วิจัยในชั้นเรียน
เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา
โดยใช้วิธีการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องการใช้ยาและสารเสพติด
รหัสวิชา พ32102 วิชา สุขศึกษาและพลศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
โดย
นายกฤษณะ ถึกไทย
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม “จงจินต์รุจิรวงศ์อุปถัมภ์”
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรี ตราด
คำนำ
ปัจจุบันคนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข
ี
สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยงและการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน คือวิสัยทัศน์ของแผนการ
ศึกษาแห่งชาติ มีเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพสนองตอบและก้าว
ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นพลวัตและบริบทบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
รวมทั้งวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัวในปัจจุบัน เป็นยุคที่ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้สภาวะการ รวมถึงประเทศ
ไทยมีการเปลี่ยนแปลงได้เกิดปัญหาในทุกด้าน การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทย
สามารถเอาตัวรอดได้เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญของผู้สอนที่จะต้อง เป็นผู้มี
วิสัยทัศน์ในการสอน โดยจะต้องวิเคราะห์ว่าผู้เรียนควรมีทักษะกระบวนการและคุณลักษณะใดและต้องดำรงชีวิต
ในโลกการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และด้วยเหตุผลบางประการของสถานการณ์ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมี
ความเร็วขึ้นสามารถใช้ในการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยในฐานะผู้สอนจึงสนใจที่เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุข
ศึกษา ของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) กับการ
จัดการเรียนการสอนตามปกติว่าแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร และศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่
ได้รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียน
การสอนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียน อันเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
………....…………………………………….
ผู้จัดทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทที่ 1 บทนำ 1
บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 7
บทที่ 3 การดำเนินงาน 49
บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 56
บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินการ 59
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก้าวทันต่อ
โลกยุคใหม่ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่ตนเองอยู่ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาสุขศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยชุดกิจกรรมการเรียน ได้แก่
1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
2. แบบบันทึกคะแนน
3. สมุดแบบฝึกหัดและใบกิจกรรมของนักเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน
5. แบบประเมินคุณลักษณะอนพึงประสงค์ของนักเรียน
ั
ผลจากการจัดการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มาใช้ในการเรียนการสอนวิชา
สุขศึกษา ผลปรากฎว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 5.15 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
เท่ากับ 7.81 คะแนน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 2.66 คะแนน และนักเรียนทุกคนมี
คะแนนสูงขึ้นกว่าเดิมโดยมีคะแนนความก้าวหน้าเมื่อเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียนคิดเป็น
ร้อยละ 51.65 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเพมขึ้นอย่างเห็น
ิ่
ื้
ได้ชัด และกิจกรรมกลุ่มของนักเรียนทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีและเออต่อการเรียนการสอน ช่วยให้นักเรียนมีความ
กระตือรือร้นสนใจ ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความ
กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ช่วยสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในกลุ่ม รู้จักแก้ปัญหาร่วมกัน ทำงานเป็นทีมระดม
ความคิดของหลายคน ซึ่งแนวทางนี้เหมาะสมในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถสร้าง
ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาเป็นอย่างมาก ผลพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่ได้รับการจัดการ
เรียนการสอนโดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)จากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน ทุก
กลุ่มมีคะแนนพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเพิ่มขน
ึ้
*******************************************
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยคณะครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่กรุณาให้คำปรึกษาพร้อมทั้ง
ช่วยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ เนื่องจากเป็นระบบที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีการปฎิ
สัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันและระหว่างผู้เรียนกับครูผู้สอนโดยมีกิจกรรมและการใหข้อมูลย้อนกลับทำให้
นักเรียนสนใจศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจกับบทเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหมาะสมกบัการเรียนการสอนใน
ระบบ ผู้รายงานขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนในโรงเรียนทุกคน ที่ให้ความร่วมมือใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สู่งานวิจัยในครั้งนี้ด้วยดี และการวิจัยจะส่งผลดีต่อนักเรียน
และผู้วิจัยมีแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนได้มากขึ้น
คุณค่าและประโยชน์ของรายงานฉบับนี้ ผู้รายงานขอมอบเป็นเครื่องแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณใน
ชีวิต ที่ให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้มีสติปัญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสำเร็จใน
ี
ชีวิตของผู้รายงาน และจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมได้อีกไม่มที่สิ้นสุด
……………………………………………………
ผู้จัดทำ
1
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (ปรับปรุง 2553) มาตรา 22 ระบุว่าการจัด
การศึกษาต้องยึดหลักนักเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่านักเรียนมีความสำคัญ
ที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพในมาตรา
ั
23 เน้นการจัดการศึกษาในระบบและตามอัธยาศัย ให้ความสำคัญในการบูรณาการความรู้คุณธรรม กระบวนการ
เรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา (กรมวิชาการ, 2545) ดังนั้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนจึง
มุ่งเน้นไปที่นักเรียน โดยถือว่านักเรียนมีความสำคัญสุด มาตรา 66 จึงกำหนดให้รัฐจึงต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้
มีการผลิต และพฒนาแบบเรียน ตำรา หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา โดยเร่งการพัฒนาขีด
ั
ความสามารถในการผลิต พัฒนาบุคคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้มี
สิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีความรู้และทักษะที่เพียงพอที่จะใช้
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ,
2552) แนวการจัดการเรียนรู้ในการปฏิรูปการศึกษาจึงมีลักษณะเป็นกระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาต่อเนื่อง
ตลอดชีวิต บูรณาการเนื้อหาสาระอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนสัมพันธ์กับสังคมการเรียนรู้
เน้นกระบวนการคิด การปฏิบัติจริง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจึงเป็นแนวคิดที่สามารถตอบสนอง
และสอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญที่สุดเป็นอย่างมาก
การพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่ผนวกหรือผสมผสาน
ระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยทำให้การ
ปฏิรูปการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ (สุธาศินี สีนวนแก้ว และกานดา ศรอินทร์, 2552) นโยบายเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสารระยะ พ.ศ. 2554-2563 ของประเทศไทย (ICT 2020) จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการ
พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการนำพาคนไทยสู่ความรู้และปัญญา
เศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน สังคมไทยสู่ความเสมอภาค กล่าวคือ ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2020 จะมีการ
พัฒนาอย่างฉลาด การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมจะอยู่บนพื้นฐานของความรู้และปัญญา โดยให้
โอกาสแก่ประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาอย่างเสมอภาค นำไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลและ
ยั่งยืน (Smart Thailand 2020) (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2554)
การเรียนออนไลน์ E-Learning คือ การนําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ICT (Information
and Communication Technology) เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดระบบการเรียนการสอน เป็นกระบวนการ
เรียนรู้ด้วยการนําเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยกระบวนการจัดการเรียนการสอนหรือเป็นบทเรียนออนไลน์
โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงและเรียนรู้บทเรียน ต่างๆ ได้ด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ตซึ่งสามารถเข้าถึงบทเรียน ได้ทุก
เวลาทุกสถานที่ที่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายได้ซึ่ง ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความ
แตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากผู้เรียนมีความสนใจ ความถนัด ความสามารถแตกต่างกัน (โอภาศ เอี่ยมสิริวงศ์,
2551) ทั้งนี้ปัทมา นพรัตน์ (online) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ e-Learning เป็นการศึกษาเรียนรู้
ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต (Internet) หรือ อินทราเน็ต (Intranet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียน
2
จะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ
เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่น ๆ จะถูกส่งไปยัง ผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้น
เรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการ เรียนในชั้นเรียนปกติ
โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย (e-mail, web-board, chat) จึงเป็น การเรียนสำหรับทุกคน, เรียน
ได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ (Learn for all : anyone, anywhere and anytime)
การส่งเสริมให้นักเรียนสนใจในวิชาที่เรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์ จึงเป็นการเปิด
โอกาสให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้บทเรียนด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งเสริมให้นักเรียนเกิด
กระบวนการคิด ตีความ วิเคราะห์ วิจารณ์ และสรุปความคิด อันเป็นทักษะสำคัญของการเรียนที่แท้จริง แล้ว
เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในบทเรียนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนยิ่งขึ้น
จากสภาพปัญหาการเรียนในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ การพัฒนาการจัด
กระบวนการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ย่อมทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จตาม
เป้าประสงค์ ของหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้เป็นผู้ค้นพบความรู้ ด้วยตนเองมากที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว
ผู้วิจัยจึงได้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาให้นักเรียนที่ยังเรียนวิชาสุขศึกษาอย่างไม่เข้าใจ
และไม่มีทิศทางได้เข้าใจเนื้อหาสาระและกระบวนการต่างๆ ทางสุขศึกษา เพื่อที่จะได้นำไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน การศึกษาต่อและการประกอบอาชีพผู้วิจัยได้พยายามเลือกเฟ้นนวัตกรรมหลายๆ อย่างและ
นวัตกรรมที่ผู้วิจัยคิดว่าน่าจะแก้ปัญหาเรื่องการเรียนรู้สุขศึกษาได้เป็นอย่างดีวิธีหนึ่งคือการนำกระบวนการการ
เรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การสอนโดยเครือข่ายแบบ
ผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นกิจกรรมการเรียนรู้แบบหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติจริง ใน
ลักษณะของการศึกษา สำรวจ ค้นคว้าทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยมีครู เป็นผู้คอยกระตุ้นแนะนำและให้คำปรึกษา
อย่างใกล้ชิด ช่วยให้ผู้เรียนได้นำความรู้ใหม่ ด้วยการสร้างความหมายแก้ปัญหาและการค้นพบองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง ผู้วิจัยจึงตัดสินใจที่จะนำกระบวนการการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เข้ามาสู่การจัด
กระบวนการเรียนรู้อย่างจริงจัง และหน่วยเนื้อหาที่ผู้วิจัยจะทดลองคือหน่วยสารเคมีในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นหน่วย
เนื้อหาที่นักเรียนเรียนไม่เข้าใจ ซึ่งผลสรุปดังกล่าวนำมาจากผลสอบที่นักเรียนทำในปีการศึกษานี้
ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารงานวิจัยและตำรา พบว่ามีวิธีการสอนหลากหลายวิธีที่ช่วยพัฒนา การคิดอย่างมี
วิจารณญาณและการแก้ปัญหา การจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นฐานเป็นวิธีหนึ่งที่
ช่วยเสริมสร้างการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา และการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์)เป็น ฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน การออกแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์)ที่ดีจะกระตุ้นผู้เรียนให้มี การค้นคว้าอย่างกระตือรือร้นและใช้ทักษะการคิดขั้นสูง เพราะกิจกรรมในการ
เรียนการสอนแบบ เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)จะช่วยเพิ่มระดับความสามารถของผู้เรียน ในการสอนคิด
ซึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการทางสมองนั้น มีความเป็นนามธรรม การสอนคิดนี้จะนำไปสู่การพัฒนา ทักษะการ
คิด และทักษะกระบวนการคิด ให้กับนักเรียน โดยเฉพาะการสอนคิดด้วยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์)นั้น เป็นการสอนกระบวนการคิดซึ่งเป็นทักษะการคิดขั้นสูงคือ การสอนให้นักเรียนใช้วิธีการทางสุข
ศึกษาในการค้นหาความรู้ใหม่และสิ่งประดิษฐ์ใหม่
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เป็นกระบวนการคิด ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เกี่ยวกับ
สถานการณ์ที่เป็นปัญหา คลุมเครือ มีความขัดแย้ง เพื่อ ตัดสินใจว่าสิ่งใดควรเชื่อ หรือไม่ควรเชื่อ สิ่งใดควรทำสิ่งใด
ไม่ควรทำ โดยใช้ความรู้ความคิด จากประสบการณ์ของตนจากข้อมูล ที่รอบด้าน ทั้งข้อมูลเชิงวิชาการ ข้อมูล
ื่
ทางด้านสิ่งแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้คิด การคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงประกอบด้วยทักษะย่อยๆ เพอนำมา
ช่วยในการตัดสินใจได้ถูกต้องยิ่งขึ้น คือ ทักษะ ความรู้และการแสวงหาความรู้ ถ้ามีความรู้มากจะทำให้คิดได้เร็ว
3
้
และดีกว่า ทักษะการประเมิน เพราะการประเมินเป็นสิ่งที่ทำให้ สามารถระบุและเลือกขอมูลได้เหมาะสมเชื่อถือได้
โดยสามารถ เปรียบเทียบและชั่งน้ำหนักจาก ข้อมูลที่มีอยู่ ทักษะการสรุปอ้างอิง จะทำให้สามารถเข้าใจ
สถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และลึกซึ้งมากขึ้น และทักษะการวิเคราะห์ความคิด คือ ความสามารถในการพิจารณาถึง
ความ เหมาะสมของความคิด และปรับความคิดให้เหมาะสม สามารถสรุปความคิด และสามารถ ตัดสินใจได้อย่าง
ถูกต้อง ความสามารถในการเก็บข้อมูลเป็นความสามารถที่สำคัญในการ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งจะต้องอาศัย
ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ คือ ทักษะการสังเกต การฟัง และการอ่านอย่างรวดเร็วไปพร้อมๆกับการวิเคราะห์ข้อมูล
จากที่ได้ดู ได้อ่าน และได้ฟังอย่างเป็นระบบ และ 5 เป็นไปตามลำดับขั้นตอน (Thoreson & Daly : 2017)
ตลอดจนสามารถสร้างความคิด รวบยอดจากสิ่งที่เห็นที่อ่านที่ฟังได้
การคิดอย่างมีวิจารณญาณถือได้ว่า เป็นพื้นฐานที่สำคัญของการคิดแก้ปัญหา เพราะฉะนั้น ในการพัฒนา
ความสามารถในการคิดแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องพัฒนาการคิดอย่าง มีวิจารณญาณเป็น อันดับแรกการคิดอย่างมี
วิจารณญาณเป็นการคิดในระดับสูง การส่งเสริมให้เด็กเกิดการคิด ในระดับนี้ ได้นั้นจะต้องผ่านการคิดในระดับ
ง่ายๆ มาก่อน นั่นคือ การคิดขั้นพื้นฐานและ การคิดระดับกลาง ซึ่งมี ขั้นตอนและความซับซ้อนในการคิดไม่มากนัก
เป็นทักษะที่ใช้อยู่เสมอ ในชีวิตประจำวันและในการ เรียนรู้เนื้อหาวิชาต่างๆ เช่น การอ่าน การฟัง การถาม การ
อธิบาย ไปจนถึงการสังเกต การจำแนก แยกแยะ การเปรียบเทียบ การสรุปความ การเรียงลำดับ การเชื่อมโยง
การวิจารณ์ การลงสรุป เป็น ต้น เมื่อนำทักษะเหล่านี้มา ผสมผสานเข้าด้วยกันเข้าก็จะเป็นการคิดในระดับสูง การ
คิดอย่างมี วิจารณญาณ เป็นสิ่งที่ สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยการฝึกทักษะการคิดขั้น
พื้นฐานก่อน และ เพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้นเป็นความคิดระดับกลาง ถ้าได้ฝึกฝนอยู่เสมอก็จะ กลายเป็นการคิด
ระดับสูงหรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ แนวทางที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างมี วิจารญาณ คือ การให้ผู้เรียน
ได้ลงมือทำกิจกรรมโดยได้รับจากประสบการณ์ตรง เรียนรู้จากของจริง ประกอบกับการใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมจะเป็น
สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้สมองในการคิด ( ประพันธ์ศิริ สุเสารัฐ , 2559 )
ด้วยเหตุผลและความสำคัญดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงพัฒนากระบวนการได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้
เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดแก้ปัญหา ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
ื้
1. เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนออนไลน์ของนักเรียนให้เออต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1
