The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaw.2749, 2022-06-25 02:08:20

3.วิชาสิทธิมนุษยชน

2_GE21102_สิทธิมนุษยชน

๔๘

¡μ¡Ô ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈNjҴnj ÂÊ·Ô ¸¾Ô ÅàÁ×ͧáÅÐÊ·Ô ¸·Ô Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ

(International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)

¢ÍŒ ÁÅÙ ·èÑÇä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖
สมัชชาใหญส หประชาชาติรับรอง ๒๓ ม.ี ค. ๑๙๗๖
มผี ลบงั คบั ใช ๑๗๓ ประเทศ (ขอ มูลป ๒๕๖๒)
ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเน้อื หาแบง เปน ๕ ภาค รวม ๕๓ ขอ
เนอ้ื หาประกอบดว ย

ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ
ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ)
กลา วถงึ บคุ คลมสี ทิ ธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงของตนเอง (Right of self-determination)

ประชาชนจะกําหนดสถานะทางการเมืองของตนอยางเสรี รวมทั้งดําเนินการอยางเสรีในการพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรมของตน

ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ)
กลา วถงึ พนั ธกรณขี องรฐั ภาคที รี่ บั รองจะเคารพและประกนั สทิ ธขิ องบคุ คล รวมถงึ การหา ม
การเลอื กปฏบิ ตั ิ ไมว าจะดวยเหตผุ ลทาง เชอ้ื ชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื ง
สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถิน่ กําเนดิ หรอื สภาพอ่นื ใด
ประกันวา บุคคลท่ถี กู ละเมิดจะไดรับการเยียวยา ไมว าบรุ ุษหรอื สตรจี ะไดรบั สทิ ธพิ ลเมอื ง
และการเมอื งอยา งเทา เทยี มกัน การลิดรอนสทิ ธิในสถานการณฉ กุ เฉนิ และการหามการตีความกตกิ า
ในอนั ที่จะไปจํากัดสทิ ธิและเสรีภาพอ่ืนๆ ลง
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ò÷)
เนนย้ําวาทุกคนมีสิทธิในเจตจํานงของตนเอง รัฐตองวางมาตรการรับรองสิทธิตางๆ
ของประชาชนโดยไมเลือกปฏิบัติ กลาวถึงสิทธิที่จะมีชีวิต การยกเลิกโทษประหารชีวิต สิทธิใน
กระบวนการยุติธรรม เสรีภาพในการเลือกถ่ินท่ีอยูอาศัย ความเสมอภาคในดานกฎหมาย สิทธิใน
ความเปนสวนตวั เสรภี าพทางความคิดและศาสนา สทิ ธิในการชมุ นมุ โดยสงบ การรวมตวั เปนสมาคม
การคุมครองสิทธิครอบครัวและการสมรส สิทธิเด็กการมีทะเบียนเกิดและสัญชาติ การมีสวนรวม
ในทางการเมือง และการท่ีพลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะมีสวนในกิจการสาธารณะ การรับรองวาบุคคล
ท้ังปวงยอมเสมอภาคกันตามกฎหมายและไดรับการคุมครองอยางเทาเทียมกัน และสิทธิของ
ชนกลุมนอย เปนตน

๔๙

ÀÒ¤ÊèÕ (¢ŒÍ òø-ôõ)
เก่ียวกับการจัดต้ังและอํานาจหนาท่ีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีหนาท่ี
รับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กําหนดไวในกติกา ICCPR รวมถึงพันธกรณี
ในการเสนอรายงานของรฐั ภาคี
ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ ôö-ô÷)
กลาวถึงการหามการตีความไปในทางขัดกับกฎหมายระหวางประเทศอ่ืนๆ รวมทั้ง
การมใิ หตีความในการทจี่ ะลิดรอนสิทธิท่จี ะใชป ระโยชนจากทรพั ยากรธรรมชาติ
และÀҤˡ (¢ŒÍ ôø-õó)
วาดวยการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ และการแกไขและเก็บรักษาตนฉบับ
ทงั้ ๕ ภาษา

¡Ô¨¡ÃÃÁ

นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิพลเมืองและสิทธิ
ทางการเมอื งมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานนั้ และเสนอแนะนโยบายเพอื่ แกไ ขปญ หาดงั กลา ว
พรอ มออกมานําเสนออธบิ ายหนา ชัน้ เรียน

๕๐

¡μÔ¡ÒÃÐËÇÒ‹ §»ÃÐà·ÈÇÒ‹ ´ÇŒ ÂÊ·Ô ¸Ô·Ò§àÈÃɰ¡Ô¨ 椄 ¤Á áÅÐÇ²Ñ ¹¸ÃÃÁ

(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR)

¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๖ ธ.ค. ๑๙๖๖
สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ม.ค. ๑๙๗๖
มีผลบังคับใช ๑๗๐ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๒)
ประเทศท่เี ขา รวมเปน ภาคี อารัมภบท และเนื้อหาแบงเปน ๕ ภาค รวม ๓๑ ขอ
เนื้อหาประกอบดวย

ÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ
ÀҤ˹§Öè (¢ŒÍ ñ)
กลา วถงึ สิทธใิ นการกาํ หนดเจตจาํ นงตนเอง (Right of self-determination) ท้ังในทาง

เศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม
ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ò-õ)
กลาวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดําเนินมาตรการตางๆ อยางเหมาะสมตามลําดับข้ัน

นับต้ังแตการเคารพ คุมครอง สงเสริม และทําใหเปนจริงอยางเต็มที่ โดยไมมีการเลือกปฏิบัติ
ไมวา บุรุษหรอื สตรีไดรบั การปฏบิ ตั อิ ยางเทา เทยี ม

ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ö-ñõ)
กําหนดถึงสิทธิตางๆ ในดานเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เชน การจางงานท่ีเปนธรรม,
สิทธิในครอบครัว, มีมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสม, สิทธิในการมีสุขภาพกายและจิตท่ีไดดี,
สิทธิทางการศึกษา, สิทธิและเสรีภาพในความเชื่อและวัฒนธรรม และประโยชนจากความกาวหนา
ทางวิทยาศาสตร
ÀÒ¤ÊÕè (¢ÍŒ ñö-òõ)
กลาวถึงพันธกรณีในการจัดทํารายงานของรัฐภาคี บทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจ
และสงั คมในการตรวจสอบการปฏบิ ตั ติ ามพนั ธกรณขี องรฐั ภาคี เพอ่ื สรา งความรว มมอื ระหวา งประเทศ
ในการสง เสริมสทิ ธิตามกติกาใหบ งั เกดิ
ÀÒ¤ËŒÒ (¢ŒÍ òö-óñ)
เกย่ี วขอ งกบั การลงนามเขา เปน ภาค,ี การมผี ลใชบ งั คบั และการแกไ ขและเกบ็ รกั ษาตน ฉบบั
ท้งั ๕ ภาษา

¡¨Ô ¡ÃÃÁ

นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม
และวฒั นธรรมมาหนงึ่ กรณี พรอ มสาเหตขุ องปญ หานน้ั และเสนอแนะนโยบายเพอ่ื แกไ ขปญ หาดงั กลา ว
พรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชั้นเรียน

๕๑

Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴŒÇ¡Òâ¨´Ñ ¡ÒÃàÅÍ× ¡»¯ÔºμÑ μÔ Í‹ ÊμÃãÕ ¹·¡Ø û٠Ẻ

(Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women : CEDAW)

¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๗๙
สัมชชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๓ ก.ย. ๑๙๘๑
มผี ลบงั คบั ใช ๑๘๙ ประเทศ (ขอ มลู ป ๒๕๖๒)
ประเทศที่เขารวมเปน ภาคี อารัมภบท และเนือ้ หาแบง เปน ๖ ภาค รวม ๓๐ ขอ
เนื้อหาประกอบดว ย

ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ
ÀҤ˹֧è (¢ŒÍ ñ-ö)
นยิ ามคาํ วา “การเลอื กปฏบิ ัติตอ สตรี” วาหมายถึง การแบงแยก การกีดกัน หรอื การจาํ กดั

ใดๆ เพราะเหตุแหงเพศ ซ่ึงมีผลหรือความมุงประสงคที่จะทําลายหรือทําใหเส่ือมเสียการยอมรับ
การไดอ ปุ โภค หรอื ใชส ทิ ธโิ ดยสตรี โดยไมค าํ นงึ ถงึ สถานภาพดา นการสมรส บนพนื้ ฐานของความเสมอภาค
ของบุรษุ และสตรที งั้ ทางดานการเมือง เศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมของพลเมอื งหรือดา นอ่ืนๆ

รัฐตองกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ โดยสรางความเทาเทียมระหวาง
ชายและหญิงในเชิงโครงสรางท้ังรัฐธรรมนูญและกฎระเบียบภายใน เพื่อไมใหมีการเลือกปฏิบัติ
ทางเพศทัง้ ในระดบั องคกรและบุคคล

ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ÷-ù)
รัฐตองมีมาตรการท่ีเหมาะสมในการกําจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทางการเมือง
ท้ังในดานการเลือกตั้ง การลงประชามติ การมีสวนรวมทางการเมือง การเขารวมองคกรตางๆ
ที่มีวัตถุประสงคทางการเมืองหรือสังคม รวมถึงเปดโอกาสใหสตรีไดเปนตัวแทนรัฐบาลทั้งในระดับ
ประเทศและระหวางประเทศ ตลอดจนสิทธใิ นชีวติ สมรส
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ñð-ñô)
เนื้อหาในสวนน้ียังระบุภารกิจของรัฐท่ีจะตองสงเสริม สนับสนุน ปกปองคุมครองสิทธิ
ใหเ กดิ ความเสมอภาคแกส ตรใี นทกุ ดา น อาทิ โอกาสทางการศกึ ษา, การทาํ งาน, เศรษฐกจิ , วฒั นธรรม,
การเขาถงึ บรกิ ารดานสุขภาพ
ÀÒ¤ÊèÕ (¢ÍŒ ñõ-ñö)
รัฐตองมีกฎหมายท่ีสรางความเปนธรรมและเทาเทียมระหวางเพศ และกําจัด
การเลือกปฏบิ ัตใิ นชีวิตสมรสและครอบครัว

๕๒

ÀÒ¤ËÒŒ (¢ŒÍ ñ÷-òò)
ระบใุ หม กี ารจดั ตง้ั และกาํ หนดเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ นา ทข่ี องคณะกรรมการวา ดว ยการขจดั
การเลือกปฏบิ ัตติ อสตรี
ÀҤˡ (¢ÍŒ òó-óð)
วา ดวยการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลใชบงั คับ, การแกไ ข, การตั้งขอ สงวน, การระงบั
ขอ พิพาท และการเก็บรักษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา (อาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซยี และสเปน)
¢ÍŒ ¤ÇÃÌ٠:

z เพศตามอนุสัญญามเี พยี งสองเพศคอื ชายและหญงิ เทา นั้น
z อนุสัญญานี้มีเจตนารมณสูงสุดเพ่ือความเสมอภาคทางเพศในทุกมิติ ทั้งทางการเมือง
เศรษฐกจิ สังคม เพอื่ ใหผ ูห ญิงสามารถมชี วี ิตท่ีดี
¢ŒÍÁÙÅ»‚ òðñö ¢Í§ World Economic Forum ¨Ñ´Íѹ´Ñº»ÃÐà·È·èÕÁÕ¤ÇÒÁàÊÁÍÀÒ¤·Ò§à¾È
â´Â ñð Íѹ´ºÑ áá 䴌ᡋ : Iceland, Finland, Norway, Sweden, Rwanda, Ireland, Philippines,
Slovenia, New Zealand, Nicaragua
แหลง ขอ มลู : http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2016/top-ten/

¡¨Ô ¡ÃÃÁ

๑. จากสถติ ติ ามรปู ดา นลา งน้ี นสต. จะอธิบายประเดน็ ความเสมอภาคทางเพศอยา งไร

๒. ตามอนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติตอสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW)
ใหความสําคัญกับประเด็นความเสมอภาคทางการเมืองของสตรี นสต.คิดวาการท่ีใหผูหญิงมีสิทธิ
ทางการเมืองจะสงผลตอ ความเสมอภาคและการไมเลอื กปฏิบัติตอสตรีเชนไร อธบิ าย

๕๓

Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒμÍ‹ μŒÒ¹¡Ò÷ÃÁÒ¹áÅСÒû¯ºÔ μÑ ËÔ ÃÍ× ¡ÒÃŧâ·ÉÍè×¹·âèÕ Ë´ÃŒÒÂ
äÃÁŒ ¹ØÉ¸ÃÃÁ ËÃ×Íย่ําÂÕÈÑ¡´ìÈÔ ÃÕ

(Convention against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment
or Punishment : CAT)

¢ÍŒ ÁÅÙ ·ÇÑè ä» : ๑๐ ธ.ค. ๑๙๘๔
สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๒๖ มิ.ย. ๑๙๘๗
มผี ลบังคับใช ๑๖๙ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๒)
ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเน้ือหาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๓๓ ขอ
เน้ือหาประกอบดว ย

ÊÒÃÐสํา¤ÑÞ
ÀҤ˹§èÖ (¢ÍŒ ñ-ñö)
ใหความหมาย “การทรมาน” ไววาเปนการกระทําใดก็ตามโดยเจตนาที่ทําใหเกิดความ

เจ็บปวดหรือความทกุ ขท รมานอยางสาหสั รวมทง้ั การบังคบั ขเู ขญ็ ไมวา ทาง “กายภาพ” หรอื “จติ ใจ”
ตอ บคุ คลใดบคุ คลหน่งึ ดว ยมุงประสงคเพอ่ื ใหไ ดข อ มลู หรือคําสารภาพ

วัตถุประสงคของอนุสัญญาฉบับน้ี เพื่อใหแตละรัฐสรางมาตรการในการระงับยับยั้ง
การทรมาน รวมท้ังปองกันมิใหองคกร หรือเจาหนาที่รัฐกระทําการใดท่ีเปนการยุยง ยินยอม
รูเห็นเปนใจ ขมขู หรือบงั คบั ขเู ข็ญ

จัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพื่อสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐ
ตระหนักในการคุมครองสิทธิมนุษยชน หากเกิดการกระทําอันละเมิดตออนุสัญญาแลว ผูไดรับ
ความเสยี หายจากการทรมานควรจะตอ งไดร บั การชดเชย ฟน ฟู และเยยี วยาดว ย

ÀÒ¤Êͧ (¢ÍŒ ñ÷-òô)
ระบใุ หม กี ารจดั ตงั้ และขอ กําหนดหนา ที่ของคณะกรรมการตอตานการทรมาน
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ òõ-óó)
กลาวถงึ การบงั คบั ใช, การแกไ ขเพ่ิมเตมิ , การแกไ ขขอพิพาทในการตคี วาม, การบอกเลิก
อนสุ ญั ญาและการเก็บรกั ษาตน ฉบบั ทงั้ ๖ ภาษา
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ :

z หามการทรมาน ใหห มายถึง การหา มทรมานในทุกรปู แบบ และทกุ สถานการณ ไมวาจะใน
ภาวะสงคราม หรือสถานการณฉ ุกเฉินใดๆ ก็ตาม

z รัฐตองจัดใหมีการอบรมใหความรูแกบุคลากรผูรักษากฎหมาย เพ่ือสงเสริมใหเจาหนาท่ีรัฐ
ตระหนักในการคมุ ครองสิทธมิ นุษยชน

z หากเกิดการละเมิดโดยรัฐจะตอ งมกี ารเยยี วยา

๕๔

¡Ô¨¡ÃÃÁ

แบงกลุมรวมแสดงทัศนะ และออกมาแสดงความคิดเห็นหนาชั้นเรียน ในประเด็น
การซอมทรมานโดยเจาหนาท่ีรัฐที่ปรากฏมาอยางตอเน่ืองยาวนานในสังคมไทย การกระทําเชนนี้
เปนการละเมิดปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนและพันธะสัญญาระหวางประเทศ
ในประเดน็ ใดบา ง อธิบาย

๕๕

͹ØÊÞÑ ÞÒÇÒ‹ ´ŒÇÂÊ·Ô ¸àÔ ´ç¡ (Convention on the Rights of the Child : CRC)

¢ÍŒ ÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๒๐ พ.ย. ๑๙๘๙
สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๒ ก.ย. ๑๙๙๐
มผี ลบังคบั ใช ๑๙๖ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๒)
ประเทศทเ่ี ขารว มเปน ภาคี อารมั ภบท และเน้ือหาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๕๔ ขอ
เน้อื หาประกอบดว ย

ÊÒÃÐสาํ ¤ÞÑ
ÀҤ˹èÖ§ (¢ÍŒ ñ-ôñ)
กลา วถงึ สทิ ธขิ องเดก็ ในดา นตา งๆ ทรี่ ฐั พงึ เคารพและรบั รองใหน บั ตงั้ แตเ กดิ โดยไมค าํ นงึ ถงึ

เชอื้ ชาติ สีผวิ เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมอื ง ชาติกาํ เนดิ สถานภาพสังคม ทรพั ยส นิ
ความทพุ พลภาพ การเกดิ หรอื สถานะอนื่ ๆ ของเดก็ หรอื สทิ ธใิ นการอยรู ว มกบั บดิ า มารดา และหนา ที่
ของผปู กครองในการดูแลเดก็ รฐั ตอ งปองกนั การโยกยายเดก็ ออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย

รัฐตองใหความคุมครองในทุกๆ ดาน ท้ังทางสาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรม
กระบวนการยตุ ธิ รรม การเขา ถงึ และการรบั รขู อ มลู ขา วสาร รวมถงึ สทิ ธใิ นการไดร บั ขอ มลู ทห่ี ลากหลาย
แตกตางจากหลายกลุม การชมุ นุมสมาคม การเสนอความคดิ เห็นและแสดงออก

รัฐตองจัดใหมีระบบการบริหารจัดการ ระบบกฎหมาย ระบบการศึกษาท่ีจะปกปองเด็ก
จากการถูกทารุณทั้งรางกายและจิตใจ สิทธิในการขอลี้ภัย สิทธิเด็กชนกลุมนอยตองไมถูกปฏิเสธ
การทํางานท่ีปลอดภัยและตองระบุอายุข้ันตํ่า รัฐตองปกปองเด็กจากการกระทําใดๆ ท่ีคุกคาม
สวัสดิภาพของเดก็

ท้งั น้ีรัฐตอ งคํานงึ ถึงประโยชนสูงสุดของเด็กเปน สาํ คญั
ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ôò-ôõ)
วา ดว ยการปฏบิ ตั หิ นา ทขี่ องคณะกรรมการวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ , การเสนอรายงานของรฐั ภาค,ี
การสง เสรมิ การปฏิบัตติ ามอนสุ ัญญาอยา งมีประสิทธิภาพภายใตความรวมมอื ระหวางประเทศ
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ôö-õô)
การลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลบังคับใช, การแกไข, การตั้งและถอน ขอสงวน,
การบอกเลกิ และการเกบ็ รกั ษาตนฉบับทัง้ ๖ ภาษา
¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ :

z เด็กตามอนุสญั ญานีห้ มายถงึ ผูท่มี อี ายุต่ํากวา ๑๘ ป
z เด็กแตละคนแตละกลุมมีความแตกตางกัน ไมวาจากการเล้ียงดู การศึกษา ประสบการณ
ชีวิต จึงตองปฏบิ ตั กิ ับเดก็ แตละกลุม อยางแตกตางและเขา ใจ

๕๖

¡¨Ô ¡ÃÃÁ

แบง กลมุ นสต. กลมุ ละ ๑๐-๑๕ นาย เพ่ือแสดงทัศนะรวมกันในประเด็น
๑. ใหเสนอปญหาที่เก่ียวกับสิทธิเด็กมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหานั้น
และเสนอแนะนโยบายเพ่อื แกไขปญหาดงั กลา ว พรอ มออกมานาํ เสนออธิบายหนา ช้นั เรียน
๒. ในฐานะเจา หนา ทต่ี าํ รวจ หากตอ งปฏบิ ตั หิ นา ทใ่ี นกรณที ม่ี เี ดก็ เปน เหยอ่ื อาชญากรรม
หรอื แมแ ตเ ปน ผกู อ เหตุ ทา นมแี นวทางปฏบิ ตั อิ ยา งไรบา งเพอื่ ใหเ ปน ไปตามเจตนารมณแ หง อนสุ ญั ญา
วา ดว ยสิทธิเด็ก

๕๗

Í¹ÊØ ÑÞÞÒÇÒ‹ ´ÇŒ ¡ÒäŒØÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸¢Ô ͧáç§Ò¹Í¾Â¾áÅÐÊÁÒª¡Ô ¤Ãͺ¤ÃÑÇ

(International Convention on the Protection of the Rights of all Migrant
Workers and Members of their Families : ICMW)

¢ŒÍÁÙÅ·ÑÇè ä» : ๑๘ ธ.ค. ๑๙๙๐
สมัชชาใหญส หประชาชาตริ บั รอง ๑ ก.ค. ๒๐๐๓
มีผลบงั คับใช ๕๕ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๒)
ประเทศท่ีเขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และเนอื้ หาแบง เปน ๙ ภาค รวม ๙๓ ขอ
เนอ้ื หาประกอบดวย

ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ
ÀҤ˹§Öè (¢ÍŒ ñ-ö)
“แรงงานอพยพ” ในอนุสัญญาน้ีหมายถึง บุคคลที่เก่ียวของกับกิจกรรมที่มีคาตอบแทน

