสำคัญในชีวิตที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตหลายประการ แทนพ่อแม่ผู้ปกครองได้ ได้แก่ -สายใยรักและความผูกพันเกิดจากการร่วมทุกข์ร่วมสุข แม้หุ่นยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะสามารถกอดได้ หรือแสดงอารมณ์ได้ แต่ในเรื่องของสายใยรักความผูกพัน อันเกิดจากการร่วมทุกข์ร่วมสุข จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ - Creativity จินตนาการ เกิดขึ้นได้จากการเชื่อมโยงความคิด อารมณ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติแม้ว่าดิจิทัลอาจเป็นตัวช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ในที่สุดพ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นสะพานเชื่อม
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 123 จาก 150 ให้เด็กเกิดความงอกงามจากการเชื่อมต่อข้อมูลในสมอง จนเกิดเป็น Creativityเด็กที่อยู่กับดิจิทัลอย่างเดียว ยากจะ เกิด Creativity -คุณธรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต (Way of Life) พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและ มีกระบวนการนำพาเด็กไปสู่หลักคุณธรรม - Conscious Mind จิตสำนึกต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ครอบครัว ชุมชน สังคม และโลก เกิดขึ้นได้จาก ประสบการณ์การอยู่ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองและผู้คนในสังคม -ศรัทธาในชีวิต ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตนั้น เด็กจะต้องฝึกฝน การใช้สติ สมาธิ พลังบนศรัทธาที่มีPassion ซึ่งสื่อดิจิทัลสร้างให้ไม่ได้ o ความรู้และข้อควรปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ เพื่อสร้างสุขนิสัยในการใช้สื่อหน้าจอ (Healthy Digital Habit) และฟื้นฟูเด็กที่ใช้สื่อหน้าจอ หลังโควิด-19 ลดปริมาณการใช้สื่อหน้าจอของเด็ก ลดการใช้สื่อเพื่อบันเทิงเพราะกระตุ้นให้เด็กติด ลดการใช้ อุปกรณ์สื่อในบ้าน มีการปิด-เปิดโมเด็มเป็นเวลา ลดวิธีการทำงานของพ่อแม่เองแบบที่เคยทำ Work From Home เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างพอเหมาะพอดี - รื้อฟื้นและกำกับกฎกติกาการใช้สื่อ ฝึกลูกให้ควบคุมตนเองตามกฎระเบียบที่ตกลงกับพ่อแม่ โดยเฉพาะการใช้สื่อเพื่อบันเทิง เวลาในการใช้สื่อ ประเภทเนื้อหา ฯลฯ และติดตามเนื้อหาและการใช้สื่อของลูก - จัดทำ Family Media Use Planคือวางแผนการใช้สื่อในแต่ละวัน กิจกรรมใดสำคัญจำเป็นต้องทำ ก่อน เรียน กิน นอน แล้วค่อยให้เวลากับการใช้สื่อหน้าจอ ลูกจะได้ฝึกคาดการณ์ ว่าเวลาใดควรทำอะไร - สร้างสมดุลในการทำกิจกรรมต่าง ๆ กับการใช้สื่อหน้าจอ จัดกิจกรรมทดแทน เช่น พาเด็กออก จากโลกเสมือนจริงสู่โลกจริง เพิ่มกิจกรรมนอกบ้าน กิจกรรมทางกาย กีฬา การออกกำลังกาย การเล่น กลางแจ้ง เล่นอิสระกับเพื่อน ท่ามกลางธรรมชาติและไปศึกษาเรียนรู้ในแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ -จัดเวลาและทำกิจกรรมที่มีความสุขร่วมกันของครอบครัว ทำอาหาร เล่นบอร์ดเกม ดูแลสวน แคมปิ้ง -สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ในห้องนอนต้องปราศจากสื่อ สื่อควรอยู่ที่ พื้นที่ส่วนกลางของบ้าน สร้างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมากขึ้น สมาชิกครอบครัวลดการใช้สื่อดิจิทัล เติม “สื่อเย็น” เช่น การอ่านหนังสือ การเล่านิทาน ตัวต่อบล็อก สมุดวาดรูประบายสี ทดแทน “สื่อร้อน”(สื่อดิจิทัล) - พ่อแม่สอนลูกเรื่องการใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย เรื่องข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น - ถ้าลูกติดเกมแล้ว พ่อแม่ต้องเข้าใจว่า การรักษาฟื้นฟูในระบบสถานพยาบาล (HospitalBased) นั้น ปัจจุบันเกินกำลังของระบบการแพทย์ที่จะแก้ไขปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาในระบบสถานศึกษา (School- Based) หรือชุมชน (Community-Based) ยังไม่สัมฤทธิ์ผล รวมทั้งการทำค่ายบำบัดฟื้นฟูเด็ก ติดเกม ซึ่งใช้งบประมาณสูง ใช้เวลามากและบุคลากรในประเทศไทยยังไม่เพียงพอ ดังนั้น การแก้ปัญหาจะต้อง กลับมาที่ครอบครัวนั่นเอง
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 124 จาก 150 คำแนะนำของชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย สำหรับพ่อแม่ในการดูแลการใช้สื่อดิจิทัลของลูกว่า - พ่อแม่ต้องรู้จักการใช้อินเทอร์เน็ต ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต และผลกระทบด้านลบของ อินเทอร์เน็ตต่อเด็กและวัยรุ่น - พ่อแม่ต้องสามารถติดตามการใช้อินเทอร์เน็ตของได้ลูกอย่างเหมาะสม และควบคุมการใช้สื่อทุก ชนิดอย่างจริงจัง - หลีกเลี่ยงการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีพ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้อินเทอร์เน็ต เมื่ออายุมากกว่า 6 ปี - พ่อแม่ควรอนุญาตให้ลูกใช้เครือข่ายสังคมเมื่ออายุมากกว่า 13 ปี - พ่อแม่ต้องสามารถติดตามการใช้อินเทอร์เน็ตของได้ลูกอย่างเหมาะสม และควบคุมการใช้สื่อทุก ชนิดอย่างจริงจัง อนุญาตให้ลูกใช้สื่อทุกชนิดไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช้สื่อทุกชนิด 1 ชั่วโมง ก่อนนอน เพราะจะรบกวนการนอน - การใช้อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ - อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดต้องอยู่ในที่ส่วนกลาง ไม่ติดตั้งไว้ในห้องนอนหรือห้องส่วนตัว - พ่อแม่ต้องรู้จักการใช้โปรแกรมขัดขวางการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เหมาะสม - ไม่อนุญาตให้ลูกใช้อุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างพร้อมกัน หรือระหว่างการทำกิจกรรมอย่าง อื่น โดยเฉพาะระหว่างการเดินบนทางสาธารณะ o กิจกรรมทดแทนการใช้สื่อหน้าจอ พ่อแม่ต้องรู้ว่า หนังสือเป็นสื่อที่พัฒนาทักษะการคิดมากกว่าการสื่อดิจิทัล การอ่านจากสื่อ ดิจิทัลไม่เหมือนการอ่านหนังสือ เพราะสื่อดิจิทัลเป็นการอ่านที่ไม่มีมิติสัมพันธ์ เมื่อเด็กอ่านหนังสือ เด็กไม่ได้ อ่านเฉพาะตัวอักษร หากแต่เด็กได้อ่านภาพ อ่านคำ อ่านสัญลักษณ์มีเวลาที่จะพลิกอ่านหน้าอ่านหลังได้ตาม ความสนใจ กล่าวได้ว่า การอ่านหนังสือมีจังหวะก้าวของการพัฒนาความคิดไปตามสิ่งที่ประมวลในสมองของ เด็กแต่ละคน เด็กจึงมีจังหวะในการอ่านของตนเอง นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส (Sensory) ที่ได้ จากการจับหนังสือและการได้กลิ่น ซึ่งมีผลต่อความจำและความเข้าใจเรื่องได้ดีกว่า ส่วนสื่อดิจิทัลเป็นสื่อที่มี จังหวะผ่านเร็วมาก เด็กไม่เห็นรายละเอียด ไม่มีโอกาสได้ทำความเข้าใจทั้งหมด เด็กจะไม่เห็นมิติสัมผัส ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรส่งเสริมการอ่านหนังสือในเด็กปฐมวัย เพื่อฟื้นฟูพัฒนาการเด็กที่ถดถอยไปในช่วง สถานการณ์โควิด แก้ปัญหา Learning Lossสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกและนำมาทดแทนสื่อดิจิทัล ดึงเด็กออกจากหน้าจอได้ด้วย
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 125 จาก 150 o กลไกและระบบต่างๆ ที่ควรสนับสนุนช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองในการคุ้มครอง ดูแลเด็กจากการใช้สื่อหน้าจอ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย - สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องทำหน้าที่เป็นโรงเรียนพ่อแม่ด้วย เนื่องจากหลักสูตรการเตรียม คนเป็นพ่อแม่ให้เลี้ยงลูกคุณภาพยังขาดแคลน พ่อแม่จึงไม่รู้วิธีดูแลแก้ปัญหาในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยซึ่งมีครูที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลพัฒนาเด็กอยู่แล้ว จึงควรแบ่งปันความรู้ แก่พ่อแม่ ทำหน้าที่เป็นห้องเรียนพ่อแม่ไปด้วย ให้พ่อแม่รู้วิธีลดการใช้สื่อหน้าจอ ลด“สื่อร้อน” (หน้าจอ) เพิ่ม “สื่อเย็น” (นิทาน ของเล่น) และสร้างกลุ่มพ่อแม่เข้มแข็งที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กันได้ ความร่วมมือ ที่ดีระหว่างบ้านและโรงเรียนจะเป็นพลังที่เข้มแข็งยิ่งในการสร้างเด็กที่มีคุณภาพ - สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยใช้สื่อหน้าจออย่างมีเป้าหมาย โรงเรียนต้องคืนการเรียนรู้ที่เป็น ธรรมชาติของเด็กให้มากที่สุด และเร็วที่สุด ลดการให้เด็กดูสื่อหน้าจอลงโดยทันที “ไม่ใช้คือดีที่สุด” เพราะเมื่อ กลับเข้ามาสู่ชั้นเรียนปกติแล้ว มอบหมายกิจกรรมแบบไม่ใช้ดิจิทัล (Analog Activity หรือ Unplug Learning) กลับสู่โลกของการลงมือทำ การใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็กมัดใหญ่ ตามหลักปฐมวัยศึกษา หากต้องกลับมาอยู่ในสภาวะใช้สื่อออนไลน์อีก ต้องไม่ใช้สื่อกับเด็กโดยตรง แต่ใช้สื่อเพื่อเพิ่ม ความสามารถและความรู้ความเข้าใจของพ่อแม่ผู้ดูแล ให้สามารถสนับสนุนเด็กได้ตามแนวทางเรียนรู้ที่ครูจัดให้ ทั้งนี้ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์อเมริกัน ได้มีข้อแนะนำต่อสถานพัฒนาเด็กและครูในการใช้สื่อกับ เด็กในชั้นเรียนว่า 1) เมื่อจำเป็นต้องใช้ ให้ใช้อย่างมีเป้าหมายและเหมาะสม สื่อเทคโนโลยีก็เป็นเครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพในการสร้างการเรียนรู้และส่งเสริมการพัฒนาเด็กได้ 2) หากจะใช้สื่อหน้าจออย่างมีเป้าหมาย ครูและฝ่ายบริหารต้องมีข้อมูลและเข้าใจธรรมชาติของ เครื่องมือนั้น ๆ และไตร่ตรองถึงผลที่เครื่องมือนั้นจะกระทำต่อเด็ก 3) จำกัดการใช้สื่อหน้าจอในชั้นเรียนเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น 4) ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีกับเด็กทารกและวัยเตาะแตะ 5) จำเป็นต้องสอนให้เด็กเรียนรู้เข้าใจการเป็นพลเมืองที่รอบรู้ดิจิทัล และเข้าถึงสื่ออย่างเหมาะสม 6) จำเป็นต้องมีการติดตามศึกษาการใช้สื่อหน้าจออย่างใกล้ชิด และครูกับผู้บริหารต้องได้รับการ พัฒนาการใช้สื่อหน้าจออย่างเหมาะสม (เพื่อให้มั่นใจว่า การใช้สื่อจะเป็นไปโดยไม่สร้างผลกระทบทางลบต่อเด็ก) กิจกรรมทดแทนการใช้สื่อดิจิทัล ที่จัดได้ในโรงเรียน ครูปฐมวัย ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สื่อหน้าจอ กับเด็ก ควรเน้นให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ผ่านการบูรณาการประสาทสัมผัส (Sensory Integration) ด้วยกิจกรรม ต่าง ๆ ที่เน้น “สื่อเย็น” เช่น กิจกรรม Art, Music, Freeplay, นิทาน บทบาทสมมติรื้อฟื้นกิจกรรม การเคลื่อนไหวร่างกาย ให้เด็กได้พัฒนาทั้งสมอง ร่างกาย จิตใจ ไปพร้อมกัน และจัดให้กิจกรรมเหล่านี้เป็น วิถี ชีวิตของเด็กรวมทั้งจัดระเบียบกิจวัตรประจำวัน เพื่อคืนเด็กสู่ความเป็นปกติ นำไปสู่การฟื้นฟูพัฒนาการที่ดีรอบด้าน