และ 5/2 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เรื่องการใช้ยาและสารเสพติด
2. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ดีขึ้นและเป็นแนวทางในการพัฒนาการสอน
สมมติฐานของการวิจัย
รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : การทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
สามารถทำให้นักเรียนบางส่วนที่ไม่เข้าใจบทเรียนนั้น กลับมาเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและเรียนรู้ได้มากขึ้นและยัง
ตอบรับกับรูปแบบการเรียนการสอนในปัจจุบันได้
ขอบเขตของการวิจัย
1. กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 จำนวน 40 คน
2. ตัวแปรที่ศึกษาได้แก่
4
2.1 ตัวแปรต้น
การจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : การทำเครือข่าย
แบบผสมผสาน (ออนไลน์)
2.2 ตัวแปรตาม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา
3. การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
ประโยชน์คาดว่าจะได้รับ
1. ผลการการวิจัยครั้งนี้ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและกลุ่มสาระการเรียนรู้อนๆ สามารถนำ
ื่
วิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นฐาน ไปปรับใช้ในวิชาและประยุกต์ใช้ได้ใน
กระบวนการเรียนการสอนเพอพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปัญหาได้
ื่
2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นฐาน มีความสามารถ
ในการคิด และสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่สูงขึ้นได้ด้วยตัวเอง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
2. แบบบันทึกคะแนนและใบงาน
3. สมุดแบบฝึกหัดและใบกิจกรรมของนักเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน
5. แบบประเมินคุณลักษณะอนพึงประสงค์ของนักเรียน
ั
ระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 รวมระยะเวลา 2 เดือน
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียน
ซึ่งเครื่องมือเป็นข้อสอบที่ครูสร้างขึ้นเองและได้ตรวจสอบคุณภาพแล้ว
2. การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หมายถึง แนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงในวง
การศึกษามาอย่างยาวนาน จากแนวคิดของ ดิวอี นักการศึกษาคนสำคัญของอเมริกาที่เสนอแนวคิด เรื่อง การ
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยให้นักเรียนได้พัฒนาประสบการณ์การ เรียนรู้จากการลงมือ
ปฏิบัติ ซึ่งโรงเรียนในประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนี้ แต่การจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้รับ
การกล่าวถึงมากขึ้น เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษา และต่อมาได้กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดย
ระบุไว้ในแนว การจัดการศึกษาให้ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศกยภาพ ซึ่งทิศนา แขมมณี (2555, หน้า 120-121) ได้ อธิบายว่าผู้เรียน
ั
เป็นศูนย์กลางก็คือผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นเอง หมายถึงการคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้เรียนจะ ได้รับให้มากที่สุดใน
5
กระบวนการเรียนการสอน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่หรือมี ส่วนร่วมอย่างตื่นตัวทั้งทาง
กาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม บทบาทการมีส่วนร่วมในกิจกรรม กระบวนการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้าน ของผู้เรียนมี
มากกว่าผู้สอน และผู้เรียนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้อย่างตื่นตัว การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็น
สำคัญนั้น ต้องอาศัยบทบาทของครูและบทบาทของ นักเรียนร่วมกัน ดังนั้นบทบาทที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของ
บุคคลทั้งสองฝ่าย จึงควรเป็นไปตามตัว บ่งชี้ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
3. เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) หมายถึง การจัดการเรียนรู้แบบ online learning และ face-
to-face meetings เข้าด้วยกันข้อสมมติของชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้ คือ
1) ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ และร่วมมือกันที่ลึกซึ้งขึ้น
2) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน
เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มที่มีการจัดวางการทำงานกลุ่มเป็นอย่างดี ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามา
ช่วย ก่อน และ/หรือหลังจากมี face-to-face learning แล้ว ก็ได้ ซึ่งอาจจะรวมถึง pre-event activities เพอ
ื่
warm-up ก่อนมีการประชุมเป้าหมายก็เพื่อการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในระหว่างผู้เรียน สร้างความรู้สึกการเป็นทีม
ร่วมกันซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการทำงานกลุ่ม อาจมีการปฐมนิเทศ แนะนำ ชี้แจง ก่อน
เรียนทางWeb conferences, online discussions, และ conference ซึ่งจะทำให้มีการเปิดใจกว้าง ที่จะเรียนรู้
ร่วมกันแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ถ้าหากสุดท้ายผู้เรียนจะต้องมาพบกันในชั้นเรียนแบบเดิมหรือในอีกกรณีตัวอย่าง
หนึ่ง คือการให้มี Follow-up learning community หลังจาก มี face-to-face eventแล้ว ชุมชนการเรียนรู้ใน
ลักษณะนี้ อาจด้วยการให้ผู้เรียนทำ group projects, discussing research findings, และ mentoring peers
เป็นต้น หรือลักษณะ end-to-end communities ที่รวมทั้ง pre-event และ follow-up learning activities
ด้วย ผู้เรียนบางคนอาจชอบ end-to-end community มากกว่า เพราะ face-to-face meeting แบบปกติ มัก
เป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ที่จะมาร่วมมือกันทำงาน ตัวอย่างเช่น ครูอาจใช้ ice-breaker community
สำหรับ prework และแนะนำ เรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ใช้ face-to-face experiential workshop ในการให้
ความชัดเจนเรื่องจุดประสงค์การเรียนของแต่ละคน และใช้ follow-up community ในการ coaching และ
mentoring เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้
่
4. การคิดอยางมีวิจารณญาณ หมายถึง ความสามารถในการตัดสินข้อความหรือปัญหาว่าเป็นข้อเท็จจริง
ื่
หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน เป็นกระบวนการคิดที่ใช้เหตุผลโดยมีการศึกษาข้อเท็จจริง หลักฐาน และข้อมูลต่าง ๆ เพอ
ประกอบการตัดสินใจ แล้วนำมาพิจารณาวิเคราะห์อย่างสมเหตุผล ก่อนตัดสินใจว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ
5. การแก้ปัญหา หมายถึง การตระหนักถึงสิ่งที่เป็นปัญหา ทำความเข้าใจปัญหา วิเคราะห์ความสำคัญ
สาเหตุปัญหา เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา เสนอแนวทางวิธีการ
์
แก้ไขปัญหา จากสถานการณของปัญหาได้ตรงประเด็น ซึ่งจะนำไปสู่การคิดเลือกหัวข้อทำเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์)
6
กรอบแนวคิดในการวิจัย
ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
การเรียนการสอนแบบ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น
เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) และมีค่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
แบบแผนที่ใช้ในงานวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยดําเนินการทดลองแบบ One Group Pretest Posttest Design
ดังแผนภาพนี้
สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง
T1 X T2
เมื่อ T1 หมายถึง การวัดผลก่อนการทดลอง
X หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์)
T2 หมายถึง การวัดผลหลังการทดลอง
7
บทที่ 2
หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ึ
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
1. แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
2. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4. พฤติกรรมที่คาดหวังทางด้านสติปัญญา
5. การสอนวิชาการ
6. การเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. แนวคิดทั่วไปเกี่ยวกับการเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-learning system)
การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมสื่อเพื่อการเรียนการสอบที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เช่น
ดิสก์เก็ต ซีดีรอม หรือเผยแพร่อยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ระบบการเรียนอเล็กทรอนิกส์ (E-learning system) ในความหมายทั่วไปหมายถึงหลักสูตรที่ใช้ระบบการ
ิ
เรียนการสอนด้วยสื่ออเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ เข่น สื่อที่บรรจุในซีดีรอม ดิสก์เก็ต วีดิทัศน์โต้ตอบปฏิสัมพนธ์
ิ
ั
(interactive television) และรวมทั้งสื่อที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรือผ่านดาวเทียมสื่อเหล่านี้นับเป็น
แหล่งสารสนเทศในการเรียนรู้ เพื่อให้บรรจุวัตถุประสงค์ทางการเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตร
ระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ในความหมายที่เฉพาะเจาะจงความหมายถึง หลักสูตรการเรียนการสอนที่
ใช้สื่อใดๆที่แปลงรูปให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความหมายเหมาะสมในการส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีเครือข่าย
อินเตอร์เน็ต รวมทั้งการใช้เครื่องมือสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต เพื่อจัดกิจกรรมทางการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้อง
ระบบการบริหารเนื้อหาสาระ การจัดการการเรียน เช่น การเก็บประวัติการเรียน ผลการเรียนการประเมินผล
ระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์จึงมีลักษณะสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
1) ใช้สารสนเทศและสื่อ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อการประกอบกิจกรรมการเรียนให้ บรรลุ
วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในรายวิชาหรือหลักสูตร
2) ใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ขอบข่ายกว้างขวางที่สุด คือ อินเทอร์เน็ต ในการบริหารจัดการเนื้อหาสาระ
และการบริหารทางการศึกษา
3) ใช้เครื่องการสื่อสารเพื่อจัดการเรียนการสอนให้เกิดขึ้นในมิติเวลาประสานและต่างเวลา
(Synchronous VS asynchronous mode of communition)
8
รูปแบบและวิธีการของการเรียนอิเล็กทรอนิกส์
การเรียนอิเล็กทรอนิกส์มีรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย เช่น
- การเรียนบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์(ออนไลน์)ทั้งหมด
- การเรียนที่ผสมผสานระหว่างกิจกรรมที่ต้องออนไลน์ (ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์)และออฟไลน์
- การเรียนที่ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบที่หลากหลาย
- การเรียนที่ใช้เว็บเป็นหลักและใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นๆประกอบการเรียนที่ใช้คอมพิวเตอร์และสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เป็นหลัก
- การเรียนทางไกลที่ส่งผ่านกล้องวีดิทัศน์ หลักสูตรในระบบการเรียนอเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เว็บเป็นหลัก แบ่ง
ิ
ตามลักษณะการใช้เว็บในหลักสูตรนั้นๆ ได้เป็น 3ประเภท
1. เว็บคอร์ส (Web courses) เว็บคอร์สเป็นหลักสูตรที่มีเนื้อหาสาระและการเรียนการสอนเผยแพร่บน
เว็บ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนที่จะเข้าศึกษาเมื่อใดก็ได้ มีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมากมีการ
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันและผู้สอนน้อยหรืออาจไม่มีเลย ลักษณะเช่นนี้มักพบกับหลักสูตรที่มุ้งเน้นพฒนา
ั
เนื้อหาและส่งผ่านเว็บ
2. เว็บเสริมหลักสูตร (Web enhanced courses) เว็บเสริมหลักสูตร เป็นเว็บที่สอนควบคู่กับการ
เรียนในห้องเรียน เป็นเว็บที่ค่อนข้างมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนพอสมควร มักประยุกต์ใช้ในการ
เรียนการสอนปกติอยู่แล้ว
3. หลักสูตรเว็บเป็นศูนย์รวม (web centric course) หลักสูตรเว็บเป็นศูนย์รวม เป็นการเรียนที่ผ่าน
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งหมดและเป็นเว็บที่มีรูปแบบการเรียนการสอนที่มีการปฏิสัมพันธ์ในบทเรียน
รวมทั้งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันและผู้สอน เป็นหลักสูตรที่ทำค่อนข้างยากทั้งในเรื่องทรัพยากรและ
ความพร้อมของผู้เรียนผู้สอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนชั้นเรียนเสมือน
การเรียนการสอนบนเว็บในระบบอิเล็กทรอนิกส์
การเรียนการสอนบนเว็บเป็นองค์ประกอบหลักในระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ การเรียนกานสอนบน
เว็บเป็นการประยุกต์ใช้ไฮเปอร์มีเดียและเครื่องมือสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต ในการจัดกิจกรรมทางการเรียนรู้ให้กับ
ผู้เรียน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเรียนในรายวิชาหรือหลักสูตร ต่อมาเมื่อได้ประยุกต์ระบบการบริหาร
ิ
จัดการเรียนรู้ (Learning Management System-LMS) ที่ใช้ระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายคอมพวเตอร์
ซึ่งบริการอำนวยความสะดวกในการจัดส่งสาระบทเรียนและกิจกรรมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเรียน บริการ
จำเป็นอื่นๆ ต่อผู้เรียน เช่น การติดตาม ผลการเรียน การประเมิน สารสนเทศเกี่ยวกับสถาบัน การลงทะเบียน และ
การรับรองการประเมินผลเป็นหลักสูตรอย่างเป็นระบบ การเรียนการสอนบนเว็บจึงเป็นองค์ประกอบหลักและอยู่
ในขอบข่ายของระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์
9
เครื่องมือและบริการบนอินเทอร์เน็ต
เครื่องมือและบริการบนอินเทอร์เน็ตแยกตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ดังนี้
1. การติดต่อสื่อสาร แยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1) การสื่อสารแบบประสานเวลา (Synchronous mode of communication) หมายถึงการ
สื่อสารที่ผู้สื่อสารต้องออนไลน์พร้อมกันจึงจะสื่อสารกันได้ โดยการใช้โปรแกรม เช่น ICQ,MSN
2) การสื่อสารแบบต่างเวลา (Asynchronous mode of communication) หมายถึง การ
สื่อสารที่ผู้สื่อสารสามารถส่งฝากข้อความ สารสนเทศไว้ยังเซิร์ฟเวอร์ที่กำหนด โดยอาศัยโปรแกรม
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ กระดานข่าว หรือ โปรแกรมรับกลุ่มสมาชิกข่าว เช่น ลิสท์เสริฟ (Listserv)
2. การโอนย้ายข้อมูล เป็นการโอนย้ายไฟล์จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งโดยใช้
โปรแกรม เช่น FTP—File Transfer Protocol
3. การเข้าถึงคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นและใช้โปรแกรม เช่น โปรแกรม Telnet
4. การร่วมใช้แลกเปลี่ยน ค้นหา ข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งเป็นไฟล์อยู่ในรูปของสื่อผสมคือ ข้อความ ภาพ เสียง
และวีดิทัศน์ และไฟล์เหล่านี้มีการเชื่อมโยงกันในรูปของไฮเปอร์มีเดีย และโยงใยกันเป็นเครือข่ายของ
เอกสารที่เรียกว่าเวิร์ด ไวด์ เว็บ
้
ข้อดีและขอจำกัดสำหรับผู้เรียน e-Learning สามารถสรุปได้ดังนี้
ข้อดี ข้อจำกัด
1.เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัด 1.ผู้สอนที่นำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะของสื่อเสริม
เวลา สถานที่และบุคคล โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเลย
2.ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ เนื้อหา
่
2.ผู้เรียนและผู้สอนไมต้องการเรียนและสอนในเวลา แก่ผู้เรียน มาเป็นผู้ช่วยเหลือและให้คำแนะนำต่าง ๆ แก่
เดียวกัน
ผู้เรียน
3. การลงทุนในด้านของ e-Learning ต้องครอบคลุมถึง
3. ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย การจัดการให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหา
และการติดต่อสื่อสารออนไลน์ได้สะดวก
4. การออกแบบ e-Learning ที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะ
4. ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
ของผู้เรียน
10
5.ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้สอนที่ไม่ 5.ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้
พร้อมด้านเวลา ระยะทางในการเรียนได้เป็นอย่างดี
6.ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียน
ั
6.สามารถเลือกเรียนได้ตามศกยภาพของตัวเอง
และผู้สอน
7.ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่าง
7.การรู้จักใช้เครื่องมือช่วยเหลือ
แท้จริง
8.ผู้เรียนและผู้สอนจะต้องมีความพร้อมในการใช้
8. สร้างความรับผิดชอบ ความมั่นใจในตัวเอง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทั้งด้านอุปกรณ์ทักษะการ
ใช้งาน
9.ถ้าการออกแบบบทเรียนไม่ดีพอแล้ว ผู้เรียนอาจหลง
9.ผู้เรียนที่ไม่มีความมั่นใจ กลัวการตอบคำถาม ตั้งคำถาม ทางและหลงประเด็นไปได้ ทำให้การเรียนมีปัญหาและ
และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ
ไม่ได้ผลตามเป้าหมาย
ประโยชน์ทีีได้จาก e-Learning
1. ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน
2. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
3. สนับสนุนการเรียนการสอน
4. เกิดเครือข่ายความรู้
5. เน้นการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตรงตามหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา
6. ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและท้องถิ่น
7. เข้าถึงได้ง่าย
8. ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทำได้ง่าย
9. ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง
แม้ว่าการเรียนรายบุคคลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องที่มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่คำว่า e-Learning
กลับเป็นเรื่องที่นักการศึกษาในบ้านเราเพิ่งหันมาให้ความสนใจกันในขณะนี้ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในวง
ี
การศึกษา ระบบสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนจาก e-Learning นี้เพิ่งจะมความพร้อมและ
ได้รับความนิยม เป็นที่แพร่หลายในเวลาไม่นาน กอปรกับราคาของเทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่งจะมีราคาลดลง e-
Learning เป็นรูปแบบการเรียน ที่สามารถนำไปใช้ได้หลายระดับ ครูผู้สอนควรพิจารณานำไปประยุกต์ใช้ให้
11
เหมาะสมกับความพร้อม ความถนัด ความ สนใจและความต้องการของตน แต่อย่างไรก็ดี ผู้สอนที่สนใจจะนำ e-
Learning ไปใช้กับการสอนในลักษณะสื่อเติม หรือ สื่อหลัก จะต้องให้ความร่วมมือในช่วงของการออกแบบและ
การพัฒนาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ สามารถถ่ายทอดการสอนได้ใกล้เคียงกับการสอน
