๑
ขนุ ช้างขนุ แผน
เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นในกรุงเก่า เนื้อความปรากฏจดไว้ในหนังสือคำให้การ
ชาวกรุงเกา่ นบั เป็นเรื่องในพระราชพงศาวดาร มอี ยดู่ งั น้ีว่า
“ในลำดับนั้นต่อไป พระราชบุตร พระราชนัดดา เชื้อพระราชวงศ์ของพระเจ้าอู่ทองรามาธิบดี
ได้ครองราชย์สมบัติในกรุงเทพทวาราวดีเป็นลำดับไปหลายพระองค์ จนถึงพระเจ้าแผ่นดินองค์ ๑ ทรงพระ
นามว่า พระพันวษา ภาษาพม่าเรียกว่าพระเจ้าวาตะถ่อง แปลว่าสำลีพันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มี
พระราชประวัติพิสดาร แต่กล่าวไว้โดยเอกเทศ พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนามว่าสุริยวงษาเทวี มีพระราช
โอรสองค์ ๑ ดว้ ยพระมเหสี มพี ระนามวา่ พระบรมกมุ าร”
“ครนั้ อยูม่ า พระเจ้ากรุงศรสี ัตนาคนหตุ ลานชา้ ง มุ่งหมายจะเป็นสัมพันธมิตรสนิทสนมกับกรุงเทพทวา
ราวดี จึงส่งพระราชธิดาองค์หนึ่งซึ่งมีพระรูปลักษณะงามเลิศ พึ่งเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พร้อมด้วย
ข้าหลวงสาวใช้ข้าทาสบริวาร กับเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก มีราชทูตเชิญพระราชสาสน์ พร้อมด้วย
เสนาอำมาตย์คุมโยธาทวยหาญ เชิญพระราชธดิ ามาถวายพระพันวษา ณ กรุงเทพทวาราวดี ครัน้ มาถึงในกลาง
ทาง ข่าวนี้รู้ขึ้นไปถึงนครเชียงใหม่ พระเจ้าโพธิสารราชกุมารผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนครเชียงใหม่ในเวลาน้ัน
ไม่ชอบให้กรุงศรีสัตนาคนหุตลานช้างมาเป็นมิตรไมตรีกับกรุงเทพทวาราวดี อยากจะให้กรุงศรีสัตนาคนหุตไป
เป็นสัมพันธมิตรสนิทกับนครเชียงใหม่ จึงคุมกองทัพลงมาซุ่มอยู่ ยกเข้าแย่งชิงพระราชธิดานั้นไปได้ ฝ่ายพวก
พลกรุงศรสี ตั นาคนหุตที่พ่ายแตกหนีก็รบี กลบั ไปทลู แจง้ เหตุแก่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหตุ ลานชา้ งให้ทรงทราบ
ทกุ ประการ”
“ครั้นประพฤติเหตุเช่นนี้ ทราบเข้ามาถึงพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพันวษาก็ทรงพระพิโรธย่ิง
นัก จึงตรัสแก่เสนาอำมาตย์ทั้งปวงว่า เจ้านครเชียงใหม่ดูหมิ่นเดชานุภาพของเรา เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม
มาแย่งชิงนางผู้ที่เขาจำนงใจจะมาให้แก่เราดังนีก้ ็ผิดต่อกรรมบถมนุษยวินัย จำจะยกขึ้นไปปราบปรามเจ้านคร
เชียงใหม่ให้ยำเกรงฝีมือทหารไทย ไม่ให้ประพฤติพาลทุจริตดูหมิ่นต่อเราสืบไป จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้
เตรียมทัพ แลตรสั สง่ั พระหมืน่ ศรีมหาดเล็กผเู้ ป็นขุนนางขา้ หลวงเดิมคนสนิทไว้พระทยั ให้เลือกจัดหาทหารที่มี
ฝีมอื กล้าศึกสงครามเขา้ มาถวาย”
๒
“พระหมื่นศรีจึงกราบทูลว่า ในทหารไทยในเวลานี้ ผู้ใดจะเป็นทหารเอกยอดดีไปกว่าขุนแผนนั้นไม่มี
ดว้ ยขนุ แผนเปน็ ผ้รู ้เู วทมนตรเ์ ชี่ยวชาญ ใจกลา้ หาญเปน็ ยอดเสนา และมใี จกตญั ญูกตเวที ร้พู ระเดชพระคุณเจ้า
หาตัวเปรียบได้ยาก บัดนี้ขุนแผนเป็นโทษต้องรับพระราชอาญาจำอยู่ ณ คุก ถ้าโปรดให้ขุนแผนเป็นทัพหน้า
ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ในครั้งนี้คงจะมีชัยชนะโดยง่าย ไม่ต้องร้อนถึงทัพหลวงและทัพหลังเพียงปานใด
สมเด็จพระพันวษาก็ทรงระลึกได้ถึงขุนแผน ด้วยทรงทราบว่าเป็นทหารมีฝีมือมาแต่ก่อน จึงทรงพระกรุณา
โปรดให้ขุนแผนพ้นโทษ มีรับสั่งให้พระหมื่นศรีนำขุนแผนเข้ามาเฝ้าโดยเร็ว พระหมื่นศรีได้รับสั่งแล้วก็ไปบอก
นครบาลให้ถอดขุนแผนจากเรอื นจำ นำตัวเข้ามาหมอบเฝ้าถวายบังคมตอ่ หน้าพระที่นั่งในท้องพระโรง ในขณะ
นั้น สมเด็จพระพันวษาจึงมีพระราชโองการตรัสถามขุนแผนว่า เฮ้ยอ้ายขุนแผน เอ็งจะอาสากูยกขึ้นไปตีเมือง
เชียงใหม่ ปราบปรามเจ้าโยนกอันธพาลให้เห็นฝีมือทหารไทย รับนางคืนมาให้กูจะได้หรือมิได้ประการใด
ขุนแผนจึงกราบบังคมทูลว่า ข้าพระบาทผู้เป็นข้าทหาร ชีวิตอยู่ในใต้ฝ่าพระบาทของพระองค์ผู้ทรงพระเดช
พระคุณปกเกล้ามาแตป่ ู่แลบิดา ข้าพระองคข์ อรับอาสาขึ้นไปตนี ครเชียงใหม่ ปราบเจ้าโยนกให้กลวั เกรงพระเด
ชานุภาพของพระองค์ รับพระราชธิดาพระเจ้าลานช้างคืนมาถวายจงได้ ถ้าตีนครเชียงใหม่ไม่ได้แล้วขอถวาย
ชีวิต สมเด็จพระพันวษาได้ทรงฟังขุนแผนกราบทูลรับอาสาแข็งแรงดังนัน้ ก็ดีพระทัยนัก จึงโปรดตั้งให้ขุนแผน
เป็นแม่ทัพ ถืออาญาสิทธิ์คุมกองทัพทหารไทยยกขึ้นไปตีนครเชียงใหม่ ขุนแผนจึงกราบถวายบังคมลายกกอง
ทัพขึ้นไปถึงเมืองพจิ ิตร จึงแวะเข้าหาพระพิจิตรเจ้าเมือง ขอให้ส่งดาบเวทวเิ ศษกับมา้ วิเศษท่ีฝากไว้แต่ก่อนคืน
มาให้ จะไปใช้ในการรบศึก ดาบวเิ ศษของขุนแผนน้ัน ในภายหลงั ตอ่ ๆ มามผี ูเ้ รยี กว่า ดาบฟา้ ฟืน้ มฤี ทธิเดชนัก
ม้าวิเศษนั้นเรียกว่า ม้าสีหมอก ขับขี่เข้าสู่สงครามหลบหลีกข้าศึกได้คล่องแคล่วว่องไวนัก ขุนแผนได้ดาบเวท
วิเศษและม้าวิเศษแล้วก็ลาเจ้าเมืองพิจิตรรีบยกขึ้นไปถึงแดนนครเชียงใหม่ ฝ่ายเจ้านครเชียงใหม่รู้ว่ากองทัพ
กรุงศรีอยุธยายกขึ้นมา จึงแต่งกองทัพให้ยกออกมาสู้รบต้านทาน ขุนแผนแม่ทัพก็ขับพลทหารไทยเข้าต่อตีพล
ลาวยวนเชียงใหม่โดยสามารถ กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายแพ้หนีกลับเข้าเมือง จะปิดประตูลงเขื่อนก็ไม่ทัน
ขุนแผนก็ยกติดตามรบรุกบุกบันเข้าเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันพลลาวล้มตายลงเป็นอันมาก ฝ่ายเจ้านครเชียงใหม่เห็น
ขา้ ศึกเขา้ เมืองได้ก็ตกใจไม่มีขวัญ จึงข้นึ มา้ หนีออกนอกเมืองไป ขุนแผนจึงคมุ ทหารเข้าล้อมวัง ไปจับอรรคสาธุ
เทวีมเหสีพระเจ้าเชียงใหม่ กับราชธิดาอันมีนามว่าเจ้าแว่นฟ้าทอง กับนางสนมน้อยใหญ่ของพระเจ้านคร
เชียงใหม่ให้รวบรวมไว้พร้อมด้วยกัน แลให้เชิญนางสร้อยทองราชธิดาพระเจ้านครลานช้างที่เจ้านครเชียงใหม่
ไปแย่งชิงมาไว้ให้ออกมาจากหอคำ จึงเชิญนางสร้อยทองพระราชธิดาพระเจ้าลานช้าง กับมเหสีราชธิดาพระ
เจ้านครเชียงใหม่ที่จับไว้ได้ เลิกกองทัพกลับลงมาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และกราบทูลข้อราชการทัพที่มี
ชัยชนะนั้นให้ทรงทราบทุกประการ สมเด็จพระพันวษาก็มีพระทัยยินดีนัก จึงทรงพระราชดำริถึงทศพิศ
ราชธรรมตรัสว่า ซง่ึ เจ้านครเชียงใหม่ส้ฝู ีมือกองทัพไทยมิได้ หนีออกจากเมืองไป ทงิ้ เมอื งให้ว่างเปล่าไว้ไม่มีเจ้า
ปกครองดังนน้ั ไมค่ วร สมณชีพราหมณร์ าษฎรจะได้ความเดือดรอ้ น จงึ ทรงตัง้ อำมาตย์ผู้ใหญ่ ให้เปน็ ข้าหลวงข้ึน
ไปเกลีย้ กล่อมราษฎรพลเมืองเชียงใหม่ไม่ให้แตกตืน่ วุ่นวาย ให้เสนาข้าราชการชาวเมืองเชียงใหม่นั้นไปติดตาม
เชิญพระเจ้าเชยี งใหม่ กลบั เข้ามาครอบครองบา้ นเมอื งอยู่เป็นปรกติตามเดิมดงั เก่า”
“ในขณะนั้น พระองค์จึงทรงโปรดพระราชทานบำเหน็จรางวลั เป็นต้นว่าเงนิ ทอง สง่ิ ของเคร่ืองอุปโภค
บริโภค แก่ขุนแผนผเู้ ปน็ แมท่ ัพ แลนายทัพนายกองตลอดจนพลโยธาทวยหาญ ผู้ไปรบศกึ มีชยั ชนะมาในคร้ังน้ัน
เป็นอันมาก ครั้นแล้วพระองค์จึงทรงตั้งนางสร้องทองราชธิดาพระเจ้าศรีสัตนาคนหุตลานช้าง เป็นพระมเหสี
ซ้าย แลตั้งนางแว่นฟ้าทองราชธิดาเจ้านครเชียงใหม่เป็นพระสนมเอก แต่มเหสีเจ้านครเชียงใหม่ผู้เป็นมารดา
ของนางแว่นฟ้าทองพระสนมเอกนั้น โปรดแต่งขา้ หลวงพร้อมดว้ ยพวกพลพาขึ้นไปส่งต่อพระเจา้ นครเชยี งใหม่
โดยพระทยั ทรงพระกรุณา ฝา่ ยข้าคนชายหญงิ ชาวนครลานชา้ งแลชาวนครเชยี งใหม่นัน้ กท็ รงโปรดให้ต้ังทำมา
หากินอยู่ตามภูมิลำเนา ในกรงุ ศรอี ยธุ ยา”
๓
“ฝ่ายขุนแผนซึ่งเป็นทหารเอกยอดดีมีชื่อเสียงปรากฏในกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น เมื่อคิดเห็นว่าตนแก่
ชราแล้ว จึงนำดาบเวทวิเศษของตนเข้าถวายสมเด็จพระวันวษา เพื่อเป็นพระแสงทรงสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
ต่อไป พระองค์ทรงรับไว้เป็นพระแสงทรงสำหรบั พระองค์ แล้วจึงทรงประสิทธิประสาทนามว่า พระแสงปราบ
ศัตรู แลทรงตั้งนามพระแสงขรรค์แต่ครั้งพระยาแกรกนั้นว่าพระขรรค์ไชยศรี โปรดให้มหาดเล็กเชิญตามเสดจ็
ซ้ายขวา แลมีรับสั่งให้เชิญพระรูปพระยาแกรกกับมงกุฎของพระยาแกรกเข้าไว้ในหอพระที่นมัสการใน
พระราชวัง พระรปู พระยาแกรกกบั มงกฎุ ทรงยงั มปี รากฏอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี”้
“พระพันวษาครองราชย์สมบัติมาได้ ๒๕ พรรษา เมื่อแรกได้ราชสมบัติ พระชนม์ ๑๕ พรรษา
รวมพระชนมายุ ๔๐ พรรษาเสดจ็ สวรรคต”
ในคำให้การชาวกรุงเก่ามีเรื่องขุนช้างขุนแผนปรากฏอยู่เท่านี้ นอกจากในคำให้การชาวกรุงเก่า
หนังสือเรื่องอื่นที่แต่งครั้งกรุงเก่ากล่าวถึงเสภามีบ้าง แต่ยังไม่พบที่เล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน มีในหนังสือ
พงศาวดารเหนือก็กล่าวเพียงว่า สมเด็จพระพันวษาได้เสวยราชย์เมื่อนั้นๆ อันพระนามที่เรียกว่า “พระ
พันวษา” นา่ จะเป็นแต่พระนามประกอบพระเกียรตยิ ศสำหรับเรยี กสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในสมัยอัน ๑ ดังเรา
เรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มิใช่เป็นพระนามเฉพาะพระองค์หนึ่งพระองค์ใด เพราะคำเดียวกันนี้ในชั้น
หลังต่อมา มาใช้เป็นพระนามสำหรบั พระเกียรตยิ ศสมเด็จพระบรมราชชนนวี ่า “สมเด็จพระพันปีหลวง” แลที่
เรียกสมเด็จพระอรรคมเหสีว่า “สมเด็จพระพันวษา” ก็มีในบางรัชกาล เช่นพระอรรคมเหสีของสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวบรมโกศครั้งกรุงเก่า แลสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ คนทั้งหลายก็เรียกว่า
“สมเด็จพระพันวษา” จึงเห็นว่ามิใช่เป็นพระนามเฉพาะพระองค์พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งพระองค์ใด
แต่ก่อนมา
เรื่องขุนช้างขุนแผนที่ปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่าดงั กล่าวมานี้ มีหลักฐานที่จะเทียบให้รู้ศักราชได้
ว่า เรื่องขุนช้างขุนแผนเกิดมีขึ้นเมื่อใด คือในหนังสือนั้น แห่ง ๑ กล่าวว่า สมเด็จพระพันวษาเป็นพระราชบิดา
ของพระบรมกุมาร ต่อมากล่าวว่า พระบรมกุมารเมื่อได้เสวยราชสมบัติ มีมเหสีชื่อศรีสุดาจันทร์ แลนางนี้เมื่อ
พระราชสามีสวรรคตแลว้ ชงิ ราชสมบตั ิใหแ้ กช่ ู้ เทยี บกบั พระราชพงศาวดาร พระบรมกมุ ารกค็ อื สมเด็จพระไชย
ราชาธริ าช สมเดจ็ พระพนั วษานนั้ ก็คือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โดยหลักฐานอนั นป้ี ระมาณวา่ ขุนแผนมีตัวอยู่
ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธบิ ดีที่ ๒ ระหวา่ งจลุ ศกั ราช ๘๕๓ จน ๘๙๑ ปี แลมเี นอ้ื ความประกอบในพงศาวดาร
เชียงใหม่ว่า ในยุคนั้นพระเมืองแก้วเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ ทำศึกกับกรุงศรีอยุธยาอยู่หลายคราว แลยังมี
เน้ือความประกอบชอบกลอิกอย่าง ๑ ที่ในต้นหนังสือเสภาเองลงศักราชไว้ว่า “ร้อยสี่สิบเจ็ดปี” ถ้าสันนิษฐาน
ว่า เดิมเขยี นเป็นตัวหนังสอื ว่า “แปดร้อยสีส่ บิ เจ็ดป”ี ภายหลงั ตกคำ แปด ไปเสีย ถา้ วางจุลศักราช ๘๔๗ เป็นปี
ขุนแผนเกิด ขุนแผนเกิดในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อายุได้ ๖ ขวบสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ผ่าน
พิภพ จึงได้รับราชการในแผ่นดินนั้นดูก็เขา้ กนั ได้ แต่ที่ในคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวอิกแห่ง ๑ ว่า ท้าวโพธิสาร
เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ในครั้งน้ัน ท้าวโพธิสารนีท้ ี่จรงิ เป็นเจ้าล้านชา้ ง เป็นแต่ราชบุตรเขยพระเจ้าเชยี งใหม่ แล
เป็นพระชนกของพระไชยเชษฐาที่ขอพระเทพกษัตรี คราวทำสงครามกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ลงมาตรง
ราวแผน่ ดินสมเดจ็ พระมหาจักรพรรดิ เห็นจะเอาช่ือโพธิสารมาใส่ผิด ฟังไม่ได้ ควรฟงั เป็นหลักฐานแต่ว่า มีเค้า
เงื่อนว่า เรื่องขุนช้างขุนแผนนั้น เป็นเรื่องเกิดในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๓๔
กับ ๒๐๗๒ แลอนุโลมต่อลงมาได้อีกอย่าง ๑ ว่า เสภาคงจะเกิดมีขึ้นภายหลังรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
นับด้วยร้อยปี เมื่อเรื่องขุนชา้ งขนุ แผนเล่ากันจนกลายเป็นนิทานไปแลว้ ถ้าประมาณว่าเสภาพึ่งมามีข้ึนในตอน
หลัง ไม่ก่อนแผน่ ดินสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชกเ็ ห็นจะไมผ่ ิด
๔
ตัวเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เล่าในคำให้การชาวกรุงเกา่ แม้สังเขปเพียงนั้น ยังเห็นได้ว่าไม่ตรงกับเรื่องขุน
ชา้ งขนุ แผนทเ่ี ราขับเสภากนั ความข้อนกี้ ็ไม่อัศจรรย์อันใด ดว้ ยเร่ืองขนุ ช้างขุนแผนเอามาเล่าเป็นนิทานกันเสีย
ช้านานหลายร้อยปี แลซ้ำมาแต่งเปน็ กลอนเสภาในชั้นหลังอิก คงตกแต่งเรื่องให้พิลกึ กึกก้องสนุกสนานขึน้ แล
ต่อเติมยืดยาวออกทุกที เชื่อได้ว่าเรื่องในเสภาคงคลาศเคลื่อนจากเรื่องเดิมเสียมาก แต่คงจะยังมีเค้ามูลเรื่อง
เดิมอยู่บ้าง ถ้าจะลองประมาณเค้าเรื่องเดิม เท่าที่ยุติต้องด้วยเหตุผล เรื่องข้างตอนต้นเห็นจะตรงที่ปรากฏใน
เสภา คือขุนช้างขุนแผนนางวันทอง ๓ คนนี้เป็นชาวสุพรรณ นางวันทองเป็นชู้กับขุนแผนแต่เมื่อยังเป็นพลาย
แก้ว แล้วทำนองจะขอสู่กันไว้แต่ยังไมท่ ันแต่งงาน ในระยะนี้พลายแก้วต้องเกณฑ์ไปทัพ (ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่
ทัพ) หายไปเสยี นาน ทางน้ีขนุ ชา้ งพยายามจนได้นางวันทองไปเป็นเมยี พลายแกว้ กลับจากทัพได้เป็นที่ขุนแผน
สะท้าน ตำแหน่งปลดั ซ้ายกรมตำรวจภูบาล จึงลักนางวันทองไป ขุนช้างติดตาม ขุนแผนทำร้ายขุนช้างอยา่ งไร
อยา่ งหน่ึง ขนุ ช้างจึงเขา้ มากล่าวโทษขนุ แผน สมเด็จพระพันวษาให้ขา้ หลวงออกติดตาม ขนุ แผนฆา่ ข้าหลวงเสีย
แล้วจึงหนขี ึน้ ไปเมืองเหนือ แต่ลงปลายเข้าหาพระพิจิตรโดยดี พระพิจิตรจึงบอกส่งลงมากรุงฯ น่าสงสัยว่า จะ
เป็นในตอนนี้เองที่มีรบั สั่งให้ฆ่านางวนั ทอง ฐานเปน็ หญิงสองใจ แลว้ เอาขนุ แผนจำคุกไว้ โดยโทษท่ีฆ่าข้าหลวง
แต่ลดหย่อนเพราะเข้ามาลุแก่โทษ อยู่มาเกิดศึกเชียงใหม่ เวลาเสาะหาทหาร จมื่นศรีฯ ทูลยกย่องขุนแผน
ขุนแผนจึงพ้นโทษด้วยจะให้ไปทำการศึก ขุนแผนไปรบพุ่งมีชัยชนะ จึงเลยมีชือ่ เสียงเป็นคนสำคัญ น่าเข้าใจวา่
ทำนองเรื่องขุนช้างขุนแผนเดิมจะมีเท่านี้เอง นอกจากนี้เห็นจะเป็นของแต่งประกอบขึ้นในตอนเมื่อเป็นนิทาน
แลเปน็ เสภาในภายหลัง
หนังสอื เสภาเร่อื งขนุ ช้างขุนแผน
หนังสือกลอนของโบราณ ที่เกิดขึ้นด้วยเอานิทานมาแต่งเป็นกลอนสำหรับขับลำนำ ไม่ใช่มีแต่เรื่องขุนช้าง
ขุนแผนเรื่องเดียว หนังสือเรื่องตำนานและเรื่องชาดกต่าง ๆ ที่แต่งเป็นกลอนสำหรับสวดก็เป็นของเกิดข้ึน
โดยนัยอันเดยี วกัน คือเอาเรื่องนิทานท่ีสำหรับเล่ามาแต่งเปน็ กลอนสำหรับอ่าน เมื่ออ่านก็ทำทำนองเป็นลำนำ
เช่นอ่านตามศาลาแลวิหาร อันเป็นเหตใุ ห้เรยี กว่า “โอ้เอ้วิหารราย” นั้นเป็นต้น ก็คือเล่านทิ านใหค้ นฟังนั้นเอง
หนงั สือสวดนั้นเช่ือไวว้ ่า มีมากอ่ นหนังสอื เสภาช้านาน และมแี พร่หลายจนถึงเมืองลาวข้างฝา่ ยเหนือก็เอานิทาน
และชาดกมาแต่งเป็นหนังสือสำหรับแอ่วโดยทำนองอันเดียวกัน แต่เมื่อพิเคราะห์ดูว่า การที่เอาเรื่องขุนช้าง
ขุนแผนมาแต่งเปน็ กลอนเสภา จะเอาแบบอย่างมาจากหนังสือสวดฤๅอย่างไร สนั นิษฐานเห็นว่า น่าจะเป็นการ
เกิดข้นึ ทางหนึ่งต่างหากไมไ่ ดเ้ อาอยา่ งจากหนังสือสวด เกดิ ขึ้นแตก่ ารที่เลา่ นทิ านกันตามบ้านนั้นเอง
ลักษณะนิทานที่เล่ากันแต่โบราณ ฤๅแม้ตลอดลงมาจนในปัจจุบันทุกวันนี้ ผิดกับชาดกอันเป็นต้นเค้า
ของหนังสือสวดในข้อสำคัญอย่าง ๑ ที่นิทานมักหยาบและโลน ข้อนี้ไม่ใช่เพราะคนเล่าแลคนฟังนิทานมี
อัชฌาสัยชอบหยาบและโลนทั่วไป ความจริงน่าจะเกิดแต่คติในทางอาถรรพ์มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ถือว่าถ้า
ปิศาจเอ็นดูอยากได้ผู้ใด ก็อาจจะบันดาลให้ล้มตายเอาตัวไปเลี้ยงดูใช้สอยในเมืองผี จึงเกิดวิธีแก้โดยอาการที่
กระทำให้ปิศาจเหน็ วา่ เปน็ คนหยาบคนโลน ไมค่ วรปศิ าจจะเอาไปเลยี้ งดู คตอิ นั นีเ้ ป็นเหตุใหเ้ กิดความประพฤติ
หลายอย่าง ที่ยงั ถอื ลงมาจนในช้ันหลัง เป็นต้นวา่ ทางเมืองเชียงใหม่ ถา้ ลูกเจ้าหลานนายเกดิ มามักให้ช่ือ ๒ ชื่อ
ชอื่ ๑ เปน็ ชอ่ื สามัญสำหรับตวั อิกชือ่ ๑ สำหรับเรยี กให้ผีเกลียดเช่นชือ่ วา่ “อึง่ ” บ้าง “กบ” บา้ ง “เขียด” บ้าง
ลักษณะที่คนเล่นเพลงปรบไก่ก็ดี เทพทองก็ดี ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากเกี้ยวกันโดยกระบวนหยาบช้า ถึงขุดโคตร
เค้าเหล่ากอ ด่ากันเล่นต่อหน้าธารกำนลั กเ็ ชือ่ ว่ามาแต่คติอันเดียวกัน โดยประสงค์จะให้ปศิ าจรังเกียจบุคคลฤๅ
วัตถุที่เป็นเหตุแห่งมหรสพ ด้วยเหตุนี้ ในงานสมโภชพระยาช้างเผือกมาถึงพระนคร จึงต้องมีเทพทองเป็นของ
ขาดไม่ได้มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ยังมีอิกอย่าง ๑ เช่นเด็กผูกขุนเพ็ดก็ดี ฤๅที่คนทำขุนเพ็ดไปถวายเจ้าก็ดี ก็
น่าจะมาโดยคติอันเดียวกัน โดยประสงค์จะให้ผีชังเด็กนั้น แลให้เจ้าชังคนที่เอาขุนเพ็ดถวาย ไม่ต้องการเอาไป
๕
เมอื งผี มิใช่ถวายเพราะเจา้ จะชอบพอขุนเพ็ดอยา่ งใด การเล่านทิ านเปน็ มหรสพโดยเฉพาะในงานเรียกขวัญเช่น
งานโกนจุก ที่เล่านิทานเรื่องหยาบๆ ก็จะเนื่องด้วยเรื่องจะให้ผีรังเกียจเด็กที่โกนจุกนั้น อยู่ในคติอันเดียวกัน
นิทานที่เล่ากันจึงมักจะหยาบ แลจึงให้อภัยกันโดยประเพณีที่กล่าวมาแล้ว ครั้นเคยชินกันมาก็เลยเป็นธรรม
เนียม จนกลายเป็นของขบขัน ถึงเร่อื งขนุ ช้างขุนแผนเมื่อยงั เล่ากนั เป็นนทิ าน กค็ งเล่าอย่างหยาบๆ ขอ้ น้ียังเห็น
ได้ แม้จนบทเสภาที่ขับกันในพื้นบ้านเมืองก็อยู่ข้างหยาบ แต่ไม่หยาบอย่างสามหาวเหมือนนิทานอื่น ๆ ทั้งตัว
เรอื่ งขนุ ชา้ งขนุ แผนเป็นเรื่องสนุก จับใจคนย่ิงกว่าเรือ่ งนิทานอ่ืน ๆ ทง้ั ส้ิน เห็นจะเปน็ ดว้ ยเหตุนี้จึงได้นิยมแต่ใน
เร่อื งขนุ ชา้ งขุนแผนเร่ืองเดียว
ในชน้ั แรกท่จี ะเกดิ เสภา ขา้ พเจ้าสนั นิษฐานวา่ เหน็ จะแต่งเป็นกลอนแต่บททสี่ ำคญั ในเรื่องขนุ ช้างขุนแผน
เช่นบทสังวาส บทพ้อ บทชมโฉมแลชมดงเป็นต้น เมื่อเล่านิทานไปถึงตรงนั้น จึงว่ากลอนแทรกเป็นทำนอง
นิทานทรงเครื่อง เหตุใดจึงเห็นดังนี้ อธิบายว่าเพราะแต่เดิมเรื่องขุนช้างขุนแผนเล่าเป็นนิทาน แลธรรมดาเล่า
นทิ านนน้ั จะเล่าคนเดียวก็ตาม ฤๅผลดั กันเลา่ หลายคนก็ตาม คงต้องเล่าแต่ตน้ จนจบเรื่องนิทานทุกเรื่อง นิทาน
