The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการศึกษา วิจัย
สรรพคุณทางยาสมุนไพร “ผึ้งชันโรง”
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)
โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง
ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (อพ.สธ.) จังหวัดระนอง
ปีงบประมาณ 2569

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by AK Anan, 2026-06-03 13:58:33

วิจัย สรรพคุณทางยาสมุนไพร “ผึ้งชันโรง” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)

รายงานการศึกษา วิจัย
สรรพคุณทางยาสมุนไพร “ผึ้งชันโรง”
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)
โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง
ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (อพ.สธ.) จังหวัดระนอง
ปีงบประมาณ 2569

Keywords: “ผึ้งชันโรง”

บริษริ ัท เอเอม็ซีอเีวนทแ อนด เลขที่ 204/94 หมทู ี่1 ตาํบล มะขามเตยี้อาํเภโทร 086-513-9333 อีเอีมล AMC.eventandผึ้ผผึ้งงผึ้ึ้ผึ้รราายยงงาาชั ชันนกกาารรววจจิิยยัันนศศกกึึษษาา ววจจิิยยััโโสสรรรรพพรรคคณณุุททาางงยยาางง““ผผงงึ้ึ้ชชนนัั โโรรงง””เเพพออื่ื่นนาาํํ ไไปปใใชชปป รระะโโยยชชนนแแ ลละะพพฒฒัันนาาเเปป นนผผลลตติิภภณณััฑฑชช มมุุชชนน ((OOTTOOPP))รายงานการวิจัวิยจั ศึกศึษา วิจัวิยจั สรรพคุณคุทางยา “ผึ้งผึ้ชันชั โรง”เพื่อพื่นำ ไปใช้ปช้ระโยชน์แน์ละพัฒพันาเป็นผลิตลิภัณภัฑ์ชุฑ์มชุชน (OTOP)ภภาายยใใตตโโ คครรงงกกาารรออนนรรุุกกััษษ พพ สสมมเเดดจจ็็พพรระะเเททพพรรตตัันนรราาชชสสุุ ปป งงบบปปรระะมมาาณณ 22556699ภายใต้โต้ครงการอนุรันุกรัษ์พัสมเด็จด็พระเทพรัตรันราชสุ ปีงบประมาณ 2569รัรกรััษ ...ผึ้


1รายงานการศึกษา วิจัยสรรพคุณทางยาสมุนไพร “ผึ้งชันโรง”เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนองภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (อพ.สธ.) จังหวัดระนองปีงบประมาณ 2569โดยบริษัท เอเอ็มซี อีเวนท์แอนด์แพลนเนอร์ จำกัดเลขที่ 204/94 หมู่ที่ 1 ตำบล มะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000โทร 086-513-9333 อีเมล [email protected]


2บทคัดย่อ (Abstract)การศึกษาวิจัยเรื่อง สรรพคุณทางยาสมุนไพร “ผึ้งชันโรง” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ และข้อมูลสารสำคัญของผึ้งชันโรง พร้อมทั้งรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากผึ้งชันโรงและสมุนไพรในพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อนำไปพัฒนากระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน และเพื่อศึกษาการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลุ่มเป้าหมาย การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการ ศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก ( In-depth Interview) ปราชญ์ท้องถิ่นจำนวน 3 ราย โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ณ ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง เป็นกรณีศึกษา (Case Study) ผลการศึกษาพบว่า ผลผลิตจากผึ้งชันโรงมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่น โดยเฉพาะพรอพอลิสชันโรง (Stingless Bee Propolis) ที่อุดมไปด้วยสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และฟีนอลิก ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และยับยั้งเชื้อจุลชีพ ในขณะที่น้ำผึ้งชันโรงมีปริมาณความชื้นสูง มีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และมีคุณสมบัติช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวพรรณจากการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้วิจัยได้นำสารสกัดพรอพอลิสและน้ำผึ้งชันโรงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือ โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร บรรจุขวดแบบหัวปั๊ม ขนาด 50 มิลลิลิตร ผลการศึกษาด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีพบว่า กลุ่มเกษตรกรกรณีศึกษาสามารถดำเนินการผลิตโลชั่นต้นแบบได้ด้วยตนเอง มีความเข้าใจในกระบวนการผลิตและสุขลักษณะที่ดี (GMP เบื้องต้น) ตลอดจนมีศักยภาพในการบริหารจัดการรายได้ และพร้อมที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการขอรับรองเป็นสินค้า OTOP ระดับจังหวัดต่อไป


3คำนำรายงานการศึกษาฉบับนี้จัดทำขึ้นภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ปีงบประมาณ 2569(โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนอง) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการ ของผลผลิตจาก “ผึ้งชันโรง” ควบคู่ไปกับการรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากผึ้งชันโรงในพื้นที่จังหวัดระนอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) อย่างเป็นรูปธรรมเนื้อหาภายในรายงานได้รวบรวมองค์ความรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ชนิดและแหล่งเพาะพันธุ์ผึ้งชันโรงในจังหวัดระนอง สรรพคุณทางยาของน้ำผึ้งและพรอพอลิส (Propolis) การรวบรวมภูมิปัญญาจากปราชญ์ชาวบ้านผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ตลอดจนกระบวนการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร รวมไปถึงกรณีศึกษา (Case Study) ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้งคณะผู้วิจัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารรายงานฉบับนี้ จะเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ และเป็นแนวทางในการส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสำหรับเยาวชน ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่น และช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้อย่างยั่งยืนบริษัท เอเอ็มซี อีเวนท์แอนด์แพลนเนอร์ จำกัด(คณะผู้วิจัย)


4สารบัญเนื้อหา หน้าที่บทที่ 1 บทนำ 5บทที่ 2 ระเบียบวิธีวิจัย 6บทที่ 3 ผลการศึกษา 7ประเด็นที่ 1 ชนิดและแหล่งเพาะพันธุ์ และเลี้ยง ผึ้งชันโรง 7ประเด็นที่ 2 สรรพคุณทางยา/คุณค่าทางโภชนาการ หรือประโยชน์อื่น ๆ ของผึ้งชันโรง 14ประเด็นที่ 3 ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์“ผึ้งชันโรง” 15ประเด็นที่ 4 การใช้ประโยชน์จากผึ้งชันโรง 32 และการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แบบละเอียดประเด็นที่ 5 ปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนาผึ้งชันโรง 36บทที่ 4 กรณีศึกษา (Case Study) ในจังหวัดระนอง 37บทที่ 5 สรุปและแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 39บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 41บรรณานุกรม 42ภาคผนวก 43ภาคผนวก ก. แบบสัมภาษณ์ปราญ์ชาวบ้าน 44ภาคผนวก ข. ข้อมูลโภชนาการและผลการวิเคราะห์สาระสำคัญของน้ำผึ้งชันโรง 47ภาคผนวก ค. ภาพถ่ายการลงพื้นที่เก็บข้อมูล 51


5บทที่ 1 บทนำ1. ที่มาและความสำคัญโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ ของพันธุกรรมพืชและทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่น จังหวัดระนองเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพสูง มีป่าฝนเขตร้อนและป่าชายเลนที่สมบูรณ์ เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของ \"ผึ้งชันโรง\" (Stingless Bees) ซึ่งเป็นแมลงผสมเกสรที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศผึ้งชันโรงไม่เพียงแต่ช่วยผสมเกสรพืชป่าและพืชเศรษฐกิจของจังหวัดระนอง (เช่น ผักเหลียง กาแฟ มังคุด) แต่ยังให้ผลผลิตที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ น้ำผึ้งชันโรง (Pot-Honey) และพรอพอลิส (Propolis) ซึ่งอุดม ไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม การนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพในระดับชุมชน (OTOP) ของจังหวัดระนอง ยังคงมีจำกัด การศึกษาวิจัยนี้จึงจัดทำขึ้นในปีงบประมาณ 2569 เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร อันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา1) เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการ และข้อมูลสารสำคัญของผึ้งชันโรง2) เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรผักเหลียงและผึ้งชันโรงในพื้นที่จังหวัดระนอง3) เพื่อศึกษาและพัฒนากระบวนการแปรรูปผลผลิตจากผึ้งชันโรงเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร4) เพื่อศึกษากรณีศึกษากลุ่มเป้าหมาย (ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง) ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและต่อยอดผลิตภัณฑ์3. ขอบเขตการศึกษาสมุนไพร1) ขอบเขตด้านเนื้อหา : ศึกษาสรรพคุณของผลผลิตจากผึ้งชันโรง (น้ำผึ้งและพรอพอลิส) ในแง่ของการนำมาเป็นสารสกัดทางเครื่องสำอาง2) ขอบเขตด้านพื้นที่ : พื้นที่การเกษตรและแหล่งเพาะเลี้ยงผึ้งชันโรงในจังหวัดระนอง โดยเน้นกรณีศึกษา ณ ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง3) ขอบเขตด้านผลิตภัณฑ์: การวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ โลชั่นบำรุงผิวบรรจุขวดแบบหัวปั้ม ขนาด 50 มิลลิลิตร


6บทที่ 2 ระเบียบวิธีวิจัย1. การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วย 1) การศึกษาจากเอกสาร (Documentary Research) : ค้นคว้ารายละเอียดจำเพาะของผึ้งชันโรง งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาร Flavonoids และ Phenolic compounds ในพรอพอลิสชันโรง จากฐานข้อมูลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ รวมถึงเครือข่ายออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ2) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) : สัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน หมอพื้นบ้าน และเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อเจาะลึกภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากชันโรงและผักเหลียง2. วิธีการศึกษาหรือกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา1) กลุ่มตัวอย่างสำหรับการสัมภาษณ์ภูมิปัญญา : ผู้มีความรู้/ปราชญ์ท้องถิ่น จำนวน 3 ราย (เจาะจงเลือกผู้ที่มีประสบการณ์การเลี้ยงผึ้งในระนอง)2) กลุ่มตัวอย่างกรณีศึกษา (Case Study) : ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จังหวัดระนอง โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมด้านสถานที่ บุคลากร และมีความสนใจในการต่อยอดผลิตภัณฑ์