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 126 จาก 150 การใช้สื่อโทรทัศน์ DLTV เป็นการใช้สื่อเพื่อการศึกษา ที่เด็กอาจต้องนั่งอยู่หน้าจอนิ่ง ๆ ครูผู้สอน ควรจัดกิจกรรมเสริม เพื่อให้เป็นอุปกรณ์สนับสนุนการเรียนรู้แบบ Active Learning พี่เลี้ยงชุมชน “ตัวช่วย” พ่อแม่และครอบครัว ในสถานการณ์หลังโควิด-19 พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากมีความยากลำบากทั้งจากด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สภาพจิตใจ ฯลฯ ยากที่จะเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ รวมทั้งขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงลูกอย่าง ถูกต้องเหมาะสม “เวทีนี้จึงต้องมีพี่เลี้ยง” คือรัฐและสังคมควรสร้างระบบพี่เลี้ยงในชุมชนเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ โดยพี่เลี้ยงควรมาจากคนในชุมชน เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ปกครองในชุมชนของตนได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจ เท่าทันผลกระทบ มีทัศนคติในการเลี้ยงลูกที่เหมาะสม และรู้จักสร้าง สัมพันธภาพที่ดีกับลูก พี่เลี้ยงเป็นอาสาสมัครที่มีจิตใจเอื้อเฟื้อและผ่านการคัดเลือก อบรม อาจเป็นผู้สูงอายุ หรือ เยาวชนที่จะมาช่วยเลี้ยงน้อง เล่านิทานอ่านหนังสือให้น้อง และให้มีระบบโค้ชชิ่งจากผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เช่น จิตแพทย์ ครู อาจารย์มหาวิทยาลัยในท้องถิ่น หรือผู้ใหญ่ใจดีที่มีศักยภาพ คอยเป็นที่ปรึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ ความยั่งยืนของระบบพี่เลี้ยงชุมชนไม่ได้อยู่ที่กลไกของรัฐ กลไกของรัฐมีหน้าที่สนับสนุนให้ ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรและศักยภาพของตนเอง ดังนั้น เจ้าภาพในการดำเนินงานคือ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ส่วนกลางคอยให้กำลังใจ หนุนเสริม สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ในฐานะหน่วยงานวิชาการท้องถิ่น สนับสนุนให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ความสามารถมากขึ้น รับมือ จัดการกับเรื่องต่างๆรวมทั้งการใช้สื่อหน้าจอของลูกหลานได้ เช่น รู้วิธีเฝ้าระวังลูกหลานตนเอง รู้วิธีส่ง ต่อความช่วยเหลือ เป็นต้น สื่อมวลชนและสื่อโซเชียล ร่วมใช้พลัง Soft power เปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองของคนในสังคม ด้วยการสร้างสรรค์ (creativity) หลากหลายรูปแบบ เช่น Drama, ซีรีส์, VDO, Tiktok ฯลฯ ใช้ศิลปะและความเชี่ยวชาญด้านพลังโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนความคิด ของพ่อแม่ และคนในสังคม โดยสื่อกับนักวิชาการจับมือร่วมกัน ทั้งนี้ ควรย่อยความรู้ให้ง่ายที่สุด เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมากได้โดยเฉพาะครอบครัวที่ยากจน ไม่มีความรู้ ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ ตัวอย่างนวัตกรรมเพื่อการใช้สื่อที่เหมาะสมในเด็กปฐมวัย 1) Online positive parenting24 เป็นการอบรมออนไลน์ให้ความรู้ในการเลี้ยงลูกเชิงบวกกับพ่อ แม่ แล้วทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ปกครองที่อบรมผ่าน ZOOM กับอบรมผ่าน Line มีการ ติดตามประมาณ 4 สัปดาห์หลังจากทำ Intervention ทุกสัปดาห์เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า แนวโน้มพ่อแม่ กลุ่ม Intervention มีความเข้าใจและมีความสามารถในการดูแลลูกมากกว่าเมื่อเวลาผ่านไป สำหรับกลุ่มไลน์ ก็ยังสะท้อนว่าเลี้ยงลูกเชิงบวกมากขึ้น 24 ศาสตราจารย์ นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 127 จาก 150 2) การรณรงค์การเล่นอิสระ (Free Play)25 โดย สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในช่วงสถานการณ์โควิด เพื่อให้พ่อแม่มีกระบวนวิธีการง่าย ๆ ในการพัฒนาลูก การเล่นอิสระคือ การเล่นที่มีเด็กเป็นศูนย์กลาง ให้เด็ก มีอิสระ เลือกได้ทั้งสื่อการเล่น พื้นที่ โครงเรื่อง วิธีการ อุปกรณ์ ระยะเวลาการเล่น ผู้เล่น ฯลฯ เป็นการเล่นเพื่อตัวเอง โดยไม่มีผู้ใหญ่มาแทรกหรือเล่นเพราะรางวัล แม้จะเป็น กิจกรรมที่มีการส่งเสริมมานานแล้ว แต่การรณรงค์กลับขึ้นมาในช่วงสถานการณ์ ถือได้ว่า เป็นการนำเสนอใหม่ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์และช่วยเหลือพ่อแม่ผู้ปกครองได้ดียิ่ง ทั้งนี้อุปกรณ์ในการเล่นอิสระควรเป็นสิ่งของที่หาได้ง่าย ๆ ในบ้าน อย่างเช่น ลังกระดาษ ขวดน้ำ กิ่งไม้ เศษผ้า ก้อนหิน ฯลฯ หรืออุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมา ต่อ ถอด ผสม ออกแบบ สร้างใหม่ได้หลากหลาย วิธีหรือที่เรียกว่า ลูส พาร์ทส (Loose Parts) อาจจะเป็นวัสดุจากธรรมชาติเช่น น้ำ หิน ดิน ทราย ต้นไม้ ฯลฯ เป็นของเล่นธรรมดาซึ่งช่วยให้เด็กมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งรอบตัวมากขึ้น การเล่นอิสระนั้นสามารถ เสริมศิลปะ ดนตรี หรือการอ่านนิทานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้ 3) Kimberly’s budding journalists26 เป็นตัวอย่างของการจัดประสบการณ์การใช้สื่อหน้าจอ ในระดับอนุบาล ที่ครูมอบหมายให้เด็กทำตัวเป็นผู้สื่อข่าวน้อย ผลัดกันเลือกถ่ายภาพเพื่อน ๆ ในห้องเรียน ระหว่างที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นครูนำภาพที่เด็กถ่าย ยิงขึ้นจอ แล้วให้“ผู้สื่อข่าว” เจ้าของเรื่องออกมา นำเสนอ เช่น ทำไมจึงถ่ายภาพนี้ ถ่ายเมื่อไร อย่างไร ฯลฯ โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการนำเสนอ และครู สรุปประเด็นสำคัญ ซึ่งจากกิจกรรมนี้มีประเด็นให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างหลากหลายมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้สื่อ หน้าจออย่างมีเป้าหมาย 25สสส.,ดึงพัฒนาการเด็กช่วงโควิด-19-ตามหาการเล่น-อิสระ-และการอ่านที่หายไป, https://resourcecenter. thaihealth.or.th/article, 2564) 26 (Technology and Interactive Media in Early Childhood Programs: What We’ve Learned from Five Years of Research, Policy, and Practice, https://www.naeyc.org/resources/pubs/yc/sep2017/ technology-and-interactive-media, 2017)
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 128 จาก 150 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเด็นการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในระดับประเทศ 1) ผู้นำรัฐใส่ใจและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการพัฒนามนุษย์และพัฒนาการเด็ก และบทบาท ของเทคโนโลยีที่รุกเข้ามาในชีวิตของเด็ก ทุ่มเท กล้าตัดสินใจ จัดให้สมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับ การพัฒนามนุษย์ ออกนโยบายโดยอาศัยข้อมูลทางวิชาการเป็นฐาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ครอบครัว ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาคนแต่ไม่ได้เน้นประเด็นครอบครัว 2) จัดให้ประเด็นการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย เป็นวาระเร่งด่วนของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก/ โรงเรียนอนุบาล และหน่วยงานต้นสังกัดทุกแห่ง ชี้ถึงแนวโน้มปัญหา ผลกระทบที่มีต่อเด็กปฐมวัย ความสำคัญจำเป็นของการลดการใช้สื่อจอใส ที่บุคลากรทุกฝ่ายต้องตระหนักและดำเนินการอย่างจริงจัง 3) จัดทำข้อแนะนำและสื่อสารให้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก รับรู้ถึงบทบาทของสื่อหน้าจอ ผลกระทบต่อการพัฒนาเด็กทั้งด้านบวกและลบ แนวทางการใช้อย่างเหมาะสมและประโยชน์ในการติดตาม กำกับการใช้สื่อหน้าจอของลูกหลาน สื่อสารให้ความรู้หลากหลายวิธี และเข้าถึงครอบคลุมพ่อแม่ผู้ปกครองทุกกลุ่ม ทุกระดับ 4) จัดการรณรงค์ “การลดสื่อจอใสในเด็กปฐมวัย” ในสังคมวงกว้างอย่างจริงจัง ทั่วถึง และ วางมาตรการที่ชัดเจนตามหลักฐานทางวิชาการว่า “ก่อน 2 ขวบ งดให้สื่อจอใสแก่เด็กโดยเด็ดขาด หลัง 2 ขวบขึ้น ไปให้ใช้สื่อจอใสได้ตามเงื่อนไขเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง” 5) เพิ่มความช่วยเหลือในระบบสวัสดิการสำหรับพ่อแม่และครอบครัว เพื่อเกื้อหนุนให้พ่อแม่ ได้เลี้ยงลูกอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในภาวะที่ยากลำบากหลังโควิด ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบสวัสดิการ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองน้อยมาก มีเพียงเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด 600 บาทซึ่งนับว่าน้อยมาก รัฐควรมีระบบ สวัสดิการรองรับการลาคลอด 6 เดือน เพื่อให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานพอ โดยแม่ต้องได้ค่าตอบแทน ตามสมควร ควรเอื้อให้พ่อแม่ยืดหยุ่นเวลาการทำงานได้มากขึ้น สามารถลาเพื่อไปทำกิจกรรมครอบครัวได้ ตำรวจพยาบาล ทหาร และครูหากมีลูกต้องได้เลือกพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อให้อยู่กับครอบครัว หรือครอบครัว ได้รับการลดราคาสำหรับการเข้าแหล่งเรียนรู้ เป็นต้น 6) สนับสนุนให้มีกองทุนการอ่านเพื่อส่งเสริมการอ่านหลากหลายรูปแบบ และครอบคลุมทุกกลุ่ม สร้างแรงจูงใจแก่ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น หากพ่อแม่ซื้อหนังสือนิทาน จะได้รับการคืนภาษี เพราะการซื้อหนังสือให้ ลูกเป็นการลงทุนทางสังคมที่ลงทุนน้อยแต่ส่งผลต่อความมั่นคงของสังคมมาก สำนักพิมพ์ได้รับการสนับสนุน จากรัฐ ด้วยเป็นหน่วยสร้างสรรค์คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 129 จาก 150 กระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียนสพฐ.) และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวง มหาดไทย (ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) (1) ไม่ส่งเสริมการใช้สื่อหน้าจอในชั้นเรียนปฐมวัย ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครูและผู้บริหาร (2) มอบนโยบายชัดเจนให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมทางกาย การเล่น การอ่าน เพื่อทดแทนภาวะใช้สื่อหน้าจอในเด็ก (3) ให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยวัดประเมิน-สำรวจภาวการณ์ใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก และประเมิน พัฒนาการผลกระทบของสื่อที่ส่งผลต่อเด็กปฐมวัย (4) ส่งเสริมอุปกรณ์กระตุ้นพัฒนาการเรียนรู้นิทาน สื่อเย็น ให้สถานพัฒนาเด็กที่ขาดแคลน (5) บรรจุวิชา Media Literacy ในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือชุดการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ ดิจิทัลอย่างเหมาะสมตามวัย (Digital Health Education) กระทรวงสาธารณสุข (1) สำรวจผลกระทบด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยหลังโควิดอย่างครอบคลุม (2) กระตุ้นแผนพัฒนาคุณภาพโภชนาการเด็กปฐมวัยในช่วงที่ผ่านพ้นจากโควิด (3) สำรวจประเมินภาวะซึมเศร้า/ ACEs (4) เฝ้าระวังรายงานเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และ ปัญหาเรื่องสมาธิสั้น (5) ส่ง อสม. เข้าเยี่ยมบ้านในกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีความเสี่ยง (6) จัดหน่วยบริการ (รพ./รพ.สต.)ให้ความรู้คำปรึกษาเรื่องการใช้สื่อหน้าจอแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ตั้งแต่ฝากครรภ์ หลังคลอด นำเด็กมาฉีดวัคซีนและตรวจวัดพัฒนาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ องค์กรด้านการพัฒนาเด็ก (1) ส่งชุดสื่อเรียนรู้ ของเล่น ให้ครอบครัวที่ขาดแคลนสื่อ (กล่องมหัศจรรย์) (2) สร้างพื้นที่เล่นเรียนรู้ในชุมชน-กระตุ้นครอบครัวพาเด็กออกจากหน้าจอ (3) ผลิตและพัฒนาสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์ (4) อบรมทักษะการรู้เท่าทันสื่อแก่ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย (5) สร้างเครือข่ายกลไกเชิงพื้นที่-การเฝ้าระวัง (6) จัดหน่วยบริการให้ความรู้และคำปรึกษาแก่ครอบครัวต่อภาวะเด็กปฐมวัยติดสื่อหน้าจอ สังคมและสื่อมวลชน สื่อสารแนวทางการใช้สื่อและการเลือกสื่อที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และชุมชน ซึ่งประกอบด้วย (ธนิกา บุญมา, 2560) (1) เด็กอายุน้อยกว่า 18-24 เดือน หลีกเลี่ยงการใช้สื่อมีจอทุกชนิด (ยกเว้นวิดีโอแชท) (2) เด็กอายุ 18-24 เดือน ถ้าต้องการใช้สื่อมีจอ ให้เลือกโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันที่มีคุณภาพสูง เหมาะสมกับเด็กและผู้ใหญ่ใช้ไปด้วยกันกับเด็ก หลีกเลี่ยงให้เด็กวัยนี้ใช้สื่อมีจอตามลำพัง
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 130 จาก 150 (3) เด็กอายุ 2-5 ปี ให้จำกัดเวลาการใช้สื่อมีจอ ที่มีโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันคุณภาพสูงเหมาะสม กับเด็กไว้ที่ 1 ชั่วโมงต่อวัน และใช้ไปด้วยกันกับเด็ก จะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เด็กเห็นมากขึ้น และช่วยให้เด็ก ประยุกต์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสู่การเรียนรู้ในชีวิตจริงรอบ ๆ ตัวเด็กได้ (4) อย่าให้เด็กรีบใช้เทคโนโลยี เพียงเพราะกลัวว่าเด็กจะตามไม่ทัน เนื่องจากเด็กสามารถเรียนรู้การ ใช้เทคโนโลยีได้ง่ายและรวดเร็ว (5) หลีกเลี่ยงโปรแกรมที่หน้าจอเปลี่ยนไปมาเร็ว ๆ (Fast-Paced Programs) ที่เด็กเล็กยังไม่เข้าใจ ในสิ่งที่ตนดู รวมถึงเนื้อหาที่มีความรุนแรง (6) ปิดโทรทัศน์และอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อไม่ใช้งาน (7) หลีกเลี่ยงการใช้สื่อมีจอเพื่อทำให้เด็กสงบ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม เช่น เวลาที่ทำ หัตถการทางการแพทย์ เวลานั่งเครื่องบิน เนื่องจากการใช้สื่อมีจอเพื่อทำให้เด็กสงบนั้น มักนำไปสู่ความเคยชิน (8) ควบคุมเนื้อหาของสื่อหน้าจอและแอปพลิเคชันที่เด็กใช้ ทดสอบก่อนให้เด็กใช้ และควรใช้ไป ด้วยกันกับเด็ก ถามความคิดเห็นเด็กเกี่ยวกับแอปพลิเคชันนั้น ๆ (9) ควรจัดให้ช่วงเวลาและสถานที่ปลอดสื่อหน้าจอ ได้แก่ ก่อนเวลานอน 1 ชั่วโมง ภายในห้องนอน ระหว่างมื้ออาหาร และระหว่างช่วงเวลาการเล่นด้วยกันของพ่อแม่กับเด็ก (10) จุดเน้นสำคัญ คือ สำหรับเด็กปฐมวัย ผู้ใหญ่ไม่ควรปล่อยให้เด็กรับสื่อหรือใช้สื่อตามลำพัง จะต้อง จัดสรรเวลาการใช้สื่อของเด็กให้เป็นเวลาและในพื้นที่ที่เหมาะสม โมเดลการเสริมสร้างศักยภาพพ่อแม่ด้วยระบบนิเวศ เพื่อป้องกันลูกจากผลกระทบของสื่อดิจิทัล ปัญหาการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัย เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ด้วยเหตุที่ส่งผลกระทบยิ่งต่อ การวางรากฐานสร้างพลเมืองคุณภาพของชาติ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การเสริมพลังของพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลลูก ตระหนักเท่าทันปัญหาและป้องกันปัญหาได้ด้วยตนเอง เป็นทางออกที่ สำคัญที่สุด แม้สื่อเทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่สามารถชะลอหน่วงเหนี่ยวให้เข้าถึงเด็กปฐมวัย ให้ช้าที่สุด เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด และได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็งทุกด้าน เพียงพอ เมื่อโตขึ้นก็พร้อมที่จะรับมือกับบทบาทถาโถมของเทคโนโลยีในอนาคตได้ ดังรายงานทางวิชาการซึ่ง กล่าวไว้อย่างละเอียดในเอกสารฉบับนี้ ดังนั้น เพื่อสนับสนุนและเกื้อกูลให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่อยู่ในภาวะอ่อนแอ ทางเศรษฐกิจ สังคม ในปัจจุบัน สามารถมีพลังดูแลลูกให้ปลอดภัยจากสื่อหน้าจอ คณะนักวิชาการที่ร่วมกัน ศึกษาในหัวข้อ“สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย : แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการเด็ก หลังสถานการณ์โควิด-19” จึงเห็นพ้องกันว่า จำเป็นต้องใช้ทุกองคาพยพในระบบนิเวศที่อยู่แวดล้อมพ่อแม่
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 131 จาก 150 เด็กและครอบครัว มาร่วมกันขับเคลื่อนการเสริมพลังครอบครัวในทุกจุดไปพร้อมกัน ตามหลักทฤษฎี Ecology of Child Development ของ Bronfenbrenner (1977) ดังนี้ ระบบนิเวศจุลภาค (Microsystem) ที่ใกล้ตัวพ่อแม่ o หน่วยงานสุขภาพที่เกี่ยวข้องพ่อแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ - 3 ปีได้แก่ โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพระดับตำบล (รพ.สต.) ควรให้ความรู้ในการเลี้ยงดูลูกเชิงบวก การป้องกันสื่อหน้าจอ ฯลฯ ทันที ที่พ่อแม่มาฝากครรภ์ ต่อเนื่องไปจนถึงวัยที่ลูกต้องมาฉีดวัคซีน และตรวจวัดพัฒนาการ (ไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง) o สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย(พ่อแม่ของเด็ก 2-6 ปี) โรงเรียนอนุบาลทุกสังกัด และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน) รับเป็นภารกิจในการจัดประชุม หรือห้องเรียนพ่อแม่ ให้ความรู้พ่อแม่ที่ลูกอยู่ในการดูแล ในเรื่องการเลี้ยงลูกเชิงบวก และหัวข้อที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคการศึกษาหรือปีละอย่างน้อย 2 ครั้ง ระบบนิเวศท้องถิ่น (Exosystem) o องค์กรปกครองท้องถิ่น จัดระบบ”พี่เลี้ยงชุมชนจิตอาสา”คอยให้ความช่วยเหลือพ่อแม่ ครอบครัว โดยมีผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เป็นที่ปรึกษาของพี่เลี้ยงชุมชน ให้การสนับสนุนโรงเรียนพ่อแม่ และจัด สภาพแวดล้อมในชุมชน ให้มีพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัวเพียงพอทั้งปริมาณและ คุณภาพ o ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเข้าร่วมสนับสนุนทั้งความร่วมมือและงบประมาณ o สถาบันศาสนา วัดโบสถ์ มัสยิด ร่วมใช้หลักและกิจกรรมทางศาสนาให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ระบบนิเวศมหภาค (Macrosystem) o ระดับนโยบาย ผู้บริหารรัฐมีวิสัยทัศน์ตระหนักว่าคุณภาพของพลเมืองอยู่ที่รากฐานปฐมวัย และ วางนโยบายสนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพพ่อแม่จริงจัง มีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ จัดสรร งบประมาณที่เพียงพอ และต่อเนื่อง o นักวิชาการและสถาบันการศึกษาระดับสูง สนับสนุนให้ข้อมูลความรู้วิชาการแก่ทั้งระดับนโยบาย และผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อให้ติดตามทันสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ o หน่วยงานปฏิบัติของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทุกระดับมุ่งเสริมพลังครอบครัวในด้านการเรียนรู้ และความ เข้มแข็งของครอบครัว o สื่อมวลชนทุกรูปแบบ สร้างสรรค์ Soft Powerสร้างความตระหนักความเข้าใจ และสร้างกระแสสังคม
