The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-book พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ประกอบด้วยเนื้อหา 9 หมวด ได้แก่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? เสาธรรมะ ปฏิจจสมุปบาท วิธีสร้างบุญบารมี โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ โลกุตตรภูมิ สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา พุทธพจน์ ธรรมปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาทกับมุตโตทัย ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา ประวัติพระบูรพาจารย์ ๔๘ องค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by preecha.s, 2021-09-03 00:18:33

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

E-book พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? ประกอบด้วยเนื้อหา 9 หมวด ได้แก่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร? เสาธรรมะ ปฏิจจสมุปบาท วิธีสร้างบุญบารมี โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ โลกุตตรภูมิ สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา พุทธพจน์ ธรรมปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาทกับมุตโตทัย ปฏิปัตติปุจฉาวิสัชนา ประวัติพระบูรพาจารย์ ๔๘ องค์

Keywords: พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร,สรุปหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา,โลกียภูมิและสังสารวัฏ 31 ภูมิ,โลกุตตรภูมิ

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา



พระพทุ ธเจาตรสั รอู ะไร?

ท่ีมาขอ มูล

ขอมลู ในหมวดพระพทุ ธเจาตรัสรอู ะไร? ไดรวบรวมเนื้อหาบางสวนจากแหลงขอ มลู ดังน้ี
๑. ธรรมเทศนาของพระบรู พาจารย เชน หลวงปูสิม พุทธาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนโน, หลวงปูอ ทุ ยั สริ ิธโร
๒. หนงั สอื ปฏิปต ติปุจฉาวสิ ัชนา (หลวงปูมนั่ ภรู ิทัตโต)
๓. หนงั สอื อรยิ สจั จากพระโอษฐ, ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ โดยพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภิกข)ุ
๔. หนงั สือพทุ ธธรรม โดยสมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตโฺ ต)

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา

สารบัญ

พระพุทธเจาตรัสรอู ะไร?

พระพุทธเจา ตรสั รอู ะไร? ๔
อริยสัจ ๔ ความจรงิ อันประเสรฐิ ๔ ประการ (ดบั ทกุ ขแ ละสรา งสุขอยางแทจ ริง) ๕
ชวี ติ ควรเปนอยูอยางไร? - มัชฌิมาปฏปิ ทา: ทางสายกลาง ๖
อรยิ สัจขอที่ ๑ : ทุกขอริยสัจ ๖
อริยสจั ขอ ที่ ๒ : สมุทัยอริยสจั ๙
อริยสจั ขอ ท่ี ๓ : นิโรจอรยิ สัจ ๑๓
อรยิ สัจขอ ที่ ๔ : มรรคอริยสัจ ๑๕
อรยิ มรรคมีองค ๘ และไตรสิกขา ๑๗

พระพุทธเจา ตรสั รูอะไร?

พระพทุ ธเจา ตรสั รอู ะไร?

๑ จากการเสยี สละอันยิ่งใหญข องพระพุทธเจาในการคน หาทางดับทกุ ขใ หแกมวลมนษุ ย พระองคคน
พบความจรงิ อันประเสริฐสีป่ ระการ หรอื เรยี กยอ ๆ วา “อรยิ สัจ ๔”

๒ อรยิ สจั ๔ คอื ทุกข (ความทกุ ข) สมุทยั (เหตุแหงทุกข) นิโรธ (ความดบั ทุกข) มรรค (ทางปฏิบตั ิ
ใหถงึ ความดบั ทกุ ข)

๓ กฎธรรมชาตทิ ่สี ำคัญที่พระองคค น พบคอื “พระไตรลกั ษณ” : อนจิ จัง (ความไมเ ท่ียง) ทุกขัง
(ความทกุ ข) อนตั ตา (เปนอนตั ตา)

๔ อรยิ สจั ขอ ท่ี ๑ : ทุกข
ชวี ิตคือขันธ 5 : ขนั ธ 5 เปน ไตรลกั ษณ
อุปาทานขนั ธ 5 เปนทกุ ข

๕ กฎธรรมชาตอิ กี อยางท่พี ระพทุ ธองคคนพบ คือ “หลกั ปฏิจจสมุปบาท : กระบวนการเกดิ และดบั
ของความทกุ ข”

๖ ปฏิจจสมุปบาท : สมทุ ยั อริยสจั กระบวนการเกิดของความทกุ ข
เปน “อริยสัจขอที่ ๒ : สมทุ ัย”

๗ ปฏิจจสมปุ บาท : นโิ รธอรยิ สจั กระบวนการดับของความทุกข
เปน “อริยสจั ขอที่ ๓ : นิโรธ”

๘ คน พบหลกั ปฏบิ ัติเพอื่ การดับทกุ ข คือ มัชฌิมาปฏปิ ทา : ทางสายกลาง หรือ “อรยิ มรรคมอี งค ๘”
เรียกยอๆ คือ “มรรค” เปน อรยิ สจั ขอ ท่ี ๔ : มรรค

๙ ธรรมปฏบิ ัตเิ พือ่ การดบั ทุกขตามหลัก ไตรสิกขา : ศีล (ละชว่ั ) สมาธิ (ทำดี) ปญ ญา (ทำใจให
บริสุทธิ)์



อรยิ สจั ๔

ความจรงิ อนั ประเสริฐ ๔ ประการ

(ดบั ทกุ ข สรา งสขุ อยางแทจริง)

อรยิ สจั ๔ คอื ความจรงิ อนั ประเสรฐิ ๔ ประการ ไดแ ก ทกุ ข สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค
แผนผงั แสดงความสมั พนั ธแ หง อรยิ สจั ๔ โดยจบั คเู ปน ๒ คู

• สมทุ ยั อริยสจั เปน เหตุ โดยมี ทุกขอรยิ สัจ เปนผล...คูหน่งึ •
• มรรคอริยสัจ เปน เหตุ โดยมี นโิ รธอรยิ สจั เปนผล...คูหนึง่ •

๑๑ ๒๒

ผล ความทุกข เหตุ ผล การดับความทุกขและสรางสุขที่แทจริง เหตุ

ทุกขอริยสัจ (ทุกข) สมุทัยอริยสัจ (สมุทัย) นิโรธอริยสัจ (นิโรธ) วิธีสรางบุญบารมี มรรคอริยสัจ (มรรค)
ไตรสิกขา
ความทุกข เหตุใหเกิดทุกข : ตัณหา ความดับทุกขดับตัณหา หลแักลปะฏสิบรัตางิทสี่ทุขำทใหี่แทพจนรทิงุกข
และมีสุขที่แทจริง ศีล มัชฌิมาปฏิปทา : ทางสายกลาง
ชวี ติ คืออะไร : อายตนะ ๖ ชวี ติ เปน ไปอยา งไร (การละชั่ว)
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระบวนการเกิด “ทุกข” ชีวิตควรใหเปนอยางไร ช“ีวมิตัชคฌวิมรเาปปน ฏอิปยทา าง”ไร
ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร กระบวนการดับ “ทุกข” สมาธิ (ทำความด)ี
ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร ๓ สัมมาวาจา
ชวี ติ คอื อะไร : ขนั ธ ๕ ตัณหา (ความอยาก) สมถภาวนา (ใจสงบ) (วาจาชอบ)
รูป เวทนา สัญญา สังขาร • กามตณั หา ดบั ตณั หา ดับทุกขและกิเลสชั่วคราว
• (ภตวณั ตหณั าใหนากาม) วิธีธรรมชาติ วิธีใชสตินำ ๔ สัมมากัมมันตะ
วิญญาณ • (วตภิ ณั วหตาณัในหคาวามมคี วามเปน ) ดับอุปาทาน วิธีอิทธิบาท วิธีแบบแผน (การกระทำชอบ)

ชีวติ ไตเปรนลอักยษาณงไ ร : (ตณั หาในความไมม ไี มเ ปน ) ดบั ทุกข ๕ สัมมาอาชีวะ
• ดับทุกขทางกาย (อาชีพชอบ)
อนจิ จงั ทุกขัง อนัตตา อปุ าทาน • ดับทุกขทางใจ
ไมเที่ยง เปน ทกุ ข ไมใ ชตวั ตน • กามปุ าทาน ๖ สัมมาวายามะ
• (ทคฏิวามุปยาดึ ทมาน่ั นในกาม) โลกยี สุข (ความเพียรชอบ)
อปุ าทานขันธ ๕ • (สคีลวพัามพยตึดมุปั่นาใทนาทนฤษฎี) ความสุขที่เปนวิสัยของโลก
• (อคัตวตามวยาึดทมุปนั่ าศทลี แาลนะพรต) ๗ สัมมาสติ
ความทกุ ข โลกตุ ตรสขุ (ความระลึกชอบ)
• ทุกขกาย (ความยึดม่ันตนเปนหลัก) ความสุขที่เหนือกวาระดับ
• ทุกขใจ ๘ สัมมาสมาธิ
ชาวโลก (ตั้งใจมั่นชอบ)
(ดบั กนเิ ิพลสพไาดนหมด)
ปญ ญา (ทำใจใหบ ริสุทธิ)์ ๑ สัมมาทิฏฐิ
(ความเห็นชอบ)
วิปสดสับนทาภุกาขวแนลาะก(ริเแูลจสงถเาหว็นรจรงิ )
วิปสสนา วิปสสนา ๒ สัมมาสังกัปปะ
(ทำใหรูแจง) (ทำใหรูแจง) (ความดำริชอบ)
วิธีธรรมชาติ ตามหลักวิชา

เรียบเรียงขอมูลมาจาก สะอาด สวาง สงบ พจิ ารณาขันธ ๕
ไมมีตัวตน (กาย/ใจ)
พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ)
พจิ า“รไณตราลขกันั ษธณ ๕” เปน
อรยิ สจั จากพระโอษฐ, ปฏจิ จสมปุ บาทจากพระโอษฐ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต) ไมเที่ยง เปนทุกข ไมมีอะไรเปนของตน

พทุ ธรรม ฉบบั ปรบั ขยาย, พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบบั ประมวลศพั ท สุญอญยาตงแาทจ:รวิง าง

ดับตณั หา
ไมอยากเอา ไมอยากเปน

ดับอปุ าทาน
ไมยสึดุญมั่นญถือตมาั่น ::ไมจมิตีตวัวกาู ขงองกู

(จิตหลุดพนจากอุปาทาน)



ชีวิตควรเปนอยอู ยางไร?
มชั ฌิมาปฏิปทา : ทางสายกลาง
(อรยิ มรรคมอี งค ๘)

1. ทำความเขา ใจเกย่ี วกับ “อริยสัจ ๔” และ
2. ความสมั พนั ธระหวางอรยิ มรรคมอี งค ๘ (มัชฌมิ าปฏิปทา) และไตรสกิ ขา (ศลี สมาธิ ปญญา)

อรยิ สจั ๔ : ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
อริยสจั ขอที่ 1 : ทกุ ข (ความทุกข)
อรยิ สัจขอ ที่ 2 : สมทุ ยั (เหตุแหงทุกข) คูท่ี ๑

อริยสัจขอท่ี 3 : นิโรธ (ทกุ ขด ับ) คูที่ ๒
อรยิ สัจขอที่ 4 : มรรค (ทางปฏบิ ัตเิ พือ่ ความดับทุกข)

อรยิ สัจขอท่ี ๑ : ทุกขอ ริยสัจ
(ความทกุ ขก าย-ทกุ ขใ จ)
ขนั ธ ๕ เปน ไตรลกั ษณ, อปุ าทานขนั ธ ๕ เปน ทกุ ข

ชีวิตคอื ขันธ ๕

ความทุกขม าจากการเกิดแก เจ็บ ตาย สญู เสยี ของรัก ไมไ ดสงิ่ ทปี่ รารถนา
อปุ าทานขันธ 5 นำมาซึ่งความทกุ ข
การฝนกฎของพระไตรลกั ษณ นำมาซง่ึ ความทกุ ข

๑. ชวี ิตคอื อะไร? : อายตนะ ๑๒ และขนั ธ ๕
๑.๑ อายตนะ ๑๒
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- อายตนะภายใน ๖ ใจ = จิต
กาย

- อายตนะภายนอก ๖ (รูป เสยี ง กลิ่น รส สมั ผัส ธรรมารมณ)

๑.๒ ขนั ธ ๕ : รปู ขันธ, เวทนาขนั ธ, สญั ญาขันธ, สังขารขันธ, วญิ ญาณขันธ

อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก = วิญญาณ 6

1) ตา + รปู 1) = จักษวุ ิญญาณ (เห็น)

(๑) รูปขัน ธ2) หู
(๕) วิญญาณขัน ธ

(นาม ัขน ธ)
+ เสยี ง 2) = โสตวญิ ญาณ (ไดยิน)

3) จมูก + กลิ่น 3) = ฆะนะวิญญาณ (ไดกลนิ่ )

4) ลนิ้ + รส 4) = ชิวหาวิญญาณ (รรู ส)

5) กาย + สมั ผัส 5) = กายวิญญาณ (รูส่งิ ตองกาย)

6) ใจ (จติ ) + ธรรมารมณ 6) = มโนวิญญาณ / จิตวญิ ญาณ

(2) เวทนาขันธ (3) สัญญาขนั ธ (4) สงั ขารขนั ธ
(นามขันธ)



ขันธ ๕ = รูปขนั ธ (1) + นามขนั ธ (4)
= รูปขันธ + (เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สังขารขันธ วิญญาณขันธ)

ขนั ธ ๕ รวมเรียกวา “รูปรางกาย”

ความเกดิ ข้นึ แหง ขันธ ๕ เกดิ ขึน้ พรอ มกัน
เมื่ออาการ ๕ อยา ง (ขันธ) เหลาน้นั ดบั ไป
เปน ความดับไปแหงขันธท้งั ๕

๑.๓ ดังนัน้ สมการชวี ติ คอื อะไร?

ชีวิต = ขันธ 5 + ใจ (จติ )

(รูปรา งกาย) + ใจ (จิต)

สำหรบั มโนวิญญาณหรือจิตวิญญาณ (ความรูอารมณท างใจ) เวียนวา ยตายเกิด เรม่ิ ชวี ติ ตัง้ แตม ีปฏิสนธิและจาก
รางกายไปเม่ือรูปขันธด ับ (ตาย)

๒. ชวี ิตเปน อยา งไร? : ไตรลักษณ

๒.๑ ขนั ธ ๕ เปนไตรลกั ษณ (อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา) ไมเ ท่ียง เปนทุกข เปน อนัตตา
๒.๒ พุทธพจนเกยี่ วกับขันธ ๕ เปน ไตรลกั ษณ (ไมเทย่ี ง เปน ทุกข เปนอนัตตา)

“ภกิ ษุทงั้ หลาย รปู ไมเที่ยง เวทนา.. สญั ญา.. สงั ขาร.. วญิ ญาณไมเที่ยง สิ่งใดไมเ ทยี่ ง สง่ิ นัน้ เปน ทกุ ข ส่งิ ใดเปน
ทุกข สิ่งนั้นเปนอนัตตา สิ่งใดเปนอนัตตา สิ่งนั้นไมใชของเรา ไมเปนเรา ไมใชตัวตนของเรา ขอนี้อริยสาวก พึงเห็น
ดวยปญ ญาอันชอบ ตามความเปน จริงอยางนี”้ (ส.ํ ข. ๑๗/๔๒/๒๑)
๒.๓ ใจ (จิต) เปนอมตะ ไมตาย เวียนวายตายเกิด หากยังไมบรรลุขั้นพระนิพพาน โดยจิตวิญญาณจะออกจาก
รางกาย (ขันธ 5) เม่อื รปู ขนั ธด บั (ตาย) ไปเกิดใหมต ามกรรมท่ีสรางไว

ชีวติ = กาย + จติ

กาย = ขนั ธ 5 (ไมเ ที่ยง) เปน ไตรลักษณ (อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา)
จติ = ใจ = จติ เปน อมตะ (เท่ียง) ไมต าย
จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจาและจิตของพระอรหันต “เที่ยง” เปนอมตะจิต จิตไมเคยตาย ไมมีการเกิดอีกแลว
(สำหรบั องคพระพทุ ธเจาและพระอรหนั ต) แตมนษุ ยทย่ี ังไมบรรลกุ ารเปนพระอรหนั ต จติ ของทุกคนก็เปนอมตะแต
ยงั ตอ งเวียนวายตายเกดิ
เพอื่ ความเขา ใจความหมายของ “จติ ” ตามคำอธบิ ายของหลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนโน ทไ่ี ดแ สดงเทศนาธรรมให
แกพระสงฆ (ณ วัดอโศการาม จ.สมทุ รปราการ) เปนดงั น้ี

จติ เขา ถึงธรรมชาตแิ ท คือ จิตน้ีเปนธรรมชาติ เปนมหาวิมุตติ เปน มหานพิ พาน เปน ธรรมชาติ เปนอมตะจติ
เปนอมตะธรรม สมกับวาจิตนี้ไมเคยตาย จิตนี้ไมเคยตายที่สุดแหงความไมเคยตายของจิตคืออะไร คือ
ธรรมธาตุ จติ ถึงวมิ ตุ ตหิ ลดุ พนเรยี กวาถงึ ธรรมธาตแุ ลว ทสี่ ุดแหงสมมุตทิ งั้ หลายจะสดุ ส้ินท่ตี รงนน้ั วมิ ตุ ตผิ าง
ขึ้นมาแลว จติ บรสิ ทุ ธไิ์ มมีสมมุติแมน ิดหนง่ึ ปรากฏเลย จิตดวงที่บริสทุ ธิ์ จติ ดวงทเ่ี คยเกดิ เคยตายมาเหมือนกบั
สัตวทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้ ขาดสะบั้นลงไปในขณะที่จิตอวิชชาขาดลงไปจากใจ จิตครองวิมุตติหลุดพน
ไมม ีสมมตุ ใิ ดๆ เขาไปเก่ียวขอ ง



เพราะฉะนั้นจิตของพระพุทธเจา จิตของพระอรหันต ทานจึงไมเคยมีทุกข ตั้งแตขณะทานตรัสรูธรรม หรือ
บรรลธุ รรมขน้ึ มาเปน พระอรหนั ตใ นเวลานน้ั แลว จากนน้ั ไปเปน อนนั ตกาลตง้ั กปั ตง้ั กลั ป เรยี กวา “เทย่ี ง” ทา น
ไมเคยทุกข ทุกขเกิดขึ้นไมไดตั้งแตขณะทานตรัสรูธรรม ตรัสรูคือสังหารกิเลส พอกิเลสนี้ขาดซึ่งเปนตัวสราง
ทกุ ขน้ีขาดสะบนั้ ลงไปจากจติ ใจแลว ไมมสี มมุติในใจเลย แลว ทกุ ขก็ไมม ี กเิ ลสไมม ี ความทกุ ขไ มม ี ความทกุ ข
ในใจของพระอรหนั ตจึงไมม ี ตง้ั แตในขณะทานตรัสรแู ลว
หมายเหตุ : ฟง ธรรมเทศนาเพ่ิมเตมิ : จติ เทยี่ ง (จิตไมเ คยตาย) โดย:
๑) หลวงปูอทุ ยั สิริธโร “เร่ือง จติ ไมเคยตาย”
๒) หลวงปูสิม พุทธาจาโร “เรื่อง จติ เปน ของไมตาย”

รูป-นาม (ขนั ธ ๕) ตาย (ไมเท่ียง)
แตจ ติ ไมเ คยตาย (เทยี่ ง) จติ ไมม ีตัวตน เหมือนอากาศ

๒.๔ อุปาทานขนั ธ ๕ คืออะไร? ก็คือ ขันธ ๕ ที่มีอุปาทานยึดถือยึดครอง ทานใชคำแบบทางการวา “ประกอบดวย
อาสวะ เปนที่ตัง้ แหงอปุ าทาน จะวา ขนั ธ ๕ ทเ่ี กิดจากอปุ าทานเปน ที่วนุ วายของอุปาทาน หรือทีร่ ับใชอุปาทานกไ็ ดท้ังนั้น
เปน เรื่องของอวิชชาตัณหาอปุ าทาน อนั นีแ้ หละคอื ทุกขท เ่ี ปน ขอ ๑ ในอริยสัจ ๔ เมือ่ ไดค วามเขา ใจเปน พื้นฐานทีจ่ ะมอง
แลว กม็ าศึกษาพทุ ธพจนท ต่ี รสั ในเร่อื งความแตกตางระหวา งขนั ธ ๕ กบั อปุ าทานขนั ธ ๕
“ภิกษทุ ้ังหลาย เราจักแสดงขันธ ๕ และอุปาทานขันธ ๕ เธอทั้งหลายจงฟง...
ขันธ ๕ เปนไฉน? รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อนั ใดอนั หน่ึง ทง้ั ทีเ่ ปน อดีต อนาคต ปจ จุบนั เปนภายใน
กต็ าม ภายนอกกต็ าม หยาบกต็ าม ละเอยี ดกต็ าม ทรามกต็ าม ประณตี กต็ าม ไกลหรอื ใกลก ต็ าม....เหลา น้ี เรยี กวา ขนั ธ ๕
สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้ง ที่เปนอดีต อนาคต ปจจุบัน
“อุปาทานขันธ ๕ เปนไฉน? รูป เวทนา
เปน ภายในกต็ าม ภายนอกกต็ าม หยาบกต็ าม ละเอยี ดกต็ าม ทรามกต็ าม ประณตี กต็ าม ไกลหรอื ใกลก ต็ าม ทป่ี ระกอบดว ย
อาสวะ (สาสวะ) เปน ท่ีตัง้ แหงอุปาทาน (อุปาทานิยะ) เหลา น้เี รยี กวา อุปาทานขนั ธ ๕” (ส.ํ ข. ๑๗/๙๕-๙๖/๔๗)

๒.๕ ความทกุ ข ใครไปยดึ ขนั ธ 5 ทไ่ี มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตานน้ั เขา กก็ ลายเปน อปุ าทานขนั ธ 5 เกดิ เปน ทกุ ขข น้ึ มา



อรยิ สจั ขอ ท่ี ๒ : สมทุ ยั อรยิ สจั
(เหตุแหงทุกข)

