The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaw.2749, 2022-06-25 02:08:20

3.วิชาสิทธิมนุษยชน

2_GE21102_สิทธิมนุษยชน

๙๙

ลํา´Ñº ÊÒÃÐสาํ ¤ÑÞ การจบั โดยเจาพนักงาน การจบั โดยราษฎร
๔. การแจงสิทธชิ ัน้ ผูจ บั และผูรับมอบตวั เปน คน ผูรบั มอบตวั มีหนา ที่เขยี น
ละคนกนั ผรู บั มอบตัวมหี นา ท่ี บนั ทกึ การจบั กมุ และแจง สทิ ธิ
รบั มอบตวั แจงสิทธิชน้ั รับมอบตวั ชั้นรบั มอบตัวดวย

๕. การมอบสาํ เนาบันทึก ตอ งมอบสําเนา ไมต องมอบสาํ เนา
การจบั กุม

¡ÒèѺ¾ÃÐÀ¡Ô ÉÊØ ÒÁà³Ã
ËÅÑ¡¡ÒÃ
กรณีที่พระภิกษุสามเณรกระทําความผิดอาญา เจาหนาที่ตํารวจสามารถทําการจับกุมได
เชนเดียวบุคคลทั่วไป ไมมีกฎหมายใดหามมิใหจับกุมพระภิกษุดังกลาว แตพึงระลึกเสมอวาพระภิกษุ
สามเณรเปนท่ีเคารพกราบไหวของพุทธศาสนิกชน การกระทําใดๆ ตอพระภิกษุสามเณรน้ันจะตอง
กระทาํ ดว ยความเคารพสุภาพ และออนโยนในทุกกรณแี ละตอ งคาํ นึงถงึ หลกั สทิ ธิมนษุ ยชนดว ย
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) นอกจากเจาหนาที่ตํารวจจะสามารถจับกุมพระภิกษุสามเณรไดนอกเหนือ
จากการกระทาํ ผดิ ทางอาญาแลว เจา หนา ทต่ี าํ รวจยงั สามารถจบั กมุ พระภกิ ษสุ ามเณรทล่ี ะเมดิ พระพทุ ธ
บัญญัติประถมปาราชิกอีกสวนหน่ึง และควบคุมตัวสงมอบใหกับสํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ
เพอ่ื ดําเนินการตอไป แตก ็ตอ งกระทําดวยความเคารพและสภุ าพออ นโยนทกุ กรณี
(๒) เจาหนาท่ีตํารวจสามารถท่ีจะนําพา หรือพาตัวพระภิกษุสามเณรไปสงมอบ
ใหแกเจาคณะทองถ่ินดําเนินการตอไปได กรณีท่ีพระภิกษุสามเณรนั้นไมเอ้ือเฟอปฏิบัติตามอาณัติ
ของคณะสงฆดวยดี แตก็ตองกระทําดวยความเคารพและสุภาพออนโยนเชนเดิม การไมเอ้ือเฟอ
ตอ อาณัตขิ องคณะสงฆด ังกลา วไดแ ก

(๒.๑) การเทยี่ วเตร็ดเตร เปนพระจรจัดเปน พระไมม หี ลกั แหลง
(๒.๒) การฉนั ยาทีม่ คี ติเหมือนสุราเมรัย
(๒.๓) การเทย่ี วแทรกแซงในทชี่ มุ ชน คอื เท่ยี วดูการเลน ดูการกฬี าหรือการมหรสพ
ในสถานทีต่ างๆ ปะปนกับประชาชน
(๒.๔) การไมใหไปท่ีอโคจร คือ การเท่ียวไปในท่ีประชุมเกี่ยวกับการมหรสพ
หรอื กระบวนแห หรือเขา ไปในทอ่ี โคจรเทย่ี วเบยี ดเสียดกับคฤหัสถใ นงานตางๆ
(๒.๕) การฉันนมสด นมขนและเนยในเวลาวิกาล คือ เที่ยงวันลวงไปแลวจนถึง
เชา ตรูวนั รุงขน้ึ แมจ ะใชเ จือปนในนํ้าชาหรอื กาแฟกไ็ มค วร

๑๐๐

(๒.๖) การฉนั น้าํ มหาผลในเวลาวกิ าล ซ่งึ ไดแก นํา้ มะพรา ว เปนตน ตง้ั แตเทย่ี งวัน
ลวงไปจนถึงเชาตรูข องวันรุงข้ึน

(๒.๗) การไมใ หส อบแขงขนั เพือ่ รับราชการและการอาชีพอยางคฤหสั ถ
(๒.๘) การเทีย่ วสัญจรขอเงินชาวบาน และ
(๒.๙) การจดสลากกินแบงและซือ้ หรอื มสี ลากกินแบง ไวเปนของตัว
ถาเปนความผิดเล็กนอย ๙ ประการนี้ ใหจัดสงคณะสงฆพิจารณา เจาคณะตางๆ
เปนผูดําเนินสึกตอไป แตหากวาเปนความผิดรายแรง เจาคณะตางๆ ส่ังใหสึก แตถาหากขัดขืน
ไมยอมสึกใหดําเนินคดีอีกฐานหนึ่งได มีความผิดจําคุกไมเกินหกเดือน (พระราชบัญญัติคณะสงฆ
พ.ศ.๒๕๐๕ หมวดท่ี ๔ “วาดวยนคิ หกรรมและการสละสมณเพศ” มาตรา ๔๒)
¡ÒèºÑ à´ç¡ËÃÍ× àÂÒǪ¹
ËÅÑ¡¡ÒÃ
โดยทว่ั ไปแลว หา มมิใหจบั กุมเดก็ ซ่งึ ตอ งหาวา กระทาํ ความผดิ เวน แตเ ดก็ น้ันไดก ระทําผดิ
ซ่ึงหนา หรอื มหี มายจบั หรอื คาํ ส่ังของศาล สว นการจบั กุมเยาวชนน้ันใหเ ปน ไปตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาและพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชน
และครอบครัว มาตรา ๖๖
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) ตองแจง แกเดก็ หรอื เยาวชนวา เขาตอ งถูกจบั
(๒) แจงขอกลา วหา รวมท้ังสิทธติ ามกฎหมายใหท ราบ
(๓) หากมหี มายจับใหแ สดงตอ ผถู กู จบั
(๔) กอนสงตัวผูถูกจับใหพนักงานสอบสวนแหงทองท่ีท่ีถูกจับใหเจาพนักงานทําบันทึก
การจับกุม โดยแจง ขอกลาวหาและรายละเอียดเหตุแหงการถูกจบั แตห ามมิใหถามคําใหก ารผูถูกจบั
(๕) นําตวั ผถู กู จบั ไปยงั ทีท่ ําการของพนกั งานสอบสวนทนั ที
(๖) ถาขณะจับกุมมีบิดา มารดา ผูปกครอง บุคคลหรือผูแทนองคการซ่ึงเด็ก
หรอื เยาวชนอาศยั อยดู วยในขณะน้นั ใหผูจ บั แจงเหตุแหง การจบั ใหบุคคลดงั กลาวทราบดว ย แตถ าใน
ขณะนนั้ ไมม บี คุ คลดงั กลา วอยกู บั ผถู กู จบั ใหผ จู บั แจง ใหบ คุ คลดงั กลา วคนใดคนหนง่ึ ทราบถงึ การจบั กมุ
ในโอกาสแรกเทาทีส่ ามารถกระทาํ ได
(๗) หากผูถูกจับกุมประสงคจะติดตอส่ือสารหรือปรึกษาหารือกับบุคคลเหลาน้ัน
ซึ่งไมเปนอุปสรรคตอการจับกุมและอยูในวิสัยที่จะดําเนินการได ใหผูจับดําเนินการตามควรแกกรณี
โดยไมช กั ชา
(๘) การจับกุมเด็กหรือเยาวชนตองกระทําโดยละมุนละมอม โดยคํานึงถึงศักดิ์ศรี
ความเปนมนุษยและไมเ ปน การประจาน
(๙) ในกรณีที่พนักงานสอบสวนไดรับตัวเด็กหรือเยาวชนซ่ึงถูกจับ ใหพนักงานสอบสวน
นําตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุมทันที ภายในย่ีสิบสี่ช่ัวโมงนับต้ังแตเวลาที่เด็ก
หรือเยาวชนไปถึงทีท่ าํ การของพนกั งานสอบสวนผูร บั ผิดชอบ ไมน ับเวลาเดินทาง

๑๐๑

¢ŒÍ¤ÇÃÃÐǧÑ
๑) หามควบคมุ เด็กหรอื เยาวชนผูถูกจบั เกนิ กวาท่ีจาํ เปน
๒) หา มใชเ ครอื่ งพนั ธนาการแกเ ดก็ ผถู กู จบั เวน แตม คี วามจาํ เปน เพอื่ ปอ งกนั การหลบหนี

หรอื เพ่ือความปลอดภัยของเด็ก ผูถ กู จับหรอื บุคคลอื่น
ò. ¡Ò乌
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
การคนตัวบุคคลหรือการกระทําการใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพ กลาวคือ

สิทธิเสรีภาพในชีวิตและรางกายที่จะไมถูกทรมาน ถูกทารุณกรรมหรือถูกลงโทษดวยวิธีการโหดราย
หรือไรมนุษยธรรม จะกระทํามิไดเวนแตมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคสาม

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
เจา พนกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจเทา นนั้ ทม่ี อี าํ นาจในการคน ได การคน มี ๒ กรณี
คือ การคน โดยมีหมายคน และการคนโดยไมมหี มายคน
¡Ò䌹â´ÂäÁ‹ÁÕËÁÒ¤Œ¹ โดยทั่วไปแลวจะไมสามารถกระทําได เวนแตพนักงาน
ฝายปกครองหรอื ตํารวจเปนผคู น ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๙๒ ในกรณี
ดงั ตอ ไปน้เี ทานนั้
¡Ò䌹â´ÂÁÕËÁÒ¤Œ¹ เหตุท่ีจะออกหมายคน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา มาตรา ๖๙ ได คอื
(๑) เพื่อพบและยึดส่ิงของซ่ึงจะเปนพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนไตสวน
มลู ฟอ ง หรอื พจิ ารณา
(๒) เพื่อพบและยึดส่ิงของมีไวเปนความผิดหรือไดมาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุ
อนั ควรสงสยั วาไดใชห รอื ตงั้ ใจจะใชใ นการกระทําความผดิ
(๓) เพื่อพบและชวยบคุ คลซ่งึ ไดถ กู หนวงเหน่ียว หรอื กักขังโดยมิชอบดว ยกฎหมาย
(๔) เพ่ือพบบคุ คลซงึ่ มีหมายใหจับ
(๕) เพอื่ พบและยดึ สง่ิ ของตามคาํ พพิ ากษาหรอื คาํ สง่ั ศาล ในกรณที จ่ี ะพบหรอื จะยดึ
โดยวิธีอืน่ ไมไ ดแ ลว
¡Ò䌹 ẋ§μÒÁʶҹ·èÕ มี ๒ ประเภท คือ
(๑) การคนในท่ีสาธารณะ
(๒) และการคนทร่ี โหฐาน

