The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการแต่งประโยค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง” ด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pitchapa.po, 2022-10-05 22:13:45

การพัฒนาทักษะการแต่งประโยค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง” ด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall

การพัฒนาทักษะการแต่งประโยค ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรีราษฎร์บำรุง” ด้วยการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall

Keywords: การเขียน,การแต่งประโยค,ภาษาไทย,ป.2,wordwall,ห้องเรียนกลับด้าน,flipclassroom,activelearning

การพัฒนาทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 2
โรงเรยี นบ้านหว้ ยเกิง้ “วัฒนเสรรี าษฎรบ์ ารงุ ”

ด้วยการจดั การเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลบั ด้านรว่ มกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall
The Development of Sentence Writing Skills in Primary 2 Students

by Using Flipped Classroom with Website Wordwall

นางสาวพิชชาภา พงษพ์ วงเพชร

รายงานวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนง่ึ ของการเรยี นรายวิชา 217720 ระเบียบวธิ กี ารวิจัย
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
2564

การพัฒนาทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 2
โรงเรยี นบ้านหว้ ยเกงิ้ “วัฒนเสรรี าษฎรบ์ ารงุ ”

ด้วยการจดั การเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลบั ด้านรว่ มกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall
The Development of Sentence Writing Skills in Primary 2 Students

by Using Flipped Classroom with Website Wordwall

นางสาวพิชชาภา พงษพ์ วงเพชร

รายงานวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนง่ึ ของการเรยี นรายวิชา 217720 ระเบียบวธิ กี ารวิจัย
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่
2564



พชิ ชาภา พงษพ์ วงเพชร. 2564. การพัฒนาทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 2 โรงเรยี นบ้านห้วยเกงิ้ “วฒั นเสรีราษฎรบ์ ารุง” ด้วยการจดั การเรียนรู้รปู แบบ
หอ้ งเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกับเวบ็ ไซต์ Wordwall. รายงานวิจัยประกอบการเรียนรายวชิ า
217720 ระเบยี บวธิ ีวิจยั คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น.

อาจารยท์ ่ีปรึกษา : ผศ.ดร. พชั รี จนั ทรเ์ พ็ง และ ผศ.ดร. เมตตา มาเวียง

บทคัดย่อ

การวจิ ยั ครง้ั น้ีมีวตั ถปุ ระสงค์ ดังน้ี 1) เพ่ือเปรียบเทยี บทักษะการแต่งประโยค ของนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 2 ก่อนและหลังจากการจัดการเรยี นรู้รูปแบบห้องเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกับเว็บไซต์
Wordwall และ 2) เพือ่ ศึกษาคะแนนพัฒนาการ ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 2 หลงั การจัดการ
เรยี นร้รู ูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall กล่มุ ตัวอยา่ ง เป็นนักเรยี นชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี 2 กาลังศึกษาในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นบา้ นหว้ ยเกง้ิ “วฒั นเสรี
ราษฎร์บารุง” อาเภอกมุ ภวาปี จังหวัดอุดรธานี จานวน 1 ห้องเรยี น นักเรียนรวม 15 คน ซึ่งได้มา
จากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวิจยั เครื่องมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
คร้งั นผ้ี า่ นการตรวจจากผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ท่าน พบว่า แผนการจดั การเรียนรู้รปู แบบหอ้ งเรียนกลับ
ดา้ นมคี วามเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากข้ึนไป จากนนั้ หาคณุ ภาพของแบบ
ประเมินทกั ษะการแตง่ ประโยค พบว่ามีคา่ ความเชอ่ื ม่ันเทา่ กบั 0.76 จากนัน้ ทดลองจดั การเรยี นรู้
รูปแบบหอ้ งเรียนกลับด้านรว่ มกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall ทส่ี รา้ งข้ึนกับนักเรยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง ดาเนินการ
ทดลองแบบกล่มุ ทดลองหนง่ึ กลุ่ม วัดผลกอ่ นและหลงั การทดลอง (One group Pretest-Posttest
Design) วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยหาค่าเฉล่ีย ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่
เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent group) และหาคา่ คะแนนพฒั นาการสมั พทั ธ์

ผลการวิจัยพบว่า นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้รูปแบบหอ้ งเรยี น
กลับด้านรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall มีทกั ษะการแต่งประโยคหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิติท่ีระดบั .05 และคะแนนพฒั นาการเฉลีย่ ของนักเรียนรอ้ ยละ 59.56 ซึ่งอยใู่ น
เกณฑ์พัฒนาการระดบั สูง



กติ ตกิ รรมประกาศ

รายงานการวจิ ัยฉบบั นีส้ มบูรณ์ได้ ด้วยความกรณุ าและความช่วยเหลอื อย่างดีย่ิง จากผชู้ ่วย
ศาสตราจารย์ ดร.พชั รี จนั ทร์เพ็ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เมตตา มาเวียง อาจารย์ประจาสาขาวิชา
การวดั และประเมนิ ผลการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น และ ศกึ ษานเิ ทศก์ วมิ ล เถาวัลย์ ท่กี รณุ า
ให้คาปรึกษา แนะนาและตรวจสอบแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งต่าง ๆ ซึง่ เปน็ ประโยชนต์ ่อการวิจัยครงั้ น้ี

ขอขอบพระคุณ นายกันตภณ อินพทิ กั ษ์ ตาแหนง่ ผู้อานวยการโรงเรยี นบ้านห้วยเกงิ้
“วัฒนเสรรี าษฎรบ์ ารุง” นางอัสรา สมโสภา ตาแหน่ง ครูโรงเรยี นบ้านห้วยเกงิ้ “วฒั นเสรีราษฎร์
บารุง” วทิ ยฐานะ ชานาญการพิเศษ นางรัชนีกร เพช็ รแพง ตาแหน่ง ครูโรงเรียนบ้านหว้ ยเกง้ิ
“วัฒนเสรีราษฎร์บารงุ ” วิทยฐานะ ชานาญการพเิ ศษ คณะผู้เชี่ยวชาญที่กรณุ าใหค้ าแนะนาและ
ตรวจสอบ เครื่องมอื ในการวิจัยครั้งน้ี คาแนะนาจากผเู้ ชี่ยวชาญทุกท่านเปน็ ประโยชน์ อยา่ งย่ิงตอ่ วจิ ยั
น้ี

ขอบคุณผปู้ กครองและนกั เรยี นท่ีเอาใจใสแ่ ละให้ความรว่ มมือกบั การเก็บข้อมลู และ
ดาเนินการวิจยั และประโยชน์จากรายงานการวิจยั ฉบบั น้ี ผู้วิจยั ขอมอบบชู า พระคณุ บิดา มารดา
ผมู้ ีพระคุณ ตลอดจนบรู พาจารย์ผปู้ ระสทิ ธิ์ประสาทความรู้

พิชชาภา พงษ์พวงเพชร



สารบญั

หนา้

บทคัดยอ่ …………………………………………………………………………………………………………………. ก

กิตตกิ รรมประกาศ……………………………………………………………………………………………………. ข

สารบัญ……………………………………………………………………………………………………………………. ค

สารบญั ตาราง………………………………………………………………………………………………………….. ง

สารบญั แผนภาพ………………………………………………………………………………………………………. จ

บทที่ 1 บทนา…………………………………………………………………………………………….. 1

1. ความเปน็ มาและความสาคัญ……………………………………………………….. 1

2. คาถามการวจิ ัย………………………………………………………………………….. 3

3. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั …………………………………………………………….. 3

4. สมมตฐิ านการวิจยั …………………………………………………………………. 4

5. ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………………………………. 4

6. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ………………………………………………………………………… 4

7. ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั จากการวิจัย………………………………………… 5

บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง…………………………………………………………. 7

1. หลักสตู รแกนแกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พ.ศ. 2552

กลมุ่ สาระภาษาไทย……………………………………………………………………….… 7

2. ทกั ษะการแตง่ ประโยค และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ………………………..…… 9

3. การจัดการเรียนรูร้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์

Wordwall และงานวิจัยท่เี ก่ยี วข้อง…………………………………………………… 12

4. คะแนนพัฒนาการ………………………………………………………………………. 23

5. กรอบแนวคดิ การวิจัย…………..…………………………………………………… 24

บทท่ี 3 วธิ ดี าเนนิ การวิจยั ……………………………………………………………………………. 45

1. ประชากร….……………………………………………………………………………….. 26

2. เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจยั ………………………………………………………………. 26

3. การสรา้ งและหาคุณภาพเครอื่ งมือ…………………………………………………. 27

4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู …………………………………………………………………. 28

5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ……………………………………………………………………… 29



สารบญั (ต่อ)

6. สถิติที่ใช้ในการวจิ ัย……………………………………………………………………… หน้า
บทที่ 4 ผลการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………… 30
34
1. การเปรยี บเทยี บทกั ษะการแต่งประโยค ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษา
ปที ่ี 2 ก่อนและหลัง การจดั การเรียนร้รู ูปแบบห้องเรยี นกลบั ดา้ นรว่ มกบั 36
เวบ็ ไซต์ Wordwall………………………………………………………………………….
2. คะแนนพัฒนาการ ของแบบประเมินทกั ษะการแต่งประโยค ก่อน 38
เรยี นและหลังการจดั การเรียนรรู้ ูปแบบห้องเรยี นกลับด้านรว่ มกบั เว็บไซต์ 42
Wordwall……………………………………………………………………………………… 42
บทที่ 5 สรุปผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………. 43
1. สรุปผลการวจิ ยั …………………………………………………………………………… 45
2. ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………. 49
บรรณานกุ รม…………………………………………………………………………………………………………… 50
ภาคผนวก……………………………………………………………………………………………………………….. 52
ภาคผนวก ก รายช่ือผูเ้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย………. 85
ภาคผนวก ข เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้………………………………….. 89
ภาคผนวก ค เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล…………………………… 92
ภาคผนวก ง คณุ ภาพของแบบประเมนิ ……………………………………………… 96
ภาคผนวก จ ภาพการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้……………………………………….
ประวัติผู้วิจัย…………………………………………………………………………………………………………….

งค

ตารางท่ี 1 สารบญั ตาราง
ตารางท่ี 2
ตารางที่ 3 หนา้
ตารางท่ี 4 ตวั ช้วี ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2………… 8
การจดั การเรียนการสอนแบบเดิมและการกลับดา้ นการเรยี น……………….. 15
ตารางที่ 5 เกณฑค์ ะแนนพัฒนาการเทยี บระดับพัฒนาการ…………………………………… 30
ผลการประเมินทักษะการแตง่ ประโยคดว้ ยการจดั การเรยี นรู้รูปแบบ
ตารางท่ี 6 หอ้ งเรียนกลบั ด้านร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall…………………………………… 35
ผลประเมนิ กอ่ นและหลังการจดั การเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น
ตารางท่ี 7 ร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall ……………………………………………………………… 37
ผลการเปรยี บเทยี บทักษะการแตง่ ประโยค กอ่ นและหลงั การจัดการ
ตารางท่ี 8 เรยี นร้รู ปู แบบห้องเรยี นกลับดา้ นร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall ……………….. 38
คะแนนพฒั นาการ ของแบบประเมนิ ทกั ษะการแต่งประโยคกอ่ นเรียน
และหลังเรยี น………………………………………………………………………………….. 39
จานวนและร้อยละของนกั เรียนทีม่ ีคะแนนพฒั นาการหลังจากได้รบั การ
จัดการเรียนรู้รปู แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall เรอื่ ง
การแต่งประโยค แตล่ ะระดับพัฒนาการ……………………………….……………. 40



สารบญั แผนภาพ

แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย…………………………………………………………….………… หน้า
แผนภาพท่ี 2 ผลการประเมินทักษะการแตง่ ประโยค ดว้ ยการจัดการเรียนรูร้ ปู แบบ 25
หอ้ งเรยี นกลบั ด้านร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall ของนักเรยี นช้นั
แผนภาพที่ 3 ประถมศึกษาปีท่ี 2………………………………………………………………………….. 36
พัฒนาการของนกั เรยี นรายคน………………………………………………………….. 40

1

บทที่ 1

บทนำ

1. ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญ

ทกั ษะการแตง่ ประโยค เป็นทักษะสาคัญในการเชื่อมต่อข้อความส่ือสารให้ผอู้ า่ นเขา้ ใจได้
และเป็นพน้ื ฐานของการแสดงออกทางการเขยี น (Shawn M. Datchuk, 2020) การแตง่ ประโยคเปน็
ทกั ษะท่ีสาคัญอยา่ งยง่ิ ตอ่ นกั เรียน เพราะเปน็ ทักษะทต่ี ่อยอดไปส่คู วามสามารถเขียนขอ้ ความทย่ี าว
ขน้ึ และซับซอ้ นข้ึนได้ และความชานาญในการเขยี นประโยคประเภทตา่ ง ๆ จะช่วยให้ผู้เขยี นมรี ูปแบบ
การเขียนท่ดี ี (Katharina Rustipa, 2560) และในปี 2563 ยุทธศาสตร์กระทรวงศกึ ษาธกิ าร จดุ เนน้
ดา้ นหลักสตู รและกระบวนการเรียนรู้ มงุ่ หมายใหผ้ เู้ รียนตัง้ แตช่ น้ั ประถมศึกษาปที ี่ 2 ขึน้ ไป อ่านคล่อง
เขียนคลอ่ ง โดยมอบหมายให้สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาทกุ เขตสารวจตรวจสอบและวเิ คราะห์ขอ้ มลู
การอา่ นการเขียนของนกั เรยี นทกุ ระดบั ช้ัน วเิ คราะหข์ ้อมูล ปรับระบบบริหารจัดการ ตดิ ตาม
แกป้ ัญหาอย่างเป็นรปู ธรรม และหน่ึงในตวั ชี้วดั สาคัญของการประเมินทบี่ ่งบอกถงึ การอ่านออกเขียน
ได้ อ่านคล่องเขียนคลอ่ งของนักเรียน คอื การแต่งประโยค

เน่ืองจากสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ในทุก
จงั หวดั ทว่ั ประเทศ ส่งผลทวคี วามรนุ แรงอยา่ งต่อเน่อื งและกระทบตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการ
สอน สาหรับนักเรยี นโรงเรียนบา้ นห้วยเกิ้ง “วฒั นเสรีราษฎรบ์ ารุง” ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 พบว่า
นักเรียนจานวนหน่งึ ไมส่ ามารถแต่งประโยคได้ เนือ่ งจากการจดั การเรยี นรู้ในรปู แบบออนไลน์ ทาให้
นกั เรยี นไม่มีโอกาสได้ฝึกปฏิบตั แิ ละซักถามขอ้ สงสัย การแต่งประโยคเปน็ ทกั ษะการเขยี นขั้นพน้ื ฐาน
ในการสื่อสารกอ่ นทีจ่ ะขยายและตอ่ ยอดการเขียนประโยคไปสู่การเขียนขอ้ ความ เร่อื งสนั้ ความเรียง
เรยี งความ บทความ ฯลฯ หากนกั เรยี นไมส่ ามารถแตง่ ประโยคได้ยอ่ มส่งผลตอ่ การเขียนขั้นสงู ต่อไป

จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้องกับทักษะการแต่งประโยค พบว่า การ
ศึกษาวจิ ยั สว่ นใหญม่ งุ่ เน้นการสรา้ งเอกสารบทเรยี นสาเรจ็ รูปเพ่ือพัฒนาทกั ษะการแตง่ ประโยค โดย
นกั เรียนจะเรยี นรดู้ ้วยตนเองจากเอกสารประกอบการเรยี นจากนัน้ ลงมอื ทาแบบฝึกหัดและเฉลย
คาตอบดว้ ยตนเอง เป็นแนวทางหนึ่งท่ีเหมาะสมและเกิดผลลพั ธ์ที่ดีกบั นกั เรยี นในระดบั ประถมศึกษา
ตอนปลายที่สามารถอ่านได้คลอ่ ง แตไ่ มเ่ หมาะกบั นักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้นทีท่ ักษะการ
อ่านการเขยี นยงั ไม่แขง็ แรง

2

จากปัญหาในการจดั การเรยี นการสอนที่ได้กล่าวมาขา้ งต้น พบวา่ แนวคดิ “ห้องเรียนกลบั
ด้าน” (Flipped Classroom) เป็นรปู แบบการเรียนการสอนท่สี อดคลอ้ งกับแนวคิดการจัดการเรยี นรู้
ทีเ่ น้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั อยา่ งแทจ้ ริง (วิจารณ์ พานิช, 2556) โดยเปน็ แนวทางในการเรยี นการสอน
รูปแบบใหม่ทถ่ี กู คิดคน้ ข้ึนจากครูสอนวชิ าเคมีของโรงเรียน Woodland Park High School ใน
ประเทศสหรฐั อเมริกา 2 คน คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams โดยเริ่มจาก Bergmann
โดยเปลยี่ นจากการสอนแบบเดมิ ท่ีเรียนที่หอ้ งแล้วกลบั ไปทาการบ้านท่ีบ้านเปน็ เรยี นทีบ่ า้ นจากสอื่ การ
สอน ไฟล์วดิ โี อที่ครูสรา้ งหรอื จากเวบ็ ไซต์ที่ครกู าหนดแล้วนางานหรอื การบา้ นทไี่ ดร้ ับมอบหมายมาทา
ท่ีหอ้ งเรียน ฝกึ คิด วิเคราะห์ แกป้ ัญหาร่วมกนั ในชั้นเรียน และครทู าหนา้ ที่ใหค้ าแนะนาอย่างใกล้ชิด
(สรุ ศักดิ์ ปาเฮ, 2556) ซ่ึงการจดั การเรียนการสอนแบบห้องเรียนกลับดา้ นนั้นจะมงุ่ เนน้ ใหผ้ ู้เรียนสรา้ ง
องค์ความรู้ดว้ ยตนเองตามทกั ษะความรคู้ วามสามารถและสตปิ ญั ญาของแต่ละบุคคล ตาม
ความสามารถทางการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ สือ่ เทคโนโลยีท่ีหลากหลายประเภทในปัจจุบัน และเป็น
การเรยี นรู้นอกชั้นเรยี นจากแหลง่ เรียนรู้ เปิดกว้างทงั้ ทางด้านความคดิ และวิธีปฏิบตั ิ เพอื่ ลดเวลาการ
บรรยายหนา้ ชั้นเรียน และครมู ีเวลาในการมีปฏสิ ัมพนั ธ์กบั นกั เรยี นมากข้ึน (สุพตั รา อตุ มัง, 2558)

การจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรยี นกลบั ด้านประกอบดว้ ย ขน้ั ตอนการจดั กจิ กรรม
(Jonathan Bergmann and Aron Sams, 2012) 4 ขัน้ ตอน ดังนี้ 1) มอบหมายใหร้ ับชมวีดีโอหรอื
ศกึ ษาสือ่ การเรยี นรู้ 2) ข้นั นา (Warm-up) เพอ่ื เตรยี มความพร้อมนกั เรียนก่อนเริ่มกจิ กรรม 3) ถาม-
ตอบเกี่ยวกับวดี ีโอที่ดู เพื่อทบทวนและตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี นกอ่ นท่ีจะลงมือทากิจกรรม
ในข้นั ถัดไป และ 4) นกั เรยี นทางาน/กจิ กรรมการเรยี นรู้ต่าง ๆ เป็นขั้นท่ีผเู้ รียนจะได้ฝกึ ทกั ษะผ่าน
กิจกรรม โดยในขน้ั นี้ผู้สอนจะแนะนา หรอื สาธติ ให้ดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นจึงใหผ้ ู้เรียนได้ลงมอื ปฏบิ ัติ
ด้วยตนเอง ทักษะการแตง่ ประโยคเปน็ ทักษะทต่ี ้องเรยี นรูห้ ลักการ และใช้เวลาในการฝึกฝนการเขียน
การจดั การเรยี นการสอนหอ้ งเรียนกลับดา้ นจงึ เหมาะสมอยา่ งยิง่ ที่จะทามาใช้ในการพฒั นาทักษะการ
แต่งประโยคของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ดังผลการศกึ ษาของ ศริ พิ ร ยชุ ัย (2556) เรื่อง
การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียน ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้
แบบห้องเรยี นกลับด้าน (Flipped classroom) พบว่าการจดั กิจกรรมเรยี นรู้ในรูปแบบหอ้ งเรียนกลับ
ด้าน (Flipped classroom) สามารถพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นใหม้ ากขึ้นได้ นักเรยี นเกดิ
พฤตกิ รรมใฝ่รใู้ ฝ่เรยี น ซึ่งจะพัฒนาไปสู่การเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ

กจิ กรรมท่ีจะทาใหน้ ักเรียนในช้ันประถมศกึ ษาตอนตน้ สามารถเรยี นรู้กฎระเบยี บแบบแผน
ของภาษาซึ่งมีความซับซ้อนไดด้ ยี ิง่ ข้ึน พรอ้ มกับสร้างบรรยากาศสนกุ สนานในการเรียนได้ คอื การนา

3

เกมมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ดงั ที่ สุวทิ ย์ มูลคา และอรทยั มูลคา (2547) กล่าวว่า การจดั การ
เรยี นร้โู ดยใช้เกม คือ กระบวนการเรยี นรู้ที่เกิดจากเลน่ เกม ทาให้นกั เรียนไดเ้ รยี นรู้กฎเกณฑก์ ติกา
เงื่อนไข หรอื ข้อตกลงทีไ่ ม่ซับซ้อน สรา้ งบรรยากาศที่สนุกสนานในการเรยี น เปน็ การออกกาลังกาย
และพัฒนาความรเิ ริ่มสร้างสรรค์ มโี อกาสปฏิสมั พันธ์ แลกเปล่ยี นความรแู้ ละประสบการณก์ ารเรยี นรู้
ร่วมกบั ผอู้ ่ืน

เว็บไซต์ Wordwall เปน็ เว็บไซตท์ ค่ี ุณครูสามารถใช้ในการสร้างส่อื การสอนประเภทเกม
ออนไลน์ หรือสามารถพมิ พเ์ ป็นใบงาน หรือประเมนิ ผู้เรียนได้หลายรูปแบบ เช่น จับคู่ ล้อสุม่
แบบทดสอบ ตีตวั ตนุ่ เรียงลาดับ และอกี มากมายท่สี ามารถสง่ เสรมิ การจดั การเรยี นรรู้ ปู แบบ
หอ้ งเรยี นกลับดา้ นใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจในการแตง่ ประโยค สนกุ สนาน เหมาะกับนักเรยี นระดบั
ประถมศึกษาตอนตน้

จากการศกึ ษาเอกสารท่ีเกยี่ วข้องและปญั หาดงั กล่าวข้างต้น ผูว้ ิจยั จึงมคี วามมุง่ หมายพฒั นา
ทักษะการแตง่ ประโยคและศกึ ษาพฒั นาการทกั ษะการแต่งประโยค ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่
2 ท่ีจัดการเรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้านร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall เพอ่ื เปน็ แนวทางในการ
จดั การเรียนรู้

2. คำถำมกำรวจิ ยั
2.1 ทกั ษะการแต่งประโยคของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 หลงั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

รปู แบบห้องเรยี นกลับด้านรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall สงู กว่าก่อนจดั กิจกรรมการเรยี นรหู้ รอื ไม่
2.2 นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 มพี ฒั นาการทกั ษะการแต่งประโยคเพ่ิมขึ้น หลงั การจดั

กจิ กรรมการเรยี นรรู้ ปู แบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นร่วมกับเวบ็ ไซต์ Wordwall หรอื ไม่

3. วัตถปุ ระสงคข์ องกำรวจิ ยั
3.1 เพอ่ื เปรียบเทยี บทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 ก่อนและ

หลงั จากการจดั การเรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้านรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall
3.2 เพอ่ื ศึกษาคะแนนพัฒนาการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 หลงั การจดั การ

เรยี นรรู้ ปู แบบห้องเรียนกลบั ดา้ นร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall

4

4. สมมตฐิ ำนกำรวิจัย
นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ทีเ่ รยี นด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รปู แบบห้องเรียนกลับ

ดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall เร่ือง การแตง่ ประโยค มีทักษะการแต่งประโยคสูงข้ึนจากกอ่ นเรียน

5. ขอบเขตของกำรวจิ ยั
5.1 ดำ้ นเน้อื หำ
เนื้อหาท่ใี ชใ้ นการวิจยั คอื การแตง่ ประโยค ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ประกอบด้วย

ประโยคความสองส่วน และประโยคสามส่วน
5.2 ด้ำนประชำกรและกลุ่มตวั อย่ำง
5.2.1 ประชากร ไดแ้ ก่ นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 ในกลุ่ม

เครือข่ายโรงเรียนหว้ ยเก้งิ ปะโค สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาอุดรธานี เขต 2
8 โรงเรียน จานวน 116 คน

5.2.2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจยั ครั้งน้ี คือ นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้าน
ห้วยเกง้ิ “วัฒนเสรรี าษฎร์บารงุ ” จานวน 15 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive
sampling)

5.3 ดำ้ นตวั แปร
5.3.1 ตัวแปรต้น คอื การจดั การเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลบั ดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์

Wordwall
5.3.2 ตวั แปรตาม คอื ทกั ษะการแต่งประโยค และคะแนนพฒั นาการทกั ษะการแตง่

ประโยคของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2
5.4 ดำ้ นเวลำ
การศึกษาในครั้งน้ี ไดด้ าเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูลในเดอื นสงิ หาคม – เดอื นกันยายน

ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564

6. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
6.1 การจดั การเรียนรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลับด้านรว่ มกับเวบ็ ไซต์ Wordwall หมายถงึ การ

จัดการเรียนรู้โดยให้นกั เรยี นเรยี นนอกหอ้ งเรยี นจากสอื่ การสอน หรือไฟล์วิดีโอ แล้วปฏิบตั ิกิจกรรม
เพือ่ ฝกึ ทักษะร่วมกันในชน้ั เรียน โดยมีครคู อยให้คาแนะนาอย่างใกลช้ ิด มขี ้ันตอนการจดั กจิ กรรม 4
ขัน้ ตอน ดังนี้

5

1. กิจกรรมนอกช้ันเรียน
1.1 มอบหมาย ครูติดต่อสอ่ื สารผา่ นชอ่ งทางออนไลน์ แจ้งแหล่งเรียนร้ใู ห้

นักเรยี นและผ้ปู กครอง นกั เรียนรับชมวดี โี อ หรอื ส่อื การเรียนรู้ เพื่อสร้างพ้ืนฐานความรูก้ อ่ นการทา
กจิ กรรมในช้นั เรียน

2. กิจกรรมในชน้ั เรยี น
2.1 ขั้นนา (Warm-up) นักเรียนเตรยี มความพรอ้ มและรบั ทราบ

จดุ ประสงค์ของกจิ กรรมการเรยี นรู้
2.2 ถาม-ตอบเกีย่ วกบั วีดีโอที่ดู นักเรียนตงั้ คาถามตอบคาถาม แลกเปล่ียน

เรียนรจู้ ากวิดโี อทด่ี ูไป และตรวจสอบความรู้ สร้างองค์ความรู้ความเขา้ ใจของตนเอง
2.3 นกั เรียนทางาน/กิจกรรมการเรียนรูต้ ่างๆ เป็นขนั้ ทีผ่ ู้เรียนจะได้ฝึก

ทกั ษะผา่ นเกมบนเว็บไซต์ Wordwall จากนนั้ ผสู้ อนจะแนะนา หรอื สาธติ การแตง่ ประโยคใหด้ ูเปน็
ตวั อย่าง จากนั้นจงึ ใหผ้ ้เู รยี นได้ลงมือปฏิบตั ิดว้ ยตนเองและใชเ้ วลาในการฝกึ ฝนการแต่งประโยค

6.2 พัฒนาการทกั ษะการแต่งประโยค หมายถงึ ค่าจากการเปรยี บเทียบผลประเมินทกั ษะ
การแตง่ ประโยค ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 จานวน 2 คร้ัง ไดแ้ ก่ ก่อนและหลังการจดั การ
เรียนรรู้ ูปแบบห้องเรยี นกลับด้านรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall ผลจากการวัดบอกถงึ ทกั ษะการแตง่
ประโยคที่เพม่ิ ขึ้นของนกั เรยี น โดยใช้สตู รคะแนนพัฒนาการเทียบระดบั พัฒนาการ (ศริ ชิ ยั กาญจน
วาสี, 2552)

6.3 ทกั ษะการแตง่ ประโยค หมายถงึ การเขยี นเรียบเรียงคาใหเ้ ป็นถ้อยความท่ีสมบรู ณ์ โดย
ประโยคจะตอ้ งประกอบด้วยส่วนหลัก คือ ภาคประธานและภาคแสดง และมีเกณฑ์ในการพิจารณา
3 ดา้ น ได้แก่ 1) ด้านเนื้อความ เน้ือหาของประโยคชัดเจนส่อื ความได้เข้าใจ สมเหตสุ มผล 2) ดา้ น
โครงสร้างประโยค โครงสรา้ งประโยคประกอบดว้ ย ภาคประธานและภาคแสดง 3) ดา้ นการสะกดคา
นักเรยี นเขียนคาไดถ้ กู ตอ้ ง โดยผู้วจิ ยั ใช้เคร่อื งมอื แบบประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยค ชนิดอัตนัย
จานวน 10 ข้อ ท่ีผู้วิจยั สร้างข้ึนในการประเมนิ ทักษะการแต่งประโยค

7. ประโยชนท์ ่คี ำดวำ่ จะไดร้ บั จำกกำรวจิ ยั
7.1 ประโยชน์เชิงนโยบำย
7.1.1 เปน็ แนวทางสาหรับสถานศกึ ษาในการพัฒนาการจัดกจิ กรรมการเรียนการ

สอนภาษาไทยด้านการเขียนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพ
7.1.2 เปน็ แนวทางสาหรบั ครนู าไปพฒั นาผูเ้ รียนให้มคี วามสามารถด้านการเขยี นให้

ไดผ้ ลดียิง่ ข้นึ และได้แผนการจัดการเรยี นรูภ้ าษาไทยการแตง่ ประโยคของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี

6

2 โรงเรยี นบา้ นห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรรี าษฎรบ์ ารุง” โดยการจดั การเรยี นรูห้ ้องเรียนกลบั ดา้ นร่วมกับ
เว็บไซต์ Wordwall

7.2 ประโยชน์เชงิ วชิ ำกำร
7.2.1. นาผลงานวจิ ัยบูรณาการกับการเรยี นการสอน นาเนอื้ หามาสอดแทรกในเอกสาร

ประกอบการสอน หรอื จดั ทาเป็นตารา
7.3 ประโยชน์เชิงปฏบิ ตั ิ
7.3.1 นักเรียนท่ีเรยี นดว้ ยการจัดการเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านร่วมกับเว็บไซต์

Wordwall มคี วามสามารถในการแตง่ ประโยคสงู ขึ้น
7.3.2 ครมู ีส่ือการเรียนการสอนทเี่ หมาะสมกับการเรียนการสอนในสถานการณก์ าร

แพรร่ ะบาดโควดิ 19

7

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง

การวจิ ยั ครัง้ นี้ ผวู้ ิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง เพือ่ เป็นหลกั ฐานใน
การอา้ งอิงสาหรับการดาเนนิ การวจิ ยั และนามาใชเ้ ป็นแนวคดิ ประกอบกบั การสรา้ งกรอบแนวคดิ เพอ่ื
เปน็ แนวทางในการวิจยั ตามลาดบั ตอ่ ไปนี้

1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พ.ศ. 2551 กลมุ่ สาระการ
เรยี นรู้ภาษาไทย

2. ทกั ษะการแต่งประโยค และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง
3. การจัดการเรียนรู้รปู แบบห้องเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์
Wordwall และงานวิจัยทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
4. คะแนนพัฒนาการ
5. กรอบแนวคิดการวจิ ัย
1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดความสาคญั สาระ
การเรยี นรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ ของกลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย ตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ไว้ดงั นี้ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551)

1.1 ความสาคญั ของภาษาไทย
ภาษาไทยเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาตเิ ป็นสมบตั ิทางวฒั นธรรมอันกอ่ ใหเ้ กิดความเป็นเอกภาพ
และเสรมิ สรา้ งบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเปน็ ไทยเป็นเครือ่ งมอื ในการตดิ ต่อสื่อสารเพื่อ
เสริมสร้างความเข้าใจและความสมั พนั ธท์ ดี่ ีต่อกันทาให้สามารถประกอบกจิ ธรุ การงานและการ
ดารงชวี ติ รว่ มกันในสังคมประชาธิปไตยได้อยา่ งสันตสิ ุขและเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์จากแหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศต่างๆเพื่อพฒั นาความรกู้ ระบวนการคดิ วเิ คราะหว์ จิ ารณแ์ ละ
สร้างสรรคใ์ หท้ ันตอ่ การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมและความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยีตลอดจน
นาไปใชใ้ นการพัฒนาอาชีพใหม้ คี วามม่นั คงทางเศรษฐกจิ นอกจากน้ยี งั เป็นสือ่ แสดงภูมิปัญญาของ
บรรพบุรุษด้านวฒั นธรรมประเพณสี นุ ทรยี ภาพเป็นสมบตั ิลา้ ค่าควรแกก่ ารรอู้ นุรกั ษแ์ ละสืบสานให้คง
อยคู่ ชู่ าตไิ ทยตลอดไปหลักสูตรการศึกษาข้ันพน้ื ฐานกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทยประกอบดงั ต่อไปน้ี
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)

8

1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรูภ้ าษาไทย
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานกาหนดมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทยดงั นี้

สาระที่ 1 การอ่าน
มาตรฐานที่ 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคดิ เพ่อื นาไปใช้

ตัดสนิ ใจแก้ปัญหาและสรา้ งวิสัยทัศน์ในการดาเนินชวี ติ และมนี สิ ยั รกั การอา่ น
สาระท่ี 2 การเขยี น
มาตรฐานที่ 2.1 ใช้กระบวนการเขยี นเขยี นสอื่ สารเขยี นเรยี งความย่อความ

และเขยี นเรอ่ื งราวในรปู แบบตา่ งๆเขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ ควา้ อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

สาระท่ี 3 การฟังการดูและการพดู
มาตรฐานท่ี 3.1 สามารถเลอื กฟังและดอู ยา่ งมวี จิ ารณญาณและพดู แสดง

ความรูค้ วามคิดและความรู้สกึ ในโอกาสต่างๆอยา่ งมวี จิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สาระท่ี 4 หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐานท่ี 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การ

เปลย่ี นแปลงของภาษาและพลังของภาษาภมู ิปัญญาของภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ิของ
ชาติ

สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานที่ 5.1 เข้าใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดีและ

วรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คุณคา่ และนามาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจริง
1.3 ตวั ช้วี ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลางดา้ นหลักการใชภ้ าษาไทย ระดับชน้ั ประถมศึกษาปี

ที่ 2

ตาราง 1 ตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง ระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 2

ป.2 1. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ  พยญั ชนะ สระ และวรรณยุกต์

