The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonpicha Chaichana, 2020-11-25 04:22:26

วิจัย

วิจัย

50

การใชแ้ ผนท่ีดาว
อุปกรณ์สําคัญอีกอย่างหน่ึงสําหรับผู้ที่เร่ิมต้นดูดาว และควรรู้จัก และใช้แผนท่ีดาวให้เป็น
กอ่ นเพอ่ื ความสะดวกในการหากลุ่มดาวบนท้องฟ้า ก่อนอื่นเราต้องมาเลือกแผนท่ีดาวที่เหมาะสมกับ
ตําแหน่งของผู้ สงั เกต เช่น พืน้ ที่ในการสงั เกตอยู่ในภาคเหนือตอนบน ควรเลือกใช้แผนท่ีดาวที่ละติจูด
17 – 20 องศาเหนือ ส่วนทางภาคกลางใช้ท่ีละติจูด 16 – 12 องศาเหนือและทางภาคใต้ใช้ที่ละติจูด
11 – 7 องศาเหนอื

รูปท่ี 3.10 แสดงแผนที่ดาว
วธิ กี ารใช้แผนทดี่ าว
อันดับแรกน้ัน ควรปรับเวลาที่ต้องการจะสังเกต แล้วหมุน วันท่ี เดือน ใ ห้ตรงกับเวลาท่ีจะ
สังเกต ตัวอย่างเช่น ต้องการดูดาวในเวลา 19.00 น. ของวันท่ี 16 เดือนพฤศจิกายน ก็ให้หมุนแผ่น
ขอบฟ้ามาจน กระทั่ง ขีดสเกล “19.00 น.” ตรงกับ สเกลวันท่ี 16 เดือนพฤศจิกายน แล้วยกแผนที่
ดาวขึ้นเหนือศีรษะ เม่ือ แหงนมองแผนท่ีนั้นให้ทิศเหนือ และทิศใต้บนแผนที่ดาว ชี้ตรงกับทิศเหนือ
และทศิ ใต้ของภมู ปิ ระเทศจรงิ ควรระลกึ ไว้เสมอว่า การอ่านแผนท่ีดาวมิใช่การก้มอ่านหนังสือ แต่เป็น
การแหงนดูเพือ่ เปรียบเทยี บท้องฟ้า ในแผนทีก่ บั ทอ้ งฟ้าจรงิ
เมือ่ เวลาเปลย่ี นไป ใหห้ มุนแผนท่ีดาวตามทศิ ตามเขม็ นาฬกิ าไปยงั เวลาปจั จุบันที่เราสังเกตอยู่
จะ เห็นได้ว่า กลุ่มดาวทางทิศตะวันออกของแผนท่ีจะเคลื่อนที่ออกห่างจากขอบฟ้ามากข้ึน ในขณะท่ี
กล่มุ ดาว ในทิศตะวนั ตกจะเคล่ือนทเี่ ขา้ หาขอบฟ้า เสมือนการเคลื่อนที่ขึ้น-ตกของกลุ่มดาวบนท้องฟ้า
จรงิ

51

ขอ้ พงึ ระวงั
เน่อื งจากการสรา้ งแผนท่ีดาวนั้นทําโดยการตีแผ่ทรงกลมออกเป็นระนาบสองมิติ (360 องศา)
ดังน้ัน กลุ่มดาวในซีกฟ้าเหนือจะมีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง และกลุ่มดาวในซีกฟ้าใต้จะขยายเกิน
สัดส่วนจริง หากใช้แผนที่ดาวนี้ดูดาวที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าใต้ แนะนําให้ดูดาวสว่างเป็นดวงๆ แล้วค่อยไล่
เปรียบเทยี บไปกับ ท้องฟ้าจริงอีกท้ังตําแหน่งบอกทิศน้ันไม่ได้ห่างเท่าๆ กัน สเกลระหว่างทิศเหนือไป
ยังทิศตะวันออกและทิศ ตะวันตกจะอยู่ใกล้ชิดกันมาก ส่วนสเกลไปทางทิศใต้จะมีระยะห่างออกไป
มากกว่าหลายเทา่
วัตถทุ ้องฟา้ ท่ีนา่ สนใจและกลุม่ ดาวตา่ ง ๆ
สําหรบั คนที่เร่ิมดูดาว วัตถุท้องฟ้าท่ีน่าสนใจ เช่น ดวงจันทร์ดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวต่าง ๆ
บนทอ้ งฟ้า ซงึ่ ในชว่ งฤดหู นาวนีเ้ ปน็ ช่วงทเี่ หมาะกับการสังเกตการณ์ เพราะท้องฟ้าค่อนข้างจะใส ไม่มี
เมฆ ทําให้สามารถสังเกตการณ์ได้ทั่วทั้งท้องฟ้าตลอดทั้งคืน เช่น ในเดือนมกราคม ปรากฏการณ์ฝน
ดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids) และวัตถุท้องฟ้าท่ีน่าสนในก็มีกาแล็กซีแอนโดรเมดา กระจุก
ดาวคู่ กระจุกดาว ลูกไก่ เนบิวล่าในกลุ่มดาวนายพราน ในเดือนมกราคมช่วงหัวคืนเรายังสามารถ
สังเกตกลุ่มดาวราศได้อีก เช่น ราศีคนคู่ราศีวัวราศีแกะราศีปลาคู่ราศีหญิงสาวราศีมกรและเรายัง
สามารถสังเกตทางชา้ งเผอื กไดอ้ กี
สามเหลยี่ มฤดูหนาว (Winter Triangle) กเ็ ป็นส่งิ ท่นี ่าสนใจสําหรบั การดดู าวในชว่ งหัวค่าํ ของ
ฤดูหนาวเราจะสามารถสังเกตเห็นสามเหลี่ยมฤดูหนาวได้อย่างชัดเจนทางทิศตะวันออก ซ่ึ
ประกอบดว้ ยดาวบเี ทลจุส (Betelgeuse) ใ นกลุ่มดาวนายพราน ดาวซิริอุส (Sirius) ใ นกลุ่มดาวสุนัข
ใหญ่ และดาวโพรไซออน (Procyon) ในกลุ่มดาวสุนัขเล็ก ซ่ึงดาวท้ังสามจะเรียงตัวกันเป็นรูป
สามเหลีย่ มดา้ นเท่า ดงั รูปที่ 2.11

รูปท่ี 3.11 แสดงสามเหลี่ยมฤดหู นาว

52

หรืออาจจะเปน็ หกเหลยี่ มฤดหู นาว ซึง่ ประกอบดว้ ยดาวไรเจล (Rigel) ใ นกลุ่มดาวนายพราน
ดา วอัลดิบาแรน(Aldebaran)ในกลุ่มดาววัว ดาวคาเพลลา(Capella)ในกลุ่มดาวสารถี ดาวพอลลักซ์
(Pollux)ใน กลุ่มดาวคนคู่ ดาวโพรไซออน(Procyon)ในกลุ่มดาวสุนัขเล็ก และดาวซิริอุส(Sirius) ใน
กล่มุ ดาวสุนัขใหญ่ ปรากฏสูงจากขอบฟ้าดา้ นตะวันออก