7บทที่ 3 ผลการศึกษาประเด็นที่ 1 : ชนิดและแหล่งเพาะพันธุ์ และเลี้ยง ผึ้งชันโรง ผึ้งชันโรง (Stingless Bees) หรือที่เรียกกันว่า \"ชันโรง\" เป็นแมลงเศรษฐกิจที่สำคัญมากในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีเหล็กไน จึงไม่ต่อย และให้น้ำผึ้งที่มีคุณค่าทางยาสูง รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรพืชผลทางการเกษตร ในระดับโลก ชันโรงมีมากกว่า 500 สายพันธุ์ ส่วนในประเทศไทยปัจจุบันมีการค้นพบและจำแนกสายพันธุ์ชันโรงอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 35–39 สายพันธุ์ชนิดของผึ้งชันโรง (Stingless Bees Species)ผึ้งชันโรง (Meliponini) เป็นแมลงจำพวกผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ในประเทศไทยพบมากกว่า 30 สายพันธุ์สำหรับพื้นที่จังหวัดระนองซึ่งมีสภาพอากาศแบบร้อนชื้นและมีฝนตกชุก สายพันธุ์ที่พบมากและนิยมนำมาเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ได้แก่รายละเอียดเจาะจงของชันโรง 9 สายพันธุ์ที่พบในจังหวัดระนอง1) ชันโรงพันธุ์จิ๋วหลังลาย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonula iridipennis)ภาพชันโรงพันธุ์จิ๋วหลังลาย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonula iridipennis)มีลักษณะลำตัวขนาดเล็กมาก ส่วนอกด้านหลังเรียบมันและมีประกายปีกสะท้อนแสงชัดเจนลักษณะเด่น : ลำตัวขนาดเล็กมาก สีดำหรือน้ำตาลเข้ม บริเวณส่วนอกด้านหลังเรียบมันเป็นเงา และมีแถบเส้นขนสีน้ำตาลอมเหลืองพาดขวางจางๆ รังมักมีขนาดกะทัดรัด ทางเข้าเป็นรูขนาดเล็กเรียบ ๆ ไม่ยื่นยาวอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 3–4 ปี / ผึ้งงาน 35–45 วัน / ผึ้งผู้ 20–30 วันแหล่งที่พบในระนอง: พบได้ทั่วไปตามรอยแตกของอาคาร เสาบ้าน และในสวนผลไม้ชุมชนทั่วไป ปรับตัวเข้ากับเขตเมืองได้ดี


82) ชันโรงพันธุ์รุ่งอรุณ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonula reepeni)ภาพชันโรงพันธุ์รุ่งอรุณ (Tetragonula reepeni)จุดเด่นคือส่วนท้องที่มีโทนสีน้ำตาลแดงอมส้มสว่าง ตัดกับส่วนอกสีเข้มลักษณะเด่น : มีขนาดเล็กคล้ายพันธุ์ขนเงิน แต่จุดสังเกตคือส่วนท้องจะมีสีน้ำตาลแดงสว่างหรือสีส้มอิฐขุ่น ตัดกับส่วนอกสีดำ ทำให้ดูเหมือนสีของแสงอาทิตย์กำลังขึ้น (เป็นที่มาของชื่อรุ่งอรุณ)อายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 3–4 ปี / ผึ้งงาน 35–50 วัน / ผึ้งผู้ 15–30 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบตามโพรงไม้ในป่าละเมาะ สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันที่มีความชื้นเหมาะสม3) ชันโรงพันธุ์ขนเงิน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonula pegdeni)ภาพชันโรงพันธุ์ขนเงิน (Tetragonula pegdeni) สายพันธุ์ยอดนิยมที่มีกลุ่มขนสีขาวเงินหนาแน่นเด่นชัดบริเวณด้านข้างส่วนอกและใบหน้าลักษณะเด่น : ลำตัวสีดำสนิท มีกลุ่มขนละเอียดสีขาวเงินสะท้อนแสงขึ้นหนาแน่นบริเวณใบหน้าด้านข้างและด้านข้างของส่วนอก นิสัยเชื่องมาก ไม่ดุร้าย นิยมนำมาเลี้ยงในกล่องขยายพันธุ์มากที่สุดอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 3–5 ปี / ผึ้งงาน 30–50 วัน / ผึ้งผู้ 15–30 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบกระจายตัวหนาแน่นในสวนทุเรียน สวนมังคุด และป่าชายเลนที่สมบูรณ์ เป็นตัวช่วยผสมเกสรหลักของท้องถิ่น


94) ชันโรงพันธุ์ปากแตร / ปากแตรกลม (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepidotrigona terminata)ภาพ ชันโรงพันธุ์ปากแตร (Lepidotrigona terminata)โดดเด่นด้วยการสร้างท่อทางเข้ารังยื่นยาวออกมาเป็นทรงปากแตรกลมที่ทำจากขี้ผึ้งและยางไม้ลักษณะเด่น :ลำตัวขนาดปานกลาง ท้องเรียวยาว ปีกใส โครงสร้างเด่นมากที่ \"ท่อทางเข้ารัง\"ซึ่งจะยื่นยาวออกมาขยายปลายบานออกเป็นรูปปากแตรกลมสวยงาม สร้างจากขี้ผึ้งผสมยางไม้แข็งอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 4–5 ปี / ผึ้งงาน 40–60 วัน / ผึ้งผู้ 20–35 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบตามป่าดิบชื้น พื้นที่แนวชายป่า และสวนผลไม้เก่าแก่ที่ไม่มีการใช้สารเคมี5) ชันโรงพันธุ์ปากหมู (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepidotrigona ventralis)ภาพชันโรงพันธุ์ปากหมู (Lepidotrigona ventralis)


10 มีท่อทางเข้ารังลักษณะบีบแบนราบลงมาคล้ายจมูกหมู แตกต่างจากกลุ่มปากแตรทั่วไปลักษณะเด่น : เป็นสายพันธุ์ในกลุ่มปากแตร แต่ท่อทางเข้ารังจะมีลักษณะบีบแบน แบนราบลงมาดูคล้ายกับ \"จมูกหรือปากหมู\" ลำตัวค่อนข้างป้อม ขนสีน้ำตาลเทา บินเร็วและว่องไวอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 3–5 ปี / ผึ้งงาน 40–55 วัน / ผึ้งผู้ 20–30 วันแหล่งที่พบในระนอง : ชอบทำรังในโพรงดิน โคนต้นไม้ใหญ่ หรือตามโพรงหินในพื้นที่ลาดเชิงเขาที่มีความร่มรื่น6) ชันโรงพันธุ์ปลายปีกขาว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetrigona apicalis)ชันโรงพันธุ์ปลายปีกขาว (Tetrigona apicalis)ชันโรงขนาดค่อนข้างใหญ่ ลำตัวสีดำสนิท โดยมีจุดสังเกตเฉพาะตัวคือแต้มสีขาวใสบริเวณปลายปีกคู่หน้าลักษณะเด่น : ลำตัวขนาดค่อนข้างใหญ่ (เมื่อเทียบกับกลุ่มสปีชีส์ขนาดเล็ก) สีดำเข้ม จุดสังเกตที่ชัดเจนคือ \"บริเวณปลายปีกคู่หน้าจะมีสีขาวด่างหรือใสเคลือบขาว\" มองเห็นได้ชัดเวลาเกาะพัก ท่อทางเข้ารังมักเป็นรูปวงรีหนาอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 4–6 ปี / ผึ้งงาน 45–65 วัน / ผึ้งผู้ 25–40 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบในเขตป่าลึก ป่าต้นน้ำ และสวนสมรม (สวนผลไม้ผสมผสาน)ที่มีความชื้นและร่มเงาสูง


117) ชันโรงพันธุ์นางฟ้า (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonilla collina)ภาพ ชันโรงพันธุ์นางฟ้า (Tetragonilla collina)ลำตัวเพรียวยาวสีดำสนิท ขาวาว บินชดช้อย และมีท่อทางเข้ารังสีเข้มยื่นยาวเรียวออกมาเด่นชัดลักษณะเด่น : ลำตัวขนาดปานกลางค่อนไปทางใหญ่ มีสีดำสนิท ขาวาว ปีกยาวใส เวลาบินมีความอ่อนช้อย เอกลักษณ์คือ \"ท่อทางเข้ายาวเรียวสีดำสนิทหรือน้ำตาลเข้ม ยื่นออกนอกตัวรังชัดเจน\"และมักจะมีผึ้งงานคอยเฝ้าปากท่อเป็นระเบียบอายุขัยโดยประมาณ: นางพญา 4–6 ปี / ผึ้งงาน 45–60 วัน / ผึ้งผู้ 25–35 วันแหล่งที่พบในระนอง: พบตามต้นไม้ใหญ่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าดิบชื้น และสวนยางพาราเก่าที่มีโพรงไม้ธรรมชาติ8) ชันโรงพันธุ์สิรินธร (ชื่อวิทยาศาสตร์: Tetragonula sirindhornae) [สายพันธุ์ค้นพบที่ระนอง]ภาพชันโรงพันธุ์สิรินธร (Tetragonula sirindhornae)สายพันธุ์สำคัญที่ถูกค้นพบครั้งแรกในโลกที่จังหวัดระนอง มีลักษณะสัณฐานเฉพาะทางและขนละเอียดสีขาวนวล


12ลักษณะเด่น : เป็นชันโรงที่ถูกค้นพบครั้งแรกในโลกที่ป่าชายเลนและสวนผลไม้ในจังหวัดระนอง โดยได้รับพระราชทานนามตามพระนามาภิไธย มีลักษณะสัณฐานคล้ายพันธุ์ขนเงินมาก แต่ส่วนหัวและโครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์มีลักษณะเฉพาะทางอนุกรมวิธานที่ต่างออกไป มีขนละเอียดสีขาวนวล เป็นสายพันธุ์บ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศระนองอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 4–5 ปี / ผึ้งงาน 35–50 วัน / ผึ้งผู้ 15–30 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบมากในเขตป่าชายเลนระนอง (พื้นที่สงวนชีวมณฑล) และสวนผลไม้รอบๆ แนวป่าชายเลน9) ชันโรงพันธุ์ปีกขวาหน้าดำ / ปีกควันหน้าดำ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepidotrigona flavibasis)ชันโรงพันธุ์ปีกขวาหน้าดำ / ปีกควันหน้าดำ (Lepidotrigona flavibasis)ใบหน้ามีสีดำสนิท ตัดกับส่วนอกที่มีขนสีทองอ่อนปกคลุม และแผ่นปีกมีสีเข้มคล้ายควันบุหรี่ลักษณะเด่น : ส่วนหัวและใบหน้ามีสีดำเข้ม แผ่นอกด้านบนมีขนสีเหลืองทองหรือสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม ปีกมีสีเข้มคล้ายสีควันบุหรี่ (บางท้องถิ่นเรียกปีกควัน) โดยเฉพาะโคนปีกจะมีความเข้มตัดกับใบหน้าที่ดำสนิท ท่อทางเข้ารังเป็นท่อยางไม้สั้นๆ แข็งแรงอายุขัยโดยประมาณ : นางพญา 3–5 ปี / ผึ้งงาน 40–55 วัน / ผึ้งผู้ 20–35 วันแหล่งที่พบในระนอง : พบตามป่าละเมาะ แนวชายป่าดิบแล้ง และรอยต่อระเบียงป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์