วรรณยกุ ต์ และเลขไทย  เลขไทย

2. เขียนสะกดคาและบอกความหมาย  การสะกดคา การแจกลูก และการอ่านเป็น

ของคา คา

 มาตราตวั สะกดท่ตี รงตามมาตราและไม่ตรง

ตามมาตรา

9

3. เรียบเรียงคาเปน็ ประโยคได้ตรงตาม  การผันอกั ษรกลาง อักษรสูง และอกั ษรตา่
เจตนาของการส่ือสาร  คาทีม่ ตี ัวการันต์
4. บอกลักษณะคาคล้องจอง  คาท่มี พี ยัญชนะควบกล้า
5. เลือกใชภ้ าษาไทยมาตรฐานและ  คาท่มี อี ักษรนา
ภาษาถิน่ ไดเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะ  คาที่มคี วามหมายตรงขา้ มกัน
 คาท่มี ี รร
 ความหมายของคา
 การแตง่ ประโยค
 การเรยี บเรียงประโยคเปน็ ขอ้ ความสนั้ ๆ
 คาคลอ้ งจอง
 ภาษาไทยมาตรฐาน
 ภาษาถน่ิ

ในการวจิ ัยครง้ั นี้ ผู้วจิ ยั มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาความสามารถในการแต่งประโยค สาระท่ี 4
หลักการใชภ้ าษาไทย ตามตัวชีว้ ดั ท 4.1 ป.2/3 เรยี บเรียงคาเปน็ ประโยคไดต้ รงตามเจตนาของการ
สือ่ สาร สาระการเรียนร้แู กนกลาง การแต่งประโยค ซ่งึ เป็นหลกั สาคญั ในการเขยี นระดบั พ้ืนฐาน
ดงั นั้นผ้วู จิ ยั จึงจาเปน็ ที่จะต้องพฒั นาการทักษะการแตง่ ประโยค ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2
ใหด้ ขี ึน้ ดังจะได้นาเสนอรายละเอียดตอ่ ไป

2. ทักษะการแต่งประโยค
การเขยี นประโยค คอื การนาเอาคาหลาย ๆ คามาเรียงต่อกนั เป็นกลุ่มคา มลี ักษณะเปน็ วลี

และประโยคอยา่ งถูกต้องตามหลกั ไวยากรณท์ งั้ ในด้านรูปแบบและความหมาย โดยท่วั ไปประโยค
ประกอบดว้ ยคาต้ังแต่ 2 คาข้นึ ไป ที่มีทงั้ ภาคประธานและภาคแสดง

การเขยี นประโยคควรคานึงถึง สว่ นประกอบของประโยค ได้แก่ คา วลี ประโยคยอ่ ย
ประโยค (Sukhothai Thammathirat Open University, 2548)

สานักทดสอบทางการศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน ไดจ้ ดั ทาคมู่ อื
แบบทดสอบการอ่านออกเขยี นได้ของนักเรียนระดบั ประถมศึกษาปีท่ี 1 - 4 (2559) และกล่าวถึง
ทกั ษะการแต่งประโยค วา่ เป็นความสามารถในการเขียนของนักเรียนว่าสามารถเข้าใจรูปประโยค ซึ่ง
ประกอบดว้ ย ประธาน และกรยิ า และอาจมีกรรมหรอื สว่ นขยายอน่ื ๆ โดยให้นักเรยี นนาคาท่ี

10

กาหนดให้ นาไปแต่งใหเ้ ปน็ ประโยคท่ถี กู ต้องและมคี วามหมาย นักเรยี น รายคน ครูสามารถวิเคราะห์
ได้ทันทีว่านกั เรียนแตล่ ะคนเขียนประโยคผิดเพราะเหตุใด เช่น ข้อสอบกาหนดว่า “ปมู ้า” ให้
นักเรยี นนาคามาเขียนเป็นประโยคโดยมีคาวา่ “ปูมา้ ” อยู่ในประโยคนั้นให้ถูกต้อง เช่น นักเรียนแตง่
ประโยคว่า “แมซ่ ้ือปูม้ามากนิ ” หรอื “พอ่ ไปหาปมู ้า” หรอื “นา้ หาปมู ้าได้ตัวโต” แสดงวา่ นกั เรยี น
แสดงว่า นกั เรียนเขา้ ใจหน้าทข่ี องคาในประโยค และเป็นประโยคทีเ่ ป็นความจรงิ และเป็นไปได้ แต่ถ้า
นักเรยี นเขยี นคาวา่ “มปี ูม้า” หรือ “ปมู ้าโต”หรอื “ดปู มู า้ ” แสดงใหเ้ หน็ วา่ นักเรียนยงั ไม่เข้าใจ
โครงสร้างของประโยคซึ่งยงั ขาดในส่วนของประธาน หรอื ยงั ไม่เขา้ ใจในวธิ กี ารเขียนในรูปแบบของ
ประโยคท่ีถกู ตอ้ ง ครูตอ้ งหมั่นฝกึ ใหน้ ักเรยี นแต่งประโยคให้มากขึ้น

เกณฑ์ในการเขียนประโยค ให้นักเรยี นนาคาท่ีกาหนดใหม้ าเขยี นให้เป็นประโยคทีถ่ ูกต้องและ
เปน็ ประโยคทม่ี ีความหมาย โดยพจิ ารณา 3 ดา้ น ดงั นี้
1) นาคาท่กี าหนดมาเขียนเป็นประโยคทีม่ ีความหมาย
2) ประโยคสมเหตสุ มผล
3) สะกดคาไดถ้ กู ต้อง

สถาบนั ภาษาไทย สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา
ขัน้ พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร ระบถุ ึงเครอื่ งมือวัดและประเมนิ ผล “ความสามารถในการเขียน”
(2560) กลา่ วถึงทักษะการแตง่ ประโยควา่ เปน็ ความสามารถในการเขยี นประโยค และกาหนดเกณฑ์
การให้คะแนนการแตง่ ประโยค 2 ด้าน ดงั น้ี

1) เนื้อความ เขียนประโยคที่มีความหมายสอดคล้องกบั ภาพท่ีกาหนดให้ และในประโยคมี
คาทีก่ าหนดให้

2) การใชภ้ าษา เขยี นประโยคได้สมบูรณถ์ กู ต้องตามหลักภาษา เขยี นสะกดคาถกู ตอ้ งทุกคา

2.1 โครงสรา้ งประโยค
นักการศกึ ษาหลายท่านไดใหค้ วามหมายของประโยคไวดงั น้ี
พระยาอุปกิตศลิ ปสาร (2511) ซ่งึ กลา่ วถึงความหมายของประโยคไวใ้ นหนังสือหลกั
ภาษาไทย สว่ นของวากยสมั พนั ธ์ โดยสรุปวา่ ประโยค คือ ถอ้ ยคาทมี่ ีเน้ือความครบบริบรู ณ์ และ
ประโยคหนงึ่ ๆ แบ่งเป็น 2 ภาค
ภาคประธาน หมายความว่า สว่ นที่ผู้กล่าวอ้างข้นึ กอ่ น เพอ่ื ใหผ้ ูฟ้ งั รู้ว่าอะไรเป็น ขอ้ สาคญั
ของข้อความ ภาคนโ้ี ดยมากมักเป็นคานาม หรือสรรพนามเป็นสว่ นใหญ่

11

ภาคแสดง หมายถงึ คาทีแ่ สดงอาการของภาคประธานใหไ้ ด้ความครบวา่ แสดงอาการอย่าง
น้ันอย่างน้ี

ขอ้ ความใด ๆ ถา้ มีความหมายครบ 2 ภาค บริบรู ณ์เช่นนีแ้ ล้ว ก็ได้ช่อื ว่าเปน็ ประโยค เช่น
สดุ าชอบวิชาหลกั ภาษาไทย

เอกรนิ ทร์ สี่มหาศาล (2555) โครงสร้างของประโยค หมายถงึ สวนประกอบของประโยค ซง่ึ
ประโยคประกอบไปด้วย
สวนประกอบ 2 สวน คือ

1. ภาคประธาน
2. ภาคแสดง
1. ภาคประธาน คอื คาหรอื กลุ่มคาที่ทาหน้าที่เป็นผู้กระทา ซงึ่ เป็นส่วนสาคญั ของ
ประโยค โดยมากมกั ไดแก คานามหรือคาสรรพนาม
2. ภาคแสดง คอื คาหรือกลุ่มคาทป่ี ระกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรมและส่วนเตมิ เตม็
บทกริยาทาหน้าทเ่ี ป็นตวั กระทา บทกรรมทาหน้าที่เปน็ ผู้ถูกกระทา และส่วนเติมเต็มทาหน้าที่คล้าย
กรรมแต่ไมใชก่ รรมเพราะมไิ ดถกู กระทา
จากโครงสร้างขา้ งตน้ จงึ แบ่งประโยคได้ 2 ชนิด ตามสว่ นประกอบของประโยค ไดแ้ ก่
1. ประโยค 2 ส่วน คือประโยคทปี่ ระกอบด้วยประธานและกรยิ า ซึ่งบางประโยค
อาจมบี ทขยายของแต่ละสว่ นรวมอยดู่ ้วย
2. ประโยค 3 ส่วน คอื ประโยคท่ีประกอบดว้ ย ประธาน กรยิ า และกรรม ซึง่ บาง
ประโยคอาจมบี ทขยายของแตล่ ะส่วนรวมอยดู่ ว้ ย

จากการศกึ ษาเอกสาร ผูว้ ิจัยจึงสงั เคราะห์ ทักษะการแตง่ ประโยค หมายถงึ การเขยี นเรียบ
เรยี งคาใหเ้ ปน็ ถ้อยความทสี่ มบรู ณ์ โดยประโยคจะต้องประกอบด้วยส่วนหลัก คอื ภาคประธานและ
ภาคแสดง และมีเกณฑใ์ นการพิจารณา 3 ดา้ น ได้แก่ 1) ดา้ นเน้ือความ เน้ือหาของประโยคชัดเจน
ส่อื ความได้เข้าใจ สมเหตุสมผล 2) ดา้ นโครงสร้างประโยค โครงสร้างประโยคประกอบดว้ ย ภาค
ประธานและภาคแสดง 3) ดา้ นการสะกดคา นกั เรียนเขยี นคาไดถ้ กู ตอ้ ง

2.2 งานวิจัยทเี่ ก่ียวขอ้ งกับทักษะการแต่งประโยค
ธีราภรณ์ ทรงประศาสน์ (2551) ได้ศกึ ษาการใชแ้ บบฝกึ เพือ่ พฒั นาทกั ษะการแต่งประโยค
สาหรบั นักเรยี นทมี่ คี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ ิน ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นแพร่ปัญญานุกูล

12

พบวา่ 1) กรณศี ึกษาสามารถแตง่ ประโยคทีถ่ กู ตอ้ งเพิ่มมากขน้ึ โดยพจิ ารณาจากคะแนนรวม เฉลย่ี การ
ทาแบบทดสอบวัดความสามารถทางการแตง่ ประโยค หลังการใช้แบบฝึกทักษะไดค้ ะแนน เพม่ิ ขนึ้ เป็น
ร้อยละ 93 จากเดิมก่อนเรยี นท่ไี ด้คะแนนรอ้ ยละ 30 คะแนนความก้าวหนา้ เฉลีย่ คิดเป็นร้อยละ 63 3)
ผลการสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นของนกั เรยี น 5 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นความต้งั ใจความ กระตอื รอื รน้ ด้าน
ความสนใจความพึงพอใจความเขา้ ใจในบทเรียน ดา้ นการตอบคาถามในบทเรียน และการทา
แบบฝกึ หดั พบว่า ในระดบั ดีเนอ่ื งจากเด็กแสดงความสนใจในบทเรียน ตั้งใจและใหค้ วามรว่ มมือในการ
ร่วมกจิ กรรมทกุ ขน้ั ตอนสามารถตอบคาถามในบทเรียนไดร้อยละ 70 และทาแบบฝึกทักษะได้

โศภษิ ฐ์ ผดงุ โภค (2560) ไดพ้ ัฒนาชดุ ฝกึ ทกั ษะการแตง่ ประโยคเพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรยี น สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า 1) ชุดฝึกทักษะการแตง่ ประโยค สาหรับนักเรยี น
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 มปี ระสทิ ธิภาพ 82.78/83.33 ซ่ึงสงู กวา่ เกณฑม์ าตรฐานทต่ี ง้ั ไว้ 2) ผลสมั ฤทธิ์
ทางการแตง่ ประโยคของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 มีคะแนนเฉลย่ี สงู กวา่ ก่อนการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะ
การแต่งประโยคอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05

3. การจัดการเรยี นร้รู ูปแบบห้องเรยี นกลบั ดา้ นร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall
3.1 ความหมายของห้องเรยี นกลบั ด้าน
กวนิ ธร รัฐอาจ (2558; อ้างองิ จาก สรุ ศกั ดิ์ ปาเฮ, 2556) ไดใ้ ห้ความหมายหอ้ งเรยี น

กลบั ดา้ นว่า ตรงกับภาษาอังกฤษว่า The Flipped Classroom เปน็ ศพั ท์บญั ญตั ิทนี่ ิยามไว้ดงั น้ี
Flipped Classroom (n.) A Model of Teaching which students’ homework is the
traditional lecture viewed outside of class on a video. Class time is then spent on
inquiry based learning that would include what would traditionally be viewed as
students’ homework assignments.

สรปุ ได้ดังนี้ ห้องเรยี นกลบั ดา้ น หมายถงึ รปู แบบหนง่ึ ของการเรยี นการสอนโดยที่
ผเู้ รยี นจะได้เรียนรจู้ ากการบ้านทไี่ ดร้ บั ผา่ นการเรยี นด้วยตนเองจากส่ือวิดีทัศน์ (Video) นอกชน้ั เรยี น
หรือทบ่ี ้าน ส่วนการเรียนในชั้นเรียนปกติน้นั จะเป็นการเรียนแบบสืบคน้ หา สร้างองค์ความรู้ของ
ตนเองจากข้อมูลท่ีได้รบั รว่ มกนั กับเพ่ือนร่วมชัน้ โดยมคี รูเปน็ ผคู้ อยใหค้ วามช่วยเหลือชแ้ี นะ

วิจารณ์ พานชิ (2556) ไดอ้ ธิบายความหมายของห้องเรียนกลบั ด้านไวว้ า่ หอ้ งเรยี น
กลบั ด้านเปน็ กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบหนง่ึ ทเ่ี ปลี่ยนจากการใช้ชว่ งเวลาของการบรรยาย
เน้อื หา (Lecture) ในหอ้ งเรยี นมาเป็นการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ เนน้ การฝึกแก้โจทย์ปัญหาหรือการ
ประยกุ ต์ใช้จรงิ ส่วนการบรรยายจะอยใู่ นชอ่ งทางอืน่ ๆ เช่น วดี โี อ วดี ีโอออนไลน์ ฯลฯ ซงึ่ ผู้เรยี น
เขา้ ถงึ ได้เม่อื อยนู่ อกหอ้ งเรยี น ดงั นนั้ การบา้ นทเี่ คยเป็นกิจกรรมนอกห้องเรยี นจะเปลย่ี นให้เป็น
กจิ กรรมในห้องเรยี น ส่วนเนือ้ หาท่ีบรรยายในหอ้ งเรยี นจะถกู เปลี่ยนไปอยใู่ นรูปสื่อท่ีผเู้ รียนสามารถ

13

เรียนรู้เองได้ทบี่ า้ นหรอื ท่ีอนื่ ๆ
จนั ทมิ า ปัทมธรรมกลุ (2556) ไดใ้ หค้ วามหมายของห้องเรยี นกลบั ดา้ นไวว้ า่ คอื

กระบวนการเรียนการสอนรูปแบบหนึง่ ซง่ึ เปลย่ี นการใช้ช่วงเวลาของการบรรยายเนือ้ หาในห้องเรยี น
มาเป็นการทากิจกรรมตา่ ง ๆ เพ่อื ฝกึ แก้โจทย์ปัญหา และประยุกตใ์ ช้จริง สว่ นการบรรยายของผู้สอน
นนั้ จะอยใู่ นชอ่ งทางอ่ืน ๆ เช่น วดิ ีโอ พอสแคสต์ หรือ สอ่ื การเรียนรู้ตา่ ง ๆ ซงึ่ นักเรียนสามารถเขา้ ถงึ
ได้เมอื่ อยทู่ ี่บ้านหรอื นอกหอ้ งเรียน ดงั นนั้ การบา้ นท่เี คยมอบหมายให้นักเรียนฝกึ ทาเองนอกหอ้ งจะ
กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกจิ กรรมในห้องเรยี น และในทางกลบั กัน เนือ้ หาท่เี คยถา่ ยทอดผา่ นการ
บรรยายในชั้นเรยี นจะเปลยี่ นไปอย่ใู นสือ่ ท่นี กั เรยี นอ่าน ฟัง ดู ได้เองทบี่ า้ นหรอื ทไ่ี หน ๆ กต็ าม ผสู้ อน
ตง้ั โจทย์หรอื ประเด็นคาถาม ให้นักเรยี นสรุปความเนอื้ หาน้ัน ๆ เพือ่ ทบทวน ตรวจสอบความเข้าใจ
ของนักเรยี น แลว้ นามาพูดคยุ แลกเปลีย่ นหรอื ปฏบิ ตั ิจริงในห้องเรยี น

จากความหมายทก่ี ล่าวมาข้างต้น ผวู้ จิ ัยได้สรุปความหมายของหอ้ งเรยี นกลับดา้ น
หมายถงึ การจดั การเรียนรูโ้ ดยใหน้ กั เรยี นเรียนนอกหอ้ งเรียนจากสื่อการสอน ไฟล์วิดโี อท่พี ฒั นาขึน้
ค้นคว้าจากเว็บไซตท์ ่ีเกี่ยวข้องแลว้ นางานหรอื การบ้านทีไ่ ด้รับมอบหมายมาทาท่ีหอ้ งเรียน ฝึกคดิ
วเิ คราะห์ เขยี น แลว้ นามาอภปิ รายรว่ มกนั ในชั้นเรียน โดยมคี รคู อยให้คาแนะนาอยา่ งใกลช้ ดิ

3.2 แนวคิดเกีย่ วกับการจดั การเรยี นรู้รูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ น
การจดั การเรยี นรู้แบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น ได้มีนกั การศกึ ษาหลายท่านไดก้ ลา่ ว

