The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonpicha Chaichana, 2020-11-25 04:22:26

วิจัย

วิจัย

การจัดการเรียนการสอน เรื่อง การดูดาวเบื้องต้น
โดยใชส้ ื่อจาลองเสมอื นจรงิ (ทอ้ งฟ้าจาลอง Stellarium)

ชลพิชา ชยั ชะนะ

รายงานการวิจัยตามรายวิชา ED 5802-55 การฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครเู ต็มรูป 2
ภาควชิ าฟิสกิ ส์และวิทยาศาสตร์ท่ัวไป คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั เชยี งใหม่
มกราคม 2563

กติ ตกิ รรมประกาศ

การวิจัย เร่ือง การจัดการเรียนการสอน เรื่อง การดูดาวเบื้องต้นโดยใช้สื่อจําลองเสมือนจริง
(ท้องฟ้าจาํ ลอง Stellarium) สาํ เรจ็ ไปได้ดว้ ยดี เนื่องจากบคุ คลหลายท่านให้ความช่วยเหลือ ให้คําปรึกษา
ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็น ประโยชน์ ในการนี้ผู้วิจัย ขอกราบขอบพระคุณ ครูผกากรอง รักษากิจ
และอาจารย์กฤษฎา บุญชุ่ม ที่ปรึกษาวิจัย คณะครูโรงเรียนบ้านศรีบุญเรืองและอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์
และวิทยาศาสตร์ท่ัวไปทุกท่านที่คอยให้คําปรึกษาแนะนํา และกระตุ้น ในการทํางานวิจัยท่ีได้กรุณาสละ
เวลาใหค้ าํ ปรึกษาขอ้ ชี้แนะรวมทั้งข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ ในทุกขั้นตอน ตลอดจนให้กําลังใจแก่ผู้วิจัย
วิจัยฉบับนี้ ขอขอบคุณ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านศีบุญเรือง จ.เชียงใหม่ท่ีให้ความ
รว่ มมือ การจัดหาสถานที่ทาํ การวิจยั

ท้ายน้ีผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา ครู อาจารย์ผู้ให้ประสบการณ์การเรียนรู้มาใน
อดีต เพ่ือนๆนักศึกษา และผู้ท่ีเก่ียวข้องในด้านอื่น ๆ ท่ีไม่ได้กล่าวนามท่ีมีส่วนช่วยเหลือ ทําให้วิจัยเสร็จ
สมบูรณ์ลุลว่ งไดด้ ้วยดี ขอให้วิจัยน้ีเป็นกตเวทิตาแด่บิดา มารดา ครอบครัว ตลอดจนตลอดจนผู้มีพระคุณ
ทกุ ทา่ นทีม่ ีส่วนร่วมในการช่วยเหลอื หากมีส่งิ ทข่ี าดตกบกพรอ่ งประการใด ขา้ พเจ้าขออภัยเป็นอย่างสูง

ชลพิชา ชยั ชะนะ
มกราคม 2563

ชื่อหัวข้อวจิ ัย การจดั การเรยี นการสอน เรื่อง การดดู าวเบื้องตน้ โดยใชส้ ื่อจําลองเสมือนจริง (ทอ้ งฟา้
จําลอง Stellarium)
ผวู้ จิ ยั ชลพชิ า ชัยชะนะ
ปกี ารศกึ ษา 2562

บทคดั ย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือสํารวจความเข้าใจของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้สื่อแบบจําลอง
เสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง Stellarium) เร่ือง การดูดาวเบื้องต้น 2) เพ่ือสํารวจความพึงพอใจของ
นักเรียนที่มีต่อส่ือแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง Stellarium) เรื่อง การดูดาวเบื้องต้น กลุ่ม
ตวั อย่างท่ใี ช้ในการวิจยั ได้แก่ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนศรีบุญเรือง 19 คน ได้มาโดย
การเลอื กกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ยั คอื ส่ือแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง
Stellarium) เรื่อง การดดู าวเบ้ืองต้น, ใบงาน (work sheet), แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แล
แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีต่อการใช้ส่ือแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง Stellarium) เร่ือง
การดดู าวเบื้องตน้
ผลการวิจัยพบว่า พบวา่ ค่าเฉลีย่ ของจาํ นวนนกั เรียนท่ีตอบคําถามถูกต้อง ในการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอน คิดเป็นร้อยละ 50.00 ขึ้นไปของจํานวนนักเรียนทั้งหมด จากการทําแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่านักเรียนร้อยละ 94.74 มีคะแนนผ่านคร่ึง หรือ 5 คะแนนขึ้นไป
คะแนนเฉลี่ยในการทําแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ที่ 7.06 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานคือ
1.70 เนือ่ งจากมีนกั เรียนรอ้ ยละ 15.79 เปน็ นกั เรยี นท่มี ีความบกพรอ่ งทางการเรียนรู้
นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นการสอนโดยใชส้ อ่ื แบบจาํ ลองเสมือนจรงิ สามารถทาํ
ใหเ้ ขา้ ใจในเน้ือหามากขึ้น ไดเ้ รียนรู้และลงมือทําด้วยตนเอง และเปน็ สื่อที่แปลกใหม่ สามารถเขา้ ถึงได้งา่ ย
และเปน็ การใชเ้ ทคโนโลยใี ห้เกดิ ประโยชน์

สารบญั หนา้

เร่อื ง ข
กิตตกิ รรมประกาศ ค
บทคัดย่อ ง
สารบัญ ฉ
สารบญั ตาราง
สารบัญรปู ภาพ 3
บทที่ 1 บทนา 3
ผิดพลาด! ไม่ได้กาหนดที่คัน่ หนา้ 3
3
1.1 ทีม่ าและความสาํ คัญของปัญหา
ผดิ พลาด! ไม่ไดก้ ําหนดท่คี ั่นหน้า 22
25
1.2 วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย 29
1.3 ขอบเขตของการวิจยั 32
1.4 ตวั แปรท่ศี กึ ษา 34
1.5 ประโยชนข์ องการวจิ ัย 34
1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 37
ผดิ พลาด! ไม่ไดก้ ําหนดทคี่ น่ั หน้า
บทที่ 2 ทฤษฎแี ละงานวิจัยที่เก่ียวข้อง
ผดิ พลาด! ไม่ได้กาหนดท่ีค่นั หน้า
2.1 การดดู าวเบอื้ งต้น
ผดิ พลาด! ไม่ไดก้ ําหนดท่ีคัน่ หน้า
2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2.3 คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจําลองสถานการณ์
2.4 แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
2.5 งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
บทที่ 3 วธิ ดี าเนนิ งานวิจยั
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3.2 เครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจยั

3.3 ขอบเขตเน้ือหา 46
3.4 ข้นั ตอนการดาํ เนนิ งาน 46
3.5 วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล 46
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 47

สารบญั (ต่อ) หน้า
49
เรอื่ ง
บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย 56
57
4.1 การสาํ รวจความเข้าใจของนักเรียนทม่ี ตี ่อการใช้ส่ือ 60
แบบจําลองเสมอื นจริง (ท้องฟ้าจําลอง tellarium) เรื่อง การดดู าวเบ้อื งต้น 60
61
4.2 การหาค่าดชั นีความสอดคล้อง (IOC) 63
4.3 ผลจากแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียน 66
บทที่ 5 บทสรุป 67
5.1 สรุปและอภิปรายผลการวจิ ยั 69
5.2 ข้อเสนอแนะ 78
บรรณานกุ รม 83
ภาคผนวก 86
ภาคผนวก ก รายนามผู้เชีย่ วชาญ 92
ภาคผนวก ข เครื่องมอื ที่ใช้ในงานวิจัย
ภาคผนวก ค การหาคุณภาพเคร่ืองมือ
ภาคผนวก ง ภาพประกอบการวิจัย
ภาคผนวก จ ตัวอย่างกระดาษคาํ ตอบและใบกจิ กรรม
ประวตั ิผู้วิจยั

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หนา้
2.1 ตารางแสดงรายช่อื กลุ่มดาว 88 กลุ่ม 16
4.1 ผลการวเิ คราะหก์ ารตอบคาํ ถามการบอกตาํ แหนง่ ของวัตถทุ อ้ งฟ้าจํานวนท้งั หมด 6 ข้อ 49
4.2 ผลการวิเคราะห์การตอบคาํ ถาม มุมทิศมมุ เงย จํานวนทัง้ หมด 7 ขอ้ 50
4.3 ผลการวิเคราะหก์ ารตอบคาํ ถาม แผนท่ดี าว จํานวนทั้งหมด 10 ข้อ 51
4.4 ผลการวเิ คราะหก์ ารตอบคําถาม กลุ่มดาว จํานวนทงั้ หมด 7 ข้อ 51
4.5 แสดงจํานวนนกั เรียน ทีต่ อบคําถามถูก ตอบคําถามผดิ รายขอ้ 52

และค่าร้อยละ จากการทําแบบทดสอบวดั ความเข้าใจของนักเรียน 54
จากการใชส้ ่อื แบบจําลองเสมือนจรงิ (stellarium) เรือ่ ง การดดู าวเบอื้ งต้น (แบบปรนยั ) 54
4.6 แสดงจํานวน และ คา่ รอ้ ยละของนกั เรียนที่ตอบผิด ในการทาํ แบบทดสอบปรนยั ข้อที่ 1 55
4.7 แสดงจํานวน และค่ารอ้ ยละของนกั เรยี นท่ีตอบผดิ ในการทําแบบทดสอบปรนยั ข้อที่ 10 56
4.8 แสดงจาํ นวน และ คา่ ร้อยละของนักเรยี นท่ีตอบผดิ ในการทาํ แบบทดสอบปรนยั ขอ้ ที่ 9
4.9 แสดงคะแนนจากการทาํ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 56
จากการใชส้ ื่อแบบจาํ ลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) 58
ประกอบการจดั การเรยี นการสอน เร่อื ง การดูดาวเบ้ืองตน้
4.6 คา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC)
4.7 แสดงผลการวิเคราะห์และคา่ ร้อยละของคําตอบจากแบบประเมนิ
ความพงึ พอใจต่อการใชส้ ่ือส่ือแบบจาํ ลองโต้ตอบเสมือนจริง (ทอ้ งฟา้ จําลอง stellarium)
เรือ่ ง การดูดาวเบ้อื งต้นของนักเรียนชั้นมัธยม

สารบัญรปู

รปู ที่ หน้า

2.1 แสดงเข็มทศิ 6

2.2 การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวหมใี หญ่ 7

2.3 การหาดาวเหนอื จากกลมุ่ ดาวค้างคาว 8

2.4 การหาดาวเหนอื จากกลุ่มดาวนายพราน 8

2.5 ทรงกลมท้องฟ้า ผิดพลาด! ไม่ได้กาหนดที่คั่นหนา้

2.6 แสดงตาํ แหนง่ ดาว A และดาว B 10

2.7 แสดงคาํ ทใี่ ชใ้ นระบบศนู ยส์ ูตร ผิดพลาด! ไมไ่ ด้กาหนดทีค่ ่นั หนา้

2.8 แสดงคาํ ที่ใช้ในระบบศูนยส์ ูตร 12

2.9 แสดงความสัมพนั ธ์ระหว่างการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ผิดพลาด! ไม่ได้กาหนดทคี่ ั่นหน้า

และการเคลื่อนปรากฏของดวงอาทิตย์ตามสรุ ยิ วถิ ีบนทรงกลมท้องฟ้า

2.10 แสดงแผนทด่ี าว ผดิ พลาด! ไม่ไดก้ าหนดท่ีค่นั หนา้

2.11 แสดงสามเหลยี่ มฤดูหนาว 20

2.12 หกเหลีย่ มฤดหู นาว 21

2.13 แสดงสามเหล่ียมฤดรู ้อน 21

2.14 โครงสรา้ งการจาํ ลองสถานการณ์ 26

2.15 แสดงหนา้ เวบ็ สื่อคอมพิวเตอร์จาํ ลองสถานการณ์ตัวอย่าง 28

2.16 ตัวอย่างสอื่ คอมพวิ เตอร์จาํ ลองสถานการณ์ ทอ้ งฟ้าจําลอง 29

3.1 ท้องฟา้ ทเี่ มือง Paris เมอื่ เร่ิมใช้งานครั้งแรก 35

3.2 แถบเครื่องมอื Stellarium 35

3.3 แถบเครื่องมือ คียล์ ัด และรายละเอียดของเครือ่ งมอื แต่ละตัว 36

3.4 วิธกี ารเลือกระบตุ าํ แหนง่ ของผู้สังเกต 37

3.5 ทรงกลมท้องฟา้ 38

3.6 แสดงตาํ แหนง่ ดาว A และดาว B 39

3.7 แสดงคา่ ทีใ่ ชใ้ นระบบขอบฟ้า 39

3.8 การหาดาวเหนือจากกลมุ่ ดาวหมีใหญ่ 42

3.9 การหาดาวเหนอื จากกลุ่มดาวนายพราน 42

สารบญั รปู (ต่อ)

รูปท่ี หนา้
3.10 แสดงแผนทด่ี าว 43

3.11 แสดงสามเหลี่ยมฤดหู นาว 44
3.12 หกเหล่ียมฤดหู นาว 45
3.13 แสดงสามเหล่ยี มฤดรู ้อน 46

8

บทที่ 1
บทนา

1.1 ท่ีมาและความสาคญั ของปัญหา

ปัจจบุ นั โลกแห่งการศกึ ษาไดก้ า้ วหน้าและพัฒนาข้ึนเร่ือย ๆ รูปแบบการเรียนรู้มีการปรับปรุง
ไปเร่อื ย ๆ เพอ่ื ใหเ้ ข้ากบั ยคุ สมัย นกั เรียนมกี ารเรียนรทู้ ย่ี ดื หยนุ่ สรา้ งสรรค์ ทําให้บริบทท่ีสําคัญในการ
ออกแบบการศึกษาในปัจจุบัน คือ พลวัตการเปล่ียนแปลงในโลกศตวรรษที่ 21 เน่ืองจากกระแสการ
เปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี สังคม ส่ิงแวดล้อม และการเป็นโลกดิจิตอลที่
สถานการณ์และการเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ของโลกมีการส่งผ่านข้อมูลและเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อการวางแผนและกําหนดแนวทางการพัฒนาประเทศเพ่ือเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขัน การสร้างความม่ันคง และการพัฒนาท่ียั่งยืน การศึกษาจึงต้องมีการออกแบบเพ่ือเพิ่ม
ความสามารถของมนุษย์ให้มีความพร้อมสําหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในการการปรับแต่ง
ซ่อมแซมกลไกการศึกษาเดิมให้ดียิ่งขึ้น และสร้างเสริมกลไกใหม่ๆจึงทําให้ส่ือการสอนเป็นปัจจัยที่
สําคัญที่มีส่วนสนับสนุนในการจัดการศึกษา สามารถลดเวลาการสอนลง และสามารถสอนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพมากข้ึนรวมไปถึงการใช้สื่อท่ีหลากหลายและเชื่อมโยงโลกออนไลน์ให้อยู่ในบทเรียนจะ
กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจมากขึ้นและส่ือการสอนที่ดีจะสามารถช่วยทําให้ส่ิ งท่ีเข้าใจยากทําให้
ง่ายต่อการเข้าใจซ่ึงทําให้มองเห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น และนําส่ิงท่ีสัมผัสไม่ได้เป็นนามธรรมให้ปรากฏ
เป็นรปู ธรรม สอ่ื การสอนเปน็ สง่ิ ทใ่ี หผ้ ูส้ อนช่วยในการส่ือสารกับผู้เรียนให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้ง่าย
ขน้ึ ในส่อื การสอนน้นั จะตอ้ งมีการออกแบบและวางแผนเป็นอย่างดีมีกิจกรรมต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์
เพื่อใหต้ อบสนองตัวชวี้ ดั และหลักสตู รของการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน

สอ่ื ทเี่ ข้ามามีบทบาทกับการศึกษาปัจจบุ นั มากที่สดุ คือ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์โดยเฉพาะใน
รายวชิ าวิทยาศาสตร์ นกั วจิ ัยและนกั วชิ าการศึกษา ไดท้ ําการพฒั นา สํารวจ และศกึ ษากลไกเพื่อทําให้
เกิดสอื่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ท่หี ลากหลายสําหรบั นาํ มาใช้ในการจัดการเรยี นการสอนในห้องเรียน
และสนับสนนุ การเรียนรขู้ องผู้เรียนมากยิง่ ขน้ึ เพื่อให้การเรียนรขู้ องผู้เรยี นเกิดผลสมั ฤทธแิ์ ละเป็นไป
ตามจุดประสงคโ์ ดยเฉพาะในรายวิชาวิทยาศาสตรท์ ถ่ี ือว่ามีบทบาทสาํ คัญอย่างยิ่งในสงั คมโลกปัจจบุ ัน
และอนาคต จําเป็นต่อชีวิต ทั้งในดา้ นการดําเนินชวี ิตประจําวนั และในงานอาชพี ตา่ ง ๆ เครอื่ งมือ
เครอ่ื งใช้อาํ นวยความสะดวกในชีวติ และในการทํางานล้วนเป็นผลมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ผสมผสานกับศาสตร์ดา้ นอ่นื ๆ ความรู้วทิ ยาศาสตร์ชว่ ยใหเ้ กิดองค์ความรู้ความเขา้ ใจในปรากฏการณ์
ธรรมชาตมิ ากมายมผี ลทาํ ให้เกดิ การพัฒนาทางเทคโนโลยอี ยา่ งมาก ในทางกลับกันเทคโนโลยกี ม็ สี ว่ น
สาํ คญั อย่างมากทจี่ ะทําให้การศกึ ษาค้นคว้าความรู้วิทยาศาสตรต์ ่อไปอย่างไม่หยดุ ย้งั

