12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส ฮีรา (Hera) เป็นมเหสีและเชษฐภคินี (พี่สาว) ของซูส เป็นเทพีแห่งหญิงสาว และชีวิตสมรส เป็นผู้ปกป้องสตรีที่แต่งงานแล้ว พระนางทรง ประทับบนพระบัลลังก์ทองค าเคียงข้างซูสบนภูเขาโอลิมปัส เทพีฮีราเป็นที่รู้จักกันดีในด้านของอารมณ์ดุร้าย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งต่อชายาองค์อื่นๆของซูส และบุตรที่เกิดจากชายา เหล่านั้น ไม่ว่าพวกนางจะเป็นเทพีหรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ตัวอย่างของผู้ที่ถูกเทพีฮีราปองร้ายมีมากมาย เช่น เทพีลีโต มารดาของเทพอพอลโล่และเทพีอาร์ทีมิส เฮอร์คิวลิส ไอโอ ลามิอา เกรานา ซิมิลีมารดาของเทพไดโอนิซัส ยูโรปา เป็นต้น ก็จะเจอจุดจบแบบไม่สวยงาม
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส เฮเดส (Hades) เทพฮาเดสเป็นผู้ปกครองนรกซึ่งมีแต่ความมืดมิดและน่ากลัว จึงไม่ได้ขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสบ่อยนัก อีกทั้งเทพองค์อื่น ๆ ก็ ไม่ชอบที่จะต้อนรับอีกด้วย ดังนั้นฮาเดสจึงไม่มีชื่อเป็นหนึ่ง ในเทพโอลิมปัส เฉกเช่นองค์อื่น
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส อพอลโล (Apollo) อะพอลโล เป็นบุตรชายคนโตของมหาเทพซูส กับเทพีเลโต เป็นหนึ่งใน 12 เทพแห่งโอลิมปัส เทพแห่งแสงสว่าง หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ รวมถึงเป็นเทพแห่งสัจจะและการดนตรีด้วย เทพอะพอลโลถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าที่รูปงามและยังเจ้าชู้เหมือนซูส มีน้องสาวฝาแฝดชื่อ อาร์เทมีส ซึ่งเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์คู่กัน เป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม มักเล่นดนตรีด้วยพิณเชี่ยวชาญการใช้ธนู ในสงครามกรุงทรอย อพอลโลมีบทบาทเป็นเทพที่รักษาชายฝั่งเมือง ทรอย ที่เมืองเดลฟี่มีเทวสถานบูชาอพอลโลอยู่
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส อาร์เทมีส (Artemis) เทพเจ้าแห่งการล่าสัตว์ เทพีแห่งดวงจันทร์ ถูกปองร้ายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มารดา เพราะเทพีฮีราเกลียดชังชายาน้อยของสวามีจึงลามไปถึงบุตร เมื่อรู้เรื่องของนางลีโตจึงสาปแช่งนางลีโตว่าจะไม่สามารถคลอดบุตรบน แผ่นดินได้ อีกทั้งยังส่งงูร้าย ไพธอน (Python)ตามฉกกัดนางลีโตตลอดเวลา นางลีโตประสบเคราะห์กรรมอย่างน่าสงสารเพราะไปที่ใดก็ไม่มีใครต้อนรับ ด้วยกลัวเกรงอาญาของเทพีเฮรา ทั้งต้องหลบหนีงูร้ายจนอยู่ไม่เป็นสุข และ เทพซูสก็กลัวเทพีเฮราเกินกว่าจะช่วยเหลือนางลีโตกับบุตรในครรภ์ กระทั่งครบก าหนดครรภ์ นางลีโตเจ็บปวดทุกข์ทรมานปางตายเพราะไม่อาจ คลอดบุตรได้ ท าให้เทพโพไซดอนเกิดความสงสาร จึงบันดาลเกาะดีลอส (Delos)ให้โผล่ขึ้นกลางทะเล ไม่ติดต่อกับแผ่นดินใด นางลีโตจึงพ้นค าสาป จนกระทั่งสามารถประสูติเทพฝาแฝด เทพอะพอลโล และเทพีอาร์เทอมิส ออกมาอย่างปลอดภัย ทันทีที่ประสูติออกจากครรภ์ เทพอะพอลโลก็ฆ่างูไพธอนตาย
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส เฮฟเฟสตุส (Hephaestus) เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง เป็นบุตรของ Zeus กับ Hera บางต าราว่า เป็นบุตรของ Hera ผู้เดียวในแบบเดียวกับที่เทวีเอเธน่า เกิดกับซุส คือผุดขึ้น จากเศียรของเทวีโดยล าพังตนเอง เฮฟเฟสตุสติดแม่มากกว่าติดพ่อ และเข้ากับแม่ทุกคราวที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ในคราวหนึ่งซูสประสงค์จะลงโทษเทวีเฮราให้เข็ดหลาบ เอาโซ่ทองล่ามเทวี แขวนไว้กับกิ่งฟ้าห้อยโตงเตงอยู่ เฮฟเฟสตุสก็ได้เข้าช่วยเทวี พยายามแก้ไข โซ่จะให้เทวีเป็นอิสระ ซูสบันดาลโทสะ จึงจับ เฮฟเฟสตุส ขว้างลงมาจาก สวรรคโลก ท าให้ขาพิการ ผู้เป็นมารดาก็ไม่เหลียวแล เฮฟเฟสตุสจึงเกิดความโทมนัสอย่างแสนสาหัส ถึงแก่ตั้งปณิธานว่า จะไม่กลับขึ้นไปบนเขาโอลิมปัสอีก เฮฟเฟสตุสจึงสร้าง วังประทับอยู่ในเกาะเลมนอส และตั้งโรงหล่อ เพลิดเพลิน ในการช่างฝีมือ ประกอบโลหะนานาชนิด โดยมีพวก ยักษ์ไซคลอปส์ เป็นลูกมือ