ปฏจิ จสมปุ บาท-ทกุ ขสมทุ ยั : กระบวนการ (หว งโซ) ทท่ี ำใหเ กดิ ทกุ ข

ปจจยั ท่ีสำคัญทท่ี ำใหเกิดทุกข คอื ตณั หาและอุปาทาน
ตณั หา : เปน ความอยากมีอยากเปน อยากไมมี อยากไมเปน (กามตัณหา, ภวตณั หา, วภิ วตณั หา) ไมไดส ม
ความอยาก (ความตอ งการ) กท็ กขุ  ไดส มความอยากแตไ มร จู กั พอ (โลภ) กท็ กุ ข สญู เสยี สง่ิ ทร่ี กั กท็ กุ ข ฯลฯ
อปุ าทาน : เปน ความยดึ ม่ันถือมนั่ ในส่งิ ตา งๆ (กามุปาทาน, ทิฎุปาทาน, สีลัพพตปุ าทาน, อัตตวาทปุ าทาน) โดย
อุปาทานยดึ กับขันธ 5 เรยี กวา อุปาทานขนั ธ ๕ ซ่ึงนำความทุกขมาใหแกเ จา ของขันธ ๕ ท้งั นเ้ี พราะ
ทกุ ส่งิ ท่ถี ูกยดึ มัน่ ถอื มั่น เขา กฎพระไตรลกั ษณท้ังหมด คือ เปน อนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา โดยเฉพาะขนั ธ ๕
กเ็ ปน ไตรลักษณ ดงั นน้ั ไมวาอะไรกต็ ามที่ไปยึดติดกบั ขนั ธ ๕ ก็ลว นแตเ ปนไตรลักษณเ ชน เดยี วกัน

ดังนน้ั ตณั หาและอปุ าทาน จงึ เปน เหตุใหเ กดิ ความทุกข

ชีวิตเปน ไปอยางไร? : ปฏิจจสมุปบาท (กระบวนการเกดิ และการดบั ทกุ ข)

ทุกขสมุทัย (กระบวนการเกิดทุกข)
ทุกขนิโรธ (กระบวนการดับทุกข)

ผูใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นชื่อวาเห็นธรรม
ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นชื่อวาเห็นปฏิจจสมุปบาท

(ม. มู. ๑๒/๓๔๖/๒๕๓)

ปฏิจจสมปุ บาท เปนหลกั ธรรมที่สำคญั มากทพ่ี ระพทุ ธองคทรงตรัสรู เพราะเปนกระบวน (หว งโซ) การเกดิ ความทุกข
และการดับทุกขของมนุษย
หว งโซของเหตปุ จจยั ของการเกิดความทุกขของมนษุ ยเริ่มตน จากอวิชชา (ความไมรู ไมเ ขา ใจ เก่ยี วกับ ๑. อริยสจั ๔
(ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ มรรค) ๒. ความไมร ูในขันธ ๕ ในอดตี ปจ จุบัน และอนาคต ๓. ความไมร ใู นปฏจิ จสมปุ บาท) จน
กระท่งั ชรามรณะ

ตงั้ แตเ กิดจนตายไมว า จะเกดิ เปน อะไรก็ตามกต็ อ งพบกบั ความทกุ ขถ ึงแมจะเกิดเปนเทวดาหรอื พระพรหม ก็มีความทุกข
เพียงแตม ีความสขุ มากกวาทุกขเทา นนั้ เอง

ทกุ หว งโซของ “ปฏจิ จสมปุ บาท” นำมาซง่ึ ความทุกข หวงโซท ่ีนำมาซ่ึงความทกุ ขทม่ี กั จะกลา วถงึ กันบอ ย *

หลักทั่วไป

ก. อิมสฺมึ สติ อทิ ํ โหติ เม่อื สงิ่ นมี้ ี สง่ิ น้ีจึงมี
อิมสสฺ ุปฺปาทา อิทํ อปุ ฺปชชฺ ติ เพราะสิ่งนเี้ กดิ ขน้ึ สิ่งนี้จงึ เกดิ ข้นึ
ข. อมิ สมฺ ึ อสติ อทิ ํ น โหติ เมื่อสิง่ น้ไี มมี สงิ่ น้กี ไ็ มม ี
อมิ สฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฌฺ ติ เพราะส่ิงนด้ี ับไป ส่งิ นีก้ ็ดับ (ดว ย)

พจิ ารณาตามรูปพยญั ชนะ หลักท่วั ไปนี้ เขา กบั ชื่อท่เี รียกวา “อิทปั ปจ จยตา”

* สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) : พทุ ธธรรม



ปฏิจจสมุปบาท : ทกุ ขสมทุ ัย (กระบวนการเกิดทกุ ข)
อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จัย สงั ขารจึงมี
สงฺขารปจฺจยา วิฺ าณํ เพราะสังขารเปน ปจจัย วิญญาณจงึ มี
วิฺาณปจจฺ ยา นามรปู  เพราะวญิ ญาณเปน ปจจยั นามรปู จึงมี
นามรูปปจจฺ ยา สฬายตนํ เพราะนามรูปเปน ปจจยั สฬายตนะจงึ มี
สฬายตนปจจฺ ยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะเปน ปจจยั ผัสสะจึงมี
ผสสฺ ปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเปน ปจจัย เวทนาจึงมี
เวทนาปจฺจยา ตณหฺ า เพราะเวทนาเปนปจ จยั ตัณหาจงึ มี
ตณหฺ าปจจฺ ยา อุปาทานํ เพราะตณั หาเปนปจ จัย อปุ าทานจึงมี
อปุ าทานปจจฺ ยา ภโว เพราะอุปาทานเปน ปจ จยั ภพจงึ มี
ภวปจจฺ ยา ชาติ เพราะภพเปน ปจจยั ชาตจิ งึ มี
ชาตปิ จจฺ ยา ชรามรณํ เพราะชาติเปนปจ จยั ชรามรณะจงึ มี
.............................................................................................................................................
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสปุ ายาสา สมฺภวนตฺ ิ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนสั และความคับแคน ใจ จงึ มพี รอ ม
เอวเมตสฺส เกวลสสฺ ทุกขฺ กฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึน้ แหงกองทุกขท ั้งปวงนี้ จงึ มีได ดวยประการฉะน้ี

หัวขอและโครงรูป

ลำดบั ขัน้ ตอนการเกดิ ความทุกข ตามหลกั ปฏจิ จสมปุ บาท เปนดงั น้ี

อวิชชา สังขาร วญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา

ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ + โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส

อุปายาส = ทกุ ขสมทุ ยั

อนึ่ง โดยทีก่ ระบวนธรรมของปฏจิ จสมปุ บาท หมนุ เวียนเปนวฎั ฎะ หรอื วงจร ไมมจี ดุ เริ่มตน ไมมจี ดุ จบ ไมม ีเบือ้ งตน
เบอื้ งปลาย จึงควรเขียนเสียใหม เพือ่ ไมใหเ กดิ ความเขา ใจผิดในแงน ้ี ดังน้ี

๑๒ ๑ ๒

๑๑ ๓

๑๐ ปกรฏะิจบจวนสธมรปุรมบขาอทง ๔


๘ ๗๖

๑๐

คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดับ

กอนแสดงคำจำกดั ความและความหมายตามแบบ จะใหคำแปลและความหมายงายๆ ตามรูปศพั ท เปนพ้ืนฐานความ
เขาใจไวช นั้ หน่ึงกอน ดงั นี้
๑. อวิชชา ความไมรูแ จง คอื ไมร ูความจรงิ หรือไมรตู ามเปนจริง
๒. สงั ขาร ความคิดปรงุ แตง เจตจำนงและทกุ ส่ิงท่จี ติ ไดส ะสมไว
๓. วิญญาณ ความรตู อ สิง่ ท่ีถูกรับรู คือ การเหน็ -ไดยิน-ฯลฯ-รูเ รื่องในใจ
๔. นามรปู นามธรรมและรปู ธรรม ชวี ิตทัง้ กายและใจ
๕. สฬายตนะ อายตนะ คอื ชอ งทางรบั รู ๖ ไดแ ก ตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ
๖. ผสั สะ การรบั รู การประจวบกนั ของอายตนะ+อารมณ(ส่งิ ทถ่ี ูกรับรู)+วิญญาณ
๗. เวทนา ความเสวยอารมณ ความรสู กึ สขุ ทกุ ข หรอื เฉยๆ
๘. ตัณหา ความทะยานอยาก คอื อยากได อยากเปน อยากไมเปน
๙. อปุ าทาน ความยึดตดิ ถอื มัน่ การยึดถือคา งใจ การยึดถือเขา กับตัว
๑๐. ภพ ภาวะชวี ิตที่เปน อยู สภาพชวี ิต ผลรวมกรรมทั้งหมดของบคุ คล
๑๑. ชาติ ความเกิด ความปรากฏแหง ขันธท งั้ หลายทยี่ ดึ ถอื เอาเปนตวั ตน
๑๒. ชรามรณะ ความแก- ความตาย คอื ความเส่อื มอินทรยี -ความสลายแหง ขนั ธ

ตอไปน้ี คอื คำจำกัดความองคประกอบหรือหัวขอทัง้ ๑๒ ตามแบบ
๑. อวชิ ชา = ความไมร ูท ุกข - สมทุ ยั - นิโรธ - มรรค (อรยิ สจั ๔) และ
(ตามแบบอภธิ รรม) ความไมร ูหนกอ น - หนหนา - ทั้งหนกอ นหนหนา - ปฏิจจสมุปบาท
๒. สงั ขาร = กายสังขาร วจสี งั ขาร จติ ตสงั ขาร และ(ตามนัยอภธิ รรม) ปญุ ญาภิสงั ขาร
๓. วิญญาณ = จอกัปขุญุ ∼ญาโภสิสตังข∼ารฆาอนาเน∼ญชชวิ าหภาิสัง∼ขากราย ∼ มโนวญิ ญาณ (วญิ ญาณ ๖)
๔. นามรปู = นาม (เวทนา สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสิการ) หรอื ตามแบบอภธิ รรม (เวทนาขันธ
สญั ญาขันธ สังขารขนั ธ) + รูป (มหาภตู ๔ และรูปทอี่ าศยั มหาภูต ๔)
๕. สฬายตนะ = เจจวักักทขขนุุส-ามั เตกผาิดสั จโโสาสตกตะจัก∼-ขหสุฆู ัมาฆนผาัสน∼ะจาช-กวิ จโหมสากูต∼ช∼วิ กหฆาาายน-∼ล∼้ินมชโกนิวาหสยัมา-ผ–ัสกกา(ยาสยัมมผ∼โนสั แ๖-ล)ใะจมโนสมั ผสั
๖. ผัสสะ = (เวทนา ๖)
๗. เวทนา =
๘. ตัณหา = รปู ตัณหา (ตัณหาในรูป) สัททตัณหา (ในเสียง) คนั ธตัณหา (ในกลิ่น) รสตัณหา (ในรส)
โผฏฐัพพตัณหา (ในสมั ผัสทางกาย) ธัมมตณั หา (ในธรรมารมณ) (ตัณหา ๖)
๙. อุปาทาน = กามปุ าทาน (ความยดึ มั่นในกาม คือ รปู รส กล่นิ เสยี ง สัมผสั ตางๆ)
ทฏิ ปุ าทาน (ความยึดมัน่ ในทฏิ ฐิ คอื ความเห็น ขอยึดถือ ลัทธิ ทฤษฎี ตา งๆ)
สีลัพพตุปาทาน (ความยดึ ม่ันในศลี และพรต วาจะทำใหคนบรสิ ุทธิไ์ ด)
อัตตวาทปุ าทาน (ความยึดม่ันในอัตตา สรางตัวตนขึ้นยดึ ถือไวด วยความหลงผดิ )
๑๐. ภพ = กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ อกี นยั หนง่ึ
= กรรมภพ (ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสงั ขาร อาเนญชาภิสงั ขาร) กับ อุปปต ติภพ (กามภพ
รปู ภพ อรูปภพ, สัญญาภพ อสญั ญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ, เอกโวการภพ จตโุ วการ
ภพ ปญ จโวการภพ)
๑๑. ชาติ = ความปรากฏแหง ขันธทัง้ หลาย การไดม าซงึ่ อายตนะตา งๆ หรอื ความเกิด ความปรากฏขึ้น
ของธรรมตางๆ เหลา น้นั ๆ
๑๒. ชรามรณะ = ชรา (ความเส่ือมอายุ ความหงอ มอนิ ทรีย) กับมรณะ (ความสลายแหงขันธ ความขาด
ชีวิตนิ ทรยี ) หรือความเสอื่ มและความสลายแหงธรรมตางๆ เหลานน้ั ๆ

๑๑

พทุ ธพจนเ กี่ยวกบั ปฏิจจสมุปบาท

“ตถาคตไมเขาไปติดที่สดุ ทงั้ สองขางนนั้ ยอมแสดงธรรมเปนกลางๆ วา “เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั สังขารจงึ มี ฯลฯ เพราะ
อวชิ ชาสำรอกดับไปไมเ หลือ สงั ขารจึงดับ ฯลฯ”

“ดูกอ นอานนท เรากลา ววาสขุ ทกุ ขเปนปฏจิ จสมุปบนั ธรรม (ส่ิงที่อาศัยเหตุปจ จัยเกดิ ข้นึ ) อาศัยอะไร? อาศัยผสั สะ”

“เมื่อกายมีอยู อาศัยความจงใจทางกายเปนเหตุ สุขทุกขภายในจึงเกิดขึ้นได เมื่อวาจามีอยู อาศัยความจงใจทางวาจา
เปนเหตุ สุขทกุ ขภ ายในจงึ เกดิ ขึ้นได เมื่อมโนมอี ยู อาศัยมโนสญั เจตนาเปน เหตุ สุขทกุ ขภ ายในจึงเกดิ ข้นึ ได”

“เพราะอวิชชาน่ันแหละเปนปจจัย บคุ คลจึงปรุงแตงกายสังขารขน้ึ เอง เปน ปจ จัยใหเกิดสขุ ทุกขภ ายในบา ง เน่ืองจากผู
อื่น (ถูกคนอื่นหรือตัวการอื่นๆ กระตุนหรือชักจูง) จึงปรุงแตงกายสังขาร เปนปจจัยใหเกิดสุขทุกขภายในบาง รูตัวอยู
จงึ ปรุงแตง กายสังขาร เปน ปจ จัยใหเกิดสุขทุกขภ ายในบา ง ไมร ูต ัวอยู ยอ มปรงุ แตงกายสงั ขาร เปนปจ จัยใหเ กิดสุขทกุ ข
ภายในบาง จึงปรุงแตงวจีสังขาร...มโนสังขารขึ้นเองบาง...เนื่องจากผูอื่นบาง...โดยรูตัวบาง...โดยไมรูตัวบาง เปนปจจัย
ใหเกดิ สุขทุกขภายใน ในกรณีเหลา นี้ อวิชชาเขาแทรกอยูแลว(ทัง้ นั้น)”

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปบันธรรม (สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจ
สมุปบาท) เหลานี้ ชัดเจนตามที่มันเปน ดวยสัมมาปญญาแลวเมื่อนั้น การที่อริยสาวกนั้นจะแลนเขาหาที่สุดขางตนวา
‘ในอดตี เราไดเ คยมหี รอื ไมหนอ? ในอดีต เราไดเปน อะไรหนอ? ในอดตี เราไดเปน อยา งไรหนอ? ในอดตี เราเปนอะไร
แลว จึงไดมาเปน อะไรหนอ?’ หรือจะแลน เขา หาท่สี ุดขา งปลายวา ‘ในอนาคต เราจักมหี รอื ไมหนอ? ในอนาคต เราจัก
เปนอะไรหนอ? ในอนาคต เราจักเปนอยางไรหนอ? ในอนาคต เราเปนอะไรแลวจักไดเปนอะไรหนอ?’ หรือแมแตจะ
เปนผูมีความสงสัยกาลปจจุบันเปนภายใน ณ บัดนี้วา ‘เรามีอยูหรือไมหนอ? เราคืออะไรหนอ? เราเปนอยางไรหนอ?
สตั วน มี้ าจากทไ่ี หน แลวจักไป ณ ท่ีไหนอีก?’ ดงั น้ี ยอ มเปนสง่ิ ท่เี ปนไปไมไ ด เพราะอะไร? ก็เพราะวา อรยิ สาวกไดเ ห็น
ปฏจิ จสมปุ บาทนี้ และปฏิจจสมุปบนั ธรรมเหลาน้ี ชดั เจนแลวตามทมี่ นั เปน ดวยสมั มาปญญา”

เหตุท่ที ำใหเกดิ ความทุกข

ก็คือ ตณั หาและอปุ าทาน ท้งั นเี้ พราะ ตัณหาคอื ความอยากทกุ ชนดิ เปนกเิ ลส (โลภะ โทสะ โมหะ) สำหรบั อุปาทานก็
ตองการยึดมน่ั ถือมั่นในตัวตนของตวั เอง อยากเปนเจาของไมอยากปลอ ยวาง

ทงั้ ตัณหา และอปุ าทาน ทำใหทกุ ข เมือ่ ไมไดสมหวัง หรอื สูญเสียสง่ิ ทร่ี กั และทำใหต อ งมีการเวียนวา ยตายเกิด เพราะท้ัง
หวง หวง ยึดติด ไมยอมปลอยวาง ทำใหเกิดทุกขขามภพขามชาติ จึงทำใหเกิดการเวียนวายตายเกิด (ทั้งที่รูอยูแลววา
“ตายไปก็เอาไปดว ยไมได”)

การเกิดความทุกข : เกิดตัณหาและอุปาทาน

ลำดับขั้น การเกดิ ตณั หาและอุปาทาน (เปนเพยี งบางสวนของกระบวนการเกิดทกุ ข ตามหลกั ปฏิจจ
สมปุ บาท) เปนดงั นี้

อวชิ ชา อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก = วิญญาณ ผสั สะ

เวทนา ตัณหา อุปาทาน ทุกข

๑๒

อรยิ สจั ขอ ท่ี ๓ : นโิ รธอรยิ สจั
(ความดับทุกข)
ปฏิจจสมุปบาท : ทุกขนิโรธ
กระบวนการ(หวงโซ) ของความดับทุกข

ปฏจิ จสมุปบาท : ทุกขนิโรธ (กระบวนการดับทกุ ข)
อวิชชฺ าย เตฺวว อเสสวิราคนโิ รธา เพราะอวชิ ชาสำรอกดับไปไมเ หลอื
สงขฺ ารนิโรโธ สังขารจึงดับ
สงขฺ ารนิโรธา วิ ฺ าณนโิ รโธ เพราะสงั ขารดับ วญิ ญาณจึงดบั
วิ ฺาณนิโรธา นามรูปนโิ รโธ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจงึ ดับ
นามรปู นโิ รธา สฬายตนนโิ รโธ เพราะนามรปู ดบั สฬายตนะจึงดับ
สฬายตนนิโรธา ผสสฺ นิโรโธ เพราะสฬายตนะดับ ผสั สะจึงดบั
ผสสฺ นิโรธา เวทนานิโรโธ เพราะผสั สะดับ เวทนาจึงดับ
เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ เพราะเวทนาดบั ตณั หาจึงดับ
ตณหฺ านโิ รธา อปุ าทานนโิ รโธ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจงึ ดบั
อปุ าทานนิโรธา ภวนโิ รโธ เพราะอปุ าทานดบั ภพจงึ ดับ
ภวนโิ รธา ชาตนิ ิโรโธ เพราะภพดบั ชาติจึงดบั
ชาตนิ โิ รธา ชรามรณํ เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จงึ ดบั )
.................................................................................................................................................
โสกปรเิ ทวทุกขฺ โทมนสฺสุปายาสา นิรชุ ฺฌนฺติ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนัส ความคับแคนใจ กด็ ับ
เอวเมตสสฺ เกวลสสฺ ทกุ ฺขกฺขนฺธสสฺ นโิ รโธ โหติ
ความดับแหงกองทกุ ขทง้ั มวลน้ี ยอมมีดวยประการฉะน้ี

กระบวนการของความดบั ทุกข

๑ อวชิ ชาดับ ๗ เวทนาดับ เปา หมายในการดบั ทกุ ขโ ดยการ ดบั
๒ สงั ขารดบั ๘ ตัณหาดบั ตณั หาและอปุ าทานเพอ่ื เปน การตดั
๓ วิญญาณดับ ๙ อปุ าทานดบั หว งโซข องปฏจิ จสมปุ บาท
๔ นามรูปดบั
๕ สฬายตนะดบั ๑๐ ภพดับ พระนพิ พาน
๖ ผสั สะดับ ๑๑ ชาตดิ ับ
๑๒ ชรามรณะดับ (หมดสนิ้ กเิ ลสทั้งปวง)

ทุกขดบั เปนการดบั ทุกขโดยส้ินเชงิ

ดบั อวชิ ชา

การปฏบิ ตั ติ ามอรยิ มรรคมอี งค ๘ (มชั ฌมิ าปฏปิ ทา)
หรอื การปฏบิ ตั ติ าม “ไตรสกิ ขา” (ศลี สมาธิ ปญ ญา)

๑๓

ชวี ติ ควรใหเ ปนอยางไร?
เปาหมายของชีวิต : การดบั ทกุ ขที่ถาวรโดยใชหลักปฏิจจสมปุ บาท

ปฏิจจสมปุ บาท (ทุกขนิโรธ)

กระบวนการ (หว งโซ) ของการดบั ทกุ ข

อวชิ ชาดับ หมดสน้ิ กเิ ลสทง้ั ปวง

ผัสสะดับ หลดุ พน
เวทนาดับ หมดส้ินทุกขโ ดยส้นิ เชิง
ตณั หาดับ หยุดการเวียนวา ยตายเกิด
อุปาทานดับ
ทกุ ขด ับ บรรลพุ ระนพิ พาน

(สำเรจ็ การเปน พระอรหันต)

จดุ หมายสงู สดุ
ของพระพุทธศาสนา

การดบั ทกุ ข

ดงั น้ัน การดบั ตณั หา จะตองดับที่เวทนา หรอื ที่ผสั สะ (สกั แตว า...)
การดบั อุปาทาน จะตองดบั ที่ตณั หา
ตอ งการหมดทกุ ข ตองตดั หว งโซป ฏิจจสมปุ บาท จะเปนจุดใดของหวงโซป ฏิจจสมปุ บาทก็ได ซ่งึ จะ
ทำใหก ระบวนการเกดิ ทุกขห ยุดทำงาน อันจะทำใหท ุกขดบั

