๔๖
จะกลา่ วถงึ โฉมเจ้าพลายงาม เกรงเนือ้ ความนงั่ นึกตรกึ ตรองอยู่
อ้ายขนุ ชา้ งสารพดั เปน็ ศตั รู ถา้ มันรวู้ า่ ลักเอาแม่มา
มนั ก็จะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทลู สมเด็จพระพันวษา
ดูจะระแวงผิดในกจิ จา มารดาก็จะตอ้ งซงึ่ โทษภยั
คดิ แลว้ เรียกหมืน่ วิเศษผล เอ็งเปน็ คนเคยชอบอชั ฌาสยั
จงไปบ้านขนุ ชา้ งด้วยทันใด ไกล่เกลี่ยเสียอยา่ ให้มันโกรธา
ถอดความได้ว่า
พลายงามเกรงวา่ ขนุ ช้างจะนำเรื่องท่ีเอาตัวนางวันทองมา ไปกราบทูลพระพันวษา ทำใหน้ างวันทอง
ต้องรับโทษไปด้วย คิดได้ดังนั้นจึงเรียกหมื่นวิเศษผล ให้ไปบ้านขุนช้างแล้วไกล่เกลี่ยเรื่องนางวันทอง อย่าให้
ขุนช้างโกรธ
บอกว่าเราจบั ไขม้ าหลายวนั เกรงแม่จะไมท่ ันมาเห็นหน้า
เมือ่ คนื นีซ้ ำ้ มอี ันเป็นมา เราใช้คนไปหาแมว่ นั ทอง
พอขณะมารดามา ส่งทกุ ข์ ร้องปลกุ เข้าไปถึงในห้อง
จงึ รีบมาเร็วไวดังใจปอง รกั ษาจนแสงทองสว่างฟ้า
ไม่ตายคลายคืนฟืน้ ขนึ้ ได้ กขู อแม่ไวพ้ อเห็นหนา้
แตพ่ อให้เคลอ่ื นคลายหลายเวลา จงึ จะส่งมารดาน้ันคืนไป
ถอดความไดว้ ่า
ให้หมื่นวิเศษผลบอกกับขุนช้างว่าตนไม่สบายมาหลายวันจึงอยากพบหน้าแม่ เลยใช้คนไปตามแม่
ถึงส้วม แมจ่ ึงรีบมาหาตน แต่ตอนน้ีตนไมเ่ ปน็ อะไรแลว้ แต่ขอให้แมอ่ ยกู่ ับตนสกั ระยะหนงึ่ แลว้ จะส่งแม่กลบั
หมน่ื วิเศษรบั คำแลว้ อำลา รบี มาบ้านขนุ ช้างหาช้าไม่
ครน้ั แอบดอู ย่แู ตไ่ กล เห็นผู้คนขวักไขว่ทั้งเรอื นชาน
ขุนช้างนง่ั เย่ยี มหน้าตา่ งเรอื น ดหู น้าเฝื่อนทโี กรธอยงู่ ุน่ ง่าน
จะดอื้ เดนิ เขา้ ไปไม่เป็นการ คิดแล้วลงคลานเขา้ ประตู
คราน้ันเจ้าหม่อมขุนชา้ ง นง่ั คาหน้าตา่ งเยย่ี มหน้าอยู่
เหน็ คนคลานเขา้ มาเหลอื บตาดู นีม่ าหลอกกูหรอื อย่างไร
ถอดความได้วา่
หม่นื ขนุ วิเศษรบั คำจากจมืน่ ไวย(พลายงาม) แล้วมาท่ีบ้านขุนชา้ ง พอเขา้ ไปถึงเรือนขนุ ช้าง ดูท่าทาง
ขนุ ช้างกำลังโกรธเคืองจึงคลานเขา้ ไปหา ขนุ ชา้ งเหน็ เข้าก็โกรธเพราะนึกวา่ มาหลอกตน
อะไรพอสวา่ งวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้
ลุกข้ันถกเขมรรอ้ งเกนไป ทุดอา้ ยไพรข่ ้ีครอกหลอกผดู้ ี
คราน้ันวิเศษผลคนว่องไว ยกมือไหว้ไมว่ ิง่ หนี
รอ้ งตอบไปพลันในทนั ที คนดีดอกข้าไหวใ้ ช่คนพาล
ข้าพเจา้ เป็นบา่ วพระหมน่ื ไวย เป็นขุนหมนื่ รบั ใช้อยู่ในบา้ น
ท่านใช้ให้กระผมมากราบกราน ขอประทานคนื นี้พระหม่ืนไวย
ถอดความได้วา่
หมื่นวิเศษรบี ยกมือขึ้นไหวแ้ ล้วตอบว่าตนเป็นคนดไี ม่ใช่คนรา้ ย เป็นบ่าวของจมื่นไวยเป็นขุนหม่นื รับ
ใช้อยใู่ นบา้ น พลายงามไม่สบายจึงใชใ้ หต้ นมาแจง้ ขอให้นางวันทองอยู่ดว้ ยหน่งึ คนื
๔๗
เจ็บจกุ ประจบุ นั มีอันเปน็ ก็ไขกเ็ ห็นหาหายไม่
รอ้ งโอดโดดดน้ิ เพียงส้ินใจ จึงใช้ให้ตวั ข้ามาแจ้งการ
พอพบท่านมารดามาสง่ ทกุ ข์ ขา้ พเจ้าร้องปลกุ ไปในบ้าน
จะกลับขน้ึ เคหาเห็นช้านาน ทา่ นจงึ รบี ไปในกลางคืน
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คุณอย่าสงสัยวา่ ไปอ่นื
ให้คำม่ันส่งั มาวา่ ยง่ั ยืน พอหายเจบ็ แลว้ จะคนื ไมน่ อนใจ
ถอดความไดว้ ่า
พลายงามไม่สบายเลยจึงอยากพบหน้าแม่ เลยให้คนใช้ไปตามแม่มาถึงส้วม แม่จึงมาหาหลายงาม
หนพลายงามจึงหมนื่ วิเศษผลมาแจ้ง ถ้าหายแลว้ จะพานางวนั ทองกลับไป
ครานน้ั ขนุ ชา้ งได้ฟังว่า แคน้ ดงั เลือดตาจะหลง่ั ไหล
ดบั โมโหโกรธาทำว่าไป เรากไ็ ม่วา่ ไรสุดแต่ดี
การเจ็บไขล้ ม้ ตายไม่วายเวน้ ประจุบันเปน็ ทง้ั กรงุ ศรี
ถา้ ขดั สนสิง่ ไรทไ่ี มม่ ี ก็มาเอาทีน่ ีอ่ ย่าเกรงใจ
วา่ แล้วปิดบานหน้าตา่ งผาง ขนุ ช้างเดอื ดดาลทะยานไส้
ทอดตวั ลงกับหมอนถอนฤทัย ดดู เู๋ ปน็ ไดเ้ จยี ววนั ทอง
ถอดความได้ว่า
ขุนช้างได้ฟังแล้วรู้สึกแค้นขึ้นมา แต่แกล้งพูดต่อไปว่า การเจ็บไข้นั้นเป็นเรื่องปกติเป็นกันทั่วไป
ถ้าขัดสนสงิ่ ใดให้มาขอทีต่ น พอขนุ ชา้ งพูดเสร็จก็ปดิ ประตดู งั ผาง แล้วเขา้ ไปนอนแค้นนางวนั ทองกับครอบครวั
เพราะกูแพ้ความจมนื่ ไวย มันจงึ เหมิ ใจทำจองหอง
พ่อลกู แม่ลูกถูกทำนอง ถงึ สองคร้งั แลว้ เปน็ แต่เชน่ นี้
อา้ ยพ่อไปเชยี งใหม่มีชยั มา ตั้งตวั ดังพญาราชสหี ์
อ้ายลูกเป็นหมื่นไวยทำไมมี เหน็ กูนีค้ นผิดติดโทษทัณฑ์
มนั จงึ ขม่ เหงไม่เกรงใจ จะพ่ึงพาใครได้ท่ีไหนนัน่
ขุนนางนอ้ ยใหญเ่ กรงใจกัน ถงึ ฟ้องมนั ก็จะปดิ ให้มิดไป
ถอดความได้วา่
เพราะว่าตนแพ้ความจมื่นไวยจึงทำให้จมื่นไวยเหิมใจนัก ทั้งขุนแผนและพลายงามนั้นชนะตนถึง
๒ ครั้งแล้ว แลว้ คิดขึน้ มาได้ว่าจะไปฟอ้ งคดแี ย่งนางวนั ทองคนื ถา้ ฟอ้ งตามกระบวนการพวกขนุ นางจะช่วยสอง
พ่อลกู นัน้ ได้
ตามบุญตามกรรมไดท้ ำมา จะเฆ่ยี นฆา่ หาคิดชีวติ ไม่
ย่ิงคดิ เดอื ดดาลทะยานใจ ฉวยได้กระดารชนวนมา
ร่างฟ้องทอ่ งเทียบให้เรียบร้อย ถ้อยคำถี่ถ้วนเป็นหนักหนา
ลงกระดาษพบั ไว้มไิ ด้ชา้ อาบนำ้ ผลัดผา้ แล้วคลาไคล
วันน้นั พอปิน่ นรินทร์ราช เสดจ็ ประพาสบวั ยงั หากลบั ไม่
ขนุ ขา้ งมาถึงซง่ึ วังใน กค็ อยจอ้ งทใี่ ตต้ ำหนกั นำ้
ถอดความไดว้ ่า
คราวนี้ต้องฟ้องกับพระพันวษาเองถึงจะถูกเฆี่ยนตีก็ตาม ว่าแล้วก็หยิบกระดานชนวนขึ้นมาร่างคำ
ฎีกาแล้วลอกใส่กระดาษอีกที เสด็จแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวไปทูลพระพันวษา ขุนช้างมาคอยจ้องเข้าเฝ้า
พระพนั วษาทตี่ ำหนกั นำ้ ต้งั แต่ยังไมเ่ สด็จกลับจากประพาสบวั
๔๘
จะกล่าวถงึ พระองค์ผทู้ รงเดช เสดจ็ คืนนเิ วศน์พอจวนคำ่
ฝีพายรายเลม่ มาเตม็ ลำ เรอื ประจำแหนแห่เซง็ แชม่ า
พอเรอื พระทีน่ ง่ั ประทบั ที่ ขุนชา้ งกร็ ลี่ งตนี ท่า
ลอยคอชหู นังสือดือ้ เข้ามา ผุดโผลโ่ งหนา้ ยึดแคมเรือ
เข้าตรงบโทนอ้นตน้ กญั ญา เพ่ือนโขกลงดว้ ยกะลาวา่ ผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพดั พลดั ตกเรอื รอ้ งวา่ เสอื ตัวใหญ่วา่ ยน้ำมา
ถอดความไดว้ ่า
พระพันวษารีบเสดจ็ กลับตอนค่ำขุนช้างรีบลงจากท่าแล้วลอยคอชูหนังสือฎีกาถวาย โดยโผลเ่ ข้ามา
ทางที่แคมเรือจนคนบนเรือตกใจนึกว่าเป็นผีน้ำหรือเสือว่ายมา ทำให้เกิดความวุ่นวาย จนมหาดเล็กอยู่งาน
พลัดตกจากเรือ แล้วร้องว่าเสอื ตวั ใหญ่ว่ายนำ้ มา
ขนุ ชา้ งดงึ ดื้อมอื ยึดเรือ มใิ ชเ่ สอื กระหม่อมฉานลา้ นเกศา
สู้ตายของถวายซง่ึ ฎีกา แค้นเหลือปญั ญาจะทนทาน
ครานัน้ สมเดจ็ พระพนั วษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอ้ายจัญไรมิใชค่ น บนบกบนฝ่ังดงั ไม่มี
ใช่ทใ่ี ช่ทางวางเข้ามา ฤๅอ้ายช้างเป็นบา้ กระมังน่ี
เฮย้ ใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป
ถอดความไดว้ ่า
ขุนช้างเอามือไปยึดเรือแล้วพูดว่าเป็นตนเองไม่ใช่เสือจะมาขอถวายฎีกา พระพันวษากริ้วว่าขุนช้าง
มิใช่คนบนฝั่งก็มีไม่ไปกลับลุยน้ำมาหาหรือว่าขุนช้างเป็นบ้าถึงทำเช่นนี้ จึงสั่งให้มหาดเล็กไปรับฎีกาแล้วโบย
ขนุ ช้าง ๓๐ ที แล้วจึงปลอ่ ยไป
มหาดเล็กกร็ ับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขนุ ช้างหางวางไม่
ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงใหต้ ง้ั กฤษฎีกา
ว่าตัง้ แต่วนั นส้ี บื ไป หน้าที่ของผู้ใดให้รักษา
ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจด็ สถาน ถึงประหารชีวติ เปน็ ผยุ ผง
ตามกฤษฎีการกั ษาพระองค์ แล้วลงจากพระท่นี ั่งเขา้ วังใน
ถอดความไดว้ ่า
มหาดเลก็ รับคำฟ้องของขุนช้าง แล้วนำตัวขุนช้างไปเฆี่ยนตี และพระพนั วษาทรงออกกฎ (กฤษฎีกา)
ว่าถา้ ใครประมาทปล่อยใหค้ นเข้ามาไดเ้ ช่นน้อี ีกจะลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
จะกลา่ วถึงขนุ แผนแสนสนิท เรอื งฤทธ์ลิ อื จบพภิ พไหว
อย่บู า้ นสขุ เกษมเปรมใจ สมสนิทพสิ มยั ดว้ ยสองนาง
ลาวทองกบั แกว้ กริ ยิ า ปรนนิบัตวิ ตั ถาไม่ห่างข้าง
เพลดิ เพลนิ จำเริญใจไม่เว้นวาง คนื น้ันในกลางซง่ึ ราตรี
นางแกว้ ลาวทองทงั้ สองหลบั ขุนแผนกลบั ผวาตื่นฟนื้ จากที่
พระจันทรจรแจม่ กระจ่างดี พระพายพัดมาลตี รลบไป
ถอดความไดว้ า่
ขุนแผนมคี วามสุขที่มีนางลาวทองและนางแกว้ กิริยาคอยปรนนิบตั ิ คนื น้ันขณะทน่ี างทำสองหลับไป
ขนุ แผนกลับผวาต่ืน
๔๙
คิดคะนงึ มิตรแต่กอ่ นเก่า นจิ จาเจ้าเหนิ ห่างร้างพสิ มัย
ถึงสองครง้ั ต้งั แต่พรากจากพไ่ี ป ดงั เด็ดใจจากรา่ งกร็ าวกัน
กูกช็ ่ัวมวั รักแต่สองนาง ละวางให้วนั ทองน้องโศกศัลย์
เม่ือตไี ด้เชยี งใหม่ก็โปรดครัน จะเพ็ดทูลคราวน้ันก็คลอ่ งใจ
สารพดั ทีจ่ ะวา่ ไดท้ กุ อยา่ ง อ้ายขนุ ชา้ งไหนจะโต้จะตอบได้
ไมค่ วรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
ถอดความได้วา่
ขุนแผนคิดถึงนางวันทองซึ่งได้พรากจากตนไปถึง 2 ครั้ง โดยที่ตนนั้นมัวแต่อยู่กับนางลาวทองและ
นางแก้วกิริยาปล่อยให้นางวันทองต้องเศร้า เมื่อตอนไปตีเชียงใหม่ได้ก็ไปทูลขอนางวันทองก็ได้กลับมาแล้ว
ขนุ ชา้ งก็ไปพรากอีก ตอนนีพ้ ลายงามไปรบั ตัวนางวนั ทองมาแล้ว
จำกจู ะไปสู่สวาทนอ้ ง เจ้าวนั ทองจะคอยละห้อยหา
คดิ พลางจดั แจงแตง่ กายา น้ำอบทาหอมฟงุ้ จรุงใจ
ออกจากหอ้ งย่องเดินดำเนนิ มา ถงึ เรือนลูกยาหาช้าไม่
เข้าห้องวันทองในทนั ใด เห็นนางหลบั ใหลน่ิงนิทรา
ลดตวั ลงนง่ั ข้างวนั ทอง เตอื นต้องดว้ ยความเสนห่ า
สนั่ ปลุกลุกขน้ึ เถดิ นอ้ งอา พ่ีมาหาแลว้ อย่านอนเลย
ถอดความได้วา่
ขุนแผนคิดว่าตนต้องไปหานางวันทองป่านนี้คงจะเฝ้ารอตนอยู่ว่าแล้วจึงแต่งตัวแล้วออกจากห้องไ ป
ยังเรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนางวนั ทองเห็นนางหลับอยู่ จึงนั่งลงขา้ งๆแล้วปลุกให้นางตื่น ว่าตนมาหาแล้ว
ใหต้ ่นื
นางวันทองต่ืนอยู่รสู้ ึกตัว หมายใจวา่ ผวั ก็ทำเฉย
นง่ิ ดูอารมณ์ท่ชี มเชย จะรกั จริงฤๅจะเปรยเป็นจำใจ
แตน่ งิ่ ดูกิริยาเปน็ ช้านาน หาว่าขานตอบโตอ้ ย่างไรไม่
ทั้งรกั ทง้ั แคน้ แนน่ ฤทัย ความอาลยั ปนั่ ปว่ นยวนวิญญา
ถอดความได้ว่า
ชุนแผนมาถึงเรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนางวันทองแล้วพบนางหลับไป จึงนั่งข้างๆแล้วปลุกให้
นางต่ืน วา่ ตนมาแล้ว
โอเ้ จ้าแกว้ แววตาของพเี่ อย๋ เจ้าหลบั ใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
ดงั น่มิ นอ้ งหมองใจไมน่ ำพา ฤๅขดั เคอื งคดิ ว่าพี่ทอดท้ิง
ความรกั หนักหน่วงทรวงสวาท พไ่ี มค่ ลาดคลายรักแตส่ ักสิง่
เผอิญเปน็ วปิ รติ ท่ผี ิดจรงิ จะนอนนิง่ ถอื โทษโกรธอย่ไู ย
วา่ พลางเอนแอบลงแนบขา้ ง จบู พลางชวนชดิ พิสมยั
ลูบไลพ้ ไิ รปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจงึ ไมฟ่ นื้ ตืน่ นิทรา
ถอดความไดว้ า่
ขุนแผนง้อนางวันทองด้วยคำพูดหวานๆและขอโทษนางวันทอง ว่าอย่าโกรธขุนแผนเลย จะนอนน่ิง
ไม่คุยกับขุนแผนเลยหรอ ขุนแผนพูดไปแลว้ ก็ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมพรมจูบ ลูบแขน และถาม
นางวันทองว่าทำไมไม่ตน่ื ขึน้ มาคยุ กบั ขนุ แผน
๕๐
เจ้าวนั ทองน้องตืน่ จากท่นี อน โอนอ่อนวอนไหว้พิไรว่า
หมอ่ มน้อยใจฤๅทีไ่ ม่เจรจา ใชต่ วั ข้าน้ีจะงอนค่อนพไิ ร
ชอบผิดพอ่ จงคดิ คะนงึ ตรอง อนั ตวั น้องมลทนิ หาสนิ้ ไม่
ประหนง่ึ วา่ วนั ทองนส้ี องใจ พบไหนก็เปน็ แตเ่ ชน่ นั้น
ท่จี รงิ ใจถึงไปอยู่เรอื นอนื่ คงคิดคืนท่ีหม่อมเปน็ แม่นมน่ั
ดว้ ยรักลกู กรักผวั ยงั พัวพัน คราวน้นั ก็ไปอยเู่ พราะจำใจ
ถอดความได้วา่
นางวันทองจึงตื่นขึ้นมาบอกว่า ขุนแผนน้อยใจนางวันทองเหรอ นางวันทองไม่ได้งอนแต่รู้สึกว่าตัว
นางเป็นคนสองใจอยู่ตลอดเวลา ถึงตัวจะอยู่ที่เรือนของขุนช้างแต่ใจนั้นยังรักลูกและขุนแผนมาก ที่อยู่กับ
ขุนช้างเพราะจำใจ
แค้นคิดดว้ ยมิตรไม่รักเลย ยามมีทีเ่ ชยเฉยเสยี ได้
เสียแรงร่วมทุกขย์ ากกันกลางไพร กินผลไมต้ ่างข้าวทุกเพรางาย
พอไดด้ ีมสี ขุ ลมื ทกุ ขย์ าก กเ็ พราะหากหม่อมมซี ง่ึ ทหี่ มาย
ว่านักกเ็ ครอื่ งเคืองระคาย เอน็ ดนู อ้ งอยา่ ใหอ้ ายเขาอีกเลย ฯ
พผี่ ดิ จริงแลว้ เจา้ วนั ทอง เหมือนลมื นอ้ งหลงเลือนทำเชือนเฉย
ใช่จะเพลดิ เพลินชน่ื เพราะอ่นื เชย เงยหนา้ เถิดจะเล่าอย่าเฝ้าแค้น
ถอดความได้วา่
นางวันทองแค้นใจที่ขุนแผนมัวแต่หลงนางลาวทองกับแก้วกิริยาจนลืมนางวันทอง เสียแรงที่ได้เคย
อาศัยอยู่กินกันในป่า พอไปได้ดิบได้ดีมีความสุขก็ลืมนางวันทอง เป็นเพราะขุนแผนมีที่หมายใหม่ นางวันทอง
อยากใหข้ ุนแผนรักเอ็นดูนางวนั ทองไม่ท้ิงนางให้ขายหน้าอีก ขนุ แผนกลา่ วว่าพี่ผิดไปแลว้ ไม่ได้ลืมน้องเพราะมี
หญิงอน่ื เงยหน้าเถอะอยา่ โกรธพ่ีเลย
เม่ือติดคกุ ทุกข์ถึงเจา้ ทุกเช้าคำ่ ตอ้ งกลนื กกล้ำโศกเศรา้ นน้ั เหลือแสน
ซำ้ ขุนชา้ งคดิ คดทำทดแทน มนั ดแู คลนวา่ พนี่ ี้ยากยับ
อาลัยเจ้าเทา่ กบั ดวงชวี ติ พี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจา้ กลับ
เกรงจะพากันผดิ เข้าตดิ ทบั แต่ขยับอยจู่ นไดไ้ ปเชียงอินทร์
กลับมาหมายวา่ จะไปตาม พอเจ้าไวยเปน็ ความกค็ ้างสิ้น
ถอดความไดว้ า่
ขุนแผนจึงขอโทษนางวนั ทองและเล่าเรื่องราวท้ังหมดเพื่อปรับความเขา้ ใจกับนางวันทองว่าสาเหตุท่ี
ไมไ่ ด้ไปหาก็เพราะติดคุก แตค่ ดิ ถงึ นางวนั ทองตลอดเวลา ตอนออกจากคุกกว็ า่ จะไปพานางวันทองกลับมา
แต่มีเรอ่ื งของพลายงามเกิดข้นึ เสยี ก่อน
หัวอกใครได้แคน้ ในแผน่ ดิน ไมเ่ ดอื ดดนิ้ เทา่ พ่ีกับวันทอง
คดิ อยู่วา่ จะทูลพระพนั วษา เหน็ ชา้ กวา่ จะไดม้ ารว่ มห้อง
จะเป็นความอกี กต็ ามแต่ทำนอง จึงให้ลูกรบั นอ้ งมาร่วมเรอื น
จะเปน็ ตายงา่ ยยากไม่ยากรัก จะฟูมฟักเหมอื นเมอ่ื อยู่ในกลางเถื่อน
ขอโทษที่พผ่ี ิดอยา่ บิดเบอื น เจ้าเพ่อื นเสนหาจงอาลัย
พี่ผิดพีก่ ็มาลแุ กโ่ ทษ จะคมุ โกรธคุมแค้นไปถึงไหน
๕๑
ถอดความไดว้ ่า
ขุนแผนจะไปทูลพระพันวษาแต่เห็นว่าคงดำเนินเรื่องช้าเลยให้พลายงามเป็นคนรับนางวันทอง
กลับมา จะดูแลนางวันทองเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในป่า ขุนแผนขอโทษนางวันทองแล้วบอกว่าอย่าโกรธ
ขุนแผน ขนุ แผนผิดจึงมาขอโทษจะโกรธเคอื งไปถึงไหน
ความรกั พยี่ ังรกั ระงมใจ อยา่ ตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเขา้ แนบอก ประคองยกของสำคญั มน่ั หมาย
เจ้าเน้อื ทพิ ยห์ ยิบช่นื อารมณช์ าย ขอสบายสกั หน่อยอย่าโกรธา
ใจน้องมใิ ห้หมองอารมณห์ ม่อม ไม่ตัดใจใหต้ รอมเสนหา
ถ้าตัดรกั หักใจแลว้ ไมม่ า หมอ่ มอย่าวา่ เลยฉนั ไมค่ ืนคิด
ถอดความได้ว่า
ความรักท่ีขนุ แผนมีใหย้ ังมีอยู่เต็มหัวใจ อย่าตดั ความสัมพันธ์ให้เจ็บช้ำ ขุนช้างพูดไปก็ซบนางวันทอง
นางวันทองไมเ่ คยตัดใจจากขนุ แผน ถา้ ตดั ใจแล้วคงไมก่ ลับมาหาขนุ แผน
ถึงตัวไปใจยังนับอยวู่ ่าผวั น้องน้กี ลัวบาปทบั เมื่อดบั จิต
หญิงเดยี วชายครองเป็นสองมติ ร ถา้ มิปลิดเสยี ให้เปลอ้ื งไม่ตามใจ
คราวนนั้ เมอื่ ตามไปกลางปา่ หน้าดำเหมือนหนึง่ ทามินหมอ้ ไหม้
ชนะความงามหนา้ ดงั เทยี นชัย เขาฉดุ ไปเหมือนลงทะเลลึก
เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนหี้ น้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจดว้ ยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลกึ ใหจ้ ำตาย