รปู ท่ี 3.12 หกเหล่ียมฤดูหนาว
และในช่วงหัวค่ําของต้นฤดูหนาว จะมีกลุ่มดาวสว่างทางด้านทิศตะวันตก คือ กลุ่มดาวพิณ
(Lyra) กลุ่มดาวหงส์ (Cygnus) และกลุ่มดาวนกอินทรี (Aquila) หากลากเส้นเช่ือมระหว่างดาวเวกา
(Vega) ในกลุ่ม ดาวพิณไปยัง ดาวหางหงส์ (Deneb) ในกลุ่มดาวหงส์และ ดาวนกอินทรี(Altair)ใน
กลุ่มดาวนกอินทรจี ะได้ รปู สามเหลยี่ มด้านไมเ่ ท่าเรียกว่า สามเหลี่ยมฤดูร้อน(Summer Triangle) ดัง
รูปท่ี 18 ซ่ึงอยู่ในทิศตรงข้ามกับ สามเหล่ียมฤดูหนาว ขณะท่ีสามเหล่ียมฤดูร้อนกําลังจะตก
สามเหล่ียมฤดูหนาวก็กําลังจะขึ้น และสําหรับ คืนท่ีเป็นข้างแรมไร้แสงจันทร์รบกวน หากสังเกตให้ดี
จะเห็นว่ามีแถบฝ้าสว่างคล้ายเมฆขาว พาดข้ามท้องฟ้า ผ่านบริเวณกลุ่มดาวนกอินทรีกลุ่มดาวหงส์ไ
ปยังกลุ่มดาว แมงป่อง แถบฝ้าสว่างที่เห็นน้ันก็คือ ทางช้าง เผือก หรือใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
(The Milky Way) น่นั เอง

53

รปู ท่ี 3.13 แสดงสามเหลี่ยมฤดูรอ้ น
ทมี่ า : https://www.nstda.or.th/sciencecamp/th/file/4700502XKWEAH2GNJ.pdf

3.4 ข้ันตอนการดาเนนิ งาน
3.4.1 สร้างใบงาน (Work sheet) และแบบทดสอบ สําหรับใช้ประกอบวัดผลการเรียนการ

สอนด้วยสอื่ แบบจาํ ลองเสมือนจรงิ (ทอ้ งฟ้าจําลอง stellarium)
3.4.2 นําใบงาน (Work sheet) สําหรับใช้ประกอบวัดผลการเรียนการสอนด้วยส่ือ

แบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) และแบบทดสอบเร่ือง การดูดาวเบื้องต้น เสนอ
ต่ออาจารย์นเิ ทศน์ ตรวจสอบความถูกตอ้ ง ปรับปรงุ แก้ไข

3.4.3 นาํ แบบทดสอบ เรือ่ ง การดดู าวเบอื้ งตน้ ท่ผี า่ นความเหน็ ชอบจากอาจารย์นิเทศน์เสนอ
ต่อผ้เู ชีย่ วชาญเพอื่ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งปรบั ปรุงแก้ไข

3.4.4 นําส่ือแบบจําลองเสมือนจริง ใบงาน และ แบบทดสอบไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง
ไดแ้ ก่ นักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบ้านศรีบญุ เรอื ง จํานวน 19 คน ปีการศึกษา 2562

3.4.5 นําข้อมลู ทไ่ี ด้กลบั มาวิเคราะหผ์ ลและสรุปผล

3.5 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลมีขัน้ ตอนในการเก็บข้อมลู ดงั น้ี
3.5.1 อธิบายการใช้โปรแกรมท้องฟ้าจําลอง stellarium พร้อมแจ้งจุดมุ่งหมายในการเรียน

การสอนและเงื่อนไขให้แก่ครผู ู้เรียนทราบ
3.5.2 ดาํ เนนิ การสอนกับผูเ้ รียนกลุ่มตวั อย่าง
3.5.3 ทําการทดสอบผู้เรียนหลังจบการทดลองสอนทันทีด้วยแบบทดสอบ เร่ืองการดูดาว

เบ้อื งต้น แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จาํ นวน 10 ข้อ

54

3.5.4 ทําการวัดความพึงพอใจในการเรียนรู้ต่อส่ือแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง (ท้องฟ้า
จําลอง stellarium) ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างหลังจบการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ด้วยแบบทดสอบวัด
ความพึงพอใจที่สร้างไว้

3.5.5 นาํ ข้อมูลทไ่ี ด้ไปทาํ การวิเคราะห์ต่อไป

3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มลู
หาผลของการใช้ส่อื จาํ ลองโต้ตอบเสมือนจริงในการจัดการเรียนการสอนจากความเข้าใจของ

นักเรียน และสํารวจความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการการดูดาวเบ้ืองต้นและการ
ใช้แผนท่ีดาว โดยใชส้ ถิติดังต่อไปนี้

1. การวดั แนวโน้มเขา้ ส้ศู ูนยก์ ลาง
ค่าเฉล่ีย (Mean , Average) สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ คือ ( ̅ ) เป็นผลลัพธ์ทาง
คณติ ศาสตรท์ ี่ได้จากการเฉล่ียค่าท้งั หมดของกลุ่มข้อมูลโดยมสี มการในการหาดังน้ี

̅ (3.1)

เมอื่ ̅ คอื ค่าเฉล่ียเลยคณิต
คอื ผลบวกของข้อมูลทุกคา่
คือ จาํ นวนข้อมลู ท้งั หมด

2. การหาอตั ราร้อยละ
คา่ ร้อยละ (Percentage : %) เป็นคา่ เปรียบเทยี บความถี่หรอื จํานวนที่ต้องการกับความถ่ี
หรือจาํ นวนทงั้ หมดทเ่ี ทียบเป็น 100 โดยมสี มการในการหาดงั นี้

ร้อยละ = (3.2)

เมอื่ คอื ข้อมลู ที่นบั ได้
คือ จาํ นวนข้อมลู ทง้ั หมดทต่ี ้องการหาค่าร้อยละ

3. การหาสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : S.D.)
สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเปน็ ค่าวัดการกระจายท่สี าํ คญั ทางสถิติ เพราะเป็นค่าที่ใชบ้ อกถึงการ
กระจายของขอ้ มูลได้ดีกว่าค่าพิสัย และคา่ ส่วนเบ่ยี งเบนเฉล่ยี โดยมีสมการในการหาดังน้ี

55

√ ̅ (3.3)

√ (3.4)

เม่อื คอื สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
คอื ข้อมูล (ตวั ท่ี 1,2,3,…,n)

̅ คอื ค่าเฉลยี่ เลขคณติ
คือ จํานวนข้อมลู ทัง้ หมด

4. การหาคา่ ความเท่ียงตรงของแบบสอบถามหรือคา่ ดชั นีความสอดคล้อง (Index of
Item-Objective Congruence : IOC)

IOC หมายถึง ความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาํ ถามกับวัตถปุ ระสงค์ มีคา่ อย่รู ะหวา่ ง 1 ถงึ – 1
ขอ้ คาํ ถามที่มีความตรงตามเนื้อหาจะมีคา่ IOC เขา้ ใกล้ 1.00 ถ้าข้อใดมคี ่า IOC ต่ํากว่า 0.5 ควรจะ
ปรับปรงุ ข้อคาํ ถามใหม่ใหส้ อดคล้องกบั วัตถุประสงค์ทตี่ ้องการวัด จากสูตร

(3.5)

เมอ่ื คือ ค่าดัชนีความสอดคล้อง
คอื คะแนนการพจิ ารณาของผูเ้ ช่ียวชาญ
คอื ผลรวมคะแนนการพิจารณาของผูเ้ ชีย่ วชาญ
คือ จาํ นวนผู้เช่ยี วชาญ

กําหนดคะแนนของผูเ้ ชีย่ วชาญเปน็ +1 หรอื 0 หรือ -1 ดงั น้ี
+1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบขอ้ นัน้ วัดจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมท่รี ะบไุ ว้

จรงิ
0 คือ ไม่แน่ใจวา่ ข้อสอบนัน้ วัดจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรมที่ระบุไว้ 2
-1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบข้อน้ันไม่ไดว้ ัดจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรมท่ี