เร่อื งขนุ ชา้ งขุนแผนเปน็ เร่ืองยืดยาว ทีจ่ ะแตง่ เปน็ กลอนใหจ้ บเรื่องในคราวเดียวยาวนัก แมแ้ ตง่ ได้ก็จะเล่าให้จบ
เรื่องในคืนเดียวไม่ได้ จึงสันนิษฐานว่า ในชั้นแรกเมื่อจะเกิดเสภาเห็นจะแต่งเป็นกลอนเพียงบทสำหรับว่าสลับ
แต่ในตอนทีส่ ำคญั แลว้ เล่านทิ านต่อไปจนจบเรื่องขุนชา้ งขุนแผน กลอนทีแ่ ตง่ ชนั้ นี้ อาจจะเป็นกลอนสดคิดขึ้น
วา่ ในเวลาเลา่ นิทานนน้ั ครัน้ เมือ่ คนฟังชอบ ต่อมาอิกชั้น ๑ จึงมกี วคี ดิ แต่งเป็นกลอนท้ังตัวนิทานเอาไปขับเป็น
เสภา จงึ เกิดหนงั สอื เสภามาแต่นั้น แต่เรอื่ งขุนช้างขุนแผนเป็นเร่ืองยาวดังกล่าวมาแลว้ เม่ือแต่งเป็นกลอนแล
ขับเป็นลำนำด้วย ก็เป็นอันพ้นวิสัยที่จะขับให้ตลอดเร่ืองได้ในคืนเดียวบทเสภาที่แตง่ ขึ้นจึงแต่งแต่เป็นตอนพอ
ขับคืน ๑ เม่ือเอาอย่างกันแพรห่ ลายแต่งกันขึ้นหลายคน ใครชอบใจจะขบั ตอนไหน กแ็ ต่งเปน็ กลอนเฉพาะตอน
ทจ่ี ะขับนั้น ด้วยเหตุน้ี บทเสภาเดิมทั้งท่ีแต่งคร้ังกรุงเก่า ฤๅแมท้ แ่ี ตง่ ข้ึนในกรุงรัตนโกสินทร์ ตามแบบอย่างครั้ง
กรงุ เกา่ จึงเป็นทอ่ นเปน็ ตอน ไม่เปน็ เรอ่ื งตดิ ต่อกนั เหมอื นกบั บทละคร การทเ่ี อาบทเสภามารวมตดิ ต่อกันให้เป็น
เรื่องอย่างหนังสือเสภาที่ลงพิมพ์ มีหลักฐานที่รู้ได้ว่า พึ่งเอามารวมกันในชั้นหลังเมื่อราวรัชกาลที่ ๓
กรุงรตั นโกสนิ ทร์น้ี ดงั จะอธบิ ายต่อไปขา้ งหน้า
หนงั สือเสภาทแี่ ต่งเมือ่ คร้ังกรุงเกา่ เห็นจะสูญเสียแทบหมด ด้วยหนงั สือเสภาผดิ กบั หนังสอื บทละครแล
หนังสือสวด เพราะลักษณะการเล่นละครแลสวดต้องอาศัยหนังสือ ใครเล่นละครก็จำต้องมีหนังสือบทสำหรับ
โรง ถ้าไม่มีหนังสือก็เล่นละครไม่ได้ หนังสือสวดก็ต้องใช้ในเวลาสวดโดยทำนองเดียวกัน แต่หนังสือเสภา
ไมเ่ ชน่ น้ัน แต่งขึน้ สำหรับให้คนขับท่องพอจำได้ จำได้แล้วก็ไมต่ ้องใชห้ นงั สือ ใช่แตเ่ ท่านน้ั ใครแต่งหนงั สือเสภา
ขึ้นสำหรับขับหากิน น่าจะปิดหนังสือด้วยซ้ำไป เพราะกลัวผู้อื่นจะได้ไปขับแข่งตน จะให้อ่านท่องก็เห็นจะ
เฉพาะที่เป็นศิษย์หา หนังสือเสภายอ่ มจะมีน้อย แลเป็นของปกปดิ กันจึงสาบสูญง่าย ไม่เหลือลงมามากเหมือน
หนังสือบทละครแลหนงั สือสวดครั้งกรุงเกา่
บทเสภาครง้ั กรงุ เก่าท่ีได้มาถึงกรุงรตั นโกสนิ ทรน์ ี้ ได้มาดว้ ยมีคนเสภาคร้ังกรุงเก่าเหลือมาบา้ ง แต่บทที่
คนเสภาเหล่านั้นจะได้หนังสือมาฤๅจำมาได้ก็จะไม่กี่ตอน สักว่าได้มาพอเป็นเชื้อ บทเสภาที่ขับกันในกรุง
รัตนโกสนิ ทร์นี้ แมใ้ นช้ันสำนวนเก่า ได้สังเกตสำนวนดู เชอ่ื ได้วา่ เปน็ ของท่ีมาคดิ แต่งข้นึ ใหม่ในกรุงรตั นโกสินทร์
ทงั้ นน้ั
ตำนานเสภาชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานพอจะรู้เรื่องราวได้ถ้วนถี่ดีกว่าครั้งกรุงเก่าหลายอย่าง
ข้าพเจ้าได้พบหนังสือซึ่งนับว่าเป็นจดหมายเหตุในเรื่องเสภามีอยู่ ๒ ฉบับ คือกลอนสุนทรภู่แต่งไว้ในบทเสภา
ตอนโกนจุกพลายงามแห่ง ๑ กลอนท้ายไหว้ครูเสภาใครแต่งก็หาทราบไม่ นายอยู่เสภาชาวอ่างทองว่าให้
ข้าพเจ้าฟัง ได้ให้จดไว้อิกฉบับ ๑ หนังสือกลอน ๒ ฉบับนี้ให้เค้าเงื่อนทางวินิจฉัยตำนานเสภาหลายข้อ ดังจะ
อธบิ ายต่อไป
๖
กลอนของสนุ ทรภู่
สมภารมารับกลับมายงั อาวาส เสยี งพณิ พาทย์พวกพอ้ งทองประศรี
หาเสภามาทวั่ ทตี่ ัวดี ทา่ นตามชี ่างประทดั ถนดั รบ
ดทู ำนองพองคอเสียออ้ แอ้ พวกคนแก่ชอบหวู ่ารู้จบ
ตารองศรดี แี ต่ขนั ร้คู รันครบ กรับกระทบทำหลอกแล้วกลอกตา
แล้วนายทง่ั ดังโดง่ เสียงโวง่ โวก วา่ กระโชกกระชน้ั ขนั หนักหนา
ฝา่ ยนายเพชรเม็ดมากลากชา้ ชา้ ตงั้ สามว่าสองศอกเหมอื นบอกยาว
สว่ นนายมาพระยานนท์คนตลก ว่าหยกหยกหยาบชา้ คนฮาฉาว
ตาทองอยรู่ วู้ ่าภาษาลาว สง่ กราวเชดิ เพลงโหน่งเหน่งไป ฯ
กลอนไหว้ครู
๏ ทนี จ้ี ะไหว้ตาครสู น เป็นนายประตคู รูคนทุกแหลง่ หลา้
ไหวค้ รมู ีช่างประทดั ถัดลงมา ครเู พง็ เก่งวา่ ขา้ งสพุ รรณ
จะไหว้ตาครูเหรช่ อบเฮฮา พนั รักษาราตรดี ีขยัน
ตาทองอยู่ครลู ะครกลอนสำคญั ตาหลวงสวุ รรณรองศรีท่ีบรรลยั
เมอื่ ครน้ั พระจอมนรินทร์แผ่นดนิ ลบั เสภาขับยังหามปี ่พี าทยไ์ ม่
มาเมอ่ื พระองค์ทรงชัย กเ็ กดิ คนดใี นอยธุ ยา
ทั้งปรบไก่คร่ึงทอ่ นกลอนไม่ขดั ข้าพเจา้ ไม่สันทดั พึ่งหดั วา่
ว่าไปมิใชไ่ วปัญญา ครูชือ่ ว่ามาพระยานนท์
ตลกโขนหนงั เล่นเหน็ ไม่ขาด ฆ้องระนาดส่งได้ไม่ขดั สน
ใหเ้ รียนรเู้ ป็นครไู ว้ทุกคน ฦๅกระเดอื่ งเล่ืองจนบรรลัยไป ฯ
๏ ทีนี้จะไหวค้ รูป่พี าทย์ ฆอ้ งระนาดฦๅดีป่ไี ฉน
ทัง้ ครแู ก้วครูพกั เปน็ หลักชัย ครทู องอินนัน่ แลใครไมเ่ ทียมทนั
มือก็ตอดหนอดหนักขยกั ขย่อน ตาพนู มอญมใิ ช่ชั่วตัวขยนั
ครูมแี ขกคนนเี้ ขาดีครนั เปา่ ทยอยลอยล่ันบรรเลงฦๅ
รบั ตาเกดปรอทยอดเสภา ทงั้ ครูน้อยเจรจาคนนบั ถือ
อกิ ครแู จ้งแตง่ อกั ษรขจรฦๅ ครูออ่ นวา่ พมิ ระบือชอ่ื ขจร
คร้ันจะรำ่ ไปนกั ก็จกั ช้า ทนี ีจ้ ะวา่ เสภาตามครสู อน
ขา้ พเจา้ พลงั้ พลาดบาทบทกลอน ขออภยั เถิดอยา่ ค่อนนนิ ทาเลย[๑]
ช่ือครเู สภาที่ปรากฏในกลอนท้ัง ๒ ฉบบั น้ี ท่ปี รากฏชอ่ื ในกลอนของสุนทรภู่ เป็นคนเสภามีช่ือเสียงใน
ครั้งรชั กาลที่ ๒ สนุ ทรภ่ไู ดเ้ คยฟังคนเหล่าน้นั ขับ จงึ รู้วา่ ทำนองของใครเป็นอย่างไร สว่ นช่อื ครูเสภาที่ปรากฏใน
กลอนไหว้ครนู ัน้ เหน็ ไดว้ ่ารวบรวมช่ือคนเสภาเกา่ ใหม่บรรดาท่ีมชี ่ือเสียงโด่งดงั ท้งั ทมี่ ตี ัวอยูแ่ ลท่ีตายไปเสียแล้ว
มาระบุไว้ ที่ซ้ำกับในบาญชีของสุนทรภู่ก็หลายคน และรู้ได้ว่าแต่งทีหลังกลอนของสุนทรภู่ เพราะอ้างถึงครู
เสภารว่ มกบั สุนทรภู่ เช่นนายมาพระยานนทเ์ ปน็ ตน้ แต่ในฉบับไหวค้ รบู อกวา่ ตายเสยี แล้ว จงึ รู้วา่ แตง่ ทีหลัง
ในกลอนทัง้ ๒ ฉบับ มีชอื่ ครูเสภา ๑๔ คน ครูป่พี าทย์ ๕ คน ไดล้ องสบื ประวตั ิไดแ้ ต่บางคน[๒] คือ
๑. ครูทองอยู่ มีทั้งชื่อในกลอนสุนทรภู่แลกลอนไหว้ครู คนนี้ได้ความว่าเป็นคนสำคัญทีเดียว เดิมเป็น
ตัวละครพระเอกของเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์แต่ในรัชกาลที่ ๑ ครั้นเมื่อหัดละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ ได้
เป็นครูนายโรงละครหลวงรุ่นใหญ่ เช่นเจ้าจอมมารดาแย้มอิเหนาเป็นต้น แลว่าเป็นที่ปรึกษาหารือของเจ้าฟ้า
กรมหลวงพิทักษมนตรี ในการคิดแบบใช้บทรำละคร ที่ใช้รำกันมาจนทุกวันนี้ นัยว่า ครั้งนั้นเมื่อทรงพระราช
๗
นพิ นธ์บทละครแล้ว พระราชทานออกไปที่เจ้าฟา้ กรมหลวงพิทักษมนตรี เจา้ ฟา้ กรมหลวงพิทกั ษมนตรีเอาพระ
ฉายบานใหญ่มาตั้ง ทรงลองจัดวิธีรำให้เข้ากับบทกับครูทองอยู่ด้วยกัน เมื่อเห็นว่าอย่างไรเรียบร้อยดีแล้ว จึง
มอบให้ครูทองอยู่ถ่ายมาฝกึ หัดละคร ตอ่ มาในรัชกาลที่ ๓ ครูทองอยู่นไี้ ดเ้ ปน็ ครลู ะครท่ฝี ึกหดั ขนึ้ ตามวงั เจ้านาย
เกือบจะทกุ แหง่ เรียกไดว้ า่ เป็นครลู ะครท้งั เมือง ถงึ มชี ่ือบชู ากันในคำไหว้ครูละครจนตราบเทา่ ทุกวนั นี้ มคี รูนาง
อกิ คน ๑ ชื่อว่าครูรุ่ง เป็นคกู่ ับครูทองอยู่ แตเ่ ห็นจะขับเสภาไม่เป็น ส่วนครูทองอยู่นั้น ยังดีในทางเสภาด้วยอิก
ทาง ๑ จงึ มีช่ือในพวกครูเสภาดว้ ย
๒. ครูแจ้ง คนนี้เป็นรุ่นหลัง มีอายุอยู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๕ บ้านอยู่หลังวัดระฆังฯ แต่เดิมมีชื่อเสียงใน
การเล่นเพลง ถึงอ้างชือ่ ไวใ้ นบทเสภาตอนทำศพนางวนั ทอง ว่าหานายแจ้งมาวา่ เพลงกบั ยายมา คอื ครูแจ้งคนน้ี
เอง มีเรื่องเล่ากันมาว่า ครูแจ้งกับยายมานี้เป็นคนเพลงที่เลื่องฦๅกันในรัชกาลที่ ๓ อยู่มาไปเล่นเพลงครั้ง ๑
ยายมาด่ามาถึงมารดาครูแจ้งด้วยข้อความอย่างไรอย่างหนึ่ง ซึ่งครูแจ้งแก้ไม่ตก ขัดใจจึงเลิกเพลง หันมาเล่น
เสภา แลเป็นนักสวดด้วย ได้แต่งเสภาไว้หลายตอน ดังจะปรากฏบางตอนในเสภาฉบับนี้ ด้วยแต่งกลอนดี แต่
กระเดียดจะหยาบ เห็นจะเป็นเพราะเคยเล่นเพลงปรบไก่ ถึงลำสวดที่สวดกันมาในชั้นหลัง ว่าเป็นลำของครู
แจง้ ประดษิ ฐข์ ้นึ ก็มี จึงนับวา่ ครแู จ้งเปน็ ครูเสภาสำคญั อีกคน ๑
๓. ครปู ่พี าทย์ช่อื วา่ ครูมีแขกน้นั คอื เป็นเช้อื แขกช่อื มี วา่ เล่นเครื่องดุรยิ ดนตรีไดเ้ กือบทุกอย่าง เป็นคน
ฉลาดสามารถแต่งเพลงดนตรีด้วย มีชื่อร่ำฦๅเพลงของครูมีนี้ คือ ทยอยในทยอยนอก ๓ ชั้นเป็นต้น ยังเล่นกัน
อยจู่ นทกุ วันนี้ท่ัวทุกวง แทบจะถือกนั ว่า ถ้าใครเล่น ๒ เพลงน้ีไม่ได้ นับว่ายังไม่เปน็ ครมู ีนี้ทำนองจะถนัดป่ี จึง
ปรากฏในคำไหวค้ รวู า่
“ครมู ีแขกคนนี้เขาดีครนั เปา่ ทยอยลอยลั่นบรรเลงฦๅ”
แต่ทยอยซง่ึ ว่าในท่ีน้ี เปน็ อกิ เพลง ๑ ไมใ่ ชท่ ยอยนอก ทยอยใน ที่กลา่ วมาแล้ว ปีเ่ ป่าแต่เลาเดียว พวก
ปีพ่ าทยเ์ รยี กกันว่า “ทยอยเดยี่ ว” เป็นเพลงครมู ีแต่งเหมือนกนั ครูมีน้ดี มี าแต่ในรัชกาลท่ี ๓ เมอื่ ในรัชกาลที่ ๔
เจ้านายหลายพระองค์ มีพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระเทเวศร์ฯ กรมหลวงวงศาฯ เป็นต้น
ทรงรวบรวมคนหัดปี่พาทย์ขึ้นเล่นประชันวงกัน ครูมีคนนี้ได้เป็นครูปี่พาทย์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า
เจา้ อยหู่ ัว จงึ ทรงพระราชทานบรรดาศักดิเ์ ปน็ ที่พระประดษิ ฐ์ไพเราะ ตำแหน่งปลดั จางวางมหาดเลก็ ได้ว่ากรม
ป่พี าทยฝ์ ่ายพระบวรมหาราชวัง อยูม่ าถงึ รัชกาลท่ี ๕ ไดเ้ ปน็ ครมู โหรขี องสมเด็จกรมพระยาสุดารตั นราชประยูร
ที่นี้จะอธิบายตำนานเสภาที่วินิจฉัยได้ความจากกลอนทั้ง ๒ ฉบับนั้นต่อไป คือได้ความว่า ครูเสภาท่ี
เก่าแก่ก่อนคนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ชื่อนายสน เป็นนายประตู อาจจะเป็นคนเสภามาแต่ครั้งกรุงเกา่ มาเปน็ ครู
เสภาในคร้งั รชั กาลท่ี ๑ ตายเสยี ก่อนสุนทรภู่แต่งกลอน จึงมิได้กลา่ วถึงชื่อ จงึ รไู้ ด้วา่ เป็นครูเสภาแต่คร้ังรัชกาล
ที่ ๑ ข้อนี้ที่เป็นเหตุให้เห็นว่า มีคนเสภากรุงเก่าเป็นเชื้อลงมาในกรุงรัตนโกสินทร์ ครู เสภาที่สุนทรออกชื่อ
๖ คนน้ัน เป็นครเู สภาคร้ังรชั กาลท่ี ๒ คนเหล่านี้ประมาณอายุดู เหน็ ว่าเกิดไม่ทันท่ีจะเปน็ เสภาคร้ังกรุงเก่า คง
เป็นคนเสภารุ่นแรกที่หัดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อลงมายังมีครูเสภารุ่นหลังทีด่ ีขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ปรากฏ
ชือ่ ในกลอนไหวค้ รูกห็ ลายคน
ครูเสภาทั้งปวงน้ีมิใช่แต่ขับเสภาได้อย่างเดียว อาจจะแต่งบทเสภาไดด้ ้วย จงึ จะยกย่องว่าเป็นครูเสภา
หนังสือเสภารุ่นแรกที่เกิดขึ้นในกรุงรตั นโกสินทร์ คงเป็นครูเสภาเหล่านี้แต่งข้ึนโดยมาก มีตัวอย่างสำนวนที่ยัง
จะสังเกตเห็นได้ในหนังสือเสภาที่พิมพ์หลายแห่ง เช่นตอนที่ ๑ ในเล่มนี้ (ทั้งมีสำนวนใหม่ซ่อมเสียบ้างแล้ว)
ยงั สังเกตได้ว่า คล้ายกลอนคร้ังกรงุ เกา่ ไม่สถู้ อื สัมผัสเป็นสำคัญ ความทีว่ ่ากอ็ ยูข่ า้ งจะเรอ่ รา่ เสภาสำนวนเดมิ ใน
กรุงรตั นโกสินทร์ทก่ี ลา่ วน้ี กค็ งแต่งกนั เป็นตอนๆ เหมอื นอย่างครัง้ กรุงเกา่ จงึ มีเนื้อความกล่าวไว้ในกลอนว่า
๘
“ท่านตามีช่างประทัดถนัดรบ” หมายความว่า ชอบขับตอนพลายแก้วไปตีเมืองเชียงทอง หรือตอน
ขนุ แผนตเี มืองเชียงใหม่
“ตาทองอยู่รู้ว่าภาษาลาว” หมายความว่า ชอบขบั ตอนนางลาวทอง ฤๅตอนนางสรอ้ ยฟา้ ศรีมาลา
“ครูอ่อนวา่ พมิ ระบอื ช่อื ขจร” หมายความวา่ ชอบขบั ตอนพลายแกว้ เปน็ ชกู้ บั นางพมิ ดงั น้ี
หนังสือเสภา พึ่งมาเป็นหนังสือดีวิเศษขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๒ ความข้อนี้มีหลักฐานรู้ได้แน่นอน แม้ใน
กลอนไหวค้ รูทวี่ ่ามาแล้วยงั กลา่ วถึงว่า
“เม่ือคร้ังพระจอมนรินทรแ์ ผน่ ดินลับ เสภาขับยงั หามปี ีพ่ าทย์ไม่
มาเมื่อพระองคท์ รงชัย กเ็ กิดคนดใี นอยุธยา”
ตรงนี้หมายความว่า เมื่อก่อนรัชกาลที่ ๒ เสภายังขับกันอย่างเล่านิทาน ไม่มีส่งปี่พาทย์ ลักษณะขับ
เสภาในขั้นนั้น เข้าใจว่าเห็นจะขับแต่ ๒ คนขึ้นไป วิธีขับผลัดกันคนละตอน ให้คน ๑ ได้มีเวลาพัก ฤๅมิฉะนั้น
ถ้าเป็นคนเสภาเก่งๆ เจ้าของงานเลือกเรื่องให้ว่าตอนใดตอนหนึ่ง ให้แต่งกลอนสดโต้กันอย่างว่าเพลงปรบไก่
อย่างนี้เรียกว่าเสภาต้น เคยได้ยินว่ามีกันแต่ก่อน ครั้นเมื่อมีวิธีส่งปี่พาทย์แล้ว จึงขับแต่คนเดียวเป็นพื้น ด้วย
เวลาทีป่ ่พี าทย์ทำผขู้ บั เสภาได้พกั
พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสนุ ทร
พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั รัชกาลท่ี ๒
แตเ่ มือ่ ในรัชกาลท่ี ๒ ไม่ใช่เปล่ียนแปลงกระบวนเสภาแต่ใหม้ วี ธิ ีส่งป่ีพาทย์ขน้ึ เท่าน้นั ถึงบทเสภาเองก็
แต่งใหม่ในสมัยนั้นโดยมาก บทเสภาที่นับถือกันว่าวิเศษในทุกวันนี้ เป็นบทแต่งครั้งรัชกาลที่ ๒ แทบทั้งนั้น
ที่เป็นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเองก็มี ความข้อนี้ข้าพเจ้าได้เคยทูลถาม
สมเด็จเจา้ ฟา้ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ว่า “ไดย้ นิ เขาพูดกนั ว่า บทเสภานน้ั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์จริงฤๅอย่างไร” สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ มีรับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า “ทรงพระราช
นิพนธจ์ รงิ ไมท่ รงอย่างเปิดเผย แต่ชว่ ยกนั แต่งหลายคน” ข้าพเจา้ ไดส้ ดบั กระแสรบั สั่งมาดังนี้ ยังนึกเสียดายว่า
ครั้งนั้นหนักปากไปเสีย ถ้าได้ทูลถามชื่อผู้แต่งไว้ให้ได้หมด แลรู้ว่าใครแต่งตอนไหนด้วยก็จะดีทีเดียว เมื่อมา
อยากรูข้ ึ้นในเวลานีไ้ ด้แตส่ งั เกตสำนวนกลอน เข้าใจว่าจะมพี ระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอย่หู ัว แตเ่ ม่อื ยังเป็น
กรมได้ทรงพระราชนพิ นธ์ดว้ ยอีกพระองค์ ๑ แต่ท่จี ำสำนวนไดแ้ นน่ อนนนั้ คอื สนุ ทรภอู่ กี คน ๑ แตง่ ตอนกำเนิด
พลายงาม ตง้ั แตพ่ ลายงามเกิดจนถวายตวั เปน็ มหาดเลก็ เป็นกลอนสำนวนสุนทรภเู่ ป็นแน่ไม่มีที่สงสยั ส่วนพระ
ราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ น้ัน กล่าวกันมาว่า ทรงตอนพลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม อยู่ในตอนที่ ๔ เล่ม ๑ นี้
ตอน ๑ กับตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างแลเข้าห้องนางแก้วกิริยา อยู่ตอนที่ ๑๗ ในเล่ม ๒ ฉบับนี้อีกตอน ๑
๙
แต่ข้าพเจ้าสังเกตสำนวนกลอนเห็นว่า ตอนนางวันทองหึงนางลาวทองเมื่อขุนแผนกลับมาถึงบ้าน อยู่ในตอน
ที่ ๑๓ ในเล่ม ๑ น้ี ดูเหมอื นจะเปน็ พระราชนพิ นธ์ในรชั กาลที่ ๒ อกี ตอน ๑ สว่ นพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จ
พระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ วั นั้น เขา้ ใจวา่ จะเปน็ ตอนขนุ ช้างขอนางพิม และตอนขุนแผนพานางวันทองหนี อยู่ต่อพระ
ราชนิพนธ์ทั้ง ๒ ตอน ผู้ที่แต่งเสภาคร้ังรัชกาลที่ ๒ ถึงไม่รู้จักตัวได้หมด ก็เชื่อได้ว่าคงอยู่ในพวกกวีที่มีชื่อเสียง
ในรัชกาลนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงหารือเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน ฤๅอีกนัย ๑ ก็คือพวกกวีชุดเดียวกันกับที่
แต่งหนังสือบทละครในรัชกาลท่ี ๒ มีเร่ืองอิเหนาแลรามเกียรติ์เป็นตน้ น้นั เอง ทีแ่ ต่งบทเสภา ถา้ สงั เกตดทู ำนอง
กลอนก็จะเห็นได้ว่า กลอนเสภาที่ตอนดี ๆ คล้าย ๆ กันกับบทละครในรัชกาลที่ ๒ ไม่ห่างไกลกันนกั แต่ผิดกัน
ในข้อสำคัญท่เี สภาไม่มบี ังคบั เหมือนอยา่ งบทละคร ท่จี ะต้องแต่งให้เข้ากบั กระบวนคนรำ แต่เสภาบทจะยาวสั้น
อย่างไรแล้วแต่จุใจของผู้แต่ง อยากจะว่าอย่างไรก็ว่าได้สิ้นกระแสความ อีกประการ ๑ สำนวนเสภาแต่งเป็น
อย่างเล่านิทาน ถือเป็นข้อสำคัญอยู่ท่ีจะตอ้ งแตง่ ให้เหน็ เป็นเรื่องจรงิ จัง เป็นต้นว่าถอ้ ยคำสำนวนที่พูดจากันใน
เสภา แต่งคำคนชนดิ ไรก็ให้เหมือนถ้อยคำคนชนิดนนั้ แลพูดจาตามวิสัยของคนชนดิ น้ัน แม้กล่าวถึงท่ีทางไปมา
ในเรื่องเสภากว็ ่าใหถ้ ูกแผนท่ีสมจริง ขอ้ นขี้ ้าพเจ้าเคยไปตามท้องที่ที่อ้างในเสภาหลายแห่ง ไดล้ องสอบสวนเห็น
กล่าวถูกต้องโดยมาก ดูเหมือนเมื่อแต่งบทเสภาจะถึงต้องสอบถามแผนที่กันมิใช่น้อย ว่าโดยย่อ การแต่งบท
เสภามกี ระบวนท่จี ะแตง่ ได้กว้างขวางกว่าบทละคร ทง้ั เนื้อเร่ืองขนุ ช้างขนุ แผนเองก็เปน็ เร่ืองสนุก มีท่าทางท่ีจะ
แต่งเล่นได้หลายอย่าง ประกอบกับทไ่ี ม่เปิดเผยช่อื ผู้แต่งใหป้ รากฏ ผแู้ ต่งได้อสิ ระเตม็ ที่
ดว้ ยเหตเุ หลา่ น้ี พวกกวที แี่ ตง่ บทเสภา จงึ แตง่ ประกวดกันเต็มฝปี าก วา่ เผ็ดร้อนถึงอกถึงใจ เปน็ หนงั สอื
ซ่ึงให้เห็นสำนวนกวีตา่ ง ๆ กันเป็นอย่างดี หนังสอื เสภาจึงวเิ ศษในกระบวนหนังสือกลอน ผดิ กบั หนังสือเรื่องอื่น
ที่แต่งมาก่อนแล้ว ฤๅที่แต่งในยุคเดียวกันนั้น จะเปรียบเทียบกับเสภาไม่ได้สักเรื่องเดียว หนังสือเสภาจึงเป็น
เสนห่ ์ ใครอ่านแลว้ ยอ่ มชอบตดิ ใจ ตั้งแต่เดมิ มาจนกาลบัดน้ี
หนังสือเสภาที่แต่งเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๒ ก็แต่งเป็นตอนๆ แล้วแต่กวีคนใดจะพอใจแต่งเรื่องตรงไหน ก็
รับไปแต่ง ตอน ๑ ดเู หมือนจะกะพอขับคืน ๑ ประมาณราว ๒ เล่มสมุดไทย ข้อนรี้ ไู้ ดโ้ ดยสงั เกตสำนวนหนังสือ
แลได้ทราบว่า เมื่อแต่งแล้วเอาเข้ามาขับถวายตัวเวลาทรงเครื่องใหญ่ จึงเป็นประเพณีมีขั บเสภาถวายเวลา
ทรงเครื่องใหญ่มาในรัชกาลหลังๆ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านพิภพ ก็ทรงเจริญ
แบบอย่างครั้งรัชกาลที่ ๒ โปรดให้ขอแรงกวีแต่งเสภาเรื่องพระราชพงศาวดารขึ้นอิกเรื่อง ๑ สำหรับขับถวาย
เวลาทรงเครื่องใหญ่ ใครจะแต่งบ้างหาทราบไม่ แต่สุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่ได้แต่งด้วย เสียดายที่หนังสือเสภาพระ
ราชพงศาวดารแต่งคราวนั้น ฉบับสูญหายเสียหมด มีแต่ที่จำกันไว้ได้เป็นตอนๆ พระยาโบราณราชธานินทร์
(พร เดชะคุปต)์ ไดร้ วบรวมพมิ พข์ ึ้นคราว ๑ แต่อา่ นดสู ู้เสภาเรือ่ งขนุ ชา้ งขุนแผนไม่ได้ ดว้ ยเนอ้ื เรอื่ งหนังสือพระ
ราชพงศาวดารไม่ชวนแต่งเสภาเหมือนเรื่องขุนช้างขุนแผน นอกจากเรื่องพระราชพงศาวดาร ยังมีเสภา
เรื่องเชียงเมี่ยง คือเรื่องศรีธนญไชยอิกเรื่อง ๑ เข้าใจว่าแต่งขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๔ เหมือนกัน แต่จะแต่งข้ึน
เมื่อไร แลใครจะแต่งหาทราบไม่ มีแต่ต้นฉบับอยู่ในหอพระสมุดฯ สังเกตสำนวนกลอนแลลายมืออาลักษณ์ท่ี
เขียนเป็นครั้งรัชกาลที่ ๔ ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ขอแรงกวี