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 132 จาก 150 รูปที่ 22 ระบบนิเวศเพื่อการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสม หากทุกองคาพยพของสังคมในระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ไม่ว่า ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา สถานพยาบาลแม่และเด็ก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศาสนสถาน ฯลฯ ไปจนถึงสื่อมวลชน หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร่วมมือกันปกป้อง และฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยจากสภาวะถดถอยจากการใช้สื่อหน้าจอ และ ร่วมกันวางรากฐานการพัฒนาที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง เด็กปฐมวัยของไทยย่อมเติบโตได้อย่าง งดงาม เพื่อเป็นพลังของสังคมในอนาคตต่อไป “...เด็กไม่จำเป็นต้องเร็วตามสื่อดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ไม่จำเป็นต้องใช้ ชีวิตในโลกเสมือนจริง คืนเด็กสู่วิถีแห่งการเจริญเติบโตในภาวะปกติ“ล่าช้าสู่สมวัย เร็วเกินไปสู่ปกติ” ลด เวลา “หน้าจอ” ลงให้เหลือน้อยที่สุด ส่งเสริมเวลา “หน้า-คน” ให้มากที่สุด...” อ.ธาม เชื้อสถาปนศิริ
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 133 จาก 150 บทสรุป ข้อเสนอเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนเพื่อการฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์โควิด – 19 จากกระบวนการทบทวนวรรณกรรม รวบรวมข้อมูลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ การสำรวจและ การรายงานสถานการณ์ปัญหา ทั้งช่วงก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 (ก่อน 2563) และช่วงสถานการณ์ โควิด (2563 - ปัจจุบัน) โดยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการปฏิบัติงานสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาเด็กปฐมวัย (ดังรายนามปรากฏในภาคผนวก) ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ภาพรวมเด็กปฐมวัยของ ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤตยิ่ง ที่จะต้องเร่งฟื้นฟูพัฒนาการทุกด้าน โดยจริงจัง ต่อเนื่องและเร่งด่วน และ ต้องเป็นการขับเคลื่อนการฟื้นฟูที่มีจุดเน้น (Focus) ชัดเจน สอดคล้องเป็นเอกภาพกันทุกฝ่าย ทั่วทั้งประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ร่วมมือบูรณาการกันทั้งหมดใน ระบบนิเวศน์: ทั้งครอบครัว ฝ่ายการศึกษา การสาธารณสุข ชุมชนท้องถิ่น กลไกพื้นที่ รวมทั้งภาคนโยบายและ ภาคปฏิบัติ เพื่อแก้ไขวิกฤต มิให้เด็กปฐมวัยในรุ่นนี้ เติบโตไปเป็นวัยเรียนและวัยรุ่นที่อ่อนแอ จนกลายเป็นพลเมือง รุ่นที่ด้อยคุณภาพในอนาคตต่อไป ทั้งนี้บนพื้นฐานความรู้ที่ยืนยันทั่วโลกแล้วว่า “เด็กปฐมวัยนั้นสามารถฟื้นฟูพัฒนาการให้กลับมา สมวัยได้ในเวลาอันสั้น หากดำเนินการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ตามหลักวิชาการปฐมวัย” คณะนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ชำนาญการปฏิบัติงานสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมกระบวนการ การจัดการความรู้ จึงได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายปฐมวัย สภาการศึกษา และคณะอนุกรรมการด้านการ สื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย จัดการสรุปเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบายขึ้นดังปรากฏข้างล่างนี้ เพื่อให้คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้ พิจารณา ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อพิจารณาและนำไปผลักดันให้ เป็นนโยบายของรัฐ ที่จะกำหนดให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน และภาคประชาสังคม นำไปปฏิบัติให้สอดคล้องและเป็นเอกภาพกัน จนบรรลุสู่เป้าหมายในการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้สมวัยต่อไป ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 นี้อยู่ภายใต้ คำสำคัญ “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” มีรายละเอียดดังนี้
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 134 จาก 150 3 เร่ง 1. เร่งกำหนด “การฟื้นฟูเด็กปฐมวัย” เป็นวาระแห่งชาติโดยรัฐบาลเป็นผู้ประกาศ เพื่อให้มั่นใจว่า การเป็น “วาระแห่งชาติ” จะนำมาซึ่งความพร้อมเพียงบูรณาการในการขับเคลื่อนทั้งระบบอย่างแท้จริง เกิดระบบ กลไกและแผนงานเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อน มีงบประมาณสนับสนุนตามแผนงาน รวมทั้งเป็นปัจจัยให้เกิดการระดมทรัพยากรที่เป็นคุณจากกลไกต่าง ๆ ที่มีในสังคม มาสนับสนุนการ พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้เกิดผลการฟื้นฟูที่เห็นได้ชัดเจนในระยะเวลาที่ควร 2. เร่งให้ความรู้ความเข้าใจในการฟื้นฟูแก่ผู้ปกครอง ครูและสังคม ให้ครอบคลุมทั่วถึง ผ่านทุก ช่องทางที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะผู้ปกครองเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตทุกด้านของเด็ก ปฐมวัยทุกคน ไม่ว่าด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา-การเรียนรู้ ดังนั้น ทั้งภาครัฐและ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องถือเป็นภารกิจ มุ่งเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการฟื้นฟู พัฒนาเด็กแก่ผู้ปกครองโดยเร่งด่วน ซึ่งนอกจากจะเกิดประโยชน์ในการฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยทุก ด้านแล้ว ความรู้ความเข้าใจนี้สามารถเป็นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนในช่วงวัยต่อ ๆ ไป และ บทบาทกับสัมพันธภาพทางบวกของผู้ปกครอง ก็จะเป็นรากฐานที่ส่งผลให้เด็กมีฐานที่มั่นทางจิตใจที่ เข้มแข็งไปตลอดชีวิตด้วย ในส่วนของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก โดยเฉพาะครูปฐมวัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญรองจาก บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครอง เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการดูแลพัฒนาเด็กต่อเนื่อง รัฐ และทุกภาคส่วนต้อง ถือเป็นภารกิจสำคัญ ในการเพิ่มการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (Capacity Building) แก่ครูปฐมวัย ได้มีโอกาส เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนเจตคติ ความรู้และทักษะ ให้สามารถรับมือกับสภาวะของเด็กปฐมวัยจำนวนมาก ที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด และสามารถสร้างความสุขในการเรียนรู้ และเสริมพัฒนาการสมวัยแก่เด็กได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 135 จาก 150 3. เร่งค้นหา เยียวยา และพัฒนาเด็กในภาวะเปราะบาง จากสถานการณ์โควิด ที่ทำให้มีจำนวนเด็ก เปราะบางเพิ่มขึ้น ทุกสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทุกชุมชน จะต้องร่วมกันสำรวจอย่างจริงจังในระดับ พื้นที่ ด้วยเครื่องมือคัดกรองพร้อมใช้จากภาควิชาการ เพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือ เยียวยาที่เหมาะสม กับปัญหา ทันการณ์ และเกิดผลดีต่อการฟื้นฟูพัฒนาการ ทั้งเป็นการลดเด็กที่จะมีปัญหาพฤติกรรม ด้วยเป็นการตัดวงจรปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของเด็กในช่วงต่อ ๆ ไป 3 ลด 1. ลดการใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง รณรงค์ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู บุคลากรทุก ฝ่าย และสังคมให้ชัดเจนว่า การยื่นมือถือ หรือสื่อจอใสแก่เด็กปฐมวัยเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ทำลาย พัฒนาการของเด็กทุกด้าน โดยเฉพาะส่งผลเสียหายร้ายแรงยิ่งต่อการทำงานของสมอง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังนั้นจะต้องเน้นการห้ามให้มือถือแก่เด็กต่ำกว่า 2 ขวบโดยเด็ดขาด และ 3 ขวบเป็น ต้นไปให้เล่นได้อย่างมีเงื่อนไข เช่น อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง และจำกัดเวลาเล่นไม่เกินครึ่ง ชั่วโมง /วัน เป็นต้น 2. ลดความเครียด คืนความสุขแก่เด็กปฐมวัย รณรงค์ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู บุคลากร ทุกฝ่ายและสังคมให้ชัดเจนว่า หากเด็กไม่มีความสุข ก็ยากที่จะมีพัฒนาการเติบโตที่สมวัย หลังสถานการณ์โควิด จึงต้องมุ่งเน้นการลดความเครียดและคืนความสุขแก่เด็ก เพื่อสร้างรากฐานของ การพัฒนาในทุกๆด้าน ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและโรงเรียนจะต้องไม่เร่งเรียนเขียนอ่าน หรือรีบเร่งยัด เยียด หรือชดเชยเวลากับการให้ความรู้ หากแต่เน้นให้เด็กมีความสุข สนุก อยากมาเรียน ได้ทำ กิจกรรมหลากหลาย หรือเล่นสนุกกับเพื่อนให้มากพอ เมื่อเด็กมีความสุข ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป 3. ลดการใช้ความรุนแรงกับเด็ก รณรงค์ให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู บุคลากรทุกฝ่ายและสังคม ให้ชัดเจนว่า การใช้ความรุนแรงไม่อาจปรับพฤติกรรมใด ๆ ของเด็กได้ หากแต่จะสร้างปัญหาในจิตใจ ของเด็กต่อเนื่องในระยะยาว และกระทบต่อไปถึงพัฒนาการทุกด้าน ดังนั้น ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและ ครู จะต้องฝึกฝนการใช้วินัยเชิงบวก เพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กให้ได้ผล และเพื่อให้พัฒนาการ โดยเฉพาะด้านจิตใจของเด็กไม่กระทบกระเทือนเสียหายต่อเนื่องไปในระยะยาวจากการถูกใช้ความรุนแรง