จริงมากที่สุดเสียก่อน นอกจากนี้ ผู้สอนควรที่จะต้องมีการศึกษาหา รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการเรียนการสอน
จาก e-Learning ของตนเพื่อให้เกิดทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการ ศึกษาของผู้เรียนอย่างแท้จริง
2. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
วิจารณญาณ (Judgment) หมายถึงปัญญาหรือความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และ
สอดคล้องตามเหตุผลอันได้มาจากกระบวนการคิด และพิจารณาด้วยความรู้ และประสบการณ์เดิมของตน
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ “ critical thinking” หมายถึง การรู้จักใช้ความคิดพิจารณาวิเคราะห์
สังเคราะห์ และประเมินผลในเนื้อหาหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหรือข้อขัดแย้งโดยอาศัยความรู้ ความคิด และ
ประสบการณ์ของตนเพื่อนำไปสู่การตัดสินในการปฏิบัติด้วยความเหมาะสมอันสอดคล้องกับหลักการ และเหตุผล
การคิดอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ ภายใต้พื้นฐานของหลักเกณฑ์ และมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ย่อมนำไปสู่
ข้อสรุป และการตัดสินใจในทิศทางที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณจำเป็นต้องประกอบด้วยทักษะต่างๆ คือ การตั้งคำถาม, การคิดวิเคราะห์, การ
คิดสังเคราะห์, การสรุปประเมิน และการหาแนวทางในการนำไปใช้โดยใช้เหตุ และผล ประกอบการตัดสินใจ ไม่มี
ความลำเอียง หรือมีอคติต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยยึดหลักการบนพื้นฐานข้อมูลที่เป็นจริงมากกว่าอารมณ์และ
พิจารณาแยกแยะความเป็นไปได้ในแง่มุมต่างๆ
ความรู้และความคิดเป็นสิ่งคู่กันไปเสมอ เพราะการใช้ความคิดจำเป็นต้องนำความรู้และประสบการณ์
ต่างๆมาเป็นพื้นฐานประกอบในกระบวนการคิด ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความคิดจึงไม่อาจทำได้ หากไม่มี
่
เนื้อหาของความรู้แทรกอยู่ทั้งการเรียนรู้ด้วยการอาน การฟัง และการดู เช่น การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นการ
อ่านที่ต้องใช้ความคิดขณะอ่านข้อความ โดยนำความรู้และประสบการณ์ที่ตนมาคิดประเมินเนื้อเรื่องที่อ่านว่า
่
ผู้เขียนมีความคิดอย่างไรเนื้อหามีความน่าเชื่อถือเพียงใด รวมถึงสามารถอธิบายและขยายความในประโยคที่อานได้
12
องค์ประกอบการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.จุดหมาย จุดมุ่งหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณคือ คำตอบ หรือ ความรู้ใหม่ที่ได้จากการคิด
รวมถึงแนวทางแก้ไขหรือประโยชน์ที่ตามมา
2.ประเด็นคำถาม ประเด็นคำถามคือ โจทย์ปัญหาที่ต้องการคำตอบ อันเกิดจากความสงสัย และการ
อยากรู้ทั้งนี้การตั้งโจทย์ปัญหาจะต้องสั้น ได้ใจความ ไม่ยาวเกินไปและให้สัมพันธ์กับเนื้อหาหรือสถานการณ์ที่สงสัย
3.สารสนเทศ (ข้อมูล) สารสนเทศคือ แหล่งของข้อมูล หรือหลักฐานที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ อาจ
เป็นหนังสือ ตำราหรือ ข้อความบนเว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้
4.ข้อมูลเชิงประจักษ์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ คือ ข้อมูลที่ได้กลั่นกรองและแยกแยะจากข้อมูลต่างๆที่หามาได้
จนได้ข้อมูลที่สำคัญและตรงประเด็นกับเรื่องหรือสิ่งที่เราต้องการหาคำตอบ ข้อมูลที่เป็นจริง ข้อเท็จจริง
5.แนวคิดอย่างมีเหตุผล แนวคิดอย่างมีเหตุผลคือ การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างข้อมูลที่หามาได้ และ
ื่
องค์ความรู้เดิมกับข้อมูลหรือสถานการณ์ที่ต้องการคำตอบเพอให้เข้าใจต่อข้อมูล และสถานการณ์นั้นอย่างแจ่มชัด
หรือ ที่เรียกว่าคำตอบของโจทย์ ต้องอาศัยหลักการหรือทฤษฎีเข้าช่วยในการพิจารณาภายใต้พื้นฐานของเหตุและ
ผลที่ถูกต้อง
6.ข้อสรุป และประโยชน์ ข้อสรุปคือ คำตอบของโจทย์ปัญหาที่ชัดเจน และสำคัญที่สุดเป็นคำตอบที่ได้
จากการกลั่นกรองด้วยการวิเคราะห์ตามหลักเหตุ และผลแล้วสรุปลงมาให้สั้น กะทัดรัด และเข้าใจง่าย นอกจากนั้น
ควรพิจารณาคำตอบนั้นว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร จึงจะถือเป็นการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่ดี
ทักษะสำหรับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.การตั้งประเด็นปัญหา การตั้งประเด็นปัญหาเป็นพื้นฐานขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อสรุป คือ ต้องรู้จักสงสัย
และตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อน
2.การรวบรวมข้อมูล การรวบรวมขอมูลคือ การเสาะแสวงหาข้อมูลทั้งที่เป็นหนังสือ เอกสารตีพมพ การ
้
์
ิ
สัมภาษณ์ เป็นต้นเพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา
3.การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาใช้ประกอบพิจารณาในหลักการ
และความเป็นไปได้ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลกับเนื้อหาหรือเหตุการณที่เกิดขึ้น
์
4.การสังเคราะห์ การสังเคราะห์เป็นการแยกแยะผลของการวิเคราะห์ ว่าอะไรคือเหตุ และอะไรคือผล
ส่วนใดน่าเชื่อถือส่วนใดควรตัดออก
5.การประเมินข้อมูล การประเมินข้อมูลเป็นการตัดสินใจ และเลือกประเด็นที่ได้จากการสังเคราะห์
เพื่อให้เกิดความกระชับและชัดเจน
ขั้นตอนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.การตั้งสมมติฐานหรือการตั้งคำถาม เป็นการตั้งคำถามต่อข้อสงสัยของตนซึ่งอาจเป็นประโยคบอกเล่า
เช่น ปลาออกลูกเป็นตัว หรือ การตั้งเป็นประโยคคำถาม เช่นปลาออกหรือเป็นตัวหรือไม่ คอมพิวเตอร์ทำงาน
13
ั
อย่างไร เป็นต้น การตั้งประเด็นคำถามนี้เกิดได้ทั้งจากสถานการณ์ที่ที่เกิดขึ้น หรือ จากข้อมูลที่ได้อ่าน ได้ฟงซึ่งเป็น
จุดเริ่มของกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ื่
2.การรวบรวม และสืบหาข้อมูล การรวบรวมข้อมูลเป็นการแสวงหาข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพอ
นำมาใช้ประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ผู้รวบรวมจะต้องคัดเลือกข้อมูลให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนค้นหาเป็นหลักข้อมูล
เหล่านี้ ได้แก่ –หนังสือตำราเรียน –หนังสืองานวิจัย –การสัมภาษณ์บุคคล –ข่าวสารจากโทรทัศน์ หรือวิทยุ –สื่อ
ออนไลน์ เช่น เนื้อหาในเว็บไซต์ วีดีโอบนเว็บไซต์ เป็นต้น
3.การจัดระเบียบหมวดหมู่ของข้อมูล หลังจากที่ได้ข้อมูลหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันแล้วข้อมูลเหล่านี้อาจ
มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องน้อย เกี่ยวข้องมาก เนื้อหามีความชัดเจนหรือ ไม่ชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องคัดเลือกข้อมูลที่สำคัญไว้
และจัดกลุ่มข้อมูลเป็นหมวดๆ เพื่อให้สามารถนำไปประกอบการพิจารณาได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง และรวดเร็ว
โดยในขั้นนี้ จำเป็นต้องใช้ความรู้เดิมช่วยในการพิจารณาซึ่งเป็นทั้งการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ร่วมกัน
4.การวิเคราะห์ การเปรียบเทียบ และการทดสอบ หลังจากที่ได้ข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือได้ข้อมูลที่สำคัญ
แล้วจะเป็นการพิจารณา และวิเคราะห์สิ่งที่เราต้องการคำตอบด้วยการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบมาเชื่อมโยง
ความสัมพันธ์ เพื่อให้รู้ข้อเท็จจริง ให้รู้ถึงเหตุและผลของสิ่งที่เราค้นหา นอกจากนั้นแล้ว เพื่อความแน่ใจ และ
ชัดเจนอาจต้องทำการทดสอบหรือลองปฏิบัติดู
5.การสังเคราะห์ข้อมูล เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละส่วนที่สัมพันธ์กันแล้วก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า
ประเด็นสัมพันธ์ หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกันอันถูกต้องและชัดเจน ซึ่งอาจเกิดได้ในหลายๆประเด็นที่เป็นไปได้
ดังนั้นจึงต้องทำการสังเคราะห์เพมเติมว่า ประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือที่สุดประเด็นใดมีความน่าเชื่อถือน้อย พร้อม
ิ่
เรียงลำดับให้ชัดเจนและคัดเลือกประเด็นที่สำคัญที่สุด
6.การสรุปผล หลังจากที่ได้ประเด็นที่น่าเชื่อถือหรือสำคัญที่สุดแล้วจึงนำประเด็นนั้น มาเป็นคำตอบของ
โจทย์ที่เราตั้งไว้พร้อมกับอธิบายความสัมพันธ์อย่างมีเหตุ และผล
ลักษณะผู้มีความคิดอย่างมีวิจารณญาณ
1.มักเป็นคนขี้สงสัย ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
2.ชอบการสังเกต และจดบันทึก
3.มักมีการแสวงหาหลักฐานหรือข้อมูลอ้างอิง
4.ชอบการอ่านหรือการฟัง
5.มักเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่มีการโต้แย้งจนกว่าจะแน่ใจว่าผิด
6.มักเป็นคนไม่ด่วนตัดสิน ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก จนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจน
7.มักเป็นคนใจเย็น มีความสุขุม
8.มักคาดเดาหรือทำนายเหตุในอนาคตได้ดี
ข้อดีของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
–สามารถฟัง และอ่านเข้าใจในเนื้อหาได้ง่าย
–สามารถพูด หรือสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดี
–สามารถเขียนได้เร็ว เนื้อหาครอบคลุม และถูกต้อง
–สามารถตั้งปัญหาที่ตรงประเด็น สั้น และกะทัดรัดได้ดี
–สามารถมองเห็นภาพรวมของเนื้อหาหรือสถานการณ์ได้
–สามารถหาข้อมูลหรือหลักฐานมาประกอบการตัดสินใจได้ดี –มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง สมเหตุสมผล –
เป็นผู้ที่รู้ทันโลก รู้ทันสถานการณ์ในการดำเนินชีวิต
–ช่วยให้มีมุมมองที่หลากหลาย
14
–ช่วยให้เป็นผู้ไม่หลงงมงาย ไม่เชื่ออะไรง่าย
–เป็นผู้มีน้ำใจ และเปิดใจกว้าง –ยอมรับในความคิดเห็นของผู้อื่น
เพ็ญพิศุทธิ์ เนคมานุรักษ์ ( 2558 ) ได้แบ่งองค์ประกอบของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็น 6 ด้าน คือ
1. การระบุประเด็นปัญหา เป็นการระบุหรือทำความเข้าใจกับประเด็นปัญหา ข้อ คำถาม ข้ออ้าง หรือ
ข้อโต้แย้ง ประกอบด้วย ความสามารถในการพิจารณาข้อมูลหรือสถานการณ์ ที่ปรากฏ รวมทั้งความหมายของ
คำหรือความชัดเจนของข้อความ เพื่อกำหนดประเด็นข้อสงสัย และประเด็นหลักที่ควรพิจารณา และการแสวงหา
คำตอบ
2. การรวบรวมข้อมูล เป็นความสามารถในการรวบรวมข้อมูลทั้งทางตรงและ ทางอ้อมจากแหล่งข้อมูล
ต่าง ๆ รวมถึงการรวมข้อมูลจากประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ ซึ่งได้จากการคิด การพูดคุย การังเกตที่เกิดขึ้นจาก
ตนเองและผู้อื่น
3. การพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล เป็นการวัดความสามารถในการ พิจารณา ประเมิน
ตรวจสอบ ตัดสินข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยพิจารณาถึงที่มาของ ข้อมูลสถิติ และหลักฐานที่
ปรากฏ รวมทั้งความเพียงพอของข้อมูลในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การ ลงข้อสรุปอย่างมีเหตุผล หากยังไม่
เกี่ยวข้องที่จะใช้พิจารณาลงข้อสรุป ก็จะต้องรวบรวมข้อมูล เพิ่มเติม
4. การระบุลักษณะของข้อมูล เป็นการวัดความสามารถในการจำแนกประเภทของ ข้อมูล ระบุแนวคิดที่
อยู่เบื้องต้นหลังข้อมูลที่ปรากฏ ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการ พิจารณาแยกแยะ เปรียบเทียบความ
แตกต่างของข้อมูล การตีความข้อมูล ประเมินว่าข้อมูลใดเป็น ข้อเท็จจริง ข้อมูลใดเป็นข้อคิดเห็น รวมถึงการ
ระบุข้อสันนิษฐานหรือข้อตกลงเบื้องต้นที่อยู่ เบื้องหลังข้อมูลที่ปรากฏ เป็นการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่
ที่อาศัยข้อมูลจาก ประสบการณ์เดิมมาร่วมพิจารณา เพื่อทำการสังเคราะห์ จัดกลุ่มและจัดลำดับความสำเร็จของ
ข้อมูล เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการพิจารณาตั้งสมมติฐานต่อไป
5. การตั้งสมมติฐาน เป็นการวัดความสามารถเหนือกำหนดขอบเขต แนวทางการ พิจารณาหาข้อสรุป
ของคำถาม ประเด็นปัญหา และข้อโต้แย้ง ประกอบด้วยความสามารถในการ คิดถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล
ระหว่างข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อระบุทางเลือกที่เป็นไปได้ โดยเน้นที่ ความสามารถพิจารณาเชื่อมโยงเหตุการณ์และ
สถานการณ์
6. การลงข้อมูล เป็นวัดความสามารถในการลงข้อสรุปโดยการใช้เหตุผลซึ่งถือว่า เป็นส่วนสำคัญของการ
คิดอย่างมีวิจารณญาณ ในการลงข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผลนั้นอาจใช้ เหตุผลเชิงอุปนัยหรือเหตุผลเชิงนิรนัย - การ
ให้เหตุผลเชิงอุปนัย เป็นการสรุปความโดยพิจารณาข้อมูล หรือกรณี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะเรื่อง เพื่อไปสู่
กฎเกณฑ์ ในที่นี้เป็นการวัดความสามารถในการสรุปความ เหตุการณ์ หรือข้อมูลที่กำหนดเป็นคำถาม โดยใช้
ข้อมูลหรือข้อความที่บอกมาเป็นเหตุผลหรือ กฎเกณฑ์เพื่อการหาข้อสรุป
15
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์
จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้
มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้
สมพร เชื้อพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศกษา หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จ
ึ
และสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือ
ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาดของ
ความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน
ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับ
จากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพสัย
ิ
และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่
แตกต่างกัน
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัด
ความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม
จุดมุ่งหมายของการสอนหรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้
ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการ
เรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมาก
น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ
สิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย
16
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้
ิ
นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพสัย ด้าน
จิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน หรือการตัดสินผลการเรียน เพราะเป็น
การวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมมากที่สุด
การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือว่าสิ่งใดก็ตาม ที่มีปริมาณอยู่จริงสิ่งนั้น
สามารถวัดได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผลการวัดจะเป็นประโยชน์ในลักษณะ
ทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ
Bloom มี 6 ระดับ ดังนี้
1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถ
บอกชื่อสารอาหาร 5 ชนิดได้ นักเรียนสามารถบอกชื่อธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนได้ครบถ้วน
2) ความเข้าใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคัญได้
3) การนำไปใช้ คือ สามารถนำความรู้ ซึ่งเป็นหลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใช้ในสภาพการณ์ที่ต่างออกไปได้
4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์
องค์ประกอบ ความสัมพันธ์ หลักการดำเนินการ
5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่อย่างมี
ความหมาย
้
6) การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้มาตรการที่ผูอื่น
กำหนดไว้หรือตัวเองกำหนดขึ้น
17
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องต้นที่ควรคำนึงถึงในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิไว้
์
ดังนี้
1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้อง
สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรม ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะสื่อสารไปยังบุคคลอื่นได้ ถ้า
เป้าหมายทางการศึกษาไม่สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะวัดได้ในลักษณะ
ของผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน
2) ผลิตผลที่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดนั้น จะต้องเป็นผลิตผลเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการเรียนการ
สอนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น จะวัดผลผลิตผลอย่างอื่นไม่ได้
3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้นั้น ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกัน
แล้ว ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ เท่าเทียมกัน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สมบูรณ์ ตันยะ (2545) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้
สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝน
อบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด ส่วน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น
แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่า บรรลุผลสำเร็จตาม
จุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด
ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนด
ไว้เพียงใด
18
สิริพร ทิพย์คง (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุ่งวัด
พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้ว
มากน้อยเพียงใด
สมพร เชื้อพันธ์ (2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด
ของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด
ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะ
ความสามารถจากการเรียนรู้ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล
ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized
tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่ม
พฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
ประเมิน
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน
แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่
(Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบ
เลือกตอบ (Multiple choice)
1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และ
แบบไม่จำกัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี (Extended response items)
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ใน
เนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการ
ดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และ
ความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic
Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น
ส่วนพวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543) ได้จัดประเภทแบบทดสอบไว้ 3 ประเภท ดังนี้
3. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้เข้าสอบจำนวนน้อย
เพราะต้องใช้เวลามาก ถามได้ละเอียด เพราะสามารถโต้ตอบกันได้
4. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจากจำนวนผู้เข้า