แต่งเสภาเรื่องนิทราชาคริชอีกเรื่อง ๑ โดยทำนองเดียวกับที่แต่งเสภามาในครั้งรัชกาลที่ ๒ แลที่ ๔ ปรากฏ
ตัวผ้แู ต่ง ๑๑ คน คอื
ตอนท่ี ๑ หลวงพศิ ณเุ สนี (ทองอยู่ ครเู สภา) ภายหลังเป็นพระราชมนู
ตอนที่ ๒ พระยามหาอำมาตย์ (หรนุ่ )
ตอนท่ี ๓ ขุนวิสตู รเสนี (จาง)
ตอนที่ ๔ ขนุ พนิ ิจจยั (อย)ู่ ภายหลังเปน็ หลวงภริ มย์โกษา
ตอนท่ี ๕ หลวงบรรหารอรรถคดี (สดุ ) ภายหลงั เปน็ พระภิรมย์ราชา
๑๐
ตอนท่ี ๖ ขนุ วิสทุ ธากร (ม.ร.ว. หน)ู ภายหลงั เปน็ พระยาอิศรพันธ์โุ สภณ
ตอนท่ี ๗ พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (น้อย)
ตอนที่ ๘ ขนุ ท่องสอื่ (ชว่ ง) ภายหลงั เปน็ หลวงมงคลรตั น์
ตอนท่ี ๙ หลวงเสนพี ิทักษ์ (อ่วม) ภายหลงั เป็นพระยาราชวรานกุ ลู
ตอนที่ ๑๐ หลวงสโมสรพลการ (ทัด) เดีย๋ วนเ้ี ปน็ พระยาสโมสรสรรพการ
ตอนท่ี ๑๑ หลวงจักรปาณี (ฤกษ์เปรยี ญ) ท่ีแต่งนริ าศพระปฐมเจดยี ์
หนังสือที่เรียกว่าเสภาหลวง จึงมี ๔ เรื่องด้วยกันดังแสดงมานี้ แต่เสภาเรื่องนิทราชาคริชที่ในหอพระ
สมุดมีฉบับอยู่เพียง ๕ ตอนข้างต้น ถ้าตอนอื่นของท่านผู้ใดมี และยอมให้หอพระสมุดคัดลอกรักษาไว้จะ
ขอบคุณเป็นอันมาก
หนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนที่เราอ่านกันทุกวันนี้ ไม่ใช่แต่งแต่เมื่อรัชกาลที่ ๒ ทั้งหมด บทที่แต่ง
ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ก็มีหลายตอน ข้อนี้รู้ได้ด้วยสังเกตในตัวความที่กล่าวในเรื่องเสภานั้น จะยกตัวอย่าง
ดงั เช่นตอนแต่งงานพลายแก้วกับนางพิม ในตอนท่ี ๗ เล่ม ๑ นี้ กล่าวตรงขนุ ช้างแตง่ ตัวเมอ่ื จะไปเป็นเพ่ือนบ่าว
พลายแก้ว ในเสภาว่า
“คดิ แล้วอาบน้ำน่งุ ผา้ ยกทองของพระยาละครให”้
ตรงนีเ้ ป็นสำคัญว่าแตง่ ในรัชกาลที่ ๒ ดว้ ยพระยาละครฯ มีแตใ่ นรชั กาลน้ัน รชั กาลที่ ๑ แลรัชกาลที่ ๓
เป็นเจ้าพระยาทั้ง ๒ รัชกาล ต่อมาตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง ก็สังเกตได้ว่าแต่งในรัชกาลที่ ๒ ด้วยชมเรือน
ขุนชา้ งว่า
“เครอ่ื งแกว้ แพรวพรรณอย่กู ่ายกอง ฉากสองชน้ั ม่านมุลีม่ ”ี
เพราะเล่นเครื่องแก้วกนั เม่ือในรชั กาลที่ ๒ สว่ นตอนที่รู้ได้ว่าแต่งในรชั กาลท่ี ๓ นน้ั เชน่ ตอนทำศพนาง
วันทอง มีกล่าววา่
“นายแจง้ กม็ าเลน่ เตน้ ปรบไก่ ยกไหลใ่ ส่ทำนองร้องฉา่ ฉ่า
รำแต้แกไ้ ขกับยายมา เฮฮาคร้ืนคร่นั สนั่นไป”
นายแจ้งนี้คือครูแจ้งเสภาชั้นหลัง ที่มีอายุอยู่มาจนรัชกาลที่ ๕ เป็นคนเพลงดีมีชื่อเสียงในรัชกาลที่ ๓
จึงรวู้ า่ เสภาตอนนี้แต่งเมื่อในรัชกาลท่ี ๓ ตอนอื่นท่มี ที ีส่ งั เกตอย่างนี้ก็ยงั มีอิก แต่ไดล้ องตรวจจะให้รชู้ ัดให้ตลอด
เรื่องว่าตอนไหนแต่งในรัชกาลที่ ๒ ตอนไหนแต่งในรัชกาลที่ ๓ รู้ไม่ได้ ด้วยไม่มีความเป็นที่สังเกตเสียมาก
ลำพงั สำนวนกลอนใน ๒ รัชกาลนัน้ ไม่ผิดกัน ด้วยกวคี รง้ั รชั กาลที่ ๒ ยังอยมู่ าในรัชกาลที่ ๓ โดยมาก กวีท่ีมีข้ึน
ในรัชกาลที่ ๓ ที่แต่งดีถึงกวีครั้งรัชกาลที่ ๒ ก็มีมาก จึงได้แต่สันนิษฐานโดยตำนาน คือเมื่อในรัชกาลที่ ๓ นั้น
ถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรดการฟ้อนรำขับร้องก็จริง แต่ก็ไม่ทรงขัดขวางห้ามปรามมิให้
ผู้อื่นเล่น การเหล่านั้นเจ้านายแลข้าราชการผู้ใหญ่เลน่ กันขึ้นหลายแห่ง เล่นละครบ้าง มโหรีปี่พาทยบ์ ้าง เสภา
นับว่าเป็นส่วนอันหนึ่งของปี่พาทย์ เพราะเป็นต้นบทส่งลำ จึงเล่นเสภากันแพร่หลายต่อมา บทเสภาสำนวน
หลวงที่แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๒ เห็นจะได้มาขับให้คนฟังแพร่หลายในตอนนี้ เป็นเหตุให้เกิดนิยมบทเสภาที่แต่ง
ใหม่มาก จึงมีผู้ขวนขวายให้แต่งบทเสภาตอนอื่นๆ ซึ่งยังมิได้แต่งในรัชกาลที่ ๒ เพิ่มเติมขึ้นเมื่อในรัชกาลที่ ๓
อิกหลายตอน ผู้ที่แต่งเสภาในชั้นหลังนี้จะเป็นใครบ้างไม่ทราบแน่ ทราบแต่ว่าคุณดั่นคน ๑ คุณดั่นนี้เป็นลูก
พระเจ้ากรุงธนบุรี ทำราชการ ทราบว่าได้เป็นที่หลวงมงคลรัตน์ เป็นผู้มีชื่อเสียงในการเล่นหนัง ว่าพากย์แล
เจรจาดนี กั เพราะเหตทุ ่ีเป็นกวีแต่งถ้อยคำได้เอง นอกจากคุณดั่น ผู้ท่ีแตง่ กลอนดีในเวลาน้ันยังมีมาก เช่นพวก
ที่มีชื่อเป็นผู้แต่งเพลงยาววัดพระเชตุพนนั้นเป็นต้น บทเสภาสำนวนหลวงนับว่ามาบริบูรณ์เมื่อในรัชกาลที่ ๓
แต่งขึ้นแทนบทเดิมเกือบจะตลอดเรื่องขุนช้างขุนแผน เมื่อมีบทสำนวนหลวงบริบูรณ์แล้ว เห็นจะมีเจ้านาย
๑๑
พระองค์ใดพระองค์ ๑ ฤๅขุนนางผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง ที่เล่นเสภาแลปี่พาทย์เมื่อในรัชกาลที่ ๓ คิดอ่านให้
รวบรวมบทเสภาเข้าเรยี บเรียงเป็นเร่อื งติดต่อกัน อย่างฉบบั ท่ีเราไดอ้ า่ นกนั ในทุกวนั นี้
เหตุซึ่งรู้ว่าพึ่งเอาเสภามาเรียบเรียงกันเข้าเป็นเรื่องต่อภายหลังนั้น เพราะสำนวนเสภาที่แต่งต่างยุค
ตา่ งสมยั มีหลกั ฐานท่จี ะรู้ได้บา้ งดังกลา่ วมาแลว้ คอื มสี ำนวนเดมิ ท่แี ต่งก่อนรชั กาลท่ี ๒ สำนวน ๑ สำนวนท่ีแต่ง
ในรัชกาลที่ ๒ สำนวน ๑ สำนวนที่แต่งในรัชกาลที่ ๓ สำนวน ๑ ในหนังสือเสภาเอาสำนวนเหล่านี้เรียบเรียง
คละกัน สำนวนยุคหลังอยู่หน้าสำนวนยุคก่อนก็มี ดังเช่นสำนวนสุนทรภู่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม อยู่หน้า
สำนวนเดิมที่แต่งตอนเจา้ เชียงใหม่ขอนางสร้อยทองน้ันเป็นต้น ถ้าได้เรียบเรียงเข้าเปน็ เร่ืองมาแต่ก่อน สำนวน
กลอนคงจะต่อกันตามยคุ โดยฐานทแี่ ตง่ ต่อกันลงมาโดยลำดบั ยงั อกิ สถาน ๑ ถา้ พิเคราะหด์ ูหนังสือเสภาที่รวม
เป็นเรื่องแล้วนี้ก็ยังเห็นได้ว่าของเดิมเป็นท่อนเป็นตอน ผู้แต่งต่างคนต่างแต่งตามเรื่องนิทานที่ตนจำได้ ไม่ได้
สอบสวนรู้เห็นกัน เรื่องที่กล่าวยังแตกต่างกันอยู่หลายแห่ง แม้ชื่อคนที่เรียกในเสภาเรียกผิดกันไปก็มี จะ
ยกตวั อยา่ ง เช่น เถ้าแกท่ ี่ขอนางวันทองให้ขุนช้าง ในตอนแรกเรียกชื่อวา่ ยายกลอยยายสาย ครน้ั ต่อมาในตอน
หลังๆ เรียกว่ายายกลอยยายสา หลักฐานมีอยู่ดังกล่าวมานี้จึงเชื่อได้แน่ว่า บทเสภาแต่เดิมแต่งเป็นท่อนเป็น
ตอนไม่ติดต่อกัน แลเชื่อได้ว่าพึ่งเอามารวมกันเขา้ ต่อชั้นหลัง ที่ข้าพเจ้าประมาณว่า จะรวมเสภาเรียบเรียงเขา้
เป็นเรื่องในรัชกาลที่ ๓ นั้น เพราะในบทเสภาที่เรียบเรียงเข้าไว้ มีบ้างตอนที่รู้ได้ว่า แต่งเมื่อรัชกาลที่ ๓ น้ี
ประการ ๑ ยังอิกประการ ๑ หนังสือเสภาที่รวมไว้ได้ในหอพระสมุดสำหรับพระนครมีต่างกันถึง ๘ ฉบับ ยัง
ฉบับปลีกต่างหากเป็นเล่มสมุดไทยราว ๒๐๐ เล่ม ได้ตรวจดูลายมือเขียนไม่พบฝีมือเก่าถึงเขียนในรัชกาลที่ ๒
เลยสักเล่มเดียว ฉบับเก่าที่สุดมีเพียงฝีมืออาลักษณ์ในรัชกาลที่ ๓ ฉบับนี้ได้มาจากในพระบรมมหาราชวัง ๒
เลม่ สมดุ ไทย แต่เขียนเป็นเส้นดินสอขาว ถา้ มใิ ชฉ่ บับหลวงคงเปน็ ฉบบั ของเจ้านาย เช่นกรมหมนื่ อัปสรสุดาเทพ
ซึ่งปรากฏมาว่าโปรดหนังสือ ด้วยเหตุเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่าการรวบรวมหนังสือเสภาเข้าติดต่อเป็นเรื่อง
เหน็ จะรวมมาแต่เมอ่ื ในรัชกาลท่ี ๓ ท่วี ่าน้ปี ระมาณเป็นอยา่ งสงู อาจจะมารวมต่อเมอื่ ในตน้ รัชกาลท่ี ๔ กเ็ ป็นได้
แลเชื่อว่ารวมเรื่องในครั้งแรกนั้นจบเพียง ๓๘ เล่มสมุดไทย คือตั้งแต่ขึ้นต้นเรื่องมาจนถึงขับนางสร้อยฟ้า
กลบั ไปถึงเมืองเชียงใหม่ ดว้ ยเห็นสำนวนกลอนเปน็ ยุตมิ าเพียงเท่าน้นั
เมื่อในรัชกาลที่ ๔ ถึงหนังสือเสภาได้รวบรวมเข้าเป็นเรื่องแล้วดงั กล่าวมา เมื่อหนังสือเสภายังไม่ไดล้ ง
พิมพ์ ฉบับที่รวบรวมก็มีนอ้ ย แลคงมีอยู่แต่ของผู้มีบรรดาศักด์ิ ด้วยเหตุน้ี เสภาที่เล่นกนั ในพืน้ เมืองในสมยั นั้น
ยังขับเปน็ ๒ สำนวน คนเสภาโดยมากยงั ขับได้แต่สำนวนเดิม มที ขี่ บั เสภาสำนวนหลวงไดน้ ้อย ในสมัยน้ันจึงยัง
มีกวีท่ีถอื คติเน่ืองมาแตร่ ัชกาลท่ี ๓ คดิ บทเสภาเพ่ิมเติมข้นึ เม่ือในรชั กาลท่ี ๔ อกิ หลายตอน คือตอนจระเข้เถน
ขวาด แลตอนพลายเพชรพลายบวั เป็นตน้ เสภาที่ครแู จ้งแตง่ หลายตอนก็แตง่ ในสมัยน้ี
ขอ้ น้รี ้ไู ด้ด้วยสำนวนกลอนผิดกนั กลอนแตง่ ชน้ั หลังมักชอบเล่นสัมผสั ในเอาอยา่ งสุนทรภู่ แลกระบวน
แผนที่ก็ไม่แม่นยำเหมือนแต่งรุ่นก่อน เข้าใจว่าเมื่อในรัชกาลที่ ๔ คงจะมีใครรวมหนังสือเสภาอิกครั้ง ๑ จึง
สำเรจ็ รปู อย่างฉบับท่ตี ีพิมพ์ มถี ึงตอนพลายแกว้ พลายบัว คอื ต่อเรอื่ งเข้าอิก ๔ เล่มสมุดไทย รวมท้งั เกา่ ใหม่เป็น
๔๒ เล่ม
ครูเสภาทช่ี ือ่ เสยี งปรากฏในรัชกาลที่ ๔ ก็มหี ลายคน คือ
๑. ครแู จ้งที่กล่าวมาแลว้ ท่จี ริงเม่อื ในรัชกาลท่ี ๓ เปน็ แตร่ ำ่ ฦๅกระบวนเพลง มาเปน็ ครูเสภามีชื่อเสียง
เมอื่ ในรัชกาลที่ ๔
๒. ครูสิง เป็นบิดาของนายสังจีนปี่พาทย์ที่ออกไปตายที่เมืองลอนดอน คราวไปกับปี่พาทย์เมื่อใน
รชั กาลท่ี ๕ แลนายทองดีท่ีได้เป็นหลวงเสนาะดุริยางค์เมื่อภายหลัง ครสู ิงน้วี า่ ขับตอนจระเข้เถนขวาดไม่มีตัวสู้
เม่ือในรัชกาลที่ ๔
๑๒
๓. หลวงพิศณุเสนี (ทองอยู่ เรียกกันแต่ว่า หลวงเพ็ดฉลู) ว่าดีหลายอย่าง ขับก็ดี แต่งเสภาก็ได้ แลรู้
ลำมากถึงบอกปี่พาทย์ได้ด้วย ถนัดขับตอนขุนแผนรบเมืองเชียงใหม่ หลวงพิศณุเสนีอยู่มาเป็นครูใหญ่อยู่ใน
รชั กาลท่ี ๕
๔. ครูอนิ อู ว่าเสียงเพราะนกั ชอบขับตอนสงั วาส เปน็ คขู่ ับกบั หลวงพิศณเุ สนี (ทองอยู)่
๕. ครูเมือง คนเสภาของสมเดจ็ เจ้าพระยาบรมมหาพชิ ยั ญาติ ชมกันว่ากระบวนขยับกรับเข้ากับวธิ ีขบั
ไม่มีตวั ส้[ู ๓]
แต่การเล่นเสภาเมื่อในรัชกาลที่ ๔ กลายมาเป็นเล่นคู่กับปี่พาทย์ ด้วยเล่นปี่พาทย์กันขึ้นแพร่หลาย
พอใจจะฟังเพลงปพี่ าทยก์ บั เสภาเท่าๆ กนั ไม่ฟังเสภาเปน็ สำคัญเหมอื นกบั อย่างแต่ก่อน
ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ หมอสมิธพิมพ์บทเสภาขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีวอก จุลศักราช ๑๒๓๔
(พ.ศ. ๒๔๑๕) เมื่อมีบทเสภาพิมพ์แล้ว ใคร ๆก็อาจจะหาซื้อบทเสภาสำนวนหลวงได้โดยง่าย แต่นั้นมาพวก
เสภาก็หันเข้าขับเสภาสำนวนหลวง คนขับสำนวนนอกมีน้อยลงทุกที บทเสภาก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดแต่งขึ้นใหม่
ส่วนกระบวนที่เล่นเสภา เมอ่ื ตอ่ มาในรชั กาลท่ี ๕ ยงั เกิดวธิ พี ลิกแพลงเล่นหา่ งออกไปจากเสภาเดิมอิก เช่นมีวิธี
เล่นเสภารำ คือเล่นเป็นละคร แต่ใช้ขับเสภาแทนต้นบทแลลูกคู่ร้อง ขับเสภาสลับไปกับเจรจาแลเล่นจำอวด
เรื่องเสภาก็ยิ่งขับสั้นเข้า ถึงการที่ขับเสภากันตามอย่างเดิมยังไม่หมด คนเสภาที่มีชื่อเสียงเมื่อในรัชกาลที่ ๕
มักเป็นแต่ดีด้วยอย่างอื่น ไม่ปรากฏว่าใครดีในกระบวนแต่งเสภา ได้สืบสวนถึงคนเสภาซึ่งมีชื่อเสียงเมื่อ
ในรัชกาล ที่ ๕ มปี รากฏมา คือ
๑. หลวงพิศนุเสนี (ทองอย)ู่ ดมี าแต่ในรัชกาลกอ่ นดังกลา่ วมาแลว้ มาถึงรัชกาลท่ี ๕ ไดเ้ ลื่อนท่ีเปน็ พระ
ราชมนู คนนม้ี าเป็นครูเสภาใหญ่ ผูค้ นนบั ถอื ยิง่ กวา่ ผอู้ ่ืน มเี ร่ืองเลา่ กนั มาว่า คร้ัง ๑ มีงานโกนจกุ เจ้าของงานมี
พวกพอ้ งเป็นนายวงปี่พาทย์ แตเ่ ป็นวงพ่ึงหดั ข้ึนใหม่ พอทำเพลงประโคมพระสวดมนตฉ์ นั เชา้ ได้ นายวงปีพ่ าทย์
สำคัญว่า จะมีแต่สวดมนต์ฉันเช้า จึงรับเอาปี่พาทย์ไปช่วยงาน ต่อสวดมนต์จบแล้ว เห็นหลวงพิศณุเสนีไป
เจ้าของวงปี่พาทย์จึงทราบ ว่าเจ้าของงานจะมีเสภา ก็ตกใจ ด้วยเฉพาะถูกคนขับเป็นครูสำคัญด้วย ไม่รู้จะทำ
อย่างไร จึงแอบคลานเข้าไปกราบหลวงพิศณุเสนีบอกว่า “ใต้เท้าได้โปรดด้วยปี่พาทย์ผมพึ่งหัด” หลวงพิศณุ
เสนีหันมาถามว่า “ทำเพลงอะไรได้บ้าง” นายวงบอกว่า “ได้แต่จระเข้หางยาวเพลงเดียวเท่านั้นแหละขอรับ”
หลวงพิศณุเสนีพยักหน้าแล้วก็น่ิงอยู่ เสภาค่ำวันนั้นขับๆ ไปแล้ว หลวงพิศณุเสนีก็หนั ลงส่งเพลงจระเขห้ างยาว
ส่งแตเ่ พลงเดียวตลอดทั้งคนื ปลอ่ ยป่ีพาทย์รอดตวั มาได้
๒. จ่าเผ่นผยองยิ่ง (โคน เรียกกันว่าจ่าโคน) เป็นน้องหลวงพิศณุเสนี (ทองอยู่) ว่าขับเสภาได้ แต่ง
กลอนกด็ ี และรลู้ ำมาก แตเ่ ปน็ ครบู อกมโหรี แลแต่งสกั รวาเสยี เป็นพน้ื
๓. หลวงพิศณุเสนี (กล่อม การเวก) เดิมเป็นนักสวดเสียงเพราะ จึงเรียกกันว่า กล่อมการเวก สึกแล้ว
มาเป็นต้นบทสักรวาของกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณอยู่ก่อน กระบวนร้องว่าเม็ดก้านมาก ร้องเพราะ ขับ
เสภาได้ แตไ่ ม่ฦๅในกระบวนเสภา
๔. นายเจิมมหาพน เมื่อบวชเทศน์มหาพนล่ำฦๅ ครั้ง ๑ เอาเรื่องเจ้าพระยามหินทร์ฯ ยกทัพไปรบฮ่อ
มาแตง่ เป็นเทศน์แหล่นางกินนร เจา้ พระยามหนิ ทร์ฯ โกรธ ตอ้ งเลิก คร้นั สกึ มาอยู่บา้ นบางตะนาวศรี กระบวน
ขบั เสภาว่าพอประมาณ แต่รู้ลำส่งมาก พวกป่พี าทย์กลวั ถ้าพอดพี อรา้ ยไมก่ ล้าไปรับเสภานายเจมิ
๕. ขุนพลสงคราม (โพ) กำนันบ้านสาย แขวงอ่างทอง อยู่มาจนปลายรัชกาลที่ ๕ เป็นเสภาอย่างเก่า
ว่าขับดีนกั แตข่ า้ พเจา้ หาไดฟ้ ังไม่
๖. พระแสนท้องฟ้า (ป่อง) เมืองราชบุรี เป็นเสภาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เสียงดี
ขับเพราะ เมื่อข้าพเจ้าแต่งหนังสือเรื่องนี้ตัวก็ยังอยู่ อายุได้ ๘๐ เศษ ยังขับเสภาได้ แต่พวกปี่พาทย์เขายิ้ม ๆ
กันว่า กระบวนสง่ ลำอยูข่ ้างจะพลาด
๑๓
การชำระหนงั สอื เสภา
หนังสือเสภาซึ่งหอพระสมุดฯ ได้ฉบับมาสอบ นับแต่ที่เป็นฉบับสำคัญมี ๔ ฉบับ คือ ฉบับที่ได้มาจาก
ในพระบรมมหาราชวัง ฝีมืออาลักษณ์ครั้งรัชกาลที่ ๓ เขียนฉบับ ๑ ฉบับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ
ฝีมือเขียนครั้งรัชกาลที่ ๔ ฉบับ ๑ ฉบับหลวงในรัชกาลที่ ๕ อาลักษณ์เขียนเม่ือปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๓๑
พ.ศ. ๒๔๑๒ ฉบับ ๑ ฉบับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เขียนในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช
๑๒๓๑ พ.ศ. ๒๔๑๒ ซึ่งเขา้ ใจวา่ เปน็ ตน้ ฉบบั ท่หี มอสมิธได้ไปพิมพฉ์ บับ ๑
เสียดายที่ไม่ได้หนังสอื เหล่านี้ครบแต่ต้นจนจบสักฉบับเดยี ว แต่ก็เป็นประโยชนใ์ นการสอบสวน ได้ท้ัง
ถ้อยคำสำนวนแลบทกลอนของเดิมมาก การชำระได้อาศัยหนังสือ ๔ ฉบับนี้เป็นสำคัญ แต่เมื่อสอบเข้าแล้ว
เห็นมีข้อควรสังเกตขึ้นอิกอย่าง ๑ ที่หนังสือเสภาแม้เป็นฉบับสำคัญดังกล่าวมา กระบวนกลอนแลถ้อยคำมี
แตกต่างกันทุกฉบับ จึงสันนิษฐานว่า เมื่อแรกรวมบทเสภาเข้าเรียบเรียงเป็นเรื่องหนังสือนั้น ชะรอยจะหา
หนังสือไม่ได้หมดทุกตอน เพราะมีฉบับน้อยทำนองอย่างครั้งกรุงเก่า บางตอนเห็นจะต้องให้คนขับเสภามาว่า
แล้วจดลงตามที่คนขับจำได้ ความพลาดพลั้งหลงลืมของคนขับเสภาจึงมาปรากฏอยู่ในหนงั สือเสภาที่รวบรวม
ในครั้งแรก ฉบับทีหลังที่เป็นของลอกคัดต่อๆ กันมาคงไม่ได้ชำระ ฤๅถ้าจะชำระก็คงเพียงให้คนขับเสภาตรวจ
แก้ จึงวิปลาสคลาศเคลื่อนยิ่งขึ้นทุกที จนมาถึงฉบับที่พิมพ์จำหน่ายกันอยู่ในทุกวันนี้ เรียกได้ว่าหนังสือเสภา
เป็นจลาจล เพราะเหตุที่มีผู้แก้ไขด้วยไม่รู้ราคาสำนวนเดมิ เปลี่ยนคำเดิมเสียโดยรักจะใส่สัมผัสในบ้าง เปลี่ยน
คำที่ตัวไม่เข้าใจออกเสียบ้าง ทำให้ความคลาศเคลื่อนไปเสียมากชั้น ๑ ซ้ำเวลาพิมพ์การตรวจก็สับเพร่า เป็น
เหตุให้เกิดอักขรวิบัติขึ้นด้วยอิกชั้น ๑ ด้วยเหตุทั้งปวงดังกล่าวมานี้ การที่จะชำระหนังสือเสภาฉบับนี้ จึงเป็น
การลำบากยากย่ิงกว่าชำระหนงั สอื อืน่ โดยมาก
หนังสอื เสภาท่ีพมิ พ์เป็นฉบบั หอพระสมดุ วชิรญาณฉบับน้ี ดเู หมือนจะเป็นฉบับที่ได้ชำระสอบสวนเป็น
ครั้งแรก แต่ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า กรรมการหอพระสมุดฯ มีความประสงค์จะรักษาหนังสือกลอนเป็น
อย่างดีในภาษาไทยไว้ให้ถาวรเป็นข้อสำคัญยิ่งกว่าจะพยายามรักษาเรื่องขุนช้างขุนแผน ด้วยเหตุน้ี
เมอ่ื พเิ คราะห์ดหู นงั สือเสภาเกา่ ที่มีอยู่ เหน็ วา่ ทเ่ี ป็นเรื่องดีแลกลอนดมี ีอยู่เพียง ๓๘ เล่ม ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตอนที่
ได้รวบรวมขึ้นครั้งแรก คือ ตั้งแต่ต้นมาจนถึงขับนางสร้อยฟ้าไปถึงเมืองเชียงใหม่นั้น จึงยุติว่าจะชำระเพียง
เท่านั้น ตอนต่อนั้นไป คือตอนพลายยงไปเมืองจีนก็ดี ตอนพลายเพชรพลายบัวก็ดี เห็นไม่มีสาระใน
ทางวรรณคดจี ึงไมพ่ มิ พ์
แตเ่ มอ่ื หอพระสมุดฯ รวบรวมบทเสภาในคราวน้ี ไดบ้ ทเสภาปลีกมาอิกหลายตอน เป็นของกวีแต่ก่อน
ไดแ้ ตง่ ไว้ บางตอนแทรกเรอ่ื งเข้าใหม่ เชน่ ตอนจระเข้เถนขวาด บางตอนตดั ความในเสภาเดิมไปขยาย เชน่ ตอน
กำเนิดกมุ ารทองลูกนางบวั คลี่ มีอย่หู ลายตอนท่ีแตง่ ดีน่าฟัง แลเข้าใจว่าเขาจะเอาเค้ามูลเรื่องนิทานเดิมมาแต่ง
ไม่ใช่คิดข้ึนใหมท่ ีเดยี ว จะทิ้งให้สูญเสยี น่าเสียดาย จึงเห็นควรจะเลือกเสภาปลีกเฉพาะตอนที่แต่งดี รวมเข้าใน
เสภาฉบับหอพระสมุดวชิรญาณด้วย แต่การที่รวมนั้น จำจะต้องตัดเสภาเดิมตรงที่ความซ้ำกันออกบ้าง จึงเกิด
ข้อวินิจฉัยว่า จะเสียดายสำนวนชั้นแรก ฤๅจะเสียดายสำนวนชั้นหลัง ซึ่งจำจะต้องคิดเสียฝ่าย ๑ แต่เม่ือ
พิจารณาดูสำนวนทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เห็นว่า มีทางที่จะรวบรวมติดต่อกันให้ดีได้ ด้วยความเดิมที่จะต้องตัดจริง ๆ
มีน้อยแห่ง และเฉพาะเป็นตอนที่ออกเร่อร่า ไม่ถูกตอนที่ดีสักแห่งเดียว ความเดิมที่ดีอาจจะคงไว้ได้ไม่ต้องตัด
ด้วยเหตุนี้จึงได้ตกลงรับเสภาปลีกเข้าในเสภาฉบับนี้บางตอน จะบอกไว้ให้แจ้งตรงที่พิมพ์ ว่าแห่งใดเป็ นบท
เสภาเพ่มิ เขา้ ใหม่
๑๔
หนังสือเสภาฉบับหอพระสมุดวชิรญาณนี้ ว่าโดยกระบวนตัวเรื่อง ถ้าจะประมาณเป็นเล่มสมุดไทย
เหน็ จะราว ๔๓ เล่ม พอไลเ่ ลี่ยกบั ฉบบั พิมพ์แต่ก่อน แตผ่ ิดกับฉบบั ซ่ึงพิมพ์มาแลว้ ทง้ั ทต่ี ัดของเดิมออกเสียบ้าง
แลที่เติมเรือ่ งตอนอืน่ ที่ยังไม่ได้พิมพเ์ ข้าในฉบบั น้ีบ้าง แต่ที่ผิดกันน้ีเห็นจะพอรับประกันได้ว่า ทั้งกระบวนเรือ่ ง
แลกระบวนบทกลอน ฉบับนี้ดีกว่าฉบับที่พิมพ์มาแต่ก่อนๆ และได้รักษาสิ่งที่ดีในเสภาไว้ไม่ได้สูญเสียบกพร่อง
ไปสักแห่งเดียว อิกประการ ๑ หนังสือเสภาฉบับน้ี ได้จัดวิธีแบ่งเสยี ใหม่ใหเ้ ปน็ ตอน ด้วยแบ่งเป็นเล่มสมุดไทย
อย่างแต่ก่อนไม่เข้ากับวิธีพิมพ์ แลที่แบ่งเป็นตอนดีกว่า เพราะขึ้นต้นลงท้ายได้เหมาะเรื่อง แลมักจะเหมาะกับ
สำนวนผู้แต่งดว้ ย รวมทงั้ เร่อื งไดก้ ำหนดเปน็ ๔๑ ตอน แลพิมพแ์ บง่ เปน็ ๓ เลม่ สมดุ
.
[๑] กลอนไหว้ครูนี้พิเคราะห์ดูความ เข้าใจว่าแต่ง ๒ คราว ไหว้ครูเสภาข้างตอนต้น เห็นจะแต่งก่อนตอนไหว้
ครปู ่พี าทย์นาน ช่อื ครูเสภาช้นั หลงั เช่นครูแจง้ จงึ มาปนอยใู่ นตอนไหว้ครปู ี่พาทย์.