13ตารางเปรียบเทียบชันโรง 9 สายพันธุ์ที่พบในจังหวัดระนองสายพันธุ์ชันโรง ขนาดลำตัว ลักษณะเด่นที่สังเกตง่าย ท่อทางเข้ารัง อายุขัยผึ้งงาน แหล่งที่พบหลักในระนอง1. จิ๋วหลังลาย เล็กมาก (3-4 มม.)อกด้านหลัง เรียบมัน มีลายขวางจางๆรูลึกเรียบ ไม่ยื่นยาว35–45 วัน ชุมชน สวนผลไม้ และเขตเมือง2. รุ่งอรุณ เล็ก (3.5-4 มม.)ส่วนท้องสีน้ำตาลส้ม/แดงอิฐสว่าง ท่อสั้นสีน้ำตาล 35–50 วันสวนยางพารา สวนปาล์ม และป่าละเมาะ3. ขนเงิน เล็ก (3-4 มม.)ลำตัวดำ มีขน สีเงินที่ใบหน้าและข้างอกท่อสั้น ยืดหยุ่นได้ 30–50 วันสวนทุเรียน สวนมังคุด และชายป่า4. ปากแตร ปานกลาง (5-6 มม.)ท้องเรียว ยาว ปีกใส ขาหลังแบนกว้างยื่นยาว ปลายบานเป็นปากแตรกลม40–60 วันป่าดิบชื้น และสวนผลไม้ปลอดสาร5. ปากหมู ปานกลาง (5-6 มม.)ลำตัวป้อม บินเร็ว ขนสีเทาน้ำตาลท่อบีบแบนคล้ายจมูกหมู40–55 วันโคนต้นไม้ใหญ่ และโพรงดิน เชิงเขา6. ปลายปีกขาว ใหญ่ (6-7 มม.)ปลายปีกคู่หน้ามีสีแต้มขาวใสเห็นชัดท่อรูปวงรี เนื้อหนาแข็ง 45–65 วัน ป่าลึก ป่าต้นน้ำ และสวนสมรม7. นางฟ้า ปานกลาง-ใหญ่ (5-6.5 มม.)ตัวดำสนิท ขาวาว บินชดช้อยอ่อนช้อยท่อยาวเรียวสีดำ ยื่นเด่นชัด 45–60 วันเขตอุทยานแห่งชาติและโพรงไม้ใหญ่8. สิรินธร เล็ก (3-4 มม.)ค้นพบครั้งแรกที่ระนอง โครงสร้างคล้ายขนเงินท่อสั้นสีน้ำตาลเข้ม 35–50 วันป่าชายเลนระนอง และสวนผลไม้ใกล้เคียง9. ปีกขวาหน้าดำปานกลาง (4.5-5.5 มม.)หน้าดำสนิท อกมีขนสีทอง ปีกสีควันท่อยางไม้สั้น แข็งแรง 40–55 วันแนวชายป่าและป่าละเมาะธรรมชาติแหล่งเพาะพันธุ์และการเลี้ยงในจังหวัดระนองการเลี้ยงชันโรงในระนองมักเป็นการเลี้ยงแบบผสมผสาน (Agroforestry) โดยเกษตรกรจะนำกล่องเลี้ยงชันโรงไปวางไว้ในสวนผลไม้ สวนยางพารา และสวนผักเหลียง เพื่อให้ชันโรงช่วยผสมเกสร แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ในระนองทำให้ชันโรงสามารถเก็บเกสรและน้ำหวานจากดอกไม้ป่าที่หลากหลาย ส่งผลให้สารสกัดที่ได้มีคุณสมบัติทางยาที่โดดเด่น


14ประเด็นที่ 2 : สรรพคุณทางยา/คุณค่าทางโภชนาการ หรือประโยชน์อื่น ๆ ของผึ้งชันโรง(อ้างอิงข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร และวารสารวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)1. พรอพอลิสชันโรง (Stingless Bee Propolis)ข้อมูลสาระสำคัญ : อุดมไปด้วยสารกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) เช่น Quercetin, Pinocembrin และสารกลุ่มฟีนอลิก (Phenolic acids) สรรพคุณทางยา/เครื่องสำอาง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) : ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว ลดริ้วรอย ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) : ช่วยลดรอยแดง อาการระคายเคือง และรักษาสิว ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ (Antimicrobial) : ยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง2. น้ำผึ้งชันโรง (Stingless Bee Honey / Pot-Honey)ข้อมูลโภชนาการ : มีปริมาณความชื้นสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเนื่องจากมีกรดอินทรีย์สูง มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index)สรรพคุณ : ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว (Humectant) กระตุ้นการสมานแผล และบำรุงผิวพรรณให้กระจ่างใส


15ประเด็นที่ 3 : ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์“ผึ้งชันโรง”ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ (ศพก. เครือข่าย) ภายใต้การดูแลของนายอนุรักษ์ แซ่กั้งเป็นหนึ่งในแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรที่สำคัญของอำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง ซึ่งโดดเด่นเรื่องการทำเกษตรผสมผสานและการเลี้ยงผึ้ง/ชันโรงควบคู่ไปกับการทำสวนไม้ผลประวัติศูนย์เครือข่ายฯ และนายอนุรักษ์ แซ่กั้งนายอนุรักษ์ แซ่กั้ง เป็นปราชญ์ชาวบ้านและประธานศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ตำบลบางพระเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนองภูมิหลัง : นายอนุรักษ์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์และการเกษตร โดยเคยร่วมงานและสนับสนุนภารกิจของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอละอุ่น ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษาสัตว์และการจัดการพื้นที่เป็นอย่างดี


16จุดเริ่มต้นของศูนย์ฯ : จากประสบการณ์ดังกล่าว ได้นำมาพัฒนาพื้นที่ของตนเองให้เป็น \"แปลงต้นแบบ\" ด้านการทำเกษตรผสมผสาน โดยเน้นการจัดการดินร่วมกับนวัตกรรมของสถานีพัฒนาที่ดินระนอง เพื่อปลูกทุเรียนและไม้ผล ควบคู่ไปกับความเชี่ยวชาญพิเศษคือ การเลี้ยงผึ้งโพรงป่าและผึ้งชันโรงบทบาทปัจจุบัน : ศูนย์แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการสร้างรายได้เสริมจากแมลงเศรษฐกิจอย่างผึ้งและชันโรงที่ช่วยเกื้อกูลระบบนิเวศในสวน


17ผู้ให้ข้อมูลรายที่ 1 นายอนุรักษ์ แซ่กั้งเป็นปราชญ์ชาวบ้านและประธานศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ตำบลบางพระเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนองสรุปเนื้อหาภาพรวมทั้งหมดบทสัมภาษณ์นี้เป็นการพูดคุยกับ \"คุณอนุรักษ์ แซ่กั้ง\" เกษตรกรผู้เป็นต้นแบบและผู้ริเริ่มการเลี้ยงผึ้งโพรง และ ผึ้งชันโรง ในพื้นที่อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ประวัติความเป็นมาในการเริ่มต้นเลี้ยง ความแตกต่างของสายพันธุ์ผึ้งชันโรงในพื้นที่ วิธีการเลี้ยงและการเก็บเกี่ยวที่สอดคล้องกับสภาพอากาศของจังหวัดระนอง รวมถึงการแปรรูปและจำหน่ายผลผลิต นอกจากนี้ คุณอนุรักษ์ แซ่กั้งยังเน้นย้ำถึงข้อดีของการเลี้ยงผึ้งชันโรงที่ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและต้นทุนต่ำ ตลอดจนประโยชน์ที่สำคัญมากในด้านระบบนิเวศและการเกษตร เนื่องจากผึ้งช่วยผสมเกสรพืชผล (เช่น ทุเรียน) ตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยลดภาระและลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรได้อย่างมาก


18


19ถอดบทสัมภาษณ์ เรียงลำดับ แยกเป็นประเด็น พร้อมสรุปใจความสำคัญ1) จุดเริ่มต้นและการได้รับการสนับสนุนใจความสำคัญ คุณอนุรักษ์ แซ่กั้งมีประสบการณ์คลุกคลีกับผึ้งมาอย่างยาวนานและเป็นคนแรกๆ ที่บุกเบิกการเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจนกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้รายละเอียด คุณอนุรักษ์ แซ่กั้ง เริ่มต้นจากการหาผึ้งหลวงและเลี้ยงผึ้งโพรงมานานกว่า 15 ปี ก่อนจะหันมาเลี้ยงผึ้งชันโรงเข้าสู่ปีที่ 4 ถือเป็นคนแรกที่บุกเบิกการเลี้ยงชันโรงในพื้นที่อำเภอละอุ่น เริ่มแรกได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินและปศุสัตว์จังหวัด จนได้จัดตั้งเป็นศูนย์เครือข่ายของปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2562 นอกจากนี้ยังมีการส่งผลผลิตไปตรวจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อหาสารตกค้างและวิเคราะห์คุณประโยชน์จากเกสรดอกไม้ในพื้นที่เพื่อนำมาทำรายงานและงานวิจัย2) ความแตกต่างของผึ้งโพรง ชันโรง และสายพันธุ์ต่างๆใจความสำคัญ ผึ้งชันโรงมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผึ้งโพรง และในพื้นที่มีหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งมีพฤติกรรมการหาอาหารและรสชาติน้ำผึ้งที่ต่างกันรายละเอียด : ข้อแตกต่างหลักคือ ผึ้งโพรงมีเหล็กในและทำรวงผึ้งเป็นชั้นๆ ส่วนผึ้งชันโรงไม่มีเหล็กในและทำกระเปาะเก็บน้ำหวานด้วยยางไม้ คุณอนุรักษ์ แซ่กั้งเลี้ยงชันโรงอยู่ประมาณ 8-9 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์จิ๋ว (หลังลาย), รุ่งอรุณ, ขนเงิน, ปากแตร, ปากหมู, ปลายปีกขาว, นางฟ้า และสายพันธุ์ \"สิรินธร\" ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ค้นพบในจังหวัดระนอง สายพันธุ์ตัวเล็ก (เช่น ขนเงิน, หลังลาย) จะหากินใกล้ๆ ไม่เกิน 300 เมตร น้ำผึ้งมีรสหวานนำ ส่วนสายพันธุ์ตัวใหญ่ (เช่น ปลายปีกขาว, ปากหมู) จะหากินไกลถึงรัศมี 2-4 กิโลเมตรในป่าต้นน้ำ ทำให้ได้เกสรจากไม้ป่ากว่า 108 ชนิด น้ำผึ้งจะมีรสเปรี้ยวนำแล้วหวานตาม