๑๐๒

¡Ò䌹㹷ÕèÊÒ¸ÒóÐ
ËÅÑ¡¡ÒÃ
(๑) หา มมใิ หท าํ การคน บคุ คลใดในทส่ี าธารณสถาน เวน แตเ จา พนกั งานฝา ยปกครอง
หรอื ตาํ รวจเปน ผคู น ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๙๓ เมอ่ื มเี หตอุ นั ควรสงสยั
ดงั น้ี
(๒) มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา บคุ คลนนั้ มสี งิ่ ของในความครอบครองเพอ่ื จะใชใ นการกระทาํ
ความผิด
(๓) มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา บคุ คลนน้ั มสี ง่ิ ของในความครอบครองซงึ่ ไดม า โดยการกระทาํ
ความผดิ
(๔) มเี หตอุ นั ควรสงสยั วา บคุ คลนน้ั มสี งิ่ ของในความครอบครองซง่ึ มไี วเ ปน ความผดิ
á¹Ç·Ò§¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) กอนการตรวจคนแสดงความบริสุทธิ์ใจของผูตรวจคน ใหผูถูกคนดูกอนลงมือ
ตรวจคน
(๒) การคน ผูหญงิ ตอ งใหเ จา หนา ท่ตี ํารวจหญงิ เปน ผูตรวจคน
(๓) หากคนพบสิ่งของในความครอบครองซึ่งใชในการกระทําความผิด ไดมาโดย
การกระทําความผิดหรือมีไวเปนความผิดใหทําบันทึกรายละเอียดแหงการคนและสิ่งของที่คนได
และใหอานบันทึกการคน ใหผ ถู กู คนฟงและใหลงลายมือชอ่ื รับรองไว
(๔) หากมกี ารขดั ขวางมยิ อมใหต รวจคน เจา พนกั งานผคู น มอี าํ นาจเอาตวั ผนู นั้ ควบคมุ
ไวหรือใหอยูในความดูแลของเจาพนักงานในขณะท่ีทําการคนเทาท่ีจําเปน เพ่ือมิใหขัดขวางถึงกับ
ทาํ ใหก ารคน นัน้ ไรผ ล
¢ŒÍ¤ÇÃÃÐÇѧ
การท่ีเจาหนาท่ีพบเห็นผูตองหามีพฤติการณอันควรสงสัยวาจะกระทําความผิด
และพาอาวธุ ปน ติดตวั ไปในเมืองโดยไมไ ดร ับอนญุ าต ซึง่ เปน ความผิดซงึ่ หนา แมจ ะไมมีหมายจบั
แตไ ดแ สดงตวั วา เปน เจา พนกั งานตาํ รวจใหผ ตู อ งหาทราบแลว จงึ มอี าํ นาจตรวจคน และจบั ผตู อ งหาได
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา ๗๘(๑) (๓) และมาตรา ๙๓ การทผี่ ูตองหา
ใชมือกดอาวุธปนไมใหเจาพนักงานที่ดึงออกมาจากเอวเพ่ือยึดเปนของกลาง จึงเปนการขัดขวาง
เจาพนักงานในการปฏิบัติตามหนาที่โดยใชกําลังประทุษราย ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง (แนวคาํ พพิ ากษาศาลฎีกาท่ี ๓๙๑๒/๒๕๓๙)

๑๐๓

¢ŒÍ¤ÇÃÃÐÇѧ
การคนในที่สาธารณสถานไมมีการจํากัดเวลาในการคน สามารถคนในเวลากลางคืนได

และการคนในท่ีสาธารณสถานไมจําเปนตองมีหมาย นอกจากน้ันยังไมจํากัดวาผูทําการคน
ตอ งเปน พนกั งานตาํ รวจตาํ แหนง ใด แตก ารคน จะตอ งมเี หตผุ ลอนั สมควรและอยใู นขอบเขตทไ่ี มก อ
ความเดอื ดรอ นราํ คาญใหก บั ประชาชน โดยใหพ ยายามปฏบิ ตั ใิ นหลกั การทาํ นองเดยี วกนั กบั การคน
ในทร่ี โหฐานเทา ที่สามารถจะปฏบิ ตั ไิ ด (วรี พล กุลบุตร, ๒๕๕๐)

¡Ò乌 ã¹·ÃèÕ â˰ҹËÃÍ× ¤¹Œ ºŒÒ¹
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ทรี่ โหฐาน คอื สถานทีส่ ว นตัว ทบ่ี คุ คลท่วั ไปหรือประชาชนจะเขาออกตามอําเภอใจ
ไมได เชน บานพักอาศัย คือ หามมิใหคนในที่รโหฐาน โดยไมมีหมายคนหรือคําสั่งของศาลเวนแต
พนกั งานฝายปกครองหรือตาํ รวจเปนผคู นตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา ๙๒
ในกรณีดังตอ ไปนี้
(๑) เมื่อมีเสียงรองใหชวยมาจากขางในท่ีรโหฐานนั้น หรือมีเสียงหรือมีพฤติการณ
อนื่ ใดอันแสดงไดวามีเหตุรา ยเกิดขึน้ ในท่ีรโหฐานน้นั
(๒) เมอ่ื ปรากฏความผดิ ซึง่ หนากาํ ลังกระทาํ ลงในทร่ี โหฐาน
(๓) เมื่อบุคคลท่ีไดกระทําความผิดซ่ึงหนา ขณะท่ีถูกไลจับหนีเขาไป หรือมีเหตุ
อนั แนน แฟน อนั ควรสงสยั วา ไดเ ขา ไปซกุ ซอ นตวั อยใู นทร่ี โหฐานนนั้ เชน สมศกั ด์ิ ลกั ทรพั ยแ ลว หลบหนไี ป
ตํารวจเห็นเหตุการณในขณะลัก จึงวิ่งไลจับเพื่อจะจับแตสมศักด์ิว่ิงหลบหนีเขาไปในบานวิทยาเสีย
ตํารวจติดตามเขาไปในบานนั้นเพื่อคนและจับสมศักดิ์ได แตถาตํารวจว่ิงไลหางไปหนอย ทําให
คลาดสายตาตํารวจไปช่ัวระยะเวลาหน่ึง และเมื่อไลติดตามไป ปรากฏวาเห็นวามีบานอยูบริเวณนั้น
เพยี งหลงั เดยี ว และสมศกั ดหิ์ ายไปเชน นี้ ถอื วา มเี หตอุ นั แนน แฟน ควรสงสยั วา สมศกั ดไ์ิ ดเ ขา ไปซกุ ซอ น
ตวั อยใู นบา นนน้ั ตาํ รวจกเ็ ขา ไปทาํ การคน เพื่อจบั ได แมจ ะไมเหน็ ขณะท่วี ง่ิ เขาไปในบาน
(๔) เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรวาส่ิงของท่ีมีไวเปนความผิดหรือไดมา
โดยการกระทาํ ความผดิ หรือไดใชห รอื มไี วเ พือ่ ใชในการกระทําความผิด หรอื อาจเปน พยานหลกั ฐาน
พสิ จู นก ารกระทาํ ความผดิ ไดซ อ นหรอื อยใู นนนั้ ประกอบกบั ตอ งมเี หตอุ นั ควรเชอ่ื วา เนอ่ื งจากการเนน่ิ
ชา กวาจะเอาหมายคนมาได สง่ิ ของนน้ั จะถูกโยกยายหรือทําลายเสยี กอน
(๕) เม่ือท่ีรโหฐานนั้นผูจะตองถูกจับเปนเจาบาน และการจับนั้นมีหมายจับ
หรอื จบั ตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๗๘ ผตู อ งถกู จบั เปน เจา บา น ไมใ ชค นอนื่
ที่หลบหนีมาซุกซอนอยู คนใชหรอื ญาติอน่ื ทีอ่ าศยั อยูก็ไมเ ขา ขอนี้ เจาบา นหมายถงึ ผเู ปนหวั หนา ของ
บุคคลท่ีพักอาศัยอยูในบานหลังนั้นและรวมตลอดถึงคูสมรสของผูเปนหัวหนาเทาน้ัน เพราะบุคคล

๑๐๔

ดังกลาวเปนผูรับผิดชอบในการครอบครองบานและปกครองผูอยูอาศัยในบานหลังน้ัน หาไดรวมถึง
ผอู ยใู นบานทกุ คนไม

¡Ã³ÕμÑÇÍÂÒ‹ §
จําเลยอยูในฐานะบุตร มิไดอยูในฐานะเจาบานการที่ผูเสียหายกับพวกเขาไปจับกุม
จําเลยในบานดังกลาวตามหมายจับแตไมมีหมายคน เปนการจับกุมโดยไมชอบ จําเลยจึงชอบท่ีจะ
ปอ งกนั สทิ ธขิ องตนได หากจาํ เลยชกตอ ยผเู สยี หายจรงิ กเ็ ปน การกระทาํ เพอ่ื ปอ งกนั ไมม คี วามผดิ ฐาน
ตอสูขดั ขวางเจา พนักงาน (คาํ พพิ ากษาฎกี าที่ ๑๐๓๕/๒๕๓๖)
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) ใหพ นกั งานฝา ยปกครองหรอื ตาํ รวจสงั่ ใหเ จา ของหรอื คนทอ่ี ยใู นนน้ั หรอื ผรู กั ษา
สถานที่น้ันใหยอมใหเขาไปและอํานวยความสะดวกในการคน โดยพนักงานผูคนตองแสดงหมายคน
ถา เปนการคน ไดโดยไมมหี มายคน ตอ งแสดงนามและตําแหนง
(๒) เจา ของหรอื คนทอี่ ยใู นนนั้ หรอื ผรู กั ษาสถานทไ่ี มย อมใหค น เจา พนกั งานมอี าํ นาจ
จะใชก าํ ลงั เพอื่ เขา ไป ในกรณจี าํ เปน จะเปด หรอื ทาํ ลายประตบู า น หนา ตา ง รว้ั หรอื สง่ิ กดี ขวางอยา งอนื่
ทาํ นองเดียวกนั นน้ั ก็ได
(๓) กอนลงมือคน เจาพนักงานผูคนตองแสดงความบริสุทธ์ิเสียกอน และใหคน
ตอหนาผูครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผูนั้น ถาหาไมไดก็ตองคนตอหนาบุคคลอ่ืน
อยา งนอ ยสองคน ท่ไี ดม าเปน พยาน
(๔) การคนหาสิ่งของที่หาย จะใหเจาของหรือผูครอบครองส่ิงของนั้นหรือผูแทน
ของเขาไปกับเจา พนกั งานในการคนก็ได
(๕) การคนตองกระทําระหวา งพระอาทิตยข ้นึ และตก เวน แต