[๒] ประวตั คิ รเู สภาแลครปู ี่พาทย์ตอนน้ี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนรศิ รานุวัดติวงศ์ ได้ทรงช่วยสืบประทาน
[๓] ประวัตคิ รเู สภาตอนนแ้ี ลตอนต่อไป ได้ความจากพระประดิษฐไพเราะ (ตาด)
๑๕
เนอื้ เรื่องยอ่ ขนุ ชา้ งขนุ แผน
เรื่องนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระพันวษา (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
พ.ศ. ๒๐๓๔ - พ.ศ. ๒๐๗๒) ตำนานเดิมเล่าเพียงว่า ทหารเอกตำแหน่งขุนแผนรับราชการในรัชกาลสมเด็จ
พระพันวษา ภายหลังได้ถวายดาบฟ้าฟื้นแด่สมเด็จพระพันวษา จากเค้าเร่ืองเดิมมีผู้แต่งเรื่องให้สนุกสนาน
มีการแย่งชงิ หญงิ สาวระหว่างหญิงหนึ่งกับชายสองทำ ใหม้ ีผูต้ ดิ ตามเรอ่ื งกนั มากเรือ่ งหนง่ึ
เนื้อเรื่องย่อของบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กล่าวถึงกำเนิดของเด็กสามคนที่เป็นเพื่อนเล่นกันคือ
นางพิมพิลาไลย พลายแก้ว และขุนช้าง ในจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งสามคนมีบิดารับราชการเป็นทหารดังนี้
นางพิมพิลาไลยมีบิดา คือพันศรโยธา และมารดาชื่อนางศรีประจัน พลายแก้ว (ขุนแผน) มีบิดาคือ
ขุนไกรพลพ่าย มารดาชื่อนางทองประศรี ส่วนขุนช้างมีบิดา คือขุนศรีวิชัย และมารดาชื่อนางเทพทอง
เด็กทั้ง ๓ คนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ต่อมากำพร้าพ่ออันเนื่องมาจากพันศรโยธาป่วยเป็นไข้ป่าตาย
ขุนศรีวิชัยถูกโจรปล้นบ้านแล้วถูกฆ่าตาย ส่วนขุนไกรพลพ่ายถูกประหารชีวิตเนื่องจากฆ่าฝูงควายที่ไปออกัน
หน้าพระที่น่ัง สมเด็จพระพันวษากร้ิวสั่งใหป้ ระหารชีวิต นางทองประศรีต้องพาพลายแกว้ หลบหนีอาญาหลวง
ไปอยูจ่ ังหวดั กาญจนบรุ เี พราะบา้ นและทรัพยส์ มบัติถกู รบิ เอาเขา้ หลวงเนื่องจากขนุ ไกรพลพา่ ยทำผิด
เมื่อพลายแก้วโตเป็นหนุ่มได้มีโอกาสไปบวชเป็นเณรที่วัดป่าเลไลยก์ และได้พบกับนางพิมพิลาไลย
อีกครั้งหนึ่ง คราวนั้นนางพิมได้เติบโตเป็นสาวงาม เณรแก้วจึงมีใจรักนางพิมจนแอบสึกและลอบขึ้นไปหานาง
บนเรือน ส่วนขุนช้างผู้ร่ำรวยแต่หน้าตาอัปลักษณ์ได้แต่งงานกับนางแก่นแก้วไม่นาน นางแก่นแก้วก็ป่วยตาย
ขุนช้างหลงรักนางพิมเช่นกันจึงอ้อนวอนนางเทพทองให้ไปสู่ขอนางพิม นางพิมจึงให้สายทองซึ่งเป็นพี่เลี้ยง
ส่งข่าวให้พลายแก้วรีบชิงมาสู่ขอก่อน นางทองประศรีมารดาของพลายแก้ว จึงมาสู่ขอนางพิม พลายแก้วกับ
นางพมิ จึงไดแ้ ตง่ งานกัน
ครั้นเข้าหอเพียงสองวัน อยุธยาเกิดศึกกับพระเจ้าเชียงใหม่ พลายแก้วจึงต้องนำกองทัพไปรบกับ
พระเจ้าเชียงใหม่ นางพิมตรอมใจเรื่องพลายแก้วจนล้มป่วยลง และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วันทอง”ส่วนขุนช้าง
มคี วามพยายามไปมาหาสูน่ างพิม และหลอกวา่ พลายแก้วเสยี ชีวิตแลว้ นางศรปี ระจันมารดานางวันทองกลัวว่า
นางวันทองจะถกู ริบเปน็ มา่ ยหลวง จงึ ตัดสนิ ใจใหน้ างวนั ทองแต่งงานกบั ขุนช้างนางวันทองพยายามประวิงเวลา
จนกระทง่ั พลายแก้วชนะศกึ กลับมา
เมื่อพลายแก้วชนะศึกได้รับตำแหน่งเป็นขุนแผน ได้พานางลาวทองซึ่งเป็นภรรยากลับมาด้วย
นางวันทองทั้งโกรธและเสียใจจงึ ตัดพ้อต่อว่าขุนแผน เมื่อนางวันทองกับนางลาวทองทะเลาะกัน ขุนแผนโกรธ
จงึ พานางลาวทองไปหามารดาที่จงั หวัดกาญจนบุรนี างวนั ทองจึงตอ้ งถูกบังคับให้เข้าหอกบั ขนุ ชา้ ง
อกี ๒ วันตอ่ มาขุนแผนนึกถึงนางวนั ทองจึงลอบขึ้นเรือนขนุ ช้าง ขนุ แผนแค้นใจและรังเกียจที่เห็นนาง
วันทองนอนคู่อยู่กับขุนช้าง จึงได้แต่ด่าประจานนางวันทองและขุนช้างให้คนอื่นได้รับรู้แล้วเดินทางกลับไป
กาญจนบรุ ี
ขุนชา้ งคดิ หาทางแก้แคน้ ขนุ แผนโดยแสร้งทำดีด้วยรับฝากเวรขนุ แผนเพื่อใหข้ ุนแผนไปเฝ้าไข้นางลาว
ทอง ครั้นสมเด็จพระพันวษารับสั่งถึงขุนแผน ขุนช้างกราบทูลว่าขุนแผนหนีเวร สมเด็จพระพันวษากร้ิว
จึงลงโทษให้ขุนแผนออกตระเวนด่านอยู่ชายแดน และนำตัวนางลาวทองมาไว้ในวังฝ่ายขุนแผนแค้นขุนช้างจึง
คิดจะชิงตัวนางวันทองคืนมา เมื่อหาของวิเศษ ๓ อย่างได้ครบ คือดาบฟ้าฟื้น ม้าสีหมอกและกุมารทองแล้ว
ขุนแผนจงึ ลอบข้ึนเรือนขุนช้างอีกครั้งหนึ่ง ขุนแผนเข้าห้องผดิ ไปพบนางแก้วกริ ิยาซ่งึ เป็นธิดาเจ้าเมืองสุโขทัยท่ี
บิดาส่งตัวมาขัดดอกเพราะเป็นหนี้ขุนข้างขุนแผนจึงได้นางแก้วกิริยาเป็นภรรยาจากนั้นก็เข้าไปพาตัว
นางวนั ทองไปปา่ ดว้ ยกนั
๑๖
ขุนแผนกับนางวันทองระหกระเหินอยู่ในป่า ขุนแผนต่อสู้กับกองทัพที่สมเด็จพระพันวษาส่งมาจับ
กุมตนจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ เพราะต่อสู้กับทหารหลวง ครั้นนางวันทองมีครรภ์แก่ ขุนแผนจึงคิดเข้ามอบ
ตัวโดยไปหาพระพิจิตรเพื่อขอให้ส่งตนไปสู้คดีในกรุงศรีอยุธยาระหว่างทางได้พบนางแก้วกิริยาซึ่งไถ่ตัวจาก
ขุนช้างแล้วนางขอติดตามขุนแผนไปด้วย จมื่นศรีนำขุนแผนและนางวันทองขึ้นกราบทูลสมเด็จพระพันวษา
ทรงตัดสนิ ใหข้ ุนแผนชนะความ ให้นางวนั ทองกลับคนื ไปอยู่กบั ขนุ แผน ส่วนขุนช้างถูกปรับไหม
ต่อมาขุนแผนคิดถึงนางลาวทอง จึงขอพระราชทานนางคืน สมเด็จพระพันวษากริ้ว มีรับสั่งให้
จำคุกขุนแผน นางแก้วกิริยาปลูกทับข้างนอกเป็นที่พักเพื่อตนจะได้คอยปรนนิบัติขุนแผน ส่วนขุนแผนแม้น
มีเวทมนตรค์ าถากม็ ิไดส้ ะเดาะโซ่ตรวนหนแี ต่อย่างใด เพราะมคี วามจงรักภักดพี ระมหากษตั ริย์
นางวันทองเมื่ออยู่กับจมื่นศรีวันหนึ่งได้ออกไปเยี่ยมขุนแผนแต่ถูกบ่าวไพร่ของขุนช้างฉุดไปอยู่
สพุ รรณบรุ ีกบั ขุนช้างนางวนั ทองจึงต้องอยบู่ า้ นขนุ ช้างจนกระทัง่ คลอดลูกชายชอื่ วา่ พลายงาม
เมื่อพลายงามยังเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่ลูก จึงลวงพลายงามไปฆ่า แต่ผีพรายของ
ขุนแผนมาช่วยไว้ทัน นางวันทองตามหาพลายงามจนพบ และเล่าให้พลายงามฟังว่า ขุนแผนเป็นพ่อมีย่าอยู่ที่
กาญจนบุรีให้พลายงามเดินทางไปอยู่กับย่านางทองประศรีผู้เป็นย่าเมื่อได้พบกับพลายงาม ก็พาพลายงามไป
เยี่ยมขุนแผนในคุก พลายงามได้เรียนวิชาตามตำราของขุนแผน หลังจากโกนจุกพลายงามอายุได้ ๑๓ ปี
นางทองประศรีจงึ พาพลายงามไปฝากตวั กบั จมืน่ ศรเี พ่ือถวายตัวเปน็ มหาดเล็ก
ต่อมากรุงศรีอยุธยาทำศึกกับพระเจ้าเชียงใหม่ เนื่องจากพระเจ้าเชียงใหม่ชิงนางสร้อยทอง
พระราชธิดาพระเจ้าล้านช้างที่ตั้งใจจะถวายสมเด็จพระพันวษา พลายงามกราบทูลอาสาและขอพระราชทาน
ขุนแผนให้ไปช่วยศึกด้วย ขณะที่ขุนแผนและพลายงามจะไปทำศึก นางแก้วกิริยาได้คลอดบุตรชายให้ชื่อว่า
พลายชมุ พล
ครั้นขุนแผนและพลายงามมาทำศึกเดินทางมาถึงเมืองพิจิตร พลายงามพบรักกับนางศรีมาลา
ธิดาของพระพิจิตรกับนางศรีบุษบา และได้หมั้นหมายกันไว้ขุนแผนและพลายงามได้ชัยชนะในการทำศึก
กับพระเจ้าเชียงใหม่ ขุนแผนได้รับแต่งตั้งเป็นพระสุรินทรฤๅไชยมไหสูรย์ภักดีครองเมืองกาญจนบุรี
ส่วนพลายงามไดเ้ ปน็ จม่ืนไวยวรนาถ ได้รบั พระราชทานนางสรอ้ ยฟา้ พระราชธดิ าของพระเจ้าเชียงใหม่ด้วย
ในงานแต่งงานของจมื่นไวยกับนางศรีมาลา นางวันทองและขุนช้างมาช่วยงาน ขุนช้างเมาเหล้าจึง
ทะเลาะวิวาทกบั จมื่นไวยและถูกทำร้าย ขุนช้างจึงไปถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาโปรดให้ไต่สวนตัดสินความ
โดยการดำน้ำพิสูจน์ขุนช้างแพ้ต้องโทษประหารชีวิต นางวันทองขอร้องจมื่นไวยให้ขอพระราชทานอภัยโทษ
ขุนช้างจึงรอดชีวิตมาได้ครั้นต่อมาจมื่นไวยคิดถึงมารดา จึงลอบขึ้นเรือนขุนช้างพานางวันทองมาอยู่ ด้วย
ขุนช้างเข้าถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาให้นางวันทองตัดสินใจว่าจะอยู่กับขุนช้างหรือขุนแผนหรือพลายงาม
นางวนั ทองตดั สินใจไมไ่ ดจ้ งึ ถูกลงโทษประหารชวี ิต
๑๗
ประวตั ผิ แู้ ต่ง
วรรณคดีเร่ืองขุนช้างขุนแผนมีกวีแต่งกันหลายคน ในปลายสมัยอยุธยา และในสมัยรัตนโกสินทร์
ตอนต้น ตอนที่ไพเราะส่วนมากแต่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) การแต่ง
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนไม่นิยมบอกนามผู้แต่ง มีเพียงการสันนิฐานผู้แต่งโดยพิจารณาจากส ำนวนการแต่ง
เท่านัน้ เสภาขุนชา้ งขนุ แผน ตอน ขุนช้างถวายฎกี าจงึ ไมท่ ราบนามผูแ้ ต่งท่ีแนช่ ัด
ลักษณะคำประพนั ธ์
เรือ่ งขุนชา้ งขนุ แผนเปน็ คำประพันธ์ ประเภทกลอนเสภา ๔๓ ตอน ซ่ึงมีอยู่ ๘ ตอนท่ีได้รับการยกย่อง
ว่าแต่งดียอดเยี่ยมจากวรรณคดีสมาคม อันมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น
ประธานโดยลงมตเิ มอ่ื พ.ศ.๒๔๗๔ และตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกาเปน็ หนึ่ง ในแปดตอนท่ีได้รับการยกย่อง
ลักษณะคำประพันธ์กลอนเสภาเป็นกลอนสุภาพ เสภาเป็นกลอนขั้นเล่าเรื่องอย่างเล่านิทานจึงใช้
คำมากเพื่อบรรจุขอ้ ความให้ชัดเจนแก่ผู้ฟัง และมุ่งเอาการขับได้ ไพเราะเป็นสำคญั สัมผัสของคำประพันธ์ คือ
คำสุดท้ายของวรรคต้น สง่ สัมผสั ไปยังคำใดคำหนึง่ ใน ๕ คำแรกของวรรคหลังสมั ผัสวรรคอน่ื และสัมผสั ระหว่าง
บทเหมือนกลอนสภุ าพ
กลอนสุภาพ
เชน่ ลอยคอชูหนังสอื ดือ้ เข้ามา ผุดโผล่โงหนา้ ยดึ แคมเรอื
เขา้ ตรงบโทนอน้ ตน้ กัญญา เพือ่ นโขกลงด้วยกะลาวา่ ผเี ส้ือ
มหาดเลก็ อยงู่ านพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญว่ ่ายนำ้ มา
ขุนชา้ งดึงดอื้ มือยึดเรือ มใิ ชเ่ สอื กระหมอ่ มฉานลา้ นเกศา
สตู้ ายขอถวายซึ่งฎกี า แค้นเหลอื ปญั ญาจะทานทน ฯ
๑๘
กลอนสุภาพ เป็นกลอนประเภทหนึ่ง ซึ่งลักษณะคำประพันธ์ของภาษาไทย ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ
ใช้ถ้อยคำและทำนองเรียบ ๆ ซึ่งนับไดว้ ่ากลอนสุภาพเป็นกลอนหลักของกลอนท้ังหมด เพราะเป็นพ้ืนฐานของ
กลอนหลายชนดิ หากเข้าใจกลอนสุภาพ กส็ ามารถเขา้ ใจกลอนอื่น ๆ ไดง้ า่ ยขึน้
คำประพันธ์ ทีต่ ่อทา้ ยวา่ "สุภาพ" นับว่าเปน็ คำประพันธ์ที่แสดงลักษณะเป็นไทยแท้ ดว้ ยมีข้อบังคับใน
เรื่อง "รูปวรรณยุกต์" ในกลอนสุภาพนอกจากมีบังคับเสียงสระเป็นแบบแผนเช่นกลอนปกติแล้ว ยังบังคับรูป
วรรณยุกต์เพิ่ม จึงมีข้อจำกัดทั้งรูปและเสียงวรรณยุกต์ เป็นการแสดงไหวพริบปฏิภาณและความแตกฉานใน
การใชภ้ าษาไทยของผแู้ ตง่ ให้เด่นชัดยิง่ ขึน้
ตามหลักฐานทางวรรณคดีไทย กลอน ๘ พบครั้งแรกในกลบทศิริวิบุลกิตติ สมัยอยุธยาตอนปลาย
ซึ่งค้นพบกันว่าจังหวะและลีลาลงตัวที่สุด จึงมีคนแต่งแบบนี้มากที่สุด และผู้ที่ทำให้กลอน ๘ รุ่งเรืองที่สุดคือ
ท่าน สนุ ทรภู่ ทีไ่ ดพ้ ฒั นาเพิม่ สัมผัสอยา่ งเปน็ ระบบ ซ่งึ ใกลเ้ คยี งกับกลบทมธรุ สวาทีในกลบทศริ ิวบิ ุลกิตต์ิ
กลอนแปด นั้นถือว่าเป็นขนบกวีนิพนธ์พื้นฐานท่ีนิยมที่สุดในไทย เหตุเพราะมีฉันทลักษณ์ที่เรียบง่าย
ไม่ซบั ซอ้ น สามารถแสดงอารมณไ์ ด้หลากหลาย และคนท่ัวไปสามารถเขา้ ถึงเน้อื ความไดไ้ มย่ าก หน่งึ ในรูปแบบ
ของกลอนแปดก็คือ รูปแบบกลอนแปดของสุนทรภู่ ซึ่งความแพรวพราวด้วยสัมผัสใน และขนบดังกล่าวนี้ก็
ได้รับการสบื ทอดต่อมาในงานกวีนพิ นธย์ คุ หลงั ๆ กระท่ังปจั จุบัน
คณะ กลอนแปด บทหน่งึ ประกอบด้วย ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๘ คำ ตามผัง
OOOOOOOO OOOOOOOO
OOOOOOOO OOOOOOOO
สัมผัสนอก ให้มีสัมผัสระหว่างคำสุดท้ายวรรคหน้ากับคำที่สามของวรรคหลังของทุกบาท และให้มี
สัมผัสระหว่างบาทคือคำสุดท้ายของวรรคที่สองสัมผัสกับคำสุดท้ายวรรคที่สาม ส่วนสัมผัสระหว่างบท
กำหนดใหค้ ำสดุ ท้ายของบทแรก สมั ผัสกบั คำสดุ ท้ายวรรคท่ีสองของบทถดั ไป
สัมผัสใน ไม่บังคับ แต่หากจะให้กลอนสละสลวยควรมีสัมผัสระหว่างคำที่สามกับคำที่สี่ หรือระหว่าง
คำท่ีหา้ กับคำที่หกหรือคำท่เี จด็ ของแตล่ ะวรรค
หลกั การใช้เสยี งวรรณยกุ ต์
- คำสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๑ ใชเ้ สียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา แตไ่ มน่ ยิ มเสยี งสามญั
- คำสดุ ท้ายของวรรคที่ ๒ ห้ามใช้เสียง สามัญ หรือ ตรี นิยมใชเ้ สียง จัตวา เป็นส่วนมาก
- คำสดุ ทา้ ยของวรรคที่ ๓ ห้ามใชเ้ สยี ง เอก โท จตั วา นิยมใชเ้ สียง สามญั หรือ ตรี
- คำสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๔ ห้ามใช้เสยี ง เอก โท จตั วา นิยมใช้เสยี ง สามญั หรือ ตรี
๑๙
เน้ือเร่ืองย่อ (ขุนชา้ งขนุ แผน ตอนขนุ ช้างถวายฎกี า)
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพันวษาเสด็จประพาสสุพรรณบุรีเพื่อทรงล่าควายป่า ขุนไกรพ่อของพลายแก้ว
มีหน้าที่ต้อนควายป่า เผอิญควายป่าแตกตื่นขวิดผู้คน ขุนไกรจึงได้รับโทษประหารฝ่ายนางทองประศรีผู้เป็น
ภรรยาได้พา พลายแก้วซ่งึ ยังเล็กอยู่หนีอาญา ไปเมืองกาญจนบรุ ี เมอ่ื พลายแก้ว อายุ ๑๕ ปี นางทองประศรีได้
พาไปบวชเรียนท่ีวัดส้มใหญ่ เมื่อเรียนรู้วิชาอาคมจนจบ แล้วก็ได้ไปบวชเรียนต่อที่วัดป่ าเลยไลยก์
เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาพลายแก้วได้แต่งงานกับนางพิม หลังจากแต่งงานได้ ๒ วัน พลายแก้วก็ต้องยกทัพไปตี
เมืองเชียงใหม่ เมื่อได้รับชัยชนะก็ได้แตง่ งานนางลาวทองเปน็ ภรรยา
ขณะที่พลายแก้วไปทำศึกนั้น นางพิมล้มป่วยขรัวตาจูจึงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทองเพื่อรักษา
อาการไข้ ขุนช้างที่หลงรักนางวันทองมาโดยตลอดได้ใช้อุบายลวงว่าพลายแก้วไปทัพตายเสียแล้ว และอ้าง
กฎหมายวา่ ผู้หญิงมา่ ยท่ีสามีไปทัพตายจะถกู รบิ เป็นม่ายหลวง นางศรีประจันผเู้ ป็นแม่เชื่อขนุ ช้าง จึงบังคับให้
นางวันทอง แต่งงานกับขุนช้างจนได้ แต่นางวันทองไม่ยอมเข้าเรือนหอ เมื่อพลายแก้วยกทัพ กลับกรุงศรี
อยุธยาพร้อมนางลาวทอง พระพันวษาได้พระราชทาน บรรดาศักดิ์ให้พลายแก้วเป็นขุนแผนแสนสะท้าน
แล้วพานางลาวทองกลับสุพรรณบุรี ขุนแผนรู้เรื่องการแต่งงานของนางวันทองกับขุนช้างก็โกรธ ประกอบกับ
นางลาวทองและนางวันทองวิวาทกัน ขุนแผนจึงพานางลาวทองไปอยู่กาญจนบุรี ในที่สุดนางวันทองก็ถูกนาง
ศรปี ระจันเฆย่ี นตแี ละบงั คับจนตอ้ งตกเป็นภรรยาขนุ ชา้ ง
ต่อมาขุนแผนกับขุนช้างได้ไปฝึกราชการกับจมื่นศรีเสาวรักษ์ทั้งสองได้คืนดีกัน กระทั่งนางลาวทอง
ป่วย ขุนแผนจึงฝากเวรไว้กับขุนช้าง ขุนช้างก็รับปากไว้ด้วยดี ครั้นเมื่อพระพันวษารับสั่งถามถึงขุนแผน
ขุนช้างกลับทูลว่าขุนแผนหนีเวรปีนกำแพงวังไปหานางลาวทอง สมเด็จพระพันวษากริ้ว จึงลงโทษให้ขุนแผน
ตะเวนด่านห้ามเฝ้า ส่วนนางลาวทองให้เอาไปไว้ในวัง ขุนแผนมีความอาฆาตขุนช้างมาก จึงเดินทางไป
สุพรรณบุรี สะเดาะดาลประตูขึ้นเรือนขุนช้าง แต่เข้าห้องผิดไปเข้าห้องนางแก้วกิริยา ซึ่งเป็นทาสในเรือนขุน
ช้างแล้วได้นางเปน็ ภรรยา จากนั้นจึงพานางวันทองหนีออกจากเรอื นขุนช้างไปอยู่ในป่า จนกระทั่งนางวันทอง
ใกล้คลอด ขุนแผนจึงเข้าพึ่งพระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนเห็นว่าความผิดของตนจะทำให้พระพิจิตร
เดือดร้อน จงึ ขอร้องใหพ้ ระพิจิตรส่งตัวไปสู้คดีกบั ขนุ ชา้ ง ในที่สดุ ขนุ แผนก็เปน็ ฝ่ายชนะความ
๒๐
ขุนแผนคิดถึงนางลาวทองซึ่งถูกักไว้ในวัง จึงได้ขอร้องให้จมื่นศรีกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้
นางลาวทอง เปน็ ผลให้พระพันวษากร้วิ รับสั่งใหล้ งอาญาจำคุกขนุ แผน ส่วนนางวนั ทองต้องจำใจอยู่กับขุนช้าง
และไดค้ ลอดบุตรที่บ้านขุนช้าง ใหช้ ือ่ วา่ พลายงาม ขนุ ชา้ งรู้ว่าไม่ใชบ่ ตุ รของตนจงึ วางอบุ ายฆา่ เมอ่ื นางวันทอง
ทราบเรื่องจากผีพรายของขุนช้าง จึงไปช่วยพลายงามได้ทันและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วพลายงามเดินทาง
ไปอยู่กับย่าทองประศรีที่กาญจนบุรี ได้เรียนวิชาอาคมต่าง ๆ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจมื่นศรีพาเข้าไปถวายตัว
เปน็ มหาดเล็ก
เมื่อครั้งที่พระพันวษากริ้วเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งพระราชสาส์นมาท้าทายเป็นเหตุให้พลายงาม
มีโอกาสกราบทูลอาสา และกราบทูลขุนแผนให้ไปทัพด้วย ขุนแผนจึงพ้นโทษ ขณะรอฤกษ์เคลื่อนทัพนางแก้ว
กิรยิ ากค็ ลอดบุตร นางทองประศรีจึงใหช้ ื่อหลานวา่ พลายชุมพล
ขุนแผนกับพลายงามเคลื่อนทัพไปพักที่เมืองพิจิตร พลายงามพบรักกับศรีมาลาลูกสาวพระพิจิตรกับ
นางบุษบา ขุนแผนได้ขอศรมาลาให้กับพลายงาม ศึกเชียงใหม่ขุนแผนและพลายงามได้รับชัยชนะ เมื่อกลับถึง
กรุงศรีอยธุ ยาพลายงามไดร้ บั พระราชทานความดีความชอบเปน็ จม่นื ไวยวรนาถได้รบั พระราชทานนางสร้อยฟ้า
ซึ่งเป็นพระธดิ าของพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นภรรยาพลายงามหรือจมืน่ ไวยวรนาถจงึ แตง่ งานกบั นางสรอ้ ยฟา้ และ
นางศรีมาลา ส่วนขุนแผนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุรินทรฦๅไชยไหสุริยะภักดิ์ ครองเมือง
กาญจนบุรี
๒๑
ประหนง่ึ ว่าวนั ทองนส้ี องใจ
ปัจจุบันเรามักได้ยินคำกล่าวตำหนิหญิงสาวที่รักผูช้ ายพร้อมกันทีเดยี วสองคนว่าเป็น "วันทองสองใจ"
โดยเปรียบกบั นางวันทองในเรื่องขนุ ชา้ งขนุ แผน ดังปรากฎในคำกลอนว่า
ชอบผิดพอ่ จงคดิ คะนึงตรอง อนั ตัวน้องมลทินหาส้นิ ไม่
ประหนง่ึ ว่าวันทองนส้ี องใจ พบไหนกเ็ ปน็ แตเ่ ชน่ นนั้
คำกล่าวเปรียบเทียบนี้ชวนให้พิจารณาว่าเหตุใดนางวันทองจึงถูกกล่าวหาเชน่ นั้น เรื่องราวของนางมี
ทีม่ าอยา่ งไรกัน
เรื่องนี้เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจริงในปลายแผน่ ดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต่อเนื่องถึงรัชสมัยสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาตำนานเดิมเล่าเพียงว่า นายทหารผู้มีฝีมือคนหนึ่งมีตำแหน่งเป็นขุนแผน รับ
ราชการในรัชสมัยสมเด็จพระพันวษาหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และได้ถวายดาบฟ้าพื้นแต่สมเด็จ
พระพันวษา จากเคา้ เรอ่ื งเดิมได้มีผตู้ กแตง่ ให้มเี นือ้ เร่ืองต่นื ตน้ สนุกสนานมากข้ึน มเี ร่ืองราวการแย่งชิงหญิงงาม
และการเอาชนะเชิงชายกันจนกระทั่งเปน็ นิยาย ทม่ี ผี ตู้ ิดตามกันมากเรือ่ งหน่ึง
นิยายเรื่องนั้นเล่าถึงนางวันทองว่า เดิมชื่อพิมพิไลย เป็นเพื่อนเล่นกับพลายแก้ว และขุนช้างมาตั้งแต่
เด็ก เมือ่ เตบิ โตเป็นสาวงามได้พบกับ พลายแกว้ อีกคร้งั ขณะทพี่ ลายแกว้ บวชเป็นเณรที่วัดป่าเลยไลย์ เณรแก้ว
เห็นนางพิมก็มีใจรกั ใคร่ชอบพอจนถึงกับแอบสึก ลอบไปหานางบนเรือ ฝ่ายขุนช้างผูร้ ่ำรวยแต่มีรปู รา่ งหน้าตา
อัปลักษณ์ก็หลงรักนางพิม จึงอ้อนวอนให้นางเทพทอง ผู้เป็นมารดาไปสู่ขอ นางพิมเกรงว่ามารดาจะรับ
ขันหมากของขุนช้างจึงให้นางสายทอง พี่เลี้ยงไปส่งข่าวให้เณรแก้วรีบชิงมาสูข่ อก่อน เณรแก้วจึงลาสิกขาและ
ขอให้นางทองประศรี มารดของตนไปสู่ขอนางพิม ท้ังสองจึงได้แตง่ งานกัน
หลังจากเข้าหอเพยี งสองวนั พลายแกว้ ตอ้ งนำทัพไปรมกับพระเจ้าเชียงใหม่ขุนชา้ งพยายามทำทุกทาง
ให้นางพิมใจอ่อนยอมเป็นภรรยาของตนให้ได้ นางพิมตรอมใจ เรื่องพลายแก้วจนล้มปว่ ยจึงต้องเปล่ียนชื่อเปน็
วันทอง ขุนช้างหลอกว่าแก้วเสียชีวิต ในสนามรบแล้ว นางศรีประจัน มารดานางวันทองเกรงใจนางวันทองจะ
ถูกริบเป็นม่ายหลวงจงึ บังคับให้นางแต่งงานกับขุนช้าง นางไม่เชื่อว่าพลายแก้วจะตายในสนามรบ จึงพยายาม
ขัดขืนขุนชา้ งและร้ังรอจนกระทงั่ พลายแกว้ ชนะศกึ กลับมา