9

โดยส่ือเทคโนโลยีอาจสร้างมาในรูปแบบของโปรแกรมบทเรียน โปรแกรมแบบจําลอง
สถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ เป็นซอฟต์แวร์ท่ีออกแบบเพ่ือใช้ทบทวน สอนเสริมในส่ิงท่ี
ผู้เรยี นเรียนหรือทดลองไปแล้ว หรือนาํ มาแก้ไขปญั หาข้อจํากัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการ
สอนแบบปกติ โดยเน้นรูปแบบการสร้างสถานการณ์ การจําลองสถานการณ์จริง ลําดับข้ันเหตุการณ์
ซ่ึงสามารถนําไปใช้เป็นส่ือการเรียนการสอนในการเรียนวิทยาศาสตร์ได้ดี อีกทั้งยังสามารถจําลอง
เหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ผู้เรียนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการเรียนการสอนท่ี
เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองกล้า
แสดงออกสามารถเช่ือมโยงองค์ความรู้จากเน้ือหาบทเรียนและสรุปประเด็นท่ีสําคัญสามารถนําไปใช้
ในชีวิตประจําวันและแก้ปัญหาได้เป็นวิธีการเรียนการสอนที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดี (ปรียาภรณ์
แสงปญั ญา, และนิยม อานไมล์, 2561)

สําหรบั การเรยี นวทิ ยาศาสตรย์ ังแตกแขนงออกเปน็ เนอื้ หาวิชาย่อย ๆ ได้อีกหลายวิชา โดยใน
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนต้นนน้ั จะเปน็ การเน้นเรยี นเนอื้ หาท่ีเป็นพ้ืนฐาน ทําให้ได้เรียนในหลากหลาย
แขนงวิชา ไม่ว่าจะเป็น ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ รวมไปถึงวิชาดาราศาสตร์เพื่อนําไปต่อยอดต่อในระดับช้ันท่ี
สูงขนึ้ ไป ในการเรียนในแขนงของ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา มักมีการทดลองท่ีสนุกสนานและน่าสนใจ ทํา
ให้นักเรียนเห็นภาพได้ชัดเจน แต่ในแขนงวิชาดาราศาสตร์ ซึ่งตามธรรมชาติขจะเป็นวิชาท่ีบูรณาการ
ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ท้ังฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา เพื่อมาช่วยในการอธิบายและเข้าใจ
ปรากฏการณ์ ต่าง ๆ น้ันยังมีข้อจํากัดอยู่มากมาย โดยเฉพาะเร่ืองของดวงดาว การสอนโดยครูผู้สอน
เพยี งคนเดียวคอ่ นขา้ งไมป่ ระสบความสําเรจ็ การอธิบายเนื้อหาบนกระดานนักเรียนค่อนข้างจะเรียนรู้
ได้นอ้ ยและชา้ เนอ้ื หาบางอยา่ งมีความซบั ซ้อนเข้าใจยาก หรือในบางครงั้ สิง่ แวดล้อมไม่เอื้ออํานวยเช่น
การดูดาวน้ันเราต้องดูในเวลากลางคืน แต่เวลาที่ผู้เรียนได้เรียนจริงน้ันคือเวลากลางวัน ซึ่งการเรียน
การสอนเน้อื หาวิชา ดาราศาสตร์และอวกาศ จําเป็นต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีโอกาสสังเกตการณ์
ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์และฝึกวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ขั้นพื้นฐาน เหมือนที่นักดาราศาสตร์
ทํางาน นอกจากน้ันโรงเรียนบ้านศรีบุญเรือง ไม่มีอุปกรณ์สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เพื่อก้าวข้าม
ปัญหานี้ การใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางดาราศาสตร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สามารถนํามาใช้สนับสนุน
การเรียนการสอนดาราศาสตร์ได้ โดยโปรแกรมเหล่าน้ีได้สร้างแบบจําลองท่ีอ้างอิงทฤษฎี มีการ
เคลื่อนไหวมีการปรับค่าต่าง ๆ ได้ พร้อมผลท่ีเห็นเป็นภาพและตัวเลขชัดเจน ซ่ึงปัจจุบันวิทยาการ
ทางด้านคอมพิวเตอร์เจริญและพัฒนาไปมาก โปรแกรมแบบจําลองทางวิทยาศาสตร์มีการพัฒนาข้ึน
มามากมาย (ธนัฐ กรอบทอง, 2560)

ส่ือที่ผู้วิจัยนํามาประกอบการเรียนการสอนและแก้ไขปัญหาในข้างต้น คือ ส่ือท้องฟ้าจําลอง
Stellarium เป็นซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจําลองเสมือนจริง ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้บุคคลท่ัวไป
สามารถใชง้ านได้ฟรโี ดยไมม่ ีคา่ ใชจ้ า่ ย และยังเป็นซอฟต์แวร์ประเภท Open Source ที่เปิดให้ผู้สนใจ
สามารถเข้าร่วมทีมเพ่ือพัฒนาต่อยอดได้อีกด้วย โดยอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ GNU General Public
License (GUNGPL) สามารถแสดงท้องฟ้าเหมือนจริงแบบ 3 มิติ ใกล้เคียงกับที่เห็นด้วยตาเปล่า,

10

กล้องสองตา หรือกลอ้ งโทรทรรศน์ เป็นโปรแกรมที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ถ้านักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
ประกอบกบั เรียนรใู้ นหอ้ งเรียนด้วย นักเรยี นจะเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดขี ึ้น

ผู้วจิ ยั จึงมคี วามสนใจทีจ่ ะทดลองใช้ สือ่ ท้องฟ้าจาํ ลอง Stellarium ประกอบการเรยี นรดู้ ้วย
ตนเองของนักเรยี น จะมีผลช่วยให้นักเรยี นเรียนรไู้ ด้เข้าใจมากข้นึ หรือไม่ ผลการวจิ ยั นี้จะมีประโยชน์
ต่อท้งั ครแู ละนักเรียนทเ่ี รียนวิทยาศาสตร์ จะไดม้ ีทางเลอื กอกี ทางหน่ึง เพื่อพฒั นาการเรียนการสอน
วิทยาศาสตรต์ อ่ ไป

1.2 วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั
1. เพือ่ ศึกษาผลของการใชส้ ื่อทอ้ งฟ้าจําลอง Stellarium ในการจัดการเรียนการสอนเร่ือง

การดูดาวเบื้องต้น
2. ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การดดู าวเบ้ืองตน้ ทเี่ รยี นโดยใช้

สือ่ ทอ้ งฟ้าจาํ ลอง Stellarium

1.3 ขอบเขตของการวิจยั
1.3.1 ประชากร
นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาตอนต้น โรงเรยี นบ้านศรีบญุ เรือง ปีการศกึ ษา 2562
1.3.2 กลุ่มตวั อยา่ ง
นกั เรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นบา้ นศรีบญุ เรือง จํานวน 19 คน ปี

การศกึ ษา 2562 ได้มาจากการเลือกกลุ่มตวั อย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling)
1.3.3 เนอ้ื หา
การหาตาํ แหนง่ ของดวงดาวบนท้องฟ้า และกล่มุ ดาว

1.4 ตวั แปรท่ีศึกษา
1.4.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การสอนดว้ ยสอื่ ท้องฟา้ จําลอง Stellarium เรือ่ ง การดดู าว

เบอ้ื งตน้
1.4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นในเร่ือง การดดู าวเบอื้ งตน้ และความพึง

พอใจของผูเ้ รียนตอ่ การจัดการเรยี นการสอนด้วยส่อื ท้องฟา้ จาํ ลอง Stellarium

1.5 ประโยชน์ของการวิจัย
1.5.1 ได้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สือ่ ท้องฟ้าจําลอง Stellarium เรื่อง การ

ดดู าวเบือ้ งต้น
1.5.2 ผู้เรียนได้เรยี นรู้ในรปู แบบการจดั การเรียนการสอนด้วยสือ่ ทอ้ งฟา้ จาํ ลอง Stellarium

เรอ่ื ง การดูดาวเบื้องต้น

11

1.6 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1.6.1 สื่อแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เป็นโปรแกรมสําหรับดูดาวท่ี

นิยมใช้กันในต่างประเทศ เพราะโปรแกรมฟรีท่ีสามารถติดตั้งได้ทุกระบบปฏิบัติการ เป็นเสมือนการ
จําลองอวกาศอันกว้างใหญ่ให้เข้ามาอยู่ในจอคอมพิวเตอร์ของเรา เพ่ือช่วยให้เราสามารถสังเกตและ
ศกึ ษาความลกึ ลับของหว้ งอวกาศอนั ห่างไกลไดง้ ่ายข้นึ

1.6.2 ใบงาน (work sheet) สิ่งท่ีผู้เรียนใช้ร่วมกับส่ือแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง
stellarium) เร่ืองการดูดาวเบ้ืองต้น ประกอบไปด้วย 2 ตอน ได้แก่ การบอกตําแหน่งวัตถุท้องฟ้า
และกลุม่ ดาว

1.6.3 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือ ความสามารถของผู้เรียนหลังเรียนด้วยส่ือแบบจําลอง
เสมอื นจริง (ท้องฟา้ จาํ ลอง stellarium) ซ่ึงวัดไดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบ เร่ืองเรอื่ งการดูดาวเบอื้ งตน้

1.6.4 ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกนึกคิดชอบยินดี มีทัศนคติท่ีดีต่อการเรียนด้วยส่ือ
แบบจําลองเสมือนจรงิ (ท้องฟา้ จําลอง stellarium)

12

บทที่ 2
ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง

ในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งนี้ เพอ่ื ศึกษาถึงความเข้าใจ หลกั การและทฤษฎี
ตา่ ง ๆ ทมี่ สี ว่ นเกี่ยวข้องกับการวจิ ยั ในคร้งั น้ี ผู้วจิ ยั จึงได้จดั แบง่ เนอ้ื หาของเอกสารและงานการวจิ ยั
ตา่ ง ๆ ซ่งึ จะไดน้ ําเสนอตามลําดบั ดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 การดดู าวเบ้อื งต้น
การศึกษาวัตถุท้องฟ้าและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้เกิดข้ึนมานานนับพัน ๆ ปีด้วยความช่าง

สังเกตของ มนุษย์ทําให้ทราบว่าดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดาวต่าง ๆ มีการเคล่ือนท่ีข้ึน-ตกและดาว
ตา่ ง ๆ น้ันกจ็ ะมีรอบ ของการปรากฏให้เห็น นอกจากน้ียังสังเกตเห็นว่าดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้ามีความ
สว่างแตกต่างกัน และมีสีห ลากหลายแตกต่างกันไป บ้างก็เป็นสีน้ําเงิน บ้างก็เป็นสีขาว บ้างก็เป็นสี
แดง ซึ่งส่ิงเหล่านี้ได้กระตุ้นให้มนุษย์ สนใจที่จะค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับส่ิงต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนน้ีอาจ
กล่าวได้ว่าการดูดาวเป็นเพียงบันไดขั้นแรกท่ี จะนําไปสู่การศึกษาหาคําตอบในสิ่งท่ีมนุษย์สงสัย และ
ยงั มีส่งิ ต่าง ๆ อกี มากมายในเอกภพทเ่ี ราต้องคน้ คว้า หาความรตู้ ่อไปอย่างไมม่ ที ส่ี นิ้ สดุ

คนที่ไมเ่ คยดดู าวอาจสงสยั วา่ ดดู าวไปทาํ ไม นอกจากดูเพือ่ ความสวยงาม และเพลิดเพลินแล้ว
การท่ี เราดูดาวน้ันช่วยให้เรามีจินตนาการ หาคําตอบเกี่ยวกับข้อสงสัยในปรากฏการณ์ที่เกิดข้ึน ซึ่ง
นําไปสู่การ แสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติการเคลื่อนท่ีของวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ตลอดจนความ
เป็นมาของวัตถุท้องฟ้า รวมถึงการแสวงหาคําตอบเกี่ยวกับจุดกําเนิดของเอกภพ หลุมดํา มวลของ
สสารมดื ทีห่ ายไป เป็นตน้

จากการท่ีมนุษย์มีความคิดอย่างเป็นระบบทําให้มนุษย์แบ่งดวงดาวที่เห็นบนท้องฟ้าออกเป็น
กลุ่มๆ แตกต่างกนั ไปตามแตล่ ะทอ้ งถน่ิ ซงึ่ ไดก้ ําหนดไวใ้ นรูปของเทพเจ้า บุคคล สัตว์เครื่องมือ ส่ิงของ
ตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้งา่ ย สะดวกต่อการคน้ หา และการสงั เกตการณ์ทางดาราศาสตร์ และอาจมีนิทานกํากับ
กล่มุ ดาวต่าง ๆ เหล่านั้น ทาํ ให้การดดู าวมคี วามสนุกสนานเพลิดเพลินมากขึ้น ดังน้ันหากต้องการท่ีจะ
ดดู าวให้เปน็ แล้วก็ ควรที่จะตอ้ งรู้จักกลุ่มดาวตา่ ง ๆ บนท้องฟ้า

1.1 ความรูเ้ บื้องตน้ ในการดูดาว
การดูดาวเป็นการศึกษาดาราศาสตร์เบื้องต้นอย่างหน่ึง คําว่า ดาราศาสตร์ แปลตามศัพท์ได้
ดังน้ี “ดารา” หมายถึง “ดาว” ส่วนคําว่า “ศาสตร์” หมายถึง “ความรู้” เมื่อนําคําท้ังสองมารวมกัน
ให้ความหมาย ว่าวิชาท่ีว่าด้วยความรู้เก่ียวกับดาวความจริงวิชาดาราศาสตร์มีความหมายกว้างขวาง
กวา่ น้มี าก วชิ าดาราศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหน่ึงท่ีว่าด้วยเรื่องของวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ เช่น ดาว
ฤกษ์ ดาว เคราะห์ อุกกาบาต ดาวหาง เนบิวลา กาแล็กซี(ดาราจักร) สิ่งมีชีวิตนอกโลก รวมถึง

13

ปรากฏการณ์ทาง ดาราศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การแบ่งดาวบนท้องฟ้าออกเป็นกลุ่มๆ
เรียกว่ากลุ่มดาว (Constellation) นั้นปัจจุบันนักดาราศาสตร์ แบ่งกลุ่มดาวต่าง ๆ น้ีนับรวมทั้ง
ท้องฟ้าซีกเหนือ และซีกใต้ออกเป็นท้ังหมด 88 กลุ่ม ซ่ึงการบอกตําแหน่ง ของกลุ่มดาวต่าง ๆ บน
ท้องฟา้ น้นั จําเป็นต้องมรี ะบบเพอ่ื ใช้ระบุถงึ ตําแหนง่ ท่ีอยขู่ องดาวฤกษ์ เมื่อเร่ิมต้นดู ดาวนั้นเราจะต้อง
รูจ้ ักตาํ แหน่งของทิศทง้ั 4 ทิศก่อน จากตําแหนง่ ของผูส้ ังเกต

วธิ กี ารหาทศิ นัน้ สามารถทําไดห้ ลายวิธีเช่น ใช้เขม็ ทศิ หรอื ถ้าหากไม่มอี ุปกรณ์ช่วยเหลือ เรา
ก็ สามารถหาทศิ ไดจ้ ากการสงั เกต เช่น ดวงอาทิตยด์ วงจันทร์กลุ่มดาวเปน็ ต้น

1. การใช้เข็มทิศ เป็นอุปกรณ์ชนิดหน่ึงที่หาซื้อได้ท่ัวไปและใช้ง่ายที่สุด เนื่องจากปลายของ
เข็มทิศ จะช้ีไปทางทิศเหนือเสมอแต่มีข้อควรระวังคืออย่านําวัตถุที่เป็นโลหะมาไว้ใกล้อาจทําให้เกิด
การเสยี หายได้

รูปที่ 2.1 แสดงเข็มทศิ
ท่มี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

2. การใชด้ วงอาทิตย์ เราสามารถหาทิศในเวลากลางวันโดยสังเกตการข้ึนตกของดวงอาทิตย์
เน่อื งจากดวงอาทิตย์จะขนึ้ ทางทิศตะวนั ออก และตกทางทิศตะวันตก เช่น ก่อนเที่ยงวันดวงอาทิตย์จะ
อยู่ทาง ซีกตะวันออก และหลังเที่ยงวันดวงอาทิตย์จะอยู่ทางซีกตะวันตกใ นขณะท่ีตอนเที่ยงวันดวง
อาทิตย์จะอยู่ กลางศรี ษะเราจึงบอกทิศไม่ได้ ดังน้ันเพ่ือความแน่นอนควรสังเกตเป็นช่วงเวลาซักระยะ
หนง่ึ

