การวเิ คราะห์คุณสมบตั ขิ องกากกาแฟและใบมะละกอเพอ่ื นำมาพัฒนาเป็นสบู่
Analysis of coffee grounds' properties and papaya leaves'
for developing into soap
โดย
นางสาวชนญั ธดิ า ชนะผล
รหสั นกั ศึกษา 6201109001001
นางสาวศุภสุตา ร่มวิเชยี ร
รหสั นักศกึ ษา 6201109001011
กล่มุ เรยี น 62017.151 เคมี
อาจารย์ทีป่ รึกษา : ผูช้ ว่ ยศาสตราจารยน์ ภาพร รตั นาถ
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
สาขาวิชาเคมี คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี
การวเิ คราะห์คุณสมบตั ขิ องกากกาแฟและใบมะละกอเพอ่ื นำมาพัฒนาเป็นสบู่
Analysis of coffee grounds' properties and papaya leaves'
for developing into soap
โดย
นางสาวชนญั ธดิ า ชนะผล
รหสั นกั ศึกษา 6201109001001
นางสาวศุภสุตา รม่ วิเชยี ร
รหสั นักศกึ ษา 6201109001011
กล่มุ เรยี น 62017.151 เคมี
อาจารย์ทีป่ รึกษา : ผูช้ ว่ ยศาสตราจารยน์ ภาพร รตั นาถ
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
สาขาวิชาเคมี คณะครศุ าสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี
ก
กติ ติกรรมประกาศ
ในการศึกษาและจัดทำโครงการวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีเนื่องจากได้รับความ
ชว่ ยเหลอื และสนับสนุนจากผู้เกย่ี วข้องหลายฝ่าย ผ้วู จิ ยั ใคร่ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ นภาพร รัตนาถ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการวิจัย
ที่คอยให้คำปรึกษา แนะนำให้ข้อเสนอแนะตลอดจนติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงาน
และตรวจแก้ไขขอ้ ผดิ พลาด
ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.อุบลทา สมมารถ ที่สละเวลาเป็นกรรมการสอบวิจัย
และชี้แนะแนวทางในการแกไ้ ขปรบั ปรงุ งานวิจยั ให้สมบูรณย์ ่ิงขน้ึ
ขอขอบคุณ คุณรัตติญา มังกรฤทธิ์ และคุณนลินี รักเพชร นักวิทยาศาสตร์สาขาเคมี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีที่ให้ความรู้และข้อมูลในการทำวิจัย รวมถึงอำนวยความสะดวก
ในดา้ นสารเคมี เคร่ืองมืออุปกรณใ์ นการทำวจิ ัยในครั้งนี้
ขอขอบคุณสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ทเี่ อ้อื เฟื้อสถานทใี่ นการปฏิบตั ิงานวิจยั สบื ค้นขอ้ มูล และอำนวยความสะดวกในการนำเสนองานวจิ ยั
ขอขอบคุณร้านกาแฟ Sipster Roaster จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ได้มอบกากกาแฟ
เพอื่ ใช้ในการวิจัย
ขอขอบคุณหอพักราชพฤกษ์วิลเลจ จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี ที่ได้มอบใบมะละกอเพ่ือใชใ้ นการวิจยั
ขอขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่คอยให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือด้วยดีมาโดยตลอด
สดุ ทา้ ยน้ขี อขอบคุณพระคุณ บดิ า มารดา พ่ี ๆ และน้อง ๆ ท่ไี ดใ้ หค้ ำแนะนำให้กำลังใจและสนับสนุน
ในการเรยี นจนทำให้การวจิ ัยคร้ังน้สี ำเร็จลลุ ว่ งไปไดด้ ้วยดี
ชนญั ธดิ า ชนะผล
ศภุ สุตา รม่ วเิ ชยี ร
ข
หวั ข้อวิจัย การวเิ คราะห์คุณสมบตั ิของกากกาแฟและใบมะละกอเพ่ือนำมาพัฒนา
ผดู้ ำเนินการวจิ ัย เปน็ สบู่
อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา นางสาวชนญั ธิดา ชนะผล
นางสาวศภุ สุตา รม่ วิเชียร
ปีการศกึ ษา ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารยน์ ภาพร รัตนาถ
สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธ์ านี
2564
บทคดั ยอ่
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกากกาแฟ ได้แก่
การหาความชื้น ปริมาณน้ำมัน กรดไขมันอิสระ ค่าสะพอนิฟิเคชั่น และวิเคราะห์องค์ประกอบ
ทางเคมีของใบมะละกอ ได้แก่ การหาความชื้น ผลร้อยละการสกัด การหาปริมาณสารต้าน
อนุมูลอิสระของใบมะละกอ ได้แก่ วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน การหาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
ของใบมะละกอ โดยวธิ ี DPPH การวิเคราะหโ์ ครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอโดยเทคนคิ FTIR
ด้วยวิธี ATR และพัฒนาสูตรสบู่เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟ
และใบมะละกอ โดยการเก็บตัวอย่างกากกาแฟและใบมะละกอจากบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏ
สุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยทำการสกัดกากกาแฟด้วยตัวทำละลายเฮกเซนในตู้เขย่าแบบควบคุมอุณหภู มิ
และสกัดใบมะละกอด้วยตัวทำละลายเอทานอลใช้วิธีการสกัดแบบแช่หมัก ผลการศึกษาพบว่า
กากกาแฟมีปริมาณความชื้นเท่ากับ 36.86% และใบมะละกอมีปริมาณความชื้นเท่ากับ 17.52%
ปริมาณน้ำมันกากกาแฟเท่ากับ 10.89% และผลร้อยละของสารสกัดใบมะละกอเท่ากับ 4.35 การ
วิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำมันกากกาแฟ พบว่า ปริมาณกรดไขมันอิสระเท่ากับ 3.46
ค่าสะพอนิฟิเคชั่น เท่ากับ 82.64 mg KOH/g และใบมะละกอ พบว่า ปริมาณวิตามินซีมีค่าเท่ากับ
296.66 mg/100g น้ำหนักแห้งของสารตัวอย่าง ปริมาณเบต้าแคโรทีน เท่ากับ 20.45 mg/100g
นำ้ หนักแห้งของสารตวั อยา่ ง และฤทธิ์การตา้ นอนุมลู อิสระของใบมะละกอ เท่ากบั 14.18
นอกจากนี้การวิเคราะห์โครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอด้วยเทคนิค Fourier
Transform Infrared Spectrophotometry (FTIR) โดยวิธี Attenuated Total Reflection (ATR)
พบหมู่ฟังก์ชันที่สำคัญของกากกาแฟคือ กรดไขมันไลโนเลอิกและคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในกาก
กาแฟ ส่วนในใบมะละกอ พบหมู่ฟังก์ชันที่สำคัญคือ วิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ส่วนการพัฒนาสูตร
ค
สบู่จากน้ำมนั กากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ มีจำนวน 4 สตู ร พบวา่ สูตรที่ 3 เปน็ สบู่ทีด่ ีทส่ี ุดจาก
สูตรสบู่ทั้ง 4 ความพึงพอใจของอาสาสมัครในด้านคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ พบว่า มีความพึงพอใจ
ในรูปลักษณ์ความสวยงาม กลิ่นหอม และสีสันสวยงาม ในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พบว่า
พึงพอใจในเรื่องการทำให้ผิวสะอาด สดชื่น ปริมาณการเกิดฟอง และมีเนื้อสัมผัสของสบู่ที่เหมาะสม
การประเมนิ ความพงึ พอใจโดยภาพรวมมคี วามพึงพอใจในระดบั มาก
คำสำคญั : กากกาแฟ ใบมะละกอ สารตา้ นอนุมลู อิสระ FTIR
ง
Research Title Analysis of coffee grounds' properties and papaya leaves'
Author for developing into soap
Research Advisor Miss Chanuntida Chanaphol
Miss Supasuta Romwichean
Academic Year Asst.Prof. Napaporn Rattanat
Chemistry Program, faculty of Science and Technology,
Suratthani Rajabhat University
2021
ABSTRACT
The objective of this research was to analyze the chemical's properties
of coffee grounds, such as moisture content determination, oil content, free fatty acid,
and saponification value. The chemical composition of papaya leaves was analyzed,
including moisture determination, extraction percentage, determination of antioxidant
content of papaya leaves such as vitamin C and beta-carotene, and determination
of antioxidant activity of papaya leaves by the DPPH method. Structural analysis
of coffee grounds and papaya leaves was carried out using the FTIR technique using
the ATR method and soap formula development to assess user satisfaction with coffee
grounds and papaya leaf soap products. The process of collecting samples of coffee
grounds and papaya leaves was from the Surat Thani Rajabhat University area.
The researcher extracted coffee grounds with hexane solvent in a temperature-
controlled shaker and then extracted the papaya leaves with ethanol solvent using
the immersion fermentation method. The results showed that coffee grounds'
moisture content was 36.86% and papaya leaf moisture content was 17.52%. Coffee
ground oil content was 10.89% and papaya leaf extract was 4.35. The analysis of coffee
grounds oil properties revealed that the free fatty acid content was 3.46,
the saponification value was 82.64 mg KOH/g, and the papaya leaf was found to have
a vitamin C content of 296.66 mg/100g dry weight of the sample. The betacarotene
จ
content was 20.45 mg/100g dry weight of the sample, and the antioxidant activity of
papaya leaves was 14.18.
In addition, structural analysis of coffee grounds and papaya leaves by Fourier
Transform Infrared Spectrophotometry (FTIR) by the Attenuated Total Reflection (ATR)
method showed that the important functional groups of coffee grounds were linoleic
acid and caffeine, which is an important substance in coffee grounds, while for papaya
leaves, the key functional groups were Vitamin C and betacarotene. Four soap formulas
were developed using coffee ground oil and papaya leaf extract. It was found that
formula 3 was the best soap out of the 4 soap formulas. The satisfaction of the
volunteers in terms of product characteristics was found to be satisfied with the
appearance, fragrance, and color of the product quality. It was found that the skin was
clean, fresh, and just the right amount of foamy. and the texture of the soap is suitable.
The overall satisfaction assessment showed a high level of satisfaction.
Keywords: coffee grounds, papaya leaves, antioxidant, FTIR
ฉ
สารบญั
หน้า
กติ ติกรรมประกาศ............................................................................................................................ ก
บทคัดย่อ........................................................................................................................................... ข
Abstract........................................................................................................................................... ง
สารบัญ............................................................................................................................................. ฉ
สารบัญตาราง...................................................................................................................................ฌ
สารบญั รูปภาพ.................................................................................................................................ญ
บทท่ี 1 บทนำ....................................................................................................................................1
1.1 ความเปน็ มาและความสำคัญ ...................................................................................................1
1.2 วตั ถุประสงค์............................................................................................................................2
1.3 ขอบเขตการวจิ ัย......................................................................................................................2
1.4 สถานท่ีทำวจิ ยั .........................................................................................................................2
1.5 ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รับ.......................................................................................................2
1.6 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ.....................................................................................................................2
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง..................................................................4
2.1 การสกัด...................................................................................................................................4
2.2 กาแฟ.......................................................................................................................................5
2.3 มะละกอ ..................................................................................................................................9
2.4 ความช้ืน ............................................................................................................................... 12
2.5 สะพอนฟิ ิเคชน่ั .................................................................................................................... 12
2.6 กรดไขมนั อิสระ..................................................................................................................... 13
2.7 วิตามินซี ............................................................................................................................... 13
2.8 เบตา้ แคโรทนี ........................................................................................................................ 15
2.9 อนมุ ลู อิสระ .......................................................................................................................... 16
ช
สารบัญ (ต่อ)
หนา้
2.10 สารต้านอนุมลู อสิ ระ .......................................................................................................... 16
2.11 การวเิ คราะหฤ์ ทธิ์ต้านอนุมูลอสิ ระ...................................................................................... 17
2.12 สบู่ .................................................................................................................................... 20
2.13 เทคนคิ UV-Vis Spectrophotometry ............................................................................ 21
2.14 เทคนิค Fourier Transform Infrared Spectrometry ................................................... 24
2.15 งานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้อง ............................................................................................................ 25
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนินงานวิจยั ....................................................................................................... 34
3.1 สารเคมี อปุ กรณแ์ ละเคร่ืองมือ.............................................................................................. 34