ถอดความได้วา่
ตัวนางวนั ทองอยกู่ ับขุนช้างแตใ่ จอยู่กับขุนแผนตลอด นางวันทองกลวั บาปทมี่ สี ามสี องคน ตอนหนีไป
อยปู่ ่ากับขุนแผนก็เสยี หนา้ มารอบหนึง่ แล้ว พอขนุ ชา้ งฉุดไปอยดู่ ว้ ยก็เหมอื นโดนฉดุ ไปอยู่ใตท้ ะเลลึก
พอมาตอนนพ้ี ลายงามก็มารับกลับไปอีกก็ได้อายเขาอีกรอบ
มิใชห่ นุ่มดอกอยา่ กล้มุ กำเริบรัก เอาความผดิ คดิ หักใหเ้ หือดหาย
ถา้ รกั นอ้ งปอ้ งปดิ ใหม้ ดิ อาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟนั
ไปเพด็ ทลู เสียใหท้ ลู กระหมอ่ มแจง้ น้องจะแตง่ บายศรไี วเ้ ชิญขวัญ
ไม่พักวอนดอกจะนอนอยู่ด้วยกัน ไม่เช่นน้นั ฉนั ไมเ่ ลยจะเคยตวั
คร้นั เวลาดึกกำดดั สงัดเงยี บ ใบไมแ้ หง้ แกรง่ เกรยี บระรบุ รอ่ น
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจนั ทรแจม่ แจง้ กระจา่ งดวง
ถอดความไดว้ ่า
นางวันทองเลยบอกกับขุนแผนว่า ถ้าขุนแผนรักนางจริงต้องช่วยนาง ไปทูลพระพันวษาขอนางวัน
ทองคืนใหถ้ ูกต้องตามขั้นตอน ไม่อยา่ งน้นั กห็ ้ามขุนแผนแตะเน้ือต้องตัวนางอีก ในเวลาคำ่ นนั้ เสียงเงียบสงัดจน
ไดย้ ินเสยี งของใบไมแ้ หง้ ดังกรอบแกรบ พระจนั ทร์ก็ส่องแสงสวา่ ง
ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงกอ้ ง ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวังหลวง
วนั ทองน้องนอนสนิทรวง จิตงว่ งระงับสภู่ วงั ค์
ฝนั ว่าพลัดไปในไพรเถอื่ น เลอ่ื นเป้ือนไมร่ ทู้ ่จี ะกลบั หลงั
ลดเลีย้ วเที่ยวหลงในดงรัง ยังมพี ยคั ฆ์รา้ ยมาราวี
ท้ังสองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางดั้นปา่ มาถงึ ท่ี
โดดตะครุบคาบค้นั ในทันที แล้วฉดุ คร่าพารไ่ี ปในไพร
๕๒
ถอดความได้ว่า
นกกต็ า่ งร้องเสียงดัง เสียงระฆงั จากในวังกต็ ีบอกเวลา นางวันทองที่นอนหลบั สนทิ อยู่ ก็ฝันวา่ ตนหลง
ไปในปา่ หาทางกลับไมไ่ ด้ ยงิ่ เดินเลี้ยวไปไหนต่อไหนกย็ ่ิงหลงทาง และก็ไปเจอเสือสองตัวนอนหมอบอยู่ริมข้าง
ทางแล้วก็ตะครบุ นางเข้าไปในป่า
สนิ้ ฝันครนั้ ตนื่ ตกประหมา่ หวดี ผวากอดผัวสะอน้ื ไห้
เลา่ ความบอกผวั ดว้ ยกลัวภัย ประหลาดใจนอ้ งฝนั พรั่นอรุ า
ใตเ้ ตียงเสยี งหนูกก็ ุกกก แมงมุมทมุ่ อกทีร่ มิ ฝา
ยง่ิ หวาดหวน่ั พร่นั ตวั กลวั มรณา ดงั วิญญานางจะพรากไปจากกาย
ครานน้ั ขุนแผนแสนสนทิ ฟังความตามนิมิตกใ็ จหาย
ครั้งน้นี ่าจะมอี นั ตราย ฝนั รา้ ยสาหัสตัดตำรา
ถอดความไดว้ ่า
นางก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ยิ่งได้ยินเสียงหนูร้องและแมง
มมุ ท่มุ อกยิ่งใจหายกลัวจะเกดิ เรอ่ื งไมด่ ี
พิเคราะหด์ ทู ัง้ ยามอัฐกาล กบ็ นั ดาลฤกษแ์ รงเปน็ หนักหนา
มิรูท้ จี่ ะแถลงแจ้งกจิ จา กอดเมียเมนิ หน้านำ้ ตากระเด็น
จึงแกล้งเพทุบายทำนายไป ฝันอยา่ งน้ีมิใชจ่ ะเกดิ เข็ญ
เพราะวิตกหมกไหมจ้ งึ ได้เปน็ เน้ือเยน็ อย่กู ับผวั อย่ากลวั ทุกข์
พรุ่งน้พี ี่จะแกเ้ สนียดฝัน แล้วทำมิ่งสงิ่ ขวญั ให้เป็นสุข
มิให้เกดิ ราคีกลียุค อย่าเป็นทกุ ข์เลยเจ้าจงเบาใจ
ถอดความได้ว่า
เมื่อขุนแผนได้ฟังความฝันของนางวันทองก็รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้จะบอกนาง
วันทองยังไงเลยปลอบใจนางวันทอง จึงแกล้งบอกปลอบใจนางวันทองว่าเป็นเพราะนางคิดมากไปไม่ได้จะเกดิ
เหตรุ า้ ยหรอก อยกู่ บั พี่ไม่ต้องกลัว เดย๋ี วพรุ่งน้จี ะแกส้ ิ่งไมเ่ ป็นมงคลให้และทำสิง่ ดีทำให้นางมคี วามสุข ไม่ให้เกิด
สิ่งรา้ ยๆ สบายใจได้
ครัน้ วา่ รุ่งสางสวา่ งฟ้า สรุ ยิ าแย้มเยย่ี มเหล่ียมไศล
จะกลา่ วถงึ พระองค์ผทู้ รงชยั เนาในพระทีน่ ่ังบลั ลังก์รัตน์
พร้อมด้วยพระกำนัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแนน่ ขนัด
ประจำตง้ั เครอ่ื งอานอยู่งานพดั ทรงเคืองขดั ขุนช้างแตก่ ลางคนื
แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมอื นมนั บ้าง ทุกอยา่ งทจี่ ะชว่ั อา้ ยหวั ล่ืน
เวยี นแต่เป็นถ้อยความไมข่ ้ามคืน น้ำยืนหยงั่ ไม่ถงึ ยังดงึ มา
ถอดความได้วา่
วันร่งุ ข้นึ สมเด็จพระพันวษาประทบั บนบลั ลังก์มีนางกำนัลและสนมหมอบเฝ้าอยู่ ตง้ั เคร่ืองกินและอยู่
งานพัดตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษาขัดเคืองขุนช้างตั้งแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุนช้างเป็นคนชั่วคอยแต่
มีคดีความกบั ผอู้ ่ืน
๕๓
คราวนน้ั ฟอ้ งกนั ด้วยวนั ทอง นีม่ นั ฟอ้ งใครอกี อา้ ยชาติข้า
ดำริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระท่ีนั่งจกั รพรรดิ
พระสูตรรดู กร่างกระจา่ งองค์ ขนุ นางกราบลงเปน็ ขนดั
ทั้งหนา้ หลังเบยี ดเสียดเยยี ดยัด หมอบอดั ถดั กันเปน็ หล่ันไป
ทอดพระเนตรมาเห็นขนุ ชา้ งเฝา้ เออใครเอาฟ้องมันไปไวไ้ หน
พระหมืน่ ศรีถวายพลันในทันใด รับไวค้ ลที่ อดพระเนตรพลัน
ถอดความไดว้ ่า
คราวก่อนก็ฟอ้ งร้องเรื่องวันทอง ครัง้ น้ีไม่ทรงทราบวา่ จะฟ้องใครอีก พระองค์จงึ เสดจ็ ออกมาที่พระที่
นง่ั จักรพรรดิ เม่ือมา่ นรดู ออกขุนนางก็พร้อมกันกราบลงหมอบเฝา้ กันอยู่มากมายตามลำดับ ทรงทอดพระเนตร
เห็นขนุ ชา้ งเขา้ เฝ้าอยจู่ ึงตรสั ถามขนุ นางว่าจะฟ้องใคร หม่ืนศรี จงึ ถวายฎกี าใหท้ อดพระเนตร
พอทรงจบแจ้งพระทยั ในขอ้ หา ก็โกรธาเคอื งขนุ่ หนุ่ หัน
มนั เคยี่ วเข็ญทำเป็นอย่างไรกนั อวี ันทองคนเดียวไมร่ ู้แลว้
ราวกบั ไมม่ หี ญงิ เฝ้าชงิ กัน หรอื อวี นั ทองน้ันมันมแี ก้ว
รูปอา้ ยชา้ งช่ัวช้าตาบ้องแบว๋ ไม่เหน็ แววทวี่ ่ามนั จะรกั
ใครจะเอาเปน็ ผวั เขากลวั อาย หวั หดู ูเหมือนควายที่ตกปลัก
คราวนัน้ เป็นความกูถามซัก ตกหนักอย่กู บั เฒา่ ศรปี ระจัน
ถอดความได้วา่
พอทอดพระเนตรเสร็จก็กริ้วว่าเรือ่ งวนั ทองคนเดยี ว ทำไมไม่จบกันเสียทีเหมือนกับไมม่ ีผู้หญงิ คนอ่ืน
อีกแล้ว และทรงไม่เห็นว่าวันทองจะมีใจรักขุนช้าง ใครก็ไม่อยากได้ขุนช้างไปเป็นผัว เพราะดูรูปร่างหน้าตา
น่าเกลียด
วันทองกสู ิใหก้ ับไอแ้ ผน ไยแล่นมาอยกู่ ับอา้ ยช้างนัน่
จมน่ื ศรไี ปเอาตัวมนั มาพลนั ทงั้ วนั ทองขนุ แผนอ้ายหมนื่ ไวย
ฝา่ ยพระหม่นื ศรีไดร้ ับสัง่ ถอยหลังออกมาไม่ช้าได้
ส่ังเวรกรมวังในทันใด ตำรวจในวงิ่ ตะบึงมาถงึ พลัน
ขึน้ ไปบนเรือนพระหม่นื ไวย แจ้งขอ้ รับสั่งไปขมีขมัน
ขนุ ช้างฟอ้ งรอ้ งฎีกาพระทรงธรรม์ ใหห้ าทั้งสามทา่ นน้ันเข้าไป
ถอดความได้วา่
คราวก่อนกย็ กวนั ทองให้กบั ขนุ แผนไปแล้ว ทำไมจึงมาอยู่กบั ขุนช้างอีก จงึ ใหจ้ มน่ื ศรีไปนำตัววันทอง
ขนุ แผนและจม่ืนไวย พระหมื่นศรีไดร้ ับคำสั่งให้ถอยหลังออกมาในไม่ชา้ และสั่งทหารในวังทันทีให้ทหารว่ิงมา
อย่างเร่งรีบและขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวยและแจ้งรับส่ังให้รีบไปในทันที ขุนช้างได้ยืนคำร้องทุกข์ให้พระเจ้า
แผน่ ดินให้เรยี กทงั้ สามคนมาเข้าเฝ้า
ครานั้นวนั ทองเจา้ พลายงาม ได้ฟังความครา้ มครัน่ หว่ันไหว
ขนุ แผนเรยี กวนั ทองเขา้ หอ้ งใน ไมไ่ ว้ใจจงึ เสกดว้ ยเวทมนตร์
สขี ้ผี ้ึงสปี ากกินหมากเวทย์ ซงึ่ วิเศษสารพัดแก้ขดั สน
น้ำมนั พรายน้ำมันจนั ทน์สรรเสกปน เคยคมุ้ ขังบงั ตนแตไ่ รมา
แล้วทำผงอิทธเิ จเขา้ เจมิ พกั ตร์ คนเหน็ คนทักรักทกุ หน้า
เสกกระแจะจวงจนั ทรน์ ้ำมนั ทา เสรจ็ แล้วก็พาวันทองไป
๕๔
ถอดความไดว้ า่
ตอนนั้นนางวันทองและพลายงามได้ฟังคำรบั ส่ังแล้วรู้สึกต่ืนเต้น และขุนแผนเรียกนางวันทองเข้าไป
ข้างในห้อง เพราะไม่ไว้ใจเลยเสกมนตร์ใส่นางวันทอง เอาขี้ผึ้งมาปากและกินหมากที่ลงมนตรไ์ ว้ มันเป็นของที่
ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง มีทั้งน้ำมันพรายและน้ำมันจันทน์ที่ใช้พลางตัวมาตลอด แล้วนำผงเสน่ ห์มาทาหน้า
เพื่อให้คนที่เห็นที่ทักทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเคร่ืองหอมที่ทำด้วยไม้จันทร์ทำให้เป็นน้ำมันพอทำเสร็จแลว้
ก็พานางวันทองออกไป
คราน้ันทองประศรีผมู้ ารดา คร้ันได้แจง้ กิจจาไม่น่งิ ได้
เด็กเอย๋ วิ่งตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกกชาน
พลายชุมพลกอดกน้ ทองประศรี กมู ิใชช่ ้างข่ีดอกลูกหลาน
ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอา้ ปากไป
ครน้ั ถึงย้งั อยปู่ ระตูวงั ผ้รู ับสง่ั เรง่ รุดไม่หยดุ ได้
ขุนแผนวนั ทองพระหมน่ื ไวย เข้าไปเฝา้ องคพ์ ระภูมี ฯ
ถอดความได้ว่า
เมื่อแม่ของนางวันทองได้รู้ข่าวก็ร้อนใจ รีบเรียกลูกหลานให้วิ่งตามมาให้รีบลงจากบันไดจนตกออก
นอกชาน พลายชมุ พลกเ็ ข้ากอดก้นนางทองประศรี นางทองประศรีจึงตะโกนบอกวา่ พลายชุมพลวา่ ตนไมใ่ ช่ช้าง
แลว้ กล็ ุกข้ึน เมอ่ื ถึงหน้าประตูวัง ทั้งสามคนจึงรบี เขา้ ไปเข้าเฝ้าพระมหากษัตรยิ ์
ครานนั้ พระองคผ์ ทู้ รงเดช ป่ินปกั นคเรศเรอื งศรี
เห็นสามราเข้ามาอัญชลี พระปรานเี หมือนลกู ในอทุ ร
ดว้ ยเดชะพระเวทวเิ ศษประสิทธิ์ เผอิญคดิ รักใคร่พระทัยออ่ น
ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮ้ยดูกอ่ นอีวนั ทอง
เมือ่ มึงกลับมาแต่ป่าใหญ่ กูสิใหอ้ ้ายแผนประสมสอง
คร้นั กขู ดั ใจใหจ้ ำจอง ตัวของมงึ ไปอยู่แหง่ ไร
ถอดความได้ว่า
เมอื่ พระพันวสาเหน็ ทั้งสามคน(ขุนช้าง พระไวย และนางวนั ทอง)เดินเข้ามาก็เกิดความเอ็นดูอย่างลูก
จงึ ตรัสถามความวา่ เมือ่ กลับมาจากป่าท่ีตัดสินให้ไปอยู่กบั ขนุ แผนเปน็ อยา่ งไร
ทำไมไมอ่ ย่กู ับอา้ ยแผน แล่นไปอย่กู ับอ้ายชา้ งใหม่
เดิมมึงรักอ้ายแผนแลน่ ตามไป ครัน้ ยกให้เตน้ กลับเล่นตวั
อยู่กบั อ้ายช้างไมอ่ ย่ไู ด้ เกิดรงั เกยี จเกลยี ดใจดว้ ยชงั หวั
ดูยกั ใหมย่ ้ายเก่าเฝ้าเปลีย่ นตัว ตกว่าช่วั แล้วมึงไม่ไยดี ฯ
ครานั้นวนั ทองไดร้ บั สง่ั ละล้าละลังประนมก้มเกศี
หัวสยองพองพรนั่ ทันที ทูลคดพี ระองคผ์ ทู้ รงธรรม์
ถอดความได้วา่
ให้ไปอยู่กับขุนแผนทำไมถึงไม่ไปอยู่ แต่กลับไปอยู่กับขุนช้าง ทั้ง ๆ ที่ แต่ก่อนรักกับขุนแผนไม่ใช่
เหรอพอจะยกให้ไปอยู่กับขุนช้าง ก็รังเกียจขุนช้างขึ้นมา เปลี่ยนไปเปล่ียนมามันไม่ดี เมื่อนางวันทองได้รบั สง่ั
ก็ร้สู กึ ละล้าละลังจึงประนมมือไหวเ้ หนอื หวั นางรู้สกึ กลัวมาก
๕๕
ขอเดชะละอองธลุ ีพระบาท องคห์ รริ กั ษร์ าชรงั สรรค์
เมื่อกระหม่อมฉนั มาแตอ่ รัญ ครง้ั นนั้ โปรดประทานขุนแผนไป
คร้ันอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉนั มีท้องน้ันเติบใหญ่
อยู่ทีเ่ คหาหน้าวัดตะไกร ขุนชา้ งไปบอกว่าพระโองการ
มีรบั สั่งโปรดประทานให้ กระหมอ่ มฉนั ไม่ไปกห็ กั หาญ
ย้อื ยุดแดครา่ ทำสามานย์ เพื่อนบา้ นจะชว่ ยก็สุดคิด
ถอดความไดว้ า่
นางวันทองทูลขอพระพันวษาว่า เมื่อตอนที่ออกจากป่าพระองค์ยกหม่อมฉันให้ขุนแผน ต่อมา
ขุนแผนถูกเข้าคุก ดิฉันได้ตั้งท้อง ขุนช้างก็เข้ามากระหม่อมไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์
มาฉุดกระหมอ่ มไปเพอื่ นบ้านก็เกรงกลัวเพราะคิดวา่ เป็นพระบญั ชาของพระองค์
ดว้ ยขุนชา้ งอ้างว่ารบั สง่ั ให้ ใครจะขัดขนื ไวก้ ็กลวั ผดิ
จนใจมไิ ปก็สดุ ฤทธ์ิ ชวี ติ อยูใ่ ตพ้ ระบาทา ฯ
ครานน้ั พระองคผ์ ทู้ รงภพ ฟังจบกริว้ ขนุ ช้างเป็นหนกั หนา
มพี ระสิงหนาทตวาดมา อา้ ยบ้าเยอ่ หย่ิงอ้ายลิงโลน
ตกวา่ กหู าเปน็ เจ้าชวี ิตไม่ มงึ ถอื ใจว่าเปน็ เจ้าที่โรงโขน
เป็นไมม่ ีอาชญาสทิ ธ์คิ ิดถงึ โดน เท่ียวทำโจรใจคะนองจองหองครัน
ถอดความไดว้ า่
พระพันวษาไดฟ้ ังขุนชา้ งทลู กท็ รงกรวิ้ ตวาดเสียงดงั ล่นั วา่ ถ้าพระองค์ไม่เปน็ กษัตริย์ ขุนช้างก็คงมอง
ไม่เหน็ หวั จะตอ้ งเฆี่ยนเสียดว้ ยหวาย
เล้ยี งมงึ ไม่ไดอ้ า้ ยใจรา้ ย ชอบแต่เฆ่ยี นสองหวายตลอดสนั
แลว้ กลบั ความถามข้างวันทองพลัน เออเม่ือมนั ฉดุ ครา่ พามึงไป
กช็ า้ นานประมาณไดส้ บิ แปดปี ครงั้ น้ที ำไมมงึ จงึ มาได้
นี่มึงหนมี นั มาหรือว่าไร หรอื วา่ ใครไปรบั เอามึงมา
วันทองฟังถามใหค้ รา้ มครั่น บงั คมคลั ประนมกม้ เกศา
ขอเดชะพระองคท์ รงศักดา พระอาญาเปน็ พ้นลน้ เกล้าไป
ถอดความได้วา่
พระพันวษาก็ตรัสถามนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ 18 ปีทำไมถึงหนีมาได้
หนมี าเองหรอื วา่ ใครไปรบั มา นางวันทองได้ฟงั คำถามกร็ ูส้ กึ กลัว
ครงั้ น้จี มน่ื ไวยนั้นไปรับ กระหมอ่ มฉนั จึงกลับคนื มาได้
มิใช่ยอ้ นยอกทำนอกใจ ขนุ แผนก็มิไดป้ ระเวณี
แตม่ าน้ันเวลาสักสองยาม ขนุ ช้างจงึ หาความวา่ หลบหนี
ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชีวีอยูใ่ ต้พระบาทา ฯ
ถอดความไดว้ ่า
นางวันทองกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าจมื่นไวยไปรับตอนกลางคืน ขุนช้างจึงคิดว่าหนีออกมา
ขุนแผนกไ็ ม่ไดท้ ำอะไรไมด่ ีไม่งาม นางทลู ขอความกรุณาจากสมเดจ็ พระพนั วษา
๕๖
ครานัน้ พระองคผ์ ูท้ รงเดช ฟังเหตขุ นุ่ เคืองเป็นหนกั หนา
อ้ายหม่ืนไวยทำใจอหังการ์ ตกวา่ บ้านเมืองไม่มนี าย
จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย
ถา้ ฉวยเกิดห่าฟนั กันลม้ ตาย อนั ตรายไพร่เมอื งก็เคืองกู
อีวันทองกใู ห้อา้ ยแผนไป อ้ายชา้ งบงั อาจใจทำจลู่ ู่
ฉุดมันขน้ึ ชา้ งอา้ งถึงกู ตะคอกข่อู ีวันทองให้ตกใจ
ถอดความได้ว่า
เมื่อพระพันวษาได้ฟังความจากนางวันทอง ก็โกรธจมื่นไวยที่ทำการอุกอาจทำเหมือนบ้านเมืองไม่มี
กฎหมาย ถ้าเกิดมีการฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขุ่นเคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขุนช้างก็ผิดที่ไปฉุดตัว
นางวันทองมา แล้วยงั อ้างชื่อพระพันวษาไปข่มขู่พาตัวนางวันทองมา
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตเี สียให้ยับไมน่ บั ได้
มะพร้าวห้าวยดั ปากให้สาใจ อา้ ยหมนื่ ไวยก็โทษถงึ ฉกรรจ์
มงึ ถอื ว่าอีวนั ทองเป็นแมต่ วั ไม่เกรงกลัวเวโ้ ว้ทำโมหนั ธ์
ไปรบั ไยไมไ่ ปในกลางวนั อ้ายแผนพ่อน้นั กเ็ ปน็ ใจ
มนั เหมอื นววั เคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกวู า่ ดีหาเช่อื ไม่
อ้ายชา้ งมนั กฟ็ ้องเปน็ สองนยั ว่าอ้ายไวยลกั แมใ่ ห้บดิ า
ถอดความไดว้ า่
เฆี่ยนตีขุนช้างให้สลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวห้าวยัดปาก จมื่นไวยก็มีความผิดฉกรรจ์ที่ไปพาตัว
นางวันทองมากลางดึก คงจะมีขุนแผนผูเ้ ปน็ พ่อคอยหนนุ หลัง เพราะวา่ ขนุ ชา้ งเอาเรื่องมาบอกพระพันวษาว่า
จมื่นไวยฉดุ นางวนั ทองกลบั ไปใหพ้ อ่ ถือว่าเป็นความผดิ
เปน็ ราคีข้อผดิ มตี ิดตัว หมองมวั มลทนิ อยู่หนกั หนา
ถ้าอ้ายไวยอยากจะใครไ่ ดแ้ มม่ า ชวนพอ่ ฟ้องหาเอาเปน็ ไร
อยั การศาลโรงกม็ อี ยู่ หรอื ว่ากูตัดสินใหไ้ มไ่ ด้
ชอบทวนดว้ ยลวดให้ปวดไป ปรบั ไหมใหเ้ ท่ากบั ชายชู้
มันเกิดเหตุท้งั นกี้ ็เพราะหญงิ จงึ หึงหวงชว่ งชิงยุ่งยิง่ อยู่
จำจะตดั รากใหญใ่ ห้หล่นพรู ใหล้ ูกดอกดกอยู่แต่ก่งิ เดยี ว
ถอดความไดว้ ่า
ถ้าจมื่นไวยอยากได้ตัวแม่ ทำไมไม่พาพ่อมาฟ้องศาล หรือคิดว่าพระพันวษาไม่สามารถตัดสินให้ได้
ต้องลงโทษด้วยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างก็บังอาจอ้างราชโองการ ควรตบให้สลบ แล้วเอามะพร้าวยัดปาก
