The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เทพปกรณัมกรีก-โรมัน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by xpthai, 2023-07-26 07:20:10

เทพปกรณัมกรีก-โรมัน

เทพปกรณัมกรีก-โรมัน

GT206 เทพปกรณัมกรีก-โรมัน


กิจกรรมก่อนเรียน สุ่มนักศึกษา 5 คนมาเล่าเรื่องราวของเทพปกรณ์ณัม และเรื่องเล่าจากความเชื่อ นิทานพื้นบ้านของประเทศต่างๆ มาให้เพื่อนในห้องฟัง


หัวข้อวันนี้ อารยธรรม และเรื่องเล่า ปกรณัมกรีก และโรมัน ลักษณะตัวละครเทพปกรณัม


อารยธรรม อารยธรรม : Civilization หมายถึง ความเจริญงอกงาม มาจากค าภาษาละตินว่า civilis ซึ่งหมายถึง พลเมือง civitas แปลว่า เมืองหรือนคร ความหมายของอารยธรรมทั่วไปจึงมีความเกี่ยวข้อง กับมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์อารยธรรม


อารยธรรมตะวันตก (WESTERN CIVILIZATION) มีแหล่งก าเนิดในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia ในภาษากรีก หมายถึง ดินแดนระหว่างแม่น้ า 2 สาย) หรือแถบ ลุ่มแม่น้ าไทกริสและยูเฟรทีส (TigrisEuphrates) ปัจจุบันคือ ประเทศอิรัก และลุ่มแม่น้ า ไนล์ ในประเทศอียิปต์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอน เหนือของทวีปแอฟริกา ปัจจุบันดินแดน ทั้งสองแห่งนี้จัดอยู่ในภูมิภาคตะวันออก กลาง


เมโสโปเตเมียมีความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นอู่อารยธรรมที่ส าคัญของโลก เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์เพราะแม่น้ าทั้งสองสายท าให้บริเวณนี้เหมาะ แก่การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ดินแดนจากเมโสโปเตเมียไปจนถึงชายฝั่ง ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจึงมีชื่อว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (The Fertile Crescent) ผู้ตั้งหลักแหล่งพวกแรกของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย คือ พวกสุเมเรียน ภายหลังอีกหลายๆชนเผ่า เช่น ฮิบรู พวกอินโด-ยูโรเปียน ฮิตไตท์และ เปอร์เซียน อพยพจากดินแดนตอนเหนือเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดน เมโสโปเตเมียในเวลาต่อมา ▪ หลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่าอาณาจักรซูเมอร์(Sumer) หรือชีนาร์(Shinar) ที่ปรากฏชื่อในพระคัมภีร์ไบเบิล เป็นอู่ของอารยธรรมที่มีความเก่าแก่กว่า อียิปต์ ก าเนิดเมื่อประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้น ของสมัยประวัติศาสตร์ ▪ ดังความเห็นของนักประวัติศาสตร์ว่า “ประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นที่ซูเมอร์” (History begins at Sumer) เนื่องจากชาวซูเมเรีย(Sumerian) เป็นชนชาติแรก ที่ประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อบันทึกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็น “หลักฐาน” ส าคัญหรือหัวใจในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และการแบ่งเส้นเวลา ออกเป็น “สมัยก่อนประวัติศาสตร์” และ “สมัยประวัติศาสตร์


ชาวสุเมเรียนรวมตัวกันเป็นแบบนครรัฐ มีเจ้าผู้ครองนครท าหน้าที่เป็น ผู้ปกครองและผู้น าทางศาสนา มีฐานะเสมือนเทพเจ้าประจ านคร ปกครอง แบบนครรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อกัน ต่อมาเริ่มมีการแย่งชิงดินแดนและแหล่งน้ า ระหว่างรัฐ จนในที่สุดถูกโจมตีจากพวกคาลเดียน ที่มีอ านาจจนสามารถตั้ง อาณาจักรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงบาบิโลน มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าฮัมมูราบี เป็นผู้มีชื่อเสียง เนื่องจากทรงขยายอ านาจ และท าการปกครองอย่างมีระบบ โปรดให้ประมวลกฎหมายของนครรัฐต่างๆ เป็นกฎหมายชื่อ “ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี” บันทึกไว้ด้วยอักษรรูปลิ่ม โดยใช้หลัก “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เช่น ถ้าใครถูกฆ่า ญาติของผู้ตายมีสิทธิ เรียกร้องเอาชีวิต ของผู้เป็นฆาตรกร ในท านองเดียวกัน ถ้าใครก็ตามที่ผู้อื่น ท าให้เสีย เสียหู ฟันหัก เขาก็อาจได้รับการเรียกร้องให้ถูกกระท า เช่นเดียวกัน กฎหมายยอมรับการพิสูจน์โทษ โดยผู้ถูกกล่าวหาจะถูกโยนน้ าในที่น้ าลึก ถ้าเขาจมก็จะเป็นผู้มี ความผิด ถ้าเขาว่ายน้ าเข้าฝั่งได้ ก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์