3.2 ขั้นตอนการทดลอง ............................................................................................................... 36
บทท่ี 4 ผลการวิจยั และอภิปรายผล .............................................................................................. 41
4.1 การหาปริมาณความชืน้ ....................................................................................................... 41
4.2 การหาปรมิ าณน้ำมันกากกาแฟ............................................................................................. 41
4.3 การหาผลรอ้ ยละของสารสกดั ใบมะละกอ ............................................................................. 42
4.4 การวเิ คราะห์คุณสมบัติของน้ำมันกากกาแฟ ......................................................................... 43
4.5 การวิเคราะห์คณุ สมบตั ิของสารสกัดจากใบมะละกอ ............................................................ 43
4.6 การวิเคราะหโ์ ครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอด้วยเทคนคิ FTIR ............................... 46
4.7 คุณสมบัตทิ างกายภาพของสบู่น้ำมนั กากกาแฟและสารสกดั ใบมะละกอ ............................... 49
4.8 ความพงึ พอใจของอาสาสมคั รต่อสบู่ ..................................................................................... 50
ที่ 5 สรุปผลการวจิ ัยและข้อเสนอแนะ........................................................................................... 53
5.1 สรปุ ผลการวจิ ยั ..................................................................................................................... 53
5.2 ขอ้ เสนอแนะ......................................................................................................................... 55
ซ
สารบญั (ตอ่ )
หน้า
เอกสารอา้ งองิ ................................................................................................................................ 56
ภาคผนวก....................................................................................................................................... 59
ประวตั ิผู้วิจัย................................................................................................................................... 64
ฌ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
ตารางท่ี 3.1 สารเคมี................................................................................................................... 34
ตารางท่ี 3.2 เคร่ืองมือ................................................................................................................. 35
ตารางที่ 3.3 อุปกรณ์ทีใ่ ชใ้ นหอ้ งปฏิบตั ิการ ................................................................................. 35
ตารางท่ี 3.4 อตั ราส่วนของน้ำมันจากกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอในการทำสบู่ ................ 39
ตารางท่ี 4.1 แสดงปริมาณความช้นื ของกากกาแฟ ...................................................................... 41
ตารางที่ 4.2 แสดงผลร้อยละของน้ำมันกากกาแฟ....................................................................... 42
ตารางที่ 4.3 แสดงคุณสมบตั ิของใบมะละกอ............................................................................... 42
ตารางท่ี 4.4 แสดงคุณสมบัติทางเคมีของกากกาแฟ ................................................................... 43
ตารางที่ 4.5 ปรมิ าณวิตามนิ ซีในใบมะละกอ ............................................................................... 44
ตารางที่ 4.6 คา่ การดูดกลืนแสงที่ 517 nm ของสารสกดั ใบมะละกอ.......................................... 45
ตารางท่ี 4.7 ข้อมลู FTIR spectrum โดยวิธี ATR ของกากกาแฟและใบมะละกอ ...................... 47
ตารางที่ 4.8 คณุ สมบตั ทิ างกายภาพของสบู่น้ำมนั กากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ ................. 49
ตารางที่ 4.9 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผ้ปู ระเมนิ ความพึงพอใจโดยแยกเพศ ......................... 50
ตารางท่ี 4.10 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผู้ประเมินความพงึ พอใจตามอายุ .............................. 50
ตารางท่ี 4.11 ค่าเฉลย่ี ความพึงพอใจของอาสาสมัครในการใชส้ บู่................................................ 51
ตารางที่ 4.12 แสดงความคิดเหน็ จำนวนและร้อยละของผูแ้ สดงความคิดเหน็ .............................. 52
ญ
สารบัญรปู ภาพ
รูปภาพ หน้า
ภาพที่ 2.1 ปฏิกิริยาสะพอนฟิ เิ คชน่ั ............................................................................................. 12
ภาพท่ี 2.2 ปฏกิ ิรยิ ากรดไขมันอิสระ............................................................................................ 13
ภาพที่ 2.3 โครงสร้างของวิตามนิ ซี .............................................................................................. 15
ภาพที่ 2.4 โครงสร้างของเบต้าแคโรทนี ...................................................................................... 16
ภาพที่ 2.5 UV-Vis Spectrophotometer................................................................................. 21
ภาพท่ี 2.6 องคป์ ระกอบของเคร่ือง UV-Vis Spectrophotometer........................................... 22
ภาพท่ี 2.7 FTIR Spectrophotometer..................................................................................... 24
ภาพท่ี 2.8 แผนผังการทํางานของเครื่อง Fourier Transform Infrared Spectrometer .......... 25
ภาพท่ี 4.1 กราฟมาตรฐานความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งค่าการดดู กลนื แสงกับ conc. Ascorbic acid .. 44
ภาพที่ 4.2 กราฟมาตรฐานความสมั พันธ์ระหวา่ งคา่ การดูดกลนื แสงกบั ความเขม้ ข้นของสารละลาย
มาตรฐานเบต้าแคโรทีน............................................................................................................... 45
ภาพท่ี 4.3 FTIR spectrum ของกรดไขมนั ไลโนเลอกิ ในกากกาแฟ............................................. 46
ภาพที่ 4.4 FTIR spectrum ของคาเฟอีนในกากกาแฟ............................................................... 46
ภาพท่ี 4.5 FTIR spectrum ของวติ ามินซีในกากกาแฟ .............................................................. 47
ภาพที่ 4.6 FTIR spectrum ของเบต้าแคโรทีนในกากกาแฟ....................................................... 47
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ทมี่ าและความสำคัญ
กาแฟเป็นเครื่องดืม่ ทีไ่ ด้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวติ ประจำวันของ
หลายๆคน ปัจจุบันพบว่า มีผู้ประกอบการหันมาประกอบธุรกิจการขายกาแฟกันเป็นจำนวนมาก
และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลังจากการชงกาแฟแล้วก็จะเหลือกากกาแฟ หากนำมารวมกัน
จะทำให้เหลือกากกาแฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการไม่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์
ของกากกาแฟ กากกาแฟเหลือทิ้งเหล่าน้ันถกู นำไปทิ้งโดยท่ีไม่ได้ใช้ประโยชน์และมปี ริมาณเพ่ิมข้ึนทุก
วัน ส่งผลทำให้ปริมาณขยะในประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้น จากการศึกษาองค์ประกอบและประโยชน์
ของกากกาแฟพบว่า กากกาแฟมีสรรพคุณต่างๆมากมาย เช่น ช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม ขจัดความ
หมองคลำ้ มีสารตา้ นอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย ขจดั สารพิษ และปกป้องผวิ จากมลภาวะตา่ งๆได้
มะละกอ เป็นพืชที่สามารถพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนใหญ่มักจะนำผลมะละกอ
มาประกอบอาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมาย แต่ใบมะละกอนั้นไม่เป็นที่นิยมสำหรับ
ผู้บริโภคในการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากการศึกษาประโยชน์และความสำคัญของใบมะละกอ
พบว่า ใบมะละกอมีสรรพคุณต่างๆมากมาย เช่น มีปริมาณวิตามินซี และวิตามินเอ ที่ทำให้ผิวขาวใส
มสี ารต้านอนมุ ลู อิสระ ขจดั เซลล์ผวิ ทตี่ ายแลว้ ลดการเกิดสวิ และรขู ุมขนอดุ ตนั เปน็ ต้น
สบู่ คือ สารเคมีที่เกิดจากการทำปฏิกิรยิ ากันระหวา่ งโซเดียมไฮดรอกไซด์และน้ำมนั ท่ีมาจาก
สตั วห์ รือพชื ปฏิกิรยิ าที่เกิดขึ้นนี้เรยี กว่า สะพอนฟิ ิเคช่ัน (Saponification) คุณสมบัติของสบู่หรือผลที่
ได้จากการสะพอนิฟิเคชั่นนี้ จะสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน และสามารถเก็บไขมันไว้ได้จึงมี
ประสิทธภิ าพในการทำความสะอาดได้เปน็ อยา่ งดี
ดังนั้นในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยต้องการศึกษา การสกัดและวิเคราะห์คุณสมบัติของกากกาแฟ
และใบมะละกอ เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตสบู่ และประเมินระดับความพึงพอใจจากผ้ใู ช้
ผลิตภัณฑ์สบู่ งานวิจัยนี้เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับกากกาแฟเหลือทิ้ง ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการ
กำจัดของเสยี ไดอ้ ย่างเหมาะสม และช่วยสรา้ งรายได้ในการนำใบมะละกอมาใช้ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุด
2
1.2 วตั ถุประสงคข์ องโครงการวิจัย
1. เพื่อสกัดนำ้ มนั จากกากกาแฟและสกดั ใบมะละกอ
2. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกากกาแฟ ได้แก่ การหาความชืน้ , ปริมาณน้ำมัน,
กรดไขมนั อิสระ และค่าสะพอนิฟเิ คชัน่
3. เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของใบมะละกอ ได้แก่ การหาความช้ืน
และผลร้อยละการสกัด
4. เพื่อหาปริมาณและฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระของใบมะละกอ ได้แก่ ปริมาณวิตามินซี,
ปรมิ าณเบตา้ แคโรทนี และฤทธิ์การตา้ นอนมุ ลู อสิ ระ (DPPH)
5. เพอ่ื วเิ คราะหโ์ ครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอโดยเทคนิค FTIR ด้วยวิธี ATR
6. เพื่อพัฒนาสูตรสบู่และประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟ
และใบมะละกอ
1.3 ขอบเขตของโครงการวิจัย
1. การหาความช้นื ของตัวอย่างกากกาแฟและใบมะละกอ
2. วเิ คราะห์องค์ประกอบทางเคมขี องสารสกัดจากกากกาแฟและใบมะละกอ
3. หาปริมาณและฤทธ์ขิ องสารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระดว้ ย UV-Visible Spectrophotometer
4. เพอ่ื พฒั นาสูตรและประเมินคุณสมบัติของสบู่
5. เพ่อื ประเมนิ ความพงึ พอใจจากผ้ใู ช้ผลิตภัณฑส์ บู่จากนำ้ มันกากกาแฟและใบมะละกอ
1.4 สถานที่ทำวจิ ยั
อาคารศนู ยว์ ทิ ยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี
1.5 ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั
1. ทราบการหาความชน้ื ของตัวอยา่ งกากกาแฟและใบมะละกอได้
2. ทราบองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากกากกาแฟและใบมะละกอได้
3. ทราบปริมาณและฤทธิ์ของสารต้านอนุมลู อิสระดว้ ย UV-Visible Spectrophotometer
ได้
4. พฒั นาสตู รและประเมินคุณสมบตั ิของสบู่ได้
5. ทราบความพึงพอใจจากผูใ้ ช้ผลติ ภณั ฑ์สบจู่ ากน้ำมนั กากกาแฟและใบมะละกอ
1.6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
กากกาแฟ หมายถงึ เศษทไี่ ด้จากการนำเมลด็ กาแฟไปค่ัวบด และชงดื่มเรยี บรอ้ ยแลว้ จากนัน้
จะถูกทิ้งหลังจากสกัดได้น้ำกาแฟแล้ว ทั้งน้ีกากกาแฟจะยังคงเหลือสารสำคัญ ส่วนใหญ่กากกาแฟ
มกั นิยมเอามาใช้ขัดหรอื พอกผวิ ท้งั ผวิ หนา้ และกาย ชว่ ยทำให้ผิวใสขน้ึ
3
ใบมะละกอ หมายถึง สว่ นประกอบของต้นมะละกอ เป็นพชื สมนุ ไพรทม่ี ีคณุ ค่าทางโภชนาการ
สรรพคณุ ทางยา วติ ามิน A, B, C, D และ E รวมทัง้ สารต้านอนมุ ลู อิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระ หมายถึง สารที่สามารถยับยั้งหรือชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ และยังเป็นสารประกอบสำคัญที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของ
ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4
บทท่ี 2
แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกีย่ วข้อง
2. ทฤษฎีทเี่ กี่ยวขอ้ ง
2.1 การสกดั
การสกัดสารจากพืชมีหลากหลายวิธี สามารถเลือกใชไ้ ดต้ ามความเหมาะสมของพชื ท่ใี ช้ ดงั นี้
1. การหมัก (Maceration Extraction-ME) วิธีการเป็นการนำสมุนไพรที่ผ่านการบดแล้ว
ใส่ลงในภาชนะปิดจากนั้นเติมด้วยด้วยตัวทำละลายที่ต้องการสกัดแล้วตั้งทิ้งไว้เป็นเวลา 3-7 วัน
หมั่นกวนหรือคนสารสกัดบ่อย ๆ เพื่อให้ได้สารสำคัญออกมาจากสารสกัด เมื่อครบกำหนดเวลาจึง
ค่อย ๆ กรองนำสารสกัดออก ถ้าต้องการให้ได้สกัดสารออกมาได้มากที่สุดอาจสามารถสกัดซ้ำได้
หลายครงั้
2. การใช้ตัวทำละลายให้ไหลผ่านผงสมุนไพร (Percolation Extraction) เป็นการ
สกัดแบบต่อเนื่องด้วยเครื่อง percolator โดยการนำสมุนไพรมาหมักกับตัวทำละลายให้พองตัวเต็มที่
พอชื้นประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อย ๆ ใส่ผงสมุนไพรไปทีละน้อย จากนั้นจึงเติมตัวทำละลายลงไปให้
สูงเหนือระดับสมุนไพร แล้วตั้งทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมงจากนั้นจึงไขเพื่อนำสารที่สกัดไว้ออกมา
แล้วจึงเติมตวั ทำละลายลงไปเชน่ เดิมเพอื่ สกดั ซำ้ ควรระวังอยา่ ให้ตัวทำละลายแหง้
3. การชง (infusion) เป็นการสกัดสมนุ ไพรโดยใช้ระยะเวลาชว่ งสั้น ๆ ร่วมกับการใช้นำ้ ร้อน
หรอื นำ้ เย็น
4. การตุ๋น (digestion) เป็นการสกัดสมุนไพรโดยใช้ความร้อนแต่ใช้ระยะเวลานานกว่า
การต้มโดยปรมิ าตรของตัวทำละลายอาจจะเหลอื เพียง 1 ส่วนจาก 3 สว่ น
5. การต้ม (decoction) เป็นการต้มเพื่อสกัดสมุนไพรที่ละลายในน้ำได้ดีและทนความร้อน
ได้ดี ต้มหลงั จากทน่ี ้ำเดอื ดไปอกี ประมาณ 15 นาที
6. Hot continuous extraction (Soxhlet extraction) เป็นการสกัดแบบต่อเนื่องโดยการ
ใช้ตัวทำละลายที่มีจุดเดือดต่ำร่วมกับการใช้ความร้อนเพื่อทำให้ตัวทำละลาย ในภาชนะบรรจุ
ตัวทำละลายระเหยขึ้นไปกระทบกับ condenser ด้านบนแล้วถูกควบแน่นกลั่นตัวลงมาในthimble
ที่บรรจุผงสมุนไพรไว้ (สมุนไพรไม่ได้สัมผัสกับโดยตรงแต่จะอยู่ใน thimble ซึ่งทำมาจากกระดาษ
กรองที่มีความแข็งแรงหรือพวก cellulose) โดยตัวทำละลายใน chamber จะเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับ
กาลักน้ำ และไหลกลับลงไปภาชนะบรรจุตัวทำละลายด้านล่าง จากนั้นตัวทำละลายจะระเหยขึ้นไป
กระทบกับ condenser แล้วถูกควบแน่นกลั่นตัวทำละลายลงมาใน thimble อีกครั้งซึ่งการสกัด
จะวนเวียนซ้ำไปเชน่ นเ้ี รอ่ื ย ๆ จนได้การสกดั ทส่ี มบูรณ์
5
7. Heat Reflux Extraction (HRE) เป็นการสกัดสาระสำคัญของสมุนไพรกับตัวทำละลาย