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส อาเรส (Ares) บุตรของซูสและเทวีฮีรา เป็นเทพแห่งสงคราม อาเรสเป็นเทพที่ชาวกรีกไม่นับถือบูชา เพราะ ถือว่าเป็นเทพที่โหดร้าย และถึงแม้จะเป็นเทพแห่งสงคราม อาเรสก็รบแพ้ในการสงคราม หลายต่อหลายครั้ง ทั้งแก่มนุษย์กึ่งเทพเองอย่าง เฮอร์คิวลิส และกับอธีน่า เทพีแห่งสงคราม และปัญญา พี่น้อง ของพระองค์เอง อาเรส ซึ่งเป็นชู้รักของเทพีอโฟรไดท์ ซึ่งจะแอบออกไปในตอนเช้าโดยมีผู้ที่ท าหน้าที่ปลุกคือ อเล็กไทรออน (Alectryon) แต่วันนึงเกิดหลับยามเพลินไปจนรุ่งเช้า เป็นเหตุให้อพอลโลเห็นอา เรสกับอโฟรไดท์หลับอยู่ด้วยกัน จึงน าความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสสานร่างแหเหล็กเตรียมไว้ก่อนแล้ว ก็หอบร่างแหไปทอดครอบอาเรสกับอโฟรไดท์ให้ เทพทั้งปวงมาดู แล้วจึงปล่อยไป ฝ่ายอาเรสได้รับความอัปยศอดสูยิ่งนัก จึงสาปอเล็กไทรออ นให้กลายเป็นไก่ ท าหน้าที่คอยขันยามในเวลาใกล้รุ่งทุกคืน
12 เทวสภาเเห่งยอดเขา โอลิมปัส อโฟรไดท์ (Aphrodite) เทวีองค์นี้เกิดขึ้นเองจากฟองทะเล ในทะเลใกล้เกาะไซเธอรา และถูกคลื่นซัดไปยังเกาะไซปรัส แต่บางต าราว่าเป็นธิดาของ เทพซูสที่เกิดจากจากนางอัปสรไดโอนี นางมีความงดงามที่ไม่ มีใครเทียมได้แม้กระทั่งเทพธิดาด้วยกัน และสามารถสะกดใจ ชายทุกคนได้ภายในพริบตาแรก ที่มอง อีกทั้งพระนางก็ชอบใจในความสวยงามของตนเองมาก เสียด้วย พระนางจึงไม่ยอมเด็ดขาดหากใครจะกล้าล้ าเส้นเทพี ความงามของพระนาง ด้วยแรงริษยาที่รุนแรงพอๆกับรูปโฉม ท าให้เทพีวีนัสเป็นที่หวาดหวั่นของเทพหลายๆองค์ ในวันแรกที่เทพีวปรากฏตัวบนเขาโอลิมปัส เทพชายทุกองค์ โดยเฉพาะเทพซูสเองก็อยากได้นางมาครอบครอง แต่เทพี วีนัสไม่ใช่หญิงสาวเรียบร้อยหัวอ่อนว่าง่าย ท าให้เทพซูสเกิด ความโมโหและแก้เผ็ดพระนาง โดยจับพระนางแต่งงานกับเทพ เฮฟเฟสตุส พระโอรสของพระองค์ ที่ชอบขลุกอยู่ในโรงงาน ก่อสร้าง และประดิษฐ์สิ่งต่างๆเนื้อตัวมอมแมม แถมยังเป็น เทพขาเป๋ ท าให้เทพีวีนัสโกรธเคืองอย่างมาก แต่พระนางก็ กล้าท าในสิ่งที่เทพีอื่นๆ ไม่กล้า นั่นคือการคบชู้สู่ชายแบบ ตามใจชอบ
12 เทวสภาเเห่งยอดเขา โอลิมปัส ครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ ขณะอโฟรไดท์ก าลังประพาสป่า เกิดพบ ต้นไม้ใหญ่งดงามต้นหนึ่งหักโค่นลง และภายในมีเด็กชาย หน้าตาน่ารักอยู่ พระนางจึงรับเด็กชายไว้และตั้งชื่อเขาว่า อา โดนิส พระฝากเทพีเพอร์เซโฟนี่มเหสีแห่งเทพฮาเดสดูแล จนกระทั่ง เวลาล่วงเลยผ่านมา เทพีวีนัสบังเอิญถูกศรรักของโอรสสะกิด จนเป็นแผลเล็ก และเวลาประจวบเหมาะกับที่อาโดนิสเมื่อโต เป็นหนุ่มแล้วมาปรากฏตรงหน้าพระนาง ท าให้เทพีวีนัสหลง รักอาโดนิสปักใจ และขออาโดนิสคืนจากเทพีเพอร์เซโฟนี่ แต่ องค์เทพีไม่ยินยอมด้วยความผูกพันที่มีต่อชายหนุ่ม ทั้งสองเทพีจึงเกิดเบาะแว้งกันใหญ่โต เทพซุสจึงตัดสินให้อาโด นิสสามารถอยู่กับเทพีวีนัสสี่เดือนบนโลกมนุษย์ อยู่อีกสี่เดือน ในยมโลกกับเทพีเพอร์เซโฟนี่ และอีกสี่เดือนอาโดนิสจะอยู่ที่ ไหนก็ได้ตามใจ แต่อาเรสหึงหวงชายา(ลับ)ของตนมาก จึงแปลงเป็นหมูป่าที่อาโดนิสชอบล่าลวงเขาเข้าป่าไปและฆ่า ทิ้ง เทพีวีนัสเสียใจมากที่พบแต่ศพของชายคนรัก พระนางจึง เนรมิตดอกไม้งามขึ้นมาจากเลือดของอาโดนิส ซึ่งเป็นดอกไม้ สัญลักษณ์แห่งความรัก ดอกกุหลาบนั่นเอง