และตอ งอาศยั อยใู นประเทศอน่ื ทไี่ มใ ชป ระเทศบา นเกดิ ของตนเอง เนอ้ื หาครอบคลมุ ทง้ั ผทู เ่ี ปน แรงงาน
อพยพ ตลอดจนครอบครัว ซึ่งสมควรไดรับสิทธิในฐานะมนุษยอยางสมบูรณในทุกขั้นตอนตั้งแต
การเตรยี มการกอ นโยกยา ย (Preparation for migration), ผานทาง (Transit), อยอู าศัย (Entire
period of stay) และเดินทางกลับภมู ิลําเนา (Departure)

ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ ÷)
การไมเลือกปฏิบัติตอแรงงานอพยพและครอบครัว เหตุเนื่องจากความแตกตาง
ทางเชือ้ ชาติ ภาษา ศาสนา สผี วิ ความเช่อื เปน ตน
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ŒÍ ø-óõ)
กลาวถึงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่แรงงานอพยพและครอบครัวพึงไดรับ อาทิ สิทธิ
ในการโยกยาย, สิทธิในชีวิตและครอบครัว, สิทธิที่จะไมถูกทรมาน ไมถูกใชเปนทาส หรือบังคับใช
แรงงาน, เสรภี าพในความคดิ , เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ , สทิ ธคิ วามเปน สว นตวั , ความเชอื่ ทาง
ศาสนา, แรงงานอพยพและครอบครัว ไดรบั การปฏิบัติโดยเคารพในศักด์ิศรแี ละวัฒนธรรมทีแ่ ตกตาง,
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมท้ังการรักษาพยาบาล, สิทธิในการรวมกลุมสมาคม, สิทธิทาง
การศึกษา, บุตรของแรงงานอพยพควรไดรับสิทธิข้ันพื้นฐาน เชน การมีชื่อเสียงเรียงนาม การไดรับ
การรบั รองการเกิดและไดรบั สญั ชาต,ิ การไดรับการศกึ ษาสทิ ธทิ างการเงนิ ฯลฯ
ÀÒ¤ÊèáÕ ÅÐÀÒ¤ËÒŒ (¢ÍŒ óö-öó)
เปนสวนท่ีระบุถึงสิทธิอ่ืนๆ ของแรงงานอพยพและครอบครัวที่มีเอกสารครบถวน
หรอื เขา มาในสถานการณป กติ แรงงานอพยพและครอบครวั มสี ทิ ธเิ สรภี าพในการเคลอ่ื นยา ยภายในรฐั
และเลือกท่ีอยูอาศัยได, มีสิทธิในการรวมกลุม สมาคม, การเขารวมกิจกรรมทางสังคมและการเมือง
ของรฐั ทม่ี กี ารจา งงานได, การไดรับการคุมครองจากรฐั ท่เี ขา มาใชแรงงาน เปน ตน

๕๘

ÀҤˡ (¢ÍŒ öô-÷ñ)
การสงเสริมสภาพท่ีเปนธรรมแกแรงงานและครอบครัว รัฐกําหนดนโยบายท่ีเหมาะสม
แกแรงงานเพื่อนําไปสูการปฏิบัติ, รัฐควรรวมมือกันในการแกไขปญาหาการเคลื่อนไหว การจางงาน
คนงานอพยพท่ีลักลอบกระทําอยางผิดกฎหมาย, รัฐควรดําเนินการเพ่ือประกันวาสภาพการทํางาน
และความเปน อยูข องแรงงานอพยพและครอบครัวสามารถดาํ รงอยูในมาตรฐานทเี่ หมาะสม
หากมีความจําเปนรัฐควรอํานวยการในการสงศพของแรงงานหรือสมาชิกครอบครัว
ซึง่ เสียชีวติ กลบั รฐั ตนทาง
ÀÒ¤à¨ç´ (¢ÍŒ ÷ò-÷ø)
ใหรายละเอียดเก่ียวกับการจัดตั้ง และหนาที่ของคณะกรรมการวาดวยการปองกัน
สิทธิแรงงานอพยพและครอบครัว
ÀҤỴ (¢ÍŒ ÷ù-øô)
เนนยํ้าใหรัฐตองกําหนดกลไกภายใน เพื่อใหเปนไปตามความมุงหมายของอนุสัญญาฯ
ตลอดจนการทาํ สนธสิ ญั ญาระหวา งรฐั เพอ่ื เออื้ ใหเ กดิ การปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ธรรมและคาํ นงึ ถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชน
ของแรงงานอพยพและครอบครัว
ÀÒ¤à¡ŒÒ (¢ÍŒ øõ-ùó)
กลาวถึงการลงนามเขาเปน ภาค,ี การมผี ลบังคบั ใช, การแกไ ข, การตง้ั และถอนขอสงวน,
การบอกเลิกและการเกบ็ รกั ษาตนฉบับท้งั ๖ ภาษา
¢ŒÍ¤ÇÃÃÙŒ :

z ตามอนสุ ญั ญาน้ี แรงงานขา มชาตทิ ไ่ี ดร บั ความคมุ ครอง หมายถงึ แรงงานขา มชาติ ซง่ึ ทาํ ถกู ตอ ง
ตามกฎหมายเปน หลกั ทวาก็มคี วามมุงหมายทจ่ี ะทําใหปญ หาแรงงานขา มชาติทผ่ี ดิ กฎหมายหมดไป

¡Ô¨¡ÃÃÁ

นสต. แบงกลุมๆ ละ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเกี่ยวกับแรงงานอพยพ
และสมาชิกครอบครัวมาหน่ึงกรณี พรอมสาเหตุของปญหาน้ัน และเสนอแนะนโยบายเพ่ือแกไข
ปญหาดังกลา ว พรอมออกมานาํ เสนออธิบายหนาชน้ั เรียน

๕๙

͹ØÊÞÑ ÞÒNjҴŒÇÂÊÔ·¸Ô¢Í§¤¹¾Ô¡ÒÃ

(Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD)

¢ŒÍÁÙÅ·ÑèÇä» : ๑๓ ธ.ค. ๒๐๐๖
สมัชชาใหญส หประชาชาตริ ับรอง ๓ พ.ค. ๒๐๐๘
มีผลบงั คับใช ๑๘๑ ประเทศ (ขอมูลป ๒๕๖๒)
ประเทศทีเ่ ขา รว มเปนภาคี อารัมภบท และบทบัญญัติ รวม ๕๐ ขอ
เนอ้ื หาประกอบดว ย

ÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ
ภายใตอนุสัญญาฉบับนี้ “ผูพิการ” หมายถึง บุคคลท่ีบกพรองท้ังทางรางกาย จิตใจ

สตปิ ญญา หรอื ประสาทสัมผสั ในระยะยาว ซ่ึงกีดขวางการเขารวมกับสงั คมอยา งเตม็ ท่ี ดงั นัน้ รฐั ภาคี
จงึ มพี นั ธกรณที จี่ ะตอ งขจดั การเลอื กปฏบิ ตั ติ อ ผพู กิ ารในทกุ รปู แบบ เพอ่ื ใหผ พู กิ ารใชช วี ติ ไดอ ยา งปกตสิ ขุ

“การเลอื กปฏบิ ตั เิ พราะเหตแุ หง ความพกิ าร” หมายถงึ ความแตกตา งกดี กนั หรอื การจาํ กดั
บนพื้นฐานความพิการซึ่งมีความมุงประสงคหรือสงผลใหเปนการเสื่อมเสียการใชสิทธิมนุษยชน
และเสรีภาพขัน้ พืน้ ฐานรวมถึงการปฏิเสธการชว ยเหลือท่สี มเหตสุ มผล

รัฐควรคํานึงถึงเด็ก และสตรีพิการเพ่ือประกันวาคนเหลานี้จะสามารถไดรับการปฏิบัติ
โดยคํานงึ ถงึ สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขน้ั พ้นื ฐาน

ในเชิงโครงสรางสังคม รัฐตองกําหนดกฎหมาย มาตรการตางๆ ท่ีเหมาะสมเพื่อประกัน
การเขา ถึงและใชป ระโยชนใหแกผูพกิ าร สรางสภาพแวดลอ มทางกายภาพ เชน พฒั นาระบบคมนาคม
ขนสง ขอมูลขาวสารและการบริการสาธารณะใหเหมาะสม รัฐตองทําใหเกิดความเทาเทียมกัน
ของคนพิการในทางกฎหมาย เพิ่มโอกาสในการศึกษา การเขาทํางาน รักษาพยาบาล ประกันสิทธิ
และโอกาสที่จะมีสวนรวมทางการเมือง การเขาถึงกระบวนยุติธรรม สวนในระดับปจเจกชน
มงุ ใหคนท่ัวๆ ไปมเี จตคติทด่ี ีตอ ผูพกิ าร
¢ŒÍ¤ÇÃÌ٠:

z ผูพิการในอนุสัญญานี้กินความหมายกวาง โดยหมายความรวมทั้งผูพิการทางจิตใจ
และดา นพฒั นาการดวย

z เพ่อื ใหผ ูพ กิ ารไดใชช วี ิตไดอ ยา งปกตสิ ขุ
z เนนการลดอคติและสรางความเขาใจท่ีดตี อผพู ิการ

¡Ô¨¡ÃÃÁ

นสต. แบงกลุมๆ ๑๐-๑๕ นาย ใหเสนอปญหาท่ีเก่ียวกับสิทธิผูพิการมาหนึ่งกรณี
พรอมสาเหตุของปญหานั้น และเสนอแนะนโยบายเพื่อแกไขปญหาดังกลาว พรอมออกมานําเสนอ
อธบิ ายหนาชั้นเรียน

๖๐

Í¹ÊØ ÞÑ ÞÒNjҴnj ¡ÒäŒÁØ ¤ÃͧÁãÔ ËŒºØ¤¤Å¶Ù¡º§Ñ ¤ÑºãËŒÊÙÞËÒÂ

(International Convention for the Protection of All Persons from Enforced
Disappearance : ICPED)

¢ŒÍÁÅÙ ·ÑèÇä» : ๒๐ ธ.ค. ๒๐๐๖
สมชั ชาใหญส หประชาชาติรบั รอง ๒๓ ธ.ค. ๒๐๑๐
มผี ลบังคบั ใช ๖๒ ประเทศ (ขอมลู ป ๒๕๖๒)
ประเทศทเ่ี ขารวมเปนภาคี อารมั ภบท และเนอื้ หาแบง เปน ๓ ภาค รวม ๔๕ ขอ
เน้อื หาประกอบดวย

ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ
ÀҤ˹è§Ö (¢ÍŒ ñ-òõ)
ในทน่ี ้ี “การหายสาบสญู โดยถกู บงั คบั ” หมายถงึ การจบั กมุ กกั ขงั ลกั พาตวั หรอื การกระทาํ

ในรูปแบบอื่นใดท่ีเปนการลิดรอนเสรีภาพโดยเจาหนาท่ีของรัฐ บุคคลหรือกลุมบุคคลซ่ึงดําเนินการ
โดยไดรบั การอนุญาต การสนับสนุน หรอื การยอมรับโดยปริยายของรัฐ

ตามอนุสัญญาน้ี ไมสามารถที่จะอางสถานการณพิเศษใดๆ ไมวาจะเปนภาวะสงคราม
หรือสถานการณฉุกเฉินก็ตาม ซ่ึงใชมาเปนขออางไดเลย ท่ีสําคัญรัฐจะตองออกกฎหมายกําหนดให
การบังคับใหหายสาบสูญเปน ความผิดตามกฎหมาย

ÀÒ¤Êͧ (¢ŒÍ òö-óö)
วาดวยการจัดตั้ง และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวาดวยการหายสาบสูญ
โดยถูกบังคบั
ÀÒ¤ÊÒÁ (¢ÍŒ ó÷-ôõ)
เก่ียวกับการลงนามเขาเปนภาคี, การมีผลใชบังคับ, การแกไข, การระงับขอพิพาท
และการเกบ็ รักษาตนฉบับทงั้ ๖ ภาษา
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ :

z ใหค วามสาํ คัญตอ การกระทําของเจาหนาท่ีรฐั หรอื กระทําในนามของรัฐ ไมว าจะกระทําตอ
ประชาชนภายในรัฐหรอื ทม่ี าจากรัฐอ่ืนกต็ าม

¡Ô¨¡ÃÃÁ

การบังคับใหบุคคลสูญหายถือเปนการกระทําที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางไร
และใหเสนอมาตรการแกไ ขปญหานี้

๖๑

ÊÃØ»ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ¢Í§¾Ñ¹¸ÐÊÞÑ ÞÒÃÐËNjҧ»ÃÐà·È´ÒŒ ¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹·é§Ñ ù ©ºÑº :
z หามเลอื กปฏบิ ตั ิ (No discrimination)
z เปนพันธะของรฐั ภาคที ่จี ะตอ งสงเสรมิ และปกปอ งคมุ ครองสทิ ธิ
z รัฐมีหนาที่ทบทวนกฎหมาย ระเบียบ นโยบายเพื่อสงเสริมตอการสรางสิทธิ
ในแตละดา น
z ขา ราชการในฐานะกลไกหนงึ่ ของรฐั จงึ ตอ งตอบสนองตอ เจตนารมณแ หง พนั ธะสญั ญา
เหลาน้ีดว ยเชนกนั
z การรองเรียนเพ่ือใหมีผลบังคับทางกฎหมายระหวางประเทศในกรณีรัฐละเมิด
สิทธมิ นษุ ยชน ตองเปนการทีร่ ัฐไมแ กไ ขเยยี วยาเพราะถอื หลกั อธปิ ไตยของรฐั
z ณ ปจจุบัน รัฐไทยเขารวมเปนภาคีและใหสัตยาบันสนธิสัญญาระหวางประเทศ
ท่ีเก่ยี วขอ งกบั สทิ ธมิ นุษยชนจาํ นวน ๗ ฉบับ ไดแก
❍ อนุสัญญาวาดวยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ
(International Convention on the Elimination of all forms of Racial
Discrimination : ICERD)
❍ กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธทิ างการเมอื ง (International
Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)
❍ กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
(International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights :
ICESCR)
❍ อนสุ ัญญาวา ดวยการขจัดการเลอื กปฏบิ ัตติ อสตรใี นทกุ รูปแบบ (Convention
on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women
: CEDAW)
❍ อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดราย
ไรมนุษยธรรม หรอื ย่ํายศี กั ดิศ์ รี (Convention against Torture and other
Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT)
❍ อนสุ ัญญาวาดวยการสิทธิเดก็ (Convention on the Rights of the Child
: CRC)
❍ อนสุ ญั ญาวา ดว ยสทิ ธขิ องคนพกิ าร (Convention on the Rights of Persons
with Disabilities : CRPD)

๖๒

ʋǹÊûØ

ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)
เปน เอกสารทางประวตั ศิ าสตรใ นการวางรากฐานดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนฉบบั แรกของโลกและเปน พน้ื ฐานของ
กฎหมายระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนทมี่ อี ยใู นปจ จบุ นั ปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนเปน เพยี ง
ขอตกลงหรือการใหคําม่ันสัญญาของประเทศตางๆ ท่ีรวมกันกําหนดขอปฏิบัติในการใหการคุมครอง
สทิ ธิมนษุ ยชน จึงไมม ีสภาพบงั คับ ดงั นั้น การไดรบั ความคมุ ครองในเรอ่ื งสทิ ธมิ นษุ ยชนของประชาชน
ในประเทศตา งๆ จึงมีความแตกตางกนั ประเทศท่ีใหความสาํ คัญและยดึ ถือตามคาํ ม่นั สัญญา กส็ งผล
ใหป ระชาชนในประเทศนนั้ ไดร บั การคมุ ครองทส่ี มบรู ณต ามทตี่ กลงไว สว นประเทศทไ่ี มใ หค วามสาํ คญั
หรือไมยึดถือตามคํามั่นสัญญา ประชาชนของประเทศดังกลาวก็ไมไดรับการคุมครองที่สมบูรณตาม
ขอ ตกลง ตอ มาองคก ารสหประชาชาตจิ งึ ไดก าํ หนดรปู แบบการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนในรปู ของกฎหมาย
ระหวางประเทศวาดวยสิทธิมนุษยชน ซ่ึงมีสภาพบังคับในการปฏิบัติ จึงทําใหประชาชนของประเทศ
ที่เปนสมาชิกสหประชาชาติที่อยูในสภาพบังคับของกฎหมายดังกลาว ไดรับการคุมครองในเร่ืองสิทธิ
มนุษยชนที่สมบูรณและเต็มท่ี ตอมาจึงไดมีการกําหนดการคุมครองสิทธิมนุษยชนท่ีมีสภาพบังคับ
ในรปู ของขอ ตกลงระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชน ประเทศทเี่ ขา เปน สมาชกิ จะตอ งถอื ปฏบิ ตั ติ าม
ขอ ตกลงโดยเครง ครดั ถา ไมป ฏบิ ตั ติ ามกจ็ ะถกู ลงโทษ ปจ จบุ นั สหประชาชาตไิ ดม มี ตริ บั รองสนธสิ ญั ญา
สิทธิมนษุ ยชนระหวา งประเทศ จาํ นวน ๙ ฉบับ ดังกลา วแลว

àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§

ÊË»ÃЪҪÒμÔ : Ê¹Ñ μÀÔ Ò¾¡Ñº¡ÒþѲ¹Ò. เน่อื งในวาระครบรอบ ๕๐ ป ของการสถาปนาองคก าร
สหประชาชาติ, กรุงเทพฯ : โรงพิมพเทคนคิ , (๒๕๓๘) หนา ๘๐.

Office of the high Commissioner for Human Rights, Human Rights A Basic Handbook
for UN Staff. สบื คนเม่อื ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
จาก http://www.mohchr.org/Documents/Publications/HRhandbooken.pdf.

United Nations, Human Rights Day. สืบคน เม่ือ ๒๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙
จาก http://www.un.org/en/events/humanrightsday.

UN Welcomes 193rd Member State, United Nations Regional Information Centre
for Western Europe. สืบคน เมื่อ ๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙
จาก http://www.unric.org/en/latest-un-buzz/26841-un-welcomes-193rd-
member-state.

๖๓

º··èÕ ô

ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰä·Â

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

๑. อธบิ ายสาระสําคญั ของรัฐธรรมนญู ทเี่ ก่ียวเน่อื งกบั ประเดน็ สทิ ธมิ นษุ ยชน
๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครอง
สทิ ธมิ นษุ ยชน
๓. อธบิ ายความสําคญั ขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธิมนุษยชนของรัฐไทย

á¼¹¡ÒÃÊ͹»ÃÐจํา˹‹ÇÂ

ÇªÔ Ò สิทธิมนษุ ยชน
˹‹Ç·èÕ ô สทิ ธิมนุษยชนในรัฐไทย
μ͹·Õè

๔.๑ พัฒนาการสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย
๔.๒ รฐั ธรรมนญู
๔.๓ แผนสิทธิมนษุ ยชนแหง ชาติ
๔.๔ องคก รคมุ ครองสทิ ธิ

á¹Ç¤Ô´
๑. เพื่อใหผูเรียนเขาใจถึงความเช่ือมโยงระหวางการเคลื่อนไหวในประเด็น

สิทธิมนุษยชนระดับสากลท่ีสงผลตอการปรับตัวภายในประเทศเพื่อตอบสนองตอหลักการเร่ือง
สทิ ธมิ นุษยชน

๒. เพอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามรคู วามเขา ใจถงึ กลไกสาํ คญั ภายในประเทศในสว นทเี่ กย่ี วขอ งกบั
การใหความคมุ ครองสิทธมิ นษุ ยชน

ÇμÑ ¶Ø»ÃÐʧ¤
เมื่อ นสต. ไดเรียนรูหนวยที่ ๔ แลว นสต. สามารถ
๑. อธบิ ายสาระสาํ คัญของรฐั ธรรมนูญที่เกี่ยวเน่ืองกับประเด็นสทิ ธิมนุษยชน
๒. อธิบายความสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการวางแนวทางพัฒนา คุมครอง

สิทธิมนษุ ยชน
๓. อธบิ ายความสําคัญขององคกรหลักในการคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนของรฐั ไทย

๖๔

¡¨Ô ¡ÃÃÁÃÐËNjҧàÃÂÕ ¹
๑. ศึกษาเอกสารการสอน ตอนที่ ๔.๑-๔.๔
๒. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมตามทไี่ ดร บั มอบหมายในเอกสารการสอนแตล ะตอน

Ê×èÍ¡ÒÃÊ͹
๑. เอกสารการสอน
๒. Power Point

¡ÒûÃÐàÁÔ¹¼Å
ประเมินผลจากมสี วนรว มและแสดงความคิดเห็น

๖๕

μ͹·èÕ ô.ñ
¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¢Í§ÃѰä·Â

ËÇÑ àÃÍè× §
๔.๑ พฒั นาการสิทธมิ นษุ ยชนของรัฐไทย

á¹Ç¤Ô´
สําหรับประเทศไทยมีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่สอดคลองไปกับความเปล่ียนแปลง

ของกระแสสิทธิมนุษยชนของโลกเชนเดียวกัน โดยมีชวงเวลาต้ังแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษา
สันติภาพของโลก คอื สหประชาชาติ (United Nations) เปน จดุ สําคัญในการจัดระเบยี บรัฐใหเปน ไป
ตามหลักการสทิ ธิมนุษยชนสากล
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

เมอื่ นสต. ไดเรียนรูหนวยท่ี ๔.๑ แลว นสต. สามารถอธิบายพัฒนาการสิทธมิ นุษยชน
ของรัฐไทยไดอ ยางถูกตอง

¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§Ã°Ñ ä·Â
แมวาโดยรากฐานของแนวคิด “สทิ ธิมนษุ ยชน” จะมาจากฝากฝง โลกตะวันตกซ่ึงสามารถ
อธิบายยอนกลับไปไดถึงปรัชญาเกาแกในยุคกรีกอยางเร่ือง “สิทธิมนุษยชน” (Natural rights)
ท่ีมองวา มนษุ ยทกุ คนมสี ทิ ธบิ างอยา งตดิ ตัวต้ังแตถอื กําเนิดข้นึ มา ดังท่ีอธบิ ายไวในบทท่ีหนง่ึ แนวคดิ
“สิทธิธรรมชาติ” คอยๆ ไดรับการรับรูและขยายวงกวางตามชวงสมัยแหงพัฒนาการของสังคมโลก
จนเหน็ ผลอยา งเปน รูปธรรม และไดพฒั นาสูค วามเปนสากลในปจ จบุ นั
สําหรับประเทศไทยเองก็มีพัฒนาการดานสิทธิมนุษยชนที่คอนขางสอดคลองไปกับ
ความเปลยี่ นแปลงของโลกเชน เดยี วกนั ถงึ กระนนั้ ตอ งเขา ใจกอ นวา ประเดน็ เรอ่ื ง “สทิ ธ”ิ ในประวตั ศิ าสตรไ ทย
มีความเปนมายาวนาน แตเปนสิทธิที่ไดมาและมีอยูตามฐานะและยศถาบรรดาศักด์ิ ซ่ึงลักษณะ
เชนนี้มีฐานความคิดตางไปจากอุดมการณ “สิทธิมนุษยชน”อยางไรก็ดี พัฒนาการเร่ืองสิทธิใน
สังคมไทยมีมาตอเนื่อง โดยเฉพาะการรับรูในอุดมการณ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของกลุม
คนรุนใหมที่มีอิทธิพลตอสังคม และใหความสําคัญกับกลุมสามัญชนมากข้ึน จึงเกิดการเรียกรอง
ความเปล่ียนแปลงเชิงโครงสราง เพื่อเปล่ียนผานไปสูสังคมที่ใหความหมายตอสิทธิความเปนมนุษย๑
แมจ ะยงั ไมมลี กั ษณะสมบรู ณต ามคติตะวนั ตก แตก ็ไดส รางความเปล่ียนแปลงแกสงั คมไทยอยไู มนอย

๑ สรปุ จาก ธเนศ อาภรณสุวรรณ, กาํ เนดิ และความเปน มาของสทิ ธิมนษุ ยชน, (กรงุ เทพฯ: โครงการจดั พิมพคบไฟ, ๒๕๔๙),
หนา ๑๕-๕๘.