สวนลอยแห่งบาบิโลน


เทพเจ้าของชาวสุเมเรียน ภูมิอากาศแบบกึ่งทะเลทรายไม่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐาน ธรรมชาติเกิดอากาศวิปริตแปรปรวนอยู่เสมอ ชาวเมโส โปเตเมียมองโลกในแง่ร้าย เห็นตัวเองเป็นทาสของพระเจ้า สังคมของชาวสุเมเรียนจึงยกย่องเกรงกลัวเทพเจ้าและถือเป็น หน้าที่หลักของทุกคนที่ต้องรับใช้เทพเจ้า ความเชื่อดังกล่าว มีผลให้วัฒนธรรมสุเมเรียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ชาวสุเมเรียนนิยมสร้างวัดขนาดใหญ่ ซิกกูแรต ( Ziggurat ) เพื่อบูชาเทพเจ้า เป็น สถาปัตยกรรมคล้ายภูเขาขนาดใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ที่ประทับของเทพเจ้าต่าง ๆ สร้างด้วยอิฐ ตากแห้ง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยบ้านเรือนและ ก าแพงเมือง


มหากาพย์กิลกาเมช เป็นต านานน้ าท่วมโลกที่เก่าแก่ที่สุดในยุค ของเมโสโปเตเมียโบราณ นักวิชาการเชื่อว่า มหากาพย์เรื่องนี้มีก าเนิดมาจากต านานกษัตริย์ สุเมเรียนและบทกวีเกี่ยวกับวีรบุรุษในต านาน ที่ชื่อว่า กิลกาเมช เป็นเรื่องราวการผจญภัยของวีรบุรุษนามว่า กิลกาเมช (Gilgamesh) กษัตริย์ในต านานแห่ง นครอุรุค ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ าไทกริส-ยู เฟติส อารยธรรมเมโสโปเตเมีย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง กิลกา เมช กับ เอนกิดู เนื้อหาส่วนใหญ่ในมหากาพย์เน้นย้ าถึงความรู้สึกสูญเสีย ของกิลกาเมช หลังจากเอนกิดูเสียชีวิต และกล่าวถึงการกลับเป็นมนุษย์ อีกครั้งพร้อมกับเน้นย้ าเรื่องความเป็นอมตะ


กิลกาเมช เป็นกษัตริย์แห่งนครอูรุก ซึ่งเป็นนครรัฐใหญ่ของชาวสุเมอร์เรียน พระองค์ ทรงมีพระมารดาเป็นเทพและมีพระบิดาเป็นมนุษย์ ท าให้ทรงมีเลือดเทพอยู่ในวรกาย ครึ่งหนึ่ง กิลกาเมชเป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในเรื่องของกามารมณ์เป็นอย่างมาก พระองค์ใช้เวลา ในแต่ละวันไปกับการหาสาวงามมาสนองตัณหาของตัวเอง โดยไม่ละเว้นว่า หญิง สาวผู้นั้นจะเป็นสาวโสดหรือมีคู่ครองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์มักจะไปปรากฏตัวในงานแต่งงานและเรียกร้องสิทธิในการนอนกับเจ้าสาว ในคืนแรกของการสมรส ซึ่งการกระท าเหล่านี้ท าให้พลเมืองชาวอูรุกพากันคับแค้นใจ อย่างมาก แต่ก็มิอาจท าอะไรได้ เนื่องจากเกรงกลัวในอ านาจของกษัตริย์และ สายเลือดแห่งเทพของกิลกาเมช


ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปวงชนผู้ทุกข์ร้อนจึงพากันไปสวดอ้อนวอน ต่อเทพเจ้าให้ทรงจัดการกับกิลกาเมช และเมื่อเสียงสวดอ้อน วอนของประชาชนไปถึงสวรรค์ เหล่าเทพเจ้าจึงลงมติที่จะต้อง จัดการกับมนุษย์ครึ่งเทพผู้นี้ โดยเหล่าเทพได้ให้เทพีอาราท ารูปปั้นดินเหนียวเป็นรูปบุรุษ ผู้หนึ่งและให้นามว่า เอนกิดู โดยเทพเจ้าได้น าความป่าเถื่อนของ สัตว์ป่า 12 ชนิดใส่ลงไปในตัวของเขา เพื่อให้เขาทรงพลังพอที่จะ จัดการกับกิลกาเมชได้ เอ็นคิดูมีร่างกายท่อนบนเป็นชายหนุ่มรูปร่างก าย าสูงใหญ่ ขณะที่ขาทั้งสองข้างนั้นเป็นขาของวัวกระทิง ส่วนบนศีรษะยังมี เขากระทิงงอกออกมาอีกด้วย เหล่าเทพได้ส่งเอนกิดู ลงมาอยู่ กับบรรดาสัตว์ป่าในป่านอกเมืองอูรุก ซึ่งเอนกิดูได้ใช้พลังของ ตนปกป้องสัตว์เหล่านั้นจากสัตว์นักล่าและนายพราน


