The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nana.krid, 2021-07-08 08:42:32

วิจัยในชั้นเรียน.สุขะ.ม5-ยาเสพติด-RD13

46



ประสิทธิภาพ จนครบทุกแผนการเรียนรู้ 2) ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 3) วิเคราะห์ข้อมูล แบ่ง
ออกเป็น 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง คุณภาพโดยการนําข้อมูลมาวิเคราะห์ ตีความ สรุปและรายงานผล

ในลักษณะการบรรยาย และการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบวา การ
พัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นกิจกรรมที่มี

ความสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนทําให้ผู้เรียนสนใจและกระตือรือร้น ในการร่วมกิจกรรม ได้ลงมือปฏิบัติ
จริงทําให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง มีโอกาสได้ พัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ ในการแสวงหาความรู้
เพื่อคิดและแกปัญหาโดยใช้กระบวนการกลุ่มเป็นเครื่องมือจึงทําให้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครูในการที่จะ

อภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ และนําเสนอผลงานที่ค้นพบทําให้เกิดความภาคภูมิใจและมีความสุขในการเรียน อีกทั้ง
ยังสามารถ นําความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กบสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจําวันได้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้มีการ

พัฒนาโดยการปรับเปลี่ยนกิจกรรมในด้านต่างๆ เช่น 1) การศึกษาใบกิจกรรม 2) การแบ่งหน้าที่และความ
รับผิดชอบในกลุ่ม 3) ทักษะในการปฏิบัติ การทดลองและการใช้อุปกรณ์ 4) การมีส่วนร่วมในกิจกรรม 5) การ

อภิปรายซักถามและแลกเปลี่ยน ความรู้ 6) การใช้เวลาในการทํากิจกรรม และ 7) การรายงานและการนําเสนอ
ี่
ผลงาน ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ทกำหนด คือได้คะแนนสูง
กว่าร้อยละ 70 โดยมีจํานวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดจํานวน 24 คน คิดเป็น ร้อยละ 88.84 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่
กำหนดไว้ที่ร้อยละ 80

นายคณิต จันทสโร (2561) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา โดยใช้รูปแบบเครือข่ายแบบ

ผสมผสาน (ออนไลน์) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการ

จัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา และ
แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วน

เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยปรากฏว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สารชีวโมเลกุล หลังเรียนของนักเรียนดังกล่าวสูง

กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนของ
นักเรียนดังกล่าวสูงกว่าความสามารถก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (4) ความสามารถใน

การคิดวิเคราะห์หลังเรียนของนักเรียนดังกล่าวสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ
ผ่านเกณฑ์มากกว่านักเรียนในปีการศึกษา 2548 ที่ทดสอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 เพียง 14 คน คิดเป็นร้อยละ

38.89 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 36 คน และมีคะแนนเฉลี่ย 11.25 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน

ปรียา นามพล (2561) ศึกษาความสามารถด้านการสืบค้นภูมิปัญญาหรือวรรณกรรมในท้องถิ่นของ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ใช้การเรียนรู้แบบ
ออนไลน์แบบผสมผสาน กับการเรียนรู้แบบปกติ ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับ

การสอนด้วยรูปแบบออนไลน์แบบผสมผสาน กับการสอนแบบปกติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.05 และนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอน
แบบปกติอย่างเห็นได้ชัด

47



กฤษมันต์ (2562) ศึกษาผลของระบบการเรียนการสอนโดยใช้อินเตอร์เน็ต กับการสอนแบบปกติที่มีต่อ
ผู้เรียนในด้านคุณภาพของรายงาน การบ้าน แหล่งอ้างอิง ความสามารถในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และสรุป

ความ รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเรียนและเวลาที่ใช้ในการเรียน สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา พบว่า
การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย นักศึกษาใช้เวลาน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่คะแนนด้านต่างๆ

และค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่สูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงว่าการสอนผ่านเครือข่ายเพียงอย่างเดียว ไม่ทำให้ผู้เรียนมี
ผลลัพธ์ทางการเรียนเปลี่ยนแปลงไป


การเรียนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) งานวจัยในต่างประเทศ

บิกก์ (Bigge. 2017) ได้ศึกษาวิธีการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)ตามแนวคิด
คอนสตรัคติวิสต์ พบว่า สามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาในด้านความสามารถและความเข้าใจในการใช้ความคิด

ความอยากรู้ อยากเห็น การสืบสอบ ความเพียรพยายามและความรอบคอบ

โกลับ และ โคเลน (Golub and Kolen. 2017) ได้ศึกษาและพบว่า เด็กที่มาจากรูปแบบ การสอนแบบ

เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ มีความคิดซับซ้อนมากกว่าเด็กที่มาจากโรงเรียน
อนุบาลทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบในกิจกรรมการเล่นอิสระและพบว่า เด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มีความร่วมมือ และ
อิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่ากลุ่มควบคุม


เรนเนอร์ และ มาเรค (Renner and Marek: 2018) ได้ศึกษาโดยการนำทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา
ของเพียเจต์มาออกแบบทดลองสอนสุขศึกษาแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) โดยใช้วัฎจักรการเรียนรู้


(the learning cycle) พบว่า โมเดลนี้มีอทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะ
กระบวนการทางสุขศึกษา ทักษะทางสังคมและการเข้าใจความหมายของคำ การแก้ปัญหาและช่วยให้นักเรียน

เรียนรู้วิธีคิด

ไอร์เซนต์ ดัซ (2018) ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาระเบียบวิธีวิจัย ระหว่างการสอนแบบ

บรรยายกับวิธีการสอนแบบออนไลน์ระบบ LMS ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาคณิตศาสตร์และ
สถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า นักศึกษาที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบออนไลน์ LMS ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่า
นักศึกษาที่เรียนโดยรูปแบบการสอนแบบบรรยาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ระบบการสอนแบบ

ออนไลน์มีข้อบกพร่อง คือ ผู้สอนและผู้เรียนต้องมีความพร้อมในด้านอุปกรณ์และทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และ
อินเตอร์เน็ต โดยผู้เรียนต้องมีวินัยในการเรียนและมีความรับผิดชอบต่อการเรียนด้วยตนเอง


ออแลนด์ (2019) ศึกษาการพัฒนาบทเรียนออนไลน์แบบผสมผสาน วิชาฟุตบอล 2 สำหรับนักศึกษา
ปริญญาตรี สถาบันการพลศึกษา เมืองเชคโคพาร์ค โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ผลจากการศึกษา