แนวคิดเกี่ยวกับหอ้ งเรียนกลับดา้ นไวด้ งั น้ี
พชั ฎา บุตรถาวร (2558; อา้ งอิงจาก วิจารณ์ พานิช, 2556) ได้กล่าวว่า หอ้ งเรียน

กลับดา้ น เปน็ การเรียนเนือ้ หาวชิ าทบี่ า้ นและมาทาการบ้านทีโ่ รงเรียน หรืออกี นยั หนงึ่ คือรับการ
ถา่ ยทอดความรู้ลว่ งหน้ามาจากท่ีบา้ น แล้วมาสร้างองคค์ วามรู้ตอ่ ยอดจากท่ีได้รับมาให้เป็นความร้ทู ่ี
สอดคล้องกบั ชวี ติ ทาใหเ้ กิดการเรยี นรู้ “ทกั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21” และครูกต็ อ้ งจัดการเรยี นการสอน
แบบกลบั ทางเช่นกัน คอื จากท่ีเคยสอนเนือ้ หาวิชานั้นหน้าช้นั เรยี น เปลย่ี นมาเป็นสอนโดยผา่ นวีดี
ทศั น์ หรอื สื่อการสอนต่าง ๆ ที่ครูสร้างขน้ึ นามาประยุกต์ใช้ในการเรยี นการสอน โดยให้นกั เรียนไป
เรยี นรทู้ ่ีบา้ นหรอื ทอ่ี ืน่ นอกเวลาเรียน แลว้ ใช้เวลาเรียนในห้องเรยี นเพอ่ื ฝกึ ทาแบบฝกึ หดั หรือลงมอื
ปฏิบตั ิเพอ่ื ฝึกทักษะและกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น การตอบคาถาม การอภปิ ราย หรือสรุปเนื้อหาที่นกั เรียน
ไดเ้ รยี นร้มู าท้ังหมด โดยในชน้ั เรยี น ครจู ะทาหน้าทเ่ี ปน็ โคช้ ให้นกั เรยี นสามารถประยกุ ตใ์ ช้ความร้ทู ไี่ ด้
เรียนมาสร้างองค์ความร้ดู ้วยตนเอง โดยกิจกรรมในช้ันเรยี นจะเร่มิ จากการทบทวนวดี ีทัศน์ และตอบ
คาถามขอ้ สงสัยหลงั ดูวีดที ัศน์ เปน็ ข้นั ตอนท่ีทาให้ครรู วู้ ่านักเรยี นเข้าใจในเรอ่ื งใดบา้ งและจะได้แก้ไข
หรอื ขยายความรู้ความเขา้ ใจเหล่านนั้ หลังจากนน้ั ครูจะมอบหมายใหน้ กั เรยี นทางาน โดยอาจจะเป็น
การปฏิบัติการทดลอง (Lab) หรอื เปน็ กิจกรรมคน้ ควา้ โครงงานหรือกิจกรรมแก้ปัญหา ฝกึ ทกั ษะ หรือ

14

การทดสอบ ซงึ่ จะมเี วลามากพอในการทาหลาย ๆ กจิ กรรม ในสว่ นของการให้คะแนนการทดสอบ
ยงั คงเหมอื นเดมิ ทส่ี อนแบบปกติ

Bergmann & Sams (2013) ไดก้ ล่าวว่า ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านนัน้ บทบาทของครผู ู้สอนจะเปลย่ี นจากเดิมอย่างสิน้ เชิง คือ ครูจะไมใ่ ช่ผู้
ถา่ ยทอดความร้แู ต่จะมีบทบาทคล้ายกับติวเตอร์ หรือ ผู้ฝกึ หัด โดยตงั้ คาถามกระตุน้ ใหน้ กั เรียนอยาก
รอู้ ยากเหน็ และเกิดความคิดสรา้ งสรรค์ เกิดความกระตอื รือรน้ และสนุกสนานไปกับการได้ตอบคาถาม
แลกเปล่ยี นเรียนรู้ และเป็นผอู้ านวยความสะดวกในการจดั การเรียนการสอนดว้ ย โดยครูจะใช้เวลา
สาหรบั การมีปฏิสมั พันธก์ ับนกั เรียน ทาใหน้ ักเรียนท่ีเรยี นชา้ ไม่ทันเพ่ือนรว่ มห้องได้รับการเอาใจใส่
ซ่งึ จากการจัดการเรยี นรู้แบบห้องเรยี นกลับด้านในรายวชิ าเคมีของ Bergmann และ Sams นั้นจะมี
เวลาในการทากิจกรรมการเรยี นรู้ใหน้ ักเรยี นมากกว่าและประหยัดเวลามากกวา่ การเรยี นเรยี น
แบบเดมิ ซง่ึ การทใ่ี ห้นักเรียนเรยี นรูเ้ นื้อหาลว่ งหนา้ ท่บี า้ นมาแล้วมาพดู คยุ กนั ในชน้ั เรียนนั้นจะทาให้
นักเรยี นเรียนรไู้ ด้ดีขึ้น เรว็ ขึ้น เหลือเวลาสาหรบั เติมสิ่งอนื่ ๆ ให้นักเรยี นโดยเฉพาะทักษะการคิด
วเิ คราะห์

จากแนวคดิ เกยี่ วกับหอ้ งเรียนกลับด้านทีก่ ล่าวมาข้างตน ผ้วู ิจยั ไดย้ ึดแนวคดิ ตาม
Bergmann และ Sams ซึง่ สามารถสรปุ ไดว้ า่ การจัดการเรยี นรู้แบบห้องเรียนกลบั ด้านเป็นการสอน
แบบพลิกกลับ โดยเปล่ยี นจากการสอนหนา้ ช้ันเรียนทคี่ รูถ่ายทอดความรใู้ ห้แกน่ ักเรียนหนา้ ช้ันเรียน
และมอบหมายการบ้านให้นักเรยี นกลบั ไปทาทบ่ี า้ น เปน็ การสอนโดยใหน้ กั เรียนกลับไปเรยี นเนอื้ หา
ผา่ นสอ่ื การเรยี นรตู้ ่าง ๆ ที่ครูจดั หาใหห้ รือทนี่ ักเรียนสามารถเรยี นรู้ได้เองท่บี า้ นหรือที่อืน่ ๆ แตใ่ น
ชั่วโมงเรียนนักเรยี นจะได้ทากิจกรรมต่าง ๆ โดยมคี รูเปน็ ผู้คอยดูแลใหค้ าแนะนา

3.3 แนวทางการจัดการเรียนรตู้ ามแนวคิดหอ้ งเรียนกลับดา้ น
Jonathan Bergmann and Aron Sams (2012) ได้กลา่ วถงึ การใช้เวลาในชนั้ เรียน

ดังนี้ ในชน้ั เรียนท่ีมกี ารเรียนการสอนรปู แบบนั้นเดิม ครูมกั ใช้เวลาในการบรรยาย ทาใหเ้ หลอื เวลา
เพียง เลก็ น้อยสาหรับการตอบขอ้ สงสัยต่าง ๆ หรอื ให้นักเรยี นทากิจกรรมการเรียนรู้ เกดิ ความ
กระจ่างในส่ิงท่ยี งั ไม่เข้าใจ โดยครูเปน็ ผู้ใหค้ วามช่วยเหลอื แต่ภายใต้วธิ กี ารกลับด้านช้ันเรียนสัดส่วน
การใชเ้ วลาในชั้นเรยี นจะเปล่ียนไป นักเรยี นมีเวลามากขน้ึ สาหรบั ทากจิ กรรมที่ชว่ ยเพม่ิ พนู ความรใู้ ห้
กว้างขวางและลุ่ม ลึกขึน้ หรือใช้ในการฝึกทักษะการแก้ปญั หาตา่ ง ๆ (รุ่งนภา นุตราวงศ์, 2557)

15

ตาราง 2 การจดั การเรียนการสอนแบบเดมิ และการกลับดา้ นการเรียน

การเรยี นการสอนแบบเดมิ การกลบั ด้านการเรียน

กจิ กรรม เวลา กจิ กรรม เวลา

ขนั้ นา (Warm-up) 5 นาที ขน้ั นา (Warm-up) 5 นาที

ตอบข้อสงสยั เกีย่ วกับการบ้านท่ี 20 นาที ถาม-ตอบ เกย่ี วกบั วดิ ีโอที่ดู 10 นาที

นักเรยี นได้รับมอบหมาย

บรรยายเนอ้ื หาใหม่ 30-45 นาที นกั เรยี นทางาน/กจิ กรรมการ 75 นาที

เรยี นรู้ตา่ ง ๆ

นกั เรียนทางาน/กจิ กรรมการ 20-35 นาที

เรยี นรู้ตา่ ง ๆ

จากการใช้เวลาในชนั้ เรยี น สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนแบบเดมิ จะ
เน้นทต่ี ัวครผู สู้ อน เน้นการบรรยาย การกลับด้านครูมีปฏสิ มั พนั ธส์ องทางกบั นกั เรยี นและนักเรยี นมี
เวลาทากิจกรรมมากข้ึน และมเี วลาในการค้นควา้ เรียนรแู้ ละสามารถเรียนรไู้ ด้ในทกุ สถานที่ ทุกเวลา
ตามต้องการ โดยครูคอยเป็นผู้ช่วยเหลือ

สุพัตรา อตุ มงั (2558) แนวทางการจดั การเรียนูรภ้ าษาไทยตามแนวคดิ ห้องเรยี น
กลับดา้ น การจดั การเรียนร้ตู ามแนวคิดห้องเรยี นกลับด้านมีแนวทาง ดงั น้ี

1) ครภู าษาไทยตอ้ งจัดเตรียมสือ่ การเรียนรู้ ที่ นักเรยี นสามารถศึกษาด้วยตนเอง Jonathan
Bergman และ Aaron Sams ผ้รู ิเรม่ิ แนวคดิ การจัดหอ้ งเรยี นกลบั ด้านได้ทาวีดิทัศน์บทเรียนให้
นักเรยี นของเขาไดก้ ลบั ไปศกึ ษาทบี่ า้ น วดี ิทศั นบ์ ทเรียนควรมีขนาดสั้น ความยาว เพียง 10-15 นาที
เทา่ นั้น หากเนื้อหายาวควรแบ่งวดี ทิ ัศน์ ออกเป็นตอน ๆ เพื่อให้นกั เรียนสามารถศกึ ษาไดโ้ ดยไมเ่ บ่ือ
หน่ายก่อนจบบทเรยี นนักเรียนทเี่ รียนรู้กส็ ามารถหยุดวีดทิ ัศน์ หรอื ย้อนกลับไปดูอีกคร้งั เพอ่ื ทาความ
เข้าใจได้ นักเรียนไม่ตอ้ งรบี เรง่ ในการทาความเขา้ ใจบทเรียน สว่ นนกั เรยี นท่ีเรยี นรู้ไดเ้ รว็ กส็ ามารถดู
วิดีทศั นด์ ้วยความเร็วในการเรียนรขู้ องตน การนาวิดีทัศนบ์ ทเรยี นไปเผยแพรใ่ หน้ ักเรยี น สามารถ
ดาเนนิ การได้หลายช่องทาง โดยอาจบนั ทึกใน แผ่นซดี ี นาขนึ้ เวบ็ youtube หรือเว็บที่สามารถฝาก
วดี ทิ ัศนไ์ ด้ เชน่ Facebook, Google plus หรือ สร้าง กลุ่มห้องเรียนออนไลน์ใน Facebook หรือ
Line หรือ blog ประจาวชิ า นอกจากการจัดทาวิดีทศั น์แลว้ ครูยงั สามารถออกแบบส่อื ที่สอดคลอ้ ง
เหมาะสมกบั เน้ือหาวชิ า ของตนไดอ้ ีกหลายรูปแบบ เช่น บทเรียนแบบเกม CAI สื่อมัลติมเี ดยี ออนไลน์
เชน่ Khan Academy, TED-Ed , Youtube Education for Universities, Academic Earth,

16

videolectures.net, webcast. Berkley, MIT Open course, iTunes-U, Neo K-12,Teacher
Tube โดยมเี ครือ่ งมอื ทีช่ ว่ ยสร้างสื่อการสอนดว้ ยตนเองได้ เชน่ KMUTT LMS (by KMUTT Library),
Camtasia Studio (PC) or Camtasia for Mac, Jing, Snagit, Screenflow, Screencast-o-
matic, Screenr, Educreations, Screencasting นอกจากน้ี ยงั มเี วบ็ ไซต์ที่ให้ บรกิ ารเทคโนโลยี
สารสนเทศทางออนไลนเ์ พ่อื การเรยี นการสอน เชน่ ClassStart.org ซึ่งรองรับการจดั การเรยี นรู้
ลกั ษณะนี้สามารถใช้งานไดง้ า่ ย เขา้ ถงึ ไดท้ กุ ทท่ี กุ เวลาจากทัว่ ทุก มมุ โลกเพียงแคม่ คี อมพิวเตอรแ์ ละ
อนิ เทอร์เน็ตอย่างไรก็ตามครคู วรเปิดโอกาสให้นกั เรยี นได้ค้นควา้ ความรู้ดว้ ยตนเองจากแหล่งการ
เรียนรอู้ ่นื ๆ ประกอบดว้ ย เชน่ สืบคน้ จากอินเทอร์เน็ต อ่านหนงั สือจากห้องสมุด

2) ครภู าษาไทยต้องอธิบายวธิ กี ารเรียนตาม แนวคดิ ห้องเรียนกลับใหน้ กั เรียนเข้าใจ
รวมทั้งแจง้ ให้ ผปู้ กครองทราบ เพื่อใหท้ ง้ั ผู้ปกครองและนักเรยี นยอมรบั และปรับตัว

3) ครภู าษาไทยต้องจัดกิจกรรมในหอ้ งเรียนให้ นกั เรยี นได้ประโยชน์จากการเรียนรู้
แบบลงมือปฏิบตั ิและ เรยี นให้รู้จริงตามความสามารถในการเรยี นรู้ ของนักเรียน แต่ละคน ครูทา
หนา้ ท่เี ปน็ โค้ชคอยให้คาแนะนา สง่ เสริม ใหน้ ักเรยี นคิด โดยการต้งั คาถามและหาคาตอบ ครูควรให้
นกั เรียนได้ต้ังคาถามจากการชมวีดทิ ัศน์ทบ่ี า้ นมาก่อน ซ่ึงตอ้ งเป็นคาถามที่นักเรียนไมท่ ราบคาตอบ
จรงิ ๆ มา คนละ 1 คาถาม แลว้ อาจใช้ชว่ งเวลาตน้ คาบเรียนในการ ต้ังคาถามและชว่ ยกันหาคาตอบ
จากน้ันแลกเปลยี่ น ความคดิ เห็นจากเนื้อหาที่ได้ชมวีดิทัศน์ หรือสร้าง Blog หรือต้งั กล่มุ ห้องเรยี นใน
Facebook หรอื Line แล้วให้ นักเรยี นเข้ามาตง้ั คาถาม และอภิปรายหาคาตอบ ในข้ันแรกครอู าจ
เปน็ ผูต้ ั้งประเด็นถามนักเรยี นกอ่ นเพ่อื สร้างความสนใจของนักเรยี น และทีส่ าคัญท่สี ุด คอื ครูต้อง
ติดตาม ความกา้ วหนา้ ทางการเรยี นของนักเรียนอย่างสม่าเสมอ เนอ่ื งจากมีการเปลีย่ นหอ้ งเรียนให้
เป็นห้อง ทางาน ครูควรจัดอปุ กรณ์ต่าง ๆ ท่ีจะเอื้ออานวยต่อการเรียนรู้ของนกั เรยี นมากทสี่ ดุ โดย
อาจจัดใหเ้ รียนรู้แบบเดีย่ ว หรือจัดเปน็ กล่มุ ใหเ้ รยี นรู้ร่วมกนั และช่วยเหลือกนั หากนกั เรียนคนใด
เรยี นรู้ ชา้ ครูอาจจะจัดแยกออกมา ศกึ ษาประเดน็ ทยี่ งั ไม่เข้าใจอีกครง้ั ส่วนนักเรียนทเ่ี รียนรู้ เขา้ ใจดี
แลว้ ก็เรยี นในประเด็นอนื่

4) ครูภาษาไทยตอ้ งสร้างระบบประเมนิ ผลอยา่ งเหมาะสมและเน้นการประเมินตาม
สภาพจรงิ นกั เรียนปฏิบัตกิ จิ กรรมครตู ้องสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ของนกั เรียนทุกคน หากนักเรยี น
คนใดตอ้ งการ คาแนะนาหรือความช่วยเหลอื ครูจะได้ใหค้ วามช่วยเหลือ นกั เรยี นได้อย่างเหมาะสม
ตามศกั ยภาพ นอกจากน้ีควรเปน็ การประเมินการใช้ทกั ษะภาษาไทยมากกว่ามงุ่ ทดสอบความรูเ้ ชงิ
หลักการเพยี งอยา่ งเดียว

จากการศกึ ษาเอกสารที่เก่ยี วข้องพบว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้รปู แบบห้องเรยี น
กลบั ดา้ นมีความเหมาะสมกบั วชิ าหรือเนือ้ หาท่ีเน้นการฝึกปฏิบตั ิ ลงมือทา และเหมาะกบั การจัดการ

17

เรียนรูเ้ พ่ือการพฒั นาทกั ษะการแตง่ ประโยค ทงั้ นี้กิจกรรมจะทาใหน้ กั เรียนในชัน้ ประถมศกึ ษา
ตอนต้นสามารถเรียนรกู้ ฎระเบยี บแบบแผนของภาษาซ่งึ มคี วามซับซ้อนได้ดียง่ิ ข้ึน พร้อมกบั สรา้ ง
บรรยากาศสนกุ สนานในการเรียนได้ คอื การนาเกมมาใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้ ดังท่ี สุวทิ ย์ มูลคา
และอรทยั มลู คา (2547) กลา่ วว่า การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชเ้ กม คือ กระบวนการเรยี นรู้ที่เกดิ จากเล่น
เกม ทาให้นักเรียนไดเ้ รยี นรกู้ ฎเกณฑ์กตกิ าเง่อื นไข หรือขอ้ ตกลงท่ไี มซ่ ับซอ้ น สรา้ งบรรยากาศท่ี
สนุกสนานในการเรียน เป็นการออกกาลังกาย และพฒั นาความริเริม่ สรา้ งสรรค์ มีโอกาสปฏสิ มั พนั ธ์
แลกเปลีย่ นความรูแ้ ละประสบการณ์การเรยี นร้รู ่วมกับผ้อู ่ืน