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส เฮอร์มีส (Hermes) เป็นเทพผู้คุ้มครองเหล่านักเดินทาง คนเลี้ยงแกะ โจรผู้เร่ร่อน กวี นักกีฬา นัก ประดิษฐ์ และพ่อค้า อาจเรียกได้ว่า เฮอร์มีส เป็นเทพแห่งการสื่อสาร พระองค์เป็น บุตรของเทพซูส เกิดแต่นางเมยา (Maia) มีของวิเศษคือหมวกและรองเท้ามีปีก เรียกว่า เพตตะซัส (Petasus) ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับจากเทพบิดา เพื่อให้ปฏิบัติ หน้าที่เป็นเทพสื่อสาร มีไม้ถือศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า กะดูเซียส (Caduceus) เดิมเป็นของเทพอพอลโล ใช้ต้อน วัวควายในครอบครอง ครั้งหนึ่งเฮอร์มีส ขโมยวัวของ อพอลโลไปซ่อน อพอลโลรู้ ระแคะระคาย ดังนั้นจึงมาทวงถามให้เฮอร์มีสคืนวัวที่ขโมยไป อพอลโลก็ไปฟ้อง เทพบิดาซูส ไกล่เกลี่ยให้เฮอร์มีสคืนวัวให้เจ้าของ อพอลโลได้วัวคืนแล้ว ก็ไม่ถือ โกรธเทพผู้น้อง อพอลโลเห็นเฮอร์มีสมีพิณถือคันหนึ่ง เรียกว่า ไลร์ (Lyre) เป็นของเฮอร์มีส ประดิษฐ์ขึ้นเอง ด้วยกระดองเต่า ก็อยากได้ จึงเอาไม้กะดูเซียสแลก ไม้ถือกะดู เซียส จึงเป็นของเฮอร์มีส ต่อมาเฮอร์มีสถือไปพบงู 2 ตัวก าลังต่อสู้กัน จึงเอาไม้ ทิ่ม เข้าในระหว่างกลาง เพื่อห้ามความวิวาท งูก็เลื้อยขึ้นมาพันอยู่กับไม้ โดยหันหัว เข้าหากัน ตั้งแต่นั้นมา งูนี้ก็พันอยู่กับไม้ถือกะดูเซียสตลอดมา และไม้ถือกะดูเซียส ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลางด้วย
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส ดีมิเตอร์ (Demeter) เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเก็บเกี่ยว มีธิดาองค์หนึ่งนามว่า เพอร์เซโฟนี (Persephone) เป็นเทวีครองฤดูผลิตผลของพืชทั้งปวง เพื่ออธิบายธรรมชาติของการผลัดฤดู เทวีองค์นี้ถูกฮาเดสลักพาตัวไปเป็นคู่ครองในยมโลก เนืองจากฮาเดสปกครองยมโลกอยู่คน เดียว โดดเดี่ยวไร้คู่ปฏิพัทธ์มาเป็นเวลานาน หามีเทวีองค์ใดไยดีที่จะร่วมเทวบัลลังก์กับเธอ ด้วยไม่ปรารถนาจะลงไปอยู่ในใต้หล้าแดนบาดาล ในที่สุดฮาเดสจึงต้องตั้งปณิธานหาก ปฏิพัทธ์สวาทกับใคร ก็จะฉุดคร่าพาเอาลงไปบาดาล วันหนึ่งเพอร์เซโฟนี มาเที่ยวสวนดอกไม้ บังเอิญฮาเดสขับรถทรงแล่นผ่านมาทางนั้น ได้ยิน เสียงคนหัวเราะจึงหยุดรถลงไปมองแล้วนึกรักจะเอาไปไว้ในยมโลก เธอจึงก้าวเข้าไปอุ้ม เพอร์เซโฟนีเทวีขึ้นรถไปในทันที
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส ฝ่ายดีมิเตอร์กลับมาจากทุ่งข้าวโพดไม่เห็นธิดา เที่ยวตามหาก็ไม่พานพบวี่แวว มิได้ห่วง ถึงภาระหน้าที่ประจ าที่เคยปฏิบัติท าให้ดอกไม้ทั้งปวง เหี่ยวเฉาเพราะขาดฝนชโลมเลี้ยง พืชพันธุ์ธัญญาหารถูกแดดแผดเผาซบเซาหมด ในที่สุดดีมิเตอร์ก็สิ้นหวังนั่งพักที่ริมทางใกล้นครอีลูสิสร้องไห้ด้วยความเสียใจ เพื่อมิให้ ผู้ใดรู้จัก ดีมิเตอร์ได้จ าแลงองค์เป็นยายแก่ จนธิดาของเจ้านครอีลูสิสรู้ว่ายายแก่มานั่ง คร่ าครวญคิดถึงลูก บังเกิดสงสาร จึงชวน ยายแก่เข้าไปในวังให้ดูแลกุมาร ทริปโทลีมัส (Triptolemus) ผู้น้อง ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะอยู่ ดีมิเตอร์ยอมรับภาระนี้ พอลูบคล าโอบอุ้มทารก ทารกก็เปล่งปลั่งมีนวลขึ้นเป็นที่ อัศจรรย์แก่เจ้านครและบริษัท บริวารยิ่งนัก ตกกลางคืนขณะที่เจ้าแม่อยู่ตามล าพังกับ ทารก อยากจะให้ทารกน้อยเป็นอมตะ จึงเอาน้ าต้อยเกสรดอกไม้ชะโลมทารกพลาง ท่องมนต์ แล้ววางทารกลงบนถ่านไฟเพื่อให้ไฟลามเลียเผา ผลาญธาตุมฤตยู ที่ยัง เหลืออยู่ในกายทารกให้หมดสิ้น ฝ่ายพระราชนียังไม่วางใจยายแก่นัก ค่อยย่องเข้าไปในห้องเพื่อคอยดู นางตกใจนักหวีด ร้องเสียงหลง พลางถลันเข้าฉวยบุตรออกจากไฟ ครั้นเห็นบุตรไม่เป็นอันตรายแล้ว จึง หันกลับมาจัดการยายแก่เสียให้สาสมกับความโกรธแค้น แต่แทนที่จะเห็นยายแก่ กลับ เห็นรูปเทวีประกอบด้วยรัศมีเรืองรองอยู่ตรงหน้า ดีมิเตอร์ได้กล่าวกับพระราชินีว่าการไปขัดขวางท าให้พิธีเสีย มนต์เสื่อมและชุบทารกอีก ไม่ได้ แล้วเจ้าแม่ดีมิเตอร์ก็ออกจากเมืองอีลูสิสเที่ยวหาธิดาต่อไป