บรรดานายพรานต่างไม่พอใจที่มีผู้มาขัดขวางการล่าสัตว์ ทว่าเมื่อพวกเขาได้พบกับเอนกิดูแล้ว ก็เกิดความพรั่น พรึงในตัวของมนุษย์ครึ่งกระทิงผู้นี้ พวกนายพรานจึง ว่าจ้าง แซมฮัต ยอดหญิงนครโสเภณีประจ าเทวาลัยแห่ง อูรุก ให้ไปล่อลวงเอ็นคิดูออกมาจากป่าและท าให้พลังกับ ความป่าเถื่อนของมนุษย์ผู้นี้ลดน้อยลง แซมฮัตใช้มารยาหญิงยั่วยวนจนเอนกิดูหลงในบ่วงสวาท ของเธอ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันถึงเจ็ดราตรีและการที่เอ็นคิดูมา ใช้ชีวิตอยู่กับนางได้ท าให้เหล่าสัตว์ป่าที่เคยแวดล้อมเขา พากันหนีหายไป อีกทั้งพลังของเอ็นคิดูเองก็ลดน้อยลง ด้วย จากนั้นแซมฮัตก็ชักชวนเอ็นคิดูเข้าเมืองและน าเขา ไปรู้จักการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองจนในที่สุด เอ็นคิดูก็หมด สภาพความป่าเถื่อนและกลายเป็นชาวเมืองโดยสมบูรณ์


วันหนึ่งขณะที่เอ็นคิดูกับแซมฮัตพ านักอยู่ด้วยกันกับเหล่า คนเลี้ยงแกะ ได้ข่าวว่า ราชากิลกาเมชก าลังจะเสด็จไปที่ งานแต่งงาน งานหนึ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการนอนกับ เจ้าสาวในคืนแรก เมื่อเอนกิดูทราบเรื่องก็ไม่พอใจรีบตรง ไปที่งานและเข้าขัดขวางกิลกาเมช กษัตริย์หนุ่มทรงกริ้วที่มีผู้มาขัดขวาง พระองค์จึงเข้าต่อสู้ กับเอ็นคิดูอย่างดุเดือด แต่ก็ไม่มีใครปราบใครลงได้ ท าให้ พระองค์จึงได้ยุติการต่อสู้และขอให้เอ็นคิดูมาอยู่กับ พระองค์ในฐานะพระสหาย มิตรภาพท าให้กิลกาเมชเปลี่ยนไป เลิกพฤติกรรมร้าย กาจที่เคยท าจนหมดสิ้นใส่พระทัยกับการดูแลบ้านเมือง จนนครอูรุกเจริญรุ่งเรืองและประชาชนต่างพากันแซ่ซ้อง สรรเสริญในคุณงามความดี


ทว่าในขณะที่ประชาชนทั่วทั้งนครพากันมีความสุขภายใต้การ ปกครองของราชาหนุ่ม กิลกาเมชกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่สงบ สุขนี้ พระองค์ปรารถนาที่จะแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต จึงได้ตรัส ชวนเอ็นคิดูเดินทางไปยังป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตกเพื่อเผชิญหน้ากับ อสูรฮูวาวา เอนกิดูก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดของสหาย เขากล่าวเตือนกิลกาเมช ว่า ”อสูรตนนี้สูงใหญ่เทียมฟ้า ลมหายใจของมันเป็นเปลวไฟที่น ามา ซึ่งความตายอย่างน่าสยดสยอง อีกทั้งเทพเอนลิลยังประทาน พละก าลังให้มันเพื่อเป็นผู้ปกป้องป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตก การเผชิญหน้ากับมันไม่ผิดอะไรกับการเดินเข้าหาความตาย” “หากข้าชนะ ข้าจะได้รับเกียรติอย่างยิ่งใหญ่หรือหากข้าตายในการ ต่อสู้ครั้งนี้ ข้าก็ยังได้รับชื่อเสียงว่า เป็นผู้กล้าที่จะเผชิญหน้ากับจอม อสูรฮูวาวา ซึ่งนั่นคือการตายที่มีศักดิ์ศรี” กิลกาเมชตรัส ก่อนจะ ต าหนิ เอ็นคิดูว่า ไม่มีความกล้าหาญที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งเมื่อ ถูกผู้เป็นสหายต าหนิดังนั้นแล้ว เอ็นคิดูจึงตัดสินใจที่จะร่วมเดินทาง ไปกับกิลกาเมชเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา


ทั้งสองออกเดินจากนครอูรุกโยปราศจากผู้ติดตามและหลังจาก เดินทางเป็นเวลานับเดือนก็มาถึงเขตป่าซีดาร์ยักษ์ของอสูรฮูวาวา หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันโค่นต้นซีดาร์ลงเพื่อท้าทายจอมอสูรให้ ปรากฏตัว เมื่อฮูวาวารู้ว่ามีมนุษย์บุกเข้ามาโค้นต้นไม้ของมัน เจ้าอสูร ก็ปรากฏกายขึ้นด้วยรูปร่างอันสูงใหญ่เทียมฟ้า เสียงค ารามของมัน ดังไปไกลทั่วผืนป่า ขณะที่ดวงตาแดงก่ าจ้องมองสองมนุษย์ผูอหังการ์ กิลกาเมชและเอ็นคิดูต่างรวมก าลังกันเข้าต่อสูกับฮูวาวาอย่างกล้า หาญ การต่อสู้ด าเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรง จนในที่สุด กิลกา เมชก็สามารถสังหารฮูวาวาลงได้ ด้วยการทิ่มดาบลงบนเท้าอันมหึมา ของจอมอสูรจนมันถึงกับทรุดลง จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปเหยียบ บ่าและใช้ดาบตัดหัวของอสูรร้ายขาดกระเด็น ร่างมหึมาที่ไร้ศีรษะ ของฮูวาวาล้มครืนราวภูเขาถล่มทลาย เมื่อสังหารจอมอสูรลงได้แล้ว กิลกาเมชกับเอ็นคิดูก็ช่วยกันโค่นป่าซี ดาร์จนราบเรียบ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของทั้งคู่เลื่องลือ ระบือไกล จนแม้ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ก็ยังรับรู้


ในยามนั้น เทพีอิชตาร์ เทพีแห่งความงาม ความรัก สงคราม และ ตัณหา ทรงได้ยินเรื่องราวของกิลกาเมช พระนางจึงเสด็จลงมาเพื่อ ทอดพระเนตรราชาหนุ่มและเมื่อได้เห็นแล้ว องค์เทพีก็บังเกิดความ เสน่หาในตัวกิลกาเมช พระนางจึงมาปรากฏองค์ต่อหน้าเขาและ ขอให้เขาเสกสมรสกับพระนางโดยทรงยื่นข้อเสนอว่าจะมอบอ านาจ อันยิ่งใหญ่ให้กับเขาเป็นการตอบแทน ทว่ากิลกาเมชกลับปฏิเสธ อย่างไม่มีเยื่อใย ทั้งยังตรัสกับเทพีด้วยว่า เขารู้ดีว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง กับอดีตคู่รักของพระนาง ยามเมื่อพระนางสิ้นรักแล้ว และเขาไม่ ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น เทพีทรงโกรธและอับอายที่ถูกปฏิเสธซึ่งหน้า จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าเท พอนู พระบิดาของพระนางเพื่อขอให้ลงโทษมนุษย์โอหังผู้นี้ “กิลกา เมชท าให้ข้าได้รับความอับอายยิ่งนัก ขอพระบิดาได้โปรดส่งกระทิง สวรรค์ไปสังหารมันและท าลายนครของมันให้พินาศสิ้นด้วยเถิด


เมื่อทรงได้ฟังค าขอของพระธิดาแล้ว เทพอนูจึงส่งกระทิงสวรรค์ลง มาเพื่อสังหารกิลกาเมชและท าลายนครอูรุก โดยในทันทีที่กระทิง สวรรค์เหยียบลงบนแผ่นดินอูรุก เพียงครั้งแรกที่มันพ่นลมหายใจ ออกมา ก็เกิดแผ่นดินแยกและสูบเอาทหารของกิลกาเมชลงไปถึง 100 คน และเมื่อมันพ่นลมหายใจครั้งที่สองก็ท าให้ทหารถูกสูบลงไป อีก 500 คน และในการพ่นลมหายใจครั้งที่สาม เอ็นคิดูก็พลัดตกลง ไปในรอยแยกของแผ่นดิน ทว่าชายหนุ่มสามารถปีนกลับขึ้นมาได้และพุ่งเข้าจับเขาของกระทิง สวรรค์เอาไว้ พร้อมกับร้องบอกให้กิลกาเมชใช้ดาบแทงเข้าไปยังจุด ตายที่อยู่ระหว่างเขาและคอของมัน กษัตริย์หนุ่มใช้ดาบแทงเข้าไป ตามที่สหายร้องบอกและกระทิงสวรรค์ก็สิ้นชีพลงในทันที ความอหังการ์ของสองสหาย ท าให้เหล่าเทพตัดสินใจให้บทเรียนที่ ส าคัญแก่กิลกาเมชโดยบันดาลให้เอ็นคิดูล้มป่วยและเสียชีวิตลง


ความตายของสหายท าให้กิลกาเมชเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจม อยู่กับความทุกข์เป็นเวลานาน ทั้งยังเกิดความหวาดหวั่นสิ่งหนึ่งขึ้น ภายในใจ นั่นคือ ความหวาดหวั่นว่า วันหนึ่ง พระองค์จะต้องสิ้นชีวิต ลงเช่นเดียวกับสหาย ในที่สุด กิลกาเมชจึงตัดสินพระทัยหาวิธีที่จะท าให้พระองค์ไม่ต้อง ตาย โดยออกเดินทางไปยังต้นน้ าแห่งแม่น้ าทั้งมวลของโลก เพื่อ ค้นหา อุชนาปิชติม มนุษย์ผู้รอดตายจากเหตุการณ์น้ าท่วมโลกและ ได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ กิลกาเมชออกเดินทางเพียงล าพังและเผชิญหน้ากับสิ่งแปลก ประหลาดมากมาย เช่น มนุษย์แมงป่องยักษ์ที่น่ากลัวสองตนที่ท า หน้าที่เฝ้าหนทางสู่โลกใต้พิภพ มนุษย์แมงป่องทั้งสองรู้ว่า กิลกาเมช มีสายเลือดของเทพเจ้าอยู่ในตัวโดยกล่าวว่า “ท่านมีความเป็นเทพ อยู่สองในสามส่วน มีความเป็นมนุษย์อยู่หนึ่งในสามส่วน” และเมื่อ พวกมนุษย์แมงป่องรู้ถึงความตั้งใจของกิลกาเมช พวกนั้นก็เอ่ยเตือน เขาถึงอันตรายที่รออยู่ข้างหน้า แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้เขาเดินทาง ต่อไป