แล้วรับสั่งว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้จบเสียที ต้องตัดรากใหญ่(ปัญหา) ให้เหลือลูกดอกกิ่งเดียว (ให้นางวันทอง
ตดั สินใจเลือกเพียงหนง่ึ )
อีวันทองตัวมันเหมือนรากแกว้ ถา้ ตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหยี่ ว
ใครจะควรส่สู มอยู่กลมเกลยี ว ใหเ้ ดด็ เดย่ี วรู้กันแต่วนั น้ี
เฮ้ยอวี ันทองวา่ กระไร มึงตัง้ ใจปลดปลงใหต้ รงท่ี
อยา่ ภวงั ค์กงั ขาเปน็ ราคี เพราะมึงมีผัวสองกตู ้องแคน้
ถา้ รักใหมก่ ็ไปอยู่กับอา้ ยชา้ ง ถ้ารักเก่าเขา้ ข้างอ้ายขนุ แผน
อยา่ เวยี นวนไปใหค้ นมนั หม่นิ แคลน ถา้ แมน้ มงึ รักไหนใหว้ า่ มา
๕๗
ถอดความไดว้ า่
นางวันทองเหมอื นกับรากแก้วถ้าตัดโคนได้แลว้ ใบก็จะเหี่ยวไปเอง พระพันวษาตรัสว่านางวนั ทองจะ
ตกลงยังไง อย่าลงั เลเพราะมที งั้ ผัวและลกู ถา้ รักใหมก่ ใ็ หไ้ ปอยู่กับขุนชา้ ง แตถ่ า้ รักกเ็ ลือกขุนแผน อย่าชักช้าคน
จะนินทาเอาได้ จะเลือกใครกว็ ่ามา
ครานั้นวันทองฟังรบั สั่ง ให้ละล้าละลังเป็นหนกั หนา
ครัน้ จะทูลกลวั พระราชอาญา ขนุ ช้างแลดูตายักค้วิ ลน
พระหมื่นไวยใช้ใบใ้ ห้แม่วา่ บุ้ยปากตรงบิดาเปน็ หลายหน
วนั ทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจนง่ิ อยไู่ มท่ ลู ไป
ครานั้นพระองคท์ รงธรณินทร์ หาได้ยินวันทองทลู ข้ึนไม่
พระตรัสความถามซักไปทันใด หรือมงึ ไม่รกั ใครให้ว่ามา
ถอดความไดว้ ่า
นางวันทองไดฟ้ ังคำพระพนั วษาก็เกิดลงั เลวา่ จะเลอื กใคร มองไปทางขนุ ชา้ งกย็ กั ค้วิ มองไปทาง
จมื่นไวยกท็ ำปากบุ้ยไปตรงพ่อ วันทองคิดวนไปวนมา กย็ งั ไมท่ ลู อะไรแก่พระพันวษา พระพันวษาไม่เห็นว่านาง
วนั ทองทูลอะไร ทรงตรสั ถามตอ่ วา่ จะไมร่ กั ใครใหว้ ่ามา
จะรกั ชชู้ งั ผัวมึงกลวั อาย จะอยดู่ ว้ ยลกู ชายกไ็ มว่ า่
ตามใจกจู ะให้ดังวาจา แตน่ เี้ บอ้ื งหนา้ ขาดเด็ดไป
นางวนั ทองรบั พระราชโองการ ใหบ้ นั ดาลบงั จติ หาคดิ ไม่
อกุศลดลมัวให้ชวั่ ใจ ด้วยสิ้นในอายุท่เี กดิ มา
คดิ คะนึงตะลงึ ตะลานอก ดงั ตวั ตกพระสเุ มรภุ ูผา
ให้อุธจั อัดอน้ั ตนั อุรา เกรงผิดภายหน้าก็สดุ คิด
ถอดความไดว้ ่า
จะไปอยู่กบั ลกู ไหม ตามแตใ่ จ แต่ถา้ ตอบมาแลว้ จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางวันทองรับพระราชโองการ
ดังน้ันก็คดิ ไมอ่ อก ถึงเวลาสิ้นอายุ จงึ เกดิ “อกุศล” ทำให้ประหมา่ และเกรงวา่ จะตดั สินใจผิด
จะวา่ รักขนุ ช้างกระไรได้ ทจี่ ริงใจมิไดร้ กั แตส่ ักหนิด
รักพ่อลกู หว่ งดังดวงชีวิต ตามพระทัยทา้ วจะแยกใหแ้ ตกฉาน
คดิ แลว้ เท่าน้ันมทิ ันนาน นางก้มกรานแล้วก็ทลู ไปฉบั พลนั
ความรักขนุ แผนกแ็ สนรัก ด้วยร่วมยากมานกั ไมเ่ ดียดฉันท์
ส้ลู ำบากบุกปา่ มาดว้ ยกัน สารพนั อดออมถนอมใจ
ถอดความได้วา่
จะว่ารักขุนช้างก็ไม่ได้เพราะตนไม่ได้รัก ถ้าเกิดทูลพระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทูลเป็นกลางๆ
ตามแต่พระทัยของพระพันวษาว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงทูลออกไปว่าขุนแผนนั้นก็แสนรักร่วมทุกข์ร่วมสุข
ด้วยกนั มานาน
ขนุ ชา้ งแตอ่ ยดู่ ว้ ยกันมา คำหนกั หาได้ว่าให้เคืองไม่
เงนิ ทองกองไวม้ ิใหใ้ คร ข้าไทใชส้ อยเหมอื นของตวั
จมนื่ ไวยเลา่ ก็เลือดทใ่ี นอก กห็ ยิบยกรกั เทา่ กนั กบั ผวั
ทลู พลางตวั นางเรม่ิ ระรัว ความกลัวอาญาเป็นพน้ ไป
ครานน้ั พระองคผ์ ทู้ รงภพ ฟงั จบแคน้ คลั่งดังเพลงิ ไหม้
เหมอื นดนิ ประสวิ ปลิวติดกบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ไดอ้ วี นั ทอง
๕๘
ถอดความได้วา่
ขุนช้างอยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยทำเรื่องให้ขุ่นเคืองใจและมีเงินทองบ่าวไพร่ใช้ไม่ขัดสน ส่วนจมื่นไวยที่
เปน็ ลูกชายก็เปน็ เหมอื นเลอื ดในอก ยอ่ มรกั เทา่ กับรกั ผวั อยู่แลว้ ทลู เสรจ็ นางวนั ทองก็ส่ันด้วยความกลัว
หลังจากนางวนั ทองทูล พระพันวษากริ้วอยา่ งมากเหมอื นดินประสิวทโ่ี ดนไฟแลว้ ปะทุ
จะว่ารกั ขา้ งไหนไมว่ ่าได้ น้ำใจจะประดังเขา้ ทงั้ สอง
ออกนน่ั เข้าน่มี สี ำรอง ย่งิ กว่าท้องทะเลอันลำ้ ลกึ
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเทา่ ไรไม่รูส้ ึก
เหมือนมหาสมทุ รสดุ ซ้ึงซกึ น้ำลึกเหลอื จะหยง่ั กระทงั่ ดิน
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จ่อมจมสญู หายไปหมดสิน้
อแี สนถ่อยจญั ไรใจทมฬิ ดังเพชรนลิ เกดิ ขึ้นในอาจม
ถอดความไดว้ ่า
นางวันทองไม่ยอมบอกว่าจะเลือกใคร พระพันวษารับสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ถูกจะ
เอาไว้สำรองทั้งสองยิ่งวา่ ความลึกของทะเลทอดสมอลกึ เกนิ จะหยง่ั ถึงได้ คนถอ่ ย จัญไร ใจทมิฬ เหมือนเพชรท่ี
เกดิ ในส่ิงสกปรก
รูปงามนามเพราะน้อยไปหรอื ใจไมซ่ ื่อสมศกั ด์ิเท่าเสน้ ผม
แตใ่ จสัตว์มันยังมีที่นยิ ม สมาคมก็แต่ถงึ ฤดมู ัน
มงึ นีถ่ ่อยย่ิงกวา่ ถ่อยอีทา้ ยเมือง จะเอาเรือ่ งไมไ่ ดส้ กั ส่งิ สรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเปน็ มัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถงึ ใจ
ว่าหญิงช่วั ผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกนั เกรียวเหมอื นมึงไม่
หนักแผ่นดนิ กจู ะอยไู่ ย อา้ ยไวยมึงอย่านบั ว่ามารดา
ถอดความได้วา่
หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยังมีฤดู
ผสมพันธุ์ หญิงชั่วยังมีผัวคราวละคน จะอยู่ให้หนักแผ่นดินทำไม ทรงหันไปตรัสกับจมื่นไวยว่าอย่านับ
นางวนั ทองเป็นแม่ให้อายเขา
กูเลีย้ งมงึ ถงึ ให้เป็นหัวหม่นื คนอื่นร้วู ่าแม่กข็ ายหนา้
อ้ายขุนชา้ งขุนแผนทัง้ สองรา กูจะหาเมยี ใหอ้ ยา่ อาลยั
หญิงกาลกณิ อี ีแพศยา มนั ไม่นา่ เชยชดิ พสิ มยั
ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้
เร่งเรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสยี ใหม้ ันเปน็ ผี
อกเอาขวานผา่ อยา่ ปรานี อย่าใหม้ ีโลหติ ตดิ ดินกู
เอาใบตองรองไว้ใหห้ มากิน ตกดินจะอัปรยี ์กาลอี ยู่
ฟันให้หญงิ ชายท้งั หลายดู สัง่ เสร็จเสด็จสปู่ ราสาทชยั
ถอดความได้ว่า
รับสั่งขุนช้างกับขุนแผนพระองค์จะทรงหาเมียใหม่ให้ แล้วรับสั่งให้เอานางวันทองไปประหารชีวิต
เอาขวานผา่ อก แล้วเอาใบตองมารองเลือดให้หมากนิ อยา่ ใหเ้ ลอื ดอปั รยี ก์ าลีตกถงึ พ้นื ดินเลย รบั ส่ังเสร็จกเ็ สด็จ
เขา้ สู่ปราสาททปี่ ระทบั
๕๙
วเิ คราะห์คณุ คา่
๑. ดา้ นเนื้อหา
ทมี่ าของเรอื่ ง
บทเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผน เป็นเรื่องท่ีเชื่อกันว่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดี
ที่ ๒ เพราะปรากฏในพระราชพงศาวดาร คำใหก้ ารชาวกรงุ เก่า เล่าสบื ต่อกนั มาตง้ั แต่สมยั พระเจา้ ปราสาททอง
ต่อมามีผู้นำเรื่องเรื่องนี้มาแต่งเป็นเสภาขับลำนำเข้าจังหวะดนตรี แต่ต้นฉบับเดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยาหายไป
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้แต่งขึ้นใหม่อีกครั้ง ในพ.ศ.๒๔๖๐ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
และหมื่นกวีพจน์ปรีชา ได้ทรงชำระเรื่องขุนช้างขุนแผนทั้งหมด ๔๓ ตอน ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้จัดพิมพ์
จึงเรยี กวา่ ขุนช้างขนุ แผนฉบับหอสมดุ วชริ ญาณ หรือฉบับหอสมุดแหง่ ชาติ
สาระของเร่อื ง
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา เสนอข้อคิดว่าการตกเป็นทาสของอารมณ์ต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโกรธ ความหลง ย่อมทาให้มนุษย์ขาดสติกระทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงผล
ที่ตามมาว่าจะดีหรือร้ายแก่ตนหรือแก่ผู้อื่น เมื่อเกิดความพลั้งพลาดจากการตัดสินใจก็นำไปสู่หายนะ
ได้เตือนเราให้ครองชีวิตด้วยสติ หลังจากที่พลายงามลอบขึ้นเรือนขุนช้างแล้วพามารดามาอยู่ด้วย ก็เกิดเกรง
ขนุ ช้างจะเอาผดิ วนั รุ่งขึน้ จงึ ให้บ่าวใช้ไปบอกวา่ ตนป่วยอยากดูหนา้ แม่จะขอให้แม่มาอยู่ด้วยสักพัก แล้วจึงจะ
พาไปส่งกลับแต่ขุนช้างโกรธถวายฎีกาต่อพระพันวษาพระองค์กล่าวโทษพลายงาม ที่ลอบขึ้นเรือนผู้อื่นโดย
ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทรงสั่งให้นางวันทองเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามนางวันทองว่าจะเลือกอยู่กับใคร นางวันทอง
ตกประหม่าไม่อาจตดั สินใจไดเ้ ลยยกเรอื่ งให้พระพันวษาตัดสนิ ใจแทน พระพันวษาเข้าใจว่านางวันทองเลือก
ไมไ่ ดเ้ พราะหลายใจ จึงทรงรับส่ังประหารชีวติ นางวันทอง
โครงเรื่อง
เนื้อเรื่องเป็นเรือ่ งราวความรักของชายสองคนกับหญิงหน่ึงคน ชายคนหนึ่งเปน็ คนรูปงาม มีวิชาอาคม
แต่เจ้าชู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นคนหน้าตาอัปลักษณ์แต่มีฐานะร่ำรวย ทั้งสองคนปรารถนาผู้หญิงคนเดียวกัน
จึงเกดิ การแย่งชิง เพราะความรักความใคร่จงึ สร้างความทุกข์ใจใหก้ ับทงั้ สามคน ปมปัญหาของเรื่องน ี ้ คื อ
นางผู้นัน้ จะตกเป็นของชายใด
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกาเป็นตอนที่สำคัญที่สุดของเรื่องเพราะ
เป็นตอนคลี่คลายปมปัญหาว่านางวันทองจะตกเป็นของผู้ใดระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง ตอนขุนช้างถวายฎีกา
เรม่ิ จากทพ่ี ลายงามอยากให้มารดามาอยู่ดว้ ย จึงได้ลอบขึ้นเรอื นขนุ ชา้ งแลว้ พานางวันทองไปกับตน เมื่อขุนช้าง
รู้ว่านางวันทองอยู่กับพลายงามก็โกรธมากไปถวายฎีกาพระพันวษา เรื่องได้หักมุมจบลงตรงที่นางวันทอง
ถกู ประหารชวี ติ นบั เปน็ เร่ืองน่าสลดใจและสร้างความสะเทอื นอารมณ์ใหแ้ กผ่ อู้ า่ น
ฉากและบรรยากาศ
ฉากที่ปรากฏในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา คือสภาพสังคมไทยในสมัยอยุธยา
และรัตนโกสินทร์ตอนต้นของชาวบ้าน ชาววัด และชาววัง ซึ่งผู้แต่งได้บรรยายฉากและบรรยากาศต่าง ๆ
ไดส้ มจริงสอดคลอ้ งกบั เน้อื เรื่อง เช่น เรอื นของขุนชา้ งท่ีแสดงถึงความร่ำรวย ความว่า
ข้าไทนอนหลบั ลงทบั กนั สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงชน้ั สาม
กระจกฉากหลากสลบั วบั แวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
มา่ นมู่ลม่ี ีฉากประจำกนั้ อัฒจันทร์เคร่อื งแกว้ กห็ นักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดม้งุ เห็นหนา้ แมว่ นั ทอง
๖๐
ความสำคญั ของเร่ือง
เรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นวรรณคดีท่ีได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของวรรณคดี
ประเภทกลอนสภุ าพ ทง้ั นี้ ดว้ ยเหตผุ ลดังต่อไปน้ี
๑. มเี นือ้ เรอื่ งสนุกสนาน นา่ ติดตามตลอดท้ังเรื่อง เพยี บพร้อมดว้ ยรสวรรณคดีครบถว้ นทุกรสกระบวน
กลอนดีอ่านเขา้ ใจง่าย
๒. เนื้อเรื่องมีความสมจริงสมจัง สมเหตุสมผล ตัวละครมีชีวิตชีวา เป็นไปเหมือนชีวิตจริง มีรัก โลภ
โกรธ หลงฯลฯ ตามความเป็นไปแหง่ ปุถุชนทง้ั หลาย
๓. แม้ว่าจะมีผู้แต่งหลายคน แต่เนื้อเรื่องมีความสัมพันธ์กัน ไม่สับสน บุคลิกและลักษณะนิสัย
สม่ำเสมอ คงเสน้ คงวา
๔. ให้ความรู้เกย่ี วกับสภาพชีวิตความเปน็ อยู่ ขนบธรรมเนยี มประเพณีและวัฒนธรรมในสมัยก่อนเป็น
อย่างดี
ตวั ละคร
๑. นางวนั ทอง
- มลี ักษณะนสิ ัยรักลูก
ใชจ่ ะอิ่มเอบิ อาบด้วยเงนิ ทอง มใิ ชข่ องตวั ทำมาแตไ่ หน
ทง้ั ผคู้ นช้างม้าแลข้าไท ไมร่ กั ใคร่เหมือนกบั พอ่ พลายงาม
นางวันทองกล่าวว่าไมว่ า่ ทรพั ยส์ นิ เงินทองหรือบรวิ ารใด ๆ นางกไ็ มร่ ักใคร่หรือทำให้นางมีความสุขได้เหมือนลูก
- ถือในศกั ดศ์ิ รแี ละรอบคอบ
เจ้าเปน็ ถงึ หัวหมนื่ มหาดเลก็ มิใช่เด็กดอกจงฟังคำแมว่ ่า
จงเรง่ กลับไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทลู พระทรงธรรม์
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉดิ ฉนั
อันจะมาลักพาไมว่ ่ากนั เชน่ นั้นใจแมม่ ิเต็มใจ
นางวันทองไม่ยอมกลับไปกับลูก เพราะไม่อยากถูกครหาว่าร้ายอีกจึงให้ลูกไปปรึกษาขุนแผน
เพื่อทูลความแก่พระพันวษา ในขณะเดียวกันนางวันทองก็กลัวว่าลูกจะมีคดีติดตัวและมีปัญหาภายหลัง
เนื่องจากมาลักพาตวั แมไ่ ปอย่างไมถ่ ูกครรลองครองธรรม
นางวันทอง ซึ่งแต่เดิมวันทองเป็นเด็กสาวไร้เดียงสา ไม่ค่อยมีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อเข้าสู่วัย
ผู้ใหญท่ ี่ผ่านความทุกขม์ ามากมาย นางวันทองมีความสุขุมรอบคอบ รู้จักยับยั้งชั่งใจคิดก่อนทำ ดังจะเห็นได้
จากตอนที่ขุนแผนเข้ามาหานางในห้องนอนวันทองมิได้ยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับขุนแผน
และนางยังกลา่ วถงึ เรือ่ งควรไมค่ วรและเตอื นให้ขนุ แผนกราบทลู พระพันวษาให้ทรงทราบเรื่องก่อ ความวา่
มใิ ชห่ นมุ่ ดอกอยา่ กลมุ้ กำเรบิ รกั เอาความผิดคิดหักให้เหอื ดหาย
ถา้ รักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉนั กลับกลายแลว้ หมอ่ มจงฟาดฟนั
ไปเพ็ดทลู เสยี ให้ทูลกระหมอ่ มแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไวเ้ ชิญขวญั
ไมพ่ ักวอนดอกจะนอนอยู่ด้วยกัน ไมเ่ ชน่ นนั้ ฉันไม่เลยจะเคยตัว
๖๑
๒. พลายงามหรอื จมนื่ ไวยวรนาถ
พลายงามเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ขุนช้างถวายฎีกา ซึ่งส่งผลให้นางวันทองถูกประหารชีวิตในที่สุด
พลายงามเป็นผู้ที่ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล กระทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตนโดยไม่คำนึงถึง
ความถูกต้องเหมาะสมดังเช่นตอนที่พลายงามขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อบังคับพาตัวนางวันทองไป นางวันทอง
ห้ามปรามและเตือนสติแต่พลายงามไม่ยอมฟังเหตุผล กลับยิ่งแสดงอารมณ์โกรธจนถึงกับจะตัดศีรษะ
นางวนั ทองหากไมย่ อมไปกบั ตน ความว่า
คราน้นั จงึ โฉมเจา้ พลายงาม ฟังความเห็นว่าแม่หาไปไม่
คิดบา่ ยเบี่ยงเลี่ยงเลีย้ วเบ้ียวบดิ ไป เพราะรักอา้ ยขนุ ชา้ งกว่าบดิ า
จงึ วา่ อนิจจาลกู มารบั แมย่ งั กลบั ทัดทานเปน็ หนักหนา
เหมือนไมม่ รี ักใคร่ในลกู ยา อตุ ส่าห์มารับแลว้ ยงั มไิ ป
เสยี แรงเปน็ ลูกผู้ชายไม่อายเพ่อื น จะพาแมไ่ ปเรือนให้จงได้
แมน้ มไิ ปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอยา่ งไรก็ตามที
จะตัดเอาศรี ษะของแม่ไป ทิ้งแตต่ ัวไวใ้ หอ้ ยนู่ ่ี
แม่อย่าเจรจาให้ช้าที จวนแจ้งแสงศรีจะรบี ไป
- น้อยใจ
จึงว่าอนิจจาลูกมารับ แม่ยงั กลบั ทดั ทานเปน็ หนักหนา
เหมือนไม่มีรักใคร่ในลูกยา อตุ ส่าห์มารับแล้วยังมิไป
พลายงามน้อยใจตดั พอ้ วา่ เหมือนแม่ไมร่ ักใครต่ นแล้ว แมต้ นมารับแลว้ จึงไมย่ อมกลบั ด้วย
- กา้ วรา้ ว
เสียแรงเปน็ ลูกผชู้ ายไม่อายเพ่ือน จะพาแม่ไปเรือนใหจ้ งได้
แมน้ มไิ ปใหง้ ามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที
จะตัดเอาศรี ษะของแมไ่ ป ทงิ้ แตต่ วั ไว้ให้อยนู่ ี่
แม่อย่าเจรจาใหช้ ้าที จวนแจง้ แสงศรจี ะรบี ไป
จากบทประพนั ธ์นี้ พลายงามมลี กั ษณะนิสัยกา้ วร้าวและดื้อดึง เมื่อแมไ่ มย่ อมไปกับตนจึงถึงขั้นขู่จะตัด