(๕.๑) เมอ่ื ลงมอื คนในเวลากลางวนั แลวไมเสร็จ จะคนตอในเวลากลางคนื กไ็ ด
(๕.๒) ในกรณีฉุกเฉินอยางยิ่ง หรือมีกฎหมายอ่ืนบัญญัติใหคนไดเปนพิเศษ
จะทําการคนในเวลากลางคืนก็ได เชน กรณี มาตรา ๓๐(๑) ของพระราชบัญญัติคุมครองเด็ก
พ.ศ.๒๕๔๖ ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อวา หากไมดําเนินการในทันทีเด็กอาจไดรับอันตรายแกรางกาย
หรือจิตใจ หรือถูกนําพาไปสถานท่ีอ่ืนซึ่งยากแกการติดตามชวยเหลือ ก็ใหมีอํานาจเขาไปในเวลา
ภายหลังพระอาทิตยตกได
(๖) การคนเพื่อจับผูดุรายหรือผูรายสําคัญจะทําในเวลากลางคืนก็ได แตตองไดรับ
อนญุ าตพิเศษจากศาล
(๗) การคนจะคนไดเฉพาะเพ่ือหาตัวคนหรือสิ่งของที่ตองการคนเทาน้ัน แตมี
ขอ ยกเวน ดังนี้
(๗.๑) ในกรณีที่คนหาส่ิงของโดยไมจํากัดส่ิง เจาพนักงานผูคนมีอํานาจยึด
สง่ิ ของใดๆ ซ่งึ นาจะใชเ ปนพยานหลกั ฐานเพ่ือเปน ประโยชน หรอื ยนั ผูตองหาหรือจาํ เลย

๑๐๕

(๗.๒) เจาพนักงานซ่ึงทําการคนมีอํานาจจับกุมบุคคล หรือส่ิงของอื่นในท่ีคน
นั้นไดเ มื่อมีหมายคนอกี ตา งหากหรือในกรณีความผดิ ซ่งึ หนา

(๘) ในการคน เจา พนกั งานตอ งพยายามมใิ หม กี ารเสยี หาย และกระจดั กระจายเทา ท่ี
จะทาํ ได

(๙) ถามีเหตุอันควรสงสัยวา บุคคลซ่ึงอยูในท่ีซึ่งคนหรือจะถูกคน จะขัดขวาง
ถึงกบั ทําใหการคนไรผล เจาพนกั งานคนมอี าํ นาจเอาตัวผูนัน้ มาควบคุมไว หรือใหอ ยูใ นความดูแลของ
เจา พนกั งานในขณะที่ทาํ การคนเทาทจ่ี าํ เปน เพอื่ มิใหข ัดขวางถงึ กับการทําใหการคนนัน้ ไรผ ล

(๑๐) ถามีเหตุอันควรสงสัยวา บุคคลท่ีจะคนน้ันไดเอาสิ่งของที่ตองการพบซุกซอน
ในรางกาย เจาพนักงานผูคนมีอํานาจคนตัวผูนั้นได เชนเดียวกับพนักงานผูจับหรือรับตัวผูถูกจับไว
ท่ีมีอํานาจคนตัวผูตองหาและยึดสิ่งของตางๆ ที่อาจใชเปนพยานหลักฐานได แตการคนตอง
กระทําการดงั น้ี

(๑๐.๑) การคนตอ งทําโดยสุภาพ ถาคนผหู ญงิ ตองใหหญงิ อน่ื เปน ผูคน
(๑๐.๒) สิ่งของที่ยึดไว เจาพนักงานมีอํานาจยึดไวจนกวาคดีถึงท่ีสุด เมื่อคดี
เสร็จแลว จึงใหคืนแกผูตองหาหรือแกผูอื่น ซ่ึงมีสิทธิเรียกรองขอคืนสิ่งของน้ัน เวนแตศาลจะส่ังเปน
อยา งนนั้
(๑๑) การคนท่ีอยูหรือสํานักงานของผูตองหาหรือจําเลย ซึ่งถูกควบคุมหรือขังอยู
ใหทําตอหนาผูน้ัน ถาผูน้ันไมสามารถหรือไมติดใจมากํากับ จะตั้งผูแทนหรือใหพยานมากํากับก็ได
ถาผแู ทนหรอื พยานไมม ี ใหคน ตอหนา บคุ คลในครอบครัว หรอื ตอ หนา พยาน
(๑๒) สงิ่ ของทย่ี ดึ ไดต อ งใหผ คู รอบครองสถานท่ี บคุ คลในครอบครวั ผตู อ งหา จาํ เลย
ผูแทนหรอื พยานดูเพือ่ ใหร บั รองวาถกู ตอง ถาบคุ คลดังกลาวนัน้ รับรองหรอื ไมร ับรองกใ็ หบ นั ทกึ ไว
(๑๓) เจาพนักงานผูคน ตองบันทึกรายละเอียดแหงการคนและสิ่งของท่ีคน
ไดน้ันตองทําบัญชีรายละเอียดไวและใหอานบันทึกการคนและบัญชีส่ิงของใหผูครอบครองสถานที่
บคุ คลในครอบครวั ผตู อ งหา จาํ เลย ผแู ทนหรอื พยานฟง แลว แตก รณี แลว ใหผ นู น้ั ลงลายมอื ชอื่ รบั รองไว
(๑๔) เจา พนกั งานทคี่ น โดยมหี มาย ตอ งรบี สง บนั ทกึ และบญั ชสี งิ่ ของพรอ มดว ยสงิ่ ของ
ทย่ี ึดมา ถาพอจะสง ไดไปยังผอู อกหมายหรือเจาพนกั งานอ่นื ตามที่กําหนดไวใ นหมาย
¡Ò乌 μÑǺ¤Ø ¤Å
การคนตัวบุคคลหรือกระทําการใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพจะกระทํามิได
เวนแตม เี หตุตามทีก่ ฎหมายบญั ญตั ติ ามรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๒๘
¡Ò䌹μÑǺ¤Ø ¤ÅÁÕ ó ¡Ã³´Õ ŒÇ¡ѹ ¤Í×
(๑) การคนบุคคลในสาธารณสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๙๓ การคนตัวบุคคลในท่ีสาธารณะไมตองมีหมายคนโดยผูคนจะตองเปนเจาพนักงาน
ฝายปกครองหรือตํารวจ และตองมีเหตุอันควรสงสัยวา บุคคลน้ันมีส่ิงของในความครอบครอง

๑๐๖

เพื่อจะใชในการกระทําผิด หรือซ่ึงไดมาโดยการกระทําความผิด หรือซ่ึงมีไวเปนความผิด
เม่ือตรวจคนพบวาเปนความผิดซ่ึงหนา และสิ่งของนั้นไมจําเปนตองอยูท่ีตัวของผูท่ีถูกคน ซึ่งดูจาก
พฤติการณหรอื เจตนาในการแสดงความครอบครองกเ็ พยี งพอแลว

(๒) การคนตัวบุคคลในที่รโหฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา ๑๐๐ วรรคสอง สืบเน่อื งจากการคนในที่รโหฐาน และมคี นในทน่ี น้ั ขัดขวางการคน โดยมีเหตุ
อันควรสงสัยวาบุคคลน้ันไดเอาส่ิงของที่ตองการพบซุกซอนในรางกาย เจาพนักงานผูตรวจคน
มีอาํ นาจคนตวั ผูน้นั ได

(๓) การคนตัวผูตองหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา
๘๕ เจาพนักงานผูจับหรือผูรับตัวผูถูกจับ มีอํานาจตรวจคนตัวผูตองหาและยึดส่ิงของตางๆ ใชเปน
พยานหลักฐานได

¡Ò䌹ÂÒ¹¾Ò˹Ð
ยานพาหนะนน้ั ไมถ อื วา เปน ทร่ี โหฐาน ไมจ าํ เปน ตอ งมหี มายคน เจา พนกั งานฝา ยปกครอง
หรือตํารวจสามารถตรวจคนเม่ือมีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๙๓
หรอื เพื่อความเขาใจงายข้ึน ใหเปรยี บเทยี บวายานพาหนะก็คือ กระเปา ใบหนึ่งเทานั้น
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÐǧÑ
กอนการตรวจคน ทกุ ครัง้ ผูตรวจคน ตองแสดงความบริสุทธใ์ิ จ
ó. ¡ÒÃãªàŒ ¤Ãè×ͧ¾¹Ñ ¸¹Ò¡ÒÃ

ËÅÑ¡¡ÒÃ
การใชเคร่ืองพันธนาการในการควบคุมตัวผูกระทําความผิดนั้นจะกระทําไดก็ตอเม่ือ
มคี วามจาํ เปน เพอื่ ปอ งกนั ไมใ หผ กู ระทาํ ความผดิ หลบหนไี ปจากการควบคมุ ของเจา หนา ท่ี อยา งไรกต็ าม
ถึงแมวาเจาหนาที่ตํารวจจะมีอํานาจในการควบคุมตัว และมีอํานาจท่ีจะใชเคร่ืองพันธนาการ
กับผูกระทําความผิดได แตก็เปนการใชอํานาจที่กระทบตอสิทธิเสรีภาพของบุคคล แตเม่ือบุคคลใด
ก็ตามกระทําความผิดอันมีโทษตามกฎหมายก็สมควรที่จะตองไดรับการลงโทษ ซ่ึงการลงโทษ
ผกู ระทาํ ความผดิ นนั้ เปน ไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ ไดแ ก ประหารชวี ิต จาํ คุก กกั ขงั
ปรบั และรบิ ทรพั ย ซงึ่ การใชอ าํ นาจดงั กลา วของเจา หนาที่ตํารวจ ก็ตอ งคาํ นึงถงึ ศักด์ิศรีของความเปน
มนุษยด วย
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºÑμÔ
(๑) ใชเ ทา ทจ่ี าํ เปน เพอ่ื ปอ งกนั มใิ หเ ขาหลบหนเี ทา นนั้ (ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา มาตรา ๘๖)
(๒) หากจําเปนตองใชเครื่องพันธนาการ เชน กุญแจมือกับโซรอย ในการควบคุม
ผตู อ งหา เจา หนา ทตี่ าํ รวจไมจ าํ เปน ตอ งใชท กุ กรณี ดงั นนั้ กอ นทจ่ี ะใชเ ครอ่ื งพนั ธนาการจงึ ควรพจิ ารณา
จากปจจยั หลายๆ ดา น ดงั น้ี (ระเบยี บการตาํ รวจเกี่ยวกับคดี ขอ ๑๔๖)