๖๖

บทน้ีมุงนําเสนอภาพความเปล่ียนแปลงของ “รัฐไทย” ภายใตกระแสสิทธิมนุษยชนโลก
โดยใชชวงเวลาตั้งแตการเขาเปนสมาชิกองคการรักษาสันติภาพของโลก คือ สหประชาชาติ
(United Nations) เปนจุดเร่ิมตนการอธิบาย๒ เนื่องดวยเปนชวงเวลาท่ีแนวคิดสิทธิมนุษยชน
ถูกกระจายไปในวงกวางและไดรับการรับรองในระดับนานาชาติ ประกอบกับการจัดทําสนธิสัญญา
ระหวา งประเทศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนหลายฉบบั ทปี่ ระเทศไทยเองไดเ ขา รว มเปน ภาคี ในสว นตอ ไปจงึ เนน
พจิ ารณาผลการดาํ เนินการของรฐั ไทยในการวางกรอบ กลไก กติกาภายในประเทศท่เี ปน การสงเสริม
สนับสนนุ และปองกันไมใ หเกดิ การละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนในดานตา งๆ ตามหลักสากลเปน สาํ คญั

¾Ñ²¹Ò¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹¢Í§ÃѰä·Â
พัฒนาการความกาวหนาของสังคมมีผลตอการใหคุณคาตอ “คน” เปลี่ยนผันไป
เปนท่ที ราบกันดีวาในอดีต รฐั ไทยมกี ารจดั วางชนชน้ั ทางสงั คมท่ีลดหล่นั เหล่ือมลํ้า เชน เจา ขนุ มูลนาย
ไพรทาส การขยับชนช้ันไมใชเร่ืองงายเทากับยอมรับในชะตาชีวิตของตนเอง มโนทัศนเร่ือง “สิทธิ”
ยงั ไมอยใู นความรบั รูข องสงั คมคนสวนใหญ
วาทกรรมเรื่อง “สิทธิของบุคคล” และ “สิทธิธรรมชาติ” เกิดในภายหลังเม่ือมีกลุมคน
ท่ไี ดรับการศึกษาจากตะวันตก มีแนวคิดปฏิเสธระบบไพร และมีโลกทัศนสมัยใหมที่เปนวิทยาศาสตร
มากข้ึน คนเหลานี้มักเขามาทํางานในแวดวงนักเขียน งานหนังสือพิมพ และในระบบราชการ
ความเปลี่ยนแปลงสําคัญเร่ิมชัดเจนข้ึนเร่ือยมาต้ังแตสมัยรัชกาลท่ี ๔ เม่ือภูมิปญญาแบบตะวันตก
ขยายวงกวา ง เกดิ การใหค ณุ คา บนฐานทเ่ี ทา เทยี มแก “ปจ เจกบคุ คล” โดยมกี ฎหมายรบั รองอยา งชดั เจน
ตวั อยา งเชน เกดิ กฎหมายอาญา หากกระทาํ ผดิ ตอ งไดร บั โทษ เทยี บกบั กฎหมายเกา นน้ั ถา ผกู ระทาํ ผดิ
เปน บคุ คลในระดบั ชน้ั ยศหรอื มศี กั ดนิ าทส่ี งู กวา เชน มลู นายกระทาํ ตอ ทาสยงั ไมถ อื วา เปน การกระทาํ ผดิ
ในทันใด๓ ราษฎรเริ่มตระหนักถึงบทบาทและความสําคัญของตนข้ึนเรื่อยๆ นําไปสูการบั่นทอน
ความเชอ่ื เดมิ เรอื่ ง “ชาตกิ าํ เนดิ ” ทว่ี า คนเกดิ มามบี ญุ บารมไี มเ ทา กนั จงึ ตอ งกม หนา ยอมรบั ในชะตากรรม
ในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ดวยตองปรับปรุงประเทศใหมีความเปนอารยะเพื่อตอบโต
การคืบคลานเขามาของลทั ธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม หลายแนวคิดตามคติตะวันตกกลายเปนกระแสท่ีกอใหเ กิด
การเปล่ียนแปลงตามมา เชน เปล่ียนการพิจารณาคดีตามหลักจารีตมาสูการอางอิงหลักฐานและ
พยานมากขนึ้ ปองกนั ไมใ หเจาหนา ทลี่ ุแกอ ํานาจ๔

๒ ประเทศไทยเขาเปนสมาชิกสหประชาชาตลิ าํ ดับท่ี ๕๕ เม่อื วันท่ี ๑๖ ธนั วาคม ๒๔๘๙ ภายหลังสหประชาชาตกิ อ ตง้ั ๑ ป
เหตุผลที่ใชในการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติเปนจุดเร่ิมตนอธิบายสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เน่ืองจากเปน
ชวงเวลาท่ีสิทธิมนุษยชนถูกทําใหเปนประเด็นสากลและไดรับการกลาวถึงในระดับนานาชาติ ประกอบกับมีกลไกระดับ
นานาชาติเกิดขึ้นมากมายเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ กอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญนี้ ทําใหรัฐไทยตองปรับตัว
และสรางความเปลย่ี นแปลงภายในรัฐอยางมากดว ยเชน เดยี วกนั

๓ ธเนศ อาภรณส ุวรรณ, อางแลว หนา ๗๙-๘๓.
๔ ธเนศ อาภรณสวุ รรณ, เพ่ิงอา ง, หนา ๙๖-๙๙.

๖๗

การขยายตัวของแนวคิด “สิทธิมนุษยชน” ในกรณีของไทยในชวงแรกจึงเปนลักษณะ
ของการตอตา นหรอื ตอ งการลดทอนอํานาจรฐั เพอ่ื ใหกระจายอํานาจลงสูป ระชาชนมากยิ่งขน้ึ เพอื่ ให
ราษฎรทกุ คนมีสิทธิและเสรภี าพ และมีฐานะเปนเจาของประเทศรวมกัน ดังปรากฏชดั เจนในประกาศ
ของคณะราษฎรฉบับท่ี ๑ เมอ่ื วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕๕

การปฏิวัติเปล่ียนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ถือเปนชวงเวลาสําคัญของสิทธิ
มนุษยชนไทย ทําใหราษฎรไดเขาถึงสิทธิเสรีภาพชนิดที่ไมเคยมีมากอน ดังท่ีระบุวา “...ราษฎรจะได
รับความปลอดภยั ทกุ คนจะตองมีงานทํา ไมตองอดตาย ทกุ คนจะมสี ิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพน
จากการเปน ไพร เปน ขา เปนทาส พวกเจา ...”

อยางไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงขนานใหญของสังคมไทยตอประเด็น “สิทธิมนุษยชน”
เกิดภายหลังการเขาเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติแลว เพราะเทากับยอมรับในหลักการสําคัญ
ของสหประชาชาติ น่ันคอื การรักษาสันตภิ าพ ความสงบสขุ และการเคารพในศักดิ์ศรคี วามเปนมนุษย
ทาํ ใหร ฐั ไทยตอ งปรบั ตวั และสรา งกลไกในประเทศเพอื่ สอดคลอ งกบั เจตนารมณข ององคก รในฐานะชาติ
สมาชิก

การประกาศใชปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of
Human Rights) เมือ่ วันที่ ๑๐ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๔๘ เปนการทาํ ใหนิยามสทิ ธมิ นุษยชนทค่ี อ นขาง
เปนนามธรรมมีความชัดเจนยิ่งข้ึน แนวทางปฏิบัติของอนุสัญญาระหวางประเทศดานสิทธิมนุษยชน
หลายๆ ฉบับท่ีออกตามมา ประเทศสมาชิกองคการสหประชาชาติจากท่ัวทุกมุมโลก รวมทั้งรัฐไทย
ที่เขารวมเปนภาคีจึงตองขอขยับขยายบทบาทในประเทศเพ่ือแสดงวาไดนําหลักการสิทธิมนุษยชน
มาใชใ นทางปฏบิ ัติ

นอกจากปฏญิ ญาสากลวา ดว ยสทิ ธมิ นษุ ยชนแลว สนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศทเ่ี กย่ี วขอ ง
กับสิทธิมนุษยชนโดยการรับรองของสหประชาชาติฉบับสําคัญท่ีประเทศไทยเขารวมเปนภาคี และให
สัตยาบันมจี ํานวนทงั้ ส้นิ ๗ ฉบับ ไดแก

๕ ขา ราชการ ทหาร และพลเรอื นระดบั กลางจาํ นวน ๑๐๒ คน ในนามของ “คณะราษฎร” ไดท าํ การยดึ อาํ นาจจากพระบาทสมเดจ็
พระปกเกลา เจา อยหู วั รชั กาลที่ ๗ เพอ่ื เปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยไ ปสรู ะบอบประชาธปิ ไตย
และออกประกาศคณะราษฎรฉบับท่ี ๑ และวางหลัก ๖ ประการ ดังน้ี
๑. จะตอ งรักษาความเปนเอกราชท้งั หลายของประเทศไวใหม น่ั คง
๒. จะตอ งรกั ษาความปลอดภยั ภายในประเทศ
๓. ตองบํารุงความสขุ สมบรู ณข องราษฎรในทางเศรษฐกิจ
๔. ตอ งใหราษฎรมีสิทธเิ สมอภาคกนั (ไมใ ชพวกเจามีสทิ ธิย่งิ กวาราษฎรเชน ท่เี ปน อยนู )้ี
๕. จะตอ งใหราษฎรไดมีเสรีภาพ มีความเปน อิสระ
๖. จะตองใหก ารศึกษาอยา งเตม็ ทแี่ กราษฎร
สรุปจากธเนศ อาภรณส ุวรรณ, หนา ๙๖-๙๙.

๖๘

๑. อนุสญั ญาวาดว ยการขจดั การเลอื กปฏิบตั ติ อ สตรใี นทกุ รูปแบบ เปนภาคี ๙ ส.ค.๒๕๒๘
(Convention on the Elimination of All Forms of บงั คับใช ๘ ก.ย. ๒๕๒๘
Discrimination against Women : CEDAW)

๒. อนุสัญญาวา ดว ยสทิ ธเิ ดก็ เปน ภาคี ๒๗ ม.ี ค. ๒๕๓๕
(Convention on the Rights of the Child : CRC) บงั คบั ใช ๒๖ เม.ย. ๒๕๓๕

๓. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดวยสิทธพิ ลเมอื งและสิทธิทางการเมอื ง เปน ภาคี ๒๙ ต.ค. ๒๕๓๙
(International Covenant on Civil and Political Rights : บังคบั ใช ๓๐ ม.ค. ๒๕๔๐
ICCPR)

๔. กตกิ าระหวา งประเทศวา ดว ยสทิ ธิ ทางเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม เปน ภาคี ๕ ก.ย. ๒๕๔๒
(International Covenant on Economic, Social and Cultural บงั คับใช ๕ ธ.ค. ๒๕๔๒
Rights : ICESCR)

๕. อนสุ ัญญาวาดว ยการขจัดการเลอื กปฏิบัติทางเชอื้ ชาติ เปน ภาคี ๒๘ ม.ค. ๒๕๔๖
ในทกุ รูปแบบ บังคับใช ๒๗ ก.พ. ๒๕๔๖
(International Convention on the Elimination of All Forms
of Racial Discrimination : ICERD)

๖. อนุสัญญาตอตานการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น เปนภาคี ๒ ต.ค. ๒๕๕๐
ทีโ่ หดรา ย ไรม นุษยธรรม หรือยา่ํ ยศี กั ดศ์ิ รี บงั คบั ใช ๑ พ.ย. ๒๕๕๐
(Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman
or Degrading Treatment or Punishment : CAT)

๗. อนสุ ญั ญาวาดว ยสิทธขิ องคนพิการ เปนภาคี ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๑
(Convention on the Rights of Persons with Disabilities บงั คบั ใช ๒๘ ส.ค. ๒๕๕๑
: CRPD)

การเปนสมาชิกองคการสหประชาชาติ และการเขารวมภาคีสนธิสัญญาระหวางประเทศ
ขางตน การเขารวมประชุมระดับนานาชาติตางๆ ลวนเปนสวนสําคัญผลักดันใหมีความเปลี่ยนแปลง
ภายในประเทศในประเดน็ ดา นสทิ ธมิ นษุ ยชนในระดบั โครงสรา งหลายมติ ิ อาทิ บทบญั ญตั ใิ นรฐั ธรรมนญู ,
แผนสิทธมิ นษุ ยชนแหง ชาต,ิ การตรา แกไ ข และเพิ่มเตมิ กฎหมายหลายฉบับ เพื่อใหส อดคลองเปน ไป
ตามมาตรฐานสากลมากยิง่ ขึน้
¡¨Ô ¡ÃÃÁ

ประเทศไทยไดยอมรับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลในรูปแบบใด และสงผลตอประเทศ
อยางไรบา ง

๖๙

μ͹·èÕ ô.ò
ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ

ËÇÑ àÃÍ×è §
๔.๒ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย

á¹Ç¤´Ô
รัฐธรรมนูญถือเปนกติกาสูงสุดของประเทศในการกําหนดกรอบนโยบาย กฎหมาย

กฎระเบยี บตา งๆ ดงั นน้ั เนอื้ หาและเจตนารมณแ หง รฐั ธรรมนญู จงึ มคี วามสาํ คญั อยา งยง่ิ ตอ การสง เสรมิ
และสนบั สนนุ สทิ ธิมนษุ ยชนใหเปนรปู ธรรม
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

เม่ือ นสต. ไดเ รยี นรหู นว ยท่ี ๔.๒ แลว นสต. สามารถ
อธิบายความสําคญั ของรัฐธรรมนญู ตอการสง เสรมิ แนวคดิ สทิ ธิมนษุ ยชน
Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÞÙ áË‹§ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â
หากถามวา “สทิ ธมิ นษุ ยชน” ไดร บั การรบั รองชดั แจง โดยกฎหมายทมี่ สี ถานะสงู สดุ เปน ครงั้ แรก
เมื่อใดน้ัน คงตองหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ขึ้นมาพิจารณากอน จากน้ันจึงคอยกลาวถึง
รัฐธรรมนูญฉบบั ป ๒๕๕๐ และรฐั ธรรมนูญฉบบั ปจจุบัน พ.ศ.๒๕๖๐
Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞáË‹§ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõôð
กาํ เนิดขึน้ บนแนวคดิ “ปฏริ ปู การเมือง” (Political reform) ประชาชนเขา มามสี วนรวม
ในกระบวนการยกรางรัฐธรรมนูญมากมายอยางท่ีไมเคยมีมากอน จนไดรับการกลาวถึงวาเปน
“รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” รัฐธรรมนูญฉบับนี้นับเปนรัฐธรรมนูญฉบับท่ี ๑๖ ของไทย ประกาศใช
เมอื่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ มที ง้ั สน้ิ ๓๓๖ มาตรา
ความโดดเดน ในดานสิทธิมนษุ ยชนของรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ คอื
๑. คําปรารภมีขอความชัดเจนระบุวา “รัฐธรรมนูญฉบับน้ีมีสาระสําคัญเพื่อสงเสริม
คุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใหประชาชนมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบ
อํานาจรฐั มากข้นึ ”
๒. ท่ีสําคัญมีการใชคําวา “ศักด์ิศรีความเปนมนุษย” (มาตรา ๔ หมวดท่ัวไป) อันเปน
หลักการสําคัญของสิทธิมนุษยชนเปนครั้งแรกในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย๖ จึงถือเปนเจตนารมณ

๖ คําวาศักดิ์ศรีความเปนมนุษยถูกระบุคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญคร้ังแรกของโลก คือ รัฐธรรมนูญเยอรมัน ซ่ึงมีประวัติศาสตร
อันเจ็บปวดจากการเขนฆาชีวิตผูคนในชวงสงครามโลกครั้งท่ีสอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองส้ินสุด เยอรมันรางรัฐธรรมนูญ
ฉบบั ๑๙๔๙ (หา ปใ หห ลงั จากสงครามสนิ้ สดุ ) ไดบ ทบญั ญตั ใิ นมาตรา ๑ วา ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ยเ ปน สงิ่ ทไี่ มอ าจลว งละเมดิ ได
เปนภาระหนาท่ีของรัฐที่จะตองใหความเคารพและใหความคุมครองตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษย, บรรเจิด สิงคะเนติ,
หลักพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธเิ สรีภาพ และศักด์ศิ รีความเปน มนษุ ย, (กรงุ เทพฯ : วญิ ูชน, ๒๕๕๘), หนา ๘๖-๘๗.

๗๐

ของรฐั และเปน ขอ ผกู พนั ของรฐั ทจี่ ะตอ งใหค วามคมุ ครองตอ ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ย พจิ ารณาเพม่ิ เตมิ
ไดจากมาตรา ๒๖ บัญญัติวา “การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกร ตองคํานึงถึงศักด์ิศรี
ความเปน มนษุ ย สทิ ธิ และเสรีภาพ...”

