The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การวิเคราะห์คุณสมบัติของกากกาแฟและใบมะละกอเพื่อนำมาพัฒนาเป็นสบู่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peeranat_dam, 2022-04-03 08:01:40

การวิเคราะห์คุณสมบัติของกากกาแฟและใบมะละกอเพื่อนำมาพัฒนาเป็นสบู่

การวิเคราะห์คุณสมบัติของกากกาแฟและใบมะละกอเพื่อนำมาพัฒนาเป็นสบู่

39

3. คนให้เข้ากันอย่างน้อย 30 นาที จนส่วนผสมที่ได้จบั ตัวกันมีลักษณะเน้ือเนียน ให้เติมสาร

สกัดใบมะละกอลงไป แล้วคนตอ่ อีกประมาณ 15 นาที จึงเทลงในพิมพท์ เ่ี ตรยี มไว้ ทิ้งไวจ้ นแขง็

ตารางที่ 3.4 อัตราส่วนของนำ้ มนั จากกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอในการทำสบู่ (กรมั )

สูตรสบู่ น้ำ โซเดียมไฮดรอกไซด์ นำ้ มันกากกาแฟ สารสกดั ใบมะละกอ

สูตรท่ี 1 0.70 0.10 1.70 0.06

สูตรที่ 2 0.40 0.06 1.00 0.05

สูตรท่ี 3 0.50 0.08 1.25 0.05

สตู รที่ 4 0.60 0.09 1.50 0.05

3.3.7 ประเมนิ คุณสมบตั ขิ องสบู่ (ดัดแปลงจาก มณฑา หมีไพรพฤกษ์, 2561)
1. การทดสอบคา่ ความเปน็ กรด-ด่าง (pH)
ตัดสบู่เป็นแท่งมา 0.2 g และเติมน้ำกลั่น 4.8 มิลลิลิตร เทใส่บีกเกอร์และคนผสมให้เข้ากัน

นำไปวดั คา่ pH ดว้ ย pH meter บนั ทึกคา่ pH
2. การทดสอบปริมาณฟอง
ตัดสบู่เป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ให้มีน้ำหนักประมาณ 2 กรัม นำสบู่มาเขย่าในน้ำกระด้าง

โดยน้ำกระด้างปริมาณ 20 มิลลิลิตร (ประกอบด้วย MgCl2 0.0139 % w/w และ CaCl2 ปริมาณใน
0.0304 % w/w) ทีค่ วามเรว็ 150 รอบตอ่ นาที อณุ หภูมิ 30 °C เป็นเวลา 5 นาที เทนำ้ สบู่ปริมาณ 20
มิลลิลิตร โดยใช้กระบอกขนาด 100 มิลลิลิตร เขย่าคว่ำขึ้น-ลง จำนวน 5 ครั้ง อ่านปริมาณฟองที่ได้
ทันที (ปริมาณฟองที่ได้ เรียกว่า flash foam) และสังเกตลักษณะฟองทิ้งไว้ 2 นาที อ่านความสูงของ
ฟองที่เหลือ (ปริมาณฟองที่ได้ เรียกว่า foam drainage และสังเกตลักษณะฟองทำการทดสอบซ้ำ
อีก 2 ครั้ง โดยสบู่ต้องใหฟ้ องเมอ่ื ละลายน้ำ (ชนมส์ วัสดิ์, 2551 และมาตรฐานผลติ ภณั ฑช์ ุมชน, 2552)
3.3.8 ประเมินความพงึ พอใจผใู้ ช้สบู่ จำนวน 20 คน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีและ
บคุ คลภายนอก จำนวน 20 คน

เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล คอื แบบสอบถามความพึงพอใจของผ้ใู ชผ้ ลิตภัณฑ์สบู่
ซงึ่ ประกอบดว้ ยข้อมลู ทง้ั หมด 3 ตอน ไดแ้ ก่

ตอนท่ี 1 ข้อมลู ท่วั ไป เก่ียวกับบคุ คลประกอบดว้ ย เพศ และอายุ
ตอนท่ี 2 ระดับความพงึ พอใจผทู้ ดลองใชผ้ ลิตภณั ฑ์ แบง่ ออกเปน็ 2 ด้าน

2.1 ดา้ นคุณลกั ษณะของผลิตภณั ฑ์
- ผลติ ภัณฑม์ ีรูปลักษณ์สวยงาม
- ผลติ ภณั ฑ์มกี ล่ินหอม

40

- ผลติ ภัณฑ์สสี ันสวยงาม
2.2 ดา้ นคุณภาพของผลติ ภัณฑ์
- ความรู้สกึ ตอ่ ผิวทส่ี ะอาด สดชน่ื
- ปริมาณการเกดิ ฟองท่ีเหมาะสม
- เน้อื สมั ผัสของสบู่
- ล้างออกง่าย
- ความอ่อนโยนต่อผิว ไมท่ ำใหเ้ กิดอาการแพ้
ตอนท่ี 3 เป็นคำถามแบบเปิด โดยเปน็ ข้อเสนอแนะความคิดเหน็ ในการปรับปรงุ และพัฒนา

41

บทท่ี 4
ผลการวจิ ยั และอภปิ รายผล

4.1 การหาปริมาณความช้ืน
การหาปริมาณความชื้นในกากกาแฟ โดยนำตัวอย่างกากกาแฟไปอบด้วยตู้อบลมร้อนที่

อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง (โชคชัย และรวมพล, 2561) ผลที่ได้ดังแสดงใน
ตารางที่ 4.1 ซง่ึ จะพบว่า เปอร์เซ็นต์ความชื้นในกากกาแฟมีคา่ เท่ากับ 36.86±0.91% ค่าที่ได้มีความ
สอดคล้องกับงานวิจัยของ Ammerlaan et al.,(2012) แต่จะมีค่าแตกต่างจากงานวิจัยของ โชคชัย
และรวมพล (2561) และ Haile et al.,(2013) มีความชื้นเท่ากับ 58.30, 40.50 และ57.60 %
ตามลำดบั โดยปริมาณความช้ืนของกากกาแฟเป็นผลมาจากข้ันตอนในการสกัดกาแฟท่ีใช้น้ำร้อนด้วย
เครือ่ งชงกาแฟ ซงึ่ ตอ้ งใช้ความดันในของการสกัด หากใชแ้ รงดันสงู ในขั้นตอนการสกัดกาแฟ จะพบว่า
ปริมาณความชื้นที่เหลืออยู่ในกากกาแฟจะน้อยลง แต่หากใช้แรงดันต่ำ ปริมาณความชื้นที่เหลืออยู่
ก็จะมาก
ตารางที่ 4.1 แสดงปรมิ าณความชนื้ ของกากกาแฟ

จากการทดลอง ปริมาณความช้ืน Haile
36.86±0.91 โชคชยั และรวมพล Ammerlaan et al.,(2013)