พลายแก้วได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนแผน และได้นางลาวทองเป็นภรรยา นางวันทอง เห็นนางลาวทอง
มากบั ขุนแผนโกรธและเกดิ วิวาทกัน นางวนั ทองพูดตัดขาดขนุ แผน ขนุ แผน โกรธจงึ เข้าขา้ งนางลาวทองแล้วพา
นางไปอยู่กับนางทองประศรีที่กาญจนบุรี นางเสียใจมากคิดว่าขุนแผนสิ้นรักตนแล้ว และในที่สุดก็ถูกมารดา
บังคับให้เข้าหอกบั ขนุ ชา้ งนางจงึ ต้องเปน็ ภรรยาขุนชา้ งด้วยจำใจ
อีกสองวันต่อมา ขุนแผนคดิ ถงึ นางวนั ทองจึงลอบข้ึนเรือนขุนช้าง เมื่อเหน็ นางวันทองนอนคู่กับขุนข้าง
ก็โกรธ แต่ขุนแผนก็ทำได้แต่ตำหนิประจานให้ทั้งสองได้รับความอับอายแล้วลงจากเรือนไป ขุนช้างโกรธมาก
และหาทางแก้แค้นอยู่ตลอด ต่อมาจึงสบโอกาส เมื่อนางลาวทองไม่สบาย ขุนแผนเป็นห่วงและอยากกลับไป
ดูแล จึงฝากเวรไว้กับขุนช้างขุนช้างกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าขุนแผนหนีเวร ขุนแผนถูกลงโทษให้ออก
ตระเวนด่านอย่ชู ายแดน และให้นำตวั นางลาวทองมากักบริเวณไวใ้ นวงั ไม่ใหท้ ้ังสองพบกนั
ขุนแผนโกรธแค้นขุนช้าง จึงคิดจะชิงตัวนางวันทอง แต่ต้องหาของวิเศษ ๓ อย่าง คือ คาบฟ้าพื้น
กุมารทอง และม้าสีหมอกมาเป็นอาวุธและผูช้ ่วยเสียก่อน จากนั้นจึงลอบขึ้นเรอื นขุนช้างอีกครั้งเพื่อจะพานาง
วันทองหนีไปด้วยกัน ขณะขึ้นเรือนขุนช้างครั้งนี้ขุนแผนได้พบนางแก้วกิริยา ธิดาเจ้าเมืองสุโขทัยซึ่งบดิ านำมา
ขดั ดอกไว้เพราะเป็นหน้ขี ุนชา้ ง ขนุ แผนได้นางแก้วกิริยาเป็นภรรยา แล้วจงึ เข้าไปหานางวันทอง นางวันทองไม่
อยากจากขุนช้างแต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้ นางจึงต้องยอมไปกับขุนแผน ขุนช้างโกรธจึงถวายฎีการ้องทุกข์
สมเด็จพระพันวษามีรับสั่งใหจ้ ับตวั ขุนแผนให้ได้ ส่วนขุนแผนพานางวนั ทองเร่รอ่ นไปอยู่ตามป่าจนกระทั่งนาง
๒๒
ตง้ั ครรภ์ เมือ่ นางใกลค้ ลอด ขุนแผนสงสารนางที่ได้รับความลำบากจงึ ขอให้พระพจิ ิตรพาไปมอบตัวเมื่อขุนแผน
และนางวันทองกราบทูลเรื่องราวทั้งหมด สมเด็จพระพันวษาจึงตัดสินให้ขุนแผนชนะความได้นางวันทองคืน
ส่วนขนุ ช้างถูกลงโทษด้วยการถูกปรบั ไหม
ต่อมาขนุ แผนคดิ ถงึ นางลาวทองจึงขอพระราชทานนางคนื สมเดจ็ พระพันวษากรว้ิ มากมรี ับสัง่ ให้กุมตัว
ขนุ แผนไปจองจำไว้ในคุก ขุนแผนยอมติดคุกโดยไม่คิดหนีแต่อยา่ งใดทงั้ ๆ ทีมีวิชาอาคมจะสะเดาะโซ่ตรวนหนี
ไปได้
วันหนึ่งขุนช้างได้โอกาสขณะที่นางวันทองจะไปเยี่ยมขุนแผน จึงให้บ่าวไพร่มาดักฉุดนางวันทอง นาง
จงึ ต้องอยกู่ ับขุนช้างจนกระทง่ั คลอดลกู ชายช่ือพลายงาม เม่อื ขุนช้างรู้ว่าพลายงามเปน็ ลูกของขนุ แผนก็คิดแค้น
จงึ ลวงไปฆา่ ในป่า แตผ่ พี รายบรวิ ารของขุนแผนมาช่วยปกปอ้ งคุ้มครองไว้ นางวนั ทองให้พลายงามไปอยู่กับนาง
ทองประศรผี ู้เปน็ ย่าท่ีเมืองกาญจนบุรี สว่ นนางจำต้องอยู่กับขุนชงจนกระทงั่ พลายงามโตเปน็ หนุ่มไดร้ ับราชการ
ทหารเช่นเดยี วกบั บดิ และมีความดีความชอบได้เปน็ จมืน่ ไวยวรนาถ
ในงานแตง่ านของจมื่นไวย นางวนั ทองและขุนช้างมาช่วยงาน ขุนช้างเมาเหล้ามีเร่ืองววิ าทกัน ขุนช้าง
ถูกจมื่นไวยทำร้ายจึงไปถวายฎีกากล่าวโทษ สมเด็จพระพันวษาทรงให้มีการไต่สวนความและดำน้ำพิสูจน์
ขุนช้างแพ้ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต แต่นางวันทองขอร้องให้จมื่นไวยกราบทูลขอพระราชทานอภัยโทษ
จมนื่ ไวยเห็นแกม่ ารดาจึงยอมกราบทูลขอชีวติ ขนุ ชา้ งไว้
จมื่นไวยคิดถึงมารดาซึง่ ยังอยู่กับขนุ ช้าง จึงคิดจะพานางมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก จมื่นไวยล
อบขึ้นเรือนขุนชงพานางวนั ทองหนี แต่ก็เกรงขุนช้างจะเอาผดิ วันรุ่งขึน้ จึงให้บา่ วไปบอกว่าตนป่วยหนักอยากดู
หน้าแม่ และขอให้แม่อยู่ด้วยสักพักแล้วจึงค่อยส่งกลับ ขุนช้างโกรธ จึงถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษากล่ าว
โทษจม่ืนไวย
มันเกิดเหตทุ ้งั นกี้ เ็ พราะหญิง
เมื่อสมเด็จพระพันวษาทรงรับฎกี าขุนช้าง และทรงตัดสินคดีฟ้องร้องกันในคร้ังน้ี พระองค์มีรับส่ังเปน็
การสรุปเรอื่ งราวท้งั หมดว่า
มนั เกิดเหตทุ งั้ นกี้ เ็ พราะหญงิ จงึ หึงหวงช่วงชงิ ยงุ่ ยิ่งอยู่
จำจะตดั รากใหญใ่ หห้ ล่นพรู ใหล้ กู ดอกดกอยแู่ ต่กิ่งเดยี ว
คำกล่าวนี้สมควรแกเ่ หตหุ รอื ไม่ เราน่าจะพจิ ารณาถึงความเป็นมาของเรอื่ งราวที่เกิดขน้ึ ก่อน
คราน้นั พระองคผ์ ้ทู รงเดช ฟังเหตุขนุ เคืองเป็นหนกั หนา
อา้ ยหมืน่ ไวยทำใจอหังการ์ ตกวา่ บ้านเมืองไมม่ ีนาย
จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามนำ้ ใจเอาง่ายง่าย
ถ้าฉวยเกดิ ฆ่าฟันกันล้มตาย อนั ตรายไพรเ่ มืองก็เคอื งก
เมื่อสมเด็จพระพันวษาทรงทราบเรื่องราวที่ขุนช้างถวายฎีกาฟ้องร้องก็พิโรธจมื่นไวยที่ลอบขึ้นเรือน
ผู้อื่น ทำเหมือนว่าบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย และตรัสว่าเรื่องฟ้องร้องแย่งชิงนางวันทองนี้เหตุใดจึงไม่ยุติกลับ
ผลัดเปลี่ยนเวียนกันกล่าวโทษราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีหญิงอืน่ แล้ว พระองค์จึงมีรับสั่งให้นางวันทองเข้าเฝ้าแลว้
ตรัสถามว่านางจะเลือกอยู่กับใครแต่ด้วยเคราะห์กรรมบันดาลให้เป็นไป ทำให้นางตกประหม่าจนไม่อาจจะ
ตดั สนิ ใจได้ สมเดจ็ พระพนั วษาจงึ มีรับสัง่ ให้ประหารชวี ิตนางวันทอง
หากพิจารณาเร่ืองราวของนางวันทองด้วยใจเป็นธรรมแล้ว จะเหน็ วา่ ชีวิตของนางถูกกำหนดให้ดำเนิน
ไปตามความปรารถนาของชายทั้งสี่ คอื ขุนแผน ขุนชา้ ง จมื่นไวยและสมเด็จพระพันวษา โดยทีน่ างไม่มีอิสระท่ี
จะเลอื กได้ เราอาจสงสัยว่าเหตุใดนางจงึ ไม่กราบทลู สมเดจ็ พระพันวษาว่าจะเลือกอยู่กบั ผู้ใด ทง้ั ๆ ที่พระองค์ก็
๒๓
ทรงเมตตาและเห็นใจชะตากรรมของนางที่ต้องถูกชายยื้อแย่งกันไปมา แม้แต่ลูกกเ็ ปน็ ชนวนก่อปัญหาให้เกิดมี
การฟ้องร้องกันอย่างไม่สิ้นสุด เหตุหนึ่งน่าจะเป็นเพราะนางตื่นตระหนกตกประหม่า เกิดความเกรงกลัวพระ
ราชอาญาสมเด็จพระพันวษามากดังที่นางกล่าวตั้งแต่แรกแล้วว่า"ขอพระองค์จงทรงพระปารนี ชีวีอยู่ใต้
พระบาทา" นางจึงกราบทูลไปว่าให้พระองค์ทรงตัดสินชะตากรรมให้ ส่วนเหตุผลที่กวีอ้างตามความเชื่อของ
คนไทยกค็ อื เป็นเพราะเคราะหก์ รรมของนางทีจ่ ะส้นิ อายุจงึ บนั ดาลให้อบั จนคำตอบเชน่ น้นั
เรื่องราวตอนขุนชงถวายฎีกานับเป็นตอนที่สำคัญท่ีสุดของเรื่องขุนช้างขุนแผนกล่าวคือ เป็นตอนท่ี
ปญั หาความวนุ่ วายท่ีเกิดจากการแย่งชงิ นางวันทองได้ยุติลง เม่อื สมเดจ็ พระพันวษาทรงทราบถึงสาเหตุของการ
ที่ขุนช้างถวายฎีกาครั้งนี้ว่าเปน็ เพราะจมื่นไวยไปรับมารดามาจกบ้านของขุนชงในยามวิกาล ก็ตรัสว่าจมื่นไวย
ทำโดยพลการเช่นนี้เท่ากับไม่เห็นความสำคัญของกฎหมายบ้านเมืองและองค์พระมหากษัตริย์ ทั้ง ๆ ท่ี
"อัยการศาลโรงก็มอี ยู่ ฤๅว่ากูตัดสินให้ไม่ได้" สมเด็จพระพันวษาจงึ มีรับสั่งให้นางวันทองตัดสินใจให้เด็ดขาดว่า
จะเลอื กอย่กู บั ขุนช้าง หรือขนุ แผน หรือจะอยกู่ บั ลกู
เมื่อใคร่ครวญถึงอารมณ์ความรู้สึกของนางวันทองที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นแล้ว เราคงจะ
เข้าใจไดว้ ่า เพราะหญิงในสมัยก่อนไมส่ ามารถตดั สินใจดำเนนิ ชวี ติ อย่างมีอสิ ระเหมือนในปจั จุบนั ได้ เมื่อจะต้อง
ตดั สนิ ใจทันท่ีเช่นนี้ ทำให้นางละล้าละลงั ไมแ่ นใ่ จว่าจะเลอื กทางใด เพราะในใจน้ัน "จะวา่ รักขนุ ชา้ งกระไรได้ ท่ี
จรงิ ใจมไิ ด้รักแตส่ ักหนิด" คนทีน่ างรักกค็ ือขุนแผนและจมืน่ ไวยเท่านัน้ แตด่ ้วยเกรงวา่ หากกราบทูลผิดไปจากท่ี
สมเดจ็ พระพันวษาทรงคาดคิดแลว้ กจ็ ะพิโรธได้ จงึ จะขอกราบทลู ไปตามความรสู้ ึกจรงิ ๆ ทมี่ ตี อ่ ขนุ แผนว่า
ความรักขนุ แผนกแ็ สนรกั ด้วยร่วมยากมานักไม่เคียดฉนั ท
สูล้ ำบากบกุ ปา้ มาดว้ ยกนั สารพันอดออมถนอมใจ
สว่ นความรู้สึกทม่ี ีตอ่ ขนุ ชา้ งนน้ั นางวนั ทองทลู วา่
ขนุ ช้างแตอ่ ยดู่ ว้ ยกันมา คำหนักหาได้ว่าใหเ้ คืองไม่
เงนิ ทองกองไวม้ ิใหใ้ คร ขา้ ไหใช้สอยเหมอื นของตวั
อีกฝ่ายหนง่ึ นน้ั "จม่ืนไวยเลา่ ก็เลือดทไี่ นอก กห็ ยบิ ยกรกั เท่ากนั กบั ผัว" นางจึงชงั่ ใจไม่ได้ แตจ่ ะไม่เลือก
ก็กลัวพระราชอาชญา จึงขอให้พระองค์ทรงตัดสินให้ กลับเป็นว่าองค์พิโรธหนัก "เหมือนดินประสิวปลวิ ติดกับ
เปลวไฟ" จงึ ตรัสบรภิ าษาด้วยถ้อยรนุ แรงวา่
ละโมบมากตณั หาตาเป็นมนั สกั ร้อยพันใหม้ งึ ไมถ่ งึ ใจ
วา่ หญงิ ชั่วผวั ยงั คราวละคนเดยี ว หาตามตอมกันเกรยี วเหมือนมงึ ไมอ่ า้ ย
หนกั แผน่ ดินกูจะอยูไ่ ย ไวยมงึ อยน่ บั วา่ มารดา
ที่จริงสมเด็จพระพันวษาก็ทรงเมตตาครอบครัวขุนช้างและขุนแผนเพราะเห็นแก่ดีความชอบที่เคย
สรา้ งไวแ้ ก่บ้านเมอื ง แตเ่ มือ่ เร่อื งราวการฟ้องร้องยอ้ื แย่งหญิงเกดิ ขน้ึ คร้ังแล้วครั้งเลา่ ไม่รจู้ บส้ิน อีกท้ังจมื่นไวยก็
ทำการลุแก่อำนาจ ลอบขึ้นเรือนผู้อื่นในยามวิกาล ทั้ง ๆ ที่ตนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่กลับไม่รักษากฎหมาย
บ้านเมืองและไม่เกรงพระราชอาญาแมแ้ ตน่ อ้ ย พระองศ์จึงไม่พอพระทัยอยู่แล้ว ครั้นทรงให้โอกาสนางวนั ทอง
ตัดสินใจว่าจะอยู่กบั ผู้ใดนางก็กลับไม่เลือกอีก จึงพิโรธมากมีรับสั่งให้ประหารชีวิตนา’ท่ามกลางความตกตะลึง
ของชายทั้งสาม แม้แต่จมื่นไวยผู้เป็นต้นเหตุของการฟ้องร้องถวายฎีกาครั้งนี้ก็ไม่อาจจะช่วยเหลือมารดาของ
ตนได้
๒๔
หากพิจารณาบทบาทและลักษณะนิสัยของนางวันทองจากเนื้อหาในตอนนี้แล้วจะเห็นได้ว่านางเป็น
คนที่รักลูกมาก เมื่อลูกบุกขึ้นเรือนผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้ก็วิตกว่าลูกจะได้รับอันตรายและมีความผิด เมื่อลูก
ตัดพ้อวา่ นางคงไมร่ ักลกู แล้ว นางก็เสียใจแล้วตอบลกู ว่า
ทุกวนั นีใ้ ชแ่ มจ่ ะผาสกุ มีแต่ทุกขใ์ จเจบ็ ดังเหน็บหนาม
ตอ้ งจำจนทนกรรมทีต่ ดิ ตาม จะขืนความคดิ ไปก็ใชท่ ี
แล้วเตือนให้มีสติว่าหากอยากจะให้แม่กลับไปก็ไปหารือกับบิดา แล้วฟ้องร้องขุนช้างจะดีกว่ามาลักพาแม่ไป
เชน่ น้ี เม่ือจมืน่ ไวยไมเ่ ชอื่ ฟัง นางจงึ ตอ้ งยอมตามเพราะเกรงวา่ จะเกดิ คดีความใหญโ่ ตดังท่ีนางกลา่ วว่า
จงครวญใคร่ให้เหน็ ขอ้ สำคัญ แมน่ พ้ี ร่ันกลัวแต่จะเกดิ ความ
ด้วยเปน็ ขา้ ลักไปไทลกั มา เหน็ เบอ้ื งหนจะองึ แม่จึงหา้ ม
นางจึงยอมตามลกู ไปเพราะเห็นแก่ความสุขของลูก จากบทบาทของแม่ท่ีจำต้องยอมตามใจลูกทั้ง ๆ ที่
ไม่เห็นดว้ ยนั้น ทำใหเ้ หน็ วา่ นางเปน็ แม่ท่ีรกั ลูกมาก พร้อมที่จะเสียสละความสุขของตนให้แก่ลูก และจากความ
รักลกู เกรงว่าลกู จะถูกทำรา้ ยนเ้ี องที่ได้กลายเป็นชนวนนำไปสูเ่ รอื่ งราวที่นำสลดใจในท้ายทีส่ ุด
เรือ่ งทไี่ ม่เปน็ ไปตามใจหวงั
เร่ืองขุนช้างขนุ แผนเป็นวรรณคดีไทยเร่ืองเอกท่ีคนไทยจำนวนมากในหลายชัว่ อายุคนรู้จักกันมากที่สุด
คนโบราณนิยมอ่านนิยมฟังจนกระทั่งติดใจเนื้อเรื่อง และคุ้นเคยกับตัวละครราวกับเป็นคนเคยรู้จัก สมเด็จ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานวุ ัดตวิ งศท์ รงแสดงความคดิ เห็นไวว้ ่าสาเหตุหน่ึงที่ทำให้คนชอบ
เรื่องขุนช้างขุนแผนก็เพราะเป็น"เรื่องที่ไม่เป็นไปตามใจหวัง" เรื่องอื่น ๆ ที่นิยมอ่านหรือฟังกันมาก่อนก็มี
แต่มักจะเป็นเรื่องดี ๆ มีอุปสรรคก็เหมือนไม่มีเพราะแก้ได้ดังใจนึก เรื่องจึงราบเรียบความสนุกของวรรณคดี
เรอ่ื งขนุ ช้างขุนแผนนัน้ อยู่ที่อปุ สรรค สมเด็จฯ เจา้ ฟ้ากรมพระยานรศิ รานวุ ัดติวงศท์ รงมคี วามเห็นวา่
เรือ่ งขนุ ชา้ งขุนแผนนัน้ นกึ ไม่สมนึกตะบึงไป ตง้ั แตแ่ รกพลายแกว้
รกั นางพมิ ขุนชา้ งก็รกั พ้อง นกึ เอาใจชว่ ยให้พลายแกว้ ไดส้ มนึกก็จริง
แตเ่ คราะห์รา้ ยตอ้ งจากไปทัพ ขนุ ชา้ งก็ขวางเขา้ มาใหใ้ จหวามอีก กลวั จะ
เสียทแี ก่ขุนชา้ งเกอื บตาย พลายแกว้ กลับมาทันยงั ไม่ทันเสียตัว ช่วย
ดใี จเจียนตาย กลบั เกิดความวิวาทกับลาวทองถงึ ตดั ขาดกนั ต้องเปน็
เมียขุนชา้ งดว้ ยจำใจ ฟันสสารและเสยี ใจมาก คร้ันขุนแผนคิดถึงจะ
มาลอบลักพากลับไป ช่วยดีเนื้อดีใจ วันทองกลับไม่ไป อาลยั รกั ขุนชา้ ง
มันขวางใจทส่ี ุด เปน็ นานจงึ ได้รักใคร่ลงรอยกันอยา่ งเดิม นกึ ว่าจะ
เป็นสุขกนั สียที่กห็ าเปน็ อย่างนึกไม่ ขุนชงถวายฎกี า รับส่งั ใหห้ าเขา้ ไป
ชำระ ฟงั เร่อื งใจวับหวามกลัวจะถกู ตดั สนิ ใหไ้ ด้แกข่ ุนช้าง แต่มหี วงั ที่
ขุนแผนเปน็ ผวั กม็ ที างจะได้ แตก่ ็ทำผิดไว้ เรอื่ งกลบั หลีกไปเปน็ วนั ทอง
ตอ้ งถูกตดั หัว รา้ ยไปกว่าอะไรเสียอีกหมด เรื่องมนั ขวางน้ำใจอยู่ ดงั น้ี...
ข้อความข้างตันเป็นคำวิจารณ์ที่ผู้อ่านวรรณคดีถ่ายทอดความรู้สึกในใจ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์
เมื่อถูกกระทบด้วยอารมณ์ที่มีต่อตัวละครในเรื่อง การประเมินอารมณ์ของตนเองด้วยถ้อยคำตรง ๆ
เช่น ไมส่ มนึก สมนกึ ใจหวาม กลัว ดใี จ สงสาร เสียใจขวางใจ ใจวับหวาม ฯลฯ นน่ั คือการบอกถึงรสวรรณคดี
ที่ได้รับ ในการประเมินอารมณ์ของตนในฐานะผู้เสพวรรณคดีนั้น คนโบราณมักประเมินค่าพฤติกรรมของตัว
ละครในแง่จริยธรรมไปดว้ ย จึงมักได้ยินคำท่ีตตี ราใหแ้ ก่ตัวละครบางตัว เช่น "กาก็ใจง่าย" "โมราหลายใจ"ฯลฯ
๒๕
ในบทวิจารณ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟกรมพระยานริตรานุวัดติวงศ์ที่ยกมาข้างตัน ก็มีการประเมินทางจริยธรรม
ผู้อ่านเข้าข้างขุนแผนและเอาใจช่วยอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังหวังว่าขุนแผนคงจะได้นางวันทองกลับมาเพราะ
"ขุนแผนเป็นผัวเก่ามที างจะได้..." นั่นคือการยอมรับสิทธิ์ของผู้ท่ีมาก่อน และตัดสินว่าขนุ ชงเปน็ บุคคลที่สามท่ี
เข้ามาแทรก ซึ่งคงจะพิจารณาศีลข้อสามเป็นเกณฑ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคำนึงถึงความถูกผิดเรื่องอื่นอีก
จึงว่าถึงอย่างไรขุนแผน "ก็ทำผิดไว้" เท่ากับยอมรับว่าขุนแผนไม่สมหวังเพราะ "ผลกรรม"คือการกระทำของ
ขนุ แผนเองด้วย
วรรณคดีเรื่องขุนชงขุนแผนแต่เป็นกลอนสุภาพและใช้เป็นบทเสภาขับในเทศกาลต่าง ๆ หรือวาระ
สำคัญต่าง ๆ อันที่จริงเรื่องที่นำมาขับเสภานั้นมีหลายเรื่อง ได้แก่ เสภาพร พระราชพงศาวดาร เสภาเรื่อง
อาบหู ะซนั เสภาเรอื่ งพญาราชวงั สนั เป็นตัน แต่เรอ่ื งทนี่ ิยมนำมาขบั มากท่ีสุดคือสภาเรื่องขุนชงขนุ แผน ซึ่งเป็น
เรื่องที่รู้จักอย่างแพร่หลายที่สุดและได้รับยกย่อจากวรรณคดีสโมสร ว่าเป็นยอดของกลอนเสภาที่มีความ
ไพเราะดเี ลศิ ทัง้ เน้ือเร่อื งและกระบวนกลอน
ลักษณะสำคัญของกลอนสภานั้น เป็นกลอนสุภาพใช้ขับเป็นทำนอง โดยใช้กรับเป็นเครื่องประกอบ
จังหวะบทเสภาเรื่องขนุ ชา้ งขุนแผนมีกวีเอกหลายคนรว่ มกันแต่งสันนิษฐานกันว่าแต่งต้ังแต่รัชสมัยสมเด็จพระ
นารายณม์ หาราช ในเบือ้ งตันนน้ั คงเล่าเป็นเพียงนิทานขนาดยาว แล้วแตง่ เปน็ กลอนสภาเฉพาะบางตอนท่ีเน้น
ความสนุกสนานหรือความสะเทือนอารมณ์ และแสดงฝีมือในการเลือกสรรคำท่ีไพเราะมาขับเสภา กลอนเสภา
จงึ มีความไพเราะในยามขับร้องและเอื้อนไปตามจังหวะ
กลอนสภาแต่ละตอนนั้นได้สูญหายไปมาก ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์จึงได้มีการชำระสำนวนต่าง ๆ
และมีผู้แต่งแทรกไว้เพื่อให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรง
สันนิษฐานว่า ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างและตอนขุนแผนพานางวันทองหนีเป็นพระราชนิพนธ์
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนขุนช้างขอนางพิมและตอนขุนช้างตามนางวันทองเป็นพระราช
นิพนธ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และ
ตอนกำเนดิ พลายงามเป็นสำนวนของสนุ ทรภู่ เปน็ ตัน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกานี้ไม่ปรากฎนามผู้แต่ง แต่เป็นหนึ่ง
ใน ๘ ตอน ทไ่ี ด้รบั ยกย่องจากสมาคมวรรณคดี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ วา่ แต่งดเี ปน็ เยย่ี มโดยเฉพาะกระบวนกลอนท่ี
สอ่ื อารมณส์ ะเทือนใจ ดงั ในตอนทีน่ างวันทองรำพันความทุกข์ใจของนางวา่ ดงั นี้
ครานัน้ จงึ โฉมเจา้ วนั ทอง เศร้าหมองดว้ ยลูกเป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดขิ อง แม่อาแมโ่ ศกาเกอื บเจียนจะบรรลยั
ใชจ่ ะอิม่ เอบิ อาบดว้ ยเงนิ ทอง มใิ ช่ของตวั ทำมาแต่ไหน
ทง้ั ผ้คู นข้างมา้ แลขา้ ไท ไมร่ ักใคร่เหมอื นกบั พอ่ พลายงาม
ทุกวนั นี้ใชแ่ มจ่ ะผาลุก มีแต่ทุกข์ใจเจบ็ ดงั เหนบ็ หนาม
ต้องจำจนทนกรรมทต่ี ดิ ตาม จะขนื ความคดิ ไปกใ็ ช่ที
ในส่วนของการเล่าเรื่องนั้นบทเสภาตอนนี้มีลักษณะเด่นคือการเล่าเรื่องย้อนความหลังให้ผู้อ่าน
ปะติดปะต่อเรื่องได้ ตัวละครแต่ละตัวจะเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดตี ที่ตนได้มีสว่ นในการรับรูเ้ ร่ืองราวตอน
นั้นโดยแสดงอารมณ์ความรู้สึกและทรรศนะของตนที่มีต่อเหตุการณ์ ในอดีตด้วย เช่น ในตอนที่นางวันทอง
ตดั พอ้ ขนุ แผนด้วยการเทา่ ความถงึ เรอื่ งราวท่ีผา่ นมาแลว้ วา่
ทีจ่ ริงใจถงึ ไปอยเู่ รือนอน่ื คงคิดคืนท่หี มอ่ มเปน็ แม่นมัน่
ดว้ ยรกั ลูกรักผวั ยังพัวพัน คราวนัน้ กไ็ ปอยเู่ พราะจำใจ
แค้นคิดดว้ ยมติ รไม่รักเลย ยามมที ีเ่ ชยเฉยเสยี ได้
เสยี แรงร่วมทุกขย์ ากกันกลางไพร กินผลไมต้ ่างข้าวทุกเพรางาย
๒๖
พอไดด้ ีมสี ขุ ลมื ทกุ ขย์ าก ก็เพราะหากหมอ่ มมซี ่ึงท่ีหมาย
ว่านกั กเ็ ครื่องเคืองระคาย เอน็ ดนู อ้ งอยา่ ใหอ้ ายเขาอกี เลย
บทเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนข้างถวายฎีกานี้ นอกจากจะแสดงถึงบุคลิกลักษณะนิสัยของตัว
ละครอย่างนางวันทอง สมเด็จพระพันวษา ขุนแผน ขุนช้าง และจมื่นไวยได้อย่างน่าเห็นใจแล้ว ยังแฝงด้วย
ข้อคิดเรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูกอีกด้วย อีกทั้งยังแสดงค่านิยมและความเชื่อของคนในสังคมสมัยอยุธยา
ซึ่งแม้ว่าจะไม่อาจประเมินข้อเท็จจริงทางสังคมได้เช่นเดียวกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ แต่วรรณคดีเรื่องนี้ก็
เป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นโลกทัศน์ของครอบครัวขุนนางในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ว่ามีความ
จงรักภักดตี ่อพระมหากษัตรยิ ์อยา่ งสูงสุดเพยี งใด
๒๗
เสภาเรอื่ งขุนช้างขนุ แผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา
๏ จะกลา่ วถงึ โฉมเจ้าพลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนชา้ งน่ัน
กลบั มาอยบู่ ้านสำราญครนั นเกึกษนมกึ สตันรตึก์สตอรงาสลมะภหริ้อมยยห์ยววนนแลสะมั สผมั สั ผพสั ยเญัสยีชงนสะระ
พร้อมญาตขิ าดอยู่แต่มารดา ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง
ความเชื่อเรื่องเวรกรรมเโอออ้ว่านแเี่ นม้ือ่วันเคทรอางะชหา่ ์กงรหรมมอมงานนวำลผิด น่าอายมติ รหมองใจไม่หายหมาง
ฝา่ ยพ่อมีบุญเป็นขุนนาง แต่แม่ไปแนบข้างคนจญั ไร
รูปร่างวิปริตผิดกว่าคนจนิ ตภาพดา้ นภาพ
วทันงั้ ในจ้นั คแอพช้ก่ัวูเโมฉื่อดดโหำนดไ้ำรน้ าฏการ }ทรพลอปั รีย์ไมด่ ีได้ พีภัตสรส
ชา่ งไปหลงรกั ใครไ่ ดเ้ ป็นดี
กก็ ริว้ ซำ้ จะฆา่ ใหเ้ ป็นผี
การเล่นคำซำ้ แแสคนน้ แแคมน้่จำดจว้ ะยแมกาใ้รหดห้ายายงั ปแคราน้ นี ให้ไปขอชีวขี ุนช้างไว้
หมายจติ คดิ จะให้มันบรรลยั
ไมท่ ดแทนอ้ายขนุ ช้างบา้ งไม่ได้ พโิ รธวาทัง