เวบ็ ไซต์ Wordwall เปน็ เว็บไซตท์ ่ีครสู ามารถใช้ในการสร้างสอื่ การสอนประเภทเกมออนไลน์
หรอื สามารถพมิ พ์เปน็ ใบงาน หรือประเมินผเู้ รยี นได้หลายรปู แบบ เช่น จับคู่ ลอ้ สมุ่ แบบทดสอบ ตีตัว
ตุน่ เรียงลาดบั และอกี มากมายที่สามารถส่งเสรมิ การจดั การเรยี นรรู้ ปู แบบห้องเรียนกลับด้านให้เกิด
ความร้คู วามเข้าใจในการแตง่ ประโยค สนกุ สนาน เหมาะกับนักเรยี นระดบั ประถมศกึ ษาตอนต้น

ผ้วู ิจยั จงึ ได้นาเกมบนเว็บไซต์ Wordwall มาเป็นกิจกรรมหนงึ่ ในการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบ
ห้องเรียนกลับด้าน สรปุ ข้นั ตอนการจัดการเรยี นรู้ได้ ดังน้ี

1. กิจกรรมนอกช้ันเรยี น
1.1 มอบหมาย ครตู ิดต่อส่ือสารผา่ นช่องทางออนไลน์ แจง้ แหล่งเรยี นรู้ให้

นักเรยี นและผปู้ กครอง นักเรียนรบั ชมวดี โี อ หรอื สอ่ื การเรยี นรู้ เพอ่ื สร้างพื้นฐานความรกู้ ่อนการทา
กจิ กรรมในช้นั เรียน

2. กจิ กรรมในชนั้ เรยี น
2.1 ขั้นนา (Warm-up) นักเรยี นเตรยี มความพร้อมและรบั ทราบ

จุดประสงคข์ องกิจกรรมการเรียนรู้
2.2 ถาม-ตอบเกย่ี วกับวีดโี อทด่ี ู นกั เรียนต้งั คาถามตอบคาถาม แลกเปลยี่ น

เรียนรจู้ ากวดิ โี อทีด่ ไู ป และตรวจสอบความรู้ สรา้ งองค์ความรู้ความเข้าใจของตนเอง
2.3 นักเรยี นทางาน/กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ่างๆ เปน็ ขัน้ ที่ผเู้ รียนจะได้ฝึก

ทักษะผ่านเกมบนเวบ็ ไซต์ Wordwall จากน้ันผูส้ อนจะแนะนา หรอื สาธิตการแตง่ ประโยคใหด้ ูเป็น
ตวั อย่าง จากน้ันจึงใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏบิ ตั ิดว้ ยตนเองและใชเ้ วลาในการฝึกฝนการแตง่ ประโยค

3.4 ประโยชน์ท่ีเกดิ จากการจดั การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลบั ด้าน
Jonathan Bergmann และ Aaron Sams (2012) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ท่เี กดิ จาก
การจัดการเรยี นรูแ้ บบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ น ดงั น้ี

18

1) เพอ่ื ปรบั เปล่ียนวธิ กี ารสอนของครู จากการบรรยายหนา้ ช้นั เรยี นหรือจากครูสอน
ไปเป็นโค้ชหรอื ครฝู ึก คอยแนะนาการทาแบบฝกึ หัดหรือทากิจกรรมอ่นื ในชนั้ เรยี นใหแ้ ก่นักเรยี นเปน็
รายบุคคล หรอื อาจเรียกว่าเปน็ “ครูติวเตอร์”

2) เพอ่ื ใชเ้ ทคโนโลยกี ารเรยี นท่เี ดก็ สมยั ใหม่ชอบโดยใช้สือ่ เทคโนโลยี ซ่งึ กล่าวได้วา่
เปน็ การนาโลกของโรงเรยี นเขา้ สู่โลกของนกั เรยี นซงึ่ เป็นโลกยคุ ดจิ ิตัล

3) เพือ่ ลดภาระงาน การบา้ น หรอื กจิ กรรมของนักเรียน ดงั นัน้ จงึ ตอ้ งเข้าไป
ชว่ ยเหลอื ในการจัดการเรยี นรู้โดยใชบ้ ทเรยี นออนไลนท์ ส่ี อนดว้ ยวดี ีทัศนอ์ ยู่บนอนิ เทอร์เน็ต
(Internet) เดก็ สามารถเรียนรู้ไว้ลว่ งหนา้ หรอื เรียนตามช้ันเรยี นไดง้ ่ายขึน้ รวมทง้ั เป็นการฝกึ เดก็ ให้
รจู้ ักการจัดการเวลาของตนเอง

4) ชว่ ยเหลอื เดก็ เรยี นอ่อนให้ขวนขวายหาความรู้ ในชน้ั เรยี นปกติเดก็ เหล่านจี้ ะถูก
ทอดท้งิ แต่ในหอ้ งเรียนกลบั ด้าน เด็กจะได้รบั การเอาใจใส่จากครมู ากท่ีสดุ โดยอตั โนมัติ

5) ช่วยเหลือเดก็ ทมี่ ีความสามารถแตกต่างกนั ใหก้ า้ วหน้าในการเรียนตาม
ความสามารถของตนเอง เพราะเดก็ สามารถฟงั -ดูวดี ีทศั น์ได้เอง สามารถหยุดพกั หรอื เรียนหลาย ๆ
รอบก็ไดต้ ามความสนใจหรือความพึงพอใจของนักเรยี น

6) ช่วยให้เดก็ สามารถเรียนหลาย ๆ รอบกับครูของตนเองได้ ทาให้เด็กจดั เวลาเรียน
ตามทีต่ นพอใจ เบ่ือกห็ ยุดพักได้ สามารถแบง่ เวลาในการดเู ป็นชว่ งได้

7) สร้างปฏสิ มั พันธ์ระหว่างนักเรียนกบั ครูเพม่ิ ข้ึน ตรงกันข้ามกับการทเี่ รียนแบบ
ออนไลน์ การเรยี นแบบห้องเรียนกลับด้านยงั เปน็ รปู แบบการเรียนท่ีนักเรียนยังคงมาโรงเรียนและ
นักเรยี นพบปะกับครู ห้องเรยี นกลบั ดา้ นเป็นการประสานขอ้ ดีระหว่างการเรยี นแบบออนไลน์ และการ
เรียนแบบพบหน้าตัวตอ่ ตวั ช่วยเปล่ียนและเพ่ิมบทบาทของครูให้เปน็ ทัง้ พเี่ ลีย้ ง (Mentor) เพื่อน
เพื่อนบา้ น (Neighbor) และผู้เช่ียวชาญ (Expert)

8) ชว่ ยให้ครรู ู้จกั นกั เรยี นดีข้ึน หนา้ ท่ีของครไู ม่ใช่เพียงการมอบความรหู้ รอื เนอื้ หาให้
นักเรียน แตต่ ้องกระตนุ้ ใหเ้ กิดแรงบนั ดาลใจ (Inspire) ใหก้ าลังใจ รับฟงั และช่วยเหลอื หรือส่งเสริม
ผเู้ รยี นซง่ึ เปน็ มิติสาคัญท่จี ะชว่ ยเสริมพฒั นาการทางการเรยี นของเดก็

9) ช่วยเพ่ิมปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งนักเรยี นในช้นั เรียนดว้ ยกันเองจากกิจกรรมการเรยี นรู้
ทีค่ รจู ดั ประสบการณข์ ้ึนมานั้น ผู้เรียนสามารถทจี่ ะชว่ ยเหลอื เก้ือกูลซงึ่ กนั และกนั ได้ดี เป็นการ
ปรับเปลีย่ น กระบวนทัศน์ของนกั เรยี นที่เคยเรียนตามคาสัง่ ครูหรือทางานให้เสรจ็ ตามกาหนด เป็น
การเรยี นเพือ่ ตนเองไม่ใช่คนอื่น ส่งผลให้เด็กเอาใจใสก่ ารเรียนและปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งนกั เรยี น
ดว้ ยกนั จะเพิ่มมากขึ้น

10) ช่วยให้เหน็ คณุ ค่าของความแตกต่าง ตามปกติแล้วในช้นั เรยี นเดียวกนั จะมีเดก็ ท่ี
มคี วามแตกต่างกนั มาก มีความถนดั และความชอบทแี่ ตกต่างกัน ดงั นั้นการจัดกิจกรรมการสอนแบบ

19

หอ้ งเรียนกลบั ด้านจะชว่ ยให้ครูเหน็ จุดอ่อนจุดแขง็ ของผู้เรียนแตล่ ะคน
11) เป็นการปรบั เปลย่ี นรูปแบบการจัดการหอ้ งเรยี น ชว่ ยเปดิ ช่องให้ครูสามารถ

จัดการ ช้ันเรียนได้ตามความต้องการท่ีจะทา ครูสามารถทาหนา้ ที่ของการสอนท่ีสาคัญในเชงิ
สรา้ งสรรคเ์ พื่อสร้างคุณภาพแกช่ นั้ เรียน ช่วยใหเ้ ด็กวางแผนอนาคตของตนเองไดด้ ี

12) เปลย่ี นคาสนทนากบั พ่อแม่ ประสานความสมั พันธท์ ่ีดีระหว่างโรงเรยี นกบั
ผปู้ กครอง ซึง่ การรบั ทราบและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันจะทาให้เด็กเกดิ การเรยี นรูท้ ่ดี ไี ด้

13) ช่วยใหเ้ กิดความโปรง่ ใสในการจัดการศึกษา การใชห้ อ้ งเรียนแบบกลับด้านโดย
นาเนอ้ื หาสาระไปไวใ้ นวีดีทัศน์ และนาไปเผยแพรท่ างอนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ การเปิดเผยเนอ้ื หาสาระ
ทางการเรียน ให้สาธารณชนได้ทราบ เปน็ การสรา้ งความเชื่อมั่นในคุณภาพการเรียนการสอนให้
ผปู้ กครองทราบ

จากประโยชน์ทีเ่ กดิ จากการจดั การเรียนรู้แบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ นทไ่ี ด้กล่าวมา
ขา้ งต้น สามารถสรปุ ไดว้ ่า การจัดการเรยี นรูแ้ บบห้องเรียนกลบั ดา้ นจะช่วยสง่ เสรมิ การเรยี นรูข้ อง
นักเรยี นทง้ั ในและนอกหอ้ งเรียน ชว่ ยให้นักเรยี นรจู้ กั บริหารเวลาของตนเองใหเ้ หมาะสมและศึกษา
เรยี นรูไ้ ดต้ ามศกั ยภาพของตน สร้างปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งครกู ับนกั เรยี นจากการทากิจกรรมในชน้ั เรียน
ทาให้ครมู องเหน็ จุดแขง็ และจดุ อ่อนของนักเรียนแตล่ ะคน ครูสามารถให้คาแนะนาและชว่ ยเหลือ
นกั เรยี นได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ

3.5 งานวิจยั ท่เี กี่ยวข้องกับการจดั การเรยี นรู้รูปแบบห้องเรียนกลับดา้ น
นชิ าภา บรุ ีกาญจน์ (2556) ศกึ ษาผลการจัดการเรียนรู้วิชาสขุ ศึกษาโดยใช้แนวคดิ
แบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านท่ีมตี ่อความรบั ผิดชอบและผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรียนมัธยมศึกษา
ตอนต้น จากผลการวจิ ยั ดงั นี้ 1) ค่าเฉล่ียของคะแนนความรับผิดชอบและผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ า
สขุ ศกึ ษาของนกั เรยี นกลุม่ ทดลองหลงั การทดลองสูงกวา่ ก่อนการทดลอง อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติท่ี
ระดบั .05 2) ค่าเฉล่ียของคะแนนความรับผิดชอบและผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสุขศึกษาของ
นกั เรยี นกลุ่มทดลองสูงกวา่ นักเรียนกลุม่ ควบคมุ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
ศิรพิ ร ยุชัย (2556) ได้ศกึ ษา เร่ือง การศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรยี น
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5 โดยใช้รปู แบบการจัดการเรยี นรแู้ บบหอ้ งเรียนกลับด้าน (Flipped
classroom) โดยมีวัตถปุ ระสงคเ์ พื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษา
ปีท่ี 5 ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น Welcome to Asian โดยใชร้ ูแบบการ
เรยี นรแู้ บบหอ้ งเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) กอ่ นเรยี นของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่
ต่างกันมากนัก กล่าวคือ มีผลเฉล่ียคะแนนแตกต่างกันเพียง 0.11 แสดงวา่ ก่อนการทดลอง นักเรียน
ทั้ง 2 กลุม่ มพี ืน้ ฐานการเรยี นรู้ เร่ือง Welcome to Asian ใกล้เคยี งกัน 2) คะแนนผลสมั ฤทธิ์

20

ทางการเรียน เรื่อง Welcome to Asian โดยใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบห้องเรยี นกลับดา้ น (Flipped
Classroom) หลงั เรยี นของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีความแตกต่างกน กล่าวคอื มีผลเฉล่ีย
คะแนนแตกตา่ งกันเพียง 1.26 แสดงว่า หลงั การทดลอง นกั เรยี นทัง้ 2 กลุ่ม มคี วามร้เู รื่อง Welcome
To Asian แตกต่างกัน ผลการวจิ ัย พบว่า การจดั กิจกรรมเรยี นรู้ในรปู แบบห้องเรียนกลบั ดา้ น
(Flipped classroom) สามารถพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนให้มากข้นึ ได้ อีกท้ัง ทาใหน้ ักเรยี น
มพี ฤติกรรมใฝร่ ู้ใฝเ่ รียน ซึ่งผูว้ ิจยั เหน็ ว่า พฤตกิ รรมเหล่านี้ สามารถพัฒนาไปสู่พฤตกิ รรมการเรียนรู้
ตลอดชีวติ

นวพฒั น์ เกม็ กาแมน (2558) ศึกษาผลของการจัดการเรยี นร้แู บบห้องเรยี นกลบั
ดา้ นดว้ ยบทเรียนอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2 ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
ผลการวิจยั พบว่า 1) แผนการจัดการเรยี นรแู้ บบห้องเรยี นกลับดา้ นด้วยบทเรียนอเิ ล็กทรอนิกส์ วชิ า
เทคโนโลยีสารสนเทศ 2 เรื่อง การเขียนโปรแกรมแบบทางเลือกมีคณุ ภาพอย่ใู นระดบั ดี ( ̅=4.37) 2)
บทเรยี นอิเล็กทรอนิกสว์ ิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2 เรอ่ื ง การเขียนโปรแกรมแบบทางเลือก มี
ประสิทธภิ าพ E1/E2 เท่ากบั 80.37/81.93 และ 3) นกั เรยี นที่เรยี นด้วยการจดั การเรยี นรู้แบบ
หอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นดว้ ยบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ 2
เร่อื ง การเขียนโปรแกรมแบบทางเลอื ก สงู กว่านกั เรยี นท่ีเรียนด้วยการจัดการเรยี นร้แู บบปกติ อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05

อพนั ตรี พูลพุทธา และคณะ (2558) ศึกษาการพัฒนาการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ โดย
ใช้การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับทางดว้ ยชุดกจิ กรรม เร่ือง ปรากฏการณท์ างลมฟา้ อากาศ
สาหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนโกสมุ วิทยาสรรคก์ ารวิจัยพบวา่ 1) แผนการจดั การ
เรียนรูแ้ บบห้องเรยี นกลบั ทางดว้ ยชดุ กิจกรรม มปี ระสิทธภิ าพ (E1/E2) เท่ากบั 81.45/83.46 แสดงวา่
แผนการจัดการเรยี นรแู้ บบหอ้ งเรยี นกลบั ทางดว้ ยชุดกจิ กรรม มปี ระสิทธภิ าพสูงกวา่ เกณฑ์ทตี่ ้งั ไว้
80/80 2) ดชั นีประสิทธผิ ลของการจดั การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลบั ทางด้วยชดุ กิจกรรม มีคา่ 0.7434
สง่ ผลใหน้ ักเรียนเกิดการเรียนรเู้ พิม่ ข้ึนร้อยละ 74.34 3) นกั เรยี นทไี่ ด้รับการจดั การเรียนร้แู บบ
ห้องเรียนกลับทางดว้ ยชดุ กจิ กรรม มีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมี
นยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 4) นักเรียนมคี วามพึงพอใจต่อการจดั การเรียนร้แู บบหอ้ งเรยี นกลับทาง
ด้วยชุดกจิ กรรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.23, S.D.=0.76) และรายดา้ น โดยด้านทีม่ ี
ค่าเฉลยี่ สงู สุด 3 อนั ดับแรก ได้แก่ อนั ดับ 1 ดา้ นเน้ือหา (X = 4.27,S.D.=0.10) อย่ใู นระดบั มาก
อนั ดับ 2 ด้านกจิ กรรมการเรียนรู้ (X = 4.23, S.D.=0.12) อยใู่ นระดบั มาก และอนั ดบั 3 ดา้ น
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้/คาชแ้ี จง (X = 4.22, S.D.=0.09) อยใู่ นระดับมาก

อาลาวยี ๊ะ สะอะ (2558) ศึกษาผลผลการจัดการเรียนรแู้ บบหอ้ งเรียนกลับทาง
ท่ีมตี อ่ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ และความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นร้ขู อง