สอบมากและมีจำนวนจำกัด แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
19
1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคำพูดของตนเองใน
การแสดงทัศนคติ ความรู้สึก และความคิดได้อย่างอิสระภายใต้หัวเรื่องที่กำหนดให้ เป็นข้อสอบที่สามารถ
วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดี แต่มีข้อเสียที่การให้คะแนน ซึ่งอาจไม่เที่ยงตรง ทำให้มีความ
เป็นปรนัยได้ยาก
2. แบบจำกัดคำตอบ เป็นข้อสอบ ที่มีคำตอบถูกใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้อย่างจำกัด ข้อสอบแบบนี้
แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบถูกผิด แบบเติมคำ แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ
5. แบบปฏิบัติ เป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ
เช่น การทดสอบทางดนตรี ช่างกล พลศึกษา เป็นต้น
สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้าง
จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ
แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
คำศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบปฏิบัติ ในการวัดความสามารถในการนำ
คำศัพท์ไปใช้ในการสื่อสารด้านการการพูดและการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบที่จำกัดคำตอบโดย
การเลือกตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้ ในการวัดความรู้ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ และการนำคำศัพท์ไป
ใช้ในการฟังและการอ่าน
การวางแผนการสร้างและการเลือกชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา
ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมได้เหมาะสมกับเนื้อหา ควรมีการ
สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง
เหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ที่เรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อ
เนื้อหา และวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเริ่มที่การสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
ประกอบด้วย ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ส่วนแนวนอน
เป็นหัวข้อเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชานั้น จากนั้นจึง
กำหนดน้ำหนักของเนื้อหา พิจารณาจากความสำคัญของเนื้อหานั้นๆ โดยอาจกำหนดน้ำหนักเป็นร้อยละ พร้อมกับ
กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับ
เนื้อหา สุดท้ายจึงกำหนดแบบทดสอบที่จะใช้วัด เช่น แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบ
อัตนัย เป็นต้น
4. พฤติกรรมที่คาดหวังทางด้านสติปัญญา
การกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้ครอบคลุมจุดมุ่งหมายแต่ละด้าน มีข้อยุ่งยากอยู่ที่การกำหนด
พฤติกรรมที่คาดหวัง จำเป็นที่ผู้กำหนดจะต้องเข้าใจก่อนว่า ในแต่ละด้านนั้นมีจุดมุ่งหมายย่อย ๆ อะไรบ้าง และม ี
พฤติกรรมอะไรบ้าง ทั้งนี้เพอมิให้พฤติกรรมที่คาดหวังเป็นเพียงพฤติกรรมง่าย ๆ ในระดับต่ำ เพราะจะเป็นผลให้
ื่
20
การเรียนการสอนไม่ส่งเสริมพฤติกรรมชั้นสูงที่มีคุณค่ามากกว่า ในเอกสารนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมที่คาดหวังสำหรับ
ด้านสติปัญญาเท่านั้น (นวลน้อยเจริญผล. 2538 : 44-48)
เมเกอร์ (Mager, 1975, p. 21) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมี 3 องค์ประกอบ
ได้แก่
1) พฤติกรรมหรือทักษะที่ผู้เรียนแสดงออก จุดประสงค์จะต้องอธิบายสิ่งที่ผู้เรียนสามารถทำได้ ไม่ใช่
กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูให้ทำความของจุดประสงค์ประกอบด้วย การกระทำและเนื้อหา ยกตัวอย่างเช่น
วาดภาพเหมือนของตัวเอง วิเคราะห์โจทย์เลข
2) เงื่อนไขการแสดงพฤติกรรมหรือการทำงานของผู้เรียน จุดประสงค์จะต้องระบุสภาพของ การทำงานซึ่ง
เป็นสิ่งเร้าภายนอก หรืออุปกรณ์/เครื่องมือที่ให้ผู้เรียนใช้ในขณะปฏิบัติงาน ยกตัวอย่างเช่น อนุญาตให้ผู้เรียนใช้
เครื่องคิดเลขในการคำนวณเลข หลังการอ่านหนังสือจบ นักเรียนสามารถสรุป สาระสำคัญได้
3) เกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมเพื่อใช้ในการประเมินการปฏิบัติงานของผู้เรียน เกณฑ์มักระบุ ในรูปของ
ุ
ความถูกต้อง เวลาที่ใช้ หรือระดับคณภาพในการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนซึ่งเป็นที่ยอมรับ เกณฑ์อาจระบุในเชิง
ปริมาณที่สามารถแจงนับได้ หรือเกณฑ์ในเชิงคุณภาพซึ่งบอกลักษณะของพฤติกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของ
ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นหากต้องการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถ ในระดับใดก็ควรเลือกใช้
คำกริยาที่ชี้บ่งให้เห็นขั้นพฤติกรรมในระดับนั้น หรือกำหนดเกณฑ์ที่ชี้ให้เห็นสภาพ ที่ต้องการพัฒนา ยกตัวอย่าง
เช่น แก้ปัญหาได้ถูกต้อง 2 ใน 3 ข้อ โยนลูกบอลได้ 10 ครั้ง ภายใน 1 นาที
หลักการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
การเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมในแต่ละองค์ประกอบ ควรมีหลักการดังนี้
1) ข้อความที่ใช้บรรยายพฤติกรรมต้องชัดเจน เฉพาะเจาะจง ไม่สับสน เป็นพฤติกรรมที่ สามารถ
สังเกตเห็นได้ เช่น คำที่แสดงพฤติกรรมด้านความรู้ ใช้คำว่า ระบุ บอก อธิบาย ให้นิยาม สาธิต เป็นต้น แทนคำที่มี
ลักษณะกำกวม ไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้ เช่น คำว่า “รู้” “เข้าใจ” ส่วนคำที่ แสดงพฤติกรรมที่บอกเจตคติ
นิยมใช้คำที่ให้ผู้เรียนเลือก ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมที่มาจากความรู้สึกแทน คำว่า “ซาบซึ้ง” ซึ่งไม่เห็นพฤติกรรม
จึงเป็นคำที่ไม่ควรใช้ สำหรับพฤติกรรมเกี่ยวกับทักษะทางกาย มี ลักษณะที่ชัดเจนในตัวเองเพราะผู้เรียนต้องแสดง
พฤติกรรมให้ปรากฏจึงไม่เป็นปัญหา ตัวอย่างเช่น
นักเรียนแต่งประโยคที่มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ประธาน กิริยา และกรรมได้ถูกต้อง
นักเรียนเลี้ยงลูกวอลเลย์บอลได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 50 ลูก
นักเรียนส่งงานทุกชิ้นที่ครูมอบหมายในเวลาที่กำหนด
2) การบอกเงื่อนไขของการแสดงพฤติกรรม พิจารณาจากสิ่งเร้าหรือตัวช่วยที่ผู้เรียนนำไป เชื่อมโยงกับ
ความรู้/ความคิดรวบยอดที่เก็บไว้ในโครงสร้างทางปัญญา ทำให้ผู้เรียนสามารถระลึกได้และ นำกลับมาใช้ในการ
ปฏิบัติงาน
เงื่อนไขการเรียนรู้ พฤติกรรมที่แสดงออก
ตัวอย่าง เช่น นักเรียนบวกเลขสองหลักโดยคิดในใจได้ถูกต้อง จำนวน 8 ข้อ ใน 10 ข้อ
นักเรียนยืนตรงแสดงความเคารพทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติไทย
21
3) การกำหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม สามารถเขียนเกณฑ์ได้หลายลักษณะขึ้นกับเกณฑ์ ที่ใช้และ
ประเภทของพฤติกรรมการเรียนรู้ ได้แก่
(1) เกณฑ์ความถูกต้องความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง กฎหรือทฤษฎีที่เป็นเนื้อหาซึ่งมีคำตอบที่ ถูกต้อง
แน่นอนอยู่แล้ว เกณฑ์ก็คือความถูกต้องตรงตามเนื้อหา
(2) เกณฑ์ความรอบรู้ หมายถึง เกณฑ์ที่แสดงว่ารู้จริง ทำได้จริง ใช้เกณฑ์การแสดง พฤติกรรมที่
ทำได้ถูกต้องเท่ากับหรือตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
(3) เกณฑ์ด้านทักษะ จะพิจารณาจากรายการของพฤติกรรมที่คาดหวังให้แสดงได้ซึ่งใช้
ระยะเวลาหรือความถี่ในการแสดงพฤติกรรมหรือลักษณะของการตอบสนองซึ่งเป็นที่ยอมรับจาก
ผลการวิจัย
(4) เกณฑ์ด้านเจตคติ พิจารณาจากจำนวนครั้งของการแสดงพฤติกรรมที่น่าพอใจ ในสถานการณ์
ที่จัดขึ้นโดยใช้แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมจากการสังเกตขณะทำงาน ตัวอย่างจุดประสงค์เชิง
พฤติกรรมที่กำหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม เช่น นักเรียนเลี้ยงลูกวอลเลย์บอลได้ต่อเนื่องอย่างน้อย
50 ลูก นักเรียนจัดพานไหว้ครูด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่กำหนดได้สำเร็จในเวลา 3 ชั่วโมง
ประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้แบ่งตามลักษณะการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสนอโดยบลูม (Bloom) แครทโรล
(Krathrohl) และแฮร์โรว์ (Harrow) ออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพทธิพิสัย (cognitive domain) ด้านทักษะพิสัย
ุ
(psychomotor domain) และด้านจิตพิสัย (affective domain) (Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218)
1. ด้านพุทธิพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดง ความสามารถของ
ื้
สติปัญญาในการประมวลข้อมูล พฤติกรรมที่ชี้บ่งความสามารถในด้านนี้สามารถแบ่งได้ 6 ระดับ จากระดับพนฐาน
ไปสู่ระดับที่ซับซ้อน ดังนี้
1) ความรู้ ความจำ (knowledge) หมายถึง การรับรู้ข้อมูล ความรู้ความสามารถในการ ระลึกได้
จำได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสูงขึ้นไป คำกริยาที่ใช้บ่งบอกพฤติกรรม ในระดับนี้
ได้แก่ เลือก ระบุ อธิบาย เติมคำให้สมบูรณ์ ชี้บ่ง จัดทำรายการ จับคู่ เรียกชื่อ ระลึก จำ บอก และกำหนด
เป็นต้น
2) ความเข้าใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย ความรู้
ตีความ คาดคะเน คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ เปลี่ยน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อ้างอิง แปล
ความหมาย คาดคะเน ตีความ ขยายความ อุปมาอุปมัย ลงสรุป และยกตัวอย่าง เป็นต้น
3) การนำไปใช้ (application) หมายถึง ความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้ คำกริยาที่ใช้ ได้แก่
การประยุกต์ การคำนวณ การสาธิต การพัฒนา การค้นพบ การดัดแปลง การดำเนินการ การมีส่วนร่วม
การแสดง วางแผน ทำนาย เชื่อมโยง แสดงและทำให้ดู เป็นต้น
22
4) การวิเคราะห์ (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบย่อย
ด้วยเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กำหนด คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ วิเคราะห์ แยกแยะ จัดพวก จัดชั้น จัดประเภท จัด
กลุ่ม เปรียบเทียบ หาความแตกต่าง วิจารณ์ แสดงแผนภูมิ จำแนก สรุปอ้างอิง และกำหนดองค์ประกอบ
เป็นต้น
ื่
5) การสังเคราะห์ (synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมองค์ประกอบย่อย เพอการ
สร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณลักษณะแตกต่างจากเดิม ได้แก่ การออกแบบ วางแผน และนำเสนอโครงการ คำกริยา
ที่แสดงทักษะการสังเคราะห์ ได้แก่ จัดเตรียม จัดประเภท แบ่งพวก ผสมผสาน รวบรวม กำหนด สร้าง
ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน สรุปรวบยอด
สังเคราะห์ ประพันธ์ แต่ง นำเสนอ และจัดการแสดง เป็นต้น
6) การประเมินคุณค่า (evaluation) เป็นระดับขั้นสูงสุดของความสามารถทางสติปัญญา
หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินคุณค่า คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ โต้แย้ง ประเมิน เปรียบเทียบ
สรุปความ วิจารณ์ ตัดสิน อธิบาย ตีความ จัดลำดับที่ จัดชั้น และเทียบกับมาตรฐาน เป็นต้น
2. ด้านจิตพิสัย จุดประสงค์การเรียนรู้ด้านจิตพิสัย หมายถึง จุดประสงค์ที่แสดงพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับ
ความรู้สึก เจตคติและค่านิยม ซึ่งการเรียนรู้ด้านเจตคติและค่านิยม มีลำดับขั้นของการเกิด พฤติกรรมดังนี้
1) การรับรู้ (receiving) เป็นลำดับของการตระหนัก รับรู้ต่อสิ่งเร้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ของ
ความรู้สึกพึงพอใจ นักเรียนจะแสดงออกให้เห็นถึงความตั้งใจ ความสนใจ ต่อสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ ที่
ได้รับคำกริยาที่ใช้ ได้แก่ ถาม เลือก อธิบาย ตอบ บอกชื่อ สาธิต ระบุ บอกความแตกต่าง และบอกจุดเด่น
เป็นต้น
2) การตอบสนอง (responding) เป็นขั้นของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การ
ถูกควบคุมซึ่งเป็นปัจจัยจากภายนอก หรือโดยความสนใจของนักเรียนเองซึ่งเป็นปัจจัยภายใน เพราะเห็น
ว่าสิ่งเร้านั้นน่าสนใจ หรือเกิดความพึงพอใจต่อสิ่งเร้านั้น คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ พิสูจน์ รวบรวม ทำตามคำสั่ง
แสดง ฝึกปฏิบัติ นำเสนอ และเลือก เป็นต้น
3) การเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมด้วยความเชื่อ ความประทับใจ
ความซาบซึ้ง และศรัทธาที่มีต่อสิ่งนั้นด้วยตัวของนักเรียนเอง คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ อธิบาย ทำตาม ริเริ่ม
เข้าร่วม นำเสนอ และทำให้สมบูรณ์ เป็นต้น
4) การจัดระเบียบ (organizing) เป็นขั้นที่นักเรียนสร้างระบบค่านิยมส่วนตนขึ้นมา โดยการ
ยอมรับและจัดระเบียบคุณค่าต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงเข้ากับค่านิยมเดิมที่มีมาก่อนของตนเอง เป็นค่านิยม ใน
ชีวิต คำกริยาที่ใช้ ได้แก่ จัดระเบียบ รวบรวม สรุป บูรณาการ ดัดแปลง จัดลำดับ สังเคราะห์ สร้าง และ
จัดระบบ เป็นต้น
5) การสร้างระบบค่านิยมของตนเอง (internalization of values) เป็นจุดประสงค์ ระดับสูงสุด
พฤติกรรมในระดับนี้มีความคงเส้นคงวา แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อของตนเอง คำกริยาที่ใช้
ได้แก่ ปฏิบัติ แสดงออก แก้ปัญหา ประกาศตัว แสดงตน อุทิศตน ทุ่มเท ยอมรับ และเกิดสำนึก เป็นต้น
23
3. ด้านทักษะพิสัย ทักษะเป็นความสามารถทางกาย ที่อาศัยการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ในการทำงาน
เช่น ทักษะที่อาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหลัก ได้แก่ การเล่นกีฬาต่าง ๆ การเต้นรำ เป็นต้น ทักษะที่
อาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นหลัก ได้แก่ การใช้มือและสายตา ประกอบกัน ได้แก่ งานช่างฝีมือต่าง ๆ
การประกอบอาหาร การทำงานประดิษฐ์ การเล่นเครื่องดนตรี เป็นต้น การจัดประเภทของจุดประสงค์ด้านทักษะ
พิสัยนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ได้มี การนำเสนอทักษะที่เป็นความสามารถทางกายที่มีการพัฒนามา
เป็นลำดับขั้นตั้งแต่เกิดดังนี้
1) การเคลื่อนไหวสะท้อน (reflex movement) เป็นพฤติกรรมที่แสดงการตอบสนอง โดยไม่ตั้งใจ เป็นไป
เองเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น
2) การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (fundamental movement) เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหว พื้นฐานที่
พัฒนาขึ้นในขวบปีแรกของชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามพัฒนาการตามวัยโดยไม่ต้องสอน
3) ความสามารถรับรู้ (perception abilities) เป็นพฤติกรรมที่พัฒนาจากการรับรู้ ดังนั้นในวัยเด็กเล็ก
ื่
ควรส่งเสริมให้เด็กสำรวจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ใช้ประสาทสัมผัสเพอพัฒนา ความสามารถในการรับรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เป็นพฤติกรรมที่แสดงความสามารถ ของการเคลื่อนไหว
ร่างกาย ประกอบด้วย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความคล่องแคล่ว
5) การเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว (skilled movement) เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึง ทักษะในการ
เคลื่อนไหว ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ คือได้ทั้งผลงานและการประหยัดพลังงานในการทำงาน
6) การสื่อสารโดยไม่อาศัยการพูดหรือการเขียน (nondiscursive communication) เป็นพฤติกรรมทาง
กายที่แสดงออกหรือสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยท่าทางหรือภาษาใบ้ การพัฒนาทักษะต้องอาศัยการพัฒนาเป็น
ลำดับขั้น จากระดับที่ทำได้พื้นฐานไปสู่การปฏิบัติ อย่างเชี่ยวชาญชำนาญการ ซึ่งเริ่มต้นจากการทำได้โดยอาศัย
การทำตามแบบ หรือตามกรอบที่กำหนดไว้ และพัฒนามาเป็นการทำได้ด้วยตนเอง มาสู่ขั้นที่ทำได้อย่าง
คล่องแคล่ว การทำได้อย่างชำนาญการและสุดท้ายทำได้อย่างสร้างสรรค์ คือสามารถคิดประดิษฐ์สร้างงานหรือ
ออกแบบการทำได้ถึงขั้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นของตนเอง สามารถสื่อถึงหลักการและแนวคิดที่แฝงอยู่ในการ
แสดงพฤติกรรมนั้นได้
ขั้นตอนการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
การเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีลำดับขั้นตอนในการดำเนินงาน ดังนี้
1) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้หรือผลการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล เช่น
การวิเคราะห์จากมาตรฐานการเรียนรู้และตัวบ่งชี้การเรียนรู้ของสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ในหลักสูตร
2) เขียนจุดประสงค์ปลายทางที่แสดงพฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนมีความรู้และความสามารถ
ในการปฏิบัติซึ่งวิเคราะห์จากผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
24
3) เขียนจุดประสงค์นำทางซึ่งวิเคราะห์ได้จากทักษะย่อยที่ผู้เรียนพึงมี พึงปฏิบัติได้เพื่อทำให้
บรรลุจุดประสงค์ปลายทาง
4) เขียนจุดประสงค์ของทักษะที่ผู้เรียนควรมีติดตัวก่อนเรียนรู้เรื่องใหม่
5) เขียนจุดประสงค์ของความรู้เดิมซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้เรื่องใหม่
หน้าที่ของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมีหน้าที่หลายประการที่มีความสำคัญต่อการออกแบบการเรียนการสอน ดังนี้
1) บอกให้รู้ว่าหลังเรียน ผู้เรียนรู้อะไรและสามารถทำอะไรได้เพื่อใช้เป็นพฤติกรรมบ่งชี้
ความสำเร็จของการเรียนการสอน
2) ใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ให้รู้จุดหมายปลายทางของการเรียนการสอน
3) ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์ประกอบเชิงระบบใน
กระบวนการออกแบบการเรียนการสอนได้
ื่
4) ใช้เป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือเพอวัดประเมินผลผู้เรียนก่อนเรียน ทำให้ได้ข้อมูลที่ใช้ ใน
การออกแบบขั้นตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการจัดกลุ่มผู้เรียน เป็นต
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่เขียนขึ้นจะทำให้ทราบว่าผู้เรียนจะมีพฤติกรรมที่สะท้อนความรู้ ความสามารถ
อะไรภายหลังการเรียนรู้ ซึ่งใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการเรียนการสอนได้อย่าง เหมาะสม
5. การสอนวิชาการ
การสอนวิชาการ เป็นภาวะอันหนักแก่ผู้สอนอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนในชั้นมีทั้งเรียนเก่งและนักเรียนที่
เรียนอ่อน ถ้าครูสุขศึกษาสอนโดยวิธีเดียวกันนักเรียนที่เรียนเก่งก็สามารถ เข้าใจได้รวดเร็วและไม่มีปัญหามากนัก
แต่นักเรียนที่เรียนอ่อนอาจไม่เข้าใจมากนัก จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง
ิ
หาวิธีการสอนที่จะให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าใจได้ และสนองตอบต่อความแตกต่างทางสติปัญญา (ยุพิน พิพธ
กุล. 2527 : 276) ดังนั้น การสอนวิชาสุขศึกษาเพื่อให้ได้ผลดี และเป็นไปตามความสามารถหรือความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล ยุพิน พิพิธกุล (2530 : 174) ได้เสนอวิธีการสอนสุขศึกษาไว้หลายวิธีคือ