ไมส่ มใจจำเพาะเคราะห์มนั ดี
อยา่ เลยจะรบั แมก่ ลบั มา ใหอ้ ยดู่ ว้ ยบดิ าเกษมศรี
สัมผสั พยญั ชนะ พรากให้พน้ คนอุบาทวช์ าตอิ ัปรีย์ ย่ิงคิดก็ยิง่ มคี วามโกรธา
และสมั ผสั เสยี งสระ อดั อึดฮึดฮดั ดว้ ยขัดใจ นาฏการจเมวื่อนไสรรุติยะาวเนัลจ้ียบะวุคลลลับับาธหเษิมลฐรา้ าุไนกร
เขา้ หอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา
}การบอกเวลา เนไงดำ้ีย้ยคบิน้าสเงสัตตยีวกงจ์ กฆตั ร้อุบะงเทยซท่ำน็ วปเิบยรน็าะทจเยำือวกังใจแลสะัมสผมั สั ผพสั ยเญัสยีชงนสะรสดละองาดัวยดเลสามียษลงอเ่อคดุปงนือมดใานงัคสถรวึงไ่ามเคง่พกหูดราจะาจา่ งไข
พรรณนาโวหาร
}นาฏกาเลจฟจครปึงบังะ้าา่เยเขดซนมันาาน่ นนวตบเตับด์รหเคราายลเ์วชย่ำ้าบเะปยขด้ือเาร้า่นองมาวบาดบไปปนวดณละง้สชาสอราอใวงกมหมุ่ คา่ คม้พงร์ รสวัรบามัาผยสักพินยญั ชนะนาฏการเหพเดจสสนัูเยรรกวาทิบ็จลขยรยคามยก์กปร้ินวั่รบมลวยะงบอ่าวจคนดรน่าลกิหยงใขจรทา่วึ้นรใเงรขหมใทงส้าไ้พกกั คทห่ ลรทลาวัะดินตคคหัวลคามาวถดาามเมเชฆื่อสเริน้ ื่องโหราคศบวาารสมรตเยชรา่ือ์ยเโรวื่อหงาไรสยศาสตร์
ลงจากเรอื นไปมิได้ชา้ รบี มาถึงบ้านขนุ ชา้ งพลัน ฯ
กองไฟอุปสมว๏า่างเดหัง็นกคลนานงวอันนลจิน้อตมภอา้อพมดเา้ ปน็นภวาพง ประตลู ่นั มน่ั คงขอบรว้ั ก้นั
หมายสำคญั ตรงมาหนา้ ประตู
จงึ ร่ายมนตรามหาสะกด นาฏการ เสื่อมหมดอาถรรพท์ ่ฝี งั อยู่ ความเชอื่ เร่ืองไสยศาสตร์
ภูตพรายนายขนุ ช้างวางวงิ่ พรู คนผ้ใู นบา้ นก็ซานเซอะ
ทง้ั ชายหญิงง่วงงมลม้ หลบั สมั ผสั เสยี งพยัญชนโนงะอกนเงทอบั ะคงยุว่ำงมหไงมาส่ยกมา่ปยรกะันดเี ปรอะ
จ่ปี ลาคาไฟมันไหลเลอะ
นาฏการผมยใช่า้คูแี ้พงนตเรห่ทเางล้ายียกับบถา้เอสพวดำไ้อเปกนมลใยีะนองเทนมเสนัอถยีทฝองนันีคแวลตามิ่ ่กมจเรนิ ชนตือ่ ภเรา่อืพงดคา้ วนาเมสฝยี ันง รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
มิไดม้ ีใครทักแต่สักคน
ท้ังไฟกองป้องกนั ทุกแห่งหน
มาจนถึงเรือนเจ้าขนุ ช้าง
๒๘
เสาวรจนี นาฏกจาดุรเทยี นสะกดข้าวสารปราย นนานฏาาฏกฏากกรายเภยารบรา่า่ตู ิกงงพเเบททราา้้าานยกกกโ้าา้ ดา้ววนดไขปเกน้ึ รไลรอืมา้านโ่ดนคสกดระ่ิงอมเไทกคสนไือรวมาานฏ้มผกาางร } ความเชอื่ เรอื่ งไสยศาสตร์
ฆานพจนสหเ์ ระอณเมดฟู หารู วะน่อนดานฏอาขกลวจาบลรรอาในบจเบปปุ ดิ ผหานชา้ าตต่าิ งกาง
สะท้อนความเปน็ อยู่
กข้ารไะทจนกอฉนากหหลลบั าลกงสทลบั ับกวันบั แวจมินวตาภมาพดา้ นแสง สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงช้นั สาม
อร่ามแสงโคมแก้วแววจบั ตา
ชมมา่ นพมลูล่ามี่งยีฉา่ างกเปยื้อรนะงาชจฏำำกเกาลรนั้ อื งมา นาฏการเอปฒั ิดจมนั งุ้ ทเหรน็ เ์ คหรน่ือ้างแแมก่วว้ นั กท็หอนงักหนา
นเจง่ิ ็บนใออจุปนดมองั าหยบู่วั ในจเจตะียพงเงั คพียองงขุนช้าง }มันแนบข้างกอดกลมประสมสอง พโิ รธวาทงั
จะใคร่ถบี ขนุ ชา้ งท่ีกลางตัว ขยับจอ้ งดาบงา่ อยากฆ่าฟัน
พลางนง่ั ลงนอบนบอภวิ นั ท์ }นกึ กลัวจะถูกแมว่ นั ทองน่นั
คา่ นยิ มการมีสมั มาคารวะ
สะอ้ืนอ้ันอกแคน้ น้ำตาคลอ
ความเชือ่ เรื่องเวรกรโเมรวอมนั รแ้ ไกมปรเ่นฉรจาดุมา้ ฏมปนกาำรารไะรปดคาไุณมเอขร่ า้ังอมรงอาลไูกวเ้ อ๋ย }มไมพิ ่คอวทร่ีจเละยตจ้อะงนพพาฏรรากากากรจกา็จกาคกุณมาพ่อ สลั ลาปงั คพไิ สย
อา้ ยหวั ใสขม่ เหงไม่เกรงหน้า
ความเชื่อเร่ืองไสนยสาฏาสกตารรทเด์ ปาที่ ่าบำลใแงสคดฝ่ ้นว้ ักยกไพจูว้ไะรมแะเ่ เทควนลทใื่อวหนทิ ้ทคยนั ลาตาาย ขมวนัอารทษดอมางากรแ็ฟูส้ มกึื้น่แกตลาื่นว้ ยกโกดข็ ็ลยบั ืมงนพ่าาตยรฏนาากายฯฏารการ
๏ ครานน้ั จงึ โฉมเจ้าวันทอง ตอ้ งมนต์มวั หมองเปน็ หนกั หนา
ตน่ื พลางทางชำเลืองนัยนต์ ามา }กพเหอรน็ ะดลหผูกัวมยรืน่ าอ้ ไนงวด้นัยน้ิเยขจืน้านอเคสยยี้นิ่รู งมิเสหเตีย้าียมงจงินมตาภรดาพาดา้ นเภสยยี างนกรส
สำคญั คิดว่าผรู้ ้ายใหน้ กึ กลวั
อซะวนไรซแบมห่แลซบ่ร้อลงงทมางั้ หห้อมงอนบอจเมนินียตงภาพด้านเสยี ง ลูกร้อนรำคาญใจจงึ มาหา
จะรอ้ งไยใช่โจรผรู้ ้ายมา สนทนาดว้ ยลูกอย่าตกใจ ฯ
๏ คราน้ันวันทองผ่องโสภา }คซพบรรน้ัะพหรักวู้มตา่ ื่นรลร์ไูกว้อยยงาเไขหห้าา้ไนจกมกนิาอ่เลฏงตดัวยกภเไาหอามรพาน่ ดบ้าา้านทภาาพ สัลลาปังคพไิ สย
ลวันกุ ทอออกงปมราะพคลอนั งดส้วอยดทกนั อใดดนลาูกฏรกัการ
เจ้ามาไยปานนีน้ ล่ี ูกอา เขารักษาอย่ทู ุกแหง่ ตำแหนง่ ใน
ใส่ดาลบ้านชอ่ งกองไฟรอบ พอ่ ชา่ งลอบเขา้ มากะไรได้
อาจองทะนงตวั ไม่กลวั ภยั นี่พ่อใช้ฤๅว่าเจา้ มาเอง
ขุนชา้ งตื่นขน้ึ มิเปน็ การ เขาจะรุกรานพาลขม่ เหง
จะเกิดผิดแมค่ ิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้ำมิเปน็ การ
มีธรุ ะสิ่งไรในใจเจา้ พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน สัลลาปงั คพไิ สย
มิควรทำเจ้าอย่าทำใหร้ ำคาญ อยา่ หาญเหมือนพอ่ นักคะนองใจ ฯ และศฤงคารรส
๏ จม่ืนไวยสารภาพกราบบาทา ลกู มาผดิ จริงหาเถยี งไม่
รักตัวกลัวผดิ แตค่ ิดไป ก็หกั ใจเพราะรักแม่วันทอง
สะท้อนสภาพสงั คมข้าทาส ทุกวันน้ลี กู ชายสบายยศ พรอ้ มหมดเมยี มิ่งก็มสี อง
มีบา่ วไพร่ใชส้ อยท้ังเงินทอง พนี่ อ้ งขา้ งพ่อกบ็ ริบูรณ์
๒๙
ยังขาดแต่แมค่ ุณไม่แลเห็น }เปน็ อยู่กเ็ หมือนตายไปหายสูญ สัลลาปังคพไิ สย
ข้อน้ีท่ีทกุ ขย์ ังเพ่ิมพูน
ถา้ พร้อมมลู แมด่ ้วยจะสำราญ
ลกู มาหมายวา่ จะมารับ เชิญแม่วนั ทองกลบั คนื ไปบา้ น
แมน้ จะบังเกดิ เหตเุ ภทพาล ประการใดกต็ ามแต่เวราความเช่อื เร่อื งเวรกกรม
}อปุ ออลปุุปกั มมษาาณเมดด์ หงัอามทอกอืยออมนู่ไงุปะยคแลเกดำกัมับท่ือษลฤไำณงอๅเว์ลจห้นั ย่ีะนิวเมชอ่จปานือาตดเกคิอกลกะา้ พลทะาเ่ี นยอ่าชมอว่ั ปุ ลกั ษณ์
แมเ่ ลย้ี งลูกมาถึงเจ็ดขวบ
แหมเวค่าสานรนเน้าากักตอะลแาบุหอื มดาป์ก่จำทอรกเะปุวะหลตม์ใจม้วัจอราวปืออจปุ บทนติมลจกัมุมรราษิษะนิากณกลยหแยำา์จมมใ์ทนิ ้อจห่ ตีห่ มาภวเอาหามพน็นดหไ้ามอน่ มคกวลาิ่นมเชื่อเอรุป่อื มงเาวโรวกหการรม
คำถามเชิงวาทศิลปจ์ ะคดิ ถึงลกู บา้ งฤๅอยา่ งไร
}ถ้าคดิ เหน็ เอ็นดวู ่าลกู เตา้
ฤๅหาไมใ่ จแม่ไม่คดิ เลย สลั ลาปงั คพไิ สย
แมท่ ูนเกล้าไปเรือนอยา่ เชือนเฉย
ใหล้ กู คลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเม่ือคร้ังแม่เคยเล้ยี งลกู มา ฯ
สมั ผสั เสยี งพยัญชนะพใช่อ่จพะลอาม่ิ ยเ๏องาบิ คมอรทานารบานามด้ันมน้วจสัยยงึวเโางฉดนิ มิขทเอจองา้งแวนัม่อทาอง เศรา้ หมองดว้ ยลกู เปน็ หนักหนา
ท้งั ผู้คนชา้ งมา้ แลขา้ ไท แมโ่ ศกาเกือบเจียนจะบรรลัย อธพิ จน์
ความเชอื่ เรอ่ื งกรรมตท้อกุ งวจันำนจีใ้ นชทแ่ นม่จกะรรผมาสทุกต่ี ิดตาม มมไมีใิแ่รชตกัข่ ท่ ใอุคกงรขต่เอใ์ วัหจปุ ทมเมจำือาอบ็มนปุาดกมแังบัาตเหพไ่ หน่อนบ็พหลนายามงาม สัลลาปงั คพไิ สย
เม่ือพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ และศฤงคารรส
ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้วา่ รา้ ยดีปฏพิ ากย์
เจนขะาาฏขฉกนื ุดาคแรวมา่ใมชค่จิดะไแปกกล็ใ้งชแ่ทหี นงหนี บทบาทของสตรใี นสังคมไทย
เปน็ หลายปแี ม่มาอย่กู ับขนุ ช้าง
เม่ือพ่อเจ้ากลบั มาแตเ่ ชียงใหม่ ไมเ่ พด็ ทูลส่งิ ไรแตส่ กั อยา่ ง
สะทอ้ นถึงสถานภาพทางสังคเเมจมา้ือ่ เคปร็นาถวึงตหัววัแหมมเ่ ปื่นน็ มคหนากดลเลา็กง ทา่ นก็วางบทคนื ใหบ้ ิดา
จงเร่งกลบั ไปคิดกับบิดา
}มใิ ชเ่ ด็กดอกจงฟงั คำแม่ว่า เทศนาโวหาร
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ ฟอ้ งหากราบทลู พระทรงธรรม์
จะปรากฏยศไกรเฉดิ ฉัน
อันจะมาลกั พาไม่ว่ากนั เช่นนัน้ ใจแม่มเิ ตม็ ใจ ฯ
สมั ผสั เสียงพยญั ชนะและสมั ผัสคเสิดยี บงส่ารยะเบ๏่ียงคเรลาย่ี นง้นัเลจยี้ งึ วโฉเบมี้ยเจว้าบพิดลไปายงาม ฟงั ความเห็นว่าแม่หาไปไม่
เพราะรักไอข้ นุ ช้างกว่าบดิ า
อุปมาเจหึงมว่าืออนนไมิจ่มจารี ลักูกใคมรา่ใรนบั ลูกยา แม่ยังกลับทัดทานเปน็ หนักหนา
อตุ ส่าห์มารบั แลว้ ยงั มิไป
เสยี แรงเป็นลูกผ้ชู ายไม่อายเพ่ือน จะพาแม่ไปเรือนใหจ้ งได้ความเชื่อเรอ่ื งเวรกกรม
นาฏการแจะมตน้ ดัมเิไอปาใศหีร้งษามะขกอต็ งาแมมใจไ่ ป จะบาปกรรมอยา่ งไรก็ตามที
ท้ิงแตต่ ัวไว้ให้อย่นู ี่
แมอ่ ย่าเจรจาใหช้ า้ ที จวนแจง้ แสงศรีจะรบี ไป ฯ
นาฏการ๏ คราน้นั วนั ทองผ่องโสภา } }อเแตหมยกน็ ่าใ่นจลฮี้พกกูึกรลยฮั่นวัาักกวกวล่าัด้าจวัวฟแะนุ่ นั ฆตทม่จ่าำนัฟะหไเันนุกสิดห้ คันวาสภมัมยผาสั นเสกเทยีรงศสพนยาัญโวชหนาะรแแลละะสศมัฤผงคัสาเสรรยี สงสระ
ถือดาบฟา้ ฟนื้ ยืนแกวง่ ไกว
จึงปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรกั
จงครวญใคร่ให้เห็นข้อสำคญั
๓๐
ด้วยเปน็ ข้าลักไปไทลักมา }เหน็ เบอ้ื งหน้าจะองึ แม่จงึ หา้ ม เทศนาโวหาร, ศฤงคารรส
วถา่า้ พเหล็นาเงจนน้าาาฏเงปกล็นากุ รสอขุ อไกมจ่ลาุกกลหา้อมง ก็ตามเถดิ มารดาจะคลาไคล และกรณุ ารส
พระหมืน่ ไวยก็พามารดาไป
}จินตภาพด้านเพแศสอรงร้างุ่หแมจอง้ งแโสศงกใาสนกำ้็ถตึงาเรไือหนล ฯ สลั ลาปงั คพิไสย
ความเชื่อเร่ืองควอาศัมฝจนัรรยฝ์๏นั จแะปกรลแา่ชวเชถือึงเนจ้าจอมหม่อมขุนช้างนว่าอขนี้เครือ้รานงขหึ้นลตับัวกทรว่ั นทอ้ังยนู่ปน้ั น่ เปื้อนแลจะินจตินภตาภพาดพา้ ดน้าภนาเสพยี ง
หาหมอมารักษายาเข้าปรอท มันกนิ ปอดตับไตออกไหลลั่น
}สัมผสั เสยี งพยัญชนจะินแลตะภสามัพผดนัส้านาเนาสฏเฏยีสกกงยีาสารงรรลทตลผตะ้กมืุากะั้งผไโขใตสกจ่อึ้นา้นนตนเงหอ้่ืนเกลรลยผงอ่ียียไนัวนกสวาตแใ้ใหคนวัหกวาสหญ่นเา้ ่ันจ้อไวน่แรมา้งนัาลวัวว่ตฏทไนัันดิกสอททาก้ตงรออานั ยงงเอ๋ยจินตภาพด้านภาพใเรหไฟหมห้อาัน็นเ่น้งขหฟวมกึา็นาา่ นา่กงแนนลรกม้อับขัวห็ ่คงาปเักหชุณดรจน่้อเอแรางเทม่ยีกคสช่จรปยวาะว่สา่ายยตงกักปตผอตครวัะดัวำะวตไหมนั า่ลสยาาดยใจภยานกรส
ทงั้ ขา้ วของมากมายกห็ ายไป ปากประตเู ปดิ ไว้ไม่ใสก่ ลอน
พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวนุ่ ออี ุ่นออี ่ิมอีฉมิ อสี อน หาสยรส
อมี ีอมี าอีสาคร จินตภาพดา้ นภาพนเหิ่งน็นนอานยไนยหัน้ วแากม้ผาา้ หกาากงขู าอยู่
นาฏกบตาา่่ารงวคผนหู้ ทญรงิ ุดวน่งิ ไ่ังปบองั ยปงู่รกะงตนั ู นนาาฏฏกกาาตขยรร่าัดกงใตเจะทลลา้ ุกึงกขแา้ น้ึลวทดมไูา้ังมแไม่เกข่ร้ผาู้้ต้ามวั า
ขุนชา้ งเห็นข้าไม่มาใกล้
แหงนเถ่อเป้อปงั ยนื จังกา้
ยายจนั งันงกยกมือไหว้ นาฏการ
นาฏการสไมอน่ งุ่งมผือ่อปนิดนขุ่งาผเห้าดมนูือา่นอกทุปลมา่ วั าเปรต }นน่ั พอ่ จะไปไหนพ่อทนู หวั ภยานกรส
ขุนช้างมองดตู วั กต็ กใจ
ใครมาเทศน์เอาผ้ากูไปไหน
ให้นึกอดสหู มู่ข้าไท }เยขา้ายไจปนั ฉไวปยเผอ้าาเผอา้ าใมหา้ขคา้ ลที่ นี าฏการ
ยายจันตกใจเตม็ ประดา
หยิบย่นื สง่ ไปให้ทันที เมินหนีอดสูไมด่ นู าย ภยานกรส
ขุนชา้ งตวั สน่ั ทาวบอกบ่าวไพร่ วันทองไปไหนอยา่ งไรหาย
เอ็งไปดูให้รู้ซงึ่ แยบคาย พบแลว้ อยา่ วุ่นวายให้เชิญมา ฯ
๏ ขา้ ไทได้ฟังขุนชา้ งใช้ ตา่ งเทีย่ วค้นดน้ ไปจะเอาหนา้
จินตภาพด้านภาพทเหงั้ น็หปอ้ รงะนตอูรก้วั หบ้อา้ งนใบนไามน่พเปบดิ พกาว้าง ทัว่ เคหาแลว้ ไปคน้ จนแผ่นดนิ
ผู้คนนอนสลา้ งไมต่ น่ื ส้ิน
เสาแรกแตกต้นเปน็ มลทนิ กนิ ใจกลบั มาหาขุนช้าง
บอกว่าไดค้ ้นควา้ หาพบไม่ แลว้ เล่าแจง้ เหตุไปส้ินทุกอย่าง
ข้าเหน็ วปิ ริตผดิ ท่าทาง ที่นวลนางวันทองนนั้ หายไป ฯ
๏ ครานัน้ ขุนช้างฟังบ่าวบอก }เหงอ่ื ออกโซมล้านกระบานใส รทุ รรส
คดิ คดิ ให้แคน้ แสนเจ็บใจ
สองหนสามหนกน่ แตห่ นี พชา่ลง้งั ททำลี ไงดไ้ตมนา่ ร่ างอมตดนา่ นัยงทางุกยออยดา่ หงจญริงงิ
คราวนั้นอา้ ยขนุ แผนมนั แงน้ ชิง นคี่ ราวนน้หี านฏวีก่งิารไปตามใคร
๓๑
ไมค่ ดิ วา่ จะเป็นเหน็ ว่าแก่ }ยังสาระแนหลบล้หี นีไปไหน รุทรรส
เอาเถดิ เปน็ ไรก็เป็นไป
ไม่เอากลบั มาได้มิใชก่ ู ฯ
๏ จะกลา่ วถึงโฉมเจา้ พลายงาม ถเกา้ รมงนั เนรือ้วู้ า่คลวักาเมอนาง่ัแนมึก่มตารสึกมั ตผรสั อเสงียองยพู่ ยญั ชนะและสมั ผสั เสยี งสระ
ความเชือ่ อำนาจของกษัตรยิ ์ อา้ ยขุนชา้ งสารพดั เปน็ ศตั รู
มนั ก็จะสอดแนมแกมเทจ็ ไปกราบทูลสมเดจ็ พระพนั วษา
ดูจะระแวงผิดในกจิ จา มารดาก็จะต้องซึง่ โทษภยั
คดิ แลว้ เรยี กหม่ืนวเิ ศษผล เอ็งเป็นคนเคยชอบอัชฌาสัย
จงไปบา้ นขุนช้างด้วยทันใด ไกล่เกล่ียเสยี อย่าให้มันโกรธา
บอกวา่ เราจับไขม้ าหลายวัน เกรงแม่จะไมท่ นั มาเห็นหนา้
เม่ือคนื นี้ซ้ำมีอนั เปน็ มา เราใชค้ นไปหาแม่วนั ทอง
พจงึอรขีบณมะามเรา็วรไดวาดมงั ใาจสอป่งปุ ทอมุงกาข์ รร้ัอกษงปาลจกุนเแนขสา้ามงไทปนยัอถงงึ สในวหา่ ง้อฟง้าจนิ ตภาพดา้ นแสง
ไม่ตายคลายคนื ฟน้ื ขนึ้ ได้ กขู อแม่ไวพ้ อเหน็ หนา้
แต่พอให้เคล่ือนคลายหลายเวลา จึงจะสง่ มารดานั้นคืนไป ฯ
๏ หม่ืนวิเศษรับคำแลว้ อำลา รีบมาบา้ นขุนช้างหาชา้ ไม่
คร้ันถึงแอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผ้คู นขวกั ไขว่ทงั้ เรือนชาน
นาฏการ ขุนช้างนั่งเยยี่ มหน้าตา่ งเรอื น คดหูิดแนล้า้วเฝลนือ่ งานคฏทลกาีโากนรรเขธา้อปยรู่งุน่ะตงาู่ ฯน
จะด้อื เดนิ เขา้ ไปไมเ่ ปน็ การ
นาฏการ ๏ ครานั้นเจา้ จอมหม่อมขนุ ช้าง น่ังคาหนา้ ต่างเยีย่ มหน้าอยู่
เห็นคนคลานเขา้ มาเหลอื บตาดู นมี่ าลอ้ หลอกกูฤๅอย่างไร
นาฏการอลกุะไขรนึ้ พถอกสเวข่ามงรวรา้องงเขเก้านมไาป เดก็ หวาจบั ถองใหจ้ งได้
สะท้อนใหเ้ หน็ ลักษณะการแต่งกา๏ย ครานน้ั วเิ ศษผลคนว่องไว ทุดอ้ายไพร่ขคี้ รอกหลอกผ้ดู ี ฯ
ยกมอื ขึ้นไหว้ไมว่ งิ่ หนีค่านิยมการมสี มั มาคารวะ
ร้องตอบไปพลันในทันที คนดีดอกขา้ ไหวใ้ ช่คนพาล
ขา้ พเจา้ เป็นบ่าวพระหม่ืนไวย เปน็ ขนุ หมืน่ รับใชอ้ ยู่ในบา้ น
ท่านใช้ให้กระผมมากราบกราน ขอประทานคนื นพ้ี ระหมนื่ ไวย
สมั ผสั เสยี งพยญั ชนะและสัมผสั เสยี งสเรรจะอ้ บ็ งจโอกุ ดปโัจดจดุบดนัิน้ มเพีอยีนั งเสปิน้น็ ใจ แกไ้ ขกเ็ หน็ หาหายไม่
จงึ ใชใ้ หต้ วั ข้ามาแจ้งการ
พอพบท่านมารดามาสง่ ทุกข์ ขา้ พเจา้ ร้องปลุกไปในบา้ น
จะกลบั ขน้ึ เคหาเห็นช้านาน ทา่ นจึงรบี ไปในกลางคนื
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คณุ อย่าสงสยั วา่ ไปอื่น
ใหค้ ำมน่ั สัง่ มาวา่ ยั่งยนื อธิพจน์ พอหายเจบ็ แล้วจะคนื ไม่นอนใจ ฯ
สมั ผสั เสยี งสระ ๏ ครานน้ั ขุนช้างได้ฟังว่า แคน้ ดงั เลือดตาจะหลงั่ ไหล
ดบั โมโหโกรธาทำว่าไป เรากไ็ ม่วา่ ไรสดุ แต่ดี
การไข้เจบ็ ลม้ ตายไมว่ ายเว้น ประจุบันอนั เปน็ ท้งั กรุงศรี รทุ รรส
กม็ าเอาท่นี ี่อย่าเกรงใจ
นาฏการ ถ้าขดั สนส่ิงไรท่ีไม่มี ขุนช้างเดือดดาลทะยานไส้
ว่าแล้วปิดบานหน้าต่างผาง
ทอดตวั ลงกับหมอนถอนฤทัย ดดู ู๋เป็นไดเ้ จยี ววนั ทอง
สมั ผสั เสียงพยัญชนะและสัมผัสเสยี งวรรณยุกต์
๓๒
เพราะกูแพ้ความจม่นื ไวย มันจงึ เหมิ ใจทำจองหอง
พ่อลูกแม่ลกู ถูกทำนอง อปุ มาถตึงง้ั สตอัวดงคงั พรง้ัรแะลย้วาเรปาน็ชแสตีหเ่์ ชน่ น้ี พิโรธวาทงั
อ้ายพ่อไปเชยี งใหมม่ ีชัยมา เห็นกูนี้คนผดิ ติดโทษทณั ฑ์
อ้ายลูกเป็นหม่นื ไวยทำไมมี
สะทอ้ นสภาพสังคมท่มี กี ารทจุ รติ มขนุนั นจึงาขงนม่ อ้เหยงใไหมญเ่ ก่เกรงรใงจใจกัน จะพ่งึ พาใครได้ท่ไี หนน่นั
ความเชือ่ เรอื่ งเวรกรรม ตามบญุ ตามกรรมไดท้ ำมา ถึงฟ้องมนั กจ็ ะปิดให้มิดไป
จะเฆี่ยนฆ่าหาคดิ ชวี ิตไม่ สมั ผสั เสยี งพยัญชนะและสัมผสั เสยี งสระ
ย่งิ คดิ เดือดดาลทะยานใจ ถฉวอ้ ยยไคดำก้ ถร่ถี ะ้วดนาเนปช็นนหวนนักมหานสัมาผสั เสียงพยัญชนะ
ร่างฟอ้ งท่องเทยี บให้เรียบร้อย
ลงกระดาษพับไวม้ ไิ ดช้ ้า เอสาดบจ็ นป้ำรผะลพัดาผส้าบแวัลยว้ งัคหลาากไคลบัลไมก่ ารใชค้ ำเหมาะสมกับบคุ คล
วนั นั้นพอพระปิ่นนรนิ ทร์ราช
จินตภาพดา้ นภนาจาพฏินกตพเฝลขาขภนุอีพรอ้าายชเาพตรคยา้ดรืองรอา้งพมานบชยราภ๏หูโถะเทานลทงึพจนม่งัซะีน่ อสมงึ่กงั่้นือวาปลงัดตเ่าตรใอ้ืน้ วนะม็ เกถทขลญังึ ับ้าำพกมญทาราร่ีาะใอชค้งคำเ์ผหู้ทมราะงสเดมนนชกาาฏบั ฏกบกาุคากขเเเผรคพสรรนุุด็คอืลด่อื โอชปจ็ผนย้ารคลโงจะขืนโ่ก้อจงกน็รงหำลีล่ิเทแนวงงนใี่หศด้าตตายนน้วฏีนต้ ดึยกแ์พทำกแาหหนอ่ารคะ่เาจนซลมฏวักง็ากเบนแรวาคอืซร่าำ้ ำ่ผ่มฯจเีาสนิ ื้อตสภัญาลพกั ดษ้าณนภ์ าพ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องวา่ เสือตวั ใหญ่ว่ายน้ำมา
ขุนช้างดึงดือ้ มือยึดเรอื มิใชเ่ สอื กระหม่อมฉานลา้ นเกศา
สู้ตายขอถวายซึ่งฎกี า แคน้ เหลือปญั ญาจะทานทน ฯ
๏ ครานนั้ สมเดจ็ พระพนั วษา ทบนรงบพอกรุปบะมนโากฝรงั่ ธดางั โไกมล่มาี หล รทุ รรส
ทุดอ้ายจัญไรมิใช่คน
ใช่ที่ใชท่ างวางเข้ามา นาฏการฤตๅเี อสา้ยี ยสชาา้มงสเบิปจน็ งึบปา้ ลกอ่รยะไมปงั น่ี
เฮ้ยใครรบั ฟอ้ งของมนั ที
มหาดเล็กก็รบั เอาฟอ้ งมา ตำรวจคว้าขนุ ชา้ งหาวางไม่ แสดงถงึ อำนาจ
ลงพระราชอาญาตามวา่ ไว้ พระจึงใหต้ ง้ั กฤษฎีกา ของกษตั รยิ ์
ว่าต้ังแต่วันน้ีสบื ตอ่ ไป หนา้ ที่ของผูใ้ ดให้รกั ษา
สมั ผสั เสยี งสระถระา้ วปารงะโมทาษทเบรา็ดชเสกราจ็รไเจมด็น่ สำถพาาน ถปึงลป่อรยะใหหาใ้ ครชรเวี ขิต้าเมปา็นใผนยุลผอ้ งมอวธงพิ จน์
ตามกฤษฎกี ารักษาพระองค์ แลว้ ลงจากพระท่ีนง่ั เข้าวังใน ฯ
๏ จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิฦๅจบพิภพไหวอธพิ จน์
อยู่บา้ นสขุ เกษมเปรมใจ สมสนทิ พสิ มัยด้วยสองนาง
สมั ผสั เสยี งพยญั ชนะและสมั ผัสเสยี งสลเรพาะลวิดทเอพงลกินับจเจำา้เรแญิ ก้วใจกไิรมยิ ่เาว้นวาง ปรนนบิ ัติวัตถาไม่ห่างขา้ ง
คืนนน้ั ในกลางซ่ึงราตรี
สัมผสั เสียงพยญั ชนะแลสะัมสผัมสั ผเสสั ียเสงพยี งยสัญรชะนคพนิดะารงะคแจะกันน้วทึงลถรางึจวมรทิตแอรจงแ่มทตกงั้ ่กรสอ่ะอจนง่าเหกงลด่าับี ขพนุนารฏะแกพผานารยกพลัดบั มผาวลาตีตรืน่ ลฟบ้นื ไจปากท่ี
ถงึ สองคร้งั ตัง้ แต่พรากจากพ่ไี ป อุปมานดงัจิ เจดา็ดเใจจ้าจเหากินรห่า่างงกรร็ ้าางวพกสิ ันมยั ศฤงคารรสและกรณุ ารส
๓๓
กูกช็ ่วั มวั รกั แตส่ องนาง ละวางใหว้ ันทองน้องโศกศลั ย์
เม่อื ตีได้เชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพด็ ทลู คราวน้ันก็คลอ่ งใจ ศฤงคารรสและกรณุ ารส
สารพัดทจ่ี ะวา่ ได้ทุกอย่าง อา้ ยขนุ ชา้ งไหนจะโตจ้ ะตอบได้
ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
จำกจู ะไปสสู่ วาดินอ้ ง เจา้ วนั ทองจะคอยละหอ้ ยหา
อคอดิ กพจลาากงจหดั้อแงยจ่องแงเตดง่ นิ กดายำเานนานิ ฏมกาาร น้ำอบทาหอมฟุ้งจรงุ ใจ ฆานพจน์
ถึงเรอื นลกู ยาหาชา้ ไม่
นาฏการเลขด้าตหวั ้อลงงวนันงั่ ทขอ้างงใวนันททนั อใงด เห็นนางหลับใหลน่ิงนทิ รา
เตือนต้องด้วยความเสนหา
สน่ั ปลกุ ลุกขึ้นเถิดน้องอา พม่ี าหาแลว้ อย่านอนเลย ฯ
๏ นางวนั ทองตื่นอยู่รูส้ กึ ตัว หมายใจวา่ ผัวก็ทำเฉย
นิ่งดูอารมณ์ทช่ี มเชย จะรกั จริงฤๅจะเปรยเป็นจำใจ
แต่นิ่งดกู ริ ิยาเป็นช้านาน หาว่าขานโตต้ อบอย่างไรไม่
ดทงัง้ั นรกัิ่มทน้ังอ้ นแ๏งาคหมโน้ มนอแอยั้เนจง้าใน่ จแฤไกทม้วน่ยั แนำวาพวมาตนาัยของพเี่ อย๋ ความอาลัยปน่ั ปว่ นยวนวิญญาณ์ ฯ
เจา้ หลบั ใหลกะไรเลยเปน็ หนกั หนา
ฤๅขดั เคอื งคิดวา่ พี่ทอดท้งิ
นาฏการลคเวผาู่บวอพาไญิมลลพ้ราเปักงไิ เรน็ห๏อปวนนลปิเักแจอรหอ้าติบวนบพในั่วลหีผ่ ทงงช้ ิดทแออจรนงบรวนบงิใง้อจขสงา้วตงาืน่ ดจิ ากท่นี อนนาฏกาจโพเจปรอะูบไี่ นน็มนพอไ่คอลร่อลนจานางนึงศวชไง่ิ มอควถฟ่นนลอื านื้ชไโหทยดิตรวษพน่ื กั้พโิสนแกิไมิทรตรัยสวรธส่ ัมา่นาอักผายสฯสมั ู่ไง่ิเนยสัยยี งพยญั ชนะแนลาะรสีปัมรผาสัโมเสทยี ยง์ สระ
หม่อมน้อยใจฤๅที่ไมเ่ จรจา ใชต่ วั ขา้ นจี้ ะงอนค่อนพิไร