โดยใช้ความร้อนโดยจะสัมผัสกับความร้อนโดยตรงและถูกต้มให้ความร้อนจนเดือด จากนั้น
ตวั ทำละลายจะระเหยขนึ้ ไปด้านบน condenser แลว้ จะถูกควบแน่นกลบั ลงมาเพ่ือสกัดอย่างต่อเน่ือง
และวนเวียนเช่นน้ไี ปเรอ่ื ย ๆ จนไดก้ ารสกดั ท่ีสมบูรณ์ซึ่งสารสกัดจะเข้มขน้ ขนึ้
8. Ultrasound Extraction (UAE) หรือ Sonication เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
ในช่วง 20 กิโลเฮิรตซ์ ถึง 2,000 กิโลเฮิรตซ์ เพื่อทำให้เกิดการสั่นสะเทือนหรือเสียดสีกันเป็น
ความร้อนทำให้เกดิ การสกัดและเกดิ การปลดปล่อยสารสำคญั จากสมุนไพรออกมา
9. Microwave Extraction (MAE) เป็นวิธีการสกัดโดยใช้คลื่นไมโครเวฟซึ่งเป็น
คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ซึ่งคล่นื น้ีจะเปลย่ี นไปเป็นความรอ้ นโดยการทำใหอ้ นุภาคหรอื โมเลกลุ ท่ีมีข้ัวเสียดสี
กันและเกิดความร้อนขึ้นหรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อนำสารที่จะสกัดไปวางอยู่ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
และด้วยคุณสมบัติความเป็นขั้วของโมเลกุลภายในสารที่จะสกัดจะเกิดแรงต้านการเคลื่อนที่หรือ
เสยี ดสกี นั ทำให้เกดิ ความรอ้ นข้นึ ซง่ึ มีผลตอ่ เซลล์พืชและเกิดการสกัดออกมาของสารสำคัญ
วิธีการสกัดแต่ละแบบที่ได้ยกตัวอย่างมานั้นจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป
ในการเลอื กใช้สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม
การเลือกตวั ทำละลายในการสกัด
เนื่องจากสารประกอบพืชมีมากมายหลายชนิดและมีคุณสมบัติแตกต่างกัน การเลือก
ตัวทำละลายที่จะให้ได้สารทุกกลุ่มที่ต้องการจึงทำได้ยาก การสกัดจะได้ผลดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ
การคัดเลือกตัวทำละลายที่เหมาะสม โดยสารละลายตัวทำละลายที่เหมาะสม โดยสารละลาย
และตัวทำละลายมีคุณสมบัติความมีขั้วคล้ายคลึงกันและสารละลายที่ต้องการออกมามากสุด
ในขณะที่สารละลายที่ไม่ต้องการออกมาน้อยที่สุด ตัวทำละลายที่ดีควรมีคุณสมบัติดังน้ี
คือเป็นตัวทำละลายที่ละลายสารที่ต้องการสกัดได้ ไม่ระเหยง่ายหรือยากเกินไป ไม่ทำปฏิกิริยา
กับองค์ประกอบสำคัญในพืชท่ีสกัดนอกเหนือจากท่ีต้องการจะใหเ้ ป็น ไม่เปน็ พิษต่อร่างกาย (อารีรัตน์
, 2560)
2.2 กาแฟ
2.2.1 ข้อมูลทางพฤกษศาสตรข์ องกาแฟ
วงศ์ (Family) : Rubiaceae
จนี ัส (Genus) : Coffea
สปชี สี ์ (Species) : C. Canephora
ชอ่ื สามญั (Common name) : Robusta Coffee
ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) : Coffea robusta Pierre ex Froehner L.
6
กาแฟ เป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางสู งประมาณ
3-5 เมตร กาแฟจะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ แต่หลัก ๆ ที่นิยมปลูกและจำหน่ายกันทั่วโลก
มีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์อาราบิก้า (Coffea Arabica) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันอย่าง
แพร่หลาย โดยผลผลิตของการแฟพันธุ์อาราบิก้าคิดเป็นร้อยละ 75-80 ของผลผลิตของกาแฟทั่วโลก
ส่วนอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่มีผลผลิตประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตกาแฟทั่วโลก คือ พันธุ์โรบัสต้า
(Coffea canephora) ซงึ่ มีรสชาตแิ ละความเข้มของรสกาแฟแตกต่างจากอาราบิก้า โดยโรบัสต้าจะมี
ความเข้มของกาแฟที่มากกว่าอาราบิก้า รวมถึงยังมีปริมาณของคาเฟอีนที่มากกว่าอีกด้วย โดยทั่วไป
แลว้ กาแฟมลี กั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ดังตอ่ ไปนี้
ราก
กาแฟมีรากแก้ว และมีรากแขนงแตกออกจากรากแก้ว ประมาณ 4 ถึง 8 ราก รากแขนง
จะมีรากฝอย และจากรากฝอยจะมีรากแตกออกมาอีกเป็นรากสำหรับดูดอาหาร รากชนิดนี้มีจำนวน
ประมาณ 60 ถงึ 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ จะแผก่ ระจายในระดับผิวดินลึกประมาณ 20 เซนติเมตร
ใบ
ลักษณะเปน็ ใบเดี่ยว ก้านใบสน้ั โคนใบและปลายใบเรียวแหลม ตรงกลางใบกวา้ ง ผิวใบเรียบ
นุ่มเป็นมัน ขอบใบหยักเป็นคลื่น ขนาดของใบขึ้นกับพันธุ์กาแฟ ใบจะเกิดที่ข้อเป็นคู่ตรงข้ามกัน
ส่วนปากใบอยดู่ า้ นท้องใบ แต่ละใบจะมีปากใบประมาณ 3 ลา้ นถงึ 6 ลา้ นรู ปากใบของกาแฟโรบัสต้า
มีขนาดเล็กกวา่ ปากใบของกาแฟอาราบิก้า แต่มีจำนวนมากกวา่ อายใุ บประมาณ 250 วัน
ลำตน้ และกิ่ง
ลำต้น (Main Stem) เป็นลำต้นเจริญเติบโตมาจากรากแก้ว มีลักษณะเป็นข้อและปล้อง
ในขณะที่กาแฟต้นยังมีขนาดเล็กจะเห็นได้ชัด โดยใบจะอยู่ตามข้อของลำต้น เมื่อต้นโตขึ้นใบ
จะรว่ งหล่นไป และโคนใบของกาแฟมีตา 2 ชนิด คือ ตาบนและตาล่าง ตาบนจะแตกก่ิงออกมาเป็นกิ่ง
แขนงที่ 1 (Primary Branch) เป็นก่งิ ลกั ษณะเป็นกิง่ นอนขนานกับพน้ื ดนิ มีข้อและปล้อง แตล่ ะข้อของ
กง่ิ แขนงนี้จะมีกลุ่มตาดอกทจ่ี ะติดดอกเป็นผลกาแฟต่อไป ส่วนตาล่างจะแตกออกเป็นก่ิงต้ัง (Sucker)
กิ่งตั้งจะตั้งตรงขึ้นไปเหมือนลำต้น ไม่ติดดอกผล แต่สามารถสร้างกิ่งแขนงที่สามารถให้ดอกผล
เรียกเป็นก่ิงแขนงที่ 1 เช่นกัน ก่ิงแขนงที่ 1 สามารถแตกก่ิงแขนงต่อไปได้อีกเป็นกิ่งแขนงที่ 2 และกิ่ง
แขนงที่ 2 สามารถแตกเป็นกิ่งแขนงที่ 3 ได้อีก กิ่งแขนงเหล่านี้จะเกิดในลักษณะเป็นคู่สลับเยื้องกัน
บนลำต้นหรือกิ่งตั้ง เมื่อมีการตัดลำต้นกาแฟ ตาล่างบนลำต้นจะแตกกิ่งตั้งขึ้นมา กิ่งตั้งจะแตก
เปน็ กิง่ แขนงที่ 1 กิง่ ที่ 2 และ 3 จากนั้นมีการสร้างดอกและผลกาแฟอีกต่อไป
ช่อดอกและดอก
ช่อดอก ช่อดอกจะมีลักษณะดอกเป็นกลุ่ม ๆ ตรงโคนใบบน ข้อของกิ่งแขนงที่ 1 , 2 หรือ 3
ช่อดอกแต่ละข้อมดี อก 2–20 ดอก ข้ึนอย่กู ับความอดุ มสมบรู ณข์ องตน้
7
ดอก ดอกกาแฟจะมีสีขาว มีกลิ่นหอม ลักษณะของดอกจะเป็นดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ
มกี ลีบดอก จำนวน 4 ถงึ 9 กลบี กลีบเลยี้ ง จำนวน 4 ถึง 5 ใบ มีเกสร 5 อัน รังไข่ 2 ห้อง แต่ละห้อง
ของรังไข่จะมีไข่ 1 ใบ ผลกาแฟจึงมี 2 เมล็ด ดอกกาแฟจะออกเป็นกลุ่มๆ บริเวณโคนใบบน
ข้อของกิ่งแขนงที่ 1 แขนงที่ 2 หรือ 3 กลุ่มดอกแต่ละข้อมีดอกจำนวน 2 ถึง 20 ดอก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
ความอดุ มสมบูรณ์ของต้นตา ดอกจะออกจากกิ่งแขนงจากข้อท่ีอยู่ใกล้ลำต้นออกไปหาปลายกิ่งแขนง
ปกตกิ าแฟจะออก ดอกตามขอ้ ของก่ิง ขอ้ ทอ่ี อกดอกผลแล้วในปีตอ่ ไปจะไม่ออกดอกและใหผ้ ลอกี
ผลและเมลด็
ผล ผลของกาแฟมีลักษณะคล้ายลูกหว้า รูปรี ก้านผลสั้น ผลดิบสีเขียว เมื่อเวลาผลสุก
จะมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง ผลของกาแฟจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ เปลือก (Skin) เนื้อ (Pulp) มีสีเหลือง
เมื่อสุกมีรสหวาน และกะลา (Parchment) จะห่อหุ้มเมล็ด ช่วงระหว่างเมล็ดกบั กะลา จะมีเยื่อบางๆ
หุ้มเมล็ดอยู่เรียกว่า เยื่อหุ้มเมล็ด (Silver Skin) ผลกาแฟแต่ละผลจะมี 2 เมล็ดประกบกัน
ด้านที่ประกบกันจะอยู่ด้านในมีลักษณะแบน มีร่องบริเวณกลางเมล็ด 1 ร่อง ส่วนด้านนอก
มีลักษณะโค้ง ลักษณะเมล็ดจะเป็นเดี่ยวหรือเมล็ดโทน (Pea Bean, Pea Berry) ในบางครั้ง
หากการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ จะทำให้ผลติดเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว ผลกาแฟมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว
รูปร่างกลมรีทั้งเมล็ด โดยมีร่องบริเวณกลางเม็ด 1 ร่อง (ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ; กรมวชิ าการเกษตร, 2559)
2.2.2 กากกาแฟ
กากกาแฟ คือเศษผงของกาแฟคั่วบดที่ผ่านการสกัดผา่ นนำ้ ร้อน การชงกาแฟสดนั้นจะไม่นำ
กากกาแฟที่ใช้แล้วมาชงซ้ำ เพราะจะทำให้รสชาติมีคุณภาพที่ต่ำลง ความหอมและคาเฟอีนที่ได้
ก็จะต่ำลงเช่นกัน กากกาแฟเหล่าน้ยี งั สามารถนำเอาไปทำให้เกดิ ประโยชน์ได้อกี มากมาย
2.2.3 สารสำคญั ในกากกาแฟ
จากการวิเคราะห์สารสำคัญที่เป็นส่วนประกอบอยู่ในกากกาแฟ พบว่า ประกอบไปด้วย
สารสำคญั หลายกลมุ่ เช่น โพลิแซคคาไรด์ กรดไขมนั โปรตีน คาเฟอีน สารประกอบฟีนอลและแร่ธาตุ
ต่าง ๆ โดยสารเหล่านี้อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ แหล่งปลูก ขั้นตอนการผลิต
และวิธีการสกัด เปน็ ตน้
โพลีแซคคาไรด์เป็นสารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งในโมเลกุลประกอบด้วยมอโนแซ็กคาไรด์
ท ี ่ เ ป ็ น ช น ิ ด เ ด ี ย ว ก ั น ( homopolysaccharide) เ ช ่ น เ ซ ล ล ู โ ล ส ห ร ื อ ต ่ า ง ช น ิ ด กั น
(heteropolysaccharide) หรือเฮมิเซลลูโลส ( hemicellulose) เช่น กาแล็กโทแมนแนน
(galactomannan) และอะราบิโนกาแล็กแทน (arabinogalactan) เป็นต้น โดยในกากกาแฟ
ประกอบไปด้วยโพลีแซคคาไรด์ทั้ง 2 ประเภท ประมาณร้อยละ 50 ต่อน้ำหนักแห้งกากกาแฟ
8
ซึ่งจะพบกาแล็กโทแมนแนนมากที่สุด การสกัดโพลีแซคคาไรด์จากกากกาแฟจะใช้วิธีการไฮโดรไลซิส
(hydrolysis) ดว้ ยกรดตัวอย่าง
โปรตีน ในกากกาแฟจะมีปริมาณโปรตีนโดยเฉลี่ยที่ 13.6 % w/w จากการวิเคราะห์
หาปริมาณโปรตีนโดยวิธี Kjeldahl ซึ่งเป็นวิธีคำนวณจากปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด
พบว ่าในก า ก กา แ ฟ ยั งม ีโ ปร ตีน เห ลื อ อ ยู ่ร ้ อย ล ะ 13.6 ต่อน้ำหนั ก กา ก ก าแ ฟ แ ห้ ง
ทั้งนี้ค่าที่ได้อาจมากกว่าความเป็นจริงเล็กน้อยจากปริมาณไนโตรเจนที่มาจากส่วนของคาเฟอีน
ไตรโกเนลลีน (trigonelline) เอมีนอิสระ (free amine) และกรดอะมิโน (Mussatto et al., 2011)
นอกจากโปรตีนแล้วในกากกาแฟยังมี 7 กรดอะมิโนอีกหลายชนิด จากรายงานพบมากถึง 17 ชนิด
โดยที่ลิวซีน (leucine) วาลีน (valine) และฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) จะพบปริมาณมากสุด
ค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 10.6-10.9, 6.0-6.8 และ0.5-6.7 (%protein) ตามลำดับ ซึ่งบางชนิดยังพบ
มากกว่าในถ่วั เหลือง เปน็ ตน้ (Campos-Vega et al., 2015)
ไขมัน ปริมาณน้ำมนั ที่มีในกากกาแฟจะอยู่ในช่วง 11-20 % w/w โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ
15 % w/w การสกัดน้ำมันจากกากาแฟ เริ่มต้นด้วยการใช้ตวั ทำละลายอินทรีย์ เช่น เฮกเซน อีเทอร์
ไดคลอโรมีเทน โดยวิธีการรีฟลักซ์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในอัตราส่วน กากกาแฟ : ตัวทำละลาย
100 g : 300 mL พบว่าร้อยละของน้ำมันที่ได้จากการสกัดด้วยเฮกเซน อีเทอร์ และไดคลอโรมีเทน
เท่ากับ 13.4 14.6 และ 15.2 % w/w โดย pH ของน้ำมันที่ได้เท่ากับ 6.8 , 4.7 และ 4.5 ตามลำดับ
ดังนั้นเฮกเซนจึงเป็นตัวทำละลายที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากให้ค่า pH ของน้ำมันที่สกัดได้เป็นกลาง
เหมาะกบั การนำไปใชป้ ระโยชนด์ ้านอน่ื ๆ มากทส่ี ดุ (Kondamudi et al., 2008)
สารประกอบฟีนอลเป็นสารที่พบตามธรรมชาติในพืชหลายชนิด โดยมีคุณสมบัติ
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) การวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอล (phenolic
compounds) ทั่วไปจะคำนวณจากน้ำหนักกรมั สมมลู ของกรดแกลลิก (gallic acid) ซึ่งในกากกาแฟ
พบสารประกอบฟีนอล ประมาณร้อยละ 1- 4 %GAE w/w หลังจากที่สกัดด้วยตัวทำละลาย
เช่น เอทานอล น้ำหรือสารละลายด่าง (1 % NaOH) และนำไปวัดปริมาณโดยเทคนิคสเปคโตร
โฟโตเมทรี สารประกอบฟนี อลทพ่ี บมากที่สุดคือ กรดคลอโรจีนิค (chlorogenic acid) (Pujol et al.,
2013) ปัจจุบันจะใชว้ ิธีการสกัดโดยวิธีการแยกสลายด้วยน้ำ (autohydrolysis) โดยใช้น้ำเป็นตัวสกดั
ในอัตราส่วน 15 mL/g SCG อุณหภูมิ 200 ◦C เวลา 50 นาที พบว่าได้สารประกอบฟีนอลเท่ากับ
40.36 mg GAE/g SCG และเมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีการต่าง ๆ
พบว่ามีค่าประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระดังนี้ คือ FRAP = 69.5 mg Fe(II)/g SCG,
DPPH = 28.15 mg TE/g SCG, ABTS = 31.46 mg TE/g SCG แ ล ะ TAA = 66.21 mg –TOC/g
SCG (Lina F.Ballesteros, 2017)
9
คาเฟอีน จัดเป็นสารที่สำคัญและเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟ โดยในกากกาแฟจะพบปริมาณ
คาเฟอีนเหลืออยู่ในช่วง 0.73-41.3 ug/ mg SCG extracts สามารถสกัดได้ด้วยตัวทำละลาย
เช่น เฮกเซน ไดคลอโรมีเทน เอทานอล โดยเทคนิค ultrasound และ soxhlet ปัจจุบันมีการ
ใช้เทคนิคขั้นสูงในการสกัดหรือสกัดเช่นเดียวกันกับน้ำมันคือ การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์
ในรูปของไหล ที่ความดัน 300 bar อุณหภูมิ 58.5 ◦C ทำให้ได้ปริมาณคาเฟอีน 41.3 ug/ mg SCG
extracts ม า ก ก ว ่ า ก า ร ใ ช ้ ต ั ว ท ำ ล ะ ล า ย อ ิ น ท รี ย ์ ด ั ง น ั ้ น ใ น อ ุ ต ส า ห ก ร ร ม ผ ลิ ต ก าแ ฟ
จึงนิยมใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของไหลในกระบวนการ decaffeinate ในการผลิตกาแฟ
ท่ปี ราศจากคาเฟอีน เป็นต้น (Campos-Vega et al., 2015)
แร่ธาตุในกากกาแฟประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด จากการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค
ICP-AES พบว่ากากกาแฟประกอบไปด้วยธาตุ K, P, Mg, Ca, Al, Fe, Mn, Cu, Zn, S, Cr โดยที่
K จะพบมากที่สุด 3549.0 mg/kg SCG (Mussatto et al., 2011) นอกจากนี้ในกากกาแฟยังมี
ปริมาณเถา้ โดยเฉล่ยี ประมาณ 0.4-1.6 % การทปี่ รมิ าณเถา้ มนี อ้ ยนัน้ กห็ มายความวา่ ในกากกาแฟน้ัน
อุดมไปด้วยคารบ์ อน ซ่ึงสามารถนำไปใชใ้ นประโยชน์ในดา้ นพลงั งานและการเกษตรเป็นต้น (รพพี รรณ
, 2560)
2.3 มะละกอ
2.3.1 ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของมะละกอ
ช่ือวิทยาศาสตร:์ Carica papaya L.
ชื่อสามญั : Papaya, Melan Tree, Paw Paw
ชื่ออ่ืน: ก้วยลา (ยะลา), แตงต้น (สตูล), มะก้วยเทศ (ภาคเหนอื ), มะเต๊ะ (มาเลย์-ปตั ตาน)ี ,
ลอกอ (ภาคใต้), บักหงุ่ (นครพนม-เลย)
วงศ:์ CARICACEAE
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีขนาดใหญ่ อายุหลายปี สูง 2-8 ม. ลำต้นตั้งตรงมักไม่แตกกิ่ง ไม่มีแก่น
ต้นอวบนำ้ มีรอยแผลเป็นของก้านใบที่หลดุ รว่ งไป มีนำ้ ยางสขี าวท่วั ลำต้น
ใบ
ใบเรยี งสลับรอบต้นบรเิ วณยอด ใบเด่ยี ว รูปฝ่ามือกว้าง ยาว 25-60 ซม. โคนใบเวา้ ปลายใบ
แหลม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 7-11 แฉก และจักฟันเลื่อย ก้านใบยาว 25-90 ซม. เป็นท่อกลวง
ยาว
ดอก
ดอกช่อสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ออกที่ซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ
ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายแยก
10
เป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. เกสรเพศผู้มี 10 อัน ดอกเพศเมีย
และดอกสมบรู ณเ์ พศออกเดี่ยวหรือ 2-3 ดอก กลีบดอก 5 กลบี ดอกมีขนาดใหญก่ วา่ ดอกเพศผู้
ผล
ผลเป็นผลสดรูปยาวรี ปลายแหลม ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียว ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เนื้อหนา
อ่อนนมุ่ รสหวาน มเี มล็ดมาก ลักษณะเมลด็ เป็นรูปไข่สนี ำ้ ตาลดำ ผิวขรุขระ มถี งุ เมือกหมุ้
2.3.2 สารสำคัญในใบมะละกอ
ใบมะละกอมีสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามิน A B1 C และ E โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และน้ำใบมีเอนไซม์ ที่สำคัญเรียกว่า ปาเปน ที่ช่วยย่อยอาหารโดยการ
สลายโปรตีนธรรมชาติ
