รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
พระพทุ ธเจาตรสั รอู ะไร?
ท่ีมาขอ มูล
ขอมลู ในหมวดพระพทุ ธเจาตรัสรอู ะไร? ไดรวบรวมเนื้อหาบางสวนจากแหลงขอ มลู ดังน้ี
๑. ธรรมเทศนาของพระบรู พาจารย เชน หลวงปูสิม พุทธาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปนโน, หลวงปูอ ทุ ยั สริ ิธโร
๒. หนงั สอื ปฏิปต ติปุจฉาวสิ ัชนา (หลวงปูมนั่ ภรู ิทัตโต)
๓. หนงั สอื อรยิ สจั จากพระโอษฐ, ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ โดยพระธรรมโกศาจารย (พทุ ธทาสภิกข)ุ
๔. หนงั สือพทุ ธธรรม โดยสมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตโฺ ต)
รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
สารบัญ
พระพุทธเจาตรัสรอู ะไร?
พระพุทธเจา ตรสั รอู ะไร? ๔
อริยสัจ ๔ ความจรงิ อันประเสรฐิ ๔ ประการ (ดบั ทกุ ขแ ละสรา งสุขอยางแทจ ริง) ๕
ชวี ติ ควรเปนอยูอยางไร? - มัชฌิมาปฏปิ ทา: ทางสายกลาง ๖
อรยิ สัจขอที่ ๑ : ทุกขอริยสัจ ๖
อริยสจั ขอ ที่ ๒ : สมุทัยอริยสจั ๙
อริยสจั ขอ ท่ี ๓ : นิโรจอรยิ สัจ ๑๓
อรยิ สัจขอ ที่ ๔ : มรรคอริยสัจ ๑๕
อรยิ มรรคมีองค ๘ และไตรสิกขา ๑๗
พระพุทธเจา ตรสั รูอะไร?
พระพทุ ธเจา ตรสั รอู ะไร?
๑ จากการเสยี สละอันยิ่งใหญข องพระพุทธเจาในการคน หาทางดับทกุ ขใ หแกมวลมนษุ ย พระองคคน
พบความจรงิ อันประเสริฐสีป่ ระการ หรอื เรยี กยอ ๆ วา “อรยิ สัจ ๔”
๒ อรยิ สจั ๔ คอื ทุกข (ความทกุ ข) สมุทยั (เหตุแหงทุกข) นิโรธ (ความดบั ทุกข) มรรค (ทางปฏิบตั ิ
ใหถงึ ความดบั ทกุ ข)
๓ กฎธรรมชาตทิ ่สี ำคัญที่พระองคค น พบคอื “พระไตรลกั ษณ” : อนจิ จัง (ความไมเ ท่ียง) ทุกขัง
(ความทกุ ข) อนตั ตา (เปนอนตั ตา)
๔ อรยิ สจั ขอ ท่ี ๑ : ทุกข
ชวี ิตคือขันธ 5 : ขนั ธ 5 เปน ไตรลกั ษณ
อุปาทานขนั ธ 5 เปนทกุ ข
๕ กฎธรรมชาตอิ กี อยางท่พี ระพทุ ธองคคนพบ คือ “หลกั ปฏิจจสมุปบาท : กระบวนการเกดิ และดบั
ของความทกุ ข”
๖ ปฏิจจสมุปบาท : สมทุ ยั อริยสจั กระบวนการเกิดของความทกุ ข
เปน “อริยสัจขอที่ ๒ : สมทุ ัย”
๗ ปฏิจจสมปุ บาท : นโิ รธอรยิ สจั กระบวนการดับของความทุกข
เปน “อริยสจั ขอที่ ๓ : นิโรธ”
๘ คน พบหลกั ปฏบิ ัติเพอื่ การดับทกุ ข คือ มัชฌิมาปฏปิ ทา : ทางสายกลาง หรือ “อรยิ มรรคมอี งค ๘”
เรียกยอๆ คือ “มรรค” เปน อรยิ สจั ขอ ท่ี ๔ : มรรค
๙ ธรรมปฏบิ ัตเิ พือ่ การดบั ทุกขตามหลัก ไตรสิกขา : ศีล (ละชว่ั ) สมาธิ (ทำดี) ปญ ญา (ทำใจให
บริสุทธิ)์
๔
อรยิ สจั ๔
ความจรงิ อนั ประเสริฐ ๔ ประการ
(ดบั ทกุ ข สรา งสขุ อยางแทจริง)
อรยิ สจั ๔ คอื ความจรงิ อนั ประเสรฐิ ๔ ประการ ไดแ ก ทกุ ข สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค
แผนผงั แสดงความสมั พนั ธแ หง อรยิ สจั ๔ โดยจบั คเู ปน ๒ คู
• สมทุ ยั อริยสจั เปน เหตุ โดยมี ทุกขอรยิ สัจ เปนผล...คูหน่งึ •
• มรรคอริยสัจ เปน เหตุ โดยมี นโิ รธอรยิ สจั เปนผล...คูหนึง่ •
๑๑ ๒๒
ผล ความทุกข เหตุ ผล การดับความทุกขและสรางสุขที่แทจริง เหตุ
ทุกขอริยสัจ (ทุกข) สมุทัยอริยสัจ (สมุทัย) นิโรธอริยสัจ (นิโรธ) วิธีสรางบุญบารมี มรรคอริยสัจ (มรรค)
ไตรสิกขา
ความทุกข เหตุใหเกิดทุกข : ตัณหา ความดับทุกขดับตัณหา หลแักลปะฏสิบรัตางิทสี่ทุขำทใหี่แทพจนรทิงุกข
และมีสุขที่แทจริง ศีล มัชฌิมาปฏิปทา : ทางสายกลาง
ชวี ติ คืออะไร : อายตนะ ๖ ชวี ติ เปน ไปอยา งไร (การละชั่ว)
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระบวนการเกิด “ทุกข” ชีวิตควรใหเปนอยางไร ช“ีวมิตัชคฌวิมรเาปปน ฏอิปยทา าง”ไร
ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร กระบวนการดับ “ทุกข” สมาธิ (ทำความด)ี
ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร ๓ สัมมาวาจา
ชวี ติ คอื อะไร : ขนั ธ ๕ ตัณหา (ความอยาก) สมถภาวนา (ใจสงบ) (วาจาชอบ)
รูป เวทนา สัญญา สังขาร • กามตณั หา ดบั ตณั หา ดับทุกขและกิเลสชั่วคราว
• (ภตวณั ตหณั าใหนากาม) วิธีธรรมชาติ วิธีใชสตินำ ๔ สัมมากัมมันตะ
วิญญาณ • (วตภิ ณั วหตาณัในหคาวามมคี วามเปน ) ดับอุปาทาน วิธีอิทธิบาท วิธีแบบแผน (การกระทำชอบ)
ชีวติ ไตเปรนลอักยษาณงไ ร : (ตณั หาในความไมม ไี มเ ปน ) ดบั ทุกข ๕ สัมมาอาชีวะ
• ดับทุกขทางกาย (อาชีพชอบ)
อนจิ จงั ทุกขัง อนัตตา อปุ าทาน • ดับทุกขทางใจ
ไมเที่ยง เปน ทกุ ข ไมใ ชตวั ตน • กามปุ าทาน ๖ สัมมาวายามะ
• (ทคฏิวามุปยาดึ ทมาน่ั นในกาม) โลกยี สุข (ความเพียรชอบ)
อปุ าทานขันธ ๕ • (สคีลวพัามพยตึดมุปั่นาใทนาทนฤษฎี) ความสุขที่เปนวิสัยของโลก
• (อคัตวตามวยาึดทมุปนั่ าศทลี แาลนะพรต) ๗ สัมมาสติ
ความทกุ ข โลกตุ ตรสขุ (ความระลึกชอบ)
• ทุกขกาย (ความยึดม่ันตนเปนหลัก) ความสุขที่เหนือกวาระดับ
• ทุกขใจ ๘ สัมมาสมาธิ
ชาวโลก (ตั้งใจมั่นชอบ)
(ดบั กนเิ ิพลสพไาดนหมด)
ปญ ญา (ทำใจใหบ ริสุทธิ)์ ๑ สัมมาทิฏฐิ
(ความเห็นชอบ)
วิปสดสับนทาภุกาขวแนลาะก(ริเแูลจสงถเาหว็นรจรงิ )
วิปสสนา วิปสสนา ๒ สัมมาสังกัปปะ
(ทำใหรูแจง) (ทำใหรูแจง) (ความดำริชอบ)
วิธีธรรมชาติ ตามหลักวิชา
เรียบเรียงขอมูลมาจาก สะอาด สวาง สงบ พจิ ารณาขันธ ๕
ไมมีตัวตน (กาย/ใจ)
พระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ)
พจิ า“รไณตราลขกันั ษธณ ๕” เปน
อรยิ สจั จากพระโอษฐ, ปฏจิ จสมปุ บาทจากพระโอษฐ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต) ไมเที่ยง เปนทุกข ไมมีอะไรเปนของตน
พทุ ธรรม ฉบบั ปรบั ขยาย, พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบบั ประมวลศพั ท สุญอญยาตงแาทจ:รวิง าง
ดับตณั หา
ไมอยากเอา ไมอยากเปน
ดับอปุ าทาน
ไมยสึดุญมั่นญถือตมาั่น ::ไมจมิตีตวัวกาู ขงองกู
(จิตหลุดพนจากอุปาทาน)
๕
ชีวิตควรเปนอยอู ยางไร?
มชั ฌิมาปฏิปทา : ทางสายกลาง
(อรยิ มรรคมอี งค ๘)
1. ทำความเขา ใจเกย่ี วกับ “อริยสัจ ๔” และ
2. ความสมั พนั ธระหวางอรยิ มรรคมอี งค ๘ (มัชฌมิ าปฏิปทา) และไตรสกิ ขา (ศลี สมาธิ ปญญา)
อรยิ สจั ๔ : ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
อริยสจั ขอที่ 1 : ทกุ ข (ความทุกข)
อรยิ สัจขอ ที่ 2 : สมทุ ยั (เหตุแหงทุกข) คูท่ี ๑
อริยสัจขอท่ี 3 : นิโรธ (ทกุ ขด ับ) คูที่ ๒
อรยิ สัจขอที่ 4 : มรรค (ทางปฏบิ ัตเิ พือ่ ความดับทุกข)
อรยิ สัจขอท่ี ๑ : ทุกขอ ริยสัจ
(ความทกุ ขก าย-ทกุ ขใ จ)
ขนั ธ ๕ เปน ไตรลกั ษณ, อปุ าทานขนั ธ ๕ เปน ทกุ ข
ชีวิตคอื ขันธ ๕
ความทุกขม าจากการเกิดแก เจ็บ ตาย สญู เสยี ของรัก ไมไ ดสงิ่ ทปี่ รารถนา
อปุ าทานขันธ 5 นำมาซึ่งความทกุ ข
การฝนกฎของพระไตรลกั ษณ นำมาซง่ึ ความทกุ ข
๑. ชวี ิตคอื อะไร? : อายตนะ ๑๒ และขนั ธ ๕
๑.๑ อายตนะ ๑๒
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- อายตนะภายใน ๖ ใจ = จิต
กาย
- อายตนะภายนอก ๖ (รูป เสยี ง กลิ่น รส สมั ผัส ธรรมารมณ)
๑.๒ ขนั ธ ๕ : รปู ขันธ, เวทนาขนั ธ, สญั ญาขันธ, สังขารขันธ, วญิ ญาณขันธ
อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก = วิญญาณ 6
1) ตา + รปู 1) = จักษวุ ิญญาณ (เห็น)
(๑) รูปขัน ธ2) หู
(๕) วิญญาณขัน ธ
(นาม ัขน ธ)
+ เสยี ง 2) = โสตวญิ ญาณ (ไดยิน)
3) จมูก + กลิ่น 3) = ฆะนะวิญญาณ (ไดกลนิ่ )
4) ลนิ้ + รส 4) = ชิวหาวิญญาณ (รรู ส)
5) กาย + สมั ผัส 5) = กายวิญญาณ (รูส่งิ ตองกาย)
6) ใจ (จติ ) + ธรรมารมณ 6) = มโนวิญญาณ / จิตวญิ ญาณ
(2) เวทนาขันธ (3) สัญญาขนั ธ (4) สงั ขารขนั ธ
(นามขันธ)
๖
ขันธ ๕ = รูปขนั ธ (1) + นามขนั ธ (4)
= รูปขันธ + (เวทนาขนั ธ สญั ญาขนั ธ สังขารขันธ วิญญาณขันธ)
ขนั ธ ๕ รวมเรียกวา “รูปรางกาย”
ความเกดิ ข้นึ แหง ขันธ ๕ เกดิ ขึน้ พรอ มกัน
เมื่ออาการ ๕ อยา ง (ขันธ) เหลาน้นั ดบั ไป
เปน ความดับไปแหงขันธท้งั ๕
๑.๓ ดังนัน้ สมการชวี ติ คอื อะไร?
ชีวิต = ขันธ 5 + ใจ (จติ )
(รูปรา งกาย) + ใจ (จิต)
สำหรบั มโนวิญญาณหรือจิตวิญญาณ (ความรูอารมณท างใจ) เวียนวา ยตายเกิด เรม่ิ ชวี ติ ตัง้ แตม ีปฏิสนธิและจาก
รางกายไปเม่ือรูปขันธด ับ (ตาย)
๒. ชวี ิตเปน อยา งไร? : ไตรลักษณ
๒.๑ ขนั ธ ๕ เปนไตรลกั ษณ (อนิจจงั ทุกขัง อนตั ตา) ไมเ ท่ียง เปนทุกข เปน อนัตตา
๒.๒ พุทธพจนเกยี่ วกับขันธ ๕ เปน ไตรลกั ษณ (ไมเทย่ี ง เปน ทุกข เปนอนัตตา)
“ภกิ ษุทงั้ หลาย รปู ไมเที่ยง เวทนา.. สญั ญา.. สงั ขาร.. วญิ ญาณไมเที่ยง สิ่งใดไมเ ทยี่ ง สง่ิ นัน้ เปน ทกุ ข ส่งิ ใดเปน
ทุกข สิ่งนั้นเปนอนัตตา สิ่งใดเปนอนัตตา สิ่งนั้นไมใชของเรา ไมเปนเรา ไมใชตัวตนของเรา ขอนี้อริยสาวก พึงเห็น
ดวยปญ ญาอันชอบ ตามความเปน จริงอยางนี”้ (ส.ํ ข. ๑๗/๔๒/๒๑)
๒.๓ ใจ (จิต) เปนอมตะ ไมตาย เวียนวายตายเกิด หากยังไมบรรลุขั้นพระนิพพาน โดยจิตวิญญาณจะออกจาก
รางกาย (ขันธ 5) เม่อื รปู ขนั ธด บั (ตาย) ไปเกิดใหมต ามกรรมท่ีสรางไว
ชีวติ = กาย + จติ
กาย = ขนั ธ 5 (ไมเ ที่ยง) เปน ไตรลักษณ (อนจิ จัง ทกุ ขงั อนตั ตา)
จติ = ใจ = จติ เปน อมตะ (เท่ียง) ไมต าย
จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจาและจิตของพระอรหันต “เที่ยง” เปนอมตะจิต จิตไมเคยตาย ไมมีการเกิดอีกแลว
(สำหรบั องคพระพทุ ธเจาและพระอรหนั ต) แตมนษุ ยทย่ี ังไมบรรลกุ ารเปนพระอรหนั ต จติ ของทุกคนก็เปนอมตะแต
ยงั ตอ งเวียนวายตายเกดิ
เพอื่ ความเขา ใจความหมายของ “จติ ” ตามคำอธบิ ายของหลวงตามหาบวั ญาณสมั ปนโน ทไ่ี ดแ สดงเทศนาธรรมให
แกพระสงฆ (ณ วัดอโศการาม จ.สมทุ รปราการ) เปนดงั น้ี
จติ เขา ถึงธรรมชาตแิ ท คือ จิตน้ีเปนธรรมชาติ เปนมหาวิมุตติ เปน มหานพิ พาน เปน ธรรมชาติ เปนอมตะจติ
เปนอมตะธรรม สมกับวาจิตนี้ไมเคยตาย จิตนี้ไมเคยตายที่สุดแหงความไมเคยตายของจิตคืออะไร คือ
ธรรมธาตุ จติ ถึงวมิ ตุ ตหิ ลดุ พนเรยี กวาถงึ ธรรมธาตแุ ลว ทสี่ ุดแหงสมมุตทิ งั้ หลายจะสดุ ส้ินท่ตี รงนน้ั วมิ ตุ ตผิ าง
ขึ้นมาแลว จติ บรสิ ทุ ธไิ์ มมีสมมุติแมน ิดหนง่ึ ปรากฏเลย จิตดวงที่บริสทุ ธิ์ จติ ดวงทเ่ี คยเกดิ เคยตายมาเหมือนกบั
สัตวทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้ ขาดสะบั้นลงไปในขณะที่จิตอวิชชาขาดลงไปจากใจ จิตครองวิมุตติหลุดพน
ไมม ีสมมตุ ใิ ดๆ เขาไปเก่ียวขอ ง
๗
เพราะฉะนั้นจิตของพระพุทธเจา จิตของพระอรหันต ทานจึงไมเคยมีทุกข ตั้งแตขณะทานตรัสรูธรรม หรือ
บรรลธุ รรมขน้ึ มาเปน พระอรหนั ตใ นเวลานน้ั แลว จากนน้ั ไปเปน อนนั ตกาลตง้ั กปั ตง้ั กลั ป เรยี กวา “เทย่ี ง” ทา น
ไมเคยทุกข ทุกขเกิดขึ้นไมไดตั้งแตขณะทานตรัสรูธรรม ตรัสรูคือสังหารกิเลส พอกิเลสนี้ขาดซึ่งเปนตัวสราง
ทกุ ขน้ีขาดสะบนั้ ลงไปจากจติ ใจแลว ไมมสี มมุติในใจเลย แลว ทกุ ขก็ไมม ี กเิ ลสไมม ี ความทกุ ขไ มม ี ความทกุ ข
ในใจของพระอรหนั ตจึงไมม ี ตง้ั แตในขณะทานตรัสรแู ลว
หมายเหตุ : ฟง ธรรมเทศนาเพ่ิมเตมิ : จติ เทยี่ ง (จิตไมเ คยตาย) โดย:
๑) หลวงปูอทุ ยั สิริธโร “เร่ือง จติ ไมเคยตาย”
๒) หลวงปูสิม พุทธาจาโร “เรื่อง จติ เปน ของไมตาย”
รูป-นาม (ขนั ธ ๕) ตาย (ไมเท่ียง)
แตจ ติ ไมเ คยตาย (เทยี่ ง) จติ ไมม ีตัวตน เหมือนอากาศ
๒.๔ อุปาทานขนั ธ ๕ คืออะไร? ก็คือ ขันธ ๕ ที่มีอุปาทานยึดถือยึดครอง ทานใชคำแบบทางการวา “ประกอบดวย
อาสวะ เปนที่ตัง้ แหงอปุ าทาน จะวา ขนั ธ ๕ ทเ่ี กิดจากอปุ าทานเปน ที่วนุ วายของอุปาทาน หรือทีร่ ับใชอุปาทานกไ็ ดท้ังนั้น
เปน เรื่องของอวิชชาตัณหาอปุ าทาน อนั นีแ้ หละคอื ทุกขท เ่ี ปน ขอ ๑ ในอริยสัจ ๔ เมือ่ ไดค วามเขา ใจเปน พื้นฐานทีจ่ ะมอง
แลว กม็ าศึกษาพทุ ธพจนท ต่ี รสั ในเร่อื งความแตกตางระหวา งขนั ธ ๕ กบั อปุ าทานขนั ธ ๕
“ภิกษทุ ้ังหลาย เราจักแสดงขันธ ๕ และอุปาทานขันธ ๕ เธอทั้งหลายจงฟง...