203) วิธีการเลี้ยง สภาพแวดล้อม และการเก็บเกี่ยว ใจความสำคัญ การเลี้ยงชันโรงทำได้ง่าย ปล่อยตามธรรมชาติ แต่ต้องระวังเรื่องสภาพอากาศ (ความชื้น/ความร้อน) และเน้นเก็บเกี่ยวเพียงปีละ 1 ครั้งเพื่อความอยู่รอดของรังผึ้งรายละเอียด การเลี้ยงไม่ต้องดูแลซับซ้อน เพียงแค่คอยดูศัตรูพืชอย่างมดหรือแมงมุม ขนาดของกล่องเลี้ยงจะไม่ตายตัว แต่จะปรับให้เหมาะสมกับปริมาณประชากรผึ้งในแต่ละรัง ปัญหาหลักของการเลี้ยงคือสภาพอากาศ หากชื้นเกินไปจะเกิดเชื้อราและแมลงวันลายมาวางไข่ทำลายรัง หากร้อนเกินไปยางไม้ด้านในจะละลาย เนื่องจากระนองฝนตกชุก คุณอนุรักษ์ แซ่กั้งจึงเก็บน้ำผึ้งแค่ ปีละ 1 ครั้ง (ช่วงเดือน 5) เพื่อเหลืออาหารสำรองไว้ให้ผึ้งในช่วงหน้าฝน หากเก็บหลายครั้งรังอาจจะล่มได้ ทั้งนี้ คุณอนุรักษ์ แซ่กั้งยังปลูกไม้ดอก เช่น พวงชมพูและมะเฟือง เพื่อเป็นแหล่งอาหารเสริมให้ผึ้งตลอดทั้งปี4) ผลผลิตทางเลือกและคุณภาพของน้ำผึ้งใจความสำคัญ ผลผลิตหลักคือน้ำผึ้งสดที่มีความต้องการสูงมาก และมีผลพลอยได้เป็นพรอพอลิส (ยางไม้) ส่วนเกณฑ์คุณภาพน้ำผึ้งที่ดีคือต้องได้รับการปิดผนึกจากผึ้งอย่างสมบูรณ์รายละเอียด นอกเหนือจากน้ำผึ้งแล้ว ชันโรงยังให้ \"พรอพอลิส\" (ยางไม้) ที่สามารถนำไปสกัดทำเครื่องสำอาง ยาแก้ไอชุ่มคอ หรือแม้แต่นำไปเป็นมวลสารในฐานพระพุทธรูป ปัจจุบันคุณอนุรักษ์ แซ่กั้งเน้นขายน้ำผึ้งสดเป็นหลัก ซึ่งขายดีมากจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่งานน้ำแร่ น้ำผึ้งที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานคือ น้ำผึ้งที่ผึ้งทำการไล่ความชื้นและ ปิดผนึกฝา (บ่ม) อย่างสนิท ซึ่งจะทำให้ได้สารที่มีประโยชน์จากยางไม้ผสมลงไปด้วย


215) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการขยายธุรกิจ ใจความสำคัญ การเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย ต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและดีกว่าการทำเกษตรบางประเภทรายละเอียด คุณอนุรักษ์ แซ่กั้ง เปรียบเทียบว่าการทำสวนยางพาราต้องขึ้นเขาไปกรีดและเสี่ยงกับฝนตก แต่การเลี้ยงผึ้งให้รายได้มั่นคงอย่างน้อยปีละ 50,000 บาทขึ้นไป โดยแทบไม่มีต้นทุนเรื่องปุ๋ยหรือยา เสมือนมีพนักงานนับล้านชีวิตบินออกไปหาเงินให้ทุกวัน ปัจจุบันมีการให้ความรู้และขายรังผึ้งเพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ แต่หากจะทำเชิงอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาในการเพิ่มจำนวนและต้องมีแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่เพียงพอ ปัญหาเรื่องสารเคมีในพื้นที่มีน้อย เพราะส่วนใหญ่ปลูกปาล์มและยางพารา (มีทุเรียนแค่ 10%) จึงไม่เจอปัญหาผึ้งตายยกกล่องจาก \"ยาซึม\" เหมือนในพื้นที่ปลูกทุเรียนหนาแน่น


226) ประโยชน์ด้านระบบนิเวศต่อการเกษตร (การผสมเกสร) ใจความสำคัญ : ผึ้งชันโรงมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยผสมเกสรให้ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้คนผสมมากรายละเอียด การมีผึ้งอยู่ในสวนเป็นระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน แมลงจะช่วยผสมเกสร ตามธรรมชาติทำให้ผลไม้ติดผลดี ในสวนทุเรียน การให้ผึ้งผสมเกสรจะให้ผลที่สมบูรณ์ (ได้ 3-4 พู) แตกต่างจากการที่เกษตรกรขึ้นไป \"ปัดดอก\" ในเวลากลางคืนด้วยตนเอง ซึ่งมักทำให้ดอกช้ำ หางแย้หัก และได้ผลทุเรียนที่ไม่สมบูรณ์หรือที่เรียกว่า \"ลูกเป็ด\" (มีแค่ 1-2 พู) นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะตก จากต้นทุเรียนอีกด้วยการใช้ผึ้งหรือแมลงผสมเกสรให้ทุเรียนได้ผลผลิตที่สมบูรณ์กว่าการใช้คนปัดดอก เนื่องจากผึ้งจะเข้าไปผสมเกสรตามธรรมชาติโดยไม่สร้างความเสียหายให้กับชิ้นส่วนที่บอบบางของดอกไม้โดยเฉพาะเกสรตัวเมียหรือที่เกษตรกรเรียกว่า \"หางแย้\" การที่ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ถูกทำลายทำให้เกิดการปฏิสนธิที่สมบูรณ์ ส่งผลให้ได้ลูกทุเรียนที่มีรูปทรงสวยงามและมีเนื้อเต็ม 3-4 พูในทางกลับกัน การใช้คนขึ้นไปปัดดอกทุเรียนมักจะทำให้ดอกช้ำและหางแย้หักได้ง่ายเมื่อดอกไม้ได้รับความเสียหาย เปอร์เซ็นต์การติดผลและรูปทรงของทุเรียนที่ได้จึงไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ซึ่งมักจะส่งผลให้ได้ผลทุเรียนที่บิดเบี้ยวและเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่า \"ลูกเป็ด\" ซึ่งเป็นผลทุเรียน ที่งอและมีเนื้อเพียงแค่ 1-2 พูเท่านั้น


23นอกจากในเรื่องของคุณภาพผลผลิตแล้ว การใช้ผึ้งผสมเกสรยังเป็นระบบนิเวศที่ช่วยลดภาระและลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรที่ต้องปีนขึ้นต้นทุเรียนไปปัดดอกในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุคนตกต้นทุเรียนจำนวนมากอีกด้วยจากข้อมูลในแหล่งข้อมูล ลักษณะพิเศษของผึ้งชันโรงสายพันธุ์\"สิรินธร\" คือ เป็นสายพันธุ์ ที่เพิ่งได้รับการ ค้นพบในพื้นที่จังหวัดระนอง โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากการที่ผู้เลี้ยงได้ไปพบปะกับนักวิจัยอย่างไรก็ตาม ในบทสัมภาษณ์ไม่ได้มีการระบุถึงรายละเอียดทางกายภาพ พฤติกรรมการหาอาหาร หรือรสชาติน้ำผึ้งของสายพันธุ์สิรินธรอย่างเจาะจง นอกเหนือไปจากการระบุว่าเป็น 1 ใน 8-9 สายพันธุ์ที่คุณอนุรักษ์ แซ่กั้ง เลี้ยงไว้ในพื้นที่การทำน้ำผึ้งให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดีที่สุดนั้น ต้องอาศัยกระบวนการบ่มตามธรรมชาติของตัวผึ้งเองเป็นหลัก โดยมีลักษณะดังนี้*สำหรับผึ้งโพรง:** ผึ้งจะต้องทำการ **ปิดผนึกฝารวงรังทั้งหมดให้สนิท** ซึ่งกระบวนการปิดผนึกนี้คือการที่ตัวผึ้ง **ไล่ความชื้นทั้งหมดออกจากรัง** จึงจะถือว่าเป็นน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน มีคุณค่าและมีประโยชน์มากที่สุด* **สำหรับผึ้งชันโรง:** จะต้องผ่านกระบวนการบ่มในลักษณะเดียวกัน โดยผึ้งชันโรงจะต้อง **ปิดปากกระเปาะให้สนิทเพื่อบ่มด้วยยางไม้** การห่อหุ้มน้ำผึ้งไว้ในกระเปาะยางไม้อย่างมิดชิดจะช่วยให้ **สารที่มีประโยชน์จากยางไม้ออกมาผสมรวมเข้ากับตัวน้ำผึ้ง** ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่นอกจากกระบวนการบ่มและไล่ความชื้นตามธรรมชาติจากตัวผึ้งแล้ว ในขั้นตอนการเก็บเกี่ยวของผู้เลี้ยงก็จะต้องรักษา **มาตรฐานด้านความสะอาด** อย่างเข้มงวดด้วยเช่นกันสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องเก็บน้ำผึ้งเพียงปีละ 1 ครั้งในช่วงเดือน 5 มาจาก สภาพอากาศและปัจจัยการเอาชีวิตรอดของรังผึ้ง ดังนี้• สภาพอากาศที่ฝนตกชุกและปัญหาความชื้น : จังหวัดระนองเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกเยอะมาก หากมีการเก็บน้ำผึ้งในช่วงหน้าฝน น้ำผึ้งที่ผึ้งเก็บมาจะมีความชื้นสูงกว่าปกติมาก นอกจากนี้ในช่วงที่ฝนตกหนักตกติดต่อกันหลายวัน ผึ้งจะไม่สามารถบินออกไปหาอาหารได้• การเหลืออาหารสำรองไว้ให้ผึ้งในช่วงฤดูฝน : การเก็บเพียงปีละครั้งจะทำให้ยังมีน้ำผึ้งส่วนหนึ่งเหลือทิ้งไว้ในรัง ผึ้งจะกักตุนน้ำผึ้งส่วนนี้ไว้เป็นอาหารสำรองเพื่อใช้เลี้ยงดูประชากรในช่วงหน้าฝนที่ออกหาอาหารไม่ได้• ป้องกันความเสี่ยงรังล่ม (ผึ้งตายยกกล่อง) : หากผู้เลี้ยงทำการเก็บเกี่ยวหลายครั้ง (เช่น 2-3 ครั้งต่อปี) จะทำให้อาหารในกล่องไม่เพียงพอต่อความต้องการของผึ้ง ส่งผลให้มีโอกาสสูงมากที่รังจะล่มได้ผึ้งชันโรงมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติที่รู้ล่วงหน้าว่าควรเก็บน้ำผึ้งสำรองไว้เท่าใดเพื่อให้อยู่รอดในฤดูกาลนั้นๆ ผู้เลี้ยงจึงต้องปรับรอบการเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผึ้งและสภาพอากาศในพื้นที่


24ผู้ให้ข้อมูลรายที่ 2คุณธัญลักษณ์ โมราศิลป์ ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ชนิดพืช ปาล์มน้ำมัน และโครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ที่มีด.ต.สมนึก โมราศิลป์เป็นเจ้าของแปลงต้นแบบ (รวมถึงบทบาทของ คุณธัญลักษณ์ โมราศิลป์ในการร่วมบริหารจัดการหรือขับเคลื่อนโครงการ) ภาพรวมแปลงต้นแบบ ศพก. ปาล์มน้ำมัน (ด.ต.สมนึก โมราศิลป์)แปลงต้นแบบภายใต้ ศพก. มักจะเป็นพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น \"จุดถ่ายทอดเทคโนโลยี\" โดยนำงานวิจัยจากภาครัฐหรือสถาบันการศึกษามาลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีเป้าหมายหลักคือ \"ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และพัฒนาคุณภาพ\"