วิตามินเอ คือ วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน มีส่วนประกอบสำคัญของคอร์เนีย จัดให้อยู่
ในหมวดของวิตามิน มีผลต่อการเจริญเติบโต การสร้างกระดูก และระบบสืบพันธุ์ รวมถึงป้องกัน
การติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ถูกค้นพบโดย ดร.อี.วี. แมคคอลลัม ( E.V. McCollum)
นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐอเมรกิ า ซึ่งเป็นวิตามินท่ีสามารถละลายได้ในไขมันตอ้ งใช้ไขมันและแร่ธาตุ
มาช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกายชนิดหนึ่ง ร่างกายไม่สามารถผลิต
ขึ้นมาเองได้ ปกติร่างกายมนุษย์จะมีการสะสมวิตามินเอไว้จากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไป
เมอื่ มีความจำเป็นจะตอ้ งใช้ จงึ จะดงึ ออกมาใชง้ าน
วิตามินบี1 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ (Water soluble vitamin) ถูกทำลายด้วยความร้อน
ถ้าอยู่ในสารละลายที่มีฤทธิ์เป็นด่างหรือเป็นกลาง และทนได้ถึง 120 ◦C ถ้าอยู่ในสารละลาย
ที่เป็นกรด ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์ไธอะมินได้จำเป็นต้องได้รับจากอาหารที่กิน
วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (l-ascorbic acid) หรือ
แอสคอร์เบต (ascorbate เป็นแอนไอออน [anion] ของกรดแอสคอร์บิก) เป็นวิตามินที่พบในอาหาร
และอาหารเสริมต่าง ๆ ใช้ป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นสารอาหารจำเป็นที่ใช้ซ่อมแซม
เนื้อเยื่อและผลิตสารสื่อประสาทบางอย่างโดยอาศัยเอนไซม์ จำเป็นในการทำงานของเอนไซม์หลาย
อย่างและสำคญั ตอ่ การทำงานของระบบภมู ิคุม้ กนั และยงั เป็นสารตา้ นอนมุ ลู อิสระด้วยเป็นสารอาหาร
จำเป็นสำหรับมนุษย์และสัตว์อื่นบางชนิดเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้แอสคอร์เบตจำเป็น
ในเมแทบอลิซมึ ของสัตว์และพชื ทุกชนิด สิ่งมีชวี ิตแทบทุกชนดิ สามารถสงั เคราะหไ์ ด้ ทส่ี ังเคราะห์ไม่ได้
ต้องไดจ้ ากอาหาร
วิตามินอี เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง ต้องได้รับจากภายนอกโดย
การรับประทานและดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน มีหลายชนิด
อาทิ แอลฟา เบตา แกมมา และเดลตา โดยชนดิ ที่มบี ทบาทมากในรา่ งกายมนษุ ย์คอื แอลฟา วิตามินอี
สามารถพบได้ในอาหารที่พวกเรารับประทานทั่วๆไป เช่น น้ำมันพืช เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว
11
ดอกทานตะวัน น้ำมันจมูกข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่ว เป็นต้น ร่างกายของคนเราต้องการวิตามินอี
ในปริมาณที่น้อยมาก คือ 10-15 IU/day ในคนปกติทั่วไปจะไม่มีภาวะขาดวิตามินอี
(จะพบภาวะขาดวิตามินอีได้ในคนที่มีปัญหาในการดูดซึมไขมันเนื่องจากไม่สามารถดูดซึมวิตามินอี
ซ่งึ เป็นวติ ามินท่ีละลายในไขมนั ไปใชไ้ ด้) และจะไม่พบภาวะวติ ามนิ อีสูงเกินจากการรับประทานอาหาร
ตา่ ง ๆ มากเกนิ ไป
โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายมนุษย์ และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ
ของเนือ้ เยือ่ ของร่างกายและยังสามารถทำหนา้ ท่ีเป็นแหล่งเชื้อเพลิงได้อีกดว้ ย ในฐานะท่ีเป็นเชื้อเพลิง
โปรตีนจะให้ความหนาแน่นของพลังงานมากพอๆกับคาร์โบไฮเดรต : 4 kcal (17 kJ ) ต่อกรัม;
ในทางตรงกันข้าม ไขมันให้ 9 กิโลแคลอรี (37 กิโลจลู ) ต่อกรัม ลักษณะที่สำคัญท่ีสดุ และการกำหนด
ลักษณะเฉพาะของโปรตนี จากมุมมองทางโภชนาการคือองค์ประกอบของกรดอะมิโน
คาร์โบไฮเดรต คือสารอาหารหลักชนิดหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย
อาหารส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและสารอาหารหลักชนิดอื่น ๆ อย่างไขมันและโปรตีน
ในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรตที่พบในอาหารแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ น้ำตาล แป้ง
และเส้นใยอาหาร
แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย โดยร้อยละ 99 ของแคลเซียมในร่างกาย
จะเป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน หน้าที่สำคัญ เช่น พัฒนาและสร้างความแข็งแรงให้กระดูก
และฟัน ควบคุมการทำงานของหลอดเลือด ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการเต้น
ของหัวใจ การส่งความรู้สึกไปตามเส้นประสาท การปลดปล่อยฮอร์โมน เป็นต้น ร่างกายจะมีกลไก
ที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล หากในเลือดมีระดับแคลเซียมต่ำ ร่างกาย
จะดึงแคลเซียมที่สะสมในกระดูกเพื่อรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือด ปกติร่างกายจะไม่สามารถ
สรา้ งแคลเซยี มข้ึนมาได้เอง จงึ ตอ้ งรบั ประทานเข้าไปเพ่ือทดแทนแคลเซียมที่ถูกนำไปใช้หรือถูกขับท้ิง
ออกจากร่างกาย ซึ่งถา้ รา่ งกายได้รับแคลเซียมไมเ่ พียงพอจะทำใหม้ ีความเสี่ยงทจ่ี ะเปน็ โรคต่าง ๆ
ฟอสฟอรัส เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นสารอาหารสามารถพบได้ท่ัวไปในอาหาร
ต่างๆ รวมไปจนถึงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือเครื่องด่ืม ที่อาจจะมีการใส่สารฟอสฟอรัส
ในรูปแบบของสารปรุงแต่งหรือสารกันบูด เพื่อช่วยยืดอายุของอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่เราจะบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และทำให้เกิด
ฟอสฟอรัสสะสมอยใู่ นเลือด
เหล็ก เป็นแร่ธาตุสำคัญชนิดหนึ่ง ในร่างกายของคนเรามีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ
ในเม็ดเลือดแดง สีแดงที่มองเห็นอยู่ในเม็ดเลือดคือสีที่เกิดจากธาตุเหล็กจับอยู่กับโปรตีน ชนิดหนึ่ง
เรียกว่า ฮีโมโกลบิน หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า ฮีม (heme) ธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าไป
จากอาหารนั้นจะกระจายไปอยู่ในไขกระดูก และถูกนำไปสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย
12
นำพาออกซิเจนในเลือดจากปอดไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ซึ่งร่างกายจะทำงานดีได้นั้น ต้องมีระบบ
การไหลเวียนของเลือดท่ีดี และมีเม็ดเลือดแดงเหล่าน้มี ากพอ
ปาเปน หรือเอนไซม์ปาเปน (Papain) เป็นเอนไซม์ที่พบมากในยางมะละกอในส่วนใบ ก้าน
และผลดิบซง่ึ ใชใ้ นการกรีดเอายางมะละกอเพ่ือสกัดปาเปน สายพันธ์ุมะละกอทสี่ ามารถผลติ น้ำยางสด
ได้สูงคือ สายพันธุ์จำปาดำและแขกดำ ปาเปนเป็นเอนไซม์ในกลุ่ม โ ปรติเอส (Protease)
ที่มีรหัส EC number คือ EC3.4.22.2 เป็น proteolytic enzyme สามารถย่อยโปรตีนที่มีขนาด
โมเลกลุ ใหญใ่ ห้เล็กลงได้อาจเรียกว่าเป็น vegetable pepsin ปาเปนจดั อยใู่ นกลุ่มโปรตีนที่มีกิจกรรม
หลากหลาย รวมไปถึง เอนโดเพปทิเดส อะมิโน เพปทิเดส ไดเพปทิดิลเพปทิเดส และเอนไซม์
ท่มี ีกิจกรรมทง้ั เอกโซและเอนโดเพปทเิ ดส (พิมพ์เพญ็ และ นธิ ยิ า, 2546)
2.4 ความชื้น
กระบวนการลดความชื้นในวัสดุสามารถทำได้โดยการอบแห้ง ซึ่งสวนใหญ่ใชการถ่ายเทความ
รอนไปยังวัสดุชื้นเพื่อไล่ความชื้นออกไปโดยการระเหย (สมชาติ, 2540) ซึ่งในการอบแหงวัสดุ
โดยทั่วไปจะใชอากาศร้อนเป็นตัวกลางในการอบแหง โดยการถ่ายเทความรอนจากอากาศไปยังวัสดุ
และการถ่ายเทมวลจากวัสดุไปยังอากาศรอน จะเกิดขึ้นพรอม ๆ กัน วัสดุจะแห้งได้มากหรือน้อยจะ
ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของมันด้วย ในการอบเมื่อทำให้ของเหลวในวัตถุดิบระเหยเป็นไอ จะได้ผลิตภัณฑ์
ของแข็งที่มีสัดส่วนของของเหลวต่ำลง ความชื้นมีผลต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงความร้อน
ของวัสดุดา้ นต่างๆ เชน่ จดุ หลอมเหลว จุดเดอื ด การนำความรอ้ น ความร้อนจำเพาะ
สูตรการคำนวณความช้ืน
รอ้ ยละความชนื้ = (น้ำหนกั ตวั อยนา่ ้ำงกหอ่นนักอตบัวอ−ยน่าง้ำกห่อนนักอตบวั อย่างหลงั อบ) × 100
2.5 สะพอนิฟิเคชัน่ (Sponification)
ปฏิกิริยาสะพอนิฟิเคชั่น เป็นปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสไขมันและน้ำมันด้วยเบส เป็นปฏิกิริยาท่ี
เกดิ จากไขมนั และน้ำมันกบั ดา่ ง เกดิ เกลือของกรดไขมนั (RCOO- Na+) ซึ่งก็คือสบกู่ ับกลเี ซอรอล ดังนี้
ภาพท่ี 2.1 ปฏกิ ิริยาสะพอนิฟิเคชนั่
ที่มา : http://nakhamwit.ac.th/pingpong_web/biochem_web/Lipid_03.htm
คำค้น saponification
13
ค่าสะพอนิฟิเคชั่น (saponification number) ใช้เป็นค่าที่ใช้ขนาดโมเลกุล หรือน้ำหนัก
โมเลกุลของกรดไขมันท่ีเป็นส่วนประกอบในโมเลกุลไตรกลีเซอไรด์ หากนำ้ มันทม่ี ีคา่ สะพอนิฟิเคชั่นสูง
แสดงว่ากรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำมาก
จึงมีจำนวนโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ต่อหน่วยน้ำหนักเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องใช้ด่าง
เป็นจำนวนมากในการไฮโดรไลซ์ ทำนองเดียวกันถ้าค่าสะพอนิฟิเคชั่นต่ำ แสดงว่ากรดไขมัน
ที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์มีน้ำหนักโมเลกุลมาก จึงมีจำนวนโมเลกุล
ของไตรกลีเซอไรด์ต่อหน่วยน้ำหนกั เปน็ จำนวนนอ้ ย ทำใหใ้ ช้ดา่ งน้อยในการทำปฏกิ ริ ิยา
2.6 กรดไขมันอสิ ระ
กรดไขมันอิสระ (free fatty acid) หมายถึงกรดไขมัน (fatty acid) ที่ไม่ได้รวม
อยู่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) โดยปกติ กรดไขมันซึ่งจัดเป็นลิพิด
(lipid) มักพบอยู่ในน้ำมันและไขมันท่ีใช้ปรุงอาหารบริโภค โดยจะรวมกันในรูปของไตรกลีเซอไรด์
(triglyceride) หากถกู แยกออกมาโดยการไฮโดรไลซ์ จะอยู่ในรูปของกรดไขมนั อสิ ระ
การเกิดกรดไขมันอิสระในอาหาร เป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของน้ำมันพืช (vegetable oil)
ไขมนั และน้ำมันทอดซำ้ รวมท้ังอาหารท่ีมีไขมันสงู ปริมาณกรดไขมันอิสระ เปน็ ต้นเหตุสำคัญของการ
เสื่อมเสียอาหาร (food spoilage) คือการเกิดกลิ่นผิดปกติ (off flavour) ที่เรียกว่า กลิ่นหืน
(rancidity) และทำใหค้ ่าความเปน็ กรด (acid value, AV) ของนำ้ มนั สงู ขึน้
ภาพท่ี 2.2 ปฏกิ ิริยากรดไขมันอิสระ
ท่ีมา : http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1537/free-fatty-acid
คำค้น กรดไขมันอิสระ
2.7 วติ ามินซี
2.7.1 ความหมายของวติ ามินซี
วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก ( Ascorbic acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ
วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่นใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด และวิตามินซี
ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ antioxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย
14
นอกจากนีย้ งั มสี ว่ นชว่ ยในการซ่อมแซมและการเจรญิ เตบิ โตของเน้ือเย่ือในร่างกาย ชว่ ยทำให้แผลหาย
เร็วขึ้น และมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ประโยชน์ของวิตามินซีที่กล่าวถึงกันมาก
คือ ป้องกนั หวดั
2.7.2 หนา้ ทีข่ องวิตามินซี
หน้าทขี่ องวติ ามนิ ซี มหี ลายประการจะกล่าวพอสังเขป
1. ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนและมิวโคโปรตีน โดยช่วยการทงานของเอนไซม์โพรลิล
(prolyl) และไลซิลไฮดรอกซีเลส (lysyl hydroxylase) ในการเติมหมู่ไฮดรอกซีให้กับกรดอะมิโนไล
ซีนแล ะโ พรลีนได้เป็นไฮดรอกซีไลซีนและไฮดรอกซี โ พรลีนที่เป็นส่วนประกอบในโมเล กุลของ
คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของเส้นเลือดฝอยผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ ถ้าขาดวิตามินซีทำให้เลือดออกตามไรฟันเกิดโรคลักปิดลักเปิด
(scurvy) เนื่องจากการสังเคราะห์โปรตีนคอลลาเจนไม่สมบูรณ์จึงมีผลต่อการสร้างเส้นเลือดฝอย
ที่มีความผิดปกติเปราะแตกง่าย คนไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เนื่องจากขาดเอนไซม์
L-gulono-g-lactone oxidase ท ี ่ เ ร ่ ง ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า เ ป ล ี ่ ย น 2-keto-l-gulonolactone ไ ป เ ป็ น
L-ascorbate จงึ ต้องไดร้ ับจากอาหาร
2. วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ สามารถให้อิเล็กตรอน 1 หรือ 2 อิเล็กตรอน
โดยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคือ เมื่อแอสคอร์แบตถูกออกซิไดส์จะเปลี่ยนไปเป็น
ascorbyl radical ซึ่งเป็น mono-oxidized form ที่เสถียรและความว่องไวในการทำปฏิกิริยาลดลง
ต่อมาascorbylr a d i c a l เปลี่ยนเป็นดีไฮโดรแอสคอร์แบต (dehydroascorbate; DHA)
ชึ่งเป็นรูปออกซิไดส์เต็มตัว ascorbyl radical และ DHA เป็นอนุมูลอิสระที่มีความว่องไวน้อย
ไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์เนื่องจากโครงสร้างเกิดresonance hybrid ทำให้อิเล็กตรอนเสถียรมากข้ึน
และทำหน้าทีต่ ้านอนุมลู อิสระที่เกิดจากการใช้ออกซิเจน โดยใหอ้ ิเล็กตรอนกบั อนุมลู ซุปเปอร์ออกไซด์
อนุมูลเปอร์ออกซิลและอนุมูลไฮดรอกซิลที่จะมาทำอันตรายต่อผนังเซลล์ ดังนั้นในร่างกาย
มีกระบวนการทำใหแ้ อสคอรแ์ บตท่ีอยู่ในรปู ออกซิไดส์ไมส่ ามารถให้อเิ ล็กตรอนได้ คือดีไฮโดรแอสคอร์
แบตและ ascorbyl radical กลับมาเป็นแอสคอร์แบตเพื่อให้อิเล็กตรอนแก่อนุมูลอิสระได้อีก
โดยอาศัยกลูตาไทโอน(glutathione) และเอนไซม์ 3 ชนิด ได้แก่glutathione-s-transferase,
thioredoxin reductase และa-hydroxysteroid dehydrogenase
3. วิตามินซีเป็นโคแฟคเตอร์ของเอนไซม์ออกซีจิเนส (oxygenase) โดยจะให้อิเล็กตรอน
ไปรีดิวซอ์ อกซเิ จน หรอื ทำให้ Cu2+ และ Fe2+ อยูใ่ นรปู รดี วิ ซ์ตลอด
15
ภาพที่ 2.3 โครงสรา้ งของวติ ามินซี
ทม่ี า : https://blog.3cgroup.co.th/vitamin-c-each-kind คำคน้ โครงสรา้ งวติ ามินซี
2.8 เบต้าแคโรทีน (-carotene)
2.8.1 ความหมายของเบตา้ คาร์โรทนี
เบต้าแคโรทีน (-carotene) เป็นหนึ่งในอนุพันธ์ของแคโรทีนอยด์ (carotenoid)
ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่คุณค่าสูง มีคุณสมบัติเป็นทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอัตรา
การกลายพันธุ์ของเซลล์และทำลายเซลล์มะเร็งที่ยอดเยี่ยม (มโนวิช และจันทรัตน์ , 2547)
เบต้าแคโรทีนพบมากในผักและผลไม้ที่มีรงควัตถุ (pigment) สีส้ม สีเหลือง สีแดง และสีเขียว
เบต้าแคโรทีนนั้นจัดเป็นสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งในทางเคมีจัดเป็นไฮโดรคาร์บอน หรือให้เจาะจง
คือ เทอร์พีนอยด์ (ไอโซพรีนอยด์) และมีความแตกต่างจากสารในกลุ่ มแคโรทีนชนิดอ่ืน
คือจะมีวงแหวนเบต้าท่ีท้ังสองปลายของโมเลกุล อีกทั้งเบต้าแคโรทนี ยังมีลักษณะเป็นสารประกอบที่
มีผลึกสีเข้ม ไม่ละลายน้ำแต่ละลายได้ในตัวทำละลายไขมัน และสามารถทนความร้อน กรด และด่าง
ได้ แต่สามารถถูกทำลายได้ง่ายโดยการออกซิไดซ์หรือได้รับความร้อนสูงมากๆ จากอากาศ แสงแดด
แสงอลั ตราไวโอเลต
2.8.2 หน้าทเ่ี บต้าแคโรทีน
ทำหน้าที่ปกป้องพืชจากรังสีอัลตราไวโอเลต ( UV) ในแสงแดดและสารก่อมะเร็ง
ในสิ่งแวดลอ้ ม ช่วยป้องกนั การก่อตวั ของอนุมูลอิสระท่ีเปน็ อนั ตราย และมีคณุ สมบัตเิ ป็น antioxidant
ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วยนอกจากนี้ยังพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอ
ความแก่ของเซลล์ผิวหนัง ลดริ้วรอย ช่วยทำให้ผวิ หนงั มีความชุ่มช้ืน (สุวรรณี, 2544) ปัจจุบันนยิ มใช้
มากในอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอางทำให้เบต้าแคโรทีนมีราคาค่อนข้างสูง (ประมวล, 2553)