ศีรษะมารดาบังเกดิ เกล้าเพื่อขู่เข็ญให้นางวนั ทองยอมไปกับตนโดยไมก่ ลัวบาปกรรม
๓. สมเดจ็ พระพนั วษา
เปน็ พระมหากษัตรยิ ์แห่งกรุงศรีอยธุ ยา ยคุ น้เี ป็นยคุ ที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง มีความอุดมสมบูรณ์ราษฎร
ท้ังหลายอยู่กนั อยา่ งร่มเย็นเป็นสุข บรรดาประเทศใกล้เคียงก็อ่อนน้อมเกรงบารมี สมเด็จพระพันวษามีนิสัยโกรธ
งา่ ย จะเหน็ ไดจ้ ากตอนที่ ใหน้ างวนั ทองเลอื กว่าจะอยู่กับใคร นางมคี วามลงั เล เลอื กไม่ไดว้ า่ จะอยู่ กับใคร พระ
พนั วษาทรงโกรธจึงรับสั่งให้ประหารชวี ิต แตพ่ ระองค์กน็ ับว่าเป็นพระมหากษตั รยิ ์ทมี่ ีความยุติธรรมต่อพวกทหาร
เสนาอำมาตย์ และราษฎรพอสมควร เมื่อมีคดีฟอ้ งร้องกนั กจ็ ะให้มกี ารไตส่ วน และพิสจู น์ความจริง
๖๒
๔. ขุนแผน
เป็นผู้เก่งกล้าในวิชาคม มีความกล้าหาญและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แต่ขุนแผนก็เป็นชายเจ้าชู้
มีภรรยาหลายคน จากตอน ขุนช้างถวายฎีกา เห็นได้ว่าทั้งที่นางแก้วกิริยากับนางลาวทองอยู่ด้วย ขุนแผนก็ยัง
ลอบเข้าห้องหานางวันทอง โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาภายหลัง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าขุนแผน
มักทำอะไรตามใจตนเอง ความว่า
นางแกว้ ลาวทองทง้ั สองหลบั ขนุ แผนกลับผวาต่ืนฟนื้ จากที่
พระจันทรจรแจม่ กระจา่ งดี พระพายพัดมาลีตลบไป
คิดคะนงึ ถึงมิตรแตก่ อ่ นเก่า นจิ จาเจา้ เหนิ หา่ งร้างพิสมัย
ถึงสองครง้ั ตง้ั แตพ่ รากจากพ่ีไป ดงั เด็ดใจจากรา่ งก็ราวกัน
กูกช็ ่วั มัวรักแตส่ องนาง ละวางให้วนั ทองนอ้ งโศกศลั ย์
เมอื่ ตไี ด้เชียงใหม่กโ็ ปรดครนั จะเพ็ดทูลคราวน้ันกค็ ลอ่ งใจ
สารพดั ทจ่ี ะว่าไดท้ กุ อยา่ ง อ้ายขุนช้างไหนจะโต้จะตอบได้
ไม่ควรเลยเฉยมาไมอ่ าลยั บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
จำกจู ะไปสสู่ วาทนอ้ ง เจา้ วนั ทองจะคอยละห้อยหา
คดิ พลางจัดแจงแต่งกายา นำ้ อบทาหอมฟุ้งจรุงใจ
ออกจากหอ้ งยอ่ งเดนิ ดำเนนิ มา ถึงเรอื นลกู ยาหาช้าไม่
เขา้ หอ้ งวันทองในทันใด เห็นนางหลับใหลนงิ่ นทิ รา
๕. ขุนช้าง
ขุนช้างมีลักษณะรูปชั่วตัวดำหัวล้านมาแต่กำเนิด นิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบายเป็นบุตรของขุนศรีวิชัยและ
นางเทพทองซ่ึงมีฐานะร่ำรวยมาก ขุนชา้ งแมจ้ ะเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี แตก่ ็อาภัพถูกแมเ่ กลียดชังเพราะอับอายท่ีมี
ลูกหัวล้าน จึงมักถูกแม่ด่าว่าอยู่เสมอและไม่ว่าจะเดินไปทางใดก็จะเป็นที่ขบขันล้อเลียนของชาวบ้านทั่วไปเสมอ
พอเป็นหนุ่มก็ได้นางแก่นแก้วเป็นภรรยาอยู่ด้วยกันได้ปีกว่านางก็ตาย จึงหันมาหมายปองนางพิมพิลาไลย
แต่นางไม่ยินดีด้วยและได้แต่งงานกับพลายแก้ว แต่ขุนช้างก็ยังไม่ลดความพยายามคงใช้อุบายจนได้แต่งงานกับ
นางสมใจปรารถนา ความวา่
รูปอ้ายชา้ งช่ัวช้าตาบอ้ งแบ๊ว ไมเ่ หน็ แววที่วามนั จะรัก
ใครจะเอาเปน็ ผัวเขากลัวอาย หวั หูดเู หมอื นควายท่ตี กปลกั
นอกจากขุนช้างจะมีรูปร่างและหน้าตาไม่น่าพึงใจแก่ผู้พบเห็นแล้วจิตใจยังโหดร้าย คับแคบ สิ่งที่ทำให้
ขุนช้างมีดีอยู่บ้างคือ ความรักเดียวใจเดียวที่มีให้นางวันทองแต่ความรักของขุนช้างเป็นความรักที่เห็นแก่ตัว
คิดเอาแต่ได้ หวังครอบครองเป็นเจ้าของโดย ไม่คำนึงถึงความถูกต้องเหมาะสม แม้นางวันทองจะมีสามีแล้ว
ขนุ ช้างก็ยงั ทำทุกวิถีทางให้ไดน้ างมาครอบครอง ครั้นถกู แย่งนางไปขนุ ช้างกโ็ กรธแค้น ขุนช้างจงึ เปน็ ตวั ละครที่ตก
เป็นทาสของความรักและความโกรธแค้นตลอดเวลา สามารถสร้างความทุกข์ให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่เว้น
แม้กระทั่งนางวันทองซึ่งเป็นหญิงที่ขุนช้างรัก ความรักและความแค้นของขุนช้างปรากฏให้เห็นชัดตอนที่ขุนช้าง
ทราบว่านางวนั ทองหายไปจากเรอื น ขนุ ช้างท้งั รกั และแคน้ จงึ ประณามนางวนั ทอง
ครานนั้ ขุนชา้ งฟังบา่ วบอก เหง่อื ออกโซมล้านกบาลใส
คดิ คิดให้แคน้ แสนเจ็บใจ ชา่ งทำไดต้ ่างตา่ งทุกอยา่ งจริง
สองหนสามหนก่นแต่หนี พลงั้ ทลี งไมร่ อดนางยอดหญิง
คราวน้ันอ้ายขนุ แผนมนั แง้นชงิ นีค่ ราวนี้หนีวงิ่ ไปตามใคร
ไม่คิดว่าจะเป็นเหน็ ว่าแก่ ยงั สาระแนหลบลหี้ นีไปไหน
เอาเถิดเปน็ ไรก็เปน็ ไป ไม่เอากลับมาไดม้ ใิ ช่กู
๖๓
วธิ กี ารดำเนนิ เร่ือง
จมื่นไวยวรนาถคิดถึงมารดา เพราะขณะนั้นตนมีความพรั่งพร้อม มีข้าทาสบริวาร มีภรรยา ๒ คนคือ
นางศรมี าลาและนางสรอ้ ยฟา้ มีบิดาคือขุนแผน ขาดแตม่ ารดา จึงลอบขึน้ เรือนขุนช้างเพ่ือไปพานางวันทองมาอยู่
ด้วยนางวันทองถูกลูกขู่จึงจำใจมาด้วยจมื่นไวยให้คนของตนมาส่งข่าวขุนช้างว่าตนป่วยขอแม่ให้ไปดูแล
ขุนช้างรู้ทันและโกรธแค้นจึงร่างหนังสือถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษา ในขณะพระองค์เพิ่งเสด็จกลับจาก
ประพาสและยังประทับอยู่ในเรือ ขุนช้างลอยคอเข้าไปถวายหนังสือสมเด็จพระพันวษากริ้วจึงมีรับสั่งให้โบย
ขนุ ช้าง ๓๐ ทใี นฐานะทีไ่ มร่ จู้ กั กาลเทศะ
ส่วนนางวันทองเกิดนิมิตฝันและมีลางรา้ ยต่าง ๆ ขุนแผนจึงเสกขี้ผึ้งให้นางวันทองทาปาก และกินหมาก
ทเี่ สกดว้ ยเวทมนตร์พร้อมท้งั กระแจะจนั ทน์เจิมหน้ากอ่ นเขา้ เฝา้ สมเด็จพระพันวษา
สมเด็จพระพันวษามีรับสง่ั ให้นางวันทองเลือกวา่ จะอยู่กบั ใคร ขุนชา้ ง ขุนแผน หรือจม่นื ไวย นางวันทอง
ตัดสินใจไม่ถกู ทำ ให้สมเด็จพระพันวษากริ้วมากเพราะทรงเห็นวา่ นางวนั ทองเปน็ หญิงละโมบตัณหาจึงมีรับส่ังให้
ประหารชีวิตนาง
กลวิธีในการแต่ง
กวีมีกลวิธีในการนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครโดยการเล่าด้วยถ้อยคำภาษาที่ไพเราะงดงาม ทั้งการใช้
คำที่ทำให้เห็นภาพและการใช้ความเปรียบสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยสมัยก่อน สภาพความเป็นอยู่
การพพิ ากษาคดรี วมถงึ การตัดสินประหารชวี ติ กวีถ่ายทอดเร่ืองราวไดส้ มจริงน่าประทบั ใจและชวนติดตาม ความว่า
ครานั้นพระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟงั จบแค้นคง่ั ดงั เพลิงไหม้
เหมือนดนิ ประสวิ ปลวิ ตดิ กับเปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ไดอ้ วี นั ทอง
จะวา่ รกั ข้างไหนไมว่ ่าได้ น้ำใจจะประดงั เขา้ ทั้งสอง
ออกนนั่ เขา้ นีม่ ีสำรอง ยิ่งกว่าทอ้ งทะเลอันล้ำลกึ
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเทา่ ไรไมร่ ้สู กึ
เหมอื นมหาสมุทรสดุ ซง้ึ ซกึ นำ้ ลกึ เหลอื จะหยั่งกระทั่งดนิ
อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จอ่ มจมสญู หายไปหมดสิน้
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดงั เพชรนิลเกิดข้ึนในอาจม
รปู งามนามเพราะนอ้ ยไป ใจไม่ซือ่ สมศกั ด์ิเท่าเสน้ ผม
แตใ่ จสตั วม์ ันยังมีทน่ี ิยม สมาคมก็แตถ่ ึงฤดูมัน
มึงน้ถี ่อยยิง่ กว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรอ่ื งไมไ่ ดส้ ักสงิ่ สรรพ
๖๔
๒. คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
๑. การสรรคำ
กวีเลือกใช้คำในลกั ษณะต่าง ๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความไพเราะ ส่อื ความคดิ ความรู้สกึ และอารมณ์ไดด้ งั นี้
๑.๑) การเลือกใช้คำได้ถูกต้องตรงตามความหมายที่ต้องการ กวีเลือกใช้คำไวพจน์ได้ถูกต้องตรงตาม
ความหมายที่ต้องการ การใช้คำไวพจน์แสดงให้เห็นสติปัญญาของกวีที่เลือกใช้คำได้หลากหลายโดยไม่เสียความ
และทำให้บทประพันธม์ ีสมั ผสั คล้องจองเกิดความไพเราะ เชน่
อดั อึดฮึดฮดั ดว้ ยขดั ใจ เม่ือไรตะวันจะลับหลา้
เข้าหอ้ งหวนละหอ้ ยคอยเวลา จนสรุ ิยาเล้ียวลบั เมรุไกร
จากบทประพันธ์คำว่า ตะวันและสุริยา หมายถึง พระอาทิตย์ถือว่ากวีเลือกใช้คำได้หลากหลายเหมาะ
กบั บริบท
๑.๒) การเลือกใชค้ ำท่เี หมาะแก่เนือ้ เรอ่ื งและฐานะของบคุ คลในเร่ือง เช่น
จะกลา่ วถงึ พระองค์ผทู้ รงเดช เสดจ็ คนื นเิ วศน์พอจวนค่ำ
ฝีพายรายเลม่ มาเต็มลำ เรอื ประจำแหนแหเ่ ซ็งแซ่มา
พอเรือพระท่นี ง่ั ประทับท่ี ขนุ ชา้ งกร็ ่ีลงตีนทา่
ลอยคอชหู นงั สือดื้อเขา้ มา ผุดโผลโ่ งหน้ายึดแคมเรือ
กวีเลือกใช้คำเหมาะกับฐานะของบุคคล ได้แก่ คำว่า พระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จนิเวศน์เรือพระที่น่ัง
ประทับ ใชก้ ับพระมหากษัตริยส์ ่วนคำวา่ ร่ี ตีนท่า ลอยคอ ชู ผดุ โผล่ โงหนา้ จะใชก้ ับขุนช้าง
ยายจนั งนั งกยกมือไหว้ น่นั พอ่ จะไปไหนพอ่ ทนู หวั
ไม่นุ่งผอ่ นนงุ่ ผ้าดนู า่ กลวั ขนุ ช้างมองดูตัวก็ตกใจ
กวีเลอื กใชค้ ำเหมาะแก่เนื้อเรื่องเก่ียวกับบ่าวที่ตกใจยกมือไหว้แลว้ บอกขนุ ช้างว่าจะไปไหนทำไมไม่นุ่งผ้า
ขุนชา้ งดูตวั เองกต็ กใจเชน่ กนั
๑.๓) การเลือกใช้คำได้เหมาะแกล่ กั ษณะคำประพันธ์ คำประพันธเ์ รื่องขุนชา้ งขนุ แผน คอื กลอนเสภาท่ี
ใช้ขับเสภาในงานมงคล เนือ้ เรือ่ งแมจ้ ะมีขนาดยาวแตก่ ็ใชค้ ำงา่ ยๆ ส่วนใหญเ่ ปน็ คำไทยแทผ้ ้อู า่ นหรือผู้ฟังสามารถ
เข้าใจคำที่กวีใช้ได้ดีโดยไม่ต้องตีความหมายอย่างลึกซึ้ง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนจึงได้รับความนิยมมา
จนถงึ ปัจจุบนั นบั ว่ากวีเลอื กใช้คำไดเ้ หมาะแก่ลกั ษณะของคำประพนั ธ์ เช่น
แม่เลยี้ งลกู มาถงึ เจด็ ขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่
จะคดิ ถงึ ลูกบ้าง อยา่ งไร หาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
ถา้ คิดเห็นเอน็ ดวู ่าลูกเต้า แม่ทนู เกลา้ ไปเรือนอย่าเชือนเฉย
ใหล้ ูกคลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเม่อื ครงั้ แม่เคยเล้ียงลูกมา
จากบทประพันธ์ข้างต้นเป็นตอนที่พลายงามขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อพาแม่มาอยู่ด้วย จึงได้พยายามพูด
โน้มนา้ วใหแ้ ม่เห็นใจกลับมาอยดู่ ้วยกนั หลังจากต้องจากกันเมอื่ พลายงามอายุเพียงเจ็ดขวบ
บอกวา่ เราจบั ไข้มาหลายวนั เกรงแม่จะไมท่ ันมาเห็นหนา้
เมื่อคนื นี้ซำ้ มอี ันเปน็ มา เราใช้คนไปหาแม่วนั ทอง
จากบทประพันธข์ ้างตน้ กวใี ชค้ ำง่าย ๆ เล่าเรือ่ งโดยไมต่ อ้ งตคี วามหมายก็เข้าใจถึงเรอื่ งไดว้ ่า พลายงามให้
คนไปบอกขนุ ช้างเพ่ือไมใ่ ห้ขนุ ช้างโกรธและเปน็ ความกนั ว่าพลายงามจบั ไข้มาหลายวนั กลัววา่ แม่จะไม่ทันมาดูใจ
จงึ ใช้คนใหไ้ ปหาแมว่ ันทอง
๖๕
๒. การใชโ้ วหาร
๒.๑) บรรยายโวหาร
โวหารทีใ่ ชเ้ ล่าเรอ่ื ง หรอื อธบิ ายเรื่องราวตา่ ง ๆ ตามลำดบั เหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งเน้น
ความชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงสาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม
ดงั เชน่ ขอเดชะละอองธลุ ีบาท องค์หริรกั ษร์ าชรงั สรรค์
เม่อื กระหม่อมฉันมาแตอ่ ารัญ ครัง้ นน้ั โปรดประทานขุนแผนไป
ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหมอ่ มฉนั มีท้องนั้นเติบใหญ่
อย่ทู ี่เคหาหน้าวัดตะไกร ขนุ ช้างไปบอกว่าพระโองการ
มีรับสง่ั โปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยื้อยดุ ฉุดครา่ ทำสามานย์ เพ่ือนบ้านจะชว่ ยก็สุดคิด
ดว้ ยขนุ ช้างอ้างว่ารบั สง่ั ให้ ใครจะขัดขืนไว้กก็ ลวั ผิด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวติ อยใู่ ต้พระบาทา
จากบทประพันธ์เป็นตอนที่พระพันวษารับสั่งถามนางวันทองว่าท ำไมไปอยู่กับขุนช้างทั้งที่พระองค์
ทรงประทานนางให้ขุนแผน นางวันทองจึงอธิบายเรื่องราวว่า ขุนช้างมาฉุดกระชากลากไปโดยอ้างคำส่ัง
ของพระองค์ กวใี ชก้ ารบรรยายโวหารชว่ ยให้ผู้อ่านลำดับเหตุการณ์ได้ดีและเข้าใจเร่ืองราวได้แม้จะเล่าย้อนความ
ในอดตี
๒.๒) พรรณนาโวหาร
ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังสามารถรู้สึกถึงรสไพเราะของเนื้อความได้ โดยการสร้างภาพที่เด่นชัดและลึกซึ้ง
จนเกิดจนิ ตภาพคลอ้ ยตาม ดงั เช่น
เงียบสัตว์จตุบททวบิ าท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
นำ้ คา้ งตกกระเซ็นเยน็ เยอื กใจ สงัดเสียงคนใครไม่พดู จา
ไดย้ ินเสียงฆ้องย่ำประจำวงั ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ย่ำยามได้สามครา ดเู วลาปลอดหว่ งทกั ทนิ
๒.๓) อุปมาโวหาร
โวหารเปรียบเทยี บ โดยยกตวั อยา่ งส่งิ ท่ีคล้ายคลึงกันมาเปรียบเพ่ือให้เกิดความชัดเจนดา้ นความหมาย
ดา้ นอารมณ์ และเกดิ อารมณ์ เช่น
มาอยู่ใยกบั อ้ายหนิ ชาติ แสนอุบาทวใ์ จจิตริษยา
ดงั ทองคำทำเล่ยี มปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมนิ หม้อมอม
เหมือนแมลงวนั วอนเคลา้ ทเี่ น่าชว่ั มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ท่ีหวานหอม
ดอกมะเดื่อฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านกั แม่จะตรอมระกำใจ
พลายงามได้กล่าวเปรียบเทียบการที่นางวันทองอยู่กับขุนช้างว่า เหมือนกับนำสิ่งที่มีค่าอย่างทองคำ
คือนางวันทองมาเลี่ยมปากกะลาซึง่ กะลาเป็นภาชนะด้อยค่าหมายความถงึ ขุนช้างนอกจากจะเปรียบขุนช้างวา่
ด้อยค่าแล้ว ยังเปรียบขุนช้างว่าหน้าตาดำเหมือนเขม่าติดก้นหม้อขุนช้างเหมือนแมลงวันที่บินตอมของ
เน่าเหม็นแล้วมาตอมดอกบัวงามอย่างนางวันทองและเปรียบความแตกต่างของขุนช้างกับนางวันทองว่า
ขุนช้างเป็นเหมือนดอกมะเดื่อที่ไม่มีกลิ่นและไม่อาจติดกลิ่นหอมจากดอกพะยอมซึ่งหมายถึงนางวันทองได้
ถ้านางวันทองยังอยู่กับขุนช้างก็ต้องช้ำใจเพราะความไม่คู่ควรกัน กวีเปรียบเทียบความแตกต่างอย่างชัดเจน
ระหวา่ งนางวันทองกับขุนช้าง
๖๖
๒.๔) เทศนาโวหาร
โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม อาจมีการแทรกคำคมหรือสำนวนการ
สอนไวด้ ว้ ย ดงั เชน่
จงึ ปลอบวา่ พลายงามพ่อทรามรกั อยา่ ฮึกฮักว้าวุน่ ทำหุนหนั
จงครวญใคร่ใหเ้ ห็นข้อสำคัญ แมน่ ้พี ร่ันกลัวแตจ่ ะเกดิ ความ
ด้วยเป็นขา้ ลักไปไทลักมา เห็นเบอื้ งหนา้ จะองึ แม่จึงห้าม
ถา้ เจา้ เหน็ เปน็ สขุ ไมล่ ุกลาม ก็ตามเถดิ มารดาจะคลาใคล
๓. รสทางวรรณคดี
๓.๑) เสาวรจนี คือ เป็นการชมความงาม ชมโฉม พร่ำพรรณนาแลบรรยายถงึ ความงามแห่งนาง ดังเชน่
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบิกบานก้านกลาดก่ิงไสว
เรณฟู ฟู ่อนขจรไกล ยา่ งเท้ากา้ วไปไมโ่ ครมคราม
ข้าไทนอนหลับลงทบั กัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถงึ ชน้ั สาม
กระจกหลากฉากสลบั วบั แวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
๓.๒) นารปี ราโมทย์ คอื การแสดงความรกั ผ่านการเกีย้ วแลโอ้โลมปฏิโลม ดงั เช่น
โอ้เจา้ แกว้ แววตาของพเ่ี อ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนกั หนา
ดังน่ิมนอ้ งหมองใจไม่นำพา ฤๅขัดเคืองคดิ ว่าพีท่ อดทิ้ง
ความรักหนักหนว่ งทรวงสวาท พไี่ มค่ ลาดคลายรกั แต่สกั ส่งิ
เผอญิ เป็นวิปรติ พี่ผดิ จรงิ จะนอนนงิ่ ถอื โทษโกรธอยใู่ ย
ขุนแผนเข้าหานางวันทองแล้วนางวันทองคิดถึงความหลังเกิดน้อยใจจึงแกล้งหลับ ขุนแผนจึงโอ้โลม
แสดงความรักใครแ่ ละยอมรบั ผดิ เพอ่ื ให้นางวันทองยอมพูดจาดว้ ย