25คุณธัญลักษณ์บทบาทสำคัญในด้าน:• การบริหารจัดการข้อมูล (Data Management) : การจดบันทึกต้นทุน บัญชีฟาร์ม และผลผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินผลโครงการวิจัย• การเป็นวิทยากรหรือผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้: นำเสนอข้อมูลผลลัพธ์จากการทำแปลงต้นแบบให้แก่หน่วยงานราชการ เกษตรกร และผู้ที่มาศึกษาดูงาน• การประสานงานโครงการ : ทำงานร่วมกับนักวิจัย นักวิชาการเกษตร และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่จริงสรุปเนื้อหาภาพรวมทั้งหมดการเลี้ยงผึ้งโพรงในสวนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากโครงการภาครัฐในอดีต โดยผู้ให้สัมภาษณ์ได้เข้ามาเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมอย่างจริงจัง จนเกิดเป็น \"นวัตกรรมรวงเทียม\" ที่ได้รับสิทธิบัตรร่วมกับมหาวิทยาลัย นวัตกรรมนี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำผึ้งติดตัวอ่อน ทำให้ได้น้ำผึ้งบริสุทธิ์คุณภาพสูง นอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นในด้านการตลาด โดยเปลี่ยนจากการขายใส่ขวดเหล้าแบบดั้งเดิม มาออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เป็นซองและขวดพกพาง่าย รวมถึงแปรรูปดองกับกระเทียมโทน ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้เกือบเท่าตัวถอดบทสัมภาษณ์ เรียงลำดับ แยกเป็นประเด็น พร้อมสรุปใจความสำคัญ


26• หัวข้อที่ 1 : จุดเริ่มต้นการเลี้ยงผึ้งo ใจความสำคัญ : เริ่มต้นจากรังผึ้งที่ได้รับแจกมาจากโครงการ 9101 (โครงการพอเพียงสมัย รัชกาลที่ 9) ในช่วงแรกคุณพ่อทำไม่เป็นและต้องจ้างปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยจับผึ้งให้ จนกระทั่งคุณอ้อยลาออกจากงานประจำมาช่วยที่สวน จึงได้เรียนรู้วิธีการคัดแยกน้ำผึ้งและการจัดการต่างๆ ด้วยตนเอง• หัวข้อที่ 2: ปัญหาเดิมและการพัฒนานวัตกรรม \"รวงเทียม\"o ใจความสำคัญ : ในอดีตการจับผึ้งแบบธรรมชาติมักจะมีปัญหาตัวอ่อนผึ้งปะปนมากับน้ำผึ้ง หากแยกไม่ดีจะเกิดการหมักบ่มทำให้น้ำผึ้งมีรสเปรี้ยวและขวดระเบิดได้จึงได้พัฒนานวัตกรรม \"รวงเทียม\" ขึ้นมาร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนสุนันทา และจดสิทธิบัตร ข้อดีคือผึ้งจะไม่วางไข่หรือหยอดตัวอ่อนลงในรวงเทียม ทำให้ได้น้ำผึ้งเพียวๆ ที่มีความชื้นและความหวานได้มาตรฐาน และไม่เกิดรสเปรี้ยว• หัวข้อที่ 3 : ธรรมชาติและพฤติกรรมของผึ้งโพรงo ใจความสำคัญ : ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่ขยันหาอาหาร แม้ฝนตกก็สามารถฉวยโอกาสระยะสั้นออกไปหาอาหารได้โดยผึ้งจะเริ่มเข้ามาสะสมน้ำหวานในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม - มีนาคม) และใช้เวลาทำงานเก็บน้ำผึ้งจริงๆ เพียงประมาณ 3-4 เดือนก่อนที่จะถึงหน้าฝน เมื่อจับน้ำผึ้งออกไปแล้ว ผึ้งก็ยังคงใช้ชีวิตและสร้างรวงรังต่อไปตามปกติ• หัวข้อที่ 4 : อุปสรรค ศัตรูพืช และข้อควรระวังในการเลี้ยงo ใจความสำคัญ : ศัตรูหลักของการเลี้ยงผึ้งคือ แมลงสาบ จิ้งจก มด และหนูการตั้งรังจึงต้องทำเสาหล่อน้ำมันหรือนำผ้าชุบน้ำมันมาพันไว้ที่เสาเพื่อป้องกันมดขึ้น ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องมั่นใจว่าบริเวณโดยรอบไม่มีการใช้สารเคมี (เช่น ยาฆ่าแมลง) ไม่เช่นนั้นผึ้งจะไม่อยู่• หัวข้อที่ 5 : การแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่ม และบรรจุภัณฑ์o ใจความสำคัญ : ได้เปลี่ยนรูปแบบการขายจากการใช้ขวดแม่โขงแบบเดิม (ราคา 400 บาท) มาใส่ขวดที่สวยงามและทำเป็นรูปแบบซองสำหรับฉีกชงกับกาแฟหรือพกพาขึ้นเครื่องบินได้ ซึ่งทำให้ขายได้ในราคาเทียบเท่า 600-700 บาทต่อปริมาณเดิม นอกจากนี้ยังนำน้ำผึ้งมาดองกระเทียมโทนเม็ดเล็ก ซึ่งขายดีมากจนหมดเกลี้ยง และยังสามารถนำไขผึ้ง (ขี้ผึ้ง) มาขายเป็นตัวล่อผึ้งได้อีกด้วย ทำให้ไม่มีอะไรเหลือทิ้งเลย• หัวข้อที่ 6 : ข้อควรระวังด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค (เรื่องการแพ้)o ใจความสำคัญ : เนื่องจากผึ้งโพรงจะบินไปเก็บเกสรจากพืชหลากหลายชนิดในรัศมี 3 กิโลเมตร ทำให้ไม่สามารถระบุที่มาของดอกไม้ได้ชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ระบุชนิดผลไม้หรือพืชในละแวกนั้นลงบนฉลาก (เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ) เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้บริโภคที่อาจจะมีอาการแพ้เกสรของพืชบางชนิด


27การเลี้ยงผึ้งในสวนเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต่อยอดมาจากโครงการภาครัฐในอดีต โดยผู้ให้สัมภาษณ์ได้เข้ามาเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมอย่างจริงจัง จนเกิดเป็น \"นวัตกรรมรวงเทียม\" ที่ได้รับสิทธิบัตรร่วมกับมหาวิทยาลัย นวัตกรรมนี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำผึ้งติดตัวอ่อน ทำให้ได้น้ำผึ้งบริสุทธิ์คุณภาพสูง นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นในด้านการตลาด โดยเปลี่ยนจากการขายใส่ขวดเหล้าแบบดั้งเดิม มาออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เป็นซองและขวดพกพาง่าย รวมถึงแปรรูปดองกับกระเทียมโทน ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้เกือบเท่าตัว


28ผู้ให้ข้อมูลรายที่ 3นายอรุณ หอมหยก ปราชญ์ชาวบ้าน ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองประธานศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงผึ้งโพรง จังหวัดระนองเลขที่ 51 หมู่ที่ 5 ตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองได้รับการยกย่องให้เป็น \"ปราชญ์ชาวบ้าน\" และเกษตรกรคนสำคัญของจังหวัดระนองที่มีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในด้าน การเลี้ยงผึ้งโพรงไทย (ผึ้งพื้นเมือง) ผลงานของท่านได้ถูกพัฒนาและยกระดับจนกลายเป็น ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงผึ้งโพรง จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจทั่วไปประวัติและจุดเริ่มต้นของนายอรุณ หอมหยก• วิถีเกษตรกร : นายอรุณ หอมหยก เป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดระนองที่ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ท่านได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของแมลงผสมเกสร โดยเฉพาะ \"ผึ้งโพรง\" (Apis cerana) ซึ่งเป็นผึ้งสายพันธุ์พื้นเมืองที่ทนทานต่อสภาพอากาศของภาคใต้ (ฝนตกชุก ความชื้นสูง)• การลองผิดลองถูก : ในช่วงแรก ท่านได้ศึกษาพฤติกรรมของผึ้งโพรงตามธรรมชาติ และเริ่มทดลองนำกล่องไม้ไปล่อให้ผึ้งป่าเข้ามาทำรัง โดยอาศัยการสังเกตและปรับปรุงรูปแบบกล่อง รวมถึงการใช้ไขผึ้งในการล่อจนประสบความสำเร็จ• การยกย่อง : ด้วยความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงและสามารถสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน ท่านจึงได้รับการยกย่องจากหน่วยงานภาครัฐ (เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง) ให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านการเกษตร


29ศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงผึ้งโพรง จังหวัดระนองศูนย์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นจากพื้นที่ทำการเกษตรของนายอรุณเอง เพื่อใช้เป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้เชิงประจักษ์ โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้:1. วัตถุประสงค์ของศูนย์เรียนรู้• ถ่ายทอดองค์ความรู้: สอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เช่น การทำกล่องล่อผึ้ง การทาไขผึ้งเพื่อสร้างกลิ่นดึงดูด การเลือกทำเลตั้งกล่อง (ต้องร่มรื่นและปลอดภัยจากมดหรือศัตรูพืช)• ส่งเสริมรายได้ชุมชน : แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ สวนยางพารา หรือสวนปาล์ม เลี้ยงผึ้งโพรงเป็นอาชีพเสริม เพราะใช้อุปกรณ์น้อย ต้นทุนต่ำ และไม่ต้องให้อาหารเสริมเหมือนการเลี้ยงผึ้งพันธุ์• อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : การเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ศูนย์ฯ จึงเป็นกลไกทางอ้อมที่รณรงค์ให้คนในชุมชนลดหรือเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อให้ผึ้งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้2. องค์ความรู้ที่โดดเด่นของนายอรุณ• เทคนิคการสร้างรัง : การออกแบบขนาดรังไม้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผึ้งพื้นเมืองภาคใต้ การเจาะรูทางเข้า-ออกที่ป้องกันศัตรูทางธรรมชาติ• การเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งอย่างยั่งยืน : สอนวิธีการบีบหรือสลัดน้ำผึ้งที่ไม่ทำลายตัวอ่อนและรังทั้งหมด เพื่อให้ผึ้งสามารถซ่อมแซมรังและผลิตน้ำผึ้งในฤดูกาลต่อไปได้ โดยไม่ต้องหนีทิ้งรัง (การเก็บแบบแบ่งปัน)• การแปรรูปและเพิ่มมูลค่า : นอกจากการขายน้ำผึ้งสดที่มีสรรพคุณทางยาและมีความชื้นตามธรรมชาติของป่าฝนแล้ว ยังมีการสอนนำไขผึ้งมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกด้วย