(2561) et al.,(2012) 57.60
58.30 40.50

ส่วนความชื้นในใบมะละกอ ทำโดยการนำใบมะละกอไปอบด้วยตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ
60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง (ดัดแปลงจากTimilehin et al., 2021) แล้วนำมาคำนวณ
หาเปอร์เซ็นต์ความชื้น ซึ่งจะพบว่าปริมาณความชื้นในใบมะละกอมีค่าเท่ากับ 17.52 %
(ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยการศึกษาเกี่ยวกับใบมะละกอมากนัก จึงไม่มีข้อมูลในส่วนการหา
ปรมิ าณความช้ืนในใบมะละกอ)
4.2 การหาปริมาณน้ำมนั กากกาแฟ

ก า ร ส ก ั ด น ้ ำ ม ั น ด ้ ว ย ต ั ว ท ำ ล ะ ล า ย เ ฮ ก เ ซ น ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ ใ น ก า ร ส ก ั ด น ้ ำ ม ั น ไ ด ้ ดี
เนื่องจากเฮกเซนเป็นตัวทำละลายที่มีขั้วต่ำ ซึ่งมีความสอดคล้องกับโมเลกุลของน้ำมันคือ
น้ำมันจะมีค่าความเป็นขั้วต่ำ เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้แรงดึงดูดที่เกิดจากปฏิกิริยาของสาร

42

ที่ไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic interaction) เพิ่มมากขึ้น และยังทำให้ electrostatic interaction
มคี ่าลดลงดว้ ยแรงท้งั สองที่กล่าวมคี วามสำคัญในการสกัดสารไม่มีขัว้

ตารางท่ี 4.2 แสดงผลร้อยละของน้ำมันกากกาแฟ

% รอ้ ยละของน้ำมันกากกาแฟ

จากการทดลอง โชคชัย และ ศภุ ลักษณ์ และ Panpraneecharoen, รพีพรรณ
10.89±0.17 (2560)
รวมพล (2561) คณะ (2564) Chimanee (2020) 9-16

12.20 9.62 14.41

ผลการศึกษาปริมาณน้ำมันที่สกัดจากกากกาแฟโดยใช้ตัวทำละลายเป็นเฮกเซน
โดยใช้เวลา 16 ชั่วโมงในการสกัด ได้ร้อยละของน้ำมันกากกาแฟ (%yield) จากตารางที่ 4.2 พบว่า

ร้อยละของน้ำมันที่สกัดได้จากกากาแฟเท่ากับ 10.89±0.17 ซึ่งใกล้เคียงกับงานวิจัยของ (โชคชัย
และรวมพล, 2561) (ศุภลักษณ์ และคณะ, 2012) (Panpraneecharoen, Chimanee, 2020)

ทั้งนี้ความแตกต่างขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของกาแฟ ปริมาตรของตัวทำละลาย เวลาที่ใช้ในการสกัด
แหล่งเพาะปลูก และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ปริมาณน้ำมันที่มีในกากกาแฟจะอยู่ในช่วง

9- 16% (รพีพรรณ, 2560)

4.3 การหาผลรอ้ ยละของสารสกดั ใบมะละกอ
การสกัดใบมะละกอโดยใช้เอทานอลเป็นตัวทำละลายเพื่อสกัดสารจากใบมะละกอ

ให้ได้สารที่มีความเข้มข้น ทำการสกัดแบบแช่หมัก เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้ได้สารสกัดที่เข้มข้น
จะนำไประเหยตัวทำละลายด้วยเครื่องระเหยสารแบบหมุน ซึ่งมีอัตราส่ว นดั งน้ี
ใบมะละกอ : เอทานอล ในอัตราส่วน (10 : 50) เพื่อหาผลร้อยละของสารสกัดใบมะละกอ
แสดงในตารางที่ 4.3 ซึ่งจะตารางพบว่าผลร้อยละของสารสกัดใบมะละกอเท่ากับ 4.35 ซึ่งมีความ
สอดคล้องกับงานวิจัยที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลร้อยละของสารสกัดในใบมะละกอซึ่งมีค่าเท่ากับ 5.1
(ยทุ ธพงษ์ และคณะ, ม.ป.ป.)

ตารางท่ี 4.3 แสดงคณุ สมบัติของใบมะละกอ

พืชตวั อยา่ ง ลักษณะของ น้ำหนกั พืชตวั อยา่ ง ผลร้อยละของสารสกดั
ใบมะละกอ สารสกัด (กรมั ) ใบมะละกอ (%)

หนดื มีสีเขียวเขม้ 10 4.35
กลิน่ ฉนุ

43

4.4 การวิเคราะห์คุณสมบตั ิของน้ำมนั กากกาแฟ
4.4.1 การวิเคราะหก์ รดไขมันอิสระในน้ำมนั กากกาแฟ
ในการวิเคราะห์ปริมาณกรดไขมันอิสระในน้ำมันกากกาแฟ ได้ผลการทดลอง

แสดงดงั ตารางที่ 4.4 ปรมิ าณกรดไขมนั อสิ ระของน้ำมนั กากกาแฟ มีคา่ เทา่ กบั 3.46±0.06 โดยปัจจัย
ที่มีผลต่อการเพิ่มข้ึนของปริมาณกรดไขมันอิสระได้แก่ ความชื้น ความร้อน แสงสว่าง และระยะเวลา
เพื่อเป็นการป้องกันการเพิ่มขึ้นของกรดไขมันอิสระ จึงต้องลดปัจจัยดังกล่าว นอกจากนี้ปริมาณ
กรดไขมันอิสระที่สูงกว่า 1% จะลดประสิทธิภาพในการทำปฏิกิริยาสบู่ กล่าวคือ กรดไขมันที่มีอยู่จะ
เกิดปฏิกิริยากับตัวเร่งปฏิกิริยาจนเกิดเป็นสบู่ จนทำให้ปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีอยู่ในระบบ
น้อยลง ทำใหป้ ฏกิ ริ ยิ าท่ีจะเกดิ ขึน้ ไม่สมบูรณ์ และจะส่งผลต่อการแยกช้ันของผลิตภัณฑ์ (โชคชัย และ
รวมพล, 2561)

4.4.2 การหาค่าสะพอนิฟเิ คชัน่ ในน้ำมันกากกาแฟ
ในการวิเคราะห์ค่าสะพอนิฟิเคชั่นของน้ำมันกากกาแฟของงานวิจัยนี้ มีค่าเท่ากับ
82.64±10.50 mgKOH / g ค่าสะพอนิฟิเคชั่นมีความสำคัญในการบ่งบอกวัดน้ำหนักโมเลกุลเฉล่ีย
(หรอื ความยาวของโซ)่ ของกรดไขมันทง้ั หมดท่ีมีอยู่ในตวั อย่างเปน็ ไตรกลเี ซอไรด์ ยิ่งค่าสะพอนฟิ ิเคชั่น
สูงความยาวเฉลี่ยของกรดไขมันก็จะยิ่งลดลง น้ำหนักโมเลกุลเฉลี่ยของไตรกลีเซอไรด์ก็จะยิ่งน้อยลง
ดังนั้น จึงต้องใช้ด่างเป็นจำนวนมากในการไฮโดรไลซ์ ทำนองเดียวกันถ้าค่าสะพอนิฟิเคชันต่ำ
แสดงว่ากรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบในโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์มีน้ำหนักโมเลกุลมาก จึงมีจำนวน
โมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ ต่อหน่วยนำ้ หนกั เป็นจำนวนนอ้ ย ทำให้ใช้ดา่ งนอ้ ยในการทำปฏิกิริยา