พบว่าบทเรียนมัลติมีเดียที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.33/80.71 และนักศึกษาที่เรียนด้วยบทเรียน
มัลติมีเดียมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อศึกษาระดับ

ความพึงพอใจพบว่า นักศึกษามีระดับความพงพอใจต่อการเรียนด้วยบทเรียนมัลติมีเดียอยู่ในระดับมากในด้านการ
ออกแบบเนื้อหาหลักสูตร ด้านเนื้อหาวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอน ด้านเทคนิคการออกแบบ Website ด้านการ
ปฏิสัมพันธ์ในการเรียน ด้านการประเมินผลการเรียน และด้านประโยชน์ที่ได้รับมากขึ้น

48



สรุปว่าการจัดการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
แนวคิดเรื่องการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นับเป็นแนวคิดหลักของการเปลี่ยนแปลง หลักสูตร

ฉบับดังกล่าวได้ส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนแนวการจัดการเรียนการสอนจากการบรรยาย บอกเล่า มาเป็นการจัดกิจกรรม
ต่างๆ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม เมื่อเริ่มมีการปฏิรูปทางการเมืองเกิดขึ้น วงการศึกษาก็ได้มีการเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูป

การศึกษาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลทำให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาขึ้น การปฏิรูปครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ
การปฏิรูปการเรียนการสอนที่ชัดเจน และกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หรือการจัดการเรียนการสอน
แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องส่งเสริมกันอย่างเข้มแข็งต่อไป นับว่าเป็นเรื่องที่น่า

ประหลาดใจที่แม้ว่าเวลาจะผ่านไปแล้ว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่แนวคิดเดิมในเรื่องการสอนแบบ
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางก็ยังคงอยู่ แสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ

จึงเป็นเรื่องที่ควรวิเคราะห์หาสาเหตุ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป

49



บทที่ 3

วิธีดำเนินการวิจัย



การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้วิธีการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน
(ออนไลน์) ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยและจัดลำดับ ตามขั้นตอนดังนี้

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 จำนวน 40 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)

2. แบบบันทึกคะแนนและใบงาน
3. สมุดแบบฝึกหัดและใบกิจกรรมของนักเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน


5. แบบประเมินคุณลักษณะอนพึงประสงค์ของนักเรียน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย

ผู้วิจัยสร้างจากแนวคิดที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิจัยของครู ในด้าน
ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมในการทำวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบาย การบริหารงานวิจัย

ปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมือการวิจัยของ ภัทรวดี เทพพิทักษ์ (2550 : 103 - 112)
พงศ์พัชรินทร์ พุธวัฒนะ (2557 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2558 : 105) โดยแบ่งเป็น 5 ตอน ดังนี้


ตอนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำในช่องว่าง รวม
7 ข้อ
ตอนที่ 2 สภาพการทำวิจัยของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำ ในช่องว่าง
รวม 22 ข้อ


ตอนที่ 3 ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมด้านการทำวิจัยของครู จำนวน 34 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณ
ค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ โดยมีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้




1. กรณีที่ขอความมีลักษณะในทางบวก (Positive) ซึ่งได้แก่คาถามขอที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10,
11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้


ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับมากที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน
ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับมาก เท่ากับ 4 คะแนน

ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน



ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับน้อย เท่ากับ 2 คะแนน

50



ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อยที่สุด เท่ากับ 1 คะแนน

2. กรณีที่ขอความมีลักษณะในทางลบ (Negative) ซึ่งได้แก่คาถามขอที่ 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29,

33 มีหลักเกณฑการให้คะแนน ดังนี้

ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับมากที่สุด เท่ากับ 1 คะแนน


ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับมาก เท่ากับ 2 คะแนน


ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน

ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจัย ในระดับน้อย เท่ากับ 4 คะแนน

ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อยที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน
ตอนที่ 4 ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่เออต่อการทำวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า
ื้
(Rating Scale) ตามแบบของลิคเอิร์ท (Likert, อ้างถึงในผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546 : 132) แบ่งเป็น 5 ระดับ

โดยใช้เกณฑการให้คะแนนดังนี้

ระดับ 5 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับมากที่สุด


ระดับ 4 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับมาก

ระดับ 3 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับปานกลาง


ระดับ 2 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับน้อย

ระดับ 1 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับน้อยที่สุด


ตอนที่ 5 เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการพัฒนา
วัฒนธรรมวิจัยของครู



การเก็บรวบรวมข้อมูล
1. แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะเฟ้นหานักเรียนที่เกง และมความรับผิดชอบ มีลักษณะเป็น


ื่
ผู้นำมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เพอช่วยในการกระตุ้นเพื่อนๆ ขณะทำกิจกรรมการเรียนรู้
2. ครูผู้สอนชี้แจงการเรียนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งก็จะ
มอบหมายให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด โดยนักเรียนนั่งทำแบบฝึกหัดระดมสมองช่วยกันคิด หากหัวข้อใดสมาชิกใน

กลุ่มไม่เข้าใจ ผู้ที่เข้าใจก็จะช่วยกันอธิบายจนเพื่อนเข้าใจ หากสมาชิกในกลุ่มยังไม่เขาใจก็จะปรึกษาครูผู้สอน
3. ครูสังเกตการทำกิจกรรมของกลุ่ม การช่วยกันแก้ปัญหา ความสนใจ และความตั้งใจของสมาชิกในกลุ่ม
4. สังเกตผลการทำแบบฝึกหัดว่าดีขึ้นหรือไม่
5. สังเกตการประเมินตามสภาพจริงในแต่ละครั้ง
6. วัดผลการเรียนเมื่อสิ้นบทเรียน
7. ครูช่วยสรุปการเรียนรู้ทั้งหมดที่นักเรียนปฏิบัติเป็นความคิดรวบยอด

51




การวิเคราะห์ข้อมูล

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 เรื่องการใช้ยาและสาร

เสพติดที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา โดยการนำคะแนนของ
นักเรียนทั้ง 40 คน มาคำนวณหาค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และนำเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางประกอบคำบรรยาย


สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมล

เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการ

สอนที่เน้นกระบวนการแก้ปัญหา ก่อนและเรียน โดยนำคะแนนทดสอบของนักเรียนมาหาค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย


1.1 ค่าร้อยละ การศกษาผลการทดสอบของร้อยละคะแนนที่เพิ่มขึ้นโดยใช้สูตร ดังนี้
x

X % =  100
n

เมื่อ % คือคะแนนเฉลี่ยร้อยละ



คือคะแนนผลการทดสอบของนักเรียนทุกคนรวมกัน
x
n คือจำนวนนักเรียนกลุ่มประชากร


1.2 ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( x) ใช้สูตร

ของล้วน ยศสาย และอังคณา ยศสาย (2543: 59)

 x
x =
N

เมื่อกำหนดให้ x คือ ค่าเฉลี่ย

 x
คือ ผลรวมของคะแนน
N

N คือ จำนวนนักเรียนทั้งหมด

1.3 สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ



=



แทนค่า คือ ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง -1 ถึง +1
∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด

คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด

52





1.4 สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน











ขั้นตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถิติมีดังนี้
1. ตั้งสมมติฐานหลัก (H0) และสมมติฐานทางเลือก (H1) ให้มีความหมายตรงข้ามกันเสมอ

2. กำหนดระดับนัยสำคัญ α
3. เลือกตัวสถิติทดสอบที่เหมาะสม แล้วหาจุดวิกฤตเพื่อกำหนดบริเวณปฏิเสธ H0 ให้ สอดคล้อง

กับ H0 และ α
4. คำนวณค่าสถิติที่ใช้ทดสอบจากตัวอย่างขนาด n ที่สุ่มมา
5. ตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธ H0 โดยพิจารณาจากเงื่อนไขนี้ ถ้าค่าสถิติทดสอบที่คำนวณได้จาก
ขั้นตอนที่ 4 ตกอยู่ในบริเวณยอมรับ เราจะตัดสินใจยอมรับ H0 แต่หากตกอยู่บริเวณปฏิเสธ จะตัดสินใจ

ปฏิเสธ H0
6. สรุปผล
1.5 ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรดังนี้


= 100


แทนค่า คือ ร้อยละ

∑ คือ ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ
คือ จำนวนความถี่ทั้งหมด


1.6 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตร Ferguson (Ferguson, 1981 :
49)

2
2 ∑ − (∑ ) 2
. . = √
( − 1)



แทนค่า . . คือ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2
∑ คือ ผลรวมของกำลังสองของคะแนน
2
(∑ ) คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลังสอง
คือ จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง

53



นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตาราง
เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนรายบุคคลมา เพื่อดูพัฒนาการ

ของนักเรียนและจุดบกพร่องต่อไป

ค่าความยากง่ายของข้อสอบ


ความยากง่าย (Difficulty) ความยากง่ายของแบบทดสอบ เป็นคุณภาพของเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบที่
แสดงสัดส่วนของผู้สอบที่ตอบข้อนั้นได้ถูกต้อง ต่อผู้สอบทั้งหมดจะพิจารณาเป็นรายข้อของแบบทดสอบแบบ
เลือกตอบ โดยใช้สูตรในการคำนวณ ดังนี้









กำหนดให้ p คือ ค่าความยากง่าย


R คือ จำนวนผู้สอบที่ตอบข้อนั้นถูก

N คือ จำนวนผู้สอบทั้งหมด




ความยากง่ายที่แบ่งกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ จะคำนวณได้จากสูตร










กำหนดให้ p คือ ค่าความยากง่ายของข้อสอบแต่ละขอ
RH คือ จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มสูง


RL คือ จำนวนผู้สอบที่ตอบถูกในกลุ่มต่ำ

NH คือ จำนวนผู้สอบที่ตอบในกลุ่มสูง


NL คือ จำนวนผู้สอบที่ตอบในกลุ่มต่ำ

การพิจารณาระดับค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อที่ได้จากการคำนวณ จากสูตรที่จะมีค่าอยู่
ระหว่าง 0.00 ถึง 1.00 โดยที่ข้อสอบที่จะสามารถนาไปใช้ในการวัดผลที่มีประสิทธิภาพจะมีค่าความยาก

อยู่ ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 เกณฑ์การตัดสินคุณภาพของแบบทดสอบมีดังนี้

p มากกว่า 0.8 แต่น้อยกว่า 1.0 แสดงแบบทดสอบข้อนั้นง่ายมาก ควรตัดทิ้งหรือนำไปปรับปรุง


p มากกว่า 0.6 แต่น้อยกว่า 0.8 แสดงแบบทดสอบข้อนั้นค่อนข้างง่าย นำไปใช้ได้

54



p มากกว่า 0.4 แต่น้อยกว่า 0.6 แสดงแบบทดสอบข้อนั้ยากง่ายปานกลาง นำไปใช้ได้

p มากกว่า 0.2 แต่น้อยกว่า 0.4 แสดงแบบทดสอบข้อนั้นค่อนข้างยาก นำไปใช้ได้


p น้อยกว่า 0.2 แสดงแบบทดสอบข้อนั้นยากมาก ควรตัดทิ้งหรือนำไปปรับปรุง

นอกจากจะนำค่าความยากง่ายไปใช้ในการเลือกข้อสอบแล้วยังสามารถนำมาใช้ในการจัด

เรียงลำดับข้อสอบจากง่ายไปยาก การปรับปรุงข้อคำถามและตัวเลือก การจัดทำข้อสอบแบบคู่ขนานที่มี
ความยากง่ายใกล้เคียงกัน

ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) เครื่องมือวัดผลที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือที่ทำให้ได้ข้อมูลได้

ถูกต้องเชื่อถือได้ โดยลงทุนน้อยที่สุดไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในแง่เวลา แรงงาน และทุนทรัพย์ รวมทั้งความ
สะดวกสบาย คล่องตัวในการรวบรวมข้อมูล


ความยุติธรรม (Fair) ความยุติธรรม เป็นคุณลักษณะของข้อสอบที่ดีต้องไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้เปรียบ
เสียเปรียบกัน เช่น ข้อสอบบางฉบับครูไปเน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งตรงกับเรื่องที่เด็กทำรายงานในบางกลุ่ม ทำให้

กลุ่มนั้น ๆ ได้เปรียบคนอื่น ๆ ข้อสอบบางข้อใช้คำถามหรือข้อความที่แนะคำตอบ ทำให้นักเรียนใช้ไหวพริบเดาได้

คำถามลึก (Searching) ข้อสอบที่ถามลึกจะวัดความเข้าใจ การนำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วมาแก้ปัญหา

วิเคราะห์ ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาจนท้ายที่สุดคือการประเมินผลคำถามที่ถามลึกนั้นผู้ตอบต้องคิดค้นก่อน
จึงจะสามารถหาคำตอบได้