ขันธ ๕ เปนไฉน? รปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อนั ใดอนั หน่ึง ทง้ั ทีเ่ ปน อดีต อนาคต ปจ จุบนั เปนภายใน
กต็ าม ภายนอกกต็ าม หยาบกต็ าม ละเอยี ดกต็ าม ทรามกต็ าม ประณตี กต็ าม ไกลหรอื ใกลก ต็ าม....เหลา น้ี เรยี กวา ขนั ธ ๕
สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้ง ที่เปนอดีต อนาคต ปจจุบัน
“อุปาทานขันธ ๕ เปนไฉน? รูป เวทนา
เปน ภายในกต็ าม ภายนอกกต็ าม หยาบกต็ าม ละเอยี ดกต็ าม ทรามกต็ าม ประณตี กต็ าม ไกลหรอื ใกลก ต็ าม ทป่ี ระกอบดว ย
อาสวะ (สาสวะ) เปน ท่ีตัง้ แหงอุปาทาน (อุปาทานิยะ) เหลา น้เี รยี กวา อุปาทานขนั ธ ๕” (ส.ํ ข. ๑๗/๙๕-๙๖/๔๗)
๒.๕ ความทกุ ข ใครไปยดึ ขนั ธ 5 ทไ่ี มเ ทย่ี ง เปน ทกุ ข เปน อนตั ตานน้ั เขา กก็ ลายเปน อปุ าทานขนั ธ 5 เกดิ เปน ทกุ ขข น้ึ มา
๘
อรยิ สจั ขอ ท่ี ๒ : สมทุ ยั อรยิ สจั
(เหตุแหงทุกข)
ปฏจิ จสมปุ บาท-ทกุ ขสมทุ ยั : กระบวนการ (หว งโซ) ทท่ี ำใหเ กดิ ทกุ ข
ปจจยั ท่ีสำคัญทท่ี ำใหเกิดทุกข คอื ตณั หาและอุปาทาน
ตณั หา : เปน ความอยากมีอยากเปน อยากไมมี อยากไมเปน (กามตัณหา, ภวตณั หา, วภิ วตณั หา) ไมไดส ม
ความอยาก (ความตอ งการ) กท็ กขุ ไดส มความอยากแตไ มร จู กั พอ (โลภ) กท็ กุ ข สญู เสยี สง่ิ ทร่ี กั กท็ กุ ข ฯลฯ
อปุ าทาน : เปน ความยดึ ม่ันถือมนั่ ในส่งิ ตา งๆ (กามุปาทาน, ทิฎุปาทาน, สีลัพพตปุ าทาน, อัตตวาทปุ าทาน) โดย
อุปาทานยดึ กับขันธ 5 เรยี กวา อุปาทานขนั ธ ๕ ซ่ึงนำความทุกขมาใหแกเ จา ของขันธ ๕ ท้งั นเ้ี พราะ
ทกุ ส่งิ ท่ถี ูกยดึ มัน่ ถอื มั่น เขา กฎพระไตรลกั ษณท้ังหมด คือ เปน อนิจจัง ทกุ ขงั อนัตตา โดยเฉพาะขนั ธ ๕
กเ็ ปน ไตรลักษณ ดงั นน้ั ไมวาอะไรกต็ ามที่ไปยึดติดกบั ขนั ธ ๕ ก็ลว นแตเ ปนไตรลักษณเ ชน เดยี วกัน
ดังนน้ั ตณั หาและอปุ าทาน จงึ เปน เหตุใหเ กดิ ความทุกข
ชีวิตเปน ไปอยางไร? : ปฏิจจสมุปบาท (กระบวนการเกดิ และการดบั ทกุ ข)
ทุกขสมุทัย (กระบวนการเกิดทุกข)
ทุกขนิโรธ (กระบวนการดับทุกข)
ผูใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นชื่อวาเห็นธรรม
ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นชื่อวาเห็นปฏิจจสมุปบาท
(ม. มู. ๑๒/๓๔๖/๒๕๓)
ปฏิจจสมปุ บาท เปนหลกั ธรรมที่สำคญั มากทพ่ี ระพทุ ธองคทรงตรัสรู เพราะเปนกระบวน (หว งโซ) การเกดิ ความทุกข
และการดับทุกขของมนุษย
หว งโซของเหตปุ จจยั ของการเกิดความทุกขของมนษุ ยเริ่มตน จากอวิชชา (ความไมรู ไมเ ขา ใจ เก่ยี วกับ ๑. อริยสจั ๔
(ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ มรรค) ๒. ความไมร ูในขันธ ๕ ในอดตี ปจ จุบัน และอนาคต ๓. ความไมร ใู นปฏจิ จสมปุ บาท) จน
กระท่งั ชรามรณะ
ตงั้ แตเ กิดจนตายไมว า จะเกดิ เปน อะไรก็ตามกต็ อ งพบกบั ความทกุ ขถ ึงแมจะเกิดเปนเทวดาหรอื พระพรหม ก็มีความทุกข
เพียงแตม ีความสขุ มากกวาทุกขเทา นนั้ เอง
ทกุ หว งโซของ “ปฏจิ จสมปุ บาท” นำมาซง่ึ ความทุกข หวงโซท ่ีนำมาซ่ึงความทกุ ขทม่ี กั จะกลา วถงึ กันบอ ย *
หลักทั่วไป
ก. อิมสฺมึ สติ อทิ ํ โหติ เม่อื สงิ่ นมี้ ี สง่ิ น้ีจึงมี
อิมสสฺ ุปฺปาทา อิทํ อปุ ฺปชชฺ ติ เพราะสิ่งนเี้ กดิ ขน้ึ สิ่งนี้จงึ เกดิ ข้นึ
ข. อมิ สมฺ ึ อสติ อทิ ํ น โหติ เมื่อสิง่ น้ไี มมี สงิ่ น้กี ไ็ มม ี
อมิ สฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฌฺ ติ เพราะส่ิงนด้ี ับไป ส่งิ นีก้ ็ดับ (ดว ย)
พจิ ารณาตามรูปพยญั ชนะ หลักท่วั ไปนี้ เขา กบั ชื่อท่เี รียกวา “อิทปั ปจ จยตา”
* สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) : พทุ ธธรรม
๙
ปฏิจจสมุปบาท : ทกุ ขสมทุ ัย (กระบวนการเกิดทกุ ข)
อวิชชฺ าปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จัย สงั ขารจึงมี
สงฺขารปจฺจยา วิฺ าณํ เพราะสังขารเปน ปจจัย วิญญาณจงึ มี
วิฺาณปจจฺ ยา นามรปู เพราะวญิ ญาณเปน ปจจยั นามรปู จึงมี
นามรูปปจจฺ ยา สฬายตนํ เพราะนามรูปเปน ปจจยั สฬายตนะจงึ มี
สฬายตนปจจฺ ยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะเปน ปจจยั ผัสสะจึงมี
ผสสฺ ปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเปน ปจจัย เวทนาจึงมี
เวทนาปจฺจยา ตณหฺ า เพราะเวทนาเปนปจ จยั ตัณหาจงึ มี
ตณหฺ าปจจฺ ยา อุปาทานํ เพราะตณั หาเปนปจ จัย อปุ าทานจึงมี
อปุ าทานปจจฺ ยา ภโว เพราะอุปาทานเปน ปจ จยั ภพจงึ มี
ภวปจจฺ ยา ชาติ เพราะภพเปน ปจจยั ชาตจิ งึ มี
ชาตปิ จจฺ ยา ชรามรณํ เพราะชาติเปนปจ จยั ชรามรณะจงึ มี
.............................................................................................................................................
โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสปุ ายาสา สมฺภวนตฺ ิ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนสั และความคับแคน ใจ จงึ มพี รอ ม
เอวเมตสฺส เกวลสสฺ ทุกขฺ กฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ
ความเกิดขึน้ แหงกองทุกขท ั้งปวงนี้ จงึ มีได ดวยประการฉะน้ี
หัวขอและโครงรูป
ลำดบั ขัน้ ตอนการเกดิ ความทุกข ตามหลกั ปฏจิ จสมปุ บาท เปนดงั น้ี
อวิชชา สังขาร วญิ ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา
ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ + โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนัส
อุปายาส = ทกุ ขสมทุ ยั
อนึ่ง โดยทีก่ ระบวนธรรมของปฏจิ จสมปุ บาท หมนุ เวียนเปนวฎั ฎะ หรอื วงจร ไมมจี ดุ เริ่มตน ไมมจี ดุ จบ ไมม ีเบือ้ งตน
เบอื้ งปลาย จึงควรเขียนเสียใหม เพือ่ ไมใหเ กดิ ความเขา ใจผิดในแงน ้ี ดังน้ี
๑๒ ๑ ๒
๑๑ ๓
๑๐ ปกรฏะิจบจวนสธมรปุรมบขาอทง ๔
๙
๕
๘ ๗๖
๑๐
คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดับ
กอนแสดงคำจำกดั ความและความหมายตามแบบ จะใหคำแปลและความหมายงายๆ ตามรูปศพั ท เปนพ้ืนฐานความ
เขาใจไวช นั้ หน่ึงกอน ดงั นี้
๑. อวิชชา ความไมรูแ จง คอื ไมร ูความจรงิ หรือไมรตู ามเปนจริง
๒. สงั ขาร ความคิดปรงุ แตง เจตจำนงและทกุ ส่ิงท่จี ติ ไดส ะสมไว
๓. วิญญาณ ความรตู อ สิง่ ท่ีถูกรับรู คือ การเหน็ -ไดยิน-ฯลฯ-รูเ รื่องในใจ
๔. นามรปู นามธรรมและรปู ธรรม ชวี ิตทัง้ กายและใจ
๕. สฬายตนะ อายตนะ คอื ชอ งทางรบั รู ๖ ไดแ ก ตา หู จมกู ล้ิน กาย ใจ
๖. ผสั สะ การรบั รู การประจวบกนั ของอายตนะ+อารมณ(ส่งิ ทถ่ี ูกรับรู)+วิญญาณ
๗. เวทนา ความเสวยอารมณ ความรสู กึ สขุ ทกุ ข หรอื เฉยๆ
๘. ตัณหา ความทะยานอยาก คอื อยากได อยากเปน อยากไมเปน
๙. อปุ าทาน ความยึดตดิ ถอื มัน่ การยึดถือคา งใจ การยึดถือเขา กับตัว
๑๐. ภพ ภาวะชวี ิตที่เปน อยู สภาพชวี ิต ผลรวมกรรมทั้งหมดของบคุ คล
๑๑. ชาติ ความเกิด ความปรากฏแหง ขันธท งั้ หลายทยี่ ดึ ถอื เอาเปนตวั ตน
๑๒. ชรามรณะ ความแก- ความตาย คอื ความเส่อื มอินทรยี -ความสลายแหง ขนั ธ
ตอไปน้ี คอื คำจำกัดความองคประกอบหรือหัวขอทัง้ ๑๒ ตามแบบ
๑. อวชิ ชา = ความไมร ูท ุกข - สมทุ ยั - นิโรธ - มรรค (อรยิ สจั ๔) และ
(ตามแบบอภธิ รรม) ความไมร ูหนกอ น - หนหนา - ทั้งหนกอ นหนหนา - ปฏิจจสมุปบาท
๒. สงั ขาร = กายสังขาร วจสี งั ขาร จติ ตสงั ขาร และ(ตามนัยอภธิ รรม) ปญุ ญาภิสงั ขาร
๓. วิญญาณ = จอกัปขุญุ ∼ญาโภสิสตังข∼ารฆาอนาเน∼ญชชวิ าหภาิสัง∼ขากราย ∼ มโนวญิ ญาณ (วญิ ญาณ ๖)
๔. นามรปู = นาม (เวทนา สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสิการ) หรอื ตามแบบอภธิ รรม (เวทนาขันธ
สญั ญาขันธ สังขารขนั ธ) + รูป (มหาภตู ๔ และรูปทอี่ าศยั มหาภูต ๔)
๕. สฬายตนะ = เจจวักักทขขนุุส-ามั เตกผาิดสั จโโสาสตกตะจัก∼-ขหสุฆู ัมาฆนผาัสน∼ะจาช-กวิ จโหมสากูต∼ช∼วิ กหฆาาายน-∼ล∼้ินมชโกนิวาหสยัมา-ผ–ัสกกา(ยาสยัมมผ∼โนสั แ๖-ล)ใะจมโนสมั ผสั
๖. ผัสสะ = (เวทนา ๖)
๗. เวทนา =
๘. ตัณหา = รปู ตัณหา (ตัณหาในรูป) สัททตัณหา (ในเสียง) คนั ธตัณหา (ในกลิ่น) รสตัณหา (ในรส)
โผฏฐัพพตัณหา (ในสมั ผัสทางกาย) ธัมมตณั หา (ในธรรมารมณ) (ตัณหา ๖)
๙. อุปาทาน = กามปุ าทาน (ความยดึ มั่นในกาม คือ รปู รส กล่นิ เสยี ง สัมผสั ตางๆ)
ทฏิ ปุ าทาน (ความยึดมัน่ ในทฏิ ฐิ คอื ความเห็น ขอยึดถือ ลัทธิ ทฤษฎี ตา งๆ)
สีลัพพตุปาทาน (ความยดึ ม่ันในศลี และพรต วาจะทำใหคนบรสิ ุทธิไ์ ด)
อัตตวาทปุ าทาน (ความยึดม่ันในอัตตา สรางตัวตนขึ้นยดึ ถือไวด วยความหลงผดิ )
๑๐. ภพ = กามภพ รปู ภพ อรปู ภพ อกี นยั หนง่ึ
= กรรมภพ (ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสงั ขาร อาเนญชาภิสงั ขาร) กับ อุปปต ติภพ (กามภพ
รปู ภพ อรูปภพ, สัญญาภพ อสญั ญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ, เอกโวการภพ จตโุ วการ
ภพ ปญ จโวการภพ)
๑๑. ชาติ = ความปรากฏแหง ขันธทัง้ หลาย การไดม าซงึ่ อายตนะตา งๆ หรอื ความเกิด ความปรากฏขึ้น
ของธรรมตางๆ เหลา น้นั ๆ
๑๒. ชรามรณะ = ชรา (ความเส่ือมอายุ ความหงอ มอนิ ทรีย) กับมรณะ (ความสลายแหงขันธ ความขาด
ชีวิตนิ ทรยี ) หรือความเสอื่ มและความสลายแหงธรรมตางๆ เหลานน้ั ๆ
๑๑
พทุ ธพจนเ กี่ยวกบั ปฏิจจสมุปบาท
“ตถาคตไมเขาไปติดที่สดุ ทงั้ สองขางนนั้ ยอมแสดงธรรมเปนกลางๆ วา “เพราะอวชิ ชาเปน ปจ จยั สังขารจงึ มี ฯลฯ เพราะ
อวชิ ชาสำรอกดับไปไมเ หลือ สงั ขารจึงดับ ฯลฯ”
“ดูกอ นอานนท เรากลา ววาสขุ ทกุ ขเปนปฏจิ จสมุปบนั ธรรม (ส่ิงที่อาศัยเหตุปจ จัยเกดิ ข้นึ ) อาศัยอะไร? อาศัยผสั สะ”
“เมื่อกายมีอยู อาศัยความจงใจทางกายเปนเหตุ สุขทุกขภายในจึงเกิดขึ้นได เมื่อวาจามีอยู อาศัยความจงใจทางวาจา
เปนเหตุ สุขทกุ ขภ ายในจงึ เกดิ ขึ้นได เมื่อมโนมอี ยู อาศัยมโนสญั เจตนาเปน เหตุ สุขทกุ ขภ ายในจึงเกดิ ข้นึ ได”
“เพราะอวิชชาน่ันแหละเปนปจจัย บคุ คลจึงปรุงแตงกายสังขารขน้ึ เอง เปน ปจ จัยใหเกิดสขุ ทุกขภ ายในบา ง เน่ืองจากผู
อื่น (ถูกคนอื่นหรือตัวการอื่นๆ กระตุนหรือชักจูง) จึงปรุงแตงกายสังขาร เปนปจจัยใหเกิดสุขทุกขภายในบาง รูตัวอยู
จงึ ปรุงแตง กายสังขาร เปน ปจ จัยใหเกิดสุขทุกขภ ายในบา ง ไมร ูต ัวอยู ยอ มปรงุ แตงกายสงั ขาร เปนปจ จัยใหเ กิดสุขทกุ ข
ภายในบาง จึงปรุงแตงวจีสังขาร...มโนสังขารขึ้นเองบาง...เนื่องจากผูอื่นบาง...โดยรูตัวบาง...โดยไมรูตัวบาง เปนปจจัย
ใหเกดิ สุขทุกขภายใน ในกรณีเหลา นี้ อวิชชาเขาแทรกอยูแลว(ทัง้ นั้น)”
“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกเห็นปฏิจจสมุปบาทนี้ และปฏิจจสมุปบันธรรม (สิ่งที่อาศัยกันเกิดขึ้นตามหลักปฏิจจ
สมุปบาท) เหลานี้ ชัดเจนตามที่มันเปน ดวยสัมมาปญญาแลวเมื่อนั้น การที่อริยสาวกนั้นจะแลนเขาหาที่สุดขางตนวา
‘ในอดตี เราไดเ คยมหี รอื ไมหนอ? ในอดีต เราไดเปน อะไรหนอ? ในอดตี เราไดเปน อยา งไรหนอ? ในอดตี เราเปนอะไร
แลว จึงไดมาเปน อะไรหนอ?’ หรือจะแลน เขา หาท่สี ุดขา งปลายวา ‘ในอนาคต เราจักมหี รอื ไมหนอ? ในอนาคต เราจัก
เปนอะไรหนอ? ในอนาคต เราจักเปนอยางไรหนอ? ในอนาคต เราเปนอะไรแลวจักไดเปนอะไรหนอ?’ หรือแมแตจะ
เปนผูมีความสงสัยกาลปจจุบันเปนภายใน ณ บัดนี้วา ‘เรามีอยูหรือไมหนอ? เราคืออะไรหนอ? เราเปนอยางไรหนอ?
สตั วน มี้ าจากทไ่ี หน แลวจักไป ณ ท่ีไหนอีก?’ ดงั น้ี ยอ มเปนสง่ิ ท่เี ปนไปไมไ ด เพราะอะไร? ก็เพราะวา อรยิ สาวกไดเ ห็น
ปฏจิ จสมปุ บาทนี้ และปฏิจจสมุปบนั ธรรมเหลาน้ี ชดั เจนแลวตามทมี่ นั เปน ดวยสมั มาปญญา”
เหตุท่ที ำใหเกดิ ความทุกข
ก็คือ ตณั หาและอปุ าทาน ท้งั นเี้ พราะ ตัณหาคอื ความอยากทกุ ชนดิ เปนกเิ ลส (โลภะ โทสะ โมหะ) สำหรบั อุปาทานก็
ตองการยึดมน่ั ถือมั่นในตัวตนของตวั เอง อยากเปนเจาของไมอยากปลอ ยวาง
ทงั้ ตัณหา และอปุ าทาน ทำใหทกุ ข เมือ่ ไมไดสมหวัง หรอื สูญเสียสง่ิ ทร่ี กั และทำใหต อ งมีการเวียนวา ยตายเกิด เพราะท้ัง
หวง หวง ยึดติด ไมยอมปลอยวาง ทำใหเกิดทุกขขามภพขามชาติ จึงทำใหเกิดการเวียนวายตายเกิด (ทั้งที่รูอยูแลววา
“ตายไปก็เอาไปดว ยไมได”)
การเกิดความทุกข : เกิดตัณหาและอุปาทาน
ลำดับขั้น การเกดิ ตณั หาและอุปาทาน (เปนเพยี งบางสวนของกระบวนการเกิดทกุ ข ตามหลกั ปฏิจจ
สมปุ บาท) เปนดงั นี้
อวชิ ชา อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก = วิญญาณ ผสั สะ
เวทนา ตัณหา อุปาทาน ทุกข
๑๒
อรยิ สจั ขอ ท่ี ๓ : นโิ รธอรยิ สจั
(ความดับทุกข)
ปฏิจจสมุปบาท : ทุกขนิโรธ
กระบวนการ(หวงโซ) ของความดับทุกข
ปฏจิ จสมุปบาท : ทุกขนิโรธ (กระบวนการดับทกุ ข)
อวิชชฺ าย เตฺวว อเสสวิราคนโิ รธา เพราะอวชิ ชาสำรอกดับไปไมเ หลอื
สงขฺ ารนิโรโธ สังขารจึงดับ
สงขฺ ารนิโรธา วิ ฺ าณนโิ รโธ เพราะสงั ขารดับ วญิ ญาณจึงดบั
วิ ฺาณนิโรธา นามรูปนโิ รโธ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจงึ ดับ
นามรปู นโิ รธา สฬายตนนโิ รโธ เพราะนามรปู ดบั สฬายตนะจึงดับ
สฬายตนนิโรธา ผสสฺ นิโรโธ เพราะสฬายตนะดับ ผสั สะจึงดบั
ผสสฺ นิโรธา เวทนานิโรโธ เพราะผสั สะดับ เวทนาจึงดับ
เวทนานิโรธา ตณฺหานิโรโธ เพราะเวทนาดบั ตณั หาจึงดับ
ตณหฺ านโิ รธา อปุ าทานนโิ รโธ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจงึ ดบั
อปุ าทานนิโรธา ภวนโิ รโธ เพราะอปุ าทานดบั ภพจงึ ดับ
ภวนโิ รธา ชาตนิ ิโรโธ เพราะภพดบั ชาติจึงดบั
ชาตนิ โิ รธา ชรามรณํ เพราะชาติดับ ชรามรณะ (จงึ ดบั )
.................................................................................................................................................
โสกปรเิ ทวทุกขฺ โทมนสฺสุปายาสา นิรชุ ฺฌนฺติ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนัส ความคับแคนใจ กด็ ับ
เอวเมตสสฺ เกวลสสฺ ทกุ ฺขกฺขนฺธสสฺ นโิ รโธ โหติ
ความดับแหงกองทกุ ขทง้ั มวลน้ี ยอมมีดวยประการฉะน้ี
กระบวนการของความดบั ทุกข
๑ อวชิ ชาดับ ๗ เวทนาดับ เปา หมายในการดบั ทกุ ขโ ดยการ ดบั
๒ สงั ขารดบั ๘ ตัณหาดบั ตณั หาและอปุ าทานเพอ่ื เปน การตดั
๓ วิญญาณดับ ๙ อปุ าทานดบั หว งโซข องปฏจิ จสมปุ บาท
๔ นามรูปดบั
๕ สฬายตนะดบั ๑๐ ภพดับ พระนพิ พาน
๖ ผสั สะดับ ๑๑ ชาตดิ ับ
๑๒ ชรามรณะดับ (หมดสนิ้ กเิ ลสทั้งปวง)
ทุกขดบั เปนการดบั ทุกขโดยส้ินเชงิ
ดบั อวชิ ชา
การปฏบิ ตั ติ ามอรยิ มรรคมอี งค ๘ (มชั ฌมิ าปฏปิ ทา)
หรอื การปฏบิ ตั ติ าม “ไตรสกิ ขา” (ศลี สมาธิ ปญ ญา)
๑๓
ชวี ติ ควรใหเ ปนอยางไร?