ตารางท่ี 4.4 คณุ สมบัตทิ างเคมีของน้ำมนั กากกาแฟ

คุณสมบัติ จากการ โชคชยั และรวมพล Al-Hamamre Panpraneecharoen
(2561) et al., (2012) , Chimanee (2020)
ทดลอง
4.81 3.65 7.52
ปรมิ าณกรดไขมัน 3.46±0.06
อิสระ (%FFA)

4.5 การวิเคราะห์คณุ สมบัตขิ องสารสกัดจากใบมะละกอ
4.5.1 การหาปรมิ าณวิตามนิ ซีของใบมะละกอ
จากการหาปริมาณวิตามินซีในสารสกัดใบมะละกอ โดยใช้สารละลายบัฟเฟอร์ต่อเมทานอล

ในอัตราส่วน 1:20 โดยปริมาตร เป็นตัวทำละลาย และมีกรดแอสคอร์บิกเป็นสารละลายมาตรฐาน

44

โดยใช้เทคนิค UV-Visible spectrophotometry วัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 254 nm
พบว่า ได้สมการ y = 0.0535x + 0.0546, R² = 0.9968 ผลที่ได้ดังแสดงในตารางที่ 4.5
ซ่ึงจะพบว่า มปี ริมาณวิตามินซใี นสารสกัดใบมะละกอ เทา่ กบั 296.66±29.75 mg/100g น้ำหนักแห้ง
ของสารตัวอย่าง ซึ่งผลที่ได้ผลที่ได้มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานวิจัยอื่นๆ
(Nwamarah, et al., 2019), (Maisarah, et al., 2014) และ (Rajasekhar, 2017) มีปริมาณ
วติ ามินซีเท่ากับ 68.59±1.80, 85.60 ± 0.01 และ 60.9 ตามลำดบั

ตารางที่ 4.5 ปริมาณวิตามนิ ซีในใบมะละกอ

จากการทดลอง Nwamarah, et Rajasekhar Maisarah, et
al., (2019) (2017) al., (2014)

ปรมิ าณวติ ามนิ ซี 60.90 85.60 ± 0.01

(mg/100g น้ำหนักแห้ง 296.66±29.75 68.59±1.80

ของสารตวั อย่าง)

กราฟมาตรฐาน ascorbic acid (vit.C)

่คาการดูดกลืนแสง 1.500
y = 0.0535x + 0.0546

1.000 R² = 0.9968
0.500

0.000 con1c0. ascorbic acid20 30
0

ภาพที่ 4.1 กราฟมาตรฐานความสัมพันธร์ ะหวา่ งค่าการดูดกลืนแสงกับ conc. ascorbic acid

4.5.2 การหาปรมิ าณเบต้าแคโรทนี ของใบมะละกอ
จากผลการทดลองในการหาปริมาณเบต้าแคโรทีนในสารสกัดใบมะละกอ โดยใช้
เอทิลอะซิเตทเป็นตัวทำละลาย และนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 454 nm
พบว่า ได้สมการ y = 0.0413x + 0.1954, R² = 0.963 มีปริมาณเบต้าแคโรทีนในสารสกัดใบ
มะละกอ เท่ากับ 20.45±7.35 mg/100g น้ำหนักแห้งของสารตัวอย่าง ซึ่งผลที่ได้ผลที่ได้มีปริมาณ

45

เบต้าแคโรทีนน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับรายงานวิจัยอื่นๆ (Nwamarah, et al., 2019) ปริมาณ
เบตา้ แคโรทีนในใบมะละกอเทา่ กบั 303.55 mg/100g

กราฟมาตรฐานเบต้าแคโรทนี

1.5

ค่าการดูดกลืนแสง 1 y = 0.0413x + 0.1954
R² = 0.963

0.5

0 25
0 5 10 15 20

ความเข้มขน้ ของสาระลายมาตรฐานเบตา้ แคโรทนี

ภาพที่ 4.2 กราฟมาตรฐานความสมั พนั ธร์ ะหว่างค่าการดูดกลนื แสงกบั ความเข้มขน้
ของสารละลายมาตรฐานเบต้าแคโรทีน

4.5.3 การหาฤทธกิ์ ารต้านอนมุ ลู อสิ ระในใบมะละกอ โดยวธิ ี DPPH
เมื่อสารสกัดใบมะละกอทำปฏิกิริยากับสารละลาย DPPH จะมีการเปลี่ยนสีจากสาร
อนุมูลอิสระสีม่วงเป็นสีเหลืองแสดงว่าสารสกัดจากใบมะละกอทำปฏิกิริยากับสารต้านอนุมูลอิสระ
และเมื่อนำไปวัดค่าการดูดกลืนแสงด้วยเทคนิค UV-Visible spectrophotometry ที่ความยาวคล่ืน
517 nm ผลที่ได้ดังแสดงในตารางที่ 4.6 พบว่า สารสกัดใบมะละกอมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ
เท่ากบั 14.18±0.08 ซ่งึ มคี วามสอดคล้องกบั งานวจิ ัยทีท่ ำการศกึ ษาเก่ียวกบั ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
ในใบมะละกอซ่งึ มคี า่ เทา่ กับ 7.8±0.06 (Rajasekhar, 2017)

ตารางที่ 4.6 ค่าการดูดกลืนแสงท่ี 517 nm ของสารสกัดใบมะละกอ

สารตวั อยา่ ง ค่าการดูดกลืนแสง % inhibition ± S.D.