ตัดตัณหา และอปุ าทาน

ดวย ทาน ศีล ภาวนา (สมาธิ ปญญา)

ทาน ตดั โลภะ

ศีล ตดั โทสะ กิเลส

ภาวนา ตดั โมหะ

ทส่ี ุดของการดบั ทกุ ข คือ ดับอวชิ ชา ซึ่งเปน ลำดบั แรกของหว งโซป ฏจิ จสมปุ บาท ดวยการปฏบิ ตั ิตามหลัก
อรยิ สจั ๔ (ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค) หรอื ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปญญา)

๑๔

อรยิ สจั ขอ ท่ี ๔ : มรรคอรยิ สจั
(มัชฌิมาปฏิปทา - ทางสายกลาง)
อริยมรรคมีองค ๘ และไตรสิกขา

คนสวนใหญช อบเดนิ ทางเกา อันไดแ ก กามสุขลั ลกิ านโุ ยค และอตั ตกิลมถานุโยค*
กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค คือ การทำตนใหเ ปนผหู มกมนุ ติดอยูใ นกามสุข
อตั ตกลิ มถานโุ ยค คือ การปฏบิ ัติผิด แมประพฤติเครงครดั ทำตนใหล ำบากสักเพียงไร กไ็ มสำเรจ็ ประโยชน ซงึ่
มรรค ผล นิพพาน

ความสุขมี ๒ ชนดิ คือ**

๑) อามิสสขุ คือ สขุ มีประมาณนอย ไดแ ก สุขซึ่งเกดิ แตค วามยินดใี นกาม
๒) นิรามิสสุข คือ สุขอันไพบูลย ไดแก ฌาน วิปส สนา มรรค ผล นิพพาน
ธรรมปฏิบตั ทิ ี่จะใหถ ึงสุขอนั ไพบูลย ตอ งปฏิบัตติ ามอริยมรรคมอี งค 8 (มชั ฌิมาปฏิปทา = ทางสายกลาง)

อรยิ มรรคมอี งค ๘ ไตรสิกขา

๑) สมั มาทฎิ ฐิ (ความเหน็ ชอบ) ๓
๒) สมั มาสงั กปั ปะ (ความดำรชิ อบ)
๓) สมั มาวาจา (วาจาชอบ) ปญ ญา : ทำใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ
๔) สมั มากมั มนั ตะ (การงานชอบ)
๕) สมั มาอาชวี ะ (อาชพี ชอบ) ๑
๖) สมั มาวายามะ (ความเพยี รชอบ)
๗) สมั มาสติ (ความระลกึ ชอบ) ศลี : การละชว่ั
๘) สมั มาสมาธิ (จติ ตง้ั มน่ั ชอบ)


สมาธิ : ทำความดี

ตารางขา งตน เปนการแสดงความสัมพันธร ะหวา งอรยิ มรรคและไตรสิกขา ขอสงั เกตกค็ ือ อรยิ มรรคมีองค 8 เริ่มตน
จาก สมั มาทิฎฐิ (ความเหน็ ชอบ) เปน ความเห็นชอบเกี่ยวกับเร่อื ง ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค หรือพดู ใหเขาใจงา ย
ก็คือตองมีความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับ “อริยสัจ ๔” และมีความเชื่อมั่นในคำสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจาวา
เปนคำสอนที่ประเสริฐแทเกี่ยวกับ ทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกขและ สรางสุขอยางแทจริง ดังคำกลาว “นพิ พานงั
ปรฺมัง สุขัง” (นพิ พานเปน สขุ ยง่ิ นกั หรอื นพิ พานเปน ความสขุ สงู สดุ เพราะหมดสน้ิ ซง่ึ กเิ ลสทง้ั ปวง ไมม กี ารเกดิ อกี แลว
ไมว าจะเกิดเปนภพภมู ิใดกต็ าม)
สัมมาทฎิ ฐิ ตรงกบั หมวด “ปญ ญา” ของไตรสิกขา ซึ่งการปฏบิ ตั ธิ รรมตามไตรสกิ ขา ตอ งปูพ้นื ดา นการรักษาศีลกอน
๑) “ศลี ” รกั ษาศลี กอ น เพราะตอ งทำใหก ายและวาจาบรสิ ทุ ธก์ิ อ น (สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และสมั มาอาชวี ะ)
เมือ่ กายและวาจาบริสุทธ์ิ (ละการทำชว่ั ทางกายและวาจา) ก็ดำเนนิ เร่อื งตอดาน “สมาธ”ิ (การทำความดี)
๒) “สมาธ”ิ การเจริญสมาธิ จะตองมบี าทฐานของการรกั ษาศลี ท่ีดแี ละมน่ั คง เพือ่ ทมี่ งุ หนา ละชว่ั ทำดี โดยการเดนิ
ตามอรยิ มรรคดา น สมั มาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ โดยเฉพาะสัมมาวายามะ เปน ความเพยี รดา น การละ

*, ** ปฏิปตติปุจฉาวิสชั นา : พระอาจารยมัน่ ภูริทตั ตเถร

๑๕

ชั่วและทำความดี เพื่อใหใจพรอมที่จะปฏิบัติธรรมขั้นตอไป คือ สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (จิต
ต้ังมั่นชอบ)
๓) “ปญญา” เมื่อผานขั้นตอนการการเจริญสมาธิแลว ก็ดำเนินเรื่อง “ปญญา” ซึ่งเปนเรื่องการทำใจใหบริสุทธิ์
โดยมีอริยมรรคที่สำคัญ เพื่อการปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุด มีสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความ
ดำริชอบ) เพราะสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) เปนการแกไข “อวิชชา” (ความไมรูตามความเปนจริง) เพื่อใหเกิด
“วิชชา” เมอื่ เกิด “วิชชา” (รตู ามความเปนจริง) “อวชิ ชา” ก็หายไป (ดับ) หว งโซของปฏจิ จสมปุ บาท : ทุกขนิโรธ
ก็ขาดลงทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึงความทุกขก็ดับลงทั้งหมด เปนการบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเปนเปาหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา
สมั มาสงั กัปปะ (ดำริชอบ) เปน หลักธรรมที่ออกจากกาม (ละกามราคะ) ซง่ึ เปนสงั โยชนทส่ี ำคญั ของการ บรรลุขั้น
พระอนาคามี ความดำริในการไมเบียดเบยี นและความดำรใิ นการไมพยาบาท ก็หลักธรรมทีส่ ำคญั ในการปฏิบัตเิ พือ่
การบรรลกุ ารเปนพระอริยบุคคล

ศีล สมาธิ ปญญา : เปาหมายสูงสุดคือ
บรรลุพระนิพพาน หรือบรรลุการเปนพระอรหันต
หมายเหตุ (ปฏิปตตปิ ุจฉาวิสัชนา : พระอาจารยมน่ั ภูริทตั ตเถร)
ระดบั โลกีย : ทำศลี สมาธิ ปญญา ปญ ญาทเี่ กดิ ข้นึ ยงั ไมเ ห็นอริยสัจ ๔ สงั โยชน ๓ ยังละไมได
ระดับโลกุตตร : ทำศลี สมาธิ ปญ ญา โดยปญ ญาเหน็ อริยสัจ ๔ แลว และละสงั โชน ๓ ไดแ ลว

๑๖

อรยิ มรรคมอี งค ๘ และไตรสกิ ขา

๑๗

๑๘

เสาธรรมะ

ธรรมที่เปนหลักการสำคัญ
จัดสงเคราะหในอริยสัจ ๔

และ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ทม่ี าขอ มลู

๑. ธรรมท่ีเปนหลักการสำคัญ จดั สงเคราะหใ นอริยสจั ๔ คดั ลอกเน้ือหาจาก
- พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศัพท (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ ฺโต)
- พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ ฺโต)

๒. ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร คดั ลอกเนือ้ หาจาก
- พระไตรปฎ ก เลมที่ ๔ ขอ ๑๓ หนา ๓๘ (วิ.มหา. ๔/๑๓/๓๘)

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา

สารบญั

เสาธรรมะ

ธรรมทเี่ ปน หลักการสำคัญ จัดสงเคราะหใ นอรยิ สจั ๔
และธัมมจักกัปปวตั ตนสตู ร

ธรรมท่ีเปนš หลกั การสำคญั จัดสงเคราะหในอร�ยสัจ ๔ ๔
ก. ปรญ� ไญยธรรม ๕
ไตรลกั ษณ ๕
ทกุ ขตา 3 ๕
ธรรมนิยาม 3 ๖
ธาตุ 6 ๖
ขนั ธ 5 ๖
นิยาม 5 ๗
อายตนะ 12 ๗
ข. ปหาตพั พธรรม ๙
กรรม 3 ๙
ตณั หา 3 ๙
ปป˜ญจะธรรม 3 ๙
อกุศลมูล 3 ๑๐
อาสวะ 3 ๑๐
อาสวะ 4 ๑๐
ปฏิจจสมุปบาท 12 ๑๐
ป˜จจัย 24 ๑๓
ค. สัจฉกิ าตัพพธรรม ๑๔
นพิ พาน 2 ๑๔
วม� ตุ ติ 2 ๑๔
สขุ 21 ๑๕
สขุ 22 ๑๕
อตั ถะ 31 ๑๕
อัตถะ 32 ๑๕
มรรค 4 ๑๕
ผล 4 ๑๖
โลกุตตรธรรม 9 ๑๖
ง. ภาเวตัพพธรรม ๑๗
ปจ˜ จัยแห‹งสมั มาทฎิ ฐ� 2 ๑๗
บพุ นมิ ติ แหง‹ มรรค 7 ๑๗
พทุ ธโอวาท 3 ๑๘
ไตรสกิ ขา, สิกขา 3 ๑๘
บุญกิร�ยาวตั ถุ 3 ๑๘
บุญกิร�ยาวตั ถุ 10 ๑๙
ภาวนา 2 ๑๙
ภาวนา 4 ๒๐
มรรคมีองค 8 ๒๐
กุศลกรรมบท 101 ๒๐
กุศลกรรมบท 102 ๒๑
โพธป� ก˜ ขย� ธรรม 37 ๒๒
๒๕
ธัมมจักกัปปวัตตนสตู ร

เสาธรรมะ

ธรรมที่เปนหลักการสำคัญ
จัดสงเคราะหในอริยสัจ ๔

และ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

ทมี่ าขอ มลู

๑. ธรรมทเ่ี ปน หลักการสำคัญ จดั สงเคราะหใ นอรยิ สจั ๔ คดั ลอกเนื้อหาจาก
- พจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศพั ท (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยุตฺโต)
- พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ โฺ ต)

๒. ธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร คัดลอกเน้ือหาจาก
- พระไตรปฎก เลมที่ ๔ ขอ ๑๓ หนา ๓๘ (ว.ิ มหา. ๔/๑๓/๓๘)

ธรรมทเ่ี ปนหลักการสำคัญ

(จัดโดยสงเคราะหใ นอริยสัจจ 4)

ก. ปรญิ ไญยธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 1 คอื ปรญ� ญา (ธรรมอนั พงึ กำหนดร,Œู สง�ิ ทค่ี วรรอบรŒู หรอ� รเŒู ทา‹ ทนั ตามสภาวะของมนั
ไดแŒ ก‹ อุปาทานขันธ 5 กลา‹ วคอื ทกุ ขแ ละสง�ิ ทงั้ หลายทอ่ี ย‹ูในจำพวกท่ีเปนš ปญ˜ หาหรอ� เปšนท่ีตง้ั แหง‹ ป˜ญหา —
Pariññyya-dhamma : things to be fully understood, i.e. the five aggregates of existence subject to
clinging)

ข. ปหาตพั พธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 2 คอื ปหานะ (ธรรมอนั พงึ ละ, สง�ิ ทจ่ี ะ ตอŒ งแกŒไขกำจดั ทำใหหŒ มดไป วา‹ โดยตนŒ ตอราก
เหงาŒ ไดแŒ ก‹ อวช� ชา และ ภวตณั หา กลา‹ วคอื ธรรมจำพวกสมทุ ยั ทก่ี อ‹ ใหเŒ กดิ ปญ˜ หาเปนš สาเหตขุ อง ทกุ ข หรอ� พดู อกี อยา‹ ง
หนึ่งวา‹ อกศุ ลทงั้ ปวง — Pahãtabba-dhamma: things to be abandoned, i.e. ignorance and craving for
being)

ค.สจั ฉิกาตัพพธรรม

ธรรมที่เขŒากับกิจในอร�ยสัจจขŒอที่ 3 คือ สัจฉิกิร�ยา (ธรรมอันพึงประจักษ แจŒง, สิ�งที่ควรไดŒควรถึงหร�อควรบรรลุ ไดŒแก‹
วช� ชาและว�มตุ ติ เมอื่ กลา‹ ว โดยรวบยอดคือ นิโรธ หรอ� นพิ พาน หมายถึงธรรมจำพวกทีเ่ ปนš จดุ หมาย หรอ� เปนš ที่ดบั หาย
สิน� ไปแห‹งทุกขห รอ� ป˜ญหา — Sacchikãtabba- dhamma : things to be realized, i.e. true knowledge and
freedom or liberation)

ง. ภาเวตพั พธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 4 คอื ภาวนา (ธรรมอนั พงึ เจรญ� หรอ� พงึ ปฏบิ ตั บิ ำเพญ็ , สง�ิ ทจ่ี ะตอŒ งปฏบิ ตั ิ หรอ� ลงมอื
ทำ ไดŒแก‹ ธรรมท่เี ปนš มรรค โดยเฉพาะสมถะและวป� ˜สสนา กล‹าวคือ ประดาธรรมท่ีเปšนขŒอ ปฏิบตั ิหร�อเปšนว�ธก� ารทีจ่ ะ
ทำหร�อดำเนนิ การ เพอื่ ใหŒบรรลุจุดหมายแห‹ง การสลายทกุ ขห รอ� ดบั ปญ˜ หา — Bhãvetabba-dhamma: things to be
developed, i.e. tranquillity and insight, or, in other words, the Noble Eightfold Path)

M.III.289; S.V.52; A.II.246. ม.อ.ุ 14/829/524; สํ.ม.19/291–5/78;องฺ.จตุกกฺ .21/254/333.



ก. ปรญิ ไญยธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 1 คอื ปรญ� ญา (ธรรมอนั พงึ กำหนดร,Œู สง�ิ ทค่ี วรรอบรŒู หรอ� รเŒู ทา‹ ทนั ตามสภาวะของมนั
ไดแŒ ก‹ อปุ าทานขันธ 5 กลา‹ วคือ ทุกขและสิ�งทั้งหลายท่ีอย‹ูในจำพวกทเี่ ปšนป˜ญหาหรอ� เปนš ท่ีตัง้ แห‹งป˜ญหา —
Pariññyya-dhamma : things to be fully understood, i.e. the five aggregates of existence subject to
clinging)

ไตรลกั ษณ
ทกุ ขตา 3
ธรรมนยิ าม 3
ธาตุ 6
ขนั ธ 5
นยิ าม 5
อายตนะ 12

ไตรลกั ษณ (ลกั ษณะ 3, อาการท่เี ปšนเคร�่องกำหนดหมาย 3 อย‹าง อันใหŒรูŒถึงความจรง� ของสภาวธรรมทั้งหลาย ทเี่ ปนš
อยา‹ งนัน้ ๆ ตามธรรมดาของมัน — Tilakkhanaฺ : the Three Characteristics)

1. อนิจจตา (ความเปนš ของไมเ‹ ทยี่ ง — Aniccatã: impermanence; transiency)
2. ทุกขตา (ความเปนš ทุกข — Dukkhatã: state of suffering or being oppressed)
3. อนตั ตตา (ความเปšนของไม‹ใชต‹ น - Anattatã: soullessness; state of being not self)
• ลกั ษณะเหล‹านี้ มี 3 อย‹าง จง� เร�ยกว‹า ไตรลกั ษณ
• ลักษณะทงั้ ๓ น้ี มีแก‹สิ�งทั้งหลายเปšนสามัญเสมอเหมือนกัน คือ ทุกอย‹างที่เปšนสังขตะ เปšนสังขาร ลŒวนไม‹เที่ยง
(อนิจจา) คงทนอยู‹มิไดŒ (ทุกขา) เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอย‹างที่เปšนธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือ
วส� ังขาร ลŒวนมิใช‹ตน ไมเ‹ ปšนอตั ตา (อนัตตา) เสมอกันทั้งส�ิน จง� เรย� กวา‹ สามัญลกั ษณะ หรอ� สามญั ลักษณ
(Sãmañña-lakkhanaฺ : the Common Characteristics)
• ลกั ษณะทัง้ 3 เหล‹าน้ี ปรากฏอยู‹ตามธรรมดาทแ่ี นน‹ อน เปšนไปตามกฎธรรมชาติ คอื ธรรมนิยาม
• ไตรลักษณ กด็ ี สามญั ลกั ษณ กด็ ี เปนš คำในชน้ั อรรถกถา สว‹ นในพระไตรปฎ ก ลกั ษณะ 3 อยา‹ งน้ี อย‹ใู นหลกั ธรรมนยิ าม

S.IV.1; Dh.277–9. ส.ํ สฬ.18/1/1; ขุ.ธ.25/30/51.

ทุกขตา 3 (ความเปšนทุกข, ภาวะแหง‹ ทุกข, สภาพทุกข, ความเปšนสภาพท่ีทนไดŒยาก หร�อคงอย‹ูในภาวะเดมิ ไม‹ไดŒ —
Dukkhatã: state of suffering or being subject to suffering; conflict; unsatisfactoriness)

1. ทกุ ขทุกขตา (สภาพทกุ ขค อื ทกุ ข หรอ� ความเปนš ทกุ ขเ พราะทกุ ข ไดแŒ ก‹ ทกุ ขเวทนาทางกายกต็ าม ใจกต็ าม ซง่ึ เปนš
ทุกขอ ย‹างทีเ่ ขาŒ ใจสามญั ตรงตามชือ่ ตามสภาพ — Dukkha-dukkhatã: painfulness as suffering)

2. ว�ปรณ� ามทุกขตา (ความเปšนทุกขเพราะความแปรปรวน ไดŒแก‹ความสุข ซึ่งเปšนเหตุใหŒเกิดความทุกขเมื่อตŒอง
เปลี่ยนแปลงแปรไปเปนš อย‹างอน่ื — Viparinฺãma-dukkhatã: suffering in change)

3. สังขารทุกขตา (ความเปนš ทกุ ขเ พราะเปนš สงั ขาร ไดแŒ กต‹ วั สภาวะของสงั ขาร คอื สง�ิ ทง้ั ปวงซง่ึ เกดิ จากปจ˜ จยั ปรงุ แตง‹
ที่ถูกบีบคั้นดŒวยการเกิดข�้นและสลายไป ทำใหŒคงสภาพอยู‹ไม‹ไดŒ พร‹องอยู‹เสมอ และใหŒเกิดทุกขแก‹ผูŒยึดถือดŒวย
อุปาทาน — Sankhãra-dukkhatã: suffering due to formations; inherent liability to suffering)

D.III.216; S.IV.259; V.56. ท.ี ปา.11/228/229; ส.ํ สฬ.18/510/318; ส.ํ ม.19/319/85.



ธรรมนิยาม 3 (กำหนดแห‹งธรรมดา, ความเปšนไปอันแน‹นอนโดยธรรมดา, กฎธรรมชาติ — Dhamma-niyãma:
orderliness of nature; natural law)
1. สพเฺ พ สงฺขารา อนจิ จฺ า (สงั ขารคือสังขตธรรมทัง้ ปวงไมเ‹ ทีย่ ง — Sabbe sankhãrã aniccã: all conditioned
states are impermanent)
2. สพเฺ พ สงขฺ ารา ทุกฺขา (สงั ขารคอื สงั ขตธรรมทง้ั ปวงเปนš ทกุ ข — Sabbe sankhãrã dukkhã: all conditioned
states are subject to oppression, conflict or suffering)
3. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมคอื สงั ขตธรรมและอสงั ขตธรรม หรอ� สงั ขารและว�สังขารทง้ั ปวงไม‹ใชต‹ น — Sabbe
dhammã anattã: all states are not-self or soulless)
หลักความจร�งนี้ แสดงใหŒเห็นลักษณะ 3 อย‹าง ที่เร�ยกว‹า ไตรลักษณ ของสภาวธรรมทั้งหลาย (ดู ไตรลักษณ) พระ
พุทธเจŒาจะอบุ ตั ิหรอ� ไม‹กต็ าม หลกั ท้งั สามนี้ ก็คงมีอยเ‹ู ปšนธรรมดา พระพุทธเจาŒ เปนš แต‹ทรงคนŒ พบ และนำมาเปด เผย
แสดงแก‹เวไนย.

A.I.285. อง.ฺ ติก.20/576/368.

ธาตุ 6 (Dhãtu: the six elements) ไดŒแก‹ธาตุ 4 หร�อมหาภูต 4 คือ ปฐว�ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ
นั้น กับเพิ�มอีก 2 อย‹าง คือ

5. อากาสธาตุ (สภาวะที่ว‹าง โปร‹งไป เปšนช‹อง — Ãkãsa-dhãtu: the space-element)
6. ว�ญญาณธาตุ (สภาวะที่รูŒแจŒงอารมณ ธาตุรูŒ ไดŒแก‹ว�ญญาณธาตุ 6 คือ จักขุว�ญญาณธาตุ โสต ~ ฆาน ~

ชิวหา ~ กาย ~ มโนว�ญญาณธาตุ — Viññãnฺa-dhãtu: element of consciousness; consciousness-
element)

M.III.31; Vbh.82. ม.อุ.14/169/125; อภ.ิ ว�.35/114/101.