๑๐๗

(๒.๑) ใหพิจารณาถึงฐานความผิด วาเปนความผิดอุกฉกรรจหรือเล็กนอย
หากเปนความผดิ อุกฉกรรจหรอื ไมแ นใ จวา จะหลบหนีกค็ วรใชกญุ แจมือ

(๒.๒) ใหพิจารณาถึงตัวบุคคล หากเปนบคุ คลท่คี วรใหเกียรติ เชน การกระทาํ
ความผิดของขาราชการท่ีรับราชการมีหลักฐานมั่นคง พระภิกษุ สามเณร นักพรตตางๆ ทหาร
สวมเครื่องแบบ หญิงชรา เด็ก คนพิการและคนปวยเจ็บท่ีไมสามารถจะหลบหนีไดดวยกําลังตนเอง
ถาไมไ ดก ระทาํ ความผดิ อกุ ฉกรรจ หรอื ไมไดแสดงกิรยิ าจะขดั ขืนหรือหลบหนีแลว ไมควรใชกุญแจมือ

¢ÍŒ ¤ÇÃÃÐǧÑ
หา มใชเ ครอ่ื งพนั ธนาการแกเ ดก็ ไมว า กรณใี ดๆ เวน แตม คี วามจาํ เปน เปน อยา งยง่ิ

อนั มอิ าจหลกี เลยี่ งไดเ พอ่ื ปอ งกนั การหลบหนี หรอื เพอื่ ความปลอดภยั ของเดก็ ผถู กู จบั หรอื บคุ คลอน่ื
(พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีศาลเยาวชนและครอบครัวฯ
มาตรา ๖๙ วรรคสาม)

(๓) ใหพิจารณาถึงสถานที่ที่จะควบคุมไป หากเปนทางเปล่ียน มีโอกาสที่ผูตองหา
จะหลบหนี หรือทาํ อนั ตรายแกผ คู วบคมุ ไดง ายควรใสกุญแจมอื

(๔) ใหพิจารณาถึงเวลา หากเปนเวลาคํ่าคืนหรือจําเปนตองพักคางคืน ณ ท่ีใด
ในระหวางทางท่ีไมมที ่คี วบคมุ เพื่อปอ งกนั การหลบหนแี ละการตอ สู ควรใชก ญุ แจมอื

(๕) ใหพิจารณาถึงกิริยาและความประพฤติ วามีความประพฤติเปนอยางไร
เชน เคยตองโทษอาญามาแลว หรือเคยหลบหนีการควบคุม มีอากัปกิริยาแสดงออกทําใหสงสัยวา
คดิ จะทํารา ยผูควบคมุ ควรใชก ุญแจมอื

(๖) หากตองใชกุญแจมือ ผูใสจะตองตรวจดูใหกุญแจมือพอดีกับขอมือผูตองหา
คือ ตองไมใหหลวมหรือคับเกินไป เพราะถาหลวมมากก็จะหลุดจากขอมือไดงาย ถาคับมากก็จะ
เปนการทรมานแกผ ตู อ งหา เม่ือใสก ญุ แจมอื แลว ในกรณที ีม่ คี วามจาํ เปน จะมีโซร อ ยสาํ หรับถือควบคมุ
ไปกไ็ ด ใหผ ตู อ งหาเดนิ หนา ผคู วบคมุ ถอื ชายโซเ ดนิ ตามหลงั หรอื เดนิ ตามไปขา งๆ (ประมวลระเบยี บการ
ตํารวจเกย่ี วกับคดี ขอ ๑๔๗)

ô. ¡ÒÃμ§Ñé ¨´Ø μÃǨ¨Ø´Ê¡Ñ´ μÒÁËÅÑ¡Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ภารกิจหลักของตํารวจอีกอยางหน่ึงก็คือ การปองกันและปราบปรามอาชญากรรม

ซึ่งหากการปฏิบัติตามภารกิจมีประสิทธิภาพยอมทําใหเปาหมายในการปองกันอาชญากรรมบรรลุ
ผลสําเร็จได ทั้งน้ีโดยตองระลึกอยูเสมอวาการปฏิบัติภารกิจใดๆ ก็ตาม ตองอยูภายใตขอบเขตของ
กฎหมายท่ีใหอํานาจโดยคํานึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด และ
หลักสทิ ธมิ นษุ ยชนสากลดวย

๑๐๘

¡ÒÃμ§éÑ ¨Ø´μÃǨ ¨Ø´Ê¡Ñ´ ÁÇÕ μÑ ¶»Ø ÃÐʧ¤·สèÕ ํา¤ÞÑ ¡¤ç ×Í
(๑) เพื่อควบคุมพืน้ ทีล่ อ แหลมตอ การเกิดอาชญากรรม
(๒) เพื่อเปน การปอ งกนั และปราบปรามการกระทําผิด
(๓) เพื่อเปนการตัดชองโอกาสในการกระทําผิดโดยเฉพาะการปดเสนทางที่คนราย
จะหลบหนี
(๔) เพอ่ื ตรวจคน บคุ คล หรอื ยานพาหนะทผี่ า นเขา ออกพนื้ ที่ เพอื่ ปอ งกนั การกระทาํ ผดิ
หลบหนี
(๕) เพื่อคนหาสง่ิ ผิดกฎหมาย อาวธุ เครือ่ งมือเครือ่ งใชท ่ีจะใชใ นการกระทําผดิ
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
(๑) การต้งั ดา นตรวจ จดุ ตรวจ หรอื จุดสกัดในเขตทางเดินรถหรือทางหลวง ใชเ ม่อื
กรณีท่ีมเี หตุจําเปนหรือเหตุการณฉ ุกเฉินเรงดวน ตอ งมนี ายตํารวจชั้นสญั ญาบัตรเปนหัวหนาควบคุม
โดยไดรับอนุมัติจากผูบังคับบัญชา โดยตองแตงกายเคร่ืองแบบในการปฏิบัติหนาท่ีและใหทุกหนวย
ประสานการปฏิบตั ิระหวา งหนว ยใกลเคียงใหชัดเจนเพอ่ื ไมใหเกิดการซํ้าซอนกัน
(๒) ตองปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย ระเบียบ คําส่ังของหนว ยงาน
(๓) มแี ผงกน้ั แสดงเครอ่ื งหมายวา “จดุ ตรวจ” และควรจดั ใหม สี ง่ิ กดี ขวางหรอื สญั ญาณ
อื่นใดใหสังเกตไดงายในระยะไกล เชน กรวยยางคาดแถบสีสะทอนเพื่อชวยปองกันอุบัติเหตุท่ีอาจ
เกดิ ขน้ึ
(๔) ในเวลากลางคืนตองใหมีแสงไฟสองสวางใหมองเห็นไดอยางชัดเจน ในระยะ
ไมน อ ยกวา ๑๕ เมตร กอ นถงึ จดุ ตรวจ
(๕) กําหนด “เขตพื้นท่ีปลอดภัย” ไวสําหรับเปนบริเวณตรวจคน เพื่อใหเกิดความ
ปลอดภยั ทัง้ แนวทีต่ รวจคน และเจา หนา ทีต่ ํารวจ ระหวา งทท่ี าํ การตรวจคน
(๖) ควรวางกําลังสวนหน่ึงไวบริเวณทางแยกหรือจุดกลับรถกอนถึงจุดตรวจ
หรือจดุ สกัด เพือ่ ไวท ําจุดสกัดกัน้ หรือไลตดิ ตามผทู เี่ ล้ยี ว หรือกลบั รถหลบหนกี ารตรวจคน
(๗) พงึ ใชความระมัดระวงั และตัง้ อยใู นความไมประมาททกุ ขณะทําการตรวจคน
(๘) พึงเปนผูมีมารยาทที่ดีงามและรักษากิริยาวาจาระหวางการตรวจคน เชน
ไมสอ งไฟบรเิ วณใบหนาประชาชนผถู ูกตรวจคน โดยตรง และรูจ กั ใชคําพูดทีส่ ุภาพ
(๙) ใชการสังเกตและใหความสนใจเปนพิเศษแกพาหนะที่มีลักษณะพิรุธ เชน
รถจักรยานยนตไมติดแผนปายทะเบียนหรือพับงอแผนปายทะเบียนเพื่อปดบังอําพรางหมายเลข
หรอื พาหนะที่มีการดดั แปลงสภาพ
(๑๐) ในการต้ังจุดตรวจหรือจุดสกัด ใหคํานึงถึงความปลอดภัยของเจาหนาท่ีตํารวจ
ทปี่ ฏิบตั ิงานและประชาชน และไมกอ ใหเกิดปญหาความเดือดรอ นแกป ระชาชนผูใ ชทางโดยไมจําเปน