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 136 จาก 150 3 เพิ่ม 1. เพิ่มกิจกรรมฟื้นฟูพัฒนาการที่สูญเสียไป ครอบครัวและโรงเรียนต้องมุ่งเน้นการฟื้นฟูศักยภาพทุกมิติ ของเด็กตาม “หลักการปฐมวัย” โดยเฉพาะ o เพิ่มกิจกรรมทางกาย เช่น การเคลื่อนไหวร่างกาย การเล่นกลางแจ้ง การใช้กล้ามเนื้อมัด เล็ก การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา o เพิ่มการอ่านนิทาน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการภาษา ทักษะสมอง EF จินตนาการและเพิ่ม ความสุข o เพิ่มการเล่นที่หลากหลาย เล่นอิสระที่เด็กได้ฝึกคิดฝึกลงมือทำ เล่นกับเพื่อนเพื่อสร้างทักษะ ทางสังคม เล่นในธรรมชาติ เป็นต้น 2. เพิ่มสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า รวมถึงทรัพยากรทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อการเติบโตอย่างอยู่ดีมีสุขของ เด็กปฐมวัย นอกเหนือจากสวัสดิการพื้นที่แล้ว ให้มุ่งเน้น o เพิ่มของเล่น เพิ่มหนังสือเด็กให้เพียงพอ ในครอบครัวให้มีหนังสือเด็กไม่น้อยกว่า 3 เล่ม ทั้ง เพิ่มของเล่นและหนังสือเด็กในสถานพัฒนาเด็ก โรงเรียนอนุบาล และในชุมชน o เพิ่มพื้นที่เล่น พื้นที่สีเขียว พื้นที่สำหรับครอบครัว ในชุมชน เพื่อให้เป็นพื้นที่ความสุข เป็น พื้นที่เพิ่มสัมพันธภาพครอบครัวและชุมชน 3. เพิ่มศักยภาพแก่ อปท. ชุมชนท้องถิ่น และกลไกระดับพื้นที่ เช่น อนุกรรมการปฐมวัยจังหวัด พชอ. ฯลฯ ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์ใกล้ตัวเด็ก เพื่อให้สามารถดูแล จัดการสภาพแวดล้อม สวัสดิการ ในการฟื้นฟูเด็กปฐมวัย ผ่านการเสริมพลังครอบครัว การขยายเงินอุดหนุนถ้วนหน้าเพื่อช่วยเหลือ ครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากลำบาก การพัฒนาสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และเครือข่ายชุมชน ได้ทันการณ์และมีคุณภาพ เป็นต้น หากการฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ท่ามกลางสถานการณ์โควิด ได้รับการใส่ใจจริงจังจาก รัฐและสังคม ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ ระดมพละกำลังจากทุกฝ่ายในสังคมอย่างเป็นระบบ บูรณาการ มีเอกภาพ จริงจังและต่อเนื่อง ตามแนวทางหลักของ “3 เร่ง 3 ลด และ 3 เพิ่ม” ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ย่อมคาดหวังได้ว่า ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กปฐมวัยของประเทศ ไทยให้สมวัยได้ในระยะเวลาอันสั้น และในระยะยาวประเทศก็จะไม่สูญเสียพลเมืองคุณภาพ จากพัฒนาการ ที่สูญเสียไปของเด็กและเยาวชนในเจนเนอเรชั่นนี้แต่อย่างใด ””””””””””””””””””””””””””””
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 137 จาก 150 เอกสารอ้างอิง กระทรวงสาธารณสุข. (2557). คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สถาบันพัฒนาเด็กราชนครินทร์. http://www.thaichilddevelopment.com/images/doc/หนังสือ%20DSPM.pdf กระทรวงสาธารณสุข. (2563). สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก. https://multimedia.anamai.moph.go.th/associates/ebook-02-momandchild/ กระทรวงสาธารณสุข. (2565, 10 พฤษภาคม). แนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขเพื่อการป้องกันการแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID Free Setting) สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย. https://stopcovid.anamai.moph.go.thf20220517101506_WJKz9fYCnT.pdf กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. รายงานฉบับพิเศษ ห้องเรียนฟื้นฟูหลังโควิด-19,สถานการณ์ แนวทาง ฟื้นฟูภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้ และการจัดห้องเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น (2565). https://creativesschoolseef.org/ark:/48223 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2564, 25 กันยายน). ยากจน ลำบาก หลุดจากระบบการศึกษา. https://www.eef.or.th/infographic-06-09-21/ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2565ก, 29 ตุลาคม). ชวนผู้ใหญ่สังเกต “14สัญญาณเตือน” กล้ามเนื้อ บกพร่องในเด็กประถมต้น. https://www.eef.or.th/infographic/ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2565ข, 20 ตุลาคม). รายงานฉบับพิเศษห้องเรียนฟื้นฟูหลังโควิด-19 ภาวะฉุกเฉินทางการเรียนรู้และแนวทางฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้ใน 14 วัน ประสบการณ์จากโรงเรียนพัฒนา ตนเอง. https://creativeschools.eef.or.th/article-201022/ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (2565). ผลสำรวจล่าสุดกรมอนามัย สอดคล้องผลวิจัยกสศ.พบ 1 ใน 4 เด็กปฐมวัยพัฒนาล่าช้า ชี้โจทย์สำคัญเปิดเทอมใหม่ 2/2565. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษา. https://www.eef.or.th/news-tsqp-011122/ กรองทอง บุญประคอง (2565). การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลัง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้นและระยะ ยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมใน การฟื้นฟู, 16 สิงหาคม 2565 กรมการปกครอง. (2565). สถิติประชากรทางทะเบียนราษฎร. https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/ mainpage กรมอนามัย. (2564). รายงานความก้าวหน้าประเด็นตัวชี้วัดเด็กไทยมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัย. https://nich.anamai.moph.go.th/th/general-of-50/204371
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 138 จาก 150 แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ. (2559). ธรรมชาติของเด็ก. ใน สุริยเดว ทรีปาตี และ วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ (บ.ก.), คุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัย (น. 9-33). โครงการหน่วยสนับสนุนการวิจัยเชิงวิชาการเพื่อการพัฒนาและ ขับเคลื่อนศักยภาพเด็กเยาวชนและครอบครัว และสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ กลุ่มกระทรวง คณะที่ 2(2562) รายงานการพัฒนาเด็ก ปฐมวัย https://www.nesdc.go.th/ewt_w3c/ewt_dl_link.php?nid=10104 ฉัตร คำแสง, วรดร เลิศรัตน์ และ เจณิตตา จันทรวงษา. (2565). เด็กและครอบครัวไทยในสามวิกฤต: รายงานสถานการณ์เด็ก เยาวชนและครอบครัวปี 2022. ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์). https://kidforkids.org/child-family-situation-report-2022/ ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ และ อมรา ธนศุภรัตนา. (บ.ก.). (2563). โปรแกรมการส่งเสริมพัฒนาการและสร้างวินัยเชิงบวก โดยครอบครัวมีส่วนร่วม (พิมพ์ครั้งที่ 2). สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์. https://new. camri.go.th/_admin/file-content-downlaod/FM-1770-1633524558.pdf ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์. (2565)การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของ สถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านสังคมของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการฟื้นฟู, วันที่ 24 สิงหาคม 2565 ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์. (2565, 17 เมษายน). ตลาดหนังสือกับการอ่านของคนไทย. รายการวิทยุ ZOOM สื่อ สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธาม เชื้อสถาปนศิริ. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลัง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ สถานการณ์การใช้สื่อจอใส: แนวทางและนวัตกรรมการฟื้นฟู, 11 สิงหาคม 2565 ธนิกา บุญมา. (2560). การใช้สื่อมีจอในเด็กเล็ก...ดีหรือไม่... อย่างไร?. วารสารราชานุกูล, 32(1), http://journal.rajanukul.go.th/getload.php?loadID=27 ธีรชัย บุญยะลีพรรณ. (2565, 24 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการ ด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู [Symposium], การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลัง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. นภัทร พิศาลบุตร. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์ โควิดต่อพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการฟื้นฟู, 24 สิงหาคม 2565 https://www.rlg-ef.com/Executive-Functions 3-6ปี