สารสกดั จากใบมะละกอ 0.914±0.00 14.18±0.08

46

4.6 การวิเคราะห์โครงสร้างของกากกาแฟด้วยเทคนคิ FTIR ของกากกาแฟและใบมะละกอ

ภาพที่ 4.3 FTIR spectrum ของกรดไขมันไลโนเลอกิ ในกากกาแฟ

ภาพท่ี 4.4 FTIR spectrum ของคาเฟอีนในกากกาแฟ

47

ภาพท่ี 4.5 FTIR spectrum ของวิตามินซใี นใบมะละกอ

ภาพที่ 4.6 FTIR spectrum ของเบต้าแคโรทนี ในใบมะละกอ

ตารางที่ 4.7 ขอ้ มูล FTIR spectrum โดยวธิ ี ATR ของกากกาแฟและใบมะละกอ

สารตัวอย่าง หมู่ฟังก์ชนั เลขคลนื่ (cm-1)

O-H stretching 3352.28

C=C stretching 3008.95

กรดไขมันไลโนเลอิก C-H stretching 2922.16

ในกากกาแฟ C=O stretching 1743.65

C-O stretching 1456.26

C-H bending 1010.70

48

คาเฟอีนในกากกาแฟ C-H bending 711.73
C=O stretching 1743.65
วิตามนิ ซใี นใบมะละกอ C=C stretching 1653.00
เบตา้ แคโรทนี C-H bending 1372.25
ในใบมะละกอ C-N stretching 1029.99
C=O stretching 1747.51
C=C stretching 1649.14
C-H bending 1492.90
O-H bending 1338.60
C-H bending 1456.26
C-H bending 1373.32
C=C bending 989.48
C-H bending 669.30

จากการศึกษาวิเคราะห์ตัวอย่างโครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอ ด้วยเทคนิค
Fourier Transform Infrared Spectroscopy (FTIR) จะแสดงผลของสเปกตรัม ดังตารางที่ 4.8
โดยพีคจาก FTIR spectrum จะแสดงถึงการสั่นของหมู่ฟังก์ชันท่ีสำคัญที่มีอยู่ในกากกาแฟ
และใบมะละกอทำใหส้ ามารถสรปุ โครงสรา้ งของโมเลกลุ ไดด้ งั นี้

สเปกตรัมของกากกาแฟ พบที่แถบการแถบการสั่นที่ 3352.28 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ
O-H แถบการสั่นที่ 3008.95 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=C แถบการสั่นที่ 2922.16 cm-1 ของ
สเปกตรัม C-H แถบการสั่นที่ 1743.65 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=O แถบการสั่นที่ 1456.26 cm-1
เป็นสเปกตรัมของ C-O แถบการสั่นที่ 1010.70 cm-1 ของสเปกตรัม C-H และแถบการสั่นสุดท้าย
คือแถบการสั่นที่ 711.73 cm-1 ของสเปกตรัม C-H จากแถบการสั่นทั้งหมดที่กล่าวเป็นโครงสร้าง
ของกรดไขมันไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันกากกาแฟกาแฟมากที่สุด ซึ่งมีความ
สอดคล้องกับงานวิจัยของ ศศิกานต์ และคณะ (2562) ที่ศึกษาเกี่ยวกับวิเคราะห์องคป์ ระอบของกรด
ไขมันทม่ี ีในนำ้ มนั กากกาแฟ

และที่แถบการแถบการสั่นที่ 1743.65 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=O แถบการสั่นที่
1,653.00 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=N แถบการสั่นที่ 1372.25 cm-1 ของสเปกตรัม C-H เป็นหมู่
เมทิล และแถบการสั่นสุดท้ายคือแถบการสั่นที่ 1029.99 cm-1 ของสเปกตรัม C-N จากแถบการส่ัน
ทั้งหมดที่กล่าวเป็นโครงสร้างของคาเฟอีน ซึ่งมีความสอดคล้องกับงานวิจัยของ Penrod et al.,

49

(2014) ที่ศึกษาเกี่ยวกับคาเฟอีนในกาแฟโดยใช้เทคนิค FTIR โดยวิธี ATR (Attenuated Total
Reflectance)

สเปกตรมั ของใบมะละกอ พบที่แถบการสน่ั ที่ 1747.51 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=O แถบ
การสั่นที่ 1649.14 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ C=C แถบการสั่นที่ 1492.90 cm-1 ของสเปกตรัม C-H
เป็นหมู่เมทิล และแถบการสั่นสุดท้ายคือแถบการส่ันท่ี 1338.60 cm-1 ของสเปกตรัม O-H bending
จากแถบการสั่นทั้งหมดที่กล่าวเป็นโครงสร้างของวิตามินซี ซึ่งมีความสอดคล้องกับงานวิจัย
ท่ีทำการศกึ ษาเก่ยี วกับวิตามนิ ซใี นใบมะละกอดว้ ย FTIR (Ikbal Ahmed et al., 2018)

และที่แถบการแถบการสั่นที่ 1456.26, 1373.32 และ 669.30 cm-1 เป็นสเปกตรัมของ
C-H และแถบการสั่นสุดท้ายคือแถบการสั่นที่ 989.48 cm-1 ของสเปกตรัม C=C จากที่กล่าวมาเปน็
หมู่ฟังก์ชันที่สำคัญของเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีความสอดคล้องกับงานวิจัยที่มีการวิเคราะห์ปริมาณ
เบต้าแคโรทีนดว้ ยเทคนคิ FTIR (Moh et al.,1999)
4.7 คุณสมบัตทิ างกายภาพของสบู่นำ้ มนั กากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ

ตารางท่ี 4.8 คุณสมบตั ิทางกายภาพของสบนู่ ำ้ มันกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ

การทดสอบ สูตร (อตั ราส่วนของสบนู่ ำ้ มันกากกาแฟและสารสกดั ใบมะละกอ)

สูตรท่1ี สตู รท่ี 2 สตู รที่ 3 สตู รท่ี 4

(5.4:1) (20:1) (25:1) (30:1)

ลักษณะท่ัวไป เป็นกอ้ น เป็นก้อนแต่นม่ิ เปน็ ก้อนแข็งตัว เปน็ กอ้ นแต่
แตแ่ ขง็ ตัวไม่ดี ดี นิม่
ค่า pH ทิ้งไว้ 1 วัน 10.13±0.03
คา่ pH ทง้ิ ไว้ 2 สัปดาห์ 10.24±0.01 10.21±0.07 10.17±0.01 10.27±0.03
Flash foam (ml.) ไม่เกิดฟอง
Foam drainage (ml.) 10.16±0.02 10.09±0.09 10.27±0.01
18.3±0.29 - 20.00±0.00 ไม่เกิดฟอง
17.83±0.29 17.50±0.87
-

จากการเปรียบเทียบสบู่ทั้ง 4 สูตร พบว่า สบู่สูตรท่ี 3 ระหว่างน้ำมันกากกาแฟและสารสกดั
ใบมะละกอ อัตราสว่ น 25:1 เป็นสบทู่ ่มี ีสมบัตทิ างกายภาพดีท่สี ดุ จากทัง้ 4 สตู ร โดยมีลักษณะเน้ือสบู่
เป็นก้อนแข็งและให้เนื้อสัมผัสที่ดี ความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH มีความสำคัญในการตรวจสอบ
คุณภาพของสบเู่ พอ่ื ใหเ้ กิดความมั่นใจวา่ เมื่อนำไปใช้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง โดยมาตรฐาน