๑๐๙

¢Ñé¹μ͹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ ¡ÒäǺ¤ÁØ áÅСÒÃμÃǨÊͺ¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
(๑) เรียกแถวตรวจยอดกําลังพล ตรวจความพรอมของเจาหนาท่ีตํารวจ
ผูปฏบิ ัติ รวมทง้ั อปุ กรณเ ครื่องมือเครอื่ งใชในการต้ังจดุ ตรวจ
(๒) อบรมชี้แจงสถานภาพอาชญากรรมการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ตํารวจ
ในชวงเวลาทีผ่ า นมา แนวนโยบายและคาํ ส่ังของผูบ ังคบั บญั ชา และขอ ราชการตางๆ ทเ่ี กย่ี วของ
(๓) กาํ หนดตวั เจา หนา ทต่ี าํ รวจผปู ฏบิ ตั ใิ นแตล ะสว นของพนื้ ทจี่ ดุ ตรวจ และทาํ ความ
เขา ใจกบั บทบาทหนาทีข่ องแตล ะคนใหช ดั เจน
(๔) การต้ังจุดตรวจหรือจุดสกัด ใหรายงานทางศูนยวิทยุ ใหผูบังคับบัญชาทราบ
เมือ่ เรมิ่ ตน และเลกิ ปฏิบตั ิ
(๕) เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติใหรายงานผลการปฏิบัติเปนลายลักษณอักษร
เสนอผบู งั คบั บัญชาตามลําดับชนั้ จนถงึ ผูอ นมุ ตั ิ ภายในวนั ถัดไปเปนอยางชา
(๖) ใหผูบังคับบัญชาต้ังแตระดับสารวัตรข้ึนไป ผลัดเปล่ียนหมุนเวียนกันควบคุม
การปฏบิ ตั ิ รวมทงั้ รายละเอียดเกยี่ วกบั ลักษณะและพฤติการณแ หงการกระทําผดิ ใหละเอียดชดั เจน
(๗) ในระหวางการปฏิบัติหนาที่ตรวจคนของเจาหนาที่ผูปฏิบัติ ผูที่ทําหนาที่เปน
ผคู วบคมุ จะตอ งกาํ กบั ดแู ลใหเ ปน ไปตามระเบยี บกฎหมาย เพอื่ มใิ หเ จา หนา ทผ่ี ปู ฏบิ ตั แิ สวงหาประโยชน
โดยมชิ อบเกดิ ขึ้นระหวา งการปฏิบัตหิ นาที่
¢ÍŒ ¤ÇÃÃÐÇѧ
๑) ไมค วรตงั้ จุดตรวจหรอื จดุ สกัดในบริเวณทางโคง เชิงสะพาน ทล่ี าดชัน และบรเิ วณท่ี
เปน มมุ อบั สายตา เพอื่ ปอ งกนั อบุ ตั เิ หตทุ อี่ าจเกดิ ขน้ึ จากการมองไมเ หน็ ของผขู บั ข่ี หรอื การหยดุ รถ
ไมท ันในระยะกระชน้ั ชิด
๒) ในเวลากลางคนื ตองมแี สงสวา งอยา งพอเพยี ง ใหผ ูขับข่ีเหน็ ไดใ นระยะไกล อุปกรณ
แสงสวางตองหมัน่ ตรวจสอบและปรบั ปรุงใหทาํ งานไดอ ยางมีประสทิ ธภิ าพอยเู สมอ
๓) ในการเรยี กรถใหห ยดุ ไมว ากรณีใดๆ อยาเอาตัวหรอื สว นของรา งกาย เชน แขน ขา
เขาไปขวางหรือสกัดก้ันใหรถหยุด เพราะอาจถูกชนจากรถที่หยุดไมทัน ระหวางการตรวจคนใน
“เขตพนื้ ทปี่ ลอดภยั ” อยา ยนื ขวางหนา รถทก่ี าํ ลงั ตรวจคน เพราะอาจจะถกู รถชนได กรณผี ตู อ งสงสยั
พยายามขบั รถหลบหนกี ารตรวจคน
๔) ในกรณีท่ีผูขับขี่พยายามขับขี่รถฝาจุดตรวจเพื่อหลีกเล่ียงการตรวจคน เจาหนาที่
ตํารวจประจําจุดตรวจไมควรสรา งสงิ่ กีดขวางข้ึนอยางกะทนั หนั เชน ขบั รถเขา ขวาง หรอื เขน็ แผง
ปายสัญญาณขวางทางเพื่อพยายามหยุดรถ เพราะอาจจะทําใหผูขับข่ีหยุดรถไมทันแลวหักหลบ
สงิ่ กดี ขวางจนเกดิ อบุ ตั เิ หตเุ ฉย่ี วชนประชาชนหรอื เจา หนา ทตี่ าํ รวจทป่ี ฏบิ ตั หิ นา ทบี่ รเิ วณจดุ ตรวจได
๕) ในกรณีท่ีสงสัยวาคนรายอาจมีอาวุธอยูในรถ เจาหนาที่ตํารวจท้ังชุดตรวจคน
และชุดคุมกันควรหาที่กําบังในขณะที่รถเขามาในบริเวณจุดสกัด และอาจใชเครื่องขยายเสียง
จากรถยนตส ายตรวจบงั คบั รถเพ่ือตรวจคน

๑๑๐

õ. ¡ÒäǺ¤ÁØ ½§Ù ª¹/¡ÒûÃÒº¨ÅÒ¨Å
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
(๑) หลักการท่ีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของผูชุมนุม ประชาชนพลเมืองทุกคน

ยอ มมสี ิทธเิ สรภี าพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวธุ การจํากัดเสรภี าพจะกระทํามไิ ด เวนแต
โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพ่ือคุมครอง
ความสะดวกของประชาชนทจี่ ะใชท ส่ี าธารณะ หรอื เพอื่ รกั ษาความสงบเรยี บรอ ยในระหวา งเวลาทป่ี ระเทศ
อยูในภาวะสงครามหรือในระหวางเวลาท่ีมีประกาศสถานการณฉุกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก
บุคคลยอมมีเสรีภาพในการเปนสมาคม สหภาพ สหพันธ สหกรณกลุมเกษตรกร องคการเอกชน
องคก ารพฒั นาเอกชนหรอื หมูคณะอน่ื ขาราชการหรอื เจา หนาที่ของรฐั ยอมมีเสรภี าพในการรวมกลุม
เชนเดียวกับบุคคลทั่วไป แตท้ังนี้ตองไมกระทบกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผนดิน และ
ความตอ เนอ่ื งในการจดั ทาํ บรกิ ารสาธารณะ ทงั้ นต้ี ามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ การจาํ กดั เสรภี าพตามวรรคหนง่ึ
และวรรคสองจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติกฎหมาย เฉพาะเพื่อคุมครอง
ประโยชนสวนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือเพื่อปองกันมิใหมีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจผูชุมนุมจะตองระมัดระวังใหการชุมนุม
อยูภายใตขอบเขตของกฎหมาย มิฉะน้ันหากมีการกอความวุนวาย ใชกําลังขวางปาทําลายสิ่งของ
ของบุคคลอื่นหรือกีดขวางทางสัญจรจนเกิดความเดือดรอนรําคาญ อาจเปนความผิดตามกฎหมาย
ซ่ึงเจาพนกั งานอาจกลา วอางเปน ความผิดได ทัง้ ตามประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติจราจร
ทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ และพระราชบัญญตั ิควบคมุ การโฆษณาโดยใชเ ครอ่ื งขยายเสียง พ.ศ.๒๔๙๓

(๒) หลกั สทิ ธมิ นษุ ยชนตามกตกิ าระหวา งประเทศเนอื่ งจากประเทศไทยเปน สมาชกิ
ขององคการสหประชาชาติ จึงตองระมัดระวังมิใหมีการลวงละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ึน มิฉะน้ันอาจถูก
รองเรียน หรือสงรายงานการลวงละเมิดสิทธิมนุษยชนตอคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
และสหประชาชาตอิ าจดาํ เนนิ มาตรการทมี่ ผี ลกระทบตอ ประเทศไทยได นอกจากน้ี การทปี่ ระเทศไทย
ไดเขาเปนภาคีกติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ.๒๕๐๙
ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีที่จะตองพัฒนากฎหมายและดําเนินการใหสอดคลองกับบทบัญญัติ
แหงกตกิ าดังกลา ว ซึ่งไดแก

(๒.๑) ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ พ.ศ.๒๔๙๑
(Universal Declaration of Human Rights, ๑๙๔๘) ขอ ๒๐(๑) บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพ
แหง การชุมนุมและการสมาคมโดยสงบ

(๒.๒) กติการะหวางประเทศวาดวยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง
พ.ศ.๒๕๐๙ (International Covenant on Civil and Political Rights, ๑๙๖๖) ขอ ๒๑ สทิ ธใิ น
การรว มประชมุ โดยสงบยอมไดรับการรบั รอง การจาํ กัดการใชสิทธนิ ้จี ะกระทาํ มิไดน อกจากจะกําหนด
โดยกฎหมายและเพียงเทาท่ีจําเปนสําหรับสังคมประชาธิปไตยเพ่ือประโยชนแหงความมั่นคงของชาติ
หรอื ความปลอดภยั ความสงบเรยี บรอ ย การสาธารณสขุ หรอื ศลี ธรรมของประชาชน หรอื การคมุ ครอง
สทิ ธิและเสรภี าพของบุคคลอ่ืน

๑๑๑

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ μÑ Ô
กรณีมีการชุมนุมเรียกรองตองปฏิบัติตามนโยบายหลักของรัฐบาลและหนวยงาน
ภาครัฐคือ การรักษาความสงบในการชุมนุมใหเปนไปดวยความเรียบรอยและกําหนดแผนข้ันตอนใน
การปฏิบัติรองรับเม่ือเหตุการณลุกลามจนกลายเปนการจลาจล โดยใหเปนในทิศทางเดียวกันรวมทั้ง
ตอ งมกี ารซกั ซอ มความเขา ใจใหก ารแกป ญ หาเปน ไปอยา งมรี ะบบและมปี ระสทิ ธภิ าพโดยยดึ ถอื หลกั ดงั น้ี
(๑) ใชห ลกั เมตตาธรรม โดยใหค าํ นงึ ไวเ สมอวา ในการชมุ นมุ เรยี กรอ งของประชาชน
ที่มารวมตัวกันนั้นมีความเดือดรอนจริงๆ ซึ่งตองการใหรัฐบาลชวยเหลือขาราชการและพนักงาน
เจา หนา ทที่ ร่ี บั ผดิ ชอบกต็ อ งตรวจสอบขอ เทจ็ จรงิ วา มคี วามเดอื ดรอ นและมคี วามทกุ ขต ามขอ เรยี กรอ ง
จรงิ หรอื ไม ถามจี รงิ กต็ องใหก ารชวยเหลอื ตามอํานาจหนาที่
(๒) การดําเนินการตั้งแตมีการชุมนุมโดยสงบไปจนกระท่ังเกิดการจลาจลนั้น
ใหใชมาตรการการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนัก และมีการประกาศขั้นตอนในการปฏิบัติของ
เจาหนาท่ีควบคุมฝูงชนใหทราบกอนทุกครั้ง พึงระลึกเสมอวาการชุมนุมในขอบเขตของกฎหมาย
เปน สิทธิของผูช ุมนมุ ทจี่ ะกระทาํ ไดตามกฎหมายรฐั ธรรมนูญ ฉะนนั้ เจาหนาท่ีตํารวจทุกคนตองปฏิบัติ
อยา งละมนุ ละมอม ใชก ารเจรจา ประชาสมั พันธ สรางความเขาใจ หลีกเลยี่ งการใชก าํ ลังจนถงึ ทสี่ ดุ
(๓) การใชหลักกฎหมาย หากผูชุมนุมเรียกรองใชวิธีการรุนแรง โดยกระทําผิด
กฎหมายและเปนการละเมิดสิทธิผูอ่ืนใหขาราชการและพนักงานเจาหนาที่ที่รับผิดชอบใชวิธีการ
เจรจากอ นโดยเสนอแนะใหปฏิบัตใิ หถกู ตอ งตามกฎหมาย หากไมปฏบิ ัตติ ามกฎหมายหรอื ยังคงมกี าร
กระทาํ ทก่ี า วรา ว รนุ แรงกใ็ หด าํ เนนิ การตามกฎหมายโดยใหด าํ เนนิ การในระดบั ถอ ยทถี อ ยอาศยั และตอ ง
มองวาทุกคนเปนเพอ่ื นรว มชาติ
(๔) หากจําเปนตองใชกําลังสลายการชุมนุม หลังจากมีการสลายการชุมนุมแลว
ตองเขาสูกระบวนการฟนฟู สงตัวผูบาดเจ็บ หรือดําเนินการตางๆ ใหเกิดความปลอดภัยตอบุคคล
สถานที่ที่เกิดเหตุ และควบคุมสถานการณใหอยูในภาวะปกติ มาตรการทั้งปวงในการรักษา
ความเปน ระเบียบเรยี บรอยตอ งเคารพสิทธิมนุษยชน ไมเลอื กปฏบิ ตั แิ ละตอ งคาํ นงึ เสมอวา การจาํ กัด
สทิ ธใิ ดๆ จะตอ งเปน ไปตามบทบญั ญตั ขิ องกฎหมายเทา นนั้ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ ดาํ รงไวซ งึ่ ความเคารพ
ในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของบุคคลอ่ืน เคารพในศีลธรรมจรรยา ความเปนระเบียบเรียบรอย
ของสาธารณะและสวสั ดภิ าพทว่ั ไปของประชาชน ตอ งใชว ธิ กี ารทไี่ มใ ชค วามรนุ แรงเปน ลาํ ดบั แรกกอ นการ
ใชก าํ ลงั กรณจี ะใชก าํ ลงั ไดต อ งเปน กรณจี าํ เปน อยา งยง่ิ และตอ งเปน ไปอยา งเหมาะสมและไดส ดั สว นกบั
วตั ถปุ ระสงคที่ชอบดว ยกฎหมาย หากมผี บู าดเจ็บตอ งไดร บั การรกั ษาเยยี วยาทนั ที ตองไมมกี ารบังคบั
ในขอ จาํ กดั ใดๆ ในเรอื่ งเสรภี าพความคดิ เหน็ การพดู การชมุ นมุ การคบหาสมาคมหรอื การเคลอ่ื นยา ย