12 เทวสภาเเห่งยอดเขาโอลิมปัส ดีมิเตอร์พเนจรเลียบฝั่งแม่น้ ารู้สึกเมื่อยล้าจึงนั่งพักมีนางพรายน้ าได้มาแจ้งข่าวว่า ธิดาถูกฮาเดสลักพาตัวไป จึงไปเข้าเฝ้าซูสให้ช่วยส่งลูกสาวคืนมา ซูสยอมรับปากจะ ช่วย โดยมีเงื่อนไข ถ้าเพอร์เซโฟนีไม่ได้เสพเสวยสิ่งใดในระหว่างที่อยู่บาดาล จะให้ ฮาเดสส่งเพอร์เซโฟนีขึ้นมาอยู่กับมารดา จากนั้นมีเทวบัญชาให้เฮอร์มีสลงไปสื่อสารแก่ฮาเดสในยมโลก เจ้าแดนบาดาล จ าต้องยอมโอนอ่อนจะส่งเพอร์เซโฟนีคืนสู่ดีมิเตอร์ แต่ในขณะเพอร์เซโฟนีได้เสวยเมล็ดทับทิมแล้ว 6 เมล็ด จึงตกลงกันเป็นยุติว่า ในปีหนึ่ง ๆ ให้เพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับฮาเดสใน ยมโลก 6 เดือน ส าหรับเมล็ดทับทิม ที่เสวยเมล็ดละเดือน แล้วให้กลับขึ้นมาอยู่กับมารดาบนพิภพอีก 6 เดือน สลับกัน อยู่ทุกปีไป ด้วยเหตุนี้เมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีอยู่กับมารดา โลกจึงอยู่ในระยะกาลของฤดูฝน พืชพันธุ์ธัญญาหารนานาชนิดผลิดอก ออกผล และเมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีลงไปอยู่ใน บาดาล โลกก็ตกอยู่ในระยะกาลของฤดูหนาว พืชผลทั้งปวงร่วงหล่นซบเซา
การก าเนิดมนุษย์ พวกไททันส่วนมากนั้นได้ถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกขับไล่ลงไปภายใต้เหว ลึกที่ไม่มีที่สิ้นสุดชื่อทาร์ทารัส (Tartarus) แต่ไททันตนหนึ่งที่ชื่อว่าโพร มีทีอุส (Prometheus) ซึ่งชื่อของเขานั้นแปลว่า ”การมองเห็นล่วงหน้า” ได้ชักชวนน้องของเขาชื่อ เอพิมีทีอุส (Epimetheus) ไปช่วยเขารบโดย เลือกที่จะช่วยฝั่งเทพเจ้ากรีก ในยุคนี้เมื่อซูสได้เถลิงอ านาจได้แล้ว จึงให้โพรมีทีอุส และ เอพิมีทีอุส สร้างมนุษย์ และสัตว์ขึ้นมา โดยมนุษย์ยุคแรกมีเพศชายเพศเดียว ซึ่ง ถือเป็นผลงานที่ทวยเทพต่างพอใจ เทพซูสได้ให้โพรมีทีอุส ช่วยสั่งสอนให้มนุษย์รู้จักเคารพในเทพเจ้า และท าให้พวกเขารู้จักการท าเครื่องสักการะบูชา แต่โพรมีทีอุส คิดว่า ถ้ามนุษย์ใช้เนื้อสัตว์เพื่อท าการบูชาสังเวยต่อเทพเจ้าจนหมด ก็คงจะ ไม่มีอะไรเหลือให้มนุษย์เก็บไว้รับประทาน
การก าเนิดมนุษย์ โพรมีทีอุสจึงสอนอุบายให้แก่มนุษย์แบ่งเนื้อวัวเป็นสองกอง กองแรก เป็นเพียงโครงกระดูกที่ปิดหน้าด้วยไขมัน ในขณะที่ อีกกองหนึ่งเป็นเนื้อ ล้วน ๆ แต่ใช้เครื่องในอ าพรางไว้ เมื่อเทพซูสเห็นเข้า ก็หลงอุบายและเลือกกองที่มีแต่โครงกระดูก เพราะคิดเอาเองว่าภายในจะซ่อนเนื้อวัวไว้ แต่เมื่อไม่พบก็ทรงพิโรธ เทพโพรมีทีอุสเป็นอย่างมาก ด้วยความโกรธของซูส เขาจึงห้ามให้มนุษย์ใช้ไฟบนพื้นโลกไม่ว่าจะเพื่อ จุดประสงค์อื่นๆ มนุษย์นั้นต้องอยู่ในความมืด แต่โพรมีธีอุสไม่ยอมที่จะ เห็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นนั้นล าบากจากการที่ไม่มีไฟ เขาจึงปีนเขาโอลิมปัส เพื่อที่จะขโมยไฟจากมาให้แก่มนุษย์
การก าเนิดมนุษย์ เขาน าไฟที่ขโมยมาซ่อนในกิ่งของต้นยี่หร่าเพื่อซ่อนมันจากเทพและน าไฟนั้น ลงมามอบให้แก่มนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งไฟที่มนุษย์ได้รับมานี้ช่วยให้ มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์เองและยัง สามารถก้าวข้ามกฏของธรรมชาติบางอย่างได้เช่นกัน ไฟท าให้มนุษย์สามรถ ท าอาหารและยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย นอกจากนั้นไฟยังช่วยให้มนุษย์สร้างอาวุธต่าง ๆ เพื่อสงคราม ไฟที่มนุษย์ ได้รับมาจากโพรมีธีอุสนั้นเป็นดังแกนหลักของความเจริญก้าวหน้าทางอารย ธรรมที่รวดเร็วของมนุษย์ เมื่อซูสมองลงมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขารู้ทันทีว่าโพรมิธีอุสได้ช่วยมนุษย์และเห ยีบยย่ าเกียรติของเขา ด้วยความโกรธ จึงออกค าสั่งให้น าโพรมีธีอุสไปตรึงไว้ กับหน้าผาแห่งความนิรันดร์ ในแต่ละวันจะมีอีแร้งมาจิกกินตับของเขาทั้งเป็น จนกระทั้งเขาตาย และในแต่ละคืนตับที่ถูกกินไปจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้งเพื่อ การลงโทษเช่นเดิมในตอนเช้า ถึงแม้ว่าโพรมีธีอุสจะต้องอยู่ในความทุก ทรมานเช่นนี้ไปตลอดกาล