3. การใช้ดวงจันทร์ เราสามารถใช้ดวงจนั ทร์เพอื่ หาทิศไดโ้ ดยอาศัยการสงั เกตด้านสว่างของ
ดวง จันทร์และเวลาการข้ึนตกของดวงจันทร์หากดวงจันทร์ข้ึนก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตก ด้านสว่างของ
ดวงจันทร์ จะเปน็ ทิศตะวันตก หากดวงจันทร์ข้ึนหลังเวลาเท่ียงคืน ด้านสว่างของดวงจันทร์จะเป็นทิศ
ตะวันออก แต่วิธี น้ีอาจจะใช้ได้ไม่ค่อยดีในช่วงดวงจันทร์เต็มดวง หรือใกล้เต็มดวง เน่ืองจากดวง
จนั ทรจ์ ะสวา่ งทั้งดวงทาํ ให้ เราไม่ทราบว่าจะใช้ดา้ นใดของดวงจันทรเ์ ป็นดา้ นสว่าง

4. การใช้กลุ่มดาว เราสามารถหาทิศจากกลุ่มดาวบางกลุ่ม ซ่ึงจากตําแหน่งของกลุ่มดาว
และทิศทาง ของกลุ่มดาวนั้นจะเป็นเครื่องบอกทิศให้กับผู้สังเกตในการหาดาวเหนือ (Polaris หรือ

14

Cynosura หรอื α Ursae Minoris) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สดุ ในกล่มุ ดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้กับข้ัวฟ้า
เหนือ จึงปรากฏเสมือนอยู่ น่ิงกับที่บนท้องฟ้า การที่ดาวเหนืออยู่ในทิศทางท่ีเกือบจะเป็นทิศทาง
เดียวกับแกนหมุนของโลก ดาวฤกษ์ ดวงอืน่ ๆ จงึ เหมอื นเคล่อื นทีว่ นเปน็ วงกลมรอบดาวเหนือ

การหาดาวเหนอื จากกลุ่มดาวหมใี หญ่ (Ursa Major) กลมุ่ ดาวนีม้ ีดาวสวา่ งเจด็ ดวงเรียงกัน
ซ่ึงบางคน อาจเห็นเป็นรูปคล้ายๆ กระบวยตักนํ้า (Big Dipper) เม่ือเราลากเส้นผ่านดาวสองดวงแรก
ของกระบวยตักน้ํา (ดาว Dubhe (Alpha Ursae Majoris) กับ ดาว Merak (Beta Ursae Majoris))
โดยลากจากดาว Dubhe ไปดาว Merak ตรงไปอีกประมาณ 4 เท่าของระยะห่างระหว่างดาวท้ังสอง
จะพบดาวทม่ี แี สงสว่างรบิ หรี่ดวงหน่งึ ซ่งึ ก็คือ ดาวเหนือไม่ว่าทรงกลมท้องฟ้าจะหมุนไปอย่างไรก็ตาม
ดังท่ีแสดงในรูปท่ี 2.2

รปู ที่ 2.2 การหาดาวเหนอื จากกลุ่มดาวหมีใหญ่
ทีม่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย หรือกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) เราก็
สามารถใช้หา ดาวเหนือได้เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่กลุ่มดาวค้างคาวประกอบด้วย ดาวสว่าง 5
ดวง มีลักษณะการเรียง ตัวคล้ายๆ รูปตวั เอม็ (M) เมอ่ื ลากเส้นผ่านแบ่งคร่ึงผ่านกลางกลุ่มดาวค้างคาว
ประมาณ 25oก็จะเจอดาวเหนือ ซ่ึงกลุ่มดาวค้างคาวนี้จะอยู่ในทิศตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ ดังนั้น
ถา้ เห็นกลุม่ ดาวค้างคาวกาํ ลงั จะขน้ึ ก็จะ เหน็ กลมุ่ ดาวหมีใหญ่กาํ ลงั จะตก ดงั ทีแ่ สดงในรปู ท่ี 2.3

15

รปู ท่ี 2.3 การหาดาวเหนือจากกลมุ่ ดาวค้างคาว
ที่มา : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

การหาดาวเหนือจากกลมุ่ ดาวนายพราน หรอื คนไทยเรยี กว่า กลุ่มดาวเต่า ก็เป็นอีกตัวเลือก
หนึ่งท่ี สามารถใช้หาดาวเหนือได้เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ และ กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาว
นายพราน (Orion) จะหนั หวั ไปยังทศิ เหนอื เสมอ

รูปที่ 2.4 การหาดาวเหนอื จากกล่มุ ดาวนายพราน
ทมี่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

นอกจากการจะระบุทิศทางต่าง ๆ ได้แล้ว การบอกระยะห่างระหว่างดาวที่ปรากฏบน
ท้องฟ้านั้นก็ เป็นสิ่งสําคัญประการหนึ่งท่ีจะช่วยในการดูดาว การบอกระยะห่างระหว่างดาวนั้นนิยม
บอกเป็นคา่ ของมมุ ว่าห่างกนั ก่ีองศา ซึ่งสามารถบอกได้ง่ายๆ โ ดยการเหยียดแขนของเราไปข้างหน้า
ใหส้ ุด มอื ของเรานน้ั สามารถใช้เป็นเคร่อื งบอกมุมไดอ้ ยา่ งดี

16

1.2 การบอกตาแหนง่ บนทรงกลมทอ้ งฟ้าและระบบพกิ ัดท้องฟ้า
ในการบอกตําแหน่งดาวบนท้องฟ้านั้นเราจําเป็นท่ีจะต้องรู้การกําหนดพิกัด หรือระบบพิกัด
ท้องฟา้ เพื่อใช้ในการบอกตําแหน่งของดาว ซึ่งมีด้วยกันหลายระบบ ดังจะได้กล่าวต่อไป ก่อนอื่นควร
ทาํ ความรจู้ กั กับทรงกลมทอ้ งฟ้า (Celestial Sphere)
ท้องฟ้าท่ีเราเห็นน้ันมีลักษณะเป็นผิวโค้งเกือบคร่ึงทรงกลม ขณะเดียวกันคนที่อยู่ซีกโลกตรง
ข้าม กับเรา ก็จะเห็นท้องฟ้าอีกส่วนหน่ึงเป็นครึ่งทรงกลมเช่นเดียวกัน จึงรวมได้ว่าท้องฟ้ามีลักษณะ
เปน็ ทรงกลม กลวง เรียกวา่ ทรงกลมทอ้ งฟ้า (Celestial Sphere) ซึง่ อธบิ ายไดด้ ังนี้
1.ทรงกลมท้องฟ้ามีลกั ษณะคล้ายทรงกลม ครอบโลกอยู่และมีดาวฤกษ์ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์
ดาวเคราะหแ์ ละวัตถุท้องฟ้าอืน่ ปรากฏอยู่บรเิ วณผิวดา้ นในของทรงกลม
2.การแบ่งตําแหน่งบนผิวทรงกลมท้องฟ้านั้นใช้ระยะทางตามมุม เช่นเดียวกับการบอก
ตําแหน่ง บนผวิ โลก
3.ทรงกลมท้องฟ้าปรากฏนน้ั จะหมุนในทิศทางทต่ี รงข้ามกันกับทิศการหมุนของโลก คือ หมุน
จากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ตามลักษณะที่เราสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ข้ึนทางทิศตะวัน ออก
แลว้ ตกทางทศิ ตะวนั ตกน่ันเอง
4.หากเราตอ่ แนวแกนสมมตขิ องโลกออกไปทางข้วั เหนือ และขั้วใต้ตลอดจนจรดท้องฟ้าจะได้
ตําแหนง่ ขว้ั เหนือท้องฟ้า (North Celestial Pole "NCP") และข้ัวใต้ท้องฟ้า (South Celestial Pole
"SCP") และถ้าขยายเส้นศูนย์สูตรของโลกออกไปจนจรดทรงกลมท้องฟ้าจะได้ เส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า
และระนาบศนู ยส์ ูตรทอ้ งฟา้ (Celestial Equator)

รปู ท่ี 2.5 ทรงกลมท้องฟา้
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

17

1.2 ระบบพิกัดท้องฟา้
1. ระบบเส้นขอบฟ้า (Horizontal System) หรือบางทีเรียกว่าระบบอัลติจูด (Altitude)
และอะซิมุท (Azimuth) เป็นการบอกตําแหน่งของดาวเพื่อให้รู้ว่าดาวอยู่เหนือขอบฟ้า (Celestial
Horizon) เป็นระยะทาง ตามมุมเท่าใด และอยู่ห่างจากตําแหน่งเทียบบนขอบฟ้ามากน้อยเพียงใด
ความหมายของคําท่ีใช้ในระบบขอบ ฟา้ มีดงั น้ี

1. อะซิมุท (Azimuth) เป็นค่าของมุมที่วัดจากทิศเหนือไปทางทิศตะวันออกตาม
แนวเส้นขอบฟ้าถึง วงกลมด่ิงที่ลากผ่านดาว การวัดค่าอะซิมุทจะมีค่าตั้งแต่ 0 - 360 องศา ปัจจุบัน
นิยมวัดได้ทั้งสอง ทิศ คือ ถ้าตําแหน่งของดาวอยู่ทางซีกท้องฟ้าตะวันออกให้วัดมุมจากทิศเหนือไป
ทางทิศตะวัน ออกถงึ วงกลมดง่ิ ทผี่ ่านดาว เชน่ คา่ อะซิมุทของดาว A เท่ากับ 160 องศาตะวันออก แต่
ในกรณีที่ ตําแหน่งของดาวอยู่ทางซีกท้องฟ้าตะวันตกให้วัดมุมจากทิศเหนือไปทางตะวันตกถึงวงกลม
ดง่ิ ท่ผี ่านดาวเปน็ คา่ อะซิมุทของดาว B เทา่ กับ 130 องศาตะวันตก

รปู ท่ี 2.6 แสดงตาํ แหน่ง ดาว A และดาว B
ทีม่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

2. อัลติจูด (Altitude) หรือมุมเงยหรือมุมสูงเป็นระยะทางตามมุมท่ีวัดจากเส้นขอบ
ฟ้าขึ้นไปตาม วงกลมด่ิงที่ผ่านดาวจนถึงดาวดวงน้ัน มีค่าต้ังแต่ 0 - 90 องศา และมีค่าเฉพาะค่าบวก
เทา่ นัน้ (นยิ มบอกตําแหนง่ ดาวที่อยู่เหนอื เส้นขอบฟา้ เทา่ นัน้ )

18

รปู ท่ี 2.7 แสดงคา่ ทีใ่ ชใ้ นระบบขอบฟ้า
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

3. เซนิท (Zenith) เป็นตําแหน่งบนทรงกลมท้องฟ้าท่ีอยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกต
พอดีทุกคน ระยะ ทางจากจุดเซนิท (Zenith Distance) เป็นระยะทางตามมุมที่วัดจากจุดเซนิทตาม
วงกลมด่ิงจนถึง ดาว มีค่าตั้งแต่ 0 - 90 องศา ในบางกรณีแทนท่ีเราจะบอกเป็น อัลติจูด เราอาจจะ
บอกระยะทาง จากเซนิทแทนกไ็ ด้

4. เนเดอร์ (Nedir) เปน็ ตําแหน่งบนทรงกลมท้องฟ้าทอี่ ยตู่ รงขา้ มกับเซนิท
5. เส้นขอบฟ้า (Horizon) เป็นเส้นท่ีได้จากทรงกลมใหญ่ที่มีระนาบตั้งฉากกับส้น
ตรงท่ีลากเชื่อม ระหว่างจุดตรงศีรษะ (Zenith) กับจุดนาเดีย (Nadir) ตัดกับทรงกลมท้องฟ้า ของผู้
สังเกตจะยืน อยู่ ณ จุดศูนย์กลางของทรงกลมน้ีและวงกลมน้ีจะมีรัศมีที่ประมาณค่าไม่ได้เนื่องจากผู้
สังเกตมี จุดตรงศีรษะ (Zenith) กับจุดนาเดีย (Nadir) ต่างกันจึงมีเส้นขอบฟ้าคนละเส้น แต่ถ้าผู้
สังเกตยืน กันเป็นกลมุ่ ก็อนโุ ลมได้ว่าเป็นเสน้ เดียวกนั
6. วงกลมด่ิง (Prime Vertical) คือ วงกลมใหญ่บนทรงกลมท้องฟ้าที่ลากผ่านจุด
เซนทิ กับจุดเนเด อร์และตัง้ ไดฉ้ ากกับเสน้ ขอบฟ้า
7. เส้นเมริเดียนท้องฟ้า (Celestial Meridian) คือ วงกลมแนวด่ิงท่ีลากผ่านเส้น
ขอบฟ้า ผ่านทิศ เหนือ และทิศใต้ ซึ่งเป็นเส้นสมมติเส้นหน่ึงบนท้องฟ้า เร่ิมจากขอบฟ้าทิศเหนือลาก
ขน้ึ ไป จนถึงเหนอื ศีรษะ (Zenith) ลากตอ่ ไปจนจรดขอบฟ้าทิศใต้แบ่งครึ่งท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วน คือ
ซกี ตะวันออก และตะวันตก เสน้ เมรเิ ดียนทอ้ งฟา้ ที่ผา่ นจุดเหนอื ศรี ษะ (Zenith) เรียกวา่ เส้นเมริ เดียน
ส่วนบน (Upper meridian) สว่ นเสน้ เมริเดียนท้องฟ้าทีผ่ ่านจดุ นาเดยี (Nadir) เรียกว่า เส้น เมริเดียน
สว่ นลา่ ง (Lower meridian)

19

การบอกตําแหนง่ ด้วยวิธนี ี้จะบอกเปน็ คา่ มุมอะซิมุท และอัลติจูด พร้อมกัน มีหน่วยเป็นองศา
และ การบอกตาํ แหน่งระบบนี้จะใช้ได้กับผู้สังเกตที่อยู่บนเส้นละติจูดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ระบบ
ขอบฟ้าเป็น ระบบที่ง่าย สะดวกในการบอกตําแหน่งวัตถุท้องฟ้ามาก นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายใน
ทางการเดินเรือ การบิน การสํารวจ และวงการดาราศาสตร์สมัครเล่น แต่หากผู้สังเกตการณ์อยู่ ณ
ตําแหน่งต่างกัน จะได้ค่าอะซิมุท และอัลติจูดของดวงดาวเดียวกันต่างกัน และหากเวลาเปล่ียนไปค่า
มุมอะซมิ ุทกบั อัลตจิ ดู กจ็ ะเปลี่ยนตามไปด้วย นอกจากนั้นยังใช้ได้เฉพาะดาวท่ีอยู่เหนือขอบฟ้าเท่าน้ัน
จึงยังไมเ่ หมาะที่จะใชเ้ ป็นระบบสากลโดยท่ัวไป

2. ระบบเสน้ ศนู ย์สูตร (Equatorial system)
ตําแหน่งต่าง ๆ บนทรงกลมท้องฟ้า ดาวฤกษ์ ดวง อาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์
(ยกเว้นโลก) มีการเคล่ือนที่ในรอบวันไปพร้อมกับการหมุนของทรง กลมท้องฟ้า จึงมีตําแหน่งอยู่น่ิง
เทียบกับเส้นศนู ยส์ ูตรทอ้ งฟา้ เช่นเดียวกบั ตาํ แหน่งบนโลกท่ีอยูน่ ง่ิ เทียบกับ เส้นศนู ย์สูตร ดังน้ัน เราจึง
ใชเ้ สน้ ศนู ย์สตู รท้องฟ้าเป็นวงกลมหลกั วงหน่ึง และกาํ หนดวงกลมหลักอีกวง หน่ึงพร้อมกับวงกลมรอง
ให้สอดคลอ้ งกบั กรรมวิธีทเ่ี ราใชบ้ อกตําแหน่งบนโลก ความหมายของคาํ ทใี่ ชใ้ น ระบบศูนยส์ ูตรมดี งั นี้

รปู ที่ 2.8 แสดงคาํ ท่ใี ชใ้ นระบบศนู ย์สูตร
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

1.วงกลมช่ัวโมง (Hour Circle) คือ วงกลมใหญ่ที่ผ่านขั้วเหนือท้องฟ้า (NCP) และ
ขัว้ ใต้ท้องฟ้า (SCP) และตั้งได้ฉากกับเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า ใ นทางปฏิบัตินิยมคิดเพียงครึ่งวงกลม คือ

20

ระยะส่วนโค้งของวงกลมจากข้ัวเหนือท้องฟ้าผ่านเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้าจนถึงข้ัวใต้ท้องฟ้ากําหนดให้
วงกลม ชวั่ โมงที่ผา่ นจุดเวอร์นลั อคี วนิ อกซ์ (Vernal Equinox) เป็นจุดเร่มิ ตน้

2.ไรท์แอสเซนชัน (Right Ascension : R.A หรือ α) เป็นระยะทางตามมุมท่ีวัดจาก
จุดเวอร์นัลอีค วินอกซ์ไ ปทางตะวันออกตามเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า จนถึงวงกลมช่ัวโมงท่ีผ่านดาวที่
ต้องการ บอกตําแหน่ง มีหน่วยเปน็ องศาลิปดา และฟิลิปดา หรือชั่วโมง นาทีวินาทีมีค่าต้ังแต่ 0-360
องศา หรือ 0-24 ชวั่ โมง นิยมเขยี นเป็น 0h -24h และหนว่ ยทั้งสองเทียบกนั ได้ดงั น้ี

24 ชั่วโมง = 360 องศา
1 ชวั่ โมง = 15 องศา
1 นาที = 15 ลปิ ดา
1 วินาที = 15 ฟลิ ิปดา