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 139 จาก 150 นพวรรณ ศรีวงค์พานิช. (2565, 16 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อ พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู [Symposium], การ ประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. เน็ตป๊าม้า. (2565). หลักสูตรออนไลน์สอนเทคนิคเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมเด็ก…ทุกที่ทุกเวลา. https://www.netpama.com/ นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล. (2561): คู่มือส่งเสริมทักษะสมอง Executive FunctionEF สำหรับครูปฐมวัย. ประเทศไทย พ.ศ. 2562, รายงานผลฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย: สำนักงานสถิติแห่งชาติ TikTok. (2564, 9 มกราคม). TikTok ตอบรับกระแสวันเด็ก 2564 ชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ทำความเข้าใจเด็กไทย ในยุคดิจิทัล. https://newsroom.tiktok.com/th-th/tiktok-provides-child-safety-tips-for-children-day ผศ.นพ.เทอดพงษ์ ทองศรีราช, รายงานฉบับพิเศษ “ห้องเรียนฟื้นฟูหลังโควิด-19” (2565) https://creativeschools.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/10/E-book-ห้องเรียนฟื้นฟู หลังโควิด-20.10.pdf ผศ.อดิศร์สุดา เพื่องฟู. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลัง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของ สถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการฟื้นฟู, 24 สิงหาคม 2565 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยศวีร์ สายฟ้า. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้น และระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการ ฟื้นฟู, 30 สิงหาคม 2565 แพทย์หญิงนพวรรณ ศรีวงศ์พานิช. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้น และระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการ ฟื้นฟู, 16 สิงหาคม 2565 แพทย์หญิงแก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้น และระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการ ฟื้นฟู, 16 สิงหาคม 2565
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 140 จาก 150 ฟื้นฟู (มุมมองจากหมอพัฒนาการเด็ก). การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ “สถานการณ์การใช้สื่อ จอใสในเด็กปฐมวัย : แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู”. ห้องประชุมใหญ่ อาคารกลุ่มบริษัทรักลูก. มรรยาท อัครจันทโชติ. (2560). การเล่าเรื่องแบบทรานส์มีเดียกับการสร้างความผูกพันร่วมในการสื่อสารประเด็น สังคม. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. มรรยาท อัครจันทโชติ. (2563). ข้อเสนอสู่การเพิ่มช่องทางการเผยแพร่รายการเด็กในสื่อวิทยุและโทรทัศน์. สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มรรยาท อัครจันทโชติ. (2563). รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาและขยายสื่อดี สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว. คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา. ยศวีร์ สายฟ้า. (2565, 30 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้าน สติปัญญาของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. ยูนิเซฟ ประเทศไทย. รายงานรวบรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการระบาดโรคโควิด-19 ต่อ เด็กและเยาวชนในประเทศไทย.https://www.unicef.org/thailand/media/8786/file/COVID-19 สุขภาพคนไทย 2564 : Covid-19 มหันตภัยเขย่าโลก(2565) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล วจนา วรรลยางกูร. (2565, 5กันยายน). วีระชาติ กิเลนทอง : เด็กเล็กไทยกับ ‘Learning Loss’ บาดแผลทางการ ศึกษาที่รอเยียวยา. The 101.World. https://www.the101.world/weerachart-kilenthong-interview/ วินัดดา ปิยะศิลป์. (2565, 16 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้าน อารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การประชุมปรึกษาหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. วีระชาติ กิเลนทอง (2560, 27กุมภาพันธ์). การพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อสังคมที่เสมอภาคและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์. https://www.pier.or.th/abridged/2017/05/ วีระชาติ กิเลนทอง. (2565). บทเรียนจากงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย.สถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและ ออกแบบนโยบาย. https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2022/02/summary-SRS-Panel-RT.pdf
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 141 จาก 150 วีระศักดิ์ ชลไชยะ (2565, 11สิงหาคม). สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย: แนวทาง และนวัตกรรมในการ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชยะ. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนา เด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อสถานการณ์การใช้สื่อ จอใสในเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู, 11 สิงหาคม 2565 วีระชาติ กิเลนทอง. (2565, 30 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. วีระศักดิ์ ชลไชยะ. (2565, 11 สิงหาคม). สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการ ฟื้นฟู [Symposium], การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลัง ศาสตราจารย์คลินิก แพทย์หญิงวินัดดา ปิยะศิลป์. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการ พัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบ ระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็ก:แนวทางและ นวัตกรรมการฟื้นฟู, 16สิงหาคม 2565 ศาสตราจารย์คลินิก แพทย์หญิงวินัดดา ปิยะศิลป์. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการ พัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบ ระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กแนวทางและนวัตกรรมการ ฟื้นฟู, 24 สิงหาคม 2565 ศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระศักดิ์ ชลไชย. (2565) การประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนา เด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หัวข้อ ผลกระทบระยะสั้น และระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก, 30สิงหาคม 2565 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. สโรทร ม่วงเกลี้ยง. (2565, 16 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อ พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การ ประชุมปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว. (2557).แบบคัดกรองพัฒนาการเด็กตามช่วงวัย อายุ0-3 ปี และอายุ 4-6 ปี.คลินิกเด็กและวัยรุ่น สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัมหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.mahidolclinic.com/uploads/4/4/4/8/44487097/checklist_พัฒนาการตามวัย.pdf
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 142 จาก 150 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว. (2560). ปฏิทิน floor time (Clinic) 1.คลินิกเด็กและวัยรุ่น สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www. mahidolclinic.com/uploads/4/4/4/8/44487097/ฝึกร่างกาย.pdf สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว. (2563). ประวัติครอบครัวที่คุณครูควรเฝ้าระวัง: เด็กที่มีความ เสี่ยงต่อการดูแลที่ไม่เหมาะสม. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัย มหิดล.https://www.mahidolclinic.com/uploads/4/4/4/8/44487097/10_risks_factors_ace.pdf สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว. (2564, 23สิงหาคม). เปิดบ้านศูนย์เด็กปฐมวัยนิวนอร์มอล3: Ep 36 เปิดบ้านศูนย์เด็กปฐมวัย New Normal-3 [ 23/08/2564]. YouTube website. https://www.youtube.com/watch?v=CaIYoXLnJ1I สถาบันวิจัยประชากรและสังคม. (2563). โรงเรียนฉลาดเล่น. เว็บไซต์ Active Kids Thailand. https://activekidsthailand.com/active-school/ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. (2565, 1 กรกฎาคม). เมื่อไหร่เราจะสงสัยว่าเด็ก ๆ อาจจะมีปัญหาสุขภาพจิตโดยใช้หลัก 9S/3D. http://necam.go.th/เมื่อไหร่เราจะสงสัยว่า/ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์. (2565). คู่มือการใช้งาน School Health Hero สำหรับครู. http:// new.camri.go.th/เครือข่าย-ฐานข้อมูล/HERO-Manual สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). รายงานการศึกษาสภาวการณ์การจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยใน ประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. http://www.onec.go.th/th.php/book/BookView/1758 สำนักโภชนาการ. (2564). กราฟมาตรฐานการเจริญเติบโตเด็กอายุ 0-5 ปี และ 6-19 ปี. กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข. https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/kidgraph สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้. (2558). แนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง สำหรับเด็ก วัย 3-6 ปี.https://www.okmd.or.th/upload/pdf/BBL_3to6year_book.pdf สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2564). รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กไทย ปี 2564. https://www.nesdc.go.th/ewt_dl_link.php?nid=11984 สำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (2563). โครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีใน สยามรัฐออนไลน์. (2564, 13 พฤษภาคม). เผยผลสำรวจ เด็กไทยท่องโลกออนไลน์ตั้งแต่ 2 ขวบ หนักสุดช่วงโควิด เล่นอินเทอร์เน็ตนาน 8 ชม.https://siamrath.co.th/n/244103 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติสำนักงาน (2564). สำรวจรายการเด็กในยุคทีวีดิจิตอล. https://broadcast.nbtc.go.th/data/academic/file/640700000001. pdf สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แผนพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2564 – 2570. พริกหวานกราฟฟิค.