อีกทั้งปัจจุบันผู้บริโภคต่างให้ความสนใจในสารสกัดจากธรรมชาติค่อนข้าง มาก
ดังนั้นการหากระบวนการสกัดสารเบต้าแคโรทีนอยด์จากวัสดุธรรมชาติจึงมีความสำคัญ นอกจากน้ี
16
เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ โดยที่ 1 โมเลกุลของเบต้าแคโรทีนจะสลายให้วิตามินเอ
2 โมเลกุลทำให้มกี ารนำมาผลิตเปน็ อาหารเสริม
ภาพท่ี 2.4 โครงสร้างของเบตา้ แคโรทีน
ทมี่ า : https://www.siamchemi.com/เบต้าแคโรทนี / คำค้น เบตา้ แคโรทนี
2.9 อนมุ ลู อสิ ระ
2.9.1 ความหมายของอนมุ ูลอิสระ
อนุมูลอิสระ (Free radicals) เป็นสารที่มีอิเล็กตรอนอิสระ (Unpaired electron)
อยู่ในวงนอกของอะตอมหรือโมเลกุลจึงมีความว่องไวในการเข้าทำปฏิกิริยาโดยรับอิเล็กตรอน
จากสารอื่น ๆใกล้เคียงยังผลให้ตนเองเสถียรขึ้น ในขณะเดียวกันก็ชักนำให้สารที่ให้อิเล็กตรอนไป
นั้นมีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่จนอาจกลายเป็นสารที่มีความรุนแรง ซึ่งถ้าเกิดขึ้นในระบบสิ่งมีชีวิต
อาจทำอันตรายกับส่วนประกอบสำคัญของเซลล์รอบ ๆ บริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน
คาร์โบไฮเดรต หรือดีเอ็นเอ ทำให้สารชวี โมเลกลุ เหล่านี้เกดิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและเสยี หนา้ ท่ี
การทำงาน ดงั นน้ั ในสภาวะทีม่ กี ารสรา้ งอนุมลู อิสระเปน็ จำนวนมากจะกอ่ ใหเ้ กิดการบาดเจบ็ ของเซลล์
ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ก่อให้เกิดพยาธิสภาพต่าง ๆ ได้เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรค Parkinson (Banerjee et al., 2005) โรค Alzheimer ไขข้ออักเสบ และต้อกระจก (Ames et
al., 1993) เป็นตน้
2.10 สารต้านอนุมลู อิสระ (Antioxidants)
2.10.1 ความหมายของสารต้านอนุมูลอสิ ระ
สารต้านอนุมูลอิสระ คือ สารปริมาณน้อยที่สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดปฏิกิริยา
ออกซิเดชันโดยอนุมูลอิสระชนิดต่าง ๆ ได้ (Halliwell et al., 1995) สารเหล่านี้มีกลไกการทำงาน
ต้านอนุมูลอิสระด้วยกันหลายแบบ เช่น ดักจับ (scavenge) อนุมูลอิสระโดยตรง ยับยั้งการสร้าง
อนุมูลอสิ ระหรือเข้าจบั (Chelate) กับเหลก็ ปอ้ งกนั การสร้างอนุมูลอสิ ระ เป็นตน้ ปกติร่างกายคนเรา
นั้นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติหลากหลายชนิดทั้งที่เป็นเอนไซม์ได้แก่ Superoxide
dismutase (SOD), Catalase (CAT), Glutathione peroxidase (GPX), Glutathione reductase
17
(GR), Glutathione S-transferase (GST) และไม่เป็นเอนไซม์ ได้แก่ Glutathione, Lipoic acid,
Ceruloplasmin, Albumin, Transferrin เป็นต้น เนื่องจากสารเหล่านี้มีจำนวนจำกัด ดังนั้นเมื่อใด
ก็ตามที่มีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นเกินกว่าจะกำจัดได้หมด อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
ดงั ทก่ี ลา่ วมาแลว้ นอกจากนีพ้ วกวติ ามนิ บางชนิด เช่น Tocopherols, Carotenoids, Ascorbic acid
รวมทั้งสารประกอบกลุ่ม Polyphenols ต่าง ๆ ซึ่งมีรายงานพบมากในพืช ผัก ผลไม้ทั่วไป
ยังจดั เป็นสารออกฤทธ์ิต้านอนุมลู อสิ ระจากแหล่งธรรมชาติท่ดี ีอีกกลมุ่ หนง่ึ (Sies, 1991)
แหล่งที่มาของสารต้านอนุมูลอิสระมี 2แหล่งได้แก่ สารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์
(synthetic antioxidants) และสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ( natural antioxidants)
ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์เกิดจากการกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีโดยเป็น
ส า ร ป ร ะ ก อ บ ฟ ี น อ ล ิ ก ไ ด ้ แ ก่ propylgallate, 2 - butylated hydroxyanisole, 3 - butylate
hydroxyanisole, BHT (butylated hydroxytoluene) แ ล ะ tertiary butylhydroquinone
สารสังเคราะหด์ ังกล่าว นิยมนำมาใช้ในอตุ สาหกรรมอาหารเพ่ือยับยั้งการเกดิ ปฏิกิริยาออกซิเดชันของ
ไขมันที่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารมีกลิ่น สีและรสชาติ สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสามารถพบ
ได้ในสิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์ซึ่งเป็นได้ทั้งเอนไซม์วิตามิน และสารอื่น ๆ ตัวอย่างของสารต้านอนุมูล
อิสระที่เป็นวิตามิน เช่น vitamin C (เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ไซโตพลาซึม) vitamin E
(เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เมมเบรน) และglutathione (เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันอันตราย
จากอนุมูลอิสระที่ไซโตพลาซึม และเมมเบรน) ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นเอนไซม์
ได้แก่ glutathione peroxidase (GPX), glutathione reductase และglutathione transferase
ซึ่งทำหน้าที่ทำให้โมเลกุลของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ( H2O2) เป็นออกซิเจนและน้ำ
ส่วนเอนไซม์superoxid dismutase (SOD) สามารถเปลี่ยน O2•- เป็น H2O2 สารต้านอนุมูลอิสระอื่น
ๆ ได้แก่ carotenoids และ ubiquinones เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถป้องกนอนุมูลอิสระ
ออกซิเจน ทั้งภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ ในภาวะปกติร่างกายของคนเราจะมีการป้องกัน
การสะสมสารอนุมลู อิสระโดยการสร้างเอนไซม์ตา้ นอนุมูลอิสระข้ึนมาควบคุมปริมาณสารอนุมูลอิสระ
ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลและอีกส่วนได้จากสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายรับประทานเข้าไป
จำพวกวิตามนิ เบต้าแคโรทนี และแคโรทีนอยด์รวมท้ังสารประกอบโพลฟี ีนอล
2.11 การวิเคราะห์ฤทธติ์ า้ นอนมุ ูลอสิ ระ (Antioxidant activity determination)
วิธีการวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือการวิเคราะห์ฤทธ์ิ
ต้านอนุมูลอิสระเชิงคุณภาพ และการวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเชิงปริมาณ ในแต่ละประเภท
จะมีหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิธีมีความจำเพาะแตกต่างกัน โดยปกติมักใช้หลายวิธีร่วมกัน
ในการตรวจสอบและสรปุ ผล
18
2.11.1 วธิ ีการวิเคราะห์ฤทธต์ิ า้ นอนมุ ูลอิสระเชิงคณุ ภาพ
ก า ร ว ิ เ ค ร า ะ ห ์ ฤ ท ธ ิ ์ ต ้ า น อ น ุ ม ู ล อ ิ ส ร ะ เ ช ิ ง ค ุ ณ ภ า พ เ ป ็ น ก า ร ท ด ส อ บ เ พ ื ่ อ ห า ช นิ ด
ของสารตา้ นอนุมลู อิสระท่ีมีอย่ใู นตัวอย่าง โดยอาศยั หลักการต่าง ๆ เช่น การทำให้เกดิ สกี ารทำให้เกิด
ตะกอน ความสามารถของการละลายในตวั ทำละลาย และการถูกดดู ซับโดยตวั ดดู ซับ วิธีการวิเคราะห์
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่นิยม ได้แก่การตรวจวัดสารโพลีฟีนอลชนิดต่าง ๆ (เช่น shinoda test
แ ล ะ pew test) โ ค ร ม า โ ต ก ร า ฟ ี แ บ บ ช ั ้ น บ า ง ( thin layer chromatography,TLC)
และการตรวจหาสารต้านอนุมูลอิสระชนิดต่าง ๆ โดยใช้เครื่อง high performance liquid
chromatography (HPLC)
2.11.2 วิธกี ารวเิ คราะหฤ์ ทธิ์ตา้ นอนุมูลอสิ ระเชงิ ปริมาณ
การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเชิงปริมาณเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาปริมาณ
ของสารต้านอนุมูลอิสระในตัวอย่างประเภทต่าง ๆ วิธีที่นิยมได้แก่การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
ด้วยวิธีการทำลายอนุมูลอิสระดีพีพีเอช (DPPH• ) วิธีการฟอกสีอนุมูลอิสระเอบีทีเอส (ABTS•+)
และการวิเคราะห์ความสามารถในการรีดิวซ์เฟอร์ริกของสารต้านอนุมูลอิสระ ( FRAP assay)
ซึ่งวิธีการดังกล่าวข้างต้นจะมีการสร้างอนุมูลอิสระที่ทราบความเข้มข้นที่แน่นอน และวิเคราะห์
ความสามารถ ในการยับยัง้ หรือกาจัดอนุมลู อสิ ระของสารตัวอย่างที่สนใจ โดยวัดปริมาณอนุมูลอสิ ระ
ที่ลดลงหรือที่เหลือจากค่าการดูดกลืนแสง สารอนุมูลอิสระที่นิยมใช้เช่น ABTS•+ และ DPPH•
การคำนวณหาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระหาได้จากอัตราส่วนของการลดลงของค่าการดูดกลืนแสง
ข อ ง ส า ร ต ั ว อ ย ่ า ง ก ั บ ส า ร ม า ต ร ฐ า น เ ช ่ น trolox (vitamin C) แ ล ะ ferrous sulfate
หน่วยของการวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเชิงปริมาณแสดงได้ 2 แบบ คือ 1) แบบปริมาณ
ความเข้มข้นของสารตา้ นอนุมูลอิสระท่ีมีในตัวอย่าง ซึ่งค่าตัวเลขสงู แสดงว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมลู อิสระสงู
และ 2) แบบปริมาณความเข้มข้นของสารตัวอย่างทีท่ ำให้สารอนุมูลอิสระลดลง 50 % (IC50 : 50 %
of inhibitory concentration) โดยค่าตัวเลขต่ำแสดงว่ามีฤทธ์ติ ้านอนุมูลอิสระสงู
2.11.2.1 การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH radical scavenging assay
เป็นการทดสอบด้วยวิธีทางเคมีโดยใช้ สารที่มีสมบัติเป็นอนุมูลอิสระในที่นี้ก็คืออนุมูลอิสระดีพีพีเอช
(DPPH• , diphenyl-picryhydrazyl radical) เป็นสารสังเคราะห์ที่อยู่ในรูปอนุมูลอิสระที่คงตัว
มีสีม่วงสามารถดูดกลืนแสงได้สูงสุด โดยใช้เครื่องสเปกโตโฟโตรมิเตอร์ (spectrophotometer)
ที่ความยาวคล่ืน 515 นาโนเมตร เมื่อ DPPH• ทำปฏิกิริยากับสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลาย
ด้วยเมทานอล/เอทานอล (สารที่ให้อิเล็กตรอน) จะทำให้สีม่วงจางลง ๆ จนเป็นสีเหลือง (ดังสมการ
ที่ 1) ซึ่งก่อนนำมาวัดค่าการดูดกลืนแสงต้องตั้งทิ้งไว้ที่มืดเป็นเวลา 30 นาทีเพื่อให้เกิดปฏิกิริยา
ทำให้สามารถหาการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารตัวอย่างได้จากการคำนวณสีที่จางลง
ของการยับย้งั อนมุ ลู อิสระ DPPH
19
DPPH• + AH DPPH-H + A• (1)
2.11.2.2 การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยการฟอกสีอนุมูลอิสระเอบีทีเอส
( ABTS radical cation decolorization assay) เ ป ็ น ว ิ ธ ี ก า รว ั ค ว า ม สา มา ร ถ ใน ก า รฟอกสี
อนมุ ูลอิสระเอบที ีเอส (ABTS,2,2´-azino-bis-3-ethylbenzothiazoline-6-sulfonic acid) radical)
เป็นสารสังเคราะห์ที่มีสีเขียวปนสีน้ำเงินสามารถดูดกลืนแสงได้ที่ความยาวคลื่น 734 นาโนเมตร
เนื่องจากสีของ ABTS•+ ปกติจะมีค่าการดูดกลืนแสงสูง จึงต้องทำการเจือจาง ABTS•+
ด้วยฟอสเฟตบัฟเฟอร์ จากนั้นนำ ABTS•+ ไปทำปฏิกิริยากับสารตัวอย่างที่ละลายด้วยเอทานอล
เจือจาง ซึ่งจะทำให้สีจางลง (ดังสมการ 2) และตั้งทิ้งไว้เพื่อให้เกิดปฏิกิริยา จึงสามารถหาความ
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารตัวอย่างได้จากการคำนวณสีที่จางลงของการยับย้ั งอนุมูลอิสระ
ABTS•+ ซึ่งวิธีการคำนวณ และการเทียบกับสารมาตรฐาน trolox กระทำเช่นเดียวกับวิธี DPPH
ข้อดีของวิธกี ารนีค้ ือ ABTS•+ ละลายได้ดีในน้ำและตัวทำละลายอนิ ทรีย์จึงทำปฏิกริ ิยาได้อยา่ งรวดเรว็
และทำปฏิกิริยาได้ดีในช่วง pH กว้าง ส่วนข้อเสียคือ ABTS•+ ไม่เป็นสารธรรมชาติที่พบในร่างกาย
หรือในเซลล์ของสง่ิ มีชีวติ และต้องมกี ารทำปฏิกิรยิ ากบั สารอ่ืนก่อนถึงจะเกดิ เป็นอนุมูลอิสระ
ABTS•++ AH (antioxidant) ABTS (สีจางลง) + A• (2)
2.11.2.3 การวิเคราะหค์ วามสามารถในการรีดิวซ์เฟอรร์ กิ ของสารตา้ นอนุมูลอิสระ (ferric ion
reducing antioxidant power (FRAP) assay) วิธีการนี้อาศัยหลักการของสารต้านอนุมูลอิสระ
สามารถถ่ายเทอิเล็กตรอนให้กับสารประกอบเชิงซ้อน [Fe(III)(TPTZ)2 ]3+ ทำให้เปลี่ยนรูป
เป็น [Fe(II)(TPTZ)2 ]2+ (ดังสมการ 3) ซึ่ง [Fe(II)(TPTZ)2 ]2+ มีความสามารถในการดูดกลืนแสง
ที่ความยาวคลื่น 593 นาโนเมตร ปริมาณของ [Fe(II)(TPTZ)2 ]2+ ที่เกิดขึ้นสามารถประมาณ
ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ในรูป FRAP value เทียบกับกราฟมาตรฐาน
ของเฟอร์รัสซัลเฟต (FeSO4) ซึ่งขั้นตอนโดยละเอียดของวิธีการนี้ได้แก่การทำให้เกิด
สารประกอบเชิงซ้อน [Fe(III)(TPTZ)2 ]3+ ประกอบด้วยนำสารละลายTPTZ (2,4,6-tri (2-pyridyl)-
striazine) ที่ละลายด้วยกรดไฮโดรคลอริกเจือจางมาทำปฏิกิริยากับสารละลายอะซิเทตบัฟเฟอร์
และสารละลายเฟอริกไตรคลอไรด์เฮกซะไฮเดรต จากนั้นทำการรีดิวซ์เฟอร์ริกโดยการเติม
สารละลายมาตรฐานเฟอร์รัสซัลเฟตหรือสารตัวอย่าง (สารต้านอนุมูลอิสระ) และตั้งทิ้งไว้ในที่มืด
วิธีการนี้เป็นวิธีท่ีง่าย ใช้เวลาน้อย ไม่แพงและสามารถทำซ้ำแล้วให้ผลเหมือนเดิม
แต่ข้อเสีย คือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับสภาวะร่างกาย และสารละลายที่ใช้อ้างอิงต้องใช้น้ำ
ปราศจากไอออน (deionized water)
20
[Fe(III)(TPTZ)2 ]3+ antioxidant [Fe(II)(TPTZ)2 ]2+
2.12 สบู่
2.12.1 ความหมายของสบู่
เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดร่างกายที่ได้จากปฏิกิริยาของด่างกับไขมันจากพืช
หรือสัตว์ ปัจจุบันสบู่มีการใช้ส่วนผสมชนิดต่างๆเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของสบู่ให้มีลักษณะพิเศษ
ตรงตามความต้องการใช้งานที่หลากหลายขึ้น “สบู่” จากคำข้างต้น หมายถึงผลิตภัณฑ์ของสบู่
ที่ทำให้เป็นก้อนหรือเป็นของเหลว พร้อมด้วยส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับ
การใช้ทำความสะอาด ซึ่งก็คือผลิตภัณฑ์สบู่ที่เราใช้กันในทุกวันนี้ ส่วน “สบู่ (soap)” อีกคำที่พบ
ในสมการเคมีจะหมายถึงสารตั้งต้นสำหรับการผลิตสบู่ นั่นก็คือ เกล็ดสบู่ (soap) ที่ได้จากปฏิกิริยา
ระหว่างด่างเข้มข้นกับไขมันพืชหรือสัตว์ ร่วมด้วยกับกลีเซอรีน (Glycerine)/กลีเซอรอล (Glycerol)
ซึ่งสารทั้งสองเป็นสารตั้งต้นในการทำสบู่เหมือนกัน แต่จะให้ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน
ซง่ึ จะเรียกว่า “เกลด็ สบู่
2.12.2 ชนดิ ของสบู่
1. สบู่ก้อนขุ่น เป็นผลิตภัณฑ์สบู่ที่รู้จัก และใช้กันมานานจนถึงปัจจุบัน มีลักษณะเป็นก้อน
แข็งสีขาวขุ่นหรือมีสีต่างๆ ตามสีของสารเติมแต่ง เช่น สีเขียว สีชมพู สีม่วง เป็นต้น สบู่ชนิดน้ี
ใช้สารตั้งต้น คือ เกล็ดสบู่ (soap) ที่ผลิตได้จากปฏิกิริยาข้างต้นเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิต
ทใ่ี หค้ ณุ สมบตั ิเปน็ กอ้ นแข็ง ขาวขุ่น ใหฟ้ องมาก
2. สบู่ก้อนใส เป็นผลิตภัณฑ์สบูท่ ี่มลี ักษณะก้อนใสหรือค่อนข้างใสตามสัดส่วนของกลีเซอรนี
ที่ผสม ก้อนสบู่จะมีลักษณะอ่อนกว่าสบู่ก้อนขุ่น และสามารถทำให้เกิดสีใสต่างๆตามสารให้สี
ที่เติมผสม สบู่ชนิดนี้จะให้ฟองค่อนข้างน้อยกว่าสบู่ก้อนขุ่น เนื่องจากมีส่วนผสมของกลีเซอรีนเป็น
ส่วนใหญ่ สารตั้งต้นที่ใช้อาจเป็นกลีเซอรีนเหลวหรือกลีเซอรีนก้อน (กลีเซอรีนเหลว
+ เอทิลแอลกอฮอล์) รว่ มด้วยกับสารเติมแต่งชนดิ ต่างๆ
3. สบู่เหลว เป็นผลิตภัณฑ์สบู่ที่มีน้ำเป็นส่วนผสมทำให้เนื้อสบู่เหลว สีสีสันต่างๆ
ตามสารเติมแต่ง สบู่ชนิดนี้ใช้สารตั้งต้นจากเกล็ดสบู่ (soap) ที่ได้จากปฏิกิริยาข้างต้นเหมือน
ชนิดสบู่ก้อนขุ่น แต่ต่างกันที่จะใช้ด่างเข้มข้นโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์แทนโซเดียมไฮดรอกไซด์
เพราะจะใหเ้ น้อื สบ่อู ่อนตวั ดกี วา่
21
2.13 เทคนคิ UV-Vis Spectrophotometry
ภาพท่ี 2.5 UV-Vis Spectrophotometer
ทีม่ า : https://www.medicalexpo.com/prod/biochrom/product-99779-
644042.html คำคน้ UV-Vis Spectrophotometer
เทคนิค UV-Vis Spectroscopy เป็นเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับแสงที่มีความยาวคล่ืน