๑๑๒

ö. ¡ÒÃÃ¡Ñ ÉÒ¤ÇÒÁʧºã¹¡ÒêÁØ ¹ØÁàÃÕ¡ÃÍŒ §
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
การรักษาความสงบในการชุมนุมเรียกรองน้ัน จะตองคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพ

สว นบคุ คลและหลกั สทิ ธมิ นษุ ยชนเปน หลกั และจะตอ งพยายามหลกี เลยี่ งการใชก าํ ลงั และความรนุ แรง
เปน สาํ คญั พยายามใชห ลกั การเจรจาและการปอ งกนั กอ นเปน อนั ดบั แรก แตห ากจะใชก าํ ลงั จรงิ ๆ กค็ วร
จะใชในสถานการณท่ีคับขันถึงขีดสุดเทานั้น และจะตองใชใหไดสัดสวนกับความรุนแรงและชอบธรรม
ตามกฎหมายเทาน้นั

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ÔºμÑ Ô
(๑) ตองเตรียมกําลังใหพรอมท่ีจะจับกุมแกนนําและจับกุมกลุมผูชุมนุมขนาดใหญ
เมื่อมีการทําผิดกฎหมายเกิดขึ้น ใหพรอมท่ีจะจับกุม แตตองเตรียมกําลังใหพนจากสายตาของกลุม
ผูช มุ นุม และการแสดงกาํ ลงั นจี้ ะตอ งไมมลี ักษณะเปนการขม ขูผูช ุมนมุ ทีย่ ังไมมกี ารทําผดิ กฎหมาย
(๒) โดยท่ัวไป การรักษาความสงบในการชุมนุมเรียกรอง ตํารวจตองทํางาน
เปนหมขู ้นึ ไปจะไมแ ยกปฏบิ ตั เิ ปนรายบคุ คล
(๓) ตํารวจผูปฏิบัติงานจัดการเหตุชุมนุมเรียกรองหรือควบคุมฝูงชนตองติด
เครอื่ งหมายยศ สงั กดั ปา ยชอื่ ใหม คี วามสงู ของตวั อกั ษรอยา งนอ ยสองนวิ้ บนดา นนอกของเครอื่ งแบบ
หรือบนหมวก ซึ่งจะทาํ ใหส ามารถตรวจสอบ ถงึ ชือ่ และสังกดั ได ไดชัดเจนในระยะพอสมควร
(๔) การใชกําลังเขาควบคุมฝูงชนหรือการสลายฝูงชนถาเปนไปได ตองใชหนวยท่ี
ไดร บั การฝก มาเพอื่ ทาํ หนา ทนี่ โ้ี ดยตรง หรอื หากจะใชเ จา หนา ทตี่ าํ รวจจากหนว ยอน่ื กค็ วรเปน เจา หนา ท่ี
ตาํ รวจทไ่ี ดร บั การฝกฝนมาทางดานนโ้ี ดยเฉพาะ
(๕) ไมว า การรวมตวั ของฝงู ชน จะถกู ตอ งเปน ไปตามกฎหมายหรอื ไม ตาํ รวจจะตอ ง
อํานวยความสะดวกการจราจรและจัดการไมใหฝูงชนกีดขวางการจราจร ในการชุมนุมเรียกรอง
ทไี่ มไ ดม กี ารเตรยี มการมากอ น ผบู ญั ชาการเหตกุ ารณ ตอ งตดั สนิ ใจโดยดจู าํ นวนผมู าชมุ นมุ วา จะใหเ ดนิ
หรอื อยูบนทางเทา หรือจะใหใ ชถ นนชองทางใดชอ งทางหนง่ึ โดยพิจารณาปจจยั ความสมดลุ ระหวา ง
สทิ ธใิ นการชมุ นมุ โดยสงบและปราศจากอาวธุ ในทส่ี าธารณะกบั การกดี ขวางการจราจรและการกระทบ
สิทธิเสรีภาพของผูอ่ืนและสวนรวมในการเดินทาง ตํารวจตองติดตอกับผูประสานงานหรือแกนนํา
ผชู มุ นมุ เพอื่ แกป ญ หาเหลา น้ี ดว ยการเจรจา การจดั การจราจรมคี วามจาํ เปน ทง้ั การรกั ษาความปลอดภยั
ใหผูช ุมนุม และชว ยในการควบคุมพืน้ ทีช่ ุมนุม การจํากัดผลกระทบการชุมนมุ และการสลายการชุมนุม
(๖) ตํารวจพึงระลึกไววาผูชุมนุมไมไดเปนผูกระทําผิดเหมือนกันทั้งหมด แมวา
จะมีผูชุมนุมบางคนใชความรุนแรงหรือทําลายทรัพยสิน ซ่ึงกลุมผูชุมนุมที่ไมไดใชความรุนแรงดวย
อาจถูกกักหรือก้ันไวไมใหออกจากพื้นท่ีชุมนุม ดังน้ันตํารวจจะตองคํานึงถึงความเสี่ยงในการจับกุม
หรือใชกาํ ลงั กบั ผูช ุมนุมทไี่ มไดทําผดิ กฎหมาย หรือมีสวนกอ เหตรุ ุนแรงในระหวา งการชุมนุม

๑๑๓

(๗) ตํารวจตองหลีกเลี่ยงการโตเถียงหรือใชคําพูดดาทอกับกลุมผูชุมนุม การดาทอ
ของกลมุ ผชู มุ นมุ หรอื ใชค าํ พดู หยาบคายดา วา ตาํ รวจ ไมเ ปน เหตเุ พยี งพอใหจ บั กมุ ผชู มุ นมุ แตล ะบคุ คล

(๘) ตํารวจจะตองไมแสดงอาวุธหรือกําลังวาจะเขาใชกําลังในเหตุการณชุมนุม
ท่ีไมผิดกฎหมาย จะแสดงไดเม่ือมีการแจงเตือนวาจะมีการสลายการชุมนุม หรือมีการแจงผูชุมนุม
วาเปน การชมุ นมุ ท่ผี ดิ กฎหมายกอเหตุวนุ วาย ใหเ ลกิ การชมุ นมุ ตามท่ีกฎหมายกําหนด

(๙) หนวยตํารวจจะตองไมสงตํารวจเขาไปเจรจาหรือพูดคุยกับกลุมผูชุมนุม
ที่มีลักษณะใชความรุนแรง ตํารวจจะไมฝาฝูงชนเขาไปจับกุมผูชุมนุมเปนรายตัว ในพื้นที่การชุมนุม
เวนแตผูชุมนุมที่กอเหตุรุนแรงดังกลาวไดกระทําผิดอยางรุนแรงและคําส่ังดังกลาวเปนคําส่ังของ
ผูบญั ชาการเหตุการณ

(๑๐) ผูบัญชาการเหตุการณและผูบังคับบัญชาจะตองใชความพยายามเพ่ือใหแนใจ
วาภารกิจทไ่ี ดร ับมอบประสบความสาํ เรจ็ อยางมปี ระสิทธภิ าพและมคี วามละมนุ ละมอ ม ตามหลกั การ
สากล โดยคาํ นงึ ถงึ สทิ ธมิ นษุ ยชนและเสรภี าพสว นบคุ คล และพยายามใชก าํ ลงั หรอื อาํ นาจแตน อ ยทส่ี ดุ
เทา ทจ่ี ะทาํ ได การใชก าํ ลงั ตอ งเปน ไปตามกฎการใชก าํ ลงั และสงิ่ แวดลอ มหรอื ระดบั ของความจาํ เปน ของ
สถานการณค วามรุนแรงของกลุมผูช ุมนุมทเ่ี ผชิญอยู ทง้ั น้มี ิไดห มายถงึ การตดั สทิ ธิการใชก าํ ลงั ปองกนั
ตนเอง และการกระทาํ อนั จาํ เปน เพอ่ื ทจี่ ะปอ งกนั ภยนั ตรายทจี่ ะเกดิ ขนึ้ แกก ลมุ ผชู มุ นมุ ประชาชนทว่ั ไป
และเจา หนาทีห่ รอื ตัวตํารวจเอง

÷. ¡®¡ÒÃ㪌กําÅ§Ñ ¨Ò¡àºÒä»ËÒ˹¡Ñ μÒÁËÅ¡Ñ ÊÒ¡Å
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ผบู งั คบั บญั ชาทคี่ วบคมุ การปฏบิ ตั ใิ นแตล ะสถานการณ มหี นา ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบ

ตอการใชกําลัง เครื่องมือเครื่องใชตลอดจนอาวุธอื่นใด โดยยึดหลักความจําเปน สมเหตุสมผล
ภายใตก ฎหมาย เพอื่ คลค่ี ลายสถานการณ เพอ่ื รกั ษาสทิ ธเิ สรภี าพ สวสั ดภิ าพตลอดจนปอ งกนั มใิ หเ กดิ
อนั ตรายหรอื ความเสยี หายตอ ชวี ติ และทรพั ยส นิ ของปวงชนทบี่ รสิ ทุ ธแ์ิ ละทไ่ี มเ กย่ี วขอ งไมว า กฎการใช
กําลังจะไดกําหนดไวอยางไร ผูบังคับหนวยทุกระดับช้ันและผูปฏิบัติงานทุกนายพึงระลึกไวเสมอวา
กฎการใชกําลังนั้นไมไดเปนขอจํากัดท่ีจะทําใหเจาพนักงานเสียสิทธิในการปองกันตามสมควรแกเหตุ
เพอื่ ใหต นเอ่ งหรอื ผอู น่ื พน จากภยนั ตรายทใี่ กลจ ะถงึ และไมส ามารถหลกี เลย่ี งโดยวธิ อี นื่ ใดได เนอื่ งจาก
ภยันตรายนั้นตนไดกอใหเกิดจากความผิดของตน อยางไรก็ดีก็จะตองคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคลตามหลกั รัฐธรรมนญู และสิทธมิ นษุ ยชนตามหลกั สากลเปนหลกั สําคญั ดว ย

á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) ใชกาํ ลงั นอยทสี่ ุดเทาท่จี าํ เปนของสถานการณ
(๒) การปองกันเปนข้ันตอนท่ีจําเปนอยางยิ่ง และหากมีการใชสิทธิเสรีภาพ
เกินกวาทีก่ ฎหมายบญั ญตั ไิ ว ใหเ จา พนกั งานดําเนินการดังนี้

(๒.๑) บันทกึ รายละเอยี ดและพฤตกิ ารณใ นการกระทาํ ผิด

๑๑๔

(๒.๒) การกระทําใดท่ีผิดกฎหมาย ประกาศโฆษณา ประชาสัมพันธ
ใหย ุตกิ ารกระทาํ

(๒.๓) กรณีไมแ นช ัดวาผิดกฎหมายหรอื ไมใ หรอ งขอตอศาลเพ่อื คมุ ครองสิทธิ
(๒.๔) การปฏิบัติตอผูหญิง เด็ก และคนชราจะตองเพิ่มความระมัดระวัง
และปฏบิ ัติเปน พิเศษ โดยใหเหมาะสม และคํานึงถึงสิทธมิ นษุ ยชนของคนเหลา นัน้ เปนหลกั
ø. ¡ÒÃãªÍŒ ÒÇ¸Ø áÅÐà¤Ã×Íè §ÁÍ×
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ในการใชอาวุธและเครื่องมือน้ัน ผูใชจะตองตระหนักถึง สิทธิและเสรีภาพของ
บุคคลตามหลักรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนที่เปนหลักสากลเปนหลัก จะตองพยายามไมใชวิธีการ
ความรนุ แรง คอื พยายามใชว ธิ กี ารปอ งกนั หรอื ใชว ธิ กี ารเจรจาเปน อนั ดบั แรกกอ น หรอื หากจะใชก าํ ลงั
กค็ วรใชเ ฉพาะสถานการณท วี่ กิ ฤต หรอื คบั ขนั ทไ่ี มส ามารถหลกี เลยี่ งไดจ รงิ ๆ เทา นนั้ และจะตอ งพยายาม
ใชก าํ ลงั ใหน อ ยทสี่ ดุ เทา ทจ่ี ะทาํ ได และการใชก าํ ลงั จะตอ งเปน ไปตามกฎการใชก าํ ลงั จากเบาไปหาหนกั
ตามหลกั สากลเปน หลกั เชน การใชอาวธุ ท่ีไมเปน อนั ตรายตอ ชวี ิตกอน เปน ตน
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) ควรใชเฉพาะในสถานการณท่ีวิกฤต หรือสถานการณที่คับขันจริงๆ และ
ไมสามารถหลกี เลี่ยงตอ การปกปอ งคุม ครองชวี ติ ไดเ ทา น้นั
(๒) โดยใชเ ทา ทจ่ี าํ เปน เหมาะสมกบั สถานการณแ ละไดส ดั สว นระหวา งความรนุ แรง
กับวตั ถปุ ระสงคใ นการใชท ่ชี อบดวยกฎหมาย หรือชอบธรรมเทา นนั้
(๓) เจาหนาท่ีตํารวจหรือผูบังคับใชกฎหมาย ควรใชวิธีการปองกันตนเองกอน
กอนท่ีจะใชอาวุธและเครื่องมือ อยางเชน การใชโลหมวกกันน็อก เสื้อกันกระสุนฯ เหลานี้เพ่ือเปน
การหลีกเลี่ยงการใชอ าวธุ ใดๆ ท่กี ลา วมาแลว
(๔) หากมีการใชอาวุธ เมื่อวิธีการอื่นใดใชไมไดผลก็ควรจะตองใชอาวุธที่ไมเปน
อันตรายตอชีวิต หรือไมเปนอันตรายถึงตาย (Non-Lethal Weapon) กอนเปนอันดับแรก
กอ นท่ีจะไปใชอ าวุธที่เปนอันตรายแกชวี ติ
(๕) ในกรณที ใี่ ชอ าวธุ ทไ่ี มเ ปน อนั ตรายแกช วี ติ ดงั กลา ว เจา หนา ทผ่ี ใู ชจ ะตอ งประเมนิ
ความเสย่ี งทจ่ี ะกอ อนั ตรายตอ บคุ คล (The Risk of Endangering) อยา งระมดั ระวงั และจะตอ งเสย่ี ง
ใหนอยทีส่ ดุ
(๖) หากมกี ารใชอ าวธุ ทเี่ ปน อนั ตรายตอ ชวี ติ กรณกี ารใชป น จรงิ ในการควบคมุ ฝงู ชน
ในเวลากลางวนั จะตองใชกระสนุ ปนซอมยงิ และควรยิงเฉพาะจดุ ที่ทาํ ใหไมเสยี ชวี ติ เทาน้ัน
(๗) กรณีท่ีใชอาวุธท่ีไมเปนอันตรายแกชีวิตหรือถึงตายอาจเร่ิมเปนลําดับข้ัน
โดยอาศยั ระยะหา งท่ีจะใชเครื่องมือเปนตวั กําหนด ดงั น้ี
(๗.๑) การแสดงกาํ ลัง (ประมาณ ๓๐๐ หลา)

๑๑๕

(๗.๒) การประกาศแจง เตือน (ประมาณ ๒๕๐ หลา)
(๗.๓) การใชเ ครอ่ื งเสยี งระยะไกล (ประมาณ ๒๐๐ หลา)
(๗.๔) การใชแกส นาํ้ ตาชนดิ ยงิ (ประมาณ ๑๕๐ หลา)
(๗.๕) ฉีดน้าํ ผสมแกส (ประมาณ ๕๐ หลา)
(๗.๖) ฉีดนาํ้ ผสมสี (ประมาณ ๓๐ หลา)
(๗.๗) การใชแกส นา้ํ ตาชนิดขวาง (ประมาณ ๒๕ หลา)
(๗.๘) การใชฉีดนาํ้ แรงดัน (ประมาณ ๒๐ หลา)
(๗.๙) การใชกระสนุ ยาง (ประมาณ ๑๕ หลา)
(๗.๑๐) ปน ชอ็ ตไฟฟา (ประมาณ ๑๐ หลา)
(๗.๑๑) ปนยิงแห (ประมาณ ๕ หลา)
(๗.๑๒) แกสนา้ํ ตาชนดิ สเปรย (ประมาณ ๒.๕ หลา)
(๗.๑๓) การใชก ระบอง (ประมาณ ๑ หลา) (สาํ นกั งานตํารวจแหง ชาต,ิ ๒๕๕๕)
(๘) อุปกรณเคมีสารเคมี (Tactical Use of Riot Control Agents and Chemical
Weapon) เชน แกส นาํ้ ตา สเปรยพ รกิ ไทย การใชจ ะตอ งคาํ นงึ ถงึ ความเขม ขน ทเ่ี หมาะสม อาณาบรเิ วณ
สภาพการถา ยเทของอากาศ สาํ รวจทศิ ทาง ระยะปลอดภยั หลกี เลย่ี งการไปโดนตวั ผใู ดผหู นงึ่ พยายาม
มุงใหตกที่พื้นเปนหลัก และระมัดระวังการโดนผูไมเก่ียวของ ผูมีอํานาจสั่งการวางแผนและตัดสินใจ
จะตองอยูสถานที่ที่เกิดเหตุ ควรเปนผูท่ีมีความเปนผูนําอยางดีย่ิง สามารถกลั่นกรองสถานการณ
และวางแผนใชขัน้ ตอนของกลยทุ ธไ ดโดยทันที
(๙) กระบองหรืออุปกรณและอาวุธท่ีไมเปนอันตรายถึงตายอ่ืนๆ ใหใชเฉพาะ
สถานการณวิกฤตไมสามารถหลีกเลี่ยงได โดยใชเทาที่จําเปนและไดสัดสวนเหมาะสมกับสถานการณ
เทา น้ัน
ù. ¡ÒÃ㪌กําÅ§Ñ áÅÐÍÒÇØ¸»„¹
ËÅ¡Ñ ¡ÒÃ
ตามหลกั สทิ ธมิ นษุ ยชน บคุ คลยอ มมสี ทิ ธใิ นชวี ติ ความมน่ั คงปลอดภยั และมเี สรภี าพ
จากการไมถูกทรมาน หรือการกระทําอื่นใดท่ีโหดราย ไรมนุษยธรรมหรือลดทอนย่ํายีศักดิ์ศรีของ
ความเปนมนุษย การใชกําลังจะใชไดก็ตอเมื่อมีความจําเปนอยางย่ิงเทาน้ัน และจะตองใชอยาง
เหมาะสมและไดส ดั สวนกับวตั ถปุ ระสงคทชี่ อบดวยกฎหมายเปน สาํ คญั
á¹Ç·Ò§ã¹¡Òû¯ºÔ ÑμÔ
(๑) เมื่อมีการชุมนุมหรือประทวง เจาหนาที่ตํารวจจะตองใชความอดทนอดกล้ัน
ใหมากท่ีสุด ไมคุกคามหรือแสดงตัวเปนปฏิปกษกับผูชุมนุม หลีกเล่ียงการกระตุนย่ัวยุเพื่อปองกัน
ไมใ หส ถานการณล กุ ลามบานปลาย
(๒) ควรจัดใหม ีการติดตอ ประสานงาน เจรจาตอรองกับตวั แทนของผูช มุ นุม