การก าเนิดมนุษย์ หลังจากที่ซูสได้ลงทัณฑ์เทพโพรเมทิอัสเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะเล่น งานมนุษย์ด้วยข้อหาที่เห็นดีเห็นงามด้วย พระองค์ได้รวมตัวกับเหล่า เทพเจ้า เพื่อสร้างมนุษย์เพศหญิงขึ้นมา และให้ชื่อว่า “แพนโดร่า” ซึ่ง การสร้างมนุษย์ผู้นี้ได้รับความร่วมมือจากเหล่าเทพเจ้า 1. เทพฮีฟีสทัส เป็นผู้ปั้นรูปมนุษย์ที่เลียนแบบเทพเจ้าเพศหญิง 2. เทพีอธีน่า ประทานพรให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด 3. เทพีอะโฟรไดทิ ประทานพรให้มีความงามและเสน่ห์ 4. เทพเฮอร์เมส ประทานชีวิตจิตใจ 5. เทพซูส ประทานความอยากรู้อยากเห็น
การก าเนิดมนุษย์ หลังจากที่ทวยเทพต่างประทานสิ่งต่างๆเพื่อสร้างเป็นมนุษย์เพศหญิง คนแรกขึ้นมาอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เทพซูสก็ทรงพอพระทัยเป็น อย่างมาก และทรงมอบกล่องใบหนึ่งให้แก่แพนโดร่าพร้อมก าชับว่า ไม่ให้เปิดกล่องใบนี้ออกดูเป็นอันขาด!!! จากนั้นเทพเฮอร์เมสก็น าแพนโดร่ากลับมาสู่โลก และส่งมอบของขวัญ ชิ้นนี้ให้ไปเป็นชายาของเทพเอพิมีทีอุส (Epimetheus) ซึ่งก็ทรงรับไว้ ด้วยความยินดี แม้ว่าพระองค์จะเคยถูกเทพโพรเมทิอุสกล่าวเตือนไว้ แล้วว่า ห้ามรับของจากเทพเจ้าองค์นี้โดยเด็ดขาด แต่ด้วยเพราะหลงในเสน่ห์และความงามของแพนโดร่า ท าให้เทพ เอพิเมทิอุสทรงลืมและรับนางมาด้วยความเต็มใจ ในที่สุด ทั้งสอง ก็ได้ครองรักกันและให้ก าเนิดบุตรออกมามากมายทั้งชายและหญิง สืบเผ่าพันธุ์ขยายลูกขยายหลานของมนุษย์ออกไปเรื่อย ๆ
การก าเนิดมนุษย์ จนถึงวันที่เหล่าทวยเทพรอคอย แพนโดร่าเริ่มมีความอยากรู้อยากเห็น เกิดความสงสัยว่ากล่องที่ได้รับมานั้นคืออะไร นางจึงตัดสินใจเปิดกล่องออก เมื่อฝากล่องเปิดขึ้นมา ความยินดีที่คิดว่าจะได้รับของมีค่าจากสรวงสวรรค์ก็ มลายหายไป และกลับพบเพียงความหายนะและความวิบัติที่เทพเจ้ามอบมา ในกล่องเพื่อเป็นชองขวัญเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ความเกลียดชัง ความโกรธ แค้น ความพยาบาท ความโลภ ความหลง โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ และความตาย ต่างพวยพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศ ทุกทางและซึมซาบเข้าไปสู่มนุษย์ทุกคน!!! ในที่สุดมนุษย์ก็กลายเป็นคนเลวที่เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด ชิงชัง อาฆาต แค้น โรคภัยไข้เจ็บ และปิดชีวิตด้วยความตาย แพนดอร่าตกใจรีบปิดกล่องทัน ท าให้สามารถกักเก็บ ความสิ้นหวัง เอาไว้ใน กล่องใบนั้นได้ มนุษย์จึงยังคงด ารงชีวิตอยู่มาได้ด้วยความหวัง ท าให้มนุษย์ยัง คงเหลือบางสิ่งอยู่หรือที่เราเรียกกันว่า นั่นก็คือ “ความหวัง” นั่นเอง
กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 4. มนุษย์ที่เป็นอมตะ – เป็นลูกๆ ของเทพเจ้าโอลิมเปียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลูกของซูส กับเทวีต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ผู้หญิง ลูกที่เกิดมาจะมีอิทธิฤทธิ์หรือความเก่งอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น เฮอร์คิวลีส (Hercules) เพอร์ซีอุส (Perseus) อคิลลีส (Achilles)
กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 5. วีรบุรุษที่เป็นมนุษย์ – เป็นพระราชา หรือเจ้าชาย แยกย้ายอยู่ตามนครรัฐต่างๆ ตามเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน บนคาบสมุทรของกรีก และริมฝั่งทะเลที่เป็นตุรุกีในปัจจุบัน เจสัน : ผู้ไปหาขนแกะทองค า เฮคเตอร์ : เจ้าชายแห่งเมืองทรอย บิลเลโรฟอน : ผู้ปราบเพกาซัส และไคมีรา ธีสิอุส-Theseus ผู้สังหารมิโนทอร์
กลุ่มตัวละครในปกรณัมกรีก-โรมัน 6. มนุษย์ที่ชีวิตเป็นเรื่องสอนใจ - เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตประสบเคราะห์กรรมที่เกิดจากเทพกระท า หรือเป็นการกระท าของตนเอง หรือเป็นผลจากค าท านายที่วิหารเดลฟีระบุไว้ อีดิปุส (Oedipus and the sphinx) นาร์ซิสซัส
มหากาพย์ กรีกโบราณ
THE ILIAD รจนาโดยกวีชาวกรีกชื่อโฮเมอร (Homer)700 ปีก่อนคริสตกาล และเล่า ต่อๆ กันมาจนกระทั่งมีการประดิษฐ ตัวอักษรจึงไดบันทึกไว้ เป็นเรื่องราวของสงครามระหวางกรีกกับ ทรอยเกิดขึ้นจริงในยุคส าริดตอนปลาย (สมัยไมซีเนียน) สงครามกรุงทรอย (อังกฤษ: Trojan War) เป็น สงครามระหว่างชาวอะคีอันส์ (ชาวกรีก) กับชาวกรุง ทรอย หลังปารีสแห่งทรอยชิงพระนางเฮเลนมาจาก พระสวามี คือพระเจ้าเมเนเลอัสแห่งสปาร์ตา สงครามดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ส าคัญที่สุด ในเทพปกรณัมกรีก และมีการบอกเล่าผ่านงาน วรรณกรรมกรีกหลายชิ้น ที่โดดเด่นที่สุด คือ อีเลียด และโอดิสซีย์ของโฮเมอร์ มหากาพย์อีเลียดเล่าเรื่องการล้อมกรุงทรอยปี สุดท้าย ส่วนโอดิสซีย์อธิบายการเดินทางกลับบ้าน ของโอดิสเซียส
APPLE OF DISCORD
THE JUDGMENT OF PARIS
TROY-THE TROJAN WAR สงครามก าเนิดจากการวิวาทระหว่างเทพีอะธีนา เฮรา และแอโฟรไดท์ หลังอีริส เทพีแห่งการวิวาทและความ บาดหมาง ให้ผลแอปเปิลสีทองแก่ "ผู้ที่งามที่สุด" ซูสส่งเทพีทั้งสามไปหาปารีส และเทพีแต่ละคนก็ได้ให้ข้อเสนอกับปารีสเพื่อให้เลือกตนเป็นเทพี่ที่งามที่สุดในโลก เฮราเสนอว่าจะให้ปารีสได้เป็นกษัตริย์ครองยุโรปและเอเชีย อธีนาเสนอสติปัญญาและทักษะการรบ ส่วนอโฟรไดท์เสนอให้ปารีสได้แต่งงานกับผู้หญิงที่งามที่สุดในโลก ปารีสผู้ตัดสินว่าแอโฟรไดท์ "ผู้งามที่สุด" ควรได้รับแอปเปิลไป เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน แอโฟรไดท์จะให้ปารีสสมรสกับให้เฮเลนหญิงงามที่สุดในโลกและมเหสีของพระเจ้าเมเน เลอัส นางท าให้เฮเลน ตกหลุมรักปารีส และปารีสได้น าพระนางไปยังกรุงทรอย
ก าเนิดเจ้าชายปารีส ปารีส มีชาติก าเนินเป็นเจ้าชาย เป็นบุตรแท้ๆ ของไพรแอม เจ้าเมืองทรอย ด้วยเมื่อแรกเกิดนั้นโหราพยากรณ์ว่าเขาจะ เป็นผู้น าหายนะมาสู่บ้านเมือง บิดามารดา วงศาคณาญาติ และราษฎรทั้งปวงจะถูกเข่นฆ่า ถูกกระท าการอันเป็น อันตรายหลายสถาน บ้านเมืองจะพินาศย่อยยับเพราะปารีส จากความกดดันของขุนนางและประชาชน ไพรแอมจึงต้อง สังหาร ปารีส โดยการน าไปทิ้งไว้ในป่าลึก แต่ก็มีคนเลี้ยงแกะสงสารจึงน าปารีสไปเลี้ยงไว้จนโต ปารีสคนเลี้ยงแกะมีหน้าตารูปร่างที่หล่อเหลา จนมีเหล่า นางไม้มาหลงรักมากมาย
ก าเนิดเจ้าชายปารีส ต่อมามีการแข่งขันกีฬาในกรุงทรอย ซึ่งเป็นงานใหญ่ ประจ าปี ปารีสคนเลี้ยงแกะก็เข้าไปร่วมการแข่งขัน และ ชนะการแข่งขันด้วย พระราชาไพรแอม พอใจในตัวปารีสมาก จึงสอบถามว่าเค้า เป็นใคร มาจากไหน และเป็นลูกเต้าเหล่าใคร จากการตอบค าถาม จึงได้ทราบว่าปารีสคือลูกชายของ ตนเองที่โดนสั่งให้ฆ่าตายตั้งแต่แบเบาะ ด้วยความดีใจพระราชาจึง ลืมค าท านายที่มีแต่ก่อน และ ยอมรับปารีสให้เป็นเจ้าชายองค์เล็กของทรอย