คำถามยั่วยุ (Exemplary) คำถามที่มีลักษณะท้าทายให้เด็กอยากคิดอยากทำ มีลีลาการถามที่น่าสนใจ

ไม่ถามวนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย การใช้รูปภาพประกอบ การเรียงลำดับคำถามจากข้อง่ายไปหายากเป็นวิธีหนึ่ง
ที่ทำให้ข้อสอบมีลักษณะท้าทายน่าทำ


จำเพาะเจาะจง (Definite) คำถามที่ดีต้องไม่ถามกว้างเกินไป ไม่คลุมเครือหรือเล่นสำนวนให้ผู้สอบงง
ผู้สอบอ่านแล้วต้องเข้าใจชัดเจนว่าครูถามอะไร


ความเชื่อมั่น (Reliability) ความเชื่อมั่น เป็นคุณสมบัติของการวัดที่แสดงให้ทราบว่าค่าของคะแนนที่
เป็นผลมาจากการวัดด้วยเครื่องมือและวิธีการวัดประเมินที่มีความคงเส้นคงวา (Consistency) หรือคงตัว
(Stability) หรือไม่เพียงใด


การทดสอบซ้ำ (Test–Retest Method) โดยการนำเอาแบบทดสอบฉบับหนึ่ง ไปทำการทดสอบกับ
นักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 2 ครั้ง ในเวลาที่ต่างกัน โดยเว้นระยะเวลาในการสอบทั้ง 2 ครั้ง ให้ห่างกันพอสมควร

และทำการสอบซ้ำครั้งที่ 2 นำคะแนนจากการสอบครั้งที่ 1 และคะแนนจากการสอบครั้งที่ 2 ไปหาค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์โดยใช้สูตรของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation)

55














กำหนดให้ คือ ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
N คือ จำนวนผู้เข้าสอบ

X คือ คะแนนแต่ละตัวของคะแนนครั้งที่ 1
Y คือ คะแนนแต่ละตัวของคะแนนครั้งที่ 2

56



บทที่ 4

ผลการศึกษาค้นคว้า



วิเคราะห์ข้อมูล

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑที่กำหนด โดยเสนอผลการ

วิเคราะห์ข้อมูลเป็นลำดับ ในลักษณะตารางประกอบคำบรรยายดังนี้


ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบความสามารถในการเรียนรู้ในวิชาสุขศึกษา ของนักเรียน

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนตลอดงานวิจัยนี้ เรื่องการใช้ยาและสารเสพ
ติด ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 จำนวน 40 คน


ร้อยละของคะแนนที่ ส่วนเบี่ยงเบน
การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ( x)
เพิ่มขึ้น มาตรฐาน (S.D.)
ก่อนเรียน 10 5.15 51.65 1.87
หลังเรียน 10 7.81 1.51


จากตารางพบว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 5.15 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
เท่ากับ 7.81 คะแนน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 2.66 คะแนน และนักเรียนทุกคนมี

คะแนนสูงขึ้นกว่าเดิมโดยมีคะแนนความก้าวหน้าเมื่อเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียนคิดเป็น
ร้อยละ 51.65 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลง



ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบกอนและหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)



ทดสอบกอน ทดสอบหลัง
ที่ ชื่อ-สกุล เรียน เรียน ความแตกต่าง
ค่าคะแนน
(10 คะแนน) (10 คะแนน)
1 3 7 4
2 5 8 3
3 5 7 2

4 3 8 5
5 5 6 1
6 4 5 1

7 3 6 3
8 2 5 3
9 2 6 4

10 7 9 2

57



11 6 8 2
12 3 6 3
13 4 6 2

14 4 5 1
15 6 7 1

16 3 7 4
17 3 6 3
18 4 6 2
19 4 6 2

20 5 8 3
21 5 7 2
22 6 6 0

23 3 6 3
24 5 7 2
25 3 4 1

26 4 5 1
27 4 6 2
28 2 5 3

29 3 5 2
30 2 6 4
31 3 4 1

32 3 4 1
33 3 6 3
34 5 9 4

35 6 7 1
36 3 6 3
37 5 8 3

38 4 5 1
39 2 5 3
40 5 7 2

ค่าเฉลี่ย 5.15 7.81 2.66


จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2

นั้น โดยใช้วิธีการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) นั้น นักเรียนทดสอบก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย
เท่ากับ 5.15 คะแนน จากนั้นทดสอบหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.81 คะแนน โดยนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย

ที่เพิ่มขึ้น 2.66 คะแนน ซึ่งเป็นพัฒนาการของคะแนนเพิ่มขนค่อนข้างมากจากเดิม
ึ้

58




ตารางที่ 3 การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence : IOC)
ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ ค่า
ข้อ แปลผล
คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 รวม IOC

1 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้


2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

3 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้


4 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้


5 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้


6 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้


7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้


8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้

9 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้


10 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้


ค่า IOC รวมทั้งหมด = 9.01
= 9.01/10 = 0.901


สรุปว่า แบบทดสอบการเรียนการสอดังกล่าวนั้นใช้ได้

59



บทที่ 5

สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ



การสรุปผลการวิจัยและอภิปรายผลการวิจัยทั้งหมด ผู้วิจัยได้ทำการเรียบเรียงข้อมูลแยกตามหัวข้อจาก

ทุกบท เป็นดังนี้

วัตถุประสงค์ของการวิจัย


1. เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมี
เป้าหมายให้นักเรียนทุกคนมีผลการเรียนผ่านเกณฑ์ทกำหนด เรื่องการใช้ยาและสารเสพติด
ี่
2. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ดีขึ้นและเป็นแนวทางในการพัฒนาการสอน


สมมติฐานของการวิจัย


รูปแบบการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : การทำเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)
สามารถทำให้นักเรียนบางส่วนที่ไม่เข้าใจบทเรียนนั้น กลับมาเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและเรียนรู้ได้มากขึ้นกว่า

คำอธิบายของครู


ประโยชน์คาดว่าจะได้รับ

1. ผลการการวิจัยครั้งนี้ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและกลุ่มสาระการเรียนรู้อนๆ สามารถนำ
ื่
วิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)เป็นฐาน ไปปรับใช้และประยุกต์ใช้ได้ใน
กระบวนการเรียนการสอนเพอพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปัญหาได้
ื่
2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นฐาน มีความสามารถ
ในการคิด และสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ที่สูงขึ้นได้ด้วยตัวเอง


เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. รูปแบบการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)

2. แบบบันทึกคะแนนและใบงาน

3. สมุดแบบฝึกหัดและใบกิจกรรมของนักเรียน
4. แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน


5. แบบประเมินคุณลักษณะอนพึงประสงค์ของนักเรียน

กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 และ 5/2 จำนวน 40 คน
การเก็บรวบรวมข้อมูล

1. แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะเฟ้นหานักเรียนที่เกง และมความรับผิดชอบ มีลักษณะเป็น

ผู้นำมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เพอช่วยในการกระตุ้นเพื่อนๆ ขณะทำกิจกรรมการเรียนรู้
ื่
2. ครูผู้สอนชี้แจงการเรียนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) โดยหลังจากครูสอนในแต่ละครั้งก็จะ

60



มอบหมายให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด โดยนักเรียนนั่งทำแบบฝึกหัดระดมสมองช่วยกันคิด หากหัวข้อใดสมาชิกใน

กลุ่มไม่เข้าใจ ผู้ที่เข้าใจก็จะช่วยกันอธิบายจนเพื่อนเข้าใจ หากสมาชิกในกลุ่มยังไม่เขาใจก็จะปรึกษาครูผู้สอน
3. ครูสังเกตการทำกิจกรรมของกลุ่ม การช่วยกันแก้ปัญหา ความสนใจ และความตั้งใจของสมาชิกในกลุ่ม

4. สังเกตผลการทำแบบฝึกหัดว่าดีขึ้นหรือไม่
5. สังเกตการประเมินตามสภาพจริงในแต่ละครั้ง
6. วัดผลการเรียนเมื่อสิ้นบทเรียน
7. ครูช่วยสรุปการเรียนรู้ทั้งหมดที่นักเรียนปฏิบัติเป็นความคิดรวบยอด


สรุปผลการวิจัย
ผลจากการจัดการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มาใช้ในการเรียนการสอนวิชา

สุขศึกษา ผลปรากฎว่า คะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนเท่ากับ 5.15 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน
เท่ากับ 7.81 คะแนน ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน เท่ากับ 2.66 คะแนน และนักเรียนทุกคนมี

คะแนนสูงขึ้นกว่าเดิมโดยมีคะแนนความก้าวหน้าเมื่อเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียนคิดเป็น
ิ่
ร้อยละ 51.65 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ลดลง นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเพมขึ้นอย่างเห็น
ได้ชัด และกิจกรรมกลุ่มของนักเรียนทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีและเออต่อการเรียนการสอน ช่วยให้นักเรียนมีความ
ื้
กระตือรือร้นสนใจ ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบต่อการเรียนมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความ
กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ช่วยสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในกลุ่ม รู้จักแก้ปัญหาร่วมกัน ทำงานเป็นทีมระดม

ความคิดของหลายคน ซึ่งแนวทางนี้เหมาะสมในการแก้ปัญหาในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถสร้าง
ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนวิชาสุขศึกษาเป็นอย่างมาก ผลพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนที่ได้รับการจัดการ

เรียนการสอนโดยใช้เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)จากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน ทุก
กลุ่มมีคะแนนพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเพิ่มขึ้น



อภิปรายผลการวิจัย


จากการศึกษาวิจัยพบว่าการสอนโดยวิธีเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ระหว่างนักเรียนในรายวิชา
ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลัง
การจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนเรียนและเทียบ
กับเกณฑ์ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจาก การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นกิจกรรมที่

ให้โอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองตามแนวคิดการสร้างความรู้ นำมาใช้ในการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียน
เป็นศูนย์กลาง โดยให้ผู้เรียนได้คิด ได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง การวิจัยครั้งนี้ยังสอดคล้องกับประพันธ์ศิริ สุเสารัจ
(2558:48), ซึ่งกล่าวว่าการคิดวิเคราะห์เป็นการจำแนกแยกแยะข้อมูลองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ
เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อค้นหาความจริง ความสำคัญ แก่นแท้องค์ประกอบหรือหลักการ

ของเรื่องนั้นๆ ทั้งที่อาจแฝงซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่างๆ หรือปรากฏได้อย่างชัดเจนรวมทั้งหาความสัมพันธ์และความ
เชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ว่าเกี่ยวพันกันอย่างไร อาศัยหลักการใดจนได้ความคิดเพื่อนำไปสู่การสรุป การประยุกต์ใช้
การทำนาย หรือคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธนัญญา ทะยอมใหม่
(2559) ที่พบว่าความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังการจัดการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)

61



มีคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนเรียนและเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งการหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียน
การสอนออนไลน์ จากผลการวิจัยพบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
จากการที่ผู้เรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังจากนำกระบวนการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบ

ผสมผสาน (ออนไลน์) มาใช้จัดการเรียนการสอนนั้นแสดงให้เห็นว่า ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวความคิด เรื่อง
การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ที่นักวิชาการหลายท่านกล่าวไว้ว่าเครือข่าย
แบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นกระบวนการที่ทำให้นักเรียนมีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงในกระบวนการเสาะ
แสวงหาความรู้ทุกขั้นตอน มีโอกาสฝึกทักษะกระบวนการทางการเรียนรู้ต่างๆ เนื่องจากเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ใช้

งานง่าย แม้ผู้สอนและผู้เรียนจะมีความรู้ ด้านคอมพิวเตอร์ไม่มากนัก ก็สามารถสร้างสรรค์สื่อดิจิทัลที่สร้างสรรค์ได้
จากเครื่องมือสำเร็จรูปต่างๆ มาใช้ในการสอนได้

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้

1.1 ครูผู้สอนในวิชาควรใช้กระบวนการเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) มาจัดกระบวนการเรียนรูใน
หน่วยเนื้อหาที่ต้องการ โดยให้นักเรียนใช้การวิเคราะห์สื่อการสอนและรูปแบบเนื้อหาการสอนที่เหมาะสม

1.2 ผู้บริหารสถานศึกษา ควรสนับสนุนให้ครูในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ นำกระบวนการเรียนรู้แบบ
เครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) ไปจัดกระบวนการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติม
1.3 ควรทำวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบปกติกับการจัดกระบวนการเรียนรู้
แบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) หรือทำแบบทดสอบเพิ่ม
2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

การนำการจัดการเรียนการสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 5 ในการเรียนรู้ไปใช้ในชั้นเรียน ผู้สอนควรทำความเข้าใจกับเนื้อหา และขั้นตอนการจัดการรายวิชา และการ

สร้างเนื้อหาในบทเรียน โดยใช้การสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถสร้าง
กิจกรรมต่างๆ ในบทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้สอนควรพัฒนาบทเรียนให้มีความเหมาะสมต่อผู้เรียนมาก
ขึ้นและมีความหลากหลายหน่วยการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น

บรรณานุกรม




กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. 2556. ผลของระบบการเรียนการสอนโดยใช้อินเตอร์เน็ตที่มีต่อผู้เรียน. วารสาร


สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ. 37(1): 67-82.


กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. 2556. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร


ระยะ พ.ศ. 2554-2563 ของประเทศไทย ICT 2020. พมพครั้งที่ 1 กรุงเทพฯ.


อาภา ถนัดช่าง. (2557, มิถุนายน). “การสอนแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์)”, วารสารแนะ


แนว. 135:25.


ขนิษฐา รุจิโรจน์. 2558. “แนวทางการจัดการ เรียนรู้ด้วยรูปแบบ e-Learning” เอกสารประกอบการ


บรรยาย. สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรจน์ประสานมิตร.


ปัทมา นพรัตน์. สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์ บริการ. e-


learning ทางเลือกใหม่ของการศึกษา. [อินเตอร์เน็ต]. [เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2560]


ไพฑูรย์ ศรีฟ้า. 2559. คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: คราฟแมนเพรส.


จิรา ยงเขตกิจ. (2559). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ ชีวิตและ


พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการสอนโดยการเรียน
แบบร่วมมือด้วยเทคนิคแบ่งกลุ่มสัมฤทธิ์ และการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหา
บัณฑิต สถาบันราชภัฏนครสวรรค์


ฐิติพร ดวงจิตร. (2560). การพัฒนาชุดทักษะกระบวนการทางสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้


สุขศึกษาสำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โดยใช้รูปแบบเครือข่ายแบบผสมผสาน

(ออนไลน์). ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.


---------- . (2560). กลุ่มเครือข่ายแบบผสมผสาน (ออนไลน์) เพื่อการทำงานและการจัดการเรียนการ
สอน. กรุงเทพฯ : นิชินแอดเวอร์ไทซิ่ง กรู๊ฟ


วัฒนา ก้อนเชื้อรัตน์. ทบทวนแนวการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา. นครราชสีมา :สำนักงานเขตพื้นที่


การศึกษา นครราชสีมา เขต 1, 2560.

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. 2560. หลักสูตรสถานศกษาปี 2560 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.


2559) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. กรุงเทพมหานคร : ฝ่ายวิชาการ.


สุธาศินี สีนวนแก้ว และกานดา ศรอินทร์. 2561. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศฯ. วารสารวิทย


บริการ. ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม. มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์.


อรรถวิท ชังคมานนท์ และก่องกาญจน์ ดุลยไชย. 2561. การพัฒนารูปแบบทางเลือกสำหรับอเลิร์นนิ่งใน


ยุค สังคมออนไลน์. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น. ฉบับพิเศษ สิงหาคม 2561.


โอภาส เอี่ยมสิริวงศ์. 2562. การวิเคราะห์ออกแบบระบบ. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.


Kearsley, G. (2015). Online Education : Learning and Teaching in Cyberspace. Belmont,


C.A. : Wadsworth Thomson Learning.


Morgan, Clifford T. (2016). “Thinking and Problem Solving”. A Brief Introduction to


Psychology. 2nd ed. New Delhi Tata McGrew-Hill.co.


Piaget, J. (2016). The Origins of Intelligence in Children. New York : W.W.Norton. Polya,


George. (2016). How to solve it. San Francisco : Stanford University.


Allen, D.E., & Duch, B.J. (2017). Thinking Toward Solution: Problem-Based Learning

Activities for General Biology. The United States of America: Harcourt Brace &


Company.

Hadison, Benstake S. (2018). Taxonomy of educational objective handbook 2 : cognitiwe


domain. London : Longman.

ภาคผนวก

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1

วิชาสุขศึกษาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เรื่องการใช้ยาและสารเสพติด เวลา 4 ชั่วโมง


สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด

ยาใช้ในการบำบัดโรค แต่หากขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาที่ถูกต้องอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ

ได้


ตัวชี้วัด/จุดประสงค์การเรียนรู้

2.1 ตัวชี้วัด
พ 5.1 ม.4-6/1 มีส่วนร่วมในการป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา การใช้สารเสพติด และความรุนแรง

เพื่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และสังคม
2.2 จุดประสงค์การเรียนรู้

1) จำแนกประเภทของยา และประโยชน์ของการใช้ยาได้ถูกต้อง (K)
2) วิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบจากการใช้ยาได้ (K)

3) วิเคราะห์สาเหตุของการใช้ยาผิดหรือการติดยา และสถานการณ์การใช้ยาในปัจจุบันได้ (P)
4) บอกปัญหาและอันตรายจากการใช้ยา และแนวทางในการจัดกิจกรรมป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยาได้

(A)


สาระการเรียนรู้

3.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง
- การจัดกิจกรรมป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรง

3.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น
-


สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

4.1 ความสามารถในการคิด

1) ทักษะการสังเคราะห์ 2) ทักษะการนำความรู้ไปใช้
4.2 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
4.3 ความสามารถในการใช้เทคโนโลย ี


คุณลักษณะอันพึงประสงค์


1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มีความรับผิดชอบ

กิจกรรมการเรียนรู้

วิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ขั้นที่ 1 สังเกต

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยา จากนั้นให้นักเรียนยกตัวอย่างอันตรายจากการ
ใช้ยา

2. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด
ขั้นที่ 2 อธิบาย


1. นักเรียนรวมกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ตามความสมัครใจ จากนั้นครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้
และวิเคราะห์เพอหาแนวคำตอบจากประเด็นคำถามที่ครูกำหนด ดังนี้
ื่
1) การใช้ยาผิดหรือการติดยาเกิดจากสาเหตุใด
2) การใช้ยาผิดหรือการติดยามีผลกระทบอย่างไร
3) ยามีบทบาทต่อคนในสังคมอย่างไร และสถานการณ์การใช้ยาของคนไทยในปัจจุบันมีลักษณะอย่างไร
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้เรื่อง ยาและการใช้ยา จากหนังสือเรียน และแหล่งข้อมูลสารสนเทศ