3. เดคลิเนชนั (Declination: Dec หรอื δ) เปน็ ระยะทางตามมมุ วดั ข้ึนไปทางเหนือ
หรือลงไปใต้ ของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า ตามวงกลมชั่วโมงท่ีผ่านดาวท่ีต้องการบอกตําแหน่ง คิดเป็น
องศา เหนอื หรือใต้หรอื อาจใชเ้ ครื่องหมายบวก (+) แทนตําแหน่งท่ีอยู่ทางเหนือ และเครื่องหมาย ลบ
(-) แทนตาํ แหน่งทีอ่ ย่ทู างใต้ของเส้นศนู ยส์ ตู รท้องฟา้

การบอกตําแหน่งพกิ ัดของวัตถทุ อ้ งฟ้าด้วยค่าไรทแ์ อสเซนชัน และเดคลิเนชัน ตามระบบศูนย์
สูตร ท้องฟ้าน้ีนิยมใช้ในการบอกตําแหน่งดาวซึ่งการบอกตําแหน่งด้วยระบบน้ีเป็นระบบสากลท่ีใช้ได้
ทั่วโลกไม่ จํากัดผู้สังเกตจะอยู่ ณ ตําแหน่งใดเวลาใด และเหมาะสมกว่าระบบขอบฟ้า แต่อย่างไรก็
ตามยังมีขอ้ บกพรอ่ ง อยเู่ พราะตําแหน่งเวอร์นัล อีควนิ อกซท์ ี่ใชเ้ ป็นจุดอ้างอิงน้ัน จะมีการเล่ือนไปทาง
ทิศตะวันตก หรือถอยหลัง จากการส่ายของแกนหมุนสมมติของโลก ซ่ึงครบรอบในเวลาประมาณ
26,000 ปีดังน้ันการบอกตําแหน่ง ของวัตถุท้องฟ้า ตามระบบศูนย์สูตรจึงต้องกําหนดปีท่ีเทียบ และ
คา่ แก้ไขอ่ืน ๆ ไวด้ ว้ ย

การบอกตําแหน่งพิกัดของวัตถุท้องฟ้าตามระบบศูนย์สูตร นอกจากจะบอกเป็นค่าไรท์แอ

สเซนชนั กบั เดคลเิ นชนั แล้วยังสามารถบอกเปน็ มมุ ชวั่ โมง (H) กับเดคลิเนชนั (δ) ไดอ้ ีกดว้ ย
3. ระบบสรุ ยิ ะวถิ ี (Ecliptic system)
เส้นสุรยิ ะวถิ ี (Ecliptic) หมายถึง เส้นทางเดินปรากฏของดวง อาทิตย์ที่เคลื่อนท่ีผ่านกลุ่มดาว

ตา่ ง ๆ ใ นรอบปี ซ่ึงเป็นผลมาจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ (ดวง อาทิตย์จะปรากฏเคลื่อนที่
จากทิศตะวนั ตกไปทางทศิ ตะวนั ออกวนั ละประมาณ 1 องศา) และกลุ่มดาวบน ทรงกลมท้องฟ้าท่ีดวง
อาทติ ยป์ รากฏเคลอ่ื นท่ผี า่ น เรียกว่ากลมุ่ ดาวจักรราศี (Zodiac)

ระนาบของเส้นสุริยวิถีจะเอียงทํามุมกับระนาบของเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้าประมาณ 23 องศา
จุดตัด ของระนาบท้ังสอง เรียกว่า อีควินอกซ์ (Equinox) มี 2 ตําแหน่ง คือ เวอร์นัล อีควินอกซ์
(Vernal Equinox) หรือจุดแรกของราศีเมษ(first point of Aries) เป็นตําแหน่งท่ีดวงอาทิตย์
เคล่ือนที่จากทางใต้สู่เหนือตรงกับ วันที่ 21 มีนาคม ส่วนอีกตําแหน่งหนึ่งคือออตัมนัลอีควินอกซ์
(Autumnal Equinox) หรือจุดแรกของราศีตุ ล (first point of Libra) เป็นตําแหน่งที่ดวงอาทิตย์

21

โคจรบนเส้นสุริยวิถีตัดกับเส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า ขณะที่ เคล่ือนจากทางเหนือลงไปทางใต้ ตรงกับวันที่
23 กนั ยายน ทั้งสองจดุ นี้ชว่ งเวลากลางวัน และกลางคืนจะ ยาวเท่ากัน และดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศ
ตะวันออกและตกทางทิศตะวนั ตกพอดี

เมอื่ ระนาบสรุ ยิ วิถีเอียงตัดกบั ระนาบศนู ย์สตู รท้องฟ้า นอกจากจะเกิดจุดตัดข้ึน 2 จุดแล้ว ยัง
มี ตําแหน่งท่ีระนาบทั้งสองอยู่ห่างกันมากท่ีสุด 2 ตําแหน่ง เรียกว่า ซอลสทิซ (solstice) ตําแหน่งที่
ดวงอาทิตย์ อยู่เหนือสุดบนสุริยวิถีเรียกว่าโซลสทิซฤดูร้อน หรือ ซัมเมอร์โซลสทิซ (Summer
Solstice) ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน และตําแหน่งท่ีดวงอาทิตย์อยู่ใต้สุดบนสุริยวิถีเรียกว่าโ ซลสทิซ
ฤดูหนาว หรอื วนิ เทอรโ์ ซล สทิซ (Winter Solstice) ตรงกับวันท่ี 22 ธนั วาคม

รปู ท่ี 2.9 แสดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการโคจรของโลกรอบดวงอาทติ ย์ และการเคลื่อน
ปรากฏของดวงอาทิตยต์ ามสรุ ิยวถิ ีบนทรงกลมทอ้ งฟ้า

ท่มี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

การหาตาํ แหน่งดาวในระบบน้ีคือเส้นสุริยวิถีเป็นหลัก และจุดคงท่ี ๆใช้เป็นจุดหลักในการวัด
คอื จดุ เวอร์นลั อคี วนิ อกช์โดยกาํ หนดความหมายของคาํ ทใ่ี ช้ในระบบสุรยิ วิถมี ีดงั นี้

1. ขั้วเหนือสุริยวิถี (North Ecliptic Pole : NEP) และขั้วใต้สุริยวิถี (South
Ecliptic Pole : SEP) ถา้ แบง่ ทรงกลมท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วนตามสุริยวิถี ตรงส่วนตัดจะเป็นระนาบ
สุริยวถิ ีตรงผิวทรง กลมจะมี 2 จุดท่อี ยู่ห่างจากระนาบสุรยิ วิถีเท่ากับ 90 องศาเท่ากัน คือ ขั้วเหนือสุ
ริยวิถีและข้ัวใต้ สุริยวิถีเนื่องจากระนาบสุริยวิถีกับระนาบศูนย์สูตรท้องฟ้าเอียงทํามุมกันประมาณ
23.5 องศาข้ัว สุริยวิถกี ็จะอยหู่ ่างจากข้วั ทอ้ งฟ้าประมาณ 23.5 องศา ด้วย

22

2. ลองจิจูดท้องฟ้า (Celestial Longitude : λ) เป็นระยะทางตามมุมที่วัดจาก
ตําแหน่งเวอร์นัลอีควินอกซ์ไปทางตะวันออก(ทิศทวนเข็มนาฬิกา)ตามแนวสุริยวิถีจนถึงวงกลมใหญ่ท่ี
ผ่านข้วั สุรยิ วถิ ี ทั้งสองและผา่ นดาวดว้ ย มีค่าตงั้ แต่ 0-360 องศา

3. ละติจูดท้องฟ้า (Celestial Latitude : β) เป็นระยะทางตามมุมที่วัดจากสุริยวิถี
ไปทางเหนือหรอื ใต้ ตามวงกลมใหญ่ท่ผี ่านจากขว้ั สรุ ยิ วิถที ้ังสองและผา่ นตําแหน่งดาว มีค่าต้ังแต่ 0-90
องศาเหนอื และ 0-90 องศาใต้จากสุรยิ วถิ ี

1.3 การใชแ้ ผนทีด่ าว
อุปกรณ์สําคัญอีกอย่างหนึ่งสําหรับผู้ที่เริ่มต้นดูดาว และควรรู้จัก และใช้แผนท่ีดาวให้เป็น
ก่อนเพอ่ื ความสะดวกในการหากลุ่มดาวบนท้องฟ้า ก่อนอื่นเราต้องมาเลือกแผนท่ีดาวที่เหมาะสมกับ
ตาํ แหน่งของผู้ สังเกต เชน่ พื้นท่ใี นการสังเกตอยใู่ นภาคเหนอื ตอนบน ควรเลือกใช้แผนท่ีดาวที่ละติจูด
17 – 20 องศาเหนือ ส่วนทางภาคกลางใช้ที่ละติจูด 16 – 12 องศาเหนือและทางภาคใต้ใช้ที่ละติจูด
11 – 7 องศาเหนอื

รปู ท่ี 2.10 แสดงแผนทีด่ าว
ท่ีมา : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

23

วธิ ีการใช้แผนท่ดี าว
อันดับแรกน้ัน ควรปรับเวลาท่ีต้องการจะสังเกต แล้วหมุน วันที่ เดือน ใ ห้ตรงกับเวลาที่จะ
สังเกต ตัวอย่างเช่น ต้องการดูดาวในเวลา 19.00 น. ของวันท่ี 16 เดือนพฤศจิกายน ก็ให้หมุนแผ่น
ขอบฟ้ามาจน กระท่ัง ขีดสเกล “19.00 น.” ตรงกับ สเกลวันท่ี 16 เดือนพฤศจิกายน แล้วยกแผนที่
ดาวข้ึนเหนือศีรษะ เม่ือ แหงนมองแผนท่ีนั้นให้ทิศเหนือ และทิศใต้บนแผนที่ดาว ช้ีตรงกับทิศเหนือ
และทิศใตข้ องภมู ปิ ระเทศจรงิ ควรระลึกไวเ้ สมอวา่ การอ่านแผนท่ีดาวมิใช่การก้มอ่านหนังสือ แต่เป็น
การแหงนดเู พือ่ เปรยี บเทยี บท้องฟ้า ในแผนที่กับท้องฟา้ จรงิ
เม่ือเวลาเปลี่ยนไป ใหห้ มนุ แผนท่ีดาวตามทิศตามเข็มนาฬิกาไปยังเวลาปจั จุบันที่เราสังเกตอยู่
จะ เห็นได้ว่า กลุ่มดาวทางทิศตะวันออกของแผนท่ีจะเคลื่อนท่ีออกห่างจากขอบฟ้ามากข้ึน ในขณะที่
กลุ่มดาว ในทิศตะวันตกจะเคล่อื นทีเ่ ขา้ หาขอบฟ้า เสมือนการเคลื่อนที่ขึ้น-ตกของกลุ่มดาวบนท้องฟ้า
จรงิ
ขอ้ พึงระวงั
เนื่องจากการสร้างแผนท่ีดาวนัน้ ทาํ โดยการตีแผ่ทรงกลมออกเป็นระนาบสองมิติ (360 องศา)
ดังนั้น กลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือจะมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง และกลุ่มดาวในซีกฟ้าใต้จะขยายเกิน
สัดส่วนจริง หากใช้แผนที่ดาวน้ีดูดาวท่ีอยู่ใกล้ขอบฟ้าใต้ แนะนําให้ดูดาวสว่างเป็นดวงๆ แล้วค่อยไล่
เปรยี บเทียบไปกับ ท้องฟ้าจริงอีกทั้งตําแหน่งบอกทิศน้ันไม่ได้ห่างเท่าๆ กัน สเกลระหว่างทิศเหนือไป
ยังทิศตะวันออกและทิศ ตะวันตกจะอยู่ใกล้ชิดกันมาก ส่วนสเกลไปทางทิศใต้จะมีระยะห่างออกไป
มากกวา่ หลายเท่า

ตารางที่ 2.1 ตารางแสดงรายชอ่ื กลุ่มดาว 88 กลมุ่

ชือ่ ละตนิ ชื่อองั กฤษ ชอ่ื ไทย*

Andromeda Andromeda กล่มุ ดาวแอนดรอเมดา

Antlia Air Pump กลมุ่ ดาวเคร่ืองสบู ลม

Apus Bird of Paradise กลุม่ ดาวนกการเวก

Aquarius Water Carrier กลุ่มดาวคนแบกหม้อนาํ้ , กลมุ่ ดาวกุมภ์

Aquila Eagle กลุม่ ดาวนกอนิ ทรี

Ara Altar กล่มุ ดาวแทน่ บูชา

Aries Ram กลมุ่ ดาวแกะ, กลุ่มดาวเมษ

Auriga Charioteer กลุม่ ดาวสารถี

Boötes Bean Driver กล่มุ ดาวคนเลีย้ งสตั ว์

Caelum Chisel กลมุ่ ดาวส่ิว

24

ชอื่ ละติน ชื่ออังกฤษ ช่อื ไทย*
Camelopardalis Giraffe กล่มุ ดาวยรี าฟ
Crab กลมุ่ ดาวปู, กลมุ่ ดาวกรกฎ
Cancer Hunting Dogs กลุ่มดาวหมาลา่ เน้ือ
Canes Venatici Great Dog, Big Dog กลุม่ ดาวหมาใหญ่
Canis Major Little Dog, Lesser Dog กลุม่ ดาวหมาเลก็
Canis Minor Sea Goat กล่มุ ดาวแพะทะเล, กลมุ่ ดาวมกร
Capricornus Keel กลุ่มดาวกระดูกงูเรือ
Cassiopeia กลุ่มดาวแคสซิโอเปยี
Carina Centaur กลมุ่ ดาวคนคร่ึงมา้
Cassiopeia Cepheus กลุ่มดาวซฟี ิอัส
Centaurus Sea Monster, Whale กลุม่ ดาวซตี ัส,กลมุ่ ดาววาฬ
Cepheus Chameleon กลมุ่ ดาวกิ้งกา่ คะมเี ลียน
Compasses กล่มุ ดาววงเวยี น
Cetus Dove กล่มุ ดาวนกเขา
Chameleon Berenice s Hair กลมุ่ ดาวผมเบเรนิซ
Southern Crown กลุ่มดาวมงกุฎใต้
Circinus Northern Crown กลุม่ ดาวมงกุฎเหนอื
Columba Crow กล่มุ ดาวนกกา
Coma Berenices Cup กลมุ่ ดาวถว้ ย
Corona Australis Southern Cross, Cross กลุ่มดาวกางเขนใต้
Corona Borealis Swan กลุม่ ดาวหงส์
Corvus Dolphin กล่มุ ดาวโลมา
Crater Swordfish กลุ่มดาวปลากระโทงแทง
Dragon กลุ่มดาวมังกร
Crux Little Horse กลุม่ ดาวม้าแกลบ
Cygnus River กลุม่ ดาวแมน่ าํ้
Delphinus Furnace กลุม่ ดาวเตาหลอม
Dorado
Draco
Equuleus
Eridanus
Fornax

25

ช่ือละติน ชื่ออังกฤษ ชอื่ ไทย*
Gemini
Grus Twins กลุ่มดาวคนคู่, กลุ่มดาวมถิ นุ , กลมุ่ ดาวเมถนุ
Hercules
Horologium Crane กล่มุ ดาวนกกระเรยี น
Hydra
Hydrus Hercules กลมุ่ ดาวเฮอรค์ วิ ลสี
Indus
Lacerta Clock กล่มุ ดาวนาฬิกา
Leo
Leo Minor Sea serpent, Monster กลุม่ ดาวงไู ฮดรา
Lepus
Libra Water Snake กลมุ่ ดาวงไู ฮดรสั
Lupus
Lynx Indian, American Indian กลุ่มดาวอนิ เดียนแดง
Lyra
Mensa Lizard กลุม่ ดาวกิง้ กา่
Microscopium
Monoceros Lion กล่มุ ดาวสงิ โต, กล่มุ ดาวสิงห์
Musca
Norma Little Lion, Lion Cub กลุ่มดาวสงิ โตเล็ก
Octans
Ophiuchus Hare กล่มุ ดาวกระตา่ ยป่า
Orion
Pavo Scales กลมุ่ ดาวตาชั่ง, กลุ่มดาวตุลย์
Pegasus
Perseus Wolf กลุม่ ดาวหมาป่า
Phoenix
Lynx กลมุ่ ดาวแมวป่า

Lyre กลมุ่ ดาวพิณ

Table Mountain กลมุ่ ดาวภูเขา

Microscope กลุ่มดาวกล้องจุลทรรศน์

Unicorn กลมุ่ ดาวยูนิคอรน์

Fly กล่มุ ดาวแมลงวัน

Rule กลุ่มดาวไม้ฉาก

Octant กลุ่มดาวออกแทนต์

Serpent Bearer กลมุ่ ดาวคนแบกงู

Hunter กลุ่มดาวนายพราน

Peacock กลุ่มดาวนกยงู

Winged Horse กลมุ่ ดาวมา้ บนิ

Perseus กล่มุ ดาวเพอรซ์ ิอัส

Phoenix กลุ่มดาวนกฟีนกิ ซ์

26

ชือ่ ละตนิ ชอื่ อังกฤษ ชอื่ ไทย*
Pictor Painter กลุ่มดาวขาตัง้ ภาพ
Pisces Fishes กลมุ่ ดาวปลา, กลุม่ ดาวมีน
Pisces Austrinus Southern Fish กลุ่มดาวปลาใต้
Puppis Poop, Stern กลมุ่ ดาวทา้ ยเรือ
Pyxis Compass กล่มุ ดาวเขม็ ทิศ
Reticulum กล่มุ ดาวตาข่าย
Sagitta Net
Sagittarius Arrow กลุม่ ดาวลกู ศร
Scorpius Archer กล่มุ ดาวคนยิงธนู, กล่มุ ดาวธนู
Sculptor Scorpion กลุ่มดาวแมงป่อง, กลุ่มดาวพิจกิ
Scutum Sculptor
Serpens Shield กลุม่ ดาวช่างแกะสลกั
Sextans Serpent กลุ่มดาวโล่
Taurus Sextant กลุ่มดาวงู
Telescopium Bull
Triangulum Telescope กลุ่มดาวเซกซ์แทนต์
Triangulum Australe Triangle กลุ่มดาวววั , กลมุ่ ดาวพฤษภ
Tucana Southern Triangle กลุ่มดาวกล้องโทรทรรศน์
Ursa Major Toucan
Ursa Minor Great Bear, Big Bear กลมุ่ ดาวสามเหลย่ี ม
Vela Little Bear กลุม่ ดาวสามเหล่ียมใต้
Virgo Sail
Volans Virgin กลุม่ ดาวนกทูแคน
Vulpecula Flying Fish กลุ่มดาวหมใี หญ่
Fox กลมุ่ ดาวหมเี ลก็
กล่มุ ดาวใบเรอื
กลมุ่ ดาวหญงิ สาว, กลมุ่ ดาวกันย์
กลุ่มดาวปลาบนิ
กลุ่มดาวหมาจงิ้ จอก