30สรุปเนื้อหาภาพรวมทั้งหมดบทสัมภาษณ์นี้เป็นการพูดคุยกับ \"โกตา\" นายอรุณ หอมหยก ผู้มีประสบการณ์ในการเลี้ยง\"ผึ้งโพรง\" มายาวนานกว่า 50 ปีโกตาเน้นวิธีการเลี้ยงแบบวิถีธรรมชาติ โดยปล่อยให้ผึ้งเข้ามาทำรังเองและออกหาอาหารตามธรรมชาติโดยไม่ต้องให้อาหารเสริมหรือน้ำตาล การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งในช่วง \"เดือน 5\" ซึ่งถือเป็นช่วงที่น้ำผึ้งมีคุณภาพดีที่สุด นอกจากนี้ โกตายังจำหน่ายน้ำผึ้งแท้คุณภาพดีด้วยวิธีปากต่อปาก และยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงผึ้งให้แก่คนในชุมชนอีกด้วยถอดบทสัมภาษณ์เรียงลำดับ แยกประเด็น และสรุปใจความสำคัญ1. จุดเริ่มต้นและอุปสรรคในการเลี้ยงผึ้ง• สรุปใจความสำคัญ : โกตาเริ่มเลี้ยงผึ้งโพรงมานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากการไปอบรมที่จังหวัดชุมพรแล้วนำมาทดลองทำเอง ในช่วงแรกพบกับความล้มเหลวเพราะพยายามไปจับและขังนางพญาไว้ พอปล่อยนางพญาก็พาฝูงหนีไปหมดจนเกือบถอดใจ• การค้นพบวิธีที่ถูกต้อง: ในที่สุดโกตาก็ค้นพบว่า ไม่ต้องไปจับหรือบังคับ เพียงแค่ตั้งกล่องทิ้งไว้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมผึ้งก็จะบินเข้ามาอยู่อาศัยเองตามธรรมชาติ2. พฤติกรรมและธรรมชาติของ \"ผึ้งโพรง\"• สรุปใจความสำคัญ: ผึ้งโพรงเป็นผึ้งที่หาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเวลาดูแลหรือให้อาหาร• การทิ้งรังตามฤดูกาล : ผึ้งจะออกหาอาหารมาเก็บไว้กิน แต่ในช่วงหน้าฝนที่ฝนตกชุก ผึ้งไม่สามารถออกหาอาหารได้ เมื่อกินอาหารในรังหมดผึ้งก็จะทิ้งรังไปหลบซ่อนตามโพรงไม้ตามธรรมชาติและจะกลับมาสร้างรังใหม่ในช่วงหลังหมดฝน (ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม)• ศัตรูตามธรรมชาติ: ปัญหาหลักที่พบคือ \"หนอนผีเสื้อ\" ที่มักจะแอบเข้าไปทำลายรัง


313. เทคนิคการสร้างกล่องเลี้ยงผึ้ง (รังผึ้ง)• สรุปใจความสำคัญ : โกตาแนะนำว่ากล่องเลี้ยงผึ้งต้องทำจากไม้แผ่นเดียวไม่ให้มีรอยต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้หนอนผีเสื้อเข้าไปในรอยแตกและทำลายรังได้• ทิศทางในการตั้งกล่อง : การตั้งกล่องล่อผึ้งต้องสังเกตทิศทาง หากตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วผ่านไป 1-2 เดือนผึ้งยังไม่เข้า ให้ลองหันเปลี่ยนไปทางทิศเหนือ โกตาแนะนำผู้เริ่มต้นว่าควรเริ่มทดลองตั้งกล่องแค่ 2-3 รังก่อนเพื่อดูทิศทางทางลม ไม่ควรซื้อไปทีละมากๆ ทันที4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต (น้ำผึ้งเดือน 5)• สรุปใจความสำคัญ : การเก็บน้ำผึ้งจะทำได้แค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น คือในช่วงเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) สาเหตุที่ต้องเก็บช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่ดอกไม้บานเต็มที่ ผึ้งจะได้น้ำหวานเยอะที่สุด และมีความเชื่อว่าเป็นน้ำผึ้งที่ใช้ทำยาได้ดีเยี่ยม• วิธีการเก็บเกี่ยว : วิธีการเอาน้ำผึ้งออกจากรวงคือการนำรวงผึ้งไปวางบนผ้าขาวบาง แล้วปล่อยให้น้ำผึ้งค่อยๆ หยดลงมาเอง• การประเมินผลผลิต : การจะรู้ว่ารังไหนมีน้ำผึ้งเยอะหรือน้อย ใช้วิธีการ \"ยกรัง\" เพื่อดูน้ำหนัก หากรังมีน้ำหนักมากก็สามารถนำมาเก็บเกี่ยวได้ปริมาณที่ได้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้ในแต่ละปีหลังจากเก็บน้ำผึ้งแล้ว ผึ้งอาจจะทิ้งรังไปแต่จะกลับมาใหม่ในภายหลัง


325. คุณภาพของน้ำผึ้งแท้และการจำหน่าย• สรุปใจความสำคัญ : โกตาขายเฉพาะน้ำผึ้งสดๆ โดยไม่มีการแปรรูป• ลักษณะน้ำผึ้งแท้: น้ำผึ้งแท้ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ (ไม่ได้เลี้ยงด้วยน้ำตาล) อาจจะมี \"ไขผึ้ง\" ลอยตัวขึ้นมาด้านบน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้แปลว่าน้ำผึ้งเสียและสามารถรับประทานได้แตกต่างจากน้ำผึ้งตามห้างที่อาจไม่มีไขผึ้งเพราะให้ผึ้งกินน้ำตาล• การตลาด : โกตาขายน้ำผึ้งอยู่ที่บ้านและอาศัยการบอกเล่าแบบ \"ปากต่อปาก\" โดยมีลูกค้าเข้ามาซื้อถึงที่ไม่ได้ออกไปส่งขายที่อื่น ตัวอย่างราคาขายคือขวดใหญ่ 500 บาท6. การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้• สรุปใจความสำคัญ : ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนาน โกตาได้ไปทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้กับสมาชิกใหม่ที่ศูนย์การเรียนรู้มีการสอนวิธีทำกล่อง แจกอุปกรณ์ และมีผู้คนมากมายในพื้นที่ที่นำความรู้จากโกตาไปต่อยอดสร้างอาชีพได้ประเด็นที่ 4 : การใช้ประโยชน์จากผึ้งชันโรง และการนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แบบละเอียดจากผลการศึกษา นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์: โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร บรรจุขวดแบบหัวปั้ม ขนาด 50 มิลลิลิตร


33กรรมวิธีการผลิตและสูตรการผลิต ส่วนประกอบหลัก :ส่วนผสม ความหมายภาษาไทย / หน้าที่โดยย่อAqua น้ำ ใช้เป็นตัวทำละลายหลักของสูตรNiacinamide ไนอะซินาไมด์ หรือวิตามินบี 3 ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ลดความ หมองคล้ำ เสริมเกราะป้องกันผิวCyclopentasiloxane ซิลิโคนชนิดระเหยง่าย ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์ลื่น เกลี่ยง่าย ไม่เหนอะหนะIsononyl Isononanoate เอสเตอร์ให้ความนุ่มลื่น ช่วยเคลือบผิวบาง ๆ ทำให้ผิวสัมผัสเนียนนุ่มGlycerin กลีเซอรีน สารให้ความชุ่มชื้น ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิวSodium Polyacryloyldimethyl Taurateสารเพิ่มความข้น/สร้างเนื้อเจล ช่วยให้สูตรมีความคงตัวSorbitan Oleate Decylglucoside Crosspolymerสารช่วยประสานน้ำกับน้ำมัน ทำให้ส่วนผสมเข้ากัน และช่วยให้ เนื้อครีมเสถียรIsododecane ตัวทำละลายเนื้อบางเบา ระเหยง่าย ช่วยให้ผลิตภัณฑ์แห้งไว ไม่หนักผิวHydrogenated Polydecene สารให้ความนุ่มลื่นและเคลือบผิว ช่วยลดการสูญเสียน้ำจากผิวPhenoxyethanol สารกันเสีย ช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์Honey น้ำผึ้ง มีคุณสมบัติช่วยให้ความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว และทำให้ ผิวนุ่มTocopheryl Acetate วิตามินอี อนุพันธ์ชนิดเสถียร ช่วยต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิวPanthenol แพนทีนอล หรือโปรวิตามินบี 5 ช่วยให้ความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิวAllantoin อัลลันโทอิน ช่วยปลอบประโลม ลดความระคายเคือง และช่วยให้ผิวรู้สึกนุ่มFragrance น้ำหอม/สารแต่งกลิ่น เพิ่มกลิ่นหอมของผลิตภัณฑ์ แต่อาจระคายเคืองในผิวแพ้ง่ายEthylhexylglycerin สารช่วยเสริมประสิทธิภาพสารกันเสีย และช่วยให้ผิวนุ่มเล็กน้อยDisodium EDTA สารจับโลหะหนัก ช่วยให้สูตรคงตัวและช่วยให้สารกันเสียทำงาน ได้ดีขึ้นTrideceth-10 สารช่วยประสาน/ช่วยละลายส่วนผสม ทำให้เนื้อผลิตภัณฑ์เนียนและเข้ากันดี


34ขั้นตอนการผลิต (Step-by-Step) : โดยความร่วมมือของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)1) การเตรียมวัตถุดิบ (สารสกัด) นำพรอพอลิสชันโรงดิบมาสกัดด้วยตัวทำละลาย (เช่น Propylene Glycol) ทิ้งไว้และกรองเอาเฉพาะส่วนที่เป็นสารสกัดบริสุทธิ์ โดยการต้มหรือสกัดเย็น2)การเตรียมเฟสน้ำ (Water Phase) ผสมน้ำกลั่น, Glycerin, สารสกัดผักเหลียง และน้ำผึ้งชันโรง ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 70-75°C3)การเตรียมเฟสน้ำมัน (Oil Phase) นำน้ำมันสกัดเย็น และ Emulsifier ผสมกัน ให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 70-75°C จนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน


354)การประสานเนื้อโลชั่น (Emulsification) เทเฟสน้ำมันลงในเฟสน้ำอย่างช้าๆ พร้อมคนด้วยเครื่องปั่นความเร็วสูง (Homogenizer) จนเกิดการรวมตัวเป็นเนื้อครีมโลชั่นสีขาวนวล5)การเติมสารสำคัญ (Cool Down Phase) : เมื่ออุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 45°C ให้เติมสารสกัดพรอพอลิสชันโรง และสารกันเสีย คนให้เข้ากันอย่างสมบูรณ์


366)การบรรจุภัณฑ์นำโลชั่นที่ได้พักไว้ให้เย็นตัวสนิท จากนั้นบรรจุลงในขวดพลาสติกหรือขวดแก้วทึบแสงแบบหัวปั้ม ขนาด 50 มิลลิลิตร ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วติดฉลากตราสินค้า “รักษ์” ผึ้งไพรประเด็นที่ 5 : ปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนาผึ้งชันโรงปัญหาและอุปสรรค :1) สภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และฝนที่ตกหนักผิดฤดูกาลในระนอง ทำให้ชันโรงออกหาอาหารได้น้อยลง2) สารเคมีทางการเกษตร การใช้ยาฆ่าแมลงในพื้นที่ใกล้เคียงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรอดชีวิตของชันโรง3) ขาดเทคโนโลยีการแปรรูป เกษตรกรส่วนใหญ่ขายผลผลิตในรูปแบบวัตถุดิบดิบ(Raw material) ซึ่งมีมูลค่าต่ำ ขาดความรู้ในการสกัดสารสำคัญเพื่อทำเครื่องสำอางข้อเสนอแนะและแนวทางการพัฒนา:1) กำหนด \"พื้นที่เกษตรอินทรีย์ปลอดภัย\" (Buffer Zone) รอบรัศมีแหล่งเลี้ยงชันโรง2) ส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อรวบรวมผลผลิตและควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ให้ได้มาตรฐาน 3) ประสานงานกับสถาบันการศึกษาเพื่อนำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์สารสำคัญ เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการขอขึ้นทะเบียน อย. สำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP ต่อไป