และบันทึกความรู้ลงในแบบบันทึกการอ่าน
3. สมาชิกแต่ละกลุ่มร่วมกันอธิบายความรู้และความคิดเห็นจากเรื่องที่ศึกษา จากนั้นตรวจสอบคำตอบจาก
ประเด็นคำถามที่ครูกำหนด แล้วสรุปคำตอบที่เป็นมติของกลุ่ม
ขั้นที่ 3 รับฟัง

สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรับฟังความคิดเห็นในการอภิปรายร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มและผลัดกันเสนอ
ความคิดเพิ่มเติม
ขั้นที่ 4 เชื่อมโยงความสัมพันธ์


1. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอคำตอบจากประเด็นคำถามที่ครูกำหนด
2. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันเปรียบเทียบคำตอบจากประเด็นคำถามที่ครูกำหนดของกลุ่มอื่นๆ

3. สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มผลัดกันแสดงความคิดเห็นและเปรียบเทียบ เมื่อครบทุกคนแล้วร่วมกันสรุปผล
4. นักเรียนตอบคำถามกระตุ้นความคิด

ขั้นที่ 5 วิจารณ์

นักเรียนทำใบงานที่ 6.1 เรื่อง รอบรู้เรื่องยา เป็นรายบุคคล เมื่อทำเสร็จแล้วให้ตรวจความเรียบร้อยก่อน
นำส่งครู
ขั้นที่ 6 สรุป

นักเรียนร่วมกันสรุปแนวทางในการใช้ยาอย่างปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด และ
แนวทางการจัดกิจกรรมป้องกันความเสี่ยงต่อการใช้ยา พร้อมทั้งนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

การวัดและประเมินผล


วิธีการ เครื่องมือ เกณฑ ์
ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการ แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการ (ประเมินตามสภาพจริง)

เรียนรู้ที่ 6 เรียนรู้ที่ 6
ตรวจใบงานที่ 6.1 ใบงานที่ 6.1 ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตรวจแบบบันทึกการอ่าน แบบบันทึกการอาน ระดับคณภาพ 2 ผ่าน


เกณฑ์

ประเมินการนำเสนอผลงาน แบบประเมินการนำเสนอผลงาน ระดับคณภาพ 2 ผ่าน
เกณฑ์

สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงาน ระดับคณภาพ 2 ผ่าน

รายบุคคล เกณฑ์


สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ระดับคณภาพ 2 ผ่าน
เกณฑ์

สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมีความ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึง ระดับคณภาพ 2 ผ่าน

รับผิดชอบ ประสงค์ เกณฑ์



สื่อ/แหล่งการเรียนรู้
8.1 สื่อการเรียนรู้
1) หนังสือเรียน สุขศึกษา ม.4
2) ใบงานที่ 6.1 เรื่อง รอบรู้เรื่องยา

8.2 แหล่งการเรียนรู้
 แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
- http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/sc31-1/index.htm

- http://www.bangkokhealth.com/index.php
- http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-3133.html









ใบงานที่ 1 รอบรู้เรื่องยา

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามที่กำหนดให้ถูกต้อง

1. การใช้ยาเพื่อป้องกันโรค เป็นการใช้ยาในลักษณะใด







2. ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยา มีสาเหตุมาจากอะไร







3. สถานการณ์การใช้ยาในปัจจุบันเกิดจากสาเหตุใด







4. ยาที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร







5. การใช้ยาเกินขนาด ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร

เฉลย ใบงานที่ 1 รอบรู้เรื่องยา

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามที่กำหนดให้ถูกต้อง

1.การใช้ยาเพื่อป้องกันโรค เป็นการใช้ยาในลักษณะใด

ื่
เป็นการใช้ยาเพอป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดต่างๆ การให้วัคซีน
ป้องกัน โรคโปลิโอในเด็ก

2. ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยา มีสาเหตุมาจากอะไร
ขาดความรู้ในการใช้ยา คุณภาพของยาซึ่งเป็นผลมาจากการเก็บยา การผลิตยาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

และพยาธิสภาพของผู้ใช้ยา เช่น พันธุกรรม สภาพร่างกาย
3. สถานการณ์การใช้ยาในปัจจุบันเกิดจากสาเหตุใด


1) การใช้ยาชูกำลัง เนื่องจากเกิดการออนเพลียจากการทำงานหนัก หรือการอดนอน
2) การใช้ยาแก้ปวด เพื่อป้องกันและบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก

ื่
3) การใช้ยาลดความอ้วน เพอแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน รูปร่างไม่สวยงาม
4. ยาที่มีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์ ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลต่อกระดูก กล้ามเนื้อ และส่งผลให้การทำงานของตับ
ไต ผิดปกติ และอาจทำให้เสียชีวิตได้

5. การใช้ยาเกินขนาด ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร
การใช้ยาเกินขนาดส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะของร่างกาย เช่น ระบบประสาทส่วนกลาง (ทำให้

ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ) ระบบเส้นประสาท (ทำให้หูอื้อ หูตึง หูหนวก) ระบบทางเดินอาหาร (ทำให้เกิดแผลใน
กระเพาะอาหาร)

ใบงานที่ 2 รอบรู้เรื่องยา

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามที่กำหนดให้ถูกต้อง

ตัวอย่างสารเสพติด / ลักษณะอาการ
ประเภทการออกฤทธิ์
ตัวอย่างสารเสพติด ลักษณะอาการ

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

ประเภทกดประสาท ………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

ประเภทกระตุ้นประสาท ………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

ประเภทหลอนประสาท ………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….

………………………………………….………. ………………………………………….……….


………………………………………….………. ………………………………………….……….
………………………………………….………. ………………………………………….……….


ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน ………………………………………….………. ………………………………………….……….
………………………………………….………. ………………………………………….……….


………………………………………….………. ………………………………………….……….