หลังเดินทางผ่านดินแดนแห่งความมืดแล้ว กิลกาเมชก็มาถึงหุบเขา แห่งแสงสว่างและสวนพฤกษาแห่งอัญมณีซึ่งต้นไม้ทุกต้นมีผล เป็นอัญมณีเลอค่า จากนั้นกิลกาเมชก็ไปถึงยังฝั่งทะเลแห่งมรณะและ เมื่อข้ามพ้นทะเลแห่งนั้น เขาก็ได้พบกับอุชนาปิชติม ซึ่งอุชนาปิชติมบอกกับกิลกาเมชว่า “ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเหล่าเทพเจ้ามีประสงค์ให้ชีวิตมนุษย์เป็นเพียง สิ่งชั่วคราว” แต่กิลกาเมชก็ยังคงดึงดันที่จะเป็นอมตะ อุชาปิชติมจึง เล่าถึงเหตุการณ์น้ าท่วมโลกและกล่าวถึงการที่เทพเจ้าสั่งให้ตนต่อ เรือช่วยสิ่งมีชีวิตบนโลกให้รอดตาย จากนั้นจึงได้รับพรจากเทพเจ้า ให้เป็นอมตะ


อย่างไรก็ตาม ในที่สุด อุชนาปิชติมก็ทนการอ้อนวอนของ กิลกาเมชไม่ไหว เขาจึงบอกให้กิลกาเมชด าน้ าลงไปต้น มหาสมุทร ณ จุดสิ้นสุดของโลก เพื่อน าเอาต้นไม้แห่งการ กลับคืนสู่ความหนุ่มสาวขึ้นมา กิลกาเมชท าได้ส าเร็จและ ดีใจมาก เขาตั้งใจจะน าต้นไม้นี้กลับไปทดลองกับคนชราที่เมืองอู รุก ทว่าระหว่างเดินทางกลับ งูตัวหนึ่งได้มาขโมยต้นไม้ ต้นนั้นไป ท าให้เหล่างูทั้งหลายสามารถลอกคราบเพื่อ กลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง


แม้กิลกาเมชจะผิดหวังกับความพยายามที่สุดท้าย ก็สูญเปล่าของตน แต่ในที่สุด เขาก็ได้เข้าใจถึง สัจจะธรรมของชีวิตและยอมรับชะตากรรมของ ชีวิตโดยไม่คิดดิ้นรนเป็นอมตะอีกต่อไป จากนั้น กิลกาเมชก็สั่งให้ขุนนางจารึกเรื่องราวการ เดินทางของพระองค์ไว้ที่ฐานของประตูเมืองและ กลายเป็นต านานที่เล่าขานมานานนับพันปี กล่าว ขานสืบมาและเป็นอมตะในความทรงจ าของคนรุ่น ต่อมา สืบมาจนกระทั่งถึงวันนี้


https://www.youtube.com/watch?v=Gbme5i3gurU


อารยธรรมกรีก ชาวกรีกโบราณ เชื่อว่า พื้นที่ของกรีก อยู่บริเวณตรงกลางของโลกที่มีรูปร่าง เหมือนไข่ไก่ และมีมหาสมุทร เมดิเตอร์ เรเนียนเป็นเส้นแบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน เท่าๆ กัน มหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียนจะเชื่อมต่อ กับทะเลด า (Black Sea) ซึ่งเป็นทะเลที่ อยู่ระหว่างทวีปยุโรป (ด้านตะวันออก เฉียงใต้) กับเอเชียไมเนอร์ ซึ่งสมัย โบราณทะเลด าจะถูกเรียกอีกชื่อว่า ทะเลยูซินี (Euxine Sea) ถิ่นฐานที่ตั้งของกรีกโบราณ


ถิ่นฐานที่ตั้งของกรีกโบราณ ทางเหนือสุดของโลก เป็นภูมิล าเนาของชนชาติที่มีแต่ความสุข ความสบาย และมีคุณธรรม เรียกชนชาตินี้ว่า ไฮเพอร์โบเรียน (Hyperborean) ทางใต้ของโลก เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ต้นน ้าของมหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ก็มีชนชาติไฮเพอร์โบเรียน เช่นกัน แต่เรียกอีกชื่อว่า อีธิโอเพียน (Ethiopian) ทางตะวันตกของโลก คือ พื้นที่ริมมหาสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพื้นที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้ เมื่อเทพเจ้าโปรดปรานเห็นถึงคุณงามความดีเท่านั้น เรียกพื้นที่นี้ว่า “ทุ่งอีลิเชียน” (The Elysian Fields) ซึ่งมนุษย์จะเดินทางไปได้ด้วยพลังของเทพเท่านั้น ดินแดนนี้ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย (เรียกว่า เสพอมฤตภาพ) และพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปจากริมมหาสมุทร เป็นที่อยู่ของพวกยักษ์ อมนุษย์ และแม่มด ดินแดนด้านแถบตะวันออก และตามริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นที่อยู่ของชนชาติมนุษย์ปุถุชนธรรมดา