๓.๓) พโิ รธวาทัง คอื การแสดงความโกรธแค้นผ่านการใช้คำตัดพอ้ ต่อวา่ ให้สาใจ ดงั เช่น
ครานั้นพระองค์ผ้ทู รงภพ ฟงั จบแคน้ คั่งดง่ั เพลงิ ไหม้
เหมอื นดินประสวิ ปลิวติดกบั เปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ไดอ้ วี นั ทอง
จะวา่ รกั ข้างไหนไมว่ ่าได้ นำ้ ใจจะประดงั เข้าท้ังสอง
ออกนั่นเขา้ น่ีมสี ำรอง ยิง่ กวา่ ท้องทะเลอันล้ำลึก
๓.๔) สลั ลาปงั คพิไสย คือ การโอดคร่ำครวญหรอื บทโศกอันวา่ ด้วยการจากพรากส่ิงอันเป็นท่ีรัก ดงั เชน่
ครานัน้ จึงโฉมเจา้ วันทอง เศรา้ หมองด้วยลกู เปน็ หนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาทของแม่อา แมโ่ ศกาเกือบเจียนจะบรรลยั
ใชจ่ ะอ่มิ เอบิ อาบดว้ ยเงนิ ทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน
ท้งั ผ้คู นชา้ งมา้ แลขา้ ไท ไมร่ ักใครเ่ ทา่ กับพ่อพลายงาม
ทกุ วันนใ้ี ชแ่ ม่จะผาสกุ มแี ตท่ ุกขใ์ จเจบ็ ดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมท่ีติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
หลังจากที่พลายงามอ้อนวอนแม่ให้ไปอยู่ด้วย โดยเท้าถึงความหลังที่ตัวเองต้องจากแม่ตั้งแต่เด็กไม่มี
โอกาสได้อยู่ด้วย เมื่อเติบโตรับราชการมียศศักดิ์จึงอยากให้แม่มาอยู่ด้วย พลายงามตัดพ้อว่าแม่คงไม่รัก
ไม่คิดถึงลูกนางวันทองได้ฟังลูกตัดพ้อจึงคร่ำครวญเศร้าโศกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจเป็นได้ดังใจคิดอยาก
ให้พลายงามเข้าใจ กวีได้แสดงให้เห็นความเศร้าโศกและความอึดอัด ลำบากใจของผู้เป็นแม่ และให้เห็นความ
จำเป็นจึงต้องทนอยู่กบั คนท่ไี มไ่ ด้รัก
๖๗
๓.๕) ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก) เป็นการพรรณนาความรักระหว่างหนุ่มสาวระหว่างสามี ภรรยา
ระหว่างผใู้ หญก่ ับผนู้ อ้ ย ระหวา่ งบดิ ามารดากับบุตร ดังเช่น
ครานน้ั วันทองผ่องโสภา เห็นลกู ยากัดฟนั มันไส้
ถือดาบฟ้าฟน้ื ยนื แกวง่ ไกว ตกใจกลัววา่ จะฆ่าฟนั
จงึ ปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรกั อยา่ ฮึกฮักวา้ ว่นุ ทำหนุ หนั
จงครวญใครใ่ หเ้ ห็นข้อสำคัญ แม่น้ีพรัน่ กลวั แต่จะเกดิ ความ
ด้วยเปน็ ขา้ ลกั ไปไทลักมา เหน็ เบือ้ งหน้าจะองึ แมจ่ งึ ห้าม
ถ้าเหน็ เจา้ เป็นสุขไม่ลุกลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล
ว่าพลางนางลกุ ออกจากห้อง เศรา้ หมองโศกานำ้ ตาไหล
พระหมื่นไวยก็พามารดาไป พอรงุ่ แจ้งแสงใสกถ็ งึ เรือน ฯ
๓.๖) หาสยรส (รสแห่งความขบขัน) เป็นการพรรณนาที่ทำให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน
อาจทำให้ผู้อา่ น ผู้ดูยิ้มกับหนังสือ ย้ิมกับภาพทีเ่ หน็ ดงั เช่น
ลมื ตาเหลียวหาเจา้ วนั ทอง ไมเ่ หน็ นอ้ งห้องสวางตะวันสาย
ผ้าผ่อนล่อนแก่นไม่ติดกาย เหน็ มา่ นขาดเรี่ยรายประหลาดใจ
ตะโกนเรียกในห้องวนั ทองเอ๋ย หาขานรับเช่นเคยสักคำไม่
ทั้งข้าวของมากมายกห็ ายไป ปากประตูเปิดไวไ้ ม่ใส่กลอน
พลางเรยี กหาข้าไทอยู่วา้ วุ่น อีอนุ่ อีอ่ิมอีฉมิ อีสอน
อมี ีอีมาอสี าคร นงิ่ นอนไยหวามาหากู
บ่าวผู้หญิงวิ่งไปอยงู่ กงนั เหน็ นายน้ันแกผ้ ้ากางขาอยู่
ต่างคนทรดุ น่ังบังประตู ตกตะลึงแลดไู ม่เข้ามา
ขนุ ชา้ งเห็นขา้ ไม่มาใกล้ ขัดใจลุกข้ึนทง้ั แก้ผ้า
แหงนเถ่อเป้อปังยนื จังกา ย่างเท้ากา้ วมาไม่รู้ตวั
๓.๗) กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก) เป็นบทพรรณนาที่ทำให้
ผ้อู ่านหดห่เู หยี่ วแหง้ เกิดความเหน็ ใจถงึ กบั นำ้ ตาไหล พลอยเป็นทุกข์ เอาใจช่วยตัวละคร ดงั เชน่
คดิ คะนงึ ถงึ มติ รแต่กอ่ นเก่า นิจจาเจ้าเหินหา่ งรา้ งพสิ มัย
ถึงสองครงั้ ตงั้ แต่พรากจากพไ่ี ป ดังเด็ดใจจากรา่ งก็ราวกัน
กูก็ชั่วมวั รักแต่สองนาง ละวางใหว้ นั ทองน้องโศกศัลย์
เม่ือตีได้เชยี งใหม่ก็โปรดครัน จะเพ็ดทลู คราวน้นั ก็คลอ่ งใจ
สารพดั ทีจ่ ะว่าได้ทุกอย่าง อา้ ยขนุ ชา้ งไหนจะโตจ้ ะตอบได้
ไมค่ วรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
๓.๘) รุทรรสหรือเราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทำให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ
ฉุนเฉยี ว ขัดเคอื ง บุคคลบางคนในเรื่อง ดงั เชน่
ครานัน้ สมเดจ็ พระพนั วษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอ้ายจญั ไรมิใช่คน บนบกบนฝ่งั ดงั ไมม่ ี
ใช่ที่ใชท่ างวางเข้ามา ฤๅอา้ ยช้างเป็นบ้ากระมงั นี่
เฮย้ ใครรบั ฟ้องของมนั ที ตเี สยี สามสิบจึงปล่อยไป
๖๘
๓.๙) ภยานกรส (รสแห่งความกลวั ตนื่ เตน้ ตกใจ) บทบรรยายหรอื พรรณนาทีท่ ำให้ผู้ฟัง ผดู้ ู มองเหน็
ทกุ ข์ เหน็ โทษ เหน็ ภัยในบาปกรรมทจุ ริต เกดิ ความสะดงุ้ ดังเช่น
ครานนั้ จงึ โฉมเจา้ วันทอง ตอ้ งมนต์มวั หมองเป็นหนกั หนา
ตืน่ พลางทางชำเลืองนยั น์ตามา เหน็ ลกู ยาน้นั ยนื อยรู่ มิ เตียง
สำคญั คิดว่าผูร้ า้ ยให้นึกกลวั กอดผัวรอ้ งดน้ิ จนส้นิ เสียง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเข้าเคยี งหา้ มมารดา
๓.๑๐) พีภัตสรส (รสแห่งความเกลียดชงั ความรงั เกยี จ) บทบรรยายหรอื พรรณนาที่ทำใหผ้ อู้ ่าน ผู้ดู
ผู้ฟังชงั นำ้ หน้าตัวละครบางตวั เพราะความโหดรา้ ยของตัวละครบา้ ง เพราะจิต(ของตัวละคร) ดังเชน่
รปู ร่างวปิ รติ ผิดกวา่ คน ทรพลอปั รีย์ไม่ดีได้
ท้งั ใจคอชว่ั โฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรกั ใครไ่ ดเ้ ปน็ ดี
วันน้นั แพก้ ูเมื่อดำนำ้ กก็ ริ้วซ้ำจะฆา่ ให้เป็นผี
แสนแคน้ ด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชวี ีขุนช้างไว้
๓.๑๑) อัพภูตรส (รสแห่งความพศิ วงประหลาดใจ) บทบรรยายหรอื พรรณนาทท่ี ำใหน้ กึ แปลกใจ
เอะใจ อยา่ งหนัก ตน่ื เต้นนกึ ไมถ่ ึงวา่ เป็นไปได้ ดังเช่น
ท้งั สองมองหมอบอยรู่ ิมทาง พอนางด้นั ป่ามาถึงท่ี
โดดตะครุบคาดคน้ั ในทนั ที แลว้ ฉดุ ครา่ พาร่ีไปในไพร
สนิ้ ฝันคร้ันตน่ื ตกประหม่า หวีดผวากอดผวั สะอน้ื ไห้
เลา่ ความบอกผัวดว้ ยกลัวภยั ประหลาดใจนอ้ งฝนั พรนั่ อุรา
ใต้เตียงเสยี งหนูก็กกุ กก แมลงมมุ ทมุ่ อกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวน่ั พร่นั ตัวกลัวมรณา ดังวญิ ญาณน์ างจะพรากไปจากกาย
๔. โวหารภาพพจน์
๔.๑) อปุ มา คือ การเปรียบเทยี บวา่ ส่ิงหนง่ึ เหมือนกับสิ่งหน่งึ โดยใชค้ ำเชอื่ มทีม่ คี วามหมายเช่นเดียวกับ
คำว่า “เหมือน” เช่น คล้าย, คล้ายกับ, เปรยี บ, ดจุ , เกนิ เปน็ ตน้ ดงั เช่น
คราน้ันพระองค์ผทู้ รงภพ ฟังจบแคน้ ค่งั ดง่ั เพลิงไหม้
เหมอื นดนิ ประสวิ ปลวิ ติดกับเปลวไฟ ดดู เู๋ ปน็ ได้อวี นั ทอง
๔.๒) อุปลกั ษณ์ คือ การเปรียบเทยี บสิ่งหน่งึ เป็นอีกส่งิ หนึง่ มีลกั ษณะคล้ายกับอปุ มาคือการ
เปรยี บเทียบเหมือนกนั ดงั เช่น
เจา้ พลายงามตามรับเอากลบั มา ทีนหี้ น้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลงั ฮึก จะพาแม่ตกลึกใหจ้ ำตาย
บทประพันธ์นีไ้ ด้เปรยี บหน้าของพลายงามมสี ีคลำ้ เหมือนสีของนำ้ หมึก
เหมือนแมลงวันวอนเคลา้ ทเี่ น่าชวั่ มาเกลือกกลว้ั ปทุมมาลย์ท่หี วานหอม
ดอกมะเดื่อฤๅจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ
- แมลงวนั และดอกมะเด่ือ หมายถึง ขนุ ช้าง
- ปทมุ มาลย์ และดอกพะยอม หมายถึง นางวันทอง
๔.๓) ปฏิพากย์ คือ การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้าม หรือขัดแย้งกันมากล่าวอย่างกลมกลืน
ดงั เช่น
เมือ่ พ่อเจา้ เขา้ คุกแม่ทอ้ งแก่ เขาฉดุ แมใ่ ชจ่ ะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจ้าเล่าไมร่ วู้ า่ ร้ายดี เป็นหลายปีแมม่ าอยกู่ ับขนุ ช้าง
๖๙
๔.๔) อติพจน์หรืออธพิ จน์ คือ การเปรียบเทยี บโดยการกลา่ วข้อความท่ีเกินจริง มักเปรยี บเทยี บใน
เรอ่ื งปรมิ าณว่ามมี ากเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวนนั้ ใหม้ นี ำ้ หนกั ย่งิ ขนึ้ ดังเชน่
ครานัน้ จงึ โฉมเจ้าวนั ทอง เศรา้ หมองด้วยลูกเป็นหนกั หนา
พ่อพลายงามทรามสวาดขิ องแมอ่ า แมโ่ ศกาเกือบเจียนจะบรรลัย
จะกล่าวถงึ ขนุ แผนแสนสนทิ เรอื งฤทธิล์ ือจบพภิ พไหว
อยูบ่ า้ นสุขเกษมเปรมใจ สมสนมิ พิสมยั ดว้ ยสองนาง
จะวา่ รักขา้ งไหนไม่วา่ ได้ นำ้ ใจจะประดังเข้าทัง้ สอง
ออกนนั่ เขา้ น่ีมีสำรอง ยิง่ กว่าทอ้ งทะเลอันลำ้ ลกึ
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไมร่ ู้สึก
เหมือนมหาสมุทรสดุ ซึ้งซึก นำ้ ลึกเหลอื จะหยั่งกระทง่ั ดนิ
อฐิ ผาหาหาบมาทุ่มถม กจ็ อ่ มจมสูญหายไปหมดส้นิ
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกดิ ขึ้นในอาจม
นางวันทองไม่ยอมเลือกใคร พระพันวษาสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ถูกจะเอาไว้สำรองท้ัง
สองยง่ิ กว่าความลกึ ของทะเลทอดสมอลกึ ถมเทา่ ไหรก่ ็ไม่ถงึ พื้นดินใตส้ มุทร
๔.๕) บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต คือการสมมุติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกิริยาอาการ ความรู้สึกเหมือนมนุษย์
ดงั เช่น
ครน้ั ว่ารุ่งสางสวา่ งฟ้า สุรยิ าแย้มเย่ียมเหลี่ยมไศล
จะกล่าวถงึ พระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระท่ีน่ังบลั ลังก์รัตน์
อดั อึดฮดึ ฮัดดว้ ยขดั ใจ เม่ือไรตะวันจะลับหลา้
เข้าหอ้ งหวนละห้อยคอยเวลา จวนสรุ ยิ าเล้ยี วลับเมรไุ กร
๔.๖) นามนยั คือ การใชค้ ำหรอื วลีที่บ่งบอกลกั ษณะหรือคุณสมบัติของส่ิงใดส่งิ หนึ่งมาแสดงความหมาย
แทน ดงั เช่น
โอเ้ จ้าแก้วแววตาของพี่เอย๋ เจา้ หลับใหลกะไรเลยเป็นหนกั หนา
ดงั น่ิมนอ้ งหมองใจไมน่ ำพา ฤๅขดั เคอื งคดิ วา่ พ่ีทอดท้ิง
ความรกั หนกั หน่วงทรวงสวาดิ พี่ไม่คลาศคลายรกั แตส่ ักสิง่
เผอญิ เปน็ วปิ ริตพผ่ี ิดจริง จะนอนน่ิงถือโทษโกรธอยู่ไย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบขา้ ง จูบพลางชวนชิดพสิ มัย
ลบู ไล้พไิ รปลอบใหช้ อบใจ เป็นไรจงึ ไม่ฟื้นต่ืนนิทรา ฯ
หมายถงึ นางอันเปน็ ท่ีรัก ในบทประพนั ธ์นห้ี มายถึง นางวันทอง
๔.๗) สัทพจน์ คอื ภาพพจนท์ ีเ่ ลียนเสยี งธรรมชาติ ดังเช่น
ครนั้ เวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไมแ้ ห้งแกรง่ เกรียบระรุบรอ่ น
ใตเ้ ตียงเสยี งหนกู ็กุกกก แมงมุมทมุ่ อกทร่ี มิ ฝา
อสนคี รื้นคร่ันสนั่นก้อง น้ำฟ้าหาต้องดอกไม้ไม่
กระเซน็ รอบขอบสระสมุทไท หววิ ใจแลว้ ก็หลับกบั เตียงนอน ฯ
๔.๘) คำไวพจน์ คือคำท่ีเขยี นตา่ งกันแต่มคี วามหมายเหมือนกันหรือใกลเ้ คียงกัน ดงั เชน่
แมลงภูเ่ ฝ้าเคล้าไมใ้ นไพรชัฏ ไม่เบิกบานกา้ นกลดั เกสรสรอ้ ย
บันดาลคงคาทิพกะปริบกะปรอย พรมพร้อยท้องฟ้านภาลยั
อสนีครนื้ คร่นั สนน่ั ก้อง น้ำฟา้ หาต้องดอกไม้ไม่
กระเซน็ รอบขอบสระสมุทไท หวิวใจแล้วกห็ ลับกับเตยี งนอน ฯ
๗๐
๔.๙) นาฏการ คอื การใช้คำที่แสดงการเคลื่อนไหวท่ีสวยงาม ดงั เช่น
โอแ้ ม่เจา้ ประคณุ ของลูกเอ๋ย ไมค่ วรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอทีจ่ ะตอ้ งพรากก็จากมา
มนั ไปฉุดมารดาเอามาไว้ อ้ายหวั ใสข่มเหงไมเ่ กรงหนา้
ทท่ี ำแคน้ กจู ะแทนให้ทนั ตา ขอษมาแม่แลว้ กข็ บั พราย
เป่าลงด้วยพระเวทวทิ ยา มารดาก็ฟ้ืนต่ืนโดยง่าย
ดาบใส่ฝักไว้ไมเ่ คล่ือนคลาย วันทองรสู้ ึกกายก็ลมื ตา ฯ
๔.๑๐) ฆานพจน์ คอื การใชค้ ำทีท่ ำให้ไดก้ ลน่ิ ดังเชน่
จดุ เทยี นสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรอื นสะเทอื นผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าตา่ งกาง ยา่ งเท้าก้าวข้ึนรา้ นดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบกิ บานก้านกลาดก่ิงไสว
เรณฟู ูร่อนขจรใจ ย่างเทา้ กา้ วไปไม่โครมคราม
๔.๑๑) คำถามเชงิ วาทศิลป์หรือปฏปิ จุ ฉา คือ คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ
แมเ่ ล้ยี งลกู มาถงึ เจด็ ขวบ เคราะห์ประจวบจากแมห่ าเห็นไม่
จะคดิ ถึงลกู บ้างฤๅอยา่ งไร ฤๅหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
ถ้าคดิ เห็นเอ็นดวู า่ ลกู เตา้ แมท่ นู เกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย
ให้ลกู คลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมอื นเม่ือครง้ั แมเ่ คยเลี้ยงลกู มา ฯ
๕. ภาษาวรรณศลิ ป์
๕.๑) ไฟเราะดว้ ยเสียงสัมผัสของคำ
๕.๑.๑) เสียงพยญั ชนะสมั ผัส หมายถงึ ใช้พยัญชนะเสียงเดียวกนั หรอื คลา้ ยคลงึ กัน วางติดกัน
หรอื ใกลเ้ คียงกัน เช่น
เงยี บสตั วจ์ ัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
นำ้ ค้างตกกระเซน็ เย็นเยือกใจ สงดั เสยี งคนใครไม่พูดจา
ได้ยนิ เสยี งฆ้องย่ำประจำวงั ลอยลมลอ่ งดงั ถงึ เคหา
คะเนนับย่ำยามไดส้ ามครา ดเู วลาปลอดห่วงทกั ทิน
ฟ้าขาวดาวเดน่ ดวงสว่าง จันทร์กระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จงึ เซน่ เหล้าขา้ วปลาใหพ้ รายกิน เสกขม้นิ วา่ นยาเขา้ ทาตวั
สัมผสั พยญั ชนะ ไดแ้ ก่ (จตั )ุ บท - (ทวิ)บาท, ดาว - ดาษ - เดอื น, เยน็ - เยือก, ส(งดั ) - เสียง
, คน - ใคร, ลอย - ลม - ล่อง, (คะ)เน - นับ, ย่ำ - ยาม, ดาว - เด่น – ดวง เปน็ ต้น
ทงั้ ชายหญิงง่วงงมล้มหลับ นอนทบั ควำ่ หงายกา่ ยกนั เปรอะ
จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไม่สมประดี
ครานนั้ วันทองไดร้ บั สั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี
หวั สยองพองพร่นั ทันที ทลู คดีพระองคผ์ ทู้ รงธรรม์
ครานน้ั วันทองฟังรบั สั่ง ให้ละล้าละลังเปน็ หนักหนา
ครน้ั จะทูลกลวั พระราชอาชญา ขนุ ช้างแลดูตายักค้ิวลน
ครานน้ั จงึ โฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองดว้ ยลูกเปน็ หนักหนา
พอ่ พลายงามทรามสวาดิของแม่อา แมโ่ ศกาเกือบเจียนจะบรรลยั
ใชจ่ ะอ่มิ เอบิ อาบดว้ ยเงินทอง มิใชข่ องตัวทำมาแตไ่ หน
๗๑
ท้ังผู้คนช้างมา้ แลขา้ ไท ไม่รกั ใครเ่ หมือนกบั พ่อพลายงาม
ครั้นเวลาดึกกำดัดสงดั เงียบ ใบไมแ้ ห้งแกรง่ เกรยี บระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง”
๕.๑.๒) เสยี งสระสมั ผสั คอื การเล่นเสยี งสระเสยี งเดียวกันสมั ผัสกนั นอกจากสัมผัสนอกอัน
เปน็ สัมผสั บงั คบั แล้ว สมั ผัสในแต่ละวรรคจะช่วยเพิ่มความไพเราะย่ิงข้นึ เชน่
เงยี บสัตวจ์ ตั ุบททวบิ าท ดาวดาษเดือนสวา่ งกระจ่างไข
นำ้ ค้างตกกระเซ็นเยน็ เยือกใจ สงัดเสยี งคนใครไม่พูดจา
ไดย้ ินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมลอ่ งดังถงึ เคหา
คะเนนับย่ำยามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดหว่ งทกั ทนิ
สัมผสั สระ ได้แก่ สตั ว์ - จัตุ(บท), สว่าง - กระจ่าง, เซน็ - เยน็ , ใคร - ไม,่ ย่ำ - จำ, ยาม - สาม
คราน้นั ขุนชา้ งไดฟ้ ังวา่ แคน้ ดังเลือดตาจะหลั่งไหล
ดบั โมโหโกรธาทำวา่ ไป เรากไ็ ม่ว่าไรสดุ แต่ดี
พระสตู รรดู กรา่ งกระจา่ งองค์ ขุนนางกราบราบลงเป็นขนัด
ทัง้ หนา้ หลงั เบียดเสียดเยียดยัด หมอบอดั ถดั กนั เปน็ หลัน่ ไป
ครัน้ ว่ารุ่งสางสว่างฟา้ สุริยาแย้มเยีย่ มเหลี่ยมไศล
จะกลา่ วถึงพระองค์ผทู้ รงชัย เนาในพระท่นี ่ังบลั ลังก์รตั น์