อยูใ่ นช่วง Ultraviolet (UV) จนถึงชว่ ง Visible light หรอื แสงขาว โดยเคร่อื งมือท่ีใช้ในการวิเคราะห์
ด้วยเทคนิคนี้คือ เครื่อง UV-Vis spectrophotometer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดปริมาณ
ของแสงและคา่ intensity หรอื ความเขม้ แสงในช่วงรังสียวู ีจนถึงช่วงแสงขาวทเ่ี กดิ จากทงั้ การทะลุผ่าน
การส่องผ่าน และการสะท้อนของวัสดุตัวอย่างที่ถูกวางไว้ในตัวเครื่องมือ โดยที่แต่ละความยาวคลื่น
ตลอดชว่ งการวดั จะมคี วามสัมพันธก์ ับทั้งในเชงิ ปริมาณ และชนิดของสารท่ีอยู่ในตวั อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่
จะเปน็ สารอนิ ทรีย์ สารประกอบเชิงซ้อนและสารอนินทรีย์ที่สามารถดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่น
เหลา่ นี้ได้
2.13.1 รูปแบบของเคร่อื งสเปกโทรโฟโตมเิ ตอร์
1. สเปกโทรโฟโตมเิ ตอรแ์ บบลำแสงเด่ียว (single beam spectrophotometer)
หลกั การของสเปกโทรโฟโตมเิ ตอร์แบบลำแสงเดี่ยวนนั้ เมื่อแสงออกจากแหลง่ กำเนิดแสงแล้ว
จะผ่านโมโนโครเมเตอร์ที่เป็นเกรตติ้ง และสารตัวอย่างตามลำดับ แล้วจึงเข้าสู่ตัวตรวจจับสัญญาณ
ตลอดเส้นทางของลำแสงนี้มีลำแสงเดียวจึงเรียก สเปกโตรโฟโตมิเตอร์ประเภทนี้ว่าแบบลำแสงเดี่ยว
เนื่องจากสเปกโทรโฟโต มิเตอร์ประเภทนี้ใช้ลำแสงเพียงลำเดียวผ่านจากโมโนโครเมเตอร์ไปสู่
สารละลายทต่ี อ้ งการวัดและเข้าสู่ตัวตรวจจบั สญั ญาณเลย ดงั นัน้ การวดั จึงตอ้ งวัด 2 คร้งั ดังน้ี
• ครั้งแรกเซลล์บรรจุแบลงค์ (blank) ซึ่งเป็นตัวทำละลายของตัวอย่างที่เราต้องการวัด
เม่ือลำแสงผ่านเซลล์ ปรบั เครือ่ งใหอ้ ยู่ในตำแหนง่ “ศูนย์” (set zero)
22
• ส่วนครั้งหลังบรรจุสารละลายที่ต้องการวัด (sample) แล้วจึงให้ลำแสงผ่านเซลล์
ความแตกต่างระหว่างการดูดกลืนแสงของทั้ง 2 ครั้งจะปรากฏบนหน้าปัดมิเตอร์จากนั้นก็สามารถ
วัดตัวอยา่ งทีค่ วามเข้มข้นอื่นๆ ต่อไปไดเ้ ลย โดยไมต่ อ้ งกลับไปวัดแบลงค์อกี
• การเปล่ยี นความยาวคลืน่ จะต้องวดั แบลงค์ใหมท่ ุกคร้ัง
2. สเปกโทรโฟโตมเิ ตอรแ์ บบลำแสงคู่ (double beam spectrophotometer)
สำหรับสเปกโทรโฟโตมิเตอร์แบบลำแสงคู่ เมื่อลำแสงจากแหล่งกำเนิดแสงออกจาก
ช่องแสงออก (exit slit) แล้วลำแสงจะไปสู่อุปกรณ์ตัดลำแสง (beam chopper) ซึ่งจะทำหน้าท่ี
สะท้อนลำแสงไปผ่านสารตัวอย่าง (sample) ในขณะต่อมาจะสะท้อนลำแสงไปผ่านสารอ้างอิง
(reference) ซึ่งก็คือแบลงค์นั่นเองโดยที่ลำแสงทั้งสองจะมีความเข้มแสงเท่ากันก่อนที่จะผ่านสาร
ตัวอย่างหรือสารอ้างอิง เมื่อลำแสงทั้งสองนี้ไปตกกระทบบนตัวตรวจจับสัญญาณ ความแตกต่าง
ของความเข้มแสงหลังจากผ่านสารตวั อยา่ งหรือสารอ้างอิงจะกลายเปน็ คา่ การดดู กลืนแสงของตวั อยา่ ง
3. สเปกโทรโฟโตมิเตอร์ที่มีไดโอดอาร์เรย์เป็นตัวตรวจจับสัญญาณ (spectrophotometer
แบบ diode array detector)
diode array detector เป็นการตรวจจับสัญญาณ โดยวัดการดูดกลืนของแสง เช่นเดียว
กับสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ทั่วไป เพียงแต่การเก็บข้อมูลมิใช่การเก็บเพียง 1 หรือ 2 ความยาวคล่ืน
เท่านั้นแต่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นช่วงของความยาวคลื่น ที่ผู้วิเคราะห์สามารถเลือกได้ โดยใช้เวลา
เพียงนิดเดียว เนื่องจากสามารถวัดทุกความยาวคลื่นได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูล
ที่เปน็ สเปกตรมั หรือต้องการติดตามการเปลีย่ นแปลงการดูดกลืนของสารท่ีหลายความยาวคล่นื
2.13.2 องค์ประกอบเครื่อง UV-Vis Spectrophotometer
ภาพที่ 2.6 องค์ประกอบเคร่ือง UV-Vis Spectrophotometry
ท่มี า : http://www.science.mju.ac.th/chemistry/download/s_sangsrichan/05UV-
Visible%20Spectroscopy-UV-Vis-292557.pdf คำคน้ องค์ประกอบเครื่อง UV-
VisSpectrophotometer
23
1. แหล่งกำเนิดแสง
แหล่งกำเนิดแสงในเครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์จะต้องให้รังสีในช่วงความยาวคลื่นที่ต้องการ
อย่างต่อเนื่องและคงที่ตลอดเวลา รวมทั้งมีความเข้มแสงที่มากพอด้วยหลอดกำเนิดแสง มีหลายชนิด
ตามความยาวคลื่นแสงที่เปล่งออกมา ซึ่งต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมกับของเหลวที่นำมา
วัดค่าดูดกลืนแสง
ตัวอย่างแหล่งกำเนิดแสง ช่วง UV ใช้หลอด H2 and D2 lamp ให้ความยาวคล่ืน
อยู่ในย่าน 160-380 nm ชนิดของสเปกโทรสโกปี UV molecular absorption และช่วง visible
ใช้หลอด Tungsten/halogen ให้ความยาวคลื่นในช่วง 240-2,500 nm ชนิดของสเปกโทรสโกปี
เป็นแบบ UV/visible/near-IR molecular absorption
2. Monochromator
ส่วนประกอบนี้เป็นส่วนที่ใช้ควบคุมแสงโดยจะทำให้แสงที่ออกมาจากต้นกำเนิดแสง
ซึ่งเป็นพอลิโครเมติก ให้เป็นแสงโมโนโครเมติก ซึ่งเป็นแถบแสงแคบ ๆ หรือมีความยาวคลื่นเดียว
ใชฟ้ ิลเตอร์ (กระจกส)ี ปรซิ มึ (prism) หรือ เกรตตง้ิ (grating)
3. เซลล์ทีใ่ ชบ้ รรจสุ ารละลายตัวอยา่ ง
เซลล์ที่ใส่สารตัวอย่าง (cell sample) บางครั้งอาจเรียกว่า คิวเวทท์ (cuvettes) รูปแบบ
ที่ใช้กันทั่วไปได้แก่เซลล์ที่ทำด้วยแก้วธรรมดา จะใช้ได้เฉพาะช่วงวิสิเบิล เพราะเนื้อแก้วธรรมดา
ถกู ดดู กลืนแสงในช่วงยูวีได้ และเซลลท์ ่ีทำดว้ ยซลิ ิกาและควอตซ์ (quartz) ใชไ้ ด้ทงั้ ชว่ งยูวีและวิสิเบลิ
4. Detector
ทำหน้าที่ในการวัดความเข้มของรังสีที่ถูกดูดกลืนโดยการแปลงพลังงานคลื่นรังสีเป็นพลังงาน
ไฟฟ้าเครื่องตรวจจับสัญญาณที่ดีต้องมีสภาพไวสูง คือแม้ปริมาณแสงจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก็สามารถตรวจจับสัญญาณความแตกต่างได้ เครื่องวัดแสงที่ยังนิยมกันอยู่ในปัจจุบัน
คือ หลอดโฟโตมัลติพลายเออร์ (photomultiplier tube, PMT) และเครื่องวัดแสงชนิดซิลิกอน
ไดโอด (silicon diode detector)
24
2.13 เทคนิค Fourier Transform Infrared Spectrometry
ภาพท่ี 2.7 FTIR Spectrophotometer
ทมี่ า : https://en.wikipedia.org/wiki/Fourier-transform_infrared_spectroscop
คำค้น FTIR
เปน็ การวดั ปริมาณของแสงที่ถูกดูดกลืน ด้วยการกระตุ้นสารด้วยพลงั งานช่วงแสงอินฟราเรด
เนื่องจากโมเลกุลของสารดูดกลืนแสงอินฟราเรดเข้าไปจะทำให้พันธะในโมเลกุลเกิ ดการสั่นและ
การหมุน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเลกุล การที่โมเลกุลจะดูดกลืนแสงอินฟราเรดได้นั้น
ความถี่ของแสงอินฟราเรดต้องเท่ากับความถี่การสั่นของโมเลกุลของสารนั้นๆ ซึ่งสารอินทรีย์
แต่ละชนดิ จะมคี ่าความถ่ีของการสัน่ ทจ่ี ำเพาะและแตกต่างกนั ไป จึงใช้สนั นิฐานหมฟู่ งั ก์ชันในสารได้
หลักการทำงานของเครื่อง FTIR คือเมื่อมีการให้ความร้อนช่วงอุณหภูมิ 1,000 - 8,000
องศาเซลเซียส กับแหล่งกำเนิดรังสีแล้วรังสีอินฟาเรดที่ถูกปล่อยออกมาจะผ่านไปยังเซลล์ตัวอย่าง
ทำให้ดูดกลืนรังสีตรงกับความถี่การสั่นหลักมูลของพันธะ ซึ่งความเข้มของสัญญาณ
จะวิเคราะห์ด้วยเครื่องตรวจหาได้ลักษณะเป็นคลื่น หลังจากประมวลผล
โดยการแปลงฟูเรียร์ (Fourier transformation) จะเปลี่ยนเป็นเส้นสเปกตรัมของความสัมพันธ์
ระหว่างความเข้มและความถ่ี
ในปัจจุบันเครื่อง FTIR รุ่นใหม่ๆได้ถูกพัฒนาให้ทันสมัยสะดวกและง่ายต่อการใช้งานขึ้นมาก
ปรับให้เครื่องมือสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างได้โดยตรงผ่านอุปกรณ์ได้แก่ ผลึกเพชร
และผลึกเจอร์มาเนียม ในส่วนของผลึกเพชร เหมาะกับของแข็งทั่วไปและของแข็งที่มีผิวไม่เรียบ
และต้องทนต่อแรงกด ส่วนผลึกเจอร์มาเนียม (Germanium crystal) เหมาะกับตัวอย่าง
ท่ีค่อนขา้ งน่มิ เชน่ ฟลิ ์มและยาง
25
ภาพท่ี 2.8 แผนผังการทำงานของเครือ่ ง Fourier Transform Infrared Spectrometer
ท่ีมา : https://www.slri.or.th/th/beamline/bl41.html คำคน้ การทำงานของเคร่ือง FTIR
เทคนิควิเคราะห์แบบ ATR (Attenuated Total Reflectance) สามารถตรวจวิเคราะห์
ตัวอย่างได้ทั้ง ของแข็ง ของเหลว และแผ่นฟิล์มบางได้ และไม่ต้องเตรียมสารตัวอย่าง ใช้เวลาในการ
วิเคราะห์อย่างรวดเร็วเป็นวิธีที่มักนิยมนำมาใช้ในงานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ เป็นเทคนิคที่ใช้กับ
ตัวอย่างที่มีลักษณะทึบแสง ซึ่งเป็นเทคนิคการสะท้อนของลำแสงอินฟราเรดผ่านเข้ามายังตัวอย่าง
แล้วเกิดการหักเหขึ้นภายในระหว่างตัวอย่างกับ crystal ที่มี refractive index สูงกว่าตัวอย่าง
ทั้งนี้เพราะให้ค่ามุมตกกระทบมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับมุมวิกฤตเพื่อให้เกิดการสะท้อนกลับหมดของ
IR beam
2.15 งานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง
นงเยาว์ เทพยา (2549) สบู่เป็นเครื่องสำอางชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำความสะอาดร่างกาย
เดิมใช้เพื่อทำความสะอาดร่างกายเท่านั้น ปัจจุบันกระบวนการผลิตสบู่มีการเพิ่มส่วนผสมอื่นๆ
เพอ่ื ให้สบู่มสี รรพคุณตรงตามความต้องการของผูบ้ รโิ ภคมากข้ึน เช่นมสี สี ันทส่ี วยงามน่าใช้ มีกล่ินหอม
และมีสรรพคุณทางยาในทางการค้ามีการใช้สารสังเคราะห์เพิ่มขึ้นทำให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้บรรจุภัณฑ์
สวยงามแต่แฝงไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตราย มีพิษตกค้างและราคาสูง ปัจจุบันนิยมใช้พืชสมุนไพร
ที่มีอยู่ในธรรมชาติมาเป็นส่วนผสมเพิ่มเติมในสบู่แทนการใช้สารเคมีสังเคราะห์ พืชสมุนไพรที่ใช้
มีสารสำคัญและมีสรรพคุณทางยา เช่น มีน้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นเฉพาะใช้ในการบำบัดโรค
มีสีสันสวยงาม หาง่าย ราคาถูก ประหยัด ปลอดภัย ไร้สารสังเคราะห์และไม่มีพิษตกค้าง
ทำใหส้ บู่สมุนไพรทผ่ี ลติ ขนึ้ จากผลิตภณั ฑ์ธรรมชาตมิ ีคณุ ลกั ษณะเฉพาะทหี่ ลากหลาย จงึ เปน็ บทพสิ ูจน์
ใหเ้ หน็ ถงึ ความมหัศจรรย์ของสบูส่ มุนไพรทม่ี ีคณุ คา่ ย่งิ ของภมู ปิ ัญญาไทย
26
โชคชัย ดำทรัพย์และราตรี บุมี (2560) งานวิจัยนี้ได้ศึกษาหาปริมาณวิตามินซีในกล้วยหอม
กล้วยนำ้ วา้ และกล้วยไข่ ตามระยะการบ่มตา่ งๆ เนือ่ งจากเป็นกลว้ ยทน่ี ิยมทานกันมาก โดยวิเคราะห์
ด้วยวิธีอัลตราไวโอเลตสเปกโทรสโกปี (UV-Visible) เปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ด้วย
เทคนิคไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ลิควิดโครมาโทกราฟี (HPLC) จากการศึกษาหาปริมาณวิตามินซี
ในระยะการบ่มกลว้ ย 2, 3 และ 4 วัน โดยเทคนคิ อัลตราไวโอเลตสเปกโทรสโกปีพบว่าในการบ่มกล้วย
ที่ระยะ 4 วัน มีปริมาณวิตามินซีสูงที่สุด โดยกล้วยหอมมีปริมาณวิตามินซีมากที่สุดเท่ากับ 10.19
มิลลิกรัมต่อน้ำหนักสด 100 กรัม รองลงมาคือ กล้วยน้ำว้า และกล้วยไข่ ซึ่งมีปริมาณวิตามินซี
เท่ากับ 8.88 และ 6.55 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักสด 100 กรัมตามลำดับ เปรียบเทียบกับเทคนิค
ไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ลิควิดโครมาโทกราฟี (HPLC) พบว่าในระยะการบ่มที่ 4 วัน มีปริมาณวิตามินซี
มากท่ีสดุ เชน่ เดียวกัน โดยกลว้ ยหอมมปี ริมาณวิตามินซมี ากท่ีสุด รองลงมาคือกลว้ ยนำ้ ว้าและกล้วยไข่
(10.93, 8.96 และ 6.77 มิลลิกรัมต่อนำ้ หนักสด 100 กรัม) ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองเทคนิคมีค่าปริมาณ
วติ ามนิ ใกลเ้ คยี งกัน และไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ
โชคชัย เหมือนมาศและรวมพร นิคม (2559) ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพ
ในการที่จะนำมาใช้แทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเนื่องจากมีข้อดีทั้งในแง่ของการผลิตได้ง่าย
และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่วัตถุดิบที่นิยมนำมาใช้ในการผลิตไบโอดีเซลได้แก่ น้ำมันปาล์ม
ยังเป็นน้ำมันที่ใช้สำหรับการบริโภคการที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นพลังงานในปริมาณมากอาจส่งผล
ให้เกิดการขาดแคลนในแง่ของการบริโภคได้ อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นด้วย ดังนั้น
การหาวัตถุดบิ ใหม่เพื่อใช้ในการผลิตไบโอดีเซลจึงเป็นทางเลือกท่ีน่าสนใจ งานวจิ ัยช้ินน้ีจึงมีเป้าหมาย
ที่จะหาแหล่งวัตถุดิบอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนน้ำมันปาล์มได้โดยกากกาแฟซึ่งเป็นชีวมวล
เ ห ล ื อ ท ิ ้ ง ท ี ่ ม ี ค ว า ม เ ป ็ น ไ ป ไ ด้ ใ น ก า ร ท ี ่ จ ะ น ำ ม า ใ ช ้ เ ป ็ น ว ั ต ถ ุ ด ิ บ ส ำ ห ร ั บ ก า ร ผ ล ิ ต เ ช ื ้ อ เ พ ลิ ง
เนื่องจากผลการทดลองเบื้องต้น ในการสกัดน้ำมันจากกากกาแฟพบว่า กากกาแฟมีปริมาณน้ำมัน
และกรดไขมันอิสระประมาณ 12.2% และ 16.5% โดยน้ำหนัก อีกทั้งเมื่อศึกษาผลของปฏิกิริยา
เอสเทอริฟเิ คชนั พบวา่ สามารถลดปริมาณกรดไขมันอิสระไดถ้ งึ 85% และสามารถผลิตเมทิลเอสเทอร์
ไดถ้ ึง 90.20% ดว้ ยปฏิกริ ยิ าทรานส์เอสเทอรฟิ ิเคชนั ดังนนั้ น้ำมันที่สกัดไดจ้ ากกากกาแฟจึงมีศักยภาพ
ในการท่ีจะใช้เป็นวัตถดุ บิ สำหรบั ผลิตไบโอดเี ซล
ณพัฐอร บัวฉุนและผกามาศย์ ชูเสน (2562) เป็นการศึกษาปริมาณฟลาโวนอยด์รวม
ปริมาณฟีนอลิกรวม ปริมาณแทนนินรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบเอทานอลจาก
ใบชายา (Cnidoscolus aconitifolius) ท้ังแบบสดและแห้งจากศึกษาพบวา่ ปรมิ าณฟลาโวนอยด์รวม
จากสารสกัดหยาบใบชายาสดมีปริมาณสูงที่สุดที่ 1.22 มิลลิกรัมต่อมิลลิตร ปริมาณฟีนอลิกรวมจาก
สารสกัดหยาบใบชายาสดมีปริมาณสูงที่สุดที่ 61.77 มิลลิกรัมแกลลิกต่อกรัมน้าหนักสารสกัด
ปริมาณแทนนินรวมจากสารสกัดหยาบใบชายาสดมีปริมาณสูงที่สุดที่ 91.36 มิลลิกรัมแทนนิกต่อ
27
มิลลิลิตร และจากการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH free radical scavenging
พ บ ว ่ า ส า ร ส ก ั ด ห ย า บ เ อ ท า น อ ล จ า ก ใ บ ช า ย า แ ห ้ ง ม ี ฤ ท ธ ิ ์ ข อ ง ก า ร ต ้ า น อ น ุ ม ล ู อ ิ ส ร ะ ม า ก ท ี ่ สุ ด
โดยมีค่า EC50 เท่ากบั 0.84 มลิ ลกิ รัมตอ่ มลิ ลิลติ ร
ปิยตา อารีและคณะ (2559) ได้ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารต้านอนุมูลอิสระรวม
จากเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สุก (Mangiferaindica Linn.) ตัวทำละลายที่ใช้ในการสกัดได้แก่ น้ำกล่ัน
เอทานอล 95% และเมทานอล 95% ระยะเวลาท่ใี ช้ในการสกดั ได้แก่ 1 2 3 และ 4 ช่ัวโมงตามลำดับ
โดยควบคุมอุณหภูมิในการสกัดให้คงที่ที่ 25องศาเซลเซียส และนำไปวิเคราะห์หาปริมาณวิตามินบี 3
วิตามินซี ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม (Total Phenolic Compounds) ความสามารถในการ
ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS และฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส จากการศึกษา
พบว่า สภาวะที่เหมาะสมในการสกัดจากมะม่วงน้ำดอกไม้สุก คือตัวทำละลายเมทานอล 95%
ที่เวลาในการสกัด 2 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25องศาเซลเซียส ผลการวิเคราะห์ปริมาณวิตามินบี 3
วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก พบว่าเท่ากับ 0.97, 51.04 และ 192 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
ของนำ้ หนักสด ตามลำดบั การศกึ ษาความสามารถในการตา้ นอนุมูลอิสระดว้ ยวิธี DPPH และวิธี ABTS
พบว่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระเป็น 88.37 % และ 75.23 % ตามลำดับฤทธิ์ยับย้ัง