ระบุ
เกณฑ์การแปลความหมาย

ค่าดชั นีความสอดคล้องท่ียอมรบั ไดต้ ้องมีค่าตงั้ แต่ 0.50 ข้ึนไป

56

บทท่ี 4
ผลการวจิ ัย

ในบทนี้เป็นการนําเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการใช้ส่ือแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง
(ทอ้ งฟ้าจําลอง stellarium) เรอ่ื ง การดูดาวเบ้ืองต้น ซ่ึงผู้วจิ ยั ได้ดาํ เนนิ การวิจัยในบทที่ 3 ในบทน้ีจะ
ประกอบไปด้วย การ วิเคราะห์คําตอบจาก ใบกิจกรรม แล้วนํามาหาค่าร้อยละของจํานวนนักเรียนที่
ตอบคําถามถูกและ ตอบคําถามผดิ การวเิ คราะห์หาความเข้าใจของนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง เรื่อง การดูดาวเบื้องต้น วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีสร้างขึ้นกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีต้องการวัด
และการวิเคราะห์ความพึงพอใจจากแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้ ส่ือแบบจําลองโต้ตอบ
เสมอื นจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เร่อื ง การดูดาวเบ้อื งต้น

4.1 การสารวจความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้สื่อแบบจาลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจาลอง
stellarium) เร่ือง การดูดาวเบอื้ งตน้

ในการสาํ รวจความเข้าใจของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้สื่อแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง (ท้องฟ้า
จําลอง stellarium) เรอ่ื ง การดูดาวเบอื้ งต้น การวเิ คราะห์ข้อมูลปรากฏผลดังน้ี

4.1.1 ผลการวเิ คราะห์ ใบกจิ กรรม เร่ืองการดดู าวเบื้องตน้ และการใชแ้ ผนที่ดาว

ตอนท่ี 1. การบอกตําแหน่งของวตั ถุท้องฟ้า จาํ นวนทงั้ หมด 6 ข้อ

ตารางที่ 4.2 ผลการวเิ คราะหก์ ารตอบคําถามการบอกตําแหน่งของวัตถุท้องฟ้าจํานวนทั้งหมด 6 ขอ้

ขอ้ ท่ี จานวนนักเรยี น คิดเป็นร้อยละ จานวนนกั เรียน คิดเปน็ ร้อยละ
ทตี่ อบถูก ที่ตอบผิด

1 19 100.00 - -

2 19 100.00 - -

3 19 100.00 - -

4 8 42.11 11 57.89

5 15 78.95 3 21.05

6 11 57.89 8 42.11

57

จากตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์การตอบคําถาม ตอนท่ี 1 เร่ือง การบอกตําแหน่งของวัตถุ
ท้องฟ้า จํานวน 6 ข้อ ผลปรากฎว่านักเรียนสามารถบอกได้ว่าละติจูด ลองติจูดคืออะไร นักเรียน
สามารถชี้บอกตําแหน่งของเส้นละติจูด ลองติจูด ตําแหน่งขั้วโลกเหนือ ข้ัวโลกใต้ และตําแหน่งของ
เสน้ ศูนยส์ ตู รบนรปู ลูกโลกได้ แต่นกั เรยี นยังมคี วามเข้าใจผดิ ในความหมายของระยะเชิงมุมและมุมห่าง
โดยนกั เรียนมักตอบความหมายของสองคาํ น้สี ลับกัน

ตอนท่ี 2. มมุ ทิศมมุ เงย จํานวนท้งั หมด 7 ข้อ

ตารางท่ี 4.2 ผลการวิเคราะห์การตอบคําถาม มมุ ทิศมุมเงย จํานวนท้ังหมด 7 ข้อ

ข้อที่ จานวนนักเรยี น คิดเปน็ ร้อยละ จานวนนกั เรียน คิดเปน็ ร้อยละ
ทตี่ อบถูก ท่ตี อบผดิ

1 19 100.00 - -

2 13 68.42 6 31.58

3 17 89.47 2 10.53

4 19 100.00 - -

5 5.1 19 100.00 - -
5.2 19 100.00 - -

6 6.1 11 57.89 8 42.11
6.2 19 100.00

7 7.1 18 94.74 1 5.26
7.2 15 78.95 3 21.05

จากตารางท่ี 4.2 ผลการวิเคราะห์การตอบคําถาม ตอนท่ี 2 เร่ือง มุมทิศมุมเงย จํานวน
ทั้งหมด 7 ข้อผลปรากฏว่า นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่ามุมทิศและมุมเงยคืออะไร และนักเรียน
สามารถระบมุ มุ ทศิ มมุ เงยจากภาพสถานการณท์ ค่ี รูกําหนดให้ได้ แต่ยังมีนักเรียนท่ีบอกค่ามุมทิศผิดใน
บางขอ้ เน่ืองจากนกั เรยี นไมไ่ ดด้ ทู ศิ ทคี่ รูกาํ หนดใหอ้ ย่างละเอียดและนักเรียนมักใช้ความเคยชินท่ีว่าทิศ
เหนอื ต้องอยู่ด้านบนทิศใต้ต้องอยู่ตรงข้ามกับทิศเหนือและทิศตะวันออกต้องอยู่ด้านขวาของทิศเหนือ
ทําให้นักเรียนอ่านคา่ ผดิ

58

ตอนที่ 3 แผนทดี่ าว จาํ นวนทั้งหมด 10 ข้อ

ตารางที่ 4.3 ผลการวเิ คราะหก์ ารตอบคาํ ถาม แผนทด่ี าว จํานวนท้ังหมด 10 ข้อ

ข้อท่ี จานวนนกั เรียน คิดเปน็ ร้อยละ จานวนนกั เรียน คดิ เปน็ รอ้ ยละ
ทตี่ อบถูก ทต่ี อบผิด

1 18 94.74 1 5.26

2 15 78.95 4 21.05

3 13 68.42 5 31.58

4 19 100 - -

5 19 100 - -

6 19 100 - -

7 19 100 - -

8 19 100 - -

9 17 89.47 2 10.53

10 19 100 -

จากตารางท่ี 4.3 ผลการวิเคราะห์การตอบคําถามตอนที่ 3 เร่ือง แผนท่ีดาว จํานวนท้ังหมด
10 ข้อผลปรากฏว่า นักเรียนสามารถใช้แผนท่ีดาวเพ่ือหากลุ่มดาวท่ีปรากฏตามวัน เวลาหรือ
สถานการณ์ที่กําหนด และสามารถนํามาเทียบกับดวงดาวบนท้องฟ้าจริงผ่านโปรแกรมท้องฟ้าจําลอง
stellarium ได้ นอกจากน้ันนักเรียนสามารถหากลุ่มดาวท่ีปรากฏ ตามค่ามุมทิศมุมเงย วันเวลาท่ี
กําหนด หาเวลาข้ึนตกของกลุ่มดาว จากโปรแกรมทอ้ งฟ้าจําลอง stellarium ได้ถกู ตอ้ ง

ตอนที่ 4 กลุ่มดาว จานวนทั้งหมด 10 ข้อ

ตารางท่ี 4.4 ผลการวเิ คราะหก์ ารตอบคาํ ถาม กลมุ่ ดาว จํานวนทงั้ หมด 7 ข้อ

ข้อที่ จานวนนักเรยี น คิดเป็นร้อยละ จานวนนกั เรยี น คิดเป็นร้อยละ
ท่ตี อบถูก ทตี่ อบผิด

1 19 100.00 - -

2 12 63.16 7 36.34

3 18 94.74 1 5.26

4 18 94.74 1 5.26

59

ขอ้ ที่ จานวนนักเรยี น คิดเปน็ รอ้ ยละ จานวนนักเรียน คดิ เปน็ รอ้ ยละ
ทตี่ อบถูก ทตี่ อบผดิ