เปาหมายของชีวิต : การดบั ทกุ ขที่ถาวรโดยใชหลักปฏิจจสมปุ บาท
ปฏิจจสมปุ บาท (ทุกขนิโรธ)
กระบวนการ (หว งโซ) ของการดบั ทกุ ข
อวชิ ชาดับ หมดสน้ิ กเิ ลสทง้ั ปวง
ผัสสะดับ หลดุ พน
เวทนาดับ หมดส้ินทุกขโ ดยส้นิ เชิง
ตณั หาดับ หยุดการเวียนวา ยตายเกิด
อุปาทานดับ
ทกุ ขด ับ บรรลพุ ระนพิ พาน
(สำเรจ็ การเปน พระอรหันต)
จดุ หมายสงู สดุ
ของพระพุทธศาสนา
การดบั ทกุ ข
ดงั น้ัน การดบั ตณั หา จะตองดับที่เวทนา หรอื ที่ผสั สะ (สกั แตว า...)
การดบั อุปาทาน จะตองดบั ที่ตณั หา
ตอ งการหมดทกุ ข ตองตดั หว งโซป ฏิจจสมปุ บาท จะเปนจุดใดของหวงโซป ฏิจจสมปุ บาทก็ได ซ่งึ จะ
ทำใหก ระบวนการเกดิ ทุกขห ยุดทำงาน อันจะทำใหท ุกขดบั
ตัดตัณหา และอปุ าทาน
ดวย ทาน ศีล ภาวนา (สมาธิ ปญญา)
ทาน ตดั โลภะ
ศีล ตดั โทสะ กิเลส
ภาวนา ตดั โมหะ
ทส่ี ุดของการดบั ทกุ ข คือ ดับอวชิ ชา ซึ่งเปน ลำดบั แรกของหว งโซป ฏจิ จสมปุ บาท ดวยการปฏบิ ตั ิตามหลัก
อรยิ สจั ๔ (ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค) หรอื ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปญญา)
๑๔
อรยิ สจั ขอ ท่ี ๔ : มรรคอรยิ สจั
(มัชฌิมาปฏิปทา - ทางสายกลาง)
อริยมรรคมีองค ๘ และไตรสิกขา
คนสวนใหญช อบเดนิ ทางเกา อันไดแ ก กามสุขลั ลกิ านโุ ยค และอตั ตกิลมถานุโยค*
กามสขุ ลั ลิกานโุ ยค คือ การทำตนใหเ ปนผหู มกมนุ ติดอยูใ นกามสุข
อตั ตกลิ มถานโุ ยค คือ การปฏบิ ัติผิด แมประพฤติเครงครดั ทำตนใหล ำบากสักเพียงไร กไ็ มสำเรจ็ ประโยชน ซงึ่
มรรค ผล นิพพาน
ความสุขมี ๒ ชนดิ คือ**
๑) อามิสสขุ คือ สขุ มีประมาณนอย ไดแ ก สุขซึ่งเกดิ แตค วามยินดใี นกาม
๒) นิรามิสสุข คือ สุขอันไพบูลย ไดแก ฌาน วิปส สนา มรรค ผล นิพพาน
ธรรมปฏิบตั ทิ ี่จะใหถ ึงสุขอนั ไพบูลย ตอ งปฏิบัตติ ามอริยมรรคมอี งค 8 (มชั ฌิมาปฏิปทา = ทางสายกลาง)
อรยิ มรรคมอี งค ๘ ไตรสิกขา
๑) สมั มาทฎิ ฐิ (ความเหน็ ชอบ) ๓
๒) สมั มาสงั กปั ปะ (ความดำรชิ อบ)
๓) สมั มาวาจา (วาจาชอบ) ปญ ญา : ทำใจใหบ รสิ ทุ ธ์ิ
๔) สมั มากมั มนั ตะ (การงานชอบ)
๕) สมั มาอาชวี ะ (อาชพี ชอบ) ๑
๖) สมั มาวายามะ (ความเพยี รชอบ)
๗) สมั มาสติ (ความระลกึ ชอบ) ศลี : การละชว่ั
๘) สมั มาสมาธิ (จติ ตง้ั มน่ั ชอบ)
๒
สมาธิ : ทำความดี
ตารางขา งตน เปนการแสดงความสัมพันธร ะหวา งอรยิ มรรคและไตรสิกขา ขอสงั เกตกค็ ือ อรยิ มรรคมีองค 8 เริ่มตน
จาก สมั มาทิฎฐิ (ความเหน็ ชอบ) เปน ความเห็นชอบเกี่ยวกับเร่อื ง ทุกข สมทุ ยั นโิ รธ และมรรค หรือพดู ใหเขาใจงา ย
ก็คือตองมีความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับ “อริยสัจ ๔” และมีความเชื่อมั่นในคำสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจาวา
เปนคำสอนที่ประเสริฐแทเกี่ยวกับ ทางปฏิบัติเพื่อการดับทุกขและ สรางสุขอยางแทจริง ดังคำกลาว “นพิ พานงั
ปรฺมัง สุขัง” (นพิ พานเปน สขุ ยง่ิ นกั หรอื นพิ พานเปน ความสขุ สงู สดุ เพราะหมดสน้ิ ซง่ึ กเิ ลสทง้ั ปวง ไมม กี ารเกดิ อกี แลว
ไมว าจะเกิดเปนภพภมู ิใดกต็ าม)
สัมมาทฎิ ฐิ ตรงกบั หมวด “ปญ ญา” ของไตรสิกขา ซึ่งการปฏบิ ตั ธิ รรมตามไตรสกิ ขา ตอ งปูพ้นื ดา นการรักษาศีลกอน
๑) “ศลี ” รกั ษาศลี กอ น เพราะตอ งทำใหก ายและวาจาบรสิ ทุ ธก์ิ อ น (สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และสมั มาอาชวี ะ)
เมือ่ กายและวาจาบริสุทธ์ิ (ละการทำชว่ั ทางกายและวาจา) ก็ดำเนนิ เร่อื งตอดาน “สมาธ”ิ (การทำความดี)
๒) “สมาธ”ิ การเจริญสมาธิ จะตองมบี าทฐานของการรกั ษาศลี ท่ีดแี ละมน่ั คง เพือ่ ทมี่ งุ หนา ละชว่ั ทำดี โดยการเดนิ
ตามอรยิ มรรคดา น สมั มาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ โดยเฉพาะสัมมาวายามะ เปน ความเพยี รดา น การละ
*, ** ปฏิปตติปุจฉาวิสชั นา : พระอาจารยมัน่ ภูริทตั ตเถร
๑๕
ชั่วและทำความดี เพื่อใหใจพรอมที่จะปฏิบัติธรรมขั้นตอไป คือ สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) และสัมมาสมาธิ (จิต
ต้ังมั่นชอบ)
๓) “ปญญา” เมื่อผานขั้นตอนการการเจริญสมาธิแลว ก็ดำเนินเรื่อง “ปญญา” ซึ่งเปนเรื่องการทำใจใหบริสุทธิ์
โดยมีอริยมรรคที่สำคัญ เพื่อการปฏิบัติธรรมขั้นสูงสุด มีสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) และสัมมาสังกัปปะ (ความ
ดำริชอบ) เพราะสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) เปนการแกไข “อวิชชา” (ความไมรูตามความเปนจริง) เพื่อใหเกิด
“วิชชา” เมอื่ เกิด “วิชชา” (รตู ามความเปนจริง) “อวชิ ชา” ก็หายไป (ดับ) หว งโซของปฏจิ จสมปุ บาท : ทุกขนิโรธ
ก็ขาดลงทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึงความทุกขก็ดับลงทั้งหมด เปนการบรรลุพระนิพพาน ซึ่งเปนเปาหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา
สมั มาสงั กัปปะ (ดำริชอบ) เปน หลักธรรมที่ออกจากกาม (ละกามราคะ) ซง่ึ เปนสงั โยชนทส่ี ำคญั ของการ บรรลุขั้น
พระอนาคามี ความดำริในการไมเบียดเบยี นและความดำรใิ นการไมพยาบาท ก็หลักธรรมทีส่ ำคญั ในการปฏิบัตเิ พือ่
การบรรลกุ ารเปนพระอริยบุคคล
ศีล สมาธิ ปญญา : เปาหมายสูงสุดคือ
บรรลุพระนิพพาน หรือบรรลุการเปนพระอรหันต
หมายเหตุ (ปฏิปตตปิ ุจฉาวิสัชนา : พระอาจารยมน่ั ภูริทตั ตเถร)
ระดบั โลกีย : ทำศลี สมาธิ ปญญา ปญ ญาทเี่ กดิ ข้นึ ยงั ไมเ ห็นอริยสัจ ๔ สงั โยชน ๓ ยังละไมได
ระดับโลกุตตร : ทำศลี สมาธิ ปญ ญา โดยปญ ญาเหน็ อริยสัจ ๔ แลว และละสงั โชน ๓ ไดแ ลว
๑๖
อรยิ มรรคมอี งค ๘ และไตรสกิ ขา
๑๗
๑๘
เสาธรรมะ
ธรรมที่เปนหลักการสำคัญ
จัดสงเคราะหในอริยสัจ ๔
และ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทม่ี าขอ มลู
๑. ธรรมท่ีเปนหลักการสำคัญ จดั สงเคราะหใ นอริยสจั ๔ คดั ลอกเน้ือหาจาก
- พจนานกุ รมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศัพท (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ ฺโต)
- พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ ฺโต)
๒. ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร คดั ลอกเนือ้ หาจาก
- พระไตรปฎ ก เลมที่ ๔ ขอ ๑๓ หนา ๓๘ (วิ.มหา. ๔/๑๓/๓๘)
รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
สารบญั
เสาธรรมะ
ธรรมทเี่ ปน หลักการสำคัญ จัดสงเคราะหใ นอรยิ สจั ๔
และธัมมจักกัปปวตั ตนสตู ร
ธรรมท่ีเปน หลกั การสำคญั จัดสงเคราะหในอร�ยสัจ ๔ ๔
ก. ปรญ� ไญยธรรม ๕
ไตรลกั ษณ ๕
ทกุ ขตา 3 ๕
ธรรมนิยาม 3 ๖
ธาตุ 6 ๖
ขนั ธ 5 ๖
นิยาม 5 ๗
อายตนะ 12 ๗
ข. ปหาตพั พธรรม ๙
กรรม 3 ๙
ตณั หา 3 ๙
ปปญจะธรรม 3 ๙
อกุศลมูล 3 ๑๐
อาสวะ 3 ๑๐
อาสวะ 4 ๑๐
ปฏิจจสมุปบาท 12 ๑๐
ปจจัย 24 ๑๓
ค. สัจฉกิ าตัพพธรรม ๑๔
นพิ พาน 2 ๑๔
วม� ตุ ติ 2 ๑๔
สขุ 21 ๑๕
สขุ 22 ๑๕
อตั ถะ 31 ๑๕
อัตถะ 32 ๑๕
มรรค 4 ๑๕
ผล 4 ๑๖
โลกุตตรธรรม 9 ๑๖
ง. ภาเวตัพพธรรม ๑๗
ปจ จัยแหงสมั มาทฎิ ฐ� 2 ๑๗
บพุ นมิ ติ แหง มรรค 7 ๑๗
พทุ ธโอวาท 3 ๑๘
ไตรสกิ ขา, สิกขา 3 ๑๘
บุญกิร�ยาวตั ถุ 3 ๑๘
บุญกิร�ยาวตั ถุ 10 ๑๙
ภาวนา 2 ๑๙
ภาวนา 4 ๒๐
มรรคมีองค 8 ๒๐
กุศลกรรมบท 101 ๒๐
กุศลกรรมบท 102 ๒๑
โพธป� ก ขย� ธรรม 37 ๒๒
๒๕
ธัมมจักกัปปวัตตนสตู ร
เสาธรรมะ
ธรรมที่เปนหลักการสำคัญ
จัดสงเคราะหในอริยสัจ ๔
และ
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทมี่ าขอ มลู
๑. ธรรมทเ่ี ปน หลักการสำคัญ จดั สงเคราะหใ นอรยิ สจั ๔ คดั ลอกเนื้อหาจาก
- พจนานุกรมพทุ ธศาสน ฉบับประมวลศพั ท (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยุตฺโต)
- พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย (สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย ป. อ. ปยตุ โฺ ต)
๒. ธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร คัดลอกเน้ือหาจาก
- พระไตรปฎก เลมที่ ๔ ขอ ๑๓ หนา ๓๘ (ว.ิ มหา. ๔/๑๓/๓๘)
ธรรมทเ่ี ปนหลักการสำคัญ
(จัดโดยสงเคราะหใ นอริยสัจจ 4)
ก. ปรญิ ไญยธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 1 คอื ปรญ� ญา (ธรรมอนั พงึ กำหนดร,ู สง�ิ ทค่ี วรรอบรู หรอ� รเู ทา ทนั ตามสภาวะของมนั
ไดแ ก อุปาทานขันธ 5 กลา วคอื ทกุ ขแ ละสง�ิ ทงั้ หลายทอ่ี ยูในจำพวกท่ีเปน ปญ หาหรอ� เปนท่ีตง้ั แหง ปญหา —
Pariññyya-dhamma : things to be fully understood, i.e. the five aggregates of existence subject to
clinging)
ข. ปหาตพั พธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 2 คอื ปหานะ (ธรรมอนั พงึ ละ, สง�ิ ทจ่ี ะ ตอ งแกไขกำจดั ทำใหห มดไป วา โดยตน ตอราก
เหงา ไดแ ก อวช� ชา และ ภวตณั หา กลา วคอื ธรรมจำพวกสมทุ ยั ทก่ี อ ใหเ กดิ ปญ หาเปน สาเหตขุ อง ทกุ ข หรอ� พดู อกี อยา ง
หนึ่งวา อกศุ ลทงั้ ปวง — Pahãtabba-dhamma: things to be abandoned, i.e. ignorance and craving for
being)
ค.สจั ฉิกาตัพพธรรม
ธรรมที่เขากับกิจในอร�ยสัจจขอที่ 3 คือ สัจฉิกิร�ยา (ธรรมอันพึงประจักษ แจง, สิ�งที่ควรไดควรถึงหร�อควรบรรลุ ไดแก
วช� ชาและว�มตุ ติ เมอื่ กลา ว โดยรวบยอดคือ นิโรธ หรอ� นพิ พาน หมายถึงธรรมจำพวกทีเ่ ปน จดุ หมาย หรอ� เปน ที่ดบั หาย
สิน� ไปแหงทุกขห รอ� ปญหา — Sacchikãtabba- dhamma : things to be realized, i.e. true knowledge and
freedom or liberation)
ง. ภาเวตพั พธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 4 คอื ภาวนา (ธรรมอนั พงึ เจรญ� หรอ� พงึ ปฏบิ ตั บิ ำเพญ็ , สง�ิ ทจ่ี ะตอ งปฏบิ ตั ิ หรอ� ลงมอื
ทำ ไดแก ธรรมท่เี ปน มรรค โดยเฉพาะสมถะและวป� สสนา กลาวคือ ประดาธรรมท่ีเปนขอ ปฏิบตั ิหร�อเปนว�ธก� ารทีจ่ ะ
ทำหร�อดำเนนิ การ เพอื่ ใหบรรลุจุดหมายแหง การสลายทกุ ขห รอ� ดบั ปญ หา — Bhãvetabba-dhamma: things to be
developed, i.e. tranquillity and insight, or, in other words, the Noble Eightfold Path)
M.III.289; S.V.52; A.II.246. ม.อ.ุ 14/829/524; สํ.ม.19/291–5/78;องฺ.จตุกกฺ .21/254/333.
๔
ก. ปรญิ ไญยธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 1 คอื ปรญ� ญา (ธรรมอนั พงึ กำหนดร,ู สง�ิ ทค่ี วรรอบรู หรอ� รเู ทา ทนั ตามสภาวะของมนั
ไดแ ก อปุ าทานขันธ 5 กลา วคือ ทุกขและสิ�งทั้งหลายท่ีอยูในจำพวกทเี่ ปนปญหาหรอ� เปน ท่ีตัง้ แหงปญหา —
Pariññyya-dhamma : things to be fully understood, i.e. the five aggregates of existence subject to
clinging)
ไตรลกั ษณ
ทกุ ขตา 3
ธรรมนยิ าม 3
ธาตุ 6
ขนั ธ 5
นยิ าม 5
อายตนะ 12
ไตรลกั ษณ (ลกั ษณะ 3, อาการท่เี ปนเคร�่องกำหนดหมาย 3 อยาง อันใหรูถึงความจรง� ของสภาวธรรมทั้งหลาย ทเี่ ปน
อยา งนัน้ ๆ ตามธรรมดาของมัน — Tilakkhanaฺ : the Three Characteristics)
1. อนิจจตา (ความเปน ของไมเ ทยี่ ง — Aniccatã: impermanence; transiency)
2. ทุกขตา (ความเปน ทุกข — Dukkhatã: state of suffering or being oppressed)
3. อนตั ตตา (ความเปนของไมใชต น - Anattatã: soullessness; state of being not self)
• ลกั ษณะเหลานี้ มี 3 อยาง จง� เร�ยกวา ไตรลกั ษณ
• ลักษณะทงั้ ๓ น้ี มีแกสิ�งทั้งหลายเปนสามัญเสมอเหมือนกัน คือ ทุกอยางที่เปนสังขตะ เปนสังขาร ลวนไมเที่ยง
(อนิจจา) คงทนอยูมิได (ทุกขา) เสมอเหมือนกันทั้งหมด ทุกอยางที่เปนธรรม ทั้งสังขตะคือสังขาร และอสังขตะคือ
วส� ังขาร ลวนมิใชตน ไมเ ปนอตั ตา (อนัตตา) เสมอกันทั้งส�ิน จง� เรย� กวา สามัญลกั ษณะ หรอ� สามญั ลักษณ
(Sãmañña-lakkhanaฺ : the Common Characteristics)
• ลกั ษณะทัง้ 3 เหลาน้ี ปรากฏอยูตามธรรมดาทแ่ี นน อน เปนไปตามกฎธรรมชาติ คอื ธรรมนิยาม
• ไตรลักษณ กด็ ี สามญั ลกั ษณ กด็ ี เปน คำในชน้ั อรรถกถา สว นในพระไตรปฎ ก ลกั ษณะ 3 อยา งน้ี อยใู นหลกั ธรรมนยิ าม
S.IV.1; Dh.277–9. ส.ํ สฬ.18/1/1; ขุ.ธ.25/30/51.
ทุกขตา 3 (ความเปนทุกข, ภาวะแหง ทุกข, สภาพทุกข, ความเปนสภาพท่ีทนไดยาก หร�อคงอยูในภาวะเดมิ ไมได —
Dukkhatã: state of suffering or being subject to suffering; conflict; unsatisfactoriness)
1. ทกุ ขทุกขตา (สภาพทกุ ขค อื ทกุ ข หรอ� ความเปน ทกุ ขเ พราะทกุ ข ไดแ ก ทกุ ขเวทนาทางกายกต็ าม ใจกต็ าม ซง่ึ เปน
ทุกขอ ยางทีเ่ ขา ใจสามญั ตรงตามชือ่ ตามสภาพ — Dukkha-dukkhatã: painfulness as suffering)
2. ว�ปรณ� ามทุกขตา (ความเปนทุกขเพราะความแปรปรวน ไดแกความสุข ซึ่งเปนเหตุใหเกิดความทุกขเมื่อตอง
เปลี่ยนแปลงแปรไปเปน อยางอน่ื — Viparinฺãma-dukkhatã: suffering in change)
3. สังขารทุกขตา (ความเปน ทกุ ขเ พราะเปน สงั ขาร ไดแ กต วั สภาวะของสงั ขาร คอื สง�ิ ทง้ั ปวงซง่ึ เกดิ จากปจ จยั ปรงุ แตง
ที่ถูกบีบคั้นดวยการเกิดข�้นและสลายไป ทำใหคงสภาพอยูไมได พรองอยูเสมอ และใหเกิดทุกขแกผูยึดถือดวย
อุปาทาน — Sankhãra-dukkhatã: suffering due to formations; inherent liability to suffering)
D.III.216; S.IV.259; V.56. ท.ี ปา.11/228/229; ส.ํ สฬ.18/510/318; ส.ํ ม.19/319/85.