เฮเลน ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก เฮเลน คือ ธิดาของ ซูส กับนางลีดา ซึ่งก็มีเรื่องเล่าของการ ก าเนิดได้น่าอัศจรรย์ เรื่องมีอยู่ว่า นางลีดาเป็นนางลีดาเป็นธิดา ของเจ้าเมืองเธสพิอัส และเป็นมเหสีของท้าวดาริอุส เจ้าผู้ครอง นครสปาร์ต้า หลังจากตั้งครรภ์กับท้าวทินดาริอุสได้ไม่กี่วัน นางลีดาก็ลงไป อาบน้ าในแม่น้ ายุโรทาส และบังเอิญที่มหาเทพซูสมองลงมาเห็น เธอเข้า และเกิดอาการเจ้าชู้ก าเริบ ซูสวางแผนแปลงร่างเป็นหงส์บินหนีนกอินทรีโผไปซบอกนาง ลีดา นางลีดาก็โอบกอดหงส์แปลงนั้นและขับไล่นกอินทรีไป ซึ่งก็เป็นไปตามแผนของซูส ซูสจึงได้นางลีดาเป็นชายา เมื่อเฮเลนเติบโตถึงวัยวิวาห์ บิดามารดาได้จัดพิธีเลือกคู่ให้แก่ นาง โดยมีกษัตริย์ เจ้าชาย และนักรบจากเมืองต่างๆ ทั่วแคว้น กรีกมาร่วมงาน นางเลือกเมนนิลิอัสเป็นคู่วิวาห์ ส่วนกษัตริย์อื่น ต่างให้สัญญาว่าจะคอยช่วยปกป้องนาง
จากกที่ปารีสรับข้อเสนอของอโฟรไดท์ และต้องได้เฮเลนหญิงที่งามที่สุดในโลกเป็นภรรยา แต่ติดปัญหา คือ เฮเลน มีสามีแล้ว เมื่อเฮกเตอร์ และปารีส เดินทางมายังสปาต้าเพื่อท าสัญญาสงบศึก อโฟรไดท์จึงได้ท าให้ปารีสและเฮเลน ตกหลุมรักกันจนหมมดหัวใจ เมื่อปารีสพาเฮเลนหนีมากรุงทรอย เมเนลาอุส สามีของเฮเลนพร้อมด้วยกองทัพกรีกจึงยกทัพทางเรือมา ประชิดทรอย ตัวละครส าคัญๆ ในกองทัพกรีกได้แก่ อกาเมมนอน เมเนลาอุส โอดิซิอุส อคิลลีส เอแจ็กซ์ ส่วนฝ่ายทรอยมีเฮกเตอร์ พี่ชายของปารีส เป็นผู้น าทัพ ส่วนเทพก็แบ่งพรรคแบ่งพวกช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย อพอลโล อโฟรไดท์และโพไซดอน ช่วยเหลือฝ่ายทรอย ส่วนเฮรา เธทิส และฮิฟิสตุส สนับสนุนฝ่ายกรีก อธีนาช่วยทั้งสองฝ่าย และซุสเข้าแทรกแซงเป็น ครั้งคราว จนสุดท้ายซุสจึงห้ามให้เทพเข้ามายุ่งกับเรื่องราวของสงครามอีก และให้มนุษย์เป็นผู้ที่แก้ไขปัญหานี้กันเอง
หลังจากชาวอะคีอันส์ไปยังกรุงทรอยและล้อมกรุงไว้สิบปี หลังสิ้นวีรบุรุษไปมากมาย รวมทั้งอคิลลีสและอา แจ็กซ์ของฝ่ายอะคีอันส์ ก าแพงของเมืองทรอยนั้นแข็งแรงไม่สามารถมีใครตีแตกได้ แต่ในที่สุดฝ่ายทรอยก็โดนตีแตกด้วย อุบายม้าโทร จันโดย โอดิซิอุส ฝ่ายอะคีอันส์สังหารชาวกรุงทรอย (ยกเว้นหญิงและเด็กบางส่วนที่ไว้ชีวิตหรือขายเป็นทาส) และท าลายวิหาร ท าให้เทพเจ้าพิโรธ จึงบันดาลให้เรือขาวชาวกรีกไปไม่ถึงบ้าน ตีกระแสลมตีกลับไปมาอยู่ในท้องทะเล ชาวอะคีอันส์ส่วนน้อยที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและหลายคนตั้งนิคมในชายฝั่งอันห่างไกล ภายหลังชาว โรมันสืบเชื้อสายของพวกตนไปถึงเอเนียส หนึ่งในชาวกรุงทรอย ผู้กล่าวกันว่าน าชาวกรุงทรอยที่เหลือรอดไป ยังประเทศอิตาลีในปัจจุบัน
อคิลลิส ผู้พิชิตกรุงทรอยอันยิ่งใหญ่ ด้วยความเก่งกาจในเรื่องของการรบ ท าให้ชื่อของชายผู้นี้ถูกจารึกว่าเป็นวีรบุรุษในต านานอีกคน หนึ่งที่เก่งกาจดุจเทพเจ้า โดยความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไปนี่เอง ที่ท าให้เขาสามารถพิชิต กรุงทรอยได้ส าเร็จ แม้จะต้องเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ก็ตาม อคิลลีส (Achilles) เป็นบุตรของท้าวพีลูส กษัตริย์ชาวเมอร์มิดอน กับนางอัปสรธีทิส แต่เดิมนั้น แม่ ของอคิลลิสเป็นที่หมายปองของเหล่าเทพโดยเฉพาะเทพจอมเจ้าชู้อย่าง ซูสและโพไซดอน แต่ภายหลังได้มีค าพยากรณ์ออกมาจากเหล่าทวยเทพว่า เด็กคนนี้จะเกิดมายิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าพ่อ ของตัวเอง ซูสและโพไซดอน จึงตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับนางอัปสรธีทิส นางจึงได้แต่งงานกับท้าวพีลูส จนอคิล ลีสได้เกิดขึ้นมานั่นเอง