50

อุตสาหกรรมเอส (13-2561) ระบุว่าค่า pH ที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้มีค่าอยู่ในช่วง 8 – 10
สำหรับค่า pH ของสบู่ในชุดทดลองทั้ง 4 สูตร พบว่าสูตรที่ 1 กับ 3 มีค่าลดลงเมื่อระยะเวลาเก็บ
เพิ่มขึ้น ดังนั้นสูตรที่ 3 สามารถนำไปใช้ในการทดสอบได้ ส่วน การเกิดฟอง น้ัน
เนื่องจากสบู่เป็นของแข็งที่มีลักษณะลื่นและให้ฟองเมื่อละลายน้ำ ปริมาณและลักษณะของฟองจะ
แตกต่างกันไปตามชนิดของน้ำมันที่นำมาผลิตสบู่ จากการตรวจวัดการเกิดฟองทั้งในรูปปริมาตรฟอง
หลังเขย่าทันที (flash foam) และปริมาตรฟองหลังตั้งทิ้งไว้ 5 นาที (foam drainage) พบว่า
ปริมาตรของฟองของสบู่ทั้ง 4 สูตรมีปริมาตรน้อยและบางสูตรก็ไม่มีฟอง ปัจจัยที่ทำให้ปริมาณฟอง
มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนคาร์บอนอะตอมในน้ำมันที่นำมาผลติ สบู่โดยการเกิดฟองจะเพิ่มขึ้น
เมื่อจำนวนคาร์บอนอะตอมลดลง ดังนั้นจากผลการทดลอง จึงเลือกสบู่สูตรที่ 3 ที่มีปริมาตรฟองมาก
ทส่ี ุดหลงั เขยา่ เพอ่ื นำมาทดสอบกบั อาสาสมคั รต่อไป

4.8 ความพงึ พอใจของอาสาสมัครตอ่ สบู่

ตอนที่ 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปเกย่ี วกบั บคุ คลซง่ึ ประกอบดว้ ย เพศ อายุ

ตารางท่ี 4.9 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผู้ประเมนิ ความพงึ พอใจโดยแยกเพศ

เพศ จำนวน รอ้ ยละ

ชาย 8 40

หญงิ 12 60

รวม 20 100

จากตารางที่ 4.10 แสดงข้อมูลทั่วไปของผู้ประเมินความพึงพอใจแบ่งเป็นเพศชาย จำนวน
8 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 40 เพศหญงิ จำนวน 12 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 60

ตารางท่ี 4.10 แสดงจำนวนและร้อยละของผูป้ ระเมินความพงึ พอใจตามอายุ

อายุ จำนวน รอ้ ยละ

ต่ำกวา่ 20 ปี 3 15

ระหว่าง 21-30ปี 17 85

ระหว่าง 31-40 ปี 0 0

41 ปขี ึ้นไป 0 0

รวม 20 100

51

จากตารางท่ี 4.11 แสดงช่วงอายุของผ้ปู ระเมินความพึงพอใจโดยอายุตำ่ กว่า 20 ปี มีจำนวน
3 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 15 และอายุระหวา่ ง 21-30 ปี มีจำนวน 17 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 85
ตอนท่ี 2 ระดับความพงึ พอใจของอาสาสมคั รในการใช้สบู่

ตารางที่ 4.11 คา่ เฉล่ยี ความพงึ พอใจของอาสาสมัครในการใชส้ บู่

หัวข้อการประเมิน 3.65 S.D. ระดบั ความพึงพอใจ
1. ดา้ นคุณลักษณะของสบู่ 3.15
1.1 ผลิตภณั ฑม์ ีรปู ลักษณ์สวยงาม 3.35 0.88 มาก
1.2 ผลิตภณั ฑ์มีกล่ินหอม 0.67 ปานกลาง
1.3 ผลติ ภณั ฑม์ สี ีสนั สวยงาม 3.80 0.93 ปานกลาง
2. ดา้ นคุณภาพของสบู่ 3.50
2.1 รู้สึกผวิ สะอาด สดชน่ื 3.85 0.70 มาก
2.2 ปริมาณการเกดิ ฟองทีพ่ อเหมาะ 4.30 0.76 มาก
2.3 เนอื้ สัมผสั ของสบู่ 4.25 0.67 มาก
2.4 ล้างออกง่าย 3.73 0.66 มาก
2.5 อ่อนโยนตอ่ ผวิ ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ 0.79 มาก
0.10 มาก
เฉลีย่

จากตารางที่ 4.12 จะแสดงให้เห็นว่าอาสาสมัครตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจ

ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่า ( = 3.73, S.D= 0.10) เมื่อพิจารณาด้านคุณลักษณะของสบู่
พบว่า ผลิตภัณฑ์มีรูปลักษณ์สวยงามอยู่ในระดับมาก (3.65±0.88) ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมมีความพึง
พอใจอยู่ในระดับปานกลาง คือ (3.15±0.67) ผลิตภัณฑ์มีสีสันสวยงามมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ
ปานกลางคือ (3.35±0.93) และในด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์พบว่า รู้สึกผิวสะอาด สดชื่นมีความ
พึงพอใจอยู่ในระดับมาก (3.80±0.70) ปริมาณการเกิดฟองที่พอเหมาะมีความพึงพอใจอยู่ใน
ร ะ ด ั บ ม า ก ( 3 . 5 0 ± 0 . 7 6 ) เ น ื ้ อ ส ั ม ผ ั ส ข อ ง ส บู่ ม ี ค ว า ม พ ึ ง พ อ ใ จ อ ย ู ่ ใ น ร ะ ด ั บ ม า ก
(3.85±0.67) ล้างออกง่ายมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากคือ (4.30±0.66) และอ่อนโยนต่อผิว
ไม่ทำให้เกิดอาการแพม้ ีความพงึ พอใจอย่ใู นระดับมากคือ (4.25±0.79) ตามลำดบั

52

ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะเพ่ือใช้ในการปรับปรุงและพฒั นาสตู รสบตู่ ่อไป
ตารางที่ 4.12 แสดงความคิดเห็นจำนวนและร้อยละของผู้แสดงความคิดเห็นคำถามแบบ
ปลายเปิด

ข้อปรบั ปรงุ ในการปรบั ปรุงและพฒั นาสูตร

ความคิดเหน็ จำนวน ร้อยละ
45
ควรเพิ่มกลิ่นใหม้ คี วามหอมเพ่ิมมากขน้ึ 9 10
15
ปรับรปู แบบผลติ ภัณฑ์ให้มคี วามสวยงาม 2 15
10
เพิ่มปริมาณฟองให้มคี วามเหมาะสม 3 95

ควรปรับขนาดของสบ่ใู ห้มคี วามเหมาะสม 3

ทำให้สีของสบู่มคี วามน่าใชก้ วา่ น้ี 2

รวม 19

จากตารางที่ 4.13 ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอความคิดเหน็ ในขอ้ ที่ 2 ความคิดเห็นว่าปรับปรุง
ผลิตภัณฑ์สบู่จากน้ำมันกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 95
ควรเพิ่มกลิ่นให้มีความหอมมากขึ้น จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 45 ควรปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มี
ความสวยงาม จำนวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 10 ควรเพิ่มปริมาณฟองให้มีความเหมาะสม
จำนวน 3 คน คดิ เป็นร้อยละ 15 ควรปรบั ขนาดของสบู่ให้มคี วามเหมาะสม จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อย
15 ทำและควรใหส้ ขี องสบูม่ คี วามน่าใชก้ ว่านี้ จำนวน 2 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 10