เอนไซม์ไทโรซเิ นส พบว่าสารสกดั มะมว่ งน้ำดอกไมส้ กุ มีฤทธย์ิ บั ยั้งเอนไซมไ์ ทโรซเิ นสเท่ากบั 69.33 %
พรรณทิวา ศรสูงเนินและคณะ (2559) เป็นการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟ
อาราบิก้า (ดงมะไฟ) ตำบลมะเกลือใหม่ อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์หลัก
คือ (1) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟจากอาราบิกาที่ใช้แล้ว และคำนวณต้นทุนในการผลิต
สบู่ (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟอาราบิก้า (ดงมะไฟ)
ผลิตภัณฑ์สบู่จากกากกาแฟอาราบิกา มีการพัฒนาปรับปรุงสูตรจำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1
ผลพบว่า สบู่มีจำนวนกากกาแฟอยู่มากมีกลิ่นฉุนของกาแฟ และสบู่แกะออกจากพิมพ์ค่อนข้างยาก
จึงมีการพัฒนาครั้งที่ 2 ต่อโดยการกรองกากกาแฟจำนวนหลายรอบขึ้น ใส่กลิ่นข้าวโอ๊ต
และใส่น้ำมันมะกอก ผลพบว่า ผิวสบู่เนียนขึ้น กลิ่นของกาแฟลดลงแต่กลิ่นข้าวโอ๊ตฉุนแรง
และยังมีกลิ่นของน้ำมันมะกอก จึงทำให้มีกลิ่นที่ยังไม่เหมาะสม ทำให้มีการพัฒนาครั้งที่ 3
โดยการเปลี่ยนกลิ่นเป็นกลิ่นซากุระ และเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันมะกอกเป็นการใช้วาสลีนแทน
ใสผ่ งทองคำเพ่ือใหผ้ ิวสบดู่ ูน่าใช้ ใสน่ ำ้ ผ้ึงเพอ่ื เพ่ิมความชมุ่ ช่นื เมื่อใช้สบู่ ผลพบวา่ สบู่มีผิวท่ีเนียนน่าใช้
มีกลนิ่ หอมจากกลนิ่ ซากรุ ะ ไม่มีเศษกากกาแฟ มีสสี ันสวยงาม มีคุณสมบตั ทิ ำใหผ้ วิ ชุ่มชนื่ จากส่วนผสม
ของน้ำผึ้ง ต้านอนุมูลอิสระจากกากกาแฟอาราบิก้า (ดงมะไฟ) ด้านการคำนวณต้นทุนในการผลิตสบู่
คำนวณได้ดังนี้ ต้นทุนผันแปรรวม 807 บาท ผลิตสบู่ได้ 60 ก้อน ต่อ 1 ก้อน ราคาต่อก้อน
ก้อนละ 13.45=14 บาท ต้นทุนคงที่รวม 294 บาท ที่ปริมาณ 60 ก้อน =4.90 บาท ความพึงพอใจ
ด้านคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ พบว่า ผลิตภัณฑ์มีรูปลักษณ์สวยงามผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอม
28
ผลิตภัณฑ์มีสีสันสวยงาม ผลิตภัณฑ์สบู่มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งานและในด้านคุณภาพของ
ผลิตภัณฑ์พบว่า ทำให้ผิว เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น รู้สึกผิวสะอาด สดชื่น กลิ่นหอมติดทนนาน
ปริมาณการเกดิ ฟองทพี่ อเหมาะ การประเมนิ ความพงึ พอในในทุกดา้ นมีความพงึ พอใจในระดับมาก
พิชัย เอี่ยวเล็ก (2559) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดน้ำมันจากกากกาแฟเหลือทิ้ง
ด้วยวิธีการสกัดของแข็งด้วยของเหลว โดยศึกษาตัวแปรอิสระ 2 ตัวแปร คืออัตราส่วนระหว่าง
กากกาแฟแหง้ ตอ่ ตวั ทำละลายและเวลาในการสกัดดว้ ยตวั ทำละลาย 4 ประเภท โดยกระบวนการสกัด
น้ำมันกาแฟเพื่อหาปริมาณผลได้ (yield) ถูกศึกษาด้วยวิธีพื้นที่ผิวตอบสนอง (response surface
methodology, RSM) โดยสมการทำนายความสัมพันธ์ที่ได้จาก RSM ถูกพิสูจน์ด้วยการทดลองจริง
ที่เงื่อนไขที่เหมาะสม ผลจากกการทดลองพบว่าสามารถสกัดน้ำมันจากกากกาแฟได้ปริมาณผล
ได้สูงสุด จากการทดลองเท่ากับ 14.68 wt.% (ด้วย hexane) 13.13 wt.% (ด้วย anhydrous
ethanol) 11.80 wt.% (ด้วย hydrous ethanol) และ7.52 wt.% (ด้วย methanol) เครื่องสกัด
ต้นแบบถูกทดลองด้วยวิธีแบบหมุนวน ซึ่งสามารถสกัดน้ำมันได้ ประมาณ 11.83 wt.%
ด้วยเงื่อนไขที่ให้ผลได้สูงสุดจากระดับห้องปฏิบัติการที่ตัวทำละลายเฮกเซนต่อหนึ่งหน่วยมวล
กากกาแฟแห้งเท่ากับ 22.5 g•g-1 เวลา 30.4 นาที ในการศกึ ษาตวั ทำละลายวนซ้ำไดถ้ ูกนำมาทดสอบ
สกัดน้ำมันซ้ำจากกากกาแฟแห้งชุดใหม่สำหรับการสกัดซ้ำ 6 รอบด้วยตัวทำละลายวนซ้ำ
พบว่า ประสิทธิภาพและความมีเสถียรภาพของปริมาณผลได้น้ำมันกาแฟในแต่ละรอบแตกต่างกัน
น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เฮกเซนบริสุทธิ์สกัดสำหรับต้นทุนแปรผันเฉลี่ยในการสกัดน้ำมัน
กากกากาแฟเท่ากับ 495.46 บาทต่อกิโลกรัม และ 95% ของตน้ ทุนแปรผันเฉล่ยี เนื่องจากการสูญเสีย
เฮกเซนไปกับกากไรน้ำมันหลังจากการสกัดด้วยเหตุนี้ หากระบบกลั่นคืนเฮกเซน
จากกากกาแฟไร้น้ำมันถูกติดตั้งในกระบวนการสกัดนี้ต้นทุนแปรผันเฉลี่ยของน้ำมันกาแฟจะลดลง
เหลือประมาณ 25.67 บาท
สาลินี ศรีวงษ์ชัยและคณะ (2562) กากกาแฟเป็นวัสดุชีวมวลเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการ
ผลิตกาแฟสำเร็จรูปหรือจากร้านกาแฟสด ประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด ได้แก่ โพลีแซคคาไรด์
โปรตีน ไขมัน คาเฟอีน สารประกอบฟีนอลและแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ
ผลิตเปน็ พลงั งานชีวภาพได้ งานวจิ ัยนีม้ ุง่ เน้นศึกษาสภาวะท่ีเหมาะสมในการสกัดนำ้ มันจากกากกาแฟ
ด้วยตัวทำละลายร่วมกับคลื่นเสียงความถี่สูง (50/60 เฮิรตซ์) และตรวจสอบคุณสมบัติทางกายภาพ
และเคมีบางประการของน้ำมันที่สกัดได้เพื่อใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซล
โดยศึกษาชนิดของตัวทำละลาย (เฮกเซน คลอโรฟอร์ม เอทานอลและเมทานอล) อัตราส่วนระหว่าง
กากกาแฟต่อตัวทำละลาย (1:1, 1:2, 1:3, 1:4 และ 1:5) ระยะเวลา (15, 30, 45 และ 60 นาที)
และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการสกัด (30, 40 และ 50 องศาเซลเซียส) ผลจากการศึกษาพบว่าสภาวะ
ที่เหมาะสมต่อการสกัดน้ำมนั จากกากกาแฟคือเฮกเซนทีอ่ ัตราสว่ นระหว่างกากกาแฟต่อตัวทำละลาย
29
1:5 ระยะเวลา 15 นาที อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ให้ปริมาณน้ำมันที่สกัดได้สูงสุดร้อยละ 9.47
โดยน้ำหนักแห้ง และน้ำมันที่สกัดได้มีความหนืด 51.20 ตารางมิลลิเมตรต่อวินาที ความหนาแน่น
0.9420 กิโลกรัมต่อลิตร และกรดไขมันอิสระร้อยละ 3.28 น้ำมันจากกากกาแฟมีคุณสมบัติเพียงพอ
และน่าจะนำไปใช้เปน็ แหล่งวัตถดุ ิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซลได้
สุพัตรา รักษาพรตและคณะ (2561) ศึกษาหาปริมาณคาเฟอีนซ่ึงเป็นสารองค์ประกอบ
ที่เหลืออยู่ในกากกาแฟเหลือทิ้ง เพื่อนำกากกาแฟไปประยุกตใชให้เกิดประโยชน์โดยใช้กระบวนการ
อย่างงา่ ย โดยสกัดหาปรมิ าณคาเฟอีนในกากกาแฟพนั ธุอาราบิกา้ และกากกาแฟพันธุโ์ รบัสตาจากร้าน
กาแฟสด ในอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ด้วยวิธีการสกัดแบบซอกห์เลต โดยใชตัวทำละลาย 4 ชนิด
ไดแ้ ก นำ้ เอทานอล เอทิลแอซเี ทต และไดคลอโรมเี ทนเป็นเวลา 6 ชัว่ โมง ท่จี ดุ เดอื ดของตัวทำละลาย
แต่ละชนิด จากนั้นวิเคราะห์ปริมาณคาเฟอีนด้วยเครื่องโครมาโทกราฟของเหลวสมรรถนะสูง
พบวา ตัวทำละลายที่สามารถสกัดคาเฟอีนจากกากกาแฟพันธุอาราบิกาและกากกาแฟพันธุโรบัสตา
ได ดีที่สุดคือ ไดคลอโรมีเทน รองลงมาคือ เอทิลแอซีเทต เอทานอล และน้ำตามลำดับ
เมื่อใช ไดคลอโรมีเทนเป นตัวทำล ะลายสามาร ถสกัดคาเฟอีน ได้จากกากกาแฟพัน ธ์ุ อาร าบิ ก้า
และกากกาแฟพนั ธุ์โรบสั ตา คดิ เป็นรอ้ ยละผลผลติ เทากบั 0.27 และ 0.21 โดยนำ้ หนักตามลำดบั
เสาวลักษณ์ เรืองอ่อนและคณะ (2560) การศึกษาตัวทำละลายที่เหมาะสมสำหรับสกัดสาร
เบต้าแคโรทีนจากส่วนต่างๆ ของผลฟักทองที่สกัดด้วยตัวทำละลาย 3 ชนิด คือ เฮกเซน อะซิโตน
และ เอทิลอะซิเตด พบว่าตัวทำลายเฮกเซนและอะซีโทนสามารถสกัดสารเบต้าแคโรทีนได้มากที่สุด
และสารเบต้าแคโรทีนส่วนใหญ่พบในส่วนเนื้อของผลฟักทองมากกว่าส่วนเปลือกและเมล็ด
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณเบต้าแคโรทีน ที่สกัดได้จากเนื้อฟักทองทั้ง 3 สายพันธุ์น้ัน
เน้อื ฟกั ทองพนั ธทุ์ องอำไพให้ปรมิ าณเบต้าแคโรทีนสูงทส่ี ดุ เทา่ กับ 7.197 และ 6.482 มิลลิกรัมต่อกรัม
จากการสกดั ดว้ ยเฮกเซนและอะซีโตน ตามลำดบั สำหรับฤทธ์ติ า้ นอนุมลู อสิ ระจากสารสกัดเบต้าแคโร
ทีนทสี่ กัดไดจ้ ากส่วนตา่ งๆ ของเน้ือฟักทองท้ัง 3 สายพันธ์ุมีฤทธต์ิ า้ นอนุมลู อิสระท่ีค่า IC50 อยู่ในช่วง
เท่ากบั 1.86 ถึง 8.66 ไมโครกรมั ต่อมิลลิลิตร
ฤทยั ทิพย์ สุระเสียงและคณะ (2558) ศึกษาฤทธก์ิ ารต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี 2,2-Diphenyl-
1-picrylhydrazyl (DPPH) สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด และวิตามินซี ในใบหม่อน 8 สายพันธ์ุ
โดย 6 สายพันธุ์จากประเทศจีน (SNKM14102, SNKM14104, SNKM14122, SNKM14123,
SNKM14128 และ SNKM14133) และอีก 2 สายพันธุ์จากประเทศไทย (Sakon Nakhon และ
Buriram 60) ผลการศึกษาพบว่าใบหม่อนสายพันธุ์ SNKM14128 มีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูง
ท ี ่ ส ุ ด ( p ≤ 0 . 0 5 ) ส ่ ว น ส า ยพ ั น ธุ์ Sakon Nakhon แ ล ะ SNKM1 4 1 2 3 เ ป ็ น แ ห ล ่งที่ดี
ของสารประกอบ ฟีนอลิค ใบหม่อนสายพนั ธุ์จากประเทศจีนทัง้ 6 สายพันธ์ุมปี ริมาณวิตามินซีต่ำกว่า
ส า ย พ ั น ธุ์ Sakon Nakhon แ ล ะ Buriram 6 0 ด ั ง น ั ้ น ใ บ ห ม ่ อ น ส า ย พ ั น ธ ุ ์ SNKM1 4 1 2 8
30
และ SNKM14123 จึงมีศักยภาพนำไปใช้เป็นส่วนผสมในอาหารเนื่องจากมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
และปรมิ าณสารประกอบฟนี อลิกสงู
Afryla Femilian and other (2019) วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อกำหนดผลของ
การใช้สารสกัดเอทานอลของใบมะละกอต่อกระบวนการรักษาแผลในปากหนู มีหนู Wistar 32 ตัว
แบง่ เป็น 2 กลมุ่ แตล่ ะกลมุ่ มีหนู 16 ตวั ทกุ ตวั ถูกทำให้เป็นแผลเป่ือยโดยใชก้ รดอะซติ ิลน้ำแข็งทาเป็น
เวลา 40 วนิ าทีในเย่ือบกุ ระพุ้งแก้ม กลุ่มบำบัดรกั ษาดว้ ยสารสกัดเอทานอลจากใบมะละกอบนแผลวัน
ละสองครั้ง กลุ่มไม่ได้รับการบำบัดด้วยสารสกัด เนื้อเยื่อที่เป็นแผลถูกตรวจชิ้นเนื้อและย้อมด้วย
H&E ข้อสังเกตคือแสดงในวันที่ 0, 3, 7 และ 12 บนสไลด์ HE สังเกตข้อมูลโดยดูจากตัวบ่งชี้การหาย
ของบาดแผล 3 อย่างเช่น แมคโครฟาจ การสร้างเส้นเลือดใหม่ และการสร้างเซลล์ผิวใหม่ วิเคราะห์
จำนวนมาโครฟาจและการสร้างเส้นเลือดใหม่ กลุ่มและกลุ่มควบคุมในวันที่ 0 แสดงผล p = 1.00
ในวันที่ 3 วนั ท่ี 7 และวนั ท่ี 12 ผลลัพธ์ของ p คอื <0.05 ในกลมุ่ ท่ีได้รับการรักษาในวนั ที่ 0 เทียบกับ
กลุ่มที่ได้รับการรักษาในวันที่ 3, 7, 12 ผลลัพธ์คือ p <0.05 ในกลุ่มบำบัดในวันที่ 3 เทียบกับวันที่
7 และ 12 ผลลัพธ์คือ p>0.05 กลุ่มบำบัดวันที่7เทียบกับกลุ่มที่รับการรักษาในวันที่ 12 มี p>0.05
ในกลุ่มควบคุม ในวันที่ 0 เทียบกับวันที่ 3 ค่าผลลัพธ์ของ p>0.05 ในขณะที่กลุ่มควบคุมวันที่ 0
กับ วันที่ 7, 12 มีผลลัพธ์เป็น p<0.05 กลุ่มควบคุมวันที่ 3เทียบกับวันที่ 7 วันที่ 12 ยังมีผลลัพธ์
ของ p<0.05 การเปรียบเทียบระหว่างการควบคุมวันที่ 7 และวันที่ 12 กลุ่มมีค่า p >0.05
ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดเอทานอลจากใบมะละกอสามารถเร่งการหายของช่องปากได้แผล
ทเ่ี ยือ่ บกุ ระพุง้ แก้มของหนวู ิสตาร์
David Ebuka Arthur and other (2021) ได้ศึกษาการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี
และการวิเคราะห์สมบัติทางเคมีกายภาพจากเมล็ดแครอท (Daucus carota) ที่นำมาจาก
Zaria, Kaduna เพื่อตรวจสอบความสามารถในการนำไปใชง้ าน โดยสกดั น้ำมนั จากเมลด็ แครอททำได้
โดยการสกัดแบบซอกห์เลต และการวิเคราะห์สมบัติทางเคมีกายภาพ ได้ผลดังนี้
ค่าไอโอดีน (67.007/100 gram of KOH), ค่าสะพอนนิฟิเคชัน (78.94 KOH/ gram),
ค่าความเป็นกรด (9.54 มก.), ความหนาแน่นสัมพัทธ์ (0.9797) และกรดไขมันอิสระ (4.797%)
การวิเคราะห์น้ำมันจากเมล็ดแครอทศึกษาโดยวิธี FTIR พิสูจน์ได้ว่ามีหมู่ฟังก์ชัน 3 หมู่
คือ หมู่คาร์บอนิลสำหรับวงแหวนชนิด 5 เหลี่ยม (C=O) หมู่เมทิลีน (C-H) และอะโรมาติกแอลคีน
(C=C)
Vien and Loc (2017) ได้ศึกษาคาร์เพนและอนุพันธ์ของคาร์เพนที่สกัดจากใบมะละกอ
เริ่มต้นด้วยการสกัดอัลคาลอยด์ทั้งหมดจากใบมะละกอ จากนั้นสกัดคาร์เพนด้วย EtOH
และวิเคราะห์เชิงปริมาณในอัลคาลอยด์ทั้งหมดใช้โครมาโตกราฟีแบบคอลัมน์เปิดและวิธีตกผลึก
เพื่อทำให้คาร์เพนบริสุทธิ์ ผลการวิจัยพบว่า อัลคาลอยด์ทั้งหมดในใบมะละกอคาริกามีค่าเท่ากับ
31
0.2% การวิเคราะห์เชิงปริมาณของคาร์เพนบริสุทธิ์โดย HPLC พบว่า คาร์เพนเป็นอัลคาลอยด์หลัก
ที่มีปรมิ าณอัลคาลอยดอ์ ยทู่ ี่ 63% ของอลั คาลอยด์ทั้งหมดทส่ี กัดจากใบมะละกอ
Liang Jin and other (2018) ได้ศึกษาการนำกากกาแฟกลับมาใช้ใหม่โดยการสกัด
จากนั้นนำน้ำมันกาแฟที่ได้จากการสกัดและเมทานอลไปเตรียมไบโอดีเซลผ่านปฏิกิริยา
ทรานส์เอสเทอริฟิเคชั่น กากกาแฟหลังจากการสกัดน้ำมันยังสามารถนำม่ใช้เพื่อทำเชื้อเพลิงชีวภาพ
และวิเคราะห์องค์ประกอบของไบโอดีเซลด้วยวิธีแก๊สโครมาโตกราฟี -แมสสเปกโตรมิเตอร์
พบว่า มีส่วนประกอบในไบโอดีเซลรวมทั้งเอสเทอร์จำนวนมาก กรดไขมันที่ไม่ทำปฏิกิริยา
และสารประกอบอินทรียท์ ่ีเป็นวงและแบบเส้น
Muhammad Hanif and other (2019) ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้น้ำมันจาก
กากกาแฟสำเร็จรูปเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล น้ำมันกาแฟสกัดจากกากกาแฟสำเร็จรูป
โดยวิธีซอกห์เลตและมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี การสกัดด้วยตัวทำละลายผ่านเบด
ที่เป็นของแข็งของกาแฟบด โดยใช้เอ็น-เฮกเซนเปน็ ตวั ทำละลาย น้ำมันสำหรับกระบวนการผลิตแยก
จากตัวทำละลายไฮโดรคาร์บอนอยู่ในเครื่องระเหยสุ ญญากาศแบบหมุนและสารสกัดน้ำมันที่เก็บ
รวบรวมเพอื่ วตั ถปุ ระสงค์เพมิ่ เติม มีน้ำมันกาแฟประมาณ 17.6% (ตามน้ำหนกั แบบแห้ง) ท่ีได้รับจาก
การสกัด 20 รอบ การวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีกายภาพของมันรายงานว่าน้ำมันดิบมีความ
ห น า แ น ่ น 0.89 g/mL, ค ว า ม ห น ื ด ไ ค เ น ม า ต ิ ก 43.82 mm2/s, ค ่ า ก ร ด 44.47 mg/g
และค่า saponification 176.40 mg KOH/g องค์ประกอบของกรดไขมันของน้ำมันที่ได้จากเครื่อง
วิเคราะห์ GC-MS แสดงให้เห็นว่ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นกรดไขมันทรานส์มากกว่า
กรดไขมันซิส
P. Karnjanawipagul and other (2 0 2 1 ) ว ั ต ถ ุ ป ร ะ ส ง ค ์ เ พ ื ่ อ พ ั ฒ น า ว ิ ธี
UV spectrophotometric อย่างง่ายสำหรับการวิเคราะห์ของเบต้าแคโรทีนในแครอท
การสกัดเบต้าแคโรทีนจากแครอททำได้โดยวิธีของเหลว-ของเหลว การสกัดและการดูดกลืนแสงยูวี
ถูกวัดที่ 461 นาโนเมตร วิธีการที่พัฒนาข้ึนนั้นใช้ได้สำหรับความเปน็ เส้นตรง ความแม่นยำ ขีดจำกัด
ของการตรวจจับ (LOD) และขีดจำกัดของปริมาณ (LOQ) วิธี UV spectrophotometric
แสดงให้เห็นความเป็นเส้นตรงที่ดีเยี่ยม (r2= 0.999) ในช่วงของ 1-8 ไมโครกรัม/มล. ความแม่นยำดี
โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสัมพัทธ์น้อยกว่า 6.4 % และการกู้คืนเฉลี่ย 100.2% LOD ของการวัด
ค่าสเปกโตรโฟโตเมตรี UV คือ 0.04ไมโครกรัม/มิลลิลิตร และ LOQ คือ 0.11ไมโครกรัม/มิลลิลิตร
วิธีการที่นำเสนอสามารถนำไปใช้กับการวิเคราะห์เบต้าแคโรทีนในตัวอย่างแครอทจากแหล่งต่างๆ
วิธกี ารที่เช่อื ถือไดร้ วดเรว็ และราคาไม่แพงและสามารถโอนไปยงั ห้องปฏบิ ตั ิการควบคมุ คณุ ภาพได้
Reuben Agada and other (2021) ได้ศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านโรคเบาหวาน
ของสารสกัดเมล็ดมะละกอ สกัดโดยใช้วิธีซอกเลตเพื่อให้ได้สารสกัดหยาบ สารสกัดที่ยังไม่ผ่าน
32
กระบวนการใดๆ ถูกแยกส่วนโดยใช้ตัวทำละลายที่ต่างกันคือ เฮกเซน เอทิลอะซิเตท เมทานอล