๓. ในสวนของเนื้อหามีการประกันสิทธิเสรีภาพใหมๆ ไวเปนจํานวนมาก รัฐธรรมนูญ
สง เสรมิ คมุ ครองเสรภี าพในดา นตา งๆ ของประชาชน โดยเฉพาะอยา งยงิ่ สทิ ธมิ นษุ ยชนขน้ั พน้ื ฐานกาํ หนด
ใหช ายและหญงิ มีสทิ ธิเทา เทยี มกนั (มาตรา ๓๐), สิทธใิ นกระบวนการยตุ ธิ รรมมเี นื้อหาใหมๆ ที่บรรจุ
เขา มา เชน ในคดอี าญาหา มจบั เม่อื ไมม หี มายศาล และเจาหนาทตี่ อ งนาํ ตัวผูถ กู จับสง ศาลภายใน ๔๘
ชว่ั โมง (มาตรา ๒๓๗), ในคดอี าญาผตู อ งหาหรอื จาํ เลยยอ มมสี ทิ ธไิ ดร บั การสอบสวน หรอื พจิ ารณาคดี
ดวยความรวดเรว็ ตอเนอ่ื ง และเปน ธรรม (มาตรา ๒๔๑)

๔. มีองคกรคุมครองสิทธิที่ถูกจัดต้ังขึ้นมาใหมจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิ
ศาลปกครอง พิจารณาคดีพิพาทเนื่องจากการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย การออกกฎ คําส่ัง
โดยไมชอบดวยกฎหมาย, ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยขอขัดแยงระหวางรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่น,
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (ชื่อในขณะนั้น) พิจารณาและสอบสวนขอเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติ
หนาที่ของเจาหนาท่ีรัฐทุกระดับวาไมปฏิบัติตามกฎหมายหรือกอใหเกิดความเสียหายแกประชาชน
โดยไมเปนธรรม, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการ
ละเลยการกระทาํ ท่เี ปนการละเมดิ สิทธมิ นุษยธรรม

ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÞá˧‹ ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â ¾Ø·¸ÈÑ¡ÃÒª òõõð
รัฐธรรมนูญฉบับน้ีถือเปนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่ผานกระบวนการออกเสียง
ประชามติ เมอ่ื วันท่ี ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๕๐ มผี ลใชบังคบั เมอ่ื ๒๔ สงิ หาคม ๒๕๕๐ รวมจํานวน ๓๐๙
มาตรา เนอื้ หาโดยรวมสว นใหญย งั คงอา งองิ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ป ๒๕๔๐ ทวา มบี างสว นทไ่ี ดร บั การแกไ ข
ขนานใหญ
ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ ·Õ蹋Òʹã¨à¡èÂÕ Ç¡ÑºàÃ×Íè §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹ã¹ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ºÑº¹Õé 䴌ᡋ
๑. “หมวดสทิ ธแิ ละเสรภี าพของชนชาวไทย” (หมวด ๓) นบั เปน หนง่ึ ในความเปลย่ี นแปลง
ใหญข องเนอ้ื หาในรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๕๐ โดยถกู แบง หมวดหมแู ยกประเดน็ สทิ ธแิ ละเสรภี าพออกเปน
๑๓ สวน เพ่อื ใหชัดเจนและงา ยตอการทําความเขา ใจของประชาชนทว่ั ไป๗
๒. รฐั ธรรมนญู นย้ี งั มกี ารบญั ญตั ศิ พั ทใ หมใ นเนอ้ื หาเปน ครง้ั แรก ซงึ่ เกยี่ วโยงและสง เสรมิ
หลกั ปฏบิ ตั เิ พอื่ คมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนอยอู ยา งมาก เชน คาํ วา “หลกั นติ ธิ รรม” (มาตรา ๓, มาตรา ๗๘)
และคาํ วา “หลกั ธรรมาภบิ าล” (มาตรา ๗๔, มาตรา ๘๔)

๗ เชน หมวด ๓ สิทธเิ สรีภาพของชนชาวไทย แบงออกเปน ๑๓ สว น เร่มิ จาก บทท่ัวไป (มาตรา ๒๖-๒๙), ความเสมอภาค
(มาตรา ๓๐-๓๑), สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล (มาตรา ๓๒-๓๘), สิทธิในกระบวนการยุติธรรม (มาตรา ๓๙-๔๐),
สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ (มาตรา ๔๑-๔๒), สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการประกอบอาชพี (มาตรา ๔๓-๔๔), เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็
ของบุคคลและสื่อมวลชน (มาตรา ๔๕-๔๘), สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา (มาตรา ๔๙-๕๐), สิทธิและเสรีภาพในการ
ไดร บั การบรกิ ารสาธารณสขุ และสวสั ดกิ ารจากรฐั (มาตรา ๕๑-๕๕), สทิ ธใิ นขอ มลู ขา วสารและการรอ งเรยี น (มาตรา ๕๖-๖๒),
เสรภี าพในการชุมนมุ และสมาคม (มาตรา ๖๓-๖๕), สิทธชิ มุ ชน (มาตรา ๖๖-๖๗), สทิ ธพิ ิทกั ษรัฐธรรมนญู (มาตรา ๖๘-๖๙)
เปน ตน

๗๑

๓. มกี ารระบปุ ระเดน็ สทิ ธเิ สรภี าพใหมๆ เขา มาในรฐั ธรรมนญู ดว ย เชน มาตรา ๕๕ ระบวุ า
บุคคลซึ่งไรท่ีอาศัยและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือที่เหมาะสม
จากรัฐ, ใหสิทธิอํานาจแกพลเมืองมากข้ึน เชน มีการเปดโอกาสใหประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เขาช่ือ
เพ่ือเสนอขอแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได ตามมาตรา ๒๙๑ และลดจํานวนเพ่ือมีสิทธิเสนอชื่อแกไข
กฎหมายลงเหลอื จาก ๕๐,๐๐๐ ชอื่ เหลอื เพียง ๑๐,๐๐๐ คน ดงั ระบใุ นมาตรา ๑๖๓

ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ á˧‹ ÃÒªÍÒ³Ò¨¡Ñ Ãä·Â©ººÑ ªèÑǤÃÒÇ ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõõ÷
มีเพยี ง ๔๘ มาตรา บทบญั ญตั ิวา ดวยสิทธเิ สรภี าพ และประเด็นเกยี่ วกบั สิทธมิ นุษยชน
ถกู กําหนดไวใ นมาตรา ๔ มาตราเดียว โดยมีขอ ความวา “ภายใตบังคับบทบญั ญตั แิ หงรัฐธรรมนูญน้ี
ศกั ดิ์ศรีความเปนมนุษย สทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยไดรับการคุม ครอง
ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
และตามพันธกรณีระหวางประเทศที่ประเทศไทยมีอยูแลว ยอมไดรับการคุมครองตามรัฐธรรมนูญนี้”
เน้ือหาที่เกี่ยวของกับสิทธิเสรีภาพจึงถูกลดทอนลงเปนอยางมาก และถูกผนวกรวมใหเหลือเพียง
มาตราเดยี วเทา น้ัน ซึ่งยอมกอ ใหเกิดความคลมุ เครอื ในการใชการตีความได แตถ งึ กระนั้น รฐั กต็ องให
ความใสใจตอสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐาน และยืนยันดวยลายลักษณอักษรวาพันธกรณีระหวางประเทศ
ดานสิทธิมนษุ ยชนที่ไทยเคยเขา รวมยังจะตองไดรับความคุม ครองตอ ไป
Ã°Ñ ¸ÃÃÁ¹ÙÞá˧‹ ÃÒªÍҳҨѡÃä·Â ¾·Ø ¸ÈÑ¡ÃÒª òõöð
รัฐธรรมนูญฉบบั ท่ี ๒๐ ของประเทศไทยทผี่ านการลงประชามตเิ หน็ ชอบรางรัฐธรรมนูญ
ท่ีรางขึ้นโดยคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และมีผลประกาศใชเม่ือ ๖ เมษายน ๒๕๖๐
ดวยเนื้อหาทง้ั สิ้นจาํ นวน ๒๗๙ มาตรา
ÊÒÃÐÊÒí ¤ÑÞ·Õ蹋Òʹã¨à¡ÕèÂÇ¡ºÑ àÃ×Íè §ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ã¹ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÞÙ ©ºÑº¹Õé 䴌ᡋ
๑. ระบหุ ลกั การสําคญั ของสทิ ธิมนุษยชน ไวในมาตรา ๔ ซึ่งระบุวา “ศักดิศ์ รีความเปน
มนุษย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอมไดรับความคุมครอง ปวงชนชาวไทย
ยอมไดรับความคมุ ครองตามรฐั ธรรมนูญเสมอกนั ”
๒. ประเด็นสิทธิเสรีภาพถูกกําหนดไวใน หมวด ๓ “สิทธิและเสรีภาพของปวงชน
ชาวไทย” มาตรา ๒๕-๔๙ ซึ่งระบุถึงสิทธิเสรีภาพในหลายๆ ดาน อาทิ ความเสมอภาคทางเพศ,
สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย, สิทธิในกระบวนการยุติธรรม, เสรีภาพในการนับถือศาสนา,
สทิ ธิในความเปนสวนตัว, เสรภี าพในการแสดงความคิดเห็น, เสรภี าพของสือ่ , เสรีภาพในการเดนิ ทาง,
เสรีภาพในการประกอบอาชีพ, สทิ ธชิ ุมชน, เสรภี าพในการชุมชน, สทิ ธผิ บู รโิ ภค เปนตน
๓. ในรัฐธรรมนูญฉบับน้ีแมจะมีการใหสิทธิเสรีภาพแกประชาชนแตก็กํากับการใชสิทธิ
เสรีภาพนน้ั ดว ยคาํ วา “ตอ งไมเ ปน ปฏปิ กษต อหนาทีข่ องปวงชนชาวไทย”

๗๒

μ͹·Õè ô.ó
á¼¹Ê·Ô ¸ÔÁ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ

ËÇÑ àÃ×èͧ
๔.๓ แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาติ

á¹Ç¤Ô´
การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวย

สทิ ธมิ นษุ ยชนทจ่ี ดั ขน้ึ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นสี้ ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชน
เบงบาน แผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติจึงเปนขอกําหนดใหหนวยงานรัฐเรงสรางมาตรการสงเสริม
สทิ ธมิ นษุ ยชน
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

เม่อื นสต. ไดเรยี นรูหนวยที่ ๔.๓ แลว นสต. สามารถ
อธิบายความสําคัญและสาระสําคัญของแผนสิทธิมนุษยชนตอการสงเสริมแนวคิด
สิทธิมนษุ ยชน
á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹áË‹§ªÒμÔ
การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติเกิดจากการเขารวมประชุมเวทีระดับโลกวาดวย
สทิ ธมิ นษุ ยชนทจี่ ดั ขนึ้ ในกรงุ เวยี นนา เมอื่ ป ๒๕๓๖ การประชมุ นส้ี ง ผลใหบ รรยากาศดา นสทิ ธมิ นษุ ยชน
เบง บาน พรอ มความหวงั วา ความขดั แยง จนนาํ ไปสคู วามสญู เสยี จากสงครามโลก ตามดว ยสงครามเยน็
ท่ีเพิ่งจะส้ินสุดลงจะไมเกิดข้ึนอีก รูปธรรมจากผลการประชุมคือ การประกาศ “ปฏิญญาเวียนนา”
(Vienna Declaration) สาระสาํ คญั ของปฏญิ ญาดงั กลา วเนน ถงึ ความจาํ เปน ในการสรา งอนาคตรว มกนั
บนพนื้ ฐานของความเปน มนษุ ยชาตทิ ม่ี คี วามหลากหลาย นอกจากนยี้ งั มขี อ กาํ หนดใหร ฐั ตา งๆ พจิ ารณา
จดั ทํารางแผนปฏิบัตกิ ารแหงชาตดิ านสทิ ธิมนุษยชนของประเทศตนเองขึ้นดวย
á¼¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ ©ººÑ ·èÕ ñ (¾.È. òõôô-òõôø)
ประเทศไทยไดดําเนินการจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนแหงชาติข้ึนเปนคร้ังแรกในป ๒๕๔๓
ใชเปนแผนแมบทในการดําเนินนโยบายดานการสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนของภาครัฐ
รวมถึงแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนใหเปนไปตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็คํานึงถึง
ความเหมาะสมของสังคมไทยดวย โดยในการจัดทําแผนฯ ไดนําปจจัยพ้ืนฐานทางสังคม วัฒนธรรม
ตลอดจนสภาพปญหาในประเทศมาพิจารณาประกอบ ท้ังนี้ คณะรัฐมนตรีไดใหความเห็นชอบ
แผนฉบบั ดังกลา ว เม่ือวนั ที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๔๓ เพ่อื ใหม ีผลใชบ งั คบั ระหวา งป ๒๕๔๔-๒๕๔๘๘

๘ แมตามแผนจะครอบคลมุ ระยะเวลา ๔ ป แตกถ็ ูกใชต อเน่อื งในชวงระหวางทก่ี ระบวนการจดั ทําแผนฉบับที่ ๒ ยังไมแลวเสร็จ

๗๓

แผนสิทธิมนุษยชนแหง ชาตฉิ บบั แรกน้ีประกอบดว ยแผนคมุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน ๑๑ ดา น
คือ การศึกษา, วัฒนธรรม, อาชีพ, สาธารณสุข, ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม, ที่อยูอาศัย,
สิทธิเสรีภาพในการรวมกลุม, การไดรับขอมูลขาวสารของราชการ, สิทธิเสรีภาพดานสื่อมวลชน,
การเมืองการปกครอง และศาสนา ครอบคลุมกลุมเปาหมาย ๒๐ กลุม โดยพิจารณากลุม
ผูดอยโอกาสท่ีมีโอกาสสูงท่ีจะถูกลวงละเมิดสิทธิไดงาย ไมวาจะเปนเด็ก, สตรี, ผูสูงอายุ, คนพิการ,
ผูปวย, ผูติดเชื้อเอชไอวี/ผูปวยเอดส, ชนกลุมนอย, คนตางดาว, ผูหนีภัย, คนไรสัญชาติ, คนจน,
ผใู ชแรงงาน, เกษตรกร, ผูบริโภค, ผปู ฏิบตั ิงานดา นสิทธิมนษุ ยชน, ผตู อ งคุมขัง, ผพู นโทษ, ผเู สยี หาย
ในคดอี าญา, ชุมชน และผรู บั บริการสงเคราะหจากรฐั โดยหนว ยงานภาครฐั ในทุกระดบั ทง้ั สวนกลาง
สวนภมู ิภาค และทองถน่ิ รวมถงึ รัฐวสิ าหกจิ องคกรอสิ ระตา งๆ สถาบันอุดมศึกษา มีหนา ที่นําแผนน้ี
ไปปฏบิ ัติ

á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹á˧‹ ªÒμÔ ©ºÑº·èÕ ò (¾.È.òõõò-òõõö)
การจัดทําแผนสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเสมือนการคอยๆ เรียนรูและปรับตัว
เพ่ือใหแผนฉบับตอมามีความเหมาะสม และมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีความเปนไปไดมากข้ึน
ซึ่งในแผนฉบับแรกน้ันไมไดกําหนดกลยุทธเชิงปฏิบัติการแตอยางใด การจัดทําแผนฉบับน้ีจึงเปน
การระดับความคิดเห็น เนนการมีสวนรวมจากภาคสวนตางๆ โดยนําเจตนารมณของปฏิญญาสากล
วาดวยสิทธิมนุษยชน และสนธิสัญญาระหวางประเทศทั้ง ๗ ฉบับ ท่ีไทยเขารวมเปนภาคีเปนกรอบ
จัดทําแผนฯ เพื่อเปาหมายสูงสุดคือ “สรางสังคมแหงการเคารพศักด์ิศรีความเปนมนุษย” สังคม
ตองรวมกันปกปองสงเสริมไมใหมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงมีมาตรการเยียวยาแกผูถูกละเมิด
สทิ ธพิ น้ื ฐานของความเปน มนุษย ซึง่ คณะรัฐมนตรีมมี ติใหความเห็นชอบเมอื่ วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
แผนสิทธมิ นุษยชนแหง ชาติฉบับท่ี ๒ กําหนดใหม ี ๔ ยทุ ธศาสตร คอื ปอ งกัน, คุมครอง,
พัฒนากฎหมาย และพัฒนาเครือขา ย
˹èÖ§ ÂØ·¸ÈÒÊμÏ´ŒÒ¹¡Òû‡Í§¡Ñ¹ ์¹ãËŒ¤ÇÒÁÃÙŒ จัดอบรมดานสิทธิมนุษยชนยังกลุม
ตางๆ ในสังคมจากยุทธศาสตรน เ้ี องทีท่ าํ ใหห วั ขอ สิทธิมนษุ ยชนถูกกําหนดอยูในหลกั สูตรของสถาบนั
การศกึ ษาและหลกั สตู รอบรมตา งๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ สาํ หรบั เจา หนา ทข่ี องรฐั ยทุ ธศาสตรด า นการปอ งกนั
ยงั เนน การสรา งชอ งทางส่ือสารเพอื่ รวมปอ งกันการละเมิดสทิ ธมิ นษุ ยชนอีกดว ย
Êͧ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡ÒäÁŒØ ¤Ãͧ เนน ใหห นว ยงานรฐั บรกิ ารประชาชนโดยอยบู นพน้ื ฐาน
ของหลักการสิทธิมนุษยชน หนวยงานรัฐตองมีชองทางรองเรียนเม่ือเกิดการละเมิดข้ึน และท่ีสําคัญ
รวมกันทํางานเพื่อเยียวยา ชวยเหลือ ฟนฟูผูซ่ึงไดรับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิความเปนมนุษย
ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งเห็นชัดเจนจากการกําหนดยุทธศาสตรขอน้ี คือ หนวยงานภาครัฐใหบริการ
บนพ้ืนฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนมากข้ึนเพื่อสรางความเสมอภาค และเทาเทียม ยกตัวอยาง
เชน การกําหนดใหหนวยงานรัฐทําทางข้ึนสําหรับผูพิการ, การลดหยอนคาโดยสารของบริษัทขนสง
แกผสู งู อายุ-ผพู กิ าร, การมชี องทางรองเรียนของหนวยงานตางๆ

๗๔

ÊÒÁ ÂØ·¸ÈÒÊμÏ´ŒÒ¹¡ÒþѲ¹Ò¡®ËÁÒ ปรับปรุงแกไขกฎหมายใหสอดคลองกับสิทธิ
และเสรีภาพตามท่ีกําหนดในรัฐธรรมนูญไทย และเปนไปตามเจตนารมณแหงพันธะสัญญาระหวาง
ประเทศดานสิทธิมนุษยชนท่ีไทยรวมลงนาม โดยอาศัยการรวมแสดงความคิดเห็นของประชาชน
กลุมตา งๆ ยุทธศาสตรนย้ี งั มุง ใหเกดิ การบงั คบั ใชกฎหมายอยางเปน ธรรมอีกดว ย

ÊèÕ Â·Ø ¸ÈÒÊμô ÒŒ ¹¡Òþ²Ñ ¹Òà¤ÃÍ× ¢Ò‹  สง เสรมิ การมสี ว นรว มและพฒั นาเครอื ขา ยภาครฐั
เอกชนและประชาชน ท้ังในระดับประเทศและระดบั ชาติในการปกปองคุมครองสงเสริมสิทธิมนษุ ยชน
ใหครอบคลุมทุกพื้นท่ี พัฒนาบุคลากรใหมีความรูทักษะในการปกปองคุมครองสิทธิดานตางๆ
และพฒั นาองคค วามรดู า นสทิ ธมิ นษุ ยชนในบรบิ ทของสงั คมไทย โดยเฉพาะเจา หนา ทร่ี ฐั ตอ งเขา ใจพนื้ ฐาน
ทางดา นวิถชี ีวติ และวฒั นธรรมที่แตกตา ง เพอื่ มิใหลว งละเมิดสทิ ธิเสรภี าพของประชาชน

á¼¹ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ ©ººÑ ·èÕ ó (¾.È.òõõ÷-òõöñ)
ประกาศใชเมื่อวันท่ี ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เปาหมายสําคัญคือ ทําใหสังคม
ไทย “เปนสังคมท่ีสงเสริม สิทธิ เสรีภาพ และความเทาเทียม โดยคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษย
เพ่ือนําไปสูสังคมสันติสุข” โดยครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชน ๑๑ ดาน ไดแก สาธารณสุข,
การศึกษา, เศรษฐกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม, ที่อยูอาศัย, วัฒนธรรมและศาสนา,
ขอ มลู ขา วสาร ขา วสารเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร, ขนสง , การเมอื งการปกครอง, กระบวนการ
ยุติธรรม, ความมั่นคงทางสังคม และมีกลุมเปาหมาย ๑๕ กลุม ไดแก ผูตองหา/ผูตองขัง,
ผพู นโทษ, ผูต อ งหาคดยี าเสพติด, เหยื่อ/ผเู สยี หาย, ผตู ดิ เช้ือ HIV/เอดส, ผูใชแรงงาน, คนจน/ผไู ดรับ
ผลกระทบจากการพฒั นา, เกษตรกร, ผูสงู อาย,ุ เดก็ และเยาวชน, สตร,ี คนพิการ, ผไู รร ัฐ ชาติพนั ธุ
และกลุมผูแสวงหาที่พักพิงหรือผูหนีภัยการสูรบ, ผูไดรับผลกระทบจากสถานการณความรุนแรง
และกลมุ หลากหลายทางเพศ/อตั ลักษณทางเพศ
ตัวอยางที่เปนรูปธรรมหน่ึงอันเปนผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ คือ การตั้ง
“กรมคมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพ” ขึ้นในสงั กดั กระทรวงยตุ ิธรรม เมือ่ ป ๒๕๔๕ มีภารกิจหลกั เก่ยี วกบั
การดูแลสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนพึงไดรับตามกฎหมาย โดยการจัดวางระบบและสงเสริม
ใหประชาชนมีความรูเก่ียวกับสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนการดําเนินการใหพยาน ผูเสียหาย
และจาํ เลยในคดีอาญาไดรบั การคุม ครองชวยเหลอื เยียวยาในเบอื้ งตน
อกี ทง้ั ยงั นาํ ไปสกู ารตรา “พระราชบญั ญตั กิ องทนุ ยตุ ธิ รรม พ.ศ.๒๕๕๘” ตง้ั กองทนุ ยตุ ธิ รรม
ข้ึนมาชวยเหลือผูขาดโอกาสทางทุนทรัพยในการตอสูคดี เชน คาใชจายทนาย คาธรรมเนียมศาล
และการใชเ งินจากกองทนุ เปนหลักทรัพยในการประกนั ตวั ๙

๙ รายงานผลการปฏิบัติงานของกองทุนยุติธรรม ประจําป ๒๕๕๘ พบวามีผูย่ืนคําขอรับความชวยเหลือ ๔,๕๔๒ ราย
จายเงินชวยเหลือไปแลว ๓,๖๒๕ ราย เปนเงิน ๑๗๖,๕๑๒,๙๖๔ บาท กวารอยละ ๘๐ ใชเพ่ือเปนเงินประกันตัว
โดยคดลี ักทรัพย, บกุ รุก และพยายามฆา มผี ยู น่ื ขอเงินชว ยเหลอื มากเปนสามอนั ดับแรก กรุงเทพฯ และจงั หวดั ในภาคกลาง
ยืน่ คาํ ขอมาเปน ลาํ ดับตน ๆ