๕
ธรรมนิยาม 3 (กำหนดแหงธรรมดา, ความเปนไปอันแนนอนโดยธรรมดา, กฎธรรมชาติ — Dhamma-niyãma:
orderliness of nature; natural law)
1. สพเฺ พ สงฺขารา อนจิ จฺ า (สงั ขารคือสังขตธรรมทัง้ ปวงไมเ ทีย่ ง — Sabbe sankhãrã aniccã: all conditioned
states are impermanent)
2. สพเฺ พ สงขฺ ารา ทุกฺขา (สงั ขารคอื สงั ขตธรรมทง้ั ปวงเปน ทกุ ข — Sabbe sankhãrã dukkhã: all conditioned
states are subject to oppression, conflict or suffering)
3. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา (ธรรมคอื สงั ขตธรรมและอสงั ขตธรรม หรอ� สงั ขารและว�สังขารทง้ั ปวงไมใชต น — Sabbe
dhammã anattã: all states are not-self or soulless)
หลักความจร�งนี้ แสดงใหเห็นลักษณะ 3 อยาง ที่เร�ยกวา ไตรลักษณ ของสภาวธรรมทั้งหลาย (ดู ไตรลักษณ) พระ
พุทธเจาจะอบุ ตั ิหรอ� ไมกต็ าม หลกั ท้งั สามนี้ ก็คงมีอยเู ปนธรรมดา พระพุทธเจา เปน แตทรงคน พบ และนำมาเปด เผย
แสดงแกเวไนย.
A.I.285. อง.ฺ ติก.20/576/368.
ธาตุ 6 (Dhãtu: the six elements) ไดแกธาตุ 4 หร�อมหาภูต 4 คือ ปฐว�ธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และ วาโยธาตุ
นั้น กับเพิ�มอีก 2 อยาง คือ
5. อากาสธาตุ (สภาวะที่วาง โปรงไป เปนชอง — Ãkãsa-dhãtu: the space-element)
6. ว�ญญาณธาตุ (สภาวะที่รูแจงอารมณ ธาตุรู ไดแกว�ญญาณธาตุ 6 คือ จักขุว�ญญาณธาตุ โสต ~ ฆาน ~
ชิวหา ~ กาย ~ มโนว�ญญาณธาตุ — Viññãnฺa-dhãtu: element of consciousness; consciousness-
element)
M.III.31; Vbh.82. ม.อุ.14/169/125; อภ.ิ ว�.35/114/101.
ขันธ 5 หรอ� เบญจขันธ (กองแหงรูปธรรมและนามธรรมหาหมวดที่ประชุมกัน เขาเปนหนวยรวม ซึ่งบัญญัติเร�ยกวา
สตั ว บคุ คล ตวั ตน เรา-เขา เปน ตน , สว นประกอบหา อยา งทร่ี วมเขา เปน ชวี ต� — Pañca-khandha: the Five Groups
of Existence; Five Aggregates)
1. รูปขนั ธ (กองรปู , สว นทเ่ี ปน รปู , รา งกาย พฤตกิ รรม และคณุ สมบตั ติ า งๆ ของสว นทเ่ี ปน รา งกาย, สว นประกอบ
ฝา ยรูปธรรมท้ังหมด, สง�ิ ทีเ่ ปน รางพรอ มทง้ั คุณและอาการ — Rûpa-khandha corporeality)
2. เวทนาขันธ (กองเวทนา, สว นทเ่ี ปน การเสวยรสอารมณ, ความรสู กึ สขุ ทกุ ข หรอ� เฉยๆ — Vedanã-khandha:
feeling; sensation)
3. สัญญาขันธ (กองสัญญา, สวนที่เปนความกำหนดหมายใหจำอารมณนั้นๆ ได, ความกำหนดไดหมายรูใน
อารมณ 6 เชนวา ขาว เข�ยว ดำ แดง เปนตน — Saññã-khandha: perception)
4. สังขารขันธ (กองสังขาร, สวนที่เปนความปรุงแตง, สภาพที่ปรุงแตงจ�ตใหดีหร�อชั่วหร�อเปนกลางๆ, คุณสมบัติ
ตา งๆ ของจ�ต มีเจตนาเปนตัวนำ ที่ปรุงแตงคุณภาพของจ�ต ใหเปนกุศล อกุศล อัพยากฤต — Sankhãra-
khandha: mental formations; volitional activities)
5. ว�ญญาณขนั ธ (กองวญ� ญาณ, สว นทเ่ี ปน ความรแู จง อารมณ, ความรอู ารมณท างอายตนะทง้ั 6 มกี ารเหน็ การได
ยนิ เปนตน ไดแ ก วญ� ญาณ 6 — Viññãnaฺ -khandha: consciousness)
ขนั ธ 5 นี้ ยอลงมาเปน 2 คอื นาม และ รูป; รปู ขนั ธจ ดั เปน รูป, 4 ขนั ธนอกน้นั เปนนาม. อีกอยางหน่ึง จัดเขา ใน
ปรมตั ถธรรม 4: วญ� ญาณขนั ธเปน จต� , เวทนาขันธ สญั ญาขันธ และสงั ขารขันธ เปน เจตสกิ , รปู ขันธ เปน รปู , สว น
นิพพาน เปน ขันธวน� ิมตุ คอื พนจากขนั ธ 5
เรอ�่ งขันธ 5 พงึ ดปู ระกอบในหมวดธรรมอ่นื ๆ เชน
1. รูปขันธ ดู รปู 2, 28; มหาภตู 4; อปุ าทายรูป 24.
2. เวทนาขันธ ดู เวทนา 2; เวทนา 3; เวทนา 5; เวทนา 6.
๖
3. สญั ญาขันธ ดู สัญญา 6. สํ.ข.17/95/58; อภิ.ว.� 35/1/1.
4. สังขารขนั ธ ดู สงั ขาร 3; สังขาร 3; อภิสงั ขาร 3; เจตนา 6.
5. วญ� ญาณขนั ธ ดู ว�ญญาณ 6.
นอกนี้ ดู จต� 89; เจตสกิ 52
S.III.47; Vbh.1.
นิยาม 5 (กำหนดอนั แนน อน, ความเปน ไปอนั มรี ะเบยี บแนน อนของธรรมชาต,ิ กฎธรรมชาติ — Niyãma: orderliness
of nature; the five aspects of natural law)
1. อุตุนยิ าม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หร�อปรากฏการณธรรมชาติตางๆ โดยเฉพาะดิน น้ำ อากาศ และฤดู
กาล อนั เปนสงิ� แวดลอ มสำหรับมนุษย — Utu-niyãma: physical inorganic order; physical laws)
2. พีชนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกบั การสบื พนั ธุ มพี นั ธกุ รรมเปน ตน — Bìja-niyãma: physical organic order;
biological laws)
3. จ�ตตนิยาม (กฎธรรมชาติเก่ยี วกับการทำงานของจ�ต — Citta-niyãma: psychic law)
4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย คือ กระบวนการใหผลของการกระทำ — Kamma-
niyãma: order of act and result; the law of Kamma; moral laws)
5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกบั ความสมั พนั ธแ ละอาการท่เี ปนเหตุเปน ผลแกกนั แหง สิ�งท้งั หลาย —
Dhamma-niyãma: order of the norm; the general law of cause and effect; causality and
conditionality)
ดู ธรรมนยิ าม 3; ว�บัติ 4; สมบตั ิ 4.
DA.II.432; DhsA.272. ที.อ.2/34; สงคฺ ณี.อ.408.
อายตนะ 12 (สิง� ทเี่ ชือ่ มตอกนั ใหเกิดความรู, แดนตอ หรอ� แดนเกิดแหงความรู — Ãyatana: sense-fields; sense-
spheres)
1. อายตนะภายใน 6
2. อายตนะภายนอก 6
Vbh.70. อภ.ิ ว.� 35/99/85.
อายตนะภายใน 6 (ท่ีเชื่อมตอใหเกดิ ความรู, แดนตอ ความรฝู ายภายใน — Ajjhattikãyatana: internal
sense-fields) บาลเี รย� ก อัชฌัตติกายตนะ
1. จักขุ (จักษ,ุ ตา — Cakkhu: the eye)
2. โสตะ (หู — Sota: the ear)
3. ฆานะ (จมกู — Ghãna: the nose)
4. ชิวหา (ล�นิ — Jivhã: the tongue)
5. กาย (กาย — Kãya: the body)
6. มโน (ใจ — Mana: the mind)
ท้ัง 6 นี้ เร�ยกอกี อยา งวา อนิ ทร�ย 6 เพราะเปนใหญในหนา ท่ีของตนแตละอยา ง เชน จักษุ เปน เจาการในการเหน็
เปนตน
D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ท.ี ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภิ.ว�.35/99/85.
อายตนะภายนอก 6 (ทเี่ ช่อื มตอใหเกดิ ความร,ู แดนตอ ความรูฝายภายนอก — Bãhirãyatana: external
sense-fields) บาลีเรย� ก พาหริ ายตนะ
1. รูปะ (รูป, ส�ิงท่ีเหน็ หร�อ วณั ณะ คือสี — Rûpa: form; visible objects)
๗
2. สทั ทะ (เสยี ง — Sadda: sound)
3. คนั ธะ (กลิ�น — Gandha: smell; odour)
4. รสะ (รส — Rasa: taste)
5. โผฏฐพั พะ (สัมผสั ทางกาย, สง�ิ ทถ่ี กู ตอ งกาย — Phottฺ hฺ abba: touch; tangible objects)
6. ธรรม หร�อ ธรรมารมณ (อารมณท ่ีเกดิ กับใจ, สง�ิ ท่ีใจนกึ คิด — Dhamma: mind-objects)
ท้ัง 6 น้ี เร�ยกท่วั ไปวา อารมณ 6 คอื เปน สง�ิ สำหรับใหจ�ตยึดหนว ง
D.III.243; M.III.216; Vbh.70. ที.ปา.11/304/255; ม.อ.ุ 14/619/400; อภ.ิ ว.� 35/99/85.
๘
ข. ปหาตัพพธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 2 คอื ปหานะ (ธรรมอนั พงึ ละ, สง�ิ ทจ่ี ะ ตอ งแกไขกำจดั ทำใหห มดไป วา โดยตน ตอราก
เหงา ไดแ ก อวช� ชา และ ภวตณั หา กลา วคอื ธรรมจำพวกสมทุ ยั ทก่ี อ ใหเ กดิ ปญ หาเปน สาเหตขุ อง ทกุ ข หรอ� พดู อกี อยา ง
หนง่ึ วา อกศุ ลทั้งปวง — Pahãtabba-dhamma: things to be abandoned, i.e. ignorance and craving for
being)
กรรม 3
ตณั หา 3
ปปญ จะธรรม 3
อกศุ ลมลู 3
อาสวะ 3
อาสวะ 4
ปฏจิ จสมปุ บาท 12
ปจ จยั 24
กรรม 3 (การกระทำ, การกระทำทป่ี ระกอบดว ยเจตนา ดกี ็ตาม ชว่ั กต็ าม — Kamma: action; deed)
1. กายกรรม (กรรมทำดว ยกาย, การกระทำทางกาย — Kãya-kamma: bodily action)
2. วจก� รรม (กรรมทำดว ยวาจา, การกระทำทางวาจา — Vacĩ-kamma: verbal action)
3. มโนกรรม (กรรมทำดว ยใจ, การกระทำทางใจ — Mano-kamma: mental action)
M.I.373. ม.ม.13/64/56.
ตณั หา 3 (ความทะยานอยาก — Tanhฺ ã: craving)
1. กามตณั หา (ความทะยานอยากในกาม, ความอยากไดกามคุณ คือสิ�งสนองความตองการทางประสาททั้งหา —
Kãma-tanhฺ ã: craving for sensual pleasures; sensual craving)
2. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได จะเปนอยางใดอยางหนึ่ง อยากเปน
อยากคงอยูตลอดไป, ความใครอยากที่ประกอบดวยภวทิฏฐ�หร�อสัสสตทิฏฐ� — Bhava-tanฺhã: craving for
existence)
3. วภ� วตัณหา (ความทะยานอยากในว�ภพ, ความอยากในความพรากพนไปแหงตัวตนจากความเปนอยางใดอยาง
หนง่ึ อนั ไมป รารถนา อยากทำลาย อยากใหดับสูญ, ความใครอยากที่ประกอบดวยว�ภวทิฏฐ�หร�ออุจเฉททิฏฐ� —
Vibhava-tanhฺ ã: craving for non-existence; craving for self-annihilation)
A.III.445; Vbh.365. องฺ.ฉกกฺ .22/377/494; อภิ.ว.� 35/933/494.
ปปญจะ หรอ� ปปญ จธรรม 3 (กเิ ลสเครอ่� งเนน�ิ ชา , กเิ ลสทเ่ี ปน ตวั การทำใหค ดิ ปรงุ แตง ยดื เยอ้ื พสิ ดาร ทำใหเ ขวหา งออก
ไปจากความเปน จรง� ทง่ี า ยๆ เปด เผย กอ ใหเ กดิ ปญ หาตา งๆ และขดั ขวางไมใหเ ขา ถงึ ความจรง� หรอ� ทำใหไมอ าจแกป ญ หา
อยางถูกทางตรงไปตรงมา — Papañca: proliferation; diversification; diffuseness; mental diffusion)
1. ตัณหา (ความทะยานอยาก, ความปรารถนาทจ่ี ะบำรงุ บำเรอปรนเปรอตน, ความอยากได อยากเอา — Tanฺhã:
craving; selfish desire)
2. ทิฏฐ� (ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธ� ทฤษฎี อุดมการณตางๆ ที่ยึดถือไวโดยงมงายหร�อโดยอาการเชิดชูวา
อยา งนเ้ี ทา นน้ั จรง� อยา งอน่ื เทจ็ ทง้ั นน้ั เปน ตน ทำใหป ด ตวั แคบ ไมย อมรบั ฟง ใครตดั โอกาสทจ่ี ะเจรญ� ปญ ญา หรอ�
คดิ เตลดิ ไปขา งเดยี ว ตลอดจนเปน เหตแุ หง การเบยี ดเบยี นบบี คน้ั ผอู น่ื ท่ีไมถ อื อยา งตน, ความยดึ ตดิ ในทฤษฎี ฯลฯ
ถอื ความคดิ เห็นเปน ความจรง� — Dittฺ hฺ i: view; dogma; speculation)
3. มานะ (ความถอื ตวั , ความสำคญั ตนวา เปน นน่ั เปน น่ี ถอื สงู ถอื ตำ่ ยง�ิ ใหญเ ทา เทยี ม หรอ� ดอ ยกวา ผอู น่ื , ความอยาก
๙
เดนอยากยกชตู นใหย ิ�งใหญ — Mãna: conceit)
ในคมั ภีรว ภ� ังค เร�ยกปปญ จะ 3 นี้เปน ฉนั ทะ (คอื ตณั หา) มานะ ทฏิ ฐ�
Nd1 280; Vbh.393; Nett. 37–38. ขุ.ม.29/505/337; อภิ.ว.� 35/1034/530; เนตตฺ .ิ 56–57.
อกุศลมูล 3 (รากเหงาของอกุศล, ตนตอของความชั่ว — Akusala-mũla: unwholesome roots; roots of bad
actions)
1. โลภะ (ความอยากได — Lobha: greed)
2. โทสะ (ความคิดประทุษรา ย — Dosa: hatred)
3. โมหะ (ความหลง — Moha: delusion)
D.III.275; It.45. ท.ี ปา.11/393/291; ข.ุ อติ ิ.25/228/264.
อาสวะ 3 (สภาวะอันหมักดองสันดาน, สิ�งที่มอมพื้นจ�ต, กิเลสที่ไหลซึมซานไปยอมใจเมื่อประสบอารมณตางๆ —
Ãsava: mental intoxication; canker; bias; influx; taint)
1. กามาสวะ (อาสวะคอื กาม — Kãmãsava: canker of sense-desire)
2. ภวาสวะ (อาสวะคือภพ — Bhavãsava: canker of becoming)
3. อวช� ชาสวะ (อาสวะคอื อว�ชชา — Avijjãsava: canker of ignorance)
D.II.81; S.IV.256. ท.ี ม.10/76/96; ส.ํ สฬ.18/504/315.
อาสวะ 4 (Ãsava: mental intoxication; canker)
1. กามาสวะ (อาสวะคอื กาม — Kãmãsava: canker of sense-desire)
2. ภวาสวะ (อาสวะคอื ภพ — Bhavãsava: canker of becoming)
3. ทฏิ ฐาสวะ (อาสวะคือทฏิ ฐ� — Dittฺ hฺ ãsava: canker of views or speculation)
4. อว�ชชาสวะ (อาสวะคืออวช� ชา — Avijjãsava: canker of ignorance)
ในท่มี าสว นมาก โดยเฉพาะในพระสตู ร แสดงอาสวะไว 3 อยา ง โดยสงเคราะหท ฏิ ฐาสวะเขา ในภวาสวะ (ม.อ.1/93)
Vbh.373. อภิ.ว�.35/961/504.
ปฏิจจสมปุ บาท มอี งคหร�อหัวขอ 12 (การเกิดข�้นพรอมแหงธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิดข�้น
พรอม, การที่สิ�งทั้งหลายอาศัยกันๆ จ�งเกิดมีข�้น — Patฺicca-samuppãda: the Dependent Origination;
conditioned arising)
1.–2. อวช� ชฺ าปจฺจยา สงฺขารา เพราะ อวช� ชา เปน ปจ จยั สงั ขาร จง� มี (Dependent on Ignorance arise Kamma-
Formations.)
3. สงฺขารปจจฺ ยา ว� ฺ าณํ เพราะสงั ขารเปน ปจ จยั วญ� ญาณ จง� มี (Dependent on Kamma-Farmations arises
Consciousness.)
4. ว� ฺาณปจจฺ ยา นามรปู เพราะว�ญญาณเปนปจจัย นามรูป จ�งมี (Dependent on Consciousness arise
Mind and Matter.)
5. นามรูปปจจฺ ยา สฬายตนํ เพราะนามรปู เปน ปจ จยั สฬายตนะ จง� มี (Dependent on Mind and Matter arise
the Six Sense-Bases.)
6. สฬายตนปจฺจยา ผสโฺ ส เพราะสฬายตนะเปน ปจ จยั ผสั สะ จง� มี (Dependent on the Six Sense-Bases arises
Contact.)
7. ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะเปน ปจจยั เวทนา จง� มี (Dependent on Contact arises Feeling.)
8. เวทนาปจจฺ ยา ตณหฺ า เพราะเวทนาเปน ปจจัย ตณั หา จ�งมี (Dependent on Feeling arises Craving.)
๑๐
9. ตณหฺ าปจจฺ ยา อปุ าทานํ เพราะตัณหาเปน ปจจัย อุปาทาน จง� มี (Dependent on Craving arises Clinging.)
10. อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอปุ าทานเปนปจจยั ภพ จ�งมี (Dependent on Clinging arises Becoming.)
11. ภวปจจฺ ยา ชาติ เพราะภพเปนปจ จัย ชาติ จ�งมี (Dependent on Becoming arises Birth.)
12. ชาตปิ จฺจยา ชรามรณํ เพราะชาตเิ ปน ปจ จยั ชรามรณะ จง� มี (Dependent on Birth arise Decay and Death.)
โสกปรเ� ทวทกุ ฺขโทมนสฺสปุ ายาสา สมฺภวนฺติ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทกุ ข โทมนสั และความคบั แคนใจ กม็ พี รอ ม
(There also arise sorrow, lamentation, pain, grief and despair.)
เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกขฺ กฺขนฺธสฺส สมุทโย โหต.ิ
ความเกิดขน�้ แหง กองทกุ ขท้งั ปวงน้ี จ�งมีดวยประการฉะน้ี
(Thus arises this whole mass of suffering.)