}ชอบผดิ พอ่ จงคิดคะนึงตรอง
อนั ตวั นอ้ งมลทนิ หาส้ินไม่
ประหนึง่ วา่ วนั ทองนี้สองใจ สมั ผสั เสียงพยัญชพคนะงบคไิดหคนนื กทเ็ ปห่ี ็นมแ่อตม่เเชปน่ ็นนแนั้ ม่นมั่น ความเชือ่ เรอื่ งจารตี ประเพณี
ท่ีจรงิ ใจถึงไปอย่เู รือนอ่นื
ดว้ ยรักลูกรกั ผวั ยังพวั พนั คราวนั้นก็ไปอย่เู พราะจำใจ
แคน้ คดิ ดว้ ยมิตรไม่รักเลย ยามมที ี่เชยเฉยเสียได้ สัลลาปังคพิไสย
กินผลไมต้ ่างข้าวทุกเพรางาย
พโิ รธวาทัง } เสียแรงร่วมทุกขย์ ากกนั กลางไพร กเ็ พราะหากหม่อมมซี ึ่งทห่ี มาย
พอไดด้ มี ีสุขลืมทุกข์ยาก
ว่านกั กเ็ คร่ืองเคืองระคาย เอน็ ดูน้องอย่าให้อายเขาอิกเลย ฯ
๏ พีผ่ ดิ จริงแลว้ เจา้ วันทอง
}ใชจ่ ะเพลดิ เพลินชื่นเพราะอนื่ เชย
นาฏการเเหงยมหอื นน้าลเืมถดินจ้อะงหเลล่างอเยลา่อื เนฝท้าแำเคช้นือนเฉย กรณุ ารส
เมื่อติดคุกทุกข์ถึงเจ้าทุกเช้าค่ำ ต้องกลืนกล้ำโศกเศร้านั้นเหลอื แสน
ซำ้ ขุนช้างคิดคดทำทดแทน มนั ดแู คลนวา่ พน่ี ีย้ ากยับ
อาลัยเจา้ เท่ากบั ดวงชีวติ พี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจา้ กลับ สลั ลาปงั คพไิ สย
เกรงจะพากันผดิ เขา้ ตดิ ทับ แตข่ ยบั อยจู่ นได้ไปเชียงอนิ ท์
กลบั มาหมายว่าจะไปตาม พอเจา้ ไวยเป็นความกค็ ้างสิน้
หวั อกใครได้แคน้ ในแผน่ ดิน ไมเ่ ดือดด้นิ เทา่ พ่ีกับวนั ทอง
อปุ มา
๓๔
คดิ อย่วู า่ จะทลู พระพนั วษา เหน็ ช้ากว่าจะได้มารว่ มห้อง
จะเปน็ ความอกิ ก็ตามแตท่ ำนอง จจะึงใฟหมู ้ลฟูกักอรปุเบั หมนมา้อืองนมเามรื่อว่ อมยเรู่ในอื นกลางเถอื่ น
จะเป็นตายงา่ ยยากไมย่ ากรัก
ขอโทษที่พ่ีผดิ อยา่ บิดเบือน เจจะา้ คเพุมโือ่ กนรเธสคนุมหแาคจน้ งอไปาถลึยังไหนคำถามเชิงวาทศลิ ป์ กรุณารส
พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ
ความรักพย่ี งั รักระงมใจ นาฏการอปยระ่าตคัดอไงมยตกรขตี อรงึงสใำหค้ตญั รอมม่ันตหามยาย
วา่ พลางทางแอบเข้าแนบอก
}เจนา้ าเมนนอ้ื ัยท๏ิพหใจยนบิ ้อชงน่ื มอิใาหรห้ มมณอช์ งาอยารมณห์ มอ่ ม
ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา ฯ ศฤงคารรส
ไม่ตดั ใจใหต้ รอมเสนหา
ถ้าตัดรักหักใจแลว้ ไม่มา หมอ่ มอยา่ วา่ เลยว่าฉันไม่คนื คิด
นอ้ งนี้กลัวบาปทบั เม่อื ดับจติ ความเชอื่ เรอ่ื งเวรกกรม
ค่านิยมของผหู้ ญงิ ท่ีต้องมสี ามีคนเดียวถหงึญตงิ วั เไดปยี ใวจชยางั ยนคบั รออยงูว่เปา่ ผ็นัวสองมิตร นาฏการทหถเขา้นนี ามา้ห้ีฉปิดดุนลำไา้ ออเิดปจหุปุปเเะสมมหมดียาือามำในือเหปหน้เ็นปนลนลึง่งทท้ำ้ือหาะงมไเมลมนิึกล่ตอหึกาปุ มมลอ้ ใักจไษหณม์้
คราวน้ันเม่อื ตามไปกลางป่า อปุ มา
ชนะความงามหน้าดงั เทียนชยั
เจา้ พลายงามตามรับเอากลับมา
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จเอะาพคาวแามมต่ผกดิ ลคึกิดใหหกั ้จใำหตเ้ าหยอื ดสหัมาผยสั เสนียางฏพกยาัญร ชนะและสมั ผัสเสยี งสระ
สัมผสั เสียงพยัญชนะและสัมผัสเสยี งสระมถ้าิใชรกั่หนน้อุ่มงดปอ้อกงอปยิด่าใกหล้มมุ้ ิดกอำาเรยิบรัก ฉนั กลับกลายแลว้ หม่อมจงฟาดฟัน
ไปเพ็ดทลู เสียใหท้ ลู กระหม่อมแจง้ น้องจะแตง่ บายศรีไว้เชิญขวัญ
ไมพ่ ักวอนดอกจะนอนอย่ดู ว้ ยกัน อุปมาดไมงั เ่เชอน่ากนฤน้ั ชฉแนั กไรมะ่เลกยรีดจะในเคอยกตผัวัว ฯ
ความเชือ่ เรส่อืมั งผเสัวรเสกยีกงรเพกมยรัญงผชดินคะ๏ิดบนาจิ ปจจาึงใหจเลจาา้ บจกะลใหวั ้พเ่ี จบ็ จิตร พี่น้ีช่ัวเพราะหมิน่ ประมาทความ
อ่ืนไกลไหนพี่จะละเลา่ นเ่ี จา้ ว่าดอกจะยั้งไว้ฟงั ห้าม
เสียแรงมาว่าวอนจงผอ่ นตาม อยา่ หวงหา้ มเสนหาใหช้ า้ วนั
สมั ผสั เสียงพยัญชนะ ว่าพลางคลึงเคลา้ เข้าแนบขา้ ง จบู พลางทางปลอบประโลมขวัญ
และสมั ผสั เสยี งสระ กา่ ยกอดสอดเกีย่ วพัลวัน วนั ทองกน้ั กีดไว้ไม่ตามใจ
เบอื นบิดแบง่ รักหารว่ มไม่
พลกิ ผลกั ชกั ชวนให้ช่นื ชิด
สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตรลบลอย
สทั พจนบแอ์ มสันนลดงคีาภลร่เู้นืคฝคง้าครเคาั่นทลส้าพินไก่ันมะกใ้ ปน้อไรงพิบจรกินชะตฏั ปภราจพอินยดตา้ภนาเพสดยี ้างนภาพพไนม้ำรเ่ฟมบพ้าิกหรบา้อาตยน้อทกง้อา้ ดงนอฟกกา้ลไนัดมภเ้ไกมาสล่ รยั สรค้อำยไวพจน์
} กระเซน็ รอบขอบสระสมุทไท ใหบวไิวมใแ้จหแล้งแ้วกกร็ห่งลเกบั รกยี บั บเตรยีะรงนุบอรอ่นนฯสัทพจน์
สัมผสั เสยี งพยญั ชนะ ๏ คร้นั เวลาดกึ กำดัดสงดั เงียบ
และสมั ผสั เสียงสระ ดพเุรหะวพา่ าเรย้าโชเสยยี เสงสาำวเรนสยี ขงจกา้อยงจรจนิ ตภาพดา้ นเสยี งพระรฆะังจฆนั อ้ ทงรขแาจนม่ แแขจง่ ้งใกนรวะังจห่าลงวดงวง
ความเชอ่ื เรอ่ื งความฝัน วนั ทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ รง่วงระงับสูภ่ วังค์
ฝันวา่ พลัดไปในไพรเถือ่ น เล่อื นเปอ้ื นไม่รู้ที่จะกลบั หลัง
ลดเล้ยี วเทย่ี งหลงในดงรัง ยังมพี ยัคฆรา้ ยมาราวี
๓๕
นาฏการ ทัง้ สองมองหมอบอย่รู มิ ทาง พอนางดั้นป่ามาถงึ ท่ี
โดดตะครบุ คาดคั้นในทันที แล้วฉุดครา่ พารี่ไปในไพร
ส้นิ ฝนั ครน้ั ตืน่ ตกประหม่า }หวีดผวากอดผัวสะอ้นื ไห้ ศฤงคารรสและอพั ภตู รส
เล่าความบอกผวั ด้วยกลัวภยั
ใตเ้ ตยี งเสียงหนูก็กกุ กก สทั พจน์ ประหลาดใจน้องฝันพรัน่ อรุ า
ยง่ิ หวาดหวัน่ พรัน่ ตัวกลัวมรณา แมลงมมุ ทุ่มอกที่ริมฝา
ดงั วิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย
๏ ครานั้นขนุ แผนแสนสนิท
สมั ผสั เสียงพยัญชนะ อปุ มา ฯ ศฤงคารรส
}และสมั ผสั เสียงสระ
ฝฟนังั ครา้วยามสตาหามัสนตมิดั ตติ ำกรใ็ จาหคาวยามเช่อื เร่อื งความฝัน
ความเชอื่ เรื่องโหราศาสตร์ ครง้ั นนี้ า่ จะมีอนั ตราย
พเิ คราะหด์ ูทงั้ ยามอัฐกาล กบ็ นั ดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา
สมั ผสั เสยี งพยัญชนะ มจึงริ แู้ทก่จี ละ้งแเถพลทงบุ แาจยง้ ทกำจิ นจาายไคปวามเชื่อเรือ่ งความฝนั ฝกันอดอเยมา่ ยี งเนม้ีมินิใหชน่จะ้านเกำ้ ดิ ตเาขกญ็ ระเด็น
และสมั ผสั เสียงสระ
เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เปน็ เนอื้ เย็นอยู่กับผัวอยา่ กลวั ทุกข์
พรุ่งนีพ้ ่จี ะแก้เสนยี ดฝัน แลว้ ทำม่ิงสิ่งขวญั ให้เปน็ สุข
มิให้เกดิ ร๏าคคกี รล้ันยี วคุ ่าร่งุ สางสวา่ งฟา้ บคุ ลาธิษฐานอสรุยิยา่ เาปแน็ยท้มเุกยขีย่ เ์ มลเยหเจล้าย่ี จมงไเศบลาใสจัมฯผสั เสียงพยญั ชนะ
จะกล่าวถึงพระองคผ์ ทู้ รงชยั จนิ ตภาพด้านแสง เนาในพระทนี่ ั่งบลั ลังก์รัตน์ และสมั ผสั เสยี งสระ
พร้อมดว้ ยพระกำนลั นักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแนน่ ขนัด
ประจำตงั้ เครื่องอานอยู่งานพัด ทรงเคืองขัดขุนชา้ งแต่กลางคืน พโิ รธวาทัง
แสนถอ่ ยใครจะถ่อยเหมอื นมันบา้ ง ทุกอย่างทจี่ ะชัว่ อา้ ยหวั ลน่ื
เวียนแต่เปน็ ถอ้ ยความไมข่ ้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา
ดคำรราิพวนล้นัางฟทอ้ างงกเสันดด็จ้วยยาวตันรทนาอาคงฏำกราารชศพั ท์ นีม่ นั ฟ้องใครอิกไอ้ชาติข้า
สมั ผสั เสียงพยญั ชนะ พระสูตรรูดกรา่ งกระจ่างองค์ ออกมาพระที่นัง่ จักรพรรดิ
และสมั ผสั เสียงสระ ทงั้ หน้าหลังเบียดเสียดเยียดยัด ขนุ นางกราบราบลงเปน็ ขนัด
คำราชศัพท์ ทอดพระเนตรมาเหน็ ขนุ ช้างเฝา้
พระหมนื่ ศรีถวายพลันในทนั ใด หมอบอัดถัดกันเป็นหล่ันไป
เรอับอไใวค้ครลเี่ทอาอฟด้อพงรมะนัเนไปตรไวพไ้ ลหนั นคำราชศพั ท์
คำถามเชิงวาทศิลป์ พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคืองขุ่นหุนหัน พิโรธวาทงั
มนั เคย่ี วเข็ญทำเป็นอย่างไรกัน อีวนั ทองคนเดยี วไม่ร้แู ล้ว
ฤๅอวี ันทองนัน้ มันมีแก้ว
ราวกบั ไม่มหี ญิงเฝา้ ชงิ กนั
รปู อา้ ยชา้ งช่ัวชา้ ตาแบง้ แบว }ไม่เห็นแววท่วี า่ มนั จะรัก พีภัตสรส
ใครจะเอาเป็นผัวเขากลวั อาย
หวั หดู เู หมือนควายท่ตี กปลกั
คราวนน้ั เปน็ ความกูถามซัก นาฏการไตยกแหลน่นกั มอายอกู่ ยบั กู่ เบั ถอ้า้าศยรชปี ้ารงะนจนั่ัน
วันทองกสู ใิ ห้กบั ไอแ้ ผน
จมน่ื ศรีไปเอาตัวมนั มาพลนั ทัง้ วนั ทองขุนแผนอ้ายหม่นื ไวย ฯ
นาฏการตถอำรยวหจลใังนอวองิ่ นกตามะฏบากไึงามมร่ชา้าถไงึ ดพ้ ลัน
หนึ่งในหนว่ ยงานระบบการปกครอง ๏ ฝ่ายพระหมน่ื ศรไี ดร้ ับส่ัง
ทีเ่ รยี กว่า จตสุ ดมภ์ ส่งั เวรกรมวงั ในทันใด
ข้ึนไปบนเรือนพระหม่ืนไวย แจง้ ขอ้ รบั สัง่ ไปขมีขมนั
ขนุ ช้างฟ้องร้องฎกี าพระทรงธรรม์ ใหห้ าทง้ั สามท่ันนั้นเขา้ ไป ฯ
๓๖
๏ ครานนั้ วันทองเจา้ พลายงาม ไดฟ้ งั ความคร้ามคร่ันหวัน่ ไหว สมั ผสั เสยี งพยัญชนะ
ขนุ แผนเรยี กวนั ทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจงึ เสกด้วยเวทมนตร์ และสมั ผสั เสียงสระ
ความเชอื่ เรื่องไสยสาสตร์ สขี ผ้ี ึ้งสีปากกินหมากเวท ซ่งึ วเิ ศษสารพัดแก้ขัดสน สมั ผสั เสียงพยัญชนะ
นำ้ มนั พรายน้ำมันจนั ทน์สรรเสกปน เคยคมุ้ ขังบงั ตนแต่ไรมา และสมั ผสั เสยี งสระ
สัมผสั เสียงพยัญชนะ แล้วทำผงอทิ ธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเหน็ คนทักรักทุกหน้า
และสมั ผสั เสยี งสระ เสกกระแจะจวงจนั ทน์นำ้ มันทา
นาฏการ๏ ครานัน้ ทองประศรผี ู้มารดา เสรจ็ แลว้ กพ็ าวนั ทองไป ฯ
เดก็ เอ๋ยวงิ่ ตามมาไวไว
ครั้นได้แจ้งกจิ จาไมน่ ิง่ ได้
ลงบันไดงนั งกตกนอกชาน
พลายชมุ พลกอดกน้ ทองประศรี กมู ิใช่ชา้ งขี่ดอกลูกหลาน
ลคกุรัน้ขถึ้นงึโขยยง้ั อ่งโยกปู่ ้งรโะคต้งควู งัลานสแมั ลผะสั สเมัสผียสังพเสยยี ญั งสชรนะะ
ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
ผรู้ ับส่ังเร่งรุดไมห่ ยดุ ได้
ขนุ แผนวนั ทองพระหม่ืนไวย เขา้ ไปเฝา้ องค์พระภูมี ฯ
๏ ครานน้ั พระองคผ์ ้ทู รงเดช พปิน่ระปปกั รอนาปุ คั นมเีเารหศมเรือือนงลศูกรใี นอุทร
เห็นสามราเข้ามาอญั ชลี
ดว้ ยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ เผอิญคิดรักใคร่พระทยั อ่อน
ตรสั ถามอยา่ งความราษฎร ฮ้าเฮย้ ดกู ่อนอีวันทอง
เมือ่ มึงกลบั มาแตป่ ่าใหญ่ กูสิให้ไอแ้ ผนประสมสอง
ครนั้ กูขัดใจใหจ้ ำจอง ตวั ของมึงไปอย่แู หง่ ไร
ทำไมไม่อยกู่ บั อ้ายแผน แล่นไปอยู่กบั อ้ายชา้ งใหม่
เดิมมงึ รักอ้ายแผนแล่นตามไป คำพ้องเสียงคเกรดิ ้นั รยงั กเกใหียจส้ เิเกตล้นียกดลใับจเดลว้น่ ยตชัวังหัว
อยู่กบั อา้ ยช้างไม่อยู่ได้
ดูยกั ใหมย่๏้ายคเรกา่านเั้นฝ้าวเนั ปทลอ่ยี งนไตดวัร้ บัสัมสผ่งั สั เสียงพยญั ชลตนะกะลว่า้าชลัว่ะแลลงั ปว้ มระงึ ไนมม่ไกย้มดเี กฯศี
คำราชศพั ท์ หัวสยองพองพร่นั ทันที ทลู คดีพระองคผ์ ทู้ รงธรรม์
ขอเดชะละอองธุลบี าท องคห์ รริ กั ษ์ราชรังสรรค์
เม่ือกระหม่อมฉันมาแต่อารญั คร้งั น้ันโปรดประทานขนุ แผนไป
คร้นั อย่มู าขนุ แผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมที ้องนน้ั เติบใหญ่
อยูท่ เี่ คหาหน้าวดั ตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ บรรยายโวหาร
สมั ผสั เสยี งพยญั ชนะ มรี ับสง่ั โปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉนั ไม่ไปกห็ ักหาญ
และสมั ผสั เสียงสระ ยอื้ ยุดฉดุ ครา่ ทำสามานย์
เพอื่ นบ้านจะช่วยก็สดุ คิด
สัมผสั เสียงพยัญชนะ ด้วยขนุ ชา้ งอา้ งว่ารบั สัง่ ให้ ใครจะขดั ขนื ไว้ก็กลัวผดิ
จนใจจะมิไปก็สดุ ฤทธิ ชีวิตอยู่ใตพ้ ระบาทา ฯ
๏ ครานน้ั พระองค์ผทู้ รงภพ ฟังจบกรวิ้ ขุนชา้ งเปน็ หนักหนา
มพี ระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบ้าเย่อหย่งิ อ้ายลงิ โลน
ตกว่ากูหาเป็นเจ้าชวี ิตไม่ มเทึง่ียถวือทใจำวโจา่ รเปใจ็นคเจะา้นสทอมั ี่โงผรจสังอเโสขงยี หนงอสรงะครนั รุทรรส
เปน็ ไม่มีอาญาสิทธคิ ิดดงึ โดน
เลย้ี งมึงไม่ได้อา้ ยใจรา้ ย ชอบแต่เฆยี่ นสองหวายตลอดสนั
๓๗
แล้วกลับความถามขา้ งวันทองพลนั เออเม่ือมันฉุดคร่าพามงึ ไป
ก็ชา้ นานประมาณได้สิบแปดปี ครั้งน้ที ำไมมงึ จึงมาได้
นี่มงึ หนมี นั มาฤๅวา่ ไร ฤๅวา่ ใครไปรบั เอามึงมา ฯ
๏ วันทองฟงั ถามให้ครา้ มครัน่ บังคมคัลประนมก้มเกศา
ขอเดชะพระองคท์ รงศักดา พระอาญาเป็นพน้ ล้นเกล้าไป
ครง้ั นีจ้ ม่ืนไวยนัน้ ไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลบั คนื มาได้ บรรยายโวหาร
ขุนแผนกม็ ิได้ประเวณี
มิใช่ย้อนยอกทำนอกใจ
การเกรงกลัวตอ่ อำนาจของกษัตรยิ ์ขแตอพม่ ารนะอนั้ งเวคลจ์ างสทักรสงพองรยะาปมรานี ขนุ ชา้ งจงึ หาความวา่ หลบหนี
ชวี ีอยู่ใตพ้ ระบาทา ฯ
๏ ครานัน้ พระองคผ์ ู้ทรงเดช ฟังเหตุขุน่ เคอื งเปน็ หนักหนา
อ้ายหมื่นไวยทำใจอหงั การ์ ตกว่าบ้านเมืองไมม่ ีนาย รุทรรส
จึงทำตามน้ำใจเอางา่ ยงา่ ย
จถะา้ ฉปวรยกึ เษกาดิ ตฆร่าานฟสาันฏินกกใหาันร้ไลมม้ ไ่ ตดา้ ย
อนั ตรายไพรเ่ มืองก็เคืองกู
อีวนั ทองกูให้ไอ้แผนไป อ้ายชา้ งบังอาจใจทำจลู่ ู่
ฉชดุอบมนนัตาฏบขกึน้ใหาชร้ส้าลงอบา้ ลงงถกงึ บั กทู ่ี ตะคอกขูอ่ วี นั ทองใหต้ กใจ
เฆ่ียนตเี สียใหย้ ับไม่นับได้
มะพรา้ วห้าวยดั ปากใหส้ าใจ อ้ายหมืน่ ไวยกโ็ ทษถึงฉกรรจ์
สมั ผสั เสียงสระ มงึ ถือว่าอีวันทองเป็นแมต่ ัว ไมเ่ กรงกลัวเวโ้ ว้ทำโมหันธ์
มไปอนั ปุรเบัหมาไมยอื ไนมว่ไปัวเใคนยกขลาามงา้วเนั คยขี่
อา้ ยแผนพ่อนัน้ กเ็ ปน็ ใจ บทบาทของกษตั รยิ ต์ อ่ ประชาชน
ถงึ บอกกูวา่ ดหี าเช่ือไม่
อ้ายช้างมันกฟ็ ้องเป็นสองนยั วา่ อา้ ยไวยลกั แม่ใหบ้ ิดา
เปน็ ราคขี ้อผดิ มีตดิ ตัว หมองมัวมลทนิ อย่หู นักหนา
สะท้อนสภาพสังคมด้านกฎหมายอถา้ยั อกา้ายรไศวายลอโยรงากกม็จีอะยใคู่ ร่ไดแ้ ม่มา ชวนพอ่ ฟ้องหาเอาเป็นไร
ฤๅว่ากูตัดสินให้ไม่ได้
ปญั หาทัง้ หมดทเ่ี กดิ ขน้ึ เป็น ชอบทวนดว้ ยลวดใหป้ วดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้
จอมำีวันจนั เกะทตดิ อเัดงหรตตาวั ุทกมใั้งอันหนปุ เญ้กีหม็เ่ใามพหือร้หนาลระน่าหกพญแรงิอกู ปุ้วลกั ษณ์ ใจหงึ หล้ ูกึงหดวองกชด่วกงอชยงิ ยแู่ ุ่งตย่กง่ิ ง่ิ อเดยียู่ วสแัมลผะสั สเมัสผียสังพเสยียัญงสชรนะะ
เพราะนางวนั ทอง
ถา้ ตดั โคนขาดแลว้ กใ็ บเหย่ี ว
ใครจะควรสสู่ มอยู่กลมเกลียว ใหเ้ ด็ดเดี่ยวรกู้ นั แตว่ นั นี้
เฮย้ อวี ันทองว่ากะไร มงึ ตงั้ ใจปลดปลงให้ตรงท่ี
อยา่ พะวงั กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผวั สองกตู ้องแคน้
ถา้ รักใหม่ก็ไปอยู่กบั อ้ายชา้ ง ถา้ รักเก่าเขา้ ข้างอา้ ยขนุ แผน
อยา่ เวียนวนไปใหค้ นมนั หมน่ิ แคลน }ถา้ แมน้ มึงรกั ไหนใหว้ ่ามา ฯ สมั ผสั เสียงพยัญชนะ
ภยานกรส
๏ ครานั้นวันทองฟังรบั ส่ัง ให้ละล้าละลงั เปน็ หนักหนา
ขุนช้างแลดตู ายักคว้ิ ลน
ครัน้ จะทลู กลัวพระราชอาชญา
สัมผสั เสียงพยญั ชนะ พระหมนื่ ไวยใช้ใบ้ให้แมว่ ่า บยุ้ ปากตรงบิดาเป็นหลายหน
และสมั ผสั เสยี งสระ วนั ทองหมองจติ รคดิ เวยี นวน
เป็นจนใจนง่ิ อยู่ไมท่ ลู ไป ฯ
๓๘
๏ ครานนั้ พระองค์ทรงธรณนิ ทร์ หาไดย้ นิ วนั ทองทลู ขน้ึ ไม่
พระตรัสความถามซักไปทนั ใด ฤๅมงึ ไม่รกั ใครให้ว่ามา
จะรกั ชชู้ งั ผัวมึงกลวั อาย จะอยูด่ ว้ ยลกู ชายก็ไมว่ า่
ตามใจกูจะใหด้ งั วาจา แตน่ ี้เบื้องหนา้ ขาดเด็ดไป ฯ
๏ นางวนั ทองรับพระราชโองการ ใหบ้ นั ดาลบังจติ รหาคดิ ไม่
อกศุ ลดลมัวให้ชั่วใจ อปุ มาดดงั้วตยวัสติน้ กในพอราะยสทุุเม่ีเกรภุดิ ผูมาา
สัมผสั เสียงพยัญชนะ คดิ คะนึงตะลงึ ตะลานอก
และสมั ผสั เสยี งสระ ให้อธุ จั อัดอนั้ ตนั อุรา
เกรงผิดภายหน้ากส็ ุดคดิ
ศฤงคารรสรจกัะพว่า่อรลักูกขหุนว่ ชงา้ ดงงัอกดุปะวมไงารชไดีวติ้ ที่จริงใจมไิ ด้รกั แต่สักหนิด
แม้นทูลผิดจะพโิ รธไมโ่ ปรดปราน
อย่าเลยจะทลู เป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกใหแ้ ตกฉาน
คิดแล้วเท่านั้นมิทันนาน นางก้มกรานแล้วก็ทูลไปฉับพลนั
ศฤงคารรส } ความรกั ขุนแผนกแ็ สนรกั ดว้ ยร่วมยากมานกั ไม่เดียดฉนั ท์
ความรสู้ กึ ท่ีมตี อ่ ขนุ แผน สลู้ ำบากบุกป่ามาดว้ ยกัน สารพนั อดออมถนอมใจ สัมผสั เสียงพยญั ชนะ
} ขุนช้างแตอ่ ยู่ด้วยกนั มา คขา้ำไหทนใักชห้สาอไยดเว้หา่ มใือหน้เคขือองงไตมอัวแ่ ปุ ลมะาสมั ผสั เสียงสระ
ความรสู้ ึกท่มี ีตอ่ ขนุ ชา้ ง } เงินทองกองไวม้ ิให้ใคร
}
ศฤงคารรส จมื่นไวยเล่ากเ็ ลอื ดทีใ่ นอก ก็หยิบยกรกั เท่ากันกับผัว
ความรสู้ กึ ทมี่ ีต่อพลายงาม ทูลพลางตัวนางระเร่ิมรัว ฟควงั าจมบกแลคัว้นพคร่ังะดองอั าเุปพญมลาางิเปไห็นมพ้ น้ ไป ฯ
เอหุปมมือานดนิ๏ปครระาสนิวนั้ ปพลรวิ ะตอดิ งกคับ์ผเูท้ปรลงวภไฟพ ดดู ู๋เปน็ ได้อวี นั ทองสมั ผสั เสียงวรรณยกุ ต์
พโิ รธวาทัง
จะวา่ รักขา้ งไหนไมว่ ่าได้ อุปมานยิ่ง้ำกใจวจา่ ทะปอ้ รงะทดะงัเลเขอา้ ันทล้ังำ้ สลอกึ ง
ออกนั่นเขา้ น่ีมีสำรอง
อุปมาเจหอมกือแนหมนหแาพสเมสุทาสรำสเดุ ภซาึง้ ใซหึกญ่ จะทอดถมเท่าไรไมร่ ้สู ึก อธิพจน์
น้ำลกึ เหลอื จะหยั่งกระท่ังดิน
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม อปุ มาใดกจ็จงั ไเ่อมพม่ซชจ่ือรมสนสมิลูญศเกักหดิ ดาขยิเท้ึนไป่าในเหสอม้นาดผจสมมน้ิอปุ มา
คุณธรรมสอนใหร้ ู้วา่ รปู ลักษณ์ อแี สนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ
ภายนอกไม่อาจบ่งบกถึงจิตใจ รูปงามนามเพราะนอ้ ยไปฤๅ
มแตึงนใ่ จี่ถส่อัตยวย์มิ่งันกยว่าองั ถมปุ ่อมที าย่นี อิยีทมา้ ยเมอื ง สมาคมก็แตถ่ งึ ฤดูมัน
ทซ่ี อื่ ตรงเท่ากบั เสน้ ผม เลวยิง่ จะเอาเรื่องไม่ได้สกั สงิ่ สรรพ์
กว่าสตั วเ์ พราะสตั วย์ ังมฤี ดผู สมพนั ธ์ุ สักรอ้ ยพันใหม้ งึ ไมถ่ ึงใจ อุปมา
คณุ ธรรมสอนใหร้ ู้จกั พอดลี ะโมบมากตัณหาตาเป็นมัน หาตามตอมกันเกรียวเหมอื นมงึ ไม่
ว่าหญงิ ช่ัวผวั ยงั คราวละคนเดียว
หนกั แผน่ ดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมงึ อยา่ นับวา่ มารดา คา่ นยิ มวา่ ผหู้ ญงิ ต้องมี
สามคี นเดียว
กเู ล้ียงมึงถึงใหเ้ ป็นหวั หมน่ื คนอ่ืนรวู้ ่าแม่ก็ขายหนา้
อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา กจู ะหาเมียใหอ้ ย่าอาลยั
หญิงกาลกิณอี แี พศยา มันไมน่ ่าเชยชดิ พิสมัย
ทรี่ ูปรวยสวยสมมถี มไป มไปงึ ฟตัดันนใฟาจฏาเสกดายีเสรเถยี ดิใหอ้มีคันนเนป้ี น็ ผี รุทรรส
อเรกง่ เเอรา็วนขเหาวฏวากยนาพผร่ารอะยยา่ายปมรรานาชี อย่าใหม้ ีโลหิตตดิ ดินกู
เอาใบตองรองไว้ให้หมากนิ ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่
สง่ั เสรจ็ เสด็จสู่ปราสาทชยั ฯ สมั ผสั เสยี งพยัญชนะ
ฟนั ใหห้ ญิงชายทั้งหลายดู
และสมั ผสั เสยี งสระ
๓๙
ถอดคำประพนั ธ์ (ขนุ ชา้ งขนุ แผน ตอนขนุ ชา้ งถวายฎีกา)
จะกลา่ วถึงโฉมเจา้ พลายงาม เมื่อเปน็ ความชนะขุนช้างนน่ั
กลบั มาอยู่บา้ นสำราญครัน เกษมสนั ตส์ องสมภิรมย์ยวน
พร้อมญาติขาดอยู่แตม่ ารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน
โอ้ว่าแมว่ นั ทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคียงค่กู บั ขนุ ชา้ ง
เออนเ่ี น้ือเคราะห์กรรมนำมาผดิ น่าอายมติ รหมองใจไมห่ ายหมาง
ฝ่ายพอ่ มบี ุญเปน็ ขนุ นาง แต่แมไ่ ปแนบข้างคนจงั ไร
ถอดความได้วา่
เมื่อพลายงามชนะความขุนช้าง ก็ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างสุขสบาย ขาดก็แต่มารดา พลายงามคิดว่า
แม่วนั ทองไม่ควรอยู่กับขุนช้าง อาจจะเปน็ เคราะห์กรรมของแมว่ ันทองถึงต้องมาอับอายแบบน้ี พ่อก็เป็นถึงขุน
นาง แตแ่ ม่กลับไปอยกู่ ับคนจญั ไร
รูปร่างวิปริตผดิ กว่าคน ทรพลอปั รีย์ไม่ดไี ด้
ทง้ั ใจคอชัว่ โฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรกั ใคร่ไดเ้ ปน็ ดี
วันน้ันแพก้ ูเมื่อดำน้ำ กก็ ริว้ ซำ้ จะฆ่าให้เป็นผี