37บทที่ 4 กรณีศึกษา (Case Study) ในจังหวัดระนองกลุ่มเป้าหมาย : ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง ภายใต้โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)(ข้อมูลบริบทพื้นที่ประเด็นศึกษาข้อที่ 6)1) ประวัติและความพร้อมของกลุ่ม: ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ฯ ของนายอนุรักษ์ แซ่กั้ง เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรแบบผสมผสานและการปศุสัตว์ในพื้นที่จังหวัดระนอง ทางศูนย์ฯ มีศักยภาพและความพร้อมสูง เนื่องจากสมาชิกมีความรู้พื้นฐานด้านการเกษตรอินทรีย์ มีการบูรณาการพื้นที่ฟาร์มให้เกื้อกูลกัน เช่น การใช้มูลสัตว์ทำปุ๋ย การปลูกพืชอาหาร และการเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสร2) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการนำไปใช้ประโยชน์ ทางโครงการวิจัยได้ดำเนินการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์พรอพอลิสและน้ำผึ้งชันโรงผ่านความร่วมมือเชิงวิชาการ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงาน ดังนี้:• การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ : ทางโครงการฯ ได้รวบรวมและคัดสรรวัตถุดิบหลักคุณภาพสูง ส่งมอบให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อดำเนินการวิจัยและผลิตโลชั่น “รักษ์ผึ้งไพร” ภายใต้กระบวนการผลิตที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและมีคุณสมบัติตามที่กำหนด• การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อการต่อยอด : โครงการฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก วว. มาสาธิตและอธิบายกระบวนการควบคุมคุณภาพ รวมถึงให้ความรู้เรื่องมาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิต (GMP เบื้องต้น) แก่สมาชิกกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้• การประเมินผลและการเตรียมความพร้อมเชิงพาณิชย์ : สมาชิกกลุ่มมีความเข้าใจในมาตรฐานผลิตภัณฑ์ต้นแบบ สามารถบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกวิธี และมีแผนงานที่ชัดเจนในการดำเนินการต่อยอดผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่กระบวนการขอรับรองเป็นสินค้า OTOP ระดับจังหวัดต่อไป3) การจัดหารายได้ การบริหารจัดการภายในศูนย์เครือข่ายฯ และแปลงเกษตรของนายอนุรักษ์ แซ่กั้ง มีการจัดหารายได้ในรูปแบบของ \"เกษตรเกื้อกูล\" ดังนี้: รายได้จากผลผลิตหลักในสวน : การจำหน่ายไม้ผลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งได้ผลผลิตดีและมีคุณภาพจากการช่วยผสมเกสรของผึ้งและชันโรง การจำหน่ายผลผลิตจากชันโรงและผึ้ง : น้ำผึ้งชันโรงเป็นที่ต้องการของตลาดคนรักสุขภาพและมีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปมาก เนื่องจากมีปริมาณน้อยและมีคุณสมบัติทางยา


38 การขยายสายพันธุ์และจำหน่ายรัง (กล่อง) : นอกจากการขายน้ำผึ้งแล้ว ยังมีรายได้จากการแยกขยายรังชันโรงหรือผึ้งโพรงเพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรรายอื่นที่สนใจเริ่มต้นเลี้ยง การเป็นแหล่งศึกษาดูงาน : การต้อนรับคณะดูงานจากหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งนำไปสู่การจำหน่ายสินค้าของศูนย์ฯ และผลผลิตในชุมชนได้โดยตรง4. ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ \"ผึ้งชันโรง\" ชันโรง (Stingless Bee) เป็นแมลงขนาดเล็กที่ไม่มีเหล็กใน ให้น้ำผึ้งที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเป็นเอกลักษณ์ ทางศูนย์ฯ สามารถผลักดันวัตถุดิบเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น : น้ำผึ้งชันโรงแท้ 100% : บรรจุขวดจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งมีจุดเด่นคือมีสารต้านอนุมูลอิสระ (ฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์) สูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป และมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียพรอพอลิส (Propolis) หรือ ขี้ชัน : ชันโรงจะนำยางไม้มาสร้างรัง ซึ่งยางไม้เหล่านี้สามารถนำไปสกัดทำเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เช่น สเปรย์พ่นคอแก้ไอ ยาสีฟัน หรือยาทาบรรเทาอาการอักเสบของผิวหนังสบู่และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว : นำน้ำผึ้งชันโรงและพรอพอลิสมาเป็นส่วนผสมในสบู่ก้อนหรือครีมอาบน้ำ ช่วยลดสิว อาการอักเสบ และบำรุงผิวพรรณ5. ประโยชน์ และการต่อยอดประโยชน์ที่ได้รับจากการเลี้ยงชันโรงด้านการเกษตรและระบบนิเวศ : ชันโรงเป็น \"นักผสมเกสรตัวยง\" การเลี้ยงชันโรงในสวนผลไม้จะช่วยให้อัตราการติดดอกออกผลของทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ สูงขึ้น รูปทรงผลสวยงาม และเพิ่มปริมาณผลผลิตได้อย่างชัดเจนด้านความปลอดภัย (GAP) : ชันโรงเป็นแมลงที่ไวต่อสารเคมีและยาฆ่าแมลงมาก การมีชันโรงอยู่ในสวนจึงเป็นเครื่องการันตีชั้นดีว่า พื้นที่เกษตรแห่งนั้นมีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปราศจากสารเคมีอันตรายแนวทางการต่อยอดในอนาคตการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Standardization): การผลักดันให้กระบวนการเก็บน้ำผึ้งและแปรรูปได้รับมาตรฐาน อย. หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อให้สามารถขยายตลาดเข้าสู่ร้านขายยาสมุนไพร หรือร้านของฝากชั้นนำในจังหวัดระนองการออกแบบแบรนดิ้งและบรรจุภัณฑ์สร้างแบรนด์ที่เล่าเรื่องราว (Storytelling) การเป็นน้ำผึ้งชันโรงจากสวนผลไม้อินทรีย์แห่งอำเภอละอุ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ดูพรีเมียมมากขึ้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตร พัฒนาศูนย์เครือข่ายฯ ให้เป็นจุดเช็คอินหรือเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรของอำเภอ ให้นักท่องเที่ยวได้มาทดลองชิมน้ำผึ้งชันโรงสดๆ จากรัง เรียนรู้วิธีการเลี้ยง และอุดหนุนผลิตภัณฑ์กลับไปเป็นของฝาก


39บทที่ 5 สรุปและแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวคิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Product Concept) :จากทรัพยากรชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ของระนอง นำมาสู่แนวคิด \"Nature's Shield\" (เกราะป้องกันจากธรรมชาติ) ผลิตภัณฑ์โลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องสำอาง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ (รักษ์) ป่าไพรและแมลงที่มีประโยชน์เหตุผลในการเลือกผลิตโลชั่นขวดหัวปั้ม ขนาด 50 มิลลิลิตร:1) การใช้งานและสุขอนามัย ขวดแบบหัวปั้ม (Pump Bottle) ช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อโลชั่นสัมผัสกับอากาศและแบคทีเรียจากนิ้วมือโดยตรง รักษาคุณภาพของสารสกัดพรอพอลิสที่ไวต่อการทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน2) ขนาด 50 มิลลิลิตร เป็นขนาดพกพาที่สะดวก (Travel-size) เหมาะสำหรับผู้บริโภค ที่ต้องการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ และตั้งราคาขายในระดับที่เข้าถึงง่าย (Affordable Premium) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสินค้า OTOP หน้าใหม่


403) การออกแบบฉลาก เน้นความเรียบง่าย (Minimalist) แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทย ระบุสัญลักษณ์ อพ.สธ. (ตามเงื่อนไขของโครงการ) และชูจุดเด่นส่วนผสมหลักคือ \"พรอพอลิสชันโรง


41บทที่ 6 บทสรุปและข้อเสนอแนะการศึกษาวิจัยสรรพคุณทางยาของผึ้งชันโรงเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ภายใต้โครงการเสริมสร้างการเรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นบริเวณสถานีพัฒนาที่ดินระนอง ปีงบประมาณ 2569 (โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(อพ.สธ.) จังหวัดระนอง)69 บรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ ผลการศึกษาพบว่าพรอพอลิส และน้ำผึ้งชันโรงมีสรรพคุณทางยาที่โดดเด่นในด้านการต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ เมื่อนำมาผสาน กับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสมุนไพรผักเหลียง สามารถพัฒนาเป็นโลชั่นบำรุงผิว “รักษ์” ผึ้งไพร ที่มีคุณภาพสูงการใช้กรณีศึกษา ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ นายอนุรักษ์ แซ่กั้ง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าชุมชนมีความสามารถในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสามารถดำเนินการผลิตได้จริงข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินการต่อไป:1) ควรมีการนำผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปทดสอบการระคายเคือง (Dermatologically Tested) โดยสถาบันที่ได้รับการรับรอง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค2) ผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3-5 ดาว ของจังหวัดระนอง3) บูรณาการร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) โดยจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง ฟาร์มชันโรง-สวนผักเหลียง-ศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ฯ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกระบวนการผลิตและอุดหนุนสินค้าถึงแหล่งกำเนิด


42บรรณานุกรม กรมพัฒนาชุมชน. (2567). แนวทางการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) สู่อัตลักษณ์เชิงพื้นที่. สำนักงาน ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย.กรมส่งเสริมการเกษตร. (2565). คู่มือการเพาะเลี้ยงชันโรงเชิงพาณิชย์และการใช้ประโยชน์ในการผสมเกสร. สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.ณัฐพงศ์ โจระสาร, และ อัญชลี สวาสดิ์ธรรม. (2564). ชนิดและความหลากหลายของผึ้งชันโรง (Meliponini) ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย. วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร, 38(2), 45-56.ธนวรรณ ธรรมประทีป, และ ปิยะรัตน์ จิตรภักดี. (2566). สรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการของ ผักเหลียง (Gnetum gnemon): พืชเศรษฐกิจพื้นเมืองภาคใต้. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, 15(1), 89-102.พัชราภรณ์ ทิพยวัฒน์, และ สุรพล ยศพล. (2565). การศึกษาสารประกอบฟีนอลิกรวมและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของพรอพอลิสจากชันโรง (Tetragonula pegdeni). วารสารวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 29(3), 211-224.รักษ์ผึ้งไพร วิจัยชุมชน. (2568). รายงานสรุปผลการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ประจำปีงบประมาณ 2568: ทรัพยากรชีวภาพจังหวัดระนอง. สำนักงานจังหวัดระนอง.ศศิธร พัทธวิวัฒน์. (2566). หลักการพัฒนาสูตรตำรับเครื่องสำอางสมุนไพรและอิมัลชันบำรุงผิว (พิมพ์ครั้งที่ 2).สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.). (2567). แผนพัฒนาการเกษตรชุมชนและการเลี้ยงแมลงผสมเกสรเพื่อการเกษตรยั่งยืน. สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง.อนุรักษ์ แซ่กั้ง. (2569, 15 มกราคม). ปราชญ์ท้องถิ่นและประธานศูนย์เครือข่ายเรียนรู้ด้านปศุสัตว์ จังหวัดระนอง. (สัมภาษณ์เชิงลึกโดยคณะผู้วิจัย).ภาษาอังกฤษ (International References)Alvarez-Suarez, J. M., Targett, M., Giampieri, F., & Battino, M. (2018). Nutritional facts and health benefits of stingless bee honey. Journal of Functional Foods, 42, 114-125. (หมายเหตุ: ปรับคำว่า target ให้เป็นชื่อนามสกุลตัวใหญ่ Targett)Bankova, V., Popova, M., & Trusheva, B. (2019). Propolis: Recent advances in chemistry and plant origin. Phytomedicine, 57, 134-144.