แสดงตามลำดับ จากตนไปหาปลายอยางน้ี เรย� กวา อนโุ ลมเทศนา (teaching in forward order) ถาแสดงยอ น
กลับจากปลายมาหาตน วา ชรามรณะเปน ตน มีเพราะชาตเิ ปน ปจจยั ชาตมิ เี พราะภพเปน ปจ จัย ฯลฯ สังขารมีเพราะ
อว�ชชาเปน ปจ จยั เร�ยกวา ปฏิโลมเทศนา (teaching in backward order)
องค (factors) หรอ� หวั ขอ 12 น้ัน มคี วามหมายโดยสงั เขป ดงั น้ี
1. อวช� ชา (Avijjã: ignorance) ความไมรู คอื ไมร ูในอร�ยสัจจ 4 หร�อตามนยั อภธิ รรมวา อว�ชชา 8
2. สังขาร (Sankฺ hãra: kamma-formations) สภาพท่ปี รงุ แตง ไดแ ก สังขาร 3 หร�อ อภิสงั ขาร 3
3. วญ� ญาณ (Viññãnaฺ : consciousness) ความรแู จงอารมณ ไดแก วญ� ญาณ 6
4. นามรูป (Nãma-rũpa: mind and matter) นามและรูป ไดแก เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หร�อ
ตามนยั อภธิ รรมวา นามขันธ 3 + รูป
5. สฬายตนะ (Salãฺ yatana: six sense-bases) อายตนะ 6 ไดแก อายตนะภายใน 6
6. ผสั สะ (Phassa: contact) ความกระทบ, ความประจวบ ไดแ ก สัมผสั 6
7. เวทนา (Vedanã: feeling) ความเสวยอารมณ ไดแก เวทนา 6
8. ตณั หา (Tanhฺ ã: craving) ความทะยานอยาก ไดแก ตัณหา 6 มีรูปตัณหา เปนตน (ตัณหา ในรูป ในเสียง ใน
กลิ�น ในรส ในสัมผสั ทางกาย และในธรรมารมณ)
9. อปุ าทาน (Upãdãna: clinging; attachment) ความยดึ ม่ัน ไดแ ก อปุ าทาน 4
10. ภพ (Bhava: becoming) ภาวะชีว�ต ไดแก ภพ 3 อีกนัยหนึ่งวา ไดแก กรรมภพ (ภพ คือกรรม — active
process of becoming ตรงกบั อภสิ งั ขาร 3 ) กบั อปุ ปต ตภิ พ (ภพคอื ทอ่ี บุ ตั ิ — rebirth-process of becoming
ตรงกับ ภพ 3 )
11. ชาติ (Jãti: birth) ความเกดิ ไดแก ความปรากฏแหงขันธทง้ั หลาย การไดอ ายตนะ
12. ชรามรณะ (Jarã-maranaฺ : decay and death) ความแกและความตาย ไดแก ชรา (ความเสื่อมอายุ, ความ
หงอมอินทร�ย) กบั มรณะ (ความสลายแหงขนั ธ, ความขาดชีว�ตนิ ทรย� )
ทงั้ 12 ขอ เปน ปจ จยั ตอ เนอ่ื งกนั ไป หมนุ เวย� นเปน วงจร ไมม ตี น ไมม ปี ลาย เรย� กวา ภวจกั ร (วงลอ หรอ� วงจรแหง
ภพ — Bhava-cakka: wheel of existence) และมขี อ ควรทราบเกีย่ วกบั ภวจกั รอกี ดังน้ี
ก.อทั ธา 3 (Addhã: periods; times) คอื กาล 3 ไดแ ก
1) อดตี = อว�ชชา สังขาร
2) ปจจุบัน = ว�ญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตณั หา อปุ าทาน ภพ
3) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ (+ โสกะ ฯลฯ)
ข. สังเขป หรอ� สังคหะ 4 (Sankhepa or Sangaha: sections; divisions) คอื ชว ง หมวด หรอ� กลุม 4 ไดแก
1) อดตี เหตุ = อว�ชชา สังขาร
2) ปจจบุ ันผล = วญ� ญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3) ปจจุบันเหตุ = ตณั หา อุปาทาน ภพ
๑๑
4) อนาคตผล = ชาติ ชรามรณะ (+ โสกะ ฯลฯ)
ค. สนธ� 3 (Sandhi: links; connection) คือ ข้วั ตอ ระหวางสงั เขปหร�อชวงทง้ั 4 ไดแ ก
1) ระหวาง อดตี เหตุ กับ ปจ จบุ ันผล
2) ระหวาง ปจ จบุ ันผล กบั ปจ จบุ ันเหตุ
3) ระหวาง ปจ จุบันเหตุ กบั อนาคตผล
ง. วัฏฏะ 3
จ. อาการ 20 (Ãkãra: modes; spokes; qualities) คือ องคประกอบแตละอยา ง อนั เปน ดุจกำของลอ จำแนกตาม
สว นเหตุ (causes) และสว นผล (effects) ไดแ ก
1) อดีตเหตุ 5 = อวช� ชา สงั ขาร ตัณหา อุปาทาน ภพ
2) ปจ จบุ นั ผล 5 = ว�ญญาณ นามรปู สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
3) ปจจบุ ันเหตุ 5 = อว�ชชา สงั ขาร ตัณหา อปุ าทาน ภพ
4) อนาคตผล 5 = วญ� ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา
อาการ 20 นี้ ก็คือ หัวขอทก่ี ระจายใหเ ต็ม ในทุกชว งของสงั เขป 4 น่นั เอง
ฉ. มลู 2 (Mũla: roots) คือ กิเลสทเี่ ปน ตวั มลู เหตุ ซึง่ กำหนดเปน จดุ เรม� ตนในวงจรแตละชวง ไดแ ก
1) อว�ชชา เปน จดุ เร�มตนในชวงอดีต สงผลถงึ เวทนาในชวงปจจบุ นั
2) ตณั หา เปน จุดเรม� ตน ในชวงปจจุบัน สง ผลถงึ ชรามรณะในชว งอนาคต
พงึ สงั เกตดวยวา การกลาวถึงสวนประกอบของภวจักรตามขอ ก. ถึง ฉ. นี้ เปนคำอธ�บายในคัมภีรรุนหลัง เชน
อภธิ มั มัตถสงั คหะ เปน ตน
การแสดงหลักปฏิจจสมุปบาท ใหเห็นความเกิดข�้นแหงธรรมตางๆ โดยอาศัยปจจัยสืบทอดกันไปอยางนี้ เปน
สมทุ ยวาร คือฝา ยสมุทัย ใชเปน คำอธบ� ายอร�ยสจั จข อ ท่ี 2 (สมุทัยสัจจ) คือ แสดงใหเ หน็ ความเกิดข�้นแหง ทกุ ข ปฏจิ จ
สมุปบาทที่แสดงแบบนี้ เร�ยกวา อนุโลมปฏิจจสมปุ บาท (direct Dependent Origination)
การแสดงในทางตรงขามกับขางตนนี้ เปน นิโรธวาร คือฝายนิโรธ ใชอธ�บายอร�ยสัจจขอที่ 3 (นิโรธสัจจ) เร�ยก
วา ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท (reverse Dependent Origination ซึ่งความจร�งก็คือ Dependent Extinction นั่นเอง)
แสดงใหเห็นความดับไปแหงทุกข ดวยอาศัยความดับไปแหงปจจัยทั้งหลายสืบทอดกันไป ตัวบทของปฏิจจสมุปบาท
แบบปฏิโลมนี้ พึงเทียบจากแบบอนโุ ลมน่ันเอง เชน
1.–2. อว�ชชฺ าย เตวฺ ว อเสสว�ราคนิโรธา สงขฺ ารนโิ รโธ เพราะอวช� ชาสำรอกดับไปไมเหลอื สังขารจง� ดับ
(Through the total fading away and cessation of ignorance, cease kammaformations.)
3. สงขฺ ารนิโรธา ว�ฺ าณนิโรโธ เพราะสงั ขารดับ ว�ญญาณจง� ดบั
(Through the cessation of kamma-formations, ceases consciousness.)
ฯลฯ
12. ชาตนิ ิโรธา ชรามรณํ เพราะชาตดิ ับ ชรามรณะ (จ�งดบั )
(Through the cessation of birth, cease decay and death.)
โสกปร�เทวทุกฺขโทมนสสฺ ปุ ายาสา นิรุชฺฌนตฺ ิ
ความโศก ความครำ่ ครวญ ทุกข โทมนัส ความคับแคนใจ กด็ บั
(Also cease sorrow, lamentation, pain, grief and despair.)
เอวเมตสสฺ เกวลสฺส ทกุ ขฺ กฺขนฺธสสฺ นิโรโธ โหต.ิ
ความดบั แหง กองทุกขทั้งปวงนี้ ยอ มมีดวยประการฉะน้ี
(Thus comes about the cessation of this whole mass of suffering.)
นี้เปน อนุโลมเทศนา ของปฏิโลมปฏิจจสมปุ บาท สวน ปฏโิ ลมเทศนา กพ็ งึ แสดงยอนวา ชรา มรณะ เปนตน ดับ
เพราะชาตดิ ับ ชาตดิ บั เพราะภพดบั ฯลฯ สังขารดบั เพราะอวช� ชาดบั อยา งเดียวกับในอนโุ ลมปฏจิ จสมุปบาท
๑๒
ปฏจิ จสมปุ บาทน้ี มชี อ่ื เรย� กอยา งอน่ื อกี ทส่ี ำคญั คอื อทิ ปั ปจ จยตา (ภาวะทม่ี อี นั นๆ้ี เปน ปจ จยั — Idappaccayatã:
specific conditionality) ธรรมนิยาม (ความเปนไปอันแนนอนแหงธรรมดา, กฎธรรมชาติ — Dhammaniyãma:
orderliness of nature; natural law) และ ปจจยาการ (อาการที่สิ�งทั้งหลายเปนปจจัยแกกัน — Paccayãkãra:
mode of conditionality; structure of conditions) เฉพาะชื่อหลังนี้เปนคำที่นิยมใชในคัมภีรอภิธรรม และคัมภีร
รนุ อรรถกถา.
Vin.I.1; S.II.1; Vbh.135; Vism.517; Comp.188. ว�นย.4/1/1; ส.ํ นิ.16/1/1; อภิ.ว.� 35/274/185; ว�สทุ ธฺ �.3/107; สงคฺ ห.45.
ปจจยั 24 (ลักษณะหร�ออาการแหงความสมั พันธระหวางส�งิ ทัง้ หลาย ทีส่ �ิงหน่งึ หร�อสภาวธรรมอยางหนึ่ง เปน องค
ประกอบทชี่ วยเอือ้ เก้อื หนนุ ค้ำจนุ เปน เหตุ หรอ� เปนเงอ�่ นไข ใหส ง�ิ อนื่ หรอ� สภาวธรรมอยางอ่ืน เกิดขน้� คงอยู หรอ� เปน
ไปอยางใดอยางหน่งึ — Paccaya: condition; mode of conditionality or relation)
1. เหตปุ จจัย (ปจจยั โดยเปน เหตุ — Hetu-paccaya: root condition)
2. อารมั มณปจจัย (ปจจยั โดยเปนอารมณ — Ãrammanaฺ -paccaya: object condition)
3. อธป� ติปจ จยั (ปจ จัยโดยเปน เจา ใหญ — Adhipati-paccaya: predominance condition)
4. อนนั ตรปจ จัย (ปจ จยั โดยเปน ภาวะตอ เนอ่ื งไมม ชี อ งระหวา ง — Anantara-paccaya: immediacy condition)
5. สมนันตรปจ จัย (ปจจยั โดยเปนภาวะตอเน่ืองทันที — Samanantara-paccaya: contiguity condition)
6. สหชาตปจ จยั (ปจจยั โดยเกดิ รวมกัน — Sahajãta-paccaya: connascence condition)
7. อัญญมญั ญปจ จยั (ปจ จัยโดยอาศยั ซ่งึ กนั และกนั — Aññamañña-paccaya: mutuality condition)
8. นสิ สยปจ จยั (ปจจัยโดยเปน ท่ีอาศยั — Nissaya-paccaya: dependence condition)
9. อุปนิสสยปจจยั (ปจจัยโดยเปน เครอ่� งหนุนหร�อกระตนุ เรา — Upanissaya-paccaya: decisive-support
condition; inducement condition)
10. ปุเรชาตปจจัย (ปจจัยโดยเกิดกอ น — Purejãta-paccaya: prenascence condition)
11. ปจ ฉาชาตปจ จยั (ปจ จยั โดยเกดิ ทีหลงั — Pacchãjãta-paccaya: postnascence condition)
12. อาเสวนปจจัย (ปจจยั โดยการซ้ำบอยหร�อทำใหช ิน — Ãsevana-paccaya: repetition condition)
13. กรรมปจ จยั (ปจ จัยโดยเปนกรรมคอื เจตจำนง — Kamma-paccaya: kamma condition)
14. ว�ปากปจจัย (ปจ จยั โดยเปนว�บาก — Vipãka-paccaya: kamma-result condition)
15. อาหารปจจัย (ปจ จัยโดยเปน อาหาร คอื เปนเคร่�องหลอ เล้ียง — Ãhãra-paccaya: nutriment condition)
16. อินทร�ยปจจัย (ปจจยั โดยเปน เจาการ — Indriya-paccaya: faculty condition)
17. ฌานปจจยั (ปจ จัยโดยภาวะจ�ตท่เี ปนฌาน — Jhãna-paccaya: absorption condition)
18. มรรคปจจยั (ปจ จยั โดยเปน มรรค — Magga-paccaya: path condition)
19. สัมปยุตตปจจยั (ปจจัยโดยประกอบกนั — Sampayutta-paccaya: association condition)
20. ว�ปปยุตตปจจยั (ปจจยั โดยแยกตา งหากกนั — Vippayutta-paccaya: dissociation condition)
21. อตั ถิปจ จยั (ปจจัยโดย[ตอ ง]มอี ยู — Atthi-paccaya: presence condition)
22. นัตถปิ จ จัย (ปจจยั โดย[ตอ ง]ไมม ีอยู — Natthi-paccaya: absence condition)
23. วค� ตปจ จยั (ปจ จัยโดย[ตอ ง]ปราศไป — Vigata-paccaya: disappearance condition)
24. อว�คตปจ จัย (ปจจัยโดย[ตอง]ไมปราศไป — Avigata-paccaya: non-disappearance condition)
ปจจัย 24 น้ี เปน สาระของคำอธบ� ายท้งั หมดในคมั ภรี ป ฏ ฐานแหง พระอภธิ รรมปฎ ก คอื พระไตรปฎกบาลี 6 เลม
ตงั้ แตเลม 40 ถงึ เลม 45
Pat.ฺ 1 อภิ.ป.40/1/1.
๑๓
ค.สจั ฉกิ าตพั พธรรม
ธรรมที่เขากับกิจในอร�ยสัจจขอที่ 3 คือ สัจฉิกิร�ยา (ธรรมอันพึงประจักษ แจง, สิ�งที่ควรไดควรถึงหร�อควรบรรลุ ไดแก
ว�ชชาและวม� ตุ ติ เม่อื กลาว โดยรวบยอดคอื นโิ รธ หรอ� นพิ พาน หมายถึงธรรมจำพวกที่เปน จดุ หมาย หรอ� เปน ที่ดบั หาย
สิน� ไปแหง ทกุ ขห ร�อปญ หา — Sacchikãtabba- dhamma : things to be realized, i.e. true knowledge and
freedom or liberation)
นิพพาน 2
วม� ุตติ 2
สุข 21
สุข 22
อตั ถะ 31
อัตถะ 32
มรรค 4
ผล 4
โลกุตตรธรรม 9
นิพพาน 2 (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกขแลว, ภาวะที่เปนสุขสูงสุด เพราะไรกิเลสไรทุกข เปนอิสรภาพสมบูรณ —
Nibbãna: Nirvãnฺa; Nibbãna)
1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นพิ พานยงั มอี ปุ าทเิ หลอื — Saupãdisesa-nibbãna: Nibbãna with the substratum
of life remaining)
2. อนปุ าทเิ สสนพิ พาน (นพิ พานไมม อี ปุ าทเิ หลอื — Anupãdisesa-nibbãna: Nibbãna without any substratum
of life remaining)
หมายเหตุ: ตามคำอธ�บายนัยหนึ่งวา
1. = ดบั กเิ ลส ยงั มเี บญจขนั ธเ หลอื (= กเิ ลสปรน� พิ พาน — Kilesa-parinibbàna: extinction of the defilements)
2. = ดับกเิ ลส ไมม ีเบญจขนั ธเหลือ (= ขนั ธปร�นิพพาน — Khandha-parinibbàna: extinction of the
Aggregates) หรอ�
1. = นิพพานของพระอรหันตผยู ังเสวยอารมณท ่นี าชอบใจและไมน าชอบใจทางอนิ ทรย� 5 รบั รูสขุ ทกุ ขอ ยู
2. = นิพพานของพระอรหันตผ รู ะงบั การเสวยอารมณท ัง้ ปวงแลว
It.38. ขุ.อติ ิ.25/222/258.
อีกนยั หน่งึ กลาวถงึ บุคคลวา องฺ.นวก.23/216/394.
1. สอปุ าทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนปุ าทิเสสบุคคล = พระอเสขะ
A.IV.379.
วม� ตุ ติ 2 (ความหลดุ พน — Vimutti: deliverance; liberation; freedom)
1. เจโตวม� ตุ ติ (ความหลุดพนแหงจ�ต, ความหลุดพนดวยอำนาจการฝกจ�ต, ความหลุดพนแหงจ�ตจากราคะ ดวย
กำลงั แหง สมาธ� — Cetovimutti: deliverance of mind; liberation by concentration)
2. ปญ ญาว�มุตติ (ความหลดุ พน ดว ยปญ ญา, ความหลดุ พน ดว ยอำนาจการเจรญ� ปญ ญา, ความหลดุ พน แหง จต� จาก
อว�ชชา ดวยปญญาที่รูเห็นตามเปนจร�ง — Paññãvimutti: deliverance through insight; liberation
through wisdom)
A.I.60. องฺ.ทุก.20/276/78.
๑๔
สุข 21 (ความสขุ — Sukha: pleasure; happiness) อง.ฺ ทกุ .20/315/101.
1. กายิกสุข (สขุ ทางกาย — Kãyika-sukha: bodily happiness)
2. เจตสิกสุข (สขุ ทางใจ — Cetasika-sukha: mental happiness)
A.I.80.
สุข 22 (ความสุข — Sukha: pleasure; happiness)
1. สามิสสุข (สุของิ อามิส, สขุ อาศยั เหยื่อลอ , สุขจากวัตถุคอื กามคณุ — Sãmisa-sukha: carnal or sensual
happiness)
2. นิรามสิ สขุ (สุขไมอิงอามสิ , สขุ ไมต อ งอาศัยเหยื่อลอ, สขุ ปลอดโปรง เพราะใจสงบหรอ� ไดรูแ จง ตามเปน จร�ง —
Nirãmisa-sukha: happiness independent of material things or sensual desires; spiritual
happiness)
A.I.80. อง.ฺ ทกุ .20/313/101.
อัตถะ หรอ� อรรถ 31 (ประโยชน, ผลท่ีมุงหมาย, จดุ หมาย, ความหมาย — Attha: benefit; advantage; welfare;
aim; goal; meaning)
1. ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ (ประโยชนป จ จบุ นั , ประโยชนในโลกน,้ี ประโยชนข น้ั ตน — Dittฺ hฺ adhammikattha: benefits
obtainable here and now; the good to be won in this life; temporal welfare)
2. สัมปรายิกัตถะ (ประโยชนเบื้องหนา , ประโยชนในภพหนา , ประโยชนข้ันสงู ข้�นไป — Samparãyikattha: the
good to be won in the life to come; spiritual welfare)
3. ปรมตั ถะ (ประโยชนส งู สดุ , จดุ หมายสงู สดุ คอื พระนพิ พาน — Paramattha: the highest good; final goal,
i.e. Nibbàna)
อัตถะ 3 หมวดนี้ ในพระสูตรทั่วไปมักแสดงเฉพาะขอ 1 และขอ 2 โดยใหขอ 2 มีความหมายครอบคลุมถึงขอ 3
ดวย (เชน ขุ.อิติ.25/201/242; อธ�บายใน อิติ.อ.92) บางแหงก็กลาวถึงปรมัตถะไวตางหากโดยเฉพาะ (เชน ขุ.สุ.25/296/
338; 313/366; ข.ุ อป.33/165/343)
ดู ทฏิ ฐธมั มิกัตถสงั วัตตนกิ ธรรม 4, สัมปรายกิ ตั ถสังวตั ตนิกธรรม 4 ดวย.
Nd1169, 178, 357; Nd226. ขุ.ม.29/292/205; 320/217; 727/432; ข.ุ จู.30/673/333.
อัตถะ หรอ� อรรถ 32 (ประโยชน, ผลท่ีมงุ หมาย — Attha: benefit; advantage; gain; welfare)
1. อตั ตตั ถะ (ประโยชนตน — Attattha: gain for oneself; one’s own welfare)
2. ปรัตถะ (ประโยชนผ ูอื่น — Parattha: gain for others; others’ welfare)
3. อภุ ยัตถะ (ประโยชนท ้งั สองฝาย — Ubhayattha: gain both for oneself and for others; welfare both of
oneself and of all others)
S.II.29; S.V.121–5; A.I.9; A.III.64; Nd1168; Nd226. ส.ํ น.ิ 16/67/35; สํ.ม.19/603/167; องฺ.ทกุ .20/46/10; องฺ.ปฺจก.22/51/72
มรรค 4 (ทางเขา ถึงความเปนอร�ยบุคคล, ญาณท่ที ำใหล ะสังโยชนไดขาด — Magga: the path)
1. โสดาปตติมรรค (มรรคอันใหถึงกระแสที่นำไปสูพระนิพพานทีแรก, มรรคอันใหถึงความเปนพระโสดาบัน เปน
เหตลุ ะสังโยชนได 3 คือ สกั กายทิฏฐ� ว�จ�กิจฉา สีลัพพตปรามาส — Sotãpattimagga: the Path of Stream-
Entry)
2. สกทาคามมิ รรค (มรรคอันใหถึงความเปนพระสกทาคามี เปนเหตุละสังโยชนได 3 ขอตน กับทำราคะ โทสะ
๑๕
โมหะ ใหเ บาบางลง — Sakadãgãmi-magga: the Path of Once-Returning)
3. อนาคามมิ รรค (มรรคอนั ใหถ งึ ความเปน พระอนาคามี เปน เหตลุ ะสงั โยชนเ บอ้ื งตำ่ ไดท ง้ั 5 — Anãgãmi-magga:
the Path of Non-Returning)
4. อรหัตตมรรค (มรรคอนั ใหถ งึ ความเปน พระอรหนั ต เปน เหตลุ ะสงั โยชนไดห มดทง้ั 10 — Arahatta-magga:
the Path of Arahantship)
Vbh.335. อภิ.ว�.35/837/453.