5 19 100.00 - -

6 11 57.89 8 42.11

7 18 94.74 1 5.26

จากตารางที่ 4.3 ผลการวิเคราะห์การตอบคําถาม ตอนท่ี 4 เรื่องกลุ่มดาว จํานวนท้ังหมด 7
ข้อ ผลปรากฏวา่ นกั เรียนร้วู ่าดาวทป่ี รากฏบนทอ้ งฟา้ มักจะเป็นดาวฤกษ์ และที่ปรากฎบนแผนที่ดาว
ทั้งหมดเป็นดาวฤกษ์เพราะมีแสงสว่างในตนเองและไม่เปลี่ยนตําแหน่ง หรือเปล่ียนตําแหน่งน้อยมาก
นกั เรียนสามารถหาตําแหน่งทิศเหนือจากดาวเหนือโดยอาศัยกลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวหมีใหญ่ และ
กลุ่มดาวนายพรานในการหาตําแหน่งดาวเหนือบนท้องฟ้าจริงได้ถูกต้อง และนอกจากนั้นนักเรียน
สามารถสังเกตกลุ่มดาวจักรราศี ลักษณะการมองเห็นกลุ่มดาวจักรราศีใน 1 วัน และ 1 ปีบนท้องฟ้า
จรงิ ไดถ้ ูกต้อง

4.1.2 การวิเคราะห์คาตอบจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแล้วหาค่าร้อยละของ
จานวน นักเรยี นที่ตอบคาถามถกู และตอบคาถามผดิ

ศึกษาผลการวิเคราะห์ จากการทํา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซึ่งเป็นข้อสอบ
เร่ือง การเคล่ือนท่ีแบบโพรเจกไทล์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน 10 ข้อ โดยเรียงลําดับจากง่ายไป
ยาก เพ่ือวดั ความร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกับการดดู าวเบื้องต้น และการนําความรไู้ ปประยุกต์ใช้ ดังนี้

ตารางท่ี 4.5 แสดงจํานวนนักเรียน ท่ีตอบคําถามถูก ตอบคําถามผิดรายข้อ และค่าร้อยละ จากการ
ทําแบบทดสอบวัดความเข้าใจของนักเรียนจากการใช้สื่อแบบจําลองเสมือนจริง (stellarium) เร่ือง
การดดู าวเบือ้ งต้น (แบบปรนยั )

ขอ้ ท่ี จานวนนักเรียนที่ คดิ เป็นรอ้ ยละ จานวนนักเรียนท่ี คดิ เป็นร้อยละ

ตอบถูก (คน) ตอบผิด (คน)

19 47.36 10 52.64

2 16 84.21 3 15.79

3 19 100.00 - -

4 17 89.47 2 10.53

5 16 84.21 3 84.21

6 14 73.68 5 26.32

60

ข้อที่ จานวนนักเรยี นท่ี คิดเป็นรอ้ ยละ จานวนนักเรยี นท่ี คิดเป็นร้อยละ

ตอบถูก (คน) ตอบผิด (คน)

7 15 78.95 4 21.05

8 15 78.95 4 21.05

9 10 52.63 9 47.37

10 5 26.32 14 73.68

จากตารางท่ี 4.5 แบบทดสอบในข้อที่ 3, และ ข้อที่ 4 เป็นแบบทดสอบวัดด้าน ความรู้ –
ความจํา โดย นักเรียนตอบถูกมากกว่าร้อยละ 80 ข้ึนไปแสดงว่านักเรียนทราบถึงความรู้เบื้องต้นของ
ดงดาว

ข้อที่ 1, ข้อท่ี 2, ข้อท่ี 5, ข้อท่ี 7, และ ข้อที่ 10 เป็นแบบทดสอบวัดด้านความเข้าใจ โดยใน
ขอ้ ท่ี 1 นกั เรยี นรอ้ ยละ 47.36 ตอบถกู และนกั เรียนร้อยละ 52.64 ตอบผิด โดยแสดงดังตารางที่ 4.6
ในข้อที่ 2 และขอ้ ท่ี 5 นักเรียนตอบถูกมากกว่าร้อยละ 80 ข้ึนไป แสดงว่านักเรียนเข้าใจการหาค่ามุม
ทิศมุมเงย และทราบลักษณะการเคลื่อนท่ีของดวงอาทิตย์ผ่านกลุ่มดาวจักรราศี ในข้อท่ี 7 นักเรียน
ร้อยละ 78.05 ตอบถูกและนักเรียนร้อยละ 21.05 ตอบผิด โดยนักเรียนเกิดความสับสนในเร่ืองของ
กลุ่มดาว ประจําท้ัง 12 ราศี ว่ากลุ่มดาวใดอยู่ราศีใดทําให้ตอบผิด และในข้อท่ี 10 นักเรียนร้อยละ
26.32 ตอบถกู และนกั เรียนรอ้ ยละ 73.68 ตอบผดิ โดยแสดงดังตารางที่ 4.7

ข้อที่ 6, ข้อท่ี 8 และขอ้ ท่ี 9 เป็นแบบทดสอบวดั การนําไปประยุกต์ใช้ โดยในข้อที่ 6 นักเรียน
ร้อยละ 73.58 ตอบถูกและนักเรียนร้อยละ 26.32 ตอบผิด แสดงว่านักเรียนทราบว่ากลุ่มดาวมี
ประโยชน์ คือ ใช้ในการบอกทิศ บอกฤดูกาล และอ้างอิงเพื่อหาดาวเคราะห์ และนักเรียนบางส่วนที่
ตอบผิดเนื่องมาจากในบทเรียนมักเรียนเกี่ยวกับใช้กลุ่มดาวในการบอกทิศเป็นส่วนใหญ่นักเรียนจึงไม่
คิดว่าสามารถใช้กลุ่มดาวเพื่อบอกฤดูกาลหรืออ้างอิงตําแหน่งดาวเคราะห์ได้ ในข้อที่ 8 นักเรียนร้อย
ละ 78.95 ตอบถูกและนักเรียนร้อยละ 21.05 ตอบผิด แสดงว่านักเรียนทราบว่าการท่ีคนแต่ละชาติ
เรียกชื่อกลุ่มดาวแตกต่างกันนั้นมาจากจินตนาการรูปร่างท่ีต่างกัน และนักเรียนบางส่วนที่ตอบผิด
เพราะนักเรยี นเขา้ ใจวา่ มาจากการมองในทิศท่ีแตกตา่ งกัน และในขอ้ ที่ 9 นักเรียนร้อยละ 52.63 ตอบ
ถูกและนกั เรียนรอ้ ยละ 47.37 ตอบผดิ โดยแสดงดังตารางที่ 4.8

61

ตารางที่ 4.6 แสดงจาํ นวน และ ค่าร้อยละของนกั เรยี นทีต่ อบผิด ในการทาํ แบบทดสอบปรนยั ข้อที่ 1

คําตอบ ถกู /ผดิ จํานวนนักเรยี นท่ี คิดเปน็ ร้อย

ตอบผิด (คน) ละ

ก. 30 องศา ผดิ 0 53.57

ก. 45 องศา ถกู 8 47.36

ค. 60 องศา ผดิ 0 0.00

ง. 90 องศา ผิด 12 52.64

จากตาราง 4.7 ในข้อนี้นักเรียนอาจอ่านโจทย์ไม่ครบถ้วนแล้วรีบตอบเนื่องจากโจทย์ถามว่า
“มุมเงยของวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ก่ึงกลางระหว่างเส้นขอบฟ้ากับจุดเหนือศีรษะมีค่าเท่าไร” เมื่อนักเรียน
เห็นคําว่าก่ึงกลาง และจุดเหนือศีรษะ จึงตีความว่าโจทย์ถามมุมเงยจากเส้นขอบฟ้าไปจนถึงจุดกลาง
ศีรษะ ทําให้รอ้ ยละ 52.64 ตอบ 90 องศา

ตารางที่ 4.7 แสดงจํานวน และค่ารอ้ ยละของนักเรยี นที่ตอบผิด ในการทาํ แบบทดสอบปรนัยขอ้ ท่ี 10