อยกู่ ับอา้ ยชา้ งไมอ่ ยู่ได้ เกิดรังเกยี จเกลียดใจด้วยชงั หัว
ดยู ักใหมย่ า้ ยเก่าเฝา้ เปลย่ี นตัว ตกวา่ ชั่วแล้วมึงไม่ไยดี ฯ
คิดคะนงึ ตะลงึ ตะลานอก ดงั ตัวตกพระสุเมรภุ ผู า
ใหอ้ ธุ จั อดั อนั้ ตันอุรา เกรงผดิ ภายหนา้ ก็สดุ คดิ
๕.๑.๓) เสียงวรรณยุกต์สัมผัส (การเล่นเสียงวรรณยุกต์) คือการเล่นเสียงวรรณยุกต์ระดับ
ตา่ ง ๆ ตดิ ๆ กนั เช่น
ครานน้ั พระองคผ์ ู้ทรงภพ ฟงั จบแคน้ คั่งด่งั เพลิงไหม้
เหมอื นดนิ ประสิวปลวิ ติดกบั เปลวไฟ ดดู ู๋เป็นไดอ้ วี ันทอง
๕.๑.๔) การเล่นคำ กวนี ำคำคำเดียวมาใชใ้ นทีใ่ กล้ๆ กัน เพอื่ ทจี่ ะย้ำความหมายของเนื้อความ
ให้หนักแนน่ มากขึ้น เชน่
วันน้นั แพก้ เู มือ่ ดำนำ้ ก็กริ้วซ้ำจะฆา่ ใหเ้ ปน็ ผี
แสนแค้นดว้ ยมารดายงั ปรานี ใหไ้ ปขอชวี ขี นุ ช้างไว้
แคน้ แมจ่ ำจะแก้ใหห้ ายแค้น ไมท่ ดแทนอ้ายขุนชา้ งบา้ งไม่ได้
หมายจติ คดิ จะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะหม์ ันดี
กวเี ลน่ คำว่าแคน้ เพื่อจะเน้นความหมายใหเ้ ห็นว่าพลายงามคิดเคืองแคน้ ขุนช้างอยู่ตลอดเวลา และเป็น
ความแค้นทีฝ่ ังใจ
๗๒
๕.๒) อลงั การทางภาษา
การสร้างจินตภาพ คือ การใชถ้ ้อยคำทเ่ี ดน่ ท้ังเสยี งและความหมายในการแต่งขอ้ ความ
- จินตภาพดา้ นภาพ เชน่
จะกล่าวถงึ พระองค์ผทู้ รงเดช เสดจ็ คืนนิเวศน์พอจวบคำ่
ฝีพายรายเลม่ มาเตม็ ลำ เรือประจำแหนแห่เซง็ แซ่มา
พอเรือพระท่ีนง่ั ประทับท่ี ขนุ ช้างกร็ ีล่ งตีนท่า
ลอยคอชูหนงั สือด้ือเขา้ มา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ
เข้าตรงบโทนอ้นตน้ กญั ญา เพ่ือนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเส้ือ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลดั ตกเรือ รอ้ งวา่ เสอื ตัวใหญว่ า่ ยน้ำมา
ขุนชา้ งดึงดอื้ มอื ยึดเรอื มใิ ช่เสอื กระหม่อมฉานล้านเกศา
สู้ตายขอถวายซึ่งฎกี า แค้นเหลอื ปญั ญาจะทานทน ฯ
- จินตภาพดา้ นเสียง เช่น
ได้ยนิ เสยี งฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดงั ถงึ เคหา
คะเนนบั ย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทิน
จะกล่าวถงึ เจ้าจอมหมอ่ มขุนช้าง นอนครางหลับกรนอย่ปู น่ เป้ือน
อัศจรรยฝ์ ันแปรแชเชอื น ว่าขเ้ี รื้อนข้ึนตวั ทว่ั ท้ังนนั้
อสนคี รนื้ ครนั่ สนนั่ ก้อง นำ้ ฟา้ หาต้องดอกไม้ไม่
กระเซ็นรอบขอบสระสมุทไท หววิ ใจแล้วก็หลบั กบั เตยี งนอน ฯ
- จนิ ตภาพดา้ นแสง เชน่
ฟา้ ขาวดาวเดน่ ดวงสว่าง จนั ทร์กระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จงึ เซ่นเหลา้ ข้าวปลาใหพ้ รายกิน เสกขม้นิ วา่ นยาเข้าทาตัว
ข้าไทนอนหลับลงทับกนั สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงชน้ั สาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแกว้ แววจบั ตา
พอขณะมารดามาส่งทุกข์ ร้องปลุกเขา้ ไปถึงในห้อง
จงึ รบี มาเร็วไวดังใจปอง รักษาจนแสงทองสวา่ งฟา้
ขา้ ไทนอนหลบั ลงทบั กัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงช้นั สาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อรา่ มแสงโคมแกว้ แววจับตา
- จนิ ตภาพดา้ นกลนิ่ เช่น
เหมือนแมลงวนั ว่อนเคล้าที่เน่าชัว่ มาเกลือกกล้ัวปทุมาลยท์ ี่หวานหอม
ดอกมะเด่ือฤๅจะเจือดอกพะยอม วา่ นักแมจ่ ะตรอมระกำใจ
๗๓
๓. คณุ ค่าดา้ นสงั คม
๑. สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ของครอบครัวขุนนางในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีความจงรักภักดีต่อ
พระมหากษตั ริย์มาก พระมหากษตั ริย์ตรสั สงิ่ ใดกจ็ ะเชือ่ ฟงั
๒. ในสมยั กอ่ นไมม่ ีตัวบทกฎหมายที่แน่นอน ฉะนนั้ พอมคี ดีความอะไรก็ต้องอาศยั พระราชวินิจฉัยของ
พระมหากษัตรยิ แ์ ละก็ข้นึ อยู่กับพระอารมณอ์ ีกดว้ ย
๓. สถานภาพของหญิงไทยสมัยโบราณไมม่ ีอิสระในการตดั สินใจในการดำเนินชีวิตของตน ซึ่งต่างจาก
หญิงไทยในปัจจุบนั
๔. การแต่งกายแสดงให้เห็นถึงลักษณะการนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปจนเหนือหัวเข่า ที่เรียกว่า ถกเขมร
ความวา่
ลกุ ข้นึ ถกเขมรรอ้ งเกนไป ทดุ อ้ายไพรข่ ้คี รอกหลอกผ้ดู ี
๕. สะท้อนให้เห็นถงึ วฒั นธรรมการบอกเวลา โดยการใช้ฆอ้ งตใี หเ้ กดิ เสยี ง ความว่า
ได้ยนิ เสยี งฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถงึ เคหา
คะเนนบั ย่ำยามไดส้ ามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทนิ
๖. สะทอ้ นสภาพความเป็นอยู่ของคนในสงั คม ความว่า
หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบกิ บานกา้ นกลาดกิ่งไสว
เรณฟู ูร่อนขจรใจ ย่างเทา้ กา้ วไปไมโ่ ครมคราม
ขา้ ไทนอนหลับลงทับกนั สะเดาะกลอนถอนลน่ั ถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลบั วับแวมวาม อรา่ มแสงโคมแก้วแววจบั ตา
ม่านมลู่ ่มี ฉี ากประจำก้ัน อฒั จนั ทรเ์ คร่ืองแกว้ กห็ นกั หนา
ชมพลางยา่ งเย้ืองชำเลอื งมา เปิดมุ้งเหน็ หน้าแมว่ ันทอง
จากบทประพันธ์สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ของผู้ท่ีมีฐานะร่ำรวย จะประดับประดาบ้านเรือน
อย่างสวยงาม พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวาร และตกแต่งต้นไม้ดอกไม้อย่างสวยงาม ข้าทาสในบ้านนอนเกยกนั
อยู่ โดยลงกลอนไว้แน่นหนาถึงสามชั้น ภายในเรือนมีกระจกเป็นฉากต้องแสงโคมไฟแวววับจับตา ม่านมูล่ี
จัดแต่งเปน็ ฉากและเคร่ืองแก้ววางเปน็ ชัน้ ๆ มากมาย
๗. สะทอ้ นคา่ นิยมของคนในสังคม
๗.๑) คา่ นิยมเกีย่ วกบั การมีสมั มาคารวะ ความวา่
จะใคร่ถบี ขุนช้างทีก่ ลางตัว นกึ กลัวจะถกู แมว่ นั ทองนัน่
พลางนงั่ ลงนอบนบอภวิ นั ทน์ สะอ้ืนอ้ันอกแคน้ น้ำตาคลอ
พลายงามรู้จักแสดงความเคารพนบน้อมมีสัมมาคารวะแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ท ำให้ขุ่นเคืองใจ
แต่เมื่อมาเห็นมารดาก็ยังระลกึ ถงึ พระคุณเข้าไปกราบไหว้
ครานน้ั วเิ ศษผลคนวอ่ งไว ยกมือขนึ้ ไหว้ไมว่ ิ่งหนี
รอ้ งตอบไปพลันในทันที คนดดี อกขา้ ไหวใ้ ชค่ นพาล
ขา้ พเจา้ เปน็ บ่าวพระหมนื่ ไวย เป็นขนุ หมืน่ รบั ใชอ้ ยู่ในบ้าน
ท่านใชใ้ ห้กระผมมากราบกราน ขอประทานคืนนี้พระหมนื่ ไวย
หมน่ื ขนุ วเิ ศษยกมือไหวข้ ุนช้าง แม้ขุนชา้ งจะไม่ได้เป็นเจ้านายของตน แสดงได้ถึงการมีสัมมาคารวะ
๗๔
๗.๒) ค่านยิ มเกย่ี วกบั ผหู้ ญงิ ต้องมสี ามีคนเดยี ว ไมน่ ยิ มผู้หญงิ ทม่ี ีพฤติกรรมเย่ียงนางวันทอง
คือมีสามีสองคนในเวลาเดียวกัน แม้โดยจริงแท้แล้วการท่ีนางตอ้ งมสี ามีสองคนน้ันมิใชเ่ กิดจากความปรารถนา
ของนางเอง แต่ในจดุ นส้ี งั คมก็มองขา้ มเห็นได้แตเ่ พียงผิวเผนิ วา่ นางเปน็ คนท่ีไม่นา่ นยิ มน่ารงั เกียจ คำพิพากษา
ให้ได้รับพระราชอาญาถึงประหารย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลของค่านิยมด้านนี้ของสังคมไทย ดังคำกลอนที่
สมเด็จพระพนั วษาทรงบรภิ าษนางว่า ความว่า
ว่าหญิงชวั่ ผัวยงั คราวละคนเดยี ว หาตามตอมกนั เกรียวเหมือนมงึ ไม่
หนักแผ่นดนิ กูจะอยไู่ ย อ้ายไวยมึงอย่านบั ว่ามารดา
กเู ลีย้ งมงึ ถงึ ให้เปน็ หวั หมืน่ คนอ่นื รู้วา่ แมก่ ข็ ายหน้า
อ้ายขุนชา้ งขุนแผนท้ังสองรา กจู ะหาเมียใหอ้ ยา่ อาลัย
หญิงกาลกิณีอีแพศยา มนั ไม่น่าเชยชดิ พิสมัย
ทรี่ ปู รวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสยี เถดิ อีคนนี้
ในทางตรงกันข้ามค่านิยมเกี่ยวกับการมีภรรยาหลายคนในเวลาเดียวกันนั้นกลับปรากฏอยู่ในหมู่
คนชั้นสูง โดยเฉพาะผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ของไทย เช่นในเรื่องนี้ขุนแผน พลายงามก็มีลักษณะดังกล่าวน้ี
แต่สังคมไม่รังเกียจ กลับนิยมและยกย่อง เพราะค่านิยมกำหนดว่าลักษณะเช่นนี้เป็นเครื่องเสริมบารมี
และความเปน็ บรุ ุษชาตอิ าชาไนยให้มากย่งิ ขน้ึ
๘. สะท้อนขนบธรรมเนยี มและประเพณีและวัฒนธรรม
๘.๑) บทบาทของพระมหากษัตริย์ต่อประชาชนในสังคมไทย สมเด็จพระพันวษานั้น
ถ้าพจิ ารณาวเิ คราะห์อยา่ งละเอยี ดก็จะเห็นวา่ แมจ้ ะทรงเปน็ เจ้าชีวิตมีพระราชอำนาจอนั ลน้ พ้นแต่ก็มิได้ทรงใช้
พระราชอำนาจอย่างปราศจากเหตุผลหรือด้วยพระอารมณ์หากได้ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเหมาะสม
และทรงเมตตาครอบครัวขุนแผน เพราะเห็นแก่ความดีความชอบที่เคยสร้างไว้ให้แก่บ้านเมือง นอกจากนี้
ทรงดำรงพระองค์อยู่ในฐานะของกษัตริย์ปกครองประเทศซึ่งจะต้องแก้ปัญหาระดับประเทศแล้วยังต้อง
แก้ปัญหาระดับครอบครัวของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอีกด้วย ทรงเปรียบเสมือนพ่อหรือผู้ใหญ่ในครอบครัว
เวลาคนในครอบครัวมีเร่ืองเดือดร้อนหรือเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมาฟอ้ งร้อง พระองค์ทรงมีหนา้ ที่ตัดสินคล่ีคลาย
ปัญหา เช่นในกรณีที่ขุนช้างมาถวายฎีกา ครั้งนี้แม้จะทรงกริ้ว ด้วยทรงรู้สึกว่าขุนช้างก่อเรื่องวุ่นวายไม่จบส้ิน
แตก่ ม็ ิได้ทรงละเลย ทรงนำมาพจิ ารณา ความว่า
อีวนั ทองกูใหอ้ า้ ยแผนไป อา้ ยชา้ งบงั อาจใจทำจู่ลู่
ฉดุ มันข้ึนช้างอ้างถงึ กู ตะคอกข่อู วี นั ทองให้ตกใจ
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆ่ียนตีเสยี ให้ยบั ไมน่ ับได้
มะพรา้ วห้าวยัดปากให้สาใจ อา้ ยหม่ืนไวยกโ็ ทษถึงฉกรรจ์
มงึ ถอื วา่ อวี ันทองเปน็ แมต่ วั ไมเ่ กรงกลวั เว้โวท้ ำมหนั ธ์
ไปรับไยไมไ่ ปในกลางวัน อ้ายแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ
มนั เหมอื นวัวเคยขาม้าเคยข่ี ถงึ บอกกวู า่ ดีหาเชือ่ ไม่
อ้ายช้างมนั ก็ฟอ้ งเป็นสองนัย ว่าอ้ายไวยลักแมใ่ หบ้ ดิ า
เป็นราคขี อ้ ผิดมีตดิ ตัว หมองมัวมลทนิ อย่หู นกั หนา
ถ้าอา้ ยไวยอยากจะใคร่ไดแ้ ม่มา ชวนพ่อฟอ้ งหาเอาเป็นไร
อัยการศาลโรงก็มีอยู่ ว่ากตู ัดสินให้ไมไ่ ด้
ชอบทวนดว้ ยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู
๗๕
เมื่อทรงทราบสาเหตุที่มาฟ้องก็โปรดให้ไต่สวนด้วยความเป็นธรรมแก่ทุกคน มีพระราชประสงค์
จะระงบั เหตรุ า้ วฉานทงั้ ปวงใหส้ ้ินไป ด้วยการเปิดโอกาสให้นางวนั ทองเป็นผตู้ ัดสนิ ใจเองแต่นางวันทองตกอยู่ใน
ภาวะลำบาก ตื่นเต้นหวาดหวั่น เพราะอยู่ต่อหน้าพระที่นั่ง ทั้งเกิดความขัดแย้งในใจอย่างรุนแรงที่มิสามารถ
ตัดสนิ ใจได้ทันที
สมเด็จพระพันวษาทรงกริ้วด้วยเข้าพระทัยว่านางมักมากในทางตัณหาราคะ ตรัสบริภาษนาง
อยา่ งรนุ แรง เหตุการณ์การตัดสินคดใี นคร้ังน้ีแสดงถึงพระราชภาระท่ีดเู หมือนจะอยู่นอกเหนือจากบทบาทของ
พระมหากษัตริย์แต่สมเด็จพระพันวษาก็ยังทรงถือเป็นหน้าที่ด้วยพระเมตตาซึ่งค ำตัดสินนั้นถ้าอ่านแต่เพียง
ผิวเผินอาจตำหนิว่าพระองค์ทรงใช้พระอารมณ์แต่ถ้าพินิจพิเคราะห์ให้ดีก็จะเข้าใจและซาบซึ้งใน
พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกร ก็จะเห็นว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะยุติปัญหาชายสองหญิงหนึ่งที่
เป็นความกันไม่จบไม่สิ้นนี้อีกทั้งพระองค์ทรงไม่พอพระทัยในการกระทำของจม่ืนไวยที่ลอบขึ้นเรือนผู้อื่นทั้งที่
ตนเป็นขุนนางมียศศักดิ์กลับไม่รักษากฎหมายบ้านเมือง ดังนั้นพระองค์จึงทรงตัดสินคดีให้เด็ดขาดเพื่อให้จบ
เรื่องวุ่นวาย พสกนิกรทุกหมู่เหล่าจะได้เห็นเป็นแบบอย่างว่า ไม่ก่อปัญหาให้ต้องเดือดร้อนวุ่นวายจะได้อยู่กัน
อยา่ งสงบสุขเพราะนอกจากนางวนั ทองจะมสี ว่ นผลักดันให้เหตุการณเ์ ป็นไปแล้วยงั มปี ัจจัยมากมายทางสังคมท่ี
ผลักดันให้พระองค์ทรงตัดสินไปเช่นนั้น เช่น หน้าที่ของพระมหากษัตริย์ที่จะต้องจรรโลงไว้ซึ่งแบบแผน
จริยธรรมอันดีงาม ปัจจยั ดา้ นค่านิยมของสงั คม เปน็ ต้น
๘.๒) บทบาทของสตรีในสังคมไทย นางวันทองเป็นตัวอย่างของสตรีไทยโบราณโดยแท้คือ
เกิดมาเพื่อรับบทของบุตรี ภรรยา และมารดา ตามที่ธรรมชาติและสังคมเป็นผู้กำหนด และเมื่อต้องรับบท
พลเมืองก็เป็นพลเมืองตามที่ผู้ปกครองพึงปรารถนาให้เป็น ทั้งบทบาทและการปฏิบัติตามบทดังกล่าวมานี้
นางวันทองไม่เคยมีโอกาสได้เลือก อาจได้เพียงแต่คิดแต่ไม่เคยปฏิบัติตามใจคิด ความไม่เคยเป็นตัวของตัวเอง
ของนางวันทองนั้น จะเห็นได้จากตอนท่ีนางกล่าวกับจมื่นไวยวา่
ทกุ วนั น้ใี ชแ่ มจ่ ะผาสกุ มแี ตท่ กุ ขใ์ จเจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมทตี่ ดิ ตาม จะขนื ความคดิ ไปก็ใช่ที
เมือ่ พอ่ เจ้าเข้าคุกแมท่ อ้ งแก่ เขาฉดุ แมใ่ ช่จะแกลง้ แหนงหนี
ถงึ พอ่ เจ้าเล่าไมร่ ้วู า่ รา้ ยดี เปน็ หลายปีแม่มาอยูก่ บั ขนุ ช้าง
เมอ่ื พ่อเจ้ากลบั มาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแตส่ ักอยา่ ง
เมอื่ คราวตัวแมเ่ ปน็ คนกลาง ท่านก็วางบทคนื ใหบ้ ิดา
จะเห็นได้ว่า นางวันทองถูกกำหนดเส้นทางเดินของชีวิตให้เป็นไปตามความปรารถนาของผู้อื่นทั้งสิ้น
นางจำใจต้องทนรับภาวะนั้นๆ เพราะถึงนางจะขืนความคิดไปก็ใช่ที่ ไม่มีความหมาย การที่กวีใช้คำว่า
วางบทได้แสดงให้เห็นว่านางวันทองต้องแสดงไปตามบทที่ผู้อื่น หยิบยื่นให้ด้วย ความเคยชินจากการที่เป็นผู้
ปฏิบัติตามและเป็นท่ีรองรบั ความปรารถนาของผูอ้ ื่นมาโดยตลอดนี้เอง เมื่อสมเด็จพระพันวษาทรงเปิดโอกาส
ให้นางไดเ้ ลอื กทางเดินชิีวติ ของตนเอง นางกว็ ้าวนุ่ ใจไม่อาจตัดสินใจได้ จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์อันเศร้าสะเทือน
ใจในทีส่ ดุ
๗๖
๙. ความเชือ่ ท่ีปรากฏในเรือ่ ง
๙.๑) ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เช่น ตอนที่พลายงามคิดที่จะขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อลักพา
นางวันทองมาอยู่ด้วย พลายงามต้องเตรียมตัวหลายประการ เริ่มจากดูเวลา เซ่นพราย เสกขมิ้น ลงยันต์
ใส่มงคล เป่ามนตร์ และบรกิ รรมคาถากอ่ นจะลงเรือน
คะเนนบั ย่ำยามไดส้ ามครา ดูเวลาปลอดห่วงทกั ทิน
ฟา้ ขาวดาวเดน่ ดวงสว่าง จันทร์กระจา่ งทรงกลดเมฆหมดสิ้น
จึงเซ่นเหลา้ ขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมิน้ ว่านยาเขา้ ทาตัว
ลงยันตร์ าชะเขา้ ปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใสห่ วั
เปา่ มนตรเ์ บอื้ งบนชอ่มุ มัว พรายย่ัวยวนใจให้ไคลคลา
เห็นคนนอนลอ้ มอ้อมเปน็ วง ประตูล่ันมั่นคงขอบร้วั กนั้
กองไฟสวา่ งดังกลางวนั หมายสำคญั ตรงมาหน้าประตู
จึงรา่ ยมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพ์ท่ีฝังอยู่
ภตู พรายนายขุนชา้ งวางวิ่งพรู คนผใู้ นบ้านกซ็ านเซอะ
ทงั้ ชายหญิงงว่ งงมลม้ หลับ นอนทบั ควำ่ หงายก่ายกันเปรอะ
จปี่ ลาคาไฟมนั ไหลเลอะ โงกเงอะงยุ งมไมส่ มประดี
ใชพ้ รายถอดกลอนถอนลมิ่ รอยทมิ่ ถอดหลดุ ไปจากท่ี
ย่างเทา้ ก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแตส่ กั คน
มีแต่หลบั เพ้อมะเมอฝัน ทง้ั ไฟกองป้องกนั ทกุ แห่งหน
ผคู้ นเงยี บสำเนยี งเสยี งแต่กรน มาจนถงึ เรือนเจ้าขนุ ชา้ ง
จุดเทยี นสะกดขา้ วสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าตา่ งกาง ยา่ งเท้าก้าวขึน้ รา้ นดอกไม้
ครานัน้ วันทองเจ้าพลายงาม ไดฟ้ ังความครา้ มครัน่ หว่ันไหว
ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไวใ้ จจึงเสกดว้ ยเวทมนตร์
สีข้ผี ้ึงสีปากกินหมากเวท ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน
นำ้ มนั พรายนำ้ มนั จันทน์สรรเสกปน เคยค้มุ ขังบงั ตนแตไ่ รมา
แล้วทำผงอทิ ธิเจเขา้ เจมิ พักตร์ คนเห็นคนทักรกั ทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจนั ทน์นำ้ มนั ทา เสร็จแลว้ กพ็ าวนั ทองไป ฯ
ขนุ แผนจะพานางวันทองเขา้ เฝ้าพระพันวษา ขนุ แผนเรยี กนางวันทองเข้าไปทำพธิ ีในห้องก่อนโดยเสก
ขี้ผึ้งให้นางวันทองทาปาก และเสกหมากให้กิน จากนั้นทำผงอิทธิเจเจิมหน้า และเสกน้ำมันทาตัว ซึ่งครั้งนี้
ขนุ แผนใช้ไสยศาสตรไ์ ม่ได้ผล เพราะไม่สามารถฝืนชะตากรรมของนางวันทองได้ ในทส่ี ดุ พระพันวษาทรงตัดสิน
ให้ประหารชีวติ นางวันทองด้วยขอ้ หาวา่ นางเปน็ “หญิงกาลกิณอี แี พศยา”
๙.๒) ความเช่ือเรอื่ งความฝัน เชน่ ตอนทีพ่ ลายงามมาลักพาตวั นางวันทอง ขุนชา้ งนอนหลับ
ฝนั ว่า มีข้เี รอื้ นข้นึ ตามตัวและกนิ ถงึ ปอดตับไต ตลอดจนลำไส้ท้ังหมด และฟันก็หกั ออกจากปาก ความว่า
จะกลา่ วถึงเจ้าจอมหมอ่ มขุนช้าง นอนครางหลบั กรนอยู่ป่นเปื้อน
อัศจรรย์ฝันแปรแชเชือน วา่ ขเ้ี รอ้ื นขึ้นตวั ทวั่ ทง้ั นน้ั
หาหมอมารักษายาเข้าปรอท มนั กนิ ปอดตับไตออกไหลล่ัน
ทัง้ ไส้นอ้ ยไส้ใหญแ่ ลไสต้ ัน ฟันฟางกห็ กั จากปากตัว
๗๗
ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงยี บ ใบไม้แห้งแกร่งเกรยี บระรบุ รอ่ น
พระพายโชยเสาวรสขจายจร พระจันทรแจม่ แจง้ กระจา่ งดวง
ดุเหวา่ เร้าเสยี งสำเนียงกอ้ ง ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง
วันทองนอ้ งนอนสนิททรวง จติ รง่วงระงบั สภู่ วงั ค์
ฝันวา่ พลัดไปในไพรเถ่อื น เลอ่ื นเปือ้ นไมร่ ้ทู จี่ ะกลบั หลัง
ลดเล้ยี วเท่ียงหลงในดงรงั ยงั มีพยัคฆรา้ ยมาราวี
ทงั้ สองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางด้นั ป่ามาถงึ ที่
โดดตะครบุ คาดค้ันในทนั ที แล้วฉดุ ครา่ พารี่ไปในไพร
ครานน้ั ขุนแผนแสนสนทิ ฟงั ความตามนิมิตก็ใจหาย
ครั้งน้นี า่ จะมีอนั ตราย ฝนั รา้ ยสาหัสตัดตำรา
ก่อนที่นางวันทองจะเสียชีวิต นางก็ฝันว่าตนเองพลัดหลงเข้าปา่ หาทางกลับไม่ได้ จนกระท่ังมีเสือสอง
ตัวตะครุบพานางเขาไปในป่า นางจึงตกใจตื่นและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ขณะที่เล่าก็มีเสียงหนูที่ใต้เตียง
แมงมุมทุ่มอกที่ข้างฝา ซึ่งตามความเชื่อของคนโบราณเป็นลางร้ายขุนแผนเมื่อได้ฟังความฝันของนางวัน ทอง
ถึงกับใจหาย และแอบน้ำตาไหล น้ันย่อมแสดงว่า ขุนแผนมีความรู้ทางโหราศาสตร์อยู่แล้ว จึงทราบว่า
นางวนั ทองจะมีภยั แต่กแ็ กลง้ ทำนายฝนั ให้เป็นเร่อื งดีเพือ่ ปลอบใจนางวันทอง
๙.๓) ความเชื่อเรื่องกรรม คนไทยนับถือศาสนาพุทธจึงมีความเชื่อเรื่องกรรม หรือผลที่เกิด
จากการกระทำ และเชื่อว่าการกระทำของตนในชาติที่แล้วย่อมส่งผลในชาติปัจจุบัน ดังนั้นใครทำดีย่อมได้ดีมี
ความสุข ใครทำช่ัวยอ่ มได้รบั ผลร้าย และความทุกขต์ อบแทน ตวั ละครในเรื่องขุนชา้ งขนุ แผน เม่อื ประสบชะตา
กรรมที่ทำให้ตนเองพบความทุกข์จึงมักลงความเห็นว่า เป็นเรื่องของเวรกรรมชักนำให้เป็นไป เช่น พลายงาม
คิดถงึ นางวันทองว่าไมค่ ูค่ วรกับขุนชา้ ง และสาเหตุทที่ ำให้ทงั้ สองต้องไปครองค่กู ันเป็นเพราะ “เคราะหก์ รรม”
แม่วนั ทองต้องหมองนวล ไม่สมควรเคียงคกู่ บั ขนุ ชา้ ง
เออน่เี น้อื เคราะห์กรรมมานำผดิ นา่ อายมติ รหมองใจไมห่ ายหมาง
ฝา่ ยพ่อมบี ุญเปน็ ขนุ นาง แต่แมไ่ ปแนบข้างคนจญั ไร
นางวันทองก็มีความเชื่อเรื่องกรรมเช่นกัน ชีวิตของนางต้องพบกับความขมขื่น และความทุกข์
ตลอดมา แต่นางไมอ่ าจฝนื ชะตากรรมไดน้ างจึง
“ตอ้ งจำจนทนกรรมทีต่ ิดตาม จะขนื ความคดิ ไปกใ็ ชท่ ี”
พลายงามแสดงความโกรธที่นางวันทองไม่ยอมไปกับตน จึงยอมที่จะรับบาปเนื่องจากจะตัดศีรษะ
นางวันทองไปและทง้ิ เฉพาะรา่ งกายใหอ้ ยู่กับขุนช้าง ความว่า
แม้มิไปใหง้ ามก็ตามใจ จะบาปกรรมอยา่ งไรกต็ ามที
จะตัดเอาศีรษะของแมไ่ ป ทง้ิ แต่ตวั ไว้ใหอ้ ยู่นี่
ตอนที่ขุนแผนมาง้องอนนางวันทองในห้องนอน นางวันทองไม่ยินยอมที่จะมีสัมพันธ์กับขุนแผนฉัน
สามภี รรยาด้วยเกรงว่าจะเป็นบาป เพราะนางได้ชอ่ื ว่ามขี ุนช้างเปน็ สามอี ยู่
ถึงตัวไปใจยงั นับอยู่ว่าผัว น้องนี้กลัวบาปทบั เม่ือดบั จติ
หญิงเดยี วชายครองเปน็ สองมติ ร ถา้ มิปลิดเสียใหเ้ ปล้อื งไม่ตามใจ
จะเห็นว่า การพลัดพรากกันความทุกข์ทางใจ และแม้แต่เรื่องการผิดประเวณีล้วนเก่ียวโยงกับเรื่อง
เคราะห์กรรม บาปบุญแทบทงั้ ส้นิ ซงึ่ ตวั ละครทก่ี ล่าวมาลว้ นมคี วามเชือ่ ในเร่ืองกรรมทุกคน
๗๘
๙.๔) ความเชื่อเรือ่ งจารีตประเพณี สังคมไทยเป็นสังคมที่มีพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางใน
การดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงรับเอาคำสอนตามหลักศาสนามายึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี
ของการเชื่อถือ และพัฒนาเป็นประเพณีนิยมหล่อหลอมอยู่ด้วย จารีตประเพณีหรือกฎศีลธรรมเป็นสิ่งที่สงั คม
ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เนื่องจากมีเรื่องของศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องของ
ความถูกผดิ ความดคี วามชัว่ การถกู ตำหนิหรอื ได้รับการลงโทษจากคนในสงั คม เชน่ การทหี่ ญงิ มีสามีหลายคน
หรือการที่หญิงมีสามีอยูแล้ว แต่กลับไปมีสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับชายอื่นอีก สังคมจะตราหน้าว่าหญิงคนนั้นเป็น
“หญิงกาลกิณีอีแพศยา” วันทองนั้นมีความเชื่อในเรื่องจารีตประเพณีมาตั้งแต่วัยแรกรุ่น แต่เนื่องจาก
คนรอบข้างชักนำให้นางกระทำผิดจารีตประเพณีในเรื่องการไม่รักนวลสงวนตัว ถึงขั้นยอมเป็นเมียขุนเเผน
ก่อนจะได้แต่งงานกัน แต่นางวันทองยังโชคดีที่ขุนแผนรับผิดชอบโดยจัดพิธีแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน
อย่างถูกตอ้ งตามประเพณี
ครั้นขุนแผนมีรักใหม่กับนางลาวทอง นางวันทองต้องตกเป็นภรรยาของขุนช้าง ด้วยความไม่เต็มใจ
ต่อมาขุนแผนพานางวันทองไปจากขุนช้าง และหนีเข้าไปตกระกำลำบากที่กลางป่า ครั้งนี้ถือว่านางวันทองมี
มลทินติดตัว เนื่องจากนางเป็นภรรยาของขุนช้างแล้วแต่กลับไปเป็นภรรยาของขุนแผนซึ่งเป็นสามีเก่าอีก
อย่างไรก็ตาม นางวันทองก็พ้นมลทินเมื่อพระพันวษาสั่งสอบสวนคดีความ ผลการตัดสินพบว่าขุนช้างเป็น
ฝ่ายผิด พระพันวษาจึงตัดสินให้นางวันทองเป็นภรรยาของขุนแผนตามเดิม ครั้นขุนแผนต้องโทษติดคุก
และนางวันทองกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด ขุนช้างฉวยโอกาสดักฉุดนางวันทองไปเป็นภรรยาตนอีกครั้งหน่ึง
ซึ่งครั้งนี้นับว่าขุนช้างทำผิดจารีตประเพณี ตลอดจนผิดกฎหมายบ้านเมืองที่บังคับหญิง ซ่ึงมิใช่ภรรยาตนมา
เป็นภรรยาของตนจนเวลาผ่านไปสิบแปดปี ก็ไม่มีใครที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับขุนช้างเลย ครั้นพลายงามบังคับ
พานางวันทองมาอยู่บ้านตน ขุนแผนพยายามจะฟืน้ ความสัมพันธ์ฉันสามภี รรยากบนางวันทอง แต่นางวันทอง
ไมย่ ินยอมและรู้ตัวว่าตนนั้นมีมลทิน หรือทำผดิ จารีตประเพณนี ่ันเอง ความว่า
ชอบผิดพ่อจงคดิ คะนงึ ตรอง อนั ตัวน้องมลทนิ หาสน้ิ ไม่
ประหน่ึงว่าวนั ทองน้ีสองใจ พบไหนกเ็ ปน็ แตเ่ ช่นน้นั
นางวันทองไม่ยอมใจอ่อนเป็นภรรยาขุนแผนเพราะนางยึดม่ันในจารีตประเพณีว่า “หญิงเดียวชาย
ครองเป็นสองมติ ร ถ้ามิปลดิ เสยี ให้เปลอ้ื งก็ตามใจ”
๙.๕) ความเชื่อในอำนาจพระมหากษัตริย์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
ตอนต้นถือว่า พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทพ ทรงมีอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมือง เเละทรงตัดสินคดี
ความต่าง ๆ หากมีผู้ถวายฎีกา รวมทั้งสามารถให้คุณให้โทษแก่ทุกคนได้ ทำให้พสกนิกรมีทั้งความจงรักภักดี
ความกลัวเกรงและความเชื่อในอำนาจของพระมหากษัตริย์ตัวละครทุกตัวในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผนตอน
ขุนช้างถวายฎีกาล้วนมีความเชื่อ ในอำนาจของพระมหากษัตริย์ทั้งพลายงาม นางวันทอง ขุนแผนและขุนช้าง
เเสดงความเช่ือทางดา้ นนี้ชัดเจนที่สุด ซงึ่ จะวิเคราะหอ์ ย่างละเอียด ดงั นี้
พลายงามเป็นขนุ นางในพระพนั วษา และทราบดถี ึงกฎหมายบา้ นเมอื ง นอกจากนย้ี ังเชอื่ ในอำนาจของ
พระมหากษัตริย์ เห็นได้จากบทเสภาที่กล่าวถึงพลายงามนั่งตรึกตรองถึงการกระทำของตนที่ไปลักพา
นางวนั ทองมา และเกิดความกังวลว่าขนุ ช้างจะทูลฟ้อง ทำใหต้ นกบั นางวนั ทองมคี วามผดิ ได้ ความว่า
จะกลา่ วถงึ โฉมเจา้ พลายงาม เกรงเนื้อความนั่งนกึ ตรกึ ตรองอยู่
อา้ ยขนุ ช้างสารพดั เป็นศตั รู ถา้ มนั รู้ว่าลักเอาแมม่ า
มันก็จะสอดแนมแกมเทจ็ ไปกราบทูลสมเดจ็ พระพนั วษา
ตูจะระเเวงผิดในกิจจา มารดากจ็ ะต้องซึ่งโทษภยั
๗๙
พลายงามเกรงว่าตนกับมารดาจะมีความผิด จึงออกอุบายให้หมื่นวิเศษผลไปโกหกขุนช้างว่า ตนป่วย
และอยากให้นางวันทองมาอยู่ใกล้ ๆ เมื่อหายป่วยจึงจะให้มากลับเรือนขุนช้าง ฝ่ายขุนช้างนั้นมีความเชื่อใน
อำนาจพระมหากษตั รยิ ์มากที่สดุ เพราะเมือ่ ไมพ่ อใจพลายงามกับขนุ แผน ขุนชา้ งก็รบี ร่างคำฟ้องและถวายฎีกา
ทันที ขุนช้างหวังในอำนาจของพระพันวษาเป็นที่พึ่ง และเป็นที่ระบายความแค้นของตน แม้จะต้องลอยคอ
ในน้ำเพื่อถวายฎีกาให้ได้ และยังถูกเฆี่ยนสามสิบทีโทษฐานที่เข้ามาใกล้พระองค์อย่างจู่โจม จนพระพันวษา
โปรดให้ตราพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับมาตรการรักษาพระองค์ นางวันทองเป็นผู้ที่มีความกลัวและเชื่อใน
อำนาจของพระมหากษัตริย์เปน็ อย่างยิง่ จนไม่กลา้ ตัดสนิ ใจว่าจะอยู่กับใคร จนพระพนั วษาพโิ รธ สงั่ ให้ประหาร
ชีวิตนางจะเห็นว่าพระพันวษาเป็นกษัตริย์ที่มีความเชื่อในพระองค์เอง และเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งจนบางคร้ัง
ทำให้ละเลยเหตุผลเพื่อประกอบการตัดสินคดีความ นางวันทองจึงต้องสังเวยชีวิตของตนเพราะกษัตริย์มีเเต่
ความกรวิ้ โกรธจนไรเ้ หตุผลและความเมตตา
๙.๖) ความเชือ่ เรอ่ื งโหราศาสตร์ ความเชอื่ ในเรื่องโหราศาสตร์กนั มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะ
เป็นการถือฤกษ์ถือยามหรือการพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ของอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ลางดีหรือลางร้าย
โชคหรอื เคราะห์กรรม ทำอย่างไรจึงจะมโี ชคหรอื ทำอย่างไรจึงจะพ้นเคราะหก์ รรม ดงั เช่น
ครานน้ั ขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย
คร้ังนี้น่าจะมีอันตราย ฝันรา้ ยสาหัสตัดตำรา
พเิ คราะหด์ ทู ัง้ ยามอฐั กาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเปน็ หนักหนา
มริ ้ทู ่ีจะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้านำ้ ตากระเด็น
จึงแกล้งเพทุบายทำนายไป ฝันอยา่ งน้มี ิใช่จะเกดิ เขญ็
เพราะวติ กหมกไหมจ้ งึ ได้เปน็ เน้ือเย็นอยู่กบั ผัวอย่ากลัวทุกข์
พรงุ่ น้ีพจ่ี ะแก้เสนยี ดฝนั แลว้ ทำมง่ิ สิง่ ขวัญใหเ้ ปน็ สุข
มใิ หเ้ กิดราคีกลียุค อยา่ เปน็ ทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ ฯ
ข้อคิดและคณุ ธรรม
๑. ความยดึ มน่ั ในจารีตประเพณี
คนไทยควรยึดมั่นในจารีตประเพณีที่ดีงาม เช่น หญิงควรรักนวลสงวนตัวจนกว่าจะได้แต่งงาน
อย่างถูกต้อง เมื่อแต่งงานแล้วทั้งสามีและภรรยาก็ตอ้ งซื่อสัตยต์ ่อกันตลอดไป ในขณะที่ชายอื่นกไ็ ม่ควรหลงรัก
ภรรยาของผู้อื่น และไม่ควรเป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น บทเรียนที่ตัวละครได้รับเป็นตัวอย่างที่ดีสมควรที่จะนำ
ไปปรับใช้ใหเ้ ป็นประโยชนใ์ นการดำเนินชวี ิต
๒. ความปรารถนาดีต่อผูอ้ นื่
การเหน็ ผู้อ่นื ได้ดีมีความสขุ เราควรแสดงความยนิ ดีด้วยความจรงิ ใจ และถา้ ผู้อ่นื ประสบความทุกข์ยาก
ก็สมควรใหค้ วามช่วยเหลือเกื้อกลู ตามกำลังของตนด้วยความบริสุทธ์ิใจ ความปรารถนาดตี อ่ ผอู้ น่ื จะสอนให้เป็น
คนไม่เห็นแกต่ วั คอื ตอ้ งไม่เหน็ แก่ความสขุ ส่วนตนจนกระทำาการใด ๆ เบยี ดเบยี นผู้อนื่ ใหเ้ กดิ ความทุกข์
๓. การใช้เหตผุ ลควบคุมอารมณ์
มนุษยท์ กุ คนลว้ นมีกเิ ลส มคี วามรัก โลภ โกรธ หลง เม่ืองมงายกบั ส่ิงเหล่านมี้ ากเกินไปก็อาจจะเป็นคน
ไร้เหตุผลได้ง่าย การนำเหตุผลมาควบคุมอารมณ์จะทำให้เป็นผู้มีสติ มีปัญญาที่จะไตร่ตรองปัญหาทุกอย่างท่ี
ผ่านเข้ามาในชีวิต และสามารถหาหนทางแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างสุขุมรอบคอบ คนที่ตกเป็นทาสของ
อารมณโ์ กรธ เเละอารมณห์ งึ หวง จะทำให้ตนเองไม่มีความสุข และทำให้คนรอบข้างเกดิ ความเดอื ดร้อนไปด้วย
ส่วนคนที่ตกอยู่ในอารมณ์รัก ก็ควรจะต้องรักให้เป็นรักอย่างมีสติปัญญา และรักด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกคน
พงึ ระลึกเสมอวา่ “เหตุผล” ของแตล่ ะคนไมเ่ หมือนกนั จงใจกว้างและอดทนรบั ฟังเหตผุ ลของผู้อ่ืน จากนัน้
จงึ ไตรต่ รองก่อนหากยอมรบั ไดก้ ็จงแสดงวา่ เหน็ ด้วย หากไมย่ อมรบั ก็จงใจเยน็ ทจ่ี ะอธบิ ายเหตุผลของตนให้ผู้อ่ืน
ยอมรับ หรืออาจพบกันคนละครึ่งทางโดยการปรับเหตุผลเข้าหากัน สังคมก็จะอยู่กันอย่างมีความสุขสงบ
ตลอดไป
๘๐
คำอธิบายศัพทแ์ ละข้อความ
กระแจะ ผงเครื่องหอมตา่ ง ๆ ท่ีผสมกนั ตำหรับหาหรือเจมิ โดยปกตมิ ีเครื่องประสม
คอื ไมจ้ ันทน์ ชะมดเชียง เป็นตนั
ของสำคญั ในทนี่ ้หี มายถงึ เตา้ นม ในความว่า "ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคอง
ยกของสำคัญมัน่ หมาย"
ขา้ วสารปราย ข้าวสารทเี่ สกแลว้ ซัดใหก้ ระจายไป
ขค้ี รอก ลกู ของขา้ ทาส
เครื่อง เหตุ เรอ่ื งราว ในความว่า "วา่ นกั ก็เครื่องเคอื งระคาย
เครือ่ งอาน เครือ่ งกนิ
เเง้นชิง แงน้ ในทนี่ ี้จะเป็นคำเดียวกับคำว่า แงน่ ซึง่ แปลวา่ แยกเข้ยี วจะกดั
แงน้ ชิงจึงหมายถึงแสดงอาการโกรธ แยง่ ชิงทัง้ ๆ ทีไ่ ม่สมควรจะได้
จวงจันทน์ เคร่ืองหอมทเ่ี จือด้วยไม้จวงและไม้จนั ทน์
จงั กา คอื จังกา้ เป็นลักษณะยืนถ่างขาตง้ั ท่าเตรียมสู้ เป็นต้น
จตั บุ ททวบิ าท (สตั ว)์ สี่เทา้ สองเท้า
จูล่ ู่ หนุ หนั พลนั แล ในความว่า "อ้ายชา้ งบังอาจใจทำจคู่ ู่"
ฉวยสบเพลง บังเอิญถูกจังหวะ
ฎีกา คำรอ้ งทกุ ขท์ ี่ยน่ื ถวายพระเจา้ แผน่ ดนิ
ตกวา่ ราวกบั วา่
ตราสนิ แจ้งความไว้เพ่อื เปน็ หลกั ฐาน
ตลอดสัน ตลอดสนั หลัง
ถกเขมร การนุง่ ผา้ หยกั รัง้ ขึ้นไปให้พ้นหัวเข่าถงึ งา่ มกนั บางทเี รยี กวา่ ขดั เขมร
ทรามสวาดิ ผู้เปน็ ทรี่ กั
ทวนดว้ ยลวด เฆีย่ นตดี ้วยหนังทที่ ำเป็นเส้นยาวๆ ซงึ่ เรียกวา่ ลวดหนงั
ทกั ทิน อ่านว่า หกั -กะ-กนิ หมายถึง วนั ชว่ั ร้ายตามความเชอ่ื ในตำราโหราศาสตร์
นำ้ ยืนหยั่งไม่ถึง น้ำลกึ เกินกว่าเท้าจะหยั่งถึง
บโทนอนั ตน้ กัญญา บโทนคอื พนกั งานคอยใหจ้ ังหวะสญั ญาณใหฝ้ ีพายพายเรือช้าหรอื
เรว็ เรอื ในท่นี ีเ้ ป็นเรือตนั กัญญา คอื เป็นเรอื หลวงยาว มีเคร่อื ง