ผล 4 (ผลท่ีเกดิ สืบเนอื่ งจากการละกิเลสไดดวยมรรค, ธรรมารมณอ ันพระอรย� ะพงึ เสวย ทเี่ ปน ผลเกิดเองในเมอ่ื กเิ ลส
ส�นิ ไปดว ยอำนาจมรรคนน้ั ๆ — Phala: fruition)
1. โสดาปต ตผิ ล (ผลแหงการเขาถึงกระแสที่นำไปสูพระนิพพาน, ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย — Sotãpatti-
phala: the Fruition of Stream-Entry)
2. สกทาคามผิ ล (ผลอนั พระสกทาคามพี งึ เสวย — Sakadãgãmi-phala: the Fruition of Once-Returning)
3. อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามพี ึงเสวย — Anãgãmi-phala: the Fruition of Non- Returning)
4. อรหตั ตผล (ผลคือความเปน พระอรหันต, ผลอันพระอรหันตพงึ เสวย — Arahatta-phala: the Fruition of
Arahantship)
ผล 4 นี้ บางที่เร�ยกวา สามัญญผล (ผลของความเปนสมณะ, ผลแหงการบำเพ็ญสมณธรรม — Sãmañña-phala:
fruits of a monk’s life; fruits of the monkhood)
D.III.227; Vbh.335. ที.ปา.11/242/240; อภิ.ว.� 35/837/453.
โลกุตตรธรรม 9 (ธรรมอนั มิใชว ส� ัยของโลก, สภาวะพน โลก — Lokuttaradhamma: supermundane states) (+
โพธป� กข�ยธรรม 37 = 46: ขุ.ปฏ.ิ 31/620/535; Ps.II.166)
มรรค 4 (Magga: the Four Paths)
ผล 4 (Phala: the Four Fruitions)
นิพพาน หรอ� อสังขตธาตุ 1 (Nibbãna: the Unconditioned State)
Dhs.1094. อภ.ิ สํ.34/706/278; 911/355.
๑๖
ง. ภาเวตัพพธรรม
ธรรมทเ่ี ขา กบั กจิ ในอรย� สจั จข อ ท่ี 4 คอื ภาวนา (ธรรมอนั พงึ เจรญ� หรอ� พงึ ปฏบิ ตั บิ ำเพญ็ , สง�ิ ทจ่ี ะตอ งปฏบิ ตั ิ หรอ� ลงมอื
ทำ ไดแ ก ธรรมทีเ่ ปน มรรค โดยเฉพาะสมถะและว�ปส สนา กลาวคือ ประดาธรรมทเ่ี ปนขอ ปฏบิ ตั ิหร�อเปน ว�ธก� ารทีจ่ ะ
ทำหรอ� ดำเนินการ เพือ่ ใหบ รรลจุ ุดหมายแหง การสลายทุกขห รอ� ดบั ปญ หา — Bhãvetabba-dhamma: things to be
developed, i.e. tranquillity and insight, or, in other words, the Noble Eightfold Path)
ปจจัยแหง สัมมาทฎิ ฐ� 2
บพุ นมิ ติ แหงมรรค 7
พทุ ธโอวาท 3
ไตรสิกขา, สิกขา 3
บุญกริ �ยาวตั ถุ 3
บุญกิรย� าวัตถุ 10
ภาวนา 2
ภาวนา 4
มรรคมีองค 8
กุศลกรรมบท 10
โพธ�ปกขย� ธรรม 37
ปจจยั ใหเกดิ สมั มาทิฏฐ� 2 (ทางเกดิ แหง แนวความคดิ ทถ่ี กู ตอ ง, ตน ทางของปญญาและความดีงามท้งั ปวง —
Sammãditฺthฺ i-paccaya: sources or conditions for the arising of right view)
1. ปรโตโฆสะ (เสียงจากผูอื่น การกระตุนหร�อชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟงคำแนะนำสั่งสอน เลาเร�ยน หา
ความรู สนทนาซักถาม ฟงคำบอกเลา ชักจูงของผอู น่ื โดยเฉพาะการสดับสทั ธรรมจากทา นผูเปน กัลยาณมิตร —
Paratoghosa: another's utterance; inducement by others; hearing or learning from others)
2. โยนโิ สมนสกิ าร (การใชค วามคดิ ถกู วธ� � ความรจู กั คดิ คดิ เปน คอื ทำในใจโดยแยบคาย มองสง�ิ ทง้ั หลายดว ยความ
คิดพิจารณา รูจักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ�งนั้นๆ หร�อปญหานั้นๆ ออก ใหเห็นตามสภาวะและตามความ
สัมพันธแหงเหตุปจจัย — Yonisomanasikãra: reasoned attention; systematic attention; genetical
reflection; analytical reflection)
ขอธรรม 2 อยา งนี้ ไดแก ธรรมหมวดท่ี [1] และ [2] นนั่ เอง แปลอยา งปจ จุบันวา “องคประกอบของการศกึ ษา”
หร�อ “บุพภาคของการศึกษา” โดยเฉพาะขอ ที่ 1 ในที่นี้ใชคำกวา งๆ แตธ รรมที่ตอ งการเนน ก็คอื กัลยาณมิตตตา
ปจจยั ใหเ กดิ มจิ ฉาทฏิ ฐ� ก็มี 2 อยาง คอื ปรโตโฆสะ และ อโยนโิ สมนสกิ าร ซึ่งตรงขา มกับทก่ี ลาวมาน.้ี
M.I.294; A.I.87. ม.มู.12/497/539; อง.ฺ ทกุ . 20/371/110.
บพุ นิมติ แหงมรรค 7 (ธรรมที่เปนเคร�่องหมายบงบอกลวงหนาวา มรรคมีองค 8 ประการอันประเสร�ฐจะเกิดข�้นแกผู
นั้น ดุจแสงอรุณเปนบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตยจะอุทัย, แสงเง�นแสงทองของชีว�ตที่ดี, รุงอรุณของการศึกษา —
Magguppãda-pubbanimitta: a foregoing sign for the arising of the Noble Eightfold Path; precursor
of the Noble Path; harbinger of a good life or of the life of learning)
1. กลั ยาณมิตตตา (ความมกี ลั ยาณมติ ร, มมี ิตรดี, คบหาคนทีเ่ ปน แหลง แหงปญ ญาและแบบอยางที่ดี —
Kalyàõamittatã: good company; having a good friend; association with a good and wise person)
2. สลี สมั ปทา (ความถึงพรอ มดว ยศลี , การทำศลี ใหถ ึงพรอม, ตง้ั ตนอยูในว�นยั และมคี วามประพฤติทวั่ ไปดีงาม —
Sĩla-sampadà: perfection of morality; accomplishment in discipline and moral conduct)
3. ฉันทสมั ปทา (ความถึงพรอมดวยฉันทะ, การทำฉันทะใหถึงพรอม, ความใฝใจอยากจะทำกิจหนาที่และสิ�งทั้ง
หลายที่เกี่ยวของใหดีงาม, ความใฝรูใฝสรางสรรค — Chanda-sampadã: perfection of aspiration;
๑๗
accomplishment in constructive desire)
4. อตั ตสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดวยตนท่ีฝกดแี ลว , การทำตนใหถงึ พรอมดว ยคณุ สมบตั ขิ องผูที่พฒั นาแลว โดย
สมบรู ณ ทั้งดานกาย ศลี จ�ต และปญญา [ทีจ่ ะเปน ภาวต� ัตต คอื ผมู ีตนอันไดพฒั นาแลว ] — Atta-sampadã:
perfection of oneself; acomplishment in self that has been well trained; dedicating oneself to
training for the realization of one’s full human potential; self-actualization)
5. ทฏิ ฐส� มั ปทา (ความถึงพรอมดวยทิฏฐ�, การทำทิฏฐ�ใหถึงพรอม, การตั้งอยูในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูก
ตองดีงามมีเหตุผล เชน ถือหลักความเปนไปตามเหตุปจจัย — Ditฺtฺhisampadã: perfection of view;
accomplishment in view; to be established in good and reasoned principles of thought and belief)
6. อัปปมาทสัมปทา (ความถึงพรอ มดว ยความไมป ระมาท, การทำความไมประมาทใหถ ึงพรอ ม —
Appamãda-sampadã: perfection of heedfulness; accomplishment in diligence)
7. โยนิโสมนสิการสมั ปทา (ความถงึ พรอ มดว ยโยนโิ สมนสกิ าร, การทำโยนโิ สมนสกิ ารใหถ งึ พรอ ม, ความฉลาดคดิ
แยบคายใหเ หน็ ความจรง� และหาประโยชนได — Yonisomanasikãrasampadã: perfection of wise
reflection; accomplishment in systematic attention)
เมื่อใดธรรมที่เปนบุพนิมิต 7 ประการนี้ แมอยางใดอยางหนึ่งเกิดมีในบุคคลแลว เมื่อนั้นยอมเปนอันหวังไดวาเขาจัก
เจร�ญ พัฒนา ทำใหมาก ซง่ึ มรรคมอี งค 8 ประการอนั ประเสรฐ� คอื จกั ดำเนินกา วไปในมัชฌมิ าปฏปิ ทา.
S.V.30–31. สํ.ม.19/130–6/36.
พทุ ธโอวาท 3 (ประมวลคำสอนของพระพทุ ธเจา ทเ่ี ปน หลกั ใหญ 3 ขอ — Buddha-ovãda: the Three Admonitions
or Exhortations of the Buddha)
1. สพพฺ ปาปสฺส อกรณํ (ไมทำความชั่วท้งั ปวง - Sabbapãpassa akaranฺam: not to do any evil)
2. กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทำแตความดี - Kusalassũpasampadã: to do good; to cultivate good)
3. สจต� ฺตปรโ� ยทปนํ (ทำใจของตนใหสะอาดบร�สทุ ธ�์ - Sacittapariyodapanam: to purify the mind)
หลกั 3 ขอ น้ี รวมอยูใน โอวาทปาฏิโมกข ทท่ี รงแสดงในวันเพ็ญ เดือน 3 ที่บดั น้ีเรย� กวา วันมาฆบูชา
D.II.49; Dh.183. ที.ม.10/54/57; ขุ.ธ.25/24/39.
สิกขา 3 หร�อ ไตรสกิ ขา (ขอ ทจ่ี ะตอ งศกึ ษา, ขอ ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน หลกั สำหรบั ศกึ ษา คอื ฝก หดั อบรม กาย วาจา จต� ใจ และ
ปญญา ใหยิ�งข�้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน — Sikkhã: the Threefold Learning; the Threefold
Training)
1. อธ�สีลสกิ ขา (สิกขาคอื ศลี อันย�งิ , ขอปฏิบตั สิ ำหรบั ฝก อบรมในทางความประพฤตอิ ยางสงู — Adhisĩla-
sikkhã: training in higher morality)
2. อธจ� �ตตสกิ ขา (สิกขาคือจต� อนั ยิง� , ขอ ปฏิบตั สิ ำหรบั ฝกอบรมจต� เพือ่ ใหเ กิดคุณธรรมเชน สมาธ�อยางสูง —
Adhicitta-sikkhã: training in higher mentality)
3. อธป� ญญาสกิ ขา (สกิ ขาคอื ปญญาอันย�ิง, ขอปฏิบตั สิ ำหรบั ฝกอบรมปญ ญาเพ่ือใหเกิดความรแู จงอยางสูง —
Adhipaññã-sikkhã: training in higher wisdom)
เร�ยกงา ยๆ วา ศีล สมาธ� ปญญา (morality, concentration and wisdom)
D.III.220; A.I.229. ท.ี ปา.11/228/231; องฺ.ติก.20/521/294.
บญุ กริ ย� าวัตถุ 3 (ทต่ี ้งั แหงการทำบญุ , เรอ�่ งที่จัดเปน การทำความดี, หลักการทำความดี, ทางทำความดี —
Puññakiriyã-vatthu: bases of meritorious action; grounds for accomplishing merit)
1. ทานมัย บุญกิรย� าวตั ถุ (ทำบุญดวยการใหปนสิ�งของ — Dãnamaya puññakiriyã-vatthu: meritorious
๑๘
action consisting in giving or generosity)
2. สลี มยั บญุ กริ ย� าวตั ถุ (ทำบุญดว ยการรกั ษาศลี หร�อประพฤติดมี ีระเบียบว�นยั — Sĩlamaya ~: meritorious
action consisting in observing the precepts or moral behaviour)
3. ภาวนามัย บญุ กริ ย� าวัตถุ (ทำบญุ ดวยการเจรญ� ภาวนา คือฝก อบรมจ�ตใจเจรญ� ปญญา — Bhãvanãmaya ~:
meritorious action consisting in mental development)
D.III.218; A.IV.239; It.51. ท.ี ปา.11/228/230; องฺ.อ�ฐก.23/126/245; ขุ.อิติ.25/238/270.
บญุ กริ ย� าวตั ถุ 10 (ท่ีตัง้ แหง การทำบญุ , ทางทำความดี — Puññakiriyã-vatthu: bases of meritorious action)
1. ทานมัย (ทำบญุ ดวยการใหป นสิ�งของ — Dãnamaya: meritorious action consisting in generosity;
merit acquired by giving)
2. สีลมยั (ทำบุญดว ยการรักษาศลี หรอ� ประพฤตดิ ี — Sĩlamaya: by observing the precepts or moral
behaviour)
3. ภาวนามัย (ทำบญุ ดว ยการเจรญ� ภาวนา คอื ฝกอบรมจ�ตใจเจร�ญปญญา — Bhãvanãmaya ~: by mental
development)
4. อปจายนมยั (ทำบุญดวยการประพฤตอิ อนนอม — Apacãyanamaya: by humility or reverence)
5. เวยยาวจั จมยั (ทำบุญดว ยการชวยขวนขวายรบั ใช — Veyyãvaccamaya: by rendering services)
6. ปตตทิ านมัย (ทำบญุ ดวยการเฉลีย่ สว นแหง ความดีใหแกผ อู ืน่ — Pattidãnamaya: by sharing or giving
out merit)
7. ปต ตานุโมทนามัย (ทำบุญดวยการยนิ ดีในความดขี องผูอืน่ — Pattãnumodanãmaya: by rejoicing in
others’ merit)
8. ธัมมสั สวนมัย (ทำบุญดวยการฟง ธรรมศึกษาหาความรู — Dhammassavanamaya: by listening to the
Doctrine or right teaching)
9. ธมั มเทสนามยั (ทำบุญดว ยการส่งั สอนธรรมใหค วามรู — Dhammadesanãmaya: by teaching the
Doctrine or showing truth)
10. ทิฏชุ กุ มั ม (ทำบุญดวยการทำความเห็นใหตรง — Dittฺ ฺhujukamma: by straightening one’s views or
forming correct views)
ขอ 4 และขอ 5 จัดเขาในสีลมัย; 6 และ 7 ในทานมัย; 8 และ 9 ในภาวนามัย; ขอ 10 ได ท้ังทาน ศีล และภาวนา
D.A.III.999; Comp.146. ที.อ.3/246; สงั คหะ 29.
ภาวนา 2 (การเจรญ� , การทำใหเกดิ ใหมขี �น้ , การฝกอบรมจต� ใจ — Bhãvanã: mental development)
1. สมถภาวนา (การฝก อบรมจต� ใหเ กิดความสงบ, การฝกสมาธ� — Samatha-bhàvanà: tranquillity
development)
2. ว�ปสสนาภาวนา (การฝก อบรมปญ ญาใหเกิดความรูแ จงตามเปนจร�ง, การเจรญ� ปญ ญา — Vipassanã-
bhãvanã: insight development)
สองอยางน้ี ในบาลีทม่ี าทา นเรย� กวา ภาเวตัพพธรรม และ ว�ชชาภาคยิ ธรรม. ในคัมภีรส มยั หลงั บางทเี ร�ยกวา
กรรมฐาน (อารมณเปน ทีต่ ้งั แหง งานเจรญ� ภาวนา, ทต่ี ัง้ แหง งานทำความเพยี รฝก อบรมจ�ต, วธ� �ฝก อบรมจ�ต -
Kammatฺtฺhãna: stations of mental exercises; mental exercise; สงคฺ ห. 51; Comp. 202)
D.III.273; A.I.60. ที.ปา.11/379/290; อง.ฺ ทกุ .20/275/77.
๑๙
ภาวนา 4 (การเจรญ� , การทำใหเ ปน ใหม ีข้น� , การฝกอบรม, การพฒั นา — Bhãvanã: growth; cultivation;
training; development)
1. กายภาวนา (การเจร�ญกาย, พัฒนากาย, การฝกอบรมกาย ใหรูจักติดตอเกี่ยวของกับสิ�งทั้งหลายภายนอกทาง
อนิ ทรย� ท ง้ั หา ดว ยดี และปฏบิ ตั ติ อ สง�ิ เหลา นน้ั ในทางทเ่ี ปน คณุ มใิ หเ กดิ โทษ ใหก ศุ ลธรรมงอกงาม ใหอ กศุ ลธรรม
เสอ่ื มสญู , การพฒั นาความสมั พนั ธก บั สง�ิ แวดลอ มทางกายภาพ — Kãya-bhãvanã: physical development)
2. สลี ภาวนา (การเจร�ญศีล, พัฒนาความประพฤติ, การฝกอบรมศีล ใหตั้งอยูในระเบียบว�นัย ไมเบียดเบียนหร�อ
กอ ความเดือดรอนเสยี หาย อยรู วมกับผูอน่ื ไดดวยดี เกอื้ กูลแกกัน — Sĩlabhãvanã: moral development)
3. จต� ตภาวนา (การเจร�ญจ�ต, พัฒนาจ�ต, การฝกอบรมจ�ตใจ ใหเขมแข็งมั่นคง เจร�ญงอกงามดวยคุณธรรมทั้ง
หลาย เชน มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธ� และสดชื่นเบิกบาน เปนสุขผองใส เปนตน
— Citta-bhãvanã: cultivation of the heart; emotional development)
4. ปญ ญาภาวนา (การเจรญ� ปญ ญา, พฒั นาปญญา, การฝก อบรมปญญา ใหรเู ขา ใจสงิ� ทัง้ หลายตามเปน จร�ง รเู ทา
ทนั เห็นแจงโลกและชีวต� ตามสภาวะ สามารถทำจ�ตใจใหเปน อสิ ระ ทำตนใหบรส� ทุ ธ�์จากกิเลสและปลอดพน จาก
ความทุกข แกไขปญหาทเี่ กดิ ข�น้ ไดด วยปญญา — Paññã-bhãvanã: cultivation of wisdom; intellectual
development; wisdom development)
ในบาลที ม่ี า ทา นแสดงภาวนา 4 น้ี ในรปู ทเ่ี ปน คณุ บทของบคุ คล จง� เปน ภาวต� 4 คอื ภาวต� กาย ภาวต� ศลี ภาวต� จต�
ภาว�ตปญ ญา (ผูไดเ จร�ญกาย ศลี จ�ต และปญ ญาแลว ) บุคคลท่ีมคี ุณสมบตั ิชดุ นี้ครบถวนยอมเปน พระอรหันต
A.III.106. องฺ.ปฺจก. 22/79/121.
มรรคมอี งค 8 หร�อ อัฏฐังคกิ มรรค (เร�ยกเต็มวา อร�ยอัฏฐังคิกมรรค แปลวา “ทางมีองคแปดประการ อันประเสร�ฐ”
— Atฺtฺhangika-magga: the Noble Eightfold Path); องค 8 ของมรรค (มัคคังคะ — factors or constituents
of the Path) มีดังนี้
1. สมั มาทฏิ ฐ� (เห็นชอบ ไดแ ก ความรูอร�ยสัจจ 4 หรอ� เหน็ ไตรลกั ษณ หร�อ รอู กศุ ลและ อกศุ ลมลู กบั กุศลและ
กศุ ลมูล หร�อเห็นปฏิจจสมุปบาท — Sammãdittฺ ฺhi: Right View; Right Understanding)
2. สมั มาสังกปั ปะ (ดำร�ชอบ ไดแก เนกขัมมสังกัปป อพยาบาทสงั กปั ป อวห� งิ สาสงั กัปป — Sammãsankappa:
Right Thought)
3. สมั มาวาจา (เจรจาชอบ ไดแ ก วจ�สจุ ร�ต 4 — Sammãvãcã: Right Speech)
4. สมั มากมั มันตะ (กระทำชอบ ไดแก กายสจุ รต� 3 — Sammãkammanta: Right Action)
5. สมั มาอาชีวะ (เลี้ยงชพี ชอบ ไดแก เวน มิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชพี — Sammã-ãjĩva: Right Livelihood)
6. สมั มาวายามะ (พยายามชอบ ไดแ ก ปธาน หรอ� สมั มปั ปธาน 4 — Sammãvãyãma: Right Effort)
7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ไดแ ก สติปฏฐาน 4 — Sammãsati: Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธ� (ต้งั จ�ตมนั่ ชอบ ไดแก ฌาน 4 — Sammãsamãdhi: Right Concentration)
องค 8 ของมรรค จดั เขาในธรรมขนั ธ 3 ขอตน คอื ขอ 3, 4, 5 เปน ศลี ขอ 6, 7, 8 เปน สมาธ� ขอ 1, 2 เปน
ปญญา
มรรคมีองค 8 นี้ เปนอร�ยสัจจ ขอที่ 4 และไดชื่อวา มัชฌิมาปฏิปทา แปลวา “ทางสายกลาง” เพราะเปนขอ
ปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสูจุดหมายแหงความหลุดพนเปนอิสระ ดับทุกข ปลอดปญหา ไมติดของในที่สุดทั้งสอง คือ
กามสขุ ลั ลิกานุโยค และอตั ตกิลมถานโุ ยค
D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ท.ี ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อุ.14/704/453; อภ.ิ ว.� 35/569/307.