ขันธ 5 หรอ� เบญจขันธ (กองแห‹งรูปธรรมและนามธรรมหŒาหมวดที่ประชุมกัน เขŒาเปšนหน‹วยรวม ซึ่งบัญญัติเร�ยกว‹า
สตั ว บคุ คล ตวั ตน เรา-เขา เปนš ตนŒ , สว‹ นประกอบหาŒ อยา‹ งทร่ี วมเขาŒ เปนš ชวี ต� — Pañca-khandha: the Five Groups
of Existence; Five Aggregates)

1. รูปขนั ธ (กองรปู , สว‹ นทเ่ี ปนš รปู , รา‹ งกาย พฤตกิ รรม และคณุ สมบตั ติ า‹ งๆ ของสว‹ นทเ่ี ปนš รา‹ งกาย, สว‹ นประกอบ
ฝา† ยรูปธรรมท้ังหมด, สง�ิ ทีเ่ ปนš ร‹างพรอŒ มทง้ั คุณและอาการ — Rûpa-khandha corporeality)

2. เวทนาขันธ (กองเวทนา, สว‹ นทเ่ี ปนš การเสวยรสอารมณ, ความรสŒู กึ สขุ ทกุ ข หรอ� เฉยๆ — Vedanã-khandha:
feeling; sensation)

3. สัญญาขันธ (กองสัญญา, ส‹วนที่เปšนความกำหนดหมายใหŒจำอารมณนั้นๆ ไดŒ, ความกำหนดไดŒหมายรูŒใน
อารมณ 6 เช‹นวา‹ ขาว เข�ยว ดำ แดง เปšนตนŒ — Saññã-khandha: perception)

4. สังขารขันธ (กองสังขาร, ส‹วนที่เปšนความปรุงแต‹ง, สภาพที่ปรุงแต‹งจ�ตใหŒดีหร�อชั่วหร�อเปšนกลางๆ, คุณสมบัติ
ตา‹ งๆ ของจ�ต มีเจตนาเปšนตัวนำ ที่ปรุงแต‹งคุณภาพของจ�ต ใหŒเปšนกุศล อกุศล อัพยากฤต — Sankhãra-
khandha: mental formations; volitional activities)

5. ว�ญญาณขนั ธ (กองวญ� ญาณ, สว‹ นทเ่ี ปนš ความรแŒู จงŒ อารมณ, ความรอŒู ารมณท างอายตนะทง้ั 6 มกี ารเหน็ การไดŒ
ยนิ เปšนตŒน ไดแŒ ก‹ วญ� ญาณ 6 — Viññãnaฺ -khandha: consciousness)

ขนั ธ 5 นี้ ย‹อลงมาเปšน 2 คอื นาม และ รูป; รปู ขนั ธจ ดั เปนš รูป, 4 ขนั ธนอกน้นั เปšนนาม. อีกอย‹างหน่ึง จัดเขาŒ ใน
ปรมตั ถธรรม 4: วญ� ญาณขนั ธเปšน จต� , เวทนาขันธ สญั ญาขันธ และสงั ขารขันธ เปšน เจตสกิ , รปู ขันธ เปšน รปู , สว‹ น
นิพพาน เปนš ขันธวน� ิมตุ คอื พŒนจากขนั ธ 5

เรอ�่ งขันธ 5 พงึ ดปู ระกอบในหมวดธรรมอ่นื ๆ เช‹น
1. รูปขันธ ดู รปู 2, 28; มหาภตู 4; อปุ าทายรูป 24.
2. เวทนาขันธ ดู เวทนา 2; เวทนา 3; เวทนา 5; เวทนา 6.



3. สญั ญาขันธ ดู สัญญา 6. สํ.ข.17/95/58; อภิ.ว.� 35/1/1.
4. สังขารขนั ธ ดู สงั ขาร 3; สังขาร 3; อภิสงั ขาร 3; เจตนา 6.
5. วญ� ญาณขนั ธ ดู ว�ญญาณ 6.

นอกนี้ ดู จต� 89; เจตสกิ 52

S.III.47; Vbh.1.

นิยาม 5 (กำหนดอนั แนน‹ อน, ความเปนš ไปอนั มรี ะเบยี บแนน‹ อนของธรรมชาต,ิ กฎธรรมชาติ — Niyãma: orderliness
of nature; the five aspects of natural law)

1. อุตุนยิ าม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หร�อปรากฏการณธรรมชาติต‹างๆ โดยเฉพาะดิน น้ำ อากาศ และฤดู
กาล อนั เปšนสงิ� แวดลอŒ มสำหรับมนุษย — Utu-niyãma: physical inorganic order; physical laws)

2. พีชนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกบั การสบื พนั ธุ มพี นั ธกุ รรมเปนš ตนŒ — Bìja-niyãma: physical organic order;
biological laws)

3. จ�ตตนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ยี วกับการทำงานของจ�ต — Citta-niyãma: psychic law)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย คือ กระบวนการใหŒผลของการกระทำ — Kamma-

niyãma: order of act and result; the law of Kamma; moral laws)
5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกบั ความสมั พนั ธแ ละอาการท่เี ปšนเหตุเปนš ผลแก‹กนั แหง‹ สิ�งท้งั หลาย —

Dhamma-niyãma: order of the norm; the general law of cause and effect; causality and
conditionality)
ดู ธรรมนยิ าม 3; ว�บัติ 4; สมบตั ิ 4.

DA.II.432; DhsA.272. ที.อ.2/34; สงคฺ ณี.อ.408.

อายตนะ 12 (สิง� ทเี่ ชือ่ มต‹อกนั ใหŒเกิดความรูŒ, แดนตอ‹ หรอ� แดนเกิดแห‹งความรŒู — Ãyatana: sense-fields; sense-
spheres)
1. อายตนะภายใน 6
2. อายตนะภายนอก 6

Vbh.70. อภ.ิ ว.� 35/99/85.

อายตนะภายใน 6 (ท่ีเชื่อมต‹อใหŒเกดิ ความรŒู, แดนตอ‹ ความรฝูŒ †ายภายใน — Ajjhattikãyatana: internal
sense-fields) บาลเี รย� ก อัชฌัตติกายตนะ

1. จักขุ (จักษ,ุ ตา — Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู — Sota: the ear)
3. ฆานะ (จมกู — Ghãna: the nose)
4. ชิวหา (ล�นิ — Jivhã: the tongue)
5. กาย (กาย — Kãya: the body)
6. มโน (ใจ — Mana: the mind)
ท้ัง 6 นี้ เร�ยกอกี อยา‹ งวา‹ อนิ ทร�ย 6 เพราะเปšนใหญ‹ในหนาŒ ท่ีของตนแต‹ละอยา‹ ง เช‹น จักษุ เปนš เจŒาการในการเหน็
เปšนตŒน

D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ท.ี ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภิ.ว�.35/99/85.

อายตนะภายนอก 6 (ทเี่ ช่อื มต‹อใหŒเกดิ ความรŒ,ู แดนตอ‹ ความรŒูฝ†ายภายนอก — Bãhirãyatana: external
sense-fields) บาลีเรย� ก พาหริ ายตนะ

1. รูปะ (รูป, ส�ิงท่ีเหน็ หร�อ วณั ณะ คือสี — Rûpa: form; visible objects)



2. สทั ทะ (เสยี ง — Sadda: sound)
3. คนั ธะ (กลิ�น — Gandha: smell; odour)
4. รสะ (รส — Rasa: taste)
5. โผฏฐพั พะ (สัมผสั ทางกาย, สง�ิ ทถ่ี กู ตอŒ งกาย — Phottฺ hฺ abba: touch; tangible objects)
6. ธรรม หร�อ ธรรมารมณ (อารมณท ่ีเกดิ กับใจ, สง�ิ ท่ีใจนกึ คิด — Dhamma: mind-objects)
ท้ัง 6 น้ี เร�ยกท่วั ไปวา‹ อารมณ 6 คอื เปนš สง�ิ สำหรับใหŒจ�ตยึดหนว‹ ง

D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภ.ิ ว.� 35/99/85.



ข. ปหาตัพพธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 2 คอื ปหานะ (ธรรมอนั พงึ ละ, สง�ิ ทจ่ี ะ ตอŒ งแกŒไขกำจดั ทำใหหŒ มดไป วา‹ โดยตนŒ ตอราก
เหงาŒ ไดแŒ ก‹ อวช� ชา และ ภวตณั หา กลา‹ วคอื ธรรมจำพวกสมทุ ยั ทก่ี อ‹ ใหเŒ กดิ ปญ˜ หาเปนš สาเหตขุ อง ทกุ ข หรอ� พดู อกี อยา‹ ง
หนง่ึ ว‹า อกศุ ลทั้งปวง — Pahãtabba-dhamma: things to be abandoned, i.e. ignorance and craving for
being)

กรรม 3
ตณั หา 3
ปปญ˜ จะธรรม 3
อกศุ ลมลู 3
อาสวะ 3
อาสวะ 4
ปฏจิ จสมปุ บาท 12
ปจ˜ จยั 24

กรรม 3 (การกระทำ, การกระทำทป่ี ระกอบดวŒ ยเจตนา ดกี ็ตาม ชว่ั กต็ าม — Kamma: action; deed)
1. กายกรรม (กรรมทำดวŒ ยกาย, การกระทำทางกาย — Kãya-kamma: bodily action)
2. วจก� รรม (กรรมทำดวŒ ยวาจา, การกระทำทางวาจา — Vacĩ-kamma: verbal action)
3. มโนกรรม (กรรมทำดวŒ ยใจ, การกระทำทางใจ — Mano-kamma: mental action)

M.I.373. ม.ม.13/64/56.

ตณั หา 3 (ความทะยานอยาก — Tanhฺ ã: craving)
1. กามตณั หา (ความทะยานอยากในกาม, ความอยากไดŒกามคุณ คือสิ�งสนองความตŒองการทางประสาททั้งหŒา —
Kãma-tanhฺ ã: craving for sensual pleasures; sensual craving)
2. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะไดŒ จะเปšนอย‹างใดอย‹างหนึ่ง อยากเปšน
อยากคงอยู‹ตลอดไป, ความใคร‹อยากที่ประกอบดŒวยภวทิฏฐ�หร�อสัสสตทิฏฐ� — Bhava-tanฺhã: craving for
existence)
3. วภ� วตัณหา (ความทะยานอยากในว�ภพ, ความอยากในความพรากพŒนไปแห‹งตัวตนจากความเปšนอย‹างใดอย‹าง
หนง่ึ อนั ไมป‹ รารถนา อยากทำลาย อยากใหŒดับสูญ, ความใคร‹อยากที่ประกอบดŒวยว�ภวทิฏฐ�หร�ออุจเฉททิฏฐ� —
Vibhava-tanhฺ ã: craving for non-existence; craving for self-annihilation)

A.III.445; Vbh.365. องฺ.ฉกกฺ .22/377/494; อภิ.ว.� 35/933/494.

ปป˜ญจะ หรอ� ปปญ˜ จธรรม 3 (กเิ ลสเครอ่� งเนน�ิ ชาŒ , กเิ ลสทเ่ี ปนš ตวั การทำใหคŒ ดิ ปรงุ แตง‹ ยดื เยอ้ื พสิ ดาร ทำใหเŒ ขวหา‹ งออก
ไปจากความเปนš จรง� ทง่ี า‹ ยๆ เปด เผย กอ‹ ใหเŒ กดิ ปญ˜ หาตา‹ งๆ และขดั ขวางไม‹ใหเŒ ขาŒ ถงึ ความจรง� หรอ� ทำใหŒไมอ‹ าจแกปŒ ญ˜ หา
อย‹างถูกทางตรงไปตรงมา — Papañca: proliferation; diversification; diffuseness; mental diffusion)

1. ตัณหา (ความทะยานอยาก, ความปรารถนาทจ่ี ะบำรงุ บำเรอปรนเปรอตน, ความอยากไดŒ อยากเอา — Tanฺhã:
craving; selfish desire)

2. ทิฏฐ� (ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธ� ทฤษฎี อุดมการณต‹างๆ ที่ยึดถือไวŒโดยงมงายหร�อโดยอาการเชิดชูว‹า
อยา‹ งนเ้ี ทา‹ นน้ั จรง� อยา‹ งอน่ื เทจ็ ทง้ั นน้ั เปนš ตนŒ ทำใหปŒ ด ตวั แคบ ไมย‹ อมรบั ฟง˜ ใครตดั โอกาสทจ่ี ะเจรญ� ปญ˜ ญา หรอ�
คดิ เตลดิ ไปขาŒ งเดยี ว ตลอดจนเปนš เหตแุ หง‹ การเบยี ดเบยี นบบี คน้ั ผอŒู น่ื ท่ีไมถ‹ อื อยา‹ งตน, ความยดึ ตดิ ในทฤษฎี ฯลฯ
ถอื ความคดิ เห็นเปนš ความจรง� — Dittฺ hฺ i: view; dogma; speculation)

3. มานะ (ความถอื ตวั , ความสำคญั ตนวา‹ เปนš นน่ั เปนš น่ี ถอื สงู ถอื ตำ่ ยง�ิ ใหญเ‹ ทา‹ เทยี ม หรอ� ดอŒ ยกวา‹ ผอŒู น่ื , ความอยาก



เด‹นอยากยกชตู นใหยŒ ิ�งใหญ‹ — Mãna: conceit)
ในคมั ภีรว ภ� ังค เร�ยกปปญ˜ จะ 3 นี้เปšน ฉนั ทะ (คอื ตณั หา) มานะ ทฏิ ฐ�

Nd1 280; Vbh.393; Nett. 37–38. ขุ.ม.29/505/337; อภิ.ว.� 35/1034/530; เนตตฺ .ิ 56–57.

อกุศลมูล 3 (รากเหงŒาของอกุศล, ตŒนตอของความชั่ว — Akusala-mũla: unwholesome roots; roots of bad
actions)

1. โลภะ (ความอยากไดŒ — Lobha: greed)
2. โทสะ (ความคิดประทุษราŒ ย — Dosa: hatred)
3. โมหะ (ความหลง — Moha: delusion)

D.III.275; It.45. ท.ี ปา.11/393/291; ข.ุ อติ ิ.25/228/264.

อาสวะ 3 (สภาวะอันหมักดองสันดาน, สิ�งที่มอมพื้นจ�ต, กิเลสที่ไหลซึมซ‹านไปยŒอมใจเมื่อประสบอารมณต‹างๆ —
Ãsava: mental intoxication; canker; bias; influx; taint)

1. กามาสวะ (อาสวะคอื กาม — Kãmãsava: canker of sense-desire)
2. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ — Bhavãsava: canker of becoming)
3. อวช� ชาสวะ (อาสวะคอื อว�ชชา — Avijjãsava: canker of ignorance)

D.II.81; S.IV.256. ท.ี ม.10/76/96; ส.ํ สฬ.18/504/315.

อาสวะ 4 (Ãsava: mental intoxication; canker)
1. กามาสวะ (อาสวะคอื กาม — Kãmãsava: canker of sense-desire)
2. ภวาสวะ (อาสวะคอื ภพ — Bhavãsava: canker of becoming)
3. ทฏิ ฐาสวะ (อาสวะคือทฏิ ฐ� — Dittฺ hฺ ãsava: canker of views or speculation)
4. อว�ชชาสวะ (อาสวะคืออวช� ชา — Avijjãsava: canker of ignorance)
ในท่มี าสว‹ นมาก โดยเฉพาะในพระสตู ร แสดงอาสวะไวŒ 3 อยา‹ ง โดยสงเคราะหท ฏิ ฐาสวะเขาŒ ในภวาสวะ (ม.อ.1/93)

Vbh.373. อภิ.ว�.35/961/504.

ปฏิจจสมปุ บาท มอี งคหร�อหัวขอŒ 12 (การเกิดข�้นพรŒอมแห‹งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิดข�้น
พรŒอม, การที่สิ�งทั้งหลายอาศัยกันๆ จ�งเกิดมีข�้น — Patฺicca-samuppãda: the Dependent Origination;
conditioned arising)

1.–2. อวช� ชฺ าปจฺจยา สงฺขารา เพราะ อวช� ชา เปนš ปจ˜ จยั สงั ขาร จง� มี (Dependent on Ignorance arise Kamma-
Formations.)

3. สงฺขารปจจฺ ยา ว� ฺ าณํ เพราะสงั ขารเปนš ปจ˜ จยั วญ� ญาณ จง� มี (Dependent on Kamma-Farmations arises
Consciousness.)

4. ว� ฺาณปจจฺ ยา นามรปู ™ เพราะว�ญญาณเปšนป˜จจัย นามรูป จ�งมี (Dependent on Consciousness arise
Mind and Matter.)

5. นามรูปปจจฺ ยา สฬายตนํ เพราะนามรปู เปนš ปจ˜ จยั สฬายตนะ จง� มี (Dependent on Mind and Matter arise
the Six Sense-Bases.)

6. สฬายตนปจฺจยา ผสโฺ ส เพราะสฬายตนะเปนš ปจ˜ จยั ผสั สะ จง� มี (Dependent on the Six Sense-Bases arises
Contact.)

7. ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเปนš ป˜จจยั เวทนา จง� มี (Dependent on Contact arises Feeling.)
8. เวทนาปจจฺ ยา ตณหฺ า เพราะเวทนาเปนš ป˜จจัย ตณั หา จ�งมี (Dependent on Feeling arises Craving.)

๑๐

9. ตณหฺ าปจจฺ ยา อปุ าทานํ เพราะตัณหาเปนš ป˜จจัย อุปาทาน จง� มี (Dependent on Craving arises Clinging.)
10. อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอปุ าทานเปšนป˜จจยั ภพ จ�งมี (Dependent on Clinging arises Becoming.)
11. ภวปจจฺ ยา ชาติ เพราะภพเปšนปจ˜ จัย ชาติ จ�งมี (Dependent on Becoming arises Birth.)
12. ชาตปิ จฺจยา ชรามรณํ เพราะชาตเิ ปนš ปจ˜ จยั ชรามรณะ จง� มี (Dependent on Birth arise Decay and Death.)
โสกปรเ� ทวทกุ ฺขโทมนสฺสปุ ายาสา สมฺภวนฺติ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนสั และความคบั แคŒนใจ กม็ พี รอŒ ม
(There also arise sorrow, lamentation, pain, grief and despair.)
เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกขฺ กฺขนฺธสฺส สมุทโย โหต.ิ
ความเกิดขน�้ แหง‹ กองทกุ ขท้งั ปวงน้ี จ�งมีดŒวยประการฉะน้ี
(Thus arises this whole mass of suffering.)
แสดงตามลำดับ จากตŒนไปหาปลายอย‹างน้ี เรย� กว‹า อนโุ ลมเทศนา (teaching in forward order) ถŒาแสดงยอŒ น
กลับจากปลายมาหาตŒน ว‹า ชรามรณะเปนš ตนŒ มีเพราะชาตเิ ปนš ป˜จจยั ชาตมิ เี พราะภพเปนš ปจ˜ จัย ฯลฯ สังขารมีเพราะ
อว�ชชาเปนš ปจ˜ จยั เร�ยกว‹า ปฏิโลมเทศนา (teaching in backward order)
องค (factors) หรอ� หวั ขŒอ 12 น้ัน มคี วามหมายโดยสงั เขป ดงั น้ี
1. อวช� ชา (Avijjã: ignorance) ความไม‹รŒู คอื ไมร‹ ูŒในอร�ยสัจจ 4 หร�อตามนยั อภธิ รรมว‹า อว�ชชา 8
2. สังขาร (Sankฺ hãra: kamma-formations) สภาพท่ปี รงุ แตง‹ ไดแŒ ก‹ สังขาร 3 หร�อ อภิสงั ขาร 3
3. วญ� ญาณ (Viññãnaฺ : consciousness) ความรแŒู จŒงอารมณ ไดŒแก‹ วญ� ญาณ 6
4. นามรูป (Nãma-rũpa: mind and matter) นามและรูป ไดŒแก‹ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หร�อ

ตามนยั อภธิ รรมวา‹ นามขันธ 3 + รูป
5. สฬายตนะ (Salãฺ yatana: six sense-bases) อายตนะ 6 ไดŒแก‹ อายตนะภายใน 6
6. ผสั สะ (Phassa: contact) ความกระทบ, ความประจวบ ไดแŒ ก‹ สัมผสั 6
7. เวทนา (Vedanã: feeling) ความเสวยอารมณ ไดŒแก‹ เวทนา 6
8. ตณั หา (Tanhฺ ã: craving) ความทะยานอยาก ไดŒแก‹ ตัณหา 6 มีรูปตัณหา เปšนตŒน (ตัณหา ในรูป ในเสียง ใน

กลิ�น ในรส ในสัมผสั ทางกาย และในธรรมารมณ)
9. อปุ าทาน (Upãdãna: clinging; attachment) ความยดึ ม่ัน ไดแŒ ก‹ อปุ าทาน 4
10. ภพ (Bhava: becoming) ภาวะชีว�ต ไดŒแก‹ ภพ 3 อีกนัยหนึ่งว‹า ไดŒแก‹ กรรมภพ (ภพ คือกรรม — active

process of becoming ตรงกบั อภสิ งั ขาร 3 ) กบั อปุ ปต˜ ตภิ พ (ภพคอื ทอ่ี บุ ตั ิ — rebirth-process of becoming
ตรงกับ ภพ 3 )
11. ชาติ (Jãti: birth) ความเกดิ ไดŒแก‹ ความปรากฏแห‹งขันธทง้ั หลาย การไดอŒ ายตนะ
12. ชรามรณะ (Jarã-maranaฺ : decay and death) ความแก‹และความตาย ไดŒแก‹ ชรา (ความเสื่อมอายุ, ความ
หง‹อมอินทร�ย) กบั มรณะ (ความสลายแห‹งขนั ธ, ความขาดชีว�ตนิ ทรย� )
ทงั้ 12 ขŒอ เปนš ปจ˜ จยั ตอ‹ เนอ่ื งกนั ไป หมนุ เวย� นเปนš วงจร ไมม‹ ตี นŒ ไมม‹ ปี ลาย เรย� กวา‹ ภวจกั ร (วงลอŒ หรอ� วงจรแหง‹
ภพ — Bhava-cakka: wheel of existence) และมขี อŒ ควรทราบเกีย่ วกบั ภวจกั รอกี ดังน้ี
ก.อทั ธา 3 (Addhã: periods; times) คอื กาล 3 ไดแŒ ก‹
1) อดตี = อว�ชชา สังขาร
2) ป˜จจุบัน = ว�ญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อปุ าทาน ภพ
3) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ (+ โสกะ ฯลฯ)
ข. สังเขป หรอ� สังคหะ 4 (Sankhepa or Sangaha: sections; divisions) คอื ชว‹ ง หมวด หรอ� กล‹ุม 4 ไดŒแก‹
1) อดตี เหตุ = อว�ชชา สังขาร
2) ป˜จจบุ ันผล = วญ� ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3) ป˜จจุบันเหตุ = ตณั หา อุปาทาน ภพ