๑๑๖

(๓) ตองมีการฝกอบรมอยางตอเนื่องและจริงจังเก่ียวกับการปฏิบัติตอการชุมนุม
เรียกรองตางๆ ในเร่ืองการใชอุปกรณเคร่ืองมือการปฐมพยาบาลเบื้องตน รูปขบวน รวมถึงการใช
จติ วทิ ยาในการเจรจา

(๔) จดั ทําและบงั คบั ใชระเบยี บปฏบิ ัตงิ านที่ชัดเจนในเรือ่ งการใชก าํ ลงั และอาวุธ
(๕) การควบคุมฝูงชนท่ีมีประสิทธิภาพท่ีสุด จะตองดํารงไวซ่ึงความเปนระเบียบ
เรยี บรอย ความปลอดภยั ของสาธารณะและไมล ะเมิดสิทธมิ นุษยชน
(๖) ในกรณีภาวะฉุกเฉิน จะตองมีประกาศอยางเปนทางการกอนจึงจะสามารถ
ใชมาตรการพิเศษได แตยงั ตอ งเคารพในหลักสทิ ธมิ นษุ ยชน
(๗) อาวุธปนจะใชไดตอเมื่อตกอยูในสถานการณคับขับสุดขีดเทานั้น และตองใช
เพอ่ื ปอ งกนั ตนเองหรอื ผอู นื่ เพอื่ มใิ หเ สยี ชวี ติ หรอื ไดร บั บาดเจบ็ จากภยั คกุ คามทกี่ าํ ลงั จะมาถงึ เพอื่ การ
จับกุมหรือปองกันการหลบหนีของบุคคลท่ีกอ อาชญากรรมรายแรงเปนพเิ ศษ ที่อาจนําไปสภู ัยคุกคาม
รา ยแรงตอชีวิต
(๘) ในเวลากลางคืนน้ัน ไมควรใชอาวุธปนอยางเด็ดขาดเพราะจะทําใหเกิดปญหา
การจํากัดขอบเขตความรนุ แรง แตอาจใชอ าวธุ อยางอื่นที่ไมเ ปนอันตรายตอ ชวี ติ หรอื ถึงตายได
(๙) ข้นั ตอนการใชอาวธุ ปน ตองแสดงตัวใหทราบวาเปนเจาหนาทต่ี าํ รวจ แลว ออก
คําสั่งเตือนชัดเจนโดยตองใหเวลาที่เพียงพอสําหรับการปฏิบัติตามคําส่ังเตือนได แตถาหากทําตาม
ขน้ั ตอนแลว ลา ชา อาจสง ผลใหเ จา หนา ทห่ี รอื บคุ คลอน่ื ไดร บั อนั ตรายถงึ แกช วี ติ หรอื ไดร บั บาดเจบ็ สาหสั
ก็ไมจ าํ เปนตองปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนการใชอ าวธุ ปนได
(๑๐) หากมีการใชอาวุธปน ก็จะตองระมัดระวังในการใชใหไดสัดสวนระหวาง
ความรุนแรงของการกระทาํ ผดิ กบั วัตถุประสงคของการใชอ าวุธทถ่ี กู ตองและชอบธรรมตามกฎหมาย
(๑๑) การใชอาวุธปนนั้น จะตองใชใหเกิดการสูญเสียและบาดเจ็บนอยที่สุด
(Minimize Damage and Injury) และจะตอ งเคารพและรกั ษาไวซง่ึ ชวี ติ ของเพื่อนมนษุ ย
(๑๒) ภายหลังที่มีการใชอาวุธปนแลวตองรีบใหการชวยเหลือทางการแพทยกับ
ผูท ี่ไดร ับบาดเจบ็ แลวแจงใหญ าตหิ รือผูที่ไดร บั ผลกระทบจากเหตุดงั กลา วทราบ
(๑๓)เมอื่ มกี ารใชอ าวธุ ปน แลว ตอ งมหี ลกั ประกนั วา ญาตหิ รอื เพอ่ื นสนทิ ของผทู ไี่ ดร บั
บาดเจบ็ หรือของผทู ีไ่ ดรบั ผลกระทบ ตอ งไดรับการเคลื่อนยายออกจากบริเวณทเี่ กดิ เหตุใหเรว็ ทีส่ ดุ
(๑๔)หมั่นฝกฝน และศึกษาหาความรูเกี่ยวกับการใชอาวุธปน รวมถึงเทคนิค
การจูงใจ การไกลเ กลี่ย การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงการใชก าํ ลงั หรอื อาวธุ ปนดังกลา ว

๑๑๗

¢ÍŒ ¤ÇÃÃÐÇѧ¡ÒÃ㪌กําÅ§Ñ áÅÐÍÒÇ¸Ø »¹„
๑) ตอ งอยูภายในขอบเขตของกฎหมายทใ่ี หอ าํ นาจ
๒) ตองใชความอดทนอดกลั้นและควบคุมอารมณของตนเองใหมากที่สุด พยายาม

หลกี เลีย่ ง การใชกาํ ลงั และอาวธุ
๓) พยายามใชหลักจิตวิทยาช้ีแจงทําความเขาใจ ชักจูง โนมนาวใหผูชุมนุมเคารพ

กฎหมาย รกั ษาความสงบเรยี บรอ ยเพอ่ื ความสงบสขุ และใหเ หน็ แกป ระโยชนข องประชาชนสว นใหญ
กลุมอื่นๆ ดวย หากการชุมนุมทวีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเปนการจลาจลขึ้น เจาพนักงาน
ผปู ฏบิ ตั งิ านจะตอ งรบี รายงานใหผ บู งั คบั บญั ชาเหนอื ชนั้ ขน้ึ ไปทราบและสง่ั การแกไ ขปญ หาโดยดว น
หากไมส ามารถหลีกเล่ียงการใชก ําลังได เจา พนกั งานผปู ฏบิ ตั ิจะตอ งใชวิจารณญาณในการใชกาํ ลัง
เทา ทจี่ าํ เปน โดยเฉพาะการเรม่ิ ใชอ าวธุ ทไ่ี มเ ปน อนั ตรายตอ ชวี ติ หรอื ถงึ ตายกอ นและการใชก าํ ลงั นน้ั
จะตอ งไดสัดสวนกับความรุนแรงของฝูงชนนัน้ ดวย

๔) ตองคํานึงถึงหลักสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย
ของผูชมุ นุมเสมอ

ʋǹÊûØ

ในการปฏิบัติหนาที่ของขาราชการตํารวจท่ีเก่ียวของกับหลักสิทธิมนุษยชนนั้นคือ
การปฏิบัติงานท่ีไมสงผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพที่ประชาชนไดรับการรับรองและคุมครองไว
ดังนั้นเจาหนาที่ตํารวจผูปฏิบัติจะตองมีกรอบและแนวทางการปฏิบัติหนาท่ี เพ่ือใหเปนมาตรฐาน
ตามหลักสากลและเปนไปตามหลักกฎหมายที่บัญญัติใหการรับรองและคุมครองในเร่ืองสิทธิ
มนุษยชนเอาไว ซึ่งกรอบและแนวทางในการปฏิบัติหนาที่ท่ีขาราชการตํารวจจะตองยึดถือ ไดแก
การยดึ ถอื ปฏบิ ตั ติ ามมาตรฐานสทิ ธมิ นษุ ยชนสากลสาํ หรบั เจา หนา ทผี่ บู งั คบั ใชก ฎหมาย ซงึ่ ประกอบดว ย
การยดึ ถอื ประมวลกฎหมายและจรยิ ธรรม การรกั ษาความสงบเรยี บรอ ยภายใตก ารปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย การไมเลือกปฏิบัติในการบังคับใชกฎหมาย เปนตน นอกจากนี้ในการปฏิบัติหนาท่ี
เจาหนาที่ตํารวจจะตองมีหลักและแนวทางในการปฏิบัติหนาท่ีในดานตางๆ ตามหลักสิทธิมนุษยชน
นนั้ คือการปฏบิ ตั หิ นา ท่ใี นดา นการสบื สวน การสอบสวน การสอบปากคํา การจบั การคน การควบคมุ
รวมไปถงึ การใชก าํ ลงั และอาวธุ เพอื่ มใิ หก ารปฏบิ ตั หิ นา ทส่ี ง ผลกระทบตอ หลกั สทิ ธมิ นษุ ยชนทปี่ ระชาชน
ไดรับการคุมครองและยังเปน การสงเสรมิ และคมุ ครองสทิ ธิมนษุ ยชนอกี ดวย

๑๑๘

¡¨Ô ¡ÃÃÁ

๑. ใหอ ธบิ ายถงึ มาตรฐานสทิ ธมิ นษุ ยชนสากลสาํ หรบั เจา หนา ทต่ี าํ รวจผบู งั คบั ใชก ฎหมาย
มาพอสังเขป พรอ มทัง้ ยกตวั อยา งประกอบคําอธบิ าย

๒. ใหอธิบายถึงแนวทางในการปฏิบัติงานของเจาหนาท่ีตํารวจในดานการปองกัน
ปราบปรามอาชญากรรมตามหลักสิทธมิ นษุ ยชน

๓. กําหนดสถานการณสมมุติ โดยใหนักเรียนแสดงบทบาทเปนเจาหนาที่ตํารวจ
ผูบังคับใชกฎหมายซ่ึงตองปฏิบัติหนาท่ีในสถานการณที่กําหนด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจ
และปฏิภาณไหวพริบในการปฏบิ ัติหนา ที่ใหเปน ไปตามกฎหมายและมาตรฐานสิทธมิ นษุ ยชนสากล

๑๑๙

àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §ÍÔ§

วนั ชยั ศรนี วลนดั และคณะ. (๒๕๕๖). ¤Á‹Ù Í× ¡Òû¯ºÔ μÑ §Ô Ò¹¢Í§à¨ÒŒ ˹Ҍ ·ตèÕ าํ ÃǨμÒÁËÅ¡Ñ Ê·Ô ¸ÁÔ ¹ÉØ Âª¹.
กรงุ เทพฯ : สาํ นักงานคณะกรรมการสทิ ธิมนษุ ยชนแหง ชาติ

๑๒๐

จัดพมิ พโ ดย
โรงพิมพตํารวจ ถ.เศรษฐศิริ ดุสติ กรงุ เทพฯ ๑๐๓๐๐ โทรศัพท ๐-๒๖๖๘-๒๘๑๑-๓ โทรสาร ๐-๒๒๔๑-๔๖๕๘

“เปนองคกรบังคับใชกฎหมายที่นําสมัย
ในระดับมาตรฐานสากล เพ�อใหประชาชนเช�อมั่นศรัทธา”

พลตํารวจเอก สุวัฒน แจงยอดสุข
ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ


Click to View FlipBook Version