กศุ ลกรรมบถ 101 (ทางแหง กศุ ลกรรม, ทางทำความด,ี กรรมดอี นั เปน ทางนำไปสสู คุ ติ — Kusala-kammapatha:
wholesome course of action) วา โดยหวั ขอยอ ดังน้ี
ก. กายกรรม 3 (การกระทำทางกาย — Kãyakamma: bodily action)
1. ปาณาติปาตา เวรมณ*ี (เวน จากปลงชวี ต� — Pãnãฺ tipãtã veramanĩฺ : abstention from killing)
* เวรมณี แปลวา “เจตนาทท่ี ำใหเวน” หรอ� “เจตนาที่ตรงขา ม” เมื่อจะแปลใหเ ต็มความ จ�งควรแปลวา “การกระทำทีว่ า งจากการคิดเบียดเบยี น” หร�อ “การ
ทำดีที่ตรงขามกับการเบยี ดเบียนชีวต� ” ดงั นเี้ ปน ตน
๒๐
2. อทินฺนาทานา เวรมณี (เวน จากถือเอาของทเ่ี ขามิไดใหโดยอาการขโมย — Adinnãdãnã ~: abstention from
taking what is not given)
3. กาเมสมุ จิ ฉฺ าจารา เวรมณี (เวน จากประพฤตผิ ดิ ในกาม — Kãmesumicchãcãrã ~: abstention from sexual
misconduct)
ข. วจ�กรรม 4 (การกระทำทางวาจา — Vacĩkamma: verbal action)
4. มสุ าวาทา เวรมณี (เวนจากพูดเท็จ — Musãvãdã ~: abstention from false speech)
5. ปส ุณาย วาจาย เวรมณี (เวน จากพดู สอเสยี ด — Pisunãฺ ya vãcãya ~: abstention from tale-bearing)
6. ผรสุ าย วาจาย เวรมณี (เวน จากพดู คำหยาบ — Pharusãya vãcãya ~: abstention from harsh speech)
7. สมฺผปปฺ ลาปา เวรมณี (เวน จากพดู เพอ เจอ — Samphappalãpã ~: abstention from vain talk or gossip)
ค. มโนกรรม 3 (การกระทำทางใจ — Manokamma: mental action)
8. อนภชิ ฺฌา (ความไมค ิดเพง เล็งอยากไดข องเขา — Anabhijjhã: non-covetousness)
9. อพยฺ าปาท (ความไมค ิดรายตอ ผูอ น่ื — Abyãpãda: non-illwill)
10. สมฺมาท�ิ ฐ� (ความเหน็ ชอบ ถูกตองตามคลองธรรม — Sammãditฺthฺ i: right view)
D.III.269,290. ที.ปา.11/360/284; 471/337.
กุศลกรรมบถ 102 (ทางแหงกศุ ลกรรม, ทางทำความดี, กรรมดีอนั เปนทางนำไปสูความสุขความเจร�ญหรอ� สุคติ —
Kusala-kammapatha: wholesome course of action) วาโดยขอ ธรรมสมบูรณ (แปลตัดเอาแตใจความ) ดงั นี้
ก. กายกรรม 3 (การกระทำทางกาย — bodily action)
1. ปาณาติปาตํ ปหาย ฯเปฯ สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺป โหติ (ละการฆาการเบียดเบียน มีเมตตากรุณาชวยเหลือ
เก้อื กลู กัน — to avoid the destruction of life and be anxious for the welfare of all lives)
2. อทินฺนาทานํ ปหาย ฯเปฯ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อนาทาตา โหติ (ละอทินนาทาน เคารพกรรมสิทธ�์ในทรัพยสิน
ของผอู น่ื — to avoid stealing, not violating the right to private property of others)
3. กาเมสมุ จิ ฉฺ าจารํ ปหาย ฯเปฯ น จารต� ตฺ ํ อาปชชฺ ติ า โหติ (ละการประพฤตผิ ดิ ในกาม ไมล ว งละเมดิ ประเพณที าง
เพศ — to avoid sexual misconduct, not transgressing sex morals)
ข. วจ�กรรม 4 (การกระทำทางวาจา — verbal action)
4. มุสาวาทํ ปหาย ฯเปฯ น สมฺปชานมุสา ภาสิตา โหติ (ละการพูดเท็จ ไมยอมกลาวเท็จ เพราะเหตุตนเอง ผูอื่น
หร�อเพราะเห็นแกผลประโยชนใดๆ — to avoid lying, not knowingly speaking a lie for the sake of
any advantage)
5. ปสุณํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ สมคฺคกรณึ วาจํ ภาสิตา โหติ (ละการพูดคำสอเสียด ชวยสมานคนที่แตกราวกัน สง
เสร�มคนที่สมัครสมานกัน ชอบกลาวถอยคำที่สรางสามัคคี — to avoid malicious speech, unite the
discordant, encourage the united and utter speech that makes for harmony)
6. ผรสุ ํ วาจํ ปหาย ฯเปฯ พหชุ นมนาปา ตถารปู วาจํ ภาสิตา โหติ (ละคำหยาบ พดู แตคำสุภาพออ นหวาน — to
avoid harsh language and speak gentle, loving, courteous, dear and agreeable words)
7. สมฺผปฺปลาป ปหาย ฯเปฯ กาลวาที ภูตวาที อตฺถวาที ธมฺมวาที ว�นยวาที นิธานวตึวาจํ ภาสิตา โหติ ฯเปฯ
(ละการพดู เพอ เจอ พดู แตค ำจรง� มเี หตผุ ล มสี ารประโยชน ถกู กาลเทศะ — to avoid frivolous talk; to speak
at the right time, in accordance with facts, what is useful, moderate and full of sense)
๒๑
ค. มโนกรรม 3 (การกระทำทางใจ — mental action)
8. อนภชิ ฺฌาลุ โหติ ฯเปฯ (ไมเ พงเล็งอยากไดข องผูอนื่ — to be without covetousness)
9. อพฺยาปนฺนจ�ตฺโต โหติ ฯเปฯ สุข� อตฺตานํ ปร�หรนฺตูติ (ไมมีจ�ตคิดราย คิดปรารถนา แตวา ขอใหสัตวทั้งหลาย
ไมม เี วร ไมเ บียดเบียน ไมมีทุกข ครองตนอยเู ปนสุขเถิด — to be free from ill-will, thinking, ‘Oh, that
these beings were free from hatred and ill- will, and would lead a happy life free from trouble.’)
10. สมฺมาทิ�ฐ�โก โหติ ฯเปฯ สยํ อภิฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ (มีความเห็นชอบ เชน วา ทานมีผล การบูชา
มผี ล ผลวบ� ากของกรรมดกี รรมชว่ั มี เปน ตน — to possess right view such as that gifts, donations and
offerings are not fruitless and that there are results of wholesome and unwholesome actions)
กศุ ลกรรมบถหมวดน้ี ในบาลเี รย� กชอ่ื หลายอยา ง เชน วา ธรรมจรย� า (ความประพฤตธิ รรม — righteous conduct)
บาง โสไจย (ความสะอาดหร�อเคร�่องชำระตัว — cleansing) บาง อร�ยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผูเจร�ญ —
virtues of a noble or civilized man) บาง อร�ยมรรค (มรรคาอันประเสร�ฐ — the noble path) บาง สัทธรรม
(ธรรมดี, ธรรมแท — good law; true law) บาง สัปปุร�สธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ — qualities of a good man)
บาง ฯลฯ
M.I.287; A.V.266,275–278. ม.ม.ู 12/485/523; องฺ.ทสก.24/165/287; 168–181/296–300.
โพธ�ปก ขย� ธรรม 37 (ธรรมอันเปน ฝกฝา ยแหง ความตรสั รู คือ เกอื้ กลู แกการตรสั รู, ธรรมท่เี กอื้ หนุนแกอร�ยมรรค —
Bodhipakkhiya-dhamma: virtues partaking of enlightenment; qualities contributing to or constituting
enlightenment; enlightenment states)
1. สติปฏฐาน 4
2. สมั มปั ปธาน 4
3. อิทธบ� าท 4
4. อนิ ทรย� 5
5. พละ 5
6. โพชฌงค 7
7. มรรคมีองค 8
โพธป� ก ข�ยธรรมน้ี ตามท่ีท่ัวไปในพระไตรปฎ ก ตรสั ไวเ พียงเปนคำรวมๆ โดยไมไดร ะบชุ อ่ื องคธรรม นอกจากในสงั
ยตุ ตนิกายแหง พระสุตตันตปฎ ก ทม่ี พี ุทธพจนต รัสระบไุ วว า ไดแ ก อินทร�ย 5 (ส.ํ ม.19/1024/301; 1041–3/305; 1071–
1081/313–5) และในคัมภรี ว ภ� ังคแ หง พระอภิธรรมปฎก ซึ่งไขความวา โพธป� กขย� ธรรม ไดแก โพชฌงค 7 (อภ.ิ ว�.35/
611/336)
ธรรมชุดนี้ เมื่อตรัสระบชุ ื่อท้ังชุดในพระสูตร ทรงเร�ยกวาเปน อภญิ ญาเทสิตธรรม เชน ท.ี ม.10/107/141; ท.ี ปา.11/
108/140; ม.อุ. 14/54/51 คอื เปนอภิญญาเทสิตธรรม 37 และในพระอภิธรรม ทานแสดงไววา ธรรม 37 ประการนเี้ ปน
สัทธรรม
นอกจากนี้ ธรรม 37 ประการชุดนี้ยังไดชื่อวาเปน สันติบท คือ ธรรมที่เปนไปเพื่อการบรรลุสันติ (รวมทั้งเปน
อมตบท และ นพิ พานบท เปน ตน - ข.ุ ม.29/701/414; ข.ุ จ.ู 30/391/188) และเปน เสรธ� รรม หรอ� ธรรมเสร� (ข.ุ จ.ู 30/681/
340; 684/342)
ในพระว�นัยปฎก ทา นแสดงธรรม 37 ประการน้ีไวเปน คำจำกดั ความของคำวา มรรคภาวนา (ดู วน� ย.1/236/175; 2/
308/212)
ตอ มา ในคมั ภรี ช น้ั อรรถกถา รวมถงึ วส� ทุ ธม� คั ค จง� ระบแุ ละแจกแจงไวช ดั เจนวา โพธป� ก ขย� ธรรม 37 ประการ ไดแ ก
ธรรมเหลานี้ (ดู อง.ฺ อ.1/77; อิติ.อ.287; ปฏิสํ.อ.2/95, 196, 261; วส� ทุ ธฺ �.3/328)
Vism.681. วส� ุทธฺ .� 3/328.
๒๒
สตปิ ฏฐาน 4 (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ�งทั้งหลายใหรูเห็นตามความเปนจร�ง คือ ตามที่สิ�งนั้นๆ มัน
เปนของมัน — Satipattฺ hฺ ãna: foundations of mindfulness)
1. กายานปุ ส สนาสตปิ ฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ใหรูเห็นตามเปนจร�งวา เปนแตเพียงกาย ไมใชสัตว
บุคคลตัวตนเราเขา — Kãyãnupassanã-~ : contemplation of the body; mindfulness as regards the body)
ทา นจำแนกวธ� ป� ฏบิ ตั ไิ วห ลายอยา ง คอื อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ 1 อริ ย� าบถ กำหนดรทู นั อริ ย� าบถ 1 สมั ปชญั ญะ
สรางสมั ปชญั ญะในการกระทำความเคล่อื นไหวทกุ อยาง 1 ปฏกิ ลู มนสิการ พจิ ารณาสว นประกอบอนั ไมสะอาดทัง้ หลาย
ที่ประชุมเขาเปนรางกายนี้ 1 ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นรางกายของตนโดยสักวาเปนธาตุแตละอยางๆ 1 นวสีวถิกา
พิจารณาซากศพในสภาพตางๆ อันแปลกกนั ไปใน 9 ระยะเวลา ใหเ ห็นคติธรรมดาของรา งกาย ของผอู นื่ เชนใด ของตน
ก็จักเปน เชน น้ัน 1
2. เวทนานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ใหรูเห็นตามเปนจร�งวาเปนแตเพียงเวทนา ไมใช
สัตวบุคคลตัวตนเราเขา — Vedanãnupassanã-~ : contemplation of feelings; mindfulness as regards
feelings) คือ มีสติอยูพรอมดวยความรูชัดเวทนาอันเปนสุขก็ดี ทุกขก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เปนสามิส และเปนนิรามิส
ตามที่เปน ไปอยูในขณะน้นั ๆ
3. จ�ตตานปุ ส สนาสติปฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจ�ต ใหรูเห็นตามเปนจร�งวา เปนแตเพียงจ�ต ไมใชสัตว
บคุ คลตวั ตนเราเขา — Cittãnupassanã-~ : contemplation of mind; mindfulness as regards mental conditions)
คือ มีสติอยูพรอมดวยความรูชัดจ�ตของตนที่มีราคะ ไมมีราคะ มีโทสะ ไมมีโทสะ มีโมหะ ไมมีโมหะ เศราหมองหร�อ
ผอ งแผว ฟงุ ซา นหร�อเปนสมาธ� ฯลฯ อยา งไรๆ ตามท่ีเปน ไปอยูในขณะนั้นๆ
4. ธัมมานปุ ส สนาสติปฏ ฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ใหรูเห็นตามเปนจร�งวา เปนแตเพียงธรรม ไมใช
สตั วบ คุ คลตวั ตนเราเขา — Dhammãnupassanã-~ : contemplation of mindobjects; mindfulness as regards
ideas) คอื มสี ตอิ ยพู รอ มดว ยความรชู ดั ธรรมทง้ั หลาย ไดแ ก นวิ รณ 5 ขนั ธ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค 7 อรย� สจั จ 4 วา
คอื อะไร เปน อยา งไร มีในตนหรอ� ไม เกดิ ขน้� เจรญ� บรบ� รู ณ และดบั ไปไดอ ยา งไร เปน ตน ตามทเ่ี ปน จรง� ของมนั อยา งนน้ั ๆ
D.II.290–315; M.I.55–63. ท.ี ม.10/273–300/325–351; ม.ม.ู 12/131–152/103–127.
ปธาน 4 (ความเพียร — Padhãna: effort; exertion)
1. สงั วรปธาน (เพยี รระวงั หรอ� เพียรปดกนั้ คอื เพียรระวังยับยง้ั บาปอกศุ ลธรรมที่ยงั ไมเ กดิ มิใหเ กดิ ข�น้ —
Samvara-padhãna: the effort to prevent; effort to avoid)
2. ปหานปธาน (เพียรละหรอ� เพียรกำจดั คอื เพยี รละบาปอกุศลธรรมทีเ่ กิดขน�้ แลว — Pahãna-padhãna: the
effort to abandon; effort to overcome)
3. ภาวนาปธาน (เพยี รเจร�ญ หร�อเพยี รกอใหเกดิ คือ เพยี รทำกุศลธรรมท่ียังไมเ กดิ ใหเ กดิ มีขน้� — Bhãvanã-
padhãna: the effort to develop)
4. อนุรกั ขนาปธาน (เพยี รรกั ษา คอื เพยี รรกั ษากศุ ลธรรมทเ่ี กดิ ขน้� แลว ใหต ง้ั มน่ั และใหเ จรญ� ยง�ิ ขน้� ไปจนไพบลู ย —
Anurakkhanã-padhãna: the effort to maintain)
ปธาน 4 น้ี เร�ยกอกี อยา งวา สมั มปั ปธาน 4 (ความเพยี รชอบ, ความเพียรใหญ - Sammappadhàna: right
exertions; great or perfect efforts)
A.II.74,16,15. องฺ.จตุกฺก.21/69/96; 14/20; 13/19.
อทิ ธ�บาท 4 (คุณเคร�่องใหถึงความสำเร�จ, คุณธรรมที่นำไปสูความสำเร�จแหงผลที่มุงหมาย — Iddhipãda: path of
accomplishment; basis for success)
1. ฉนั ทะ (ความพอใจ คือ ความตองการที่จะทำ ใฝใจรักจะทำสิ�งนั้นอยูเสมอ และปรารถนาจะทำใหไดผลดียิ�งๆ
ขน้� ไป — Chanda: will; zeal; aspiration)
2. ว�รย� ะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ�งนั้นดวยความพยายาม เขมแข็ง อดทน เอาธุระ ไมทอถอย —
๒๓
Viriya: energy; effort; exertion; perseverance)
3. จต� ตะ (ความคิดมุงไป คือ ตั้งจ�ตรับรูในสิ�งที่ทำและทำสิ�งนั้นดวยความคิด เอาจ�ตฝกใฝไมปลอยใจใหฟุงซาน
เล่ือนลอยไป อุทศิ ตวั อุทศิ ใจใหแ กส �ิงที่ทำ — Citta: thoughtfulness; active thought; dedication)
4. ว�มงั สา (ความไตรตรอง หร�อ ทดลอง คือ หมั่นใชปญญาพิจารณาใครครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบ
ขอยิ�งหยอนในสิ�งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดคนว�ธ�แกไขปรับปรุง เปนตน — Vĩmamsã: investigation;
examination; reasoning; testing)
D.III.221; Vbh.216. ท.ี ปา.11/231/233; อภ.ิ ว�.35/505/292.
อินทรย� 5 (ธรรมทีเ่ ปนใหญในกิจของตน — Indriya: controlling faculty)
1. สัทธา (ความเช่อื — Saddhã: confidence)
2. วร� �ยะ (ความเพยี ร — Viriya: energy; effort)
3. สติ (ความระลกึ ได — Sati: mindfulness)
4. สมาธิ (ความตั้งจต� มน่ั — Samãdhi: concentration)
5. ปญญา (ความรูทัว่ ชัด — Paññã: wisdom; understanding)
หมวดธรรมนี้เร�ยกอยางหนึ่งวา พละ 5 ที่เร�ยกวา พละ เพราะความหมายวา เปนพลัง ทำใหเกิดความมั่นคง ซึ่ง
ความไรศรัทธาเปนตน แตละอยางจะเขาครอบงำไมได สวนที่เร�ยกวาอินทร�ย เพราะความหมายวา เปนใหญในการ
กระทำหนาที่แตละอยางๆ ของตน คือเปนเจาการในการครอบงำเสียซึ่งความไรศรัทธา ความเกียจคราน ความ
ประมาท ความฟงุ ซาน และความหลงตามลำดับ
S.V.191–204; 235–237; Ps.II.1–29. ส.ํ ม.19/843–900/256–271; 1061–1069/310–312; ขุ.ปฏิ.31/423–463/300–344.
พละ 5 (ธรรมอันเปนกำลัง — Bala: power)
องคธ รรม 5 อยา งในหมวดนี้ มีชื่อตรงกับ อินทร�ย 5 จ�งขอใหด ูท่ี อนิ ทรย� 5
พละหมวดน้เี ปน หลกั ปฏิบัตทิ างจต� ใจ ใหถงึ ความหลุดพน โดยตรง
D.III.239; A.III.10; Vbh.342. ที.ปา.11/300/252; อง.ฺ ปจฺ ก.22/13/11; อภ.ิ ว.� 35/844/462.
โพชฌงค 7 (ธรรมท่เี ปนองคแ หงการตรสั รู — Bojjhanga: enlightenment factors)
1. สติ (ความระลกึ ได สำนึกพรอมอยู ใจอยูกบั กจิ จ�ตอยูก ับเรอ่� ง — Sati: mindfulness)
2. ธัมมว�จยะ (ความเฟน ธรรม, ความสอดสอ งสบื คน ธรรม — Dhammavicaya: truth investigation)
3. วร� ย� ะ (ความเพยี ร — Viriya: effort; energy)
4. ปติ (ความอิม� ใจ — Pĩti: zest; rapture)
5. ปส สัทธ� (ความผอ นคลายสงบเย็นกายใจ — Passaddhi: tranquillity; calmness)
6. สมาธ� (ความมีใจต้งั ม่ัน จ�ตแนวแนในอารมณ — Samãdhi: concentration)
7. อเุ บกขา (ความมีใจเปนกลางเพราะเห็นตามเปนจร�ง — Upekkhã: equanimity)
แตล ะขอ เรย� กเต็ม มี สัมโพชฌงค ตอทา ยเปน สติสัมโพชฌงค เปน ตน.
D.III.251,282; Vbh.277. ที.ปา.11/327/264; 434/310; อภ.ิ ว�.35/542/306.
มรรคมอี งค 8 ดู มรรคมีองค 8 หร�อ อฏั ฐังคิกมรรค
D.II.312; M.I.61; M.III.251; Vbh.235. ท.ี ม.10/299/348; ม.ม.ู 12/149/123; ม.อ.ุ 14/704/453; อภ.ิ ว�.35/569/307.