บงั แดดเปน็ รปู หลงั คา อัน น่าจะเปน็
บริกรรม สำรวมใจรา่ ยมนตร์ หรอื เสกคาถาซ้ำ ๆ หลายๆ หน เพอ่ื ให้เกิดความขลังศักด์ิสิทธิ์
บายศรี เคร่อื งเชญิ ขวญั หรือรบั ขวญั ทำดว้ ยใบตอง รปู คลา้ ยกระทงเปน็ ชัน้ ๆ มีขนาดใหญ่
เลก็ สอบกันขน้ึ ไปตามลำดับอาจเปน็ ๓ ชัน้ ๕ ช้นั ๗ ชัน้ หรือ ๙ ชัน้ มเี สาปกั ตรง
กลางเป็นแกน มีเครือ่ งสงั เวยวางอยูใ่ นบายศรแี ละมไี ข่ขวัญเสียบอยบู่ นยอด
ปรนนิบัตวิ ตั ถา คอื ปรนนิบตั วิ ัตถาก หมายถงึ เอาใจใส่คอยปฏิบัติรบั ใช้
ประจุบัน คือ ปัจจบุ ัน เรียกโรคภยั ท่เี กดิ ข้ึนในทันทีทันใดว่า โรคปัจจุบนั "เจบ็ จุกประจุบนั "
หมายความว่า มีอาการจุกเสียดขึ้นมาทนั ที
ปรบั ไหม ใหผ้ กู้ ระทำผดิ ชำระเงนิ ทดแทนความผิดทีไ่ ด้กระทำแกผ่ ู้เสียหาย หรอื บิดมารดาหรือ
ผปู้ กครองของผ้เู สยี หาย
ผงอทิ ธเิ จ เปน็ ผงดนิ สอทน่ี ำมาผัดหนา้ สำหรับเป็นเสนห่ ท์ ำให้คนรกั
๘๑
ผเี สอื้ คอื ผเี สือ้ น้ำ เทวดาทีร่ กั ษาน่านนำ้ ในที่นหี้ มายถงึ ผนี ำ้
พระสงิ หนาท เสียงตวาดของผู้ท่ีมอี ำนาจซ่งึ ดงั ราวกับเสยี งคำรามของราชสหี ์
เพรางาย เวลาเยน็ และเวลาเชา้ (เพรา = เยน็ , งาย = เชา้ )
มงคล ในท่นี ห้ี มายถงึ ส่งิ ที่ทำเปน็ วง ใช้สวมศรี ษะเพ่อื ความ เปน็ สริ มิ งคล ทำดว้ ยด้าย เปน็ ต้น
มนิ หมอ้ เขม่าคำทีต่ ิดกันหม้อ
เมรไุ กร ภูเขาใหญ่
แมงมมุ ท่มุ อก ทุ่มอกคอื ดีอก เช่อื กันวา่ เมอ่ื แมงมุมตอี กของมนั จะเป็นลางร้ายอย่างหน่ึง
ยวน ทำใหก้ ำเริบรัก ในความวา่ "ภิรมยย์ วน"
ยาเขา้ ปรอท ยาท่ปี ระสมสารปรอทซ่ึงอาจทำให้เป็นพษิ ได้
ยำ่ ยาม ตีกลองหรอื ฆ้องถ่ี ๆ หลายครงั้ เพ่ือบอกเวลาสำหรบั เปลยี่ นยามในเวลากลางคนื
ในความว่า "คะเนนับยำ่ ยามได้สามครา" หมายความวา่ นบั ได้วา่ เปน็ การตบี อก
เวลาเป็นคร้งั ทสี่ ามแลว้ เท่กบั เป็นเวลายามลามตรงกับเวลาสามนาฬกิ าหรือตสี าม
ร้องเกน รอ้ งตะโกนดงั ๆ
รา้ นดอกไม้ ในทน่ี ้หี มายถึงชานเรือนโบราณทปี่ ลกู ไม้ดอกไว้
ล่อนแกน่ สิน้ เนอ้ื ประดาตวั ไม่มตี ดิ ตวั
วนั นน้ั แพก้ เู มื่อดำนำ้ จมน่ื ไวยเทความถงึ ตอนทีข่ นุ ช้างดำน้ำพิสจู นโ์ ทษเมอ่ื เปน็ คดีกบั ตน
ววั เคยขาม้าเคยป่ี หมายความว่าคนุ้ เคยกันมาอยา่ งดี รทู้ ี่กัน เข้าใจในทำนองของกนั และกัน
สำนวนน้ีสว่ นมากใชก้ ับคนทเี่ คยเป็นสามีภรรยากัน
วางบท ถกู กำหนดให้แสดงไปตามบท คือ หนา้ ทีท่ ่ีกำหนดให้ ในที่น้ีหมายถึง ครง้ั หน่ึงสมเด็จ
พระพนั วษาไดเ้ คยทรงตัดสินให้นางวันทองกลับไปอยู่กับขุนแผน
ส่งทุกข์ เขา้ สว้ ม
สะเดาะกลอน ทำให้กลอนประตหู ลุดออกไดด้ ้วยคาถาอาคม
เสดจ็ ประพาสบัว ในทีน่ ้หี มายถงึ การเสดจ็ ประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก ที่มนี ำ้ เตม็ เปี่ยม
มดี อกบวั และพันธ์ุไม้น้ำท่งี ดงาม อาจเป็นฤดูเลน่ เรือหรอื เล่นคอกสรอ้ ยสกั วา
เสนียด ไม่เป็นมงคล
แสงศรี มาจากคำว่า แสงสรุ ยี ศ์ รี หมายถงึ แสงอาทิตย์
หัวหม่ืนมหาดเลก็ ตำแหนง่ ขา้ ราชการมหาดเล็กถัดจากตำแหนง่ จางวางซง่ึ เป็นตำแหนง่
หวั หนา้ ข้ารับใชข้ องเจา้ นายชัน้ บรมวงศ์หรอื ทรงกรมลงมา
แหงนเถอ่ คา้ งอยู่
อฐั กาล คอื อฐั เคราะห์ หมายถึง ตำแหน่งดาวเคราะหท์ งั้ ๘ ตามตำราโหราศาสตร์
อัฒจนั ทร์ ในทน่ี ี้หมายถึง ชนั้ ทตี่ ้ังเครือ่ งแก้วซ่งึ เปน็ ของประดับบ้าน
อาถรรพณ์ หมายถงึ ของทีล่ งเลขยันต์คาถาแล้วฝังไว้ในดินโดยวธิ ีใสก่ ันหลมุ เสา เช่น เสาประตู
บ้าน สำหรับปอ้ งกนั อันตราย เมื่อจมนื่ ไวยจะเข้าบา้ นขนุ ช้าง จงึ รา่ ยมนตร์ถอน
อาถรรพณ์เสียกอ่ น เพราะถา้ อาถรรพณข์ องขุนชา้ งไมเ่ สือ่ ม เครอื่ งรางของขลงั
รวมท้งั เวทมนตร์คาถาของจมน่ื ไวยจะเส่ือมความศักดสิ์ ิทธ์เิ ม่ือผ่านประตูเข้าไป
อุธัจ ตกประหม่า
๘๒
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๑. วรรณคดีและวรรณกรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
file:///C:/Users/DE/Downloads/1002418_example.pdf. (วนั ท่สี ืบค้นขอ้ มูล: ๒๑ พฤศจกิ ายน
๒๕๖๓).
กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๕. วรรณคดีและวรรณกรรมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
file:///C:/Users/DE/Downloads/1002625_example.pdf. (วันทส่ี บื ค้นข้อมูล: ๒๑ พฤศจิกายน
๒๕๖๓).
กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๕๙. วรรณคดีวิจักษ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. พิมพ์ครั้งที่ ๙. กรุงเทพมหานคร:
สกสค. ลาดพรา้ ว. (วนั ทีส่ บื คน้ ข้อมูล: ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓).
มรดกทางวัฒนธรรม. ๒๕๖๓. ขุนช้างขุนแผน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://ich.culture.go.th/.
(วันทสี่ ืบคน้ ขอ้ มลู : ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓).
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๕๘. การพัฒนาทักษะกระบวนการคิด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
file:///C:/Users/DE/Downloads/thai5 0 5 5 7 pmn_ch2 . pdf. ( ว ั น ท ี ่ ส ื บ ค ้ น ข ้ อ ม ู ล : ๒ ๑
พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓).
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์. ๒๕๖๑. ความงามทางวรรณศิลป์ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน.
[ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก: file:///C:/Users/DE/Downloads/159940-Article%20Text-440947-
1-10-20181212.pdf. (วันท่ีสืบค้นขอ้ มูล: ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓).
โรงเรียนท่าชีวิทยาคม. ๒๕๖๓. การวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
file:///C:/Users/DE/Downloads/p49444361931.pdf. (วันที่สืบค้นข้อมูล: ๒๑ พฤศจิกายน
๒๕๖๓).
โรงเรียนวัดบวรมงคล. ๒๕๖๓. เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา. [ออนไลน์].
เข้าถงึ ได้จาก: file:///C:/Users/DE/Downloads/m6a.pdf. (วนั ท่สี ืบค้นข้อมูล: ๒๑ พฤศจกิ ายน
๒๕๖๓).
วชิรญาณ. ๒๔๖๐. ขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://vajirayana.org/. (วันทสี่ บื ค้นข้อมูล: ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓).
ศิลปากร, กรม. ๒๕๑๐. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน. [.ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://www.finearts.go.th/. (วันท่ีสืบคน้ ข้อมลู : ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓).
ส ่ ง เ ส ร ิ ม ว ั ฒ น ธ ร ร ม , ก ร ม . ๒ ๕ ๖ ๒ . ข ุ น ช ้ า ง ข ุ น แ ผ น . [. อ อ น ไ ล น ์ ] . เ ข ้ า ถ ึ ง ไ ด ้ จ า ก :
http://www.culture.go.th/. (วันทสี่ บื คน้ ข้อมลู : ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓).
อนุชิต. ๒๕๖๑. ถอดคำประพันธ์ขุนช้าง ขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://sites.google.com/. (วันท่ีสืบคน้ ขอ้ มูล: ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓).
ภาคผนวก
“ขุนช้าง ขนุ แผน” อมตะตำนานรกั สามเสา้ จากกรงุ เก่า
สู่มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม
ในบรรดานิทานพื้นบ้านของไทยมีหลายเรื่องเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมาหลายยุคหลายสมัย "ขุนช้าง
ขุนแผน”เป็นนิทานพื้นบ้านยอดนิยมเรื่องหนึ่ง ที่ถูกหยิบยกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และละครอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แนวแอ๊คชันคอมมาดี ในชื่อ ขุนแผน "ฟ้าฟื้น” ที่เต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษและ
สอดแทรกด้วยมุขตลกขบขัน ดแู ล้วสนุกสนานถูกกับรสนิยมของคนไทย แมเ้ น้ือเรื่องของภาพยนตร์ท่ีกำลังฉาย
ใน พ.ศ. ๒๕๖๒ มีการนำเสนอและดัดแปลงบุคลิกของตวั ละครนำทั้งสาม คือ ขนุ แผน ขนุ ชา้ ง และพิมพิลาไลย
ที่ออกมาในแนวร่วมสมัย ไม่ตรงกับเนื้อหาที่ได้รับรู้มาแต่เดิม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการและมุมมองของ
ผู้สร้างภาพยนตรย์ ุค ๒๐๑๙
ด้วยความสำคัญของวรรณกรรม "นิทานขุนช้างขุนแผน” กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จึงได้
ดำเนินการประกาศข้ึนบญั ชีมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในสาขาวรรณกรรมพ้ืนบ้านและ
ภาษา ประเภท นิทานพื้นบ้าน เพื่อให้วรรณกรรมเร่ืองนี้ไดร้ ับการศึกษาและอนุรักษ์ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม
ของชาติอยา่ งย่ังยนื สืบไป
"ขุนช้างขุนแผน” เป็นวรรณคดที ี่มเี ค้าจากเรือ่ งจรงิ ในสมัยอยุธยา ได้พัฒนาจากนิทานประกอบกลอน
เป็นตอนๆ มาเป็นนิทานคำกลอนที่ใช้ขับร้อง และพัฒนาจากนิ ทานพื้นบ้านมาเป็นวรรณคดีราชสำนักตั้งแต่
สมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยโรงพิมพ์หมอสมิท
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๔๖๐ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชำระวรรณคดีเรอ่ื งนี้ โดยมี
การตัด เติม และแต่งใหม่บางส่วน และจัดพิมพ์รวม ๔๓ ตอน เรียกว่าเป็นเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอ
พระสมดุ วชริ ญาณ ซึง่ เปน็ ฉบบั แบบแผนมาจนทุกวันนี้
เนื้อเรื่องขุนช้างขุนแผนแปลกกว่านิทานพื้นบ้านทั่วไป เนื่องจากเป็นเรื่องรักสามเส้าแบบสมจริงของ
คนธรรมดา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าน่าจะเปน็ เร่อื งของคนท่ีมชี ีวติ อยูจ่ ริงในราว
สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่มีผู้นำมาเล่าสืบต่อกันมาอย่างนิยายและเป็นที่นิยมกัน
แพร่หลายจนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ
ให้กวีหลายท่านช่วยกันแต่งต่อเติมขึน้ เป็นฉบับหลวง และทรงพระราชนิพนธ์เองบางตอน เช่น ตอนพลายแก้ว
เป็นชู้กับนางพิมถึงตอนแต่งงาน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างถึงเข้าห้องนางแก้วกิริยา นางวันทองทะเลาะกับลาว
ทอง และเท่าที่รู้จากตำนานหรือสันนิษฐานได้จากสำนวน บางตอนโปรดเกล้าฯ ให้ผู้อื่นแต่ง เช่น
พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หวั ทรงพระราชนิพนธ์ตอนขุนช้างขอนางพิม และขุนแผนพานางวันทองหนี
ส่วนสนุ ทรภู่แต่งตอนกำเนิดพลายงาม เป็นต้น ในระยะเดียวกันนัน้ กวเี ชลยศกั ด์ิก็แต่งและขับเสภาเรือ่ งขุนช้าง
ขนุ แผนเป็นมหรสพชาวบ้านกันทั่วไป แตม่ กั มไิ ด้จดฉบบั ลงไว้เป็นลายลักษณ์อกั ษรอย่างฉบับหลวง
สาระสำคัญ... ในฐานะมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
นิทานขุนช้างขุนแผน เป็นนิทานชีวติ รักสามเส้าที่ชาวกรุงศรีอยุธยานำมาเล่าขานในรูปของลำนำปาก
เปล่าประกอบการขยับกรับที่เรียกว่า "การขับเสภา” มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา นักขับเสภาจะร้องเฉพาะ
ตอนสำคัญๆ ไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์ เพิ่งจะมารวบรวมเรียบเรียงเป็นเรื่องเดียวกันในสมัยรัชกาลที่ ๓
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้ตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ปี พ.ศ.๒๔๑๕ โดย
โรงพิมพ์หมอสมิท ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๔๖๐ จงึ ไดม้ กี ารชำระต้นฉบับของหลวงและของชาวบ้าน จัดพิมพ์ข้ึนเป็น
ฉบบั หอสมดุ วชริ ญาณ ซ่ึงเป็นตน้ แบบของเรื่องขนุ ช้างขุนแผน ทร่ี จู้ กั กนั ท่วั ไป
ขนุ ชา้ งขนุ แผน เปน็ เร่ืองราวการชิงรักหักสวาทของหนุ่มสาวสองรุ่น รนุ่ พอ่ และรนุ่ ลูก โครงเรื่องรุ่นพ่อ
เป็นเรื่องของชายสองแย่งหญิงหนึ่ง คือเรื่องชิงรักหักสวาทของขุนแผน ขุนช้างและนางพิมพิลาไลย ชาวบ้าน
สุพรรณบรุ ี ส่วนโครงเรื่องรุ่นลูกของขนุ แผน เปน็ เรอื่ งของหญิงสองแย่งชายหนง่ึ คือ เรื่องหงึ หวงระหวา่ งเมียทั้ง
สองของพระไวยวรนาถ ขุนนางหนุ่มชาวกรุงศรีอยุธยา จนถึงขั้นเมียที่ชื่อนางสร้อยฟ้าทำเสน่ห์เพื่อให้สามีรัก
ตนเพียงคนเดียว โครงเร่ืองของนิทานเรื่องนี้ มีลักษณะเด่นคือ มคี วามคล้ายคลึงกบั เพลงพน้ื บา้ นประเภทเพลง
โต้ตอบของหนุ่มสาวโครงเร่ืองแบบชายสองแย่งหญิงหน่ึงตรงกับกลอนตับชิงชู้ และโครงเรื่องแบบเมียน้อยเมยี
หลวงตรงกับ กลอนตบั ตีหมากผัวของเพลงพน้ื บ้าน
โครงเรื่องดังกล่าวเป็นแบบที่ชาวบ้านนิยมมาก ดังพบในละครชาวบ้านหลายเรื่อง นอกจากนี้ นิทาน
เร่ืองนยี้ งั มีครบทกุ รสชาติ ทง้ั รกั รบ ตลก เศรา้ โศก บุคลกิ ของตัวละครหลายตวั ในเรอื่ งมีความโดดเดน่ ขุนแผน
เป็นผู้ชายในฝันของสาวไทย คือเป็นชายชาตรี รูปงาม วาจาอ่อนหวาน เก่งทั้งวิชาอาวุธและวิชาไสยศาสตร์
และเป็นแบบอย่างของนักรบผู้ภักดีต่อเจ้านาย ขุนช้าง เป็นแบบของชายที่สังคมไม่ชื่นชอบ นอกจากจะมี
รูปอัปลักษณ์ หัวล้าน อกขน ยังมีกิริยามารยาททราม ใจคอโหดเหี้ยมและเป็นตัวแทนของเพื่อนที่ทรยศเพื่อน
นางวันทอง หรือพิมพิลาไลยเป็นแบบของหญิงไทยที่ไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเอง การตัดสินใจ
ขึ้นอย่กู บั ผู้อืน่
ขุนชา้ งขุนแผน ยงั เป็นเรือ่ งตวั อย่างแสดงวิถีชวี ติ ของลกู ผู้ชายไทยในอดตี ตง้ั แต่เด็กจนโต เรม่ิ ตน้ ตั้งแต่
การศึกษาเล่าเรียน การแสวงหาเครื่องรางของขลัง การแสวงหาของวิเศษเพื่อนำมาเป็นอาวุธคู่กาย จนเข้ารับ
ราชการ ทำศึกสงครามได้รับความดีความชอบ ตลอดจนถึงต้องโทษจำคุก ชีวิตของขุนแผนจับใจคนไทยจน
นำไปต้งั เปน็ ชื่อพระพุทธรูป เช่น ขนุ ชา้ งขนุ แผน ทว่ี ัดพลายชุมพล จ.สพุ รรณบุรี เรียกพระพทุ ธรูปปางไสยาสน์
ที่นั่นว่า เณรแก้ว ที่วัดพระรูป จ.สุพรรณบุรี เรียกพระเครื่องดินเผาบางรุ่นว่า พระขุนแผนไข่ผ่า ขุนแผน
แตงกวา เป็นต้น
นทิ านขนุ ช้างขุนแผน มีความสัมพนั ธ์กบั วิถชี วี ิตของคนไทยภาคกลางมาโดยตลอด เพราะเกี่ยวข้องกับ
การแสดงหลายประเภทตงั้ แต่แรกเรมิ่ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาทใ่ี ช้เลา่ เร่ืองประกอบทำนองเรยี กว่า ขับเสภา ตอ่ มา
มกี ารนำป่พี าทยเ์ ขา้ มารบั ทำให้เกดิ การขบั เสภาพร้อมปีพ่ าทย์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ ในสมยั
รัชกาลที่ ๔-๕ ชนชั้นสูงนำละครรำมาผสมจนเกิดเสภารำ ละครเสภา ละครพันทาง ส่วนชาวบ้านนำเพลง
พื้นบา้ นมาผสมจนเกิดเพลงทรงเคร่ือง และนิยมนำไปแสดงลเิ ก
ปัจจุบัน นิทานขุนช้างขุนแผนได้ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ไทยหลายครั้งหลาย
หน เช่น เรื่องขุนแผนผจญภัย ขุนแผนแสนสะท้าน นอกจากนี้ยังนำไปสร้างเป็นหนังสือการ์ตูน หนังสือนิทาน
และนำบางตอน เชน่ ตอนกำเนิดพลายงาม ไปเป็นแบบเรียนหลกั สูตรวชิ าภาษาไทยในการศึกษาข้ันพื้นฐานของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารดว้ ย นบั เป็นเรื่องหนึง่ ที่คนไทยทกุ ภมู ิภาครจู้ ักดี