21

นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 5 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ไดร้ บั การจดั การเรียนรแู้ บบหอ้ งเรียนกลบั
ทางมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนชวี วิทยาและทักษะการคิดวิเคราะห์หลงั เรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอยา่ งมี
นยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนร้แู บบหอ้ งเรยี นกลบั ทางใน
ระดบั มาก

นภิ า กู้พงษศ์ กั ด์ิ (2560) ไดศ้ ึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเพือ่ การ
สรา้ งสรรค์และความพงึ พอใจตอ่ วธิ กี ารสอนแบบหอ้ งเรียนกลับด้าน ผลการวจิ ยั พบวา่ เมือ่ มีการขจัด
อทิ ธิพลของการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ า ภาษาไทยเพื่อการสร้างสรรคก์ ่อนเรียน ผล
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิธีการสอน แบบปกตแิ ละวิธีการสอนแบบหอ้ งเรียนกลับ
ด้าน พบวา่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าภาษาไทยเพือ่ การสร้างสรรค์ จานวน 3 เรอ่ื ง ไดแ้ ก่ การใชค้ า
ชอื่ เรอื่ ง ภาพพจน์ หลังเรยี นดว้ ยวิธีการสอนแบบ ห้องเรียนกลับด้านสงู กว่าวธิ ีการสอนแบบปกติอย่าง
มนี ยั สาคญั ทีร่ ะดบั .05 ในขณะทีผ่ ลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียนเรือ่ งโวหารไม่แตกต่างกนั และผู้เรียนมี
ความพึงพอใจตอ่ วิธกี ารสอนแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้าน ทั้ง 3 ด้านในระดบั มาก ไดแ้ ก่ ความพงึ พอใจ
ด้านความรคู้ วามเข้าใจเนอื้ หา พบวา่ การเตรยี ม พรอ้ ม กอ่ นเรียนทาให้เวลาเรยี นผเู้ รียนมคี วามรู้
ความเข้าใจมากขึ้น ด้านบรรยากาศการเรียน พบว่าผู้เรยี นมีความสขุ และสนกุ กับการเรยี น และดา้ น
การทากิจกรรมกลุ่ม พบว่ากจิ กรรมกลุม่ ฝึกให้ผู้เรยี นมีความสามคั คแี ละความรบั ผิดชอบร่วมกัน

สธุ นา สิรธิ นดีพันธ์ (2560) ไดศ้ กึ ษาผลการใช้ชดุ กิจกรรมควบคู่กบั การใช้แอปพลิเค
ชันคาฮูท เพ่ือพัฒนาทักษะการแต่งประโยค ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นสาธิต
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสุนนั ทา พบวา่ 1) ประสิทธภิ าพของการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนการจัดการ
เรยี นรู้ โดยใชช้ ุดกิจกรรมควบคูก่ ับการใช้แอปพลเิ คชันคาฮูท เร่อื ง การแตง่ ประโยค ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นสาธิตมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสุนันทา มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 83.28
/ 85.00 ซ่ึงเปน็ ไปตามเกณฑ์ทีก่ าหนดไว้คือ 80/80 2) ค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดการเรียนรขู้ อง
แผนการจดั การเรียนรโู้ ดยใชช้ ุดกจิ กรรมควบคกู่ บั การใช้แอปพลิเคชนั คาฮทู เรื่อง การแตง่ ประโยค
ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนสาธิตมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทามีคา่ ดชั นี
ประสทิ ธิผลเท่ากบั 0.6980 แสดงว่านกั เรยี นมคี วามรเู้ พิม่ ขนึ้ 0.6980 หรอื คดิ เปน็ รอ้ ยละ 69.80 3)
นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1 ทีเ่ รยี นดว้ ยแผนการจดั การเรยี นร้โู ดยใชโ้ ดยใชช้ ดุ กิจกรรมควบคู่กบั
การใชแ้ อปพลิเคชนั คาฮูท เพอ่ื พฒั นาการแต่งประโยค ความสามารถและมที ักษะการในการแต่ง
ประโยคหลังเรยี นสงู กว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05

ศริ ิพล แสนบญุ ส่ง (2560) ได้พฒั นารูปแบบการจัดการเรยี นรหู้ ้องเรียนกลบั ดา้ นโดย
ใช้เทคโนโลยคี ลาวด์ ทีม่ ีผลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวชิ าคอมพวิ เตอร์สาหรบั ครูของนักศึกษา
ปริญญาตรี ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลบั ด้านโดยใช้เทคโนโลยีคลาวด์
ที่พฒั นาขนึ้ มีความเหมาะสมโดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากที่สดุ (x̅ = 4.54, S.D. = 0.50)

22

2) ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของผูเ้ รียนหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05
และ 3) ผู้เรยี นมีความพงึ พอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนกลับดา้ นโดยใชเ้ ทคโนโลยีคลาวด์
รายวชิ าคอมพิวเตอร์สาหรับครใู นภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากท่สี ุด (x̅ = 4.54, S.D. = 0.60) สามารถ
สรปุ ได้วา่ รปู แบบการจัดการเรยี นรทู้ ่พี ัฒนาขน้ึ สง่ ผลให้ผูเ้ รยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นสงู ข้นึ

วรัทยา มณีรตั น์ (2560) การพฒั นาการจัดการเรียนร้แู บบห้องเรยี นกลับดา้ นวิชา
เคมี เรอื่ ง กรด-เบส สาหรับนักเรยี นห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ พบวา่ การจัดการเรยี นร้แู บบ
หอ้ งเรียนกลบั ด้าน วิชาเคมีเร่อื ง กรด-เบส มปี ระสิทธภิ าพ E1/E2 เทา่ กบั 84.53/79.86 ซง่ึ เปน็ ไป
ตามเกณฑ์ประสทิ ธภิ าพ 75/75 ทกี่ าหนดไวแ้ ล้วนาการจดั การเรยี นรู้แบบหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นท่ี
พัฒนาข้นึ ไปใชก้ บั นกั เรยี นห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรยี น
บดินทรเดชา (สิงห์สงิ หเสน)ี จานวน 24 คน พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาเคมี เรื่อง กรด-เบส
และทกั ษะกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของนกั เรียนหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตรท์ ่ีไดร้ บั การจดั การ
เรียนรแู้ บบห้องเรยี นกลบั ดา้ นวชิ าเคมี เร่อื ง กรด-เบส มีคะแนนหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี นอย่างมี
นยั สาคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

ศิริมา บญุ มาก (2562) การพฒั นาชดุ กจิ กรรมการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์แบบห้องเรียน
กลบั ทางเรือ่ ง ความหลากหลายของส่ิงมชี วี ติ สาหรับนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ผา่ น Google
Classroom ผลการศึกษาพบว่า 1) ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ บบห้องเรียนกลบั ทางเรอ่ื ง
ความหลากหลายของสงิ่ มีชวี ติ สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 4 ผา่ น Google Classroom
มปี ระสิทธภิ าพของกระบวนการ (E1) และประสทิ ธภิ าพของผลลพั ธ์ (E2) เทา่ กับ 81.80 / 82.20
และสูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ทตี่ ้งั ไว้ 2) ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของนักเรียนหลังการใช้ชดุ กจิ กรรมการ
เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบห้องเรียนกลับทางหลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นใชช้ ดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ แตกตา่ งกนั
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั 0.05 3) ค่าดชั นปี ระสิทธิผลของการเรยี นรูด้ ้วยชดุ กจิ กรรมการ
เรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ บบหอ้ งเรียนกลับทางเรอื่ งความหลากหลายของสิ่งมชี ีวติ สาหรับนักเรยี นชัน้
ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผา่ น Google Classroom มีคา่ เท่ากบั 0.8695 ซง่ึ แสดงวา่ โดยภาพรวมหลงั การ
ใช้ชดุ การเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์แบบหอ้ งเรียนกลบั ทางเรอ่ื ง ความหลากหลายของส่ิงมีชวี ิต สาหรับ
นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ผา่ น Google Classroom ทาให้นักเรยี นมคี ะแนนเพมิ่ ข้ึนคดิ เปน็ ร้อย
ละ 86.95 4) นักเรียนมีความพึงพอใจตอ่ การเรียนดว้ ยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์แบบ
ห้องเรยี นกลบั ทางเร่ือง ความหลากหลายของสิ่งมีชวี ิต สาหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 และ
ห้องเรียนออนไลน์ Google Classroom โดยภาพรวมอย่ใู นระดับมาก เพราะผู้เรยี นสามารถรังสรรค์
ชน้ิ งานผา่ นวิธกี ารเรียนร้แู บบหลากหลาย รวมท้ังสามารถพูดคุยหรอื สอบถามครูผู้สอนไดต้ ลอดเวลา
เมื่อมีปญั หาในการเรยี น

23

4. คะแนนพฒั นาการ
4.1 ความหมายของคะแนนพฒั นาการ
คะแนน (Score) คือค่าทเ่ี ปน็ ตัวเลขจากการวัดพฤติกรรมของผู้เรยี น พฤตกิ รรมของ

ผู้เรยี น เชน่ ความรู้ การปฏิบัตกิ ารใช้เหตผุ ลคุณธรรม ทักษะกระบวนการและค่านยิ มอันพงึ ประสงค์
เป็นตน้ คะแนนพฒั นาการ (growth score) คือค่าที่เป็นตัวเลขจากการเปรียบเทยี บผลการวัด
พฤติกรรมของผู้เรียนรายคนต้ังแต่ 2 คร้ังข้นึ ไป

การวัดพัฒนาการของผเู้ รยี นเปน็ กระบวนการทีผ่ สู้ อนดาเนินการได้ตัง้ แต่ก่อนเรยี น
ในชว่ งระหวา่ งเรียนและเม่อื สิน้ สุดการเรียน ผลจากการวดั บอกถึงความสามารถท่เี พ่ิมขึ้นของผูเรยี น

ดงั นน้ั การวัดพฒั นาการของผู้เรยี นรายบุคคล จงึ ตอ้ งประกอบดว้ ยสง่ิ สาคัญ 2
ประการ คือเปน็ การวัดพฤตกิ รรมเดยี วกันของผ้เู รยี นคนเดมิ และเป็นการวัดต่อเน่ืองในแต่ละชว่ ง
ระยะเวลา เชน่ วัดผลภาษาไทยกอ่ นเรยี นและหลังเรียน เป็นการวัดพฒั นาการ 2 คร้งั หากวัดเดอื นละ
1 ครง้ั ตดิ ต่อกัน 4 เดอื น เป็นการวัดพัฒนาการ 4 คร้ัง เป็นต้น

4.2 วธิ กี ารวดั และการแปลผลคะแนนพฒั นาการ
การแปลผลคะแนนพัฒนาการแปลความหมายได้หลายประการขึน้ กับวิธีการวัดและ

วิเคราะห์ คะแนนพฒั นาการการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสามารถทาได้หลายวิธีท้งั รูปแบบการ
วิเคราะหอ์ ยา่ งง่ายกับคะแนนการวัด (Observed score) จนถงึ การวิเคราะห์ขนั้ สงู กบั คะแนนจรงิ
(true score) คะแนนการวัดหรือคะแนนดบิ เปน็ คะแนนทยี่ ังมไิ ด้สกัด คะแนนความคลาดเคล่อื นใน
การวัดออกแลว้ แต่ในท่นี ี้จะเสนอวธิ วี ัดทีท่ า ได้ง่ายและเข้าใจง่ายจากคะแนนการวัด ได้แก่ วธิ ีการวัด
ความแตกตา่ งระหว่างคะแนนการสอบ วธิ ีการวัดคะแนนการเปล่ียนแปลงสัมพทั ธ์ วิธีวัดการ
เปล่ียนแปลงการ เรยี นรู้รายละเอียดของวธิ ีหาคะแนน พฒั นาการแต่ละวธิ ี มดี ังน้ี

4.2.1 วิธีการวัดคะแนนความแตกต่าง (Difference Score) วธิ นี ้ีไดจ้ ากคะแนน
การวดั 2 คร้งั คือก่อนและหลงั เรียน ซึ่งเปน็ วธิ ีพนื้ ฐานทวั่ ไปในคะแนนพัฒนาการโดยมแี นวคดิ วา่
คะแนนพัฒนาการเปน็ คะแนนคร้ังหลัง (post score) ที่ เปลีย่ นไปจากคร้ังแรก (pre score) แนวคิด
นเี้ ป็นแนวคิดท่ไี ด้รบั ความนิยมใช้กนั อยา่ งแพร่หลาย เนอื่ งจากเป็นวิธีทีส่ ามารถคานวณได้ง่าย สะดวก
และไมต่ ้องใชค้ วามรู้พื้นฐานทางสถติ ิมากนัก การหาคะแนนพฒั นาการคอื คะแนนครงั้ หลงั ลบดว้ ย
คะแนนครง้ั แรก

4.2.2 วิธวี ัดคะแนนเพิ่มสัมพทั ธ์ (Relative Gain Score) วิธนี ้ไี ด้จากคะแนนการ
วัด 2 ครั้ง คือ คะแนนคร้งั แรกและคร้ังหลัง การหาคะแนนเพม่ิ สัมพทั ธ์จากสัดสว่ นของผลต่าง
ระหว่างคะแนนจากการวดั ทงั้ 2 ครั้งกบั ผลต่างระหว่างคะแนนเต็มกับคะแนนการวดั ครัง้ แรก สาหรบั
การคณู อตั ราส่วนด้วย 100 เพอ่ื ไมใ่ ห้ค่าทไ่ี ด้เป็นทศนยิ ม

24

การคานวณคะแนนพฒั นาการโดยใช้สตู รดงั นี้ (ศริ ิชัย กาญจนวาสี, 2552)

DS = ( − ) x 100



เม่อื DS (%) หมายถงึ คะแนนร้อยละของพฒั นาการของนกั เรียน (คิดเป็นรอ้ ยละ)
F หมายถึง คะแนนเต็มของการวดั ท้งั คร้งั แรกและคร้ังหลงั
X หมายถงึ คะแนนการวัดครง้ั แรก
Y หมายถงึ คะแนนการวัดครัง้ หลัง

5. กรอบแนวคิดการวิจัย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พ.ศ. 2551 กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ได้

กาหนดให้การแตง่ ประโยคเปน็ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ซ่ึงเป็นเปน็ ทกั ษะสาคญั ในการเขยี น
ระดับพื้นฐาน

ทกั ษะการแตง่ ประโยค หมายถงึ การเขียนเรียบเรียงคาให้เป็นถ้อยความทีส่ มบูรณ์ โดย
ประโยคจะตอ้ งประกอบดว้ ยสว่ นหลัก คือ ภาคประธานและภาคแสดง และมเี กณฑ์ในการพจิ ารณา
3 ด้าน ไดแ้ ก่ 1) ดา้ นเนอ้ื ความ เนอ้ื หาของประโยคชดั เจนส่อื ความได้เข้าใจ สมเหตุสมผล 2) ดา้ น
โครงสรา้ งประโยค โครงสรา้ งประโยคประกอบด้วย ภาคประธานและภาคแสดง 3) ดา้ นการสะกดคา
นกั เรยี นเขียนคาได้ถูกตอ้ ง โดยนาการจดั การเรยี นรู้แบบห้องเรียนกลับดา้ น รูปแบบการสอนทใี่ ห้
นักเรียนกลับไปเรยี นเนือ้ หาผ่านสอื่ การเรยี นรตู้ ่าง ๆ ท่คี รจู ัดหาให้หรือที่นกั เรยี นสามารถเรยี นรู้ไดเ้ อง
ทบี่ ้านหรอื ที่อนื่ ๆ แต่ในช่วั โมงเรยี นนักเรียนจะไดท้ ากจิ กรรมต่าง ๆ โดยมีครเู ปน็ ผู้คอยดแู ลให้
คาแนะนา และได้นาเกมบนเวบ็ ไซต์ Wordwall มาเปน็ กจิ กรรมหนง่ึ ในขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู้
รปู แบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ น สรุปข้ันตอนการจัดการเรยี นรไู้ ด้ ดงั นี้

1. กิจกรรมนอกช้นั เรียน
1.1 มอบหมาย ครูติดต่อสือ่ สารผา่ นช่องทางออนไลน์ แจง้ แหล่งเรยี นรูใ้ ห้

นกั เรียนและผู้ปกครอง นักเรยี นรบั ชมวดี โี อ หรือส่อื การเรียนรู้ เพอ่ื สรา้ งพ้นื ฐานความรกู้ ่อนการทา
กจิ กรรมในชั้นเรยี น

25

2. กจิ กรรมในชนั้ เรยี น
2.1 ข้นั นา (Warm-up) นกั เรยี นเตรยี มความพร้อมและรับทราบ

จุดประสงค์ของกจิ กรรมการเรียนรู้
2.2 ถาม-ตอบเกยี่ วกับวีดโี อทดี่ ู นักเรยี นต้ังคาถามตอบคาถาม แลกเปลีย่ น

เรียนรูจ้ ากวดิ โี อทด่ี ไู ป และตรวจสอบความรู้ สรา้ งองค์ความรูค้ วามเข้าใจของตนเอง
2.3 นกั เรยี นทางาน/กจิ กรรมการเรียนรตู้ ่างๆ เป็นขั้นที่ผู้เรียนจะไดฝ้ ึก

ทกั ษะผา่ นเกมบนเวบ็ ไซต์ Wordwall จากน้ันผู้สอนจะแนะนา หรอื สาธติ การแตง่ ประโยคให้ดูเป็น
ตวั อย่าง จากนนั้ จงึ ใหผ้ ูเ้ รียนไดล้ งมอื ปฏบิ ัติด้วยตนเองและใช้เวลาในการฝกึ ฝนการแตง่ ประโยค

จากการศึกษาเอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง สามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย การพัฒนาทักษะ
การแตง่ ประโยคของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นห้วยเก้งิ “วัฒนเสรรี าษฎรบ์ ารงุ ”
ดว้ ยการจดั การเรียนรูร้ ปู แบบห้องเรียนกลับดา้ นร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall ได้ดังแผนภาพท่ี 1

ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม

การจัดการเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรยี น 1. ทักษะการแตง่ ประโยค
กลับดา้ น รว่ มกับเวบ็ ไซต์ Wordwall สังเคราะห์จาก สถาบนั ภาษาไทย สานัก
ขั้นตอนการจดั กจิ กรรม รูปแบบห้องเรยี นกลับ วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สานกั งาน
ดา้ น Jonathan Bergmann and Aron คณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน
Sams (2012) กระทรวงศึกษาธิการ (2560)

1. กจิ กรรมนอกชน้ั เรียน 1.1 ดา้ นเนอื้ ความ
1.1 มอบหมาย 1.2 ด้านโครงสร้างประโยค
1.3 ดา้ นการสะกดคา
2. กจิ กรรมในชนั้ เรยี น 2. คะแนนพฒั นาการทกั ษะการแตง่
2.1 ข้นั นา (Warm-up) ประโยค สตู รคะแนนพฒั นาการ และแปล
2.2 ถาม-ตอบเกย่ี วกบั วีดีโอที่ดู คะแนนตามเกณฑ์ ระดับพฒั นาการ โดยใช้
2.3 นกั เรียนเล่มเกมบนเวบ็ ไซต์ เกณฑ์ของศิรชิ ัย กาญจนวาสี (2552)

wordwall จากนน้ั ฝึกทักษะการแตง่ ประโยค

แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจยั

26

บทท่ี 3

วิธีดำเนนิ กำรวจิ ยั

การวิจยั เรื่อง การพฒั นาทักษะการแตง่ ประโยค ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บ้านห้วยเกิ้ง “วัฒนเสรรี าษฎร์บารงุ ” ดว้ ยการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้านรว่ มกับเวบ็ ไซต์
Wordwall ดาเนนิ การทดลองตามแผนการวจิ ยั ซ่ึงผู้วิจัยนาเสนอดงั นี้

1. ประชากร
2. เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
3. การสรา้ งและหาคุณภาพของเครื่องมอื
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
5. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
6. สถิติทใี่ ช้ในการวจิ ัย

1. ประชำกร
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ในกลุ่มเครือข่าย

โรงเรียนห้วยเก้ิงปะโค สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึ กษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2
8 โรงเรียน จานวน 116 คน

กลมุ่ ตัวอยา่ งในการวิจัยครัง้ นี้ คือ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้านห้วยเกงิ้ “วฒั น
เสรรี าษฎรบ์ ารงุ ” จานวน 15 คน โดยใชก้ ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive sampling)

2. เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นกำรวิจยั
เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัยคร้ังนี้ แบง่ เปน็ 2 ชุด
2.1 เครือ่ งมือทใ่ี ช้ในกำรทดลอง ไดแ้ ก่
2.1.1 แผนการจดั การเรียนรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลับด้านร่วมกบั เวบ็ ไซต์

Wordwall เรือ่ ง การแต่งประโยค นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 จานวน 5 แผน 5 ช่วั โมง

27

2.2 เครอื่ งมือท่ีใช้ในกำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้แก่
2.2.1 แบบประเมินทกั ษะการแตง่ ประโยค ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ชนิด

อตั นยั จานวน 10 ขอ้ มคี า่ ความยากง่ายระหว่าง 0.57 – 0.79 ค่าอานาจจาแนกมีค่าตัง้ แต่ 0.28 ข้ึน
ไป และค่าความเชือ่ มัน่ เท่ากบั 0.76

3. กำรสร้ำงและหำคณุ ภำพของเครอ่ื งมอื
ผูว้ ิจัยดาเนนิ ตามข้ันตอน ดงั น้ี
3.1 เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นกำรทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบห้องเรยี นกลบั ดา้ น

ร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall เรอ่ื งการแต่งประโยค นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 มีขน้ั ตอนการสรา้ ง
ดงั นี้

3.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้รปู แบบห้องเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์
Wordwall เรือ่ ง การแต่งประโยค นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2

1) ศกึ ษาหลกั สูตรการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย
2) เขียนแผนการจัดการเรียนร้ตู ามรูปแบบของโรงเรยี นบ้านหว้ ยเก้ิง “วฒั นเสรี
ราษฎรบ์ ารงุ ” 5 แผน ดงั นี้

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 1 เตมิ คา นาสปู่ ระโยค
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 2 ประโยคสองส่วน
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 3 ประโยคสามสว่ น
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 เรียบเรยี งคาใหเ้ ปน็ ประโยค
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 5 แตง่ ประโยคจากภาพ
3) นาแผนการจัดการเรยี นรู้ เรอ่ื ง การแตง่ ประโยค ให้ผูเ้ ช่ียวชาญ 3 ท่านตรวจสอบ
ความเทย่ี งตรงเชิงเน้ือหา ความชัดเจนของการใช้ภาษาและให้ข้อเสนอแนะเพอื่ ปรบั ปรงุ แก้ไข
4) ปรับปรุงแกไ้ ขแผนการจดั การเรยี นร้เู ร่ืองการแต่งประโยคตามท่ีได้รับคาแนะนา
จากผู้เชีย่ วชาญ

3.2 เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ไดแ้ ก่
3.2.1 แบบประเมนิ ทักษะการแต่งประโยค ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 2
1) ศึกษาทฤษฎแี ละวธิ กี ารสร้างแบบประเมนิ และเกณฑ์การตรวจให้

คะแนนจากเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง
2) ศกึ ษาเนื้อหา จดุ ประสงค์การเรียนรใู้ นแผนการจดั การเรียนรู้

28

3) สร้างแบบประเมนิ ตามจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ ซ่ึงแบบประเมินการแต่ง
ประโยคใช้ประเมินทงั้ กอ่ นเรียนและหลงั เรียน จานวน 1 ฉบับ ชนดิ อัตนัย จานวน 20 ข้อ

4) นาแบบประเมนิ ท่ีสร้างขึ้นไปให้ผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบ จานวน 3 ท่าน
ตรวจสอบ ความเท่ียงตรงเชงิ เนือ้ หาของแบบประเมนิ ใชด้ ชั นีความสอดคล้องระหวา่ งแบบประเมนิ กบั
จุดประสงค์

5) นาแบบประเมินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชีย่ วชาญและปรับปรุงแก้ไข
แลว้ ไปทดลองใช้ และตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมนิ แบบ Rubric Score

6) นาแบบประเมินไปทดลองใชค้ ร้ังที่ 1 กับนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2
โรงเรียนบ้านตมู ทผ่ี า่ นการเรียนเรอื่ งการแตง่ ประโยคมาแล้ว เพ่ือหาคุณภาพของแบบทดสอบโดยหา
ค่าความยากงา่ ย (p) คา่ อานาจจาแนก (r) จากนน้ั คัดเลือกขอ้ สอบทีม่ ีคา่ ความยากง่ายระหวา่ ง 0.2–
0.8 และคา่ อานาจจาแนกต้ังแต่ 0.2 ข้ึนไป หาค่าความเช่ือม่นั ของแบบทดสอบท้งั ฉบบั โดยใช้สตู ร
ของคูเดอร์-ริชาร์ดสนั (Kuder-Richardson 20: KR-20)

7) จดั พิมพ์แบบประเมินทักษะการแต่งประโยค เป็นแบบประเมินฉบบั
สมบรู ณ์ สาหรบั ประเมนิ กอ่ นเรยี นและหลังเรียน เพ่ือใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตอ่ ไป

4. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
4.1 แบบแผนทใ่ี ช้ในกำรวจิ ัย
ในการวจิ ยั ครงั้ น้เี ป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซ่งึ ผู้วจิ ัยดาเนนิ การทดลองแบบ The One Group

Pretest-Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538)

แบบแผนกำรทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design

กล่มุ ทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลงั
E T1 X T2

สญั ลักษณ์ กลุ่มทดลอง
E แทน การจดั การเรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall
X แทน การประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยคก่อนการเรียน
การประเมินทกั ษะการแตง่ ประโยคหลังการเรยี น
T1 แทน
T2 แทน

29

4.2 กำรดำเนินกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การวจิ ยั ในครั้งนี้ ผวู้ จิ ยั ไดท้ าการทดลองกับนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ปีการศกึ ษา

2564 โดยไดท้ ดลองกบั กลุ่มตัวอย่าง คอื นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 จานวน 15 คน ผ้วู ิจยั ได้
ดาเนินการวจิ ัยตามข้ันตอน ดังนี้

1) นักเรียนกลุม่ ตวั อยา่ งจานวน 15 คน ทาแบบประเมินทกั ษะการแตง่ ประโยค
กอ่ นการจดั การเรียนร้แู ลว้ บันทึกผลการสอบไวเ้ ป็นคะแนนประเมนิ กอ่ นเรียน เพอ่ื ใชว้ เิ คราะห์ข้อมูล
ทางสถิติ

2) ผู้วจิ ยั ดาเนินการสอนและจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1-5 ด้วยการ
จัดการเรียนร้รู ปู แบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall ดงั นี้

แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 1 เติมคา นาส่ปู ระโยค
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 2 ประโยคสองสว่ น
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 ประโยคสามส่วน
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรยี บเรียงคาใหเ้ ปน็ ประโยค
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 แตง่ ประโยคจากภาพ
3) นกั เรียนกลุ่มตัวอย่างจานวน 15 คน ทาแบบประเมนิ ทักษะการแต่งประโยคหลงั
เรยี น แลว้ บนั ทึกผลประเมินไวเ้ ปน็ คะแนนประเมนิ หลงั เรียน เพอื่ ใชว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถิติ
4) ผวู้ ิจัยนาคะแนนการประเมนิ ก่อนเรียน และคะแนนการประเมินหลังเรียน มา
เปรยี บเทียบทกั ษะแต่งประโยค ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ทีจ่ ดั การเรยี นรูร้ ูปแบบห้องเรียน
กลับด้านร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall และวเิ คราะห์ขอ้ มูลทางสถิตเิ พ่อื ทดสอบสมมติฐาน และหา
คะแนนพัฒนาการ

5. กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล
ขอ้ มูลทไี่ ด้จากการเก็บรวบรวม ผวู้ ิจยั วเิ คราะห์ข้อมูลทไ่ี ด้จากการวิจยั ดงั น้ี
5.1 กำรวิเครำะหข์ ้อมูลเพอื่ เปรยี บเทียบทักษะกำรแต่งประโยค มีวธิ ีการดงั นี้
5.1.1 หาค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และคา่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนน จาก

แบบประเมนิ ทกั ษะการแต่งประโยค ของกลุม่ ทศ่ี ึกษา
5.1.2 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียของทักษะการแต่งประโยคของ

นกั เรียนกลุ่มที่ศึกษา ก่อนเรียนและหลงั เรยี น ดว้ ยสถิติทดสอบค่าทีชนดิ กล่มุ ตวั อยา่ งไมเ่ ปน็ อิสระต่อ
กนั (t-test dependent group)

5.2 กำรวิเครำะหข์ ้อมูลเพอ่ื ศึกษำคะแนนพัฒนำกำร ของนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การจัดการ

30

เรียนรูร้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลับดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall
5.2.1 คานวณคะแนนพฒั นาการ จากแบบประเมินทกั ษะการแตง่ ประโยค ก่อน

เรียนและหลังเรียน โดยใชส้ ูตรคะแนนพัฒนาการ และแปลคะแนนตามเกณฑ์ ระดับพฒั นาการ โดย
ใชเ้ กณฑ์ของศริ ิชัย กาญจนวาสี (2552) ดงั ตาราง

ตำรำง 3 เกณฑ์คะแนนพฒั นาการเทยี บระดับพฒั นาการ (ศิรชิ ัย กาญจนวาสี, 2552)

คะแนนพัฒนำกำรสัมพทั ธ์ ระดับพฒั นำกำร
76-100 พฒั นาการระดับสูงมาก
51-75 พฒั นาการระดบั สูง
26-50 พัฒนาการระดบั กลาง
0-25 พัฒนาการระดบั ต้น

6. สถิติที่ใช้ในกำรวิจยั
สถติ ทิ ่ีใชในการวจิ ยั คร้ังนี้ ประกอบดว้ ย 2 สวน คอื สถติ ิที่ใชในการตรวจสอบคุณภาพ ของ

เครอ่ื งมือและสถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
6.1 สถิติท่ีใชใ้ นกำรตรวจสอบคุณภำพของเคร่อื งมอื ประกอบด้วย
6.1.1 การตรวจสอบความตรง (Validity) ของแบบประเมนิ ทกั ษะการแต่ง

ประโยค (Bergman, 1996) คานวณได้จากสตู ร ดังน้ี

IOC = ∑R
N

เมื่อ IOC หมายถึง ดชั นีความสอดคลองระหวา่ งแบบประเมินกับผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวัง
∑R หมายถงึ ผลรวมของคะแนนความคิดเหน็ ของผเู้ ช่ียวชาญท้ังหมด
N หมายถงึ จานวนผู้เช่ียวชาญ

31

6.1.2 หาค่าความยากงา่ ย (Difficulty : P) ของแบบประเมนิ ทกั ษะการแตง่
ประโยค โดยใช้สตู รดังน้ี (Groulund and Linn, 1990)

P = R
N

เม่อื P หมายถึง คา่ ความยากของข้อสอบแต่ละข้อ
R
N หมายถงึ จานวนผู้ตอบถกู ในแตล่ ะขอ้

หมายถึง จานวนผู้เข้าสอบทั้งหมด

6.1.3 การหาคา่ อานาจจาแนก คือ ตวั แทนความแตกต่างระหวา่ งผลรวม ของ
คะแนนในกลมุ่ สงู และกลุม่ ต่าทเ่ี ป็นสัดส่วนสงู สดุ ของความแตกตา่ งท่เี ป็นไปได้เปน็ การดคู วาม
เหมาะสมของรายข้อวา่ ขอ้ คาถามสามารถจาแนกกลุ่มเกง่ และกลมุ่ อ่อนไดจ้ รงิ ซึ่งคานวณได้จากสตู ร
ดังน้ี (ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ, 2543)

H-L
R= N

เมื่อ R หมายถึง คา่ อานาจจาแนกของขอ้ สอบ
H หมายถึง จานวนคนในกลุม่ สูงทีต่ อบถูก
L หมายถึง จานวนคนในกลุ่มต่าท่ีตอบถกู
N หมายถึง จานวนคนในกลุม่ ใดกลมุ่ หนง่ึ

6.1.4 หาคา่ ความเชอื่ ม่ัน (Reliability) แบบประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยค โดย
ใชส้ ูตร Kuder Richadson 20 : KR-20 ของ คเู ดอร์-รชิ าร์ดสัน ดังน้ี (Ebel and Frisbie, 1986)
คานวณได้จากสูตร ดงั นี้

rt= n n 1 1  S2tpq 
 
 

S2t = N X2N2( X)2

32

เมือ่ rt หมายถึง สัมประสิทธขิ์ องความเช่อื มน่ั ของแบบประเมินทัง้ ฉบบั
n หมายถึง จานวนขอ้ ของแบบประเมิน

p หมายถงึ สัดสว่ นของผู้เรยี นทที่ าขอ้ สอบขอ้ น้นั ถูกกับผู้เรยี นท้ังหมด

q หมายถึง สัดส่วนของผู้เรียนทที่ าขอ้ สอบขอ้ นนั้ ผิดกับผเู้ รียนทง้ั หมด
S2t หมายถงึ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทั้งฉบบั
N หมายถึง จานวนผู้เรียน

6.2 สถติ ทิ ่ใี ช้ในกำรวิเครำะหข์ อมูลสำหรบั กำรวจิ ยั ประกอบดว้ ย
6.2.1 หาคา่ เฉลย่ี ( ̅ ) คานวณจากสตู ร (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545)

̅ = ∑X
N

เมื่อ ̅ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยเลขคณติ
∑X หมายถงึ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
N หมายถงึ จานวนนกั เรียนกลุ่มตวั อย่าง

6.2.2 หาคา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D) คานวณจากสูตร (บญุ ชม ศรีสะอาด,
2545)

S. D. = √n ∑ x2− (∑ )2
n(n−1)

เมอ่ื S.D. หมายถึง สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน

 หมายถงึ ผลรวมของคะแนนในกลุม่
 2 หมายถงึ ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกาลังสอง
N หมายถึง จานวนนักเรยี นในกล่มุ ตวั อยา่ ง

6.2.3 ทดสอบคา่ ที (t-test) เพ่อื เปรยี บเทียบทักษะการแต่งประโยค โดยใช้การ
จดั การเรียนรู้รูปแบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้านร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall โดยใชส้ ูตร t-test (Dependent
Samples) (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2543)

33

t = D

√nD2−(D)2

n−1

เมือ่ t หมายถงึ คา่ สถิติที่จะใช้เปรยี บเทียบกับคา่ วกิ ฤติ เพอื่ ทราบความมนี ัยสาคญั
D หมายถงึ ความแตกตา่ งระหว่างคะแนนกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
n หมายถึง จานวนนักเรยี นทเ่ี ปน็ กลมุ่ ทดลอง

6.2.4 คะแนนพัฒนาการโดยใช้สตู รดังน้ี (ศริ ิชยั กาญจนวาสี, 2552)
DS = ( − ) x 100



เมือ่ DS (%) หมายถงึ คะแนนร้อยละของพฒั นาการของนกั เรียน (คดิ เป็นร้อยละ)
F หมายถึง คะแนนเต็มของการวัดทัง้ คร้ังแรกและคร้งั หลงั
X หมายถงึ คะแนนการวดั คร้ังแรก
Y หมายถงึ คะแนนการวดั ครั้งหลัง

34

บทที่ 4

ผลการวิจยั

การวิจัยเร่อื ง การพฒั นาทักษะการแตง่ ประโยค ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี น
บ้านห้วยเก้งิ “วฒั นเสรรี าษฎร์บารุง” ดว้ ยการจดั การเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้านรว่ มกับ
เว็บไซต์ Wordwall