ใบงานที่ 3 รอบรู้เรื่องยา

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามที่กำหนดให้ถูกต้อง

ใบงานที่ 4 รอบรู้เรื่องยา

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบคำถามที่กำหนดให้ถูกต้อง



แบบทดสอบ

ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
1. ข้อใดไม่ใช่สาเหตุของการติดยา 6. ข้อใดจัดเป็นสารเสพติดธรรมชาติ


ก. การเลือกซื้อยาราคาถก ก. เฮโรอีน มอร์ฟีน
ข. ยามีสีสันน่ารับประทาน ข. โคเคน ทินเนอร์
ค. การหลงเชื่อคำโฆษณา ค. เห็ดขี้ควาย กัญชา ฝิ่น
ง. การซื้อยาตามความนิยม ง. แอลเอสดี กาว แอมเฟตามีน
2. การติดยาชูกำลังเกิดจากสาเหตุใด 7. ยาเสพติดประเภทใดมฤทธิ์หลอนประสาท

ก. สาเหตุจากร่างกายมีอาการปวดเมื่อย ก. โคเคน
ข. สาเหตุจากร่างกายเกิดอาการง่วงซึม ข. กระท่อม
ค. สาเหตุจากร่างกายต้องการพลังงานทดแทน ค. เห็ดขี้ควาย

ง. สาเหตุจากการอ่อนเพลียเนื่องจากทำงานหนัก ง. แอมเฟตามีน
3. การใช้ยาแก้ง่วง เป็นสาเหตุสำคัญในการนำไปสู่การติด 8. สภาพครอบครัวในข้อใดนำไปสู่ปัญหาสารเสพติดใน
สารเสพติดประเภทใด ชุมชน
ก. ยาบ้า ก. สภาพครอบครัวที่อบอุ่น

ข. ยาแก้ปวด ข. สภาพครอบครัวที่แตกแยก
ค. ยาแก้แพ ้ ค. สภาพครอบครัวที่มีฐานะยากจน
ง. ยาสเตียรอยด์ ง. สภาพครอบครัวที่มีกิจกรรมร่วมกัน
4. ลักษณะอาการที่เกิดจากการใช้ยาลดความอ้วนเป็น 9. ข้อใดไม่จัดเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง

อย่างไร ก. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ก. รู้สึกง่วงอยู่ตลอดเวลา ข. มองโลกในแง่ร้าย
ข. หงุดหงิด เวียนศีรษะ ค. มีทักษะในการปฏิเสธ
ค. ใจสั่น ง่วงนอน ท้องผูก ง. ตระหนักในคุณค่าของตนเอง

ง. กระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา 10. ข้อใดมีความสำคัญที่สุดในการสร้างความเข้มแข็งและ
5. หากเกิดอาการแพ้ยา ควรปฏิบัติอย่างไร ป้องกันปัญหาสารเสพติด
ก. ลดปริมาณยาลงจากเดิม ก. ชุมชน

ข. เปลี่ยนยาทันทีที่รู้ว่าแพ ้ ข. โรงเรียน
ค. ซื้อยาแก้แพ้มารับประทาน ค. ครอบครัว
ง. หยุดใช้ยาทันทีและจดชื่อยาไว้ ง. หน่วยงานภาครัฐ
เฉลย

1. ข 2. ง 3. ก 4. ข 5. ง 6. ค 7. ค 8. ข 9. ข 10. ค

แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน
ประกอบหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 แผนการเรียนรู้ที่ 1
คำชี้แจง ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียน และการปฏิบัติงานของนักเรียน แล้วขีด / ให้คะแนนลงในช่อง ที่ตรง

กับพฤติกรรมของนักเรียน
คุณลักษณะที่ประเมิน
ความสนใจ ความ ความมี ความรับ การตรงต่อ สรุปผล

และ ซื่อสัตย์ ระเบียบ ผิด เวลาในการ การประเมิน

เลขที่ ใฝ่รู้ ชอบ ทำงาน
ใฝ่เรียน ต่องาน
3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 15 ผ่าน/ไม่ผ่าน

1
2

3
4
5

6
7
8

9
10
11

12
13

14
15
16

17
18
19

20
21
22

23
24

25
26

27
28

29
30

31
32
33

34
35
36

37
38

39
40


เกณฑ์การประเมิน ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินต้องได้คะแนน 12 คะแนนขึ้นไป ถือว่าผ่าน




ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(…………........…………………………………..)

แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล


ชื่อ ชั้น เลขที่
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่องที่
ตรงกับระดับคะแนนที่กำหนด

ระดับคะแนน
ลำดับที่ รายการประเมิน
3 2 1

1 การแสดงความคิดเห็น
2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

3 การทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
4 ความมีน้ำใจ
5 การตรงต่อเวลา
รวม


ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน



เกณฑ์การให้คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน

ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน

เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ

12 - 15 ดี
8 - 11 พอใช้
ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง

แบบแสดงความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อแบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจ
ื่
คำชี้แจง ขอให้ท่านผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อแบบทดสอบการอ่านเพอความเข้าใจ
โดยใส่เครื่องหมาย ( ✓) ลงในช่องความคิดเห็นของท่านพร้อมเขียนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการนำไป
พิจารณาปรับปรุงต่อไป
+1 คือ แน่ใจ ว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้/วัตถุประสงค์ที่กำหนด


0 คือ ไม่แน่ใจ ว่าข้อสอบนั้นสอดคล้องกับตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้/วัตถุประสงค์ที่กำหนด

-1 คือ แน่ใจ ว่าข้อสอบนั้นไม่สอดคล้องกับตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้/วัตถุประสงค์ที่กำหนด



ความคิดเห็น
รายการขอความคิดเห็น ไม่

เหมาะสม ไม่แน่ใจ เหมาะสม ข้อเสนอแนะ

1 0 -1


1. ความสอดคล้องเหมาะสมกับหลักสูตร
2. ความสอดคล้องเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา

3. ความสอดคล้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
4. ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและ

ปัญหา
5. ความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน

6. ความเหมาะสมของเนื้อหา
7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร

8. ความเหมาะสมของการใช้ภาษา
9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรียน

10.ความเหมาะสมของรูปแบบ



ขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่ง
............................................

(..............................................)

ตารางวิเคราะห์ความสอดคล้องของข้อสอบกับตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้/วัตถุประสงค์

วิชา....................................................................


คะแนนความเห็นของ สรุปผล

ตัวชี้วัด/ ข้อสอบข้อที่ ผู้เชี่ยวชาญ รวม IOC

ผลการเรียนรู้ คนที่1 คนที่2 คนที่3

9.บันทึกหลังจัดการเรียนรู้

9.1 ผลความรู้ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน (K)












9.2 กระบวนการ/สมรรถนะ (P)










9.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน (A)














ลงชื่อ............................................................ ลงชื่อ............................................................
(...................................................) (...................................................)
ครูผู้สอน หัวหน้ากลุ่มสาระฯ


Click to View FlipBook Version