๗๕

ขณะนป้ี ระเทศไทยอยรู ะหวา งจดั ทาํ แผนสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ ฉบบั ที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๖๒ -
๒๕๖๖) ซงึ่ รา งแผนสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๔ นน้ั จดุ เนน สาํ คญั ของแผนฯ ฉบบั นคี้ อื การผสมผสาน
บริบทไทย อาทิ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ยุทธศาสตร (๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)
แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) Thailand 4.0 วาระแหง ชาติ
ดานสิทธิมนุษยชนกับบริบทระหวางประเทศ อาทิ ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน สนธิสัญญา
ระหวางประเทศดา นสทิ ธมิ นุษยชน

สาระสาํ คญั ของแผนสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๔ เปา หมายคอื สงั คมไทยเปน สงั คมท่ี
สง เสรมิ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเทา เทยี ม โดยคาํ นงึ ถงึ ศกั ดศิ์ รคี วามเปน มนษุ ย ขบั เคลอื่ นสทิ ธมิ นษุ ยชน
อยางบูรณาการท่ีภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมเพ่ือนําไปสูสังคมที่พัฒนาอยางยั่งยืน
เนนกลุมเปา หมาย ๑๒ กลมุ ไดแก เด็กและเยาวชน ผูส ูงอายุ สตรี ผพู ิการ เกษตรกร และกลมุ แรงงาน
ผูปวย ชาติพันธุ ผูไรรัฐและผูแสวงหาท่ีพักพิง ความหลากหลายทางเพศ นักปกปองสิทธิมนุษยชน
ผตู องขงั ผูพน โทษ ผูเสียหาย ผูต กเปนเหยอื่ และพยาน

๗๖

μ͹·èÕ ô.ô
ͧ¤¡Ã¤ŒØÁ¤ÃÍ§Ê·Ô ¸Ô

ËÇÑ àÃèÍ× §
๔.๔ องคกรคุม ครองสิทธิ

á¹Ç¤´Ô
๑. การเกิดขึ้นขององคกรใหมๆ ในภาครัฐท่ีภารกิจรับผิดชอบเรื่องน้ีโดยตรง

อยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตลอดจนองคกรอ่ืนที่มีบทบาทเก่ียวเน่ือง ไดแก
ผูตรวจการแผนดิน, ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ซ่ึงทั้งสี่องคกรคือผลจากรัฐธรรมนูญฉบับป
พ.ศ.๒๕๔๐ และทาํ หนา ทีต่ อเนอ่ื งมาจนปจจบุ นั

๒. องคกรตางๆ เหลาน้ีลวนมีเปาหมายสําคัญน่ันคือ การปกปองและคุมครองสิทธิ
เสรภี าพพืน้ ฐานของพลเมือง
ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

เมื่อ นสต. ไดเ รยี นรูหนวยท่ี ๔.๔ แลว นสต. สามารถ
๑. อธิบายความสําคัญขององคกรคมุ ครองสทิ ธิในประเทศไทยไดอ ยา งถกู ตอง
๒. อธบิ ายหนาท่ีขององคกรคมุ ครองสิทธิไดอ ยางถูกตอง
ͧ¤¡ ä،Á¤ÃͧÊÔ·¸Ô
ความเปล่ียนแปลงในเรื่องสิทธิมนุษยชนท่ีไมกลาวถึงไมได คือ การเกิดขึ้นขององคกร
ใหมๆ ในภาครัฐท่ีภารกิจรับผิดชอบเร่ืองน้ีโดยตรง อยางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
ตลอดจนองคก รอนื่ ทมี่ บี ทบาทเกย่ี วเนอื่ ง ไดแ ก ผตู รวจการแผน ดนิ , ศาลปกครอง และศาลรฐั ธรรมนญู
ซงึ่ ท้งั สอ่ี งคก รคอื ผลจากรัฐธรรมนญู ฉบบั ป พ.ศ.๒๕๔๐ และทําหนา ทต่ี อ เนือ่ งมาจนปจ จบุ นั
¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ (กสม.) (อังกฤษ : National Human Rights
Commission - NHRC) เปน องคก รอสิ ระตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ประกอบดว ยกรรมการ
จํานวนเจด็ คน ซึ่งพระมหากษัตริยท รงแตง ตั้งตามคาํ แนะนําของวฒุ ิสภา จากผเู ปนกลางทางการเมอื ง
และมคี วามรแู ละประสบการณด า นการคมุ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนเปน ทปี่ ระจกั ษเ ปน เวลา
ไมนอยกวาสิบปในดานดังตอไปนี้ อยา งนอยดา นละหนึ่งคนแตจะเกินดา นละสองคนมไิ ด
๑. มปี ระสบการณในการทํางานดานสิทธมิ นุษยชนตอเน่อื งกัน
๒. มีความรูความเช่ียวชาญในการสอนหรือทํางานวิจัยเก่ียวกับสิทธิมนุษยชนในระดับ
อุดมศึกษา
๓. มีความรูความเช่ียวชาญดานกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนท้ังภายในประเทศ
และตา งประเทศท่จี ะยงั ประโยชนตอ การปฏบิ ตั หิ นา ที่ของคณะกรรมการ

๗๗

๔. มีความรูและประสบการณดานการบริหารงานภาครัฐท่ีเกี่ยวกับการสงเสริมและ
คุมครองสิทธิมนุษยชน

๕. มีความรูและประสบการณดานปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของไทย
เปนท่ีประจกั ษทจ่ี ะยังประโยชนใ นการสง เสริมและคมุ ครองสิทธิมนุษยชน

กรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาติ มวี าระการดาํ รงตาํ แหนง เจด็ ปน บั แตว นั ทพ่ี ระมหากษตั รยิ 
ทรงแตง ตง้ั และใหด าํ รงตาํ แหนง ไดเ พยี งวาระเดยี ว นอกจากน้ี ยงั มสี าํ นกั งานคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน
แหง ชาติ เปนสวนราชการและมฐี านะเปน นิติบคุ คล อยภู ายใตก ารกาํ กับดูแลของคณะกรรมการ

â¤Ã§ÊÃÒŒ §สํา¹¡Ñ §Ò¹¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃÊ·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹áË‹§ªÒμÔ
แบง ออกเปน ๙ สาํ นกั ไดแ ก สาํ นกั บรหิ ารกลาง สาํ นกั กจิ การคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชน
แหงชาติ สํานักคุมครองสิทธิมนุษยชน สํานักสงเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน สํานักเฝาระวัง
และประเมินสถานการณสิทธิมนุษยชน สํานักมาตรฐานและติดตามการคุมครองสิทธิมนุษยชน
สํานักสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศ สํานักกฎหมาย และสํานักดิจิทัลสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้
ยังมีหนวยตรวจสอบภายใน ๑ หนว ย
อํา¹Ò¨Ë¹ÒŒ ·Õè
(๑) ตรวจสอบและรายงานขอ เทจ็ จรงิ ทถี่ กู ตอ งเกย่ี วกบั การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนทกุ กรณี
โดยไมลาชาและเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางท่ีเหมาะสมในการปองกันหรือแกไขการละเมิด
สิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผูไดรับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนตอหนวยงาน
ของรัฐหรือเอกชนท่ีเกี่ยวของ
(๒) จัดทํารายงานผลการประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอตอ
รัฐสภา และคณะรฐั มนตรี และเผยแพรตอประชาชน
(๓) เสนอแนะมาตรการหรอื แนวทางในการสง เสรมิ และคมุ ครองสทิ ธมิ นษุ ยชนตอ รฐั สภา
คณะรัฐมนตรี และหนว ยงานที่เกย่ี วขอ ง รวมตลอดทัง้ การแกไ ขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือ
คําส่ังใดๆ เพอ่ื ใหสอดคลองกับหลักสิทธมิ นุษยชน
(๔) ชแี้ จงและรายงานขอ เทจ็ จรงิ ทถ่ี กู ตอ งโดยไมช กั ชา ในกรณที ม่ี กี ารรายงานสถานการณ
เก่ยี วกับสิทธมิ นุษยชนในประเทศไทยโดยไมถกู ตอ งหรือไมเปนธรรม
(๕) สรา งเสริมทกุ ภาคสว นของสังคมใหตระหนกั ถึงความสาํ คญั ของสิทธิมนุษยชน
(๖) หนา ทแ่ี ละอํานาจอื่นตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ
เมอ่ื รบั ทราบรายงานตาม (๑) และ (๒) หรอื ขอ เสนอแนะตาม (๓) ใหค ณะรฐั มนตรดี าํ เนนิ การ
ปรบั ปรงุ แกไ ขตามความเหมาะสมโดยเรว็ กรณใี ดไมอ าจดาํ เนนิ การไดห รอื ตอ งใชเ วลาในการดาํ เนนิ การ
ใหแจงเหตุผลใหคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติทราบโดยไมชักชา ในการปฏิบัติหนาที่
คณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง ชาตติ อ งคํานึงถงึ ความผาสกุ ของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน
สว นรวมของชาตเิ ปนสาํ คญั ดวย

๗๘

¼ŒÙμÃǨ¡ÒÃἋ¹´¹Ô
ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภา (Ombudsman) ไดรับการจัดต้ังครั้งแรกเมื่อป

พ.ศ.๒๕๔๓ ในฐานะ “องคก รอสิ ระ” ตามรฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐๑๔ และเปลย่ี นชอื่ เปน “ผตู รวจแผน ดนิ ”
เม่อื มกี ารประกาศใชรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐

¼μŒÙ ÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô (เดมิ เรยี กวา ¼μŒÙ ÃǨ¡ÒÃá¼¹‹ ´¹Ô ¢Í§Ã°Ñ ÊÀÒ) คอื บคุ คลทพี่ ระมหากษตั รยิ 
ทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู
และมีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกัน
ของสาธารณะ และมีความซื่อสัตยส ุจรติ เปน ที่ประจกั ษ

ผตู รวจการแผน ดนิ มจี าํ นวนสามคนซงึ่ พระมหากษตั รยิ ท รงแตง ตง้ั ตามคาํ แนะนาํ ของวฒุ สิ ภา
จากผูซ่ึงไดรับการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาผูซ่ึงไดรับการสรรหาตองเปนผูมีความซ่ือสัตยสุจริต
เปนที่ประจักษ และมีความรู ความเชี่ยวชาญและประสบการณเก่ียวกับการบริหารราชการแผนดิน
ไมตํ่ากวาอธิบดีหรือหัวหนาสวนราชการที่เทียบเทาหรือหัวหนาหนวยงานของรัฐท่ีเทียบไดไมต่ํากวา
กรมตามท่ีคณะกรรมการสรรหาประกาศกําหนด โดยตองดํารงตําแหนงดังกลาวเปนเวลาไมนอยกวา
หาป จํานวนสองคน และเปนผูมีประสบการณในการดําเนินกิจการอันเปนสาธารณะมาแลว
ไมน อ ยกวา ยี่สบิ ป จาํ นวนหนึง่ คน

ผูตรวจการแผนดินมีวาระการดํารงตําแหนงเจ็ดปนับแตวันท่ีพระมหากษัตริยทรงแตงต้ัง
และใหดาํ รงตําแหนงไดเ พียงวาระเดียว

»ÃÐÇÑμÔ¤ÇÒÁ໹š ÁҢͧ¼ÙŒμÃǨ¡ÒÃἋ¹´Ô¹
ตําแหนงผูตรวจการแผนดิน มีแนวคิดมาจากประเทศแถบสแกนดิเนเวียท่ีปกครองดวย
ระบอบกษตั ริย มตี ําแหนงท่ีเรียกวา “ÍÍÁºØ´ÊáÁ¹” (Ombudsman) เพ่อื ทําหนา ทดี่ แู ลปด เปาเร่ือง
ทกุ ขร อ นของประชาชนแทนพระมหากษตั รยิ  และมกี ารพฒั นามาสรู ะบอบประชาธปิ ไตยในระบบรฐั สภา
อนั มพี ระมหากษตั รยิ เ ปน ประมขุ ในประเทศไทยเรมิ่ มกี ารจดั ตงั้ ครง้ั แรกในป พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใชช อื่ วา
“¼μŒÙ ÃǨ¡ÒÃἋ¹´Ô¹¢Í§ÃѰÊÀÒ”
อาํ ¹Ò¨Ë¹ŒÒ·èÕ
หนาที่และอํานาจของผูตรวจการแผนดิน (ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. ๒๕๖๐) มาตรา ๒๓๐ มีดงั ตอ ไปนี้
(๑) เสนอแนะตอ หนว ยงานของรฐั ทเ่ี กยี่ วขอ งเพอ่ื ใหม กี ารปรบั ปรงุ กฎหมาย กฎ ขอ บงั คบั
ระเบยี บ หรอื คาํ สง่ั หรอื ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั งิ านใดๆ บรรดาทก่ี อ ใหเ กดิ ความเดอื ดรอ นหรอื ความไมเ ปน ธรรม
แกป ระชาชน หรือเปน ภาระแกป ระชาชนโดยไมจาํ เปน หรอื เกินสมควรแกเหตุ
(๒) แสวงหาขอเท็จจริงเมื่อเห็นวามีผูไดรับความเดือดรอนหรือความไมเปนธรรม
อันเนื่องมาจากการไมปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหนาที่และอํานาจตามกฎหมาย

๑๔ ผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาถูกบัญญัติอยูในมาตรา ๑๙๖-๑๙๘ ของรัฐธรรมนูญฉบับป ๒๕๔๐ ผูตรวจการแผนดินซ่ึงมี
จาํ นวน ๓ คน จะมวี าระการดาํ รงตาํ แหนง ๖ ป และเปน ไดเพียงวาระเดียว

๗๙

ของหนวยงานของรัฐ หรือเจาหนาท่ีของรัฐ เพ่ือเสนอแนะตอหนวยงานของรัฐท่ีเกี่ยวของใหขจัด
หรือระงบั ความเดือดรอ น หรือความไมเปน ธรรมนน้ั

(๓) เสนอตอคณะรัฐมนตรีใหทราบถึงการที่หนวยงานของรัฐยังมิไดปฏิบัติใหถูกตอง
ครบถวนตามหมวด ๕ หนา ทขี่ องรฐั

ในกรณที หี่ นว ยงานของรฐั ทเ่ี กย่ี วขอ งไมด าํ เนนิ การตามขอ เสนอแนะของผตู รวจการแผน ดนิ
ตาม (๑) หรือ (๒) โดยไมมีเหตุผลอันสมควร ใหผูตรวจการแผนดินแจงใหคณะรัฐมนตรีทราบ
เพือ่ พจิ ารณาส่ังการ ตามที่เหน็ สมควรตอไป

ในการดําเนินการตาม (๑) หรือ (๒) หากเปนกรณีท่ีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ใหผตู รวจการแผนดนิ สงเรอ่ื งใหค ณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแหงชาตดิ าํ เนินการตอ ไป

มาตรา ๒๓๑ ในการปฏิบัติหนา ทต่ี ามมาตรา ๒๓๐ ผูตรวจการแผนดินอาจเสนอเรอื่ งตอ
ศาลรฐั ธรรมนูญหรอื ศาลปกครองไดเ ม่อื เห็นวามกี รณี ดงั ตอไปน้ี

๑. บทบญั ญตั แิ หง กฎหมายใดมปี ญ หาเกย่ี วกบั ความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู ใหเ สนอเรอ่ื ง
พรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ และใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ท้ังนี้
ตามพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

๒. กฎ คาํ สง่ั หรือการกระทําอืน่ ใดของหนวยงานของรัฐหรอื เจาหนา ท่ีของรัฐ มปี ญ หา
เกยี่ วกบั ความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู หรอื กฎหมาย ใหเ สนอเรอ่ื งพรอ มดว ยความเหน็ ตอ ศาลปกครอง และ
ใหศ าลปกครองพจิ ารณาวนิ จิ ฉยั โดยไมช กั ชา ทงั้ นี้ ตามกฎหมายวา ดว ยการจดั ตงั้ ศาลปกครอง และวธิ ี
พจิ ารณาคดปี กครอง

ÈÒÅ»¡¤Ãͧ
แนวความคดิ ทจี่ ะจดั ตง้ั ศาลทด่ี แู ลคดที างปกครองแยกออกจากระบบศาลยตุ ธิ รรมมมี านาน
แลว ในสงั คมไทย แตเ พง่ิ จะเกดิ ขนึ้ จรงิ เมอื่ ประกาศใชร ฐั ธรรมนญู พ.ศ.๒๕๔๐ ซง่ึ บญั ญตั ใิ หม กี ารจดั ตง้ั
ศาลปกครองขนึ้ เพอ่ื ใหเ ขา มาทาํ หนา ทชี่ ขี้ าดคดปี กครองโดยเฉพาะ ซง่ึ เปน ขอ พพิ าทระหวา งประชาชน
กบั เจาหนาทีข่ องรัฐในการปฏบิ ตั ิหนาที่ หรอื ระหวา งหนวยงานรฐั ดว ยกันเอง นําไปสพู ระราชบญั ญัติ
จดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ในเวลาตอมา
ศาลปกครองมี ๒ ระดบั ไดแก ศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นตน
ÈÒÅ»¡¤ÃÍ§Ê§Ù Ê´Ø มฐี านะเปน ศาลสงู ในระบบศาลปกครอง ซงึ่ คดที จี่ ะขนึ้ สศู าลปกครอง
สูงสุดได ตองเก่ียวของกับคดีพิพาทเรื่องความชอบดวยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎ
ท่ีออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเปนชอบของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนคดีที่อุทธรณคําพิพากษา
หรือคาํ ส่ังของศาลปกครองชัน้ ตน ข้ึนมา
ÈÒÅ»¡¤ÃͧªÑé¹μŒ¹ แบงออกเปนศาลปกครองกลาง ดูแลรับผิดชอบเขตกรุงเทพฯ
และจังหวดั ในภาคกลาง และศาลปกครองสวนภมู ภิ าคทก่ี ระจายอยทู ว่ั ประเทศอกี จาํ นวน ๑๑ แหง

๘๐

คดที ีอ่ ยูใ นเขตอาํ นาจของศาลปกครองคือ
๑. วนิ จิ ฉยั การดาํ เนนิ การของเจา หนา ทขี่ องรฐั วา ไดด าํ เนนิ การไปโดยชอบดว ยกฎหมาย
หรือไม ถาการดําเนินการของเจาหนาที่ของรัฐไมถูกตอง สามารถสั่งใหยกเลิก เพิกถอนคําสั่ง
หรือการกระทํานนั้ ได
๒. เปน คดีพิพาทระหวางหนวยราชการ หนว ยงานของรฐั รฐั วิสาหกจิ องคกรปกครอง
สว นทองถิ่นหรือองคก รตามรฐั ธรรมนูญ หรอื เจา หนาที่ของรฐั กบั เอกชน หรือระหวางหนว ยราชการ
หนว ยงานของรฐั รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสว นทอ งถิน่ หรือองคกรตามรัฐธรรมนญู หรือเจา หนา ที่
ของรัฐดว ยกัน
๓. เปน ขอ พพิ าทอนั เนอื่ งมาจากการใชอ าํ นาจทางปกครองตามกฎหมาย หรอื เนอื่ งมาจาก
การดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครอง
สวนทองถ่นิ หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรอื เจา หนา ท่ีของรฐั ท้ังนี้ ตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ
ต้ังแตศาลปกครองเร่ิมรับคดีในป พ.ศ.๒๕๔๔ จวบจนปจจุบัน มีคดีปกครองกวา
หนึ่งแสนคดี ที่เขาสูกระบวนการพิจารณา คดีสวนใหญเปนเรื่องการบริหารงานบุคคลและวินัย,
คดีเกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย, การควบคุมอาคาร ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม,
การพสั ดแุ ละสญั ญาทางปกครอง เปน ตน
ตวั อยา งผลงานในคดีสาํ คญั ของศาลปกครอง เชน คดกี ารออกประกาศเพกิ ถอนสญั ชาติ
ชาวบานอําเภอแมอาย ศาลปกครองสูงสุดตัดสินใหคืนสัญชาติแกผูถูกกระทบทั้งส้ิน ๑,๒๔๓ คน,
คดีทนายพิการถูกตัดสิทธิสอบคัดเลือกเปนอัยการผูชวยเน่ืองจากกายพิการ ศาลปกครองสูงสุด
พพิ ากษาใหเ พกิ ถอนมตทิ ไี่ มร บั สมคั รเหตเุ นอื่ งจากความพกิ ารของทนายคนน,้ี คดสี ารตะกว่ั ในลาํ หว ย
คลิตี้ ทําใหชาวบานเจ็บปวยและไมสามารถดํารงชีวิตไดอยางปกติสุข ศาลปกครองสูงสุดมีคําส่ังให
กรมควบคุมมลพิษชดใชคาเสยี หายแกช าวบา นและฟน ฟสู ภาพของลําหวย๑๖
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÙŒ :

z การฟอ งคดยี ดึ หลกั ใหท าํ ไดโ ดยงา ย ไมส รา งภาระแกผ ปู ระสงคจ ะฟอ งคดี โดยเฉพาะในเรอื่ ง
ของคา ใชจ า ย และไมจําเปน ตอ งใชท นายความในกระบวนการไตสวน

z สามารถยื่นฟองไดดวยตนเองตอเจาหนาท่ีของศาลปกครอง หรือสงคําฟองทางไปรษณีย
ลงทะเบยี นก็ได

z เรื่องที่ไมเขาขายฟองตอศาลปกครอง เชน เปนคดีความระหวางประชาชนดวยกัน,
ผถู กู ฟอ งคดเี ปน รฐั วสิ าหกจิ ทไี่ ดจ ดั ตงั้ ขน้ึ ตามประมวลกฎหมายแพง เชน ธนาคารไทยธนาคาร จาํ กดั , บรษิ ทั
ทา อากาศยานสากลกรงุ เทพแหง ใหม จาํ กดั , ธนาคารกรงุ ไทย จาํ กดั , เรอื่ งทผ่ี ถู กู ฟอ งคดเี ปน เจา หนา ทขี่ องรฐั
แตกระทําความเดือดรอนหรือเสียหายแกผูฟองคดีโดยการกระทําสวนตัว หรือความเดือดรอนเสียหาย
หมดสน้ิ ไป หรือไดร บั การเยียวยาแลว ขณะทม่ี ายนื่ คําฟอ ง