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 143 จาก 150 สำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ. (2561). การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2561. สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และองค์การยูนิเซฟ. (2563). การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2562. สำนักงานสถิติแห่งชาติ https://www.unicef.org/thailand/th/reports/การสำรวจ สถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย-พศ-2562 หริณญา รุ่งแจ้ง. (2565, 30 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการด้าน สติปัญญาของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย. (2565). รายงานรวบรวมผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการระบาดโรค โควิด-19 ต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทย https://www.unicef.org/thailand/media/8806/file/ COVID-19%20Impact%20on%20Children%20TH.pdf อดิศร์สุดา เฟื่องฟู. (2565, 24 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการ ด้านอารมณ์จิตใจของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู[Symposium], การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์. (2565, 24 สิงหาคม). ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อ พัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู [Symposium], การประชุม ปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กลุ่มบริษัทรักลูก, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย. COPAT กรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย. (2563). การสำรวจสถานการณ์ เด็กไทยกับภัยออนไลน์ 2563. บริษัท เอ็กซ์แอล อิมเมจจิ้ง จำกัด. AAP Council on Communications and Media. (2016). Media and Young Minds. Pediatrics, 138(5), Bookmark your child's favorite sites. Your child will have easy access and be less likely to make a typo that could lead to inappropriate content.Preview apps, video games, TV shows and movies. Make sure they are OK before your kids watch or use them. Calm. (n.d.). Calm schools: Resources for resilient classrooms. https://blog.calm.com/calmCenter on the Developing Child (2007). The science of early childhood development (InBrief). https://developingchild.harvard.edu/resources/inbrief-science-of-ecd/ Center on the Developing Child. (2015). The science of resilience (InBrief). https://developingchild.harvard.edu/resources/inbrief-the-science-of-resilience/
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 144 จาก 150 Centers for Disease Control and Prevention. (2021, January 5). Risk and protective factors.https://www.cdc.gov/violenceprevention/aces/riskprotectivefactors.html#an chor_1609868101867 Come up with a family media plan. The AAP's family media plantool lets parents create a media plan for their family. Make it something you all can agree on. Then post it in a visible area (like on the refrigerator) so that everyone knows the rules. Check foronline protectionelsewhere. Find out about the online protection offered at school, after-school centers, friends' homes, or anyplace where kids could use a computer without your supervision. Do you think it was OK when those men got in that fight? What else could they have done? What would you have done?"Ferrington, Gary. (1994). Audio Design: Creating Multisensory Images for the Mind. Journal of Visual Literacy, 14(1), 61–67. Froebel USA (2019, March 10). Nature-based education outdoor preschool forest kindergarten | Samara Early Learning Rachel Larimore. YouTube Website. https://www.youtube.com/watch?v=cJQ5XzxzGj4&t=30s Help kids get perspective on the games. Monitor how the games affect your kids. If they seem more aggressive after spending time playing a game, discuss the game and help them understand how the violence that is portrayed differs from what happens in the real world. That can help them identify less with the aggressive characters and reduce the negative effects that violent video games can have. Heckman, James J. (Spring 2011). The Economics of Inequality: The Value of Early Childhood Education. American Educator, 35(1), 31-47. Heckman, J. J., R. R. Pinto, and P. A. Savelyev (2013): Understanding the mechanisms through which an influential early childhood program boosted adult outcomes. American Economic Review, 103(6), 2052-2086. Timmons et al. (2021): The Impacts of COVID-19 on Early Childhood Education: Capturing the Unique Challenges Associated with Remote Teaching and Learning in K-2. https://link.springer.com/article/10.1007/s10643-021-01207-z Joining Forces for Children. (2022). What are ACEs? The lifelong (and generational) risks of toxic stress. https://www.joiningforcesforchildren.org/what-are-aces/ Kaga, Y., & Bang, K. (2021). The Impact of COVID-19 on early childhood education in the Asia-
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 145 จาก 150 Pacific and Sub-Saharan Africa: insights from the results of rapid regional personnel survey (License No. CC BY-SA 3.0 IGO). UNESCO Office Bangkok and Regional Bureau for Education in Asia and the Pacific. https://unesdoc.unesco.org/ark:/48223/pf0000378125 Keep devices in a common area. Keep them where you can watch and monitor your kids. Avoid putting devices in a child's bedroom. Charge them overnight outside the bedroom. Learn how to block objectionable material. Look at the ratings. Video games and apps have ratings to indicate when they have violence, strong language, mature sexual themes, and other content that may be inappropriate for kids. The ratings, established for the Entertainment Software Rating Board, range from E (for Everyone), which means the game is OK for all ages, to AO (for Adults Only), which means that violent or graphic sexual content makes it appropriate only for adults. Mohammed, A.H., Zhu, S.W., Darmopil, S. (2002). Environmental enrichment and the brain. Progress in Brain Research, 138, 109-133. Monitor your kids’ media use. Share an email account with younger children. “Friend” or “follow” your kids on social media so you can keep an eye on their activities. National Scientific Council on the Developing Child. (2007, December). The timing and quality of early experiences combine to shape brain architecture(Working Paper No. 5). https://harvardcenter.wpenginepowered.com/wpcontent/uploads/2007/05/Timing_Quality_Early_Experiences-1.pdf Richardson, G. E. (2002). The metatheory of resilience and resiliency. Journal of Clinical Offer funalternatives toscreentime. If you want kids to turn off their devices, suggest. alternatives like playing a board game, starting a game of hide and seek, or playing outside. Preview thegames.Even with the ratings, it's still important to preview the games — or even play them — before letting kids play. The game's rating may not match what you feel is OK for your child.Psychology, 58(3), 307-321. Save the Children International. (2020, May 8). ‘Children at risk of lasting psychological distress from coronavirus lockdown’: Save the children.https://www.savethechildren.net/news/‘children-risk-lasting-psychologicaldistress-coronavirus-lockdown’-save-children Spend time online together. Teach your kids appropriate online behavior. Teach your kids about Internet safety and how to use social media wisely. Discuss rules for