แสนแคน้ ดว้ ยมารดายังปรานี ใหไ้ ปขอชวี ขี นุ ชา้ งไว้
แค้นแม่จำจะแก้ใหห้ ายแค้น ไมท่ ดแทนอ้ายขนุ ชา้ งบ้างไม่ได้
หมายจติ คดิ จะใหม้ นั บรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะหม์ ันดี
ถอดความได้ว่า
รูปร่างน่าเกลียด ใจคอโหดเหี้ยม ไม่รู้ว่าแม่วันทองไปรักขุนช้างได้อย่างไร เท้าความถึงตอนที่ขุนช้าง
ดำน้ำเพือ่ พิสจู นโ์ ทษเม่ือเป็นคดกี ับตน พลายงามโกรธมากและจะฆา่ ขุนช้างใหต้ าย แต่มารดาห้ามและขอชีวติ ไว้
อยา่ เลยจะรับแม่กลบั มา ให้อยูด่ ว้ ยบิดาเกษมศรี
พรากให้พน้ คนอบุ าทว์ชาติอปั รีย์ ยิง่ คิดกย็ ่งิ มคี วามโกรธา
อดั อึดฮดึ ฮดั ด้วยขัดใจ เมอ่ื ไรตะวนั จะลบั หลา้
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสรุ ยิ าเลีย้ วลับเมรไุ กร
เงยี บสัตว์จตั ุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจา่ งไข
นำ้ ค้างตกกระเซน็ เย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไมพ่ ูดจา
ถอดความไดว้ ่า
พลายงามแคน้ ขุนชา้ งมาก จะต้องหาทางแก้แคน้ ขนุ ช้างให้ได้ ใจก็อยากให้ขนุ ช้างตาย แต่ขุนชา้ งดวงดี
ไม่เป็นดังที่ตนหวังไว้ ก็เลยจะรับแม่(นางวันทอง)ให้มาอยู่บ้านกับพ่อ (ขุนแผน) จะพาแม่หนีให้พ้นจากขุนข้าง
คนชั่วช้าใจทราม ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ กระวนกระวายว่าเมื่อไรจะค่ำที่จะได้ไปรับแม่กลับบ้าน จนตะวันลับ
ขอบฟ้า ไม่มีแม้แต่เสียงเท้าสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง ในตอนมืดอากาศเริ่มเย็นมีน้ำค้าง
เงยี บสงดั ไมม่ แี ม้แต่เสียงคนพดู
ได้ยนิ เสียงฆอ้ งยำ่ ประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ยำ่ ยามได้สามครา ดูเวลาปลอดหว่ งทกั ทิน
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จนั ทรก์ ระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จงึ เซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขม้ินว่านยาเขา้ ทาตวั
ลงยนั ตร์ าชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลขึน้ ใส่หัว
เป่ามนตร์เบื้องบนชอมุ่ มัว พรายย่ัวยวนใจใหไ้ คลคลา
๔๐
ถอดความไดว้ า่
เสียงฆ้องตีบอกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยินถึงบ้าน นับได้เป็นเวลาตีสาม เป็นเวลาที่จะได้
ปลดปล่อยความชั่วร้าย เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวและดวงจันทร์สว่างไม่มีเมฆบดบัง จึงได้นำเหล้าและ
อาหารไปเซ่นให้ผีพรายกิน เอาขม้นิ มาทาตามตัว ลงยันตท์ ่อี กและเอาส่ิงมงคลมาใส่หวั เป่ามนตรค์ าถา เพ่ือให้
หลงมนตรท์ ่เี ป่าลงไป
จบั ดาบเคยปราบณรงค์รบ เสรจ็ ครบบรกิ รรมพระคาถา
ลงจากเรอื นไปมไิ ดช้ า้ รบี มาถงึ บา้ นขนุ ชา้ งพลัน
เหน็ คนนอนล้อมออ้ มเป็นวง ประตลู ั่นมั่นคงขอบรวั้ กนั้
กองไฟสวา่ งดังกลางวัน หมายสำคญั ตรงมาหนา้ ประตู
จงึ ร่ายมนตรามหาสะกด เส่อื มหมดอาถรรพณ์ท่ฝี ังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวงิ่ พรู คนผใู้ นบ้านกซ็ านเซอะ
ถอดความได้วา่
นำดาบท่เี คยรบมาร่ายมนตรเ์ สกคาถา และลงจากเรอื นรีบไปบ้านขุนชา้ ง เม่ือมาถึงก็เห็นคนนอนหลับ
กันหมด ประตปู ิดสนิท มกี องไฟสว่างอยู่หน้าบา้ น พลายงามรบี มาทห่ี น้าประตู ร่ายมนตร์สะกดพวกผพี รายของ
ขุนชา้ ง ผคู้ นในบ้านต่างงว่ งหลับด้วยมนตร์ของพลายงาม
ทัง้ ชายหญงิ งว่ งงมล้มหลบั นอนทับคว่ำหงายกา่ ยกันเปรอะ
จีป่ ลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไมส่ มประดี
ใช้พรายถอดกลอนถอนล่มิ รอยทมิ่ ถอดหลุดไปจากที่
ยา่ งเทา้ ก้าวไปในทันที มิไดม้ ีใครทกั แตส่ ักคน
มแี ตห่ ลับเพอ้ มะเมอฝนั ทงั้ ไฟกองปอ้ งกันทกุ แห่งหน
ผคู้ นเงียบสำเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรอื นเจ้าขุนช้าง
ถอดความได้วา่
ผู้คนในบ้านต่างก็ง่วงหลับด้วยมนต์ของพลายงาม นอนทับกันไปมา พลายงามจึงใช้ให้พรายไปถอด
กลอนประตู และก้าวเข้าไปถึงเรอื นของขุนชา้ ง
จุดเทยี นสะกดขา้ วสารปราย ภูตพรายโดดเรอื นสะเทอื นผาง
สะเดาะดาลบานเปดิ หนา้ ต่างกาง ยา่ งเท้ากา้ วขนึ้ ร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบปุ ผชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิง่ ไสว
เรณฟู รู ่อนขจรใจ ยา่ งเท้ากา้ วไปไม่โครมคราม
ข้าไทนอนหลบั ลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนล่นั ถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลบั วบั แวมวาม อร่ามแสงโคมแกว้ แววจับตา
ถอดความได้ว่า
พลายงามจุดเทียนร่ายมนต์สะกด โปรยข้าวสารเสกใส่ทำให้ภูตพรายหนีกันอลหม่าน จึงสะเดาะ
กลอนประตเู ขา้ ไปถงึ สามชนั้ บานหน้าตา่ ง เขา้ ไปขา้ งในห้อง และได้กลิ่นหอมของดอกไม้ทีห่ อมหวนอบอวลไป
ทั่วห้อง แล้วก้าวเข้าไปอย่างเงียบๆ พวกข้ารับใช้กำลังนอนหลับ พลายงามจึงใช้มนตร์สะเดาะกลอนประตูเข้า
มาภายในถึง ๓ ชั้น
๔๑
มา่ นมู่ลี่มีฉากประจำกนั้ อัฒจันทร์เครื่องแกว้ กห็ นกั หนา
ชมพลางยา่ งเยือ้ งชำเลอื งมา เปิดมงุ้ เห็นหน้าแมว่ ันทอง
นิ่งนอนอย่บู นเตยี งเคยี งขุนช้าง มนั แนบข้างกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพังพอง ขยบั จอ้ งดาบง่าอยากฆา่ ฟนั
จะใครถีบขนุ ชา้ งทกี่ ลางตวั นกึ กลัวจะถูกแมว่ นั ทองน่นั
พลางนง่ั ลงนอบนบอภวิ นั ทน์ สะอ้นื อัน้ อกแคน้ น้ำตาคลอ
ถอดความไดว้ า่
เมื่อเข้าไปถึงในห้องมีทัง้ กระจกฉาก และม่านมู่ลีท่ ีก่ ั้นอยู่ เมื่อพลายงามเดินมาถึง พลายงามจึงเปิดมุ้ง
และเหน็ ขุนชา้ งนอนกอดแม่วันทองอยู่ จึงเจบ็ ใจจนอยากจะชกั ดาบมาฆ่ามนั คิดจะถบี ขุนชา้ งกก็ ลัวจะถกู แม่วัน
ทอง พลายงามจึงน่งั ลงและยกมอื ไหว้ สะอ้ืนน้ำตาคลอ
โอแ้ ม่เจา้ ประคุณของลูกเอย๋ ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพอ่
เวรกรรมนำไปไมร่ งั้ รอ มิพอทีจ่ ะต้องพรากกจ็ ากมา
มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อา้ ยหัวใสขม่ เหงไมเ่ กรงหนา้
ทที่ ำแค้นกจู ะแทนใหท้ นั ตา ขอษมาแมแ่ ล้วก็ขบั พราย
เปา่ ลงด้วยพระเวทวทิ ยา มารดากฟ็ ้ืนตน่ื โดยง่าย
ดาบใสฝ่ ักไว้ไม่เคล่อื นคลาย วนั ทองร้สู กึ กายกล็ มื ตา
ถอดความไดว้ า่
พลายงามรำพันว่านางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ทำให้ต้อง
แยกกัน พรายงามไดแ้ ม่แล้วขอขมาไลพ่ ราย พรอ้ มทั้งเป่ามนตใ์ หแ้ มว่ นั ทองต่นื ขนึ้ มา
ครานั้นจึงโฉมเจา้ วนั ทอง ต้องมนตร์มัวหมองเป็นหนักหนา
ตืน่ พลางทางชำเลืองนยั น์ตามา เห็นลกู ยานนั้ ยนื อย่รู มิ เตยี ง
สำคัญคิดว่าผ้รู า้ ยให้นกึ กลัว กอดผวั รอ้ งดนั จนสิน้ เสียง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหม่นื ไวยเขา้ เคยี งหา้ มมารดา
อะไรแมแ่ ซร่ อ้ งท้ังห้องนอน ลกู รอ้ นรำคาญใจจงึ มาหา
จะรอ้ งไยใช่โจรผ้รู ้ายมา สนทนาดว้ ยลูกอย่าตกใจ
ถอดความได้วา่
นางวันทองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสายตามองเห็นพลายงามแต่คิดว่าเป็นโจรจึงเข้า กอดขุนช้างด้วยความ
กลัว พลายงามปลอบ บอกนางวันทองว่าลูกพลายงามเอง ไม่ใชโ่ จรผรู้ า้ ย แมอ่ ย่าตกใจไปเลย
คราน้ันวันทองผอ่ งโสภา คร้ันรู้วา่ ลูกยาหากลัวไม่
ลูกออกมาพลันดว้ ยทันใด พระหมนื่ ไวยเขา้ กอดเอาบาทา
วันทองประคองสอดกอดลกู รัก ซบพกั ตร์รอ้ งไห้ไม่เงยหนา้
เจา้ มาไยปา่ นนนี้ ่ีลูกอา เขารักษาอยทู่ กุ แหง่ ตำแหนง่ ใน
ใสด่ าลบา้ นชอ่ งกองไฟรอบ พอ่ ช่างลอบเข้ามากระไรได้
อาจองทะนงตัวไมก่ ลัวภัย นพ่ี ่อใช้ฤๅวา่ เจ้ามาเอง
ถอดความไดว้ ่า
เมื่อวันทองรู้ว่าพลายงามมาหา ก็รีบลุกเข้าไปกอดพลายงามแล้วก็ซบหน้าร้องไห้แล้วถามว่าลูกผ่าน
คนทคี่ อยเฝ้าอยมู่ าไดย้ ังไงท่ีน่มี ีคนคอยเฝ้าดูแลอยู่ทุกตำแหนง่ ทำไมถึงรอดเข้ามาไดล้ ูกไม่กลัวหรอ นี่ขุนแผนใช้
ลกู มา หรอื ลกู มาเอง
๔๒
ขนุ ชา้ งต่นื ขึน้ มเิ ป็นการ เขาจะรุกรานพาลขม่ เหง
จะเกิดผิดแม่คดิ คะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพลำ้ มเิ ปน็ การ
มีธรุ ะส่งิ ไรในใจเจา้ พอ่ จงเลา่ แก่แมแ่ ล้วกลบั บา้ น
มคิ วรทำเจ้าอย่าทำใหร้ ำคาญ อย่าหาญเหมอื นพ่อนกั คะนองใจ
จมน่ื ไวยสารภาพกราบบาทา ลูกมาผิดจรงิ หาเถยี งไม่
รกั ตวั กลวั ผดิ แตค่ ิดไป กห็ กั ใจเพราะรกั แมว่ นั ทอง
ถอดความได้ว่า
ถ้าขุนชา้ งตน่ื มาอาจจะทำรา้ ยลูกได้นะแมเ่ ป็นห่วงมาก แม่กลวั ว่าถ้าลูกเสยี จงั หวะพลาดพลำ้ ไปพลาย
งามอาจจะถูกทำร้ายได้นะแม่กลัว ถ้ามีธุระอะไรด่วนก็รีบมาเล่าให้แม่ฟัง แล้วก็รีบกลับไปซะ อย่าทำตัวกล้า
หาญเหมือนขุนแผนพ่อของลูก พลายงามกราบเทา้ แมแ่ ล้วบอกวา่ ลูกทำผดิ จริงจะไมเ่ ถยี งผิดท่ีคดิ ไปแต่ก็ต้องจำ
ใจเพราะรกั แม่วนั ทอง
ทุกวนั น้ีลกู ชายสบายยศ พรอ้ มหมดเมยี มิ่งกม็ สี อง
มีบา่ วไพรใ่ ช้สอยทงั้ เงนิ ทอง พน่ี อ้ งขา้ งพอ่ กบ็ ริบรู ณ์
ยงั ขาดแตแ่ ม่คุณไมแ่ ลเหน็ เป็นอยู่ก็เหมือนตายไปหายสญู
ขอ้ นที้ ี่ทกุ ขย์ ังเพมิ่ พนู ถ้าพรอ้ มมลู แมด่ ว้ ยจะสำราญ
ลูกมาหมายว่าจะมารบั เชิญแมว่ ันทองกลบั คืนไปบา้ น
แม้จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา
ถอดความได้ว่า
ทกุ วันน้ีพลายงามสบายมียศถาบรรดาศักด์ิ มีพร้อมทุกอย่างทงั้ เงนิ ทองบ่าวไพร่เมียก็มีสองคน ผู้ใหญ่
ฝ่ายพอก็อยู่ดี ยังขาดแต่แม่วันทองไม่มองเห็น อยู่ไปก็เหมือนตายไม่เคยสนใจเพราะอย่างนี้ที่ยังทุกข์หนัก
ถ้ามีแม่วันทองด้วยจะสุขสำราญ ที่ลูกมาตั้งใจว่าจะมารับแม่วันทองกลับบ้านเรา ถึงจะเกิดเรื่องก็แล้วแต่เวร
แตก่ รรม
มาอยไู่ ยกบั อา้ ยหินชาติ แสนอบุ าทวใ์ จจติ รษิ ยา
ดังทองคำเลีย่ มปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม
เหมอื นแมลงวันวอ่ นเคลา้ ที่เนา่ ช่ัว มาเกลือกกลั้วปทมุ มาลย์ท่ีหวานหอม
ดอกมะเดือ่ ฤๅจะเจือดอกพะยอม วา่ นักแม่จะตรอมระกำใจ
แมเ่ ลีย้ งลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่
จะคิดถึงลูกบา้ งฤๅอย่างไร ฤๅหาไมใ่ จแมไ่ ม่คดิ เลย
ถ้าคิดเห็นเอ็นดวู า่ ลูกเตา้ แม่ทนู เกล้าไปเรอื นอยา่ เชือนเฉย
ให้ลูกคลายอารมณ์ไดช้ มเชย เหมือนเม่อื คร้ังแมเ่ คยเลย้ี งลูกมา
ถอดความได้วา่
มาอยู่ทำไมกับคนเลวทรามชั่วขี้อิจฉาแบบนี้ หน้าตาก็มอมแมมดำอย่างกับเขม่าที่ติดก้นหม้อ
น่าเกลยี ดเหมอื นแมลงวนั เน่ามาบินตอมดอกไม้ท่สี วยงามอย่างแม่ เหมอื นคนชัว่ มาปนกับคนดี จะว่ามากก็กลัว
แม่จะทุกข์ใจ แม่เลี้ยงลูกมาถึง 7 ขวบ เพราะเคราะห์กรรมของแม่ถึงต้องจากกัน แม่วันทองคิดถึงลูกบ้างไหม
หรอื ว่าแม่ไม่คดิ ถงึ ลูกเลย ถ้าแมย่ ังเอ็นดลู กู อยู่ แม่รีบไปกับอยู่กับลูก เหมือนครงั้ ท่ีแมเ่ คยเลีย้ งดลู กู มา
๔๓
คราน้นั จงึ โฉมเจ้าวันทอง เศรา้ หมองดว้ ยลูกเป็นหนักหนา
พอ่ พลายงามทรามสวาดขิ องแม่อา แมโ่ ศกาเกอื บเจียนจะบรรลัย
ใช่จะอม่ิ เอิบอาบด้วยเงินทอง มิใชข่ องตัวทำมาแตไ่ หน
ทัง้ ผู้คนชา้ งมา้ แลขา้ ไท ไมร่ ักใคร่เหมอื นกับพ่อพลายงาม
ทกุ วันน้ีใชแ่ มจ่ ะผาสกุ มีแตท่ ุกขเ์ จบ็ ดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมท่ีติดตาม จะขืนความคดิ ไปก็ใชท่ ี
ถอดความได้วา่
นางวันทองก็ตอบพลายงามว่า เศร้าใจเจียนตาย เงินทองข้าทาสบริวารไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกทุก
วนั น้ที น่ี างวนั ทองทนอยู่กม็ ีแตค่ วามทกุ ข์ไมไ่ ด้มีความสุขเลยแตก่ ต็ ้องทนอยทู่ ำตามใจตนเองกไ็ มไ่ ด้
เมอื่ พ่อเจา้ เขา้ คุกแมท่ ้องแก่ เขาฉดุ แมใ่ ช่จะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจา้ เล่าไมร่ ู้วา่ ร้าย เป็นหลายปแี ม่มาอยกู่ บั ขนุ ช้าง
เมอ่ื พอ่ เจ้ากลบั มาแตเ่ ชยี งใหม่ ไมเ่ พ็ดทลู สง่ิ ไรแตส่ ักอยา่ ง
เมอื่ คราวตัวแมเ่ ป็นคนกลาง ท่านกว็ างบทคืนให้บดิ า
เจ้าเป็นถึง หัวหมน่ื มหาดเล็ก มใิ ชเ่ ดก็ ดอกจงฟังคำแมว่ า่
จงเร่งกลับไปคดิ กับบดิ า ฟอ้ งหากราบทูลพระทรงธรรม์
ถอดความไดว้ ่า
เมื่อตอนขุนแผนถูกจับเข้าคุก แม่ก็ท้องแก่ ขุนช้างฉุดแม่มาไม่ได้หนีขุนแผนมา ตอนขุนแผนเขารบ
ชนะเชียงใหม่มคี วามดคี วามชอบ พระพันวษาก็ตัดสนิ ให้ไปอยกู่ บั ขนุ แผน ลูกเปน็ ถึงหัวหมืน่ มหาดเล็ก ไมใ่ ชเ่ ด็ก
แลว้ จงกลบั ไปคดิ ไตร่ตรองกบั พอ่ ใหด้ ี แลว้ ไปกราบทลู พระพันวษา
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉดิ ฉนั
อันจะมาลักพาไมว่ ่ากัน เชน่ น้นั ใจแม่มิเต็มใจ
ครานนั้ จึงโฉมเจา้ พลายงาม ฟังความเหน็ ว่าแมห่ าไปไม่
คิดบ่ายเบี่ยงเล่ยี งเลีย้ วเบีย้ วบิดไป เพราะรกั อา้ ยขุนช้างกวา่ บิดา
จงึ วา่ อนจิ จาลกู มารบั แมย่ งั กลบั ทดั ทานเปน็ หนกั หนา
เหมอื นไมม่ รี ักใคร่ในลกู ยา อตุ สา่ หม์ ารับแลว้ ยังมิไป
ถอดความได้ว่า
พระพันวษาคงจะโปรดประทานให้ ถ้าจะมาลักตวั แม่กลับแม่ไมว่ ่า แต่แมจ่ ะไม่เต็มใจกลับ พลายงาม
ได้ฟังที่นางวันทองพูดจึงตอบไปว่า เพราะว่าแม่รักชุนช้างมากกว่าขุนแผนแม่ถึงได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมที่จะกลับ
ทั้ง ๆที่ ลกู กม็ าแลว้ แล้ว หรือวา่ แมไ่ ม่รกั ลูกแลว้
เสยี แรงเป็นลกู ผชู้ ายไมอ่ ายเพื่อน จะพาแมไ่ ปเรือนใหจ้ งได้
แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที
จะตดั เอาศีรษะของแม่ไป ทงิ้ แต่ตวั ไว้ใหอ้ ยู่นี่
แมอ่ ย่าเจรจาให้ชา้ ที จวนแจ้ง แสงศรี จะรบี ไป
ครานัน้ วนั ทองผ่องโสภา เห็นลกู ยากดั ฟนั มนั ไส้
ถือดาบฟ้าฟื้นยืนแกว่งไกว ตกใจกลวั ว่าจะฆา่ ฟัน
๔๔
ถอดความได้ว่า
พลายงามตอบว่าตนเป็นลูกผู้ชายวันนีจ้ ะต้องพาแม่กลับบ้านไปใหไ้ ด้ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ยอมก็ตาม ถ้า
แม่ไม่กลบั ไปขอทำบาปกรรมแล้ววันนี้ ต่อใหต้ ัดหวั ของแม่ไปแล้วทิง้ แตต่ ัวไว้ทนี่ ก่ี ็จะทำ แมอ่ ยา่ มัวพดู อยู่ รีบไป
เถอะฟ้าจะแจ้งแล้ว ฝ่ายนางวันทองพอเห็นลกู กัดฟัน แกวง่ ดาบฟา้ ฟ้นื ก็กลวั
จึงปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรกั อย่าฮกึ ฮกั วา่ ว่นุ ทำหุนหัน
จงครวญใคร่ใหเ้ ห็นข้อสำคญั แม่นีพ้ รัน่ กลวั แตจ่ ะเกิดความ
ดว้ ยเป็นข้าลักไปไทลักมา เหน็ เบือ้ งหนา้ จะองึ แม่จงึ ห้าม
ถา้ เจา้ เห็นเป็นสขุ ไมล่ กุ ลาม กต็ ามเถดิ มารดาจะคลาไคล
ว่าพลางนางลกุ ออกจากห้อง เศรา้ หมองโศกานำ้ ตาไหล
พระหมื่นไวยกพ็ ามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสก็ถึงเรือน
ถอนความไดว้ า่
นางวันทองปลอบลูกว่าอย่าหุนหัน ที่แม่ไม่ไปนั้นเพราะกลัวลูกจะเดือดร้อนเป็นคดีความ แต่ถ้าลูก
เห็นว่าดีว่างามแม่ก็จะตามกลับไป แล้ววันทองก็ตามพลายงามกลับบ้าน พลายงามพาแม่ไปถึงบ้านเม่ือ
ใกล้สวา่ ง
จะกล่าวถงึ เจา้ จอมหม่อมขนุ ชา้ ง นอนครางหลบั กรนอยปู่ ่นเปอ้ื น
อศั จรรย์ฝันแปรแชเชือน ว่าขเี้ ร้อื นข้นึ ตวั ทว่ั ทั้งนนั้
หาหมอมารกั ษา ยาเขา้ ปรอท มนั กนิ ปอดตบั ไตออกไหลลัน่
ท้งั ไสน้ ้อยไส้ใหญแ่ ลไส้ตนั ฟนั ฟางกห็ ักจากปากตวั
ตกใจตื่นผวาควา้ วันทอง รอ้ งวา่ แมค่ ณุ แม่ช่วยผัว
ลกุ ขึ้นงกงนั ตัวสนั่ รัว ให้นกึ กลวั ปรอทจะตอดตาย
ถอดความไดว้ า่
ขุนช้างที่นอนหลับอยู่ ก็ได้ฝันร้ายว่า “เป็นขี้เรือนทั่วทั้งตัว พอไปหาหมอกินยาประสมปรอทจึง
ถูกปรอทกินกินตบั ไตไส้พุงและฟันฟางกห็ ักออกจากปาก” เมื่อขนุ ช้างตื่นขน้ึ มาก็ผวาจะควา้ หานางวนั ทอง
ลืมตาเหลยี วหาเจา้ วันทอง ไม่เหน็ นอ้ งห้องสวา่ งตะวันสาย
ผ้าผ่อนล่อนแก่นไมต่ ิดกาย เหน็ มา่ นขาดเรยี่ รายประหลาดใจ
ตะโกนเรียกในหอ้ งวันทองเอย๋ หาขานรับเช่นเคยซักคำไม่
ท้งั ข้าวของมากมายกห็ ายไป ปากประตเู ปิดไว้ไมใ่ สก่ ลอน
พลางเรียกหาข้าไทอยวู่ ้าวนุ่ ออี นุ่ อีอ่ิมอีฉมิ อสี อน
อมี อี ีมาอีสาคร น่งิ นอนไยหวามาหากู
ถอดความได้วา่
พอขนุ ช้างลืมตาขน้ึ มามองก็ไม่เห็นนางวันทองอยู่ในห้อง จงึ ตะโกนเรียกหาวันทอง กไ็ ม่มีเสียงขานรับ
กลบั มา พอมองไปในห้องกเ็ ห็นขา้ วของมากมายหายไป จึงตะโกนเรียกบ่าวไพร่ในบา้ นใหเ้ ขา้ มาหา
บา่ วผู้หญงิ วิ่งไปอยูง่ กงนั เห็นนายน้นั แก้ผา้ กางขาอยู่
ตา่ งคนทรดุ นงั่ บงั ประตู ตกตะลงึ แลดูไม่เขา้ มา
ขนุ ชา้ งเห็นขา้ ไม่มาใกล้ ขดั ใจลกุ ขน้ึ ทั้งแก้ผ้า
แหงนเถ่อเปอ้ ปงั ยนื จงั กา ย่างเทา้ กา้ วมาไมร่ ้ตู วั
ยายจังงนั งกยกมือไหว้ น่นั พ่อจะไปไหนพอ่ ทูนหวั
ไม่นุ่งผ่อนนุง่ ผา้ ดูนา่ กลวั ขนุ ชา้ งมองดตู วั กต็ กใจ
๔๕
ถอดความได้วา่
บา่ วทเี่ ป็นผหู้ ญิงกว็ ิ่งกันไปหาแต่เห็นขุนช้างแก้ผ้าอยู่ ก็หลบกันไปอยู่หลงั ประตูไม่กล้าเข้ามา ชุนช้าง
เห็นดังนั้นกข็ ัดใจจึงลุกข้ึนท้ัง ๆ ที่ ยังแก้ผ้าอยู่ ยืนค้างถ่างขาแล้วก้าวออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ยายจันก็ยกมือไหว้
แล้วถามขุนชา้ งวา่ จะไปไหน เส้อื ผ้าไมใ่ ส่ พอขุนช้างมองดตู ัวเองก็ต้องตกใจ
สองมือปดิ ขาเหมือนท่าเปรต ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กไู ปไหน
ให้นึกอดสูหม่ขู า้ ไท ยายจันไปเอาผ้าให้ข้าที
ยายจันตกใจเตม็ ประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคล่ี
หยิบย่ืนสง่ ไปให้ทนั ที เมินหนีอดสไู ม่ดูนาย
ขนุ ชา้ งตวั สั่นเทาบอกบ่าวไพร่ เจา้ วนั ทองไปไหนอย่างไรหาย
เอ็งไปดูใหร้ ูซ้ ง่ึ แยบคาย พบแล้วอยา่ วนุ่ วายใหเ้ ชิญมา
ถอดความได้ว่า
ขนุ ชา้ งเอามอื ไปปดิ ขาเหมือนทา่ ที่เปรตยืน แล้วบอกว่าใครมาเอาผ้าไปไหน เลยนกึ ละอายใจกบั เหล่า
คนใช้ แลว้ บอกให้ยายจันไปเอาผา้ มาให้ ยายจนั ก็ตกใจแล้วไปหยิบผ้ามาคลี่แล้วสง่ ไปให้กับขุนช้าง แล้วตนเอง
ก็หลบไปไม่กล้ามอง ขุนช้างก็บอกคนใช้อย่างสั่นเทาว่า นางวันทองหายไปไหน ให้ไปดูว่าอยู่ที่ไหนถ้าเจอตัว
แล้วกใ็ หเ้ ชิญตวั กลบั มา
ขา้ ไทได้ฟงั ขุนช้างใช้ ต่างเที่ยวคน้ ดน้ ไปจะเอาหน้า
ท้ังหอ้ งนอกหอ้ งในไม่พบพา ท่ัวเคหาแลว้ ไปคน้ จนแผ่นดนิ
เหน็ ประตูรวั้ บ้านบานเปดิ กว้าง ผคู้ นนอนสล้างไม่ต่ืนสน้ิ
เสาแรกแตกต้นเปน็ มลทนิ กินใจกลับมาหาขนุ ช้าง
บอกวา่ ไดค้ ้นคว้าหาพบไม่ แลว้ เลา่ แจง้ เหตไุ ปสิ้นทกุ อย่าง
ข้าเห็นวปิ ริตผดิ ทา่ ทาง ท่ีนวลนางวันทองน้ันหายไป
ถอดความได้ว่า
พวกคนใช้ได้ฟังที่ขุนช้างใช้ต่างก็ไปค้นหาเพ่ือที่จะเอาหน้า แต่หาเท่าไรก็ยังหากันไม่พบพอออกไป
หน้าบ้านก็เห็นประตูบ้านเปิดอยู่กับคนที่นอนเกลื่อนกลาดเพราะมนต์สะกด ก็กลับมารายงานขุนช้างว่าไม่พบ
นางวันทอง เหน็ แต่ “เสาแรกแตกตน้ ” ซงึ่ ดูผิดประหลาดไป
คราน้ันขนุ ชา้ งฟังบา่ วบอก เหง่ือออกโซมล้านกระบาลใส
คดิ คิดให้แคน้ แสนเจบ็ ใจ ช่างทำได้ต่างตา่ งทุกอยา่ งจริง
สองหนสามหนก่นแต่หนี พลัง้ ทีลงไม่รอดนางยอดหญงิ
คราวน้นั อา้ ยขุนแผนมันแง้นชิง นีค่ ราวนี้หนีว่งิ ไปตามใคร
ไมค่ ดิ วา่ จะเป็นเหน็ วา่ แก่ ยังสาระแนหลบลี้หนไี ปไหน
เอาเถดิ เป็นไรก็เปน็ ไป ไมเ่ อากลบั มาได้ไม่ใช่กู
ถอดความไดว้ า่
ขุนช้างได้ฟังที่คนใช้พูดเหง่ือก็ออกเต็มหัวลา้ น คิดไปแล้วขุนช้างก็เจบ็ ใจขุนช้างพอได้ยินก็เหงื่อท่วม
ตัวทั้งแค้น ทั้งเจ็บใจ บ่นด่านางวันทองว่าหายไปไหน หนีตนไปได้สองสามครัง้ แล้ว พอได้โอกาสก็หนี ตอน
น้นั ขนุ แผนเป็นคนพาไป แล้วคราวนีน้ างวนั ทองไปกบั ใคร แต่ถงึ อยา่ งไรกจ็ ะต้องตามกลับมาให้ได้