และน้ำ ผลการศึกษาพบว่าส่วนที่แยกด้วยเอทิลอะซิเตต แสดงการยับยั้งสูงสุดของ α-อะไมเลสที่มี
ค่า IC50 เท่ากับ 36.84 และ 36.86 มก./มล. ส่วนที่แยกด้วยเอทิลอะซิเตตถูกทำให้บริสุทธิ์
ได้ส่วนย่อยเป็น K, L, M และ N ส่วนย่อย K แสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุดต่ออนุมูล DPPH
และ TBA นอกจากนั้นยังกระตุ้นฤทธิ์ต้านเบาหวานที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดต่อ α-อะไมเลส
และ α-กลูโคซิเดส ในลำไส้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงการใช้ยาพื้นบ้านของเมล็ดมะละกอ
เปน็ สารต้านอนุมลู อสิ ระ และต้านโรคเบาหวานทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ
Rosa Colucci Cante and other (2021) ได้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบความชื้น ของ
Spent coffee ground (SCG) ตอ่ ผลผลิตและอัตราการสกดั โดยเตรียมตัวอย่างกากกาแฟ และนำมา
สกัดด้วย 1,1,1,2-Tetrafluoroethane (Norflurane) จากนั้นนำมาวิเคราะห์ fatty acid ด้วยเครื่อง
GC พบว่าประสิทธิผลของกระบวนการสกัดแบบใหม่สำหรับเมทริกซ์แบบเปียก แบบแห้ง และแบบ
แห้งบางส่วน ผลผลิตน้ำมันและระยะเวลาในการสกัด (ประมาณ 92% ใน 75, 90 และ 285 นาที
ตามลำดับ) แสดงให้เหน็ วา่ การทำให้แห้งบางส่วนของ SCG ชว่ ยการละลายของน้ำมนั ใน Norflurane
ระหว่างขน้ั ตอนการสกดั คร้ังแรกมีกรดไขมันปาลม์ (C16:0) และไลโนเลอกิ (C18:2) เปน็ ส่วนประกอบ
หลักของสารสกัดและอัตราส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนต่อกรดไขมันอิ่มตัวอยู่ที่ประมาณ
1.01–1.22 ค่ากรดไขมันจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ตามสถิติแล้วสารประกอบบางชนิด
จะเพิ่มขน้ึ หรือลดลงจากการทำให้แห้ง เมือ่ เปรียบเทยี บกบั การสกัดแบบซอกหเ์ ลต
Timilehin D. Oluwajuyitan and other (2021) ในการวิจัยนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับ
อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ส า ร ต ้ า น อ น ุ ม ู ล อ ิ ส ร ะ แ ล ะ ค ุ ณ ส ม บ ั ต ิ ท า ง พ ฤ ก ษ เ ค ม ี ข อ ง ส า ร ส ก ั ด จ า ก ผ ง โ ก โ ก้
และใบมะละกอ หลังจากผสมกันและผสมกับตัวทำละลาย คือ น้ำและเอทานอล ระดับเส้นใยดิบ
ของส่วนผสมเพิ่มขึ้น 5 เทา่ ใน 100% เมอื่ เทียบกบั ผงโกโก้ 75% แตผ่ งโกโกใ้ ห้ปริมาณโปรตีนเพิ่มขึ้น
50% โดยเฉพาะใบมะละกอในสารสกัดเอทานอลให้ DPPH สูงถึง (77.54–85.5%)
และการขับอนุมูลอิสระและปฏิกิริยาคีเลตโลหะสูงกว่าสารสกัดที่เป็นน้ำ (72.07–83.26%,
71.28–89.83% และ 21.45–56.86% ตามลำดบั ) ในทางตรงกนั ข้าม ACP ได้เพ่มิ ลกั ษณะพฤกษเคมี
(ฟลาโวนอยด์ แทนนิน และฟีนอล)
Sasikarn Panpraneecharoen and other (2020) งานวิจัยนี้เปน็ การศึกษาการสกัดนำ้ มัน
จากกากกาแฟอาราบิคที่ใช้แล้ว ด้วยตัวทำละลายเฮกเซน เวลาในการสกัดคือ 1, 2, 4, 6 และ 8
ชั่วโมง โดยใช้วิธีซอกหเ์ ลตผลการศึกษาพบวา่ n-hexane 100% เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ให้ผลผลิตสูงสดุ
14.42±0.43ก./100 กรัมของความชื้นฐานแห้ง กรดไลโนเลอิกและกรดปาลมิติกเป็นกรดไขมันหลักที่
พบในกาแฟน้ำมัน ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ำมันสกัดจากกาแฟ
ผลลัพธ์พบว่า FFA เท่ากับ 7.52±1.23% ค่าเปอร์ออกไซด์เท่ากับ 23.96±2.09 mgEqv/kg น้ำมัน
33
ความหนาแน่น 1.38±0.04 g/cm3, ความหนืดคือ 34.66±0.41 cSt, ค่าไอโอดีนเท่ากับ 97.25 g
I2/100g และหมายเลขสะพอนิฟิเคชั่นคือ 204.12 มก.KOH/g กลุ่มหน้าที่หลักของน้ำมันกาแฟ
มีลักษณะเฉพาะโดยใช้เทคนคิ FTIR
Sukma Rizki Ariga and other (2018) ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนด
ลักษณะทางกายภาพและทางเคมีของน้ำมันกาแฟที่สกัดโดยใช้กรรมวิธีแช่หมักโดยการปรับอุณหภูมิ
และเวลาในการคั่วเมล็ดกาแฟ การศึกษานี้ใช้การทดลองแบบสุ่ม ที่มีอุณหภูมิการคั่วของกาแฟ ( S)
ประกอบด้วย 3 ระดับ คือ S1 =165 ◦C (อ่อน), S2 = 185 ◦C (ปานกลาง), S3 = 195 ◦C (แรง)
และเวลาในการคั่วประกอบด้วยสามระดับคือ L1 = 20 นาที L2 = 40 นาที และ L3 = 60 นาที
ผลการวิจัยพบว่า ผลผลิตน้ำมันกาแฟที่ได้คือ 5.7% -16.0% ความถ่วงจำเพาะ 0.93-0.97
จำนวนสะพอนิฟิเคชั่น 185.61-188.70 mgKOH/g และค่าความเป็นกรด 1.30-2.87 มก./กรัม
การทดลองที่ดีที่สุดคือน้ำมันกาแฟที่มอี ุณหภูมิในการคั่วที่ 195 ◦C และระยะเวลาในการคั่ว 20 นาที
ซึ่งให้ผลผลิตสูงสุด 15.3% ความถ่วงจำเพาะ 0.97 จำนวนสะพอนิฟิเคชั่น 188.57 มก.KOH/g
และกรดหมายเลข 1.60 มก./กรัม ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันกาแฟโดยใช้
แก๊สโครมาโตกราฟีแมสสเปกตรัม กรดไขมันหลักในน้ำมันกาแฟ ได้แก่ กรดไลโนเลอิก (47.3%)
และกรดปาลมติ ิก (36.6%)
Wei-Lung Chou and other (2012) การศึกษานี้ใช้เทคนิคการดูดซับแบบแบตช์
เพื่อประเมินความเหมาะสมของกากกาแฟที่ใช้แล้วเป็นตัวดูดซับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับ
การกำจัดไอออนอินเดียมออกจากสารละลายที่เป็นน้ำ นอกจากนี้ยังตรวจสอบผลกระทบของ
พารามิเตอร์กระบวนการ เช่น pH ของสารละลาย ตัวดูดซับ ปริมาณความเข้มข้นเริ่มต้นของไอออน
อินเดียมและอุณหภูมิต่อประสิทธิภาพการดูดซับ ข้อมูลการทดลองถูกติดตั้งด้วยแบบจำลอง
ไอโซเทอร์มการดูดซับหลายตัวเพื่ออธิบายการดูดซับกระบวนการของอินเดียมไอออนบนกากกาแฟ
การทำนายแบบจำลองไอโซเทอร์มของแลงเมียร์ตรงกับการสังเกตการทดลองที่น่าพอใจ นอกจากนี้
ข้อมูลจลนศาสตร์ที่ได้รับที่ต่างกันความเข้มข้นตั้งต้นถูกวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองจลนพลศาสตร์
อันดับสองเทียมและอันดับสองเสมือนแบบจำลองลำดับที่สองหลอกให้เหมาะสมกับผลการทดลอง
ที่มีสหสัมพันธ์ค่าสัมประสิทธิ์ที่มากกว่า 0.99 พารามิเตอร์ทางอุณหพลศาสตร์ รวมถึงพลังงาน
ที่ปราศจากกิ๊บส์ เอนทาลปีและเอนโทรปี แสดงให้เห็นว่าการดูดซับอินเดียมของสารละลายในน้ำ
บนกากกาแฟคอื เป็นไปได้ เกดิ ขน้ึ เอง และดดู ความรอ้ นในชว่ งอณุ หภมู ิ 288 ถงึ 318 เคลวนิ
34
บทที่ 3
วิธกี ารดำเนนิ การวิจัย
3.1 สารเคมแี ละเครือ่ งมือ
ตารางท่ี 3.1 สารเคมี
ชอ่ื สารเคมี Chemical บริษทั / ประเทศ
Grade
Ascorbic acid AR Grade Loba chemie
Betacarotene AR Grade Sigma-Aldrich
DPPH AR Grade Sigma-Aldrich
Ethanol AR Grade
Ethyl Acetate AR Grade Labscan
Hexane AR Grade Labscan
Hydrochloric acid (Conc.) AR Grade J.T Baker
Methanol AR Grade Labscan
Phenolphthalein AR Grade Labscan
Phosphoric acid (H3PO4) AR Grade Loba chemie
Potassium dihydrogen phosphate AR Grade Merck
(KH2PO4) Merck
Potassium hydroxide AR Grade
Sodium Hydroxide AR Grade J.T Baker
Merck
35
ตารางท่ี 3.2 เคร่ืองมือ
เคร่อื งมอื ยี่ห้อ/รนุ่ บรษิ ทั
Vortex Genie 2 scientific industries
เครื่อง Fourier Transform Infrared Shimadzu, IRTracer-100
Spectrometer (FTIR) Japan
เครื่อง UV-Vis spectrophotometer Biochrom Libra S60 Germany
เครอ่ื งเขย่าแบบควบคมุ อณุ หภูมิ Lauda, VS 45 OI
เครื่องชงั่ ความละเอยี ดทศนยิ ม 2 ตำแหนง่ Sartorius Binder
เครื่องชง่ั ความละเอยี ดทศนิยม 3 ตำแหน่ง Sartorius
เครอื่ งชั่งความละเอียดทศนยิ ม 4 ตำแหน่ง Sartorius
ตู้อบลมร้อน
pH meter SI analytics
ตารางท่ี 3.3 อปุ กรณท์ ่ใี ช้ในหอ้ งปฏิบัตกิ าร
กระบอกตวง อุปกรณ์
ขวดรูปชมพู่ กระดาษกรอง whatman No.1
ขวดวัดปริมาตร ไม้พาย
ช้อนตกั สาร ทจ่ี ับบวิ เรตต์พร้อมชดุ ขาตั้ง
ตะแกรงขนาด 1 mm หลอดทดลอง
ถุงซปิ ฉลากติดชื่อสารเคมี
แทง่ แกว้ คนสาร กรวยกรอง
บิวเรตต์ อะลมู เิ นียมฟรอยด์
บกี เกอร์ พมิ พ์สบู่
ปิเปตต์พร้อมจุกยาง ถาดอบแห้ง
ไมโครปเิ ปต ขวดน้ำกล่ัน
หลอดหยดพร้อมจุกยาง
36
3.2 ขัน้ ตอนการทดลอง
3.2.1 การสกดั น้ำมันจากกากกาแฟ (ดดั แปลงจาก โชคชัย เหมอื นมาศ และคณะ, 2560)
กากกาแฟจากร้าน Sipster Roaster จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สกัดด้วยเครื่องสกัดอุณหภูมิ 94
องศาเซลเซยี ส)
นำกากกาแฟมาอบเพื่อไล่ความชื้น ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง
จากนั้นสกดั นำ้ มันโดยช่ังกากกาแฟแห้งประมาณ 10 กรมั ใส่ในขวดรปู ชมพู่ เตมิ ตวั ทำละลายเฮกเซน
50 มิลลิลิตร นำไปเขย่าด้วยเครื่องเขย่าแบบควบคุมอุณหภูมิ (Shaker Incubator) ที่อุณหภูมิ
37 องศาเซลเซียส ความเร็ว 150 รอบต่อนาที เป็นเวลา 16 ชั่วโมง จากนั้นกรองด้วยกระดาษกรอง
ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 110 มิลลิเมตร เพื่อแยกส่วนของสารละลายออกจากกากกาแฟ
นำสารละลายที่กรองได้ ไประเหยด้วยเครือ่ งกล่ันระเหยแห้งแบบลดความดันเพื่อให้ได้นำ้ มันจากกาก
กาแฟ แลว้ นำนำ้ มนั ไปช่งั เพ่ือคำนวณร้อยละของนำ้ มนั จากกากกาแฟทีส่ กัดได้
3.2.2 การสกดั ใบมะละกอ (ดดั แปลงมาจาก Timilehin et al., 2021)
ใบมะละกอจากหอพกั ราชพฤกษ์วลิ เลจ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุราษฎรธ์ านี
นำใบมะละกออบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง จากน้ัน
นำตัวอย่างปั่นด้วยเครื่องบดสาร และกรองด้วยตะแกรงร่อนขนาด 1 มิลลิเมตร
ชั่งตัวอย่างใบมะละกอบด 10 กรัม ใส่ในขวดรูปชมพู่ เติมเอทานอล 50 มิลลิลิตร ปิดด้วย
อะลูมิเนียมฟอยล์ (กันแสง) ตั้งที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นกรองด้วยกระดาษกรองแล้วนำ
สารละลายที่กรองได้ไประเหยดว้ ยเครอ่ื งกล่นั ระเหยแหง้ แบบลดความดัน
3.3.3 การวิเคราะหค์ ุณสมบัติของน้ำมันกากกาแฟ
1.) วเิ คราะห์กรดไขมันอสิ ระ (Free fatty acid) (ดัดแปลงจาก โชคชัย เหมือนมาศ และ
คณะ, 2560)
ชั่งตัวอย่างน้ำมันที่สกัดได้ 1 กรัม ในขวดรูปชมพู่ขนาด 250 มิลลิลิตร เติมเอทานอล
50 มิลลิลิตร เขย่าอย่างแรงเพื่อให้ตัวอย่างละลายในแอลกอฮอล์ จากนั้นเติมฟีนอล์ฟทาลีน
จำนวน 3 หยด แล้วไทเทรตสารละลายตัวอย่างดว้ ยโซเดยี มไฮดรอกไซด์ 0.1 นอร์มัล จนกระทั่งได้
จุดยตุ เิ ปน็ สีชมพอู อ่ น
2.) วิเคราะห์ค่าสะพอนิฟิเคชั่น (Saponification value) (ดัดแปลงจาก Arthur et al.,
2021)
ชั่งตัวอย่างน้ำมันที่สกัดได้ 1 กรัม ลงในขวดรูปชมพู่ ขนาด 250 มิลลิลิตร เติมสารละลาย
เอทานอลิกโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ 0.5 นอร์มัล 25 มิลลิลิตร จากนั้นเติมสารละลาย
37
ฟีนอล์ฟทาลีนจำนวน 3 หยด นำไปไตเตรทด้วยสารละลายกรดไฮโดรคลอริก 0.5 นอร์มัล
จนกระทงั่ สชี มพหู ายไป และไทเทรต Blank เชน่ เดยี วกับสารตัวอยา่ ง
3.3.4 การวิเคราะห์คุณสมบัติของสารสกัดจากใบมะละกอ (ดัดแปลงจาก Timilehin et al.,
2021)
1.) วิเคราะหฤ์ ทธกิ์ ารตา้ นอนมุ ูลอสิ ระ (DPPH)
1. เตรียมสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บิก ความเข้มข้น 1000 ppm เป็น Stock
Solution แล้วนำมาเตรียมความเขม้ ขน้ 5, 10, 20, 30, 40 และ 50 ppm
2. เตรียมสารละลาย DPPH ความเข้มข้น 0.1 มิลลิโมลาร์ เตรียมโดยการชั่ง DPPH
0.0039 กรมั ละลายในเอทานอล แล้วปรับปริมาตรเปน็ 100 มิลลลิ ติ ร
3. นำสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บิก 0.3 มิลลิลิตร เติมเอทานอล 1.5 มิลลิลิตร
ผสมให้เข้ากันด้วย Vortex เก็บไว้ในที่มืดเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสง
ที่ความยาวคล่นื 517 นาโนเมตร
4. นำสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บิก 0.3 มิลลิลิตร เติม DPPH 1.5 มิลลิลิตร
ผสมให้เข้ากันด้วย Vortex เก็บไว้ในที่มืดเป็นเวลา 40 นาที จากนั้นนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสง
ที่ความยาวคลน่ื 517 นาโนเมตร
5. นำสารสกัดที่ได้ 0.3 มิลลิลิตร เติม DPPH 1.5 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากันด้วย Vortex
เกบ็ ไว้ในที่มดื เปน็ เวลา 40 นาที จากนัน้ นำไปวดั คา่ การดดู กลืนแสงทีค่ วามยาวคลืน่ 517 นาโนเมตร
6. นำสารสกัดที่ได้ 0.3 มิลลิลิตร เติมเอทานอล 1.5 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากันด้วย Vortex
เกบ็ ไว้ในทีม่ ืดเปน็ เวลา 40 นาที จากนนั้ นำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงทค่ี วามยาวคลนื่ 517 นาโนเมตร
7. นำเอทานอล 0.3 มิลลิลิตร เติม DPPH 1.5 มิลลิลิตร ผสมให้เข้ากันด้วย Vortex
เก็บไว้ในทีม่ ืดเป็นเวลา 40 นาที จากนัน้ นำไปวัดคา่ การดูดกลืนแสงทีค่ วามยาวคลนื่ 517 นาโนเมตร
2.) วิเคราะห์หาปริมาณเบต้าแคโรทีน (Betacarotene) (ดัดแปลงจาก ดวงพร ภู่ผะกา,
2558)
2.1 การเตรียมสารละลายมาตรฐาน
1. เตรียมสารละลายมาตรฐานเบต้าแคโรทีน 1000 ppm เป็น Stock solution (ใช้เอทิล
อะซิเตทเป็นตัวทำละลาย) เตรียมเป็นความเข้มข้นต่างๆ 2, 4, 6, และ 8 ppm แล้วนำสารละลาย
มาตรฐานไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 454 นาโนเมตร ด้วยเครื่อง UV-Visible
spectrophotometer บันทึกผลและสร้างกราฟมาตรฐานของเบตา้ แคโรทีน
38
2.2 การวเิ คราะหห์ าปริมาณเบตา้ แคโรทีนในตัวอย่าง
1. นำสารสกัดใบมะละกอ 0.625 มิลลิลิตร ละลายด้วยเอทิลอะซิเตท 6.25 มิลลิลิตร
และไปวดั ค่าการดดู กลืนแสงทค่ี วามยาวคลื่น 454 นาโนเมตร
2. คำนวณหาปริมาณเบตา้ แคโรทนี จากกราฟมาตรฐานเบตา้ แคโรทนี
3. การหาปรมิ าณวิตามินซี (ดดั แปลงจาก โชคชยั ดำทรัพย์ และคณะ, 2560)
1.) การเตรียมสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บกิ
1. ชั่งสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บิก 0.05 กรัม ละลายด้วยน้ำกลั่น ปรับปริมาตร
เป็น 50 มลิ ลิลิตร
2. เตรียมสารละลายมาตรฐานกรดแอสคอร์บิกท่ีความเขม้ ข้น 2, 4, 8, 10, 12, 16, 20, 25
และ 30 ppm ปริมาตรความเข้มข้นละ 10 มิลลิลิตร จากนั้นนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาว
คลื่น 254 นาโนเมตร ด้วยเครื่อง UV-Visible spectrophotometer บันทึกผลและสร้าง
กราฟมาตรฐาน
2.) เตรียมสารละลายบัฟเฟอร์ KH2PO4 - H3PO4 (pH 3.0)
1. นำ Potassium dihydrogen phosphate (KH2PO4) 0.024 กรัม ละลายด้วยน้ำกล่ัน
ปรบั pH ดว้ ย Phosphoric acid (H3PO4) ปรับปรมิ าตรเป็น 10 มิลลลิ ิตร
2. ชั่งสารสกัด 0.5 กรัม นำมาละลายในสารละลายบัฟเฟอร์ KH2PO4 - H3PO4, pH 3.0
ความเข้มข้น 0.02 โมลาร์ต่อเมทานอล ในอัตราส่วน 1:20 โดยปริมาตร และทิ้งไว้ 15 นาที จากน้ัน
นำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 254 นาโนเมตร ด้วยเครื่อง UV-Visible
spectrophotometer
3.3.5 การวเิ คราะห์โครงสรา้ งของกากกาแฟและใบมะละกอ
นำกากกาแฟและใบมะละกอที่บดแล้ว มาวิเคราะห์โครงสร้างด้วยเครื่อง Fourier
Transform Infrared Spectrometer (FTIR) โดยวธิ ี ATR (Attenuated Total Reflectance)
3.3.6 การทำสบู่จากนำ้ มนั กากกาแฟและใบมะละกอ (ดัดแปลงจาก สธุ รี า สุนทรารักษ์, 2554)
1.ละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ในน้ำตามสัดส่วนในตารางที่ 1 ใช้แท่งแก้วคนจน
โซเดียมไฮดรอกไซด์ละลายหมด ตั้งสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ให้เย็น จนอุณหภูมิลดลง
เหลอื ประมาณ 37 องศาเซลเซียส
2. เทสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ลงในน้ำมันส่วนของน้ำมันตามสัดส่วนในตารางที่ 1
ใสภ่ าชนะ ใชแ้ ทง่ แก้วคนใหส้ ว่ นผสมให้สมำ่ เสมอและกวนใหไ้ ดเ้ ขา้ กันมากที่สุด