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 146 จาก 150 them to follow, such as never revealing personal information like their address, phone number, or school name or location. Teach your kids about Internet safety and how to use social media wisely. Discuss rules for them to follow, such as never revealing personal information like their address, phone number, or school name or location. Use the ratings. Check age-group rating tools for TV, movies, video games, and apps. Common Sense Media has information about age and content appropriateness of video games and other media. Use screening tools. Many TVs have internal V-chips (V stands for violence) that let you block content you don't want your kids to see. And apps and software programs can help parents monitor or filter their child’s social media and Internet use. Watch TV, use social media, and play video games with your kids. That way, you will know if the content is OK for them. - Talking Is Important - Talk to kids about what they see on their devices, and share your own beliefs and values. If something you don't approve of is onscreen, turn it off and take the time to talk with your child. You could ask: "What do you think about how those people were acting at that party? Do you think what they were doing was wrong?" If some people or characters are mistreated or discriminated against, talk about why it's important to treat everyone fairly despite their differences.You can use media content to explain confusing situations and express your feelings about tough topics (sex, drugs, alcohol, smoking, work, behavior, family life). Teach your kids to question and learn from what they see on screens. - Video and Interactive Computer Games - Internet and Social Media Safety Williams, M. S., & Shellenberger, S. (1996). How does your engine run?: A leader's guide to the alert program for self-regulation. TherapyWorks.
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 147 จาก 150 ภาคผนวก รายนามผู้ร่วมการจัดการความรู้ และพัฒนาเอกสารวิชาการการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมและฟื้นฟู พัฒนาการของเด็กปฐมวัยหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 1) ผู้ทรงคุณวุฒิผู้นำเข้าข้อมูล “ผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวของสถานการณ์โควิดต่อพัฒนาการเด็ก ปฐมวัย: แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟู” พัฒนาการด้านร่างกาย ศ.คลินิก พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ ประธานพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและ วัยรุ่น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย นพ.ธีรชัย บุญยะลีพรรณ รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผศ.พิเศษ พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู หัวหน้างานพัฒนาการ กลุ่มงานกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็ก แห่งชาติมหาราชินี นางสาวนภัทร พิศาลบุตร Early Childhood Development Specialist องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ศ.คลินิก พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ ประธานพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและ วัยรุ่น ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พญ.นพวรรณ ศรีวงค์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กระทรวงสาธารณสุข นางสโรทร ม่วงเกลี้ยง นักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย พัฒนาการด้านสังคม ดร.ทินสิริ ศิริโพธิ์ Early Childhood Development Officer องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.วรวรรณ เหมชะญาติ อาจารย์สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 148 จาก 150 พัฒนาการด้านสติปัญญา ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า รองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางหริณญา รุ่งแจ้ง ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center นายพลวัฒน์ การุญภาสกร ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยและศูนย์พัฒนา เด็ก เล็ก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2) ผู้ทรงคุณวุฒิผู้นำเข้าข้อมูลด้าน “สถานการณ์การใช้สื่อจอใสในเด็กปฐมวัย” รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นายธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายและสื่อสารสาธารณะ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.สมบูรณ์ หทัยอยู่สุข ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 3) ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมให้ข้อคิดเห็นและสังเคราะห์ข้อมูล รศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย นางสุภาวดี หาญเมธี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย อาจารย์ธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ คณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย นางสาวสุขใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. คณะอนุกรรมการด้านสื่อสารเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย อาจารย์กรองทอง บุญประคอง กรรมการสภาการศึกษา นางพัชราพรรณ กฤษฎาจินดารุ่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย สภาการศึกษา นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.)
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 149 จาก 150 พญ.ทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต นพ.สมบูรณ์ จิระวัฒนาสมกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร โรงเรียนวิถีธรรม สาธิตแห่งมหาวิทยาลัย ราชภัฏสกลนคร นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผศ.วิริยาภรณ์ อุดมระติ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.อุดมลักษณ์ กุลพิจิตร วิทยาลัยพัฒนาชุมชนเมือง มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช รศ.ดร.พูลสุข ศิริพูล คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย จังหวัดขอนแก่น รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.สรินฎา ปุติ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผศ.ดร.ฮารีซอล ขุนอินคีรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ดร.กัญญาวีร์ แก้วนุ้ย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย นางศีลดา รังสิกรรพุม ผู้จัดการมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม นางกฤษณา เสมหิรัญ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานศึกษาธิการ จ.ขอนแก่น นางอัมราภัสร์ จันทะแสงโรจน์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 2 นางสาวณัฏฐ์ชนินาถ วทัญญู ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 นายราชัน วงค์ชารี หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา กองการศึกษา เทศบาลตำบลพลา จังหวัด ระยอง นางกิตติมา พัวพัฒนกุล นักวิชาการ มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย นางสุรีรัตน์ เศรษฐจินดา คณะกรรมการ สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ นางสาวโสภา มัดลัง หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนเอื้ออารีย์ เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร นางสาวสิริวัลย์เรืองสุรัตน์ ผู้ประสานงานวิชาการ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน มูลนิธิสร้าง เสริมวัฒนธรรมการอ่าน นายอลงกรณ์ รอดสวัสดิ์ สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย นางสาวเพชรรัตน์ บุญเสนอ คุณครูประจำศูนย์ EF Center สกลนคร โรงเรียนวิถีธรรมแห่งมหาวิทยาลัย ราชภัฏสกลนคร
เอกสารวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อส่งเสริม และฟื้นฟูพัฒนาการของเด็กปฐมวัย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา หน้า 150 จาก 150 4) ผู้ทรงคุณวุฒิที่วิเคราะห์ สังเคราะห์จัดระบบข้อมูลและเรียบเรียงเอกสารวิชาการ o เอกสาร“ผลกระทบภาพรวมโควิดต่อเด็กปฐมวัยในทุกมิติ : ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” โดย ศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย o เอกสาร“แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองและครอบครัว” โดย นางธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย o เอกสาร“แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยสำหรับสถาน พัฒนาเด็กปฐมวัย” โดย ผศ.พญ.แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล o เอกสาร “แนวทางและนวัตกรรมในการฟื้นฟูพัฒนาการเสียหายของเด็กปฐมวัย: ความรู้พร้อมใช้ สำหรับสื่อมวลชนและสาธารณชน” โดย ผศ.ดร.มรรยาท อัครจันทโชติคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย o เอกสาร “แนวทางและนวัตกรรมในการลดการใช้สื่อจอใสและความเครียดในเด็กปฐมวัย” โดย นายธาม เชื้อสถาปนศิริสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล 5) คณะผู้ประสานงาน นางสาวธนรร หาญวรโยธิน ผู้จัดการสถาบันรักลูก นางสาวเอี่ยมโฉม ตั้งธรรม ผู้ประสานงานมูลนิธิเพื่อการฟื้นฟูการพัฒนาเด็กและครอบครัว (ฟอร์เด็ก) ””””””””””””””””””””””””””””””””””””