คําตอบ ถูก/ผดิ จํานวนนักเรียนที่ คิดเปน็ ร้อย

ตอบผิด (คน) ละ

ก. 0 -

ผิด

ข.
ผิด 2 10.53

ค.
ผิด 13 63.15

ง.
ถกู 5 26.32

62

จากตาราง 4.7 ในข้อน้ีนักเรียนอาจเกิดความเคยชินในเรื่องของทิศจากการทําโจทย์ในแบบ
ฝึกและจากการเรียนการสอน เนือ่ งครมู กั ยกตัวอย่างรูประหวา่ งจัดกจิ กรรม ดังรูป

ทาํ ให้นักเรยี นสว่ นใหญ่ตอบผิด คือตอบข้อ ค เน่อื งจากโจทย์ใหน้ กั เรียนหาตาํ แหนง่ กลมุ่ ดาวทม่ี ุมเงย
80 องศา และมุมทิศ 150 องศา ซ่งึ หากนักเรยี นพจิ ารณาทิศตามความเคยชนิ จากบทเรียน ขอ้ ค จะ
มีคําตอบใกลเ้ คยี งทส่ี ุด

ตารางท่ี 4.8 แสดงจํานวน และ ค่ารอ้ ยละของนกั เรียนทีต่ อบผิด ในการทาํ แบบทดสอบปรนยั ขอ้ ที่ 9

คําตอบ ถูก/ผดิ จาํ นวนนกั เรยี นท่ี คดิ เปน็ รอ้ ย

ตอบผดิ (คน) ละ

ก. โดยการวัดมมุ เงยของงดาวเหนอื ถูก 10 52.63

ก. โดยการวัดมมุ ทิศของดาวเหนือ ผิด 3 15.79

ค. โดยการวัดการข้นึ และตกของดวงอาทติ ย์ ผิด 5 26.32

ง. โดยการวดั มมุ เงยของดวงอาทติ ยใ์ นเวลา 12.00 น. ผิด 1 5.26

จากตาราง 4.8 พบว่านักเรียนทราบวา่ ขณะทีอ่ ยูเ่ หนอื เส้นศูนย์สูตร เราสามารถทราบละติจูด
ได้จากการ วัดมุมเงยของดาวเหนือ และนักเรีนนที่ตอบผิดส่วนใหญ่นักเรียนคิดว่า เราสามารถทราบ
ละติจูดได้โดยการวดั การข้ึนตกของดวงอาทิตยใ์ นเวลาเทีย่ งวนั

63

ตารางท่ี 4.9 แสดงคะแนนจากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการใช้ส่ือ
แบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) ประกอบการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การดู
ดาวเบอ้ื งต้น ของนักเรียนระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

คา่ เฉลีย่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(S.D.)
̅ 1.70

7.06

จากตารางที่ 4.9 พบว่าค่าเฉลีย่ ในการทาํ แบบทดสอบวดั ผลผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ด้วยการ
ใชส้ ่อื แบบจําลองเสมอื นจรงิ (ทอ้ งฟา้ จําลอง stellarium) ประกอบการจดั การเรยี นการสอน เรื่อง
การดดู าวเบ้อื งตน้ ของนกั เรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 อยูท่ ่ี 7.06 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน 1.70

4.2 การหาคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (Index of Item-Objective Congruence : IOC)
IOC หรือ คา่ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างข้อคําถามกับวัตถุประสงค์ มีค่าอยู่ระหว่าง 1 ถึง –

1 ข้อ คําถามที่มคี วามตรงตามเน้อื หาจะมคี า่ IOC เข้าใกล้ 1.00 ถา้ ข้อใดมีค่า IOC ต่ํากว่า 0.5 ควรจะ
ปรับปรงุ ข้อคาํ ถามใหม่ใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงคท์ ีต่ ้องการ

กาํ หนดคะแนนของผู้เช่ยี วชาญเปน็ +1 หรือ 0 หรอื -1 ดงั น้ี
+1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบข้อน้ันวัดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท่รี ะบุไว้จรงิ
0 คือ ไม่แนใ่ จวา่ ข้อสอบนั้นวดั จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมท่รี ะบุไว้ 2
-1 คอื แนใ่ จว่าขอ้ สอบข้อน้ันไม่ไดว้ ัดจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรมทีร่ ะบุ

เกณฑ์การแปลความหมาย
ค่าดชั นีความสอดคล้องทย่ี อมรบั ไดต้ อ้ งมีคา่ ตงั้ แต่ 0.50 ขนึ้ ไป

ซึ่งจากการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อคําถามและพฤติกรรมท่ีต้องการวัด
ของ แบบทดสอบปรนยั 10 ขอ้ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ตามความคิดเห็นของผู้เชยี่ วชาญเปน็ ดงั นี้

ตารางท่ี 4.6 คา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC)

ขอ้ ผลการพจิ ารณาของผู้เช่ียวชาญคนที่ รวม IOC สรปุ ผล

123

1 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้

2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

3 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้

4 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้

64

ขอ้ ผลการพิจารณาของผู้เชยี่ วชาญคนที่ รวม IOC สรปุ ผล

123 1.00 ใชไ้ ด้
0.67 ใชไ้ ด้
5 +1 +1 +1 3 0.33 ปรับปรงุ
1.00 ใชไ้ ด้
6 +1 0 +1 2 0.67 ใชไ้ ด้
1.00 ใชไ้ ด้
7 +1 -1 +1 1

8 +1 +1 +1 3

9 +1 0 +1 2

10 +1 +1 +1 3

จากตารางที่ 9 จะเห็นว่าในแบบทดสอบข้อที่ 1, 2, 3, 4, 5, 7, 8, 9 และ ข้อท่ี 10 มีค่าดัชนี
ความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67 ถึง 1.00 แสดงว่าแบบทดสอบสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ต้องการ
วัด แต่แบบทดสอบข้อท่ี 6 มีค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.33 แสดงว่าแบบทดสอบข้อนี้
ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมท่ีต้องการวัด ผู้วิจัยจึงได้ทําการปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบตามคําแนะนํา
ของผเู้ ช่ยี วชาญ

4.3 ผลจากแบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียน
แบบประเมินความพึงพอใจต่อการสื่อแบบจําลองโต้ตอบเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง

stellarium) เร่อื ง การดูดาวเบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 จํานวน 19 คน มีทั้งหมด 15
ข้อ โดยในแต่ละข้อ คาํ ถามใหเ้ ลอื กระดับความพึงพอใจซึง่ มีท้ังหมด 5 ระดบั คือ

4.50 – 5.00 ระดบั 5 เห็นด้วยมากที่สดุ
4.00 – 4.49 ระดับ 4 เห็นด้วยมาก
3.00 – 3.99 ระดบั 3 เหน็ ดว้ ยปานกลาง
2.00 – 2.99 ระดับ 2 เห็นด้วยนอ้ ย
0.00 – 0.99 ระดับ 1 เหน็ ด้วยน้อยทส่ี ดุ
ความพ่ึงพอใจของนักเรยี นแสดงรายละเอียดในตารางต่อไปน้ี

65

ตารางท่ี 4.7 แสดงผลการวเิ คราะห์และค่าร้อยละของคําตอบจากแบบประเมนิ ความพงึ พอใจต่อการ

ใช้ส่อื สอื่ แบบจําลองโต้ตอบเสมอื นจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เรอ่ื ง การดดู าวเบื้องต้นของ

นกั เรียนชนั้ มัธยม จาํ นวน 19 คน

ผลการวเิ คราะห์ แบบประเมิน

ขอ้ ท่ี คําถาม ความพงึ พอใจ

คา่ เฉลี่ย S.D. แปลผล

1 สื่อจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เป็น 4.83 0.38 มากท่ีสุด