ที่สถิตของเทพเจ้ากรีกโบราณ ชาวกรีก (Greek) เรียกประเทศของตนเองว่า “กรีซ (Greece) ลักษณะภูมิประเทศจะมีภูเขาสูงเป็นจ านวนมาก โดยมีภูเขาสูง แห่งหนึ่งที่ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้า คือ ขุนเขาโอลิมปัส อยู่ในแถบเทสซาลี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศกรีซ ภูเขาโอลิมปัส เป็นภูเขาที่มีความสูงเกือบ 2 ไมล์ หรือประมาณ 9,800 ฟุต หากได้มองไปยังยอดเขา จะเห็นว่ายอดเขาสูงเสียด ฟ้า ชาวกรีกโบราณจึงเชื่อว่า ยอดเขาโอลิมปัสเชื่อมต่อกับสรวง สรรค์ ซึ่งเป็นที่พ านักของทวยเทพอันศักดิ์สิทธิ์


กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 1. เทพธรรมชาติ เป็นเทพผู้ปรากฏขึ้นเองจากจักรวาลอันมืดด า กว้างขวางไร้ขอบเขต และว่างเปล่า เทพธรรมชาตินี้เกิดขึ้นก่อนที่ จะมีเทพเจ้า เคออส (Chaos) : ก่อนที่จะเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ทุกสรรพสิ่งเป็นความว่างเปล่า มืดสนิท เวิ้งว้าง ไม่มีขอบเขต นิกซ์ หรือ ราตรี , เอเรบัส (วัน) , อีเธอร์ (อากาศ) , ความรัก เจีย หรือ ไกอา (พิภพ หรือ ปฐพี) บางครั้งเขียน จีอา (Gaea) ทาร์ทะรัส (Tartarus) เป็นขุมนรกที่มืดมิดและน่ากลัว ยูระนัส หรือ ยูเรนัส (ฟ้า หรือ นภากาศ) บางครั้งเขียน อูรานอส (Ouranos)


เคออส (Chaos) ความว่างเปล่า มืดสนิท เวิ้งว้าง ไม่มีขอบเขต เทพธรรมชาติที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีเทพเจ้า เป็นเทพผู้ปรากฏขึ้นเองจากจักรวาลอันมืดด า กว้างขวางไร้ ขอบเขต และว่างเปล่า กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน


นิกซ์ หรือ นุกซ์(Nyx) เทพีแห่งราตรี แม่และชายาคู่ของเอเรบัส เป็นมารดาของเทพหลายตน กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน


เอรีบัส (Erebus) เทพแห่งความมืด บุตรของเคออสและ นิกส์ ผู้เคออส แล้วชิงมารดาของตนเองเป็นชายา ให้ก าเนิดบุตรธิดา อีก 2 องค์ - อีเธอร์ (Aether) เทพแห่งแสงสว่าง - เฮเมอร่า (Hemera) เทพีแห่งกลางวัน ซึ่งทั้งสองได้ขับไล่บิดามารดาและขึ้นครองอ านาจแทน จากนั้นแสงสว่างกับกลางวันก็แต่งงานกัน กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน


กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน เมื่อความมืดถูกขับไล่ไปและมีแสงสว่างของกลางวัน ภาพ ห้วงหาวอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดก็ปรากฏให้เห็น เป็นครั้งแรก อีเธอร์และเฮเมอร่าพิจารณาดูจึงเห็นว่า สามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่งดงามขึ้นได้มากมายแต่งานนี้ เกินก าลังของตน จึงสร้าง อีรอส (Eros) เทพแห่งความรักมาช่วยงาน ทั้งสามช่วยกันสร้าง ไกอา (Gaea) พื้นแผ่นดิน พอนทัส (Pontus) ทะเล และ ทาทารัส (Tartarus) ขุมนรกที่มืดมิดและน่ากลัว


กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน ต่อมา อูรานอส (Ouranos) เทพแห่งท้องฟ้า ก็ได้แต่งงานกับ ไกอา (Gaea) ในไม่ช้าก็ยึดอ านาจจากอีเธอร์กับเฮเมอร่า ผู้ให้ก าเนิด จนมาถึงยุคของพิภพเจ้าแม่กาอียากับสวรรค์ครองอ านาจ เทพเจ้าก็เปลี่ยนจากนามธรรมมาบุคคลมีตัวตน ไกอา กับ อูรานอส จึงมีลักษณะเป็นเทพเจ้าที่มีรูปร่างใหญ่โต และเถลิงอ านาจอยู่ ณ เขาโอลิมปัส


กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 2. มหาเทพไททัน เป็นเทพเจ้ารุ่นแรกที่เกิดจากเทพธรรมชาติ คือ ไกอา และ อูรานอส เป็นเทพเจ้าที่มีรูปร่างใหญ่โตมหึมา โดยมีเทพบุตร 6 องค์ และเทพธิดา 6 องค์ จึงถูกเรียกว่า ไททัน หรือ ไทแทน (Titan) หรือ ไจแกนทีส (Gigantes)


มหาเทพไททัน โครนัส (Cronus) โอเซียนัส (Oceanus) ซีอัส (Ceeus) ครีอัส (Creus) ไฮเพอร์เรียน (Hyperion) ไอแอพิทัส (Lapetus) เรอา หรือ รีอา (Rhea) เธีย (Thea) ธีมิส (Themis) ธีทิส (Thetis) เนโมซินี (Nemosyne) ฟีบี (Phoebe)


อูรานอส กลัวความทรงพลังของลูก ๆ จึงจับทั้งหมดไป ขังไว้ในเหวลึกใต้บาดาลมืดสนิทททาร์ทะรัส (Tartarus) เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกคนใดใช้พลังตั้งตัวเป็นศัตรูกับตน หลังจากขับลูกๆ ทั้ง 12 องค์ เรียบร้อยแล้วก็สบายใจ แต่โอรสชุดต่อมาของอูเรนัสกับไกอา เป็น ยักษ์ 50 หัว 100 แขน ดุร้ายมาก มีด้วยกัน 3 ตนพี่น้อง ชื่อ คอตทัส (Cottus) เบรียรูส (Briareus) และ ไกจีส (Gyges) อูรานอสก็จับลูกๆ ชุดนี้โยนลงไปขังไว้ในทาร์ทะรัสอีก และไม่นาน ไอกาก็มีลูกอีก คราวนี้คลอดโอรส เป็นยักษ์ ไซคลอปส์ (Cyclops) เป็นยักษ์ตาเดียว มีลูกนัยน์ตาไฟอยู่ตรงกลางหน้าผาก อีก 3 ตนพี่น้อง คือ ฟ้าลั่นบรอนทีส (Brontes) ฟ้าแลบสเทอโรพีส (Steropes) และแสงสว่างวาบอาร์จีส (Arges)


อูรานอสก็จับเอาลูกโยนลงไปในคุกทาร์ทะรัสอีกเช่นเคยเมื่อยักษ์ ไซคลอปส์ทั้ง 3 ตนลงไปถึงคุกใต้บาดาล ก็ท าให้เกิดความสว่างไสวขับไล่ ความมืดมิดไป สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ช่วยให้คณะเทพไททันเกิดความกล้า และคิดอยากเป็นไทขึ้นมา ฝ่ายไกอาไม่พอใจมากที่อูรานอสท ากับลูกๆ เช่นนั้น จึงตัดสินใจลงไปใต้ บาดาล ยุยงให้บรรดาลูกๆ ในคณะเทพไททันท าการยึดอ านาจ ซึ่งก็ได้โครนอส โอรสองค์เล็กตอบรับ นางไกอาจึงปล่อยให้โครนอสหลุด จากพันธนาการ และมอบเคียวให้เป็นอาวุธ แล้วส่งโอรสขึ้นมาจากทาร์ ทะรัส โครนอสถืออาวุธเข้ามาตีพระบิดาโดยไม่ทันรู้ตัว จึงเอาชนะอูรานอสที่ล้มลง จมกองเลือดของตนเอง ก็ปรากฏร่างของพวกยักษ์ธรรมดา (Giants) กับ พวกภูตพยาบาทฟิวริส หรืออีรินิส (Erinyes) กระโดดออกจากกองเลือดมา


หลังจากยึดครองอ านาจจากพระบิดา โครนอสก็จัดแจงปล่อยบรรดาพี่ๆ น้องๆ ทั้งหมดให้เป็นอิสระทุกองค์ต่างปีติยินดี และด้วยความรู้คุณ จึงร่วมใจกันยกให้โครนัสเป็นใหญ่ โครนอสขึ้นครองเทพบัลลังก์ ณ เขาโอลิมปัส และเลือก รีอา (Rhea) มาเป็น ชายา และแบ่งสันปันส่วนอื่นๆ ของพิภพ ให้กับบรรดาพี่น้องได้ปกครองโดย ทั่วกัน เช่น โอเชียนัสกับ ธีทิส ปกครองมหาสมุทร และแม่น้ าทั้งปวง ไฮเพอ เรียนกับฟีบี ปกครองวิถีโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เนโมซินี เป็น เทวีครองความจ า ธีมิส เป็นเทวีครองความยุติธรรม เป็นต้น แล้วโครนอสกับคณะเทพไททัน ก็ปกครองพิภพกับสวรรค์อย่างสงบสุขสืบ ต่อมาลักษณะของเทพโครนัสนี้เป็นเทพเพศชายร่างมหึมา มือหนึ่งถือเคียว มือหนึ่งถือนาฬิกาทราย ถูกนับถือว่าเป็นเทพแห่งการเวลา ถือเคียวคอย เกี่ยวคร่าชีวิตของผู้คนที่ถึงซึ่งอายุขัย แต่โครนอสไม่ได้ท าตามสัญญาที่จะปลดปล่อยยักษ์ผู้เป็นน้อง นางไกอา จึงสาปแช่งว่าบุตรที่จะเกิดมาของโครนอสจะชิงอ านาจไปเหมือนกับที่บิดา เคยท าเช่นกัน