๑๑

4) อนาคตผล = ชาติ ชรามรณะ (+ โสกะ ฯลฯ)
ค. สนธ� 3 (Sandhi: links; connection) คือ ข้วั ตอ‹ ระหว‹างสงั เขปหร�อช‹วงทง้ั 4 ไดแŒ ก‹

1) ระหว‹าง อดตี เหตุ กับ ปจ˜ จบุ ันผล
2) ระหว‹าง ปจ˜ จบุ ันผล กบั ปจ˜ จบุ ันเหตุ
3) ระหว‹าง ปจ˜ จุบันเหตุ กบั อนาคตผล
ง. วัฏฏะ 3
จ. อาการ 20 (Ãkãra: modes; spokes; qualities) คือ องคประกอบแต‹ละอยา‹ ง อนั เปนš ดุจกำของลŒอ จำแนกตาม
สว‹ นเหตุ (causes) และสว‹ นผล (effects) ไดแŒ ก‹
1) อดีตเหตุ 5 = อวช� ชา สงั ขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
2) ปจ˜ จบุ นั ผล 5 = ว�ญญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3) ป˜จจบุ ันเหตุ 5 = อว�ชชา สงั ขาร ตัณหา อปุ าทาน ภพ
4) อนาคตผล 5 = วญ� ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา
อาการ 20 นี้ ก็คือ หัวขŒอทก่ี ระจายใหเŒ ต็ม ในทุกชว‹ งของสงั เขป 4 น่นั เอง
ฉ. มลู 2 (Mũla: roots) คือ กิเลสทเี่ ปนš ตวั มลู เหตุ ซึง่ กำหนดเปนš จดุ เรม� ตŒนในวงจรแต‹ละช‹วง ไดแŒ ก‹
1) อว�ชชา เปนš จดุ เร�มตŒนในช‹วงอดีต ส‹งผลถงึ เวทนาในช‹วงป˜จจบุ นั
2) ตณั หา เปนš จุดเรม� ตนŒ ในช‹วงป˜จจุบัน สง‹ ผลถงึ ชรามรณะในชว‹ งอนาคต
พงึ สงั เกตดŒวยว‹า การกล‹าวถึงส‹วนประกอบของภวจักรตามขŒอ ก. ถึง ฉ. นี้ เปšนคำอธ�บายในคัมภีรรุ‹นหลัง เช‹น
อภธิ มั มัตถสงั คหะ เปนš ตนŒ
การแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท ใหŒเห็นความเกิดข�้นแห‹งธรรมต‹างๆ โดยอาศัยป˜จจัยสืบทอดกันไปอย‹างนี้ เปšน
สมทุ ยวาร คือฝา† ยสมุทัย ใชŒเปนš คำอธบ� ายอร�ยสจั จข อŒ ท่ี 2 (สมุทัยสัจจ) คือ แสดงใหเŒ หน็ ความเกิดข�้นแหง‹ ทกุ ข ปฏจิ จ
สมุปบาทที่แสดงแบบนี้ เร�ยกว‹า อนุโลมปฏิจจสมปุ บาท (direct Dependent Origination)
การแสดงในทางตรงขŒามกับขŒางตŒนนี้ เปšน นิโรธวาร คือฝ†ายนิโรธ ใชŒอธ�บายอร�ยสัจจขŒอที่ 3 (นิโรธสัจจ) เร�ยก
ว‹า ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท (reverse Dependent Origination ซึ่งความจร�งก็คือ Dependent Extinction นั่นเอง)
แสดงใหŒเห็นความดับไปแห‹งทุกข ดŒวยอาศัยความดับไปแห‹งป˜จจัยทั้งหลายสืบทอดกันไป ตัวบทของปฏิจจสมุปบาท
แบบปฏิโลมนี้ พึงเทียบจากแบบอนโุ ลมน่ันเอง เช‹น
1.–2. อว�ชชฺ าย เตวฺ ว อเสสว�ราคนิโรธา สงขฺ ารนโิ รโธ เพราะอวช� ชาสำรอกดับไปไม‹เหลอื สังขารจง� ดับ
(Through the total fading away and cessation of ignorance, cease kammaformations.)
3. สงขฺ ารนิโรธา ว�ฺ าณนิโรโธ เพราะสงั ขารดับ ว�ญญาณจง� ดบั
(Through the cessation of kamma-formations, ceases consciousness.)

ฯลฯ
12. ชาตนิ ิโรธา ชรามรณํ เพราะชาตดิ ับ ชรามรณะ (จ�งดบั )
(Through the cessation of birth, cease decay and death.)
โสกปร�เทวทุกฺขโทมนสสฺ ปุ ายาสา นิรุชฺฌนตฺ ิ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทุกข โทมนัส ความคับแคŒนใจ กด็ บั
(Also cease sorrow, lamentation, pain, grief and despair.)
เอวเมตสสฺ เกวลสฺส ทกุ ขฺ กฺขนฺธสสฺ นิโรโธ โหต.ิ
ความดบั แหง‹ กองทุกขทั้งปวงนี้ ยอ‹ มมีดŒวยประการฉะน้ี
(Thus comes about the cessation of this whole mass of suffering.)
นี้เปšน อนุโลมเทศนา ของปฏิโลมปฏิจจสมปุ บาท ส‹วน ปฏโิ ลมเทศนา กพ็ งึ แสดงยŒอนว‹า ชรา มรณะ เปšนตŒน ดับ
เพราะชาตดิ ับ ชาตดิ บั เพราะภพดบั ฯลฯ สังขารดบั เพราะอวช� ชาดบั อยา‹ งเดียวกับในอนโุ ลมปฏจิ จสมุปบาท

๑๒

ปฏจิ จสมปุ บาทน้ี มชี อ่ื เรย� กอยา‹ งอน่ื อกี ทส่ี ำคญั คอื อทิ ปั ปจ˜ จยตา (ภาวะทม่ี อี นั นๆ้ี เปนš ปจ˜ จยั — Idappaccayatã:
specific conditionality) ธรรมนิยาม (ความเปšนไปอันแน‹นอนแห‹งธรรมดา, กฎธรรมชาติ — Dhammaniyãma:
orderliness of nature; natural law) และ ป˜จจยาการ (อาการที่สิ�งทั้งหลายเปšนป˜จจัยแก‹กัน — Paccayãkãra:
mode of conditionality; structure of conditions) เฉพาะชื่อหลังนี้เปšนคำที่นิยมใชŒในคัมภีรอภิธรรม และคัมภีร
ร‹นุ อรรถกถา.

Vin.I.1; S.II.1; Vbh.135; Vism.517; Comp.188. ว�นย.4/1/1; ส.ํ นิ.16/1/1; อภิ.ว.� 35/274/185; ว�สทุ ธฺ �.3/107; สงคฺ ห.45.

ป˜จจยั 24 (ลักษณะหร�ออาการแห‹งความสมั พันธระหว‹างส�งิ ทัง้ หลาย ทีส่ �ิงหน่งึ หร�อสภาวธรรมอย‹างหนึ่ง เปนš องค
ประกอบทชี่ ‹วยเอือ้ เก้อื หนนุ ค้ำจนุ เปนš เหตุ หรอ� เปšนเงอ�่ นไข ใหสŒ ง�ิ อนื่ หรอ� สภาวธรรมอย‹างอ่ืน เกิดขน้� คงอย‹ู หรอ� เปนš
ไปอย‹างใดอย‹างหน่งึ — Paccaya: condition; mode of conditionality or relation)

1. เหตปุ ˜จจัย (ป˜จจยั โดยเปนš เหตุ — Hetu-paccaya: root condition)
2. อารมั มณป˜จจัย (ป˜จจยั โดยเปšนอารมณ — Ãrammanaฺ -paccaya: object condition)
3. อธป� ติปจ˜ จยั (ปจ˜ จัยโดยเปนš เจาŒ ใหญ‹ — Adhipati-paccaya: predominance condition)
4. อนนั ตรปจ˜ จัย (ปจ˜ จยั โดยเปนš ภาวะตอ‹ เนอ่ื งไมม‹ ชี อ‹ งระหวา‹ ง — Anantara-paccaya: immediacy condition)
5. สมนันตรปจ˜ จัย (ป˜จจยั โดยเปšนภาวะต‹อเน่ืองทันที — Samanantara-paccaya: contiguity condition)
6. สหชาตปจ˜ จยั (ป˜จจยั โดยเกดิ ร‹วมกัน — Sahajãta-paccaya: connascence condition)
7. อัญญมญั ญปจ˜ จยั (ปจ˜ จัยโดยอาศยั ซ่งึ กนั และกนั — Aññamañña-paccaya: mutuality condition)
8. นสิ สยปจ˜ จยั (ป˜จจัยโดยเปนš ท่ีอาศยั — Nissaya-paccaya: dependence condition)
9. อุปนิสสยป˜จจยั (ป˜จจัยโดยเปนš เครอ่� งหนุนหร�อกระตŒนุ เรŒา — Upanissaya-paccaya: decisive-support
condition; inducement condition)
10. ปุเรชาตป˜จจัย (ป˜จจัยโดยเกิดกอ‹ น — Purejãta-paccaya: prenascence condition)
11. ปจ˜ ฉาชาตปจ˜ จยั (ปจ˜ จยั โดยเกดิ ทีหลงั — Pacchãjãta-paccaya: postnascence condition)
12. อาเสวนป˜จจัย (ป˜จจยั โดยการซ้ำบ‹อยหร�อทำใหชŒ ิน — Ãsevana-paccaya: repetition condition)
13. กรรมปจ˜ จยั (ปจ˜ จัยโดยเปšนกรรมคอื เจตจำนง — Kamma-paccaya: kamma condition)
14. ว�ปากป˜จจัย (ปจ˜ จยั โดยเปšนว�บาก — Vipãka-paccaya: kamma-result condition)
15. อาหารป˜จจัย (ปจ˜ จัยโดยเปนš อาหาร คอื เปšนเคร่�องหลอ‹ เล้ียง — Ãhãra-paccaya: nutriment condition)
16. อินทร�ยป˜จจัย (ป˜จจยั โดยเปนš เจŒาการ — Indriya-paccaya: faculty condition)
17. ฌานป˜จจยั (ปจ˜ จัยโดยภาวะจ�ตท่เี ปšนฌาน — Jhãna-paccaya: absorption condition)
18. มรรคป˜จจยั (ปจ˜ จยั โดยเปนš มรรค — Magga-paccaya: path condition)
19. สัมปยุตตป˜จจยั (ป˜จจัยโดยประกอบกนั — Sampayutta-paccaya: association condition)
20. ว�ปปยุตตป˜จจยั (ป˜จจยั โดยแยกตา‹ งหากกนั — Vippayutta-paccaya: dissociation condition)
21. อตั ถิปจ˜ จยั (ป˜จจัยโดย[ตอŒ ง]มอี ย‹ู — Atthi-paccaya: presence condition)
22. นัตถปิ จ˜ จัย (ป˜จจยั โดย[ตอŒ ง]ไมม‹ ีอย‹ู — Natthi-paccaya: absence condition)
23. วค� ตปจ˜ จยั (ปจ˜ จัยโดย[ตอŒ ง]ปราศไป — Vigata-paccaya: disappearance condition)
24. อว�คตปจ˜ จัย (ป˜จจัยโดย[ตŒอง]ไม‹ปราศไป — Avigata-paccaya: non-disappearance condition)

ป˜จจัย 24 น้ี เปนš สาระของคำอธบ� ายท้งั หมดในคมั ภรี ป ฏ˜ ฐานแหง‹ พระอภธิ รรมปฎ ก คอื พระไตรปฎกบาลี 6 เล‹ม
ตงั้ แต‹เล‹ม 40 ถงึ เล‹ม 45

Pat.ฺ 1 อภิ.ป.40/1/1.

๑๓

ค.สจั ฉกิ าตพั พธรรม

ธรรมที่เขŒากับกิจในอร�ยสัจจขŒอที่ 3 คือ สัจฉิกิร�ยา (ธรรมอันพึงประจักษ แจŒง, สิ�งที่ควรไดŒควรถึงหร�อควรบรรลุ ไดŒแก‹
ว�ชชาและวม� ตุ ติ เม่อื กล‹าว โดยรวบยอดคอื นโิ รธ หรอ� นพิ พาน หมายถึงธรรมจำพวกที่เปนš จดุ หมาย หรอ� เปนš ที่ดบั หาย
สิน� ไปแหง‹ ทกุ ขห ร�อปญ˜ หา — Sacchikãtabba- dhamma : things to be realized, i.e. true knowledge and
freedom or liberation)

นิพพาน 2
วม� ุตติ 2
สุข 21
สุข 22
อตั ถะ 31
อัตถะ 32
มรรค 4
ผล 4
โลกุตตรธรรม 9

นิพพาน 2 (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกขแลŒว, ภาวะที่เปšนสุขสูงสุด เพราะไรŒกิเลสไรŒทุกข เปšนอิสรภาพสมบูรณ —
Nibbãna: Nirvãnฺa; Nibbãna)

1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นพิ พานยงั มอี ปุ าทเิ หลอื — Saupãdisesa-nibbãna: Nibbãna with the substratum
of life remaining)

2. อนปุ าทเิ สสนพิ พาน (นพิ พานไมม‹ อี ปุ าทเิ หลอื — Anupãdisesa-nibbãna: Nibbãna without any substratum
of life remaining)

หมายเหตุ: ตามคำอธ�บายนัยหนึ่งว‹า
1. = ดบั กเิ ลส ยงั มเี บญจขนั ธเ หลอื (= กเิ ลสปรน� พิ พาน — Kilesa-parinibbàna: extinction of the defilements)
2. = ดับกเิ ลส ไมม‹ ีเบญจขนั ธเหลือ (= ขนั ธปร�นิพพาน — Khandha-parinibbàna: extinction of the

Aggregates) หรอ�
1. = นิพพานของพระอรหันตผยŒู ังเสวยอารมณท ่นี ‹าชอบใจและไมน‹ ‹าชอบใจทางอนิ ทรย�  5 รบั รŒูสขุ ทกุ ขอ ยู‹
2. = นิพพานของพระอรหันตผ รŒู ะงบั การเสวยอารมณท ัง้ ปวงแลŒว

It.38. ขุ.อติ ิ.25/222/258.

อีกนยั หน่งึ กล‹าวถงึ บุคคลวา‹ องฺ.นวก.23/216/394.
1. สอปุ าทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนปุ าทิเสสบุคคล = พระอเสขะ

A.IV.379.

วม� ตุ ติ 2 (ความหลดุ พŒน — Vimutti: deliverance; liberation; freedom)
1. เจโตวม� ตุ ติ (ความหลุดพŒนแห‹งจ�ต, ความหลุดพŒนดŒวยอำนาจการฝƒกจ�ต, ความหลุดพŒนแห‹งจ�ตจากราคะ ดŒวย
กำลงั แหง‹ สมาธ� — Cetovimutti: deliverance of mind; liberation by concentration)
2. ปญ˜ ญาว�มุตติ (ความหลดุ พนŒ ดวŒ ยปญ˜ ญา, ความหลดุ พนŒ ดวŒ ยอำนาจการเจรญ� ปญ˜ ญา, ความหลดุ พนŒ แหง‹ จต� จาก
อว�ชชา ดŒวยป˜ญญาที่รูŒเห็นตามเปšนจร�ง — Paññãvimutti: deliverance through insight; liberation
through wisdom)

A.I.60. องฺ.ทุก.20/276/78.

๑๔

สุข 21 (ความสขุ — Sukha: pleasure; happiness) อง.ฺ ทกุ .20/315/101.
1. กายิกสุข (สขุ ทางกาย — Kãyika-sukha: bodily happiness)
2. เจตสิกสุข (สขุ ทางใจ — Cetasika-sukha: mental happiness)

A.I.80.

สุข 22 (ความสุข — Sukha: pleasure; happiness)
1. สามิสสุข (สุของิ อามิส, สขุ อาศยั เหยื่อลอ‹ , สุขจากวัตถุคอื กามคณุ — Sãmisa-sukha: carnal or sensual
happiness)
2. นิรามสิ สขุ (สุขไม‹อิงอามสิ , สขุ ไมต‹ อŒ งอาศัยเหยื่อล‹อ, สขุ ปลอดโปรง‹ เพราะใจสงบหรอ� ไดŒรูแŒ จงŒ ตามเปนš จร�ง —
Nirãmisa-sukha: happiness independent of material things or sensual desires; spiritual
happiness)

A.I.80. อง.ฺ ทกุ .20/313/101.

อัตถะ หรอ� อรรถ 31 (ประโยชน, ผลท่ีมุ‹งหมาย, จดุ หมาย, ความหมาย — Attha: benefit; advantage; welfare;
aim; goal; meaning)

1. ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ (ประโยชนป จ˜ จบุ นั , ประโยชนในโลกน,้ี ประโยชนข น้ั ตนŒ — Dittฺ hฺ adhammikattha: benefits
obtainable here and now; the good to be won in this life; temporal welfare)

2. สัมปรายิกัตถะ (ประโยชนเบื้องหนาŒ , ประโยชนในภพหนาŒ , ประโยชนข้ันสงู ข้�นไป — Samparãyikattha: the
good to be won in the life to come; spiritual welfare)

3. ปรมตั ถะ (ประโยชนส งู สดุ , จดุ หมายสงู สดุ คอื พระนพิ พาน — Paramattha: the highest good; final goal,
i.e. Nibbàna)

อัตถะ 3 หมวดนี้ ในพระสูตรทั่วไปมักแสดงเฉพาะขŒอ 1 และขŒอ 2 โดยใหŒขŒอ 2 มีความหมายครอบคลุมถึงขŒอ 3
ดŒวย (เช‹น ขุ.อิติ.25/201/242; อธ�บายใน อิติ.อ.92) บางแห‹งก็กล‹าวถึงปรมัตถะไวŒต‹างหากโดยเฉพาะ (เช‹น ขุ.สุ.25/296/
338; 313/366; ข.ุ อป.33/165/343)

ดู ทฏิ ฐธมั มิกัตถสงั วัตตนกิ ธรรม 4, สัมปรายกิ ตั ถสังวตั ตนิกธรรม 4 ดŒวย.

Nd1169, 178, 357; Nd226. ขุ.ม.29/292/205; 320/217; 727/432; ข.ุ จู.30/673/333.

อัตถะ หรอ� อรรถ 32 (ประโยชน, ผลท่ีมงุ‹ หมาย — Attha: benefit; advantage; gain; welfare)
1. อตั ตตั ถะ (ประโยชนตน — Attattha: gain for oneself; one’s own welfare)
2. ปรัตถะ (ประโยชนผ ูŒอื่น — Parattha: gain for others; others’ welfare)
3. อภุ ยัตถะ (ประโยชนท ้งั สองฝ†าย — Ubhayattha: gain both for oneself and for others; welfare both of
oneself and of all others)

S.II.29; S.V.121–5; A.I.9; A.III.64; Nd1168; Nd226. ส.ํ น.ิ 16/67/35; สํ.ม.19/603/167; องฺ.ทกุ .20/46/10; องฺ.ปฺจก.22/51/72

มรรค 4 (ทางเขาŒ ถึงความเปšนอร�ยบุคคล, ญาณท่ที ำใหลŒ ะสังโยชนไดŒขาด — Magga: the path)
1. โสดาป˜ตติมรรค (มรรคอันใหŒถึงกระแสที่นำไปสู‹พระนิพพานทีแรก, มรรคอันใหŒถึงความเปšนพระโสดาบัน เปšน
เหตลุ ะสังโยชนไดŒ 3 คือ สกั กายทิฏฐ� ว�จ�กิจฉา สีลัพพตปรามาส — Sotãpattimagga: the Path of Stream-
Entry)
2. สกทาคามมิ รรค (มรรคอันใหŒถึงความเปšนพระสกทาคามี เปšนเหตุละสังโยชนไดŒ 3 ขŒอตŒน กับทำราคะ โทสะ

๑๕

โมหะ ใหเŒ บาบางลง — Sakadãgãmi-magga: the Path of Once-Returning)
3. อนาคามมิ รรค (มรรคอนั ใหถŒ งึ ความเปนš พระอนาคามี เปนš เหตลุ ะสงั โยชนเ บอ้ื งตำ่ ไดทŒ ง้ั 5 — Anãgãmi-magga:

the Path of Non-Returning)
4. อรหัตตมรรค (มรรคอนั ใหถŒ งึ ความเปนš พระอรหนั ต เปนš เหตลุ ะสงั โยชนไดหŒ มดทง้ั 10 — Arahatta-magga:

the Path of Arahantship)

Vbh.335. อภิ.ว�.35/837/453.

ผล 4 (ผลท่ีเกดิ สืบเนอื่ งจากการละกิเลสไดŒดŒวยมรรค, ธรรมารมณอ ันพระอรย� ะพงึ เสวย ทเี่ ปนš ผลเกิดเองในเมอ่ื กเิ ลส
ส�นิ ไปดวŒ ยอำนาจมรรคนน้ั ๆ — Phala: fruition)

1. โสดาปต˜ ตผิ ล (ผลแห‹งการเขŒาถึงกระแสที่นำไปสู‹พระนิพพาน, ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย — Sotãpatti-
phala: the Fruition of Stream-Entry)

2. สกทาคามผิ ล (ผลอนั พระสกทาคามพี งึ เสวย — Sakadãgãmi-phala: the Fruition of Once-Returning)
3. อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามพี ึงเสวย — Anãgãmi-phala: the Fruition of Non- Returning)
4. อรหตั ตผล (ผลคือความเปนš พระอรหันต, ผลอันพระอรหันตพงึ เสวย — Arahatta-phala: the Fruition of

Arahantship)
ผล 4 นี้ บางที่เร�ยกว‹า สามัญญผล (ผลของความเปšนสมณะ, ผลแห‹งการบำเพ็ญสมณธรรม — Sãmañña-phala:
fruits of a monk’s life; fruits of the monkhood)

D.III.227; Vbh.335. ที.ปา.11/242/240; อภิ.ว.� 35/837/453.

โลกุตตรธรรม 9 (ธรรมอนั มิใชว‹ ส� ัยของโลก, สภาวะพนŒ โลก — Lokuttaradhamma: supermundane states) (+
โพธป� ˜กข�ยธรรม 37 = 46: ขุ.ปฏ.ิ 31/620/535; Ps.II.166)

มรรค 4 (Magga: the Four Paths)
ผล 4 (Phala: the Four Fruitions)
นิพพาน หรอ� อสังขตธาตุ 1 (Nibbãna: the Unconditioned State)

Dhs.1094. อภ.ิ สํ.34/706/278; 911/355.