เครอ่ื งมอื ท่มี ปี ระโยชน์

2 ส่ือจาํ ลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellrium) ควรจะมี 4.75 0.44 มากทส่ี ุด

การใชบ้ ่อยครง้ั ในการ เรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์

3 วิชาที่สอนโดยใช้ส่ือจําลองเสมือนจริงบางเป็นบางคร้ัง มี 4.50 0.88 มากที่สดุ

ความน่าสนใจกว่าวิชาที่ไม่ใช้สื่อจําลองโต้ตอบเสมือนจริง

เลย

4 ถ้าในหอ้ งเรียนมคี อมพิวเตอร์ฉนั จะสามารถเรียนรู้ส่ิง 4.42 0.78 มาก

ตา่ ง ๆ ไดง้ ่ายข้ึน

5 ฉันชอบท่ีจะเรียนรู้ผ่านสื่อจําลองเสมือนจริงมากกว่า 4.46 1.31 มาก

กระบวนการเรียนรูแ้ บบอ่ืน ๆ

6 ผลจากการเรียนรผู้ า่ นสือ่ จําลองเสมอื นจรงิ (ทอ้ งฟ้าจําลอง 4.54 0.51 มากทส่ี ุด

stellrium) ทําให้ฉัน สนใจที่จะค้นหาส่ิงต่าง ๆ เพิ่มเติม

นอกเหนือจากส่งิ ท่เี รียนใน รายวชิ า

7 สิง่ ท่ฉี นั ใส่ข้อมูลลงในสื่อจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง 4.58 1.12 มากทส่ี ุด

stellrium) ฉันพอใจกับ สิ่งท่ีได้เรียนรู้จากสื่อจําลอง

โตต้ อบเสมือนจริง

8 ส่ือจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellrium) ทําให้ 4.42 0.50 มาก

เกิดการเรียนรู้และรู้สึก เหมือนได้ทําจริงกว่าการเรียน

แบบเดมิ

9 การเรียนรู้ผ่านสื่อจําลองเสมือนจริงช่วยเพิ่มความเข้าใจ 4.67 0.64 มากทส่ี ุด

ทางวทิ ยาศาสตร์ไดจ้ รงิ

10 การเรียนรู้ผ่านส่อื จาํ ลองเสมือนจริงช่วยเพม่ิ ความสนใจ ใน 4.75 0.56 มากทีส่ ดุ

ทฤษฎแี ละแนวคิดทางฟสิ กิ ส์มากขึ้น

11 ในแนวคิดของฉัน ฉันคิดว่า การเรียนรู้ผ่านส่ือจําลอง 4.67 0.44 มากทีส่ ุด

เสมือน (ท้องฟ้าจําลอง stellrium) เสมือนจริงเป็นการ

เรยี นรทู้ ่เี หนอื กว่าการเรียนร้แู บบเดิม

66

ผลการวิเคราะห์ แบบประเมิน

ข้อท่ี คาํ ถาม ความพงึ พอใจ

คา่ เฉลีย่ S.D. แปลผล

12 ในการเรียนรชู้ ่วงเวลาทผ่ี ่านมาฉนั ร้สู ึกได้เรียนร้อู ะไรต่าง ๆ 4.13 0.56 มาก

มากมาย

13 การเรียนรู้ผ่านสื่อจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง 4.54 0.80 มากทส่ี ดุ

stellrium) ช่วยเพ่ิม ความสามารถในการคิดถึงสิ่งที่เป็น

นามธรรมไดด้ ขี นึ้

14 ก า ร เ รี ย น รู้ ผ่ า น สื่ อ จํ า ล อ ง เ ส มื อ น จ ริ ง ช่ ว ย เ พ่ิ ม 4.54 0.51 มากทีส่ ุด

ความสามารถในการคิดอย่างเปน็ เหตเุ ป็นผลไดด้ ขี ้นึ

15 การเรียนรู้ผ่านสื่อจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง 4.46 0.59 มาก

stellrium) ช่วยเพ่ิม ความสามารถในการเรียนรู้อย่าง

อสิ ระไดม้ ากข้ึน

จากตารางที่ 4.7 ความพึงพอใจต่อการใช้สื่อแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง
stellrium) เร่อื ง การดูดาวเบอ้ื งตน้ ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 จํานวน 19 คน พบว่า นักเรียน
มีความพอใจต่อการใช้สื่อแบบจําลองเสือนจริงในการประกอบการเรียนการสอนอยู่ในระดับ มาก –
มากทส่ี ุด แสดงให้เห็นว่าการนําส่ือแบบจําลองเสมือนจริงน้ีมีประโยชน์ในและช่วยเพิ่มการเรียนรู้ของ
นักเรียน สามารถทําให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ได้มากขึ้น รวดเร็ว
ข้ึน และนอกจากนัน้ ยังสนุกตอ่ การจดั การเรียนการสอน นักเรยี นมอี ิสระในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง

67

บทที่ 5
บทสรุป

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลการใช้ส่ือจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellrium) ที่มี
ต่อความเข้าใจของ นักเรียน เร่ือง การดูดาวเบ้ืองต้น และสํารวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการ
จัดการเรียนการสอนโดยใช้ ส่ือแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellrium) ที่มีต่อความเข้าใจ
ของนกั เรียน เร่อื ง การดูดาวเบือ้ ง โดยมขี อ้ สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้

5.1 สรปุ และอภิปรายผลการวจิ ัย
1. การศึกษาความเข้าใจจากผลการใชส้ ื่อจําลองเสมือนจริง เรื่อง (ท้องฟ้าจําลอง stellrium)

จากใบกิจกรรม (work sheet) จํานวน 4 ตอน พบว่า อัตราเฉล่ียร้อยละของจํานวนนักเรียนที่ตอบ
คําถามถูกต้องในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนใหญ่มากว่าร้อยละ 50.00 ข้ึนไปของจํานวน
นักเรียนท้ังหมด แสดงว่านักเรียนเข้าใจว่าละติจูด ลองติจูดคืออะไร นักเรียนสามารถช้ีบอกตําแหน่ง
ของเสน้ ละติจูด ลองติจดู ตาํ แหน่งขว้ั โลกเหนือ ข้วั โลกใต้ และตาํ แหน่งของเส้นศูนย์สูตรบนรูปลูกโลก
ได้ นักเรียนสามารถอธบิ ายได้ว่ามุมทิศและมุมเงยคืออะไร สามารถหามุมทิศมุมเงยจากสถานการณ์ที่
กําหนดให้ได้ แต่ยังมีนักเรียนบางส่วนยังมีความเคยชินที่ว่าทิศเหนือต้องอยู่ด้านบนทิศใต้ต้องอยู่ตรง
ข้ามกับทิศเหนือและทิศตะวันออกต้องอยู่ด้านขวาของทิศเหนือ ทําให้นักเรียนอ่านค่าผิด นักเรียน
สามารถใช้แผนที่ดาวเพื่อหากลุ่มดาวที่ปรากฏตามวัน เวลาหรือสถานการณ์ท่ีกําหนด และสามารถ
นํามาเทียบกับดวงดาวบนท้องฟ้าจริงผ่านโปรแกรมท้องฟ้าจําลอง stellarium ได้ นอกจากนั้น
นักเรียนสามารถหากลุ่มดาวท่ีปรากฏ ตามค่ามุมทิศมุมเงย วันเวลาที่กําหนด หาเวลาขึ้นตกของกลุ่ม
ดาว จากโปรแกรมท้องฟ้าจําลอง stellarium ได้ถูกต้อง นักเรียนสามารถหาตําแหน่งทิศเหนือจาก
ดาวเหนือโดยอาศัยกลุ่มดาวค้างคาว กลุ่มดาวหมีใหญ่ และกลุ่มดาวนายพรานในการหาตําแหน่งดาว
เหนอื บนทอ้ งฟา้ จริงได้ถูกต้อง และนอกจากน้ันนักเรียนสามารถสังเกตกลุ่มดาวจักรราศี ลักษณะการ
มองเหน็ กลมุ่ ดาวจกั รราศีใน 1 วนั และ 1 ปบี นทอ้ งฟา้ จริงได้ถกู ตอ้ ง