๑๖ “สารคดบี ทเรยี นชีวติ จากคดีปกครอง,” ศาลปกครอง, สืบคนเมอ่ื ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙, จาก http://www.admincourt.
go.th/admincourt/site/

๘๑

ÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÞ
ศาลรัฐธรรมนูญ คือ อีกหน่ึงองคกรตุลาการท่ีมีสวนเกี่ยวของในการคุมครองสิทธิ
และเสรีภาพผานคําวินิจฉัยที่ออกมาในคดีตางๆ กอต้ังคร้ังแรกตามรัฐธรรมนูญป ๒๕๔๐ เชนกัน
ทําหนาที่หลักในการพิทักษรัฐธรรมนูญ ซ่ึงไดบรรจุสาระวาดวยสิทธิเสรีภาพเอาไวมากมายดวย
โดยเฉพาะอยางยิ่งในการตรวจสอบกฎหมายของฝายนิติบัญญัติมิใหขัดหรือแยงตอบทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนญู เพอื่ รกั ษาความศกั ดส์ิ ิทธ์ิของความเปนกฎหมายสูงสุด
อาํ ¹Ò¨Ë¹ÒŒ ·Õ·è Õèสํา¤ÑޢͧÈÒÅÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÞ
๑. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของรางกฎหมายและรางขอบังคับการประชุม
ของฝายนติ ิบัญญัติกอนทีจ่ ะประกาศใชบ ังคับมิใหข ัดหรอื แยงตอรัฐธรรมนูญ
๒. วินิจฉัยความชอบดวยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแหงกฎหมายที่ประกาศใชบังคับ
แลว
๓. วนิ จิ ฉัยความชอบดว ยรัฐธรรมนญู ของเงือ่ นไขการตราพระราชกาํ หนด
๔. วินิจฉัยปญหาความขัดแยงเก่ียวกับอํานาจหนาที่ระหวางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
หรือองคก รตามรฐั ธรรมนูญ
จากสถิติคดีของศาลรัฐธรรมนูญ มีการรับเร่ืองเขาสูกระบวนการรวมกวา ๑,๒๐๐ เร่ือง
(๑๑ เมษายน ๒๕๔๑-/๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘) เรือ่ งที่ขอใหศ าลรัฐธรรมนูญวนิ ิจฉยั สวนใหญเ ปน เรอื่ ง
การพิจารณาวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใชสิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบ
ดวยรัฐธรรมนูญ, การวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือไม
และการวินิจฉัยคํารองของบุคคลซ่ึงถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพเพื่อมีคําวินิจฉัยวาบทบัญญัติ
แหง กฎหมายขดั หรือแยงตอรัฐธรรมนญู
ตัวอยางคดีสําคัญของศาลรัฐธรรมนูญ เชน การช้ีขาดวาพระราชบัญญัติชื่อบุคคล
พ.ศ.๒๕๐๕ ในสวนที่บังคับให “...หญิงมีสามี ใหใชช่ือสกุลของสามี...” ขัดตอรัฐธรรมนูญท่ีรับรอง
เรอ่ื งความเสมอภาคทางเพศเอาไว (คําวินจิ ฉยั ที่ ๒๑/๒๕๔๖), การวินิจฉยั วาพระราชบญั ญัติระเบยี บ
ขาราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.๒๕๔๓ ท่ีระบุคุณสมบัติของผูพิพากษาไววาจะตองไมมี
“...กาย หรือจิตใจไมเหมาะสม...” จนทําใหทนายความผูพิการรายหน่ึงถูกตัดสิทธิออกจากการ
สอบคดั เลอื กนนั้ มปี ญ หาความชอบดว ยรฐั ธรรมนญู เนอื่ งจากไปขดั ตอ หลกั การไมเ ลอื กปฏบิ ตั ติ อ บคุ คล
(คําวนิ จิ ฉัยที่ ๑๕/๒๕๕)

๘๒

ÊûØ

ในฐานะทเี่ ปน สมาชกิ ขององคก ารสหประชาชาติ และรฐั ภาคใี นสนธสิ ญั ญาระหวา งประเทศ
ดานสิทธิมนุษยชนอีกหลายฉบับ รัฐไทยจึงตองดําเนินการในดานสิทธิมนุษยชนหลายประการเพ่ือให
ไดรับการยอมรับจากประชาคมโลก โดยเฉพาะอยางย่ิงในเชิงโครงสรางกฎหมาย ต้ังแตรัฐธรรมนูญ
ลงมาถึงกฎหมายระดับรองอีกเปนจํานวนมาก การประกาศใชแผนแมบทดานสิทธิมนุษยชน
ตลอดทง้ั การจดั ตง้ั องคก รใหม เพอ่ื ใหเ ปน กลไกหลกั ทที่ าํ งานในดา นนโ้ี ดยตรง อยา งคณะกรรมการสทิ ธิ
มนษุ ยชนแหง ชาติ รวมถงึ องคก รทท่ี าํ หนา ทตี่ วั เชอ่ื มอยา งผตู รวจการแผน ดนิ ซงึ่ แนน อนวา ในทางปฏบิ ตั ิ
ยังคงเต็มไปดวยปญหาขอจํากัดมากมาย จึงจําเปนอยางย่ิงที่จะตองพึ่งพากระบวนยุติธรรม
ในการรับรองใหสิทธิดังกลาวเปนจริงขึ้นมา ซึ่งก็คือ บทบาทของศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ
ดงั กลา วมาแลวนั่นเอง

¡Ô¨¡ÃÃÁ

๑. ใหนักเรยี นอธิบายพัฒนาการสทิ ธิมนษุ ยชนของรัฐไทย
๒. ใหน กั เรยี นอธบิ ายสาระสาํ คญั ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย ทเ่ี กย่ี วเนอื่ งกบั
สิทธมิ นษุ ยชน
๓. ใหนักเรียนอธิบายความสําคัญขององคกรหลักในการคุมครองสิทธิมนุษยชน
ของรฐั ไทย

๘๓

àÍ¡ÊÒÃ͌ҧÍÔ§

ธเนศ อาภรณส วุ รรณ, กาํ à¹´Ô áÅФÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹. กรงุ เทพฯ : โครงการจดั พมิ พค บไฟ,
(๒๕๔๙) หนา ๑๕-๕๘, ๗๙-๘๓, ๙๖-๙๙

บรรเจิด สิงคะเนติ, ËÅÑ¡¾×é¹°Ò¹à¡ÕèÂǡѺÊÔ·¸ÔàÊÃÕÀÒ¾ áÅÐÈÑ¡´ÔìÈÃÕ¤ÇÒÁ໚¹Á¹ØÉ. กรุงเทพฯ :
วญิ ชู น, (๒๕๕๘) หนา ๘๖-๘๗

คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหงชาต,ิ สบื คน เมือ่ ๑ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http://www.nhrc.or.th.
AboutUs/The-Commission/Profiles-of-Commissioners.aspx?str=1.

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ, ʶÔμÔàÃè×ͧÌͧàÃÕ¹. สืบคนเมื่อ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙
จาก http://www.nhrc.co.th. NHRCT-Work/Statistical-information/
Statistical-information-on-complaints/Yearly-(2548-Now).aspx.

ÃÒ§ҹ¼Å¡ÒÃสําÃǨ¤ÇÒÁ¤Ô´àË繢ͧ»ÃЪҪ¹μ‹Í¡ÒÃãËŒºÃÔ¡ÒÃÊÒ¸ÒóÐáÅСÒ÷íÒ§Ò¹
¢Í§Ë¹Ç‹ §ҹμÒ‹ §æ ¾.È.òõõ÷, สบื คน เมอื่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙ จาก http:/kpi.ac.th/
media/pdf/M10_579.pdf.

วรลักษณ สงวนแกว , á¹Ç·Ò§»¯Ôû٠ʶҺѹÊÔ·¸ÔÁ¹ÉØ Âª¹áË‹§ªÒμÔ·àÕè ËÁÒÐÊÁสาํ ËÃѺ»ÃÐà·Èä·Â.
สืบคนเม่ือ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ จาก http://203.114.122.85/download/Journals/
2558//e-book208-1-58-2-3.pdf.

ภาคภูมิ ฤกขะเมธ และ สตธิ ร ธนานิธิโชต, ¼ÙμŒ ÃǨ¡ÒÃἋ¹´Ô¹. สืบคน เม่อื ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙
จาก http://kpi.ac.th/media/pdf/M10_332.pdf.

ศาลปกครอง, ÊÒä´Õº·àÃÂÕ ¹ªÕÇμÔ ¨Ò¡¤´»Õ ¡¤Ãͧ. สบื คนเม่อื ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๕๙
จาก http://www.admincourt.go.th/admincourt/site.

๘๕

º··èÕ õ

ÁÒμÃ°Ò¹Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹ÊÒ¡ÅสําËÃºÑ à¨ÒŒ ˹ŒÒ·Õ¼è ŒÙº§Ñ ¤ÑºãªŒ¡®ËÁÒÂ

ÇÑμ¶Ø»ÃÐʧ¤

ผูเรียนมีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และมีทักษะ
ในการปฏิบตั ิหนาท่ตี ามกฎหมายและมาตรฐานสทิ ธิมนษุ ยชนสากล

ʋǹนาํ

กฎหมายใหการรับรองและคุมครองสิทธิมนุษยชนไวอยางกวางขวาง ผูรักษากฎหมาย
ถือเปนกลไกสําคัญในการคุมครองสิทธิมนุษยชน เจาหนาท่ีตํารวจเปนบุคลากรสําคัญของรัฐ
ท่ีมีอํานาจหนาท่ีในการบังคับใชกฎหมาย รักษาความสงบเรียบรอยและดูแลทุกขสุขของประชาชน
ในสังคม กฎหมายไดใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการดําเนินการตอผูท่ีฝาฝนกฎหมาย ทั้งนี้ในการ
ดาํ เนนิ การตามอาํ นาจหนา ทดี่ งั กลา วมสี ว นเกย่ี วขอ งสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนเปน อยา งมาก กฎหมาย
จงึ ใหก ารคมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน เพอ่ื เปน เกราะปอ งกนั การใชอ าํ นาจหนา ทใ่ี นการคกุ คาม
สิทธิเสรีภาพของประชาชนจากผูบังคับใชกฎหมาย เจาหนาที่ตํารวจในฐานะผูรักษากฎหมายจึงมี
ความเกี่ยวของในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสวนที่เก่ียวของกับกฎหมายอาญา
และความสงบสุขของประชาชน ดังนั้นในการปฏิบัติงานของตํารวจจะตองมีกรอบแนวทางการปฏิบัติ
เพอ่ื ใหเปนไปตามหลกั การตามทีป่ ระชาชนไดร ับการคุมครองในเรอ่ื งสิทธมิ นษุ ยชน

ÁÒμðҹÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹ÊÒ¡ÅสําËÃѺà¨ÒŒ ˹Ҍ ·Õ輺ŒÙ §Ñ ¤ºÑ 㪡Œ ®ËÁÒÂ

องคการสหประชาชาติไดกําหนดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งถือวาเปนมาตรฐาน
ขนั้ ตาํ่ ทแ่ี ตล ะประเทศควรดาํ เนนิ การใหไ ดห รอื จะกาํ หนดมาตรฐานทสี่ งู กวา กไ็ ด และมาตรฐานดงั กลา ว
ยอมมีผลผูกพันกบั ตัวแทนของประเทศ รวมทง้ั เจา หนาทผ่ี บู งั คบั ใชกฎหมายของประเทศเหลานั้นดว ย
ดงั นน้ั เจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมายจะตอ งรู และใชม าตรฐานสทิ ธมิ นษุ ยชนอยา งถกู ตอ งและชอบธรรม
(Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights, ๒๐๐๔) ในการ
ปฏบิ ตั งิ านของเจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมาย จะตอ งมหี ลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ เพอ่ื จะไดเ ปน
มาตรฐานในการยอมรับของประชาชนผอู ยูภ ายใตการบงั คับใชก ฎหมาย ดังน้ี

ñ. »ÃÐÁÇÅ¡®ËÁÒÂáÅШÃÂÔ ¸ÃÃÁ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน ศกั ดศ์ิ รที ตี่ ดิ ตวั มนษุ ยม าตง้ั แตเ กดิ ซง่ึ เจา หนา ทผ่ี บู งั คบั ใชก ฎหมาย

จะตอ งเคารพและปฏบิ ตั ิตามกฎหมายอยตู ลอดเวลาเพอื่ ปกปองคุมครองศกั ดิ์ศรีแหง ความเปนมนุษย

๘๖

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) การเชอ่ื ฟง และปฏบิ ตั ติ ามคาํ สงั่ ของผบู งั คบั บญั ชา จะนาํ มาสรา งความชอบธรรม

ในการละเมดิ ตอ สทิ ธิมนุษยชนไมได
(๒) เจาหนาท่ีผูบังคับใชกฎหมายจะตองมีความรูความเขาใจในเร่ืองอํานาจ

ตามกฎหมาย และขอจาํ กัดของอํานาจดงั กลา วน้ันดว ย
ò. ¡ÒÃÃÑ¡ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃÍŒ ÂÀÒÂãμŒÃкͺ»ÃЪҸԻäμÂ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
ตาํ รวจตอ งปกปอ งคมุ ครอง รกั ษาความปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ยส นิ ของประชาชน

และตองคุมครองสิทธิของบุคคลทั้งปวงดวย ภายใตขอจํากัดตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย การจํากัด
การใชสิทธิและเสรีภาพนั้น จะทําไดเทาท่ีจําเปน เพ่ือรักษาไวซ่ึงการใหการยอมรับและเคารพในสิทธิ
ของผอู ่นื และเปนไปอยางสมเหตุสมผล

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
เจา หนา ทต่ี าํ รวจจะตอ งรกั ษาความเปน กลางทางการเมอื ง ปฏบิ ตั หิ นา ทอ่ี ยา งยตุ ธิ รรม
โดยไมเ ลือกปฏบิ ัติ และตองรกั ษาความเปนระเบยี บเรยี บรอ ยของสังคมไว
ó. ¡ÒÃäÁ‹àÅÍ× ¡»¯ºÔ ÑμãÔ ¹¡Òúѧ¤ºÑ 㪌¡®ËÁÒÂ
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
มนษุ ยท กุ คนเกดิ มาโดยมเี สรภี าพ และความเทา เทยี มกนั ทงั้ ในเรอ่ื งสทิ ธแิ ละศกั ดศ์ิ รี
บุคคลทั้งปวง มีความเทาเทียมกันตามกฎหมายและมีสิทธิไดรับการปกปองคุมครองตามกฎหมาย
อยางเทาเทียมกัน เวนแตบางกรณีท่ีมีการใชมาตรการพิเศษบางอยาง เพ่ือใชกับบุคคลท่ีตองไดรับ
การปฏบิ ตั เิ ปน พเิ ศษ แตกตา งจากบคุ คลปกติ เชน สตรี เดก็ และเยาวชน คนปว ย คนชรา และบคุ คลอนื่ ทต่ี อ ง
ไดรับการปฏิบัตเิ ปน พิเศษตามมาตรฐานสทิ ธมิ นุษยชน ไมถ ือวาเปน การเลอื กปฏิบัติ
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) สรางความคุนเคยกับชุมชน เชน การเขารวมกิจกรรมของชุมชน รับฟง
ความตอ งการ ขอรอ งเรยี น และคําแนะนาํ ของชมุ ชน
(๒) ตอ งมจี ติ สาํ นกึ ใหร บั รถู งึ ความสาํ คญั ของการมคี วามสมั พนั ธอ นั ดกี บั ประชาชน
การท่ีตองมีความยุติธรรม และการบังคับใชก ฎหมายโดยไมเลอื กปฏิบัติ
ô. ¡ÒÃÊ׺Êǹ¢Í§à¨ÒŒ ˹ŒÒ·ตèÕ ําÃǨ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
ในการสืบสวนคดีตางๆ นั้น นอกจากเจาหนาที่ตํารวจตองคํานึงถึงผลแหงคดีแลว
ยงั จะตอ งใหค วามสาํ คญั กบั สทิ ธขิ องพยานเหยอ่ื หรอื ผตู อ งสงั สยั ดว ย เชน สทิ ธใิ นความมนั่ คงปลอดภยั
สวนบุคคลตองไมถูกแทรกแซงความเปนสวนตัวโดยพลการ หรือการปฏิบัติท่ีเปนการยํ่ายีศักดิ์ศรี
เปนตน ดังนั้นการกระทําของเจาหนาที่สืบสวนตอเหย่ือหรือพยานตองชอบดวยกฎหมาย
เปนการปฏิบัติอยางมีเมตตา ปราศจากอคติ โดยตองคํานึงเสมอวาบุคคลยอมเปนผูบริสุทธิ์
จนกวา จะถกู พสิ จู นว ามีความผดิ ในการพจิ ารณาคดีอยา งยตุ ธิ รรม

๘๗

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) กอนจะเริ่มการสืบสวนคดีใดๆ ใหถามตัวเองวา “ถูกกฎหมายหรือไม”
“นําไปใชในศาลไดไ หม” “จาํ เปน หรือไม” และ “เปนการกระทาํ ทเ่ี กินกวา เหตุหรือไม”
(๒) ผบู งั คบั บญั ชาตอ งมบี ทลงโทษทเ่ี ขม งวด สาํ หรบั การกระทาํ ผดิ ระเบยี บขอ บงั คบั
หรอื กฎหมายที่เก่ียวของกับการสบื สวน
õ. ¡ÒèѺ¡ØÁ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
บุคคลยอมมีสิทธิในความมีเสรีภาพและความม่ันคงปลอดภัยของตนและเสรีภาพ
ในการเคล่ือนยาย จะตองไมถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ เวนแตเปนไปตามกฎหมาย เมื่อบุคคล
ถูกจับกุมแลวจะตองไดรับการแจงเหตุแหงการจับกุม ขอกลาวหา ตลอดจนสิทธิตางๆ ของผูถูกจับ
ในทันที ณ ขณะเวลาท่ีถูกจับกุม หามบีบบังคับใหรับสารภาพ และจะตองแจงใหครอบครัว
ของผูถ กู คมุ ขังทราบโดยทนั ทีในเร่อื งการถกู จบั กมุ และสถานทค่ี มุ ขงั
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
เจา หนา ที่ตาํ รวจผจู บั กมุ จะตองยดึ บทบัญญตั ิแหงกฎหมายเปน หลกั ใชค วามสุภาพ
ละมนุ ละมอ มในการจบั กมุ จะใชอ าํ นาจอยา งจรงิ จงั กต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปน เทา นนั้ และควรพกบนั ทกึ
ขอความแจงสิทธิของผูถูกจับกุมติดตัว เพื่อจะสามารถแจงใหผูถูกจับกุมทราบในทันทีท่ีควบคุมตัว
ไดแลว และหากผถู กู จับกมุ ตองการใชสทิ ธนิ ้นั ๆ จะตองดําเนินการใหต ามทก่ี ฎหมายกําหนด
ö. ¡ÒäÁØ ¢§Ñ
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
บุคคลทั้งปวงท่ีถูกลิดรอนเสรีภาพ จะตองไดรับการปฏิบัติอยางมีมนุษยธรรม
และเคารพศักดิ์ศรีในความเปนมนุษยโดยใหสันนิษฐานไวกอนวา บุคคลท่ีถูกกลาวหาวากระทําผิด
ทางอาญาเปน ผบู ริสทุ ธิ์ จนกวาจะพิสจู นไ ดว า กระทําผิด ในการพจิ ารณาคดอี ยางยุตธิ รรม ผูถกู คุมขงั
ตอ งไดร บั แจง ถงึ เหตผุ ลในการคมุ ขงั ตอ งไมถ กู ทรมานหรอื ไดร บั การปฏบิ ตั อิ น่ื ใดทโ่ี หดรา ย ไรม นษุ ยธรรม
และตอ งถกู คมุ ขงั ในสถานทท่ี เ่ี ปน ทรี่ จู กั อยา งเปน ทางการเทา นนั้ โดยตอ งแจง ขอ มลู ขา วสารใหค รอบครวั
หรือตัวแทนทางกฎหมายของบุคคลเหลานั้นทราบอยางครบถวน สถานที่คุมขังเด็กและเยาวชน
จะตองแยกจากผูใหญ ผูหญิงตองแยกจากผูชาย ผูตองหาตองแยกจากผูตองโทษ สถานท่ีคุมขัง
ตอ งมสี ภาพแวดลอมและสขุ อนามยั ที่เออ้ื ตอความเปนมนษุ ย ทั้งยังตองไดร ับอาหาร น้าํ ทีห่ ลับนอน
เส้ือผา การรักษาพยาบาล การออกกําลังกายและสิ่งของเครื่องใชเพื่อสุขอนามัยอยางพอเพียง
ตอ งใหค วามเคารพในเรอื่ งความเช่อื ทางศาสนาและหลกั ศลี ธรรมจรรยาของผูถูกคมุ ขัง และผถู ูกคมุ ขงั
ตองมีสิทธิท่ีจะติดตอกับโลกภายนอก เชน ไดรับการเย่ียมเยียน พบและปรึกษาผูแทนตามกฎหมาย
อยา งเปน สวนตัวแบบตัวตอตัวดวย