อคิลลิส ผู้พิชิตกรุงทรอยอันยิ่งใหญ่ นางธีทิสผู้เป็นแม่จึงได้น าตัวเด็กน้อยอคิลลีส ไปจุ่มลงในแม่น้ าสติกส์เพื่อให้เป็นคงกระพัน ร่างกายของอคิลลีสจึงแข็งแกร่งไม่มีอาวุธใดท า อันตรายได้ แต่สิ่งที่พระนางลืมจุ่มลงไปด้วยคือ ข้อเท้าของลูกชายตัวเอง (จนนี่กลายเป็น จุดอ่อนเพียงจุดเดียวของเขา) อคิลลีสได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งนักรบ เป็นผู้ที่มี ฝีมือการต่อสู้ฉกาจฉกรรจ์มาก ทุกครั้งที่เขา ตวัดดาบจะต้องมีคนตาย และไม่ว่าคู่ต่อสู้ของ เขาจะตัวใหญ่ แรงเยอะกว่ามากแค่ไหน ก็ จะต้องเสียท่าให้กับคมดาบของเขาทั้งสิ้น ดั่งเรื่องเล่านี้ เด็กน้อย : ท่านอคีลิส พระราชาให้ข้ามาตาม ท่านไปประลองกับนักรบของกองทัพศัตรู ข้า เห็นนักรบท่านนั้นตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ ถ้าเป็น ข้า ข้าคงไม่กล้าสู้เป็นแน่ อคีลิส: เพราะเหตุนี้ จึงไม่มีใครจ าชื่อของเจ้าได้
แต่ด้วยความประมาทหรือไม่ อันนี้ก็ไม่ทราบ เพราะเจ้าชาย ปารีสได้ยิงธนูใส่ข้อเท้าของอคิล ลิสซึ่งเป็นจุดอ่อนเพียงจุดเดียว ของเขา จนถึงแก่ความตาย จากเรื่องนี้ท าให้ ภาษาอังกฤษ มีส านวนว่า “Achilles’ heel” หมายถึง “จุดอ่อน” และชื่อเรียก “เอ็นร้อยหวาย” ในทางการแพทย์ ก็ถูกเรียกว่า “Achilles Tendon”
THE ODYSSEY มหากาพย์โอดิสซี บทกวีเล่าเรื่องราวต่อ จากอีเลียด ว่าด้วยการเดินทางกลับบ้าน หลังจากทรอยล้มสลาย วีรบุรุษกรีกชื่อ โอดิซิอุส ผู้ชนะศึกกรุงทรอย เรื่องราว “ศึกชิงนาง” ของกรีกและทรอย คงจบลงอย่าง ราบรื่น ถ้าหากว่าไม่มีบทบาทของ “เทพเจ้า” เข้ามา เกี่ยวข้อง “โฮเมอร์” กล่าวต่อไปว่า “พอโอดิซิอุสชนะก็กลายเป็นว่าเขา มีความอหังการ” คิดว่าที่ตนชนะสงครามในครั้งนี้ก็ด้วย สติปัญญาอันเฉียบแหลมของมนุษย์ โดยไม่จ าเป็นต้องพึ่ง เทพเจ้า หรือสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากตัวมนุษย์เอง ไม่มีการขอบคุณ หรือบูชาเทพเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ท าให้ เทพ “โพไซดอน” โกรธขึ้นมา และวิธีการกลั่นแกล้งกองทัพ ของโอดิซิอุสก็คือ ใช้ลมพัดท าให้เรือไม่สามารถไปถึงกรีก ซึ่งเป็นที่หมายได้
THE ODYSSEY มหากาพย์โอดิสซี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตอนที่หนึ่ง วีรบุรุษกรีกหลายคนเดินทางกลับบ้าน ทุกคนเดินทางไป โดยปลอดภัย มีเพียงโอดิซิอุสเท่านั้นที่ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 10 ปี ผจญภัยต่างๆ ระหว่างทาง กว่าที่จะได้พบภรรยาคือเพเนโลป (Penelope) โอดิสสิอุสต้องเผชิญหน้ากับศัตรูหลายรูปแบบเช่น ยักษ์กินคนโพลิเพอมัส (Polyphemus) เทพธิดากาลิปโซ (Calypso) ผู้สัญญาจะให้โอดิสสิอุสมีชิวิตอมตะ หากยกเลิกการเดินทางกลับบ้านเมือง เป็นต้น ตอนที่สอง บรรยายถึงเมื่อโอดิซิอุสกลับถึงบ้านที่อิตากา (Ithaca) แล้ว เขาต้องจัดการกับบรรดาบริวารฉ้อฉลที่พยายามจะฮุบสมบัติบ้านเรือน ของเขา
โอดิซูสใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึง 10 ปี หลังจากที่ใช้เวลาไปในศึกเมืองทรอยแล้วถึง 10 ปี ระหว่างเวลาเหล่านั้น เทเลมาคัส บุตรของเขา และ พีเนโลป ผู้ภรรยา ต้องต่อสู้กับกลุ่มคนพาลที่ พยายามจะขอวิวาห์กับ พีเนโลป เพราะต่างคิดว่าโอดิซูสเสียชีวิตแล้ว พีเนโลปก็ใช้อุบายต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยง อันเป็นการพิสูจน์ถึงความซื่อสัตย์ที่เธอมีต่อสามี จนกระทั้งในการประลองธนูครั้งสุดท้ายเพื่อแย่งชิง พีเนโลป โอดีซีอุสก็เดินทางกลับมาถึงเมืองพอดี และ ได้เข้าร่วมการแข่งขันและเป็นผู้ชนะและได้กลับมาอยู่กับพีเนโลป และเทเลมาคัส ในที่สุด
ชื่อของเทพเจ้ากรีกและโรมัน ตามประวัติศาสตร์นั้น กรีกโบราณถูกโรมันพิชิต แต่ชาวโรมันยังคงรักษาศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวกรีกไว้ แม้ว่ากรีกและโรมันนับถือเทพเจ้าองค์เดียวกันแต่กลับมีชื่อเรียกเทพเจ้าที่ แตกต่างกัน โดยมีเทพเจ้าโอลิมปัสรวม 16 องค์ ดังนี้...