๑๖

ง. ภาเวตัพพธรรม

ธรรมทเ่ี ขาŒ กบั กจิ ในอรย� สจั จข อŒ ท่ี 4 คอื ภาวนา (ธรรมอนั พงึ เจรญ� หรอ� พงึ ปฏบิ ตั บิ ำเพญ็ , สง�ิ ทจ่ี ะตอŒ งปฏบิ ตั ิ หรอ� ลงมอื
ทำ ไดแŒ ก‹ ธรรมทีเ่ ปนš มรรค โดยเฉพาะสมถะและว�ปส˜ สนา กล‹าวคือ ประดาธรรมทเ่ี ปšนขŒอ ปฏบิ ตั ิหร�อเปนš ว�ธก� ารทีจ่ ะ
ทำหรอ� ดำเนินการ เพือ่ ใหบŒ รรลจุ ุดหมายแห‹ง การสลายทุกขห รอ� ดบั ปญ˜ หา — Bhãvetabba-dhamma: things to be
developed, i.e. tranquillity and insight, or, in other words, the Noble Eightfold Path)

ป˜จจัยแหง‹ สัมมาทฎิ ฐ� 2
บพุ นมิ ติ แห‹งมรรค 7
พทุ ธโอวาท 3
ไตรสิกขา, สิกขา 3
บุญกริ �ยาวตั ถุ 3
บุญกิรย� าวัตถุ 10
ภาวนา 2
ภาวนา 4
มรรคมีองค 8
กุศลกรรมบท 10
โพธ�ป˜กขย� ธรรม 37

ป˜จจยั ใหŒเกดิ สมั มาทิฏฐ� 2 (ทางเกดิ แหง‹ แนวความคดิ ทถ่ี กู ตอŒ ง, ตนŒ ทางของป˜ญญาและความดีงามท้งั ปวง —
Sammãditฺthฺ i-paccaya: sources or conditions for the arising of right view)

1. ปรโตโฆสะ (เสียงจากผูŒอื่น การกระตุŒนหร�อชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟ˜งคำแนะนำสั่งสอน เล‹าเร�ยน หา
ความรŒู สนทนาซักถาม ฟ˜งคำบอกเลา‹ ชักจูงของผอŒู น่ื โดยเฉพาะการสดับสทั ธรรมจากทา‹ นผูŒเปนš กัลยาณมิตร —
Paratoghosa: another's utterance; inducement by others; hearing or learning from others)

2. โยนโิ สมนสกิ าร (การใชคŒ วามคดิ ถกู วธ� � ความรจŒู กั คดิ คดิ เปนš คอื ทำในใจโดยแยบคาย มองสง�ิ ทง้ั หลายดวŒ ยความ
คิดพิจารณา รูŒจักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ�งนั้นๆ หร�อป˜ญหานั้นๆ ออก ใหŒเห็นตามสภาวะและตามความ
สัมพันธแห‹งเหตุป˜จจัย — Yonisomanasikãra: reasoned attention; systematic attention; genetical
reflection; analytical reflection)

ขŒอธรรม 2 อยา‹ งนี้ ไดŒแก‹ ธรรมหมวดท่ี [1] และ [2] นนั่ เอง แปลอยา‹ งปจ˜ จุบันว‹า “องคประกอบของการศกึ ษา”
หร�อ “บุพภาคของการศึกษา” โดยเฉพาะขอŒ ที่ 1 ในที่นี้ใชŒคำกวาŒ งๆ แตธ‹ รรมที่ตอŒ งการเนนŒ ก็คอื กัลยาณมิตตตา

ป˜จจยั ใหเŒ กดิ มจิ ฉาทฏิ ฐ� ก็มี 2 อย‹าง คอื ปรโตโฆสะ และ อโยนโิ สมนสกิ าร ซึ่งตรงขาŒ มกับทก่ี ล‹าวมาน.้ี

M.I.294; A.I.87. ม.มู.12/497/539; อง.ฺ ทกุ . 20/371/110.

บพุ นิมติ แห‹งมรรค 7 (ธรรมที่เปšนเคร�่องหมายบ‹งบอกล‹วงหนŒาว‹า มรรคมีองค 8 ประการอันประเสร�ฐจะเกิดข�้นแก‹ผูŒ
นั้น ดุจแสงอรุณเปšนบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตยจะอุทัย, แสงเง�นแสงทองของชีว�ตที่ดี, รุ‹งอรุณของการศึกษา —
Magguppãda-pubbanimitta: a foregoing sign for the arising of the Noble Eightfold Path; precursor
of the Noble Path; harbinger of a good life or of the life of learning)

1. กลั ยาณมิตตตา (ความมกี ลั ยาณมติ ร, มมี ิตรดี, คบหาคนทีเ่ ปนš แหลง‹ แห‹งปญ˜ ญาและแบบอย‹างที่ดี —
Kalyàõamittatã: good company; having a good friend; association with a good and wise person)

2. สลี สมั ปทา (ความถึงพรอŒ มดวŒ ยศลี , การทำศลี ใหถŒ ึงพรŒอม, ตง้ั ตนอยู‹ในว�นยั และมคี วามประพฤติทวั่ ไปดีงาม —
Sĩla-sampadà: perfection of morality; accomplishment in discipline and moral conduct)

3. ฉันทสมั ปทา (ความถึงพรŒอมดŒวยฉันทะ, การทำฉันทะใหŒถึงพรŒอม, ความใฝ†ใจอยากจะทำกิจหนŒาที่และสิ�งทั้ง
หลายที่เกี่ยวขŒองใหŒดีงาม, ความใฝ†รูŒใฝ†สรŒางสรรค — Chanda-sampadã: perfection of aspiration;

๑๗

accomplishment in constructive desire)
4. อตั ตสมั ปทา (ความถงึ พรอŒ มดŒวยตนท่ีฝƒกดแี ลวŒ , การทำตนใหŒถงึ พรŒอมดวŒ ยคณุ สมบตั ขิ องผŒูที่พฒั นาแลวŒ โดย

สมบรู ณ ทั้งดŒานกาย ศลี จ�ต และป˜ญญา [ทีจ่ ะเปนš ภาวต� ัตต คอื ผŒมู ีตนอันไดŒพฒั นาแลวŒ ] — Atta-sampadã:
perfection of oneself; acomplishment in self that has been well trained; dedicating oneself to
training for the realization of one’s full human potential; self-actualization)
5. ทฏิ ฐส� มั ปทา (ความถึงพรŒอมดŒวยทิฏฐ�, การทำทิฏฐ�ใหŒถึงพรŒอม, การตั้งอยู‹ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูก
ตŒองดีงามมีเหตุผล เช‹น ถือหลักความเปšนไปตามเหตุป˜จจัย — Ditฺtฺhisampadã: perfection of view;
accomplishment in view; to be established in good and reasoned principles of thought and belief)
6. อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพรอŒ มดวŒ ยความไมป‹ ระมาท, การทำความไม‹ประมาทใหถŒ ึงพรอŒ ม —
Appamãda-sampadã: perfection of heedfulness; accomplishment in diligence)
7. โยนิโสมนสิการสมั ปทา (ความถงึ พรอŒ มดวŒ ยโยนโิ สมนสกิ าร, การทำโยนโิ สมนสกิ ารใหถŒ งึ พรอŒ ม, ความฉลาดคดิ
แยบคายใหเŒ หน็ ความจรง� และหาประโยชนไดŒ — Yonisomanasikãrasampadã: perfection of wise
reflection; accomplishment in systematic attention)
เมื่อใดธรรมที่เปšนบุพนิมิต 7 ประการนี้ แมŒอย‹างใดอย‹างหนึ่งเกิดมีในบุคคลแลŒว เมื่อนั้นย‹อมเปšนอันหวังไดŒว‹าเขาจัก
เจร�ญ พัฒนา ทำใหŒมาก ซง่ึ มรรคมอี งค 8 ประการอนั ประเสรฐ� คอื จกั ดำเนินกาŒ วไปในมัชฌมิ าปฏปิ ทา.

S.V.30–31. สํ.ม.19/130–6/36.

พทุ ธโอวาท 3 (ประมวลคำสอนของพระพทุ ธเจาŒ ทเ่ี ปนš หลกั ใหญ‹ 3 ขอŒ — Buddha-ovãda: the Three Admonitions
or Exhortations of the Buddha)

1. สพพฺ ปาปสฺส อกรณํ (ไม‹ทำความชั่วท้งั ปวง - Sabbapãpassa akaranฺam: not to do any evil)
2. กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทำแต‹ความดี - Kusalassũpasampadã: to do good; to cultivate good)
3. สจต� ฺตปรโ� ยทปนํ (ทำใจของตนใหŒสะอาดบร�สทุ ธ�์ - Sacittapariyodapanam: to purify the mind)
หลกั 3 ขอŒ น้ี รวมอยู‹ใน โอวาทปาฏิโมกข ทท่ี รงแสดงในวันเพ็ญ เดือน 3 ที่บดั น้ีเรย� กวา‹ วันมาฆบูชา

D.II.49; Dh.183. ที.ม.10/54/57; ขุ.ธ.25/24/39.

สิกขา 3 หร�อ ไตรสกิ ขา (ขอŒ ทจ่ี ะตอŒ งศกึ ษา, ขอŒ ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปนš หลกั สำหรบั ศกึ ษา คอื ฝกƒ หดั อบรม กาย วาจา จต� ใจ และ
ป˜ญญา ใหŒยิ�งข�้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน — Sikkhã: the Threefold Learning; the Threefold
Training)

1. อธ�สีลสกิ ขา (สิกขาคอื ศลี อันย�งิ , ขŒอปฏิบตั สิ ำหรบั ฝกƒ อบรมในทางความประพฤตอิ ย‹างสงู — Adhisĩla-
sikkhã: training in higher morality)

2. อธจ� �ตตสกิ ขา (สิกขาคือจต� อนั ยิง� , ขอŒ ปฏิบตั สิ ำหรบั ฝƒกอบรมจต� เพือ่ ใหเŒ กิดคุณธรรมเชน‹ สมาธ�อย‹างสูง —
Adhicitta-sikkhã: training in higher mentality)

3. อธป� ˜ญญาสกิ ขา (สกิ ขาคอื ป˜ญญาอันย�ิง, ขŒอปฏิบตั สิ ำหรบั ฝƒกอบรมปญ˜ ญาเพ่ือใหŒเกิดความรŒแู จŒงอย‹างสูง —
Adhipaññã-sikkhã: training in higher wisdom)

เร�ยกงา‹ ยๆ ว‹า ศีล สมาธ� ป˜ญญา (morality, concentration and wisdom)

D.III.220; A.I.229. ท.ี ปา.11/228/231; องฺ.ติก.20/521/294.

บญุ กริ ย� าวัตถุ 3 (ทต่ี ้งั แห‹งการทำบญุ , เรอ�่ งที่จัดเปนš การทำความดี, หลักการทำความดี, ทางทำความดี —
Puññakiriyã-vatthu: bases of meritorious action; grounds for accomplishing merit)

1. ทานมัย บุญกิรย� าวตั ถุ (ทำบุญดŒวยการใหŒป˜นสิ�งของ — Dãnamaya puññakiriyã-vatthu: meritorious

๑๘

action consisting in giving or generosity)
2. สลี มยั บญุ กริ ย� าวตั ถุ (ทำบุญดวŒ ยการรกั ษาศลี หร�อประพฤติดมี ีระเบียบว�นยั — Sĩlamaya ~: meritorious

action consisting in observing the precepts or moral behaviour)
3. ภาวนามัย บญุ กริ ย� าวัตถุ (ทำบญุ ดŒวยการเจรญ� ภาวนา คือฝกƒ อบรมจ�ตใจเจรญ� ป˜ญญา — Bhãvanãmaya ~:

meritorious action consisting in mental development)

D.III.218; A.IV.239; It.51. ท.ี ปา.11/228/230; องฺ.อ�ฐก.23/126/245; ขุ.อิติ.25/238/270.

บญุ กริ ย� าวตั ถุ 10 (ท่ีตัง้ แหง‹ การทำบญุ , ทางทำความดี — Puññakiriyã-vatthu: bases of meritorious action)
1. ทานมัย (ทำบญุ ดŒวยการใหปŒ ˜นสิ�งของ — Dãnamaya: meritorious action consisting in generosity;
merit acquired by giving)
2. สีลมยั (ทำบุญดวŒ ยการรักษาศลี หรอ� ประพฤตดิ ี — Sĩlamaya: by observing the precepts or moral
behaviour)
3. ภาวนามัย (ทำบญุ ดวŒ ยการเจรญ� ภาวนา คอื ฝƒกอบรมจ�ตใจเจร�ญป˜ญญา — Bhãvanãmaya ~: by mental
development)
4. อปจายนมยั (ทำบุญดŒวยการประพฤตอิ ‹อนนŒอม — Apacãyanamaya: by humility or reverence)
5. เวยยาวจั จมยั (ทำบุญดวŒ ยการช‹วยขวนขวายรบั ใชŒ — Veyyãvaccamaya: by rendering services)
6. ป˜ตตทิ านมัย (ทำบญุ ดŒวยการเฉลีย่ สว‹ นแหง‹ ความดีใหŒแกผ‹ อŒู ืน่ — Pattidãnamaya: by sharing or giving
out merit)
7. ปต˜ ตานุโมทนามัย (ทำบุญดŒวยการยนิ ดีในความดขี องผูŒอืน่ — Pattãnumodanãmaya: by rejoicing in
others’ merit)
8. ธัมมสั สวนมัย (ทำบุญดŒวยการฟง˜ ธรรมศึกษาหาความรูŒ — Dhammassavanamaya: by listening to the
Doctrine or right teaching)
9. ธมั มเทสนามยั (ทำบุญดวŒ ยการส่งั สอนธรรมใหคŒ วามรูŒ — Dhammadesanãmaya: by teaching the
Doctrine or showing truth)
10. ทิฏชุ กุ มั ม (ทำบุญดŒวยการทำความเห็นใหŒตรง — Dittฺ ฺhujukamma: by straightening one’s views or
forming correct views)
ขอŒ 4 และขอŒ 5 จัดเขŒาในสีลมัย; 6 และ 7 ในทานมัย; 8 และ 9 ในภาวนามัย; ขอŒ 10 ไดŒ ท้ังทาน ศีล และภาวนา

D.A.III.999; Comp.146. ที.อ.3/246; สงั คหะ 29.

ภาวนา 2 (การเจรญ� , การทำใหŒเกดิ ใหŒมขี �น้ , การฝƒกอบรมจต� ใจ — Bhãvanã: mental development)
1. สมถภาวนา (การฝกƒ อบรมจต� ใหเŒ กิดความสงบ, การฝƒกสมาธ� — Samatha-bhàvanà: tranquillity
development)
2. ว�ป˜สสนาภาวนา (การฝกƒ อบรมปญ˜ ญาใหŒเกิดความรูแŒ จŒงตามเปšนจร�ง, การเจรญ� ปญ˜ ญา — Vipassanã-
bhãvanã: insight development)
สองอย‹างน้ี ในบาลีทม่ี าทา‹ นเรย� กว‹า ภาเวตัพพธรรม และ ว�ชชาภาคยิ ธรรม. ในคัมภีรส มยั หลงั บางทเี ร�ยกว‹า

กรรมฐาน (อารมณเปนš ทีต่ ้งั แหง‹ งานเจรญ� ภาวนา, ทต่ี ัง้ แหง‹ งานทำความเพยี รฝกƒ อบรมจ�ต, วธ� �ฝกƒ อบรมจ�ต -
Kammatฺtฺhãna: stations of mental exercises; mental exercise; สงคฺ ห. 51; Comp. 202)

D.III.273; A.I.60. ที.ปา.11/379/290; อง.ฺ ทกุ .20/275/77.

๑๙

ภาวนา 4 (การเจรญ� , การทำใหเŒ ปนš ใหมŒ ีข้น� , การฝƒกอบรม, การพฒั นา — Bhãvanã: growth; cultivation;
training; development)

1. กายภาวนา (การเจร�ญกาย, พัฒนากาย, การฝƒกอบรมกาย ใหŒรูŒจักติดต‹อเกี่ยวขŒองกับสิ�งทั้งหลายภายนอกทาง
อนิ ทรย� ท ง้ั หาŒ ดวŒ ยดี และปฏบิ ตั ติ อ‹ สง�ิ เหลา‹ นน้ั ในทางทเ่ี ปนš คณุ มใิ หเŒ กดิ โทษ ใหกŒ ศุ ลธรรมงอกงาม ใหอŒ กศุ ลธรรม
เสอ่ื มสญู , การพฒั นาความสมั พนั ธก บั สง�ิ แวดลอŒ มทางกายภาพ — Kãya-bhãvanã: physical development)

2. สลี ภาวนา (การเจร�ญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝƒกอบรมศีล ใหŒตั้งอยู‹ในระเบียบว�นัย ไม‹เบียดเบียนหร�อ
กอ‹ ความเดือดรŒอนเสยี หาย อยรู‹ ‹วมกับผŒูอน่ื ไดŒดŒวยดี เกอื้ กูลแก‹กัน — Sĩlabhãvanã: moral development)

3. จต� ตภาวนา (การเจร�ญจ�ต, พัฒนาจ�ต, การฝƒกอบรมจ�ตใจ ใหŒเขŒมแข็งมั่นคง เจร�ญงอกงามดŒวยคุณธรรมทั้ง
หลาย เช‹น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธ� และสดชื่นเบิกบาน เปšนสุขผ‹องใส เปšนตŒน
— Citta-bhãvanã: cultivation of the heart; emotional development)

4. ปญ˜ ญาภาวนา (การเจรญ� ปญ˜ ญา, พฒั นาป˜ญญา, การฝกƒ อบรมป˜ญญา ใหŒรเŒู ขาŒ ใจสงิ� ทัง้ หลายตามเปนš จร�ง รเŒู ทา‹
ทนั เห็นแจŒงโลกและชีวต� ตามสภาวะ สามารถทำจ�ตใจใหŒเปนš อสิ ระ ทำตนใหŒบรส� ทุ ธ�์จากกิเลสและปลอดพนŒ จาก
ความทุกข แกŒไขป˜ญหาทเี่ กดิ ข�น้ ไดดŒ Œวยป˜ญญา — Paññã-bhãvanã: cultivation of wisdom; intellectual
development; wisdom development)

ในบาลที ม่ี า ทา‹ นแสดงภาวนา 4 น้ี ในรปู ทเ่ี ปนš คณุ บทของบคุ คล จง� เปนš ภาวต� 4 คอื ภาวต� กาย ภาวต� ศลี ภาวต� จต�
ภาว�ตปญ˜ ญา (ผูŒไดเŒ จร�ญกาย ศลี จ�ต และปญ˜ ญาแลวŒ ) บุคคลท่ีมคี ุณสมบตั ิชดุ นี้ครบถŒวนย‹อมเปนš พระอรหันต

A.III.106. องฺ.ปฺจก. 22/79/121.

มรรคมอี งค 8 หร�อ อัฏฐังคกิ มรรค (เร�ยกเต็มว‹า อร�ยอัฏฐังคิกมรรค แปลว‹า “ทางมีองคแปดประการ อันประเสร�ฐ”
— Atฺtฺhangika-magga: the Noble Eightfold Path); องค 8 ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents
of the Path) มีดังนี้

1. สมั มาทฏิ ฐ� (เห็นชอบ ไดแŒ ก‹ ความรŒูอร�ยสัจจ 4 หรอ� เหน็ ไตรลกั ษณ หร�อ รอูŒ กศุ ลและ อกศุ ลมลู กบั กุศลและ
กศุ ลมูล หร�อเห็นปฏิจจสมุปบาท — Sammãdittฺ ฺhi: Right View; Right Understanding)

2. สมั มาสังกปั ปะ (ดำร�ชอบ ไดŒแก‹ เนกขัมมสังกัปปŠ อพยาบาทสงั กปั ปŠ อวห� งิ สาสงั กัปปŠ — Sammãsankappa:
Right Thought)

3. สมั มาวาจา (เจรจาชอบ ไดแŒ ก‹ วจ�สจุ ร�ต 4 — Sammãvãcã: Right Speech)
4. สมั มากมั มันตะ (กระทำชอบ ไดŒแก‹ กายสจุ รต� 3 — Sammãkammanta: Right Action)
5. สมั มาอาชีวะ (เลี้ยงชพี ชอบ ไดŒแก‹ เวนŒ มิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชพี — Sammã-ãjĩva: Right Livelihood)
6. สมั มาวายามะ (พยายามชอบ ไดแŒ ก‹ ปธาน หรอ� สมั มปั ปธาน 4 — Sammãvãyãma: Right Effort)
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ไดแŒ ก‹ สติป˜ฏฐาน 4 — Sammãsati: Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธ� (ต้งั จ�ตมนั่ ชอบ ไดŒแก‹ ฌาน 4 — Sammãsamãdhi: Right Concentration)
องค 8 ของมรรค จดั เขŒาในธรรมขนั ธ 3 ขŒอตŒน คอื ขŒอ 3, 4, 5 เปšน ศลี ขอŒ 6, 7, 8 เปšน สมาธ� ขอŒ 1, 2 เปนš
ป˜ญญา
มรรคมีองค 8 นี้ เปšนอร�ยสัจจ ขŒอที่ 4 และไดŒชื่อว‹า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว‹า “ทางสายกลาง” เพราะเปšนขŒอ
ปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู‹จุดหมายแห‹งความหลุดพŒนเปšนอิสระ ดับทุกข ปลอดป˜ญหา ไม‹ติดขŒองในที่สุดทั้งสอง คือ
กามสขุ ลั ลิกานุโยค และอตั ตกิลมถานโุ ยค

D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ท.ี ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อุ.14/704/453; อภ.ิ ว.� 35/569/307.