๒๔
ธมั มจักกัปปวัตตนสูตร
(ว.ิ มหา. ๔/๑๓/๑๘)
อถโข ภควา ปฺจวคคฺ ิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทวฺ เม ภิกขฺ เว อนฺตา ปพพฺ ชเิ ตน น เสว�ตพพฺ า
ลำดบั นน้ั พระผมู พี ระภาครบั สง่ั กะพระปญ จวคั คยี ว า ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ทส่ี ดุ สองอยา งน้ี อนั บรรพชติ ไมค วรเสพ คอื
โย จายํ กาเมสุ กามสขุ ลลฺ กิ านโุ ยโค หีโน คมฺโม โปถุชชฺ นิโก อนร�โย อนตฺถสหฺ ิโต โย จายํ อตตฺ กิลมถานุโยโค
ทุกโฺ ข อนร�โย อนตถฺ สหฺ โิ ต
การประกอบตนใหพัวพันดวยกามสุขในกามทั้งหลาย เปนธรรมอันเลว เปนของชาวบาน เปนของปุถุชน ไมใชของ
พระอร�ยะ ไมประกอบดวยประโยชน ๑ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแกตน เปนความลำบาก ไมใชของพระอร�ยะ
ไมป ระกอบดว ยประโยชน ๑
เอเต เต ภกิ ฺขเว อุโภ อนฺเต อนปุ คมมฺ มชฌฺ มิ า ปฏปิ ทา ตถาคเตน อภสิ มพฺ ุทธฺ า จกฺขกุ รณี าณกรณี
อุปสมาย อภิฺ าย สมฺโพธาย นพิ ฺพานาย สวํ ตตฺ ติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไมเขาไปใกลที่สุดสองอยางนั้น นั่นตถาคตไดตรัสรูแลวดวยปญญาอันยิ�ง ทำ
ดวงตาใหเกดิ ทำญาณใหเ กดิ ยอ มเปน ไปเพ่ือความสงบ เพอ่ื ความรยู งิ� เพือ่ ความตรัสรู เพ่ือนิพพาน
กตมา จ สา ภิกขฺ เว มชฺฌมิ า ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมพฺ ุทธฺ า จกฺขุกรณี าณกรณี อปุ สมาย อภิ ฺ าย
สมฺโพธาย นพิ พฺ านาย สวํ ตตฺ ติ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตไดตรัสรูแลวดวยปญญาอันยิ�ง ทำดวงตาใหเกิด ทำญาณใหเกิด ยอม
เปนไปเพ่ือความสงบ เพอื่ ความรยู ง�ิ เพ่ือความตรสั รู เพื่อนพิ พานนน้ั เปนไฉน?
อยเมว อรโ� ย อ�งฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาท�ิ ิ สมฺมาสงกฺ ปโฺ ป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนโฺ ต สมมฺ าอาชีโว
สมมฺ าวายาโม สมมฺ าสติ สมมฺ าสมาธ�
ปฏิปทาสายกลางนั้น ไดแกอร�ยมรรค มีองค ๘ นี้แหละ คือปญญาอันเห็นชอบ ๑ ความดำร�ชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑
การงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวต� ชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตง้ั จต� ชอบ ๑
อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌมิ า ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมพฺ ทุ ธฺ า จกขฺ กุ รณี าณกรณี อุปสมาย อภิ ฺ าย
สมโฺ พธาย นพิ ฺพานาย สํวตฺตติ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย นแ้ี ลคอื ปฏปิ ทาสายกลางนน้ั ทต่ี ถาคตไดต รสั รแู ลว ดว ยปญ ญาอนั ยง�ิ ทำดวงตาใหเ กดิ ทำญาณให
เกิด ยอ มเปน ไปเพอ่ื ความสงบ เพื่อความรูย�งิ เพ่ือความตรสั รู เพอ่ื นพิ พาน
อทิ ํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกขฺ ํ อร�ยสจฺจํ ชาตปิ ทกุ ฺขา ชราป ทุกขฺ า พฺยาธ�ป ทกุ ขฺ า มรณมฺป ทกุ ฺขํ อปปฺ เยหิ
สมปฺ โยโค ทุกฺโข ปเ ยหิ ว�ปฺปโยโค ทุกโฺ ข ยมฺปจฉฺ ํ น ลภติ ตมปฺ ทุกฺขํ สงฺข�ตเฺ ตน ปฺจปุ าทานกฺขนฺธา ทุกขฺ า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แลเปนทุกขอร�ยสัจ คือ ความเกิดก็เปนทุกข ความแก ก็เปนทุกข ความเจ็บไขก็เปนทุกข
ความตายก็เปนทุกข ความประจวบดวยสิ�งที่ไมเปนที่รัก ก็เปนทุกข ความพลัดพรากจากสิ�งเปนที่รักก็เปนทุกข
ปรารถนาสิ�งใดไมไดส�งิ น้นั กเ็ ปน ทุกข โดยยน ยอ อปุ าทานขันธ ๕ เปน ทุกข
อิทํ โข ปน ภิกขฺ เว ทกุ ฺขสมทุ โย อรย� สจฺจํ ยายํ ตณหฺ า โปโนพฺภวก� า นนทฺ ิราคสหคตา ตตรฺ ตตรฺ าภินนทฺ นิ ี
เสยฺยถที ํ กามตณหฺ า ภวตณหฺ า ว�ภวตณฺหา
๒๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขอนี้แลเปนทุกขสมุทัยอร�ยสัจ คือตัณหาอันทำใหเกิดอีก ประกอบดวยความกำหนัดดวยอำนาจ
ความเพลนิ มีปกติเพลดิ เพลนิ ในอารมณน ั้นๆ คอื กามตณั หา ภวตัณหา วภ� วตัณหา
อิทํ โข ปน ภกิ ขฺ เว ทุกขฺ นโิ รโธ อรย� สจจฺ ํ โย ตสฺสาเยว ตณหฺ าย อเสสว�ราคนโิ รโธ จาโค ปฏินสิ สฺ คโฺ ค มุตตฺ ิ
อนาลโย
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ขอ นแ้ี ลเปน ทกุ ขนโิ รธอรย� สจั คอื ตณั หานน่ั แลดบั โดยไมเ หลอื ดว ยมรรคคอื วร� าคะ สละ สละคนื
ปลอ ยไป ไมพวั พัน
อทิ ํ โข ปน ภกิ ฺขเว ทกุ ขฺ นโิ รธคามนิ ี ปฏิปทา อร�ยสจฺจํ อยเมว อร�โย อ�งคฺ ิโก มคฺโค เสยยฺ ถีทํ สมมฺ าท�ิ ิ
ฯเปฯ สมมฺ าสมาธ�
ดูกรภกิ ษุท้ังหลาย ขอน้ีแลเปน ทุกขนิโรธคามินปี ฏิปทาอรย� สัจ คอื อรย� มรรคมีองค ๘ นแ้ี หละ คอื ปญญาเหน็ ชอบ
๑ … ตั้งจต� ชอบ ๑.
อิทํ ทกุ ฺขํ อร�ยสจฺจนฺติ เม ภิกขฺ เว ปพุ เฺ พ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกขฺ ุํ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺญา อทุ ปาทิ
ว�ชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกขฺ ํ อรย� สจฺจํ ปร� เฺ ยฺยนตฺ ิ เม ภกิ ขฺ เว ฯเปฯ ปร� ฺ าตนฺติ
เม ภกิ ขฺ เว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อุทปาทิ ปฺ า อทุ ปาทิ ว�ชชฺ า อุทปาทิ อาโลโก
อทุ ปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมา
กอนวา นี้ทุกขอร�ยสัจ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรมทั้ง
หลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา
แสงสวาง ไดเ กิดข้�นแลวแกเรา ในธรรมทงั้ หลายที่เราไมเคยฟง มากอ นวา ทกุ ขอรย� สัจนีน้ ้ันแล เราก็ไดก ำหนดรแู ลว
อทิ ํ ทกุ ขฺ สมทุ โย อร�ยสจจฺ นตฺ ิ เม ภกิ ขฺ เว ปุพเฺ พ อนนสุ สฺ เุ ตสุ ธมเฺ มสุ จกฺขํุ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อทุ ปาทิ วช� ชฺ า อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อรย� สจจฺ ํ ปหาตพพฺ นฺติ เม ภกิ ขฺ เว ฯเปฯ
ปหีนนตฺ ิ เม ภิกขฺ เว ปุพเฺ พ อนนสุ ฺสุเตสุ ธมเฺ มสุ จกขฺ ํุ อทุ ปาทิ าณํ อุทปาทิ ปฺ า อุทปาทิ ว�ชฺชา อทุ ปาทิ
อาโลโก อุทปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมา
กอ นวา น้ีทุกขสมทุ ัยอรย� สัจ ดกู รภกิ ษุทงั้ หลาย ดวงตา ญาณ ปญ ญา ว�ทยา แสงสวา ง ไดเกดิ ข้�นแลวแกเรา ในธรรม
ทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขสมุทัยอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา
วท� ยา แสงสวา ง ไดเกดิ ข้�นแลว แกเรา ในธรรมทง้ั หลายท่ีเราไมเ คยฟง มากอนวา ทุกขสมุทัยอร�ยสัจน้ีน้ันแล เราไดล ะ
แลว
อิทํ ทกุ ฺขนโิ รโธ อรย� สจฺจนตฺ ิ เม ภิกขฺ เว ปพุ เฺ พ อนนสุ ฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อุทปาทิ ว�ชชฺ า อทุ ปาทิ อาโลโก อทุ ปาทิ ตํ โข ปนทิ ํ ทุกฺขนิโรโธ อร�ยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภกิ ฺขเว ฯเปฯ
สจฺฉกิ ตนตฺ ิ เม ภกิ ฺขเว ปพุ เฺ พ อนนสุ ฺสุเตสุ ธมเฺ มสุ จกฺขํุ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า อุทปาทิ วช� ชฺ า
อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมา
กอนวา นี้ทุกขนิโรธอร�ยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรม
ทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขนิโรธอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรทำใหแจง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา
ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขนิโรธอร�ยสัจนี้นั้นแล เราทำให
๒๖
แจง แลว
อทิ ํ ทุกขฺ นโิ รธคามินี ปฏิปทา อร�ยสจจฺ นฺติ เม ภิกฺขเว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสเุ ตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ าณํ อทุ ปาทิ
ปฺ า อุทปาทิ วช� ชฺ า อทุ ปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามนิ ี ปฏิปทา อรย� สจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ
เม ภิกขฺ เว ฯเปฯ ภาวต� นฺติ เม ภิกขฺ เว ปพุ ฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกขฺ ุํ อทุ ปาทิ าณํ อทุ ปาทิ ปฺ า
อทุ ปาทิ วช� ฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ
ดกู รภกิ ษทุ ง้ั หลาย ดวงตา ญาณ ปญ ญา วท� ยา แสงสวา ง ไดเ กดิ ขน้� แลว แกเ รา ในธรรมทง้ั หลายทเ่ี ราไมเ คยฟง มากอ น
วา นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอร�ยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปญญา ว�ทยา แสงสวาง ไดเกิดข�้นแลวแกเรา
ในธรรมทั้งหลายที่เราไมเคยฟงมากอนวา ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอร�ยสัจนี้นั้นแล ควรใหเจร�ญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ดวงตา ญาณ ปญ ญา วท� ยา แสงสวา ง ไดเ กดิ ขน้� แลว แกเ รา ในธรรมทง้ั หลายทเ่ี ราไมเ คยฟง มากอ นวา ทกุ ขนโิ รธคามนิ ี
ปฏิปทาอร�ยสจั นี้น้ันแล เราใหเจร�ญแลว
ยาวกวี จฺ เม ภกิ ขฺ เว อิเมสุ จตสู ุ อรย� สจเฺ จสุ เอวนตฺ ปิ ร�ว�ฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ น สุวส� ุทธฺ ํ
อโหสิ เนว ตาวาหํ ภกิ ขฺ เว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพรฺ าหฺมณยิ า ปชาย สเทวมนุสฺสาย
อนตุ ฺตรํ สมมฺ าสมฺโพธ� อภิสมพฺ ทุ ฺโธ ปจฺจฺ าสึ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปญญาอันรูเห็นตามเปนจร�งของเราในอร�ยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อยางนี้ ยังไมหมดจด
ดีแลว เพยี งใด ดูกรภกิ ษทุ ั้งหลาย เรายังยืนยันไมไดวา เปน ผูต รัสรูสมั มาสมั โพธ�ญาณ อนั ยอดเยี่ยมในโลก พรอมทง้ั
เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูส ตั ว พรอมทั้งสมณะ พราหมณ เทวดาและมนษุ ย เพยี งนัน้ .
ยโต จ โข เม ภกิ ฺขเว อิเมสุ จตูสุ อรย� สจเฺ จสุ เอวนตฺ ิปรว� �ฏํ ทวฺ าทสาการํ ยถาภูตํ าณทสฺสนํ สุวส� ทุ ฺธํ อโหสิ
อถาหํ ภกิ ขฺ เว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหมฺ เก สสสฺ มณพรฺ าหมฺ ณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนตุ ตฺ รํ สมฺมา-
สมโฺ พธ� อภิสมพฺ ุทฺโธ ปจจฺ ฺ าสึ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปญญาอันรูเห็นตามเปนจร�งของเรา ในอร�ยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อยางนี้
หมดจดดีแลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจ�งยืนยันไดวา เปนผูตรัสรูสัมมาสัมโพธ�ญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก
พรอ มท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตว พรอ มทงั้ สมณะ พราหมณ เทวดาและมนษุ ย
าณฺจ ปน เม ทสฺสนํ อทุ ปาทิ อกุปปฺ า เม วม� ตุ ตฺ ิ อยมนตฺ มิ า ชาติ นตฺถทิ านิ ปุนพฺภโวติ
อน่ึง ปญญาอนั รูเหน็ ไดเกดิ ข้�นแลว แกเราวา ความพน ว�เศษของเราไมกลับกำเรบ� ชาตนิ ีเ้ ปน ที่สดุ ภพใหมไมม ีตอไป
อิมสฺมิฺจ ปน เวยยฺ ากรณสฺมึ ภฺ มาเน อายสมฺ โต โกณฺฑฺ สฺส ว�รชํ ว�ตมลํ ธมมฺ จกฺขุํ อทุ ปาทิ ยงกฺ ิ จฺ �
สมทุ ยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
กแ็ ลเมื่อพระผูมพี ระภาคตรัสไวยากรณภาษิตน้ีอยู ดวงตาเหน็ ธรรม ปราศจากธลุ ี ปราศจากมลทนิ ไดเกดิ ข�น้ แกทาน
พระโกณฑัญญะวา สิ�งใดสิ�งหน่ึงมีความเกิดข้น� เปน ธรรมดา สง�ิ นั้นทง้ั มวล มีความดบั เปนธรรมดา
ปวตตฺ ิเต จ ภควตา ธมฺมจกฺเก ภุมฺมา เทวา สททฺ มนสุ ฺสาเวสุํ เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสปิ ตเน มิคทาเย
อนุตฺตรํ ธมมฺ จกฺกํ ปวตตฺ ิตํ อปปฺ ฏิวตฺติยํ สมเณน วา พรฺ าหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหมฺ ุนา วา
เกนจ� วา โลกสฺมนิ ฺติ
ครน้ั พระผมู พี ระภาคทรงประกาศธรรมจกั รใหเ ปน ไปแลว เหลา ภมุ มเทวดาไดบ นั ลอื เสยี งวา นน่ั พระธรรมจกั รอนั ยอด
เยย่ี ม พระผมู พี ระภาคทรงประกาศใหเ ปน ไปแลว ณ ปา อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั เขตพระนครพาราณสี อนั สมณะ พราหมณ
๒๗
เทวดา มาร พรหม หรอ� ใครๆ ในโลก จะปฏิวตั ไิ มได
ภุมมฺ านํ เทวานํ สทฺทํ สตุ วฺ า จาตมุ ฺมหาราชกิ า เทวา สททฺ มนสุ ฺสาเวสุํ
จาตุมมฺ หาราชิกานํ เทวานํ สทฺทํ สุตวฺ า ตาวตึสา เทวา สททฺ มนสุ สฺ าเวสํุ
ฯเปฯ
ยามา เทวา …
ตุสติ า เทวา …
นิมฺมานรตี เทวา …
ปรนิมมฺ ิตวสวตตฺ ี เทวา …
พฺรหมฺ กายกิ า เทวา สทฺทมนสุ ฺสาเวสํุ
เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อสิ ิปตเน มิคทาเย อนตุ ตฺ รํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตติ ํ อปฺปฏิวตฺตยิ ํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน
วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหมฺ นุ า วา เกนจ� วา โลกสมฺ นิ ฺติ
เทวดาชั้นจาตมุ หาราช ไดยนิ เสยี งของพวกภมุ มเทวดาแลว กบ็ ันลอื เสียงตอ ไป.
เทวดาชัน้ ดาวดงึ ส ไดยนิ เสียงของพวกเทวดาชนั้ จาตมุ หาราชแลว ก็บนั ลือเสยี งตอไป.
เทวดาชั้นยามา …
เทวดาชั้นดสุ ิต …
เทวดาช้นั นิมมานรดี …
เทวดาชน้ั ปรนิมมติ วสวดี …
เทวดาทน่ี บั เนอ่ื งในหมพู รหม ไดย นิ เสยี งของพวกเทวดาชน้ั ปรนมิ มติ วสวดแี ลว กบ็ นั ลอื เสยี งตอ ไปวา นน่ั พระธรรม-
จกั รอนั ยอดเย่ยี ม พระผูม ีพระภาคทรงประกาศใหเ ปนไปแลว ณ ปาอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั เขตพระนครพาราณสี อนั
สมณะ พราหมณ เทวดา มาร พรหม หร�อใครๆ ในโลก จะปฏวิ ตั ิไมได
อติ ิห เตน ขเณน เตน มหุ ตุ ฺเตน ยาว พฺรหมฺ โลกา สทโฺ ท อพฺภุคฺคจฺฉิ
ช่ัวขณะการครูห นงึ่ นนั้ เสียงกระฉอ นขน�้ ไปจนถงึ พรหมโลก ดว ยประการฉะนแ้ี ล
อยฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงกฺ มฺป สมปฺ กมฺป สมฺปเวธ� อปฺปมาโณ จ อุฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ อติกกฺ มฺม
เทวานํ เทวานุภาวํ
ท้ังหมืน่ โลกธาตุนี้ไดห วั่นไหวสะเทือนสะทาน ทัง้ แสงสวา งอนั ยิง� ใหญหาประมาณมไิ ด ไดปรากฏแลว ในโลก ลวงเทวา
นภุ าพของเทวดาท้ังหลาย
อถโข ภควา อทุ านํ อุทาเนสิ อฺ าสิ วต โภ โกณฑฺ ฺโ อฺ าสิ วต โภ โกณฑฺ โฺ ติ อติ หิ ทิ ํ อายสฺมโต
โกณฺฑฺ สฺส อฺ าโกณฑฺ โฺ เตฺวว นามํ อโหสิ
ลำดบั นน้ั พระผมู ีพระภาคทรงเปลง พระอุทานวา ทา นผเู จร�ญ โกณฑญั ญะ ไดรแู ลวหนอ ทา นผเู จร�ญ โกณฑัญญะได
รูแลวหนอ เพราะเหตนุ น้ั คำวา อัญญาโกณฑัญญะน้ี จง� ไดเปนชื่อ ของทา นพระโกณฑัญญะ ดวยประการฉะน้ี
๒๘
ปฏิจจสมุปบาท
กระบวนการเวียนวายตายเกิดและการดับทุกข
ภาพประกอบ: ภาพวาดปฏจิ จสมุปบาท
โดย พระครใู บฎีกาอำนาจ โอภาโส
วดั พระธาตผุ าซอนแกว อ.เขาคอ จ.เพชรบรู ณ
ความหมาย: พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ขยาย
(บทท่ี ๔ ปฏจิ จสมปุ บาท - คำจำกดั ความองคป ระกอบหรอื หวั ขอ ตามลำดบั /น.๑๗๑)
โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป. อ. ปยตุ ฺโต)
รวบรวมและจัดทำเพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
โดย มูลนิธิธรรมทานกุศลจิตเเละพิพิธภัณฑ์จรรโลงพุทธศาสนา
สารบัญ ๕
๗
ปฏจิ จสมุปบาท ๙
๑๑
กระบวนการเวยี นวา ยตายเกิดและการดับทกุ ข ๑๓
๑๕
ผูใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผูนั้นเห็นธรรม ๑๗
(ม.ม.ู ๑๒/๓๔๖/๒๕๓) ๑๙
ผูใดเห็นธรรม ผูนั้นเห็นเรา (ตถาคต) ๒๑
(สง.ข. ๑๗/๒๑๖/๑๑๗) ๒๓
๒๕
ปฏจิ จสมปุ บาทสมทุ ยวาร ๒๗
กระบวนการเวยี นวา ยตายเกิด (เกิดความทุกข)
(โลกยี ภูม)ิ
ปฏจิ จสมุปบาทนโิ รธวาร
กระบวนการหยดุ การเวยี นวา ยตายเกดิ (ดบั ความทุกข)
(โลกุตตรภูมิ)
๑. อวชิ ชา: ความไมรแู จง
๒. สังขาร: ความคิดปรุงแตง
๓. วิญญาณ: ความรูตอ สิง่ ท่ถี กู รบั รู
๔. นามรปู : นามธรรมและรูปธรรม
๕. สฬายตนะ: ชอ งทางรับรู ๖
๖. ผัสสะ: การรบั รูสมั ผสั
๗. เวทนา: ความเสวยอารมณ
๘. ตัณหา: ความทะยานอยาก
๙. อุปาทาน: ความยึดติดถือมั่น
๑๐. ภพ: ภาวะชวี ิตทีเ่ ปน อยู
๑๑. ชาติ: ความเกดิ
๑๒. ชรามรณะ: ความแก- ความตาย
ปฏิจจสมุปบาท : กระบวนการเกิดและดับทุกข
สแกน QRcode เพื่ออานรายละเอียด