27

1.4 วตั ถทุ ้องฟ้าทนี่ ่าสนใจและกลุม่ ดาวตา่ ง ๆ
สาํ หรับคนท่ีเร่ิมดูดาว วัตถุท้องฟ้าท่ีน่าสนใจ เช่น ดวงจันทร์ดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวต่าง ๆ
บนท้องฟ้า ซึง่ ในชว่ งฤดหู นาวนเี้ ปน็ ชว่ งทีเ่ หมาะกับการสังเกตการณ์ เพราะท้องฟ้าค่อนข้างจะใส ไม่มี
เมฆ ทําให้สามารถสังเกตการณ์ได้ท่ัวท้ังท้องฟ้าตลอดท้ังคืน เช่น ในเดือนมกราคม ปรากฏการณ์ฝน
ดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids) และวัตถุท้องฟ้าที่น่าสนในก็มีกาแล็กซีแอนโดรเมดา กระจุก
ดาวคู่ กระจุกดาว ลูกไก่ เนบิวล่าในกลุ่มดาวนายพราน ในเดือนมกราคมช่วงหัวคืนเรายังสามารถ
สังเกตกลุ่มดาวราศได้อีก เช่น ราศีคนคู่ราศีวัวราศีแกะราศีปลาคู่ราศีหญิงสาวราศีมกรและเรายัง
สามารถสงั เกตทางชา้ งเผอื กได้อกี
สามเหล่ียมฤดูหนาว (Winter Triangle) ก็เปน็ สิง่ ทนี่ า่ สนใจสาํ หรบั การดูดาวในช่วงหวั คา่ํ ของ
ฤดูหนาวเราจะสามารถสังเกตเห็นสามเหล่ียมฤดูหนาวได้อย่างชัดเจนทางทิศตะวันออก ซึ่
ประกอบดว้ ยดาวบเี ทลจสุ (Betelgeuse) ใ นกลุม่ ดาวนายพราน ดาวซิริอุส (Sirius) ใ นกลุ่มดาวสุนัข
ใหญ่ และดาวโพรไซออน (Procyon) ในกลุ่มดาวสุนัขเล็ก ซึ่งดาวท้ังสามจะเรียงตัวกันเป็นรูป
สามเหลย่ี มดา้ นเท่า ดังรปู ที่ 2.11

รูปท่ี 2.11 แสดงสามเหลีย่ มฤดูหนาว
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

หรอื อาจจะเป็นหกเหลยี่ มฤดูหนาว ซ่งึ ประกอบด้วยดาวไรเจล (Rigel) ใ นกลุ่มดาวนายพราน
ดา วอัลดิบาแรน(Aldebaran)ในกลุ่มดาววัว ดาวคาเพลลา(Capella)ในกลุ่มดาวสารถี ดาวพอลลักซ์
(Pollux)ใน กลุ่มดาวคนคู่ ดาวโพรไซออน(Procyon)ในกลุ่มดาวสุนัขเล็ก และดาวซิริอุส(Sirius) ใน
กลมุ่ ดาวสุนัขใหญ่ ปรากฏสงู จากขอบฟ้าดา้ นตะวันออก

28

รูปที่ 2.12 หกเหล่ียมฤดูหนาว
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

และในช่วงหัวค่ําของต้นฤดูหนาว จะมีกลุ่มดาวสว่างทางด้านทิศตะวันตก คือ กลุ่มดาวพิณ
(Lyra) กลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) และกลุ่มดาวนกอินทรี (Aquila) หากลากเส้นเชื่อมระหว่างดาวเวกา
(Vega) ในกลุ่ม ดาวพิณไปยัง ดาวหางหงส์ (Deneb) ในกลุ่มดาวหงส์และ ดาวนกอินทรี(Altair)ใน
กล่มุ ดาวนกอินทรีจะได้ รปู สามเหล่ยี มดา้ นไม่เท่าเรียกว่า สามเหลี่ยมฤดูร้อน(Summer Triangle) ดัง
รูปที่ 18 ซึ่งอยู่ในทิศตรงข้ามกับ สามเหลี่ยมฤดูหนาว ขณะท่ีสามเหลี่ยมฤดูร้อนกําลังจะตก
สามเหลี่ยมฤดูหนาวก็กําลังจะข้ึน และสําหรับ คืนท่ีเป็นข้างแรมไร้แสงจันทร์รบกวน หากสังเกตให้ดี
จะเห็นว่ามีแถบฝ้าสว่างคล้ายเมฆขาว พาดข้ามท้องฟ้า ผ่านบริเวณกลุ่มดาวนกอินทรีกลุ่มดาวหงส์ไ
ปยังกลุ่มดาว แมงป่อง แถบฝ้าสว่างท่ีเห็นนั้นก็คือ ทางช้าง เผือก หรือใจกลางกาแล็กซ่ีทางช้างเผือก
(The Milky Way) น่ันเอง

รปู ที่ 2.13 แสดงสามเหลย่ี มฤดรู ้อน
ทีม่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

29

2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาท่ีประกอบด้วยเน้ือหา หรือตัวความรู้ และทักษะ

กระบวนการในการแสวงหาความรู้ ซึ่งประกอบด้วยทักษะกระบวนการและ เจตคติทางวิทยาศาสตร์
จงึ เปน็ หน้าท่ีของครูผสู้ อนท่จี ะต้องเน้นนักเรียนให้ได้เรียนทั้งเน้ือหา และทักษะกระบวนการ และเจต
คตทิ างวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื นาํ ไปใชแ้ ก้ปญั หา (สมจติ สวธนไพบลู ย์, 2535)

คณะกรรมการศึกษาวิทยาศาสตร์ (Commission of Science Education) ของสมาคม
อเมรกิ นั เพ่ือความกา้ วหนา้ ทางวิทยาศาสตร์ (The American Association for the Advancement
of Science : AAAS, 1989) ได้แบ่งกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ค้นคว้าว่ามี 13 กระบวนการ 2
ระดับ คือ

1. ระดับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั พ้นื ฐาน 8 ทกั ษะ เป็นทักษะเพ่ือการแสวงหา
ความรทู้ ่ัวไป ประกอบดว้ ย

ทกั ษะท่ี 1 การสังเกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสของร่างกายอย่างใดอย่าง
หนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ หู ตา จมูก ล้ิน กายสัมผัส เข้าสัมผัสกับวัตถุหรือเหตุการณ์เพ่ือให้ทราบ
และรับรู้ข้อมูล รายละเอียดของสิ่งเหล่าน้ัน โดยปราศจากความคิดเห็นส่วนตน ข้อมูลเหล่านี้จะ
ประกอบด้วย ข้อมูลเชิงคุณภาพ เชิงปริมาณ และรายละเอียดการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนจากการ
สังเกต

ความสามารถทีแ่ สดงการเกิดทกั ษะ
– สามารถแสดงหรือบรรยายคุณลักษณะของวัตถุได้ จากการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่าง
หนึ่งหรอื หลายอยา่ ง
– สามารถบรรยายคุณสมบัตเิ ชงิ ประมาณ และคณุ ภาพของวตั ถไุ ด้
– สามารถบรรยายพฤติการณก์ ารเปลย่ี นแปลงของวตั ถุได้
ทกั ษะที่ 2 การวดั (Measuring) หมายถงึ การใชเ้ ครื่องมือสําหรับการวัดข้อมูลในเชิงปริมาณ
ของส่ิงต่างๆ เพ่ือให้ได้ข้อมูลเป็นตัวเลขในหน่วยการวัดที่ถูกต้อง แม่นยําได้ ท้ังนี้ การใช้เคร่ืองมือ
จาํ เป็นตอ้ งเลือกใช้ให้เหมาะสมกบั สิง่ ทต่ี อ้ งการวัด รวมถึงเข้าใจวิธีการวัด และแสดงขั้นตอนการวัดได้
อยา่ งถกู ต้อง
ความสามารถทีแ่ สดงการเกิดทกั ษะ
– สามารถเลอื กใชเ้ ครือ่ งมอื ไดเ้ หมาะสมกบั สงิ่ ทว่ี ัดได้
– สามารถบอกเหตุผลในการเลือกเคร่ืองมือวดั ได้
– สามารถบอกวธิ ีการ ขน้ั ตอน และวธิ ีใช้เคร่ืองมือไดอ้ ย่างถกู ต้อง
– สามารถทาํ การวดั รวมถงึ ระบหุ นว่ ยของตัวเลขได้อย่างถกู ตอ้ ง
ทักษะ ที่ 3 การคํานวณ (Using numbers) หมายถึง การนับจํานวนของวัตถุ และการนํา
ตัวเลขท่ีได้จากนับ และตัวเลขจากการวัดมาคํานวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การ
คูณ การหาร เป็นต้น โดยการเกิดทักษะการคํานวณจะแสดงออกจากการนับที่ถูกต้อง ส่วนการ

30

คํานวณจะแสดงออกจากการเลือกสูตรคณิตศาสตร์ การแสดงวิธีคํานวณ และการคํานวณท่ีถูกต้อง
แม่นยาํ

ความสามารถทแ่ี สดงการเกดิ ทกั ษะ
– สามารถนับจํานวนของวัตถุได้ถกู ตอ้ ง
– สามารถบอกวธิ คี าํ นวณ แสดงวธิ คี ํานวณ และคดิ คาํ นวณไดถ้ กู ตอ้ ง
ทักษะท่ี 4 การจาํ แนกประเภท (Classifying) หมายถึง การเรียงลําดับ และการแบ่งกลุ่มวัตถุ
หรอื รายละเอยี ดข้อมลู ด้วยเกณฑ์ความแตกต่างหรือความสมั พันธ์ใด ๆอยา่ งใดอย่างหน่งึ
ความสามารถท่ีแสดงการเกดิ ทกั ษะ
– สามารถเรียงลาํ ดับ และแบ่งกลุม่ ของวัตถุ โดยใชเ้ กณฑใ์ ดได้อยา่ งถกู ต้อง
– สามารถอธบิ ายเกณฑใ์ นเรียงลาํ ดบั หรอื แบง่ กลมุ่ ได้
ทักษะท่ี 5 การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา ( Using
space/Time relationships)สเปสของวัตถุ หมายถึง ที่ว่างที่วัตถุน้ันครองอยู่ ซ่ึงอาจมีรูปร่าง
เหมือนกันหรือแตกต่างกับวัตถุน้ัน โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว และความสูง
ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสของวัตถุ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง 3 มิติ กับ 2 มิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างตําแหน่งท่ีอยู่ของวัตถุหนึ่งกับวัตถุหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสเปสของวัตถุกับ
เวลา ได้แก่ ความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงตําแหน่งของวัตถุกับช่วงเวลา หรือความสัมพันธ์
ของสเปสของวัตถทุ ่เี ปล่ยี นไปกบั ชว่ งเวลา
ความสามารถท่แี สดงการเกิดทกั ษะ
– สามารถอธิบายลกั ษณะของวัตถุ 2 มติ ิ และวัตถุ 3 มติ ิ ได้
– สามารถวาดรปู 2 มิติ จากวัตถหุ รือรูป 3 มติ ิ ท่ีกําหนดให้ได้
– สามารถอธิบายรปู ทรงทางเราขาคณิตของวัตถุได้
– สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ 2 มิติ กับ 3 มิติได้ เช่น ตําแหน่งหรือทิศของ
วัตถุ และตาํ แหนง่ หรอื ทิศของวตั ถตุ ่ออีกวัตถุ
– สามารถบอกความสัมพันธ์ของการเปล่ยี นแปลงตําแหน่งของวัตถกุ ับเวลาได้
– สามารถบอกความสมั พนั ธข์ องการเปลี่ยนแปลงขนาด ปริมาณของวตั ถุกับเวลาได้
ทักษะที่ 6 การจัดกระทํา และส่ือความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึง การนํา
ขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากการสังเกต และการวดั มาจัดกระทําให้มีความหมาย โดยการหาความถี่ การเรียงลําดับ
การจัดกลุ่ม การคํานวณค่า เพื่อให้ผู้อ่ืนเข้าใจความหมายได้ดีขึ้น ผ่านการเสนอในรูปแบบของตาราง
แผนภูมิ วงจร เขยี นหรือบรรยาย เปน็ ตน้

ความสามารถทแี่ สดงการเกดิ ทกั ษะ
– สามารถเลือกรปู แบบ และอธิบายการเลอื กรปู แบบในการเสนอขอ้ มูลทเี่ หมาะสมได้
– สามารถออกแบบ และประยุกต์การเสนอข้อมลู ใหอ้ ยู่ในรูปใหมท่ เี่ ขา้ ใจได้งา่ ย

31

– สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงข้อมูลใหอ้ ยใู่ นรูปแบบท่เี ข้าใจไดง้ า่ ย
– สามารถบรรยายลกั ษณะของวตั ถุด้วยข้อความท่ีเหมาะสม กะทัดรัด และส่ือความหมายให้
ผูอ้ น่ื เขา้ ใจได้ง่าย
ทักษะที่ 7 การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มความคิดเห็นของตนต่อ
ข้อมูลท่ไี ด้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผลจากพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์ท่ีมีความสามารถที่แสดง
การเกิดทักษะ คือ สามารถอธิบายหรือสรุปจากประเด็นของการเพิ่มความคิดเห็นของตนต่อข้อมูลที่
ไดม้ า
ทักษะท่ี 8 การพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การทํานายหรือการคาดคะเนคําตอบ โดย
อาศัยข้อมูลที่ได้จากการสังเกตหรือการทําซํ้า ผ่านกระบวนการแปรความหายของข้อมูลจากสัมพันธ์
ภายใต้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ความสามารถท่ีแสดงการเกิดทักษะ คือ สามารถทํานายผลท่ีอาจจะ
เกิดขึ้นจากข้อมูลบนพ้ืนฐานหลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่มีอยู่ ท้ังภายในขอบเขตของข้อมูล และ
ภายนอกขอบเขตของข้อมูลในเชงิ ปรมิ าณได้
2. ระดับทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันบูรณาการ 5 ทักษะ เป็นทักษะกระบวนการ
ข้ันสูงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อแสวงหาความรู้ โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ัน
พืน้ ฐาน เปน็ พ้ืนฐานในการพัฒนา ประกอบดว้ ย
ทักษะท่ี 9 การตั้งสมมติฐาน (Formulating hypotheses) หมายถึง การต้ังคําถามหรือคิด
คําตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองเพื่ออธิบายหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ว่ามีความสัมพันธ์
อยา่ งไรโดยสมมตฐิ านสรา้ งขนึ้ จะอาศยั การสงั เกต ความรู้ และประสบการณ์ภายใต้หลักการ กฎ หรือ
ทฤษฎที สี่ ามารถอธบิ ายคําตอบได้
ความสามารถทีแ่ สดงการเกดิ ทักษะ
– สามารถตั้งคําถามหรือคดิ หาคาํ ตอบลว่ งหนา้ กอ่ นการทดลองได้
– สามารถตัง้ คําถามหรอื คิดหาคาํ ตอบล่วงหนา้ จากความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆได้
ทักษะท่ี 10 การกําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining operationally) หมายถึง การ
กําหนด และอธิบายความหมาย และขอบเขตของคําต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษาหรือการทดลอง
เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างบุคคลความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ คือ สามารถอธิบาย
ความหมาย และขอบเขตของคําหรือตัวแปรตา่ ง ๆทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศึกษา และการทดลองได้
ทักษะที่ 11 การกําหนด และควบคุมตัวแปร (Identifying and controlling variables)
หมายถึง การบ่งชี้ และกําหนดลักษณะตัวแปรใด ๆ ให้เป็นเป็นตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น และตัว
แปรใด ๆ ให้เป็นตัวแปรตาม และตัวแปรใด ๆ ใหเ้ ป็นตวั แปรควบคุม ตัวแปรต้น คือ ส่ิงท่ีเป็นสาเหตุที่
ทําให้เกิดผลหรือส่ิงท่ีต้องการทดลองเพ่ือให้ทราบว่าเป็นสาเหตุของผลท่ีเกิดขึ้นหรือไม่ ตัวแปรตาม
คอื ผลทเ่ี กิดจากการกระทาํ ของตัวแปรต้นในการทดลอง