โครนอสตระหนักมากเพราะหลังจากนั้นไม่นาน รีอา ชายาก็ตั้งครรภ์ เมื่อได้ข่าวการคลอดลูก โครนอสจึงบุกเข้าไปในต าหนักชายาและจับ ทารกผู้เป็นสายเลือดของตนกลืนลงท้องไป และครรภ์ต่อ ๆ มาของ รีอาก็เช่นกันท าให้ รีอาเศร้าเสียใจอย่างมาก โครนอสให้ก าเนิดบุตร และธิดารวมหกองค์ คือ เฮสเทีย เฮดีส ดีมิเตอร์ โพไซดอน เฮรา ซูส ซึ่งพอก าเนิดมาได้ถูกโครนัสจับกลืนลงท้องไป ด้วยความแค้นใจท าให้เทพีรีอาตัดสินใจเก็บบุตรคนสุดท้องเอาไว้ โดยแสร้งส่งก้อนหินห่อผ้าให้เทพโครนัสไป ซูสถูกเลี้ยงดูอย่างดีโดย นางไกอาผู้เป็นย่าได้น าทารกซูสซ่อนไว้ในหุบเขาดิกเทอ ในเกาะครีต ซูสกินอาหารคือน้ าผึ้งและน้ านมจากนิมฟ์ครึ่งแพะที่ชื่อว่า อะมาลไธอา ซึ่งในภายหลังซีอุสได้ได้สร้างนางให้เป็นกลุ่มดาวแพะ หรือกลุ่มดาวมกร ในจักรราศีและมีครึ่งเทพครึ่งแพะแห่งป่าที่เล่นฟลุทอยู่ตลอดเวลาชื่อ แพนเป็นผู้ให้การศึกษา เมื่อซูสเติบใหญ่แข็งแรงจึงหวนกลับไปแก้แค้นโครนอสผู้เป็นเทพบิดา ตามค าร้องขอของเทพีมารดา


รีอาได้หลอกให้โครนอสกินยาที่จะท าให้ส ารอก บุตรที่เคยกลืนออกมา ด้วยความด้วยความเป็น เทพเจ้าท าให้เหล่าเทพที่ถูกกลืนลงไปไม่ตายซ้ า ยังเติบโตขึ้นอีกด้วย เมื่อเทพทั้งห้าได้ออกมาจากท้องของโครนอส แล้วจึงร่วมกับซูสปราบโครนอสและส่งโครนอส ไปขังไว้ที่ทาร์ทะรัส ซูสได้รับต าแหน่งเทพผู้น าของเหล่าเทพ เนื่องจากการจับฉลากแบ่งหน้าที่ของทั้งสามพี่ น้อง และได้พาเหล่าเทพทั้งหลายขึ้นไปอาศัยอยู่ บนเทือกเขาโอลิมปัส


กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 3. เทพโอลิมเปียน - เป็นเทพเจ้าซึ่งเป็นบุตรของโครนัสและเรอา มี 6 องค์ ได้แก่ ซูส หรือ ซีอุส (Zeus) โพไซดอน หรือ โปซิดอน (Poseidon) ฮีรา หรือ เฮรา (Hera) ฮาเดส หรือ เฮเดส (Hades) เฮสเทีย หรือ เฮสเตีย (Hestia) ดีมีเตอร์ หรือ ดิมีเตอร์ (Demeter)


12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส ซูส (Zeus) ราชาแห่งทวยเทพ ผู้ปกครองเขาโอลิมปัส (Olympus) เทพแห่งท้องฟ้า และ ฟ้าร้อง มี อสนีบาต(Thunder bolt) เป็นอาวุธประจ ากาย ทรงเกราะทองประกายวาววับ ซึ่งเกราะทองนี้ไม่มีมนุษย์ธรรมดาคนใดจะทนมองได้ แม้แต่ ทวยเทพด้วยกันเอง ซูส มีพญานกอินทรีเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ประจ าพระองค์ มีมหาวิหาร และศูนย์กลางศรัทธาอยู่ที่เมืองโอลิมเปีย สัญลักษณ์ประจ าตัวคือ โคเพศผู้ นกอินทรี และต้นโอ๊ก


12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส โพไซดอน (Poseidon) โพไซดอน เป็นเทพผู้คุ้มครอง ท้องทะเลและห้วงน้ า ผู้ปกครองดินแดน แห่งท้องน้ า ตั้งแต่แหล่งน้ าจืด แม่น้ า ล าคลอง จนถึงใต้บาดาล มีอาวุธคือสามง่าม บางต านานกล่าวว่า มีท่อนล่าง เป็นปลา นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าอีกด้วย


Click to View FlipBook Version