กลุม่ ตวั อย่าง คือ นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบา้ นหว้ ยเกง้ิ “วฒั นเสรรี าษฎร์
บารุง” อาเภอกมุ ภวาปี จังหวัดอดุ รธานี ที่กาลงั ศึกษาในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 15
โดยผู้วิจัยได้จดั การเรยี นรู้รปู แบบหอ้ งเรียนกลับด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall เร่ืองการแต่งประโยค
จานวน 5 แผน ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะหแ์ ละแปลผลตามลาดับ ดังน้ี

1. เปรยี บเทียบทักษะการแต่งประโยค โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้รปู แบบหอ้ งเรยี นกลับด้าน
ร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall

2. ศกึ ษาพัฒนาการทักษะการแต่งประโยค ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 หลงั เรยี น
ด้วยการจดั การเรยี นรู้รูปแบบห้องเรยี นกลบั ดา้ นร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall โดยการคานวณคะแนน
พฒั นาการสัมพทั ธ์
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู

ผลการประเมินทักษะการแต่งประโยค ด้วยการจัดการเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลบั ด้าน
รว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 2 โดยใช้ร้อยละของค่าเฉล่ียในการ
วเิ คราะหข์ ้อมลู พบวา่ นักเรยี นท่ไี ดร้ ับการจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบห้องเรียนกลับดา้ นรว่ มกับเวบ็ ไซต์
Wordwall มีทักษะการแต่งประโยคคิดเปน็ คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละ 89 ซ่ึงอยู่ในระดบั ดีดังในตาราง 4

35

ตาราง 4 แสดงผลการประเมินทักษะการแตง่ ประโยคดว้ ยการจดั การเรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลบั
ดา้ นรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 2

ผลการประเมนิ ทักษะการแต่งประโยค

จานวน (ขอ้ ) ดา้ นการสอื่ ความ ด้านโครงสรา้ ง ด้านการสะกดคา คา่ เฉลี่ย (ขอ้ )
ประโยค
44
1 44 44 44 44
42
2 44 44 44 42
38
3 42 43 41 38
36
4 41 39 45 37
39
5 38 35 41 43

6 41 36 36 89

7 38 36 33 ดี

8 40 38 32

9 42 39 36

10 44 43 41

ค่าเฉลีย่ 92 88 87
(ร้อยละ)

ระดับคณุ ภาพ ดีมาก ดี ดี

36

แผนภาพ 2 ผลการประเมนิ ทกั ษะการแตง่ ประโยค ด้วยการจัดการเรียนร้รู ูปแบบห้องเรียนกลับดา้ น
ร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2

คะแนนเฉลย่ี 92 88 87

100
90
80
70
60
50
40
30
20
10
0

ดา้ นเนือ้ ความ ทกั ษะการแตง่ ประโยค

ดา้ นโครงสรา้ งประโยค ดา้ นการสะกดคา

จากแผนภาพ 2 แสดงผลการประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยค ดว้ ยการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบ
ห้องเรียนกลับดา้ นร่วมกับเวบ็ ไซต์ Wordwall ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ทงั้ 3 ด้านมี
คา่ เฉลี่ยร้อยละ 89 ระดบั คณุ ภาพอยู่ในระดบั ดี โดยแบง่ เป็นดา้ นต่างๆ ดังนี้ ดา้ นเนอ้ื ความมีคะแนน
เฉลย่ี ร้อยละ 92 ระดบั คุณภาพอย่ใู นระดบั ดีมาก ดา้ นโครงสร้างประโยคมคี ะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ 88
ระดับคณุ ภาพอยู่ในระดับดี และด้านการสะกดคาคะแนนเฉล่ียรอ้ ยละ 87 ระดับคณุ ภาพอยู่ในระดบั ดี

1. การเปรยี บเทยี บทักษะการแตง่ ประโยค ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการ
จดั การเรยี นรู้รปู แบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้านรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall

การวจิ ยั นีไ้ ดศ้ ึกษาเปรียบเทียบคะแนนทักษะการแตง่ ประโยคกอ่ นและหลัง การจัดการ
เรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall ดว้ ยแบบประเมินทกั ษะการแต่ง
ประโยค ซง่ึ ผลการประเมนิ ก่อนและหลังการจัดการเรยี นร้รู ูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ นร่วมกับ เว็บไซต์
Wordwall ผลปรากฏดงั ตาราง 5

37

ตาราง 5 ผลประเมินกอ่ นและหลงั การจัดการเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรยี นกลบั ด้านร่วมกบั เว็บไซต์
Wordwall

คนท่ี เลขที่ คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลงั เรยี น ระดับผลการประเมนิ
ทกั ษะการแตง่ ประโยค
11 23 62
22 68 79 พอใช้
33 39 78 ดี
44 39 83 ดี
55 74 84 ดี
66 32 80 ดี
77 69 90 ดี
88 81 87
99 74 74 ดีมาก
10 10 29 49 ดี
11 11 63 90
12 12 87 88 พอใช้
13 13 87 88 ปรับปรุง
14 14 57 90 ดมี าก
15 15 81 82
คา่ เฉล่ีย 60 80.27 ดี
คา่ เฉลีย่ ร้อยละ 66.67 89.19 ดี
ดมี าก
ดี

จากตาราง 5 ผลจากการทาแบบประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยคกอ่ นการจัดการเรียนรู้ จาก
คะแนนเตม็ 90 คะแนน พบวา่ คะแนนท่ไี ด้จากการทาแบบประเมนิ ก่อนการจดั การเรียนรู้ มคี า่ เฉล่ีย
เท่ากับ 66.67 คา่ เฉลยี่ รอ้ ยละเท่ากบั 66.67 และเม่อื มาพิจารณาคะแนนทน่ี กั เรยี นทาได้ผ่านร้อยละ
50 มเี พยี ง 10 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 66.67 นั่นหมายความว่านกั เรยี นทีท่ าแบบประเมินไม่ผ่านรอ้ ยละ
50 มี 5 คน คิดเปน็ ร้อยละ 33.33 และเม่อื นาคะแนนท่ีได้จากการทาแบบประเมินหลงั การจัดการ
เรยี นรู้ พบว่านักเรยี นทาคะแนนได้ดีขนึ้ มีคา่ เฉลี่ยเทา่ กับ 80.27 คา่ เฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 89.19 เม่อื มา
พจิ ารณาคะแนน นักเรียนทั้ง 15 คนทาคะแนนได้ผา่ นรอ้ ยละ 50 คิดเป็นร้อยละ 100%

38

จากนนั้ ผู้วจิ ัยไดน้ าคะแนนประเมนิ ทกั ษะการแตง่ ประโยคก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้
รูปแบบห้องเรียนกลบั ดา้ นร่วมกบั เว็บไซต์ Wordwall ไปเปรียบเทยี บเพ่ือหา t – test ผลปรากฏดัง
ตาราง 6

ตาราง 6 ผลการเปรยี บเทียบทกั ษะการแตง่ ประโยค กอ่ นและหลังการจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบ
หอ้ งเรยี นกลบั ด้านรว่ มกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall

การประเมนิ คะแนนเต็ม N X̅ X̅ร้อยละ S.D. t-test p-value

กอ่ นเรียน 90 15 60 66.67 22.18 4.51 .00**
หลงั เรยี น 90 15 80.27 89.19 11.44

** p < .05

จากตาราง 6 พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจดั การเรียนร้รู ูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ด้านรว่ มกบั
เว็บไซต์ Wordwall มคี ะแนนเฉล่ียผลการประเมินทักษะการแต่งประโยค กอ่ นการจัดการเรียนรู้
รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ นร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall เทา่ กบั 60 คะแนนจากคะแนนเตม็ 90 คะแนน
ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน 22.18 และคะแนนเฉล่ียผลการประเมนิ ทักษะการแตง่ ประโยค หลงั การจดั การ
เรียนรู้รูปแบบห้องเรยี นกลับดา้ นร่วมกับเวบ็ ไซต์ Wordwall เทา่ กบั 80.27 คะแนนจากคะแนนเตม็
90 คะแนน คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน 11.44 เมอ่ื ทดสอบความแตกต่างผลการประเมินกอ่ นและหลงั การ
จัดการเรยี นรรู้ ูปแบบห้องเรียนกลบั ดา้ นร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall พบวา่ ผลการประเมินทกั ษะการ
แตง่ ประโยค แตกต่างกนั อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05 แสดงว่า นักเรียนท่ีไดร้ บั การจัดการ
เรียนรู้รูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้านรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอยา่ งมี
นยั สาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .05

2. คะแนนพัฒนาการ ของแบบประเมินทักษะการแตง่ ประโยค ก่อนเรียนและหลังการจัดการ
เรียนรรู้ ูปแบบหอ้ งเรยี นกลับด้านร่วมกับเวบ็ ไซต์ Wordwall

ผู้วจิ ยั ได้ใช้แบบประเมนิ ทกั ษะการแต่งประโยค ศึกษาคะแนนพฒั นาการของนกั เรียนท่ีได้รับ
การจดั การเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั ดา้ นรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall เร่ือง การแต่งประโยค โดยใช้
คะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั เรียน นามาวเิ คราะหห์ าจานวนและรอ้ ยละของนกั เรียนทมี่ ี
คะแนนพฒั นาการหลงั จากได้รบั การจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบห้องเรยี นกลบั ดา้ นร่วมกับเวบ็ ไซต์
Wordwall แต่ละระดบั พฒั นาการ ผลปรากฏดังตาราง 7

39

ตาราง 7 คะแนนพฒั นาการ ของแบบประเมนิ ทกั ษะการแตง่ ประโยคกอ่ นเรียนและหลังเรียน

คน เลขที่ คะแนนก่อน คะแนนหลงั คะแนนความ คะแนน ระดับ
ท่ี เรยี น (90) แตกต่าง พฒั นาการ พัฒนาการ
เรยี น (90) สมั พทั ธ์
11 23 39 ระดับสูง
22 68 62 11 58 ระดบั ปานกลาง
33 39 79 39 50 ระดบั สูงมาก
44 39 78 44 76 ระดับสงู มาก
55 74 83 10 86 ระดบั สงู
66 32 84 48 63 ระดับสูงมาก
77 69 80 21 83 ระดับสูงมาก
88 81 90 6 100 ระดบั สูง
99 74 87 0 67 ระดบั ตน้
10 10 29 74 20 0 ระดบั ปานกลาง
11 11 63 49 27 33 ระดบั สงู มาก
12 12 87 90 1 100 ระดับปานกลาง
13 13 87 88 1 33 ระดบั ปานกลาง
14 14 57 88 33 33 ระดบั สงู มาก
15 15 81 90 1 100 ระดบั ต้น
คา่ เฉลี่ย 60 82 20.07 11 ระดับสูง
80.27 59.56

จากตาราง 7 พบวา่ นกั เรียนท่ไี ดร้ ับการจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบหอ้ งเรยี นกลบั ดา้ นร่วมกบั
เวบ็ ไซต์ Wordwall เรือ่ ง การแต่งประโยค มีคะแนนพฒั นาการของผลประเมนิ ทกั ษะการแต่ง
ประโยค หลังการจดั การเรยี นรู้สงู กว่ากอ่ นการจัดการเรียนรู้ จากคะแนนพัฒนาการดังกลา่ วแสดงให้
เห็นว่าผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้ และเขา้ ใจในเน้ือหาบทเรยี นมากข้นึ คะแนนพัฒนาการที่เพม่ิ ขึน้ อาจจะ
ไม่ยตุ ิธรรมสาหรับบางคนท่ไี ดค้ ะแนนสอบก่อนเรยี นสูง แต่เม่ือพจิ ารณาคะแนนสัมพทั ธ์แลว้ ทาใหร้ ู้ว่า
นกั เรยี นมคี ะแนนพฒั นาการเฉลย่ี 59.56 ซึง่ อยู่ในเกณฑพ์ ัฒนาการระดับสูง นกั เรียนทุกคนมี
พฒั นาการเพิ่มขน้ึ มากหรอื น้อยแตกตา่ งกนั ทั้งนขี้ นึ้ อย่กู ับความสนใจในการเรยี นและความถนัดของ
นกั เรียนแต่ละบุคคล พฒั นาการของนกั เรยี นแตล่ ะคนแสดงได้ ดังแผนภาพ 3

40

พัฒนาการของนักเรียนแตล่ ะคน

100

80

60

40

20

0

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15

คะแนนความแตกตา่ ง คะแนนพฒั นาการสมั พัทธ์

แผนภาพ 3 พฒั นาการของนกั เรยี นแตล่ ะคน

ตาราง 8 จานวนและร้อยละของนักเรียนทมี่ คี ะแนนพัฒนาการหลังจากไดร้ บั การจัดการเรยี นรู้
รูปแบบห้องเรียนกลับดา้ นร่วมกับเว็บไซต์ Wordwall เร่ือง การแตง่ ประโยค แตล่ ะระดบั พัฒนาการ

เกณฑค์ ะแนน ระดบั พฒั นาการ นกั เรยี น(คน) ร้อยละ
พฒั นาการสัมพัทธ์
พัฒนาการระดบั สงู มาก 6 40
76 - 100 พฒั นาการระดบั สูง 3 20
51 - 75 พัฒนาการระดับกลาง 4 26.67
26 - 50 พฒั นาการระดบั ตน้ 2 13.33
0 - 25

จากตาราง 8 นักเรยี นท่ีได้รบั การจดั การเรียนร้รู ปู แบบห้องเรียนกลับดา้ นร่วมกับ เวบ็ ไซต์
Wordwall เรอ่ื ง การแตง่ ประโยค มคี ะแนนพฒั นาการทักษะการแตง่ ประโยค จากแบบประเมนิ
ทกั ษะการแต่งประโยค กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น พบว่า นกั เรียนจานวน 6 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 40 ของ
นักเรียนทงั้ หมด มีพัฒนาการระดบั สูงมาก นักเรยี นจานวน 3 คน คดิ เป็นร้อยละ 20 ของนักเรยี น
ท้งั หมด มพี ัฒนาการระดับสูง นกั เรยี นจานวน 4 คน คิดเปน็ ร้อยละ 26.67 ของนักเรียนทงั้ หมด มี

41

พฒั นาการระดับกลาง และมีพัฒนาการระดับต้น 2 คน คิดเป็นร้อยละ 13.33 ของนกั เรียนทง้ั หมด
แสดงวา่ นกั เรียนท่ไี ด้รับการจดั การเรยี นรู้รปู แบบหอ้ งเรยี นกลับดา้ นรว่ มกับเวบ็ ไซต์ Wordwall เรือ่ ง
การแตง่ ประโยค มคี ะแนนพฒั นาการเพิม่ ขึน้ แตกตา่ งกนั อยูใ่ นทกุ ระดับ

42

บทที่ 5

สรุปผลการวจิ ยั และข้อเสนอแนะ

การวิจยั เร่อื ง การพฒั นาทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียน
บ้านหว้ ยเกิง้ “วัฒนเสรรี าษฎร์บารุง” ด้วยการจัดการเรียนรูร้ ปู แบบหอ้ งเรยี นกลับด้านรว่ มกบั
เว็บไซต์ Wordwall มีวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ดังน้ี

1. เพ่ือเปรียบเทยี บทกั ษะการแต่งประโยค ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 กอ่ นและ
หลงั จากการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบห้องเรยี นกลบั ด้านรว่ มกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall

2. เพ่ือศึกษาคะแนนพฒั นาการ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 หลงั การจัดการเรียนรู้
รปู แบบหอ้ งเรยี นกลับด้านรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall

1. สรุปผลการวิจยั
1.1 เพอ่ื เปรยี บเทยี บทกั ษะการแตง่ ประโยค ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 กอ่ น

และหลงั จากการจัดการเรยี นรู้รปู แบบห้องเรยี นกลบั ด้านรว่ มกบั เว็บไซต์ Wordwall
จากการประเมนิ ทักษะการแต่งประโยคกอ่ นและหลงั การจัดการเรยี นรู้รูปแบบหอ้ งเรียนกลบั

ด้านร่วมกบั เวบ็ ไซต์ Wordwall พบวา่ นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ทไี่ ดก้ ารจดั การเรยี นรู้รูปแบบ
หอ้ งเรยี นกลบั ด้านรว่ มกับเวบ็ ไซต์ Wordwall มีทักษะการแตง่ ประโยค หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น
อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

แสดงวา่ แผนการจัดการเรยี นรู้รปู แบบห้องเรียนกลับด้านรว่ มกับเว็บไซต์ Wordwall เรอื่ ง
การแต่งประโยค ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนบา้ นห้วยเก้งิ “วฒั นเสรรี าษฎรบ์ ารุง” มี
ประสทิ ธภิ าพตามสมมตฐิ านของการวิจยั โดยสามารถพฒั นาทักษะการแตง่ ประโยคของนกั เรียนได้
คิดเปน็ คะแนนเฉล่ยี รอ้ ยละ 89 ซงึ่ อยใู่ นระดับดี โดยนกั เรยี นกลุ่มตวั อย่างมคี ะแนนทกั ษะการแต่ง
ประโยคแต่ละดา้ น ดงั นี้ ด้านเนือ้ ความมีคะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 92 ระดบั คุณภาพอยู่ในระดับดมี าก
ดา้ นโครงสรา้ งประโยคมีคะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละ 88 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี และด้านการสะกดคา
คะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ 87 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี ผู้วิจัยสงั เกตวา่ ด้านการสะกดคามีคะแนนเฉลีย่
ตา่ สดุ และสง่ ผลทาให้คะแนนประเมนิ ทกั ษะการแต่งประโยคต่าลงดว้ ย ดงั น้ัน นกั เรยี นทม่ี ปี ญั หา
อา่ นไมค่ ล่องเขียนไม่คล่อง จงึ มีทักษะการแต่งประโยคอยู่ในระดับปรับปรุงดว้ ยเช่นกนั ครูควรมี


Click to View FlipBook Version