53

บทท่ี 5
สรปุ ผลการวจิ ยั และข้อเสนอแนะ

5.1 สรปุ ผลการวิจัย
จ า ก ก า ร ศ ึ ก ษ า ก า ร ส ก ั ด แ ล ะ ว ิ เ ค ร า ะ ห์ อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ท า ง เ ค มี ข อ ง น ้ ำ ม ั น ก า ก ก า แ ฟ

และใบมะละกอ ได้แก่ การสกัดน้ำมันจากกากกาแฟ การหาความชื้น ปริมาณกรดไขมันอิสระ
ค่าสะพอนิฟิเคชั่น โครงสร้างของกากกาแฟ การสกัดใบมะละกอ การหาความชื้น ผลร้อยละการสกดั
ปริมาณวิตามินซี ปริมาณเบต้าแคโรทีนของใบมะละกอ และฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
โดยวิธี 2,2–diphenyl–1–picrylhydrazyl (DPPH) ในสารสกัดใบมะละกอด้วยเทคนิค UV-Visible
Spectrophotometry ทดสอบคุณสมบัตทิ างกายภาพของสบู่ ได้แก่ คา่ ความเป็นกรด-ดา่ ง (pH) และ
ปรมิ าณฟอง ความพงึ พอใจของกลมุ่ ตัวอยา่ งต่อสบู่ ได้ผลดงั นี้

1. การหาปริมาณความช้นื
1.1 การหาปริมาณความชน้ื ในกากกาแฟ พบวา่ ในกากกาแฟปรมิ าณความช้นื เทา่ กับ 36.86

ปริมาณความชื้นทเี่ หลืออยใู่ นกากกาแฟจะส่งผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพในการสกัดนำ้ มนั โดยใชต้ ัวทำละลาย
1.2 การหาปริมาณความชื้นในใบมะละกอ พบว่าในใบมะละกอมีปริมาณความชื้นเท่ากับ

17.52 %
2. การหาปรมิ าณน้ำมนั กากกาแฟ

การหาปริมาณน้ำมันกากกาแฟ พบว่าปริมาณน้ำมันกากกาแฟเท่ากับ 10.89 %
เมื่อใช้เฮกเซนเปน็ ตัวทำละลาย โดยใชเ้ วลาในการสกดั 16 ช่วั โมง
3. การหาผลร้อยละของสารสกดั ใบมะละกอ

การหาผลร้อยละของสารสกัดใบมะละกอ พบว่าปริมาณสารสกดั ใบมะละกอเทา่ กบั 4.35 %
เม่อื ใช้เอทานอลเป็นตวั ทำละลาย โดยใช้วิธกี ารแช่หมกั ในการสกดั เวลาในการสกดั 3 วัน
4. การวิเคราะห์องคป์ ระกอบทางเคมีของน้ำมนั กากกาแฟ

4.1 การหาปริมาณกรดไขมันอิสระในน้ำมันกากกาแฟ พบว่า น้ำมันกากกาแฟมีปริมาณกรด
ไขมันอิสระเท่ากับ 3.46 โดยปริมาณของกรดไขมันอิสระที่พบในน้ำมันจะแสดงถึงคุณภาพของน้ำมนั
โดยกรดไขมันอิสระที่มีอยู่ในน้ำมันจะรวมตัวกับตัวเร่งปฏิกิริยาเกิดเป็นสบู่ ดังนั้นน้ำมันที่เหมาะ
จะนำมาผลติ สบู่จึงควรมีปริมาณของกรดไขมนั อสิ ระต่ำ

54

4.2 การหาค่าสะพอนิฟิเคชั่นในน้ำมันกากกาแฟ พบว่าน้ำมันกากกาแฟมีค่าสะพอนิฟิเคช่ัน
เท่ากับ 82.64 mgKOH / g ค่าสะพอนิฟิเคชั่นเป็นส่วนสำคัญในการผลิตสบู่ใช้คำนวณมิลลิกรัม
ของดา่ งทท่ี ำปฏิกริ ยิ ากบั ไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมนั
5. การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากใบมะละกอ

5.1 การหาปริมาณวิตามินซีของใบมะละกอ โดยใช้สารละลายบัฟเฟอร์ต่อเมทานอล
เป็นตัวทำละลาย และมีกรดแอสคอร์บิกเป็นสารละลายมาตรฐาน วัดค่าการดูดกลืนแสง
ทีค่ วามยาวคลน่ื 254 nm พบวา่ ในสารสกัดใบมะละกอมปี รมิ าณวติ ามินซี เท่ากับ 296.66 mg/100g
น้ำหนักแหง้ ของสารตวั อย่าง

5.2 การหาปริมาณเบต้าแคโรทีนของใบมะละกอ วัดค่าการดูดกลืนแสงที่ความยาวคล่ืน
454 nm พบวา่ ในสารสกัดใบมะละกอมปี ริมาณเบต้าแคโรทีน เท่ากบั 20.45 mg/100g น้ำหนักแห้ง
ของสารตวั อยา่ ง

5.3 การหาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในใบมะละกอ โดยวิธี DPPH ที่ความยาวคลืน่ 517 nm
พบว่า สารสกัดใบมะละกอ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ เมื่อคำนวณจาก % inhibition เท่ากับ
14.18

6. การวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งเทคนิค FTIR
6.1 การวิเคราะห์โครงสร้างของกากกาแฟด้วยเทคนิค FTIR โดยวิธี ATR สามารถแสดงผล

การจำแนกกากกาแฟว่ามีปริมาณของคาเฟอีนและกรดไขมัน เนื่องจากมีหมู่ฟังก์ชันต่างๆที่สำคัญ
ในการจำแนกของกรดไขมนั ไลโนเลอิกโดยพีคปรากฏในช่วง 1010 – 3352 cm-1 และมีหมู่ฟังก์ชันใน
การจำแนกคาเฟอีน โดยพคี ปรากฏในช่วง 1020 – 1750 cm-1

6.2 การวิเคราะห์โครงสร้างของใบมะละกอด้วยเทคนิค FTIR โดยวิธี ATR สามารถแสดง
ผลการจำแนก ใบมะละกอว่ามีปริมาณของวิตามินซแี ละปริมาณเบตา้ แคโรทนี เนื่องจากมีหมู่ฟังก์ชัน
ต่างๆที่สำคญั ในการจำแนกของวติ ามินซี โดยพคี ปรากฏในชว่ ง 1338 – 1750 cm-1 และมีหมู่ฟังก์ชัน
ในการจำแนกของเบตา้ แคโรทนี โดยพีคปรากฏในชว่ ง 669 – 1456 cm-1