1. วิธีสอนแบบบอกให้รู้ เป็นวิธีสอนที่ครูเป็นผู้บอกให้นักเรียนเป็นผู้ตีความ เมื่อครูปรารถนาที่จะให้นัก
เรียนรู้เรื่องใด ครูก็จะอธิบายและมักจะสรุปเสียเอง ในขณะที่ครูอธิบายนั้น ครูจะวิเคราะห์ แยกแยะให้เห็น และ
ตีความให้นักเรียนเข้าใจ ครูอาจจะมีวัสดุการสอนมาแสดงให้ดู แต่ครูใช้ประกอบการอธิบายหรือการบอกของครู
เพื่อให้นักเรียนติดตามในการสอนกฏหรือสูตร ครูมักจะบอกสูตรนั้นและบอกว่านำไปใช้อย่างไร โดยยกตัวอย่าง
ประกอบ เสร็จแล้วครูก็ให้นักเรียนลองทำแบบฝึกหัดโดยใช้สูตรนั้น ถ้านักเรียนทำได้ก็แสดงว่านักเรียนเข้าใจ
25
2. วิธีสอนแบบบรรยาย เป็นการสอนแบบบอกให้รู้เช่นเดียวกัน การสอนแบบนี้ครูจะเป็นฝ่ายพูดเป็น
ส่วนมาก โดยมุ่งจะป้อนเนื้อหาวิชาให้แก่นักเรียนเพียงฝ่ายเดียว นักเรียนจะเป็นผู้ฟังครูอาจจะใช้สื่อการสอน
ประกอบการบรรยายก็ได้
3. วิธีสอนแบบสาธิตเป็นการแสดงให้นักเรียนดู ซึ่งผู้แสดงจะใช้วัสดุประกอบการสอนหรือจะแสดงโดยวิธี
ใดก็ตาม ให้นักเรียนสามารถสรุปบทเรียนได้จากการแสดงนั้น ๆ การแสดงนั้นอาจจะแสดงโดยครู หรือโดยนักเรียน
ก็ได้ และในบางครั้งครูและนักเรียนอาจจะร่วมกันแสดงกิจกรรม
นั้น ๆ
4. วิธีสอนแบบทดลอง เป็นการสอนที่ให้นักเรียนได้กระทำด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อสรุปการทดลองนั้น
อาจทดลองเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้
5. วิธีสอนแบบถาม – ตอบ เป็นกลวิธีสอนที่ใช้แทรกกับวิธีสอนอื่น ๆ ซึ่งนับว่า เป็นวิธีที่สำคัญวิธีหนึ่ง ครู
บางคนคิดว่า วิธีสอนที่ดีนั้นจะต้องมีสื่อการสอนเสมอ ความจริงแล้ว ยังมีวิธีสอนที่ดีอีกคือ “วิธีสอนแบบถาม –
ตอบ” ถ้าครูสามารถใช้คำถามที่ดีนักเรียนสามารถเข้าใจก็ย่อมใช้ได้
6. วิธีสอนแบบฮิวริสติค ได้รับมาจากภาษากรีก ซึ่งหมายความว่า “ฉันพบ” นักเรียนจะต้องเป็นผู้ค้นพบ
นักเรียนจะเป็นผู้ค้นหาคำตอบด้วยตนเองแทนการบอกครูวิธีนี้ต้องการให้นักเรียนได้กระทำด้วยตนเอง เป็นวิธีการ
ที่นักเรียนจะได้ให้เหตุผลด้วยตัวของเขาเอง
7. วิธีสอนแบบวิเคราะห์ – สังเคราะห์วิธีสอนแบบวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะปัญหานั้นออกมาจากสิ่งที่ไม่
รู้ไปสู่สิ่งที่รู้หรือการแยกสิ่งต่าง ๆ อยู่รวมกันออกจากกัน ผู้ที่วิเคราะห์นั้น จะต้องพยายามคิดอยู่เสมอว่าต้องการ
ค้นพบอะไรเป็นอันดับแรก และคิดต่อไปว่าอะไรที่จะค้นพบต่อไปวิธีสอนแบบสังเคราะห์ เป็นขบวนการตรงกันข้าม
กับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ประกอบด้วย การนำข้อสรุปย่อยที่จำเป็นต่าง ๆ มารวมกัน จนกระทั่งได้ข้อสรุป
รวมที่ต้องการ หรืออีกนัยหนึ่ง การวิเคราะห์จะต้องเริ่มจากสิ่งที่รู้แล้ว เพื่อจะนำมาช่วยในการหาสิ่งที่ยังไม่รู้ มา
ช่วยในการพิสูจน์เนื้อหาใหม่ เรียกว่า เป็นการสังเคราะห์
8. วิธีสอนแบบนิรนัย - อุปนัยอุปนัย หมายถึง การนำไปสู่ ในระหว่างกระบวนการสอน ครูจะช่วยนักเรียน
ให้ตีวงแคบเข้า จนสามารถกำหนดนัยทั่วไปได้นิรนัย วิธีนิรนัยนี้สัมพันธ์กับวิธีบอกให้รู้ ครูที่ใช้วิธีนี้ จะบอกกฏ
หลักเกณฑ หรือนัยทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่จะนำมาใช้ประโยชน์ แล้วนักเรียนก็ถูกถาม เพื่อใช้คำบอกนั้นมาแก้ปัญหา
์
9. วิธีสอนแบบแก้ปัญหา หมายถึง วิธีสอนที่จะให้นักเรียนได้ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาวิธีการแก้ปัญหานั้น
ขึ้นอยู่กับเนื้อหา หรือโจทย์ปัญหาที่จะให้นักเรียนคิด วิธีการแก้ปัญหาทางสุขศึกษา ย่อมมีกลวิธีแตกต่างกันตาม
ลักษณะปัญหานั้น ๆ
10. วิธีสอนแบบค้นพบ มีความหมายเป็น 2 ประการ คือ
10.1 เป็นกระบวนการค้นพบ ครูจะมอบปัญหาให้แก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนเสาะแสวงหาวิธีการที่จะ
แก้ปัญหานั้น โดยครูจะให้ปัญหาที่ง่ายก่อนแล้วก็ให้นักเรียนทำปัญหาที่คล้ายกัน ซึ่งเชื่อว่านักเรียนจะค้นพบได้ แต่
ครูก็ไม่คาดหวังว่านักเรียนจะค้นพบอะไร
26
10.2 เป็นการเน้นไปที่นักเรียนจะค้นพบอะไร เช่น ค้นพบสูตรคูณ นิยาม ฯลฯนักเรียนจะเกิดมโนมติ และ
กำหนดนัยทั่วไปได้ การค้นพบนี้จะเป็นการค้นพบโดยวิธีใดก็ได้ เช่น การถามตอบ สาธิตการทดลอง การอภิปราย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนโดยวิธีอุปนัยหรือนิรนัย
วิธีการสอน และเอกสารฝ่ายวิชาการ วิธีสอนแบบต่างๆ
ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้หลากหลายวิธีและสามารถ
เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับผู้เรียน กับแต่ละสถานการณ์ และแต่ละสิ่งแวดล้อม การสอนแบบบรรยายอย่าง
เดียวไม่เพียงพอ ครูผู้สอนต้องใช้วิธีสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายเข้ามาใช้บูรณาการในการจัดการเรียนการ
สอน ซึ่งวิธีการสอนต่างๆ มีตัวอย่างดังนี้
1. วิธีสอนแบบสาธิต (Demonstration Method)
วิธีสอนแบบสาธิต หมายถึง การที่ครูหรือนักเรียนคนใดคนหนึ่ง แสดงบางสิ่งบางอย่างให้นักเรียนดู
หรือให้เพื่อนๆดู อาจเป็นการแสดงการใช้เครื่องมือแสดงให้เห็นกระบวนการวิธีการ กลวิธีหรือการทดลองที่มี
อันตราย ซึ่งไม่เหมาะที่จะให้นักเรียนทำการทดลอง การสอนวิธีนี้ช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและ
สามารถทำในสิ่งนั้นได้ถูกต้อง และยังเป็นการสอนให้นักเรียนได้ใช้ทักษะในการสังเกต และถือว่าเป็นการได้
ประสบการณ์ตรงวิธีหนึ่ง วิธีสอนแบบสาธิต จึงเป็นการสอนที่ยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้สอนเป็นผู้วางแผน
ดำเนินการ และลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนอาจมีส่วนร่วมบ้างเล็กน้อย วิธีสอนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับ จุดประสงค์การ
สอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอนการปฏิบัติ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปศึกษา อุตสาหกรรมศิลป์ วิชาในกลุ่มการ
งานและพื้นฐานอาชีพ เป็นต้น
ุ่
ความมงหมาย เพื่อแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้
อย่างแจ่มแจ้ง และสามารถปฏิบัติตามได้
เมื่อใดจึงจะใช้การสอนแบบสาธิต
1. เมื่อนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนสาธิตให้ผู้ดูเพื่อให้ผู้เรียนตั้งปัญหาและเกิดความอยากรู้ อยากเห็น
อยากค้นหาคำตอบต่อไป
2. เพื่อสร้างปัญหาให้ผู้เรียนคิด
ื่
3. เพอต้องการสร้างความเข้าใจในความคิดรวบยอด ความจริงหลักทฤษฎี โดยนักเรียน สามารถ
มองเห็นโดยตรง
4. เมื่ออธิบายเครื่องมือสุขศึกษาส่วนไหนทำหน้าที่อะไร
5. เมื่อเครื่องมือที่จะทำการทดลองมีราคาแพง หรือเกิดอันตรายได้ง่าย
6. ควรคำนึงถึงฤดูกาล
27
โอกาสในการใช้
1. เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนให้มีความสนใจในบทเรียน
2. ช่วยอธิบายเนื้อหาวิชาที่ยาก ต้องใช้เวลานานให้เข้าใจง่ายขึ้นและประหยัดเวลา
3. เพื่อแสดงวิธีการหรือกลไกวิธีในการปฏิบัติงานซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูด เช่น การทำ
กิจกรรม วิชาศิลปะ หัตถกรรม งานประดิษฐ์ นาฏศิลป์
4. เพื่อช่วยสรุปบทเรียน
5. เพื่อใช้ทบทวนบทเรียน
6. เพื่อสร้างความเข้าใจ ความคิดรวบยอด ความจริง หลักทฤษฎี โดยนักเรียนมองเห็นได้โดยตรง
เพื่อทดสอบหรือยืนยันการสังเกตในครั้งก่อนๆ ว่าผลเหมือนเดิมหรือไม่
ประเภทของการสาธิต
แบบที่ 1
1. สาธิตให้ดูทั้งชั้น การสาธิตให้ดูทั้งชั้นผู้สอนจะต้องระวังให้ทุกคนมองเห็นและเข้าใจการสาธิต
ในแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตามการสาธิตให้ดูทั้งชั้นย่อมมีผู้เรียนบางคนไม่เข้าใจดีพอเนื่องจากบางคนมีพน
ื้
ความรู้หรือประสบการณ์แตกต่างกัน
2. การสาธิตให้ดูเป็นกลุ่มหรือเป็นหมู่ เมื่อมีผู้เรียนจำนวนหนึ่ง เรียนไม่เข้าใจดีพอ จึง
จำเป็นต้องสาธิตให้ดูใหม่เป็นกลุ่มเล็ก ในแต่ละชั้นเรียนอาจมีผู้เรียนได้เร็วมาก ปานกลางหรือช้าไปบ้าง
การสาธิตให้ดูเป็นหมู่ เฉพาะที่มีความรู้ไล่เลี่ยกันจะเป็นแรงจูงใจให้ผู้เรียนแต่ละหมู่ทำงานอย่างเต็ม
ความสามารถของตน
3. การสาธิตให้ดูเป็นรายบุคคล เมื่อผู้สอนสาธิตให้ดูเป็นหมู่ เป็นกลุ่มแต่ผู้เรียนบางคนไม่
อาจจะเข้าใจการสาธิตทั้งชั้นหรือเป็นกลุ่มได้ หรือผู้เรียนบางคนไม่ได้เข้าร่วม ผู้สอนจึงต้องสาธิตให้ดูเป็น
รายบุคคล
แบบที่ 2
1. ครูแสดงการสาธิตคนเดียว ( Teacher- Demonstration)
2. ครูและนักเรียนช่วยกันแสดงสาธิต (Teacher-Student- Demonstration )
3. กลุ่มนักเรียนล้วนเป็นผู้สาธิต (Student Group Demonstration )
4. นักเรียนคนเดียวเป็นผู้สาธิต (Individual Student Demonstration )
5. วิทยากรเป็นผู้สาธิต ( Guest Demonstration )
28
ขั้นตอนการสอน
1. ขั้นเตรียมการสอน
- กำหนดจุดประสงค์ในการสาธิตให้ชัดเจน
- จัดลำดับเนื้อหาตามขั้นตอนให้เหมาะสม
- เตรียมกิจกรรมการเรียนการสอน สิ่งที่จะให้นักเรียนปฏิบัติ ตลอดจนคำถามที่จะใช้ให้รอบคอบ -
เตรียมสื่อการเรียนการสอนและเอกสารประกอบให้พร้อม
- กำหนดเวลาในการสาธิตให้พอเหมาะ
- กำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลที่ชัดเจน
- เตรียมสภาพห้องเรียนให้เหมาะสมเพื่อให้นักเรียนมองเห็นการสาธิตให้ทั่วถึง
ั
- ทดลองสาธิตเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดการติดขด
2. ขั้นตอนการสาธิต
- บอกจุดประสงค์การสาธิตให้นักเรียนทราบ
- บอกกิจกรรมที่นักเรียนจะต้องปฏิบัติ เช่น นักเรียนจะต้องจดบันทึก สังเกตกระบวนการ สรุป
ขั้นตอน ตอบคำถาม เป็นต้น
- ดำเนินการสาธิตตามลำดับขั้นตอนที่เตรียมไว้ ประกอบกับอธิบายตัวอย่างชัดเจน
3. ขั้นสรุปและประเมินผล
- ผู้สอนเป็นผู้สรุปความสำคัญ ขั้นตอนของสิ่งที่สาธิตนั้นด้วยตนเอง
- ให้ผู้เรียนเป็นผู้สรุป เพื่อประเมินว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียนนั้นๆมากน้องเพยงใด
ี
- ผู้สอนอาจใช้วิธีการต่างๆ เพื่อประเมินว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อเรื่อง ขั้นตอนการสาธิตมากน้อยเพียงใด
เช่น ให้ตอบคำถาม ให้เขียนรายงาน ให้แสดงสาธิตให้ดู ฯลฯ
- ผู้สอนควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถามหรือแสดงความคิดเห็นภายหลังจากการสาธิตแล้ว
2. วิธีการสอนโดยใช้การแสดงละคร (Dramatization)
เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนแสดงละคร ซึ่งเป็น
เรื่องราวที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามเนื้อหาและบทละครที่ได้กำหนดไว้ (ทิศนา แขมมณี, 2558) และนำ
เรื่องราวที่แสดงออกมา และการแสดงของผู้แสดงมาอภิปรายร่วมกัน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพเรื่องราวที่ชัดเจน และสามารถจดจำเรื่องราวได้นาน
2. เพื่อนนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และฝึกทักษะต่างๆ
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอน / ผู้เรียนเตรียมบทละคร ผู้สอนและผู้เรียนควรอภิปรายวัตถุประสงค์ในการเลือกใช้
ละครเป็นวิธีการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ นักเรียนควรจะมีส่วนในการเลือกเรื่องราวที่จะแสดง ในการเตรียม
บทละครผู้สอนอาจเตรียมให้หรือผู้เรียนเตรียมกันเอง แต่ต้องมีการศึกษาเนื้อหาหรือเรื่องราวให้เข้าใจ ได้
เนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ให้มากที่สุด
29
2. ผู้เรียนศึกษาบทละครและเลือกบทบาทที่จะแสดง ในการเลือกละคร ควรคำนึงถึงความ
เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนกับบทที่จะแสดง แต่ในบางกรณีผู้สอนอาจเลือกผู้เรียนที่มี
บุคลิกภาพไม่ตรงกับบทที่จะแสดงเพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการแสดง แต่ผู้แสดงควรมีความ
เต็มใจที่จะแสดง เพื่อให้การแสดงออกมาดีที่สุด
3. ผู้เรียนซ้อมการแสดง ในการซ้อมการแสดงต้องมีการฝึกซอมการแสดงร่วมกัน และในบางกรณี
้
อาจจำเป็นจะต้องเปลี่ยนตัวผู้แสดงคนใหม่ เพื่อให้การแสดงสมบทบาทและสื่อความหมายได้ถูกต้อง ส่วน
ผู้เรียนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดง ผู้สอนจะต้องแนะนำในการชมการแสดงว่า ควรสังเกตและให้ความ
สนใจที่เรื่องอะไรบ้าง จุดไหนบ้าง
4. ผู้เรียนแสดงและชมการแสดง ในขณะแสดง ผู้สวนและผู้ชมไม่ควรขัดการแสดงกลางคัน และ
ควรให้กำลังใจผู้แสดง ผู้ชมควรตั้งใจสังเกตการแสดงในเรื่องราวที่สำคัญที่ผู้สอนได้แนะนำ
5. อภิปรายการแสดง ในการอภิปรายต้องมุ่งไปที่เรื่องราวที่แสดงออกมา และการแสดงของผู้
แสดงว่า สามารถแสดงได้สมจริงเพียงใด
้
ข้อดีและขอจำกัด
ข้อดี 1. ทำให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์จริง
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน
ั
3. นักเรียนได้ฝึกทกษะต่าง ๆ เช่น ทักษะการพูด การเขียน การแสดงออก การ
จัดการ การแสวงหาความรู้ และการทำงานเป็นกลุ่มเป็นต้น
ข้อจำกัด 1. ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมมาก
2. มีค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม
3. ต้องอาศัยความชำนาญในการเขียนบท
3. วิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ (Role Playing)
เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนสวมบทบาทใน
สถานการณ์ซึ่งมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริง และแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตนและนำเอาการ
แสดงออกของผู้แสดง ทั้งทางด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่สังเกตพบ มาเป็นข้อมูลในการ
อภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ (ทิศนา แขมมณี , 2557)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับบทบาทสมมติที่ตนแสดง
2. เพื่อนนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และฝึกทักษะต่าง ๆ
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอน / ผู้เรียนนำเสนอสถานการณ์สมมติและบทบาทสมมติ บทบาทสมมติที่กำหนดขึ้นควรมี
ความใกล้เคียงกับความเป็นจริง ไม่มีบทให้ ผู้สวมบทบาทจะต้องคิดแสดงเอง หรืออาจให้บทบาทสมมติ
แบบแก้ปัญหาซึ่งจะกำหนดสถานการณ์ที่มีปัญหาหรือความขัดแย้งให้ และผู้สวมบทบาทแก้ปัญหาตาม
ความคิดของตน
2. ผู้สอน / ผู้เรียนเลือกผู้แสดงบทบาท ในการเลือกผู้แสดง ควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับ
ความสามารถของผู้เรียนกับบทที่จะแสดง แต่ในบางกรณีผู้สอนอาจเลือกผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพไม่ตรงกับ
บทที่จะแสดงเพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการแสดง แต่ผู้แสดงควรมีความเต็มใจที่จะแสดง
เพื่อให้การแสดงออกมาดีที่สุด
30
3. ผู้สอนเตรียมผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชม ผู้สอนควรแนะนำการชมว่า ควรสังเกตอะไร และควร
บันทึกข้อมูลอย่างไร หรือผู้สอนอาจจัดทำแบบสังเกตการณ์ให้ผู้ชมใช้ในการสังเกตด้วยก็ได้
4. ผู้เรียนแสดงบทบาท ผู้ชมและผู้สอนสังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก
5. ผู้เรียนและผู้สอนอภิปรายร่วมกัน เกี่ยวกับความรู้ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่
แสดงออกของผู้แสดง
ข้อดีและขอจำกัด
้
ข้อดี 1. ผู้เรียนเกิดความเข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมของผู้อื่น
2. ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงเจตคติและพฤติกรรมของตน
3. พัฒนาทักษะในการเผชิญสถานการณ์ ตัดสินใจและแก้ปัญหา
4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมาก
ข้อจำกัด 1. ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมมาก
2. ต้องอาศัยความสามารถของผู้สอนในการแก้ปัญหาเนื่องจากการแสดงของ
ผู้เรียนอาจไม่เป็นไปตามความคาดหมายของผู้สอน ผู้สอนจะต้องสามารถแก้ปัญหาหรือปรับ
สถานการณ์และประเด็นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้
4. วิธีการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง (Case)
คือกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนศึกษาเรื่องที่สมมติขึ้น
จากความเป็นจริง และตอบประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องนั้น แล้วนำคำตอบและเหตุผลที่มาของคำตอบนั้นมาใช้
เป็นข้อมูลในการอภิปราย เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (ทิศนา แขมมณี , 2557)
วัตถุประสงค์
1. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์และเรียนรู้ความคิดของผู้อื่น
2. ช่วยให้ผู้เรียนมีมุมมองที่กว้างขึ้น
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอน / ผู้เรียนนำเสนอกรณีตัวอย่าง กรณีตัวอย่างส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวที่มีสถานการณ์
เป็นปัญหาขัดแย้ง ผู้สอนอาจใช้วิธีการตั้งประเด็นคำถามที่ท้าทายให้ผู้เรียนคิดก็ได้ ใช้เรื่องจริงหรือเรื่อง
จากหนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อต่าง ๆ ผู้สอนต้องเตรียมประเด็นคำถามสำหรับการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การ
เรียนรู้ที่ต้องการ ในการเสนอทำได้หลายวิธี เช่น การพิมพ์เป็นข้อมูลมาให้ผู้เรียนอ่าน การเล่ากรณี
ตัวอย่างให้ฟัง หรือนำเสนอโดยใช้สื่ออื่น
2. ผู้เรียนศึกษากรณีตัวอย่าง ผู้สอนควรแบ่งกลุ่มย่อยในการศึกษากรณีตัวอย่าง ไม่ควรให้ผู้เรียน
ตอบประเด็นคำถามทันที
3. ผู้เรียนอภิปรายประเด็นคำถามเพื่อหาคำตอบ ผู้เรียนแต่ละคนควรมีคำตอบของตนเตรียมไว้
ก่อน แล้วจึงร่วมกันอภิปรายเป็นกลุ่ม และนำเสนอผลการอภิปรายระหว่างกลุ่ม
4. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายคำตอบ นำเสนอผลการอภิปรายระหว่างกลุ่ม คำถามสำหรับการ
อภิปรายนี้ ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างชัดเจนแน่นอน แต่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นคำตอบและเหตุผลที่
หลากหลาย ทำให้ผู้เรียนมีมุมมองที่กว้างขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจมีความรอบคอบขึ้น การอภิปรายควรมุ่ง
ความสนใจไปที่เหตุผลหรือที่มาของความคิดที่ผู้เรียนใช้ในการแก้ปัญหาเป็นสำคัญ
5. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับปัญหาของผู้เรียน และสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับ
31
ข้อดีและข้อจำกัด
ข้อดี 1. ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิด
แก้ปัญหา
2. ผู้เรียนมีมุมมองที่กว้างขึ้น
3. ช่วยให้เกิดความพร้อมที่จะแก้ปัญหาเมือเผชิญปัญหานั้นในสถานการณจริง
์
ข้อจำกัด แม้ปัญหาและสถานการณ์จะใกล้เคียงกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ๆ กับผู้เรียน ความคิดในการแก้ปัญหาจึงมักเป็นไปตามเหตุผลที่ถูกที่ควรซึ่งอาจไม่ตรงกับการ
ปฏิบัติจริงได้
5. วิธีการสอนโดยใช้เกม (Game)
คือกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา และ
นำเนื้อหาและข้อมูลของเกม พฤติกรรมการเล่น วิธีการเล่น และผลการเล่นเกมของผู้เรียนมาใช้ในการอภิปรายเพอ
ื่
สรุปการเรียนรู้ (ทิศนา แขมมณี, 2557)
วัตถุประสงค์
1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและท้าทายความสามารถ
2. ทำให้เกิดประสบการณ์ตรง
3. เป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมสูง
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอนนำเสนอเกม ชี้แจงวิธีการเล่น และกติกาการเล่นเกม เกมที่ได้รับการออกแบบให้เป็น
ี
่
เกมการศึกษาโดยตรงมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ 1) เกมแบบไม่มการแข่งขัน 2) เกมแบบแขงขัน 3) เกม
ื่
จำลองสถานการณ์ การเลือกเกมเพอนำมาใช้สอนทำได้หลายวิธีผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกมขึ้น หรืออาจนำ
เกมที่มีผู้สร้างขึ้นแล้วมาปรับดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และควรชี้แจงกติกาการเล่นเกมให้
เข้าใจ
2. ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา ผู้สอนควรติดตามสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
และควรบันทึกข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของผู้เรียน
3. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายผล ควรอภิปรายผลเกี่ยวกับผลการเล่น และวิธีการหรือพฤติกรรม
การเล่นของผู้เรียนที่ได้จากการสังเกตจดบันทึกไว้ และในการอภิปรายผลควรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์
การใช้เกมในการสอนโดยทั่ว ๆ ไป มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ฝึกฝนเทคนิคหรือทักษะต่าง ๆ 2) เรียนรู้เนื้อหา
สาระจากเกม 3) เรียนรู้ความเป็นจริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นการอภิปรายควรมุ่งประเด็นไปตาม
วัตถุประสงค์ของการสอน
ข้อดีและข้อจำกัด
ข้อดี 1. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง
2. ผู้เรียนได้รับความสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้จากการเล่น
ข้อจำกัด เป็นวิธีการสอนที่ผู้สอนต้องมีทักษะในการนำการอภิปรายที่มีประสิทธิภาพ จึง
จะสามารถช่วยให้ผู้เรียนประมวลและสรุปการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์
6. วิธีการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง (Simulation)
กระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนลงไปเล่นในสถานการณ์ที่มี
บทบาท ข้อมูล และกติกาการเล่น ที่สะท้อนความเป็นจริง และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น
32
โดยข้อมูลที่มีสภาพคล้ายกับข้อมูลในความเป็นจริง ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งการตัดสินใจนั้นจะ
ส่งผลถึงผู้เล่นในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง (ทิศนา แขมมณี, 2557)
วัตถุประสงค์
ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้สภาพความเป็นจริง เกิดความเข้าใจในสถานการณ์
ขั้นตอนการสอน
1. ผู้สอนเตรียมสถานการณ์จำลอง สถานการณ์จำลองโดยทั่วไปมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1)
สถานการณ์จำลองแท้ จะเป็นสถานการณ์การเล่นที่ให้ผู้เรียนได้เล่น เพื่อเรียนรู้จริง 2) สถานการณ์จำลอง
แบบเกม มีลักษณะเป็นเกมการเล่น แต่เกมการเล่นนี้มีลักษณะที่สะท้อนความเป็นจริง ในขณะที่เกม
ธรรมดาทั่ว ๆ ไป อาจจะไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงอะไร
2. ผู้สอนนำเสนอสถานการณ์จำลอง บทบาท ข้อมูล และกติกาการเล่น ในการนำเสนอ ผู้สอน
ควรเริ่มด้วยการบอกเหตุผลและวัตถุประสงค์กว้าง ๆ แก่ผู้เรียนว่า การเล่นในสถานการณ์จำลองนี้จะให้
อะไรและเหตุใดจึงมาเล่นกัน ต่อไปจึงให้ภาพรวมทั้งของสถานการณ์จำลองทั้งหมด แล้วจึงให้รายละเอยด
ี
ที่จำเป็น
3. ผู้เรียนเลือกบทบาทที่จะเล่นหรือผู้สอนกำหนดบทบาทให้ ผู้เรียนทุกคนควรได้รับบทบาทใน
การเล่น ซึ่งผู้เรียนอาจะเป็นผู้เลือกเองหรือผู้สอนกำหนดบทบาทให้ผู้เรียนบางคน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการ
เรียนรู้ตรงตามความต้องการ
4. ผู้เรียนเล่นตามกติกาที่กำหนด ในขณะที่ผู้เรียนกำลังเล่นผู้สอนควรติดตามพฤติกรรมอย่าง
ใกล้ชิดและคอยให้คำปรึกษาตามความจำเป็น
5. ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปราย ควรมุ่งไปประเด็นไปที่การเรียนรู้ความเป็นจริง อะไรเป็น
ปัจจัยที่มีอิทธิพล ผู้เรียนควรได้เรียนรู้จากการเล่นของตน
6. ผู้สอนและผู้เรียนสรุปการเรียนรู้ที่ได้รับจากการเล่น
ข้อดีและข้อจำกัด
ข้อดี 1. ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่มีความซับซ้อน อย่างเข้าใจเนื่องจากได้มี
ประสบการณ์ด้วยตัวเอง
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนสูง
3. ผู้เรียนมีโอกาสฝึกทักษะกระบวนการต่าง ๆ จำนวนมาก
ข้อจำกัด 1. ใช้ค่าใช้จ่ายสูง และใช้เวลามาก
2. ผู้สอนต้องอาศัยการเตรียมการมาก
3. ถ้าไม่มีสถานการณ์จำลองต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง
7. วิธีการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Model)
1. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ
จอยส์และวีล(Joyce & Weil, 2016 : 161-178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้แนวคิดของ บรุน
เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
นั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑในการจำแนกสิ่งที่ใช่
์
และไม่ใช่สิ่งนั้นออกจากกันได้
2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ของเนื้อหาสาระต่าง ๆ อย่างเข้าใจ และสามารถให้คำ
นิยามของมโนทัศน์นั้นด้วยตนเอง
33
3. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ
ขั้นที่ 1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนก ผู้สอนเตรียมข้อมูล 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็น
ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช่ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน ในการเลือก
ตัวอย่างข้อมูล 2 ชุดข้างต้น ผู้สอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่มีจำนวน มากพอที่จะครอบคลุมลักษณะของ
มโนทัศน์ที่ต้องการนั้น ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือเป็นนามธรรม อาจใช้
วิธีการยกเป็นตัวอย่างเรื่องสั้น ๆ ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนำเสนอแก่ผู้เรียนผู้สอนเตรียมสื่อการสอนที่เหมาะสม
จะใช้นำเสนอตัวอย่างมโนทัศน์เพื่อแสดง ให้เห็นลักษณะต่าง ๆ ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนอย่างชัดเจน
ขั้นที่ 2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน ผู้สอนชี้แจงวิธีการเรียนรู้ให้
ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรมโดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทำตามที่ผู้สอนบอกจนกระทั่งผู้เรียน
เกิดความเข้าใจพอสมควร
ขั้นที่ 3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน และข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของมโน
ทัศน์ที่ต้องการสอน การนำเสนอข้อมูลตัวอย่างนี้ทำได้หลายแบบ แต่ละแบบมีจุดเด่น- จุดด้อย ดังต่อไปนี้
1) นำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด โดย บอกให้
ผู้เรียนรู้ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะ
สอนทีละข้อมูลจนครบหมดทั้งชุดเช่นกัน โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าข้อมูลชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่
จะสอน ผู้เรียนจะต้องสังเกตตัวอย่างทั้ง 2 ชุด และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุณสมบัติที่
แตกต่างกัน เทคนิควิธีนี้สามารถช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็วแต่ใช้กระบวนการคิด
น้อย
2) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ เทคนิควิธีนี้ช่วย
สร้างมโนทัศน์ได้ช้ากว่าเทคนิคแรก แต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า
3) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วเสนอข้อมูลที่
เหลือทั้งหมดทีละข้อมูลโดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่
ตัวอย่างที่จะสอน เมื่อผู้เรียนตอบ ผู้สอนจะเฉลยว่าถูกหรือผิด วิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้
กระบวนการคิดในการทดสอบสมมติฐานของตนไปทีละขั้นตอน
4) เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วให้ผู้เรียนช่วยกัน
ยกตัวอย่างข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่
หรือไม่ใช่ วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสคิดมากขึ้นอีก
ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้น ๆ
ผู้เรียนจะต้องพยามหาคุณสมบัติเฉพาะของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องการสอนและทดสอบ
คำตอบของตน หากคำตอบของตนผิดผู้เรียนก็จะต้องหาคำตอบใหม่ซึ่งก็หมายความว่าต้องเปลี่ยน
สมมติฐานที่เป็นฐานของคำตอบเดิม ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะค่อย ๆ สร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนั้นขึ้นมา ซึ่ง
ก็จะมาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนั่นเอง
ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน เมื่อผู้เรียนได้รายการของ
คุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียงให้เป็นคำนิยามหรือคำจำกัด
ความ
ขั้นที่ 6 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบ ให้ผู้เรียนได้
เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง
34
4. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
เนื่องจากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ จากการคิด วิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้น
ผลที่ผู้เรียนจะได้รับโดยตรงคือ จะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะการสร้างมโนทัศน์
ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการทำความเข้าใจมโนทัศน์อื่น ๆต่อไปได้ รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะการใช้เหตุผลโดย
การอุปนัย(inductive reasoning) อีกด้วย
6. การเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
การจัดการศึกษาในปัจจุบันได้มีการนำรูปแบบและเทคนิควิธีการสอนเพื่อให้สนองตอบต่อการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์และการแข่งขันของประเทศทั้งด้านความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การปรับตัวต่อการกระจาย
ความรู้ การเชื่อมโยงความรู้ด้านต่างๆ ที่เชื่อมถึงกันทั่วโลก การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ใน
การจัดการศึกษานั้นสามารถทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการสอน การนำ
บริการต่างๆในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะ เวิลด์ไวด์เว็บมาพัฒนาเป็นสื่อการสอนในทุกระดับการศึกษา
และการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการติดต่อ
ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ผู้เรียนสามารถเรียนได้โดยไม่มีขอจำกัดในเรื่องเวลาและสถานที่ (anytime anywhere)
้
เป็นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และส่งข่าวสาร
ถึงกันได้ย่างรวดเร็วก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในการเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
รูปแบบการสอนแบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่งภายใต้กระแสแห่งพัฒนาการด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็น
ิ
รูปแบบของการบูรณาการปรับใช้เทคโนโลยีคอมพวเตอร์กับการเรียนการสอนแบบปกติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที
ก้าวไกลเกิดทั้งประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพทางการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนี้เรียกว่า “การเรียนรู้
แบบผสมผสาน ( Blended Learning )” เป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ผสมผสานโมดูล ( Module ) การเรียนการ
สอนหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เป็นลักษณะของการผสมผสานการเรียนทางไกล ( Distance Learning ) ผ่านระบบ
เครือข่าย Online ร่วมกับการเรียนแบบเผชิญหน้า ( Face to Face ) ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
มากกว่าการนั่งฟังการบรรยายในชั้นเรียนปกติ ทั้งนี้จะให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมและถูกต้องตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอน
1.ความหมายของ Blended Learning การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) มีผู้ให้
ความหมายไว้ดังนี้ สมาคมสโลน (Allen and Seaman 2005) ให้คำจำกัดความของการเรียนแบบผสมผสานว่ามี
สัดส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอออนไลน์ระหว่างร้อยละ 30 ต่อร้อยละ 79 คำอธิบายของการเรียนแบบผสมผสาน คือ
การเรียนที่ผสมการเรียนออนไลน์และการเรียนในชั้นเรียน โดยที่เนื้อหาส่วนใหญ่ส่งผ่านระบบออนไลน์ ใช้การ
อภิปรายออนไลน์และมีการพบปะกันในชั้นเรียนบ้าง และมีส่วนที่น่าสนใจว่าการอภิปรายออนไลน์ถือเป็นการ
ส่งผ่านเนื้อหาออนไลน์ เช่นกัน สำหรับการเรียนในรูปอื่นๆ อย่างเช่น การเรียนแบบปกติจะไม่มีการส่งผ่านเนื้อหา
ออนไลน์ การเรียนแบบใช้เว็บช่วยสอนจะมีการส่งผ่านเนื้อหาออนไลน์ร้อยละ 1 – 29 และการเรียนออนไลน์มีการ
ส่งผ่านเนื้อหาร้อยละ 80 – 100 Charles R. Graham ( Graham , 2012 ) มหาวิทยาลัย Brigham Young
University ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ความหมายว่า เป็นระบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบ
เผชิญหน้ากับการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ Michael B. Horn and Heather Staker ( Horn and
Staker , 2011 ) แห่ง Innosight Institute ได้นิยามเกี่ยวกับการเรียนแบบผสมผสานของผู้เรียนในระดับ K-12
ิ
หมายถึง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับมวลประสบการณ์ทางการเรียนรู้อย่างเป็นอิสระผ่านระบบเครือข่ายคอมพวเตอร์
35
ั
โดยนักเรียนสามารถควบคุมตัวแปรทางการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งในด้านเวลา สถานที่ แนวทางการเรียนรู้และอตรา
การเรียนรู้ของตนเอง
Radames Bernath ( Bernath , 2012 ) สรุปว่า การเรียนแบบผสมผสานหรือ Blended Learning
หมายถึง โปรแกรมทางการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการเรียนรู้จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ E-learning
กับการสอนในชั้นเรียน เว็บวิกิพีเดีย Wikipedia 2007) ให้ความหมายของการเรียนแบบผสมผสานว่า เป็นการรวม
การเรียนรู้หลายรูปแบบ การเรียนแบบผสมผสานจะสมบูรณ์ได้ด้วยการใช้การผสมผสานระหว่างทรัพยากรการ
เรียนรู้ที่เป็นสื่อเสมือนจริง และทรัพยากรทางกายภาพ เช่น การรวมเอาสื่อที่ต้องใช้เทคโนโลยีกับการเรียนใน
ห้องเรียนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
จากนิยามข้างต้นอาจสรุปได้ว่า Blended leaning หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสานรูปแบบการ
เรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ผู้เรียน
ผู้สอนไม่เผชิญหน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมเกิดขึ้นจาก
ยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบ เป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็นสำคัญ การ
สอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้น ผู้สอน สามารถใช้วิธีการสอน สองวิธีหรือมากกว่า ในการเรียนการสอน
เช่น ผู้สอนนำเสนอเนื้อหาบทเรียนผ่านเทคโนโลยีผนวกกับการสอนแบบเผชิญหน้า แต่หลังจากนั้นผู้สอนนำเนื้อหา
บทความแขวนไว้บนเว็บ จากนั้นติดตามการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้อีเลิร์นนิ่ง ด้วยระบบแอลเอ็ม
เอส (Learning Management System) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องแล็ป หลังจากนั้นสรุปบทเรียน ด้วยการ
อภิปรายร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในห้องเรียน
การเรียนแบบผสมผสาน สามารถนำมาสรุปได้เป็น 3 มิติ ตาม Graham, Allen and Ure (2003) กล่าว
ไว้คือ การผสมผสานการสอนผ่านสื่อการสอน การผสมผสานวิธีการเรียนการสอน และการผสมผสานระหว่างการ
สอนแบบเผชิญหน้ากับการสอนออนไลน์
2. ลักษณะของการเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Types and Models ) Blended Learning เป็นการบูร
ณาการ online learning และ face-to-face meetings เข้าด้วยกันข้อสมมติของชุมชนการเรียนรู้ในลักษณะนี้
คือ
1) ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ และร่วมมือกันที่ลึกซึ้งขึ้น
2) ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน
เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มที่มีการจัดวางการทำงานกลุ่มเป็นอย่างดี ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามา
ื่
ช่วย ก่อน และ/หรือหลังจากมี face-to-face learning แล้ว ก็ได้ ซึ่งอาจจะรวมถึง pre-event activities เพอ
warm-up ก่อนมีการประชุมเป้าหมายก็เพื่อการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในระหว่างผู้เรียน สร้างความรู้สึกการเป็นทีม
ร่วมกันซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และความรวดเร็วในการทำงานกลุ่ม อาจมีการปฐมนิเทศ แนะนำ ชี้แจง ก่อน
เรียนทางWeb conferences, online discussions, และ conference ซึ่งจะทำให้มีการเปิดใจกว้าง ที่จะเรียนรู้
ร่วมกันแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ถ้าหากสุดท้ายผู้เรียนจะต้องมาพบกันในชั้นเรียนแบบเดิมหรือในอีกกรณีตัวอย่าง
หนึ่ง คือการให้มี Follow-up learning community หลังจาก มี face-to-face eventแล้ว ชุมชนการเรียนรู้ใน
ลักษณะนี้ อาจด้วยการให้ผู้เรียนทำ group projects, discussing research findings, และ mentoring peers
เป็นต้น หรือลักษณะ end-to-end communities ที่รวมทั้ง pre-event และ follow-up learning activities
ด้วย ผู้เรียนบางคนอาจชอบ end-to-end community มากกว่า เพราะ face-to-face meeting แบบปกติ มัก
เป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ที่จะมาร่วมมือกันทำงาน ตัวอย่างเช่น ครูอาจใช้ ice-breaker community
สำหรับ prework และแนะนำ เรื่องต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ใช้ face-to-face experiential workshop ในการให้
36
ความชัดเจนเรื่องจุดประสงค์การเรียนของแต่ละคน และใช้ follow-up community ในการ coaching และ
mentoring เพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้
การเรียนแบบผสมผสาน ( Blended Learning ) ตามมโนทัศน์ ( Concepts ) ที่กำหนดนั้นจะเป็น
ลักษณะของการผสมผสานการเรียนรู้ใน 4 ลักษณะดังต่อไปนี้ ( Oliver and Trigwell ,2005 )
1. การผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนจากการเรียนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction) ให้
เป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
2. การผสมผสานในรูปแบบหรือวิธีการที่เน้นเชิงวิชาการในการสร้างผลผลิตทางการเรียนรู้ให้สูงขึ้นโดย
ปราศจากเทคโนโลยีเพื่อการสอนอื่นๆ เข้ามาช่วย