2. การศึกษาความเข้าใจจากการใช้สื่อแบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium)
เรื่อง การดูดาวเบ้ืองต้น จากแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน 10 ข้อ พบว่า ผลสัมฤทธิ์การทํา
แบบทดสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จํานวน 19 คน คะแนนเต็ม 10 คะแนน นักเรียนร้อย
ละ 94.74 มีคะแนนผ่านคร่งึ คอื 5 คะแนนขึ้นไป คะแนนเฉล่ยี ในการทําแบบทดสอบวัดผลผลสัมฤทธิ์
ทางการ อยู่ที่ 7.06 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานคือ 1.70 เน่ืองจากมีนักเรียนร้อยละ 15.79 เป็นนักเรียน
ทม่ี ีความบกพรอ่ งทางการเรียนรู้

68

3. การศกึ ษาระดับความพงึ พอใจของนกั เรยี นทมี่ ตี ่อการใช้สอ่ื แบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้า
จําลอง stellarium) เรื่อง การดูดาวเบ้ืองต้น ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 จํานวน 19 คน พบว่า
นักเรียนมีความพอใจต่อการใช้สื่อแบบจําลองเสือนจริงในการประกอบการเรียนการสอนอยู่ในระดับ
มาก – มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการนําส่ือแบบจําลองเสมือนจริงน้ีมีประโยชน์ในและช่วยเพ่ิมการ
เรียนรู้ของนักเรียน สามารถทําให้นักเรียนเข้าใจเน้ือหาในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ได้มาก
ข้ึน รวดเรว็ ข้นึ และนอกจากนน้ั ยงั สนกุ ตอ่ การจัดการเรียนการสอน นักเรียนมีอิสระในการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง

แสดงใหเ้ ห็นว่าผลการวิจัยสอดคล้องกับกรมวิชาการ (2545) การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
มจี ุดมุง่ หมายประการหนึ่ง คือ เน้นให้นักเรียนได้แก้ปัญหาต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติ
อย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะทําให้นักเรียนตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีคิดอย่าง
สมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการวิธีการ ความรู้ทักษะต่าง ๆ และความเข้าใจในปัญหานั้น มา
ประกอบกันเพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา การแก้ปัญหาอาจทําได้หลายวิธี ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับลักษณะ
ของปัญหา ความรู้ ประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาน้ัน สอดคล้องกับกระทรวงศึกษาธิการ (2554) ใน
กระบวนการเรยี นการสอนฟิสกิ ส์กค็ วรทจ่ี ะให้นักเรียนเกิดความรู้ เกิดทักษะได้ด้วยตนเองมาก ๆ และ
ด้วยในปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีบทบาทสําคัญต่อการเรียนรู้มาก ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูล การ
วเิ คราะห์ข้อมลู การส่ือสารต่าง ๆ ในการเรียนฟิสิกส์น้ันถ้านักเรียนได้เห็นรูปแบบกระบวนการต่าง ๆ
จะเขา้ ใจง่ายย่งิ ข้ึน

5.2 ขอ้ เสนอแนะ
สําหรับการวิจยั การศกึ ษาผลการใช้แบบจําลองเสมือนจริง (ท้องฟ้าจําลอง stellarium) เร่ือง

การดูดาวเบอื้ งตน้ เป็นงานวิจัยท่ยี งั มีขีดจาํ กดั และขอ้ เสนอแนะตา่ ง ๆ สาํ หรับการวจิ ัยในคร้ังต่อไป ซึ่ง
มีรายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปนี้

1 ขอ้ จํากดั ของงานวิจยั
1.1 ในการจัดการเรียนการสอนหรือในการเก็บข้อมูลงานวิจัย จะต้องใช้

คอมพวิ เตอร์
2 ขอ้ เสนอแนะ
2.1 ควรจดั ทาํ คมู่ อื การใช้งานของสือ่ จาํ ลองเสมือนจริงให้สาํ หรบั ผเู้ รยี น
2.2 ควรบันทึกข้อซักถามหรือปัญหาที่นักเรียนแจ้งเพ่ือนํามาปรับปรุงใบกิจกรรม

และแบบทดสอบใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ขึ้น

69

3 ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครงั้ ตอ่ ไป
3.1 ควรศึกษาเปรียบเทียบการจัดการเรียนการสอนด้วยสื่อแบบจําลองเสมือนจริง

(ทอ้ งฟา้ จาํ ลอง stellarium) กบั การจดั การเรียนการสอนดว้ ยสอ่ื รปู แบบอน่ื ในรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
3.2 ควรศึกษาปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้ส่ือแบบจําลองเสมือน

จรงิ (ท้องฟ้าจาํ ลอง stellarium) รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์

70

บรรณานุกรม

กรมวิชาการ. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ตาม หลักสตู รการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพร้าว.

กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2554). หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2554. กรุงเทพมหานคร
: โรงพมิ พอ์ งค์การรบั สง่ สนิ ค้าและพัสดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.).

ทศิ นา แขมมณี. (2554). ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรูท้ ม่ี ี
ประสิทธภิ าพ. กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พิมพ์แหง่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

ศริ ิชยั กาญจนวาส.ี (2537). ทฤษฎีการประเมนิ . กรงุ เทพมหานตร : สํานักพิมพจฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.

สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย.ี (2557). การจัดสาระการเรียนรกู้ ลุ่ม
วทิ ยาศาสตร์ หลกั สตู รการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั สง่ เสริมการสอน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี.

สมหวงั พธิ ิยานุวัฒน์. (2551). วิธวี ิทยาการประเมนิ ศาสตรแ์ ห่งคณุ คา่ . พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4.
กรุงเทพมหานคร : สํานกั พิมพแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สมจติ สวธนไพบูลย.์ (2535). การพฒั นาการสอนของครูวิทยาศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร : ภาควิชา
หลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒประสานมติ ร.

กันตวยี ์ คลังแสง. (2561, มากราคม – เมษายน). การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน และเจต
คตเิ ชิง วทิ ยาศาสตร์ เร่อื ง แรงและการเคลือ่ นที่ กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรช์ นั้
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างการเรยี นด้วยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จาํ ลอง กบั การ
เรยี นแบบปกต.ิ NSRU Journol of Science and Tecnology, 11(1), 163.

ณรงคก์ รณ์ คําพิศาล, สทุ ธิพงศ์ หกสวุ รรณ, และอชั ชา เขตบาํ รงุ . (2561, กันยายน – ธันวาคม). การ
เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น และการคิดวิเคราะห์ เรื่อง การต่อวงจรไฟฟา้ วิชา
งานชา่ ง ไฟฟ้า กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1
ระหว่าง การเรียน ดว้ ยโปรแกรมบทเรียนแบบสถานการณ์จาลองกบั การเรียนแบบปกติ.
วารสาร มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, 7(3), 105.

ไพศาล หวงั พานชิ . (2543, มกราคม - เมษายน). หลักและวธิ กี ารประเมินโครงการ. วารสารวัดผล
การศกึ ษา, 23-38.

ปรยี าภรณ์ แสงปญั ญา, และนิยม อานไมล์. (2561). ผลการใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การอา่ นจับ ใจความสาคญั โดยใช้ทฤษฎกี ารสรา้ งองค์ความรดู้ ว้ ยตนเองสาหรับนักเรียน
ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3. รายงานการประชมุ วิชาการการประชมุ ระดับชาตินานาชาตคิ รง้ั ท่ี 2
พ.ศ. 2561.กรงุ เทพมหานคร.