๘๘

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) อาํ นวยความสะดวก และจดั สถานทใ่ี นการเขา เยยี่ มและพบผแู ทนทางกฎหมาย
ใหเหมาะสม รวมถึงอํานวยความสะดวกในการใชอุปกรณเพ่ือความบันเทิง หนังสือ และอุปกรณ
เครอ่ื งเขียนตา งๆ
(๒) ตรวจสอบผูถูกคุมขังเปนระยะ เพ่ือความมั่นคงปลอดภัย และหามพกอาวุธ
เขาไปในสถานคุมขัง ตลอดจนหามใชอุปกรณเคร่ืองมือในการระงับยับย้ังในการลงโทษ จะใชได
ในความจาํ เปน เพอ่ื ปอ งกนั การหลบหนีเทานัน้
(๓) ควรมีเจาหนาที่ในการดูแลทางจิตวิทยา รวมท้ังใหคําปรึกษา เพื่อปองกัน
การฆาตัวตาย อยปู ฏบิ ตั หิ นาที่ตลอดเวลา
(๔) ตอ งใสใจในสภาพความเปน อยู รวมทั้งอาการเจ็บปวยของผถู กู คุมขัง
÷. ¡ÒÃãªกŒ ําÅѧáÅÐÍÒÇ¸Ø »„¹
ËÅÑ¡¡ÒÃ
บุคคลมีสิทธิในชีวิต ความม่ันคงปลอดภัยและเสรีภาพจากการไมถูกทรมาน
หรือการกระทําอ่ืนใดท่ีโหดราย ไรมนุษยธรรม หรือลดทอนย่ํายีศักดิ์ศรี การใชกําลังใชไดตอเม่ือมี
ความจําเปนอยางย่ิงเทาน้ัน และตองถูกใชโดยมีจุดมุงหมายในการบังคับใชกฎหมายที่ชอบ
ดว ยกฎหมายเทาน้ันจะตอ งเหมาะสมและไดส ดั สวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดว ยกฎหมาย
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) อาวุธปนจะใชไดตอเม่ือตกอยูในสถานการณคับขันสุดขีดเทาน้ัน และตอง
ใชเพ่ือปองกันตนเองหรือผูอ่ืน จากการเสียชีวิตหรือไดรับบาดเจ็บจากภัยคุกคามที่กําลังจะมาถึง
เพ่ือการจับกุมหรือปองกันการหลบหนีของบุคคลท่ีกออาชญากรรมรายแรงเปนพิเศษที่อาจนําไปสู
ภยั คกุ คามรา ยแรงตอชีวติ ได
(๒) ขั้นตอนในการใชอาวุธปน ตองแสดงตัวใหทราบวาเปนเจาหนาท่ีตํารวจ
แลวใหคําส่ังเตือนท่ีชัดเจนโดยตองใหเวลาที่เพียงพอสําหรับการปฏิบัติตามคําสั่งเตือนน้ัน
แตถาหากทําตามข้ันตอนแลวลาชา อาจสงผลใหเจาหนาที่หรือบุคคลอ่ืนไดรับอันตรายถึงแกชีวิต
หรือไดร บั บาดเจบ็ สาหัส ก็ไมจาํ เปน ตอ งปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนการใชอ าวุธปนได
(๓) ภายหลังมีการใชอาวุธปนแลวตองรีบใหการชวยเหลือทางการแพทย
กบั ผไู ดรบั บาดเจ็บทุกคน แลวแจงใหญาตหิ รอื ผทู ีไ่ ดร บั ผลกระทบจากเหตุดงั กลาวทราบ
(๔) เกบ็ รกั ษาอาวธุ ปน ทไ่ี ดร บั แจกจา ยมาเปน อยา งดแี ละปลอดภยั และตอ งสนั นษิ ฐาน
ไวก อ นวา อาวธุ ปน ทกุ กระบอกมกี ระสนุ บรรจอุ ยู หา มนาํ ไปทดลองยงิ กอ นมกี ารตรวจสอบกระสนุ ในรงั เพลงิ
(๕) มนั่ ฝก ฝน และศกึ ษาหาความรเู กย่ี วกบั การใชอ าวธุ ปน รวมถงึ เทคนคิ ในการจงู ใจ
การไกลเ กลี่ยและการเจรจาเพ่อื หลีกเลีย่ งการใชกาํ ลังหรืออาวุธปน

๘๙

ø. ¡Òá͋ ¤ÇÒÁǹ‹Ø ÇÒ ÀÒÇЩءà©Ô¹ áÅФÇÒÁ¢´Ñ áÂŒ§·èÕÁ¡Õ ÒÃãªกŒ าํ ÅѧÍÒÇØ¸
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
มาตรการท้งั ปวงในการรกั ษาความเปนระเบียบเรยี บรอย ตองเคารพสทิ ธมิ นุษยชน

ไมเลือกปฏิบัติ และตองคํานึงเสมอวาการจํากัดสิทธิใดๆ จะตองเปนไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย
เทา นนั้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ ดาํ รงไวซ ง่ึ ความเคารพในสทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพของบคุ คลอนื่ เคารพ
ในศีลธรรมจรรยา ความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะและสวัสดิภาพโดยทั่วไปของประชาชน
ตอ งใชว ธิ กี ารทไี่ มใ ชค วามรนุ แรงเปน ลาํ ดบั แรกกอ นการใชก าํ ลงั ซงึ่ จะใชก าํ ลงั ไดก ต็ อ เมอ่ื มคี วามจาํ เปน
อยางยิ่งเทาน้ันและตองเปนไปอยางเหมาะสมและไดสัดสวนกับวัตถุประสงคที่ชอบดวยกฎหมาย
ในการบงั คบั ใชก ฎหมาย หากมผี ไู ดร บั บาดเจบ็ จะตอ งไดร บั การรกั ษาเยยี วยาโดยทนั ที ตอ งไมม กี ารบงั คบั
ในขอ จาํ กดั ใดๆ ในเรอ่ื ง เสรภี าพในความคดิ เหน็ การพดู การชมุ นมุ การคบหาสมาคม หรอื การเคลอ่ื นยา ย

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) เม่ือมีการชุมนุมหรือประทวง เจาหนาที่ตํารวจจะตองใชความอดทนอดกลั้น
ตอ การชมุ นมุ ไมค กุ คามหรอื แสดงตวั เปน ปฏปิ ก ษต อ ผรู ว มชมุ นมุ หลกี เลยี่ งการกระตนุ ยวั่ ยุ เพอ่ื ปอ งกนั
ไมใ ชสถานการณล ุกลามบานปลาย
(๒) ควรจะใหมีการติดตอประสานงาน เจรจาตอรองกับตัวแทนผูชุมนุม
เพอื่ หาแนวทางแกไขรว มกนั
(๓) เม่ือจําเปนตองมีการสลายการชุมนุม ตองเร่ิมจากมาตรการเบาไปหาหนัก
และตอ งเปด ทางหลบหนีที่เห็นไดช ัดเจนเสมอ
(๔) ตองมีการฝกอบรมอยางตอเนื่องและจริงจังเกี่ยวกับการปฏิบัติตอการชุมนุม
เรียกรองตางๆ เชน การใชอุปกรณเครื่องมือ การปฐมพยาบาลเบื้องตน รูปขบวนการจัดกําลัง
รวมถงึ การใชจติ วิทยาในการเจรจาตอรอง
(๕) ตอ งจดั ทาํ และบงั คบั ใชร ะเบยี บปฏบิ ตั งิ านทช่ี ดั เจนในเรอื่ งการใชก าํ ลงั และอาวธุ
(๖) การควบคุมฝูงชนท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด จะตองดํารงรักษาไวซึ่งความเปน
ระเบียบเรยี บรอย ความปลอดภยั ของสาธารณะและไมละเมิดสทิ ธมิ นุษยชน

㹡óÀÕ ÒÇЩءà©Ô¹ ¨ÐμÍŒ §Á»Õ ÃСÒÈÍ‹ҧ໚¹·Ò§¡Òá‹Í¹
¨Ö§¨ÐÊÒÁÒö㪌ÁÒμáÒþàÔ ÈÉä´Œ áμË‹ Å¡Ñ ÊÔ·¸ÁÔ ¹ØÉª¹¡ç处 ¤§Í‹Ù

๙๐

ù. ¡ÒÃãËŒ¤ÇÒÁ¤ØŒÁ¤Ãͧᡋഡç áÅÐàÂÒǪ¹
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
เด็กตองไดรับประโยชนจากหลักสิทธิมนุษยชนเชนเดียวกับผูใหญและมีมาตรการ

พิเศษอื่นๆ อีก การคุมขังหรือกักขังเด็ก ควรเปนมาตรการรุนแรงที่ใชในโอกาสสุดทายเทานั้น
และระยะเวลาในการคุมขังน้ันตองส้ันท่ีสุดเทาที่จะเปนไปได สถานที่คุมขังเด็กตองแยกตางหาก
จากผูใหญและเด็กตองไดรับการเย่ียมเยียน ติดตอจากสมาชิกในครอบครัว และควรกําหนดอายุ
ที่นอยที่สุดที่จะตองรับผิดทางอาญา ไมควรใชการระงับยับยั้งกระทําตอรางกาย และใชกําลังตอเด็ก
จะใชไ ดต อ เมอื่ ไดใ ชม าตรการควบคมุ ทง้ั หมดแลว แตล ม เหลวและควรใชใ นเวลาสนั้ ทส่ี ดุ เทา ทเ่ี ปน ไปได
ไมค วรพกอาวุธในสถานท่คี ุมขังเด็ก ผปู กครองตอ งไดรับแจง ใหท ราบในเรื่องของการจับกุม การคมุ ขัง
การโยกยา ย การเจ็บปว ย และการบาดเจบ็ หรือการเสียชวี ิตของเด็ก

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
(๑) หากพบเหน็ การละเลยไมเ อาใจใส กระทาํ ทารณุ ตอ เดก็ หรอื แสวงหาผลประโยชน
จากเดก็ ตอ งรบี สบื สวนในทนั ที
(๒) ควรทําความรูจักเด็กและผูปกครองในพ้ืนท่ีพอสมควรและจัดทําขอมูลประวัติ
เด็กท่ีกระทําผิดหรือถูกคุมขังซึ่งประกอบดวยเอกลักษณบุคคล เหตุผลในการกระทําผิด วันเวลา
ในการรับเขามา โยกยาย และการปลอยตัว เก็บรวบรวมเปนขอมูลโดยแยกออกจากผูใหญ
และตอ งเปนความลับ
ñð. Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§ÊμÃÕ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
สตรียอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกับบุคคลทั่วไปทุกประการ เจาหนาที่ตํารวจ
ตองใชความระมัดระวังในการปองกัน สืบสวน ตรวจคน (การตรวจคนตัวสตรีตองใชเจาหนาที่
ทเ่ี ปน สตร)ี และจบั กุมสตรี เพราะการกระทาํ รุนแรงตอสตรใี นทุกรปู แบบเปน การละเมดิ สทิ ธมิ นษุ ยชน
และเสรภี าพขน้ั พนื้ ฐาน และเจา หนา ทตี่ าํ รวจยงั มหี นา ทต่ี อ งปกปอ งคมุ ครองสตรไี มใ หถ กู กระทาํ รนุ แรง
หรือถูกแสวงหาผลประโยชนโดยมิชอบทุกรูปแบบ สตรีมีครรภหรือมีลูกออนตองไดรับส่ิงอํานวย
ความสะดวกเพ่มิ พิเศษในสถานคมุ ขัง
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) เมอ่ื ไดร บั แจง เหตวุ า มกี ารกระทาํ รนุ แรงในครอบครวั หรอื กระทาํ รนุ แรงทางเพศ
ตองรีบชว ยเหลือและทําการสบื สวนสอบสวนในทนั ที
(๒) แยกผูตองขังสตรีจากชาย และควรใหเจาหนาท่ีสตรีเปนผูควบคุมดูแล
และตรวจคน ผตู องขังสตรี
(๓) หากเหยื่ออาชญากรรมเปนสตรี ควรมอบหมายใหเจาหนาที่สตรี
เปนผดู ําเนนิ การ

๙๑

(๔) ควรละเวนการพดู คยุ หรอื แสดงออกในลกั ษณะท่ีไมใ หเ กียรติแกสตรเี พศ
(๕) จัดสิ่งอํานวยความสะดวกเพิ่มพิเศษใหกับสตรีมีครรภหรือมีลูกออนในสถาน
คมุ ขงั
ññ. ¼ÅÙŒ éÀÕ ÂÑ áÅкؤ¤ÅäÃÊŒ ÞÑ ªÒμÔ
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
บุคคลทุกคนยอมมีสิทธิท่ีจะแสวงหาและไดรับท่ีหลบภัยในประเทศอ่ืนเพื่อหลบหนี
การถกู กดขขี่ มเหง ผลู ี้ภยั ซ่ึงเปน บคุ คลที่หวาดกลัวจากการถกู กดขี่ขมเหงเพราะเหตแุ หงความแตกตาง
ระหวางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ ความเห็นทางการเมือง ยอมไดรับซ่ึงสิทธิมนุษยชนข้ันพื้นฐาน
ทุกประการ ยกเวนสิทธิทางการเมืองบางประการ และการอยูอาศัยอยางผิดกฎหมายน้ันจะตองถูก
จํากัดสิทธิบางประการเก่ียวกับการเคล่ือนท่ีโยกยาย เพื่อความเปนระเบียบเรียบรอยของสาธารณะ
และเหตผุ ลทางดา นสาธารณสขุ บคุ คลไรส ญั ชาตทิ เ่ี ขา มาพาํ นกั อยา งถกู กฎหมาย ยอ มไดร บั การคมุ ครอง
ตามหลักสทิ ธิมนุษยชนในทกุ ประการ ยกเวนสทิ ธทิ างการเมืองบางประการ
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) การปฏิบัติกับผูล้ีภัยหรือบุคคลไรสัญชาติควรประสานงานอยางใกลชิดกับ
สํานักงานตรวจคนเขาเมอื ง และหนว ยงานทางสังคมทเ่ี กี่ยวของ โดยตองยึดหลักสิทธิมนุษยชน
(๒) เจาหนาท่ีตํารวจท่ีรับผิดชอบควบคุมดูแลตามแนวชายแดน และสํานักงาน
ตรวจคนเขา เมอื ง ควรศกึ ษาหาความรเู ก่ยี วกับสทิ ธขิ องผลู ภ้ี ยั และบคุ คลไรส ญั ชาติ
ñò. ÊÔ·¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹¢Í§àËÂèÍ×
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ผูตกเปนเหย่ือจากอาชญากรรม และจากการใชอํานาจโดยมิชอบ หรือจาก
การถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกคน จะตองไดรับการปฏิบัติชวยเหลือดวยความเมตตาและเคารพ
ในศกั ดศ์ิ รขี องความเปน มนุษยอยางรวดเร็ว ยุตธิ รรม ปลอดภยั และเหมาะสม
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
ในการปฏิบัติหนาท่ี เจาหนาท่ีตํารวจตองแจงใหเหยื่อทราบถึงสิทธิและบทบาท
ในเรื่องของคดี รวมถึงใหการชวยเหลือสนับสนุนทางดานกฎหมาย ดานการแพทย ดานวัตถุ
ดา นจิตวิทยาและดานสังคม หากเหย่ือตอ งการ
ñó. ¡Òúѧ¤ºÑ ºÑÞªÒáÅкÃËÔ ÒèѴ¡ÒâͧμÒí ÃǨ
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
เจาหนาท่ีตํารวจจะตองปฏิบัติหนาท่ีของตนตามกฎหมายอยางเต็มความสามารถ
ตลอดเวลา ดวยการรับใชชุมชน และใหการปกปองคุมครองประชาชนจากการกระทําที่ผิดกฎหมาย
จะตองไมยุงเก่ียวกับการกระทําท่ีเปนการทุจริตประพฤติมิชอบตอหนาท่ี ใหความเคารพและปกปอง
คมุ ครองศกั ดศิ์ รแี หง ความเปน มนษุ ย ทง้ั ตอ งดาํ รงรกั ษาและสนบั สนนุ สง เสรมิ สทิ ธมิ นษุ ยชนของบคุ คล

๙๒

ทง้ั ปวง จดั ใหม กี ารฝก อบรมสําหรบั การปฏิบัตงิ านทกุ ชนดิ ของตาํ รวจท่ีสงผลกระทบตอ สทิ ธมิ นษุ ยชน
และมีการพัฒนายุทธศาสตรในการบังคับใชกฎหมายใหมีประสิทธิผล ชอบดวยกฎหมายและเคารพ
ในหลักสิทธิมนุษยชน

á¹Ç·Ò§¡Òû¯ÔºμÑ Ô
ผูบังคับบัญชาหรือผูท่ีมีอํานาจควรมีการสุมตรวจการทํางาน หรือสถานที่ทําการ
โดยไมบอกลวงหนา เพ่ือใหแนใจวาการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีตํารวจเปนไปตามระเบียบ
และกฎหมาย
ñô. ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁʧºàÃÂÕ ºÃŒÍÂá¡‹ªÁØ ª¹
ËÅÑ¡¡ÒÃ
เจาหนาที่ตํารวจจะตองนําแผนปฏิบัติการและนโยบายชุมชนสัมพันธมาใช
สรางความใกลชิดกับชุมชนโดยผานการรวมกิจกรรมกับชุมชน ซ่ึงกิจกรรมนั้นจะตองไมเกี่ยวกับ
การบังคับใชกฎหมาย
á¹Ç·Ò§¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) จัดตั้งศูนยชุมชนสัมพันธ และโครงการขอมูลขาวสารสาธารณะ โดยใหชุมชน
เขา มามีสว นรวม และใหช ุมชนไดช ีใ้ หเห็นถึงปญ หาตา งๆ และขอหวงใยของชมุ ชนน้นั ๆ
(๒) มกี ารประสานงานกบั องคก รอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ งทงั้ ภาครฐั และภาคเอกชนใหเ ขา รว ม
กจิ กรรมกับชุมชนดวย
ñõ. ¡Òû‡Í§¡Ñ¹¡ÒÃÅÐàÁÔ´ÊÔ·¸ÔÁ¹ØÉª¹â´Â਌Ò˹ŒÒ·èμÕ Òí ÃǨ
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
เจาหนาที่ตํารวจตองเคารพและใหการปกปองคุมครองศักดิ์ศรีแหงความเปนมนุษย
และคาํ นึงถึงหลกั สทิ ธมิ นุษยชนของบุคคลทงั้ ปวงดวย
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) การสืบสวนสอบสวนในเรื่องของการใชความรุนแรงตองกระทําในทันที
อยา งเต็มความสามารถ ละเอยี ดถ่ีถว น ยตุ ธิ รรมและปราศจากอคติ
(๒) การเช่ือฟงและปฏิบัติตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาไมสามารถยกเปนขออาง
ในกรณกี ารใชค วามรนุ แรงท่ีกระทําโดยเจา หนาที่ตํารวจได

๙๓

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ §Ô Ò¹¢Í§à¨ŒÒ˹ŒÒ·èตÕ ําÃǨμÒÁËÅ¡Ñ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ØÉª¹

เจาหนาท่ีตํารวจมีหนาท่ีหลักในการรักษาความสงบเรียบรอยใหสังคม และปองกัน
และปราบปรามการกระทาํ ความผดิ ในทางอาญา ซงึ่ มเี ครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการปฏบิ ตั หิ นา ท่ี ไดแ ก กฎหมาย
ท่ีใหอํานาจเจาหนาท่ีตํารวจในการกระทําที่สงผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพในชีวิตรางกาย ดังนั้น
การปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีตํารวจตามอํานาจตางๆ จะตองมีแนวทางในการดําเนินการ เพ่ือให
เปน ไปตามหลักสิทธมิ นุษยชนที่บคุ คลไดร บั การคมุ ครอง ดังน้ี

ñ. ¡ÒèѺ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
การจับน้ันโดยปกติแลวกฎหมายใหอํานาจแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจ

เปนผูมีอํานาจในการจับ โดยเจาพนักงานดังกลาวจะทําการจับไดตองมีหมายจับหรือมีกฎหมาย
ใหอํานาจทําการจับได แมจะไมมีหมายจับซึ่งเปนหลักที่เปนไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคสอง ที่บัญญัติไววา การจับและการคุมขังบุคคล
จะกระทํามิได เวนแตมีคําส่ังหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอยางอ่ืนตามที่กฎหมายบัญญัติ การจับมี
๒ กรณดี ว ยกนั คอื การจบั โดยมหี มายจับและการจับโดยไมมหี มายจับ