3. การผสมผสานรูปแบบวิธีการทางเทคโนโลยีทางการสอนผ่านหลักสูตรเฉพาะและ / หรือการฝึกอบรม
4. การผสมผสานเทคโนโลยีการสอนเข้ากับงานปกติ หรือการเรียนตามปกติที่กระทาอยู่ ในขณะเดียวกัน
กับที่ Horn and Staker ( 2011 ) ได้จำแนกถึงคุณลักษณะในการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานหรือ
Bended Learning สำหรับผู้เรียนในระดับ K-12 ไว้ว่าการการสอนรูปแบบดังกล่าวสามารถจำแนกออกเป็น 6
รูปแบบ ดังนี้
Model 1 : Face to Face Driver เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบปกติที่มีการเรียนแบบ
เผชิญหน้าระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนในชั้นเรียนโดยการเรียนรู้แบบออนไลน์ในแต่ละเรื่องหรือแต่ละประเด็น
ที่กำหนดในหลักสูตรของการเรียนรู้แต่ละครั้ง
Model 2 : Rotation เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบหมุนเวียนตามหลักสูตรเนื้อหาในตารางที่
กำหนดของการสอนปกติในชั้นเรียนภายใต้สถานการณ์ที่มีความหลากหลายและเป็นไปตามอัตราการ
เรียนของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ
Model 3 : Flex เป็นลักษณะการเรียนแบบผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นในการปรับใช้ภายใต้
สถานการณ์ที่ต่างกันที่ครูสามารถจัดให้กับผู้เรียนในการเรียนรู้หลายรูปแบบทั้งการเรียนแบบ tutoring
หรือการเรียนแบบกลุ่มเล็กตามกลุ่มสนใจ เป็นต้น
Model 4 : Online Lab เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่เน้นการเรียนในห้องเรียน
ออนไลน์ภายใต้สภาพการณ์ของการใช้ห้องปฏิบัติการทางเทคโนโลยีสารสนเทศเต็มรูปแบบโดยครูและ
ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้คอยควบคุมให้ความช่วยเหลือทางการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
Model 5 : Self Blended เป็นรูปแบบของการเรียนแบบผสมผสานด้วยตัวของผู้เรียนเองตาม
ประเด็นหรือหลักสูตรกำหนด ลักษณะดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาหรือ
มหาวิทยาลัยที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเรียนระหว่างกันหรือระหว่างสถาบัน ลักษณะดังกล่าวนี้จะมี
โปรแกรมควบคุมหลักอยู่ที่ห้องปฏิบัติการตาม Model 4 ที่จะคอยควบคุมและอำนวยความสะดวกในการ
เรียนในการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยตนเอง
Model 6 : Online Driver เป็นลักษณะการเรียนแบบผสมผสานที่เต็มรูปแบบโดยมีการเรียน
แบบออนไลน์ทั้งผู้เรียนและผู้สอนจากหลักสูตรที่กำหนด เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศจะมี
บทบาทค่อนข้างสูงต่อกระบวนการขับเคลื่อนในรูปแบบดังกล่าว จากรูปแบบของการเรียนแบบผสมผสาน
ข้างต้น เห็นได้ว่าการนาเอากระบวนการเรียนแบบผสมผสานมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น ประเด็นสำคัญ
คงต้องคำนึงถึงความพร้อมและความเป็นไปได้หลายประการที่จะเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาปรับใช้การ
เรียนรู้ในลักษณะนี้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ บริบทและความพร้อมทุกด้านเพื่อเกิดผลและ
ประสิทธิภาพสูงสุดของการประยุกต์ใช้
37
• องค์ประกอบของการเรียนแบบผสมผสาน ( 5 Keys Ingredients ) ภายใต้สถานการณ์ของการเรียน
แบบผสมผสานนั้น จะประกอบไปด้วยสิ่งบ่งชี้สำคัญ 5 ประการ ต่อไปนี้ที่บ่งบอกถึงสภาพการณ์ของการเรียนแบบ
Blended Learning ได้แก่ (Carman , 2005 )
1. เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน ( Live Events ) เป็นลักษณะของการเรียนรู้ที่
เรียกว่า “การเรียนแบบประสานเวลา (Synchronous)” จากเหตุการณ์จริงหรือสถานการณ์จาลองที่สร้างขึ้น
เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นเหตุการณ์ในการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เรียกว่า
“ห้องเรียนเสมือน ( Virtual Classroom )” เป็นต้น
2. การเรียนเนื้อหาแบบออนไลน์ (Online Content) เป็นลักษณะการเรียนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเองตามสภาพความพร้อมหรืออัตราการเรียนรู้ของแต่ละคน ( Self-paced Learning ) รูปแบบการเรียนเช่น
การเรียนแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ ( Interactive ) การเรียนจากการสืบค้น ( Internet-Based ) หรือการฝึกอบรมจาก
สื่อ CD-ROM เป็นต้น
3. การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Collaboration) เป็นสภาพการณ์ทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสื่อสาร
ข้อมูลร่วมกันกับผู้อื่นจากระบบสื่อออนไลน์ เช่น e-Mail ,Chat , Blogs เป็นต้น
4. การวัดและประเมินผล (Assessment) การเรียนลักษณะดังกล่าวต้องมีการประเมินผลความก้าวหน้า
ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกระยะนับตั้งแต่การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-assessment ) การประเมินผลระหว่าง
เรียน ( self-paced evaluation ) และการประเมินผลหลังเรียน (Post-assessment) เพื่อนาไปสู่การปรับปรุง
พัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้นต่อไป
ิ
5. วัสดุประกอบการอ้างอง (Reference Materials) การเรียนหรือการสร้างงานในการเรียนรู้แบบ
ผสมผสานนั้นต้องมีการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์จากการศึกษาค้นคว้า และอ้างอิงจากหลากหลายแหล่งข้อมูล
เพื่อเพิ่มคุณภาพทางการเรียนให้สูงขึ้น ลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นลักษณะของการสืบค้นข้อมูลในระบบ Search
Engine จาก PDA , PDF Downloads เหล่านี้เป็นต้น
• ข้อควรคำนึงถึงในการผสมผสานวิธีสอนแบบต่าง ๆ
1.ผู้สอนควรคำนึงถึงจุดประสงค์การสอนเป็นหลักสำคัญ อย่าผสมผสานจนบ่อยเกินไป และอย่าผสมผสาน
เพียงเพื่อให้มีการสอนหลายๆ แบบเท่านั้น
2.ผู้สอนต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้เรียน และของผู้สอนเองด้วย ผู้สอนต้องเข้าใจและมองเห็นภาพการ
ผสมผสานว่าสามารถดำเนินการได้ดีเหมาะสมเพียงไร ส่วนผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนโดยวิธีเหล่านั้นมากน้อย
เพียงใด
3.สถานที่และอุปกรณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะการเปลี่ยนวิธีสอนหมายถึงการเปลี่ยนบรรยากาศ
เปลี่ยนกิจกรรม อุปกรณ์และสถานที่อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
3. แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง แนวคิดของการเรียนแบบผสมผสาน สามารถแบ่งออกเป็น 4
แนวคิดด้วยกัน ได้แก่
1) แนวคิดผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนบนเว็บกับการเรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม (to
combine or mix modes of web-based technology) เช่น การเรียนในห้องเรียนเสมือนแบบการเรียนด้วย
ตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน วิดีโอสตรีมมิ่ง เสียง และข้อความ เป็นต้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของการจัด
การศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Singh ที่ให้นิยามของการเรียนแบบผสมผสานไว้ว่า เป็นเรียนโดยใช้การ
ผสมผสานวิธีสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสุด
38
2) แนวคิดการผสมผสานวิธีสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน (to combine various pedagogical
approaches) เช่น แนวคิดสร้างสรรค์นิยม (constructivism) แนวคิดพฤติกรรมนิยม (behaviorism) และแนวคิด
พุทธินิยม (cognitivism) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จากการเรียนที่ดีที่สุด ซึ่งอาจใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีการสอน
(instructional technology) ก็ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Bonk and Graham ที่กล่าวว่าการเรียนแบบ
ผสมผสานเป็นการผสมผสานระบบการเรียน (learning systems) ที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อเป็นการแก้ปัญหา
ที่หลากหลายในการเรียน และสอดคล้องกับแนวคิดของ Carman ที่กล่าวว่าการเรียนแบบผสมผสานเป็นการ
ผสมผสานทฤษฎีการเรียนรู้เข้าด้วยกันเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้
3) แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนทุกรูปแบบกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบ
ดั้งเดิมที่มีการเผชิญหน้าระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (to combine any form of instructional technology with
face-to-face instructor-led training) ซึ่งเป็นมุมมองที่มีผู้ยอมรับกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ
Uwes [12] ที่กล่าวว่าการเรียนแบบผสมผสานเป็นการบูรณาการการเรียนแบบเผชิญหน้า การเรียนด้วยตนเอง
และการเรียนแบบร่วมมือแบบออนไลน์เข้าด้วยกัน
4) แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนกับการทำงานจริง (to mix or combine
instructional technology with actual job tasks in order to create a harmonious effect of learning
and working) ซึ่งสอดคล้องกับ Bersin ที่กล่าวว่าการเรียนแบบผสมผสานเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมในองค์กร
เป็นการผสมผสานการเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่นๆ ในการส่งผ่านความรู้ในการเรียนและการ
ฝึกอบรม
จากแนวคิดการจัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสานที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า การเรียน
แบบผสมผสาน เป็นรูปแบบการเรียนที่มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสร้างสิ่งแวดล้อมและ
บรรยากาศในการเรียนรู้ วิธีการสอนของผู้สอน รูปแบบการเรียนรู้ผู้เรียน สื่อการเรียนการสอน ช่องทางการสื่อสาร
และรูปแบบปฏิสัมพนธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับเนื้อหาผู้เรียนกับบริบทในการเรียนรู้ที่
ั
หลากหลาย และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล
ของผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการเรียนการสอน
• รูปแบบการเรียนการสอน ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 4 แนวการจัด
การศึกษา มาตรา 22 การจัด การศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ
และเต็มตามศักยภาพ การจัดรูปแบบการสอนต้องมีแบบแผนการดำเนินการสอนที่จัดไว้อย่างเป็นระบบสอดคล้อง
กับหลักการเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมาย โดยทั่วไปรูปแบบการสอนมีหลากหลายวิธี เช่น
สอนโดยการบรรยายสอนโดยการสาธิต สอนโดยกำรทดลอง สอนโดยการนิรนัยและการอุปนัย สอนโดย การ
อภิปรายกลุ่มย่อย สอนโดยใช้การแสดงบทบาทสมมติ สอนโดยใช้โครงงาน หรือโครงการลักษณะของการจัดชั้น
เรียนมี 2 แบบคือ ขึ้นอยู่กับผู้สอน และยึดผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งมีลักษณะการจัดชั้นเรียนที่แตกต่างกัน ดังนี้
ขึ้นอยู่กับผู้สอน (Teacher-directed) ยึดผู้เรียนเป็นหลัก (Learmer-centered) สอน แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความรู้ ทักษะ เนื้อหา กระบวนการ ช่วงเวลา ตามความต้องการ ทักษะพื้นฐาน ทักษะประยุกต์ เหมือนกันทั้งสอง
ห้อง เหมาะสมรายบุคคล แข่งขัน ร่วมมือ ห้องเรียน ชุมชนทั่วไป ตามตำรา ใช้เว็บ สอบความรู้ ทดสอบการเรียนรู้
เรียนเพื่อโรงเรียน เรียนเพื่อชีวิต ข้อความจริง และหลักการ คำถามและปัญหา ทฤษฏี ปฏิบัติ หลักสูตร โครงการ
ขึ้นอยู่กับผู้สอน (Teacher-directed) ยึดผู้เรียนเป็นหลัก (Learmer-centered) สอน แลกเปลี่ยนเรู
ปแบบของการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันเน้นการจัดการชั้นเรียน โดยยึดผู้เรียนเป็นหลักตามการศึกษา
39
แห่งชาติ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงมีหลากหลายรูปแบบที่เน้นตัวผู้เรียน จากผลการวิจัยของ
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมที่ต่างกันแต่ละอย่างจะทำให้เราจดจำสิ่งที่ได้การเรียนรู้ต่างกันคิด
เป็นร้อยละ ดังนี้ การเรียนในห้องเรียน (Lecture) เช่น นั่งฟังบรรยาย จะจำได้เพียง 5% การอ่านด้วยตัวเอง
(Reading) เช่น จะจำได้เพิ่มขึ้นเป็น 10% การฟังและได้เห็น (Audiovisual) เช่น การดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ จำได้
20% การได้เห็นตัวอย่าง (Demonstration) เช่น จะช่วยให้จำได้ 30%ยนรู้ ความรู้ ทักษะ เนื้อหา กระบวนการ
ช่วงเวลา ตามความต้องการ ทักษะพื้นฐาน ทักษะประยุกต์ เหมือนกันทั้งสองห้อง เหมาะสมรายบุคคล แข่งขัน
ร่วมมือ ห้องเรียน ชุมชนทั่วไป ตามตำรา ใช้เว็บ สอบความรู้ ทดสอบการเรียนรู้ เรียนเพื่อโรงเรียน เรียนเพื่อชีวิต
ข้อความจริง และหลักการ คำถามและปัญหา ทฤษฏี ปฏิบัติ หลักสูตร โครงการ
การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน(Discussion) เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่ม จะช่วยให้จำได้ถึง
50% การได้ทดลองปฏิบัติเอง (Practice doing) จะจำได้ถึง 75% การได้สอนผู้อื่น (Teaching) เช่น การติว หรือ
การสอน จะช่วยให้จำได้ถึง 90% รูปแบบการเรียนนี้อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มซึ่งประกอบด้วยการบรรยาย
การอ่าน การได้ดูและได้ยินเสียง การสาธิตทำให้ดูกลุ่มแรกเป็นการเรียนรู้ที่เริ่มจากคนอื่น แล้วนำมาให้เราแบบ
outside-in หรือเป็นวิธีที่คนเข้าใจเรื่องนี้นำความรู้เรื่องนั้นเอามาถ่ายทอดให้เรา ส่วนกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยการ
พูดคุยกันในกลุ่มย่อย การลงมือปฏิบัติ และการได้ถ่ายทอดสิ่งที่ทำได้ให้คนอื่นเป็นการเรียนรู้ที่ต้องทำความเข้าใจ
ด้วยตนเอง แล้วสะท้อนออกมาด้วยการปฏิบัติเป็นการเรียนแบบเข้าใจข้างในตัวเราเองก่อนแล้วถึงจะถ่ายทอดให้
คนอื่น กลุ่มหลังนี้ได้ข้อสรุปว่า มีประสิทธิภาพของการเรียนรู้ดีกว่า หมายถึงระดับความลึกของการเข้าใจในเรื่องใด
เรื่องหนึ่งในระดับที่ลึกกว่า การศึกษาของไทยส่วนใหญ่ใช้วิธีการในกลุ่มแรกมากกว่าอาจจะเป็นเพราะว่าง่ายกว่า
วิธีการเรียนรู้ในกลุ่มที่สองนั้นต้องมีความสำมารถในกำรออกแบบมากกว่า ต้องใช้เวลามากกว่า ต้องใช้ความอดทน
เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงมากกว่า เลยทำให้คนส่วนใหญ่หันไปใช้วิธีเรียนรู้แบบเดิมและทำมานานจนกลายเป็นการ
ปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ และได้มีผลการวิจัยเปรียบการเรียนในชั้นเรียน กับการเรียนแบบ Blended
Learning ของสถาบันวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้เรียนที่เรียนแบบ Blended Learning มีความรู้สูงขึ้น
กว่า การเรียนในชั้นเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความรู้ที่คงทนกว่าถึงร้อยละ 110
4. การพัฒนา Blended Learning
• ความเป็นมาและพัฒนาการเรียนรู้เชิงผสมผสาน การเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Blended Learning ) เป็น
กระบวนการเรียนการสอนที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจากการเรียนการสอนแบบเดิมที่ใช้วิธีการเรียนรู้แบบ
เผชิญหน้าที่ผู้เรียนและผู้สอนต่างมีปฏิสัมพันธ์และได้รับประสบการณ์ตรงซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ
เรียนรู้ในระบบชั้นเรียนปกติ เป็นสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เรียกว่า The traditional face-to-face
learning environment จวบจนก้าวย่างสู่ยุคการเรียนรู้แบบทางไกล( Distance Learning )ผ่านสื่อการเรียนรู้
ทางไกลที่ถูกจัดขึ้นในการเสริมประสบการณ์ทางการเรียน ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้จะทาให้รูปแบบและลักษณะการ
เรียนการสอนแบบเผชิญหน้าจะลดบทบาทลงไปค่อนข้างมาก ผู้เรียนและผู้สอนไม่จาเป็นต้องจัดประสบการณ์
ทางการเรียนรู้ร่วมกันในชั้นเรียนปกติอีกต่อไป แต่สามารถที่จะเกิดการเรียนรู้ได้ทุกแห่งทั้งในและนอกชั้นเรียน
จนกระทั่งวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ในโลกแห่งการเรียนรู้ปัจจุบันที่เรียกว่ายุค Web.2 ที่ได้มีอิทธิพลต่อ
การศึกษาค่อนข้างมาก ประสิทธิภาพของสื่อคอมพิวเตอร์ที่เกิดพัฒนาการทางการเรียนจากการเรียนการสอนบน
เว็บไซต์ ( Web -based Instruction ) ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระบวนทัศน์ของการเรียนการ
สอน นำมาซึ่ง
• การทำงานของ Blended Learning สื่อแต่ละประเภทมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยอยู่ในตัว การที่จะทำให้
Blended Learning นั้นมีความสามารถที่มากขึ้นเต็มความสามารถของการผสมผสานนั้น อาจจะเริ่มต้นที่จะมอง
หาสื่อต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การฝึกอบรมในชั้นเรียน ,การฝึกอบรมผ่านทางเครือข่าย ,การสัมมนาผ่านทาง
40
เครือข่าย, ชุดการเรียนการสอนด้วย CD-ROM หรือแบบจำลองสถานการณ์การเรียนรู้ต่างๆ สื่อต่างๆนั้นคือความ
น่าตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ที่สำคัญจะต้องรวม หนังสือ เอกสารต่างๆ
• การวางแผนการจัดการเรียนการสอนแบบ Blended Learning ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
1. จะใช้ computer และ internet ในการสอนอย่างไร
2. จะวางแผนการสอนอย่างไร
3. จะควบคุมสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้แบบนี้อย่างไร
4. จะใช้แหล่งเรียนรู้ online ให้เกิดประสิทธิผลอย่างไร
5. จะใช้แรงจูงใจและช่วยเหลือสนับสนุนผู้เรียนอย่างไรบ้าง
6. จะให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มอย่างไร
7. จะสร้างองค์ประกอบของการสอนแบบ fact-to-face ได้อย่างไร
8. จะเสริมการเรียนรู้แบบออนไลน์ได้อย่างไร
• การออกแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ Blended Learning ในการออกแบบการเรียนการสอนแบบ
ผสมผสานให้ประสบผลสำเร็จในการจัดการเรียนรู้นั้น นักออกแบบการเรียนการสอน (instructional designer)
ต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ของการเรียนที่กำหนดไว้ ระยะเวลาในการเรียน รวมถึงความแตกต่างของรูปแบบการ
ื่
เรียนรู้ และรูปแบบการคิดของผู้เรียนเพอใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การ
ออกแบบบทเรียน และการประเมินผลการเรียน
จากจุดเด่นของการเรียนการสอนแบบผสมผสานที่ทำให้ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับ
ผู้สอนและเพื่อนผู้เรียนคนอื่นๆ ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนใกล้ชิดกันมากขึ้นทำให้ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ระหว่างกันได้โดยสะดวก สามารถเข้าใจเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเคารพเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากขึ้น
ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ผู้เรียนยังได้รับผลป้อนกลับจากการเรียนได้โดยทันที ซึ่ง
เป็นการส่งเสริมพัฒนาการในการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพที่ผู้เรียนแต่ละคนมี มีผู้เสนอ
แนวทางในการออกแบบบทเรียนบนเว็บแบบผสมผสาน ดังนี้ The Training Place เสนอแนวทางในการพฒนารูป
ั
แบบการจัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสาน โดยพัฒนาจากรูปแบบการออกแบบระบบการเรียนการสอน
ADDIE ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning)
ขั้นที่ 2 การออกแบบ (Design Solutions)
ขั้นที่ 3 การพัฒนา (Development)
ขั้นที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation)
ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation)
5. คุณลักษณะเฉพาะของ Blended e-Learning และนัยสำคัญต่อการพฒนาในอนาคต อย่างไรก็ตาม
ั
เมื่อมองภายใต้บริบทและกรอบทฤษฎีที่กล่าวถึงในข้างต้นแล้ว ก็จะพบว่า Blended e-Learning ซึ่งเป็นรูปแบบ
การผสมผสานการเรียนรู้และนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นองค์ประกอบดำเนินการนั้น มีวัตถุประสงค์
จำเพาะเป็นตัวตั้ง แล้วมุ่งผสมผสานเชิงวิธีการและกระบวนการ เพื่อบูรณาการเชิงประสบการณ์ทางการเรียนรู้
หลายๆช่องทาง แต่อิงอยู่กับจุดหมายหลักจุดหมายเดียวตามที่ต้องการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้นั้นๆ นั่นเอง
ผสมผสานและบูรณาการเชิงระเบียบวิธีการวิจัย ส่วนในเรื่องการวิจัยและพัฒนานั้น ก็มีการใช้ปนกันทั้งการ
ผสมผสาน การผสมระเบียบวิธี การวิจัยอย่างบูรณาการ แต่ถ้าหากเข้าใจหลักการแล้วก็จะไม่เกิดความสับสนแต่
อย่างใด สามารถเข้าใจและมีแนวการพิจารณาได้ชัดเจนพอสมควร โดยตรวจสอบดูในเรื่องวัตถุประสงค์กับระเบียบ
41
วิธีที่ได้ออกแบบกับปฏิบัติการวิจัยในเรื่องต่างๆ หากเด่นออกไปในเรื่องการขยายกรอบเกี่ยวกับจุดหมายและ
วัตถุประสงค์ ซึ่งโดยปรกติแล้วงานวิจัยโดยทั่วไปก็ต้องมีจุดหมายเพื่อมุ่งสร้างความรู้ด้วย
บทสรุป การเรียนบนเว็บแบบผสานสาน เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่บูรณาการการเรียน
ออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายและการเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมที่มีการเรียนแบบเชิญหน้าเข้าด้วยกัน โดยใช้สิ่ง
อำนวยผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อ ช่องทาง และเครื่องมือ ในบริบทของสภาพแวดล้อมในการเรียน
ออนไลน์ผ่านระบบเครือข่าย(online learning environment) เพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนการ สอน โดยเน้น
การมีปฏิสัมพันธ์จากการเรียนออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการเรียนแบบดั้งเดิม ร่วมกับการ
ผสมผสานทฤษฎีการสอน (mixing theories of learning)เข้าด้วยกัน โดยรวมเอาหลักการ แนวคิด วิธีการของ
ื่
ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม ทฤษฎีพุทธินิยม และทฤษฎีสร้างสรรค์นิยมโดยการใช้ทฤษฎีการสอนที่หลากหลายเพอ
ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน ตามศักยภาพที่
ตนเองมีอยู่ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสาน ประกอบด้วย5 ขั้นตอน คือ การ
วิเคราะห์และการวางแผน การออกแบบการพัฒนา การนำไปใช้ และการประเมินผล ปัจจัยสำคัญที่ควรคำนึงถึงใน
การออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสานให้ประสบผลสำเร็จ คือ ผู้เรียน เนื้อหา และระบบ
โครงข่ายพื้นฐาน โดยมีองค์ประกอบหลัก คือเหตุการณ์สด การเรียนตนเอง/เนื้อหาการเรียนแบบออนไลน์ การ
เรียนแบบร่วมมือ การประเมินผลการเรียนรู้ และอุปกรณ์สนับสนุนการเรียน
42
7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การเรียนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) งานวจัยในประเทศ
ิ
จินตวีร์ มั่นสกุล ( 2557 ) ได้ศึกษาการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ผลการการวิจัย
พบว่า จากการสังเคราะห์บทความวิชาการ/งานวิจัยที่อยู่ในข่ายสังเคราะห์จำนวน 42 เรื่อง ซึ่ง ส่วนใหญ่จะ
เผยแพร่ในปี พ.ศ.2556 และจากการสำรวจความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามทั้ง 19 ท่าน ที่มี
ประสบการณ์ในการสอนระดับมัธยมศึกษาในรูปแบบดังกล่าวพบส่วนใหญ่การเรียนการสอนจะถูกแบ่งออกเป็น 4
ส่วน คือ เนื้อหาของบทเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ การติดต่อสื่อสาร และการวัดและประเมินผลการเรียนโดยในส่วน
ของเนื้อหาบทเรียน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนการ
สอนที่ตั้งไว้ โดยเนื้อหาของบทเรียนจึงต้องพฒนาให้ครอบคลุมในวิชานั้นๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการ
ั
ฝึกอบรม เพิ่มพูนความรู้ และพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะเรียนผ่านหน้าจอ เนื้อหาบทเรียน
(Courseware) ของแต่ละบทส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยวีดีทัศน์การบรรยายของผู้สอนเนื้อหาของบทเรียน
รูปภาพประกอบคำบรรยาย สรุปเนื้อหาของแต่ละบทเรียนท้ายบท เอกสารประกอบการสอนประจำหน่วยการ
เรียน หรือหนังสือเรียนที่ทางผู้สอนได้ระบุไว้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ระยะยาว รูปแบบของเนื้อหาบทเรียนที่
เสนอเป็น 2 แบบซึ่งผู้สอนของในแต่ละวิชาสามารถเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและ/หรือลักษณะวิชา
รูปแบบมีดังนี้แบบที่ 1 รูปแบบสื่อประสม ข้อความ ภาพอนิเมชั่น กราฟิก วีดิทัศน์ อยู่ในชิ้นเดียวกัน ผู้เรียนมี
ปฏิสัมพันธ์กับ เนื้อหาดังกล่าว และบทที่ 2 รูปแบบสื่อประสม โดยจะจัดวางภาพวีดิทัศน์ผู้สอนไว้ที่มุมบนซ้าย/ขวา
หัวข้อการ บรรยายอยู่ที่มุมล่างซ้าย/ขวา และ PowerPoint ของผู้สอนจะอยู่ที่หน้าจอหลัก ซึ่งรูปแบบนี้ไม่เน้น
ปฏิสัมพันธ์กับ เนื้อหา เน้นการรับชมวีดิทัศน์การบรรยาย นอกจากเนื้อหาการบรรยายดังกล่าวและเนื้อหาจาก
หนังสือเรียนแล้ว ผู้สอนอาจนำเสนอเนื้อหาเพิ่มเติมในรูปแบบต่างๆ เช่น Streaming video clip E-journals E-
Book เป็นต้น
กุลชัย กุลตวนิช,ชุติวัฒน์ สุวัตถิพงศ์, เกษมสันต์ สกุลรัตน์และนวลลออ ทวิชศรี (2557) ได้พัฒนาบทเรียน
ภาษาอังกฤษเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานไว้ในเอกสารทาง
วิชาการ FACEBOOK : การจัดการเรียนการสอนตาม แนวคิดโซเชียลคอนสตรัคติวิสต์สื่อสังคมออนไลน์นั้น
นักเรียน นิสิต นักศึกษา และคนวัยทำงาน เป็นกลุ่มผู้ใช้มาก ที่สุด รวมถึงใช้สำหรับสนทนากับเพื่อน อัพเดทสถานะ
43
ข้อมูลส่วนตัว รูปภาพและหาข้อมูล แลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่ง Facebook เหมาะสำหรับการเรียนแบบผสมผสาน
(Blended Learning) และใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ ( 2558 ) ได้พัฒนาบทเรียนสุขศึกษาเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ได้
ึ
นำเสนอผลการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมของนักเรียนชั้นมัธยมศกษาปีที่
5 ด้วยรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานที่ใช้เทคนิคการเรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ที่ต่างกันไว้ว่า ผู้เรียนที่ เรียนร่วมกันด้วยกรณีศึกษาและเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ต่างกัน มี
ความสามารถในแก้ปัญหาหลังทดลอง สูงกว่าก่อนทดลอง และผลการวิจัยยังพบอีกว่าความสามารถในการ
แก้ปัญหา และการเรียนรู้เป็นทีมไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนในแต่ละกลุ่มได้ ดำเนินกิจกรรมรูปแบบการ
เรียนแบบผสมผสานที่ประกอบด้วย องค์ประกอบและขั้นตอนที่มีความชัดเจน ประกอบกับการนำกรณีศึกษามาใช้
ทั้งกลุ่มทดลองด้วยกรณีศึกษาแบบสถานการณ์ และแบบตัดสินใจ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการคิดแก้ปัญหาและ
มีการทำงานร่วมกันของสมาชิกในทีม และการนำเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บล็อกและกระดานสนทนา มา
ใช้ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายออนไลน์ที่ช่วยให้เกิดความสามารถใน
การแก้ปัญหาได้ สอดคล้องกับ Norton and Wiburg (2012) ที่กล่าวว่าการบูรณาการเรียนรู้ด้วยกรณีศึกษาเป็น
หนทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการแก้ปัญหา แสดงว่ากรณีศึกษาทงแบบสถานการณและแบบตัดสินใจช่วย
ั้
์
พัฒนาความสามารในการแก้ปัญหาได้ และสอดคล้องกับ Choi, Lee and Kang (2013) ได้ศึกษาการนำ
สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ อิเล็กทรอนิกส์ด้วย 21 กรณีศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนตามลีลาการเรียนรู้
(Learning Style) ของผู้เรียนที่มีลักษณะ กระตือรือร้น (Active Learning) พบว่า การเรียนด้วยกรณีศึกษาจะมี
อิทธิพลต่อการพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหา ในขณะที่เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนา
ความสามารถในการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็น ทีมได้นั้น โดยที่ Barron and Others (2013) ได้อธิบายเกี่ยวกับ
บล็อกไว้ว่าเป็นช่องทางการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ สาธารณะผ่านเว็บ บล็อกสามารถช่วยให้เกิดการเรียนรู้ระดับ
บุคคลหรือระดับกลุ่มในการเรียนรู้ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่สนใจระหว่างกัน หลังจากท ี่
สร้างบล็อกแล้วบุคคลอื่นสามารถเข้ามาแสดง ความคิดเห็นหรือข้อคิดเห็นได้ และบางครั้งบล็อกอาจใช้เป็นบันทึก
รายวันออนไลน์ บล็อกจึงถือว่าเป็นเครื่องมือที่ดี สำหรับการเรียนทางไกลที่ฝึกให้ผู้เรียนได้อภิปรายออนไลน์ร่วมกัน
นอกจากนั้นบล็อกเป็นการเขียนเว็บไซต์อย่างง่าย สามารถทำการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันโดยผู้เขียนบันทึก
และเหมาะสำหรับใช้ในการเรียนการสอนที่ช่วยพัฒนาศักยภาพให้กับผู้เรียน แต่มีข้อแตกต่างจากเว็บไซต์คือมี
กระบวนการน้อยกว่าเน้นการสนทนา แสดงความคิดและเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนร่วมกัน ตลอดจนการเปิด
โอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
พจน์ วงศ์ปัญญา ( 2558 ) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ตามหลักสูตรชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เน้นการสร้างเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) จากภาพรวมของ
กิจกรรมการเรียนการสอนโดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) พบว่า นักเรียนทุกกลุ่มมีความรู้ความ
เข้าใจในการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) อยู่ในระดับดีมาก และนักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการ
เรียนการสอนอยู่ในระดับดี
นายสุระศักดิ์ อักษร (2558) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เรื่อง
ผลิตภัณฑ์ จากผ้าไหมลายขิด กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนทุ่ง
44
ไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.39 / 83.48 มีค่าดัชนี ประสิทธิผลของการเรียนรู้
แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เท่ากับ 0.76 หมายความว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 76 และ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มีความ
พึง พอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย 4.61
บุศริน ช่างสลัก (2559) ได้ศึกษาเรื่อง ผลการใช้คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์) สำหรับครูการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดนครพนม พบว่า ครูการศึกษานอกโรงเรียน สามารถนำคู่มือ
การจัดการเรียนรู้โดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับมาก
และ มีความพึงพอใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ทุกเรื่องอยู่ใน
ระดับมาก นอกจากนี้มีความคิดเห็นว่า คู่มือการจัดการเรียนรู้โดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
สำหรับครูการศึกษา นอกโรงเรียนจังหวัดนครพนม มีประโยชน์โดยสร้างความรู้ความเข้าใจ ทำให้สามารถจัด
กระบวนการเรียนรู้โดยการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ได้ สามารถให้คำปรึกษาแนะนำนักศึกษาในการ
จัดทำ เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ได้ เป็นการสร้างเจตคติที่ดีให้กับผู้เรียน สามารถวัดผลงานของผู้เรียน
ได้ สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาตนเองและครอบครัวได้ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความคิดเห็นของ
www.ssru.ac.th นักศึกษา พบว่า นักศึกษา มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกระบวนการจัดทำเครือข่ายแบบ
ผสมผสาน (ออนไลน์) ทุกเรื่องอยู่ ในระดับมาก และสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากครูผู้สอนไปใช้ในการจัดทำ
เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) และประโยชน์ที่ ได้รับจากการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ทุกเรื่อง
อยู่ในระดับมาก โดยสามารถนำความรู้ไปใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และการพัฒนาอาชีพได้และเป็น
ประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนสังคม
วรรณา ใจกว้าง (2559) ได้ศึกษาเรื่องการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
โรงเรียนชุมชนบ้านตาหลังใน พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) สามารถทำ
ให้นักเรียนมีความสามารถ เพิ่มขึ้น ดังนี้ 1) นักเรียนสามารถทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ได้ถูกต้องทุก
ขั้นตอน 2) นักเรียนได้ฝึกกระบวนการกลุ่มและฝึกการแก้ปัญหา 3) นักเรียนได้นำประสบการณ์ ความรู้ในแต่ละ
กลุ่มกลุ่ม สาระการเรียนรู้มาบูรณาการกับการทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ได้ 4) นักเรียนรู้จักวิธี
การศึกษาค้นคว้า และเก็บ รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ 5) นักเรียนสามารถเผยแพร่ความรู้ หรือให้คำแนะนำใน
การทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) กับนักเรียนคนอื่นได้
ศักดิ์อนันต์ อนันตสุข (2559) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่องงานและ
พลังงานโดยใช้การสอนด้วยรูปแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเชิงปฏิบัติการ คือ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์) เรื่องงานและพลังงาน จำนวน 8 แผน 9 ชั่วโมง ดังนี้ (1) เรื่อง งาน, (2) เรื่อง กำลัง, (3) เรื่องพลังงาน
จลน์, (4) เรื่อง พลังงานศักย์, (5) เรื่องกฎการอนุรักษ์พลังงาน, (6) เรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุในแนววงกลมใน
ระนาบดิ่ง, (7) เรื่อง เครื่องกล, (8) เรื่อง แหล่งพลังงานและการใช้พลังงานเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
จากการปฏิบัติ ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง งานและพลังงาน จำนวน 40 ข้อ
มีค่าความยากง่าย(p)และค่าอำนาจจำแนก(r)อยู่ระหว่าง 0.20–0.80 มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ 0.83 2)
45
แบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแบบสังเกตพฤติกรรมการจัดการเรียน
การสอนของครูผู้สอน โดยครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้สังเกต 3) แบบสำรวจตนเองและแบบสำรวจกลุ่ม เป็นแบบสำรวจ
สำหรับนักเรียนได้สำรวจพฤติกรรมการเรียนของตนเองในชั้นเรียน 4) แบบบันทึกเหตุการณ์การเรียนการสอน เป็น
แบบบันทึกเหตุการณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยผู้วิจัย และครูผู้ร่วมวิจัยเป็นผู้บันทึก 5)
แบบบันทึกความคิดเห็น เป็นแบบแสดงความคิดเห็นของนักเรียน และครูผู้ร่วมวิจัยในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน 6) แบบสัมภาษณ์ เป็นแบบสัมภาษณ์ปลายเปิด ใช้คำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบได้แสดงออกซึ่งความคิดและ
ความรู้สึกของตนเอง ทั้งครูผู้ร่วมวิจัยและนักเรียนที่เกี่ยวข้อง 7) แบบบันทึกประจำวันของครู 8) กล้องถ่ายภาพ
และกล้องวีดีโอบันทึกภาพเคลื่อนไหว จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์เรื่อง งานและพลังงาน
พบว่า จำนวนนักเรียนร้อยละ 87.50 ทำคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 และมีนักเรียนเพียงร้อยละ 12.50 ที่ทำ
คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 27.18 คะแนน จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิด
เป็นร้อยละ 67.94 ของคะแนนเต็ม และเมื่อนำแบบทดสอบรายจุดประสงค์ เรื่อง งานและพลังงาน ในปีการศึกษา
2548 มาทดสอบกับนักเรียนที่เรียน เรื่อง งานและพลังงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ผลปรากฏว่า นักเรียนที่เรียนเรื่อง งานและพลังงาน โดยการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) สามารถทำแบบทดสอบ
ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จำนวน 32 คน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ของนักเรียนทั้งหมด 40 คน และมีคะแนนเฉลี่ย
14.36 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งนักเรียนกลุ่มนี้สามารถทำคะแนน
รชาดา บัวไพร. (2559) ได้ทำการศึกษาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน
แบบโมเดลเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาและเจตคติทางสุขศึกษาของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัย One Group
PretestPosttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลเครือข่ายแบบ
ผสมผสาน (ออนไลน์) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดเจตคติทางสุขศึกษาสถิติที่ใช้ในการ
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลัง
การทดลองค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุขศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการ
จัดการเรียนการสอนสุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)สูง
กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2)หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติทางสุขศึกษา
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนสุขศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน แบบ
โมเดลเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
อรุณี ซ้อนกลิ่นสกุล (2560) ได้พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเคมีเพิ่มเติม 4
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง เชื้อเพลิงซากดึกดําบรรพ์และผลิตภัณฑ์ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบเครือข่ายแบบ
ผสมผสาน (ออนไลน์) รูปแบบการวิจัยดําเนินการตามหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วยการวางแผน การ
ปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผลการปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการเรียนรู้ซึ่งเป็น แนวทางใน
การดําเนินการเรียนการสอน แบบบันทึกต่างๆ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเก็บรวบรวมข้อมูล
ดําเนินการดังนี้ 1) ดําเนินการสอนตามรูปแบบการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) นําการสะท้อนผล
การปฏิบัติที่ได้จากผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนให้มี