71

ชุติมา ผวิ เรอื งนนท.์ (2545). การใชป้ ระโยชนแ์ ละความพึงพอใจในการใช้สือ่ การเรียนการสอน
ทางไกลระบบสื่อสารสองทางของนกั ศึกษาบัณฑติ ศกึ ษา มหาวิทยาลัยรามคาแหง สาขา
วทิ ยบริการ เฉลมิ พระเกียรติสว่ นภมู ภิ าค. วทิ ยานิพนธ์, มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.

ทวิ า ประสวุ รรณ. (2547). ความพงึ พอใจของประชาชนท่ีมตี อ่ การให้บริการของพนักงานส่วน
ตาบล ศึกษาเฉพาะกรณที ่ที าการองค์การบรหิ ารสว่ นตาบลบ้านแลง. ปญั หาพิเศษรฐั
ประศาสนศ์ าสตร์ มหาบณั ฑิต, สาขาการบริหารทัว่ ไป, บณั ฑติ วิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบรู พา.

ธนฐั กรอบทอง. (2560). การสอนฟสิ ิกส์ระดับมหาวิทยาลัยโดยใชว้ ธิ กี ารสอนแบบ Interactive
Science Simulations ทนุ อุดหนุนจากมหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา ปงี บประมาณ
2557. ภาควชิ าวิทยาศาสตร์ คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวน
สนุ ันทา.

วสันต์ เตชะฟอง. (2549). ความพงึ พอใจของประชาชนที่มีตอ่ การให้บริการงานทะเบียนราษฎร
ของ สานกั ทะเบียนท้องถนิ่ เทศบาลตาบลหางดง จงั หวดั เชียงใหม่. การคน้ ควา้ แบบอิสระ
รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่

สํานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2557). รายงานการวจิ ยั แนวทางการพฒั นาการศึกษาไทยกบั
การเตรียมความพร้อมส่ศู ตวรรษที่ 21. สืบคน้ 1 กนั ยายน 2561 จาก
http://www.thaiedresearch.org

อําพนั วมิ ลวฒั นา. (2550). ความพึงพอใจ. สบื ค้น 3 พฤษภาคม 2562 จาก
www.vajira.ac.th/b/index.php/2015-08

สือ่ สถานการณ์จาลองโต้ตอบเสมือนจริง. สืบค้น 4 พฤษภาคม 2562 จาก
https://phet.colorado.edu/th/ American Association for the Advancement of
Science. (1989).

American Association for the Advancement of Science. (1989). American Association
for the Advancement of Science Project 2061:Science for All Americans.
Washington : DC:AAAS.

Allissi Stephen M, and Trollip Stanley R. (1991). Computer-Based Instruction
Methods andDevelopment. New Jersey : Prentice Hall.

Dean Christopher, and Whitlock Quentin. (1988). A Handbook of Computer Based
Training. NewYork : NicholsPublishing.

Forcier Richard C. (1996). The Computer as a Productivity Tool inEducation.
NewJesey : Prentice-Hall.

72

KatZ, J. (1992). Managing Quality : A Quide to Monitoring and Evaluating Nursing
Services St. Louis : Mosby Year Book.

Heermann Barry. (1998). Teaching and Learning with Computers : A Guide for
College Facultyand Administrators. San Francisco : Jossey-Bass Publishers.

Shelly, Maynard W. (1975). Responding to Social Chang. Pensylvania : Dowder,
Hutchison Press.

Gok, T. (2011). The effect of the computer simulations on students’ learning in
physics education. International Journal on New Trends in Education and
Their Implications, 2(2), 104-115.

Karina Hensberry, Emily Moore, andKatherine Perkins. (2015). Effective Student
Learning of Fractions with an Interactive Simulation. Journal of Computers
in Mathematics and Science Teaching, 34(3), 273-298.

Reigeluth, and Schwartz. (1989). An Instructional Theory in the Design of
Computer-based Simulation. Journal of Computer Based Instructional. 16(1),
1989 : 1-10.

Ted M. Clark, andJulia M. Chamberlain. (2014). Use of a PhET Interactive
Simulation in General Chemistry Laboratory : Models of the Hydrogen
Atom. Journal of chemical education, 1198-1201.

73

ภาคผนวก

74

ภาคผนวก ก
รายนามผูเ้ ชยี่ วชาญ

1. นางผกากรอง รกั ษากจิ 75
2. นางพมิ พป์ ภสั พูนพงศ์ภาสนิ
3. นายอทิ ธฤิ ทธ์ิ เทพธานี รายนามผเู้ ชยี่ วชาญ

ตาํ แหน่ง ครู
สถานที่ทํางาน โรงเรยี นบา้ นศรบี ญุ เรอื ง
ตาํ แหนง่ ครู
สถานทที่ าํ งาน โรงเรยี นแมแ่ ตง
ตาํ แหน่ง ครู
สถานทที่ ํางาน โรงเรียนแม่แตง

76

ภาคผนวก ข
เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในงานวจิ ัย

77

ใบงาน (work sheet) ประกอบการจัดการเรียนการสอน
โดยใช้สื่อแบบจาลองเสมือนจริง (ท้องฟา้ จาลอง stellarium)

78

79

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น

80

การใช้ส่อื แบบจาลองเสมอื นจริง (ท้องฟา้ จาลอง stellarium)
ประกอบการจัดการเรยี นการสอน

81

82

แบบประเมนิ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

83

แบบประเมินความพงึ พอใจ
การใชส้ อื่ ท้องฟา้ จาลองเสมือนจริง Stellarium ประกอบการจัดการเรยี นการสอน

84

85

ภาคผนวก ค
การหาคุณภาพเคร่อื งมอื

86

87

88

ตารางท่ี ค.1 คา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC)

ข้อ ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญคนท่ี รวม IOC สรปุ ผล

123

1 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้

2 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้

3 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

4 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

6 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้

89

ขอ้ ผลการพจิ ารณาของผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม IOC สรุปผล

123 0.33 ปรบั ปรงุ
1.00 ใช้ได้
7 +1 -1 +1 1 0.67 ใชไ้ ด้
1.00 ใช้ได้
8 +1 +1 +1 3

9 +1 0 +1 2

10 +1 +1 +1 3

90

ภาคผนวก ง
ภาพประกอบการวจิ ยั

91

รปู ท่ี ง.1 การจดั การเรียนการสอนโดยใช้สื่อแบบจาํ ลองเสมือนจรงิ (ท้องฟา้ จําลอง stellarium)
ประกอบการจัดการเรยี นการสอน

92

รูปที่ ง.2 นักเรยี นทดลองใช้ส่ือแบบจําลองเสมือนจรงิ (ท้องฟา้ จาํ ลอง stellarium) ดว้ ยตนเอง

93

ประวัตผิ ู้วจิ ัย

ชอื่ – ช่อื สกุล นางสาวชลพิชา ชยั ชะนะ
วัน เดือน ปเี กิด 26 กนั ยายน พ.ศ. 2539
สถานท่ีเกิด จงั หวัดเชียงใหม่
ทอี่ ยู่ปจั จุบัน 24/1 หมู่ 1 ต.บ้านช้าง อ.แม่แตง จ.เชยี งใหม่ รหัสไปรษณยี ์ 50150
หมายเลขโทรศพั ท์ 082-8849950
อเี มล [email protected]
ประวัตกิ ารศึกษา
พ.ศ. 2557 จบการศึกษาระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนกวทิ ย์-คณติ
โรงเรียนแมแ่ ตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

พ.ศ. 2558 กาํ ลังศึกษาระดับ ปรญิ ญาตรี ชนั้ ปีท่ี 4 คณะครุศาสตร์ สาขา
วิทยาศาสตรท์ ว่ั ไป มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงใหม่


Click to View FlipBook Version