กศุ ลกรรมบถ 101 (ทางแหง‹ กศุ ลกรรม, ทางทำความด,ี กรรมดอี นั เปนš ทางนำไปสส‹ู คุ ติ — Kusala-kammapatha:
wholesome course of action) วา‹ โดยหวั ขŒอย‹อ ดังน้ี

ก. กายกรรม 3 (การกระทำทางกาย — Kãyakamma: bodily action)
1. ปาณาติปาตา เวรมณ*ี (เวนŒ จากปลงชวี ต� — Pãnãฺ tipãtã veramanĩฺ : abstention from killing)

* เวรมณี แปลวา‹ “เจตนาทท่ี ำใหŒเวŒน” หรอ� “เจตนาที่ตรงขาŒ ม” เมื่อจะแปลใหเŒ ต็มความ จ�งควรแปลว‹า “การกระทำทีว่ า‹ งจากการคิดเบียดเบยี น” หร�อ “การ
ทำดีที่ตรงขŒามกับการเบยี ดเบียนชีวต� ” ดงั นเี้ ปนš ตนŒ
๒๐

2. อทินฺนาทานา เวรมณี (เวนŒ จากถือเอาของทเ่ี ขามิไดŒใหŒโดยอาการขโมย — Adinnãdãnã ~: abstention from
taking what is not given)

3. กาเมสมุ จิ ฉฺ าจารา เวรมณี (เวนŒ จากประพฤตผิ ดิ ในกาม — Kãmesumicchãcãrã ~: abstention from sexual
misconduct)

ข. วจ�กรรม 4 (การกระทำทางวาจา — Vacĩkamma: verbal action)
4. มสุ าวาทา เวรมณี (เวŒนจากพูดเท็จ — Musãvãdã ~: abstention from false speech)
5. ปส ุณาย วาจาย เวรมณี (เวนŒ จากพดู ส‹อเสยี ด — Pisunãฺ ya vãcãya ~: abstention from tale-bearing)
6. ผรสุ าย วาจาย เวรมณี (เวนŒ จากพดู คำหยาบ — Pharusãya vãcãya ~: abstention from harsh speech)
7. สมฺผปปฺ ลาปา เวรมณี (เวนŒ จากพดู เพอŒ เจอŒ — Samphappalãpã ~: abstention from vain talk or gossip)

ค. มโนกรรม 3 (การกระทำทางใจ — Manokamma: mental action)
8. อนภชิ ฺฌา (ความไมค‹ ิดเพง‹ เล็งอยากไดขŒ องเขา — Anabhijjhã: non-covetousness)
9. อพยฺ าปาท (ความไมค‹ ิดรŒายตอ‹ ผูอŒ น่ื — Abyãpãda: non-illwill)
10. สมฺมาท�ิ ฐ� (ความเหน็ ชอบ ถูกตŒองตามคลองธรรม — Sammãditฺthฺ i: right view)

D.III.269,290. ที.ปา.11/360/284; 471/337.

กุศลกรรมบถ 102 (ทางแห‹งกศุ ลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอนั เปšนทางนำไปสู‹ความสุขความเจร�ญหรอ� สุคติ —
Kusala-kammapatha: wholesome course of action) ว‹าโดยขอŒ ธรรมสมบูรณ (แปลตัดเอาแต‹ใจความ) ดงั นี้

ก. กายกรรม 3 (การกระทำทางกาย — bodily action)
1. ปาณาติปาตํ ปหาย ฯเปฯ สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺป‚ โหติ (ละการฆ‹าการเบียดเบียน มีเมตตากรุณาช‹วยเหลือ

เก้อื กลู กัน — to avoid the destruction of life and be anxious for the welfare of all lives)
2. อทินฺนาทานํ ปหาย ฯเปฯ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อนาทาตา โหติ (ละอทินนาทาน เคารพกรรมสิทธ�์ในทรัพยสิน

ของผŒอู น่ื — to avoid stealing, not violating the right to private property of others)
3. กาเมสมุ จิ ฉฺ าจารํ ปหาย ฯเปฯ น จารต� ตฺ ํ อาปชชฺ ติ า โหติ (ละการประพฤตผิ ดิ ในกาม ไมล‹ ว‹ งละเมดิ ประเพณที าง

เพศ — to avoid sexual misconduct, not transgressing sex morals)
ข. วจ�กรรม 4 (การกระทำทางวาจา — verbal action)
4. มุสาวาทํ ปหาย ฯเปฯ น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ (ละการพูดเท็จ ไม‹ยอมกล‹าวเท็จ เพราะเหตุตนเอง ผูŒอื่น

หร�อเพราะเห็นแก‹ผลประโยชนใดๆ — to avoid lying, not knowingly speaking a lie for the sake of
any advantage)
5. ปสุณํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ (ละการพูดคำส‹อเสียด ช‹วยสมานคนที่แตกรŒาวกัน ส‹ง
เสร�มคนที่สมัครสมานกัน ชอบกล‹าวถŒอยคำที่สรŒางสามัคคี — to avoid malicious speech, unite the
discordant, encourage the united and utter speech that makes for harmony)
6. ผรสุ ํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ พหชุ นมนาปา ตถารปู ƒ วาจํ ภาสิตา โหติ (ละคำหยาบ พดู แต‹คำสุภาพออ‹ นหวาน — to
avoid harsh language and speak gentle, loving, courteous, dear and agreeable words)
7. สมฺผปฺปลาป™ ปหาย ฯเปฯ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที ว�นยวาที นิธานวตึวาจํ ภาสิตา โหติ ฯเปฯ
(ละการพดู เพอŒ เจอŒ พดู แตค‹ ำจรง� มเี หตผุ ล มสี ารประโยชน ถกู กาลเทศะ — to avoid frivolous talk; to speak
at the right time, in accordance with facts, what is useful, moderate and full of sense)

๒๑

ค. มโนกรรม 3 (การกระทำทางใจ — mental action)
8. อนภชิ ฺฌาลุ โหติ ฯเปฯ (ไมเ‹ พ‹งเล็งอยากไดขŒ องผŒูอนื่ — to be without covetousness)
9. อพฺยาปนฺนจ�ตฺโต โหติ ฯเปฯ สุข� อตฺตานํ ปร�หรนฺตูติ (ไม‹มีจ�ตคิดรŒาย คิดปรารถนา แต‹ว‹า ขอใหŒสัตวทั้งหลาย

ไมม‹ เี วร ไมเ‹ บียดเบียน ไม‹มีทุกข ครองตนอยเู‹ ปšนสุขเถิด — to be free from ill-will, thinking, ‘Oh, that
these beings were free from hatred and ill- will, and would lead a happy life free from trouble.’)
10. สมฺมาทิ�ฐ�โก โหติ ฯเปฯ สยํ อภิฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ (มีความเห็นชอบ เช‹น ว‹า ทานมีผล การบูชา
มผี ล ผลวบ� ากของกรรมดกี รรมชว่ั มี เปนš ตนŒ — to possess right view such as that gifts, donations and
offerings are not fruitless and that there are results of wholesome and unwholesome actions)

กศุ ลกรรมบถหมวดน้ี ในบาลเี รย� กชอ่ื หลายอยา‹ ง เชน‹ วา‹ ธรรมจรย� า (ความประพฤตธิ รรม — righteous conduct)
บŒาง โสไจย (ความสะอาดหร�อเคร�่องชำระตัว — cleansing) บŒาง อร�ยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผูŒเจร�ญ —
virtues of a noble or civilized man) บŒาง อร�ยมรรค (มรรคาอันประเสร�ฐ — the noble path) บŒาง สัทธรรม
(ธรรมดี, ธรรมแทŒ — good law; true law) บŒาง สัปปุร�สธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ — qualities of a good man)
บŒาง ฯลฯ

M.I.287; A.V.266,275–278. ม.ม.ู 12/485/523; องฺ.ทสก.24/165/287; 168–181/296–300.

โพธ�ปก˜ ขย� ธรรม 37 (ธรรมอันเปนš ฝ˜กฝา† ยแหง‹ ความตรสั รูŒ คือ เกอื้ กลู แก‹การตรสั รูŒ, ธรรมท่เี กอื้ หนุนแก‹อร�ยมรรค —
Bodhipakkhiya-dhamma: virtues partaking of enlightenment; qualities contributing to or constituting
enlightenment; enlightenment states)

1. สติป˜ฏฐาน 4
2. สมั มปั ปธาน 4
3. อิทธบ� าท 4
4. อนิ ทรย�  5
5. พละ 5
6. โพชฌงค 7
7. มรรคมีองค 8
โพธป� ก˜ ข�ยธรรมน้ี ตามท่ีท่ัวไปในพระไตรปฎ ก ตรสั ไวเŒ พียงเปšนคำรวมๆ โดยไม‹ไดรŒ ะบชุ อ่ื องคธรรม นอกจากในสงั
ยตุ ตนิกายแหง‹ พระสุตตันตปฎ ก ทม่ี พี ุทธพจนต รัสระบไุ ววŒ า‹ ไดแŒ ก‹ อินทร�ย 5 (ส.ํ ม.19/1024/301; 1041–3/305; 1071–
1081/313–5) และในคัมภรี ว ภ� ังคแ หง‹ พระอภิธรรมปฎก ซึ่งไขความวา‹ โพธป� ˜กขย� ธรรม ไดŒแก‹ โพชฌงค 7 (อภ.ิ ว�.35/

611/336)

ธรรมชุดนี้ เมื่อตรัสระบชุ ื่อท้ังชุดในพระสูตร ทรงเร�ยกว‹าเปนš อภญิ ญาเทสิตธรรม เช‹น ท.ี ม.10/107/141; ท.ี ปา.11/
108/140; ม.อุ. 14/54/51 คอื เปšนอภิญญาเทสิตธรรม 37 และในพระอภิธรรม ท‹านแสดงไวŒวา‹ ธรรม 37 ประการนเี้ ปšน
สัทธรรม

นอกจากนี้ ธรรม 37 ประการชุดนี้ยังไดŒชื่อว‹าเปšน สันติบท คือ ธรรมที่เปšนไปเพื่อการบรรลุสันติ (รวมทั้งเปšน
อมตบท และ นพิ พานบท เปนš ตนŒ - ข.ุ ม.29/701/414; ข.ุ จ.ู 30/391/188) และเปนš เสรธ� รรม หรอ� ธรรมเสร� (ข.ุ จ.ู 30/681/

340; 684/342)

ในพระว�นัยปฎก ทา‹ นแสดงธรรม 37 ประการน้ีไวŒเปนš คำจำกดั ความของคำวา‹ มรรคภาวนา (ดู วน� ย.1/236/175; 2/

308/212)

ตอ‹ มา ในคมั ภรี ช น้ั อรรถกถา รวมถงึ วส� ทุ ธม� คั ค จง� ระบแุ ละแจกแจงไวชŒ ดั เจนวา‹ โพธป� ก˜ ขย� ธรรม 37 ประการ ไดแŒ ก‹
ธรรมเหล‹านี้ (ดู อง.ฺ อ.1/77; อิติ.อ.287; ปฏิสํ.อ.2/95, 196, 261; วส� ทุ ธฺ �.3/328)

Vism.681. วส� ุทธฺ .� 3/328.

๒๒

สตปิ ˜ฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ�งทั้งหลายใหŒรูŒเห็นตามความเปšนจร�ง คือ ตามที่สิ�งนั้นๆ มัน
เปšนของมัน — Satipattฺ hฺ ãna: foundations of mindfulness)

1. กายานปุ ส˜ สนาสตปิ ˜ฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ใหŒรูŒเห็นตามเปšนจร�งว‹า เปšนแต‹เพียงกาย ไม‹ใช‹สัตว
บุคคลตัวตนเราเขา — Kãyãnupassanã-~ : contemplation of the body; mindfulness as regards the body)
ทา‹ นจำแนกวธ� ป� ฏบิ ตั ไิ วหŒ ลายอยา‹ ง คอื อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อริ ย� าบถ กำหนดรทŒู นั อริ ย� าบถ 1 สมั ปชญั ญะ
สรŒางสมั ปชญั ญะในการกระทำความเคล่อื นไหวทกุ อย‹าง 1 ปฏกิ ลู มนสิการ พจิ ารณาสว‹ นประกอบอนั ไม‹สะอาดทัง้ หลาย
ที่ประชุมเขŒาเปšนร‹างกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร‹างกายของตนโดยสักว‹าเปšนธาตุแต‹ละอย‹างๆ 1 นวสีวถิกา
พิจารณาซากศพในสภาพต‹างๆ อันแปลกกนั ไปใน 9 ระยะเวลา ใหเŒ ห็นคติธรรมดาของรา‹ งกาย ของผŒอู นื่ เช‹นใด ของตน
ก็จักเปนš เชน‹ น้ัน 1

2. เวทนานุป˜สสนาสตปิ ฏ˜ ฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ใหŒรูŒเห็นตามเปšนจร�งว‹าเปšนแต‹เพียงเวทนา ไม‹ใช‹
สัตวบุคคลตัวตนเราเขา — Vedanãnupassanã-~ : contemplation of feelings; mindfulness as regards
feelings) คือ มีสติอยู‹พรŒอมดŒวยความรูŒชัดเวทนาอันเปšนสุขก็ดี ทุกขก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เปšนสามิส และเปšนนิรามิส
ตามที่เปนš ไปอย‹ูในขณะน้นั ๆ

3. จ�ตตานปุ ส˜ สนาสติป˜ฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจ�ต ใหŒรูŒเห็นตามเปšนจร�งว‹า เปšนแต‹เพียงจ�ต ไม‹ใช‹สัตว
บคุ คลตวั ตนเราเขา — Cittãnupassanã-~ : contemplation of mind; mindfulness as regards mental conditions)
คือ มีสติอยู‹พรŒอมดŒวยความรูŒชัดจ�ตของตนที่มีราคะ ไม‹มีราคะ มีโทสะ ไม‹มีโทสะ มีโมหะ ไม‹มีโมหะ เศรŒาหมองหร�อ
ผอ‹ งแผŒว ฟง‡ุ ซา‹ นหร�อเปšนสมาธ� ฯลฯ อยา‹ งไรๆ ตามท่ีเปนš ไปอย‹ูในขณะนั้นๆ

4. ธัมมานปุ ส˜ สนาสติปฏ˜ ฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ใหŒรูŒเห็นตามเปšนจร�งว‹า เปšนแต‹เพียงธรรม ไม‹ใช‹
สตั วบ คุ คลตวั ตนเราเขา — Dhammãnupassanã-~ : contemplation of mindobjects; mindfulness as regards
ideas) คอื มสี ตอิ ยพ‹ู รอŒ มดวŒ ยความรชŒู ดั ธรรมทง้ั หลาย ไดแŒ ก‹ นวิ รณ 5 ขนั ธ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค 7 อรย� สจั จ 4 วา‹
คอื อะไร เปนš อยา‹ งไร มีในตนหรอ� ไม‹ เกดิ ขน้� เจรญ� บรบ� รู ณ และดบั ไปไดอŒ ยา‹ งไร เปนš ตนŒ ตามทเ่ี ปนš จรง� ของมนั อยา‹ งนน้ั ๆ

D.II.290–315; M.I.55–63. ท.ี ม.10/273–300/325–351; ม.ม.ู 12/131–152/103–127.

ปธาน 4 (ความเพียร — Padhãna: effort; exertion)
1. สงั วรปธาน (เพยี รระวงั หรอ� เพียรปดกนั้ คอื เพียรระวังยับยง้ั บาปอกศุ ลธรรมที่ยงั ไมเ‹ กดิ มิใหเŒ กดิ ข�น้ —
Samvara-padhãna: the effort to prevent; effort to avoid)
2. ปหานปธาน (เพียรละหรอ� เพียรกำจดั คอื เพยี รละบาปอกุศลธรรมทีเ่ กิดขน�้ แลŒว — Pahãna-padhãna: the
effort to abandon; effort to overcome)
3. ภาวนาปธาน (เพยี รเจร�ญ หร�อเพยี รก‹อใหŒเกดิ คือ เพยี รทำกุศลธรรมท่ียังไมเ‹ กดิ ใหเŒ กดิ มีขน้� — Bhãvanã-
padhãna: the effort to develop)
4. อนุรกั ขนาปธาน (เพยี รรกั ษา คอื เพยี รรกั ษากศุ ลธรรมทเ่ี กดิ ขน้� แลวŒ ใหตŒ ง้ั มน่ั และใหเŒ จรญ� ยง�ิ ขน้� ไปจนไพบลู ย —
Anurakkhanã-padhãna: the effort to maintain)
ปธาน 4 น้ี เร�ยกอกี อยา‹ งวา‹ สมั มปั ปธาน 4 (ความเพยี รชอบ, ความเพียรใหญ‹ - Sammappadhàna: right

exertions; great or perfect efforts)

A.II.74,16,15. องฺ.จตุกฺก.21/69/96; 14/20; 13/19.

อทิ ธ�บาท 4 (คุณเคร�่องใหŒถึงความสำเร�จ, คุณธรรมที่นำไปสู‹ความสำเร�จแห‹งผลที่มุ‹งหมาย — Iddhipãda: path of
accomplishment; basis for success)

1. ฉนั ทะ (ความพอใจ คือ ความตŒองการที่จะทำ ใฝ†ใจรักจะทำสิ�งนั้นอยู‹เสมอ และปรารถนาจะทำใหŒไดŒผลดียิ�งๆ
ขน้� ไป — Chanda: will; zeal; aspiration)

2. ว�รย� ะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ�งนั้นดŒวยความพยายาม เขŒมแข็ง อดทน เอาธุระ ไม‹ทŒอถอย —

๒๓

Viriya: energy; effort; exertion; perseverance)
3. จต� ตะ (ความคิดมุ‹งไป คือ ตั้งจ�ตรับรูŒในสิ�งที่ทำและทำสิ�งนั้นดŒวยความคิด เอาจ�ตฝ˜กใฝ†ไม‹ปล‹อยใจใหŒฟุ‡งซ‹าน

เล่ือนลอยไป อุทศิ ตวั อุทศิ ใจใหแŒ กส‹ �ิงที่ทำ — Citta: thoughtfulness; active thought; dedication)
4. ว�มงั สา (ความไตร‹ตรอง หร�อ ทดลอง คือ หมั่นใชŒป˜ญญาพิจารณาใคร‹ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบ

ขŒอยิ�งหย‹อนในสิ�งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดคŒนว�ธ�แกŒไขปรับปรุง เปšนตŒน — Vĩmamsã: investigation;
examination; reasoning; testing)

D.III.221; Vbh.216. ท.ี ปา.11/231/233; อภ.ิ ว�.35/505/292.

อินทรย�  5 (ธรรมทีเ่ ปšนใหญ‹ในกิจของตน — Indriya: controlling faculty)
1. สัทธา (ความเช่อื — Saddhã: confidence)
2. วร� �ยะ (ความเพยี ร — Viriya: energy; effort)
3. สติ (ความระลกึ ไดŒ — Sati: mindfulness)
4. สมาธิ (ความตั้งจต� มน่ั — Samãdhi: concentration)
5. ป˜ญญา (ความรูŒทัว่ ชัด — Paññã: wisdom; understanding)
หมวดธรรมนี้เร�ยกอย‹างหนึ่งว‹า พละ 5 ที่เร�ยกว‹า พละ เพราะความหมายว‹า เปšนพลัง ทำใหŒเกิดความมั่นคง ซึ่ง

ความไรŒศรัทธาเปšนตŒน แต‹ละอย‹างจะเขŒาครอบงำไม‹ไดŒ ส‹วนที่เร�ยกว‹าอินทร�ย เพราะความหมายว‹า เปšนใหญ‹ในการ
กระทำหนŒาที่แต‹ละอย‹างๆ ของตน คือเปšนเจŒาการในการครอบงำเสียซึ่งความไรŒศรัทธา ความเกียจครŒาน ความ
ประมาท ความฟงุ‡ ซ‹าน และความหลงตามลำดับ

S.V.191–204; 235–237; Ps.II.1–29. ส.ํ ม.19/843–900/256–271; 1061–1069/310–312; ขุ.ปฏิ.31/423–463/300–344.

พละ 5 (ธรรมอันเปšนกำลัง — Bala: power)
องคธ รรม 5 อยา‹ งในหมวดนี้ มีชื่อตรงกับ อินทร�ย 5 จ�งขอใหดŒ ูท่ี อนิ ทรย�  5
พละหมวดน้เี ปนš หลกั ปฏิบัตทิ างจต� ใจ ใหŒถงึ ความหลุดพนŒ โดยตรง

D.III.239; A.III.10; Vbh.342. ที.ปา.11/300/252; อง.ฺ ปจฺ ก.22/13/11; อภ.ิ ว.� 35/844/462.

โพชฌงค 7 (ธรรมท่เี ปšนองคแ ห‹งการตรสั รŒู — Bojjhanga: enlightenment factors)
1. สติ (ความระลกึ ไดŒ สำนึกพรŒอมอยู‹ ใจอยู‹กบั กจิ จ�ตอยูก‹ ับเรอ่� ง — Sati: mindfulness)
2. ธัมมว�จยะ (ความเฟน‡ ธรรม, ความสอดสอ‹ งสบื คนŒ ธรรม — Dhammavicaya: truth investigation)
3. วร� ย� ะ (ความเพยี ร — Viriya: effort; energy)
4. ป‚ติ (ความอิม� ใจ — Pĩti: zest; rapture)
5. ปส˜ สัทธ� (ความผอ‹ นคลายสงบเย็นกายใจ — Passaddhi: tranquillity; calmness)
6. สมาธ� (ความมีใจต้งั ม่ัน จ�ตแน‹วแน‹ในอารมณ — Samãdhi: concentration)
7. อเุ บกขา (ความมีใจเปšนกลางเพราะเห็นตามเปšนจร�ง — Upekkhã: equanimity)

แตล‹ ะขอŒ เรย� กเต็ม มี สัมโพชฌงค ต‹อทาŒ ยเปนš สติสัมโพชฌงค เปนš ตŒน.

D.III.251,282; Vbh.277. ที.ปา.11/327/264; 434/310; อภ.ิ ว�.35/542/306.

มรรคมอี งค 8 ดู มรรคมีองค 8 หร�อ อฏั ฐังคิกมรรค

D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ท.ี ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อ.ุ 14/704/453; อภ.ิ ว�.35/569/307.