32

ตัวแปรควบคุม คือ ปัจจัยอ่ืน ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้นท่ีอาจมีผลมีต่อการทดลองท่ีต้อง
ควบคุมให้เหมือนกันหรือคงท่ีขณะการทดลอง ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ คือ สามารถ
กําหนด และอธิบายตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคมุ ในการทดลองได้

ทักษะที่ 12 การทดลอง (Experimenting) หมายถึง กระบวนการปฏิบัติ และทําซํ้าใน
ข้ันตอนเพือ่ หาคาํ ตอบจากสมมตฐิ าน แบ่งเปน็ 3 ขัน้ ตอน คอื

1. การออกแบบการทดลอง หมายถึง การวางแผนการทดลองก่อนการทดลองจริงๆ เพื่อ
กําหนดวิธกี าร และขนั้ ตอนการทดลองท่ีสามารถดาํ เนินการได้จริง รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาอุปสรรค
ท่อี าจเกิดขึ้นขณะทําการทดลองเพื่อให้การทดลองสามารถดําเนนิ การให้สําเร็จลลุ ่วงด้วยดี

2. การปฏบิ ัติการทดลอง หมายถึง การปฏบิ ัติการทดลองจรงิ
3. การบันทึกผลการทดลอง หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลท่ีได้จากการทดลองซึ่งอาจเป็นผล
จากการสังเกต การวดั และอื่น ๆ
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ
– สามารถออกแบบการทดลอง และกําหนดวิธี ขั้นตอนการทดลองได้ถูกต้อง และเหมาะสม
ได้
– สามารถระบุ และเลอื กใช้อปุ กรณใ์ นการทดลองอย่างเหมาะสม
– สามารถปฏิบัตกิ ารทดลองตามขน้ั ตอนได้อย่างถกู ต้อง
– สามารถบนั ทึกผลการทดลองได้อย่างถูกต้อง
ทักษะท่ี 13 การตีความหมายข้อมูล และการลงข้อมูล (Interpreting data and
conclusion) หมายถงึ การแปรความหมายหรือการบรรยายลักษณะและสมบัติของข้อมูลท่ีมีอยู่ การ
ตีความหมายขอ้ มูลในบางคร้ังอาจตอ้ งใช้ทกั ษะอืน่ ๆ เชน่ ทักษะการสงั เกต ทักษะการคํานวณ การลง
ขอ้ มลู หมายถึง การวิเคราะห์ และการสรปุ ผลความสมั พนั ธข์ องขอ้ มูล สรปุ ประเดน็ สําคัญของข้อมูลที่
ได้จากการทดลองหรือศึกษา
ความสามารถที่แสดงการเกิดทักษะ คือ
– สามารถในการวิเคราะห์ และสรุปประเด็นสําคัญ รวมถึงการแปลความหมายหรือบรรยาย
ลกั ษณะของข้อมูล
– สามารถบอกความสมั พันธข์ องข้อมูลได้

2.3 คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจาลองสถานการณ์
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนประเภทจาํ ลองสถานการณ์นี้ออกแบบเพอ่ื สอนเน้อื หาใหม่และทบทวน

หรอื เสรมิ ในสง่ิ ที่ได้เรยี นหรือทดลองไปแลว้ โดยใชส้ ถานการณ์จําลองเปน็ การเลยี นแบบหรือจําลอง
เหตุการณ์ทเ่ี กดิ ข้ึนตามความจริง หรือตามธรรมชาติ

การจําลองสถานการณ์ท่ีเป็นความหมายของการเรียนการสอน คือ การท่ีผู้เรียนสามารถ
นําเอา ความสามารทม่ี ีอยมู่ าใช้กบั กระบวนการหรอื การประยกุ ตห์ ลักการภายใต้สถานการณ์เง่ือนไขที่

33

เป็น จริง โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจําลองสถานการณ์จะช่วยให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับ
ผ้เู รียน ชว่ ยใหน้ ักเรียนมีความชํานาญและเช่ียวชาญในกระบวนการและการใช้ทักษะกระบวนการคิด
ขนั้ สูงได้ (Reigeluth, and Schwartz, 1989)

Allissi Stephen M. และ Trollip Stanley R. (1991) ได้กลา่ วถงึ การจําลองสถานการณ์ว่า
เป็นวิธีการสอนอย่างหน่ึงที่สามารถนํา ไปใช้ในคอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการนํา ไปใช้
ในการสอน การจําลองสถานการณ์จะปรับปรุงการเรียนทบทวนและการฝึกไปเป็นการเพิ่มแรงจูงใจ
การถ่ายโยงการเรียนรู้และประสิทธิภาพ ซ่ึงมีประโยชน์ ปลอดภัย และสามารถควบคุมได้เหมือนได้
ประสบการณจ์ รงิ

รูปท่ี 2.14 โครงสร้างการจําลองสถานการณ์

การเรียนการสอนโดยการจําลองสถานการณ์บนคอมพิวเตอร์ เป็นการออกแบบสําหรับ
ผู้เรียน เพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติและทักษะความสามารถในสถานการณ์จริง โดยปราศจากความเส่ียงท่ี
จะเกิด ความเสียหายหรือการได้รับอันตรายจากเคร่ืองมือ ผู้เรียนสามารถเรียนได้ โดยไม่ต้องวิตก
กังวล แนวคิดพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแนวคิดหนึ่งก็คือ การจําลองสถานการณ์
ประกอบด้วย การนาํ เสนอจดุ ม่งุ หมาย การนําเสนอเพ่ือกระตุ้นความสนใจ การดึงความสามารถ และ
การจัดหาการป้อนกลับเป็นแบบการสอนที่เป็นประโยชน์ในการสอนการใช้กฎเกณฑ์และการ
แก้ปัญหา คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจําลองสถานการณ์เป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งท่ีครูสามารถ
นําไปใชช้ ว่ ยใหน้ ักเรียนได้เรียนเพื่อพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาในสถานการณ์ของแต่ละวิชาได้ทั้งหมด ครู
อาจกําหนดว่าจะสอนอะไรให้ผู้เรียน โดยแสดงให้เห็นวิธีการแกไขปัญหาว่าทําอย่างไร และสร้างการ
ตัดสินใจให้ผู้เรยี นได้กระทาํ กบั สถานการณ์จาํ ลองในคอมพิวเตอร์ ซึ่งเรียนก็จะทําได้ดีโดยคุณสมบัติ ท่ี
แท้จรงิ ของสถานการณจ์ าํ ลองกค็ ือการทาํ ใหผ้ เู้ รียนได้ประสบกบั ปัญหาในชีวิตจรงิ ในสภาพแวดล้อมที่
เข้าได้ร่วมตดั สินใจเป็นลําดับข้ันไม่มีอันตรายกับตัวเขา ในทางปฏิบัติเองถ้าเกิดการ ผิดพลาดข้ึนนั้นก็

34

จะเป็นประโยชน์ เพราะถ้าได้เรียนรู้และหารทางเลือกและแก้ไขได้ ประสบการณ์ที่ ได้รับก็จะช่วยให้
วิเคราะห์กระบวนการแก้ไขปัญหาได้ภายหลงั

Heermann Barry (1988) ได้กล่าวถึง ความกา้ วหน้าของโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ่วนบคุ คล
เปน็ ท่ียอมรับกันวา่ โปรแกรมจาํ ลองสถานการณ์เมื่อนํามาใช้ในสถานการณ์ซับซอ้ นและเหมอื นจรงิ จะ
มกี ารตอบสนองมากและเข้าถึงกลมุ่ เปา้ หมายได้กว้างขวางกวา่ ที่เคยมีมา คอมพวิ เตอรจ์ าํ ลอง
สถานการณ์ทางการศึกษาในทัศนะของเขามี 4 รปู แบบคอื

1. การจาํ ลองสถานการณ์ที่ไม่มีปฏสิ ัมพันธ์ (Non-interactive Simulation) มกี ารจําลอง
แบบเหมือนจริง และการนํานักเรยี นเกีย่ วข้องกับองค์ประกอบของระบบ แต่ไมม่ ีการเสนอ
กระบวนการให้ผู้เรียนกบั โปรแกรมได้มปี ฏิสมั พันธ์ต่อกัน

2. การจําลองสถานการณแ์ บบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Simulation) เป็นแบบทย่ี อมให้
ผู้เรียนได้ควบคมุ ระบบและสังเกตการเปลย่ี นแปลงองค์ประกอบภายในท่มี ีผลต่อการเปล่ียนแปลง
ท้งั หมดผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มกับการจําลองสถานการณ์ทเี่ ปล่ียนแปลงนัน้

3. การจําลองสถานการณ์การแข่งขนั เป็นกลมุ่ (Group Competitive Simulation) เปน็ การ
จาํ ลองสถานการณท์ ีเ่ ก่ียวกับ สังคม เศรษฐกจิ การเมือง หรือเน้ือหาอนื่ ๆ ที่เสนอปญั หาเพือ่
แก้ปญั หาโดยการตัดสินใจเป็นทีม มีการแข่งขนั กนั ของนักเรียน

4. การจําลองสถานการณ์การแขง่ ขนั รายบุคคล (Individual Competitive Simulation)
เป็นการจําลองสถานการณท์ ี่นกั เรียนเขา้ ไปมสี ว่ นร่วมเปน็ รายบคุ คล ในการแกไขสถานการณ์ทเี่ ปน็
ปญั หาและกําหนดจุดหรอื การกระตุ้นให้มคี วามเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหา

ในวิธีการสอนทง้ั หลาย การสอนสาธติ โดยการจําลองสถานการณ์เป็นวิธกี ารท่ดี ีท่สี ุดในการใช้
ประโยชนจ์ ากคอมพิวเตอร์ การจําลองสถานการณเ์ หมาะสําหรับใชใ้ นการเรยี นการสอนและการ
ฝึกอบรม Dean Christophen และ Whitlock Quentin (1988) ไดแ้ บง่ ประเภทของการจาํ ลอง
สถานการณ์สําหรบั คอมพวิ เตอร์เอาไว้ 4 ชนดิ ดว้ ยกนั คือ

1. สถานการณ์จําลองแบบถอดแบบทั้งหมด คอื การลดขดี ของระบบธรุ กจิ ขนาดใหญใ่ นการ
ฝึก โดยฝกึ กับตวั อย่างทมี่ ีการป้องกันอย่างดี เช่น การฝึกระบบจําลองการจองต๋วั เครื่องบิน การฝกึ
ระบบบญั ชีเครดิต เปน็ ตน้

2. สถานการณ์จําลองรปู แบบกระบวนการ คือ การสาธิตการทาํ งานเพื่อศึกษาความสามารถ
ของผลสะท้อนของการเปล่ยี นแปลงทีเ่ กิดข้ึนเชน่ การเพิม่ ประชากร ผลทเี่ กิดจากมลภาวะตอ่
สง่ิ แวดลอ้ ม

3. สถานการณ์จาํ ลอง การฝึกใชเ้ ครือ่ งมือ คือ การใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมการเลือก
ลําดับข้ันและความเร็วในการฝึกตามเนื้อหา และการให้ผลสะท้อน เชน่ การฝึกใชอ้ ปุ กรณเ์ รดา้ การ
ฝกึ พมิ พ์ดดี หรือการจาํ ลองแบบการบิน เปน็ ต้น

4. สถานการณ์จําลอง การสรุปผลการฝกึ คือ การนําเสนอปัญหาในสถานการณท์ ่ตี ้องการให้
เกดิ ข้นึ ผ้ฝู กึ หัดจะทําตามลาํ ดับข้นั ของการแกป้ ัญหาท่เี กดิ ข้ึนโดยใช้คอมพวิ เตอร์

35

การทคี่ อมพวิ เตอร์ถกู ใช้ในการฝกึ สถานการณจ์ ําลอง ก็เน่ืองจากสถานการณจ์ รงิ มีความ
ยงุ่ ยากในทางปฏบิ ัตมิ ีอันตราย เสยี คา่ ใชจ้ า่ ยมาก ไมค่ ุ้มคา่ ในการฝกึ ตอ้ งใชเ้ วลามาก กําหนดวธิ ีการ
ในการฝึกยาก การใชค้ อมพิวเตอรใ์ นการจาํ ลองสถานการณ์จะชว่ ยในการแก้ปัญหาดงั กล่าวได้
ในขณะที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจาํ ลองสถานการณ์สามารถแสดงกระบวนการคิดเพื่อนาํ ไปใช้ เมือ่
ผู้เรียนไดก้ ระทําอยา่ งต่อเนอ่ื งการจาํ ลองสถานการณส์ ามารถเสนอตัวอย่างของสถานการณจ์ รงิ และ
สามารถฝกึ ปฏบิ ัติในการแกไ้ ขปัญหา ซึ่งอาจเปน็ อนั ตราย, อยหู่ ่างไกล, ใช้เวลามาก หรือมปี ัจจัยใน
เรื่องของทุน รวมถึงทักษะการคิดขั้นสงู (High Level of Cognitive Skill) อนั เกี่ยวข้องกบั การ
สงั เคราะหค์ วามจริง, กฎเกณฑ์ และมโนทัศน์ในการแก้ไขปัญหา (Forcie Richard, 1996)

รปู ท่ี 2.15 แสดงหนา้ เวบ็ ส่ือคอมพวิ เตอร์จาํ ลองสถานการณ์ตวั อย่าง
ท่ีมา : https://stellarium-web.org/

สื่อท้องฟ้าจําลอง Stellarium เป็นซอฟต์แวร์ท้องฟ้าจําลองเสมือนจริง ท่ีถูกพัฒนาขึ้นโดยมี
จุดมุ่งหมายให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังเป็นซอฟต์แวร์ประเภท
Open Source ทเ่ี ปิดใหผ้ ู้สนใจสามารถเขา้ รว่ มทีมเพอื่ พัฒนาต่อยอดได้อีกด้วย โดยอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์
ของ GNU General Public License (GUNGPL) สามารถแสดงท้องฟ้าเหมือนจริงแบบ 3 มิติ
ใกล้เคียงกบั ทเ่ี หน็ ด้วยตาเปล่า, กล้องสองตา หรือกล้องโทรทรรศน์ เป็นโปรแกรมท่ีง่ายต่อการเรียนรู้
ถ้านกั เรียนได้เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองประกอบกับเรียนรู้ในห้องเรียนด้วย นักเรียนจะเกิดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนดีขึ้น ได้ถูกพัฒนามาจนถึงเวอร์ชัน 0.12.4 โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้จาก
เว็บไซต์ www.stellarium.org

36

รปู ท่ี 2.16 ตัวอย่างสอ่ื คอมพิวเตอร์จาํ ลองสถานการณ์ ท้องฟ้าจาํ ลอง
ที่มา : https://stellarium-web.org/

โดยสื่อท้องฟ้าจําลองเสมือนจริง Stellarium สามารถนําไปใช้เป็นเครื่องมือสําหรับการ
สบื เสาะแบบชแี้ นะแนวทาง ซ่ึงเอือ้ อาํ นวยให้ผู้เรียนได้สร้างความเข้าใจด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ถ้าต้องการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือสํารวจค้นหานั้น ตัวอย่างเช่น หาตําแหน่งของดาวเหนือบน
ท้องฟ้าโดยอาศัยกลุ่มดาวอื่น ๆ การสังเกตกลุ่มดาวต่าง ๆ และจินตนาการรูปร่าง การหากลุ่มดาวท่ี
ปรากฏบนท้องฟ้าตามวันและเวลาที่กําหนด การสังเกตการเคลื่อนที่ของงกลุ่มดาวจักรราศีใน 1 วัน
เป็นต้น การที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองจะทําให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเน้ือหามากย่ิงขึ้น
จากทฤษฎี Constructivism (ทิศนา แขมมณี, 2554) ที่กล่าวว่าความรู้สามารถเกิดข้ึนได้ ด้วยการ
เรียนร้ดู ว้ ยตนเอง กระบวนการเรยี นรู้จะช้าหรอื เร็วกข็ ้นึ อย่กู ับปัจจัยตา่ ง ๆ ของผูเ้ รียน

2.4 แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
ความหมายของความพงึ พอใจ
Shelly, Maynard W. (1975 อ้างถึงใน ทิวา ประสุวรรณ, 2547) ได้ศึกษาแนวความคิด

เกี่ยวกับความพึงพอใจสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือความรู้สึกใน
ทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวกเมื่อเกิดข้ึนแล้วจะทําให้มีความสุขเป็น
ความรู้สึกท่ีมีความแตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่น ๆ ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเม่ือความรู้สึก
ทางบวกมีมากกว่าความรู้สึกทางลบสิ่งท่ีทําให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจของมนุษย์มักจะได้แก่ทรัพยากร
(Resources) หรือส่ิงเร้า (Stimuli) การวิเคราะห์ระบบความพึงพอใจคือการศึกษาว่าทรัพยากรหรือ
สิง่ เรา้ ใดเป็นสงิ่ ที่ต้องการท่ีจะทําให้เกดิ ความพึงพอใจและความสุขแก่มนุษย์ ความพอใจจะเกิดได้มาก
ที่สดุ เมือ่ มีทรพั ยากรที่ต้องการครบถ้วน

Vroom (1964 อ้างถึงใน วสันต์ เตชะฟอง, 2549) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า
เป็นผลจากบุคคลน้ันเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือเข้าไปรับรู้แล้วเกิดความพอใจโดยความหมาย
ของความพึงพอใจสามารถทดแทนความหมายของทัศนคติได้ บางทีเรียกว่าทฤษฎี V.I.E. เนื่องจากมี
องค์ประกอบทฤษฎีท่ีสาํ คญั คอื