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
¡ÒèºÑ â´ÂäÁÁ‹ ËÕ ÁÒ¨ºÑ ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๘
(๑) มีการกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๐
(๒) การกระทําความผิดซ่ึงหนา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๐ นหี้ มายถงึ ความผดิ ซงึ่ เหน็ กาํ ลงั กระทาํ หรอื เปน การพบในอาการใดซง่ึ แทบจะไมต อ งสงสยั
เลยวาเขาไดกระทําผิดมาแลวสดๆ หรืออาจกลาวไดวา เปนการกระทําผิดที่เจาพนักงานน้ันไดเห็น
กบั ตาตนเองไมใชเ ปน การบอกเลาท่ีมาจากคนอ่ืนอีกทอดหน่งึ
(๓) กรณีท่ีจะวินิจฉัยวาเปนความผิดซึ่งหนา เชน การทะเลาะวิวาท ซ่ึงไดยุติลง
ไปกอนหนาน้ีแลว ไมใชการกระทําความผิดซึ่งหนา เจาพนักงานตํารวจซ่ึงมาภายหลังเกิดเหตุ ไมมี
อํานาจจบั โดยไมม ีหมายจับ กรณตี วั อยา งของ จาสิบตํารวจ ส. และรอ ยตํารวจเอก ป. จับจําเลยได
ในขณะทจี่ าํ เลยกาํ ลงั ขายวตั ถอุ อกฤทธใิ์ หก บั จา สบิ ตาํ รวจ ส. ผลู อ ซอื้ กรณเี ชน นถ้ี อื วา เปน ความผดิ ซง่ึ หนา
(วเิ ชียร ดิเรกอุดมศกั ดิ,์ ๒๕๕๔ โปรดดูแนวคําพิพากษาศาลฎกี าที่ ๔๔๖๑/๒๕๔๐)
(๔) นอกจากน้ัน คําวาซึ่งหนายังหมายรวมถึงความผิดอาญาดังระบุไวในบัญชี
ทายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คือ ใหถือวาความผิดนั้นเปนความผิดซึ่งหนาในกรณี
ดงั ตอไปน้ี

(๔.๑) เมื่อบุคคลหนึ่งถกู ไลจ ับ ดงั ผูกระทาํ โดยมีเสียงรอ งเอะอะ

๙๔

(๔.๒) เมื่อพบบุคคลหน่ึงแทบจะทันทีทันใด หลังจากการกระทําผิดในถ่ินแถว
ใกลเคียงกับที่เกิดเหตุน้ัน และมีสิ่งของท่ีไดมาจากการกระทําผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธ
หรอื วัตถอุ ยา งอ่นื อนั สันนษิ ฐานไดวา ไดใชใ นการกระทาํ ผิด หรือมีรองรอยพิรุธเหน็ ประจักษทีเ่ สอื้ ผา
หรือเนือ้ ตัวของผูนั้น

àÁ×è;ººØ¤¤ÅÁÕ¾ÄμÔ¡ÒóÍѹ¤ÇÃʧÊÑÂNjҼٌ¹éѹ¹‹Ò¨Ð¡‹ÍàËμØÃŒÒÂãËŒà¡Ô´ÀÂѹμÃÒÂ
᡺‹ ¤Ø ¤ÅËÃÍ× ·Ã¾Ñ Âʏ ¹Ô ¢Í§¼ÍŒÙ ¹×è โดยมเี ครอื่ งมอื อาวธุ หรอื วตั ถอุ ยา งอนื่ อนั สามารถอาจใชใ นการกระทาํ
ความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘(๒) การจับตามกรณีนี้
เปนการจับในลักษณะของการปองกันการกระทําผิดหรือปองกันเหตุรายที่จะเกิดขึ้น คือ ผูกระทําผิด
ยงั มิไดลงมือกระทาํ ผดิ เปนเพียงการตระเตรยี มหรือการเตรียมการทีจ่ ะกระทาํ ผดิ การตระเตรียมการ
เชนวาน้ี ก็คือการมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอยางอ่ืนอันสามารถอาจใชในการกระทําผิดไดดังกลาว
มาแลว และเม่ือมีการจับกุมผูกระทําผิดดังกลาวแลว เจาพนักงานตํารวจจะตองปฏิบัติตามขั้นตอน
ตา งๆ ดงั นี้ (วรี พล กุลบุตร, ๒๕๔๘)

(๑) การจับน้ันใชวิธีการจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๘๓
โดยแจงใหผ ถู ูกจบั ทราบวา เขาจะตองถูกจับ

(๒) หากเปนการจับในกรณีท่ีผูถูกจับยังไมไดลงมือกระทําความผิด อาจอยูในขั้น
ตระเตรีมการกระทําผิดหรือกําลังจะกอเหตุอันตรายประการอื่น เมื่อจับกุมตัวผูกระทําความผิด
สงพนักงานสอบสวนแลว พนักงานสอบสวนตองนําตัวผูถูกจับยื่นฟองตอพนักงานอัยการภายใน
สี่สิบแปดช่ัวโมง เพ่ือใชวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๖
และพระราชบัญญัตใิ หใชประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๗

ÁÕàËμØÍÍ¡ËÁÒ¨ѺºØ¤¤Å¡Ã³Õà˧´‹Ç¹ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๖๖(๒) แตมีความจําเปนเรงดวนท่ีไมอาจขอใหศาลออกหมายจับบุคคลน้ันได ความจําเปน
เรงดวนทไี่ มอ าจขอใหศ าลออกหมายจบั นน้ั ตอ งมเี ง่อื นไข ดงั นี้

(๑) มีหลกั ฐานตามสมควรวาผนู ้ันนาจะกระทําความผดิ อาญา
(๒) มีเหตุอันควรเช่ือวาจะหลบหนี หรือจะไปยุงเหยิงกับพยานหลักฐานหรือกอเหตุ
อนั ตรายประการอื่น
(๓) ตองมีความจําเปนเรง ดว นไมอ าจขอใหศาลออกหมายจับบุคคลน้นั ได
¨Ñº¼ÙŒμŒÍ§ËÒËÃ×ͨíÒàÅ·Õè˹ջÃСѹã¹ÃÐËNjҧ¶Ù¡»Å‹ÍªèÑǤÃÒÇ ตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘(๔) หรือมาตรา ๑๑๗ การจับผูตองหาในกรณีนี้จะกระทําได
กต็ อ เม่อื
(๑) เม่ือผูตองหาหรือจําเลยหนีหรือจะหลบหนีใหพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจ
ทีพ่ บการกระทาํ ดังกลา วมอี ํานาจจบั ผูตองหาหรอื จําเลยน้ันได

๙๕

(๒) แตในกรณีท่ีบุคคลซึ่งทําสัญญาประกันหรือเปนหลักประกันเปนผูพบเห็น
การกระทําดงั กลาว อาจขอใหพนกั งานฝายปกครองหรือตาํ รวจท่ใี กลท ส่ี ุดจบั ผตู องหาหรือจาํ เลยได

(๓) ถาไมสามารถขอความชวยเหลือจากเจาพนักงานไดทันทวงที ก็ใหมีอํานาจ
จับผูต อ งหาหรอื จําเลยไดเ องแลวสงไปยังพนกั งานฝา ยปกครองหรือตาํ รวจทใี่ กลท ส่ี ดุ

๔) และใหเจาพนักงานนั้นรีบจัดสงผูตองหาหรือจําเลยไปยังเจาพนักงานหรือศาล
โดยคดิ คาพาหนะจากบุคคลซงึ่ ทาํ สัญญาประกนั หรือเปน หลักประกนั นนั้

¡ÒèºÑ ¢Í§ÃÒɮà ในการจับน้นั ราษฎรจะสามารถจบั ผูตองหาโดยไมม หี มายได ดวยเหตุ
ดังตอไปน้ี

(๑) เจาพนักงานขอใหช ว ยจับ
(๒) จบั ผูก ระทําความผิดซงึ่ หนา ตามความผิดท่ีไดระบไุ วในบญั ชที ายประมวลกฎหมาย
วธิ พี ิจารณาความอาญา
เม่ือจับตัวผูตองหาไดแลว กรณีเปนการจับโดยเจาพนักงาน ณ สถานท่ีจับตามประมวล
กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ และ ๘๔
(๑) ตองแจงแกผถู ูกจบั วา เขาตองถูกจบั
(๒) ถามีหมายจับใหแสดงหมายจับตอผถู กู จับ
(๓) แจง ขอ กลาวหาใหผ ูถูกจับทราบ
(๔) แจงสทิ ธิใหผ ูถูกจับทราบวา

(๔.๑) มสี ทิ ธิทีจ่ ะใหการหรือไมใหก ารกไ็ ด
(๔.๒) ถา ใหก าร ถอ ยคาํ ทใี่ หก ารนนั้ อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ด
(๔.๓) มีสทิ ธิท่ีจะพบและปรึกษาทนายความหรือผูซ่งึ จะเปน ทนายความ
(๕) สั่งใหผูถูกจับไปยังที่ทําการของพนักงานสอบสวนแหงทองท่ีที่ถูกจับพรอมดวยผูจับ
เวน แตสามารถนําไปทท่ี าํ การของพนกั งานสอบสวนผรู ับผิดชอบ
¢ŒÍ¤ÇÃÃÐÇ§Ñ กรณคี วามผิดตามพระราชบัญญตั จิ ราจร เจา หนา ท่ีตํารวจจับกมุ ตัวผูกระทํา
ความผิดไมไ ด หากผูกระทาํ ความผดิ ขดั ขนื ไมไปพบพนกั งานสอบสวนใหอ อกใบส่ัง

(๖) ถา จําเปน ก็ใหจบั ตัวไป
(๗) ถา ผถู กู จบั ขดั ขวางการจบั หรอื หนหี รอื พยายามจะหลบหนี ผทู าํ การจบั มอี าํ นาจใชว ธิ ี
หรือการปองกนั ท้ังหลายเทาที่เหมาะสมพฤตกิ ารณแ หง เร่ืองการจบั น้นั

๙๖

*ถา มกี ารตอ สขู ดั ขนื จะมคี วามผดิ ฐานตอ สขู ดั ขวางเจา พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๓๘

*ถามีการทํารายรางกายเจาพนักงานจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๗๒, ๒๗๔

(๘) ถา ผถู ูกจบั ประสงคจะแจงใหญาติ หรือผูซงึ่ ตนไววางใจทราบถงึ การจบั กมุ ซง่ึ
(๘.๑) สามารถดําเนนิ การไดโดยสะดวกและ
(๘.๒) ไมเปนการขัดขวางการจับหรือการควบคุมผูถูกจับ หรือกอใหเกิดความไม

ปลอดภยั แกบ คุ คลหน่งึ บุคคลใด
(๙) ใหเจาพนักงานอนุญาตใหผูถูกจับดําเนินการไดตามสมควรแกกรณี และให

เจา พนักงานผจู บั น้นั บนั ทึกการจับดังกลาวไวดวย
(๑๐) ถาผถู กู จบั ไดรับบาดเจบ็ เจา พนักงานผจู บั จะจดั การพยาบาลผถู กู จบั เสยี กอนนําตวั

สง พนกั งานสอบสวนก็ได
(๑๑) ถอ ยคาํ ใดๆ ทผี่ ถู กู จบั ใหไ วต อ เจา พนกั งานผจู บั หรอื พนกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจ

ในช้ันจบั กมุ ถาถอยคาํ นน้ั เปน คาํ รบั สารภาพของผถู กู จบั วาตนไดก ระทาํ ความผดิ หามมใิ หรบั ฟงเปน
พยานหลกั ฐาน

(๑๒) แตถาเปนถอยคําอื่น จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิด
ของผูถูกจับไดก็ตอเม่ือไดมีการแจงสิทธิตามวรรคสองของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๓ แกผ ถู กู จบั

¡ÒèºÑ â´Âà¨ÒŒ ¾¹Ñ¡§Ò¹μÒÁ»ÃÐÁÇÅ¡®ËÁÒÂÇÔ¸Õ¾¨Ô ÒóҤÇÒÁÍÒÞÒ ÁÒμÃÒ øô
(๑) ใหผ จู ับแจงขอกลา วหาและรายละเอยี ดเกี่ยวกบั เหตุแหง การจับใหผ ูถกู จบั ทราบ
(๒) ถามหี มายจบั ใหแจง ผูถ กู จบั ทราบและอานหมายจบั ใหฟ ง
(๓) ถายงั ไมไ ดเ ขียนบนั ทกึ การจบั ใหเ ขยี นบันทกึ การจบั
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÐÇѧ
เจาพนกั งานทไี่ มไดร ว มจบั กุม น่ังอยูใ นหอ งแอรแตมารว มลงชื่อในบันทกึ การจบั กมุ ถอื วา
เปน การปฏบิ ตั หิ นา ทโี่ ดยมชิ อบ ผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ แตบ นั ทกึ การจบั กมุ
น้ันไมเสียไป สามารถใชเปนพยานหลักฐานลงโทษผูกระทําผิดในชั้นศาลไดเพราะมีการจับจริง
(โปรดดูแนวคําพิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๖๑๒/๒๕๔๓) ใหอานบันทึกการจับกุมใหผูถูกจับฟง
และถามีขอความใดเขียนผิดใหขีดฆาแลวเขียนใหมและใหเจาพนักงานลงช่ือกํากับตรงบรรทัดน้ัน
แตถ า มกี ารแตง เตมิ หรอื เพมิ่ ถอ ยคาํ ใหเ จา พนกั งานลงชอื่ กาํ กบั ตรงตาํ แหนง ทแี่ ตง เตมิ หรอื เพม่ิ เตมิ
ถอ ยคาํ นนั้ ทกุ แหง ในระหวา งทดี่ าํ เนนิ การยงั ไมเ สรจ็ สน้ิ น้ี เจา พนกั งานผจู บั มอี าํ นาจแกไ ขบนั ทกึ นน้ั
ใหถกู ตองได แตเ ม่อื มกี ารสง มอบบันทกึ การจับกมุ น้ีใหพนกั งานสอบสวนแลว จะมาแกไ ขเพิ่มเตมิ
ไมได ถา ทาํ มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา

๙๗

(๔) มอบสําเนาบนั ทกึ การจบั ใหผ ูถกู จับนน้ั จํานวน ๑ ฉบบั
¢ŒÍ¤ÇÃÃÐหÇา§Ñ(๔กไ)มมมออบบสสําําเเนนาาบบันันททกึึกกกาารรจจับับใหมผีผถู ลูกดจังบั ตนอนั้ไปจนํานี้ เวจนาพ๑นฉักบงาบั นผูจับมีความผิดฐานละเวน
การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เจาพนักงานผูจับกระทํา
ละเมดิ ตามประมวลกฎหมายแพง และพาณชิ ย มาตรา ๔๒๐ ผถู กู จบั อาจฟอ งเรยี กคา สนิ ไหมทดแทน
ทางแพงได และเจาพนักงานผูจับมีความผิดทางวินัยดวย ในกรณีท่ีเจาหนาที่ตํารวจไดใหผูถูกจับ
ลงลายมอื ชอื่ ไวเ ปน หลกั ฐานวา (ไดร บั มอบสาํ เนาบนั ทกึ การจบั กมุ ไวแ ลว ) แตค วามจรงิ ไมไ ดม อบให
ถือไดวาเจาพนักงานไมไดมอบสําเนาบันทึกดังกลาว เพราะเจาพนักงานไมมีการกระทําในเร่ืองนี้
จรงิ แตอยา งใด

(๕) ใหสงตัวผูถูกจับแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจของที่ทําการพนักงานสอบสวน
นั้น

(๖) ถอยคําใดๆ ที่ผูถูกจับใหไวตอเจาพนักงานผูจับ หรือพนักงานฝายปกครอง
หรือตํารวจในชั้นรับมอบตัวผูถูกจับ ถาถอยคําน้ันเปนคํารับสารภาพของผูถูกจับวาตนไดกระทํา
ความผิดหา มมิใหร ับฟงเปน พยานหลักฐาน

(๗) แตถาเปนถอยคําอื่น จะรับฟงเปนพยานหลักฐานในการพิสูจนความผิด
ของผูถูกจับไดก็ตอเมื่อไดมีการแจงสิทธิตามวรรคหน่ึงของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๘๔

¡ÒèºÑ â´ÂÃÒɮà ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๘๓ และ ๘๔
¡Òû¯ÔºÑμÔ แจง ณ สถานท่ีจับ กรณีจับโดยราษฎร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๘๓
(๑) แจง แกผทู ี่จะถกู จับวาเขาตองถูกจบั
(๒) สั่งใหผูถูกจับไปยังท่ีทําการของพนักงานสอบสวนแหงทองที่ท่ีถูกจับพรอมดวยผูจับ
เวน แตสามารถนาํ ไปทที่ ําการของพนกั งานสอบสวนผรู ับผดิ ชอบ
(๓) ถาจาํ เปน กใ็ หจ ับตวั ไป
(๔) ถาผูจับขัดขวาง หรือจะขัดขวางการจับหรือหลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี
ผจู บั มีอํานาจใชวธิ หี รอื การปอ งกนั ทั้งหลายเทาทเ่ี หมาะสมแกพฤติการณแ หง เรือ่ งในการจับนน้ั
(๕) ถา ผถู กู จบั ไดร บั บาดเจบ็ ราษฎรผทู าํ การจบั จะจดั การพยาบาลผถู กู จบั เสยี กอ นนาํ ตวั
สง พนกั งานสอบสวนกไ็ ด
¡Òû¯ÔºÑμÔ แจง ณ ที่ทําการของพนักงานสอบสวน กรณีจับโดยราษฎร ตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๘๔
(๑) ใหสงตัวผูถูกจับแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจของที่ทําการพนักงานสอบสวน
น้นั

๙๘

(๒) ใหพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจ ซ่ึงรับมอบตัวผูถูกจับเขียนบันทึกการจับ
โดยบนั ทกึ ช่อื อาชพี ทอี่ ยูของผจู บั อีกท้ังขอ ความและพฤตกิ ารณแหง การจับน้ันไว

(๓) ใหผูจ ับลงลายมือชอื่ ในบันทึกการจบั ไวเ ปน สําคญั
(๔) ใหพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจ แจงขอกลาวหาและรายละเอียดแหงการจับ
ใหผูถกู จบั ทราบ (แจง คร้ังเดียว)
(๕) ใหเ จา พนักงานผูรบั มอบตัวแจงสทิ ธิใหผ ถู ูกจบั ทราบวา

(๕.๑) มสี ิทธิทีจ่ ะใหก ารหรอื ไมใหการกไ็ ด
(๕.๒) ถา ใหก าร ถอ ยคาํ ของผถู กู จบั อาจใชเ ปน พยานหลกั ฐานในการพจิ ารณาคดไี ด
(๖) เมื่อสงตัวผูถูกจับใหแกพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจของท่ีทําการของพนักงาน
สอบสวนดงั กลา วแลว ใหพ นกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจ ซงึ่ มผี นู าํ ผถู กู จบั มาสง แจง ใหผ ถู กู จบั ทราบ
ถึงสทิ ธิตามทีก่ าํ หนดไวในประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗/๑
(๗) รวมทั้งจัดใหผูถูกจับสามารถติดตอกับญาติหรือผูซึ่งผูถูกจับไววางใจ เพื่อแจง
ใหทราบถงึ การจับกุมและสถานท่ีทถ่ี กู ควบคุมไดในโอกาสแรกเมอ่ื ผูถ ูกจบั มาถงึ พนักงานสอบสวน
(๘) หรอื ถา กรณผี ถู กู จบั รอ งขอใหพ นกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจเปน ผแู จง กใ็ หจ ดั การ
ตามคํารอ งขอนนั้ โดยเร็ว
(๙) และใหพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจบันทึกไว ในการนี้มิใหเรียกคาใชจายใดๆ
จากผถู กู จับ

¢ŒÍáμ¡μ‹Ò§¢Í§¡ÒèºÑ â´Âà¨ÒŒ ¾¹Ñ¡§Ò¹áÅСÒèѺâ´ÂÃÒɮà ปรากฏดงั ตารางตอ ไปน้ี

ลาํ ´Ñº ÊÒÃÐสํา¤ÞÑ การจบั โดยเจาพนกั งาน การจับโดยราษฎร
๑. การแจงขอกลาวหา
๒ ครง้ั คอื สถานทจี่ บั และทท่ี าํ การ ๑ ครัง้ คอื ทที่ าํ การของ
ของพนักงานสอบสวน พนกั งานสอบสวน

๒. การแจงสทิ ธิ แจง ๓ ขอ แจง ๒ ขอ
๓. การลงชอื่ ในบนั ทึก - จะใหการหรือไมก ็ได - จะใหการหรอื ไมก ไ็ ด
- ถอ ยคาํ ทใ่ี หอาจใชเปน พยาน - ถอ ยคําทใ่ี หอ าจใชเปน
การจบั กมุ หลกั ฐานในชั้นศาลได พยานหลกั ฐานในชน้ั ศาลได
- มีสิทธทิ ี่จะพบและปรึกษา ราษฎรมีอาํ นาจ
ทนายความ ลงชอ่ื ในบันทกึ การจบั กุม
เจาพนักงานผไู มไ ดจบั
ลงช่อื ในบนั ทึกการจับกมุ ไมได


Click to View FlipBook Version