ดงั นนั้ เทคนิค FTIR สามารถใชว้ เิ คราะห์โครงสร้างของกากกาแฟและใบมะละกอได้
7. คุณสมบัตทิ างกายภาพของสบ่นู ำ้ มันกากกาแฟและสารสกดั ใบมะละกอ

7.1 ความเป็นกรด-ด่าง (pH) สบู่น้ำมันกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอมีค่าอยู่ในช่วง
10.09 – 10.27 ซึ่งเปน็ ไปตามเกณฑส์ บ่ทู ี่จะสามารถนำมาใชไ้ ด้ควรจะมี pH ประมาณ 8 -10

55

7.2 การเกิดฟองของสบู่น้ำมันกากกาแฟและใบมะละกอ มีปริมาณที่น้อย และให้ฟอง
ที่มีความคงทนไม่มากนัก ปริมาณฟองของสบู่มีผลต่อการชำระลา้ งสิ่งสกปรก น้ำมันที่ใชใ้ นการทำสบู่
ก็มีผลต่อปรมิ าณฟองท่เี กดิ ขึ้น

8. ความพึงพอใจของอาสาสมคั รตอ่ สบู่นำ้ มนั กากกาแฟและใบมะละกอ
ผลการทดลองพบวา่ อาสาสมัครสว่ นใหญ่เป็นเพศหญงิ อายุระหวา่ ง 21-30 ปี คิดเป็นรอ้ ยละ

85 ของอาสาสมัครทั้งหมด ความพึงพอใจโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อสบู่น้ำมันกากกาแฟ
และใบมะละกอ อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.73 เป็นการประเมิน 2 ด้าน ด้านคุณลักษณะ
ผลิตภัณฑ์ และด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ส่วนความคิดเห็นที่ต้องการให้ปรับปรุง ได้แก่ ปริมาณ
การเกิดฟองท่ีเหมาะสม เรื่องการเพิ่มกลิ่นของผลิตภัณฑ์ให้มีความหอมมากขึ้น ออกแบบผลิตภัณฑ์
สบู่ให้มีความสวยงามเพื่อดึงดูดเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ที่ได้ใช้ และข้อเสนอแนะ ได้แก่
ปรบั ผลิตภณั ฑส์ บู่มขี นาดที่เหมาะสมกบั การใชง้ าน และสีของสบมู่ คี วามน่าใชก้ ว่าน้ี

5.2. ข้อเสนอแนะ
1. การสกัดน้ำมันจากกากกาแฟ ควรลดต้นทุนในเรื่องของตัวทำละลาย ใช้เป็นเกรด

อุตสาหกรรมและศกึ ษาเคร่ืองมือท่มี ปี ระสิทธภิ าพในการได้คืนของตวั ทำละลาย
2. ควรปรับสูตรสบู่ให้มีปริมาณฟองทีเ่ หมาะสม
3. ควรศกึ ษาการฤทธกิ์ ารต้านอนมุ ลู อสิ ระดว้ ยวธิ ีอน่ื ๆ เพ่ือเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของวธิ ี
4. ควรใช้ตัวอย่างที่มีความหลากหลายเช่น สายพันธุ์ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างได้

ชัดเจนขนึ้
5. ในการพัฒนาสูตรสบู่จากน้ำมนั จากกากกาแฟเป็นส่วนผสมย่อย เพราะปริมาณน้ำมันที่ได้

มปี ริมาณนอ้ ย

56

เอกสารอา้ งอิง

โชคชัย เหมือนมาศ และรวมพร นิคม. (2560). การศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไบโอดีเซลจาก
น้ำมันที่สกัดจากกากกาแฟ. วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ, 20 (3), 201-210. สืบค้นจาก
https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/tsujournal/article/download/102160/
79065/258176

D. Oluwajuyitan, A. Badejo, O. Idowu and N. Fagbemi. (2021). Influence of Extractive
Solvents on the Chemical Composition and Antioxidative Properties of Blends
from Carica papaya Leaves and Alkalized Cocoa Powder. ACS Food Sci.
Technol, 1, 146-151. doi.org/10.1021/acsfoodscitech.0c00058

Arthur, Elizabeth, Aroh, A Danlami, Uwaiya. (2021). Extraction and Determination of
Active Composite in the Cultivated Daucus Carota (Carrot) Seed Oil.
International Journal of New Chemistry. 8(1), 74-87. doi.org/10.22034/ijnc.202
0.131995.1125

มลทิรา จันทบูรณ์. (2561). การวิเคราะห์หาคุณค่าทางโภชนาการ และสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำ
ซาวข้าวไรซ์เบอร์รี่ และน้ำซาวข้าวหอมไชยาเพื่อพัฒนาเป็นโลชั่นที่มีส่วนผสมของโลชั่นน้ำ
ซาวข้าว (รายงานผลการวจิ ยั ). สรุ าษฎร์ธานี: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎร์ธานี

โชคชัย ดำทรพั ย์ และราตรี บุม.ี (2560). การหาปริมาณวิตามนิ ซีในกลว้ ยบางชนิดโดยเทคนคิ HPLC
และ UV-Visible. รายงานสืบเนื่องจากการประชมุ วชิ าการระดับชาติ ครั้งที่ 4 สถาบันวิจยั
มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร. 980-385 สืบค้นจาก https://research.kpru.ac.th/
sac/fileconference/5952018-05-01.pdf

สุธีรา สุนทรารักษ์, ปฏิมา จันทร์นวล และเทพอัปสร แสนสุข. (2558). การใช้ประโยชน์จากน้ำมันที่
ใช้แล้วเพื่อผลิตสบู่แฟนซี. เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ครั้งที่ 53. 173-180. สืบค้นจาก https://kukr2.lib.ku.ac.th/kukr_es/index.php?/BKN/
search_detail/result/315295

มณฑา หมีไพรพฤกษ์, พิสุทธิลักษณ์ พงโอสถ, ณัฐธิดา ยศปัญญา, รุ่งวดี เชื้อจีน และณัฐภาณี บัวดี.
(2561). คณุ สมบัติทางกายภาพบางประการ ปรมิ าณฟนี อลิก และเบตา้ แคโรทนี ของสบู่ก้อน
ข้าวกล้องงอกผสมน้ำผึ้ง. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติพิบูลสงคราม

57

วิจัย ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2561. 428-436. สืบค้นจาก https://research.kpru.ac.th/
research2/pages/filere/6442019-09-03.pdf
Ammerlaan, Barrière, Genest-Richard and Rabow. ( 2012) . Tales of a Forgotten
Bioresource: The Recycling of Spent coffee Grounds, Retrieved from
https://www.mcgill.ca/bioeng/files/bioeng/thomas_violette_sandra_pascal
_2012.pdf.
Haile, Asfaw and Asfaw. (2013). Investigation of Waste Coffee Ground as a Potential
Raw Material for Biodiesel Production. International journal of renewable
energy research, Retrieved from https://www.biofueljournal.com/article_5548
_baac 75f1fcdddc8d751ca925943bf2c3.pdf
รพีพรรณ กองตูม. (2560). กากกาแฟ : มูลค่าเพิ่มและการใช้ประโยชน์. การประชุมวิชาการ
ระดับชาติราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงวิจัย ครั้งที่ 5. 342-350. สืบค้นจาก http:// rms.
mcru.ac.th/uploads/863832.pdf
ศุภลักษณ์ ศิริมงคล, มยุรา ศรีกัลยานุกูล และปานวาด ศิลปวัฒนา. (2564). การสกัดและการ
วิเคราะห์คุณภาพเบื้องต้นของน้ำมันที่สกัดได้จากกากกาแฟเหลือทิ้ง, สืบค้นจาก
https://sciencebase.mju.ac.th/csti2021/pdfAB/15133154720210727_164003.pdf
Panpraneecharoen, Chumanee . (2020). Optimization of the Oil Extraction, Study
the Chemical and Physical Properties of Arabica Spent Coffee Grounds. Science
& Technology Asia, 2 5 ( 4 ) , 1 2 - 1 9 . Retrieved from https://ph02.tci-thaijo.org
/index.php/SciTechAsia/article/view/208258
Hamamre et al. (2012). Oilextracted from spent coffee grounds as a renewable source
for fatty acid methyl ester manufacturing. Fuel, 70-76. Retrieved from https://
www.researchgate.net/publication/235672965_Oil_extracted_from_spent_coff
ee_grounds_as_a_renewable_source_for_fatty_acid_methyl_ester_manufactur
ing
ศศิกานต์ ปานปราณเี จรญิ , นางสาวขนษิ ฐา ศรสี วัสด์ิ, นันทรกั ษ์ รอดเกต,ุ เสาวภา ชูมณี, วิไลพร
ปองเพียร, รุจิรา คุ้มทรัพย์. (2562). การศึกษาการสกัดน้ำมัน ปริมาณคาเฟอีน
สารประกอบฟีนอลิก และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากกากกาแฟในอำเภอเขาค้อ จังหวัด
เพชรบูรณ์, สบื ค้นจาhttp://research.pcru.ac.th/rdb/project/datafiles?id=1659&tag

58

Penrod, Deluca, Robinson and Bases. (2014). Analysis of Caffeine in Coffee. Retrieved
19 February 2 0 2 2 , from https://www.designmantic.com/blog/infographics/
good-book-of-colors/.

Ahmed, Haque, Bhattacharyya, Patra, R. Plaisier and Kumar Ba. (2012). Vitamin C/Stearic
Acid Hybrid Monolayer Adsorption at Air−Water and Air−Solid Interfaces.
Retrieved 13 March 2022, from https://pubs.acs.org/doi/10.1021/acsomega.8b
02235

Moha, Che Mana, Badlishahb, Jinapc, Saadd, and Abdullahe. (1999). Quantitative
Analysis of Palm Carotene Using Fourier Transform Infrared and Near Infrared
Spectroscopy. Retrieved 13 March 2022, from http://lib3.dss.go.th/fulltext/
Journal/J.AOCS/J.AOCS/1999/no.2/feb1999%2Cvol76%2Cno2%2Cp249254.pdf

Joy Ugo, Raymond Ade, Tochi Joy. (2019). Nutrient Composition of Carica Papaya
Leaves Extracts. Retrieved 13 March 2022, from https://www.fortunejournals.
com/articles/nutrient-composition-of-carica-papaya-leaves-extracts.pdf

Pinnamaneni. (2017). NUTRITIONAL AND MEDICINAL VALUE OF PAPAYA (CARICA PAPAYA
LINN.). Retrieved 13 March 2022, from https://squ.pure.elsevier.com/en/publi
cations/nutritional-and-medicinal-values-of-papaya-carica-papaya-l

E. NWOFIA, OJIMELUKWE2, EJI. (2012). Chemical composition of leaves, fruit pulp and
seeds in some Carica papaya (L) morphotypes. Retrieved 13 March 2022, from
https://www.researchgate.net/publication/236646755_Chemical_composition_
of_leaves_fruit_pulp_and_seeds_in_some_Carica_papaya_L_morphotypes.

กระทรวงอุตสาหกรรมสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม. (2561). มาตรฐาน
ผลติ ภัณฑอ์ ุตสาหกรรมเอส. กรุงเทพฯ: สำนกั งานมาตรฐานผลิตภณั ฑ์อุตสาหกรรม.

59

ภาคผนวก ก.
มาตรฐานสบกู่ ้อน (มาตรฐานอุตสาหกรรมเอส, 2561)

ลกั ษณะทั่วไป
ตองเป็นกอน อาจมีกลน่ิ หอม ไมม่ สี ง่ิ แปลกปลอม การทดสอบใหทำโดยการตรวจพนิ ิจ
ความเปน็ กรด-ดา่ ง
วัดความเป็นกรด-ดา่ ง ของตวั อย่าง ถา้ ได้คา่ ≤ 2 หรือ ≥ 11.5 ให้หยุดการทดสอบ

60

ภาคผนวก ข.
การเตรยี มตัวอยา่ งกากกาแฟและใบมะละกอ

การเตรียมตวั อย่างกากกาแฟ

การเตรียมตวั อย่างใบมะละกอ

61

ภาคผนวก ค.
การวิเคราะหค์ ุณสมบัติของนำ้ มนั กากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ

การไทเทรตหาคุณสมบตั ิของนำ้ มันกากกาแฟ

การวเิ คราะห์คณุ สมบัติของน้ำมันกากกาแฟและสารสกดั ใบมะละกอ

62

ภาคผนวก ง.
การทำสบจู่ ากน้ำมนั กากกาแฟและสารสกดั ใบมะละกอ

การทำสบจู่ ากน้ำมันกากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอ
ผลติ ภัณฑส์ บู่น้ำมนั กากกาแฟและสารสกัดใบมะละกอที่แกะออกจากพิมพ์

63

ภาคผนวก จ.
การประเมนิ คณุ สมบตั ขิ องสบู่

การทดสอบค่าความเปน็ กรด-ด่าง (pH)

การทดสอบปริมาณฟอง

64

ชื่อ-สกลุ ประวัติผ้วู จิ ัย
วัน/เดอื น/ปีเกิด
ท่อี ยู่ นางสาวชนัญธดิ า ชนะผล
วฒุ กิ ารศกึ ษา 6 กนั ยายน 2543
29 หมู่ 6 ตำบลกลาย อำเภอทา่ ศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
ช่ือ-สกลุ ครุศาสตรบัณฑิต (เคม)ี
วนั /เดือน/ปเี กดิ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี 2562-2565
ทอี่ ยู่
วุฒิการศกึ ษา นางสาวศุภสตุ า ร่มวเิ ชียร
1 กรกฎาคม 2543
49 หมู่ 3 ตำบลสองพนี่ ้อง อำเภอทา่ แซะ จังหวดั ชุมพร
ครศุ าสตรบณั ฑิต (เคมี)
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2562-2565


Click to View FlipBook Version