37

1. V มาจากคําว่า Valence หมายถงึ ความพึงพอใจ
2. I มาจากคําวา่ Instrumentality หมายถงึ ส่อื เครอ่ื งมอื วถิ ที างนําไปสู่ความพงึ พอใจ
3. E มาจากคําวา่ Expectancy หมายถึง ความคาดหวังภายในตัวบุคคลมีความต้องการและ
มีความคาดหวังในหลายสิ่งหลายอย่าง ดังน้ันจึงต้องกระทําด้วยวิธีใดวิธีหน่ึงเพ่ือตอบสนองความ
ต้องการหรือสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ ซ่ึงเม่ือได้รับการตอบสนองแล้วตามท่ีต้ังความหวังหรือที่คาดหวัง
เอาไวน้ นั้ บคุ คลกจ็ ะไดร้ บั ความพงึ พอใจและในขณะเดยี วกันกจ็ ะคาดหวงั ในสงิ่ ที่สูงข้นึ ไปอีกเรอื่ ย
อาํ พนั วิมลวัฒนา (2550) กล่าวว่าความพงึ พอใจ ความรู้สึก หรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อส่ิง
ใดสิ่งหนึ่งที่เป็นไปในทางท่ีดีและไม่ดีหรือในด้านบวกและในด้านลบ หรือไม่มีปฏิกิริยา คือเฉย ๆ ก็ได้
หรืออาจจะมีในทุก ๆ ด้าน โดยอาจจะมีมากน้อยต่างกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเม่ือส่ิงนั้นสามารถ
ตอบสนองความต้องการแก่บุคคลน้ันถ้าตอบสนองได้ก็เป็นแง่บวก แต่ถ้าตอบสนองไม่ได้ก็เป็นแง่ลบ
ความพึงพอใจอาจเปลี่ยนแปลงได้แต่ทั้งนี้ ความพึงพอใจของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน
ข้ึนอยู่กบั ค่านยิ มและประสบการณ์ท่ีได้รบั มากน้อยเพยี งใด
จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจดังกล่าวสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรสู้ ึกท่แี ต่ละบคุ คลแสดงออกหรือทัศนคติของแตล่ ะบุคคลท่ีมีตอ่ ส่ิงหน่งึ สง่ิ ใด ซึ่งจะแสดงออกเมื่อ
ความต้องการหรือความคาดหวังของบุคคลน้ัน ๆ ได้รับการตอบสนองท้ังทางด้านร่างกายและจิตใจ
ท้ังในทางท่ีดีและไม่ดี ท้ังในด้านบวกหรือด้านลบหรือไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ก็ได้จะมีความแตกต่างกัน
ขน้ึ อย่กู บั ประสบการณ์และคา่ นยิ มของแต่ละบุคคล
แนวคิดทฤษฎีท่เี กีย่ วกบั การใช้ส่อื การสอนใดๆก็ตาม เพื่อเสนอความพึงพอใจของผู้เรียน เช่ือ
วา่ ผเู้ รยี นจะเปน็ ผกู้ ําหนดวา่ ตนตอ้ งการอะไรจึงจะสนองความพึงพอใจของตนเองได้ ซึ่งแนวคิดนี้เป็น
แนวคิดหนึ่งทางด้านการสื่อสารในแง่ผู้เรียน โดยอาศัยความต้องการพื้นฐานของตนเป็นหลัก (ชุติมา
ผิวเรืองนนท์, 2545) ผู้เรียนย่อมมีความกระตือรือร้นอย่างเต็มท่ีจากเนื้อหาจากสื่อการสอนท่ีผู้สอน
นําเสนอในรูปแบบต่างๆ ท่ีน่าสนใจ เพราะฉะน้ันจึงเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะที่ผู้เรียนนําความรู้ที่
ไดจ้ ากสอ่ื การสอนนน้ั ๆ ไปใช้ประโยชน์ (KatZ, 1992) ดังนน้ั ความพึงพอใจท่ีจะเกิดขึ้นกับผู้เรียนจาก
การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนในรปู แบบตา่ ง ๆ สรปุ ได้ดงั นี้
1. ความต้องการท่ีจะติดตามอย่างสม่ําเสมอ และความกระตือรือร้นในการใช้สื่อการเรียน
น้ันๆ
2. ความต้องกรในเร่ืองความเพลิดเพลิน ในแง่ของการลดความเครียดหรือความผ่อนคลาย
ทางอารมณ์
3. ความต้องการที่จะได้รบั การสนบั สนนุ ทางความคิดหรือความเชอ่ื
4. ความต้องการที่จะได้ขอ้ มูลเพ่ือประโยชน์ในการแนะนาํ พฤติกรรมและชว่ ยในการตัดสนิ ใจ
5. ความต้องการไดม้ าซึง่ ข้อมลู เพ่อได้ประโยชน์แกต่ นเองทุกแง่ทุกมุม รวมทั้งพบปะติดต่อกับ
ผอู้ ื่น

38

ความหมายของแบบประเมนิ
สมหวัง พิธิยานุวัฒน (2544) กล่าวว่า การประเมิน หมายถึง กระบวนการใช้ดุลยพินิจ และ
หรือคา่ นยิ มและข้อจํากัดต่าง ๆ ในการพิจารณาตดั สินคณุ ค่าของสิ่งใดส่ิงหนึ่ง โดยการเปรียบเทียบผล
ที่วัดได้กับเกณฑ์ท่ีกําหนดไว้ และการประเมิน หมายถึง กระบวนการท่ีก่อให้เกิดสารสนเทศ (เชิง
คุณค่า) เพื่อช่วยให้ผู้มีอํานาจตัดสินใจได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วน
ไพศาล หวังพานิช (2543) กล่าวว่าการประเมิน หมายถึง กระบวนการในการตรวจสอบหรือการ
พิจารณาตัดสินคุณลักษณะของส่ิงหน่ึงสิ่งใดหรือของกิจกรรมใด ๆ เพื่อกําหนดคุณค่า คุณภาพ ความ
ถูกต้อง เหมาะสม โดยอาศัยเกณฑ์เป็นหลัก และนอกจากนั้น ศิริชัย กาญจนวาสี (2537) กล่าวว่า
ความหมายของการประเมินไดร้ บั การพัฒนามาอย่างต่อเน่ือง เร่ิมต้นจากความเข้าใจท่ีว่าการประเมิน
เป็นสิ่งเดียวกับการวัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน(Measurement-oriented) การประเมินเป็น
กระบวนการศึกษาสิ่งต่างๆ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย(Research-oriented) การประเมินเป็นการ
ตรวจสอบการบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้(Objectives-oriented) การประเมินเป็นการ
ช่วยเสนอสารสนเทศเพื่อการตดั สินใจ (Decisionoriented) การประเมินเป็นการสนองสารสนเทศแก่
ผู้เก่ียวข้องท้ังหลายด้วยการบรรยายอย่างลุ่มลึก (Description-oriented) และการประเมินเป็นการ
ตัดสนิ คณุ คา่ ของสงิ่ ทีม่ ุ่งประเมนิ (Judgmentoriented)
สรุปได้ว่าการประเมินผล หรือมักเรียก การติดตามประเมินผล เป็นกระบวนการดําเนินงาน
ด้านการกํากับควบคุม เพื่อติดตามความก้าวหน้าของภารกิจและหรือประเมินว่าภารกิจสําเร็จตาม
วัตถุประสงค์ท่ีกําหนดไว้หรือไม่ การติดตามประเมินผล โดยปกติจะต้องกําหนดดัชนีการติดตาม
ประเมินผลเพื่อเป็นเกณฑ์ในการพิเคราะห์ว่าสถานการณ์ท่ีตรวจสอบวัดได้นั้นบรรลุหรือไม่บรรลุเม่ือ
เทียบกับเกณฑ์หรือดัชนีท่ีกําหนดประโยชน์ของการติดตามประเมินผลไม่เพียงแต่ช่วยให้ทราบ
ความกา้ วหน้า และหรือความล้าหลังของการดําเนินการ โดยใช้ดัชนีประเมินว่าการดําเนินการใกล้ถึง
เป้าหมายท่ีกําหนดแค่ไหนเพียงไรแล้ว ยังสามารถช่วยให้วิเคราะห์เพิ่มเติมให้ทราบปัจจัยเหตุแห่ง
ความสาํ เรจ็ และความลม้ เหลวดังกลา่ วได้ ทาํ ให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงแนวทางดําเนินการต่อไป
ได้
ดังนั้นแบบประเมินความพึงพอใจ จึงเป็นเครื่องมือหน่ึงที่ใช้ในการติดตามผลความพึงพอใจ
ของผู้เรียนจากการทํากิจกรรม ซ่ึงในการวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยได้ใช้แบบประเมินความพึงพอใจชนิดมาตรา
สว่ น (Rating Scale) ซึ่งมีท้ังหมด 15 ข้อ โดยปรับปรุงมาจากแบบประเมินความพึงพอใจของ Tolga
GOK (Tolga GOK, 2011) ทแี่ ปลโดย อาจารย์ ดร.ชาญวทิ ย์ คาํ เจริญ

39

2.5 งานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง
การวิจัย เรื่อง การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง เร่ือง การ

เคลื่อนท่ีแบบโพรเจกไทล์จะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเคร่ืองมือในการจําลองสถานการณ์เพ่ือการ
เรียนการสอน โดยเห็นว่า คอมพิวเตอร์สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับโปรแกรมท่ี
ออกแบบได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างสถานการณ์จําลองเพื่อเลียนแบบกระบวนการ
ทดลองหรือการปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ โดยมีงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องท่ีผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็น
พื้นฐานในการวจิ ัย ไดแ้ ก่

งานวิจัยของ Ted M. Clark และ Julia M. Chamberlain (2014) ได้กล่าวถึงการออกแบบ
การใช้สื่อจําลองโต้ตอบ PhET ในการจัดการเรียนการสอนในเรื่อง รูปแบบอะตอมของไฮโดรเจน ใน
ห้องปฏิบัติการ วิชาเคมีทั่วไป โดยวัดผลจากการท่ีผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ความคิดรวบยอดและ
เปรียบเทียบแบบจําลองอะตอมได้อย่างชัดเจน และจากผลการสํารวจพบว่า มีการตอบรับที่ดีจาก
ผูเ้ รียนสําหรับการทาํ การทดลองดว้ ยแบบจาํ ลองด้วยคอมพิวเตอร์

และนอกจากน้ัน Karina Hensberry, Emily Moore และ Katherine Perkins (2015) ยัง
ได้ทําการนําเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นลงมือปฏิบัติ ในรายวิชา
คณติ ศาสตรป์ ระสทิ ธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนข้ึนอยู่กับคุณภาพของเทคโนโลยี และวิธีการในการ
เลอื กใช้เทคโนโลยที ่เี หมาะสม ใช้แบบจาํ ลองโต้ตอบสร้างสภาพแวดล้อมแบบไดนามิกหรือการจัดการ
สถานการณ์จําลองเสมือนจริงให้ออกมาในรูปแบบของเกม งานวิจัยน้ีศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของผู้เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน และทัศนคติของผู้เรียนต่อรายวิชาคณิตศาสตร์ โดย
การรวบรวมข้อมูลจะใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเพื่อดูความเปล่ียนแปลง เน้นความรู้
ความเข้าใจและกระบวนการคิด การสํารวจทัศนคติโดยการสัมภาษณ์ ซ่ึงผลจากการสัมภาษณ์แสดง
ให้เห็นวา่ ผูเ้ รียนพอใจเป็นอยา่ งมาก ผลงานวจิ ัยเหลา่ นี้แสดงให้เห็นว่าหากใช้แบบจําลองโต้ตอบควบคู่
ไปกับการเรียนการสอนที่มปี ระสทิ ธภิ าพอาจทาํ ให้ได้เครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ
และทาํ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดกระบวนการในการคิด และความเข้าใจในเน้อื หา

กันตวีย์ คลังแสง (2556) ได้ทําการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และเจต
คติเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จําลอง กับการเรียน
แบบปกติ เรื่องแรง และการเคลื่อนท่ี กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1
เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิและเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วย
โปรแกรมบทเรียน เรื่อง แรง และการเคล่ือนที่วิชาวิทยาศาสตร์ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซ่ึงจากผลการวิ
จับพบวา่ นักเรียนทเี่ รียนดว้ ยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณจ์ าํ ลองเรื่องแรงและการเคล่ือนที่ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติเชิง
วิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 นักเรียนท่ีเรียน
ดว้ ยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จําลอง มผี ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น และเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์
กอ่ นเรยี นและหลงั เรียนแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดบั .05

40

ณรงค์กรณ์ คําพิศาล, สุทธิพงศ์ หกสุวรรณ, และอัชชา เขตบํารุง (2561) ได้วิจัยเพื่อ
เปรยี บเทยี บ การคดิ วเิ คราะหข์ องนักเรยี นกอ่ นเรียนและหลังเรียนท่ีเรียนด้วย โปรแกรมบทเรียนแบบ
สถานการณ์จําลอง เรื่อง การต่อวงจรไฟฟา้ วิชางานช่างไฟฟา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 และ และเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์
และทักษะปฏิบัติ ของนักเรียนท่ีเรียน ด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จําลอง กับการเรียน
แบบปกติ เร่ือง การต่อวงจรไฟฟ้า วิชางานช่างไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซ่ึงพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์
จําลอง มีคะแนนการคิดวิเคราะห์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 และนกั เรียนที่เรียนด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จําลอง เร่ืองการต่อวงจรไฟฟ้า
วิชางานช่างไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียน รู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์ และทักษะปฏิบัติสูงกว่านักเรียนท่ีเรียน แบบปกติ อย่างมี
นยั สําคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

41

บทท่ี 3
วิธีดาเนินงานวิจยั

การวิจัยในครั้งน้ีเป็นการวิจัยเพ่ือศึกษาผลของการใช้สื่อจําลองโต้ตอบเสมือนจริงในการ
จัดการเรียนการสอนเรื่อง การดูดาวเบื้องต้นและการใช้แผนที่ดาว จากความเข้าใจของนักเรียน และ
สํารวจความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เร่ือง การดูดาวเบ้ืองต้นที่เรียนโดยใช้สื่อ
แบบจาํ ลองโตต้ อบเสมอื นจรงิ สําหรับนกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านศรีบุญเรือง อ.
สันทราย จ.เชยี งใหม่ ในการวจิ ยั ครงั้ นผ้ี ู้วจิ ยั ได้แบง่ วิธีการดาํ เนนิ การวจิ ัยออกเป็น 4 ข้ันตอน ได้แก่ 1)
สร้างใบงาน (Work sheet) และแบบทดสอบ สําหรับใช้ประกอบวัดผลการเรียนการสอนด้วยสื่อ
แบบจาํ ลองโต้ตอบเสมอื นจริง 2) นําไปทดลองกับกลุ่มตวั อย่าง 3) วเิ คราะห์ผล และ4) สรปุ ผล

3.1 ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง
3.1.1 ประชากร
นักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาตอนต้น โรงเรยี นบา้ นศรบี ญุ เรือง ประจาํ ปีการศึกษา 2562
3.1.2 กลมุ่ ตัวอย่าง
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านศรีบุญเรือง ประจําปีการศึกษา

2562 จาํ นวน 19 คน ไดม้ าจากการเลือกกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง (Purposive sampling)

3.2 เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
- ใบงาน (Work sheet)
- ส่ือแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เรื่อง การดูดาว

เบอ้ื งตน้
- แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ

ในการใช้งาน Stellarium ครง้ั แรก เราต้องมีการปรบั ต้ังค่า Configurations ตา่ ง ๆ ของ
ซอฟตแ์ วร์ให้เหมาะสมกับการสงั เกตการณข์ องเราเสียก่อน โดยในหัวขอ้ ตอ่ ไปจะอธบิ ายถึงแถบ
เคร่อื งมือตา่ ง ๆ ของ Stellarium

42

รปู ท่ี 3.1 ท้องฟ้าที่เมือง Paris เมอ่ื เร่ิมใชง้ านคร้ังแรก
แถบเครื่องมือของ Stellarium
เคร่ืองมอื สาํ หรบั ปรบั ตัง้ ค่าต่าง ๆ ของ Stellarium จะถูกซ้อนไวบ้ รเิ วณมุมด้านขวาและ
ดา้ นล่างของซอฟต์แวร์ เมื่อเราเล่อื นเมาสไ์ ปวางอย่เู หนือบริเวณดงั กล่าว แถบเครือ่ งมือก็จะปรากฏ
ออกมา ดังภาพท่ี 3.2

รปู ท่ี 3.2 แถบเคร่ืองมอื Stellarium
แถบเครื่องมือของ Stellarium จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แถบเคร่ืองมือในแนวตั้ง และ
แถบเครื่องมือในแนวนอน โดยรายละเอยี ดของเครือ่ งมอื แต่ละตวั จะแสดงในตารางท่ี 1และตารางท่ี 2

43

รูปที่ 3.3 แถบเคร่ืองมือ คียล์ ัด และรายละเอียดของเคร่ืองมอื แตล่ ะตวั
การปรับตง้ั ตาแหน่งของผสู้ ังเกต