43ภาคผนวก


44ภาคผนวก กแบบเครื่องมือวิจัย (แบบฟอร์มการสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้าน / หมอพื้นบ้าน)แบบฟอร์มบันทึกการสัมภาษณ์ปราชญ์ท้องถิ่นหัวข้อ: ภูมิปัญญาและการใช้ประโยชน์ [ ] เหงือกปลาหมอ [ ] ผักเหลียง [ ] ผึ้งชันโรงส่วนที่ 1: ข้อมูลพื้นฐาน (Metadata)• วันที่สัมภาษณ์: // . เวลา: . • สถานที่/พิกัด: // .• ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์: // . อายุ: // . ปี• ความเชี่ยวชาญหลัก:o [ ] สมุนไพร/หมอพื้นบ้านo [ ] เกษตรกรรมo [ ] เลี้ยงชันโรง [ ] อื่นๆ ____________• ประสบการณ์/จำนวนปีที่ทำ: // .• ผู้สัมภาษณ์/ผู้จดบันทึก: // .


45ส่วนที่ 2: บันทึกข้อมูลเชิงลึก (Deep Dive Notes)• 3. ผึ้งชันโรง (นิเวศวิทยาและผลผลิต)• สายพันธุ์ที่เลี้ยง/พฤติกรรมเด่น:_______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________• เทคนิคการล่อ/การทำกล่องเลี้ยง:_______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________• สรรพคุณของ \"น้ำผึ้ง\" ชันโรง (ทางยา):_______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________• การใช้ประโยชน์จาก \"ชันผึ้ง\" (Propolis):_______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________


46ส่วนที่ 3: ความเชื่อมโยงและอนาคต (Synergy & Future)• ปัญหา/อุปสรรคในปัจจุบัน : (เช่น สภาพอากาศ, สารเคมี, พื้นที่ป่าลดลง)o บันทึก :_________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________• การอนุรักษ์/การถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง :o บันทึก :_________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ส่วนที่ 4 : เช็กลิสต์สื่อประกอบ (Media Checklist)(ทำเครื่องหมาย เมื่อบันทึกภาพ/วิดีโอแล้ว เพื่อนำไปใช้ทำสื่อหรือรายงาน)• [ ] ภาพ Portrait ของปราชญ์ชาวบ้าน (ขณะกำลังทำงาน/ยิ้มแย้ม)• [ ] ภาพลักษณะใบ/ดอก/ต้น ของเหงือกปลาหมอในพื้นที่• [ ] ภาพลักษณะทรงพุ่ม/ยอด ของผักเหลียง• [ ] ภาพกล่องเลี้ยงชันโรง / ตัวชันโรง / น้ำผึ้งชันโรง• [ ] วิดีโอสั้น: ปราชญ์สาธิตการทำยา / การเก็บเกี่ยว / การเปิดรังชันโรง• [ ] วิดีโอสั้น: สัมภาษณ์ประโยคเด็ด (Quote) เรื่องแนวคิดธรรมชาติบำบัดข้อสังเกตเพิ่มเติมของทีมงาน (Post-Interview Observations):จดความประทับใจ เกร็ดความรู้ หรือสิ่งที่ค้นพบโดยบังเอิญนอกเหนือจากคำถาม


47ภาคผนวก ขข้อมูลโภชนาการและผลการวิเคราะห์สาระสำคัญของน้ำผึ้งชันโรงผลิตภัณฑ์จาก ชันโรง (Stingless Bee) ไม่ว่าจะเป็นน้ำผึ้ง พรอพอลิส (Propolis) หรือเกสร มีคุณค่าทางโภชนาการและสารชีวภาพที่โดดเด่นและแตกต่างจากผึ้งทั่วไป (Apis mellifera) อย่างชัดเจน เนื่องจากชันโรงมีพฤติกรรมการเก็บน้ำหวานและยางไม้จากพืชหลากหลายชนิด รวมถึงโครงสร้างรังที่ทำจากสารคัดหลั่งผสมยางไม้ (Cerumen) ทำให้เกิดการหมักบ่มตามธรรมชาติ1. ข้อมูลโภชนาการของน้ำผึ้งชันโรง (Nutritional Profile) น้ำผึ้งชันโรงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ มีปริมาณความชื้นสูงกว่า และ มีรสชาติอมเปรี้ยวเนื่องจากมีกรดอินทรีย์หลายชนิดความชื้น (Moisture Content): อยู่ที่ประมาณ 25% ถึง 45% (เทียบกับผึ้งทั่วไปที่มักไม่เกิน 20%) ทำให้สารสกัดมีความเหลวมากกว่าน้ำตาล (Sugars): ประกอบด้วยฟรักโทส (Fructose) และกลูโคส (Glucose) เป็นหลักแต่สิ่งทีน่าสนใจคือน้ำผึ้งชันโรงหลายสายพันธุ์มีน้ำตาล ทรีฮาลูโลส (Trehalulose) ซึ่งเป็นน้ำตาลชนิดที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเฉียบพลันความเป็นกรด (Acidity): มีค่า pH ต่ำ (ประมาณ 3.2–4.5) จากการพบกรดอินทรีย์ เช่น กรดกลูโคนิก (Gluconic acid) และกรดแลกติก (Lactic acid) ที่ได้จากกระบวนการหมักบ่มของจุลินทรีย์กลุ่มโพรไบโอติกในรัง2. ตารางแสดงค่า Total Phenolic และ Flavonoids ในพรอพอลิสชันโรง พรอพอลิส (Propolis) ของชันโรงเป็นส่วนที่มีการสะสมของสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์เข้มข้นที่สุด เนื่องจากชันโรงใช้ยางไม้ (Resin) ปริมาณมากในการสร้างรัง


48 ตารางรวบรวมค่า Total Phenolic Content (TPC) และ Total Flavonoid Content (TFC) จากงานวิจัยระดับนานาชาติในชันโรงสายพันธุ์ต่าง ๆสายพันธุ์ชันโรง / แหล่งที่มาTotal Phenolic Content (TPC)(mg GAE/g extract)Total Flavonoid Content (TFC)(mg QE/g extract)อ้างอิงทางวิชาการ (Reference)Tetragonula pagdeni(ชันโรงขนเงิน - ประเทศไทย)68.50 – 112.40 35.20 – 54.10Umthong et al. / Journal of EthnopharmacologyHeterotrigona itama(ประเทศมาเลเซีย)85.33 – 142.10 42.15 – 68.30Ibrahim et al. / Saudi Journal of Biological SciencesGeniotrigona thoracica(ประเทศมาเลเซีย)92.40 – 156.80 48.20 – 74.50Rao et al. / Evidence-Based Complementary and Alternative MedicineScaptotrigona aff. postica(ประเทศบราซิล)120.50 – 185.20 55.40 – 92.10De Souza et al. / Food ChemistryMelipona quadrifasciata(ประเทศบราซิล)29.09 – 82.05 ไม่ได้ระบุ(ตามภาพผลวิเคราะห์โครงสร้างสารประกอบฟีนอลิกด้านล่าง)หมายเหตุ หน่วย mg GAE/g หมายถึง มิลลิกรัมของกรดแกลลิกเทียบเท่าต่อกรัมสารสกัด และ mg QE/gหมายถึง มิลลิกรัมของเคอร์ซีตินเทียบเท่าต่อกรัมสารสกัด ค่าที่ผันแปรขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและยางไม้ในพื้นที่นั้น ๆ


493. ผลวิเคราะห์สารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ความสนใจสารสกัดชันโรงเนื่องจากตรวจพบสารสำคัญหลัก ๆ ดังนี้สารกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ (Phenolics & Flavonoids): เช่น Apinin, Kaempferol, Quercetin, และ Gallic acid สารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไป 5–10 เท่า ช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์สารยับยั้งจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ (Natural Antimicrobials): พรอพอลิสชันโรงมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม กรัมบวก (Staphylococcus aureus) และกรัมลบได้ดี จึงนิยมนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สมานแผล ยาสีฟัน และสเปรย์พ่นคอกลุ่มเอนไซม์และกรดอะมิโน (Enzymes & Amino Acids): ตรวจพบเอนไซม์ไดแอสเทส (Diastase) และอินเวอร์เทส (Invertase) รวมถึงกรดอะมิโนอิสระมากกว่า 16 ชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเอกสารอ้างอิงหลักสำหรับค่า Total Phenolic และ Flavonoids ในพรอพอลิสสายพันธุ์ Tetragonula pagdeni (ชันโรงขนเงิน - ประเทศไทย):Vongsak, B., Kongkiatpaiboon, S., Jaisamut, S., Machana, S., & Pattarapanich, C. (2015). In vitro alpha glucosidase inhibition and free-radical scavenging activity of propolis from Thai stingless bees in mangosteen orchard. Revista Brasileira de Farmacognosia, 25(5), 445-450.สายพันธุ์ Heterotrigona itama และ Geniotrigona thoracica (มาเลเซีย / บรูไน):Abdullah, N. A., Zullkiflee, N., Zaini, S. N. Z., Taha, H., Hashim, F., & Usman, A. (2020). Phytochemicals, mineral contents, antioxidants, and antimicrobial activities of propolis produced by Brunei stingless bees Geniotrigona thoracica, Heterotrigona itama, and Tetrigona binghami. Saudi Journal of Biological Sciences, 27(11), 2902-2911.Lim, J. R., Chua, L. S., & Dawood, D. A. S. (2023). Evaluating Biological Properties of Stingless Bee Propolis. Foods, 12(12), 2290.สายพันธุ์ Scaptotrigona aff. postica และ Melipona quadrifasciata (บราซิล):Ferreira, L. M. M. C., Souza, P. D. Q., Pereira, R. R., da Silva, E. O., Barbosa, W. L. R., Silva-Júnior, J. O. C., & Ribeiro-Costa, R. M. (2024). Preliminary Study on the Chemical and Biological Properties of Propolis Extract from Stingless Bees from the Northern Region of Brazil. Processes, 12(4), 700.


Click to View FlipBook Version