๒๔

ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร

(ว.ิ มหา. ๔/๑๓/๑๘)

อถโข ภควา ปฺจวคคฺ ิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทวฺ เม ภิกขฺ เว อนฺตา ปพพฺ ชเิ ตน น เสว�ตพพฺ า
ลำดบั นน้ั พระผมŒู พี ระภาครบั สง่ั กะพระปญ˜ จวคั คยี ว า‹ ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ทส่ี ดุ สองอยา‹ งน้ี อนั บรรพชติ ไมค‹ วรเสพ คอื
โย จายํ กาเมสุ กามสขุ ลลฺ กิ านโุ ยโค หีโน คมฺโม โปถุชชฺ นิโก อนร�โย อนตฺถสหฺ ิโต โย จายํ อตตฺ กิลมถานุโยโค
ทุกโฺ ข อนร�โย อนตถฺ สหฺ โิ ต
การประกอบตนใหŒพัวพันดŒวยกามสุขในกามทั้งหลาย เปšนธรรมอันเลว เปšนของชาวบŒาน เปšนของปุถุชน ไม‹ใช‹ของ
พระอร�ยะ ไม‹ประกอบดŒวยประโยชน ๑ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก‹ตน เปšนความลำบาก ไม‹ใช‹ของพระอร�ยะ
ไมป‹ ระกอบดวŒ ยประโยชน ๑
เอเต เต ภกิ ฺขเว อุโภ อนฺเต อนปุ คมมฺ มชฌฺ มิ า ปฏปิ ทา ตถาคเตน อภสิ มพฺ ุทธฺ า จกฺขกุ รณี าณกรณี
อุปสมาย อภิฺ าย สมฺโพธาย นพิ ฺพานาย สวํ ตตฺ ติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม‹เขŒาไปใกลŒที่สุดสองอย‹างนั้น นั่นตถาคตไดŒตรัสรูŒแลŒวดŒวยป˜ญญาอันยิ�ง ทำ
ดวงตาใหŒเกดิ ทำญาณใหเŒ กดิ ยอ‹ มเปนš ไปเพ่ือความสงบ เพอ่ื ความรŒยู งิ� เพือ่ ความตรัสรŒู เพ่ือนิพพาน
กตมา จ สา ภิกขฺ เว มชฺฌมิ า ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมพฺ ุทธฺ า จกฺขุกรณี าณกรณี อปุ สมาย อภิ ฺ าย
สมฺโพธาย นพิ พฺ านาย สวํ ตตฺ ติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตไดŒตรัสรูŒแลŒวดŒวยป˜ญญาอันยิ�ง ทำดวงตาใหŒเกิด ทำญาณใหŒเกิด ย‹อม
เปšนไปเพ่ือความสงบ เพอื่ ความรŒยู ง�ิ เพ่ือความตรสั รŒู เพื่อนพิ พานนน้ั เปšนไฉน?
อยเมว อรโ� ย อ�งฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาท�ิ ิ สมฺมาสงกฺ ปโฺ ป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนโฺ ต สมมฺ าอาชีโว
สมมฺ าวายาโม สมมฺ าสติ สมมฺ าสมาธ�
ปฏิปทาสายกลางนั้น ไดŒแก‹อร�ยมรรค มีองค ๘ นี้แหละ คือป˜ญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำร�ชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑
การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวต� ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตง้ั จต� ชอบ ๑
อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌมิ า ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมพฺ ทุ ธฺ า จกขฺ กุ รณี าณกรณี อุปสมาย อภิ ฺ าย
สมโฺ พธาย นพิ ฺพานาย สํวตฺตติ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย นแ้ี ลคอื ปฏปิ ทาสายกลางนน้ั ทต่ี ถาคตไดตŒ รสั รแŒู ลวŒ ดวŒ ยปญ˜ ญาอนั ยง�ิ ทำดวงตาใหเŒ กดิ ทำญาณใหŒ
เกิด ยอ‹ มเปนš ไปเพอ่ื ความสงบ เพื่อความรูŒย�งิ เพ่ือความตรสั รŒู เพอ่ื นพิ พาน
อทิ ํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกขฺ ํ อร�ยสจฺจํ ชาตปิ  ทกุ ฺขา ชราป ทุกขฺ า พฺยาธ�ป ทกุ ขฺ า มรณมฺป ทกุ ฺขํ อปปฺ เยหิ
สมปฺ โยโค ทุกฺโข ปเ ยหิ ว�ปฺปโยโค ทุกโฺ ข ยมฺปจฉฺ ํ น ลภติ ตมปฺ  ทุกฺขํ สงฺข�ตเฺ ตน ปฺจปุ าทานกฺขนฺธา ทุกขฺ า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขŒอนี้แลเปšนทุกขอร�ยสัจ คือ ความเกิดก็เปšนทุกข ความแก‹ ก็เปšนทุกข ความเจ็บไขŒก็เปšนทุกข
ความตายก็เปšนทุกข ความประจวบดŒวยสิ�งที่ไม‹เปšนที่รัก ก็เปšนทุกข ความพลัดพรากจากสิ�งเปšนที่รักก็เปšนทุกข
ปรารถนาสิ�งใดไม‹ไดŒส�งิ น้นั กเ็ ปนš ทุกข โดยยน‹ ย‹อ อปุ าทานขันธ ๕ เปนš ทุกข
อิทํ โข ปน ภิกขฺ เว ทกุ ฺขสมทุ โย อรย� สจฺจํ ยายํ ตณหฺ า โปโนพฺภวก� า นนทฺ ิราคสหคตา ตตรฺ ตตรฺ าภินนทฺ นิ ี
เสยฺยถที ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า ว�ภวตณฺหา

๒๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขŒอนี้แลเปšนทุกขสมุทัยอร�ยสัจ คือตัณหาอันทำใหŒเกิดอีก ประกอบดŒวยความกำหนัดดŒวยอำนาจ
ความเพลนิ มีปกติเพลดิ เพลนิ ในอารมณน ั้นๆ คอื กามตณั หา ภวตัณหา วภ� วตัณหา
อิทํ โข ปน ภกิ ขฺ เว ทุกขฺ นโิ รโธ อรย� สจจฺ ํ โย ตสฺสาเยว ตณหฺ าย อเสสว�ราคนโิ รโธ จาโค ปฏินสิ สฺ คโฺ ค มุตตฺ ิ
อนาลโย
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ขอŒ นแ้ี ลเปนš ทกุ ขนโิ รธอรย� สจั คอื ตณั หานน่ั แลดบั โดยไมเ‹ หลอื ดวŒ ยมรรคคอื วร� าคะ สละ สละคนื
ปลอ‹ ยไป ไม‹พวั พัน
อทิ ํ โข ปน ภกิ ฺขเว ทกุ ขฺ นโิ รธคามนิ ี ปฏิปทา อร�ยสจฺจํ อยเมว อร�โย อ�งคฺ ิโก มคฺโค เสยยฺ ถีทํ สมมฺ าท�ิ ิ
ฯเปฯ สมมฺ าสมาธ�
ดูกรภกิ ษุท้ังหลาย ขŒอน้ีแลเปนš ทุกขนิโรธคามินปี ฏิปทาอรย� สัจ คอื อรย� มรรคมีองค ๘ นแ้ี หละ คอื ป˜ญญาเหน็ ชอบ
๑ … ตั้งจต� ชอบ ๑.

อิทํ ทกุ ฺขํ อร�ยสจฺจนฺติ เม ภิกขฺ เว ปพุ เฺ พ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกขฺ ุํ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺญา อทุ ปาทิ
ว�ชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกขฺ ํ อรย� สจฺจํ ปร� เฺ ยฺยนตฺ ิ เม ภกิ ขฺ เว ฯเปฯ ปร� ฺ าตนฺติ
เม ภกิ ขฺ เว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปฺ า อทุ ปาทิ ว�ชชฺ า อุทปาทิ อาโลโก
อทุ ปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมา
ก‹อนว‹า นี้ทุกขอร�ยสัจ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทั้ง
หลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมาก‹อนว‹า ทุกขอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรูŒ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา
แสงสว‹าง ไดเŒ กิดข้�นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทงั้ หลายที่เราไม‹เคยฟง˜ มากอ‹ นวา‹ ทกุ ขอรย� สัจนีน้ ้ันแล เราก็ไดกŒ ำหนดรแูŒ ลวŒ
อทิ ํ ทกุ ขฺ สมทุ โย อร�ยสจจฺ นตฺ ิ เม ภกิ ขฺ เว ปุพเฺ พ อนนสุ สฺ เุ ตสุ ธมเฺ มสุ จกฺขํุ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อทุ ปาทิ วช� ชฺ า อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อรย� สจจฺ ํ ปหาตพพฺ นฺติ เม ภกิ ขฺ เว ฯเปฯ
ปหีนนตฺ ิ เม ภิกขฺ เว ปุพเฺ พ อนนสุ ฺสุเตสุ ธมเฺ มสุ จกขฺ ํุ อทุ ปาทิ าณํ อุทปาทิ ปฺ า อุทปาทิ ว�ชฺชา อทุ ปาทิ
อาโลโก อุทปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมา
กอ‹ นวา‹ น้ีทุกขสมทุ ัยอรย� สัจ ดกู รภกิ ษุทงั้ หลาย ดวงตา ญาณ ปญ˜ ญา ว�ทยา แสงสวา‹ ง ไดŒเกดิ ข้�นแลŒวแก‹เรา ในธรรม
ทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมาก‹อนว‹า ทุกขสมุทัยอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา
วท� ยา แสงสวา‹ ง ไดŒเกดิ ข้�นแลวŒ แก‹เรา ในธรรมทง้ั หลายท่ีเราไมเ‹ คยฟง˜ มาก‹อนวา‹ ทุกขสมุทัยอร�ยสัจน้ีน้ันแล เราไดลŒ ะ
แลŒว
อิทํ ทกุ ฺขนโิ รโธ อรย� สจฺจนตฺ ิ เม ภิกขฺ เว ปพุ เฺ พ อนนสุ ฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อุทปาทิ ว�ชชฺ า อทุ ปาทิ อาโลโก อทุ ปาทิ ตํ โข ปนทิ ํ ทุกฺขนิโรโธ อร�ยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภกิ ฺขเว ฯเปฯ
สจฺฉกิ ตนตฺ ิ เม ภกิ ฺขเว ปพุ เฺ พ อนนสุ ฺสุเตสุ ธมเฺ มสุ จกฺขํุ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า อุทปาทิ วช� ชฺ า
อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมา
ก‹อนว‹า นี้ทุกขนิโรธอร�ยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรม
ทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมาก‹อนว‹า ทุกขนิโรธอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรทำใหŒแจŒง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา
ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมาก‹อนว‹า ทุกขนิโรธอร�ยสัจนี้นั้นแล เราทำใหŒ

๒๖

แจงŒ แลŒว
อทิ ํ ทุกขฺ นโิ รธคามินี ปฏิปทา อร�ยสจจฺ นฺติ เม ภิกฺขเว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ
ปฺ า อุทปาทิ วช� ชฺ า อทุ ปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามนิ ี ปฏิปทา อรย� สจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ
เม ภิกขฺ เว ฯเปฯ ภาวต� นฺติ เม ภิกขฺ เว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกขฺ ุํ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อทุ ปาทิ วช� ฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ดวงตา ญาณ ปญ˜ ญา วท� ยา แสงสวา‹ ง ไดเŒ กดิ ขน้� แลวŒ แกเ‹ รา ในธรรมทง้ั หลายทเ่ี ราไมเ‹ คยฟง˜ มากอ‹ น
ว‹า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอร�ยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ป˜ญญา ว�ทยา แสงสว‹าง ไดŒเกิดข�้นแลŒวแก‹เรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไม‹เคยฟ˜งมาก‹อนว‹า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรใหŒเจร�ญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ดวงตา ญาณ ปญ˜ ญา วท� ยา แสงสวา‹ ง ไดเŒ กดิ ขน้� แลวŒ แกเ‹ รา ในธรรมทง้ั หลายทเ่ี ราไมเ‹ คยฟง˜ มากอ‹ นวา‹ ทกุ ขนโิ รธคามนิ ี
ปฏิปทาอร�ยสจั นี้น้ันแล เราใหŒเจร�ญแลŒว

ยาวกวี จฺ เม ภกิ ขฺ เว อิเมสุ จตสู ุ อรย� สจเฺ จสุ เอวนตฺ ปิ ร�ว�ฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ น สุวส� ุทธฺ ํ
อโหสิ เนว ตาวาหํ ภกิ ขฺ เว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพรฺ าหฺมณยิ า ปชาย สเทวมนุสฺสาย
อนตุ ฺตรํ สมมฺ าสมฺโพธ� อภิสมพฺ ทุ ฺโธ ปจฺจฺ าสึ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ป˜ญญาอันรูŒเห็นตามเปšนจร�งของเราในอร�ยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย‹างนี้ ยังไม‹หมดจด
ดีแลวŒ เพยี งใด ดูกรภกิ ษทุ ั้งหลาย เรายังยืนยันไม‹ไดŒวา‹ เปนš ผูตŒ รัสรูŒสมั มาสมั โพธ�ญาณ อนั ยอดเยี่ยมในโลก พรŒอมทง้ั
เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูส‹ ตั ว พรŒอมทั้งสมณะ พราหมณ เทวดาและมนษุ ย เพยี งนัน้ .
ยโต จ โข เม ภกิ ฺขเว อิเมสุ จตูสุ อรย� สจเฺ จสุ เอวนตฺ ิปรว� �ฏํ ทวฺ าทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ สุวส� ทุ ฺธํ อโหสิ
อถาหํ ภกิ ขฺ เว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหมฺ เก สสสฺ มณพรฺ าหมฺ ณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนตุ ตฺ รํ สมฺมา-
สมโฺ พธ� อภิสมพฺ ุทฺโธ ปจจฺ ฺ าสึ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ป˜ญญาอันรูŒเห็นตามเปšนจร�งของเรา ในอร�ยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย‹างนี้
หมดจดดีแลŒว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจ�งยืนยันไดŒว‹า เปšนผูŒตรัสรูŒสัมมาสัมโพธ�ญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก
พรอŒ มท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู‹สัตว พรอŒ มทงั้ สมณะ พราหมณ เทวดาและมนษุ ย
าณฺจ ปน เม ทสฺสนํ อทุ ปาทิ อกุปปฺ า เม วม� ตุ ตฺ ิ อยมนตฺ มิ า ชาติ นตฺถทิ านิ ปุนพฺภโวติ
อน่ึง ป˜ญญาอนั รูŒเหน็ ไดŒเกดิ ข้�นแลวŒ แก‹เราว‹า ความพนŒ ว�เศษของเราไม‹กลับกำเรบ� ชาตนิ ีเ้ ปนš ที่สดุ ภพใหม‹ไมม‹ ีต‹อไป
อิมสฺมิฺจ ปน เวยยฺ ากรณสฺมึ ภฺ มาเน อายสมฺ โต โกณฺฑฺ สฺส ว�รชํ ว�ตมลํ ธมมฺ จกฺขุํ อทุ ปาทิ ยงกฺ ิ จฺ �
สมทุ ยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
กแ็ ลเมื่อพระผŒูมพี ระภาคตรัสไวยากรณภาษิตน้ีอยู‹ ดวงตาเหน็ ธรรม ปราศจากธลุ ี ปราศจากมลทนิ ไดŒเกดิ ข�น้ แก‹ท‹าน
พระโกณฑัญญะว‹า สิ�งใดสิ�งหน่ึงมีความเกิดข้น� เปนš ธรรมดา สง�ิ นั้นทง้ั มวล มีความดบั เปšนธรรมดา
ปวตตฺ ิเต จ ภควตา ธมฺมจกฺเก ภุมฺมา เทวา สททฺ มนสุ ฺสาเวสุํ เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสปิ ตเน มิคทาเย
อนุตฺตรํ ธมมฺ จกฺกํ ปวตตฺ ิตํ อปปฺ ฏิวตฺติยํ สมเณน วา พรฺ าหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหมฺ ุนา วา
เกนจ� วา โลกสฺมนิ ฺติ
ครน้ั พระผมŒู พี ระภาคทรงประกาศธรรมจกั รใหเŒ ปนš ไปแลวŒ เหลา‹ ภมุ มเทวดาไดบŒ นั ลอื เสยี งวา‹ นน่ั พระธรรมจกั รอนั ยอด
เยย่ี ม พระผมŒู พี ระภาคทรงประกาศใหเŒ ปนš ไปแลวŒ ณ ปา† อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั เขตพระนครพาราณสี อนั สมณะ พราหมณ

๒๗

เทวดา มาร พรหม หรอ� ใครๆ ในโลก จะปฏิวตั ไิ ม‹ไดŒ
ภุมมฺ านํ เทวานํ สทฺทํ สตุ วฺ า จาตมุ ฺมหาราชกิ า เทวา สททฺ มนสุ ฺสาเวสุํ
จาตุมมฺ หาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตวฺ า ตาวตึสา เทวา สททฺ มนสุ สฺ าเวสํุ
ฯเปฯ
ยามา เทวา …
ตุสติ า เทวา …
นิมฺมานรตี เทวา …
ปรนิมมฺ ิตวสวตตฺ ี เทวา …
พฺรหมฺ กายกิ า เทวา สทฺทมนสุ ฺสาเวสํุ
เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อสิ ิปตเน มิคทาเย อนตุ ตฺ รํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตติ ํ อปฺปฏิวตฺตยิ ํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน
วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหมฺ นุ า วา เกนจ� วา โลกสมฺ นิ ฺติ
เทวดาชั้นจาตมุ หาราช ไดŒยนิ เสยี งของพวกภมุ มเทวดาแลŒว กบ็ ันลอื เสียงตอ‹ ไป.
เทวดาชัน้ ดาวดงึ ส ไดŒยนิ เสียงของพวกเทวดาชนั้ จาตมุ หาราชแลวŒ ก็บนั ลือเสยี งต‹อไป.
เทวดาชั้นยามา …
เทวดาชั้นดสุ ิต …
เทวดาช้นั นิมมานรดี …
เทวดาชน้ั ปรนิมมติ วสวดี …
เทวดาทน่ี บั เนอ่ื งในหมพ‹ู รหม ไดยŒ นิ เสยี งของพวกเทวดาชน้ั ปรนมิ มติ วสวดแี ลวŒ กบ็ นั ลอื เสยี งตอ‹ ไปวา‹ นน่ั พระธรรม-
จกั รอนั ยอดเย่ยี ม พระผูมŒ ีพระภาคทรงประกาศใหเŒ ปšนไปแลŒว ณ ป†าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั เขตพระนครพาราณสี อนั
สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หร�อใครๆ ในโลก จะปฏวิ ตั ิไม‹ไดŒ
อติ ิห เตน ขเณน เตน มหุ ตุ ฺเตน ยาว พฺรหมฺ โลกา สทโฺ ท อพฺภุคฺคจฺฉิ
ช่ัวขณะการครูห‹ นงึ่ นนั้ เสียงกระฉอ‹ นขน�้ ไปจนถงึ พรหมโลก ดวŒ ยประการฉะนแ้ี ล
อยฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงกฺ มฺป สมปฺ กมฺป สมฺปเวธ� อปฺปมาโณ จ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ อติกกฺ มฺม
เทวานํ เทวานุภาวํ
ท้ังหมืน่ โลกธาตุนี้ไดหŒ วั่นไหวสะเทือนสะทŒาน ทัง้ แสงสวา‹ งอนั ยิง� ใหญ‹หาประมาณมไิ ดŒ ไดŒปรากฏแลวŒ ในโลก ล‹วงเทวา
นภุ าพของเทวดาท้ังหลาย
อถโข ภควา อทุ านํ อุทาเนสิ อฺ าสิ วต โภ โกณฑฺ ฺโ อฺ าสิ วต โภ โกณฑฺ โฺ ติ อติ หิ ทิ ํ อายสฺมโต
โกณฺฑฺ สฺส อฺ าโกณฑฺ โฺ เตฺวว นามํ อโหสิ
ลำดบั นน้ั พระผŒมู ีพระภาคทรงเปลง‹ พระอุทานวา‹ ทา‹ นผเูŒ จร�ญ โกณฑญั ญะ ไดŒรแูŒ ลŒวหนอ ทา‹ นผเŒู จร�ญ โกณฑัญญะไดŒ
รูŒแลŒวหนอ เพราะเหตนุ น้ั คำวา‹ อัญญาโกณฑัญญะน้ี จง� ไดŒเปšนชื่อ ของทา‹ นพระโกณฑัญญะ ดŒวยประการฉะน้ี

๒๘

ปฏิจจสมุปบาท

กระบวนการเวียนวายตายเกิดและการดับทุกข

ภาพประกอบ: ภาพวาดปฏจิ จสมุปบาท

โดย พระครใู บฎีกาอำนาจ โอภาโส

วดั พระธาตผุ าซอนแกว อ.เขาคอ จ.เพชรบรู ณ
ความหมาย: พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย

(บทท่ี ๔ ปฏจิ จสมปุ บาท - คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดบั /น.๑๗๑)

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยตุ ฺโต)

รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน

โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา

สารบัญ ๕

ปฏจิ จสมุปบาท ๙
๑๑
กระบวนการเวยี นวา ยตายเกิดและการดับทกุ ข ๑๓
๑๕
ผูใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นเห็นธรรม ๑๗
(ม.ม.ู ๑๒/๓๔๖/๒๕๓) ๑๙
ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นเห็นเรา (ตถาคต) ๒๑
(สง.ข. ๑๗/๒๑๖/๑๑๗) ๒๓
๒๕
ปฏจิ จสมปุ บาทสมทุ ยวาร ๒๗
กระบวนการเวยี นวา ยตายเกิด (เกิดความทุกข)

(โลกยี ภูม)ิ
ปฏจิ จสมุปบาทนโิ รธวาร
กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ (ดบั ความทุกข)

(โลกุตตรภูมิ)

๑. อวชิ ชา: ความไมรแู จง
๒. สังขาร: ความคิดปรุงแตง
๓. วิญญาณ: ความรูตอ สิง่ ท่ถี กู รบั รู
๔. นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม
๕. สฬายตนะ: ชอ งทางรับรู ๖
๖. ผัสสะ: การรบั รูสมั ผสั
๗. เวทนา: ความเสวยอารมณ
๘. ตัณหา: ความทะยานอยาก
๙. อุปาทาน: ความยึดติดถือมั่น
๑๐. ภพ: ภาวะชวี ิตทีเ่ ปน อยู
๑๑. ชาติ: ความเกดิ
๑๒. ชรามรณะ: ความแก- ความตาย

ปฏิจจสมุปบาท : กระบวนการเกิดและดับทุกข

สแกน QRcode เพื่ออานรายละเอียด


Click to View FlipBook Version