การเร่ิมต้นใช้งานจําเป็นต้องปรับตั้งตําแหน่งของผู้สังเกตใหม่ โดยเลือนเมาส์ไปยังแถบ
เคร่ืองมือแนวตั้ง เลือกคลิกท่ีเคร่ืองมือ หรือ กด F6 เพ่ือเปิดหน้าต่าง Location ขึ้นมา จากน้ัน
เลอื กตําแหน่งของผสู้ งั เกตใหม่ตามตอ้ งการ โดยเลอื กได้ 3 วิธี ดงั แสดงในภาพที่ 3.4

44

รูปที่ 3.4 วิธกี ารเลอื กระบุตาแหนง่ ของผูส้ งั เกต

หลังจากเปล่ียนตําแหน่งผู้สังเกตแล้ว หากต้องการให้โปรแกรมจําตําแหน่งที่เลือกไว้เป็นค่า
เริ่มต้นทุกครั้งท่ีเปิดใช้โปรแกรมใหม่ ให้คลิกเครื่องหมายถูกท่ี Use as default เมื่อเลือกตําแหน่ง
ของผ้สู ังเกตใหมแ่ ล้ว Stellarium จะแสดงภาพทอ้ งฟ้าและตําแหน่งของดาวท่ีสามารถมองเห็นได้จาก
ตําแหนง่ ของผูส้ งั เกต ตามเวลาของเครื่องคอมพวิ เตอร์ในขณะนั้น

3.3 ขอบเขตเนอ้ื หา
การบอกตาแหน่งบนทรงกลมท้องฟ้าและระบบพกิ ดั ทอ้ งฟ้า
ในการบอกตําแหน่งดาวบนท้องฟ้าน้ันเราจําเป็นท่ีจะต้องรู้การกําหนดพิกัด หรือระบบพิกัด

ทอ้ งฟ้า เพือ่ ใชใ้ นการบอกตําแหน่งของดาว ซึ่งมีด้วยกันหลายระบบ ดังจะได้กล่าวต่อไป ก่อนอื่นควร
ทาํ ความรจู้ ัก กบั ทรงกลมท้องฟ้า (Celestial Sphere)

ท้องฟ้าที่เราเห็นน้ันมีลักษณะเป็นผิวโค้งเกือบคร่ึงทรงกลม ขณะเดียวกันคนท่ีอยู่ซีกโลกตรง
ข้าม กับเรา ก็จะเห็นท้องฟ้าอีกส่วนหน่ึงเป็นครึ่งทรงกลมเช่นเดียวกัน จึงรวมได้ว่าท้องฟ้ามีลักษณะ
เป็นทรงกลม กลวง เรียกวา่ ทรงกลมทอ้ งฟ้า (Celestial Sphere) ซึง่ อธิบายได้ดงั น้ี

1.ทรงกลมทอ้ งฟา้ มีลกั ษณะคลา้ ยทรงกลม ครอบโลกอยู่และมีดาวฤกษ์ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์
ดาวเคราะหแ์ ละวัตถทุ ้องฟา้ อืน่ ปรากฏอยู่บริเวณผิวดา้ นในของทรงกลม

2.การแบ่งตําแหน่งบนผิวทรงกลมท้องฟ้านั้นใช้ระยะทางตามมุม เช่นเดียวกับการบอก
ตาํ แหน่ง บนผิวโลก

3.ทรงกลมทอ้ งฟา้ ปรากฏนน้ั จะหมนุ ในทิศทางทตี่ รงขา้ มกันกับทิศการหมุนของโลก คือ หมุน
จากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ตามลักษณะที่เราสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวัน ออก
แลว้ ตกทางทิศตะวันตกนั่นเอง

4.หากเราตอ่ แนวแกนสมมตขิ องโลกออกไปทางขัว้ เหนือ และขั้วใต้ตลอดจนจรดท้องฟ้าจะได้
ตาํ แหนง่ ข้วั เหนอื ท้องฟ้า (North Celestial Pole "NCP") และข้ัวใต้ท้องฟ้า (South Celestial Pole
"SCP") และถ้าขยายเส้นศูนย์สูตรของโลกออกไปจนจรดทรงกลมท้องฟ้าจะได้ เส้นศูนย์สูตรท้องฟ้า
และระนาบศูนยส์ ูตรทอ้ งฟ้า (Celestial Equator)

45

รูปที่ 3.5 ทรงกลมท้องฟ้า
ทมี่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

ระบบพิกัดทอ้ งฟ้า
ระบบเส้นขอบฟ้า (Horizontal System) หรือบางทีเรียกว่าระบบอัลติจูด (Altitude)
และอะซิมุท (Azimuth) เป็นการบอกตําแหน่งของดาวเพ่ือให้รู้ว่าดาวอยู่เหนือขอบฟ้า (Celestial
Horizon) เป็นระยะทาง ตามมุมเท่าใด และอยู่ห่างจากตําแหน่งเทียบบนขอบฟ้ามากน้อยเพียงใด
ความหมายของคําท่ีใชใ้ นระบบขอบ ฟา้ มีดงั น้ี

1. อะซิมุท (Azimuth) เป็นค่าของมุมที่วัดจากทิศเหนือไปทางทิศตะวันออกตาม
แนวเส้นขอบฟ้าถึง วงกลมดิ่งที่ลากผ่านดาว การวัดค่าอะซิมุทจะมีค่าตั้งแต่ 0 - 360 องศา ปัจจุบัน
นิยมวัดได้ท้ังสอง ทิศ คือ ถ้าตําแหน่งของดาวอยู่ทางซีกท้องฟ้าตะวันออกให้วัดมุมจากทิศเหนือไป
ทางทิศตะวัน ออกถงึ วงกลมด่ิงทีผ่ ่านดาว เชน่ คา่ อะซมิ ุทของดาว A เท่ากับ 160 องศาตะวันออก แต่
ในกรณีที่ ตาํ แหน่งของดาวอยู่ทางซีกท้องฟ้าตะวันตกให้วัดมุมจากทิศเหนือไปทางตะวันตกถึงวงกลม
ดง่ิ ที่ผ่านดาวเปน็ ค่าอะซิมุทของดาว B เทา่ กับ 130 องศาตะวันตก

46

รปู ท่ี 3.6 แสดงตาํ แหนง่ ดาว A และดาว B
ท่มี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

2. อัลติจูด (Altitude) หรือมุมเงยหรือมุมสูงเป็นระยะทางตามมุมท่ีวัดจากเส้นขอบ
ฟ้าขึ้นไปตาม วงกลมดิ่งที่ผ่านดาวจนถึงดาวดวงนั้น มีค่าตั้งแต่ 0 - 90 องศา และมีค่าเฉพาะค่าบวก
เทา่ นั้น (นิยมบอกตาํ แหน่งดาวท่ีอย่เู หนือเส้นขอบฟ้าเท่าน้นั )

รปู ท่ี 3.7 แสดงคา่ ทใี่ ชใ้ นระบบขอบฟ้า
ทม่ี า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

47

3. เซนิท (Zenith) เป็นตําแหน่งบนทรงกลมท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะของผู้สังเกต
พอดีทุกคน ระยะ ทางจากจุดเซนิท (Zenith Distance) เป็นระยะทางตามมุมที่วัดจากจุดเซนิทตาม
วงกลมด่ิงจนถึง ดาว มีค่าตั้งแต่ 0 - 90 องศา ในบางกรณีแทนที่เราจะบอกเป็น อัลติจูด เราอาจจะ
บอกระยะทาง จากเซนิทแทนกไ็ ด้

4. เนเดอร์ (Nedir) เปน็ ตาํ แหน่งบนทรงกลมทอ้ งฟ้าที่อยตู่ รงข้ามกับเซนิท
5. เส้นขอบฟ้า (Horizon) เป็นเส้นท่ีได้จากทรงกลมใหญ่ท่ีมีระนาบต้ังฉากกับส้น
ตรงท่ีลากเช่ือม ระหว่างจุดตรงศีรษะ (Zenith) กับจุดนาเดีย (Nadir) ตัดกับทรงกลมท้องฟ้า ของผู้
สังเกตจะยืน อยู่ ณ จุดศูนย์กลางของทรงกลมน้ีและวงกลมนี้จะมีรัศมีท่ีประมาณค่าไม่ได้เน่ืองจากผู้
สังเกตมี จุดตรงศีรษะ (Zenith) กับจุดนาเดีย (Nadir) ต่างกันจึงมีเส้นขอบฟ้าคนละเส้น แต่ถ้าผู้
สงั เกตยืน กันเป็นกลุ่มก็อนุโลมไดว้ า่ เปน็ เสน้ เดยี วกนั
6. วงกลมด่ิง (Prime Vertical) คือ วงกลมใหญ่บนทรงกลมท้องฟ้าท่ีลากผ่านจุด
เซนิทกบั จุดเนเด อรแ์ ละตั้งได้ฉากกบั เสน้ ขอบฟา้
7. เส้นเมริเดียนท้องฟ้า (Celestial Meridian) คือ วงกลมแนวด่ิงที่ลากผ่านเส้น
ขอบฟ้า ผ่านทิศ เหนือ และทิศใต้ ซ่ึงเป็นเส้นสมมติเส้นหนึ่งบนท้องฟ้า เร่ิมจากขอบฟ้าทิศเหนือลาก
ขนึ้ ไป จนถงึ เหนือศรี ษะ (Zenith) ลากตอ่ ไปจนจรดขอบฟ้าทิศใต้แบ่งครึ่งท้องฟ้าออกเป็น 2 ส่วน คือ
ซกี ตะวนั ออก และตะวันตก เสน้ เมริเดยี นทอ้ งฟา้ ทผ่ี ่านจุดเหนือศีรษะ (Zenith) เรยี กว่าเส้นเมริ เดียน
ส่วนบน (Upper meridian) สว่ นเสน้ เมรเิ ดียนท้องฟ้าทผี่ ่านจุดนาเดีย (Nadir) เรียกว่า เส้น เมริเดียน
สว่ นลา่ ง (Lower meridian)
การบอกตาํ แหนง่ ด้วยวิธีนี้จะบอกเปน็ คา่ มุมอะซิมุท และอัลติจูด พร้อมกัน มีหน่วยเป็นองศา
และ การบอกตําแหน่งระบบนี้จะใช้ได้กับผู้สังเกตท่ีอยู่บนเส้นละติจูดเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ระบบ
ขอบฟ้าเป็น ระบบที่ง่าย สะดวกในการบอกตําแหน่งวัตถุท้องฟ้ามาก นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายใน
ทางการเดินเรือ การบิน การสํารวจ และวงการดาราศาสตร์สมัครเล่น แต่หากผู้สังเกตการณ์อยู่ ณ
ตําแหน่งต่างกัน จะได้ค่าอะซิมุท และอัลติจูดของดวงดาวเดียวกันต่างกัน และหากเวลาเปลี่ยนไปค่า
มมุ อะซิมทุ กบั อลั ติจูดกจ็ ะเปลี่ยนตามไปด้วย นอกจากน้ันยังใช้ได้เฉพาะดาวท่ีอยู่เหนือขอบฟ้าเท่านั้น
จึงยงั ไม่เหมาะที่จะใช้เปน็ ระบบสากลโดยท่วั ไป
ความรู้เบ้อื งตน้ ในการดูดาว
การดูดาวเป็นการศึกษาดาราศาสตร์เบื้องต้นอย่างหนึ่ง คําว่า ดาราศาสตร์ แปลตามศัพท์ได้
ดังน้ี “ดารา” หมายถึง “ดาว” ส่วนคําว่า “ศาสตร์” หมายถึง “ความรู้” เมื่อนําคําท้ังสองมารวมกัน
ให้ความหมาย ว่าวิชาท่ีว่าด้วยความรู้เก่ียวกับดาวความจริงวิชาดาราศาสตร์มีความหมายกว้างขวาง
กว่านี้มาก วิชาดาราศาสตร์ เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหน่ึงท่ีว่าด้วยเรื่องของวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ เช่น ดาว
ฤกษ์ ดาว เคราะห์ อุกกาบาต ดาวหาง เนบิวลา กาแล็กซี(ดาราจักร) สิ่งมีชีวิตนอกโลก รวมถึง
ปรากฏการณ์ทาง ดาราศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การแบ่งดาวบนท้องฟ้าออกเป็นกลุ่มๆ เรียกว่ากลุ่ม
ดาว (Constellation) น้ันปัจจุบันนักดาราศาสตร์ แบ่งกลุ่มดาวต่าง ๆ น้ีนับรวมทั้งท้องฟ้าซีกเหนือ

48

และซีกใต้ออกเป็นทั้งหมด 88 กลุ่ม ซ่ึงการบอกตําแหน่ง ของกลุ่มดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้านั้น
จําเป็นต้องมีระบบเพ่ือใช้ระบุถึงตําแหน่งที่อยู่ของดาวฤกษ์ เมื่อเริ่มต้นดู ดาวนั้นเราจะต้องรู้จัก
ตาํ แหน่งของทศิ ท้ัง 4 ทิศกอ่ น จากตําแหน่งของผูส้ งั เกต

วิธกี ารหาทศิ นั้นสามารถทําไดห้ ลายวิธเี ช่น ใชเ้ ขม็ ทิศ หรือถ้าหากไม่มอี ปุ กรณ์ช่วยเหลือ เรา
ก็ สามารถหาทิศได้จากการสงั เกต เช่น ดวงอาทิตยด์ วงจนั ทร์กลมุ่ ดาวเป็นต้น

เราสามารถหาทิศจากกลุ่มดาวบางกลุ่ม ซึ่งจากตําแหน่งของกลุ่มดาว และทิศทาง ของกลุ่ม
ดาวน้ันจะเป็นเครื่องบอกทิศให้กับผู้สังเกตในการหาดาวเหนือ (Polaris หรือ Cynosura หรือ α
Ursae Minoris) เป็นดาวฤกษ์ท่ีสว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีเล็ก และอยู่ใกล้กับขั้วฟ้าเหนือ จึงปรากฏ
เสมือนอยู่ นิ่งกับท่ีบนท้องฟ้า การที่ดาวเหนืออยู่ในทิศทางที่เกือบจะเป็นทิศทางเดียวกับแกนหมุน
ของโลก ดาวฤกษ์ ดวงอืน่ ๆ จงึ เหมือนเคลือ่ นท่วี นเป็นวงกลมรอบดาวเหนอื

การหาดาวเหนือจากกลุม่ ดาวหมใี หญ่ (Ursa Major) กลุ่มดาวน้มี ดี าวสว่างเจ็ดดวงเรียงกัน
ซึ่งบางคน อาจเห็นเป็นรูปคล้ายๆ กระบวยตักนํ้า (Big Dipper) เม่ือเราลากเส้นผ่านดาวสองดวงแรก
ของกระบวยตักนํ้า (ดาว Dubhe (Alpha Ursae Majoris) กับ ดาว Merak (Beta Ursae Majoris))
โดยลากจากดาว Dubhe ไปดาว Merak ตรงไปอีกประมาณ 4 เท่าของระยะห่างระหว่างดาวท้ังสอง
จะพบดาวที่มีแสงสวา่ งรบิ หรี่ดวงหน่ึงซง่ึ ก็คือ ดาวเหนือไม่ว่าทรงกลมท้องฟ้าจะหมุนไปอย่างไรก็ตาม
ดังท่ีแสดงในรูปที่ 3.7

รปู ที่ 3.7 การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวหมีใหญ่

การหาดาวเหนือจากกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย หรือกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) เราก็
สามารถใช้หา ดาวเหนือได้เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่กลุ่มดาวค้างคาวประกอบด้วย ดาวสว่าง 5
ดวง มีลักษณะการเรียง ตัวคล้ายๆ รูปตัวเอม็ (M) เม่อื ลากเส้นผ่านแบ่งคร่ึงผ่านกลางกลุ่มดาวค้างคาว

49

ประมาณ 25oกจ็ ะเจอดาวเหนือ ซ่ึงกลุ่มดาวค้างคาวน้ีจะอยู่ในทิศตรงข้ามกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ ดังน้ัน
ถา้ เห็นกลุม่ ดาวคา้ งคาวกาํ ลังจะข้ึน ก็จะ เห็นกล่มุ ดาวหมใี หญ่กําลังจะตก ดังทีแ่ สดงในรูปท่ี 3

รปู ที่ 3.8 การหาดาวเหนือจากกลุม่ ดาวค้างคาว
การหาดาวเหนอื จากกลุ่มดาวนายพราน หรือคนไทยเรยี กว่า กลุ่มดาวเต่า ก็เป็นอีกตัวเลือก
หนึ่งที่ สามารถใช้หาดาวเหนือได้เช่นเดียวกับกลุ่มดาวหมีใหญ่ และ กลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาว
นายพราน (Orion) จะหันหวั ไปยังทิศเหนอื เสมอ

รปู ที่ 3.9 การหาดาวเหนอื จากกลมุ่ ดาวนายพราน
นอกจากการจะระบุทิศทางต่าง ๆ ได้แล้ว การบอกระยะห่างระหว่างดาวที่ปรากฏบน
ท้องฟ้านั้นก็ เป็นส่ิงสําคัญประการหน่ึงท่ีจะช่วยในการดูดาว การบอกระยะห่างระหว่างดาวน้ันนิยม
บอกเปน็ คา่ ของมุม ว่าหา่ งกนั กี่องศา ซ่ึงสามารถบอกได้ง่ายๆ โ ดยการเหยียดแขนของเราไปข้างหน้า
ให้สดุ มอื ของเราน้นั สามารถใชเ้ ปน็ เครือ่ งบอกมมุ ได้อยา่ งดี


Click to View FlipBook Version